The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปเล่มวิจัยสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by khettawanthapsai, 2021-08-24 05:18:48

รูปเล่มวิจัยสมบูรณ์

รูปเล่มวิจัยสมบูรณ์

Keywords: รูปเล่มวิจัยสมบูรณ์

การพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เร่อื ง กฎหมายในชีวิตประจำวัน
ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 โดยใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน

นายเขตตะวนั ทัพซ้าย
นกั ศึกษาฝึกประสบการณว์ ชิ าชพี ครู
โรงเรียนบา้ นดอนชา้ ง (ศรีสขุ วทิ ยาคาร)

หลกั สตู รประกาศนยี บตั รบณั ฑิตวิชาชีพครู
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เลย

พ.ศ. 2564.

การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง กฎหมายในชวี ติ ประจำวัน
ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน

นายเขตตะวัน ทพั ซ้าย
นักศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครู
โรงเรยี นบ้านดอนช้าง (ศรีสขุ วิทยาคาร)

หลกั สูตรประกาศนยี บัตรบณั ฑติ วิชาชีพครู
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เลย

พ.ศ. 2564



กติ ตกิ รรมประกาศ

วิจัยทางการการศึกษาฉบับนสี้ ำเรจ็ สมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออยางสูงยิ่ง
จาก รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทราพร เกษสังข์ อาจารย์ประจำรายวิชา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.
วีนัส ภักดิ์นรา อาจารยน์ เิ ทศ

ขอขอบพระคุณ คุณครูนันทิกานต์ แสงแก้ว คุณครูยุภาพร มหาโพธิ์ คุณครูพวงผกา เย็น
ขัน คุณครูพิศมัย เพย์ และคุณครูวรเวท วงรัศมี ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเคร่ืองมือ ท่ีได้กรุณา
ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆและให้คำแนะนำในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู จนสำเรจ็ ด้วยดี

ขอขอบพระคุณ นายภมร สุรพงษ์รตั น์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนช้าง (ศรีสุขวิทยาคาร)
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ตลอดจนคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ท่ี 2 ท่ีให้ความร่วมมือใน
การรวบรวมขอ้ มลู ในการวจิ ัยคร้งั นเ้ี ปน็ อย่างดี

ขอขอบพระคุณ คุณพ่ออุดร ทัพซ้าย และคุณแม่สมพร ทัพซ้ายท่ีคอยมอบกาลั งใจและให้
ความชว่ ยเหลอื ส่งเสรมิ และสนบั สนนุ แก่ผทู้ ำการวิจัยเสมอมา

คณุ ค่าและประโยชน์อันพึงมีจากวิทยานิพนธ์ฉบบั นี้ ผ้วู ิจัยขอมอบเป็นเคร่ืองบูชาพระคุณของ
บิดา มารดา ผู้ให้ชีวิต ให้ความรักความอบอุ่น ความหวงั ดีต่อผู้วิจัย ตลอดจนบูรพาจารย์ ผู้ท่ีได้อบรม
สั่งสอนใหผ้ วู้ ิจยั ได้มีความรู้ มพี นื้ ฐานทางการศึกษาทดี่ ี

เขตตะวนั ทัพซ้าย



ชอ่ื เร่อื ง : การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เรื่อง กฎหมายในชวี ิตประจำวัน ของ
นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
ผู้วจิ ยั : นายเขตตะวัน ทพั ซา้ ย
ปกี ารศกึ ษา : 2564

บทคดั ยอ่

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพ่ือศึกษาผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน และ 2) เพื่อศึกษาร้อยละการเปล่ียนแปลงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายใน
ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรกลุ่มที่ศึกษานักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นบ้านดอนช้าง (ศรี
สุขวิทยาคาร) ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
แบบทดสอบวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (หน้าที่พลเมืองฯ) เร่ือง กฎหมายใน
ชีวิตประจำวัน และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาความถ่ี ร้อยละ
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะห์วดั รอ้ ยละการเปล่ียนแปลงพฒั นาจากคะแนนเต็ม

ผลการการวิจยั พบวา่
1. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนช้าง (ศรีสุขวิทยาคาร) หลังเรียนโดยใช้
บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่ือง กฎหมายในชวี ติ ประจำวัน นักเรียนผ่าน
เกณฑท์ ุกคน คดิ เป็นร้อยละ 100
2. นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนช้าง (ศรีสุขวิทยาคาร) ผลร้อยละการ
เปล่ียนแปลงการพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวติ ประจำวัน ระหว่างก่อนเรยี นกับ
หลงั เรียน โดยการใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อยู่ระหวา่ ง 16.67 ถงึ 53.33

บทท่ี 1
บทนำ

1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มี

ความรู้และคุณธรรมจริยธรรม วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ในกระบวนการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกท่ีถูกต้องเก่ียวกับการเมืองการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาสิทธิหน้าที่ เสรีภาพ เคารพกฎหมาย
ความเสมอภาค และศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รักษาผลประโยชน์
ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนาศิลปวัฒนธรรมของชาติภูมิปัญญาท้องถ่ิน ภูมิ
ปัญญาไทย ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบ
อาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเน่ือง (สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ, 2545)

กลุม่ สาระการเรยี นรูส้ งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 5 สาระการเรยี นรู้ ซึ่ง
สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม นับว่าเป็นสาระสำคัญสาระหน่ึงท่ี
ช่วยสร้างความเป็นพลเมืองดีให้กับเยาวชนของชาติ โดยมีกฎหมายเป็นตัวควบคุมความประพฤติของ
เยาวชนให้อยใู่ นระเบียบหรือกฎเกณฑ์ของบ้านเมือง ทง้ั นี้เพราะกฎหมายถือเป็นหัวขอ้ ทีม่ ีความสำคัญ
อย่างยิ่งและเยาวชนของชาติควรเรียนรู้ เนื่องจากกฎหมายเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการสร้างความสงบ
สขุ ความเป็นระเบยี บเรียบร้อยรวมถึงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ดำรงไว้ซ่ึงความเป็นธรรม
ของบุคคลท่ีอยู่ในสังคม (ปุณณวัช ทัพธวชั , 2555) จะเห็นว่าเรอื่ ง กฎหมายน้ันมีความสำคัญที่ควรให้
ผู้เรียนน้ันได้เรียนรู้อยา่ งเข้าใจ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวติ ประจำวันได้

สภาพปัญหาท่ีผู้วิจัยพบจากประสบการณ์สอน เร่อื ง กฎหมายในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระ
สงั คมศกึ ษาศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 พบวา่ นักเรียนมผี ลคะแนนการ
ทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนต่ำ เนอ่ื งมาจาก ผู้เรียนขาดองค์ความรู้ ความเข้าใจแนวทางในการ
ปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมาย ประกอบกับเนื้อหามีความซับซ้อน มีความยากง่ายแตกต่างกัน
ออกไปตามแต่ละประเภทของกฎหมาย เช่น กระบวนการตรากฎหมายนักเรียนไม่ทราบขั้นตอนการ
ตรากฎหมาย กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร ได้แก่ ประเภทของภาษี การคำนวณภาษี กฎหมาย
เกี่ยวกับตนเอง ได้แก่ การทำบัตรประชาชน การทำนิติกรรม การสมรส หรือกฎหมายแรงงาน ได้แก่
การกำหนดวันหยุด การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานผู้หญิง การจ่ายค่าจ้าง จะพบว่า นักเรียนยังไม่
ทราบว่าการเล่นแชร์ หรอื การเล่นหวยใต้ดินน้ันเป็นส่งิ ท่ีผดิ กฎหมายทง้ั แพ่งและพาณิชย์ ซึง่ ส่ิงเหล่าน้ี

2

ล้วนแต่เป็นความรู้พื้นฐานทางกฎหมายท่ีมีความจำเป็นต่อนักเรียนในการดำรงชีวิตประจำวัน
สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของเสาวณีย์ กุลเพชรประสิทธิ์ (2562) พบว่า “นักเรียนยังมีความรู้ ความ
เข้าใจยังไม่ชัดเจนเท่าท่ีควรเก่ียวกับการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางบก
ได้แก่ กฎหมายการจราจรของผู้ขับข่ีรถจักรยาน กฎหมายการจราจรของผู้ขับข่ีรถจักรยานยนต์
กฎหมายการจราจรของผู้ขับข่ีรถยนต์ กฎหมายจราจรคนเดินเท้า และเคร่ืองหมายเกี่ยวกับจราจร
ต่างๆ ซ่ึงเป็นความรู้พื้นฐานในการดำเนินชีวิตประจำวัน” และการเรียนรู้ตามสาระการเรียนรู้ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 เป็นการเรียนรู้เพ่ือที่จะนำไปใช้ใน
การศึกษาทร่ี ะดับสงู ขน้ึ ไป

การที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจในเน้ือหาดังกล่าวครูควรหาส่ือมาช่วย จากการศึกษา พบว่า
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อการเรียนรู้ชนิดหน่ึงที่ช่วยให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียนและ
สามารถทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ โดยจะเห็นได้จากคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ
สามารถนำเสนอข้อมูลได้ท้ังที่เป็นข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคล่ือนไหว กราฟิก เสียงและวีดิทัศน์มา
นำเสนอร่วมกัน และเป็นส่ือการเรียนการสอนท่ีนักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์หรือการ
โตต้ อบระหว่างนกั เรียนกับบทเรียน (วชริ ะ อนิ ทร์อดุ ม, 2546) นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถเขา้ ถึงความรู้
ทกั ษะกระบวนการ และคณุ ลกั ษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมปี ระสิทธิภาพสื่อการเรียนรู้มี
หลากหลายประเภท ท้ังสื่อธรรมชาติ สื่อส่ิงพิมพ์สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีใน
ท้องถ่ิน การเลือกใช้ส่ือควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่
หลากหลายของผู้เรียนการจัดหาสอื่ การเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพฒั นาขึ้นเอง หรือ
ปรับปรุงเลือกใชอ้ ย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้
ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพ่ือ
พัฒนาให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรอู้ ย่างแทจ้ รงิ (หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน, 2551) สง่ ผลให้
นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และ
ทราบผลการเรียนของตนในการปฏิบัติกิจกรรมรวดเร็วกว่าสื่ออื่น ๆ ประกอบกับสร้างความพึงพอใจ
แก่ผู้เรียน มีทัศนคติท่ีดีต่อรายวิชาส่ือการเรียนรู้จึงเป็นเคร่ืองมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการ
กระบวนการเรยี นรู้

จากทกี่ ล่าวมาขา้ งต้นปัญหา เรอื่ ง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรยี นสะท้อนให้ทราบว่า
การจัดการเรียนรู้ควรพัฒนาประเด็นเน้ือหาดังท่ีกล่าวมาโดยทำวิจัยเร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อนักเรียนพัฒนาความรู้เก่ียวกับเน้ือหา เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน
นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่สูงข้ึน สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทบทวน
บทเรียนไดด้ ้วยตนเองตลอดเวลา และมีองค์ความรู้ที่สามารถนำไปบอกกลา่ วกบั ผอู้ น่ื ได้

3

1.2 วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย
1.2.1 เพ่ือศึกษาผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของ

นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
1.2.1 เพื่อศึกษาร้อยละการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง กฎหมาย

ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการใช้
บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

1.3 ขอบเขตการวิจยั
1.3.1 ขอบเขตด้านด้านเนือ้ หา
เน้ือหาท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นการศึกษา เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ซ่ึงมี

รายละเอียดเนื้อหาเกีย่ วกบั ความสำคญั กฎหมาย ประเภทกฎหมาย กระบวนการตรากฎหมาย ลำดับ
ศักดิ์ของกฎหมาย กฎหมายเก่ียวกับตนเองและครอบครัว กฎหมายการปกครองส่วนท้องถ่ิน
กฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน และกฎหมายระหวา่ งประเทศ

1.3.2 ขอบเขตด้านประชากรทศี่ กึ ษา
นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนบ้านดอนช้าง (ศรีสุขวทิ ยาคาร) ภาคเรยี นที่ 1 ปี

การศกึ ษา 2564 จำนวน 7 คน
1.3.3 ขอบเขตดา้ นระยะเวลาในการศึกษา
การศึกษาในคร้ังน้ีใช้ระยะเวลาในการดำเนินการในการวิจัยในเดือนพฤษภาคม สิ้นสุด

การวิจัยในเดือนกนั ยายน รวมระยะเวลาในการวิจัยประมาณ 5 เดือน
1.3.4 ขอบเขตดา้ นตัวแปร
ตัวแปรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยในครัง้ น้ี แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ได้แก่
1.3.4.1 ตัวแปรตน้ คือ การจัดการเรยี นรู้โดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
1.3.4.2 ตวั แปรตาม คือ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน

1.4 ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รบั
1.4.1 ประโยชน์แก่นักเรียน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้รับการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับ

เน้ือหา เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวนั นักเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่สูงขึ้น สามารถนำความรู้
ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทบทวนบทเรียนได้ด้วยตนเองตลอดเวลา และมีองค์ความรู้ที่สามารถ
นำไปบอกกลา่ วกับผอู้ น่ื ได้

1.4.2 ประโยชน์แก่ผู้สอน ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน
ที่มีคุณภาพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ใน

4

โรงเรียนต่างๆ ท่ีมีบริบทใกล้เคียงกัน ประกอบกับครูผู้สอนและผู้ท่ีสนใจนำไปปรับใช้ในเนื้อสาระการ
เรียนรอู้ ่ืน ๆ

1.5 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
1.5.1 กฎหมายในชีวิตประจำวัน หมายถึง กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับของผู้มีอำนาจในสังคมน้ัน

ได้กำหนดข้ึนมาเพ่ือให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตาม ถ้าหากผู้ใดทำผิด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะมี
บทลงโทษตามข้อกำหนดน้ัน ๆ ที่ได้กำหนดไว้ ประกอบด้วย ความสำคัญกฎหมาย ประเภทกฎหมาย
กระบวนการตรากฎหมาย ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย กฎหมายเก่ียวกับตนเองและครอบครัว กฎหมาย
การปกครองสว่ นท้องถน่ิ กฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน และกฎหมายระหว่างประเทศ

1.5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนความรู้ความสามารถที่ได้จากการสอบ ใน
วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (สาระที่ 2 หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน
สังคม) เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ที่วัดได้จากแบบทดสอบปรนัย แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จำนวน 30 ข้อ

1.5.3 บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน หมายถึง ส่ือการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบ
หน่ึง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสม ประกอบไปด้วยรูปภาพ เสียง
และคำบรรยายเร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวันท่ีผู้ศึกษาสร้างข้ึน ประกอบไปด้วย เร่ือง ความสำคัญ
กฎหมาย ประเภทกฎหมาย กระบวนการตรากฎหมาย ลำดับศักด์ิของกฎหมาย กฎหมายเก่ียวกับ
ตนเองและครอบครัว กฎหมายการปกครองส่วนท้องถ่ิน กฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน และ
กฎหมายระหว่างประเทศ

1.5.4 นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 หมายถึง ผู้ที่เรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม เรอื่ ง กฎหมายในชวี ติ ประจำวนั ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564

บทที่ 2
เอกสารงานและงานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง

การวิจยั ครัง้ นี้เปน็ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวติ ประจำวัน โดย
นำบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนมาใช้ในการพฒั นา ผู้วจิ ัยได้ศกึ ษาเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งกับเนื้อหา เรือ่ ง
กฎหมายในชีวติ ประจำวัน และบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน โดยมีรายละเอียดดังน้ี

2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

2.2 เอกสารท่ีเกี่ยวกับการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง กฎหมายใน
ชีวติ ประจำวนั

2.3 เอกสารเกี่ยวกับบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
2.4 งานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้อง

2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวฒั นธรรม

2.1.1 ความสำคญั ของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กระทรวงศึกษาธิการ (2551) ได้อธิบายเก่ียวกับความสำคัญของ หลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ไว้ว่า การ
ท่ีสังคมโลกมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอย่างไรท้ังในฐานะปัจเจกบุคคล
และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัย
ต่างๆ ทำให้เกดิ ความเขา้ ใจในตนเองและผู้อืน่ มคี วามอดทน อดกล้นั ยอมรับในความแตกต่าง และมี
คุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และสังคม
โลก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่มีความ
เชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบท
สภาพแวดล้อม เป็นพลเมอื งดี มีความรบั ผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม
โดยไดก้ ำหนดสาระตา่ งๆไว้ ดังน้ี
ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพ้ืนฐานเก่ียวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพฒั นา

6

ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมท่ีดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมท้ังบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ สงั คมและสว่ นรวม

หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคม
ปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและ
ความสำคัญ การเปน็ พลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวฒั นธรรม ค่านิยม ความเช่ือ
ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าท่ี เสรีภาพการ
ดำเนินชวี ิตอย่างสันตสิ ุขในสงั คมไทยและสงั คมโลก

