The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แบบเรียนวิชา ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน พท12005

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ksnthaluangy63, 2022-10-18 03:54:47

แบบเรียนวิชา ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน พท12005

แบบเรียนวิชา ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน พท12005

หนังสอื เรียนสาระความรพู้ ้ืนฐาน
รายวชิ าเลือก ภาษาไทยในชวี ติ ประจาวัน

รหสั พท12005 ระดบั ประถมศกึ ษา

ตามหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พืน้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)

ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอเมอื งพิจติ ร
สานกั งานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจงั หวดั พิจติ ร

สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธกิ าร

หนังสอื เรียนสาระความรู้พนื้ ฐาน

รายวชิ าเลอื ก ภาษาไทยในชีวิตประจาวัน
ระดับประถมศกึ ษา (พท12005)

หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอเมอื งพจิ ติ ร
สานักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั จงั หวดั พิจิตร

สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธิการ

หนังสือเรยี นสาระความรู้พน้ื ฐาน
รายวชิ าเลือก ภาษาไทยในชวี ติ ประจาวัน
ระดับ ประถมศึกษา รหัส พท 12005
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอาเภอเมอื งพิจติ ร
สานกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั จงั หวดั พจิ ิตร

สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ

คานา

หนังสอื เรยี นรายวชิ าเลือก วิชาภาษาไทยในชีวิตประจาวัน รหัสวิชา พท12005 ตามหลักสูตร
การศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พื้นฐานพทุ ธศักราช 2551 ระดบั ประถมศึกษา จดั ทาขน้ึ เพอ่ื ให้ผ้เู รียน
ไดร้ ับความรแู้ ละประสบการณซ์ ึ่งเปน็ ไปตามหลกั การปรัชญาการศึกษานอกโรงเรียน และ พระราชบัญญัติ
ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย พ.ศ.2551 ให้ผเู้ รียนมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม มสี ติปัญญา
มศี กั ยภาพในการประกอบอาชพี และสามารถดารงชวี ิตอยใู่ นสังคมได้อย่างมีความสุข

เพอื่ ให้การจดั กระบวนการเรียนรูข้ องสถานศึกษามปี ระสิทธิภาพ สถานศึกษาต้องใชห้ นังสอื เรยี นที่มี
คุณภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรยี น ชมุ ชน สังคม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ของ
สถานศกึ ษา หนังสือเล่มน้ีได้ประมวลสาระความรู้กจิ กรรมเสรมิ ทักษะ แบบวัดประเมินผลการเรียนรไู้ วอ้ ย่าง
ครบถ้วน โดยองค์ความรู้น้ันไดน้ ากรอบมาตรฐานการเรียนรตู้ ามที่หลักสูตรกาหนดไว้นารายละเอียดเนื้อหา
สาระมาเรียบเรียงอย่างมมี าตรฐานของการจัดทาหนังสือเรียน เพื่อใหผ้ ู้เรยี นสามารถอ่านเขา้ ใจงา่ ยและศึกษา
คน้ ควา้ ดว้ ยตนเองได้อยา่ งสะดวก

คณะผ้จู ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งยง่ิ ว่า หนงั สอื เรียนรายวชิ าภาษาไทยในชวี ติ ประจาวัน รหสั วิชา พท11005
เล่มนจ้ี ะเป็นสื่อทอ่ี านวยประโยชน์ต่อการเรยี นรู้ตามหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
พุทธศักราช 2551 เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนสัมฤทธผ์ิ ลตามมาตรฐาน ตวั ชว้ี ัดท่ีกาหนดไว้ในหลกั สตู รทุกประการ

กศน.อาเภอเมืองพจิ ิตร

สารบญั หนา้
1
ผังมโนทัศน์ 2
คาอธิบายรายวิชา 6
แบบทดสอบกอ่ เรียน 7
บทท่ี 1 ความสาคัญ ลักษณะ และทักษะทาง 13
กจิ กรรมการเรียนรู้ 14
บทที่ 2 ภาษาไทยที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวัน 26
กิจกรรมการเรยี นรู้ 27
บทที่ 3 การใช้ภาษาไทยในการติดตอ่ สือ่ สาร 35
กิจกรรมการเรียนรู้ 42
กิจกรรมการเรยี นรู้ 47
กจิ กรรมการเรียนรู้ 50
กิจกรรมการเรียนรู้ 52
แบบทดสอบหลงั เรียน 53
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน 54
บรรณานกุ รม

วิชาภาษาไทยในชีวิต
ระดบั ประ
1 หนว่ ยกิต

1 ความสาคัญ ลักษณะ และทกั ษะทางภาษาไทย (4 ชม.) 2 ภาษาไทยทีใ่ ชใ้ นชีวติ ประ
ความสาคญั ของภาษาไทย - ภาษาไทยทใ่ี ช้กัน ในชีวติ ป
- ความสาคัญของภาษาไทย - คาท่ีใช้กนั ในปจั จุบนั คาแส

- ลกั ษณะของภาษาไทย

1

ตประจาวัน พท12005
ะถมศึกษา
ต 40 ชั่วโมง

ะจาวนั (10 ชม.) 3 การใช้ภาษาไทยในการตดิ ต่อสอ่ื สาร (26 ชม.)
ประจาวัน - การพดู ทักทาย
สลง คาทับศัพท์ - แนะนา แสดงความ ดีใจ เสียใจ ขอร้อง
- ความหมายและความสาคญั ของ การสอื่ สาร
- วัตถุประสงคข์ องการส่ือสาร
- องค์ประกอบของการสื่อสาร
- รปู แบบของการส่ือสาร
- กระบวนการสอื่ สาร
- ข้นั ตอนในการสอื่ สาร
- การเลอื กใช้สอื่ ในการสื่อสาร
- ภาษาไทยกับชองทางการประกอบอาชีพ

2

คาอธบิ ายรายวิชา พท12005 ภาษาไทยในชีวิตประจาวัน
จานวน 1 หน่วยกิต (40 ช่ัวโมง)
ระดบั ประถมศกึ ษา

มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ
การฟัง การดู
1. เหน็ ความสาคัญของการฟงั และดู
2. สามารถจับใจความ และสรุปความจากเร่ืองท่ีฟงั และดู
3. มีมารยาทในการฟังและดู
การพูด
1. เหน็ ความสาคญั และลักษณะการพดู ทด่ี ี
2. สามารถพดู แสดงความรู้ ความคิด ความรสู้ ึกในโอกาสตา่ งๆ ได้อย่างเหมาะสม
3. มีมารยาทในการพดู
การอา่ น
1. เห็นความสาคัญของการอ่าน ทั้งการอ่านออกเสยี งและอ่านในใจ
2. สามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง และอ่านไดเ้ ร็ว เขา้ ใจความหมายของถ้อยคา ข้อความ

เนื้อเรอ่ื งทอ่ี ่าน
3. มีมารยาทในการอ่านและนิสัยรกั การอ่าน
การเขยี น
1. เห็นความสาคัญของการเขียนและประโยชนข์ องการคดั ลายมอื
2. สามารถเขียนคา คาคล้องจอง ประโยค และเขยี นบันทึกเร่อื งราว ส่ือสาร เหตุการณ์

ในชีวิตประจาวนั ได้
3. มมี ารยาทในการเขยี นและนสิ ัยรกั การเขยี น
หลกั การใช้ภาษา
1. สามารถสะกดคา โดยนาเสียงและรปู อักษรไทยประสมเป็นคาอ่านและเขียนได้ถูกต้อง

ตามหลักการใช้ภาษา
2. สามารถใชเ้ คร่ืองหมายวรรคตอนไดถ้ ูกต้องและเหมาะสม
3. เขา้ ใจลกั ษณะของคาไทย คาภาษาถิ่น และคาภาษาต่างประเทศทใ่ี ชใ้ นภาษาไทย
วรรณคดี วรรณกรรม
สามารถคน้ ควา้ เรือ่ งราว ประโยชนแ์ ละคุณค่าของนทิ าน นิทานพน้ื บ้าน วรรณกรรมและ

วรรณกรรมท้องถิ่น

ศึกษาและฝึกทกั ษะเกย่ี วกับเรื่องต่อไปนี้
ความสาคญั ของภาษาไทย ลกั ษณะคาไทย ทักษะทางภาษาไทยทใี่ ช้กันทว่ั ไป คานามทใ่ี ช้

เรียกชอื่ คน สตั ว์ ส่ิงของ อาชพี ท่ีใช้กนั ในบ้านเรือน ประโยคที่ใช้กนั บ้านเรือน ประโยคบอกเล่า
ประโยคคาถาม ประโยค ปฏิเสธ ประโยคขอร้อง ประโยคคาสั่ง คานามทใี่ ช้เรยี กช่ือคน สิง่ ของ
ตาแหนง่ ที่ใช้เรียกกนั ในที่ทางาน คาสรรพนามใชแ้ ทนชื่อคน สตั ว์ สง่ิ ของท้ังทีบ่ า้ นและทีท่ างาน

3

การพูดทักทาย การพดู แนะนาบคุ คล การตดิ ตอ่ - สอบถาม การพูดแนะนาให้ข้อมูล การพดู
ประชาสมั พันธ์ การเขยี นกรอกข้อความสมัครงาน การเขียนจดหมายลางาน และการเขียนจดหมายกิจ
ธุระ

การจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
ศึกษาความสาคัญของภาษาไทย ลกั ษณะคาไทย ทักษะภาษาไทยที่ใชก้ นั ท่ัวไป ฝึกทักษะ

ภาษาไทย ที่ใช้กนั ทว่ั ไป (การฟัง ดู การพูด การอ่าน การเขียน ระดบั ภาษาที่ใช้กบั บคุ ลต่างฐานะกัน
ฝึกการแต่งประโยค บอกเลา่ คาถามปฏเิ สธ ขอร้อง คาส่งั โดยสร้างสถานการณแ์ ละจัดกิจกรรมให้ฝกึ
ใชป้ ระโยคต่างๆ ฝกึ การพูดทักทาย แนะนา ติดต่อ-สอบถาม แนะนาข้อมลู พูดประชาสัมพนั ธโ์ ดยการ
สร้างสถานการณ์จาลองใหผ้ เู้ รียนได้ฝึกปฏิบตั ิ การเขียนกรอกข้อความ การเขียนจดหมายลางาน และ
การเขยี นจดหมายกจิ ธรุ ะ ครูและผู้เรยี นสรปุ บทเรยี นท่ผี ่านมา

การวัดและประเมนิ ผล
ทดสอบความรู้ : จากความสาคัญของภาษาไทย ลกั ษณะคาไทย ทักษะทางภาษาไทย

คานาม คาสรรพนาม ประโยคตา่ งๆ
ตรวจ : การเขียนคา การแต่งประโยค การเขยี นกรอกขอ้ ความสมัครงาน การเขียน

จดหมายลางาน จดหมายกิจธุระ
สงั เกต : การพูด การปฏบิ ตั ติ ามสถานการณ์

4

รายละเอียดคาอธิบายรายวิชา พท12005 ภาษาไทยในชวี ิตประจาวัน
จานวน 1 หนว่ ยกติ (40 ชวั่ โมง)
ระดบั ประถมศึกษา

มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดับ

การฟัง การดู 1. เห็นความสาคญั ของการฟังและดู
2. สามารถจับใจความ และสรปุ ความจากเรื่องที่ฟงั และดู
3. มมี ารยาทในการฟังและดู

การพดู 1. เห็นความสาคัญ และลักษณะการพูดท่ีดี
2. สามารถพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสตา่ งๆ ได้อย่างเหมาะสม
3. มีมารยาทในการพดู

การอ่าน 1. เหน็ ความสาคญั ของการอา่ น ทงั้ การอ่านออกเสยี งและอ่านในใจ
2. สามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง และอ่านได้เร็ว เข้าใจความหมายของถ้อยคา

ขอ้ ความเนือ้ เรื่องที่อา่ น
3. มีมารยาทในการอ่านและนิสัยรกั การอ่าน

การเขยี น 1. เหน็ ความสาคัญของการเขียนและประโยชนข์ องการคดั ลายมือ
2. สามารถเขยี นคา คาคล้องจอง ประโยค และเขียนบันทึกเรื่องราว ส่ือสาร

เหตกุ ารณ์ ในชีวิตประจาวันได้
3. มีมารยาทในการเขียนและนสิ ัยรักการเขียน

หลกั การใช้ภาษา
1. สามารถสะกดคา โดยนาเสียงและรูปอักษรไทยประสมเป็นคาอา่ นและเขียนได้

ถูกต้องตามหลักการใชภ้ าษา
2. สามารถใช้เครื่องหมายวรรคตอนไดถ้ ูกต้องและเหมาะสม
3. เข้าใจลักษณะของคาไทย คาภาษาถ่ิน และคาภาษาต่างประเทศท่ใี ชใ้ นภาษาไทย

5

รายละเอยี ดคาอธบิ ายรายวิชา พท12005 ภาษาไทยในชีวิตประจาวนั
จานวน 1 หน่วยกิต (40 ชั่วโมง)
ระดบั ประถมศกึ ษา

ท่ี หวั เรอ่ื ง ตัวชว้ี ัด เนอ้ื หา จานวน
(ชั่วโมง)
1 ความสาคัญ ลกั ษณะ สามารถอธิบายความสาคญั ความสาคัญของภาษาไทย
และทักษะทาง ลกั ษณะและทกั ษะทาง - ความสาคญั ของภาษาไทย 4
ภาษาไทย ภาษาไทยได้ - ลกั ษณะของภาษาไทย

2 ภาษาไทยท่ีใช้ใน บอกคาและประโยคทาง - ภาษาไทยทีใ่ ช้กนั ใน 10
ชวี ิตประจาวนั ภาษาไทยท่ีใชใ้ นชวี ิตประจาวัน ชวี ติ ประจาวนั
ได้ - คาทใ่ี ช้กันในปัจจุบัน คาแสลง
คาทบั ศัพท์

3 การใชภ้ าษาไทย สามารถใชภ้ าษาไทยส่อื สาร - การพูดทักทาย 26
ในการติดต่อสอ่ื สาร ตดิ ตอ่ ในชีวิตประจาวันได้ - แนะนา แสดงความ ดีใจ เสียใจ
ขอร้อง
- ความหมายและความสาคัญของ
การสอ่ื สาร
- วัตถปุ ระสงค์ของการสอ่ื สาร
- องคป์ ระกอบของการส่ือสาร
- รูปแบบของการสื่อสาร
- กระบวนการสอื่ สาร
- ขั้นตอนในการสือ่ สาร
- การเลือกใช้สอ่ื ในการส่ือสาร
- ภาษาไทยกับชองทางการ
ประกอบอาชีพ

6

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

คาสง่ั จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกท่สี ุด 6. การไมต่ ้ังใจฟงั เปน็ ปัญหาทางด้านใด
1. ข้อใดหมายถึงข่าวสารที่เกี่ยวกบั ความคิดหรือ ก. วัจนภาษา
เหตุการณ์ ทเี่ กดิ ข้ึนแล้วสง่ ต่อ ข. อวจั นภาษา
ก. ผ้รู ับสารหรอื ผฟู้ งั ค. เทศภาษา
ข. ผู้สง่ สาร ง. กาลภาษา
ค. สื่อ
ง. สาร 7. การตดิ ต่อสื่อสารหมายความวา่ อยา่ งไร
ก. กระบวนการแลกเปลย่ี นข้อมลู ขา่ วสารเชงิ วจั
2. ข้อใดไมเ่ กี่ยวข้องกับองคป์ ระกอบของการ นะ
สอื่ สาร ข. กระบวนการแลกเปล่ยี นข้อมลู ขา่ วสารเชิงอวจั
ก. ผ้สู ่งสาร นะ
ข. ผรู้ ับสาร ค. กระบวนการแลกเปลยี่ นข้อมูล ข่าวสาร
ค. นติ ยสาร เชิงอวัจนะ โดยใชส้ ัญลกั ษณ์
ง. สาร ง. กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ขา่ วสารระหวา่ ง
บคุ คลตอ่ บุคคลหรือบุคคลต่อกลุ่มโดยใช้สญั ลักษณ์
3. ขอ้ ใดเป็นวตั ถุประสงค์ของการสื่อสารข้อมลู
ก. เพอื่ กระจายข้อมลู ให้แพร่หลาย 8. Message หมายถึงข้อใด
ข. เพ่อื สืบสานวัฒนธรรมด้านภาษา ก. ผู้รับขอ้ มลู
ค. เพื่อให้ผู้รบั สารเขา้ ใจข้อมูลของผสู้ ่งสาร ข. ช่องทางการสื่อสาร
ง. เพอ่ื ให้เกิดการพฒั นาตวั กลางการสอ่ื สาร ค. ข้อมลู ขา่ วสาร
ง. ส่ือ
4. ขอ้ ใดไมใ่ ชส่ ่วนประกอบสื่อหรอื ช่องทางการ
สื่อสาร 9. Receivers หมายถงึ ข้อใด
ก. ภาษาพูด ก. ผูส้ ่งข้อมูล
ข. ภาษาเขียน ข. ข้อมลู ขา่ วสาร
ค. ทา่ ทาง ค. ผู้รับขอ้ มูล
ง. เสยี งรบกวน ง. ผู้รบั สง่

5. “ดใี จดว้ ยนะ ปนี ้ีเธอไดร้ ับรางวลั เรียนดีอีกแลว้ ” 10. การพดู ในลักษณะใดเปน็ การพูดจงู ใจให้ผู้ฟัง
ขอ้ ความนี้ เป็นการพูดแบบใด ยอมรับ ไดด้ ีท่สี ุด
ก. แนะนาตวั ก. พดู อ่อนน้อมถ่อมตน
ข. แสดงความยนิ ดี ข. พดู วิจารณแ์ ละให้ขอ้ คิดเห็น
ค. การกลา่ วขอบคุณ ค. พูดแสดงเหตผุ ลและข้อเท็จจรงิ
ง. แสดงความเสยี ใจ ง. พดู แสดงนา้ เสียงและลลี าท่ีนา่ ฟงั

7

บทท่ี 1

ความสาคญั ลักษณะ และทกั ษะทางภาษาไทย

ความหมายของภาษา
คาว่า “ภาษา” เปน็ คาภาษาสนั สฤต แปลตามรปู ศัพทห์ มายถึงคาพูดหรือถ้อยคาภาษาเป็นเครือ่ งมือ

ของมนุษยท์ ่ีใช้ในการสอื่ ความหมายใหส้ ามารถสื่อสารตดิ ต่อทาความเข้าใจกนั โดยมีระเบยี บของคาและเสยี ง
เป็นเคร่ืองกาหนดในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายของคาวา่ ภาษา คอื เสยี ง
หรือกริ ิยาอาการทที่ าความเข้าใจกนั ได้คาพดู ถ้อยคาทใ่ี ช้พดู จากนั

ภาษา แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
ภาษาทเ่ี ป็นถ้อยคา เรียกว่า “วจั นภาษา” เป็นภาษาทใ่ี ช้คาพดู โดยใชเ้ สียงท่ีเปน็ ถ้อยคาสรา้ งความ

เข้าใจกนั นอกจากนนั้ ยังมีตัวหนังสือทใี่ ช้แทนคาพูดตามหลักภาษาอกี ดว้ ย
ภาษาที่ไม่เป็นถอ้ ยคา เรยี กวา่ “อวจั นภาษา” เปน็ ภาษาทใ่ี ช้สิง่ อ่ืนนอกเหนือจากคาพูดและ

ตัวหนงั สือในการส่ือสาร เช่น การพยกั หน้า การโคง้ คานับ การสบตาการแสดงออกบนใบหนา้ ทแ่ี สดงออกถึง
ความเตม็ ใจและไม่เตม็ ใจ อวัจนภาษาจงึ มีความสาคัญ เพ่ือใหว้ ัจนภาษามีความชัดเจนสอื่ สารได้รวดเร็วยงิ่ ขน้ึ
นอกจากท่าทางแลว้ ยงั มสี ัญลักษณต์ ่างๆ ทมี่ นุษยส์ ร้างขึ้นมาใช้ในการส่อื สารสรา้ งความเข้าใจ อีกด้วย

ความสาคัญของภาษา
ภาษาเปน็ เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการส่ือสารของมนษุ ย์ มนุษย์ติดตอ่ กนั ได้ เข้าใจกนั ได้กด็ ว้ ยอาศัยภาษา
เปน็ เครอ่ื งชว่ ยทีด่ ีที่สุด
ภาษาเป็นสงิ่ ชว่ ยยึดใหม้ นุษย์มคี วามผกู พนั ต่อกนั เนื่องจากแตล่ ะภาษาตา่ งกม็ รี ะเบยี บแบบแผนของ
ตน ซึ่งเปน็ ที่ตกลงกนั ในแต่ละชาติแต่ละกลุม่ ชน การพูดภาษาเดียวกนั จงึ เป็นสิ่งที่ทาให้คนรู้สกึ ว่าเปน็ พวก
เดยี วกนั มีความผูกพันต่อกันในฐานะทีเ่ ปน็ ชาติเดยี วกนั
ภาษาเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนษุ ย์ และเปน็ เครื่องแสดงให้เหน็ วัฒนธรรมสว่ นอ่ืนๆของมนุษย์
ดว้ ย เราจึงสามารถศึกษาวฒั นธรรมตลอดจนเอกลักษณข์ องชนชาตติ ่างๆไดจ้ ากศึกษาภาษาของชนชาตนิ ้นั ๆ
ภาษาศาสตร์มรี ะบบกฎเกณฑ์ ผใู้ ชภ้ าษาตอ้ งรักษากฎเกณฑใ์ นภาษาไว้ดว้ ยอย่างไรกต็ าม กฎเกณฑ์
ในภาษานัน้ ไม่ตายตวั เหมือนกฎวทิ ยาศาสตร์ แต่มีการเปล่ียนแปลงไปตามธรรมชาตขิ องภาษา เพราะเป็นสิ่ง
ท่ีมนษุ ยต์ ั้งขนึ้ จึงเปลยี่ นแปลงไปตามกาลสมัยตามความเห็นชอบของส่วนรวม
ภาษาเป็นศิลปะ มีความงดงามในกระบวนการใช้ภาษา กระบวนการใช้ภาษานัน้ มรี ะดบั และ ลลี า
ข้นึ อยู่กับปัจจยั ตา่ งๆหลายด้าน เชน่ บคุ คล กาลเทศะ ประเภทของเรื่อง ฯลฯ การท่ีจะเขา้ ใจภาษา และ ใช้
ภาษาได้ดีจะตอ้ งมีความสนใจศึกษาสงั เกตใหเ้ ข้าถึงรสของภาษาดว้ ย

8

องค์ประกอบของภาษา

ภาษาทุกภาษาย่อมมอี งค์ประกอบของภาษาโดยทัว่ ไปจะมีองคป์ ระกอบ 4 ประการ คือ

เสียง นกั ภาษาศาสตรจ์ ะใหค้ วามสาคญั ของเสยี งพูดมากกว่าตัวเขยี นท่เี ป็นลายลักษณ์อกั ษรเพราะ

ภาษาย่อมเกดิ จากเสียงท่ีใชพ้ ูดกนั สว่ นภาษาเขยี นเปน็ สญั ลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงพดู คาท่ใี ช้พดู จากนั จะ

ประกอบดว้ ยเสยี งสระเสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์ แต่บางภาษากไ็ ม่มีเสียงวรรณยุกต์ เช่น บาลี

สนั สกฤต เขมร องั กฤษ

พยางค์และคา พยางค์เป็นกลุม่ เสยี งที่เปล่งออกมาแต่ละครง้ั จะประกอบด้วย เสียงพยัญชนะ เสียง

สระ และเสยี งวรรณยุกตจ์ ะมีความหมายหรือไม่มีความหมายกไ็ ด้ พยางค์แต่ละพยางคจ์ ะมเี สยี งพยญั ชนะตน้

ซึง่ เปน็ เสยี งท่ีอยหู่ นา้ เสียงสระ พยางคท์ ุกพยางคจ์ ะต้องมีเสียงพยญั ชนะต้น เสยี งสระและเสยี งวรรณยกุ ต์ บาง

พยางค์กอ็ าจมเี สยี งพยัญชนะสะกดประกอบอยู่ด้วยเช่น “ปา” พยัญชนะตน้ ไดแ้ ก่เสียงพยญั ชนะ / ป / เสยี ง

สระ ไดแ้ ก่ เสยี งสระ / อา / เสยี งวรรณยุกต์ ได้แก่ เสียง / สามญั / สว่ นคานน้ั จะเปน็ การนาเสยี งพยัญชนะ

เสียงสระ และเสียงวรรณยุกตม์ าประกอบกนั ทาให้เกิดเสียงและมีความหมายคาจะประกอบดว้ ยคาพยางค์

เดียวหรอื หลายพยางค์ก็ได้

ประโยค ประโยคเป็นการนาคามาเรยี งกนั ตามลักษณะโครงสรา้ งของภาษาทีก่ าหนดเป็นกฎเกณฑ์

หรอื ระบบตามระบบทางไวยากรณ์ของแต่ละภาษาและทาใหท้ ราบหนา้ ท่ีของคา

ความหมาย ความหมายของคามี 2 อยา่ ง คือ

(1) ความหมายตามตัวหรอื ความหมายนยั ตรง เป็นความหมายตรงของคานน้ั ๆ เป็นคาทถ่ี ูกกาหนด

และผใู้ ชภ้ าษามีความเขา้ ใจตรงกนั เชน่ “กนิ ” หมายถึง นาอาหารเขา้ ปากเค้ียวและกลืนลงไปในคอ

(2) ความหมายในประหวดั หรอื ความหมายเชงิ อปุ มา เป็นความหมายเพ่มิ จากความหมายในตรงเช่น

“กินใจ” หมายถงึ ร้สู ึกแหนงใจ “กนิ แรง” หมายถงึ เอาเปรยี บผอู้ ื่นในการทางาน

ลักษณะสาคญั ของภาษาไทย : เป็นภาษาตระกูลคาโดด (Isolating Language) คือภาษาท่ีเอาคาเดิมมาเรยี ง
เป็นวลี ประโยค จนได้ความหมาย รูปคาเดิมไมเ่ ปล่ียน

1. ภาษาไทยมตี ัวสะกดและอักขรวธิ เี ป็นของตนเอง : ไทยมีตัวเขยี นเปน็ ของตนเองในสมยั พอ่ ขนุ
รามคาแหง พ.ศ.1826 และเขียนจากซ้ายไปขวา มีรูปแบบปัจจุบนั คือ

1.1. พยญั ชนะ หรือตัวอกั ษรแทนเสยี งแปร มี 44 ตวั ซึ่งมีชือ่ เรยี กต่างๆกนั เพื่อไม่ให้สับสน
เร่ืองเสยี งท่ซี ้ากนั บางเสยี ง เช่น ศ-ศาลา ษ-ฤษี ส-เสอื

1.2. สระ หรอื ตัวอักษรเขียนแทนเสียงแท้ มี 21 รูป มีช่อื ดงั น้ี อะ-วิสรรชะนีย์ อา-ลากขา้ ง
อิ-พนิ ท์ุอิ '-ฝนทอง "-ฟันหนู -นฤคหิต อุ-ตนี เหยียด… อู-ตีนคู้ ั -ไมห้ นั อากาศ/ผดั ็ -ไม้ไต่คู้ เ-ไมห้ น้า โ-ไม้

โอ ใ-ไม้มว้ น ไ-ไม้มลาย ฤ-ตัวรึ ฤ -ตวั รอื ฦ-ตัวลึ ฦ -ตวั ลอื ย-ตวั ยอ ว-ตัววอ อ-ตวั ออ

1.3. วรรณยกุ ต์ หรือตวั อกั ษรแทนเสียงดนตรี ซ่ึงมีอยู่ 5 เสยี ง 4 รูป คือ ไมเ้ อก ไม้โท ไมต้ รี
ไมจ้ ตั วา (อีก 1 เสยี ง คือ เสยี งสามัญ)

1.4. ตัวเลขและเคร่ืองหมายตา่ งๆ เราจะมตี ัวเลขแสดงจานวน ไดแ้ ก่ ๐๑๒๓๔๕๖๗๘๙ เมื่อ
ตอ้ งการจานวนเทา่ ใด เรากใ็ ช้เลขมาต่อกนั และมี .หรือ, ใหอ้ ่านงา่ ย

2. ภาษาไทยมวี ิธปี ระสมอักษรและสะกดตรงตามมาตรา : คาไทยแท้ออกเสยี งสระตายตวั และเมื่อ
ออกเสียงในมาตราใด จะใช้ตัวสะกดตรงตามมาตราน้ันๆ ทั้ง 8 มาตรา และไมม่ ีตวั การนั ต์ ได้แก่ ก-กก ง-กง
ด-กด น-กน ม-กม ย-เกย ว-เกอว ส่วนคาทีส่ ะกดไมต่ รง เป็นคาจากภาษาอ่ืนสะกดตามรปู ในภาษาเดมิ อ่าน
ตามมาตราไทย

9

3. การวางรูปสระของภาษาไทยวางไว้หลายตาแหน่ง : การเขียนของไทยเขยี นจากซา้ ยไปขวาตาม
สากลนิยม แต่การวางรปู สระจะมีลักษณะเฉพาะ ทั้ง หน้า หลงั บน ลา่ งและบางคาอาจมรี ูปสระอยูห่ ลาย
ตาแหนง่ พร้อมกันได้ (สระทีว่ างรูปไวบ้ นหรอื ล่าง จะต้องเขยี นใหส้ ่วนหลงั ของสระอยู่ตรงกับเสน้ หลงั ของรูป
พยญั ชนะน้นั ๆ )

4. คาภาษาไทยแทเ้ ปน็ คาพยางค์เดยี ว : คาไทยแต่เดิมมีพยางค์เดียว ออกเสยี งแล้วมคี วามหมาย
เขา้ ใจได้ทันที สังเกตได้จากคาดง้ั เดมิ ที่มนุษยใ์ ช้เรียกกนั หรือใชแ้ ตโ่ บราณมานัน้ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย
– หัว หู หนา้ ตา – ดิน น้า ลม ไฟ – ยนื นัง่ วิง่ นอน – สาม ส่ี มาก นอ้ ย – กา ไก่ เปด็ ววั คาภาษาไทย
แตกตา่ งจากคาในภาษาตระกูลมีวภิ ตั ติปัจจยั คือ คาภาษาไทยทกุ คามคี วามหมายในตัวเอง สามารถนาไปใช้ใน
ประโยคได้ทนั ที ไมต่ ้องปรงุ แต่งรูปคา ปัจจุบนั คาไทยมพี ยางค์มากข้ึน ไมเ่ ป็นพยางค์เดียวดังแตก่ อ่ น เพราะเรา
นาคาจากภาษาอื่นซ่ึงมหี ลายพยางค์มาใชบ้ ้าง นาวิธีการเปลี่ยนแปลงรปู ภาษาอืน่ เช่น การแผลงคา เพ่มิ เสยี ง
คา หรอื ลดอปุ สรรคปจั จัย มาใชบ้ ้าง ทาให้รปู คามหี ลายพยางค์ คาไทยจงึ มีมากพยางคข์ ้ึน

5. ภาษาไทยไม่มีการเปล่ียนแปลงรปู คาเพือ่ แสดงหน้าทขี่ องคา : เชน่ แสดงเพศ พจน์ การก
สาหรับคานาม หรือ เพ่อื แสดง กาล มาลา วาจก สาหรับกิริยา …ดงั เชน่ ในภาษาบาลี สันสกฤต หรือ
ภาษาองั กฤษ (ภาษาไทยมีวิธีแสดงหนา้ ที่ของคาแตกต่างจากภาษาอืน่ เป็นลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง) ดงั น้ี

5.1 แสดงเพศ : ภาษาไทยมีวิธีแสดงเพศโดย – ใชร้ ปู คาแตกตา่ งกนั : พอ่ แม่ – ใช้คาบอก
เพศ ประกอบ : เด็กชาย เดก็ หญงิ – อาศยั ความแสดงเพศ : เปด็ ไข่ วัวนม ภาษาบาลี สนั สกฤต หรือ อังกฤษ
ก็มกี าร เปลย่ี นรูปคาเพ่ือแสดงเพศ เช่น กมุ ารา กุมารี หรือ He-She Prince-Princess Man-Woman

5.2 แสดงพจน์ : ภาษาไทยบอกจานวนโดย – ใชร้ ูปคาเฉพาะ : กอง ฝงู – ใชค้ าซา้ : เดก็ ๆ
เพอ่ื นๆ – ใช้คาวเิ ศษณ์ : นกหลายตัว – อาศัยความแสดง : คนมงุ ดรู ูปภาษาอังกฤษ กม็ ีการเปลย่ี นรปู คา
เชน่ Ox-Oxen Boy-Boys

5.3 แสดงการก (หน้าท่ี) : ภาษาไทยแสดงหน้าที่ของคาอย่างชดั เจนเม่ืออยู่ในประโยค โดย
สังเกต จากการเรยี งลาดบั คาในรปู ประโยค เช่น …ฉนั ตเี ขา –ฉัน (ประธาน) –เขา (กรรม) เขาตฉี นั -เขา
(ประธาน) -ฉนั (กรรม) ภาษาอังกฤษ ก็มกี ารเปลยี่ นรปู คา เช่น I-Me He-Him They-Them

5.4 แสดงกาล : ภาษาไทยใช้คากริยาแสดงกาล โดย: ใชร้ ปู คาเฉพาะหรือกรยิ าชว่ ย เชน่ เคย
ได้ แล้ว (อดีตกาล) กาลงั (ปจั จบุ ันกาล) จะ พรุ่งนี้ (อนาคต) หรอื ดูจากคากาลวิเศษณใ์ นประโยค เชน่ เม่อื วาน
น้ี อาจารย์ทบทวนวิชาหลกั ภาษาไทย สว่ นภาษาองั กฤษ ก็มกี ารเปลี่ยนรปู คา เช่น Come-Came Play-
Played

5.5 แสดงมาลา : ภาษาไทยใชค้ าแสดงอารมณ์ โดยใช้คากรยิ านเุ คราะห์และคาชว่ ยพูด เช่น
โปรด เถอะ นะ ซิ ซง่ึ ในรูปประโยคอาจแสดงเปน็ คาสั่ง หรือขอร้องภาษาอังกฤษแสดงโดยใชค้ าสุภาพ เชน่
Please ใชน้ า้ เสียงแสดงความรสู้ ึก

5.6 แสดงวาจก : ภาษาไทยแสดงวาจกโดยอาศยั กรยิ าชว่ ย เช่น ถูก ให้ เชน่ เขาถูกทาโทษ
ครูให้ นกั เรยี นเขียนรายงาน ในประโยคภาษาอังกฤษจะมลี ักษณะดังนี้ I beat him ฉนั ตเี ขา – He is
beaten by me เขาถูกฉันตี

6. ภาษาไทยสรา้ งคาใหมใ่ ช้วิธีประสมคา ซ้อนคา และซา้ คา : ประสมคา : น้าตาล น้าหวาน
ซา้ คา : พๆ่ี น้องๆ คาซอ้ น: บา้ นเรอื น ดแู ล …ไม่มกี ารเปลี่ยนแปลงรูปคาอย่างภาษาบาลี สนั สกฤต หรือ
อังกฤษ

10

7. การเขา้ ประโยค การเรยี งลาดับคา เป็นเร่ืองสาคญั : การเรยี งลาดับคาก่อนหลังในประโยค เปน็
การแสดงความหมายของประโยค ตอ้ งระวังในเรอ่ื งน้ี เช่น พีม่ าหาใคร ใครมาหาพี่ พ่ใี ครมาหา มาหาพใ่ี คร
ใครใชใ้ หไ้ ป ไปใหใ้ ครใช้ ใช้ให้ใครไป ให้ใชใ้ ครไป กนิ มาก่อน มาก่อนกนิ ก่อนมากนิ มากนิ ก่อน
ความหมายทเ่ี ปลยี่ นไป เมื่อเรียงลาดับคาเปลีย่ นทน่ี ัน้ เพราะคาทาหนา้ ท่ีผิดจากเดมิ หนา้ ท่ีของคานนั้ จะดูได้
ชดั เจนจากในประโยค การเรียงคาจงึ สาคญั ลักษณะการเรียงคาในภาษาไทย มักเป็นทานองวา่ ถา้ เหน็ สงิ่ ใด
สาคญั กเ็ อาส่งิ นั้นข้ึนต้นประโยค จึงมปี ระโยคประธาน กรยิ า กรรม เพ่ือเน้นในการส่ือความการเรยี งคาใน
ภาษาไทยยังทาใหเ้ กดิ จังหวะและเสียงคาสลบั ท่ี จากเสยี งพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ ทาใหเ้ กิดเสียงผวนได้
(คาผวน) เชน่ ข้างหมยู อ คอหมยู า่ ง

8. คาขยายอยู่หลังคาที่ถูกขยาย : การใชค้ าขยายในภาษาไทย ไมว่ ่าจะขยายนามหรือกริยา คาท่ีมา
ขยายต้องวางไวห้ ลังคาที่ถกู ขยายเสมอ ซง่ึ ตรงขา้ มกบั อังกฤษ เช่น คนรา้ ย ไม้กวาด เรือพาย พูดมาก สวยซึ้ง
มีบางคาที่คาขยายอยหู่ นา้ คานามบา้ ง ในกรณีที่เป็นสานวน เช่น น้อยคน มากหนา้ หลายตา ค่อยทาค่อยไป

9. ภาษาไทยมรี ะบบเสียงสงู ต่า (Tonal System) : คอื วรรณยุกต์ การมวี รรณยุกต์ทาใหเ้ รามีคา
ใชไ้ ดม้ ากขึน้ และถ้อยคามเี สียงไพเราะ อ่านไดเ้ พราะ …เหมือนภาษามีเสียงดนตรี ภาษาไทยถือวรรณยกุ ต์เปน็
เรือ่ งสาคัญ เพราะเปน็ ตวั กาหนดความหมายของคา เช่น เสือ เส่อื เสือ้ หรอื ไข ไข่ ไข้ เปน็ ต้น ในภาษาอืน่ ก็มี
เสยี งวรรณยุกต์เหมือนกัน เช่น ภาษาองั กฤษ แตไ่ ม่ถอื ว่ามีความสาคญั ไม่คอ่ ยสง่ ผลความหมาย เชน่ Boy อาจ
ออกเสียงเป็น บอย หรือ บ๋อย

10. ภาษาไทยมลี กั ษณนาม : ลกั ษณนามเป็นตวั บอกรูปร่างและลกั ษณะของคานามชนดิ ตา่ งๆท่ีอยู่
ขา้ งหน้า เช่น คน รูป ผล ดวง คาลักษณนามอาจใช้ทับศัพท์ได้ … เชน่ น้ิว ตา ห้อง ตาบล หรอื อาจมาจาก
คากรยิ ากไ็ ด้ เชน่ พับ จบี ยก ตง้ั ลักษณนามนี้คนโบราณเรียก คาปลายบาทสงั ขยา คือ คาตามหลังจานวนนับ
เพ่ือบอกลักษณะของนามที่อยูข่ ้างหนา้ เชน่ ดนิ สอ 2 แท่ง ยางลบ 3 ก้อน ช้อน 1 คัน นอกจากใช้ตามหลงั
จานวนนบั แลว้ ยังใชต้ ามหลงั นามข้างหนา้ เพ่ือบอกรูปลักษณะหรือจานวน ใหช้ ัดเจน เชน่ ไมแ้ ผน่ /กอง/ลา/
ยก/ตน้ /มัดน้ี …การใช้ลักษณนามจึงสามารถทาให้มองเห็น รปู รา่ ง อาการ ขนาด จานวน และลกั ษณะต่างๆ
ของนามนน้ั ชัดเจนขนึ้ เปน็ ลกั ษณะเฉพาะท่ีดเี รอื่ งหน่ึงของภาษาไทย

11. ภาษาไทยสามารถเขยี นเสยี งต่างๆไดจ้ านวนมาก : เน่อื งจากมีเสยี งพยัญชนะอยู่มาก แบ่งระดับ
เสียงต่างกันถึง 3 ระดบั (อักษร กลาง ตา่ สูง) …และมีสระทัง้ เสยี งสัน้ ยาวจานวนถึง 24 เสียง ท้ังยงั มี
วรรณยุกต์ ให้เสียงสูงต่าต่างกันอีกถึง 5 ระดบั ฉะนนั้ ภาษาไทยจึงเขยี นเสียงต่างๆ ได้มากมาย อยา่ งคาเลยี น
เสียง ธรรมชาติหรอื คาท่ีมาจากภาษาต่างประเทศ เช่น ฝนตกเปาะแปะ แกะร้องแบ๊ะๆ ตีดงั เผยี ะ กินเกี๊ยว
แก๊ส แล็กโทส เล็กทรอนิกส์ ซึ่งภาษาอืน่ ๆ น้อยชาติท่ีจะเขียนถา่ ยทอดเสยี งได้มากเทา่ ภาษาไทย

12. ภาษาไทยมคี าพ้อง : ภาษาไทยเรามีคาพอ้ งทง้ั คาพ้องรูปและคาพอ้ งเสยี ง ซง่ึ เกิดจากอักขรวธิ ี
ทางภาษาของเราเอง และเกิดจากการนาคาภาษาอน่ื ๆ เข้ามาใช้ แลว้ ออกเสยี งอา่ นตามลักษณะคาไทยท่พี ้อง
เสียงกนั แตค่ งรูปเขยี นตวั สะกดการนั ตแ์ ตกต่างกนั ไปตามรูปลักษณะคาเดมิ เพ่ือแสดงที่มาและความหมาย
ของคา …ซงึ่ แตกตา่ งกันเป็นคาๆ ไป ทาให้เรามีคาใช้มากมายหลากหลายขึน้ ตัวอย่างคาพ้องเสยี งในภาษาไทย
ทเี่ กดิ จากการแจกรปู พยัญชนะเสยี งเดยี วกัน …หรือการผันอักษรคู่ เช่น เขน่ ฆ่า ของมคี ่า-ตวั ขา้ คนั่ กลาง
ขั้นบันได หน้าตา-น่ารัก คุณย่า-ต้นหญา้ -แม่ย่านาง เปน็ ต้น คาพ้องในภาษาไทยมีอยู่มาก มีประโยชน์ในดา้ น
ทาใหม้ ีคาใช้ในภาษาไดม้ ากข้ึน สว่ นปญั หาในการใชภ้ าษาคือ จะต้องอา่ นเขียนโดยดูขอ้ ความขา้ งเคยี งให้ดี…
และการเขยี นจะต้องระมดั ระวงั ตวั สะกดการันต์ใหแ้ มน่ ยา มฉิ ะนั้นความหมายจะผดิ พลาด

13. ภาษาไทยมีจังหวะและวรรคตอนเปน็ เคร่ืองแสดงความหมาย : เช่น ในฉนั ทลกั ษณ์มกี าร
กาหนด พยางค์ คณะ บาท บท และชว่ งวรรค เพอ่ื กาหนดจงั หวะการออกเสียงเป็นรูปแบบเฉพาะแต่ละชนิดๆ

11

ไป ทาใหเ้ กดิ ความไพเราะเป็นแบบฉบับของกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ขึน้ ในการเขียนและอา่ นทวั่ ไป มีการเวน้

วรรคตอน …เพื่อแบ่งความ หรือเวน้ จงั หวะการพูดการอา่ น ซ่ึงถา้ แบ่งวรรคหรือจงั หวะการออกเสยี งผิด

ความหมายก็อาจจะผดิ ไปดว้ ย เชน่ สมบัตทิ ้งั หมดยกให้ลูก เขยคนอน่ื ไม่ให้ ข้าวราคาตกลง (กนั ) เท่าไร

โรงพยาบาลแหง่ น้ไี ม่รับผิด ชอบของมีค่าของผปู้ ว่ ย เปน็ ต้น

14. ภาษาไทยมีระเบียบภาษาหรือระดับภาษา : คือ การใชภ้ าษาให้เหมาะกบั ความผูกพันตามฐานะ

ของบุคคลในสังคม ท่เี รียกว่า ราชาศัพท์ ที่แบง่ ฐานะบุคคล …ต้ังแตพ่ ระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์

พระสงฆ์ ขุนนางขา้ ราชการ จนถึงสุภาพชน และการแบง่ ระดับภาษา (พิธีการ>ทางการ>กงึ่ ทางการ>สนทนา>

สว่ นตัว) ดงั นั้น การใช้ภาษาตามระเบียบหรือระดบั ภาษา จงึ เป็นการใชภ้ าษาใหเ้ หมาะกบั ระดบั ชัน้ ตามฐานะ

บคุ คลหรอื ระดบั ความผูกพนั นบั ถอื ยกยอ่ งของผู้ใช้ภาษา …ซง่ึ ใจความเดยี วกันจะใชก้ บั แต่ละบคุ คลไม่

เหมือนกนั แสดงถึงความผูกพันตามฐานะในสงั คมและจติ ใจทมี่ ีต่อกันในแต่ละคนไมเ่ ทา่ กนั เป็นการใชภ้ าษา

ท…ี่ ถา่ ยระดับความรู้สึกทางจิตใจออกมาด้วย ภาษาไทยเปน็ ภาษาท่ีมวี ิธีการใช้ภาษาและวฒั นธรรมทาง

ภาษาสงู แสดงถงึ ความเป็นชาติทมี่ ขี นบธรรมเนียม จติ ใจสูง

ลกั ษณะของคาไทย

ลกั ษณะของคาไทย มีหลักการสังเกต ดังน้ี
มลี กั ษณะเป็นคาพยางคเ์ ดยี วโดดๆ มคี วามหมายชดั เจน เป็นคาทใี่ ช้เรยี กช่ือ คน สัตว์ ส่งิ ของ เช่น

แขน ขา หวั พอ แม่ เดนิ วงิ่ นอน ฯลฯ

แตม่ ีคาไทยหลายคาหลายพยางค์ซง่ึ คาเหล่านีม้ ีสาเหตุมาจากการกร่อนเสียงของคา หนาที่นากร่อน
เป็นเสียงสน้ั (คาหนากรอนเปนเสียงสัน้ ) กลายเปนคาท่ีประวสิ รรชนยี ์

เชน มะมวง มาจาก หมากมวง

มะนาว มาจาก หมากนาว
มะกรูด มาจาก หมากกรดู

ตะขบ มาจาก ตนขบ

ตะขาบ มาจาก ตวั ขาบ
การแทรกเสยี ง หมายความวา เดิมเปนคาพยางคเดียว 2 คาวางเรียงกัน ตอมา แทรกเสียงระหวางคา

เดมิ 2 คา และเสียงทแ่ี ทรกมักจะเปนเสยี งสระอะ

เชน ผักกะเฉด มาจาก ผกั เฉด
ลกู กระดุม มาจาก ลูกดมุ

ลกู กะทอน มาจาก ลกู ทอน

การเติมเสียงหนาพยางคหนา เพอื่ ่ใหมคี วามหมายใกลเคยี งคาเดิม และมคี วามหมาย ชัดเจนข้นึ
เชน กระโดด มาจาก โดด

ประทวง มาจาก ทวง

ประทับ มาจาก ทับ
กระทา มาจาก ทา

ประเด๋ียว มาจาก เดย๋ี ว
 มีตวั สะกดตรงตามมาตรา เชน จง (แมกง) ตัก (แมกก) กับ (แมกบ) เปนตน
 ไมนิยมมีคาควบกล้า เชน ทราบ ตราบ สรวง ประพฤติ เปนตน
 ไมมีตัวการนั ต คาทุกคาสามารถอานออกเสียงไดหมด เชน แม นารัก ไกล

12

 คาไทยคาเดยี ว อาจมีความหมายไดหลายอยาง เชน ขนั ตกั นา้ นกเขาขนั หวั เราะขบขัน
 มีรปู วรรณยกุ ตกากับเสยี ง ท้ังที่ปรากฏรูปหรือไมปรากฏรปู เชน นอน (เสียงสามัญ ไมปรากฏ
รูป) คา (เสยี งตรี ปรากฏรปู ไมโท)
 คาทอ่ี อกเสียง ไอ จะใชไมมวน ซง่ึ มอี ยู่ 20 คา นอกน้นั ใชไมมลาย

ผูใหญหาผาใหม ใหสะใภใชคลองคอ

ใฝใจเอาใสหอ มิหลงใหลใครขอดู

จะใครลงเรือใบ ดูนา้ ใสและปลาบู
ส่งิ ใดอยูในตู มิใชอยูใตตั่งเตียง

บาใบถือใยบัว หูตามวมั าใกลเคยงี

เลาทองอยาละเลย่ี ง ยีส่ ิบมวนจาจงดี

13

กิจกรรมการเรียนรู้

1. ให้ผู้เรียนอธิบายความหมายและความสาคัญของภาษามาพอสังเขป
............................................................................................................................. ...............................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................... ...............................................