เศรษฐศาสตร์ การผลติ การแจกจ่าย และการบรโิ ภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก
เศรษฐกจิ พอเพยี งไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน

ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบที่
เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอดีต ความ
เปน็ มาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมปิ ัญญาไทย แหลง่ อารยธรรมทสี่ ำคัญของโลก

ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนท่ีและเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของ ส่ิงต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างข้นึ การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์ส่ิงแวดลอ้ มเพ่ือการ
พฒั นาท่ียัง่ ยืน

2.1.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
ในส่วนของสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับ สาระหน้าที่

พลเมืองวัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมี
รายละเอียด ดงั นี้

สาระท่ี 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวติ ในสงั คม¬
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัตติ นตามหน้าที่ของการเป็นพลเมอื งดี มีคา่ นิยม

ทด่ี ีงาม และธำรงรักษาประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย ดำรงชีวิตอย่รู ว่ มกนั ในสังคมไทย และสงั คมโลก
อยา่ งสนั ติสขุ

มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น
ศรัทธา และธำรงรกั ษาไวซ้ ึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุข

7

2.1.3 คณุ ภาพผเู้ รยี น
สำนกั วชิ าการและมาตรฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร (2551) ได้อธบิ ายคุณภาพผู้เรียน

กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ไว้ว่า เม่ือนักเรียนจบช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 จะตอ้ งได้เรียนรู้ตามสาระการเรียนรทู้ ัง้ 5 สาระ โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้

(1) ได้เรียนรู้และศึกษาเก่ียวกับความเป็นไปของโลก โดยการศึกษาประเทศไทย
เปรียบเทียบกับประเทศในภูมภิ าคต่างๆในโลก เพือ่ พัฒนาแนวคิดเร่อื งการอยรู่ ่วมกันอย่างสันติสขุ

(2) ได้เรียนรู้และพัฒนาให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ได้รับการพัฒนาแนวคิด และขยายประสบการณ์ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศใน
ภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ในด้าน
ศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการ
ปกครอง ประวตั ศิ าสตรแ์ ละภมู ิศาสตร์ ด้วยวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ และสังคมศาสตร์

(3) ได้รับการพัฒนาแนวคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคต สามารถนำมาใช้เป็น
ประโยชน์ ในการดำเนนิ ชวี ติ และวางแผนการดำเนินงานไดอ้ ย่างเหมาะสม

(4) มีความรู้เก่ียวกับลักษณะทางกายภาพ ภัยพิบัติ ลักษณะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
และสังคมในภูมิภาคต่างๆของโลก ความร่วมมือด้านทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมระหว่างประเทศ เพ่ือ
เตรียมรบั มือภัยพิบัตแิ ละการจัดการทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อมอย่างยั่งยืน

จากการการศึกษาคุณภาพผู้เรียน ผู้วิจัยได้กำหนดคุณภาพผู้เรียนเม่ือจบการศึกษา
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 จากการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม สาระควรได้เรียนรู้เกี่ยวกับทวีปต่าง ๆ บนโลก การนำความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
กฎหมายตา่ ง ๆ ในชีวิตประจำวัน หนา้ ที่พลเมือง และการปฏบิ ัติตนตามศาสนาทีต่ นนับถอื

8

2.1.4 โครงสร้างรายวิชา

ตารางท่ี 1 โครงสรา้ งรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

เวลาเรียน

กล่มุ สาระการเรียนรู้/กจิ กรรม ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
ม.1 ม.2 ม.3
ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6
160 160 160
สงั คมศกึ ษา ศาสนาและ 40 40 40

วฒั นธรรม 120 120 120 120 120 120 120 120 120

ประวัตศิ าสตร์ 40 40 40 40 40 40 ปลี ะไมน่ อ้ ยกว่า 200
ช่วั โมง
ศาสนา

หนา้ ที่พลเมอื ง 80 80 80 80 80 80

ภมู ิศาสตร์

เศรษฐศาสตร์

รวม ปลี ะไม่นอ้ ยกวา่ 120 ชว่ั โมง

ท่ีมา : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2551)

2.1.5 สาระมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ชี้วดั รายปี
ผู้วิจัยจะศึกษาสาระมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชว้ี ัดรายปี ในส่วนทมี่ ีความเก่ียวข้อง

กับสาระท่ี 2 หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตในสังคม ท่ีผู้วิจัยได้ทำการศึกษา โดยมี
รายละเอียดดงั น้ี

สาระท่ี 2 หน้าทพ่ี ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี

มีค่านิยมท่ีดีงามและธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคม
โลกอยา่ งสนั ตสิ ขุ

9

ตารางท่ี 2 สาระมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ีวดั รายปี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

ชน้ั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.2 1. อธบิ ายและปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมายที่  กฎหมายทเ่ี กยี่ วข้องกบั ตนเอง ครอบครัว

เกีย่ วข้องกับตนเอง ครอบครวั ชุมชนและ เช่น

ประเทศ - กฎหมายเกย่ี วกับความสามารถของ

ผู้เยาว์

- กฎหมายบตั รประจำตวั ประชาชน

- กฎหมายแพง่ เกยี่ วกับครอบครัวและ

มรดก เช่น การหมัน้ การสมรส การรับรอง

บตุ ร การรับบตุ รบญุ ธรรม และมรดก

 กฎหมายทีเ่ กย่ี วกบั ชุมชนและประเทศ

- กฎหมายเก่ยี วกับการอนุรกั ษ์

ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม

- กฎหมายเก่ยี วกบั ภาษีอากร และกรอก

แบบแสดงรายการ ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา

- กฎหมายแรงงาน

2. เหน็ คุณค่าในการปฏิบตั ิตนตาม  สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ

สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ หนา้ ที่ หน้าท่ใี นฐานะพลเมืองดีตามวิถปี ระชาธิปไตย

ในฐานะพลเมอื งดีตามวถิ ปี ระชาธิปไตย  แนวทางสง่ เสรมิ ใหป้ ฏบิ ัติตนเปน็

พลเมอื งดตี ามวิถีประชาธิปไตย

3. วเิ คราะหบ์ ทบาท ความสำคญั และ  บทบาท ความสำคญั และความสมั พันธ์

ความสมั พนั ธข์ องสถาบันทางสงั คม ของสถาบันทางสังคม เชน่ สถาบนั ครอบครัว

สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา สถาบนั

เศรษฐกจิ สถาบนั ทางการเมืองการปกครอง

4.อธบิ ายความคล้ายคลงึ และความ  ความคล้ายคลึงและความแตกตา่ งของ

แตกต่างของวฒั นธรรมไทย และ วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมของประเทศใน

วฒั นธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ภูมิภาคเอเชียวัฒนธรรมเปน็ ปัจจัยสำคัญใน

เพอ่ื นำไปสคู่ วามเข้าใจอันดรี ะหว่างกนั การสร้างความเข้าใจอันดรี ะหว่างกนั

ที่มา : สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร (2551)

10

2.1.6 แนวทางการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนเทศบาลวัดบาง

มะเฟอื ง (2554) ได้อธิบายวา่ การจัดการเรียนรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ให้มีคุณภาพในทุกรายวิชาและทุกชั้นปีได้น้ันจะต้องจัดให้เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียนโดย
ให้ผเู้ รยี นมีส่วนรว่ มในการจดั การเรยี นร้ขู องตนเอง พัฒนาและขยายความคิดของตนเองจากความรูท้ ไี่ ด้
เรยี น ผู้เรยี นตอ้ งได้เรยี นสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ท้งั ในส่วนกว้างและลึก

หลักการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมให้มี
ประสทิ ธิภาพไดแ้ ก่

(1) จัดการเรียนการสอนท่ีมีความหมาย โดยเน้นแนวคิดที่สำคัญๆ ที่ผู้เรียน
สามารถนำไปใช้ท้ังในและนอกโรงเรียนได้ เป็นแนวคิด ความรู้ท่ีคงทน ยั่งยนื มากกว่าที่จะศึกษาใน
ส่ิงที่เปน็ เน้ือหาข้อเทจ็ จรงิ ทีม่ ากมายกระจัดกระจาย แต่ไม่เปน็ แกน่ สาร

(2) จดั การเรยี นการสอนที่บูรณาการ โดยบูรณาการตั้งแต่หลักสูตร หัวข้อท่ีจะเรียน
เชื่อมโยงเหตุการณ์ พัฒนาการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เกิดขึ้นในโลกเข้าด้วยกัน บูรณาการ
ความรู้ ทักษะค่านิยมและจริยธรรม ลงสกู่ ารปฏิบัติจริง ด้วยการใช้แหลง่ ความรู้ สอ่ื และเทคโนโลยี
ตา่ งๆและสัมพันธก์ บั วชิ าต่างๆ

(3) จัดการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนา ค่านิยม จริยธรรม จัดหัวข้อหน่วยการ
เรียนที่สะท้อนค่านิยม จริยธรรม ปทัสถานในสังคม การนำไปใช้จริงในการดำเนินชีวิต ช่วยให้
ผู้เรียนได้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ยอมรับและเข้าใจความคิดเห็นที่แตกต่าง
ไปจากตน และรบั ผดิ ชอบต่อสังคมสว่ นรวม

(4) จัดการเรียนการสอนที่ท้าทาย คาดหวังให้ผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมายท่ีวางไว้ ท้ัง
ในส่วนตนและการเปน็ สมาชกิ กล่มุ ให้ผู้เรยี นใชว้ ธิ ีการสืบเสาะ จดั การกับการเรยี นรูข้ องตนเอง ใสใ่ จ
และเคารพในความคิดของผ้เู รยี น

(5) จัดการเรียนการสอนท่ีเน้นการปฏิบัติ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดตัดสินใจ
สร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง จัดการตัวเองได้ มีวินัยในตนเองทั้งด้านการเรียนและการดำเนินชีวิต
เนน้ การจดั กจิ กรรมทเี่ ป็นจริง เพ่อื ให้ผู้เรียนนำความรู้ ความสามารถไปใช้ในชวี ิตจริง

ครูผู้สอนกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ต้องมีความเช่ือว่าผู้เรียนทุกคน
เรียนรไู้ ด้ ถึงแม้ว่าผู้เรียนจะมีความแตกต่างกันทางด้านปัจเจกบุคคลแต่ก็สามารถบรรลุเป้าหมายแห่ง
ความสำเรจ็ ได้ในระดับเดยี วกันแต่อาจจะต่างกันในเร่ืองระยะเวลา

จากการอธิบายดังกล่าวผู้วิจัยได้นำแนวทางการจัดการการเรียนการสอนนน้ั ประกอบ
ไปด้วย การจดั การเรียนการสอนทมี่ คี วามหมาย การจัดการเรียนการสอนท่ีบูรณาการ การจัดการเรยี น
การสอนท่ีเน้นการพัฒนา การจัดการเรยี นการสอนทีท่ ้าทาย และการจัดการเรยี นการสอนที่เนน้ การปฏบิ ัติ

11

2.1.7 การวัดและประเมนิ ผล
สมชาย รัตนทองคำ (2544) ได้กล่าวถึง ในการวัดและประเมินผลเพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ี

เน้นความสามารถและคุณลักษณะที่แท้จริงของผู้เรียน จะต้องใช้วิธีการและเคร่ืองมือท่ีหลากหลาย
เช่น

(1) การทดสอบ เป็นการป ระเมินเพ่ื อตรวจสอบการเรียนรู้ ความคิด
ความก้าวหนา้ ในสาระการเรียนรู้ มเี ครือ่ งมอื วดั หลายแบบ เช่นแบบเลอื กตอบ แบบเขียนตอบ แบบ
บรรยาย แบบเติมคำสัน้ ๆ แบบถูกผิด แบบจับคู่ เปน็ ตน้

(2) การสังเกต เป็นการประเมินพฤติกรรม อารมณ์ การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียน
ความสัมพันธ์ในระหว่างการทำงานกลุ่ม ความร่วมมือในการทำงาน ความอดทน วิธีการแก้ปัญหา
การใช้เคร่ืองมืออปุ กรณ์ตา่ งๆในระหวา่ งการเรยี นการสอน ซง่ึ ผู้สอนสามารถสังเกตไดต้ ลอดเวลา

(3) การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาซักถามพูดคุยเพ่ือค้นหาข้อมูลท่ีไม่อาจพบเห็น
อย่างชัดเจน ในส่ิงที่นักเรียนประพฤติปฏิบัติในการทำงาน โครงงาน การทำงานกลุ่ม กิจวัตร
ประจำวนั ผู้ใหข้ ้อมลู อาจเป็นนกั เรียนเอง เพอื่ นร่วมงาน รวมทงั้ ผปู้ กครองนักเรยี นดว้ ย

(4) การประเมินภาคปฏิบัติ เป็นการประเมินการกระทำ การปฏิบัติงาน เพื่อ
ประเมินการสร้างผลงานช้ินงานให้สำเร็จ การสาธิต การแสดงออกถึงทักษะและความสามารถของ
ผู้เรียนให้ปรากฏในงานท่ีสร้างข้ึน การประเมินภาคปฏิบัติจะต้องจัดทำเครื่องมือประเมิน โดยผู้สอน
จัดทำประเด็นการประเมิน และองค์ประกอบการประเมนิ และเคร่อื งมือประกอบการประเมินดว้ ย

จากความหมายดังกล่าวผู้วิจัยได้นำวิธีการประเมินในการทำวิจัยในครั้งน้ีมาใช้ ได้แก่ การ
ทดสอบ การสงั เกต การสมั ภาษณ์ และการประเมนิ ภาคปฏิบตั ิ

2.2 เอกสารที่เกี่ยวกับการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เร่ือง กฎหมายใน
ชวี ติ ประจำวัน

2.2.1 ความหมายของกฎหมาย
กฎหมาย เป็นส่ิงที่ให้ประชาชนในประเทศได้ยึดถือปฏิบัติให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

ให้เกรงกลวั ต่อการทำผดิ ต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้อืน่ น้นั เดือดรอ้ น เกดิ ความเสียหาย หรอื อาจทำให้เสยี ชวี ิต
จึงไดม้ ีนักวิชาการหลายทา่ นได้อธิบายความสำคญั ของกฎหมายไวด้ ังนี้

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2546) ไดใ้ หค้ วามหมายของกฎหมาย หมายถึง
กฎท่ีสถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิดข้ึนจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ
เพ่ือใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่ง
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คลหรอื ระหวา่ งบุคคลกับรฐั

12

หยุด แสงอุทัย (2552) ได้ให้ความหมายของกฎหมายใน 2 ลักษณะ คือ กฎหมาย
ตามเนื้อความ และกฎหมายตามแบบพิธี โดยกฎหมายตามเนื้อความ หมายความถึง กฎหมายซ่ึง
บทบัญญัติ มีลักษณะเป็นกฎหมายแท้ กล่าวคือ มีลักษณะเป็นข้อบังคับซึ่งกำหนดความประพฤติของ
มนุษย์ ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลรา้ ยหรือถูกลงโทษ ในสมยั ใหม่สว่ นใหญ่เป็นข้อบงั คบั ของรัฐ สว่ นกฎหมาย
ตามแบบพิธี หมายความถึง กฎหมายที่ออกมาโดยวิธีบัญญัติกฎหมาย ท้ังน้ี โดยไม่ต้องคำนึงว่า
กฎหมายน้ันเขา้ ลกั ษณะเป็นกฎหมายตามเนือ้ ความหรือไม่

สมยศ เชื้อไทย (2553) ได้อธิบายไว้ว่า กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ที่เป็นแบบแผนความ
ประพฤติของมนษุ ย์ในสังคมซ่ึงมีกระบวนการบังคบั ท่ีเปน็ กจิ จะลักษณะ

มานิตย์ จุมปา (2555) ได้อธิบายไว้ว่า กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑ์ท่ีกำหนดความ
ประพฤติของบุคคลในสังคมซ่ึงบุคคลจะต้องปฏิบัติตามหรือควรจะปฏิบัตติ าม มิฉะน้ันจะได้รบั ผลร้าย
หรือไมไ่ ดร้ บั ผลดที เ่ี ปน็ สภาพบงั คับโดยเจา้ หน้าทใี่ นระบบกฎหมาย

นอกจากนี้ สมชาย หอมมาลา (2555) ได้ให้ความหมายของกฎหมาย หมายถึง
คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐท่ีกำหนดขึ้นมาเพ่ือให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตาม ซ่ึงถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่
ปฏิบตั ติ ามกจ็ ะถูกลงโทษตามคำสง่ั หรือขอ้ บังคับนน้ั

จากความหมายดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า กฎหมาย หมายถึง กฎเกณฑ์หรือ
ข้อบังคับของผู้มีอำนาจในสังคมนั้นได้กำหนดขึ้นมาเพ่ือให้ประชาชนทุกคนปฏิบัติตาม ถ้าหากผู้ใดทำ
ผิด ฝ่าฝืนหรอื ไม่ปฏบิ ัตติ าม จะมบี ทลงโทษตามขอ้ กำหนดนนั้ ๆ ท่ีได้กำหนดไว้

2.2.2 ความสำคญั ของกฎหมาย
ความสำคัญของกฎหมาย เป็นสิ่งที่ควบคุมประชาชนในประเทศให้อยู๋ในความสงบ

เรียบร้อย พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมด้วย จึงได้มี
นักวชิ าการหลายทา่ นได้อธบิ ายความสำคัญของกฎหมายไวด้ ังน้ี

วรินทร์ ตนั สงั วรณ์ (2554) ได้อธบิ ายถงึ ความสำคญั ของกฎหมายไวด้ งั น้ี
(1) กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบเรยั บรอ้ ยแก่สังคมและประเทศชาติ เม่ือ ทุกคน
รแู้ ละปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้วย่อมไม่เกิดปัญหา และข้อพิพาทระหว่างกันสังคมยอมเป็น
ระเบยี บและมีความสขุ อนั จะเป็นผลดตี อ่ ประเทศสืบตอ่ ไป
(2) การบรหิ ารราชการแผ่นดินและการปกครองบ้านเมืองเป็นไปดว้ ยความเรียบร้อย
ประเทศ ใดประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็จะทำให้การ บริหาร
ประเทศเป็นไปด้วยดี และมีส่วนทำให้มีการพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างเช่น เม่ือ
ประชาชนมีความร้เู กี่ยวกับสิทธิหน้าท่ีของตนท่ีมีต่อประเทศชาติก็จะสา มารถปฏิบัติหน้าท่ีของตนได้

13

อย่างครบถ้วน เช่นหน้าท่ีในการป้องกันประเทศ หน้าที่ในการเสียภาษี หน้าท่ีในการเป็นทหารรับใช้
ชาติ เป็นตน้

(3) สังคมจะสงบสุขเมื่อทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายและ รู้ว่าตนมีสิทธิของตนอยู่
เพียงไร ไม่ไปล่วงล้ำสิทธิของผู้อื่น ถ้าทุกคนปฏิบัติตามขอบเขตของกฎหมาย ก็จะไม่การทะเลาะ
วิวาทกัน เช่นทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด การเขียน แต่ต้องปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขต ไม่ดูหมิน
เหยยี ดหยามผู้อ่นื เพราะอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกนั ได้

(4) กฎหมายสร้างความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์เพราะ กฎหมายจะมีข้อบังคับ
แก่ทุกคน ดังนั้นไม่ว่า ใครก็ตามที่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือถูกผู้อ่ืนเอาเปรียบ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมี
ฐานะร่ำรวยฐานะยากจน หรือเป็นผู้ท่ีมีตำแหน่งหน้าท่ีการงานระดับสูงเพียงใดก็ตามไม่สามารถท่ีจะ
หลกี เลย่ี งกฎหมายได้ ต้องรบั โทษตามความผิด

(5) กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญ เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรมในกรณีที่เกิดการ
กระทบกระทั่งกนั ข้ึน มีการฟ้องรอ้ งคดีกนั เพ่ือขอความยุติธรรมจากศาล ศาลก็ต้องตัดสินโดยยึดตัว
บทกฎหมายเป็นหลักในการพิจารณาคดี เพอ่ื ใหท้ ุกคนไดร้ ับความยตุ ธิ รรมเท่าเทยี มกนั

ในขณะท่ี สุธิดา จันตะวงศ์ (2560) ได้อธิบายถึงลักษณะความสำคัญของกฎหมาย
ดังน้ี

(1) กฎหมายตองเปนคําส่งั หรือขอบังคบั ของรัฎฐาธิปตย
(2) กฎหมายเปนคําสั่งหรือขอบังคับที่ใชได้ทั่วไปกับบุคคลทุกคนเม่ือกฎหมายได้
บัญญัติออกมาแลว จะมีผลใชได้ท่ัวไป หมายความวาใชได้ทุกสถานท่ีในอาณาเขตของรัฐหรือของ
ประเทศนั้นๆ และกับบคุ คลทุกคนที่อยูในอาณาเขตของรัฐหรือของประเทศน้ันๆ ดวยภายในกฎหมาย
เดียวกนั ไมว่ าผูนน้ั จะเปนชาวตางชาติ กต็ องปฏิบตั ิตามกฎหมายของประเทศที่ตนอยูในขณะนั้นดวย
(3) กฎหมายเปนคาํ ส่ังใชบงั คับและเปนท่ีทราบแกคนทั่วไป
(4) กฎหมายเปนคําสั่งหรอื ขอบงั คบั ที่ตองปฏบิ ตั ิตาม
จากความหมายดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ความสำคัญของกฎหมาย มีดังนี้ 1.
กฎหมายเป็นคำสั่งท่ีหรือข้อบังคับทำให้เกิดความสงบสุขภายในประเทศ 2.กฎหมายเป็นคำสั่งหรือ
ขอ้ บงั คบั ท่ีใช้กบั ทุกคนภายในประเทศ 3.กฎหมายเป็นคำสั่งหรอื ข้อบังคับทีส่ รา้ งความเท่าเทียมกัน 4.
กฎหมายเปน็ กฎเกณฑท์ สี่ ำคัญ เพ่ือก่อให้เกดิ ความยตุ ธิ รรม

2.2.3 ประเภทของกฎหมาย
นครินทร์ นันทฤทธ์ิ (2551) ได้อธิบาย ประเภทของกฎหมาย ไว้ดังน้ี
หลักเกณฑ์ท่ใี ช้ในการแบง่ แยกประเภทของกฎหมายนนั้ มีอยู่มากมาย ในที่นข้ี อ

นำเสนอ 2 วธิ ดี ังน้ีคอื

14

(1) การแบง่ แยกตามลักษณะแหง่ การใช้ มดี งั นี้
1.1 กฎหมายสารบัญญัติ เป็นกฎหมายบังคับความประพฤติของพลเมืองให้

กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหน่ึง เช่น บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา
288 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดฆ่าผู้อ่ืนตอ้ งระวางโทษประหารชีวิต จำคกุ ตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึง
ยี่สิบปี แต่ถ้าต้องการให้บุคคลน้ันได้รับโทษตามท่ีกฎหมายกำหนดก็ต้องดำเนินคดี ซ่ึงการดำเนินคดี
ถือวา่ เปน็ เร่อื งของกฎหมายวิธีสบัญญตั ิ

1.2 กฎหมายวิธสี บัญญตั ิ เป็นกฎหมายเก่ียวกับการดำเนินคดี เพ่ือให้ผู้กระทำผิด
ได้รับโทษ หากเปน็ คดอี าญาก็ต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา ซง่ึ ในประมวลกฎหมาย
ดังกล่าวจะกำหนดอำนาจหน้าท่ีของเจ้าพนักงานของรัฐในการดำเนินคดีอาญา การร้องทุกข์
กลา่ วโทษ การสอบสวนคดีโดยเจ้าพนักงาน การฟ้องคดีต่อศาล การพิจารณาคดี และการพพิ ากษาคดี
ในศาล ลงโทษแก่ผู้กระทำความผดิ

(2) การแบง่ แยกตามลกั ษณะของความสัมพันธ์ของคู่กรณีหรือขอ้ ความตามกฎหมาย
แบง่ แยกออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 3 ประเภทคอื

2.1 กฎหมายมหาชน
2.2 กฎหมายเอกชน
2.3 กฎหมายระหวา่ งประเทศ
นอกจากน้ี สมพร รจุ กิ ิตตอิ ังศธุ ร (2562) ได้อธิบาย ประเภทของกฎหมาย ไว้ดังน้ี
(1) กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่บัญญัติเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับ
เอกชนด้วยกันหรือประชาชนกับประชาชนด้วยกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน รวมท้ังหน่วยงานของ
รฐั วิสาหกิจท่ีดำเนินธุรกิจอย่างเอกชนดว้ ย เช่น บริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน) การท่องเท่ียวแห่ง
ประเทศไทย เป็นต้น มีกฎหมายเกี่ยวข้องท่ีสำคัญ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ
ต่าง ๆ เช่น นิติกรรมสัญญา ซื้อขาย ค้ำประกัน จำนอง จำนำ ประกันภัย และกฎหมายเฉพาะบาง
ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ (ก่ึงมหาชนกึ่งเอกชน) พระราชบัญญัติสิทธิบัตร
พระราชบัญญตั ิความลับทางการคา้ พระราชบัญญตั ิเครอ่ื งหมายการค้า เปน็ ต้น
(2) กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญตั ิเกีย่ วกับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน
ของรัฐด้วยกันเองหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎร ในฐานะท่ีรัฐเป็น
ผใู้ ช้อำนาจปกครอง หรือเรียกอย่างง่ายว่า “รฐั มีฐานะเหนอื กว่าราษฎร” มีกฎหมายเกี่ยวข้องท่ีสำคัญ
เชน่ รฐั ธรรมนญู กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายพจิ ารณาความตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
(3) กฎหมายระหว่างประเทศ คือ ขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎข้อบังคับต่าง ๆ
ท่ีนานาประเทศใช้บังคับความเกี่ยวพันระหว่างกัน กล่าวคือ เป็นกฎหมายท่ีกำหนดความสัมพันธ์
ระหว่างรัฐกับรัฐด้วยกันหรือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีฐานะเป็น

15

นติ ิบุคคล เช่นสหประชาชาติ (United Nation: UN) สหภาพยุโรป (European Union: EU) สมาคม
ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) เป็น
ตน้

จากความหมายดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ประเภทของกฎหมาย มีดังนี้ 1.
กฎหมายเอกชน 2. กฎหมายมหาชน 3. กฎหมายระหวา่ งประเทศ

2.2.4 กระบวนการตรากฎหมาย
ตวงรตั น์ เลาหัตถพงษภ์ ูริ (2559) ได้อธบิ าย กระบวนการตรากฎหมาย ไว้ดงั น้ี
(1) พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีกระบวนการตราและพิจารณาเหมือนกับ

การตราพระราชบัญญัติทั่วไป คือ ต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรให้ความ
เห็นชอบแลว้ ตอ้ งสง่ ให้วฒุ ิสภาพจิ ารณาต่อไป ซึ่งการพจิ ารณารา่ งพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญ
ของสภาผู้แทนราษฎรและวฒุ สิ ภา กำหนดเป็นสามวาระ ดงั นี้

วาระท่ีหนึ่ง ขน้ั รบั หลกั การ สภาจะพิจารณาและลงมตวิ ่าจะรบั หลักการไว้
พจิ ารณาต่อไปหรือไม่ การออกเสยี งลงคะแนนในวาระทนี่ ้นั ให้ถอื เสียงขา้ งมากของแตล่ ะสภา

วาระที่สอง เปน็ การพิจารณาเรยี งตามลำดับมาตรา การออกเสยี งลงคะแนนใน
วาระท่ีสองให้ถือเสยี งขา้ งมากของแต่ละสภา

วาระที่สาม ข้ันลงมตเิ หน็ ขอบหรือไมเ่ หน็ ชอบ ตอ้ งมีคะแนนเสียงเห็นชอบ
มากกวา่ กึง่ หนง่ึ ของจำนวนสมาชกิ ทัง้ หมดเท่าท่มี ีอยขู่ องแต่ละสภา

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ัน รัฐธรรมนูญ
กำหนดให้ดำเนนิ กระบวนการพิจารณาเชน่ เดยี วกับการพิจารณารา่ งพระราชบัญญัติ

(2) พระราชบญั ญตั ิ
กระบวนการตราพระราชบญั ญตั ิการพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัติจะต้องเสนอให้

สภาผแู้ ทนราษฎรพิจารณาก่อน โดยมกี ระบวนการตราพระราชบญั ญตั ิในรัฐสภาต่อไปนี้
2.1 การพจิ ารณาในสภาผูแ้ ทนราษฎร การพจิ ารณาได้กำหนดเป็นสามวาระดงั นี้
วาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในวาระที่

หน่ึง สภาจะพิจารณาและลงมติว่าจะรับหลักการไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ โดยผู้เสนอร่าง
พระราชบัญญัติฉบับนั้นจะช้ีแจงหลักการและเหตุผลประกอบการเสนอของรา่ งพระราชบัญญัติ เม่ือผู้
เสนอชี้แจงแลว้ ก็ให้สมาชิกอภิปรายได้ไม่วา่ จะอภปิ รายคา้ นหรือสนับสนุน หรือการถามข้อสงสยั หรือ
การต้ังข้อสังเกต ประธานสภาจะเปิดโอกาสให้ผู้เสนอร่างตอบชี้แจงตามท่ีมีผู้ต้ังคำถามหรือให้
ข้อสังเกต เมื่อจบการอภิปรายแล้ว ผู้เสนอประธานสภาจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่ง

16

พระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ แต่ในบางกรณีท่ีประชุมจะลงมติให้ส่งคณะกรรมาธิการพิจารณา
หลกั การแห่งรา่ งพระราชบัญญัตินั้นก่อนก็ได้เพ่อื ประโยชนใ์ นการพิจารณา เมื่อพิจารณาเสร็จแลว้ ก็จะ
ทำรายงานเสนอตอ่ สภาเพ่ือเขา้ สูก่ ารพจิ ารณาของสภาตอ่ ไป

วาระที่สอง การพิจารณาในวาระที่สองเป็นการพิจารณาในรายละเอียดของร่าง
พระราชบัญญัติ มีสองลักษณะ คือ สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ
โดยคณะกรรมาธิการเต็มสภา หรือมีมติแต่งตั้งและมอบหมายให้คณะกรรมาธิการคณะใดคณะหน่ึง
เป็นผ้พู จิ ารณา ดังนี้

(1) การพิจารณาโดยคณะกรรมาธกิ ารเต็มสภา
(2) การพจิ ารณาโดยกรรมาธิการท่ีสภาแต่งตงั้
วาระท่ีสาม ข้ันลงมติเห็นชอบให้ส่งต่อไปยังวุฒิสภา การพิจารณาในวาระที่สาม
ไม่มีการอภิปรายใด ๆ ท้ังส้ิน และจะแก้ไขข้อความอย่างใดมิได้ด้วย ถ้ามีมติเห็นชอบประธานสภา
ผแู้ ทนราษฎรก็จะส่งให้วุฒสิ ภาพจิ ารณาต่อไป แตถ่ ้าไม่เหน็ ชอบรา่ งนัน้ ก็เปน็ อันตกไป
2.2 การพิจารณาในวุฒิสภา การพิจารณาให้กระทำเป็นสามวาระเช่นเดียวกับการ
พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแต่จะต้องพิจารณาตามกำหนดเวลา กล่าวคือถ้าเป็นการพิจารณาร่าง
พระราชบัญญัติท่ัวไปต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน แต่ถ้าเป็นร่างเก่ียวด้วยการเงินต้อง
พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษไม่
เกินสามสิบวัน ซ่ึงหากวุฒิสภาพิจารณาไม่เสร็จทันตามกำหนดเวลาถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ
การพิจารณาของวุฒิสภาจะเป็นการลงมติว่าเห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ โดยอาจลงมติได้
สามกรณี คือ
1. เห็นชอบด้วย ใหน้ ายกรฐั มนตรดี ำเนินการให้มีการประกาศใชเ้ ปน็ กฎหมาย
ต่อไป
2. ไม่เห็นชอบด้วย เป็นการที่วุฒิสภายับยั้งร่างพระราชบัญญัติน้ันไว้ก่อนและ
ส่งกลบั คือไปยังสภาผู้แทนราษฎร
3. แก้ไขเพ่ิมเติม แล้วดำเนินการแจ้งให้สภาผู้แทนราษฎรทราบเพื่อตั้ง
คณะกรรมาธกิ ารรว่ มกนั พจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัตนิ ั้น
(3) พระราชกำหนด โดยเหตุท่ีพระราชกำหนดน้ันมีฐานะเช่นเดียวกับ
พระราชบัญญัติจึงต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นเดียวกัน แต่เน่ืองจากพระ
ราชกำหนดน้ันเป็นกฎหมายพิเศษท่ีรัฐธรรมนญู ให้อำนาจฝ่ายบริหารตราขน้ึ ใชบ้ งั คับโดยยังไม่ตอ้ งผา่ น
กระบวนการพิจารณากฎหมายตามข้ันตอนปกติ เพียงแต่ว่าเม่ือมีการตราพระราชกำหนดขึ้นแล้ว
รัฐบาลมีหน้าทตี่ ้องนำพระราชกำหนดน้นั เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาทันทีในโอกาสแรกท่ี
มีการประชุมสภา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเพ่ือให้มีผลบังคับเป็นการ