2. องคป์ ระกอบของภาษาประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................... ...............................
................................................................................................................. .............................................................

3. คาพอ้ ง คอื
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................... ...............................................
.................................................................................... .................................................................................... .....

4. จงอธิบายความหมายลกั ษณนาม พร้อมยกตวั อยา่ ง อยา่ งนอ้ ย 10 คา
.................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................... ...........................................

14

บทที่ 2

ภาษาไทยท่ใี ช้ในชีวติ ประจาวนั

การใช้คาไทยในชวี ิตประจาวัน
ภาษาและการสอ่ื สาร มีความสาคัญอย่างยงิ่ เพราะตอ้ งใช้ในชวี ติ ประจาวัน การสื่อสารจึงต้องมีความ
ชดั เจนท้งั ทางสีหน้าและท่าทาง การสือ่ สารของคนจะใช้กลไกอยู่ 2 ชนดิ คือ วัจนภาษา (Oral
Communication) คอื ภาษาทเ่ี ปน็ คาพูด เป็นถ้อยคา หรือการเขยี น และ อวจั นภาษา (Non-verbal
Communication) คือ ภาษาท่าทาง สายตา การแสดงออก
การทบั ศัพท์ คอื การดาเนินการแปลงข้อความจากระบบการเขยี นหรือภาษาหนึง่ ไปสูอ่ ีกระบบหนึ่ง
อยา่ งมหี ลกั การ เพื่อใหส้ ามารถเขยี นคาในภาษาต่างประเทศด้วยภาษาและอกั ษรในภาษานนั้ ๆ ได้สะดวก เชน่
การทบั ศัพท์ภาษาอังกฤษซ่งึ เขยี นด้วยอกั ษรโรมัน มาเป็นอกั ษรไทยเพ่ือใชใ้ นภาษาไทย หรอื การทับศัพท์
ภาษาไทยไปเปน็ อกั ษรโรมนั เพ่ือใช้ในภาษาอังกฤษ เปน็ ต้น สว่ นมากใช้กับวิสามานยนาม อาทิ ช่อื บุคคล
สถานที่ หรอื ชอื่ เฉพาะที่ไม่สามารถแปลความหมายเป็นภาษาอนื่ ได้โดยสะดวก

นยิ าม
ปกตแิ ล้วการทับศัพท์ คือ การจับคู่ จากระบบการเขียนหนึ่งไปยังอกี ระบบหนงึ่ แบบคาต่อคา หรือตาม
ทฤษฎคี ืออักษรต่ออักษร การทบั ศพั ท์ได้พยายามท่จี ะสร้างความสัมพันธห์ นึง่ ต่อหน่งึ ท่ัวถึง และทาใหเ้ กิดความ
ถูกต้องแม่นยา เพื่อใหผ้ ู้อา่ นท่ีได้รบั รูส้ ามารถสะกดคาตน้ ฉบับจากคาทับศัพทไ์ ด้ และเพ่อื ที่จะบรรลจุ ุดประสงค์
น้ี จงึ มกี ารกาหนดหลักการทบั ศัพท์ทซ่ี ับซอ้ นในการจดั การกับตัวอักษรบางตวั ในภาษาต้นฉบบั ทไ่ี ม่สมั พนั ธ์กับ
อกั ษรในภาษาเปา้ หมาย ความหมายอย่างแคบของการทับศพั ท์คือ การทับศพั ทแ์ บบถอดอกั ษร หรือ ปริวรรต
(transliteration) ซง่ึ เครง่ ครัดในการคงตวั อกั ษรและเครื่องหมายวรรคตอนทุกอย่างเอาไว้ ทั้งนี้การปริวรรตไม่
สนใจความแตกต่างของเสยี งในภาษา ตัวอยา่ งหน่งึ ของการถอดอกั ษรคอื การใช้แปน้ พมิ พ์ภาษาอังกฤษ พมิ พ์
แทนภาษาอน่ื ท่ใี ช้ตวั อักษรต่างออกไป เชน่ ภาษารสั เซยี เนอื่ งจากมีข้อจากัดทางเทคนิค หรอื การถอดอกั ษร
โบราณเพอ่ื ให้ยงั คงรักษารปู แบบการเขียนเดิมเอาไว้
การทบั ศัพท์ (การถอดอักษร) ต่างจากการถอดเสียง (transcription) ซงึ่ เปน็ การจับคู่เสียงอ่านของ
ภาษาหน่งึ ๆ ไปยังรปู แบบการเขียนของอีกภาษาที่ใกลเ้ คียงท่ีสดุ ถงึ แมว้ ่าระบบการถอดอักษรส่วนใหญจ่ ะยงั คง
จับคู่อกั ษรตน้ ฉบับกบั อักษรในภาษาเปา้ หมายที่ออกเสียงคล้ายกนั ในบางคู่ ถา้ หากความสมั พันธ์ระหว่าง
ตวั อักษรกับเสยี งเหมือนกนั ทั้งสองภาษา การถอดอักษรก็อาจแทบจะเหมอื นกบั การถอดเสียง ในทางปฏิบัตกิ ็มี
การทบั ศัพทบ์ างระบบทีผ่ สมกนั ระหว่างการถอดอักษรและการถอดเสยี ง โดยจะถอดอักษรตน้ ฉบับบางส่วน
และถอดเสียงในส่วนทเี่ หลอื การถอดเสยี งจะพยายามหาแนวทางที่ดที ส่ี ดุ ในการเขียนภาษาตา่ งประเทศให้เป็น
ภาษาเฉพาะ เช่น การเขียนคาในภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาไทยโดยไมส่ ลับภาษาบนแป้นพิมพ์ (บางครัง้ ผใู้ ช้งาน
อาจพบวา่ การกระทาเชน่ น้ีอาจทาให้อา่ นเข้าใจยากกวา่ การพมิ พโ์ ดยสลบั ภาษาตามปกติ) การถอดเสยี งขณะ
พมิ พจ์ ึงถือเป็นกระบวนการประยกุ ตโ์ ดยแทจ้ ริงเพ่ือการป้อนข้อความในภาษาเฉพาะเชน่ นนั้ แต่กม็ ีขอ้ เสยี คือ
อาจทาให้ไมส่ ามารถคาดเดาเพ่อื ถอดกลับไปเปน็ ภาษาเดิมได้ เพราะมีอักษรท่ีเพมิ่ เข้ามาหรอื ถูกตัดออกไป
หรอื เปลยี่ นแปลงรปู แบบจนไม่เหลือเคา้ โครงเดิม ความหมายอย่างกว้างของการทับศัพทจ์ ึงหมายรวมท้งั การ
ทบั ศัพทแ์ บบถอดอกั ษรและการทับศพั ท์แบบถอดเสยี ง

15

นอกจากนี้ ไม่ควรสับสนระหว่างการทับศัพท์กับการแปล ซง่ึ เกยี่ วข้องกับการเปลย่ี นหรอื เลือกคาใน
ภาษาเพื่อสงวนความหมายดั้งเดิมเอาไว้ ในขณะท่ีการทบั ศัพทเ์ ป็นการแปลงตัวอักษรเท่านน้ั

การทบั ศพั ทใ์ นภาษาไทย
ราชบณั ฑติ ยสถาน ได้ประกาศหลักการทบั ศัพท์ไว้อย่างเปน็ ทางการ ทั้งจากภาษาองั กฤษไปเปน็
ภาษาไทย ซึ่งเป็นการทบั ศัพท์แบบผสมทงั้ ถอดอักษรและถอดเสยี ง และจากภาษาไทยไปเปน็ ภาษาองั กฤษ ซง่ึ
เป็นการถอดเสียงเท่านนั้
ในการทบั ศพั ท์จากภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาไทย อกั ษรโรมันหลายตวั สามารถถอดด้วยอักษรไทยแบบ
หน่ึงต่อหน่งึ เช่น d=ด, r=ร, l=ล, f=ฟ เป็นต้น และสามารถแปลงกลบั ได้ตวั เดมิ แต่ก็มอี ักษรโรมนั บางตัวที่
สามารถอ่านได้หลายเสียงในภาษาองั กฤษ หรือไมม่ ีเสียงทเ่ี หมือนกนั ในอักษรไทย สว่ นนจ้ี ึงตอ้ งใชก้ ารถอดเสยี ง
เขา้ ชว่ ยโดยเฉพาะกบั อักษรท่เี ป็นสระ เช่น a อาจเทียบเทา่ กบั เสยี ง เออะ อะ อา เอ แอ ออ หรอื ทวิอักษร th

ทีอ่ อกเสียงเป็น /θ/ /ð/ ก็ต้องดูวา่ ต้นฉบับอา่ นอย่างไรจึงจะสามารถทับศัพท์ไดใ้ กลเ้ คยี งท่ีสุด สว่ นน้ีจงึ มักจะ
เป็นปัญหาอนั เน่ืองจากแต่ละคนอา่ นไม่เหมือนกนั หรืออา่ นด้วยต่างสาเนยี ง ตวั อยา่ งเชน่ tube ภาษาอังกฤษ
แบบอเมริกันอ่านว่า /tub/ จึงทับศัพทว์ า่ ทูบ ส่วนภาษาองั กฤษแบบบริเตนอ่านว่า /tyub/ จึงทับศัพท์ว่า
ทวิ บ์ หรอื ในกรณที ีย่ ึดถือหลักการทบั ศพั ท์ต่างกัน เช่น theta อาจทบั ศัพทเ์ ป็น ทตี า, ธีตา, เธตา, ซตี า, เซตา
ซ่งึ เป็นการทบั ศพั ทต์ ามใจและไม่มหี ลักที่แน่นอน อย่างไรก็ตาม คาทับศัพทภ์ าษาอังกฤษบางคากไ็ ดร้ ับการ
บรรจุลงในพจนานกุ รมภาษาไทย เพื่อกาหนดการสะกดคาในภาษาใหต้ รงตามพจนานุกรมอย่างถาวร และถือ
วา่ เป็นคายมื ในภาษาไทย

สว่ นการทบั ศัพทภ์ าษาไทยไปเปน็ ภาษาองั กฤษ ถงึ แม้อักษรไทยบางตวั จะสามารถแทนไดด้ ว้ ยอักษร
โรมันแบบหนง่ึ ต่อหนึง่ ได้เช่นกัน แตก่ ็มอี ักษรไทยจานวนมากที่กาหนดใหแ้ ทนดว้ ยอักษรตัวเดียวกนั หรอื ต้อง
ใช้อกั ษรโรมันมากกวา่ หนึง่ ตัวเข้ามาประกอบ เชน่ ฐ-ฑ-ฒ-ถ-ท-ธ=th ง=ng สระเอือ=uea บางครงั้ พยัญชนะ
ตน้ และพยัญชนะสะกดก็ใช้อักษรโรมันตา่ งกนั ด้วย เช่น บ ถ้าเป็นพยญั ชนะต้นใช้ b ถ้าเปน็ พยัญชนะสะกดใช้
p เม่อื แปลงอักษรไปท้ังหมดแลว้ ทาใหไ้ ม่สามารถถอดกลับมาเปน็ อักษรไทยอยา่ งเดิมได้ และอาจทาให้คาอา่ น
เพีย้ นไปบ้าง ตัวอยา่ งเชน่ บางกอก ทบั ศัพท์ได้เป็น Bangkok แต่ชาวตา่ งประเทศอาจจะอ่านว่า แบงคอ็ ก ซ่งึ ก็
เปน็ เพียงเสยี งอา่ นทใี่ กล้เคียงเท่าน้ัน ไม่ใช่เสียงทแ่ี ทจ้ ริง

นอกจากน้ี ยงั มีมาตรฐาน ISO 11940 สาหรับการถอดอักษรแบบปริวรรตจากอกั ษรไทยไปเป็นอักษร
โรมนั แต่ระบบน้ีก็ไมเ่ ปน็ ที่นยิ มใช้ เนือ่ งจากไม่เปน็ ไปตามอักขรวธิ ี คือเมอ่ื ถอดอกั ษรไปแลว้ อาจจะอา่ นไม่
ออกไปเลย เชน่ เคร่ือง เม่ือถอดอักษรดว้ ยระบบน้จี ะได้ ekhrụ̀̄xng ซ่ึงสามารถแปลงกลบั เป็นคาเดิมได้แต่อ่าน
ไมไ่ ด้ ในขณะที่หลกั ของราชบณั ฑิตยสถานทบั ศัพท์ไดว้ ่า khrueang ซ่งึ พออ่านได้บา้ ง ภาษาเป็นวฒั นธรรมท่ีมี
การเปลย่ี นแปลงอยู่เสมอคอื เกดิ ขึน้ ตั้งอยู่ และเส่อื มสูญไปเช่นเดียวกบั วฒั นธรรมอนื่ ๆ ปัจจบุ นั มีภาษาเกิดขนึ้
ใหมไ่ ม่ขาดสายตามวิวฒั นาการของสังคมและวัฒนธรรม เชน่ ภาษาวิชาการ ภาษาเฉพาะ วชิ าชพี ภาษาท่ีใช้
เรยี กสิง่ ท่ีเปน็ นวัตกรรมตา่ งๆ เป็นตน้ และมภี าษาอกี ลกั ษณะหนงึ่ ท่ีเกิดขน้ึ เฉพาะกลมุ่ คนในสงั คม เปน็ ภาษาท่ี
สรา้ งสสี นั สรา้ งความแปลกใหม่ ไดร้ ับความนยิ มเฉพาะกลุ่มในเวลาส้ันๆ แลว้ เสอ่ื มสูญไป ภาษา ชนิดนเี้ รยี กวา่
ภาษาสแลง คาสแลง หรือคาคะนอง ภาษาสแลง คาสแลงหรือคาคะนองได้มผี ใู้ ห้ความหมายไว้มากมายทงั้ ที่
เป็นพจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน อธิบายความหมายของคาสแลงว่าถ้อยคาหรือ สานวนทใ่ี ช้เขา้ ใจ
เฉพาะกล่มุ หรือชัว่ ระยะเวลาหนึง่ ไม่ใชภ่ าษาที่ยอมรับกนั ว่าถกู ต้องเป็นคาเฉพาะ กลุ่ม เปน็ ภาษาไมส่ ภุ าพ มี
ระยะเวลาใชค้ าเหลา่ นี้ไม่นานก็จะหายไป หรอื เปล่ยี นไปและเปน็ คาเกดิ ใหมต่ ลอดเวลา

16

คาสแลง

ความหมายของ “คาสแลง” นอกจากได้กล่าวไวต้ ามคาจากดั ความของพจนานุกรม ฉบับต่างๆ และ
นักวิชาการข้างตน้ แล้วยงั มนี ักวิชาการสนใจศกึ ษา วิจัยคาสแลงหลายคน ซ่ึงคาสแลงท่ีศึกษาก็เปน็ คาที่ปรากฏ
ตามส่ือต่างๆ เชน่ หนังสอื พมิ พ์ วิทยุ โทรทศั น์ ฯลฯ โดยสรุปภาษาสแลง คาสแลง หรอื คาคะนอง (Slang) คอื
ถ้อยคา สานวน หรือภาษาพดู ท่ีใชส้ ร้างความเข้าใจเฉพาะกลมุ่ ซงึ่ สว่ นใหญอ่ ยู่ในวัยหนุ่มสาว เป็นภาษาทส่ี รา้ ง

ขน้ึ เพื่อหลกี เล่ยี งการใช้ ภาษาไมส่ ภุ าพ เป็นภาษาไมเ่ ปน็ แบบแผน แต่ไมใ่ ชค่ าหยาบหรอื คาตา่ แตเ่ ป็น
คา พิเศษที่สรา้ งข้นึ เพื่อให้เกิดคาแปลกๆ ผดิ ไปจากปรกติ ทง้ั ด้านเสียง รูป คา และความหมายเปน็ ภาษาที่ไม่
ปรากฏในพจนานุกรมหรอื ปรากฏในพจนานุกรมแตร่ ะบวุ า่ เปน็ ภาษาปาก คาสแลงมีระยะเวลาการใชไ้ มน่ านก็
จะสูญหายไปเพราะหมดความนิยม จากลกั ษณะเฉพาะและความสาคญั ของภาษาสแลง คาสแลงหรอื คา
คะนอง ดงั กล่าวมาแล้วขา้ งต้น

ตัวอยา่ งคาแสลง
เกรยี น (เกรยี น) นาม (n.) = เปน็ ศัพท์สแลงแทนบุคคลหรอื กลมุ่ บุคคลที่มีพฤตกิ รรมกา้ วรา้ ว ก่อกวน ไร้
เหตผุ ล หรอื คดิ วา่ ตวั เองเป็นศูนย์กลางของสังคมอินเทอร์เน็ต บคุ คลกลุ่มนี้จะใชอ้ ารมณ์มากกว่าเหตผุ ลหรอื
การวิเคราะห์ไตรต่ รอง
กิก๊ (กกิ๊ ) สรรพนาม (pro.) = บุคคลที่มคี วามสมั พันธอ์ ยา่ งค่รู ัก แต่ไมใ่ ช่ครู่ ัก
กาก (กาก) คุณศัพท์ (adj.) = อ่อนหรอื ทาอะไรไม่ไดเ้ รือ่ ง
แหลม่ (แหลม่ ) อทุ าน (in.) = แจ่ม, เด็ด, เย่ยี ม ตัวอยา่ งเชน่ ดูผู้หญงิ คนนด้ี ิ แหล่มเลย
เนยี น (เนียน) คณุ ศพั ท์ (adj.) = ทาเป็นเฉย ไมร่ ไู้ มส่ น สว่ นใหญ่ใช้กบั การแฝงตัว หรอื กลบเกลื่อน
ร่วั (รัว่ ) คุณศพั ท์ (adj.) = ตงิ ต๊อง บ้าๆบอๆ ทาตวั หลุดโลกสุดๆ
ตัวอย่างเชน่ “เห็นแคทเขาเป็นเด็กเรยี นอยา่ งงี้อะนะ แต่พอตอนทากิจกรรมนีร่ ่ัวสดุ ๆเลยล่ะ”
เหยี ก (เหียก) คุณศพั ท์ (adj.) = หน้าตาข้ีเหรม่ ากๆ
ตัวอยา่ งเช่น “นเ่ี ธอ แนใ่ จเหรอว่าจะคบกบั อตี าคนนี้ นสิ ยั ก็ไม่ดี แถมหน้าตายังเหียกมากๆเลยนะ”
ควายงง (ควาย-งง) คณุ ศัพท์ (adj.) = เป็นคาดา่ ว่าโง่มาก ไม่ค่อยฉลาด
ตวั อยา่ งเชน่ “อย่าไปถามหล่อนเลย หลอ่ นเปน็ พวกควายงง เร่ืองเลขมาถามช้นั นี่”
ชิว-ชิว คณุ ศพั ท์ (adj.) = เลก็ ๆ สบายๆ
แอบ๊ แบ๊ว คุณศพั ท์ (adj.) = คอื ส่ิงทว่ี ยั ร่นุ และเกรยี นทว่ั หลา้ กาลงั นิยมกนั เป็นคาผสมระหวา่ งคาวา่ แอ๊
บนอรม์ อล (abnormal) ในภาษาอังกฤษทีแ่ ปลว่า ผดิ ปกติรวมกับคาว่า “บอ้ งแบว๊
แหว้ หมายถงึ ไม่สมหวัง
บ๊วย หมายถงึ ทส่ี ดุ ท้าย หรอื ที่โหล่
เชย หมายถงึ ไม่ทนั สมัย มที ่ีมาจากตวั ละครชอื่ ลุงเชยในนิยายชุดสามเกลอ ซ่ึงมกั จะทาอะไรเปน่ิ ๆ ไม่ทันสมัย
ชวด หมายถงึ ไม่ไดส้ งิ่ ที่คาดหวงั
เด็กแว้น หมายถงึ กลมุ่ วยั ร่นุ ที่ชอบขบั จักรยานยนตแ์ ข่งกัน
สกอ๊ ย หมายถึง ผู้หญงิ ที่ซ้อนท้ายเด็กแว้น
กุ มาจาก ชอ่ื นักเขยี นในสมัยรัชกาลท่ี 5 คือ ก.ศ.ร.กหุ ลาบ เปน็ สามัญชนทีต่ ีพิมพ์พงศาวดารฉบบั ตา่ ง ๆ โดย
เปลี่ยนเน้ือหาหรอื คาต่าง ๆ ไม่ใหถ้ ูกจบั ได้วา่ ลอกหนงั สอื ในวงั มา
เด็กซลิ่ หรือ เดก็ ซิ่ว หมายถึง ผทู้ ีเ่ คยสอบเข้ามหาวทิ ยาลัยได้แลว้ เปลีย่ นไปสอบเข้าภาควิชาอื่น คณะอื่น
หรอื มหาวทิ ยาลัยอ่นื มาจากคาว่า ฟอสซิล

ท่มี าhttp://www.prolanguage.co.th/th/knowledge/thai-slang

17

กิจกรรมการเรยี นรู้

1. จงอธิบายความหมายคาสแลง คาทบั ศัพท์ มาพอสงั เขปพร้อมยกตวั อยา่ ง
............................................................................................................................. ...................................
.............. ................................................................................................................................................
.............................. ................................................................................................................................

2. จงบอกหลักการนาคาสแลง คาทับศัพท์ไปใช้ในชีวิตประจาวัน พรอ้ มยกตัวอยา่ ง
............................................................................................................................. ...................................
.............. ................................................................................................................................................
.............................. ................................................................................................................................

18

การใช้ภาษาในโอกาสตา่ งๆ
การพูดในชีวิตประจาวนั ของคนเรานน้ั นอกจากจะส่ือความรูค้ วามเข้าใจเรือ่ งราวต่างๆ แลว้ ยังต้อง
ส่ืออารมณค์ วามรสู้ ึกถ่ายทอดไปสู่กนั และกนั ดว้ ย ฉะน้นั การพูดจากันนอกจากจะพดู คุยกันตามปกติ แลว้ ยงั มี
การพูดในโอกาสพเิ ศษ เชน่ การพดู ในงามมงคล งานศพ การเข้าสมาคมในโอกาสต่างๆ จึงจาเป็นสาหรับทุกคน
ทตี่ ้องฝึกฝนการใชค้ าพดู ให้ถูกต้องไพเราะเหมาะสม เหมาะกบั เหตุการณ์ การพดู ในโอกาสต่างๆ ท่คี วรทราบ
เชน่ การพดู แนะนา การพดู แสดงความยนิ ดี การพดู แสดงความเสียใจ การกลา่ วขอบคณุ การกล่าวต้อนรบั
การพูดอวยพร การพูดสนทนาทางโทรศัพท์ การพูดเลา่ เรื่องหรือเหตุการณ์ตา่ งๆ
1. การพดู แสดงความยินดี ในบางโอกาสผ้ทู เี่ ราพบปะหรือคุ้นเคย อาจจะประสบโชคดมี ีความ
สมหวัง หรอื มคี วามเจรญิ กา้ วหน้าใน ชวี ิตและการงาน เราควรจะต้องพดู แสดงความยนิ ดีเพื่อรว่ มช่นื ชมใน
ความสาเร็จนัน้

วธิ กี าร
1 ) ใช้คาพดู ใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม
2 ) ใช้นา้ เสยี ง ทา่ ทาง สุภาพ นุ่มนวลใบหน้ายม้ิ แย้มแจ่มใส
3 ) พูดช้าๆ ชดั ถ้อยชัดคา พูดสน้ั ๆ ใหไ้ ด้ใจความและประทับใจ

ตัวอย่าง
“ขอแสดงความยนิ ดีกบั คุณ ทไ่ี ด้รบั ความไว้วางใจจากชาวบ้านในหมู่บา้ นของเราเลอื กคุณ
ดว้ ยคะแนน เสยี งทว่ มท้นมาก ขอให้คุณเปน็ ผนู้ าของพวกเรานาน ๆ สร้างความเจริญแกช่ ุมชนของ
พวกเราตลอดไปนะครับ มดีใจด้วยและขอสนบั สนุนอย่างเตม็ กาลังความสามารถเลยครับ”

2. การพดู แสดงความเสยี ใจ ในบางโอกาสญาติพี่น้องหรือคนทเ่ี รารจู้ ักประสบเคราะห์กรรมผดิ หวงั
เจบ็ ปว่ ย หรือเสยี ชวี ิตเป็น มารยาทท่ดี ีทเี่ ราควรพดู ปลอบใจให้กาลงั ใจแกผ่ ู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านน้ั หรือ
พดู ปลอบใจแกญ่ าติพ่ีน้อง ของผู้เคราะห์ร้ายนั้นเพือ่ ให้เขาเกดิ กาลงั ใจตอ่ ไป

วธิ กี าร
1 ) พูดถึงเหตุการณท์ ่ีเกิดขึน้ ใหเ้ ป็นเรื่องปกติ
2 ) แสดงความรู้สกึ หว่ งใยรว่ มสขุ ร่วมทุกขด์ ว้ ย
3 ) พูดดว้ ยน้าเสียงแสดงความเศรา้ สลดใจ
4 ) พดู ด้วยวาจาที่สภุ าพ
5 ) ให้กาลังใจและยินดที ี่จะช่วย

ตวั อยา่ ง
“ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างยง่ิ ทท่ี ราบว่าคณุ พ่อของคุณถงึ แกก่ รรมอยา่ งปัจจุบันทนั ด่วน
อยา่ งนี้ ทา่ นไม่น่าจากเราไปรวดเร็วเลยนะ ดิฉันเห็นใจคณุ จริงๆ ขอใหค้ ุณทาใจดีๆไว้ ความตายเปน็ สิ่ง
ทไี่ ม่แนน่ อนเลย จะใหด้ ิฉันช่วยอะไรกบ็ อกมาเลยไมต่ ้องเกรงใจ ดฉิ นั ยินดชี ่วยด้วยความเต็มใจจรงิ ๆ
นะคะ”

19

3. การพดู แนะนา การพบปะบุคคลซ่ึงเคยรจู้ กั กันมาก่อนและบุคคลอน่ื ซงึ่ ไมเ่ คยรู้จักกนั มากอ่ น
ก่อนทจ่ี ะรจู้ ักกันยอ่ ม จะต้องมกี ารแนะนาใหร้ จู้ ักกนั เพอื่ คุยเร่ืองอืน่ ๆ ต่อไป การแนะนาใหร้ ูจ้ กั กันมีทั้งการ
แนะนาตนเองและแนะนา ผู้อ่นื การแนะนาตนเอง คือ การกล่าวถงึ ตนเองใหผ้ ู้อ่นื รู้จักโอกาสในการแนะนา
ตนเองมตี ่างๆ ประกอบด้วย ในการตดิ ต่อกัน ในการประชมุ ชุมนมุ พิเศษ หรอื งานเลี้ยงตา่ งๆ ในฐานะเป็น
สมาชิกใหมข่ องชมุ ชนหรือสถาบัน ในการเข้าสอบสัมภาษณ์ในการไปติดตอ่ ขอความช่วยเหลือจากผอู้ ืน่

วิธกี าร
1 ) การกลา่ วถึงเร่ืองต่อไปนี้
1.1 คานาคือ กล่าวทกั ทายผู้ฟงั และอารมั ภบทเชน่
“ท่านประธานและท่านสภุ าพชนทกุ ทา่ น” “ทา่ นประธานพิธีกรและเพื่อนสมาชิก”
1.2 ชอื่ และนามสกุล
1.3 ถน่ิ กาเนิด
1.4 การศกึ ษา
1.5 ความรคู้ วามสามารถพเิ ศษ
1.6 ตาแหน่งหนา้ ที่การงาน
1.7 งานอดิเรก (ถา้ ม)ี
1.8 หลักหรือแผนการในการดาเนนิ ชีวิต
1.9 ท่อี ยปู่ ัจจบุ ัน การกล่าวถึงจะมากนอ้ ย หรือจะตัดเรื่องใดออกหรือพลิกแพลงอย่างไร
ขึ้นอยูก่ ับสถานทบี่ ุคคลและ โอกาสตา่ ง ๆ ดังกล่าว
2 ) แทรกเรื่องราวของชีวิตที่เด่นท่สี ุด ประทับใจท่ีสดุ หรอื เรื่องทีท่ าให้เร่ืองราวมีรสชาติ
น่าสนใจ และ เป็นท่ีประทบั ใจผู้ฟัง
3 ) เรียบเรียงเรื่องราวใหส้ มั พันธ์กนั โดยไมส่ บั สนการลาดับเรอ่ื งราวเป็นเทคนิคเฉพาะตน
4 ) ข้อความท่ีกล่าวจะตอ้ งคานึงถึงความเหมาะสมของสถานทบ่ี คุ คลและโอกาสด้วย
ตวั อยา่ ง
“ท่านประธานและสมาชกิ ชมรมพฒั นาชีวิตทุกทา่ น ดฉิ ันขอขอบคณุ พิธกี รมากคะ่ ที่ให้โอกาส
ดฉิ ันได้ แนะนาตวั เอง ดิฉนั นางสาวสมศรี รัตนสุนทร เกิดไกลหน่อย คือ อาเภอปัว จงั หวดั น่านคะ่ มา
อยกู่ รงุ เทพฯ น่ี 4 ปีแล้ว โดยดิฉันทางานเปน็ พนักงานขาย ทร่ี ้านใบแกว้ ดิฉันเรียนจบช้ันมธั ยมปที ี่สาม
ทีโ่ รงเรียนใกลบ้ ้าน นน่ั เอง ค่ะ ความท่เี ปน็ คนช่างพูดหลังจากจบแล้ว เพอื่ นชวนมาทางานทถี่ ูกกับ
นสิ ยั กเ็ ลยมา และเน่ืองจากดิฉันไมม่ ี โอกาสได้เรียนต่อ จึงเห็นวา่ การศึกษาทางไกลน้ีจะช่วยใหด้ ฉิ นั
พฒั นาชีวิตไดด้ ียง่ิ ขนึ้ แทนการศกึ ษาในโรงเรยี น จงึ สมคั รเปน็ สมาชกิ และต่อไปจะตั้งใจเรียนและร่วม
ทากจิ กรรมตา่ งๆ ทุกกิจกรรมคะ่ ปัจจบุ นั ดฉิ นั พักอยทู่ ีร่ า้ น ที่ดิฉันทางานน่ันแหละค่ะ ถา้ มเี รอื่ งใดจะ
ใหท้ าติดต่อได้ทีร่ ้านนน่ั เลย สาหรบั ที่อยขู่ องร้านมีอยู่ในทะเบยี นบญั ชี รายช่อื นกั ศึกษาแลว้ คะ่ สวัสดี
คะ่ ”
การแนะนาผู้อนื่
การแนะนาบุคคลท่ี 3 ใหบ้ ุคคลที่ 2 ร้จู ักในโอกาสต่าง เช่นเดยี วกับการแนะนาตนเอง วธิ ีการ
แนะนาผูอ้ น่ื ใชห้ ลักการอย่างเดียวกบั การแนะนาตนเอง และคานึงถงึ เร่ืองตอ่ ไปนีเ้ พิ่มเติม คือ

20

วิธกี าร
1 ) แนะนาสั้น ๆ
2 ) แนะนาเฉพาะเร่ืองที่เป็นปมเดน่ เร่ืองทเี่ ปน็ ปมดอ้ ยหรือเร่อื งทีไ่ ม่เหมาะสมไม่ควรกล่าวถึง
เร่ืองท่แี นะนาควรไดร้ บั อนุญาตจากผถู้ กู แนะนากอ่ น
3 ) การแนะนาระหว่างสภุ าพบรุ ุษกับสุภาพสตรี ต้องแนะนาใหส้ ภุ าพบรุ ษุ ร้จู กั สภุ าพสตรีโดย
กล่าวนามสภุ าพสตรี เชน่ “คุณสดุ าครบั น่ีคุณพนัส รักความดี สมุห์บัญชีธนาคารออมสนิ สาขานนทบุรี
คณุ พนสั น่ีคณุ สุดา มณแี ก้ว ครบั สมหุ บ์ ัญชีธนาคารกรุงไทย สาขานนทบุรใี นการแนะนา ถ้า
สุภาพบุรษุ นั่งอยู่ควรยืนขน้ึ แต่สภุ าพสตรีถา้ นั่งอยแู่ ละได้รับการแนะนาไม่ต้องยนื ถา้ เป็นการแนะนา
หลายคนจะนง่ั ลงเม่ือแนะนาครบทุก คนแลว้
แนะนาผู้ออ่ นอาวุโสใหร้ ู้จกั ผู้อาวโุ ส โดยเอ่ยนามผู้อาวโุ สก่อน เช่น “คุณแม่คะนี่น้องเพือ่ น
ของลกู ” “ผู้จดั การคะ น่ีคุณสมพงษ์ ใจซอ่ื ประชาสัมพันธ์โรงแรมลานทองค่ะ คุณสมพงษ์คะ น่คี ณุ
สวัสดิ์ เรอื งรอง ผ้จู ัดการบริษัทสมบูรณท์ ่ีคุณต้องการพบคะ่ ”ในเรื่องอาวุโสถอื ตามวัยวฒุ บิ างโอกาสถือ
ตามตาแหน่งหนา้ ที่การ งานผู้แนะนาต้องคานงึ ตามโอกาสให้เหมาะดว้ ย
แนะนาบุคคลตอ่ ที่ประชุมหรือชุมชนต่างๆ เอ่ยถงึ กลุ่มชนกอ่ น เชน่ “ ท่านผู้มีเกียรติ
ทั้งหลาย ผพู้ ดู ชว่ งเวลาต่อไปนี้ คอื คณุ ปราโมทย์ พงษ์ทอง ผู้อานวยการวิทยาลัยนานา ท่านจบ
การศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี ทางด้านการศึกษาจากมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒประสานมิตรและจบ
ปรญิ ญาโททางด้านบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ประสบการณ์ของท่านเป็นผู้รเิ ร่ิม
ก่อตงั้ วิทยาลยั นานาและทาหน้าท่ีบริหารงานมา 5 ปี แล้วผลิตบณั ฑิตจนถงึ 4 รุ่น วนั นท้ี า่ นสละเวลา
ให้เกียรติมาบรรยายเร่ือง “การศึกษากบั การพฒั นาชนบท” เชญิ ท่านรบั ฟังแนวคิดของวิทยากรได้
แลว้ ครับ
แนะนาบุคคลรุ่นเดียวกนั เพศเดยี วกนั จะแนะนาใครกอ่ นหลงั ก็ได้ขอ้ ปฏิบตั ิสาหรับการ
แนะนา เมื่อ ผา่ นการแนะนาแลว้ ผอู้ ่อนอาวุโสยกมือไหว้ผู้อาวุโส และผอู้ าวุโสกว่ารับไหว้ ถ้าอาวุโสเท่า
เทยี มกนั กย็ กมือไหว้ พรอ้ มกัน แต่ปัจจุบันมกั ก้มศีรษะใหแ้ ก่กันพอเป็นพิธกี ็ได้ การแนะนาในท่ปี ระชุม
เมอื่ ผรู้ ับการแนะนาตอ่ ที่ ประชุมถูกเอ่ยชื่อ ควรยืนขนึ้ คารวะตอ่ ทีป่ ระชมุ และทีป่ ระชมุ ปรบมอื ต้อนรับ

4. การกลา่ วขอบคุณ
การกลา่ วขอบคุณอาจใช้ไดห้ ลายโอกาส เชน่ การกลา่ วขอบคุณเมือ่ ผู้พดู หรือวทิ ยากรพูดจบ
กล่าว ขอบคุณเมอื่ มีผู้กลา่ วต้อนรบั กล่าวขอบคุณผมู้ าร่วมงานหรือในกจิ กรรม กลา่ วขอบคุณเม่ือมีผู้
มอบของขวัญ หรือของท่ีระลึก ขอบคุณแตล่ ะโอกาสดงั ต่อไปน้ี
การกลา่ วขอบคุณผูพ้ ูด เม่ือผพู้ ดู พดู จบลงผู้กล่าวขอบคุณหรอื ผทู้ ่ีทาหนา้ ทพ่ี ูดแนะนา ควรจะ
กล่าว สรปุ เน้นถึงประโยชน์ท่ีได้รับจากการพูดคร้ังน้อี ยา่ งสัน้ ๆ แลว้ จึงกลา่ วขอบคุณ
การกล่าวขอบคุณเมื่อมีผู้กลา่ วต้อนรับหรอื การกล่าวตอบรับ เมือ่ ผูก้ ล่าวตอ้ นรบั พดู จบแลว้ ผู้
กลา่ ว ตอบรับควรจะกลา่ วตอบในลักษณะที่แสดงความรูส้ ึกทมี่ ตี ่อการต้อนรบั และเนื้อหาในการกลา่ ว
ตอบรับจะต้อง สอดคล้องกับการกล่าวตอ้ นรบั ซึ่งสว่ นใหญ่จะเปน็ การแสดงความสัมพันธอ์ นั ดีของท้ัง
สองฝ่ายท่ีมตี ่อกัน ผู้ กล่าวขอบคุณควรจะเน้นจุดสาคัญ และกลา่ วเชื้อเชิญให้ผ้ตู ้อนรบั ไปเยือนสถานที่
ของตนบ้าง

21

การกล่าวขอบคุณผมู้ าร่วมในงานหรือในกจิ กรรม ในการกล่าวขอบคุณผู้มารว่ มในงานหรอื ในกจิ กรรม
นน้ั ควรแสดงไมตรจี ติ ตอ่ แขกทีม่ าร่วมในงาน แสดงความขอบคุณอย่างจรงิ ใจและกล่าวขออภยั ในความ
บกพร่อง ของกิจกรรมที่จดั ขึ้น

การกล่าวขอบคุณหรือตอบรับ เมอื่ มีผู้มอบของขวญั หรือของที่ระลึก ผู้กลา่ วตอบรบั ควรจะได้แสดง
ความช่นื ชมในสง่ิ ของท่ีได้รับมอบและกล่าวถึงความร้สู กึ หลงั จากไดร้ บั มอบสิง่ ของนน้ั แล้ว

วิธีการ
1 ) การขอบคุณ การพูดหรือขอบคุณใช้ในโอกาสทมี่ ีผู้อ่นื ได้ช่วยเหลือหรือมบี ญุ คุณแก่เรา ถือ
ว่าเป็นมารยาทที่จะต้องแสดงความยินดแี ละกล่าวขอบคุณในนา้ ใจของเขา คือเป็นการแสดงออกถึง
การรคู้ ณุ ผอู้ ่นื เปน็ วฒั นธรรมทดี่ งี ามท่ีควรรักษาไว้อยา่ งยิง่
2 ) คาวา่ ขอบใจ นิยมใชพ้ ดู เพือ่ แสดงความขอบใจแก่คนท่ีมีอายนุ ้อยกวา่ เรา เชน่ พี่ขอ
ขอบใจ น้องมากท่ีชว่ ยยกกระเป๋าให้
3 ) คาว่า ขอบคณุ นิยมใชพ้ ดู เพอ่ื แสดงความขอบคณุ สาหรับผ้ทู ่ีเสมอกนั หรือผทู้ ่มี ีอาวุโส
กวา่ ผู้พูด เช่น ผมขอขอบคณุ คณุ นิคมมากท่มี าสง่ ผมท่สี ถานรี ถไฟวนั นี้
4 ) หากตอ้ งการยกยอ่ งเทดิ ทูนผู้ทต่ี นเคารพนับถือมาก ที่ท่านกรุณาช่วยเหลือเราหรือให้สงิ่
ใดแก่เรา กค็ วรกลา่ วว่า ขอบพระคุณ เช่น ลกู ขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่มากทซ่ี ้ือของมาฝาก
5 ) ควรพูดดว้ ยน้าเสยี งน่มุ นวล ชวนฟงั สภุ าพ ไมร่ บี ร้อนจนเกนิ ไป
6 ) ควรแสดงท่าทางที่เป็นมติ ร นอบนอ้ ม มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
7 ) ควรพดู ใหผ้ ู้ฟงั รสู้ ึกว่าเราซาบซงึ้ ในพระคุณ และจะพยายามหาโอกาสท่จี ะตอบแทนใน
โอกาสตอ่ ไป
8 ) หากเปน็ การกล่าวขอบคุณในนามตวั แทน หมู่คณะ ควรพูดใหช้ ัดเจนวา่ กล่าวขอบคุณใน
นามของหมคู่ ณะใด เน่ืองในโอกาสอะไร ขอบคณุ ใคร พูดให้สน้ั กะทดั รดั ได้ความดี
9 ) โดยทว่ั ไปแล้ว ถ้าเป็นการขอบคุณผู้ทีเ่ คารพนบั ถือหรือผมู้ อี าวโุ สมากกว่าเราการกลา่ ว
ขอบคุณมักจะกลา่ วพรอ้ มๆ กับยกมือไหวด้ ว้ ยเสมอตวั อยา่ งการกลา่ วขอบคุณ
การกล่าวขอบคุณผ้มู ีอาวุโสกวา่ ดฉิ ันรสู้ ึกซาบซงึ้ ในความกรณุ าของท่านกานันเป็นอยา่ งย่ิง ท่ีได้มอบ
โตะ๊ เกา้ อจี้ านวน 10 ชุด แก่เดก็ นกั เรยี นในโรงเรียนน้ี นับเปน็ บญุ กุศลอนั ดยี งิ่ ที่เดก็ ๆจะได้มโี ต๊ะ เก้าอี้พอเพียง
แก่การศกึ ษาเล่าเรยี น ดฉิ นั และเดก็ ๆ มีความยนิ ดใี นเมตตาจิตของทา่ นกานันเป็นอยา่ งมาก จึงขอกราบ
ขอบพระคุณในความกรุณาของท่านกานนั ไว้ ณ ทนี่ ี้ ขอกราบขอบพระคณุ คะ่ ( พดู จบพร้อมกับยกมือไหว้)
การกลา่ วขอบคุณในนามหมู่คณะบุคคล ผมในนามผูน้ าชาวบา้ นท่าเวยี งขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู
ตอ่ ทา่ นนายอาเภอตลอดจนเจา้ หน้าทจ่ี ากอาเภอทุกท่าน ทไ่ี ดม้ าบรกิ ารความสะดวกสบายแกป่ ระชาชนในบา้ น
ทา่ เวยี ง โดยการนาอาเภอเคลือ่ นท่ีมาบริการวันน้ี หากมสี ิ่งใดขาดตกบกพร่องในการตอ้ นรบั ขับสู้ ผมและ
ชาวบ้านกข็ ออภยั มา ณ ทนี่ ี้ด้วย ผมและชาวบา้ นทุกคนรูส้ ึกซาบซึ้งและยินดใี นความกรุณาของทา่ นนายอาเภอ
และเจา้ หนา้ ที่ทุกท่าน ผมในนามชาวบา้ นท่าเวียงไม่มีส่งิ ใดจะตอบแทน นอกจากจะขอกราบขอบพระคุณเปน็
อย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ (ยกมือไหว)้
5. การกลา่ วอวยพร
การพูดอวยพร มักใชค้ วบคู่ไปกบั การแสดงความยนิ ดีหรือแสดงความปรารถนาดีเพราะก่อนจะอวยพร
มักต้องแสดงความยินดมี าก่อน หรือถา้ เป็นการกล่าวแสดงความยนิ ดโี ดยแท้จริงก็มักลงท้ายดว้ ยการอวยพร
การอวยพรมหี ลายโอกาส เช่น ในงานมงคลสมรส งานวันเกิด งานวนั ปีใหม่ข้ึนบ้านใหม่ ตลอดจนการอวยพร

22

ของผูห้ ลกั ผูใ้ หญ่ ซง่ึ มักเรยี กว่า อานวยพร (อานวยอวยพร อวยชยั ให้พรให้ศีลให้พร) แกล่ ูกหลาน ลูกศิษย์
ผใู้ ต้บงั คบั บัญชา ฯลฯ ข้อปฏิบตั โิ ดยท่วั ไปในการพดู อวยพร มดี งั น้ี

วธิ ีการ
1 ) พดู ด้วยทา่ ทรี า่ เรงิ เปน็ การแสดงความยนิ ดีไปในตวั
2 ) เรม่ิ ตน้ ด้วยเสียงค่อนข้างดังเล็กนอ้ ย เป็นการเรียกความสนใจ เพราะงานชนดิ นี้มกั มีเสยี ง

รบกวนมาก ข้อความตอนตน้ ควรเป็นใจความง่ายๆ ส้ันๆ
3 ) ควรดาเนินเรื่องให้เปน็ ไปตามความเหมาะสม เชน่ ถ้าเป็นงานวันเกิด ควรกล่าวถงึ ความ

สาคัญในวันเกดิ แลว้ จึงพูดถงึ คุณงามความดแี ละเกียรติคณุ ของเจ้าภาพตามสมควร ถ้าเป็นการ
แตง่ งาน ควร เริ่มด้วยการบอกกล่าวถึงความสัมพนั ธ์ของท่านกบั คสู่ มรสฝ่ายใดฝ่ายหน่งึ หรือท้ังสอง
ฝ่าย ถ้าผู้พูดร้จู กั ทงั้ คู่ ถ้า มปี ระสบการณ์มากพอ ควรให้ข้อคิดในชีวิตการสมรสแล้วกล่าวแสดงความ
ยินดีทท่ี ัง้ สองฝา่ ยไดส้ มรสกัน อันจะ เป็นการก่อสรา้ งรากฐานเปน็ ครอบครัวท่ดี ีตอ่ ไป