17

ถาวร ซ่ึงในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาน้ันจะไม่มีการพิจารณาแก้ไขถ้อยคำใน
รายละเอียดดังเช่นการพิจารณาร่างพระราชบญั ญตั ิ แต่จะอภิปรายเห็นด้วยหรอื ไม่เห็นด้วย แล้วจะลง
มติวา่ เห็นชอบให้ใช้เปน็ กฎหมายต่อไปหรอื ไมเ่ ท่านน้ั

จากความหมายดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า กระบวนการตรากฎหมาย ประกอบไป
ดว้ ยพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบัญญตั ิ และพระราชกำหนด

2.2.5 ลำดับศกั ดก์ิ ฎหมาย
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (2559) ได้อธิบาย ลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทย หมายถึง

การจัดลำดับฐานะหรือความสูงต่ำของกฎหมาย โดยมีหลักในการตีความว่า กฎหมายที่มีศักด์ิต่ำกว่า
คือ มีลำดับช้ันต่ำกว่าจะขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า หรือมีลำดับชั้นสูงกว่ามิได้ ดังน้ัน
กฎหมายที่มีศักดิ์หรือลำดับช้ันต่ำกว่าหรืออาจเรียกอีกอย่างว่ากฎหมายลูก จะต้องออกหรือตรา
ออกมาให้มีข้อความสอดคล้องกับกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า ซ่ึงเป็นกฎหมายแม่ให้อำนาจ
กฎหมายลกู ไว้ หากบญั ญตั อิ อกมามีข้อความขัดแย้งหรือฝ่าฝืนบทบัญญตั ิของกฎหมายแมแ่ ล้ว จะมีผล
ใหก้ ฎหมายลกู ท่มี ีศักด์ติ ่ำกว่าใช้บังคับมไิ ด้ ดังนั้น ศักด์ิของกฎหมายจึงหมายถึง ลำดับฐานะหรือความ
สูงต่ำของกฎหมายท่ีมีความสำคัญสูงกว่าหรือต่ำกว่ากัน การจัดแบ่งลำดับชั้นของกฎหมายไทย
สามารถจัดแบ่งลำดบั ช้ัน ออกเปน็ 7 ประเภท ดังน้ี

(1) รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสงู สุดของประเทศ กฎหมายใดขัดแย้งไม่ได้ โดย
จะมีเน้ือหาเกยี่ วกบั การใช้อำนาจอธปิ ไตย ความสมั พันธร์ ะหว่างสถาบันการเมือง สิทธเิ สรีภาพของ
ประชาชน

(2) พระราชบญั ญัติ ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายทีร่ ัฐสภาตราข้นึ
(3) พระราชกำหนด เป็นกฎหมายทพ่ี ระมหากษัตรยิ ์ทรงตราข้ึนตามคำแนะนำ
ของคณะรฐั มนตรีตามบท บัญญตั ิในรัฐธรรมนญู ใชใ้ นกรณีจำเป็นรีบดว่ นหรอื เรอ่ื งทีจ่ ะรักษาความ
ม่ันคงในทางเศรษฐกจิ ความปลอดภยั ของประเทศ แตต่ ้องเสนอตอ่ รัฐสภาโดยเรว็
(4) พระราชกฤษฎีกา เปน็ กฎหมายที่ตราขน้ึ โดยพระมหากษตั ริย์ตามคำแนะนำ
ของคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดรายละเอียดตามพระราชบัญญตั ทิ กี่ ำหนดไว้
(5) กฎกระทรวง เป็นกฎหมายท่รี ฐั มนตรตี ราขึ้นผ่านคณะรัฐมนตรเี พือ่
ดำเนินการใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบัญญัตหิ รอื พระราชกำหนด
(6) ข้อบงั คับหรือข้อบญั ญัติ เป็นกฎหมายขององค์กรปกครองท้องถ่นิ เช่น
เทศบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เปน็ ต้น
(7) ประกาศคำส่ัง เป็นกฎหมายเฉพาะกิจ เช่น พระบรมราชโองการ ประกาศ
คณะปฏิวตั ิ คำสงั่ หน่วยงานราชการ เปน็ ตน้

18

ประโยชนก์ ารจดั ลำดับศักด์ขิ องกฎหมาย
การจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมายก็เพื่อประโยชน์ในการเริ่มต้นจัดทำร่างกฎหมาย
ว่ากฎหมายประเภทนี้ระดับใดเป็นผู้จัดทำร่างเพ่ือตราและประกาศใช้บังคับ นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ใช้
กฎหมายทราบลำดับช้ันของกฎหมายท่ีใช้อยู่ว่าประเภทใด หรือฉบับใดมีศักด์ิและความสำคัญสูงกว่า
กัน สามารถพิจารณาตรากฎหมายฉบับใหม่เพ่ือแก้ไข เพิ่มเติม หรือยกเลิกฉบับเดิมได้ตามศักดิ์ของ
กฎหมาย รวมทั้งกรณีมีปัญหาในการวินิจฉัยและตีความกฎหมาย โดยยึดหลักว่ากฎหมายที่ใช้บังคับ
อยู่ขณะน้ันต้องให้กฎหมายที่มีศักดิ์ระดับเดียวกันหรือสูงกว่ามาแก้ไขเพ่ิมเติมหรือยกเลิก จึงจะมีผล
บังคับได้ตามกฎหมาย

ภาพประกอบท่ี 1 แสดงลำดับศักดิข์ องกฎหมาย (The Hierarchy of Laws)
ที่มา : มหาวิทยาลยั วลยั ลักษณ์ (2559)

2.2.6 กฎหมายเกี่ยวกบั ตนเองและครอบครัว
โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม (2556) ได้อธิบายเก่ียวกับกฎหมายเกี่ยวกับตนเองและ

ครอบครวั น้นั ประกอบไปด้วย
(1) กฎหมายเกย่ี วกับชอื่ บุคคล
- ชื่อบุคคล (Name) เป็นถ้อยคำที่ใช้เรียกบุคคลเพ่ือบ่งบอกถึงตัวบุคคลใด

ประกอบด้วยชื่อ ชื่อรอง และชื่อสกุล เพราะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการจำแนกบุคคล ส่วนชื่อ
รองกฎหมายไม่ไดบ้ งั คับ

- ชื่อตัว (First Name) เป็นช่ือประจำตัวของบุคคลแต่ละบุคคล ซึ่งได้รับการ
แต่งตงั้ จากบดิ าหรือมารดา

19

- ชื่อสกุล (Family Name) เป็นชื่อประจำวงศ์สกุลหรือประจำครอบครัว
สบื เน่อื งตอ่ มา ชือ่ สกุ ลโดยปกตจิ ึงเป็นชอื่ ที่สืบทอดกันมาตง้ั แตบ่ รรพบรุ ษุ

- ชื่อรอง เป็นชื่อประกอบถัดไปจากช่ือตัว มุ่งหมายบอกลักษณะหรือตัวบุคคล
ใหช้ ดั เจนยิง่ ข้ึน เพราะเมือ่ บุคคลเกดิ ขึน้ มากๆ อาจมีช่อื ตวั ซำ้ กัน

(2) กฎหมายเก่ียวกับบตั รประชาชน
บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารท่ีสำคัญอย่างยิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องมี

ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนจะเสดงภูมิลำเนาและท่ีอยู่เพ่ือความสะดวกในการติดต่อ ติดตาม และ
การชว่ ยเหลือต่างๆ ไดง้ ่ายขึ้น

พระราชบัญญัติบัตรประจำตัว กำหนดหลักเกณฑ์การขอมบี ัตรประจำตวั
ประชาชนไว้ดังนี้

– บุคคลผูม้ ีสญั ชาติไทยซ่งึ มอี ายตุ ้งั แต่เจด็ ปีบริบูรณ์ และมีช่ือในทะเบียนบา้ น
– บคุ คลตา่ งด้าวท่ีไดส้ ญั ชาติไทยหรอื ไดก้ ลบั คนื สญั ชาติไทย
– บคุ คลทีไ่ ด้เพ่มิ ช่ือในทะเบียนบ้าน
– บคุ คลทพี่ น้ สภาพจากการได้รับการยกเวน้
ความหมายของผู้เยาว์ คือ บุคคลทีม่ อี ายไุ ม่ถงึ 20 ปบี ริบรู ณ์
ความสามารถของผเู้ ยาว์ ในกฎหมายกำหนดไว้ ดังน้ี
การสมรส ตอ้ งมีอายุครบ 17 ปบี รบิ ูรณ์ หรือศาลอนญุ าตให้สมรสได้ การสมรส
จะตอ้ งจดทะเบียนตามกฎหมายแลว้ เทา่ นนั้
การทำนิติกรรม ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม จึงจะสมบูรณ์ตาม
กฎหมาย
การทำการใด ๆ กฎหมายจำกัดความสามารถของผู้เยาว์ไว้ ทำให้เกิดความไมส่ ะดวก
และเสียเวลาในการไปขออนุญาตผ้แู ทน จงึ กำหนดข้อยกเว้น 3 ประเภท ดังนี้
– นิติกรรมที่ทำให้ผู้เยาว์ได้มาซง่ึ สิทธิอันใดอันหนึ่งหรือเพื่อหลุดพ้นจากหน้าที่อันใด
อันหน่งึ
– นิติกรรมท่ีผู้เยาว์ตอ้ งทำเองเฉพาะตวั
– นิตกิ รรมท่จี ำเปน็ เพือ่ การดำรงชพี ของผ้เู ยาว์
- การทำพนิ ัยกรรม ตอ้ งมีอายุครบ 15 ปีบริบรู ณ์
- การประกอบธรุ กิจการค้าและทำสัญญาเป็นลูกจ้าง ผู้เยาวส์ ามารถทำธุรกจิ ได้ โดย
ธุรกิจน้ันอาจมาจากกจิ การที่เปน็ มรดกของครอบครัวตกทอดมา

20

(3) กฎหมายเกย่ี วกบั ครอบครัว

ก) การหมั้น ในทางกฎหมาย คือ การท่ชี ายหญิงสญั ญาว่าจะทำการสมรสและอยูก่ นิ

ดว้ ยกันฉันสามีภรยิ า จะต้องมีของหม้ันและสนิ สอด การหมั้นมเี ง่ือนไข 2 ประการ ดังนี้

– อายุของคหู่ มั้น จะต้องมีอายุ 17 ปบี ริบรู ณ์

– ความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ถ้าอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือ

ผู้เยาว์จะไม่สามารถทำการหม้ันด้วยตนเองได้ ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง

กอ่ น

การหมน้ั จะมีความสมบูรณ์ จะตอ้ งมสี ่งิ ประกอบ 2 ประการ ได้แก่

– ของหม้นั – สินสอด

ข) การสมรส

หลักเกณฑก์ ารสมรส มี 3 ประการ ได้แก่

การสมรสมีหลกั เกณฑ์ในการปฏิบัติ ดงั นี้

– คสู่ มรสต้องเป็นชายและหญงิ

– ตอ้ งกระทำโดยสมัครใจ

– อยูก่ นิ ฉันสามภี ริยา

– ต้องมีคูส่ มรสเพียงคนเดยี ว

เงอื่ นไขการสมรส มี 2 ส่วน ไดแ้ ก่

– ชายและหญงิ ตอ้ งมีอายุ 17 ปีบรบิ ูรณ์

– ชายและหญิงแสดงความยินยอมเป็นสามีภริยากันต่อหน้านายทะเบียนและมี

การจดทะเบยี นสมรส

จากการศึกษากฎหมายที่เก่ียวข้องกับตนเองและครอบ ผู้วิจัยจำแนกกฎหมายเป็น

1. กฎหมายเก่ียวกับช่ือบุคคล 2. กฎหมายเกี่ยวกับบัตรประชาชน และ 3. กฎหมายเกี่ยวกับ

ครอบครวั ผู้วจิ ัยได้นำข้อมลู ส่วนนี้ใช้ประกอบการจัดทำบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน

2.2.7 กฎหมายอนรุ กั ษธ์ รรมชาติ
พรวจิ ิตร ชาตชิ ำนาญ (2546) ไดอ้ ธบิ ายกฎหมายอนุรกั ษ์ธรรมชาติ ประกอบไปด้วย
2.2.7.1 กฎหมายเก่ียวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ (Nature Conservation Act)

กฎหมายและข้อบังคับประเภทน้ีประกอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองและรักษาสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ,
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งพ.ร.บ.ท้ัง 3 ฉบับน้ี พื้นท่ี
ครอบคลุมทั้งส่วนพื้นดินและพ้ืนน้ำ โดยเฉพาะพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติน้ันได้ให้ความหมายว่า ส่วน

21

พ้ืนที่ ในที่นี้รวมถึงส่วนพื้นน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยให้กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานท่ีใช้กฎหมาย
ฉบับนี้

2.2.7.2. กฎหมายว่าด้วยการสำรวจและใช้ประโยชน์ทรัพยากร (Natural
Resources Exploitation Act) กฎหมายประเภทนี้มีหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 เป็น
กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ในการคมุ้ ครองและจดั การป่าไมข้ องประเทศไทย พ.ร.บ.
ประมง ปี 2490 เป็นกฎหมายท่ีควบคุมและจัดการใชป้ ระโยชน์ทรัพยากรประมง กรมประมงเป็นผู้ใช้
กฎหมายฉบับน้ี พ.ร.บ.แร่ ปี 2510 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณี
อนุญาตการทำเหมืองรวมท้ังควบคุมการผลิตและการจำหน่ายแร่ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปี 2511 เป็น
กฎหมายท่ีเกี่ยวกับการจัดการสำรวจและผลิตน้ำมันและแก๊ส ซ่ึงการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็น
ผู้ใช้กฎหมายฉบับน้ีและ พ.ร.บ.การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทยปี 2522 เป็นกฎหมายท่ีให้อำนาจแก่
การท่องเท่ยี วแห่งประเทศไทยในการสำรวจ วางแผน และพัฒนาการทอ่ งเที่ยว

2.2.7.3. กฎหมายว่าด้วยการป้องกันสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection
Act) กฎหมายว่าด้วยการป้องกันส่ิงแวดล้อมได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อม
แห่งชาติ ปี 2535 เป็นกฎหมายที่เก่ียวกับการควบคมุ คุณภาพส่ิงแวดลอ้ มของประเทศ รวมท้ังการ
ควบคุมผลกระทบทางส่ิงแวดล้อมจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ พ.ร.บ. ดังกล่าวมี 3 หน่วยงาน คือ
กรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานนโยบายและแผนส่ิงแวดลอ้ มเป็น
หนว่ ยงานรบั ผิดชอบและดำเนนิ การตามกฎหมาย

2.2.7.4. กฎหมายว่าด้วยการใช้ประโยชน์ดินและน้ำ กฎหมายท่ีเกี่ยวกับท่ีดินใน
ประเทศไทยนั้นมีความสลับซับซ้อน แต่เมื่อพิจารณาถึงตัวบทกฎหมายที่อยู่ในกลุ่มนี้แล้ว
ประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กฎหมายการถือครองที่ดิน และกฎหมายการวางแผนการใช้
ประโยชน์ที่ดิน สำหรับกฎหมายท่ีว่าด้วยการถือครองท่ีดินประกอบด้วยกฎหมายว่าด้วยกฎหมาย
ท่ีดินของประเทศไทย ปี 2497 และกฎหมายอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับสิทธิการถือครองที่ดินซ่ึงอยู่
ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ พ.ร.บ.จัดท่ีดินเพื่อการครองชีพ ปี
2521 และพ.ร.บ.ปฏิรูปท่ีดินเพ่ือการเกษตรกรรม ปี 2518 สำหรับกฎหมายในกลุ่มของการวาง
แผนการใช้ที่ดินน้ันประกอบด้วย พ.ร.บ.ผังเมือง ปี 2535 พ.ร.บ.จัดประเภทการใช้ท่ีดินเพ่ือ
การเกษตร ปี 2457 พ.ร.บ.พัฒนาท่ีดิน ปี 2526 กฎหมายดังกล่าวน้ีจะเป็นกรอบในการวาง
แผนการใช้ท่ีดินท้ังในเมืองและชนบท และผนวกกับกฎหมายการแบ่งเขตที่ดิน ซ่ึงเป็นกฎหมายท่ีใช้
อยู่ในปัจจุบันท้ังเก่าและใหม่ เช่น พ.ร.บ. ควบคมุ การกอ่ สร้างอาคาร ปี 2522

จากการศึกษากฎหมายที่เก่ียวข้องกับกฎหมายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผู้วิจัยได้
นำไปแบ่งประเด็น ดังน้ี 1. กฎหมายเก่ียวกับการอนุรกั ษ์ธรรมชาติ 2. กฎหมายว่าด้วยการสำรวจและ

22

ใช้ประโยชน์ทรัพยากร 3. กฎหมายว่าด้วยการป้องกันสิ่งแวดล้อม และ 4. กฎหมายว่าด้วยการใช้
ประโยชนด์ นิ และนำ้