4 ) ลงท้ายดว้ ยการกลา่ วคาอวยพร ขอให้มคี วามสุขความเจรญิ ก้าวหนา้ สบื ตอ่ ไป การพูด
อวยพร ถือเป็นการพูดในงานมงคล ไม่ควรจะให้มถี ้อยคาซึ่งไมน่ ่าปรารถนา (ไมเ่ ปน็ มงคล) ในคากลา่ ว
เชน่ ใน งานวนั เกดิ ไม่ควรมคี าว่า “ตาย” “แก่” “เจ็บปว่ ย” ฯลฯ ในงานสมรสไม่ควรมีคาว่า
“แตง่ งานใหม่” ฯลฯ อยู่ ดว้ ยจะดมี าก ไม่ควรพดู ยืดยาว ซา้ ซาก ควรทกั ทายทีป่ ระชมุ ให้ถูกตอ้ ง
ตามลาดบั คาข้ึนตน้ ควรให้เร้าความ สนใจตอนจบใชถ้ ้อยคาใหป้ ระทบั ใจ ในเร่ืองจะกล่าวถงึ การกล่าว
อวยพรเฉพาะงานมงคลท่ีใช้กันอยู่เสมอ คือ
การกลา่ วอวยพรในงานมงคลสมรส การกลา่ วในพธิ มี งคลสมรส จะใชเ้ วลาไมเ่ กนิ 10 นาที โดยปกติ
จะใชเ้ วลา 5-7 นาที นยิ มพดู ปากเปลา่ ซ่งึ มหี ลักการกลา่ วที่ควรยึดเป็นแนวปฏบิ ัติ ดงั น้ี
- กลา่ วคาปฏสิ นั ถาร
- กลา่ วถึงความรู้สกึ วา่ เปน็ เกียรติท่ีไดข้ ึ้นมาอวยพร
- ความสมั พันธ์ของผู้พูดกับคู่บา่ วสาว
- ใหค้ าแนะนาในการดาเนนิ ชีวิตและการครองรกั
- อวยพรและเชิญชวนใหด้ ื่มอวยพร
การกล่าวอวยพรในวันข้ึนปีใหม่ การกลา่ วคาอวยพรในวนั ข้ึนปใี หม่ มักจะพดู ปากเปล่า โดยมหี ลกั ที่
ควรยดึ เป็นแนวปฏิบัตใิ นการกลา่ ว ดังน้ี
- กล่าวคาปฏสิ นั ถาร
- กลา่ วถึงชวี ติ ในปีเก่าทีผ่ า่ นมา
- กลา่ วถงึ การเริ่มตน้ ชวี ิตใหม่ในปีใหม่
- อวยพร
การกลา่ วอวยพรวันคลา้ ยวันเกดิ
การกล่าวในพธิ ีดังกลา่ วนยิ มพูดปากเปลา่ มีหลักการที่ควรยดึ เป็น แนวการปฏิบัติในการกล่าว ดังนี้
- คาปฏิสันถาร
- กล่าวรสู้ กึ เป็นเกียรติทีม่ โี อกาสกล่าวคาอวยพร
- การสรา้ งคุณงามความดหี รอื พูดถึงความสัมพันธ์ท่ีผู้พดู มตี อ่ ท่านผู้นนั้
- การเปน็ ทพี่ ง่ึ ของบุตรหลาน
- อวยพรให้มคี วามสุข

23

วธิ ีการกล่าวอวยพรมขี ้อปฏิบัติทีค่ วรจาดงั นี้
1. ควรกล่าวถึงโอกาสและวันสาคัญนัน้ ๆ ท่ไี ดม้ าอวยพรว่าเปน็ วนั สาคญั อยา่ งไร ในโอกาสดีอยา่ งไร มี
ความหมายแก่เจ้าภาพหรือการจดั งานน้ันอย่างไรบา้ ง
2. ควรใชค้ าพูดท่สี ุภาพไพเราะ ถูกต้อง เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟงั
3. ควรกล่าวให้สัน้ ๆ ใชค้ าพูดง่ายๆ ฟงั เข้าใจดี กะทัดรัด กระชับความ นา่ ประทับใจ
4. ควรกลา่ วถงึ ความสมั พนั ธ์ระหว่างผอู้ วยพรกับเจ้าภาพ กล่าวให้เกยี รตชิ มเชยในความดีของเจา้ ภาพ
และแสดงความปรารถนาดีท่ีมตี อ่ เจา้ ภาพ
5. ควรใช้คาพดู อวยพรให้ถูกต้อง หากเป็นการอวยพรผู้ใหญ่นยิ มอ้างถึงสง่ิ ศักดิส์ ทิ ธิ์ท่เี คารพนบั ถือมา
ประทานพร
ตวั อยา่ งการกลา่ วอวยพรวนั เกิด
วนั นีเ้ ป็นวนั อนั เปน็ มงคลย่ิง คือวันเกิดของหลานรักของลงุ ลุงมีความยนิ ดีอยา่ งยงิ่ ที่เห็นหลานโตวนั โต
คืน ตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผา่ นมา ลงุ เฝ้าดูความเจริญของหลานด้วยความชน่ื ใจ มาวนั นค้ี รบรอบวันเกดิ ปที ่ี
11 แลว้ ลงุ ขอใหห้ ลานรักมีแตค่ วามสขุ ความเจริญ มีอายุม่ันขวญั ยนื เปน็ ที่รกั ของปู่ยา่ ตายายตลอดไป
ตัวอยา่ งการอวยพรค่บู ่าวสาว
สวัสด…ี …ท่านผู้มีเกยี รติท่ีเคารพทุกท่าน ผมรสู้ ึกมคี วามยินดเี ปน็ อยา่ งยิง่ ทไี่ ดร้ ับเกียรติจากเจ้าภาพให้
ข้ึนมากล่าวในวนั น้ี ผมขอกล่าวจากความรู้สึกท่ีได้มาพบเห็นงานมงคลสมรสในวนั น้ี ผมประทบั ใจมากท่ีไดเ้ ห็น
ใบหนา้ ย้มิ แยม้ แจม่ ใสของเจา้ บา่ วและเจา้ สาว ทั้งคูม่ ีความเหมาะสมกันดีมาก ทัง้ ผมเองกเ็ ปน็ ผู้ที่เคยทางาน
ร่วมกันมาทัง้ สองคน รู้สกึ ชอบพออธั ยาศัยเป็นอยา่ งดี และเหน็ วา่ ทงั้ คมู่ คี วามเข้าอกเขา้ ใจ ซือ่ สตั ย์ รกั มนั่ ต่อกัน
มานานปี เมอ่ื มางานมงคลสมรสครัง้ น้ี จงึ มคี วามปลืม้ ปีติเป็นอยา่ งมากทที่ ง้ั สองมคี วามสมหวังสมปรารถนา
ด้วยกัน ผมหวงั ว่าท้งั สองจะครองรกั กนั ใหม้ ัน่ คงจีรงั ไดน้ านแสนนาน จงึ ขออวยพรให้คู่บ่าวสาวจงรกั กัน เข้าใจ
กนั ทะนถุ นอมน้าใจ มีความซอ่ื สัตย์จรงิ ใจต่อกนั และรจู้ ักให้อภัยต่อกนั ให้มีความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ทุกคืนทกุ วนั
สวัสดีครบั ……
6. การกล่าวต้อนรับ
ในโอกาสท่มี ผี ู้มาใหม่ เชน่ เจ้าหน้าท่ใี หม่ นักศกึ ษาใหม่ หรือผู้ทม่ี าเยีย่ มเพ่ือพบปะชมกจิ การใน
โอกาส เชน่ น้ี จะต้องมีการกล่าวตอ้ นรับเพ่ือแสดงอัธยาศัยไมตรี และแสดงความยนิ ดีผู้กล่าวตอ้ นรบั ควรเปน็ ผู้มี
ฐานะ มีเกยี รติเหมาะสมกบั ฐานะผ้มู าเยือน ถ้าเปน็ การกล่าวตอ้ นรับนิสิตหรอื นักศึกษาใหม่ กม็ ุ่งหมายท่ีจะให้
ความ อบอนุ่ ใจและให้ทราบถึงสง่ิ ท่ีควรปฏิบัตริ ว่ มกันในสถานศึกษานนั้ ๆ เปน็ ต้น

วิธีการ
1 ) เรม่ิ ด้วยการกลา่ วแสดงความยินดที ีไ่ ด้มโี อกาสตอ้ นรับผู้มาใหม่ (ผ้มู าเยย่ี มหรือผ้มู า
ร่วมงาน)
2 ) กล่าวถงึ จุดม่งุ หมายในการเยยี่ มเยอื น เพ่ือให้เห็นวา่ ฝา่ ยตอ้ นรับนั้นเห็นความสาคัญของ
การเย่ยี ม ถ้าเปน็ ผู้รว่ มงาน ก็ควรกลา่ วถงึ หนา้ ที่การงานกจิ การในปจั จบุ นั ท่ีมคี วามสาคัญและ
เกีย่ วขอ้ งกับผูม้ าใหม่ ถา้ เป็นนิสติ หรอื นกั ศึกษาใหม่ ก็ควรชีใ้ หเ้ หน็ คณุ ค่าและความจาเป็นทีจ่ ะต้อง
ศึกษาวิชาต่างๆ แนะนาใหร้ ู้จัก สถานศึกษารวมท้ังให้รู้สกึ ภูมิใจทไี่ ดม้ าศึกษาในสถานศึกษาแหง่ นั้น
3 ) แสดงความหวังวา่ ผู้มาเยี่ยมจะได้รับความสะดวกสบายระหว่างทพี่ านกั อยูใ่ นสถานท่นี ั้น
หรือ ระหวา่ งการเย่ยี มเยอื นน้ัน
4 ) สรปุ เปน็ ทานองเรยี กรอ้ งใหอ้ าคนั ตุกะกลับมาเยี่ยมเยือนอกี ส่วนในกรณีท่ีเป็นผมู้ าใหม่ก็
หวงั ว่าจะ ได้รว่ มงานกันตลอดไปดว้ ยความราบรน่ื

24

7. การพดู สนทนาทางโทรศัพท์
การติดต่อส่ือสารทางโทรศพั ท์ นบั เปน็ การส่ือสารทร่ี วดเรว็ สะดวก ประหยดั และแทบจะใชไ้ ด้ทัว่ โลก
อยา่ งไมจ่ ากดั พ้ืนที่ จึงเป็นการสือ่ สารที่นิยมกันมากท่ีสดุ การพดู โทรศัพทม์ ีความสาคญั และมบี ทบาทอยา่ งมาก
ในการดารงชวี ิต ดังนั้น ควรต้องระมัดระวงั การใช้คาพดู ในการติดต่อส่อื สาร นอกจากน้ี ควรไดม้ ีการศกึ ษาท่ีมี
ความเข้าใจเกยี่ วกบั มารยาทประเพณปี ฏบิ ัตทิ ีค่ วรทาในขณะตดิ ต่อสื่อสารทางโทรศพั ท์ ภาษาทใี่ ชใ้ นการพูด
โทรศัพท์การพดู โทรศพั ท์ควรใชภ้ าษาให้เหมาะสมตามสถานการณ์ตา่ ง ๆ ดังนี้
7.1 กลา่ วทกั ทายเมื่อรับโทรศัพท์ดว้ ยคาวา่ “สวสั ดี” พรอ้ มทั้งแจง้ หมายเลขโทรศัพทใ์ หท้ ราบ และ
ถามความประสงค์ของผ้ทู ีโ่ ทรมาว่าต้องการตดิ ต่อกับใคร เรื่องอะไรแล้วรบี ตดิ ตอ่ ให้ทนั ที หากผู้ท่ตี ้องการ
ติดตอ่ ไมอ่ ยู่กถ็ ามความประสงคข์ องผ้ทู โ่ี ทรว่าต้องการฝากข้อความหรือเบอร์โทรศัพท์ทสี่ ามารถตดิ ต่อกลับได้
ภายหลงั หรอื ไม่
7.2 กรณที ่เี ราเป็นผตู้ ิดต่อไป ควรตรวจสอบหมายเลขโทรศัพทใ์ ห้ถูกต้องเสยี ก่อน และระบุช่อื ผูร้ ับให้
ชดั เจน หากต้องขอร้องให้ผูร้ ับสายไปตามให้ต้องขอบคุณผู้รบั สายทันที ในกรณที ต่ี ้องฝากข้อความหรือเบอร์
โทรกลับควรเป็นข้อความทชี่ ัดเจนและสนั้ ท่ีสุด
7.3 การพดู โทรศัพท์ควรใชเ้ วลาจากดั พูดคุยเฉพาะเรอื่ งท่จี าเปน็ โดยเฉพาะโทรศัพท์สาธารณะ หรือ
โทรศพั ท์ท่ีมผี ู้ใช้ร่วมด้วยหลายคน เชน่ หน่วยงาน องคก์ าร บริษทั และควรใช้ภาษาน้าเสยี งท่ชี ัดเจนสภุ าพและ
เปน็ มติ ร
7.4 ใช้ถ้อยคาทีเ่ หมาะสม เลอื กคาท่จี าเป็นมาใช้ เชน่ ขออภัยขอโทษ ขอบคณุ กรุณา ฯลฯ
7.5 ในกรณีมีผ้โู ทรมาผิด ควรบอกสถานที่ท่ีถูกต้องให้ทราบ หรือถา้ เราโทรไปผิดกค็ วรจะกล่าวคา
ขอโทษอยา่ งสุภาพ
7.6 ในขณะโทรศัพทห์ ากมคี วามจาเปน็ ตอ้ งหยดุ พดู ชัว่ ขณะ ต้องบอกให้ผู้ที่กาลงั พูดโทรศัพท์อยูท่ ราบ
และขอให้รอ เชน่ กรุณารอสักครู่นะครับ
7.7 ไมค่ วรวางหโู ทรศัพทก์ ่อนจบการพูด และไมค่ วรปลอ่ ยให้ผู้โทรศัพทม์ าคอยนาน
7.8 ไมอ่ มขบเค้ียวอาหารขณะโทรศัพท์
7.9 ไมป่ ลอ่ ยโทรศพั ท์เรียกสายนานเกินไป

8. การพูดปฏิเสธ
โดยท่ัวไปไม่มีใครชอบฟงั การปฏิเสธเขาอยา่ งรุนแรง เช่น พดู ตอบวา่ “ ฉันไม่” “ไม่เอา”“ไมต่ ้อง”
“ฉันไม่ชอบ” “ฉนั ไมท่ า” “ฉันไมไ่ ป”หรือ“ทาไม่ได้” “เป็นไปไม่ได้” “ไม่ใช่” “ไม่ถกู ” “พูดเป็นเลน่ ไป” “พดู
เปน็ ม้าไปได้” “พูดล้อเลน่ หรือเปล่า” “ไม่จรงิ ม้ัง” หรือพูดปฏิเสธอกี แบบหนงึ่ เชน่ “ฉนั รู้แลว้ ” หรือพูดดว้ ย
ํน้าเสยี งแบบห้วนๆ หรือทาหนา้ ตาผดิ ปกติ หรอื ทาเฉย ทาเป็นไม่ไดย้ นิ ทาทองไม่ร้รู ้อน เอาหูทวนลมหรือ
เงียบๆ ไม่รู้ไม่ชี้ อยา่ งนี้ไม่ดี ควรแสดงดีกว่านี้ เราจึงตอ้ งฝกึ หัดศกึ ษาคาพดู “เชงิ ปฏเิ สธอ้อมๆ” ฝกึ หดั ทา
หนา้ ตาเหรอหรา ทาท่าตกใจ ฯลฯ ฝกึ ไว้หลายๆ แบบ เพื่อจะไดใ้ ชใ้ นโลกนีต้ ามโอกาส เพราะว่าเราไม่สามารถ
รบั ปากรบั คาและรับทาตามคาพูดของทุกคนได้ จึงต้องหดั พูดปฏิเสธให้เปน็ ควรฝกึ ซ้อมเอาไว้ก่อนวา่ เราจะพูด
อยา่ งไรจึงจะเหมาะสม ถึงแม้จะไมร่ บั คาแต่ฟงั แล้วยงั ดูดีพอสมควร เช่น“ขอคดิ ดูกอ่ น” “ขอเวลาพจิ ารณาอีก
หนอ่ ย” “นา่ สนใจ” “เปน็ อย่างนนั้ เชียวหรอื ” “นา่ สนุกนะ” “ท่าทางจะทายาก” “ขอลองนดิ หนอ่ ย” บางทีก็
เลี่ยงว่าเปน็ เรือ่ งสว่ นตัว เชน่ กนิ ไม่ไดเ้ พราะหมอหา้ ม รู้สึกไม่สบายวนั น้ี (ไมส่ บายใจ) หรือบางทีก็ไม่ตอ้ งไป
อธบิ ายอะไรมากถา้ หากว่าจะเขา้ เน้อื ตนเอง บางครัง้ กจ็ าเป็นต้องหบุ ปากเงียบทาหูทวนลมเหมอื นกัน ควรพูด
สาเนียงให้ชัดเจนเสียงไม่ค่อยเกนิ ไป ไม่ดังเกนิ ไป ด้วยกริ ิยามารยาทเรยี บร้อย หนกั แนน่ ไม่แสดงความรงั เกียจ

25

ทางกาย สายตา วาจา ออกมาถา้ จะต้องปฏิเสธทเี่ ขาเสนอมาควรสนองอะไรกลบั ไปใหเ้ ขาบ้าง ไมใ่ ห้เขาว่า
เราน้ันชา่ งแล้งนา้ ใจ มีแต่ปฏเิ สธท่าเดียวถ้ายงั ไม่กลา้ ปฏิเสธโดยตรงทันที กบ็ อกเขาว่าขอเวลาพจิ ารณาก่อน
แลว้ จะใหค้ าตอบในภายหลัง หรือทาทุกครัง้ ที่บอกไมไ่ ด้นะ ก็แล้วแตป่ ฏิภาณปัญญาของท่านแตอ่ ย่าพูดในสง่ิ ท่ี
ทาใหต้ นเองเดือดรอ้ นในภายหลงั เชน่ พูดแบบมัดตวั เองอยา่ ใหส้ ญั ญากับเขาโดยไม่จาเป็น อย่าไปรบั ประกัน
กบั เขาอยา่ พูดโอ้อวดเก่งเกินตัวเองแลว้ ทาไมไ่ ด้

26

กจิ กรรมการเรยี นรู้

1. ใหผ้ ู้เรียนแตล่ ะคนไปศกึ ษาบทสรปุ การพูดในรปู แบบต่างๆ เชน่ การขอบคุณ กลา่ วอวยพร พดู ใหโ้ อวาท
หรือกลา่ วแสดงความรูส้ ึกตา่ งๆ และนาไปเตรียมตัวฝึกปฏิบัตกิ ารพูดคนละ 1 ตัวอยา่ ง โดยใช้ เวลาคนละ
ประมาณ 3 นาที
2. ใหผ้ ้เู รียนแบ่งกล่มุ ๆ ละ 7 - 8 คน ไปดาเนนิ การจดั ทากิจกรรมสมมตุ กิ ารพดู บทบาทแบบตา่ ง ๆ ทงั้ หมด
7 แบบ คอื 1. การอภปิ ราย 2. การโตว้ าที 3. การเปน็ พธิ กี ร 4. การพูดแนะนา 5. การพูดโทรศพั ท์ 6. การ
ถามและตอบ 7. การพดู โนม้ นา้ วจิตใจ

- ใหก้ าหนดขึ้นเองตามความเหมาะสม
- จดั ให้มีกรรมการเพื่อการประเมินของแต่ละกล่มุ
- จบั ฉลากวา่ กล่มุ ใดจะได้พดู เรอ่ื งใด
- จัดสถานทใี่ หเ้ หมาะสมและเหมือนจรงิ มากทสี่ ุด

27

บทท่ี 3

การใชภ้ าษาไทยในการติดตอ่ สอื่ สาร

ความรทู้ วั่ ไปเก่ียวกับการสื่อสาร
1. ความหมายและความสาคัญของการส่ือสาร
ในปจั จุบนั เรามีวธิ กี ารสอ่ื สารได้หลายทาง เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรสาร วทิ ยตุ ดิ ตามตวั การสง่

จดหมายทางอินเตอรเ์ น็ต (E-mail) ทาใหเ้ ราสามารถติดตอ่ กับบคุ คลหรือกลุม่ บุคคลในรูปแบบต่างๆ ได้
ตลอดเวลา โดยมจี ดุ ประสงค์ท่จี ะเสนอเร่ืองราวตา่ งๆ ได้แก่ ขอ้ มูลขา่ วสาร ข้อเท็จจรงิ ความร้สู ึก ความคิด
ความต้องการ รวมไปถึงความคดิ เห็นในเร่ืองต่างๆใหบ้ คุ คลหรือกลมุ่ บคุ คลรบั รู้ ชวี ติ ประจาวนั ของเราจงึ ต้อง
เกีย่ วข้องกับการสือ่ สารตลอดเวลา ซง่ึ ดไู ด้จากในปี 2538 รฐั บาลไดป้ ระกาศให้เปน็ ปีแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ
ไทยหรอื THAILAND IT YEAR 1995 แสดงใหเ้ หน็ ว่าการสอ่ื สารมคี วามสาคัญมากเพียงใด คาวา่ สารสนเทศ
หมายถงึ เร่ืองราวตา่ งๆ ที่ได้จากการนาขอ้ มลู ประมวลหรือคานวณทางสถติ ิไม่ใชข่ ้อมูลดิบ เม่ือนามารวมกบั คา
วา่ เทคโนโลยี ซึ่งครอบคลุมถงึ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ การสื่อสารโทรคมนาคม รวมท้งั เทคโนโลยอี ื่นๆ ท่ี
เกย่ี วขอ้ งกับการนาข้อมลู ข่าวสารมาใช้ให้เปน็ ประโยชน์ ทาใหก้ ารส่ือสารในปัจจุบันมีได้หลายรปู แบบ และจะ
เพิม่ มากขึน้ อย่างหาท่ีสนิ้ สดุ ไมไ่ ด้

การส่อื สารมปี ระโยชน์อย่างย่ิงทัง้ ต่อบคุ คลและสงั คม บุคคลสามารถรับรู้ความรูส้ ึกนึกคดิ และความ
ต้องการของผ้อู ่นื ก่อใหเ้ กิดความเข้าใจท่ตี รงกัน สังคมทุกระดับจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการส่อื สารทงั้ สิ้น การสอ่ื สาร
กอ่ ให้เกิดสังคมตัง้ แตร่ ะดับกลมุ่ คน ครอบครวั ไปจนถึงตาบล อาเภอ จังหวัด ประเทศ และสังคมโลก หากขาด
การสอื่ สารมนุษย์จะรว่ มกลุ่มกนั เปน็ สังคมไม่ได้ การสอื่ สารเป็นกระบวนการท่ที าให้สังคมเจรญิ ก้าวหนา้ อยา่ ง
ไม่หยุดยัง้ ทาให้มนษุ ยส์ ามารถสืบทอดและพัฒนาวฒั นธรรมของตนเอง รวมทงั้ เรยี นร้แู ละรบั ร้วู ฒั นธรรมของ
สงั คมอื่นเพ่ือนามาปรับปรุงวฒั นธรรมของตน ตลอดจนสามารถถ่ายทอดวฒั นธรรมไปสูค่ นรนุ่ ใหม่ได้อยา่ งไม่
จบสนิ้ ปัจจบุ ันการสอื่ สารดว้ ยเทคโนโลยมี ีมากมาย เช่น โทรสาร (FAX) อินเตอรเ์ นต (INTERNET) ซ่ึงชว่ ยให้
สังคมสอื่ สารไดร้ วดเรว็ ทันใจย่ิงข้นึ อาจพิจารณาแบ่งเปน็ หวั ข้อไดด้ ังนี้

1. ความสาคญั ต่อการดารงชีวติ ของปัจเจกบคุ คล คนจะดารงชีวิตอย่ใู นสงั คมได้จะตอ้ งใชก้ ารพดู จา
สรา้ งมติ รภาพทงั้ ในบ้าน สถานศึกษา ท่ีทางาน และสงั คมภายนอกอื่นๆ เช่น รา้ นค้า โรงพยาบาล งานเล้ยี ง
เป็นตน้ บางครั้งอาจอยู่ในรูปของสัญลกั ษณ์ เช่น สัญญาณไฟเขยี วไฟแดง การส่งดอกไมก้ ็ได้

2. ความสาคญั ตอ่ การติดต่อระหว่างปัจเจกบคุ คลกบั สงั คม บุคคลท่วั ไปที่ตอ้ งการทราบความเปน็ ไป
ของสังคม สามารถค้นหาได้จากหนังสือพมิ พ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรอื อนิ เตอร์เนต สอื่ มวลชนจะเป็นผู้กระจาย
ข้อมูลข่าวสารของสังคมไปสู่ปัจเจกบคุ คลที่อยู่ท่วั ไปให้ได้รบั ข้อมลู ขา่ วสารเดียวกัน

3. ความสาคญั ต่อการพัฒนาสังคมและความเจรญิ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สงั คมจะพัฒนาก้าวไกลได้
อยา่ งทั่วถึงต้องอาศยั การส่ือสารทง้ั ระดับบุคคล เช่น พฒั นากร ผู้ใหญบ่ า้ น กานัน จนกระทงั่ ถงึ สอื่ มวลชน เชน่
หนงั สือพิมพ์ วทิ ยุ โทรทัศน์ อนิ เตอรเ์ นต จากส่อื มวลชนเหล่าน้ี ทาให้สงั คมเจรญิ กา้ วไกลทั้งทางเศรษฐกิจ
วัฒนธรรมสังคมโดยสว่ นรวม

4. ความสาคัญตอ่ ความเป็นมาและเปน็ ไปของประชาชนในสังคม การคน้ คว้าศึกษาและจดบันทึก
ขอ้ มูลทางประวตั ิศาสตร์ ทาให้เกดิ การศกึ ษาคน้ ควา้ ความเป็นมาของสงั คมว่าเจรญิ มาอย่างไร และยังสามารถ
ประมาณการความเปน็ ไปของสงั คมในอนาคตไดด้ ว้ ย การใช้การส่อื สารให้การศกึ ษาก่อแนวคิดและปลูกฝังคน
รุ่นใหมข่ องสงั คม

28

นกั วิชาการในสาขาต่างๆ ได้ใหค้ านิยามของการสื่อสารไวม้ ากมายแตกต่างกนั ออกไป คานิยามที่เขา้ ใจ ง่าย
สามารถนาไปประยุกตใ์ ช้กับเหตกุ ารณ์ต่างๆ ได้ คือ คานยิ ามของ EVERETT M. ROGERS นักนเิ ทศศาสตร์ ที่มี
ช่อื เสยี งไดก้ ล่าวไวว้ ่า “การสื่อสาร คอื กระบวนการทค่ี วามคิดหรือข่าวสารถูกส่งจากแหลง่ สารไปยงั ผรู้ บั สาร
โดยมีเจตนาทจี่ ะเปล่ียนพฤติกรรมบางประการของผู้รับสาร” เม่ือผู้ส่งสาร สง่ สารไปยงั ผูร้ ับสารยอ่ ม ก่อให้เกดิ
ผลบางประการทีผ่ สู้ ง่ สารปรารถนาในตัวผรู้ บั สาร ซึง่ อาจจะเปล่ียนแปลงความรทู้ ัศนคตหิ รอื เปลีย่ นแปลง
พฤติกรรมของผรู้ บั สารก็ได้ จะเหน็ ได้วา่ วตั ถุประสงค์ที่สาคัญย่ิงของการสื่อสารกค็ ือ การก่อให้เกิด การ
เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ส่วนกรมวิชาการไดใ้ ห้นิยามของการสื่อสารไวว้ า่ “การส่อื สาร คอื การติดตอ่ กับมนุษยด์ ้วยวิธีการ
ต่างๆ อนั ทาให้อกี ฝา่ ยหนึ่งรบั รูค้ วามหมายของอีกฝา่ ยหนึ่งและการตอบสนอง” การส่ือสารมลี กั ษณะเป็น
กระบวนการ ซึง่ หมายความวา่ มีลกั ษณะต่อเนอื่ งตลอดเวลาไมม่ จี ดุ เริ่มต้นและไม่มจี ดุ ส้ินสดุ ไมม่ ีการหยดุ นิ่ง
จะตอ้ งมีบางส่ิงเกิดข้นึ กอ่ นกระบวนการ และมบี างสงิ่ บางอย่างท่ีเกิดหลังกระบวนการตอ่ เนอื่ งกนั ไปอยเู่ สมอ
เป็นการกระทาโต้ตอบกลบั ไปกลบั มาระหวา่ งผสู้ ่งสารและผ้รู บั สารตลอดเวลา ผสู้ ่งสารกลายเป็นผรู้ ับสารและ
ผ้รู บั สารกลายเปน็ ผู้ส่งสารในเวลาเดียวกนั

คาว่า การส่ือสาร (Communication) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตนิ ว่า Communis ซึง่ ตรงกบั
ภาษาอังกฤษว่า Commonness มคี วามหมายว่าความเหมือนกันหรือความรว่ มกนั เพราะฉะนั้นทกุ ครงั้ ที่เรา
ทาการส่อื สาร ย่อมหมายความว่าเรากาลังสรา้ งความรว่ มมือหรอื เหมือนกับคนอ่ืน น่ันคอื พยายามที่จะมสี ่วน
ร่วมรู้ข่าวสารความคดิ เห็นและท่าทีอย่างเดยี วกันนั่นเอง โดยพจนานุกรมภาษาองั กฤษได้อธบิ ายความหมาย
ของคาว่า การสอ่ื สาร ไว้ว่ามลี ักษณะ 2 ประการคือ

1. เปน็ เรอ่ื งเกยี่ วกบั คาพูดตัวหนงั สอื หรอื ข่าวสาร
2. เปน็ การแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ หรอื มติร่วมกนั
การสอื่ สาร เป็นส่ิงจาเปน็ ในการดาเนินชีวติ มนษุ ย์เปน็ สัตว์สงั คมทีต่ ้องอาศัยการแลกเปล่ียนความรู้
ข่าวสารและประสบการณ์ซึ่งกนั และกนั ทั้งน้ี เพ่ือท่ีจะเขา้ ใจจงู ใจหรือความสัมพันธ์ต่อเพือ่ นมนุษยด์ ้วยกนั ซง่ึ
ตอ้ งอาศยั การส่ือสาร ดังที่ E.EMERY,P.M. ASULY AND W.K. AGEE ได้กลา่ วไวว้ ่า “มนษุ ย์เรายงั มีความ
ตอ้ งการขั้นพ้ืนฐานอีกอยา่ งหนึง่ นอกเหนือไปจากความต้องการทางรา่ งกายในเรือ่ งอาหารและที่อยอู่ าศยั ก็คือ
ความตอ้ งการทีจ่ ะสอ่ื สารกบั เพื่อนมนษุ ย์ด้วยกัน ความจาเป็นในด้านการสื่อสารเปน็ ความจาเป็นพน้ื ฐานทาง
อารยธรรมยคุ ปจั จบุ นั ของมนุษยเ์ ป็นสิง่ จาเปน็ ที่จะต้องมีเพ่ือให้ชวี ติ อยู่รอด”
การสื่อสาร เป็นกระบวนการตดิ ตอ่ ระหว่างมนษุ ย์กบั มนุษยเ์ ทา่ นั้น หากเป็นการตดิ ต่อระหว่างมนษุ ย์
กับสตั ว์ เช่น คนพูดคุยกับนกแกว้ นกขุนทอง หรือสนุ ขั กระดิกหางใหผ้ ทู้ ใ่ี ห้อาหารมัน สถานการณด์ ังกล่าวนี้ไม่
จดั วา่ เปน็ การสอื่ สาร
การสอ่ื สาร มีลักษณะเปน็ กระบวนการท่ตี อ่ เนื่องตลอดเวลา ไม่มีจดุ เริ่มต้นหรือจุดส้นิ สุด ไมม่ ีการหยุด
น่ิงจะตอ้ งมบี างสง่ิ บางอย่างที่เกิดข้นึ ก่อนกระบวนการ และมีบางสิ่งบางอย่างที่เกิดหลังกระบวนการ
ตอ่ เน่อื งกันไปอยูเ่ สมอ นน่ั คือ การสื่อสารเป็นการกระทาโต้ตอบกลับไปกลบั มาระหว่างผู้ส่งสารและผรู้ บั สาร
ตลอดเวลา ผู้สง่ สารอาจกลายเปน็ ผู้รบั สาร และผรู้ ับสารกลายเป็นผ้สู ง่ สารในเวลาเดียวกนั กไ็ ด้ การสือ่ สารไม่
จาเปน็ ต้องมีสองหรือหลายคน การคิดอยู่ในใจตวั เองกน็ ับว่าเป็นการสื่อสารเชน่ กัน

29

2. วัตถปุ ระสงคข์ องการสื่อสาร
1. เพอ่ื ให้ขา่ วสารและความรู้ (Inform) เชน่ การเรียนการสอน การเสนอข่าวในหนังสอื พิมพ์
2. เพื่อชักจูงใจ (Persuade) เพื่อแลกเปลย่ี นทัศนคติและพฤติกรรมของผรู้ ับสารให้คล้อยตามเรื่องท่ี
เราต้องการจะสื่อสาร เชน่ การโฆษณาเพ่อื จงู ใจให้ลกู ค้าซ้ือสินคา้
3. เพอื่ ความบันเทงิ (Entertain) เช่น การจัดรายการเพลงหรือเกมต่างๆ ทง้ั ทางวทิ ยุและโทรทัศน์
ในการสอ่ื สารท่ีดีควรรวบรวมวัตถุประสงค์เหล่านเ้ี ข้าด้วยกัน เพราะในกจิ กรรมการสอื่ สารแต่ละอย่าง
นัน้ มกั จะมหี ลายวัตถปุ ระสงค์แฝงอยู่ เชน่ การเรยี นการสอนโดยแทรกอารมณ์ขนั เปน็ ต้น
3. องค์ประกอบของการสื่อสาร
การส่อื สาร เป็นกระบวนการท่เี กิดข้นึ และดาเนนิ ไปในสังคม โดยอาศัยองคป์ ระกอบท่สี าคญั
7 ประการคือ
1. ผสู้ ง่ สาร (Transmitter,Source,Sender,Originator) หมายถงึ แหล่งกาเนิดของสารหรอื ผู้ที่
เลอื กสรรขา่ วสารทีเ่ กยี่ วกับความคดิ หรือเหตุการณต์ ่างๆ ทเ่ี กดิ ข้นึ แลว้ ส่งต่อไปยังผู้รับสารอาจเป็นคนเดียว
คณะหรือสถาบันกไ็ ด้ David K Berlo ไดเ้ สนอแนวความคิดไวว้ ่า การส่ือสารจะบรรลุผลถา้ หากวา่ ผสู้ ่งสารและ
ผู้รบั สารมี ทักษะในการส่อื สาร (Communication Skills) ทัศนคติ (Attitude) และระดบั ความรู้ (Level of
Knowledge) ในระดบั เดียวกนั หรือใกลเ้ คียงกนั และอยใู่ นระบบสังคม (Social System) และวัฒนธรรม
(Culture) เดยี วกนั
2. สาร(Message) หมายถึงสาระหรอื เร่ืองราวท่ผี สู้ ่งสารสง่ ไปยงั ผรู้ ับสารซึ่งอาจจะเป็นความคดิ หรือ
เรอ่ื งราวทัง้ วจั นะภาษาและอวจั นะภาษาองค์ประกอบของสารมี 3 ประการคือสัญลักษณ์ของสาร (Message
Code) เนือ้ หาของสาร (Message Content) การเลอื กหรือจัดลาดับข่าวสาร(Message Treatment) คาว่า
“สาร” ในความหมายทใ่ี ช้โดยทัว่ ไปมักหมายถึงเนอื้ หาสาระของสารมากกวา่ ซึ่งก็คือขอ้ ความที่ ผูส้ ง่ สาร
เลือกใช้เพอ่ื สื่อความหมายตามท่ตี อ้ งการ ท้ังน้ี อาจจะรวมถึงข้อเสนอบทสรปุ และความคิดเห็นต่างๆ ท่ี ผ้สู ง่
สารแสดงออกมาในขา่ วสารนั้นๆ
3. ผู้รับสารหรือผู้ฟัง (Receiver or Audience,Destination) หมายถึงผ้ทู ี่ได้รับขา่ วสารจากผู้สง่ สาร
แลว้ ถอดรหัสข่าวสารน้ันออกเป็นความหมาย ซึง่ เป็นจดุ หมายปลายทางและเป้าหมายของการสื่อสาร ผูร้ ับสาร
อาจจะเปน็ บุคคลคนเดียวกลุ่มคนหรือหลายคนก็ได้ ซึ่งแบ่งผู้รับสารได้เป็น 2 ประเภท คอื ผู้รบั สารตามเจตนา
ของผสู้ ง่ สาร (Intened Receiver) และผูร้ บั สารทีม่ ใิ ชเ่ ป้าหมายในการส่ือสารของผสู้ ง่ สาร (Unintened
Receiver)
4. สอ่ื หรอื ชอ่ งทางการส่ือสาร (Channel, Media) หมายถึง ช่องทางทสี่ ารจากผสู้ ง่ สารผ่านออกไป
ยงั ผรู้ ับสาร ส่ิงใช้สอ่ื สารเป็นสญั ลักษณ์แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภทคือ
4.1 ท่าทาง (Gestures) การใช้ท่าทางในการแสดงออกนัน้ จะตอ้ งเปน็ สากลและเป็นท่ยี อมรบั มาก
ท่ีสดุ หรือสามารถทาใหผ้ ู้อ่นื เข้าใจได้
4.2 ภาษาพูด (Language Spoken) มนุษยท์ ุกชนชาติตา่ งมภี าษาพูดเปน็ ของตนเองมาแต่โบราณกาล
ภาษาพดู มีข้อจากดั อยู่ 2 ประการ คอื ระยะทาง (Space) กับเวลา (Time)
4.3 ภาษาเขียน (Language Written) ภาษาเขยี นไม่ไดห้ มายถึงตัวอักษรเทา่ นน้ั แต่รวมไปถึงรปู ภาพ
สเี สน้ ขนาดของตัวอักษรหรือสัญลักษณต์ า่ งๆ ทแ่ี สดงออกด้วยการเขยี น กน็ ับวา่ เปน็ การส่อื สารโดยทางภาษา
เขียนทั้งสนิ้
ดงั นั้น ในการสอื่ สารผู้สง่ สารจะต้องเลือกส่ือใหเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะของผู้รบั สารและวตั ถปุ ระสงค์ใน
การส่ือสารด้วย

30

5. เสียงหรอื สงิ่ รบกวน (Noise) หมายถึง ปัญหาเกีย่ วกับเสียงหรือส่ิงรบกวนใดๆ กต็ ามทีแ่ ทรกเข้ามา
ในชอ่ งทางสื่อสาร ซ่งึ ผูส้ ง่ สารไม่ปรารถนาใหส้ อดแทรกเข้ามา ทาให้การสื่อสารดาเนนิ ไปอย่างไมร่ าบรน่ื ไม่
บรรลเุ ป้าหมายหรอื ไมม่ ปี ระสิทธผิ ลเท่าทีค่ วร สง่ิ รบกวนเหลา่ นี้แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภทคือ

5.1 ส่ิงรบกวนภายนอก (Physical Noise) ซง่ึ อยู่เหนือการควบคมุ ของผรู้ บั สาร เช่น เสยี งเครอื่ งจักร
ทางานเสียงเพลงที่ดังเกนิ ไป

5.2 สงิ่ รบกวนภายใน (Phychological Noise) ซึง่ เกดิ ภายในตวั ผูร้ บั สารเองเชน่ หิวข้าวการเหมอ่ ลอย
6. ปฏิกิรยิ าตอบกลับ (Feedback) หมายถึง วธิ ีการท่ีผรู้ บั สารแสดงออกมาใหผ้ สู้ ง่ สารไดท้ ราบผล
ของการสอื่ สารว่าสาเร็จแค่ไหนบรรลุเปา้ หมายและสรา้ งความพอใจให้ผู้รบั สารมากนอ้ ยเพยี งใด เพื่อผู้ส่งสาร
จะได้นามาปรบั ปรุงแกไ้ ขเปล่ียนแปลงหรือคงสภาพวธิ กี ารเนือ้ หาสาระของสารและการเลอื กส่ือ ซง่ึ จะทาให้
การสื่อสารมีประสิทธิผลดยี ง่ิ ขึ้น หรอื พิจารณาว่าควรจะส่ือสารต่อไปหรือไมเ่ พียงใด ปฏิกริ ิยาตอบกลบั นีอ้ าจ
จะแสดงออกทางสหี นา้ การตั้งคาถาม การพูดโตต้ อบหรอื แสดงความคิดเห็นก็ได้ แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท
คอื
6.1 ปฏกิ ิรยิ าตอบกลบั แบบทันทที ันใด (Immediate Feedback) จะเกดิ ขน้ึ ในการสอ่ื สารแบบทผี่ สู้ ่ง
สารหรอื ผูร้ บั สารสามารถเหน็ หน้ากนั ได้ (Face to Face Communication) หรือการตดิ ตอ่ สอื่ สารระหว่าง
บคุ คล (Interpersonal Communication)
6.2 ปฏิกิริยาตอบกลับแบบชา้ ๆ (Delayed Feedback) ซงึ่ เป็นลกั ษณะของการสื่อสารมวลชน
ปฏิกริ ยิ าตอบกลบั มีดว้ ยกัน 2 ลักษณะคอื ปฏิกริ ิยาตอบกลับเชงิ บวก (Positive) และปฏิกริ ยิ าตอบกลับเชงิ ลบ
(Negative) ในการสอื่ สารนั้นปฏกิ ริ ิยาตอบกลบั เชงิ บวกมกั จะก่อให้เกิดผลดี เพราะทาใหผ้ สู้ ่งสารสามารถ
ประเมินผลความสาเรจ็ ของการสื่อสารได้ ส่วนปฏิกริ ิยาตอบกลบั เชงิ ลบจะแจง้ ให้ทราบวา่ การสอ่ื สารน้นั
ผิดพลาดลม้ เหลวหรอื บกพรอ่ งอย่างไร ฉะนั้นปฏกิ ิรยิ าตอบกลับจึงเปน็ กลไกควบคมุ กระบวนการสอ่ื สารดว้ ย
แต่บางครั้งทผี่ ูร้ บั สารไม่แสดงปฏิกิริยาตอบกลับใหผ้ ้สู ง่ สารทราบ เช่น การสื่อสารมวลชนจะทาให้เกดิ ปญั หาใน
การสอื่ สารได้
7. ประสบการณ์ (Frame of Reference/Field of Experience) หมายถึงประสบการณ์ของผสู้ ง่ สาร
หรือผรู้ บั สาร รวมท้ังความร้แู ละความรูส้ กึ นึกคดิ อารมณ์และทศั นคติ ซึง่ ทาใหค้ วามเข้าใจสารของผู้รบั สาร
เหมือนหรอื คล้ายคลึงกับผสู้ ่งสาร ทาให้ผ้รู ับสารเขา้ ใจสารได้ตามวัตถุประสงค์ของผสู้ ง่ สาร โดยการใช้
ประสบการณ์ท่มี ีอยตู่ คี วามหมายของสญั ลกั ษณห์ รอื สารที่รับหรือส่งมา Wilbur Schramm กล่าวว่ามนุษยเ์ รา
จะรบั รแู้ ละเข้าใจความหมายของส่ิงตา่ งๆ ได้ไมห่ มด เราจะรบั สารไดแ้ ต่เพยี งเฉพาะสิ่งทเี่ รามปี ระสบการณ์
รว่ มกับผูส้ ่งสารเทา่ นัน้ ในทานองเดยี วกันผูส้ ง่ สารกม็ ีความสามารถจากัดทจี่ ะส่งสารไดภ้ ายในขอบเขตของ
ประสบการณ์ของตนเองเทา่ นั้น ดังนน้ั การส่อื สารจะสาเร็จหรือไม่มากน้อยเพียงใดก็ข้ึนอย่กู ับวา่ ผสู้ ่งสารและ
ผู้รับสารมีประสบการณ์รว่ มกันหรือไม่นั่นเอง

31

4. รปู แบบของการสื่อสาร
1. แบง่ ตามลักษณะกระบวนการสอ่ื สารได้ 2 ประเภทคือ
1.1 การสือ่ สารทางเดยี ว (One-way Communication Process) มีลักษณะเป็นการถ่ายทอดสาร
จากผ้สู ง่ สารโดยไม่เห็นการตอบสนองในทนั ทีทันใด จึงดูเหมอื นวา่ ผสู้ ง่ สารสง่ ขอ้ มลู เพยี งผู้เดียวโดยไม่พจิ ารณา
ปฏกิ ริ ยิ าโตต้ อบของผู้รบั สาร ความจริงแล้วการวิเคราะห์ผรู้ ับสารยังจาเปน็ แต่เป็นลกั ษณะของการประมาณ
การสมุ่ ข้อมลู หรอื ศึกษาผรู้ ับสารในสภาพกวา้ งๆ ได้แก่ การร้องเพลง การโฆษณาทางวิทยุหรอื โทรทศั น์ เปน็ ตน้
S = Sender ผูส้ ่งสาร S M C R
M = Message สาร
C = Channel ส่ือหรอื ช่องทางในการสือ่ สาร
R = Receiver ผู้รบั สาร
1.2 การสือ่ สารแบบสองทาง (Two-way Communication Process) เมอื่ ผู้สง่ สารตอ้ งการทราบว่า
สารทีส่ ง่ ไปได้ผลสมประสงคห์ รือไม่ หรือผู้รบั สารอาจจะแสดงปฏิกิรยิ าหรือพฤติกรรมต่อสารท่ไี ดร้ บั แล้วแสดง
การโตต้ อบกลับมาเปน็ กระบวนการท่เี คลื่อนไหวต่อเนือ่ ง ไดแ้ ก่ การส่อื สารระหว่างบุคคลหรอื ในกลมุ่ การเรยี น
ในห้องเรียน เปน็ ต้น
SMCR
RCMS
Feed Back
2. แบ่งตามจานวนของผทู้ าการสอ่ื สารได้ 6 ประเภทคือ
2.1 การสอื่ สารภายในตวั เอง (Intrapersonal Communication) คอื ผูส้ ือ่ สารเป็นทั้งผสู้ ่งสารและ
ผรู้ บั สารภายในบุคคลเดยี วกัน โดยใช้สญั ลักษณท์ ต่ี นใชใ้ นการสอ่ื สารกับผู้อน่ื มาสื่อสารกบั ตนเอง ได้แก่ การ
จินตนาการการลาดบั ความคิดการอา่ นจดหมาย เปน็ ตน้
2.2 การสือ่ สารระหว่างบุคคล (Intrapersonal Person to Person /Communication) คอื การ
ส่อื สารระหวา่ งบุคคลตงั้ แต่ 2 คนข้ึนไป เช่น การสนทนาสามารถขยายไปเป็นการส่ือสารของคนในกลุ่มเลก็ ๆ
ประมาณ 3-15 คน (Small Group Communication) ก็ได้ เชน่ การประชุมกล่มุ เป็นต้น
2.3 การส่ือสารในกลุ่มคนมากๆ (Large Group Communication) มกั เป็นการสอื่ สารแบบทางเดยี ว
คือผสู้ ง่ สารส่งข้อมูลไปยังผู้รับสารจานวนมาก เชน่ การอภิปรายการหาเสียงเลือกตัง้ เป็นต้น
2.4 การสื่อสารในองค์การ (Organizational Communication) ปญั หาตา่ งๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในองค์การมัก
มาจากการส่ือสารในองค์การทง้ั ส้ิน
2.5 การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) เปน็ การสอื่ สารทางเดยี วจากกลุ่มผู้สง่ สารไปยงั
ผู้รบั สารทีเ่ ป็นบคุ คลจานวนมากในทตี่ า่ งๆกนั ได้แก่ วิทยโุ ทรทศั น์สิ่งพิมพต์ ่างๆ เปน็ ต้น
2.6 การสอ่ื สารระหวา่ งชาติ (International Communication) ในปัจจุบนั เทคโนโลยกี ารส่อื สารมี
ประสทิ ธภิ าพสูงขึ้น ทาให้การสอ่ื สารระหว่างประเทศเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว จนทาใหข้ ้อมลู จากซีกโลกหนงึ่ ส่ง
มาให้อีกซีกโลกหนึง่ ได้อย่างรวดเร็ว เชน่ โทรศพั ท์ระหวา่ งประเทศอนิ เตอร์เน็ต เปน็ ต้น
3. แบ่งตามลกั ษณะการเห็นหน้าของผู้สง่ สารกับผู้รับสารได้ 2 ประเภทคือ
3.1 การสง่ สารแบบที่ผสู้ ง่ สารและผรู้ บั สารสามารถเหน็ หนา้ กันได้ (Face to Face Communication)
เช่น การสนทนา เปน็ ตน้
3.2 การสอื่ สารแบบไมเ่ ห็นหน้ากนั (Interposed Communication) เชน่ โทรศพั ท์ จดหมาย
ส่อื สารมวลชนทาใหโ้ อกาสทจ่ี ะไดร้ ับปฏกิ ริ ิยาตอบโต้กลับแบบทนั ทลี ดน้อยลง