2.2.8 กฎหมายการปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (2563) ได้อธิบายไว้

ว่ากฎหมายที่เก่ยี วข้องกับการปกครอง มี 2 แบบ ดังน้ี
– การปกครองแบบรวมอำนาจ หมายถึง การปกครองแบบรวมอำนาจไว้ท่ี

ศนู ย์กลางเพ่ือเปน็ การประสานงานทว่ั ไปของรัฐบาล โดยมีกฎหมายทเี่ กยี่ วข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติ
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.
2539

– การปกครองแบบกระจายอำนาจ หมายถึง การปกครองท่ีรัฐมอบอำนาจให้กับ
องค์กรปกครองอื่น ๆ โดยมกี ฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2534 พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.
2496 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา
พ.ศ. 2542

จากการศึกษากฎหมายการปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้วิจัยได้กำหนดประเด็นการศึกษา
ไวด้ ังน้ี การปกครองแบบรวมอำนาจ และการปกครองแบบกระจายอำนาจ เพื่อใช้ในการจัดทำเนอ้ื หา
หนว่ ยการเรียนรู้บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน

2.2.9 กฎหมายภาษแี ละแรงงาน
2.2.9.1 กฎหมายภาษี
สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต (2556) ได้

อธิบายไวว้ า่ ประเภทของภาษอี ากร มี 2 ประเภท คอื
– ภาษีทางตรง หมายถึง ภาษีที่ผู้เสียภาษีจะผลักภาระภาษีให้ผู้อื่นไม่ได้ โดยจัดเก็บ

จากฐานรายไดห้ รอื ฐานทรัพยส์ นิ ในอัตรากา้ วหนา้
– ภาษีทางอ้อม หมายถึง ภาษีที่ผู้เสียภาษีผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นได้ ซึ่งอาจถูก

ผลักไปให้ผูบ้ รโิ ภคในรูปของการขนึ้ ราคาสินค้าและบรกิ าร
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เก็บจากเงินได้ของบุคคลธรรมดาท่ีมีเงินได้ หากไม่มี

กฎหมายยกเวน้ ภาษี
ผมู้ ีหนา้ ที่เสยี ภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดา แบง่ ได้เปน็ 4 ประเภท คือ

23

– บุคคลธรรมดา คือ บุคคลท่ีมีชีวิตอยู่ หากมีเงินได้ถึงเกณฑ์ข้ันต่ำท่ีประมวล
รัษฎากรกำหนด

– ผู้ถึงแก่ความตาย อาจเป็นกรณีที่ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี อาจได้เงินถึง
เกณฑท์ ่ีประมวลรัษฎากรกำหนด

– กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง ถ้าไม่ได้แบ่งเด็ดขาด และกองมรดกน้ันก่อให้เกิดเงินได้พึง
ประเมนิ ถึงเกณฑ์ท่ตี ้องเสียภาษี

– ห้างหนุ้ สว่ นสามัญหรอื คณะบคุ คลท่มี ิใช่นติ ิบุคคล
เงินได้พงึ ประเมนิ และแหล่งเงินได้

เงนิ ได้พงึ ประเมิน แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่
– ประเภทที่ 1 ได้แก่ เงนิ ได้จากการจ้างแรงงาน
– ประเภทที่ 2 ได้แก่ เงนิ ไดจ้ ากหน้าทห่ี รือตำแหนง่ งานทท่ี ำ หรือจากการรบั ทำงาน
ให้
– ประเภทที่ 3 เช่น ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือค่าความนิยม ค่าลิขสิทธ์ิหรือสิทธิอย่างอ่ืน
เงนิ ปที ไ่ี ดม้ าจากพนิ ัยกรรม
– ประเภทท่ี 4 เชน่ ดอกเบยี้ เงินปนั ผล เงินสว่ นแบง่
– ประเภทที่ 5 คือ เงนิ หรือประโยชน์อืน่ ที่ไดจ้ ากนิติกรรม
– ประเภทที่ 6 คือ เงินไดจ้ ากวชิ าชพี อสิ ระ
– ประเภทที่ 7 คือ เงนิ ท่ีได้จากการรับเหมาท่ีผรู้ ับเหมาต้องลงทุน
– ประเภทที่ 8 คือ เงินได้จากการประกอบธุรกจิ
แหลง่ เงินได้ แบง่ เป็น
– แหลง่ ในประเทศ
– แหล่งนอกประเทศ
การย่ืนแบบแสดงรายการและการชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีหน้าท่ีเสียภาษีอากร
ตอ้ งยน่ื แบบแสดงรายการเก่ียวกับเงินไดพ้ งึ ประเมินทต่ี นไดร้ ับภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกำหนด
การกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา มวี ิธกี รอกดงั นี้
– กรอกรายละเอียดใหอ้ ่านได้ง่าย ชดั เจน และถกู ต้องสมบูรณ์
– โปรดตรวจทานรายการท่ีจัดพมิ พม์ า
– กรอกรายละเอยี ดเก่ียวกบั วันเดือนปีเกดิ ของผ้มู ีเงนิ ไดแ้ ละคสู่ มรสใหช้ ดั เจน
– คนต่างด้าวผไู้ ม่มีเลขบัตรประจำตวั ประชาชน ให้กรอกเลขประจำตัวผู้เสยี ภาษี
อากร

24

สถานที่ย่ืนแบบแสดงรายการภาษี
– ในกรงุ เทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนกั งานสรรพากรพ้ืนที่สาขา หรืออาจยื่นแบบทาง

ไปรษณียส์ ง่ ไปยงั กองคลัง กรมสรรพากรได้
– ตา่ งจงั หวัด ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพ้ืนท่สี าขา หรือย่ืนไดท้ ีส่ ำนกั งานสาขา

ทุกสาขาของธนาคารพาณชิ ย์ของไทย
– ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นแบบและชำระภาษีท่ีธนาคารในอำเภอหรือก่ิงอำเภอท้องท่ีที่

ตนมีภูมิลำเนาอยู่ หรืออาจจะยื่นทางไปรษณีย์ โดยส่งไปยังสำนักบริหารการคลังและรายได้
กรมสรรพากร อาคารกรมสรรพากร

2.2.9.2 กฎหมายแรงงาน
สาขาสังคมศึกษา คณะครุศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต (2556) ได้

อธิบายไว้ว่า กฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 3)
พ.ศ. 2551 เปน็ กฎหมายที่คุ้มครองแรงงานให้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม

การใชแ้ รงงานทั่วไป
- การทำงานปกติ แต่ละวนั ของลกู จ้างได้ไมเ่ กิน 8 ชว่ั โมง
- การทำงานลว่ งเวลา ตอ้ งได้รบั ความยนิ ยอมจากลกู จ้างก่อน

การลา มี 5 ประเภท คือ
– ลาป่วย การลาป่วยตง้ั แต่ 3 วนั ทำงานขึ้นไป ลูกจา้ งต้องแสดงใบรับรองแพทย์
– ลาเพอ่ื ทำหมัน ลาไดต้ ามระยะเวลาทแ่ี พทย์กำหนด
– ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น
– ลาเพอ่ื รบั ราชการทหาร
– ลาเพือ่ ฝึกอบรม เพ่ือฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ

การกำหนดวนั หยุด มี 3 ประเภท คือ
– วนั หยดุ ประจำสปั ดาห์ ไม่น้อยกว่า 1 วนั และ ระยะห่างไม่เกนิ 6 วัน
– วนั หยุดตามประเพณี โดยรวมวันแรงงานแหง่ ชาติดว้ ย
– วันหยดุ พักผ่อน ลูกจา้ งทีท่ ำงานครบ 1 ปี มสี ทิ ธิหยดุ พักผอ่ นประจำปีได้ปหี นึง่ ไม่

น้อยกวา่ 6 วันทำงาน
การใชแ้ รงงานหญิง กฎหมายกำหนดข้อห้ามไว้ดงั นี้
– ห้ามทำงานทีเ่ ป็นอันตรายต่อสขุ ภาพหรือรา่ งกาย
– ห้ามหญิงมคี รรภท์ ำงานในส่วนของเคร่ืองจกั รหรือเคร่ืองยนต์ทีม่ ีความส่ันสะเทือน

หรอื งานขับเคลือ่ นหรือติดไปกับยานพาหนะ หรืองานทต่ี ้องใช้แรงงานหนกั

25

การใชแ้ รงงานเด็ก นายจ้างต้องปฏิบัติดงั นี้
– แจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน
– บนั ทกึ สภาพการจ้างงานที่เปลย่ี นไปจากเดิมเก็บไว้
– แจง้ การสนิ้ สุดการจา้ งแรงงานตอ่ พนักงานตรวจภายใน 7 วนั

การจา้ งเด็กอายตุ ่ำกว่า 18 ปี นายจ้างห้ามปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
– ห้ามมิใหจ้ า้ งเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
– ห้ามมิให้ลูกจ้างที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง

6.00 น. เวน้ แต่จะไดร้ ับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ยกเว้นเดก็ อายตุ ่ำกว่า 18 ปีที่เป็น
ผแู้ สดงภาพยนตร์ ละคร

– หา้ มมใิ หล้ ูกจา้ งทอ่ี ายุตำ่ กว่า 18 ปี ทำงานลว่ งเวลาหรอื ทำงานวนั หยุด
– หา้ มมิใหล้ ูกจ้างทเี่ ปน็ เดก็ อายตุ ำ่ กว่า 18 ปีทำงานท่ีอันตราย
– หา้ มมใิ หล้ กู จา้ งที่เปน็ เดก็ อายตุ ำ่ กว่า 18 ปี ทำงานสถานทท่ี ่ไี มเ่ หมาะสม
– หา้ มมิให้นายจา้ งเรยี กหรอื รับหลกั ประกัน
– หา้ มมิใหน้ ายจ้างจา่ ยค่าจ้างของลกู จ้างทเ่ี ปน็ เด็กใหแ้ กบ่ คุ คลอื่น
- นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างทเ่ี ปน็ เด็กมีเวลาพกั วันหน่ึงไม่น้อยกว่า 1 ช่ัวโมงติดตอ่ กัน
หลังจากท่ีลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกิน 4 ช่ัวโมง ลูกจ้างท่ีเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิลาเพ่ือเข้า
ประชุม สัมมนา รับการอบรม รับการฝกึ หรอื ลาเพอื่ การอ่ืน แตป่ หี นง่ึ ตอ้ งไม่เกิน 30 วัน
ค่าจา้ ง คา่ ลว่ งเวลา ค่าทำงานในวันหยดุ และค่าลว่ งเวลาในวนั หยุด
- การจ่ายค่าจ้างปกติ กรณีงานที่มีลักษณะและคุณภาพของงานอย่างเดียวกันและมี
ปริมาณเทา่ กัน ตอ้ งจ่ายค่าจา้ งดว้ ยเงินตราไทย
- การจา่ ยคา่ จา้ งกรณตี า่ ง ๆ มดี ังน้ี

– วนั หยุด นายจ้างตอ้ งจ่ายค่าจ้างเท่ากับคา่ จ้างในวันทำงาน
– ลาป่วย ลูกจ้างที่ลาป่วยมีสิทธิได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติ แต่
ตอ้ งไม่เกนิ 30 วัน
– ลารับราชการทหาร ลูกจ้างท่ีลาเพ่ือรบั ราชการทหารมีสิทธิไดร้ ับค่าจ้างเท่ากับ
ค่าจา้ งในวนั ทำงานปกติ แตต่ ้องไมเ่ กนิ 60 วนั
– ลาคลอด ลูกจ้างหญิงที่ลาคลอดบุตรมีสิทธิได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวัน
ทำงานปกติ แต่ตอ้ งไม่เกนิ 45 วัน
– ทำงานล่วงเวลา นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาแก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 1 เท่าครึ่ง
ของคา่ จา้ งตอ่ ชวั่ โมงในวนั ทำงาน

26

– ทำงานในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง 2 กรณี คือ กรณีแรก
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายเพ่ิมข้ึนจากค่าจ้างปกติไม่น้อยกว่า 1 เท่าของ
ค่าจ้างต่อชั่วโมง กรณีท่ีสอง ลูกจ้างท่ีไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 2
เทา่ ของค่าจ้างตอ่ ชว่ั โมงในวนั ทำงาน

– ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายคา่ ล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้างไม่
นอ้ ยกว่า 3 เทา่ ของค่าจ้างตอ่ ชัว่ โมงในวันทำงาน

– ทำงานน้อยกว่าวันหยุดท่ีกำหนด ปกติองค์กรต้องมีวันหยุด 13 วันใน 1 ปี
หากนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างหยุดงานหรือหยุดงานน้อยกว่า 13 วัน ต้องจ่ายค่าทำงานและค่าล่วงเวลาใน
วันหยุดแก่ลูกจ้างเสมอื นทำงานในวนั หยุด

2.2.10 กฎหมายระหวา่ งประเทศ
นภสั สร ใจอัน ไดอ้ ธิบายกฎหมายระหวา่ งประเทศ ไว้ดังนี้
1. กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายระหว่าง

ประเทศจากเดิมเรียกกันว่า “กฎหมายระหว่างประเทศยามสงคราม หรือ กฎหมายสงคราม”
กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีจุดประสงค์ท่ีมุ่งส่งเสริมคุณค่า อันเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์
เช่นเดยี วกบั กฎหมายสิทธิมนษุ ยชน

กฎหมายน้ีมีความมุ่งหมาย คือ การเคารพศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ โดย
พัฒนาการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีผลทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับ
ภาคเอกชนของนานาประเทศ ในการสอดส่องดูแลเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายเร่ืองนี้สำหรับ
ประเทศไทยเคยมีกฎหมายท่ีสอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เชน่ พระราชบัญญัติ
อาชญากรสงคราม พุทธศักราช 2488พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม
พทุ ธศักราช 2488 พ.ศ. 2510 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 48 เปน็ ตน้

2.กฎหมายเก่ียวกับการค้ามนุษย์ ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้าผู้หญิงและ
เด็กได้รับการตระหนักจะประชาคมโลกว่าเป็นอาชญากรรมท่ีเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่าง
รา้ ยแรง เพราะเป็นการแสวงหาประโยชนจ์ ากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยผ้เู สียหายไม่ไดส้ มัครใจ และได้
กระทำการอยา่ งกว้างขวา้ งจนเปน็ กระบวนการเช่ือมโยงทง้ั ในประเทศระต่างประเทศ ซง่ึ ถือเป็นภัยต่อ
ความสงบสุขของโลกอยา่ งมาก

ประเทศไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประเทศเพ่ือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่
จัดตั้งในลักษณะองค์กร พ.ศ. 2543 และพิธีสารเพื่อป้องกันปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์
โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก พ.ศ. 2543 เพ่ิมเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้าม

27

ชาติท่ีจัดต้ังในลักษณะองค์กร และได้ตรากฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้า
มนุษย์ พ.ศ. 2551 ขน้ึ ตอ่ มาตามลำดบั

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์ข้ึน เพ่ือทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนการ
ใหค้ วามร่วมมอื และประสาน

3.กฎหมายว่าด้วยผู้ล้ีภัย ปัญหาผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นทางมนุษยธรรมที่มีกฎหมาย
ระหว่างประเมศเข้ามาเก่ียวข้อง เพราะถึงแม้จะมีการรับรองว่าสิทธิแสวงหาท่ีลี้ภัยเป็นสิทธิมนุษยชน
แต่รฐั ตา่ งๆ ก็ยังลำบากใจเมอ่ื ตอ้ งกลายเป็นรฐั ผลู้ ีภ้ ยั โดยการล้ีภัยสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ

1.การล้ีภัยทางดินแดน (territorial asylum) หมายถึง การของล้ีภัยเพื่อเข้าไป
อยู่ในดินแดนของรัฐผู้ล้ีภัย ซ่ึงข้ึนกับการตัดสินใจของรัซดินแดนว่าจะให้ล้ีภัยหรือไม่โดยพิจารณา
จากพทั ธกรณีในข้อตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของรฐั น้ัน

2.การลี้ภัยทางทูต (diplomatic asylum) การล้ีภัยท่ีผู้ขอล้ีภัยเข้าไปอยู่ใน
สถานทูตของรัฐผู้ให้ล้ีภัย ซ่ึงต้ังอยู่ในดินแดนของรัฐผู้ให้ล้ีภัย ซึ่งต้ังอยู่ในดนิ แดนของรฐั ท่ีต้องการตัวผู้
ขอลภ้ี ัยเอง

ปัจจุบันสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้จัดต้ังสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ล้ีภัยแห่ง
สหประชาชาติขึ้น เพ่ือคุ้มครองและแก้ปัญหาของผู้ล้ีภัยท่ัวโลก รวมทั้งปกป้องสิทธิข้ันพื้นฐานของผู้ล้ี
ภัย โดยเฉพาะสิทธิที่จะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในประเทศอื่น เพ่ือเตรียมพร้อมท่ีส่งกับประเทศต้น
ทางตามท่ีผลู้ ี้ภยั ตอ้ งการ หรือเพ่ือท่จี ะสง่ ไปยังประเทศท่ีสาม

ในส่วนของประเทศไทยนนั้ ก็ได้ให้ความสนับสนุนช่วยเหลอื และอำนวยความสะดวก
เกี่ยวกับผอู้ พยพหนีภัยเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่อง ตามหลักมนุษยธรรมด้วยดีดดยให้ความคุ้น
ครองต่อผู้อพยพ และพฒั นาคณุ ภาพชีวิตในดา้ นตา่ งๆ อาทิ การฝึกทักษาอาชีพและการศึกษาเพ่ือเขา
จะสามารถดำเนินชวี ิตระหวา่ งอยู่ในพื้นที่พกั พงิ ชั่วคราวอยา่ งปลอดภยั

4. กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ กฎหมายแรงงานเป็นกฎหมานทีพ่ ฒั นาขนึ้ ใน
สงั คม ตัง้ แตเ่ ป็นเพียงกฎหมายเกีย่ วกบั สญั ญาจา้ งแรงงาน ซ่งึ ยอมใหค้ ู่กรณีตกลงเง่ือนไขของสญั ญา
กันไดเ้ องตามสมัครใจ มาจนปัจจบุ ันมีจดหมายควบคุมเพ่ิมข้ึนเพ่ือให้ความคุ้มครองฝ่ายทม่ี ัก
เสียเปรยี บในการทำสญั ญา รวมท้งั เพ่ือรักษาคุณภาพของผู้ใชแ้ รงงาน และป้องกันมิใหส้ งั คมตอ้ ง
รบั ภาระเนท่องจากผูป้ ระสบเคราะห์กรรมจากการทำงาน

ปัจจุบันประเทศไทยได้ร่วมสัตยาอนุสัญญาท่ีเก่ียงข้องกับกฎหมายแรงงานระหว่าง
ประเทศไปหลายฉบับแล้ว และได้พยายามดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญา ไม่ว่าจะเป็นการหยุด
พักผ่อนประจำสัปดาห์ในโรงงงานอุตสาหกรรม การจัดตั้งบริการจัดหางาน การกำหนดอายุขั้นต่ำที่
อนญุ าตให้จ้างงานได้ การฟื้นฟสู มรรถภาพทางอาชพี การจ้างงานคนพกิ าร เปน็ ต้น

28

จากการศึกษา กฎหมายในชีวิตประจำวัน ผู้วิจัยได้แบ่งกฎหมายในชีวิตประวัน
ประกอบไปด้วย ความสำคัญกฎหมาย ประเภทกฎหมาย กระบวนการตรากฎหมาย ลำดับศักดิ์ของ
กฎหมาย กฎหมายเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว กฎหมายการปกครองส่วนท้องถ่ิน กฎหมายภาษี
กฎหมายแรงงาน และกฎหมายระหว่างประเทศ นำไปใช้ในการขอบเขตการวิจัยเน้ือหา นิยามศัพท์
เฉพาะ และนำไปประกอบในบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

2.3 เอกสารเกย่ี วกบั บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
2.3.1 ความหมายบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
การนำคอมพวิ เตอร์มาใช้กบั การเรยี นการสอน เปน็ การนำมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการ

เรียนการสอน ซึ่งนิยมเรียกว่า “ บ ท เรียนคอมพิ วเตอร์ช่วยสอน ” (Computer-Assisted
Instruction—CAI) ได้มนี กั วิชาการได้ใหค้ วามหมายไวห้ ลายทา่ น ดงั น้ี

ศิริชัย สงวนแก้ว (2534) กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การประยุกต์
คอมพวิ เตอร์มาชว่ ยในการเรียนการสอน โดยมีการพัฒนาโปรแกรมขึ้น เพื่อเสนอเน้ือหาในรปู แบบต่าง
ๆ เช่น การเสนอแบบติวเตอร์ (tutorial) แบบจำลองสถานการณ์ (simulation) หรือแบบการ
แก้ปัญหา (problem solving) เป็นต้น การเสนอเนื้อหาดังกล่าว เป็นการสนองโดยตรงไปยังผู้เรียน
ผ่านทางจอภาพหรือแป้นพิมพ์ โดยเปิดโอกสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม วัสดุทางการสอน คือ โปรแกรม
หรือ courseware ซึ่งปกติจะถูกก็บไว้ในดิสก์หรือหน่วยความจำของเครื่อง พร้อมที่จะเรียกใช้ได้
ตลอดเวลา การเรียนลักษณะน้ี บางครั้งผู้เรียนจะต้องโด้ตอบหรือตอบคำถามเคร่ืองคอมพิวเตอร์ด้วย
การพิมพ์ การตอบกำถามจะถูกประเมินโดยคอมพิวเตอร์ และจะเสนอแนะขั้นตอนหรือระดับในการ
เรยี นขั้นตอ่ ๆ ไป กระบวนการเหลา่ น้เี ป็นปฏกิ ริ ิยาที่เกดิ ข้ึน ระหวา่ งผู้เรียนกบั คอมพิวเตอร์

กิดานันท์ มลิทอง (2539) กล่าวถึง ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เป็นอุปกรณ์การเรยี น (แต่มิใช่เป็นครูผสู้ อน) โดยการสรา้ งโปรแกรมบทเรียนหรือใช้ไปรเกรมสำเร็งรูป
ทางการศึกบา เพื่อการเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การสอน การฝึกหัต สถานการณ์จำลอง เกม การ
ค้นพบ และการแก้ปัญหา โดยให้ผู้เรียนเรียนได้ด้วยตนเอง ผู้เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์โด้ตอบกับ
โปรแกรมท่เี สนอบทเรียน ในลักษณะของตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพนึ่ง ภาพเคล่ือนไหวและเสียง โดข
ผ้เู รียนจะเรยี นเน้ือหาซงึ่ เป็นส่ิงรู้ แลว้ มีการตอบสนองของผ้เู รียน และให้ขอ้ มูลย้อนกลบั เพ่ือเสริมแรง
แลว้ ใหผ้ เู้ รียนเลือกเรียนสิง่ เร้าลำดับตอ่ ไปจน จบบทเรียน

กระทรวงศกึ ษาธิการ, กรมวชิ าการ (2544) ให้ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนว่า หมาขถึง การนำเอากอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนรายบุคคล โดยที่คอมพิวเตอร์
จะช่วยนำเสนอบทเรียนที่เตรียมไว้อย่างเป็นระบบ มาเสนอในรูปแบบที่หมาะสมสำหรับนักเรียนเละ

29

คน และผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังสมารถแสดงภาพกราฟฟิก
ภาพกราฟิก ภาพนง่ิ ภาพเคล่ือนไหวและเสยี งประกอบได้ จึงชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ได้ดยี ง่ิ ข้ึน

จากความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนข้างต้นท่ีกล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การเรียนการสอนโดยจะนำคอมพิวเตอร์มาเป็นส่ือในการ
สอน ซ่ึงจะออกแบบไว้เพ่ือนำเสนอบทเรียนแทนผู้สอน และผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
ตามลำดับการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนจะได้
ข้อมูลย้อนกลับทันที เน้ือหาสาระความรู้ท่ีผู้เรียนศึกษาจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนน้ัน จะมี
ลักษณะท่สี ามารถกระตนุ้ ความสนใจผูเ้ รียนติดตามอย่างต่อเนื่อง

2.3.2 ความสำคญั บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
ความสำคัญบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีนักวิชาการได้ให้ความหมาย

หลากหลาย ดังน้ี
สุภาณี เส็งสี (2551) ได้อธิบาย ความสำคัญบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไว้ว่า

ผู้เรียนสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้กับ ดึงดูดความสนใจ โดยใช้เทคนิคการนำเสนอด้วยกราฟิก
ภาพเคล่ือนไหว แสง สี เสียง สวยงามและเหมือนจริงเข้าใจเนื้อหาได้เร็ว ด้วยวิธีท่ีง่ายๆมีการโต้ตอบ
ปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และบทเรียนฯ มีโอกาสเลือก ตัดสินใจ และได้รับการเสริมแรงจากการ
ได้รับข้อมูลย้อนกลับทันทีผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนรู้สูง เพราะมีโอกาสปฏิบัติกิจกรรมด้วย
ตนเอง ซ่ึงจะเรียนรู้ได้จากข้ันตอนที่ง่ายไปหายากตามลำดับเรียนรู้ได้ตามความสนใจ และ
ความสามารถของตนเอง บทเรียนมีความยืดหยุ่น สามารถเรยี นซ้ำได้ตามท่ีต้องการ ส่งเสริมให้ผู้เรียน
มคี วามรับผดิ ชอบต่อคนเอง ต้องควบคุมการเรยี นด้วยตนเอง มกี ารแกป้ ญั หา และฝกึ คิดอยา่ งมีเหตผุ ล
สร้างความพึงพอใจแก่ผู้เรียน เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนสามารถรับรู้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ได้
อย่างรวดเร็ว เป็นการท้าทายผู้เรียน และเสรมิ แรงให้อยากเรยี นต่อผู้สอนมเี วลามากข้นึ ท่จี ะช่วยเหลือ
ผู้เรยี นในการเสรมิ ความรู้ หรือช่วยผู้เรียนคนอ่ืนท่ีเรยี นก่อนช่วยประหยัดเวลา และงบประมาณในการ
จัดการเรียนการสอน โดยลดความจำเป็นท่ีจะต้องใช้ครูท่ีมีประสบการณ์สูง หรือเคร่ืองมือราคาแพง
เคร่ืองมืออันตราย ลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนในเมือง และชนบท เพราะสามารถส่ง
บทเรียนฯ ไปยงั โรงเรียนชนบทให้เรียนรู้ได้ดว้ ย

วัชราภรณ์ ดาวลอย และคณะ (2558) ได้อธิบายไว้ว่า CAI (Computer Assisted
Instruction) หรือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีเป้าหมายสำคัญคือสามารถดึงดูดความสนใจและกระตุ้น
ให้ผูเ้ รยี นเกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้ CAI จึงเป็นส่ือการศึกษายุคใหม่ที่มีประสทิ ธิภาพมากและยงั มี
ข้อได้เปรียบเหนือส่ืออื่นๆด้วยกันหลายประการและสามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียน
ซ่ึงผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์หรือการตอบโต้ พร้อมทั้งได้รับผลย้อนกลับ (feedback) อย่างต่อเนื่องกับ

30

เน้ือหาและกิจกรรมต่างๆจึงง่ายต่อการประเมินและตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา
ขณะเดียวกันผู้เรียนสามารถนำ CAI ไปใช้เรียนด้วยตนเอง โดยปราศจากข้อจำกัดด้านเวลา และ
สถานทใ่ี นการดำเนินการศึกษาค้นคว้า CAI จึงเป็นส่ือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรยี นรู้ในลักษณะที่เน้น
นักเรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางได้เป็นอย่างดี

จากความหมายของความสำคัญคอมพิวเตอร์ช่วยสอนข้างต้นท่ีกล่าวมา สามารถ
สรุปได้ว่า ความสำคัญคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง ช่วยให้ผู้เรียนนั้นเรียนรู้ได้รวดเร็วเข้าใจง่าย มี
รูปภาพประกอบ เสียง และวีดีทัศน์ ที่อธิบายให้เข้าใจได้มากขึ้น สามารถสะท้อนผลการเรียนได้ทันที
เข้าถึงบทเรียนได้ดว้ ยตนเองตลอดเวลา ลดความเหล่อื มล้ำทางการศึกษาทผ่ี ู้เรียนทุกคนสามารถเขา้ ถึง
ไดง้ ่าย

2.3.3 ขัน้ ตอนการเรียนรบู้ ทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
บุญเก้อื ควรหาเวช (2543) ไดเ้ สนอข้นั ตอนการจัดการเรยี นรู้โดยใชค้ อมพิวเตอร์

ชว่ ยสอน ไว้ดังนี้
1. ข้ันนำเขา้ สบู่ ทเรยี น
ขั้นตอนน้ีจะเร่ิมตั้งแต่การทักทายผู้เรียน บอกวิธีการเรียนและบอกจุดประสงค์

ของการเรียน เพ่ือที่จะให้ผู้เรียนได้ทราบว่าเม่ือเรียนจบบทเรียนนี้แล้วเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถเสนอวิธีการในรูปแบบท่ีน่าสนใจได้ ไม่ ว่าจะเป็นลักษณะ
ภาพเคลื่อนไหว เสียงหรือผสมผสานหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนให้มุ่ง
ความสนใจเข้าสู่บทเรียน บางโปรแกรมอาจจะมีแบบทดสอบวัดความพร้อมของผู้เรียนก่อนหรือมี
รายการ ( Menu ) เพื่อให้ผู้เรียนเลือกเรียนได้ตามความสนใจ และผู้เรียนสามารถจัดลำดับการเรียน
ก่อนหลังไดด้ ้วยตนเอง

2. ขัน้ การเสนอเน้อื หา
เม่ือผู้เรียนเลือกเรียนในเร่ืองใดแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะเสนอเนื้อหาน้ัน

ออกมาเป็นกรอบ ๆ ( Frame ) ในรูปแบบที่เป็นตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพกราฟฟิกและ
ภาพเคล่ือนไหว เพ่ือเร้าความสนใจในการเรียน และสร้างความเข้าใจในความคิดรวบยอดต่าง ๆ แต่
ละกรอบ หรือเสนอเน้ือหาเรียงลำดับไปทีละอย่างทีละประเด็น โดยเรมิ่ จากงา่ ยไปหายาก ผู้เรียนจะ
ควบคุมความเร็วในการเรียนด้วยตนเอง เพื่อท่ีจะให้ได้เรียนรู้ได้มากท่ีสุด ตามความสามารถ และมี
การชแี้ นะหรือการจดั เน้ือหาสำหรับการชว่ ยเหลือผเู้ รียนใหเ้ กิดการเรียนท่ีดีขึน้

3. ข้ันคำถามและคำตอบ
หลังจากเสนอเน้ือหาของบทเรียนไปแล้ว เพ่ือท่ีจะวัดผู้เรียนว่ามีความรู้ความ

เข้าใจเน้ือหาท่ีเรียนผ่านมาแล้วเพียงใดก็จะมีการทบทวนโดยการให้ทำแบบฝึกหัด และช่วยเพ่ิมพูน

31

ความรู้ความชำนาญ เชน่ ใหท้ ำแบบฝึกหัดชนิดคำถาม แบบเลือกตอบ แบบถูกผิด แบบจับคู่และ
แบบเติมคำ เป็นต้น ซ่ึงคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถเสนอแบบฝึกหัดแก่ผู้เรียนได้น่าสนใจมากกว่า
แบบทดสอบธรรมดาและผู้เรียนตอบคำถามผ่านทางแป้นพิมพ์หรือเมาท์ ( Mouse ) นอกจากน้ี
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังสามารถจับเวลาในการตอบคำถามของผู้เรียนได้ด้วย ถ้าผู้เรียนไม่สามารถ
ตอบคำถามไดใ้ นเวลาที่กำหนดไว้ คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนกจ็ ะเสนอความชว่ ยเหลอื ให้

4. ขัน้ การตรวจคำตอบ
เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้รับคำตอบจากผู้เรียนแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วย

สอนก็จะตรวจคำตอบและแจ้งผลให้ผู้เรียนได้ทราบ การแจ้งผลอาจแจ้งเป็นแบบข้อความ กราฟฟิก
หรือเสียง ถ้าผู้เรียนตอบถูกก็จะได้รับการเสริมแรง ( Reinforcement ) เช่น การให้คำชมเชย
เสียงเพลง หรือให้ภาพกราฟฟิกสวย ๆ และถ้าผู้เรียนตอบผิด คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะบอกใบ้ให้
หรือให้การซ่อมเสริมเน้ือหาแล้วให้คำถามน้ันใหม่ เม่ือตอบได้ถูกต้อง จึงก้าวไปสู่หัวเรื่องใหม่ต่อไป
ซ่งึ จะหมนุ เวยี นเป็นวงจรอยู่จนกว่าจะหมดบทเรยี นในหน่วยนนั้ ๆ

5. ข้นั การปิดบทเรียน
เม่ือผู้เรียนเรียนจนจบบทเรียนแล้ว คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะทำการประเมินผล

ผู้เรียนโดยการทำแบบทดสอบ ซึ่งจุดเด่นของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ สามารถสุ่มข้อสอบออกมา
จากคลังข้อสอบท่ีได้สร้างไว้และเสนอให้ผู้เรียนแต่ละคนโดยไม่เหมือนกัน จึงทำให้ผู้เรียนไม่สามารถ
จดจำคำตอบจากการทีท่ ำในคร้งั แรก ๆ นัน้ ได้ หรือแบบไม่รคู้ ำตอบน้ันมากอ่ นเอามาใช้ประโยชน์ เม่ือ
ทำแบบทดสอบนั้นเสร็จแล้วผู้เรียนจะได้รับทราบคะแนนการทำแบบทดสอบของตนเองว่าผ่านตาม
เกณฑท์ ่ีไดก้ ำหนดไว้ต้งั แตแ่ รก อีกทั้งคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนจะบอกเวลาที่ใชใ้ นการเรียนในหน่วยนั้น ๆ
ได้ดว้ ย เป็นตน้

จากข้ันตอนการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนข้างต้นที่กล่าวมา สามารถสรุป
ได้ว่า ข้ันตอนการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ประกอบไปด้วย 1. ข้ันนำเข้าสู่บทเรียน 2. ขั้น
การเสนอเนื้อหา 3. ขั้นคำถามและคำตอบ 4. ขั้นการตรวจคำตอบ และ 5. ขั้นการปิดบทเรียน
นำไปใช้ในการจัดทำส่อื การเรยี นการสอนบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน

32

2.4 งานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วข้อง
2.4.1 งานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ้ งกบั กฎหมายในชีวิตประจำวนั
สมพิศ กอบจิตติ (2548) ศึกษาเร่ือง การพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายน่ารู้

ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยพัฒนาและหา
ประสิทธิภาพของการพัฒนาชุดการเรียนรู้ ผลวิจัยพบว่า 1. นักเรียนและผู้เก่ียวข้องเห็นว่าชุดการ
เรียนรู้ เรื่อง กฎหมายน่ารู้ในชีวิตประจำวัน ควรใช้ข้อมูลท้องถ่ิน เหตุการณ์การณ์เรื่องราวใน
ชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น การประกอบอาชีพ สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว ใช้ภาษาท่ี
เข้าใจง่าย มีการ์ตูนและรูปภาพประกอบ มีสีสันสวยงาม เน้นการจัดกิจกรรมแบบกลุ่มใหญ่ มีการวัด
และประเมินผลชิ้นงาน 2. ชุดการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายน่ารู้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น
ประกอบด้วย คำนำ วัตถุประสงค์ คำชี้แจงการใช้ชุดการเรียนรู้ บทบาทของนักเรียน ใบความรู้ ใบ
งาน แนวการตอบใบงาน และแบบทดสอบ ชุดการเรียนรู้มี 6 ชุด คือ กฎหมายเก่ียวกับบตั รประจำตัว
ประชาชน กฎนมายเก่ียวกับทะเบียนราษฎร กฎหมายเก่ียวกับการจราจรทางบก กฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ลักษณะครอบครัว กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ กฎหมายแรงาน และพูดการเรียนรู้มี
ประสิทธภิ าพ 83.85/87.01

มลิวัลย์ บิลหลี (2552) ศึกษาเร่ือง บทเรียนคอมพิวเตอร์ผานระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตวิชา วิชากฎหมายในชีวิตประจําวันผลการวิจัยพบว่า (1) นักศึกษาสามารถทํา
แบบทดสอบกอ่ นเรยี นได้คะแนนเฉล่ยี ร้อยละ 46.67 และแบบทดสอบหลังเรยี นไดค้ ะแนนเฉลี่ยร้อย
ละ 83.17 (2) ความพึงพอใจในด้านเทคนิคการผลติ ส่ือค่าเฉลีย่ อยใู นระดบั มาก คือ 3.90

ทวารัตน์ พงศ์อร่าม (2557) ศกึ ษาเร่ือง ผลการใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้
เทคนิคกลุ่มการแข่งขันท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ืองกฎหมายในชีวิตประจำวันและพฤติกรรม
ในการทำงานร่วมกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ศรีสว่างวิทยา จังหวัดร้อยเอ็ด
ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นทเ่ี รยี นด้วยวิธกี ารเรยี นรู้แบบร่วมมือโดยใช้
เทคนิคกลุ่มการแข่งขัน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2)
พฤติกรรมในการทำงานร่วมกันของนักเรียนท่ีเรียนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคกลุ่ม
การแขง่ ขนั อยใู นระดับดี

2.4.2. งานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้องกับบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
ศิรินันท์ ประสิทธิลักษณะ (2540) ศึกษาเร่ือง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย

สอน เร่ือง ปัญหาการหายใจลำบากที่เกี่ยวข้องกบั กุมารศัลยศาสตร์ โดยหาประสิทธิภาพของบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 และเปรียบเทยี บผลการทดลองระหวา่ งนิสิตแพทย์
ท่ีเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภพตาม
เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ส่วนการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้พบว่า นิสิตแพทย์ท่ีเรียนด้วยบทเรียน

33

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลการเรียนรู้สูงกว่านิสิตแพทย์ท่ีเรียนด้วยการสอนปกติอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ิทรี่ ะดับ .01

วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2543) ศึกษาเร่ือง การสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาอิเล็กทรอนิกส์เบือ้ งต้น โดยทำการเปรียบเทียบวิธสี อนระหว่างคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนและวิธีการสอนแบบปกติ กับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันปีที่ 1 แผนกวิชาช่าง
อเิ ล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนคิ ราชบุรี โดยการสร้างบทเรียนกอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน แบบยอ้ นกลับ ผล
การศกึ ษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นที่เรียนดว้ ยบทเรีขนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนสูงกว่า
นักเรยี นที่เรยี นด้วยการสอนแบบปกตอิ ข่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01

ศรวิษฐา วชิรวิรุฬห์ (2542) ศึกษาเร่ือง การศึกษาประสิทธิภาทของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาชีววิทยา ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยหาประสิทธิภาพบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามเกณฑ์ 90/90 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนค้นพุทธพิสัยของ
นักเรียนด้วยภาพบทเรยี นคอมพิวเคอร์ชว่ ยสอนกับวิธีการสอนปกติ ผลการวิจัยพบว่า นักเรยี นทเี่ รียน
จากบทรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนท่ีเรียนจากการเรียนแบบ
ปกตอิ ยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ ่ี .01

34

บทที่ 3
วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย

การวิจัยในคร้ังนี้เป็นผลของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี น เรอ่ื ง กฎหมายในชีวติ ประจำวันของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนช้าง (ศรีสุข
วิทยาคาร) ผู้วิจัยได้มวี ธิ กี ารศึกษาตามลำดับ ดงั น้ี

3.1 ประชากรทีศ่ ึกษา
3.2 แบบแผนการวิจยั
3.3 เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
3.4 การสรา้ งเครอื่ งมอื
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6 การวเิ คราะห์ข้อมลู
3.7 สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย

3.1 ประชากรทศ่ี ึกษา
ประชากรท่ีศึกษาใชว้ ิธีการเลอื กแบบเจาะจง เป็นนักเรยี นโรงเรียนบา้ นดอนช้าง (ศรสี ุขวทิ ยาคาร)

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ท่ีเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ นักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 จำนวน 1 หอ้ ง รวมทัง้ สิ้น 7 คน

3.2 แบบแผนการวจิ ัย

แบบแผนการวิจัย การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีแบบแผนการทดลอง คือ

การทดลองแบบกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม และมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One – group

pretest – posttest design) (McMillian and Schumacher, 1997 : 323 - 324 อ้างถึงใน ภัทราพร

เกษสงั ข,์ 2563 : 51-52)

รูปแบบ

Group Pretest Treatment Posttest

AO XO

Time

ภาพประกอบที่ 2 แบบแผนการทดลอง

35

เมื่อกำหนดให้
A แทน กลมุ่ ของหนว่ ยตวั อย่าง
O แทน การวดั ก่อนหรือวดั หลังเกยี่ วกับกฎหมายในชวี ติ ประจำวัน
X แทน สิ่งท่จี ดั กระทำ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน

3.3 เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

(หน้าที่พลเมอื งฯ) เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน และบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน

3.4 การสรา้ งเคร่อื งมือ
การวิจยั ในคร้ังน้ีผูว้ ิจยั มวี ิธดี ำเนินการสร้างเครอ่ื งมือ ดังนี้
3.4.1 การสรา้ งแบบทดสอบ เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน
3.4.1.1 ศึกษาแนวคิดเก่ียวกับการสร้างแบบทดสอบ
3.4.1.2 ศกึ ษาหลักสูตร เกยี่ วกับมาตรฐานการเรียนรู้ วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และ

วฒั นธรรม (หนา้ ที่พลเมอื งฯ) เรือ่ ง กฎหมายในชีวิตประจำวนั
3.4.1.3 สร้างแบบทดสอบ เขียนข้อสอบวัดเน้ือหาเร่ืองความสัมพันธ์ ตาม

จุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ คะแนนเต็ม 30 คะแนน เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก เกณฑ์การให้
คะแนน ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน

3.4.1.4 นำแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนตามมาตรฐานการเรยี นรู้ และตามจุดประสงค์การ
เรียนรู้ ให้ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงตามเน้ือหา โดยพจิ ารณาวา่ ข้อสอบวัดได้ตรงตามจุดประสงค์
การเรียนรู้น้ันหรือไม่ นำมาคา่ IOC ซง่ึ คา่ IOC ท่ีใชไ้ ดต้ ้องมีคา่ ต้งั แต่ 0.60 ขึ้นไป ผลปรากฏว่า คา่ ทไ่ี ด้
อย่รู ะหวา่ ง 0.60 – 1.00

3.4.1.5 นำแบบทดสอบไปทดลองใช้ กับประชากรท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างท่ีเคยเรียน
เน้อื หาเหลา่ น้แี ล้ว จำนวน 30 คน เพ่อื ตรวจสอบคณุ ภาพของข้อสอบและแบบทดสอบ เพื่อหาค่าดังน้ี

1) ค่าความยากง่ายของข้อสอบ ผลปรากฏว่า ข้อสอบมีค่าความยากง่ายอยู่
ระหวา่ ง 0.37 ถงึ 0.80 ถอื ว่าผา่ นเกณฑก์ ล่าวคือเกณฑท์ ีใ่ ช้ไดต้ ้องมคี ่าอยรู่ ะหวา่ ง 0.20 ถึง 0.80

2) ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ ผลปรากฏว่า ข้อสอบมีค่าอำนาจจำแนกอยู่
ระหว่าง 0.23 ถงึ 0.90 ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์กลา่ วคือเกณฑท์ ่ีใช้ไดต้ อ้ งมีค่าอยรู่ ะหว่าง 0.20 ถงึ 1.00

3) ค่าความเที่ยง โดยใช้สูตร KR-20 ผลปรากฏว่าค่าความเที่ยงของ
แบบทดสอบทั้งฉบบั มีคา่ เทา่ กับ 0.9462

36

3.4.2 การสร้างบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เร่อื ง กฎหมายในชวี ิตประจำวนั
3.4.2.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกฎมายใน

ชีวติ ประจำวนั ผ่านระบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ และฝึกหัดการใชโ้ ปรแกรมสำหรบั การพฒั นาบทเรยี น
3.4.2.2 ศึกษาหลักสตู ร คําอธิบายรายวชิ า สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรือ่ ง

กฎหมายในชีวติ ประจำวนั และศึกษาวตั ถปุ ระสงค์ของเนอ้ื หา
3.4.2.3 วิเคราะห์เน้ือหา เป็นหน่วยยอย กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ คัดเลือก

เนือ้ หาที่จะใชใ้ นการวจิ ยั เพือ่ สรา้ งเครื่องมือวิจัยใหส้ ามารถวดั ไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั
3.4.2.4 ออกแบบเคร่ืองมือที่ใช้เป็นสื่อบทเรียนเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตาม

รายละเอียดของเนือ้ หา และแสดงรปู ภาพประกอบ
3.4.2.5 ศึกษาและวิเคราะห์เครื่องมือ โดยนําไปให้ที่ปรึกษาพิจารณาความถูกต้อง

และสมบูรณข์ องเนอ้ื หา
3.4.2.6 นาํ ผลการเสนอแนะมาปรบั ปรงุ แกไขให้ได้เนื้อหาทเ่ี หมาะสม
3.4.2.7 คัดเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีใช้การผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ผวู้ จิ ยั เลือกใช้โปรแกรม Power Point
3.4.2.8 นําเครื่องมือไปให้ท่ีปรึกษาพิจารณาความตรงด้านเนื้อหาและความ

เหมาะสมของภาษาท่ีใช้เมอ่ื ผา่ นการพิจารณาจากผู้ทรงคณุ วุฒแิ ล้วผู้วิจัยนําเครื่องมือมาปรับปรงุ แกไข
ตามข้อเสนอแนะของผทู้ รงคุณวฒุ ิ

3.5 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.5.1 ช้แี จงให้นกั เรียนทราบถึงวัตถุประสงคแ์ ละรายละเอียดของการใชแ้ บบฝกึ ใหเ้ ขา้ ใจ
3.5.2 ก่อนดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับนักเรียนชั้น

มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 7 คน เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30
ข้อ เวลา 50 นาที เพือ่ นำคะแนนไปคำนวณความแตกต่างระหว่างหลังเรยี นและก่อนเรียน

3.5.3 ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ จากน้ันให้นักเรียนทำการศึกษาจาก
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนและวิธีการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรือ่ ง กฎหมายในชวี ติ ประจำวนั ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 หนว่ ย ดังน้ี

1) หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 ความรู้เบอื้ งตน้ เก่ยี วกบั กฎหมาย
2) หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 กระบวนการตรากฎหมายและลำดบั ศกั ด์ิกฎหมาย
3) หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 กฎหมายเก่ยี วกบั ตนเองและครอบครัว
4) หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 กฎหมายเกยี่ วกับการอนุรกั ษ์ธรรมชาติ
5) หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 5 กฎหมายการปกครองสว่ นท้องถ่ิน

37

6) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 6 กฎหมายภาษแี ละแรงงาน
7) หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 กฎหมายระหวา่ งประเทศ
ก่อนดำเนินการเรียนการสอนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ จะให้
นักเรียนทำการทดสอบก่อนเรียนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เมื่อส้ินสุดการเรียนแต่ละบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนก็จะทำการทดสอบหลงั บทเรียนจากบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
3.5.4 ดำเนินจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามขั้นตอนที่
กำหนดไว้ เม่ือนักเรยี นศกึ ษาด้วยตนเองเสร็จแล้ว บันทกึ คะแนนระหว่างเรียนเปน็ รายบุคคลเพ่อื นำไป
พจิ ารณาผูเ้ รียนเป็นรายบุคคล
3.5.5 เม่ือนักเรียนศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน
ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยแบบทดสอบหลังเรียนเป็น
แบบทดสอบฉบับเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน
3.5.6 นำขอ้ มูลทีเ่ ก็บได้ไปวิเคราะหเ์ พอื่ ตอบตามวตั ถุประสงคก์ ารวิจยั ต่อไป

3.6 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
3.6.1 การวเิ คราะหข์ อ้ มูลพน้ื ฐานของกลมุ่ ประชากร ไดแ้ ก่ การหาความถี่ และรอ้ ยละ
3.6.2 การวิเคราะห์ผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่อง กฎหมายในชวี ิตประจำวัน

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยการหาค่าเฉล่ีย (µ) และ
สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ()

3.6.2.1 คา่ เฉล่ยี (µ)

 = 


3.5.2.2 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ()

= 2 − ()2
2

เม่ือ X หมายถงึ คะแนนของแต่ละคน
N หมายถงึ จำนวนคนท้ังหมด

38

3.5.3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง กฎหมายใน
ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยการ
วิเคราะห์วัดร้อยละการเปล่ียนแปลงพัฒนาจากคะแนนเต็ม (Percent development: PD)
(Russell, 2000 อา้ งถึงใน อวยพร เรืองตระกลู , 2550: 126)

PD = 100(X2 – X1) / Y

เมือ่ PD หมายถงึ รอ้ ยละการเปล่ียนแปลงพฒั นาจากคะแนนเต็ม
X1 หมายถงึ คะแนนจากการวดั คร้งั แรก
X2 หมายถึง คะแนนจากการวดั คร้งั หลัง

3.7 สถติ ิทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
คา่ สถิติพน้ื ฐานที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมเพ่อื ดำเนนิ การวิจัยในคร้งั น้ี ได้แก่
3.7.1 ความถี่
3.7.2 ร้อยละ (Percentage)
ร้อยละ หมายถึง ค่าท่ีแสดงข้อมูลท้ังหมดเทียบให้เป็นฐาน 100 หน่วย สูตรท่ีใช้

ในการคำนวณ (ภทั ราพร เกษสงั ข์, 2563 : 186)