32

4. แบ่งโดยคานงึ ถงึ ภาษาท่ใี ช้ได้ 2 ประเภทคอื
4.1 การสื่อสารโดยใช้คาหรือตวั อกั ษร (Verbal /Language Communication) ซง่ึ เป็นสงิ่ ทค่ี วบคมุ
หรอื ดัดแปลงได้เช่นการพูดการเขยี นเปน็ ต้น
4.2 การสอ่ื สารที่ไมใ่ ช้คาหรือตัวอกั ษร (Nonverbal Communication) ซ่งึ เป็นส่ิงที่ควบคุมค่อนข้าง
ยากเช่นการเคลื่อนไหวรา่ งกายเวลาระยะหา่ งระหว่างผสู้ ง่ สารกับผรู้ ับสารวตั ถทุ ี่ใชส้ อ่ื สารนา้ เสยี งเปน็ ตน้
5. แบง่ โดยวัฒนธรรม (Cross-cultural Communication / Intercultural Communication) คือ
การสอื่ สารระหวา่ งคนทีม่ ีวฒั นธรรมแตกตา่ งกันเชน่ การติดต่อสือ่ สารระหวา่ งคนไทยในเมืองและในชนบท

5. กระบวนการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) หมายถงึ การสง่ สารจากแหล่งหนึง่ ไปยงั อกี แหล่ง
หนึง่ ซ่งึ ต้องอาศยั องค์ประกอบการส่อื สารข้นั ต้นวิธีที่ใช้มากทีส่ ุด คือ การพดู การฟงั และการใชก้ ริ ยิ าท่าทาง
รปู แบบของกระบวนการส่ือสาร ต้นตอผู้แปลสาร ช่องทางผแู้ ปลสาร จุดหมาย (ความคิด) (ผสู้ ่งสาร) (สื่อ)
(ผรู้ บั สาร) ปลายทางปฏกิ ริ ิยาโตต้ อบ (Feed Back) เกี่ยวกับกระบวนการน้เี รามกั มุง่ สงั เกตปฏิกริ ิยาโต้ตอบเปน็
สาคญั กริ ยิ าโต้ตอบแบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะดังนค้ี ือ
1. ปฏกิ ริ ยิ าโต้ตอบในทางบวก (Positive) รับแล้วพอใจกระตือรือร้นที่จะส่งสารออกไป
2. ปฏิกิรยิ าโต้ตอบในทางลบ (Negative) จะมีผลเกดิ ข้นึ ใน 2 ลักษณะคือ
2.1 ปฏิกริ ิยาตอ่ ตา้ นและจะทาต่อไป
2.2 ปฏิกริ ิยาที่จะหยุดการสง่ สารทนั ที
การส่งสารทดี่ ตี ้องอาศัยคุณสมบัติของผสู้ ง่ สารผู้รบั สารและสภาพแวดลอ้ มการสือ่ สารมี 5 รปู แบบคือ
1. การพูด ผูพ้ ูดต้องพดู ใหผ้ ู้ฟังเข้าใจไมพ่ ูดสับสน หรอื ก่อให้เกดิ ความราคาญ หรือโกรธเคือง
2. การฟงั ผ้ฟู งั ต้องฟังอย่างตัง้ ใจไม่ทาส่งิ รบกวน ผพู้ ูดต้องพยายามเข้าใจความหมายและความรู้สกึ
ของผู้พดู อย่าบดิ เบอื นความเข้าใจต่อสารที่ไดร้ บั
3. การเขียน ผู้เขียนต้องเขียนให้แจม่ ชัด อักษรชดั เจน ขนาดอ่านได้สะดวก ควรใชค้ าที่แสดงความ
ต้องการหรอื ความรู้สึกให้ผู้อ่านเข้าใจ
4. การอ่าน ผู้อ่านต้องพยายามอ่านใหเ้ ข้าใจผูเ้ ขียน โดยไมบ่ ดิ เบือนเจตนาของผ้เู ขียน และอ่านด้วย
ความสุจรติ ใจ
5. การใช้กริยา ผู้สง่ สารและผู้รบั สารอาจจะใชท้ ่าทางประกอบการส่ือสารระหว่างกันและกนั เพือ่ ทา
ให้การสอื่ สารมีความชดั เจนยิ่งขน้ึ
การพดู การฟัง การอ่าน การเขยี น ใช้วัจนะภาษาเป็นองค์ประกอบ
การใชก้ รยิ า ใช้อวัจนะภาษาเป็นองคป์ ระกอบ
6. ข้ันตอนในการสื่อสาร (Stages in Communication) เรยี งตามลาดับดังนี้
1. ระยะแรก ความต้องการการสอื่ สาร คอื ส่งิ ท่เี กดิ ขึน้ ทาให้บุคคลต้องการสื่อสารหรอื ทาการสอื่ สาร
ซงึ่ อาจจะเปน็ สง่ิ เร้าภายนอก เช่น จดหมายขอ้ สังเกตจากการสงั เกตเห็นผอู้ ืน่ เกิดความคิดขึ้นระยะนีจ้ ะเกดิ
จุดมงุ่ หมายของการสือ่ สารและผู้ฟงั ดว้ ย
2. ระยะที่สอง สารถูกสรา้ งข้นึ ระยะน้คี วามคดิ หรอื การวจิ ัยค้นคว้าจะเกดิ ขน้ึ ก่อนแล้วตามดว้ ยการ
ตดั สินใจเกย่ี วกบั เน้ือหาของสาร
3. ระยะที่สาม การตัดสนิ ใจที่จะใชช้ ่องทางสือ่ และรูปแบบของการสอ่ื สารเกดิ ขนึ้
4. ระยะทีส่ ี่ สารถูกส่งออกไป

33

5. ระยะทห่ี า้ ผู้ฟังได้รบั สารและเข้าใจจุดมงุ่ หมายของการสื่อสาร ซึง่ เปน็ ที่เข้าใจได้ว่าการสอ่ื สาร
สาเรจ็ ตามวตั ถุประสงค์วงจรเชน่ น้ีจะเรมิ่ ขน้ึ อกี ถ้าผ้ฟู ังมีการส่อื สารกลบั

ส่ิงสกดั กนั้ ของการส่อื สาร (Barrier) หมายถึง ส่งิ ท่มี าทาใหก้ ารสือ่ สารหยดุ ชะงักระหว่างการสอื่ สาร
(Communication Breakdown) ทาใหก้ ารส่อื สารไม่สาเร็จหรือไมบ่ รรลุเป้าหมายตามท่ีตอ้ งการ ซง่ึ อาจจะมา
จากสาเหตุตา่ งๆกันดังนี้

1. สิง่ สกัดก้นั การสอ่ื สารที่เกิดจากตัวผู้ส่งสารเอง เชน่ ผู้สง่ สารมีความรมู้ ากแต่ไมส่ ามารถถ่ายทอดให้
ผอู้ ื่นเข้าใจได้

2. สิ่งสกัดกั้นการสื่อสารที่เกดิ จากตัวสาร เช่น ข้อความในสารไม่ชดั เจน
3. ส่ิงสกัดกั้นการสื่อสารที่เกดิ จากตัวสือ่ หรือชอ่ งทาง เช่น ผู้รับสารนั่งไกลเกินกวา่ จะไดร้ บั สารได้ถนัด
4. สิ่งสกดั กัน้ การส่ือสารท่ีเกิดจากตวั ผ้รู บั สาร เชน่ ผ้รู บั สารมที ศั นคติความรู้และอยู่ในระบบ
วฒั นธรรม สังคมท่ีแตกต่างจากผสู้ ง่ สาร
5. สิ่งสกัดกั้นการสื่อสารทีเ่ กดิ จากสิ่งรบกวน เชน่ ผรู้ บั สารงว่ งนอนหรือหลับใน
6. ส่งิ สกดั กัน้ การส่ือสารทีเ่ กิดจากประสบการณ์ เช่น ความแตกต่างระหวา่ งผู้สง่ สารและผรู้ บั สารใน
เร่ืองวัย ประสบการณ์ ทัศนคติ ระบบสงั คม และวัฒนธรรมหรอื ภูมหิ ลงั จงึ ทาให้ไมเ่ ข้าใจซึง่ กันและกนั

7. การเลือกใชส้ ่ือในการสื่อสาร (Media of Communication)
1. การส่ือสารด้วยการเขยี น รปู แบบของการเขียนทใี่ ชท้ างธุรกิจมหี ลายแบบ เช่น ขอ้ ความสนั้ ๆ

บนั ทึกข้อความ คาแถลงการณ์ ประกาศ จดหมาย รายงาน แบบสอบถาม แบบฟอร์ม หนงั สือ วารสาร โฆษณา
ฯลฯ การส่อื สารดว้ ยการเขียนมีขอ้ ดีและขอ้ เสียดังน้ี

ข้อดี ขอ้ เสีย

1. เป็นสื่อทม่ี คี วามคงทนถาวร 1. ราคาแพงมีค่าใช้จา่ ยสูงเช่นเลขานกุ ารเครื่อง
2. ชว่ ยหลีกเลี่ยงการพบปะเป็นการสว่ นตัว พิมพ์ดดี ค่าไปรษณยี ากรเป็นต้น
3. เหมาะกับขอ้ ความที่ยาวและยากซึ่งต้องการศึกษา 2. เสยี เวลาในการผลิต
อยา่ งละเอียด 3. มีความล่าชา้ เพราะการขนส่ง
4. เป็นสอ่ื ทมี่ ลี ักษณะเป็นทางการมากกว่าสื่อดว้ ยวธิ ี 4. เสยี เวลาในการเลอื กใชภ้ าษาเพ่ือไมใ่ หผ้ ิดพลาด ใน
อนื่ ๆ ใช้เป็นหลกั ฐานได้ การสือ่ สาร
5. สะดวกในการตดิ ต่อกบั คนเป็นจานวนมาก 5. ความคงทนถาวรทาให้ยากตอ่ การแก้ไขเม่ือทา
ผิดพลาดไป

2. การสอ่ื สารด้วยวาจา ไดแ้ ก่ การพดู โทรศัพท์ การพูดในทป่ี ระชมุ การใหส้ มั ภาษณ์ และการพดู ใน
ทุกๆ ท่ี การสื่อสารด้วยวาจามี 2 ลกั ษณะ คือ การพดู แบบเผชิญหนา้ กันและการพดู แบบไม่เผชิญหนา้ กัน การ
สอ่ื สารดว้ ยวาจามีขอ้ ดีและข้อเสยี ดังนี้

34

ข้อดี ข้อเสยี

1. สะดวกรวดเร็ว เช่น การใชโ้ ทรศพั ท์ 1. ผูพ้ ดู ตอ้ งพูดจาให้ถกู ต้องชัดเจน

2. ประหยดั เงนิ การใช้โทรศัพทใ์ นท้องถิ่นเดียวกนั 2. ส่วนใหญ่ไม่มกี ารบันทกึ เป็นลายลักษณ์อกั ษร จงึ

ย่อมถูกกวา่ การเขยี นจดหมาย ถูกบดิ เบือนได้งา่ ยเมื่อมีการส่งข้อความต่อๆ กนั ไป

3. เน้นความสาคญั ของข้อความได้ โดยการเน้นคาพูด 3. คนส่วนมากมกั จาส่ิงทไี่ ดย้ ินเพยี งคร้ังเดียวไม่ค่อย

ความดงั ของเสยี งจงั หวะในการพูดและน้าเสียง ชว่ ย ได้

เน้นให้เห็นความสาคญั ของสิง่ ทีพ่ ดู ได้ 4.การสื่อสารด้วยวาจาเป็นวิธที ีไ่ ม่ไดผ้ ลมากที่สดุ ใน

4. การสอื่ สารด้วยวาจาเป็นวิธีทไี่ ม่เปน็ ทางการทส่ี ุด กรณีทผี่ ู้พูดตอ้ งการความแน่ใจว่าตนไดส้ อ่ื สารกับ คน

ในบรรดาวิธีการส่ือสารตา่ งๆ ทีใ่ ช้ เช่น การพดู คุย กล่มุ ใหญก่ ลุ่มหนงึ่ เป็นพิเศษ

เลน่ ระหว่างทาง 5. คนส่วนใหญไ่ ม่ระมดั ระวังมากเม่ือส่อื สารด้วยวาจา

5. คนส่วนมายอมรบั การพดู ซ้าๆ ได้มากกวา่ การเขียน

ซา้ ๆ ทาใหก้ ารสื่อสารด้วยวาจาดงู ่ายกวา่ เพราะไม่

ต้องคอยระมดั ระวงั มาก

ในการส่ือสารด้วยวาจาแบบเผชิญหน้ากัน นอกจากคาพดู แล้วปฏิกิรยิ าและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็
มสี ่วนเกี่ยวขอ้ งในการสอื่ สารดว้ ย การแสดงออกของสีหนา้ การสบตาการใชม้ ือท่าทางระยะห่างระหว่างคู่
สนทนา ตลอดจนการสัมผสั กันสง่ิ เหล่านี้ คือ การสื่อสารแบบอวัจนภาษา (Non-Verbal Communication)

3. การสอื่ สารดว้ ยรูปหรอื ภาพต่างๆ เช่น ภาพลายเสน้ ป้ายประกาศ ภาพถ่าย เปน็ ตน้ รวมถึง

อปุ กรณโ์ สตทัศนศึกษาที่ใช้ในการฝกึ และสอนทงั้ หมด เชน่ โทรทศั น์วงจรปดิ แผน่ โปร่งใส ภาพยนตร์ ซึ่งมีข้อดี

และข้อเสียดงั น้ี

ขอ้ ดี ข้อเสยี

1. สามารถดึงดดู ความสนใจไดด้ ี 1. ใชไ้ ดก้ ับเฉพาะวิชาทเ่ี ป็นรูปธรรม

2. ทาให้สะดุดตาเชน่ ป้ายโฆษณา 2. แบบเรยี บๆ ไมต่ กแตง่ มากจะดงึ ดดู ความสนใจได้

3. ใชเ้ ปน็ ท่ีเขา้ ใจไดต้ รงกัน เช่น ป้ายจราจร มากกว่าขอ้ ความที่ยากๆ แต่อาจตอ้ งใช้รปู ภาพเป็น

ชดุ ตอ่ ๆ กันในการสอ่ื สาร

35

กจิ กรรมการเรียนรู้

คาสงั่ : จงตอบคาถามต่อไปน้ี
1. การสื่อสาร หมายถึง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. วตั ถปุ ระสงคข์ องการสื่อสารมกี ่ีข้อ อะไรบ้างจงอธิบาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. องค์ประกอบของการส่ือสารมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. รูปแบบของการสอ่ื สารมีกี่แบบ พร้อมทงั้ อธบิ ายประกอบมาพอเข้าใจ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

36

5. ส่ิงสกดั กนั้ ของการสื่อสาร (Barrier) หมายถึงอะไร พร้อมท้งั บอกสาเหตขุ องการส่งสารไม่สาเร็จ
มา 5 ขอ้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. การสอ่ื สารจะเกิดขั้นตอนต้องมีข้นั ตอน อะไรบา้ งจงอธิบาย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. การส่ือสารมกี ีว่ ิธี พร้อมบอกข้อดีข้อเสยี ของวิธกี ารสอ่ื สารในรูปแบบต่างๆ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……....……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

37

วธิ ีการและเคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการสือ่ สาร
วิธกี ารการสอื่ สาร แบ่งออกได้ 3 วิธี คอื

1.1 การส่อื สารด้วยวาจา หรือ"วจนภาษา" (Oral Communication) เชน่ การพดู การร้องเพลง
เป็นต้น

1.2 การสื่อสารทีม่ ิใช่วาจา หรือ"อวจนภาษา" (Nonverbal Communication) และการสื่อสาร ด้วย
ภาษาเขียน (Written Communication) เช่นการสื่อสารดว้ ยทา่ ทาง ภาษามือและตัวหนงั สือ เป็นตน้

1.3 การสอ่ื สารด้วยการใช้จักษสุ ัมผัสหรือการเห็น (Visual Communication) เช่น การส่อื สารด้วย
ภาพ โปสเตอร์ สไลด์ เป็นต้น (Eyre 1979:31) หรอื โดยการใช้สัญลกั ษณ์และเครื่องหมายตา่ งๆ เช่น ลูกศรชี้
ทางเดนิ เป็นต้น

การส่ือสารโดยทว่ั ไปสามารถทาได้หลายวธิ ี ซึ่งแตล่ ะวธิ ีกข็ ้ึนอยู่กับความสะดวก ความเหมาะสม หรอื
ความพอใจของผู้ติดต่อ ซง่ึ อาจส่อื สารไดด้ ้วยวิธกี ารต่าง ๆ ดังนี้

1. การสอ่ื สารโดยการสนทนา
2. การสือ่ สารทางจดหมาย
3. การสื่อสารโดยการฟังวิทยุ
4. การสือ่ สารดว้ ยการชมโทรทัศน์
นอกจากการส่ือสารทัง้ 4 วิธดี ังกลา่ วแล้ว ยงั มีวธิ กี ารส่อื สารอ่ืนๆ อกี มากมาย เช่น การโทรศัพท์ การ
โทรสาร เป็นตน้

รูปแบบของการสื่อสาร
รูปแบบของการสอื่ สาร แบ่งไดเ้ ป็น 2 รปู แบบ คอื
1. การส่อื สารทางเดียว (One - Way Communication) เป็นการสง่ ขา่ วสารหรือการสื่อความหมาย
ไปยงั ผรู้ ับแตเ่ พยี งฝ่ายเดียว โดยท่ผี ู้รบั ไม่สามารถมีการตอบสนองในทนั ที (immediate response) ให้ผู้สง่
ทราบได้ แต่อาจจะมีปฏิกริ ยิ าสนองกลับ (feedback) ไปยงั ผสู้ ง่ ภายหลงั ได้ การสือ่ สารในรปู แบบนี้จึงเป็นการ
ทีผ่ รู้ บั ไมส่ ามารถมปี ฏิสมั พันธ์ต่อกันได้ทันที จงึ มกั เป็นการส่ือสารโดยอาศัยส่ือมวลชน เช่น การฟังวิทยุ หรือ
การชมโทรทศั นเ์ หลา่ นีเ้ ป็นตน้
2. การสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) เป็นการส่ือสารหรือการส่อื ความหมายท่ี ผรู้ บั
มีโอกาสตอบสนองมายงั ผสู้ ่งได้ในทนั ที โดยทีผ่ ูส้ ง่ และผ้รู ับอาจจะอยตู่ ่อหน้ากันหรืออาจอยู่คนละสถานท่ีก็ ได้
แต่ท้งั สองฝ่ายจะสามารถมีการเจรจาหรอื การโต้ตอบกันไปมา โดยท่ตี า่ งฝ่ายต่างผลดั กันทาหน้าทีเ่ ป็นทั้ง ผ้สู ่ง
และผรู้ บั ในเวลาเดยี วกัน เชน่ การพดู โทรศัพท์ การประชมุ เปน็ ตน้

ประเภทของการสอื่ สาร แบ่งไดเ้ ปน็ 4 ประเภท ดังน้ี
3.1 การสอื่ สารในตนเอง (Intapersonal or Self-Communication) เป็นการส่อื สารภายใน
ตัวเอง หมายถงึ บุคคลผู้นัน้ เป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับในขณะเดียวกนั เช่น การเขยี นและอ่านหนังสือ เป็นตน้
3.2 การสอ่ื สารระหว่างบคุ คล (Interpersonal Communication) เปน็ การสื่อสารระหวา่ งคน 2
คน เช่น การสนทนาหรือการโตต้ อบจดหมายระหว่างกนั เป็นต้น
3.3 การสื่อสารแบบกลุ่มชน (Group Communication) เปน็ การส่ือสารระหว่างบุคคลกบั กลุม่
ชน ซึ่งประกอบด้วยคนจานวนมาก เช่น การสอนในห้องเรียนระหวา่ งครูเพียงคนเดยี วกับนักเรียนทงั้ ห้อง หรอื
ระหว่างกลุม่ ชนกับบุคคล เช่น กลมุ่ ชนมาร่วมกันฟงั คาปราศรัยหาเสียงของผสู้ มัครรบั เลือกตงั้ เป็นต้น

38

3.4 การส่ือสารมวลชน (Mass Communication) เป็นการสือ่ สารโดยการอาศัยสอ่ื มวลชน
ประเภทวิทยโุ ทรทศั น์ ภาพยนตร์ และส่อื สง่ิ พมิ พ์ต่างๆ เช่น นติ ยสาร หนังสอื พิมพ์ แผน่ พับ แผน่ โปสเตอร์
ฯลฯ เพอ่ื การติดต่อไปยงั ผู้รบั สารจานวนมาก ซึง่ เป็นมวลชนใหไ้ ด้รบั ข้อมูลขา่ วสารเดยี วกันในเวลาพรอ้ มๆ
หรือ ไล่เลยี่ กนั

ภาษาท่ีใชเ้ พ่ือการส่อื สาร
ภาษาทีใ่ ชเ้ พ่ือการส่ือสาร แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1. ภาษาถ้อยคาหรือวัจนภาษา เปน็ ภาษาที่ส่ือความหมายโดยตรง ไดแ้ ก่ คาพดู หรอื ตวั หนังสือ

สัญลักษณ์ทีเ่ ขียนแทนคาพูด
2. ภาษาท่ไี ม่ใชถ่ ้อยคาหรืออวัจนภาษา เปน็ ภาษาที่ไม่ได้สอ่ื ความหมายโดยตรง แต่ชว่ ยใหภ้ าษา

ถ้อยคาชดั เจนยิง่ ขน้ึ มนุษย์ใชภ้ าษาทไี่ ม่ใช่ถ้อยคาท่ีสาคัญๆ ได้แก่ การแสดงออกทางสีหนา้ ท่าทางการ
เคลือ่ นไหว การใช้สายตา การใชน้ า้ เสียง การใช้มือ การแต่งกาย หรอื การใช้วัตถุอ่ืนๆ ประกอบในการสอื่ สาร
การสือ่ สารดว้ ยวิธีน้บี างครัง้ สะดวกรวดเร็วกวา่ ใช้ภาษาถ้อยคา สมัยโบราณการติดต่อสือ่ สารนิยมใช้วาจา เสยี ง
หรือสญั ลักษณ์ในการติดต่อ เชน่ ควนั ไฟ เครอื่ งหมายตา่ งๆ ตอ่ มาเม่ือมนษุ ยเ์ จริญข้นึ การติดต่อกันจึงขยาย
กวา้ งออกไป มีการปรบั ปรุงวิธีการติดตอ่ ส่ือสารใหเ้ กิดความสะดวกรวดเรว็ และชดั เจนข้ึน ปัจจุบนั ความหมาย
ของการส่อื สารจึงครอบคลมุ ไปถึงการแสดง การจัดนิทรรศการ ละคร ดนตรี ภาพยนตร์ ภาพนงิ่ การเขียน
หนังสอื ทกุ ประเภท การกระจายเสียงทางวทิ ยุ โทรทศั น์ วดี ิทศั น์ เปน็ ต้น