ร้ อยละ = จจำำนนววนนขข้อ้อมมลลูู ททงั้ศ่ี หึกษมำด100

3.7.3 ค่าเฉลี่ย (Mean :  )
ค่าเฉลี่ย หมายถึง ผลรวมของคะแนนของข้อมูลทั้งเล่ม (X) หารด้วยจำนวนข้อมูล

ของคะแนนเลม่ น้นั (n) สูตรทใ่ี ชใ้ นการคำนวณ (อ้างถงึ ใน ภทั ราพร เกษสงั ข์, 2563 : 151-152)

 = 
n

เมือ่  แทน คะแนนดิบ
n แทน จำนวนคนทัง้ หมด

39

บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู

การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัย
นำเสนอหัวข้อ และผลการวิเคราะห์ข้อมลู มีรายละเอียด ดงั น้ี

4.1 สญั ลกั ษณ์ทางสถติ ิ
4.2 ลำดบั ขัน้ การนำเสนอขอ้ มลู
4.3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

4.1 สัญลกั ษณ์ทางสถติ ิ
 หมายถงึ ค่าเฉลีย่
D หมายถึง ผลตา่ งของคะแนนหลงั เรียนกบั ก่อนเรียน
N หมายถงึ จำนวนนักเรยี น

4.2 ลำดบั ขั้นการนำเสนอขอ้ มูล
ผู้วิจยั นำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลตามลำดบั ขัน้ ดงั น้ี
4.2.1 ขอ้ มูลพื้นฐานของตวั อย่าง
4.2.2 ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน นักเรียนช้ัน

มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โดยใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
4.2.3 ผลการศึกษาร้อยละการเปล่ียนแปลงพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง กฎหมายใน

ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้บทเรียน
คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน

4.3 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
4.3.1 ขอ้ มลู พนื้ ฐานของกลมุ่ ทศี่ กึ ษา
ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง กฎหมายใน

ชวี ิตประจำวัน นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 7 คน โดย
ใช้บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน ซึ่งขอ้ มลู พน้ื ฐานของนกั เรยี นที่เปน็ กลุ่มท่ีศึกษามรี ายละเอียด ดงั นี้

40

ตารางท่ี 3 แสดงข้อมูลพ้ืนฐานของกลมุ่ ทศี่ ึกษา
เพศ จำนวน ร้อยละ
ชาย 6 85.71
หญงิ 1 14.29
รวม 7 100.00

จากตารางท่ี 1 ประชากรที่ศึกษาในการวจิ ัยครั้งนี้ เปน็ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านดอนช้าง (ศรีสุขวิทยาคาร) ท่ีศึกษาในปีการศึกษา 2564 จำนวน 7 คน จำแนกเป็นเพศชาย
จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 85.71 และเพศหญงิ คิดเป็นร้อยละ 14.29

4.3.2 ผลการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่อื ง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของ
นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โดยใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน

จากผลผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้ศึกษาใช้เกณฑ์ในการพิจารณา
ผา่ นเกณฑ์ รอ้ ยละ 80 ผลการวิเคราะห์ ดงั ตารางท่ี 2

ตารางท่ี 4 แสดงผลการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่ือง กฎหมายในชวี ิตประจำวัน ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน

นักเรียนคนที่ คะแนนกอ่ นเรียน ผลการผ่านก่อน คะแนนหลงั เรียน ผลการผ่านหลงั

(30 คะแนน) เรียน (30 คะแนน) เรยี น

1 15 ไม่ผ่าน 26 ผ่าน

2 20 ไมผ่ ่าน 28 ผา่ น

3 14 ไม่ผ่าน 27 ผา่ น

4 13 ไม่ผ่าน 29 ผา่ น

5 15 ไม่ผา่ น 26 ผ่าน

6 12 ไม่ผ่าน 25 ผ่าน

7 19 ไม่ผา่ น 24 ผา่ น

รวม 108 ไม่มีนักเรียนผา่ น 185 นักเรยี นผา่ นทุกคน

จากตารางท่ี 2 แสดงผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน
ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบวา่ กอ่ นพัฒนาไมม่ ีนกั เรยี น
ผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 เมื่อดำเนินการพัฒนานักเรียนผ่านเกณฑ์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100

41

จากการสังเกตหลังการพัฒนา นักเรียนมีความเข้าใจในเน้ือหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกับกฎหมายใน
ชวี ิตประจำวันมากยิ่งข้ึน และการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรยี น นอกจากน้ีนกั เรียนยังให้
ความสนใจกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทส่ี ามารถนำไปทบทวนได้ดว้ ยตนเองที่บ้าน ตวั อย่างเช่น
นกั เรียนสามารถบอกลำดับศักดิ์ของกฎหมายได้อย่างถกู ต้อง นักเรยี นแจง้ นอ้ งที่มอี ายุ 7 บริบรู ณ์ให้ไป
ทำบัตรประชาชนที่ว่าการอำเภอ นักเรียนท่ีทำงานพิเศษท่ีเคยถูกเอาเปรียบจากนายจ้างได้นำข้อ
กฎหมายไปแจ้งจนได้รับสิทธ์ิท่ีถูกต้องตามกฎหมาย นักเรียนนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง
กฎหมายในชวี ิตประจำวันไปทบทวนท่ีบา้ นในช่วงหลังเลิกเรียน เปน็ ตน้ จะเห็นได้วา่ นกั เรยี นไดเ้ ห็นถึง
ความสำคญั ของกฎหมายมากยิง่ ข้นึ

4.3.3 ผลการศึกษารอ้ ยละการเปลี่ยนแปลงพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง กฎหมายใน
ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้บทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน

ตารางที่ 5 แสดงผลการศึกษารอ้ ยละการเปล่ียนแปลงพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมาย
ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ผูเ้ รยี นคนที่ คะแนนสอบ (30 คะแนน) รอ้ ยละการเปลย่ี นแปลงพัฒนา
ก่อนเรยี น หลังเรียน
100(26 – 15) / 30 = 36.67
1 15 26 100(28 – 20) / 30 = 26.67
100(27 – 14) / 30 = 43.33
2 20 28 100(29 – 13) / 30 = 53.33
100(26 – 15) / 30 = 36.67
3 14 27 100(25 – 12) / 30 = 43.33
100(24 – 19) / 30 = 16.67
4 13 29

5 15 26

6 12 25

7 19 24

จากตารางท่ี 3 แสดงผลการศึกษาร้อยละการเปล่ียนแปลงพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน
โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 มีร้อยละการเปลี่ยนแปลง

42

พัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ระหว่างกอ่ นเรียนกับหลงั เรยี น โดยใช้บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน อยู่ระหวา่ ง 16.67 ถงึ 53.33

43

บทที่ 5
สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

การวิจัยครง้ั น้ี เรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรือ่ ง กฎหมายในชีวติ ประจำวัน ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อ
ศึกษาผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ 2) เพื่อศึกษาร้อยละการเปลี่ยนแปลง
การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรอื่ ง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2
ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรกลุ่มที่ศึกษา
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านดอนช้าง (ศรีสุขวิทยาคาร) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2564 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม (หน้าท่ีพลเมอื งฯ) เร่อื ง กฎหมายในชวี ติ ประจำวัน และบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน การ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์วัด
ร้อยละการเปล่ยี นแปลงพัฒนาจากคะแนนเต็ม

ผ้วู จิ ยั นำเสนอสรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ รายละเอยี ดดงั น้ี

5.1 สรปุ ผล
5.1.1 ผลการพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เรอื่ ง กฎหมายในชวี ติ ประจำวัน ของนักเรยี นชั้น

มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่าก่อนพัฒนาไม่มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิด
เป็นร้อยละ 100 เม่ือดำเนินการพัฒนานักเรียนผ่านเกณฑ์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 จากการสังเกต
หลงั การพัฒนา นกั เรยี นมีความเขา้ ใจในเนื้อหาความร้ทู ่ีเกีย่ วขอ้ งกับกับกฎหมายในชวี ิตประจำวันมาก
ยิ่งข้ึน และการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัยของนักเรียน เช่น นักเรียนสามารถบอกลำดับศักดิ์ของ
กฎหมายได้อย่างถูกต้อง นักเรียนแจ้งน้องท่ีมีอายุ 7 บริบูรณ์ให้ไปทำบัตรประชาชนที่ว่าการอำเภอ
นักเรียนที่ทำงานพิเศษท่ีเคยถูกเอาเปรียบจากนายจ้างได้นำข้อกฎหมายไปแจ้งจนได้รับสิทธิ์ท่ีถูกต้อง
ตามกฎหมาย เป็นตน้ จะเหน็ ไดว้ ่านักเรียนได้เหน็ ถงึ ความสำคัญของกฎหมายมากย่ิงข้ึน

5.1.2 ผลร้อยละการเปล่ียนแปลงการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง กฎหมายใน
ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีร้อยละการเปล่ียนแปลงพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น เรือ่ ง กฎหมายในชีวิตประจำวนั ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ระหวา่ งก่อนเรยี นกับ
หลังเรยี น โดยใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน อยูร่ ะหว่าง 16.67 ถงึ 53.33

44

5.2 อภปิ รายผล
5.2.1 ผลการพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรอื่ ง กฎหมายในชวี ติ ประจำวัน ของนักเรยี นช้ัน

มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่าก่อนพัฒนาไม่มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิด
เป็นร้อยละ 100 เม่ือดำเนินการพัฒนานักเรียนผ่านเกณฑ์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 จากการสังเกต
หลังการพัฒนา นกั เรยี นมีความเขา้ ใจในเนื้อหาความรทู้ ี่เกีย่ วข้องกบั กับกฎหมายในชีวิตประจำวันมาก
ย่ิงข้ึน และการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียน นอกจากนี้นักเรียนยังให้ความสนใจกับ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สามารถนำไปทบทวนได้ด้วยตนเองท่ีบ้าน ตัวอย่างเช่น นักเรียน
สามารถบอกลำดับศักดิ์ของกฎหมายได้อยา่ งถูกต้อง นักเรียนแจ้งน้องทม่ี ีอายุ 7 บริบูรณ์ให้ไปทำบัตร
ประชาชนที่ว่าการอำเภอ นักเรียนที่ทำงานพิเศษที่เคยถูกเอาเปรียบจากนายจ้างได้นำข้อกฎหมายไป
แจ้งจนได้รับสิทธิ์ท่ีถูกต้องตามกฎหมาย นักเรียนนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กฎหมายใน
ชวี ิตประจำวนั ไปทบทวนทบี่ ้านในช่วงหลังเลิกเรียน เป็นตน้ จะเหน็ ได้ว่านักเรียนไดเ้ ห็นถงึ ความสำคัญ
ของกฎหมาย และให้ความสนใจกับบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนมากย่ิงขนึ้ ท้งั น้ีอาจเป็นเพราะมีการ
เรียงลำดับเน้ือหาจากเร่ืองที่ง่ายไปหากยากตามลำดับ มีความยืดหยุ่น สามารถทบทวนบทเรียนได้
ด้วยตนเองตามความต้องการ และให้ข้อมูลย้อนกลับได้ทันที ซ่ึงสอดคล้องกับวัชราภรณ์ ดาวลอย
และคณะ (2558) ได้อธิบายไว้ว่า CAI (Computer Assisted Instruction) หรือ คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน มีเป้าหมายสำคัญคือสามารถดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่ จะ
เรียนรู้ CAI จงึ เป็นสื่อการศกึ ษายุคใหมท่ ี่มีประสทิ ธภิ าพมากและยงั มีข้อไดเ้ ปรยี บเหนอื สื่ออ่นื ๆด้วยกัน
หลายประการและสามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธห์ รือการ
ตอบโต้ พร้อมทั้งได้รับผลย้อนกลับ (feedback) อย่างต่อเน่ืองกับเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆจึงง่ายต่อ
การประเมินและตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลาขณะเดียวกันผู้เรียนสามารถนำ CAI
ไปใช้เรียนด้วยตนเอง โดยปราศจากข้อจำกัดด้านเวลา และสถานท่ีในการดำเนินการศึกษาค้นคว้า
CAI จงึ เป็นสือ่ สำคัญทชี่ ่วยส่งเสริมการเรยี นรใู้ นลักษณะทเ่ี นน้ นักเรียนเป็นศูนยก์ ลางได้เป็นอยา่ งดี

5.2.2 ผลร้อยละการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง กฎหมายใน
ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 มีร้อยละการเปลี่ยนแปลงพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น เร่ือง กฎหมายในชีวิตประจำวนั ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ระหวา่ งก่อนเรียนกับ
หลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อยู่ระหว่าง 16.67 ถึง 53.33 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ
บทเรียนสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้กับ ดึงดูดความสนใจ มีการใช้เทคนิคการนำเสนอด้วยกราฟิก
ภาพเคลื่อนไหว แสง สี เสียง สวยงามและเหมือนจริงเข้าใจเน้ือหาได้เร็ว ด้วยวิธีท่ีง่ายๆมีการโต้ตอบ
ปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และบทเรียนฯ มีโอกาสเลือก ตัดสินใจ และได้รับการเสริมแรงจากการ
ได้รับข้อมูลย้อนกลับทันทีผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนรู้สูง ซ่ึงสอดคล้องกับทวารัตน์ พงศ์อร่าม

45

(2557) ศึกษาเรื่อง ผลการใช้วิธกี ารเรียนรูแ้ บบร่วมมือโดยใชเ้ ทคนคิ กล่มุ การแข่งขนั ทมี่ ีต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและพฤติกรรมในการทำงานร่วมกัน ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนโพธ์ิศรีสว่างวิทยา จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคกลุ่มการแข่งขัน หลัง
เรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 (2) พฤติกรรมในการทำงานร่วมกันของ
นกั เรยี นท่ีเรียนด้วยวธิ ีการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนิคกลมุ่ การแขง่ ขัน อยใู นระดับดี

5.3 ข้อเสนอแนะ
5.3.1 ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช้
การวจิ ัยครั้งน้ีเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าหลังเรียน ดังน้ันจะ
เห็นได้ว่าผู้เรียนให้ความสนใจในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เกิดการเรียนรู้ได้ดี สามารถนำไป
เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และผู้สอนสามารถนำเอาไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน
ได้

5.3.2 ข้อเสนอแนะการวจิ ยั ครงั้ ต่อไป
การวิจัยครั้งน้ีเป็นการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กฎหมายใน

ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เนื่องจากมี
จำนวนนักเรยี นทน่ี ้อยจึงใช้วิธีการศึกษาวจิ ยั แบบเชิงคุณภาพ หากมกี ารวิจยั ในคร้งั ตอ่ ไปควรเป็นไปใน
แนวทางการเปรียบเทยี บเพือ่ ทำการจดั การเรยี นการสอนใหม้ ีประสทิ ธิภาพมากขึน้

46

บรรณาณุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ. (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544.
กรุงเทพมหานคร : พฒั นาคณุ ภาพวชิ าการ (พว).

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม. กรงุ เทพฯ: สำนักวิชาการและมาตรฐาน
การศกึ ษา.

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนเทศบาลวัดบางมะเฟือง. (2554).
การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. ค้นข้อมูล 5
กุมภาพนั ธ์ 2564, จาก http://1ab.in/Q09.

กิดานันท์ มลิทอง. (2539). อธิบายศัพท์คอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตมัลติมีเดีย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

จำลองลักษณ์ อินทวัน. (2552). ความรู้และเจตคตทิ ี่มีต่อกฎหมายในชีวิตประจำวันของประชาชน
ในจงั หวัดนครสวรรค.์ นครสวรรค์: มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์.

ชัชวาล แพร่สิริ. (2552). การพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 ด้วยการสอนซ่อมเสริมโดยใช้สื่อประกอบการเรียนรู้. นครปฐม:
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.

ณัฏฐ์ฤทัย อรุณศิโรจน์. (2562). การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการแก้ไขปัญหา
หลักการใช้ภาษาไทยของ นักเรียนคะฉ่ินในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น. เชียงใหม่:
มหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงใหม่.

ตวงรัตน์ เลาหัตถพงษ์ภูริ. (2559). กระบวนการตรากฎหมาย. ค้นข้อมูล 10 มกราคม 2564, จาก
http://1ab.in/Hcr.

ทวารัตน์ พงศ์อร่าม. (2557). ผลการใช้วิธกี ารเรียนรู้แบบร่วมมอื โดยใช้เทคนิคกลุ่มการแข่งขันที่มี
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ืองกฎหมายในชีวิตประจำวันและพฤติกรรมในการทำงาน
ร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนโพธิ์ศรีสว่างวิทยา จังหวัดร้อยเอ็ด.
นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช.

ทวารัตน์ พงศ์อร่าม. (2557) ผลการใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคกลุ่มการแข่งขันท่ีมี
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันและพฤติกรรมในการทำงาน
ร่วมกัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนโพธิ์ศรีสว่างวิทยา จังหวัดร้อยเอ็ด .
มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช/นนทบรุ ี.


Click to View FlipBook Version