ทกั ษะท่สี าคญั ของการส่ือสาร

ทกั ษะทางภาษาท่ีใชเ้ พ่อื การส่ือสารปัจจุบันมี 4 ประการ คือ ทักษะการฟงั พดู อา่ น และเขยี น ถ้า

ขาดทกั ษะอยา่ งใดอย่างหนึ่ง การส่อื สารจะไม่สมบูรณ์หรอื อาจไม่ประสบผลสาเรจ็ เทา่ ที่ควร

จะเหน็ ว่าการส่ือสารท่จี าเปน็ ในชวี ิตประจาวัน ต้องมคี วามรู้พื้นฐานเกย่ี วกับวิธกี ารส่อื สารใน

ชีวิตประจาวนั ภาษาที่ใชเ้ พื่อการส่ือสารเข้าใจถึงองคป์ ระกอบทจ่ี าเปน็ และสามารถบอกไดว้ า่ การสอ่ื สาร

โดยทัว่ ไปหากจะใหไ้ ด้ผลสมบูรณค์ รบถว้ นแลว้ ควรมที งั้ การฟงั พดู อ่าน และเขยี น ถ้ามคี วามเข้าใจดา้ นภาษา

เปน็ เบอ้ื งต้น แลว้ กจ็ ะชว่ ยใหส้ ื่อสารได้ฉับไวและมีประสทิ ธิภาพในท่สี ดุ

การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพหรือไมน่ ้ัน ต้องพิจารณาในเร่อื งดังน้ี

1. ผนู้ าสารตอ้ งเข้าใจจดุ มุ่งหมายในการสง่ ขา่ วสาร

2. ผูส้ ง่ ควรหาชอ่ งทางการสง่ ข่าวสารใหเ้ หมาะสม

3. ผู้สง่ สารตอ้ งเขา้ ใจระดับความสามารถในการสอื่ สารของผ้รู ับสาร

4. ผสู้ ่งสารต้องรูจ้ กั ใชเ้ ทคนิคและวิธีการถ่ายทอดขา่ วสารไปยังผูร้ บั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

4.1 ถ้าตอ้ งการความชดั เจน ควรใชว้ ิธีพบปะสนทนา

4.2 ถ้าเร่งด่วน ควรใช้โทรศพั ท์

4.3 ให้คนจานวนมากทราบ ควรใช้ประกาศ

4.4 ตอ้ งการแจง้ เรอื่ งสาคัญ ควรใชว้ ธิ ีประชมุ ชแ้ี จง

4.5 ต้องการหลักฐานควรเขยี นเป็นลายลักษณ์อักษร

39

วตั ถุประสงค์ของการตดิ ตอ่ ส่ือสาร
1. เพ่ือแจ้งขา่ วสาร
2. เพ่อื ชกั ชวน หรอื จงู ใจ
3. เพือ่ ประเมิน
4. เพือ่ สัง่ สอนหรือใหค้ วามรู้
5. เพ่อื สนองความต้องการด้านวัฒนธรรมและมนุษยสัมพันธ์

ประโยชน์ของการติดต่อส่ือสาร
1. งานบรรลุวตั ถุประสงค์ไดอ้ ย่างราบรื่น
2. เกิดความรสู้ ึกที่ดตี อ่ กนั มีความสามคั คี
3. เสริมสรา้ งขวัญและกาลงั ใจในการทางาน
4. ลดข้อขดั แย้งทเ่ี กิดจากความไมเ่ ขา้ ใจกนั
5. ประหยดั ทรพั ยากรในการทางาน
6. ประหยดั เวลา แรงงาน และคา่ ใช้จา่ ย
7. ปอ้ งกันการทางานซ้าซ้อน

ประเภทของการตดิ ต่อส่ือสาร
1. การติดตอ่ สอื่ สารภายใน (Internal Communication) มวี ัตถปุ ระสงค์ให้บุคลากรภายใน

หนว่ ยงานไดท้ ราบข่าวคราว ความเคลื่อนไหวต่างๆ เพอ่ื ชแ้ี จง กฎ ระเบียบตา่ งๆ ที่กาหนดขึน้ ทาได้ 2 วิธีคอื
1.1 การตดิ ตอ่ ด้วยวาจาหรือคาพูด มีความสะดวก รวดเรว็ ประหยดั เงิน ให้ความรู้สึกเปน็ กันเอง

สงั เกตความจรงิ ใจได้ และได้ข้อมลู ย้อนกลับทันที
1.2 การตดิ ตอ่ ด้วยลายลักษณ์อักษร เป็นทางการและมีหลกั ฐานชดั เจน สามารถอ่านทวนความ

ได้ทกุ เวลาหรือสถานที่
การติดต่อสอื่ สารภายใน สามารถแบง่ ได้ 3 ลกั ษณะ คือ
1. การตดิ ต่อส่อื สารในระดบั เดียวกัน ไม่เปน็ พิธีการ งา่ ยแกก่ ารเข้าใจ
2. การตดิ ต่อสื่อสารจากเบื้องบนส่เู บอื้ งล่าง เปน็ พิธกี ารและมกั เปน็ การสือ่ สารทางเดยี ว
3. การติดตอ่ สื่อสารจากเบ้ืองลา่ งสเู่ บอื้ งบน เป็นพธิ กี ารเช่นเดยี วกนั การส่อื สารจากบนสู่ลา่ ง

2. การตดิ ตอ่ สื่อสารภายนอก (External Communication) คอื การตดิ ต่อส่ือสารระหวา่ ง
สานกั งานกบั บุคคลภายนอกหรือหนว่ ยงานภายนอกสานักงาน ลักษณะ ของการติดตอ่ สอื่ สารภายนอก ได้แก่

1. การตอ้ นรบั
2. การนัดหมาย
3. จดหมายออก และจดหมายเขา้
4. โทรศพั ท์ โทรสาร และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
5. การใชบ้ ริการจากบริษัท กสท. โทรคมนาคม จากัด
6. การใชบ้ รกิ ารบริษทั ไปรษณยี ์ไทย
7. การใชบ้ รกิ ารส่ือมวลชนต่าง ๆ
8. สิง่ ตีพิมพ์ของบริษัท
9. คาปราศรยั
10.ข้อความโฆษณา

40

รูปแบบของการตดิ ต่อสื่อสารในสานกั งาน
สานักงานขนาดเลก็ มักจะใช้รูปแบบการติดต่อสื่อสารทางเสียงหรอื คาพดู ส่วนสานกั งานขนาดใหญม่ ัก

ใช้รปู แบบการติดต่อสื่อสารได้ครบทกุ ด้าน ซง่ึ อาจแบง่ รปู แบบการตดิ ต่อสือ่ สารในสานักงานได้ 4 ชนดิ คือ
1. เสียงหรอื คาพูด นิยมใชโ้ ทรศพั ท์ในการตดิ ตอ่ สื่อสาร โดยเฉพาะระบบโทรศพั ท์ตอบรับ จะช่วยลด

ตน้ ทนุ พนักงานในการรบั โทรศพั ท์ และเกิดความรวดเร็วในการใหบ้ ริการ นอกจากนี้ยงั มเี ครือ่ งบันทึกเทปที่ใช้
บันทกึ คาพูดสงั่ การของผูบ้ ังคับบญั ชาอกี ดว้ ย

2. คา เป็นรปู แบบการตดิ ต่อสือ่ สารดว้ ยลายลักษณ์อกั ษรหรือการเขียนนน่ั เอง
3. ภาพ เป็นรูปแบบการติดตอ่ สอ่ื สารท่ีถา่ ยทอดในรปู แบบไรค้ า ไรเ้ สยี ง และไรต้ ัวเลข แต่เป็นการ
สื่อสารดว้ ยภาพหรอื สัญลักษณต์ ่างๆ
4. ขอ้ มลู เป็นรูปแบบการติดตอ่ สอื่ สารท่ีใชเ้ ครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ เปน็ ชอ่ งทางในการตดิ ต่อระหวา่ ง กนั
ถา้ เปน็ การตดิ ต่อสื่อสารภายในหน่วยงานเดยี วกัน เรยี กว่า ระบบอนิ ทราเนต็ (Intranet) ถา้ เปน็ การ
ตดิ ต่อส่อื สารภายนอกสานักงานไปยงั เครือขา่ ยท่วั โลก เรยี กว่า ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet)

หลกั เกณฑก์ ารตดิ ตอ่ ส่อื สารดว้ ยเสยี งหรือการพูด
หลกั เกณฑ์การพูดทด่ี ี
1. ผพู้ ดู ควรสรา้ งบรรยากาศในการพูด โดยยกตัวอยา่ งประกอบการพูด เพื่อสรา้ งความสนใจ
2. หลกี เลยี่ งการถอ่ มตัวจนมากเกินไป หรือตาหนผิ ู้ฟัง สถานท่ี หรือกล่าวถงึ บคุ คลอ่ืน
3. ไม่ควรแสดงอารมณโ์ กรธ หรือไม่พอใจผ้ฟู งั โดยเด็ดขาด
4. ใช้ภาษางา่ ย ๆ แต่สุภาพ
5. ควรมอี ารมณ์ขนั ขณะพดู
หลกั เกณฑก์ ารฟงั ท่ดี ี
1. ขณะฟังต้องฟงั อย่างตั้งใจ จบั ประเดน็ เน้อื หาสาคัญให้ได้
2. ตอ้ งรจู้ กั สงั เกตอากัปกริ ิยาทา่ ทาง ความรู้สึกและอารมณ์ของผู้พดู

ปัญหาของการส่ือความหมาย
การส่ือความหมายจะได้ผลดีท่ีสุดก็ตอ่ เมอื่ ผู้รบั สามารถเขา้ ใจตรงกับที่ผู้สง่ ต้องการ (ผลที่ไดต้ รงกบั

จดุ มงุ่ หมาย) แต่ในกระบวนการสือ่ ความหมายนนั้ จะต้องมีอปุ สรรคเกดิ ขึ้นเสมอ และอุปสรรคเหล่านีเ้ องที่ทา
ให้ผลของการส่ือความหมายผิดพลาดไปจากเป้าหมายท่ผี ู้สง่ ตอ้ งการ ดังน้ันปญั หาของการสอ่ื ความหมายก็
เกดิ ขนึ้ เนื่องจากอปุ สรรคต่างๆ นน่ั เองในทีน่ จี้ ะพจิ ารณาเฉพาะปัญหาทีส่ าคัญที่เกิดขน้ึ เฉพาะในดา้ นผูส้ ่งสาร
ผ้รู ับสารและทางด้านเนื้อหาเทา่ นนั้ คอื

1. ปญั หาทางดา้ นผู้ส่งสาร เช่น
1.1 พูดไมช่ ดั เจน ขอ้ ความและคาพูดไม่ได้ใจความ
1.2 พดู เรว็ เบา เกินไป
1.3 อารมณแ์ ละคาพูดไมเ่ หมาะสม
1.4 เสียงอ่นื ๆรบกวน
1.5 ภาษาท่ใี ช้ตา่ งกันฯลฯ

2. ปัญหาทางดา้ นผ้รู ับสาร เช่น
2.1 ไม่ตั้งใจฟงั
2.2 มีเสียงรบกวน

41

2.3 มีการขดั จังหวะเวลาพูดหรือสง่ ข้อความ
2.4 ความพิการทางประสาทรบั ความรสู้ ึกต่างๆ
2.5 ปัญหาทางด้านอารมณ์และมเี จตคติไม่ดตี ่อผสู้ ง่ ฯลฯ
3. ปัญหาทางดา้ นเน้ือหา เช่น
3.1 ยาวเกินไป
3.2 สั้นเกินไปไม่ไดค้ วามตัวหนังสอื อา่ นไมอ่ อก
3.3 ภาษาต่างกัน
3.4 เน้อื หาถกู ถ่ายทอดหลายข้นั
3.5 ช่องทางการส่งเน้ือหาถูกตดั ฯลฯ

(ทม่ี า: กลุ่มพัฒนาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย)

42

กจิ กรรมทา้ ยบทเรยี น

คาชแ้ี จง ใหผ้ เู้ รียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้

1. จงอธิบายถึงหลกั ในการติดต่อสอ่ื สารท่ีมปี ระสิทธภิ าพ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................ ........................................................................................... ......

2. จงบอกประโยชน์ของการติดตอ่ สือ่ สารมาให้ทราบ
............................................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
.. ............................................................................................................................................ ............................

3. จงอธิบายถงึ หลักเกณฑ์การติดต่อสอ่ื สารด้วยเสียงหรือคาพดู ทด่ี ีมาใหเ้ ข้าใจ
..................................................................................................................................................... .........................
......................................................................................................... ...................................................................
.. ........................................................................................................................................................................

43

การจบั ใจความสาคญั เพือ่ ใช้ในการส่ือสาร

ความหมายการจบั ประเดน็ สาคัญและการสรุปสาระสาคัญของสาร
การสรปุ ความ คือ การหยิบยกเอาความคดิ หลักหรอื ประเด็นทีส่ าคัญของเร่ืองมากล่าวยา้ ให้เดน่ ชัด

โดยใช้ประโยคสัน้ ๆ แล้วเรียบเรยี งให้เป็นระเบียบ

ใจความสาคัญของเรอื่ ง คือ ขอ้ ความที่มีสาระคลุมข้อความอนื่ ๆ ในย่อหนา้ นน้ั หรอื เรื่องน้ันท้ังหมด
ข้อความอื่นๆ เปน็ เพยี งสว่ นขยายใจความสาคัญเท่านัน้ ข้อความหน่งึ หรอื ตอนหนง่ึ จะมีใจความสาคญั ที่สดุ
เพียงหนึ่งเดยี ว นอกน้นั เป็นใจความรอง คาวา่ ใจความสาคัญน้ีผู้รูไ้ ด้เรียกไวเ้ ป็นหลายอย่าง เช่น ขอ้ คดิ สาคัญ
ของเรื่อง แกน่ ของเรอ่ื ง หรือความคิดหลักของเร่ือง แต่จะเป็นอยา่ งไรกต็ ามใจความสาคญั กค็ อื ส่ิงทเ่ี ป็นสาระท่ี
สาคัญทส่ี ุดของเร่ืองน่ันเอง

ตัวอยา่ งใจความสาคญั สว่ นมากจะมลี ักษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึง่ ของ ย่อ
หนา้ กไ็ ด้ จดุ ที่พบใจความสาคัญของเร่ืองในแต่ละย่อหน้ามากท่สี ุดคือ ประโยคทีอ่ ยู่ตอนต้นย่อหนา้ เพราะ
ผู้เขยี นมกั บอกประเด็นสาคัญไว้ก่อน แล้วจงึ ขยายรายละเอียดให้ชัดเจน รองลงมาคือ ประโยคตอนทา้ ยยอ่ หน้า
โดยผูเ้ ขียนจะบอกรายละเอยี ดหรือประเดน็ ย่อยกอ่ น แล้วจึงสรปุ ด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไวภ้ ายหลงั สาหรบั
จดุ ทพี่ บใจความสาคญั ยากข้นึ ก็คอื ประโยคตอนกลางย่อหนา้ ซึง่ ผ้อู า่ นจะต้องใช้ความสังเกตและพจิ ารณาให้ดี
สว่ นจดุ ท่หี าใจความสาคญั ยากทส่ี ดุ คือ ย่อหน้าทไ่ี ม่มีประโยคใจความสาคัญปรากฏชดั เจน อาจมปี ระโยคหรือ
อาจอยู่รวมๆ กนั ในย่อหน้าก็ได้ ซงึ่ ผอู้ า่ นจะต้องสรุปออกมาเอง

ความหมายของการจบั ประเดน็
การจบั ประเดน็ หมายถงึ การจบั ข้อความสาคัญหรือใจความสาคัญของเรื่องแลว้ หยิบยกเอาความคดิ

หลกั หรือประเด็นทสี่ าคญั ของเรือ่ งมากล่าวยา้ ใหเ้ ดน่ ชดั โดยใชป้ ระโยคสัน้ ๆ แล้วเรียบเรียงใหเ้ ป็นระเบยี บ
การฟงั และดเู พอื่ จับประเด็นและสรุปความ มารยาทในการฟงั และดู
1. มองสบตาผพู้ ูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปที่อ่นื อนั เปน็ การแสดงวา่ ไม่สนใจเรื่องท่ีพดู และไม่

เอาหนงั สือไปอา่ นขณะที่ฟังหรอื ดู
2. รักษาความสงบ ไม่ส่งเสยี งรบกวนผอู้ น่ื ไมเ่ อาของขบเคี้ยวเข้าไปทาลายสมาธิของผู้อ่ืน การชม

ภาพยนตรค์ วรปดิ โทรศัพท์มือถอื จะได้ไม่รบกวนความสขุ ของผอู้ ื่น ไม่ควรพาเด็กเล็กๆ ไปในโรงภาพยนตรห์ รือ
ในทีท่ ตี่ ้องการความสงบ

3. แสดงกิรยิ าอาการทีเ่ หมาะสม วัยรนุ่ ไม่ควรนั่งเกี้ยวพาราสีกันในทสี่ าธารณชนท่ตี ้องการความสงบ
ในการฟังและการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่น แล้วยังเปน็ การแสดงกิริยาที่ขัดตอ่ ขนบธรรมเนียม
ของไทยอกี ด้วย

4. ในการดภู าพไม่ควรขีดเขยี นหรอื ฉีกภาพ ซึ่งแสดงถงึ ความไม่มวี ฒั นธรรมทีด่ ีงาม

หลักการฟงั และดเู พ่ือสรุปความและจบั ประเดน็
การฟังและดูเพอื่ จบั ประเด็นและสรุปความเป็นทักษะเบือ้ งตน้ ท่ที ุกคนจะต้องฝึกฝน เราจะต้องตดิ ตาม

ฟัง ดูเรื่องราวโดยตลอด ดังนั้นจงึ ตอ้ งมีสมาธิในการฟังและสามารถแยกแยะได้วา่ ข้อความใดเปน็ ใจความสาคญั
และข้อความใดเป็นพลความ ถ้าเราเข้าใจเรื่องราวไดโ้ ดยตลอดแลว้ เรายอ่ มจดจาเร่ืองราวทีฟ่ ังและสามารถ
ถา่ ยทอดให้คนอนื่ ฟังไดด้ ้วย

44

ในการฟังแตล่ ะคร้งั เราตอ้ งจบั ประเด็นของเร่ืองท่ีฟงั ได้ คอื รวู้ ่าผู้พดู ต้องการสื่อสารอะไร เปน็
ประเด็น สาคัญ และรจู้ ักวา่ อะไรคือประเด็นรองซ่ึงขยายประเดน็ สาคัญ การฟังเช่นน้ีเปน็ การฟังเพอื่ จับ
ใจความสาคัญ และใจความรองและรายละเอียดของเร่ือง มวี ธิ ีการฟังดังน้ี

1. ฟงั เรื่องราวให้เขา้ ใจ พยายามจบั ใจความสาคญั ของเร่ืองเปน็ ตอนๆ วา่ เร่อื งอะไร ใครทาอะไร ที่
ไหน เมือ่ ไร อย่างไร

2. ฟังเรือ่ งราวทเ่ี ป็นใจความสาคญั แล้วหารายละเอยี ดของเร่อื งทเ่ี ป็นลักษณะปลกี ย่อยของใจความ
สาคญั หรือท่เี ป็นสว่ นขยายใจความสาคญั

3. สรปุ ความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสาคญั อยา่ งครบถว้ น
วิธกี ารสรุปความจากการฟังนั้น เราจะต้องค้นหาให้พบวา่ สารใดเป็นความคดิ สาคญั ในเร่ืองนั้นๆ แลว้
สรุปไวเ้ ฉพาะใจความสาคญั โดยเขยี นชื่อเรอ่ื ง ผู้พดู โอกาสท่ฟี งั วนั เวลา และสถานทที่ ไี่ ด้ฟังหรือดไู วเ้ ป็น
หลกั ฐานเครื่องเตือนความทรงจาตอ่ ไป
การฟงั และดเู พอ่ื จบั ประเด็นและสรุปความ เป็นการฟังในชวี ติ ประจาวนั เพอ่ื ใหไ้ ด้สาระสาคัญของเรื่อง
ท่ฟี ัง เชน่ ฟังการสนทนา ฟังเร่ืองราวข้อมูลขา่ วสารตา่ งๆ ฟงั โทรศัพท์ ฟังประกาศ ฟังการบรรยาย ฟังการ
อภปิ ราย ฟังการเลา่ เร่อื ง เปน็ ต้น

วธิ ีสรุปความตามลาดบั ข้นั

1. ขนั้ อา่ น ฟัง และดู
- อา่ น ฟังและดใู ห้เข้าใจอย่างน้อย 2 เทย่ี ว เพื่อใหไ้ ดแ้ นวคิดทส่ี าคัญ

2. ขั้นคดิ
- คดิ เปน็ คาถามวา่ อะไรเป็นจุดสาคัญของเรือ่ ง
- คิดตอ่ ไปว่าจดุ สาคญั ของเรื่องมคี วามสมั พนั ธ์กับสิ่งใดบา้ ง จดสิ่งนัน้ ๆ ไวเ้ ป็นข้อความส้ันๆ
- คดิ วธิ ีท่จี ะเขยี นสรปุ ความให้กะทัดรดั และชัดเจน

3. ขน้ั เขยี น
- เขยี นรา่ งขอ้ ความสั้นๆทจ่ี ดไว้
- ขัดเกลาและตบแตง่ ร่างข้อความทส่ี รุปใหเ้ ป็นภาษาทด่ี ี สื่อความหมายได้แจ่มแจ้งชัดเจน

ตัวอย่างการสรปุ ความ
เร่ือง เราคอื บทเรียนของเด็ก การศกึ ษาเป็นเรอ่ื งสาคญั ของชีวติ ทุกคนเกดิ มาจะโง่ จะฉลาด จะดีจะ

ช่ัวข้นึ อยูก่ บั การศึกษา พอ่ แม่ ทุกคนปรารถนาจะใหบ้ ุตรหลานของตนเป็นคนดี จนถึงกบั ยอมทนลาบาก
ตรากตราทาการงานหาทรัพย์สนิ เงิน ทองมาเปน็ คา่ ใชจ้ ่ายเพ่อื การศึกษาของบตุ รหลาน นับวา่ เปน็ หน้าทแี่ ละ
สิ่งทีค่ วรไดร้ บั การยกย่องในการ เสียสละน้นั

แตย่ งั มสี ่งิ ท่ีมีคุณค่าท่ีสดุ ในชีวติ เดก็ กค็ ือบทเรยี นอันเป็นจริยศึกษาซง่ึ เกิดจากการปฏบิ ัติตัวของพ่อแม่
ผ้ปู กครองของเดก็ นัน่ คือการประพฤตปิ ฏิบัติดงี าม เพราะสิ่งท่เี ดก็ ได้ยินได้ฟัง ได้รู้ไดเ้ ห็นจากพ่อแมผ่ ้ปู กครอง
ของตน เช่น การพูดจาไพเราะ การงานเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นตน้ สง่ิ เหลา่ นีเ้ ปน็ บทเรียนอย่างสาคัญท่ีจะ
ซมึ ซาบเข้าไปในจิตใจของเด็กดยี ่ิงกว่าหนังสือบทเรียนอืน่ ๆ น้ันเป็นการใหก้ ารศกึ ษาที่มีคา่ ยิ่ง เป็นการปลกู
สร้างนสิ ัยท่ดี ใี หแ้ ก่เดก็


Click to View FlipBook Version