The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สูจิบัตรงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 20 -21 พฤศจิกายน 2564 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อุทยาน ร.2 อัมพวา, 2023-04-02 01:38:45

สูจิบัตรงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจำปี 2564

สูจิบัตรงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 20 -21 พฤศจิกายน 2564 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ

สูจิบัตร งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ประจำป ๒๕๖๔ ณ พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร และโรงละครแหงชาติ เขตพระนคร กรุงเทพฯ วันที่ ๒๐ - ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔


สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เสด็จพระราชด าเนินเป็นประธาน วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ เขตพระนคร กรุงเทพ ฯ


มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นประจ า ทุกปี ในปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานมูลนิธิ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชด าเนินทรงเป็นประธานของงาน ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ และมูลนิธิ ฯ จัดงานต่อเนื่องในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ การจัดงานจะจัดการแสดงนาฏศิลป์ตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย การจัดกิจกรรมสาธิตศิลปวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบทอด ส่งเสริม และเผยแพร่ให้คงอยู่สืบต่อไป


พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ๕ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ๑๔ กิจกรรมงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ๑๖ คณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ๑๘ ร าอาศิรวาทราชสดุดี “ พระบารมีพระพุทธเลิศหล้า คุ้มประชาไทยนิรันดร์ ”๒๐ ร าประเลง ๒๓ การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพิธีหาดทรายกรด ทศกัณฐ์พุ่งหอกกบิลพัท ๒๔ การแสดงหุ่นกระบอก เรื่องพระอภัยมณี ตอนนางผีเสื้อสมุทรลักพระอภัยมณี ๔๐ การบรรเลงและขับร้องวงดุริยางค์สากล ๔๙ นิทรรศการพิเศษ เรื่อง ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย ๕๕ ผู้มีอุปการคุณการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจ าปี ๒๕๖๔ ๕๘


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลก และสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า “ฉิม” พระราชสมภพเมื่อวันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ า ปีกุน ตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๓๑๐ ณ นิวาสสถาน ต าบลอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม ซึ่งในขณะนั้นสมเด็จพระบรม - ชนกนาถด ารงต าแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ซึ่งต้องรับงานเกณฑ์คนส่งไป เป็นทหารในกรุงและส่งเสบียงอาหารให้กองทัพตลอดเวลาที่เข้ามาอยู่ในเขตเมือง สมุทรสงครามและเมืองราชบุรี เมื่อชาวบ้านผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารป้องกันกรุงศรี- อยุธยาหมดแล้ว เหลือแต่ผู้หญิงและเด็ก จึงพากันอพยพหนีเข้าป่าไป ตามหน้าที่ หลวงยกกระบัตรต้องอยู่ดูแลและช่วยเหลือประชาชนเมืองราชบุรี และเพื่อคอยปฏิบัติ ตามค าสั่งที่มาจากกรุงศรีอยุธยาตลอดเวลาตามพระราชก าหนดกฎหมาย ไม่ได้เข้ามา อยู่ในกรุง แต่เมื่อชาวบ้านพากันหนีไปหมดแล้ว จึงได้กลับมาอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ในต าบลอัมพวาซึ่งเป็นบ้านเดิมของสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เมื่อกรุงศรีอยุธยา เสียแก่ข้าศึก จึงได้อพยพครอบครัวหลบหนีเข้าไปอยู่ในป่าลึก จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินกอบกู้เอกราชคืนกลับมาได้ภายใน ๗ เดือน จึงได้ย้ายครอบครัวกลับมาอยู่บ้าน ที่อัมพวา ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เป็นวัดอัมพวันเจติยารามในขณะนี้ ต่อมา สมเด็จพระบรมชนกนาถได้มาสมัครรับราชการในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงย้ายเคหสถานมา อยู่ที่กรุงธนบุรี ณ ที่นี้ ด้านใต้วัดบางว้าใหญ่ หรือวัดระฆังโฆษิตารามในปัจจุบัน ครั้นมี พระชนมายุพอสมควร สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงน าไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนกับ สมเด็จพระวันรัต (ทองอยู่) วัดบางว้าใหญ่ เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงท าศึก สงครามในครั้งกรุงธนบุรี ก็ได้โดยเสด็จไปในราชการสงครามทุกครั้ง ตั้งแต่พระชนมายุ ๘ พรรษา เริ่มตั้งแต่ศึกพม่าที่เมืองเชียงใหม่ แล้วกลับมารบพม่าที่บ้านแก้วเขาชงุ้มแขวง เมืองราชบุรี ศึกอะแซหวุ่นกี้ที่เมืองพิษณุโลก จากนั้นไปปราบปรามเมืองนางรอง ๕


เมืองนครจ าปาศักดิ์ แล้วไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือเมืองเวียงจันทร์ จนได้อัญเชิญ พระแก้วมรกตมาด้วย พอกลับมาถึงกรุงธนบุรีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถจึงจัดการให้มีพิธีโสกันต์ ปีรุ่งขึ้นก็โดยเสด็จไปราชการสงคราม ที่กรุงกัมพูชา แต่ทางกรุงธนบุรีเกิดจลาจล สมเด็จพระบรมชนกนาถจึงต้องเสด็จกลับมา ระงับจลาจลและปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ปรากฏในค าลูกขุนปรึกษาความดีความชอบผู้ได้สนอง พระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแต่หนหลังว่า ในบรรดา พระราชวงศ์มีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระองค์เดียวเท่านั้นที่ได้โดย เสด็จตามติดพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถไปในราชการศึกสงครามทุกครั้ง จึงโปรด ให้สถาปนาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชโอรสร่วมพระราชหฤทัย ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุ ๑๖ พรรษา เสด็จด ารงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑ พระชันษาครบก าหนด ที่จะทรงผนวชเป็นพระภิกษุ สมเด็จพระบรมชนกนาถจึงโปรดให้ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปจ าพรรษา ณ วัดสมอรายหรือวัดราชาธิวาส ในปัจจุบัน ทรงศึกษาสมณกิจในส านักพระปัญญาวิสาลเถร (นาค) ตลอดพรรษา จึงลาผนวช ในสมัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด (พระธิดาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ในรัชกาลที่ ๑) เป็นพระอรรคชายา มีพระโอรส ๓ พระองค์ พระองค์ใหญ่ซึ่งปรากฏพระนามภายหลังว่า เจ้าฟ้าราชกุมาร สิ้นพระชนม์เสียแต่ยังทรง พระเยาว์ รองลงมาคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์น้อย คือ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตอนต้นรัชกาลสมเด็จพระบรมชนกนาถยังมีราชการ สงครามติดพันอยู่ ได้เสด็จโดยกระบวนทัพหลวงไปท าสงครามกับพม่าข้าศึก ๔ ครั้ง คือ ไปต่อสู้ทัพหลวงพระเจ้าปะดุง ที่ต าบลลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรี ทัพมหาอุปราชา ที่ท่าดินแดง แขวงเมืองกาญจนบุรี ไปตีเมืองทวาย ศึกครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงรับต าแหน่งยกระบัตรทัพ และต่อมาเสด็จยกกองทัพหลวงด้วย ๖


พระราชประสงค์จะไปตีเมืองอังวะ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้โดย เสด็จเช่นเคยทั้ง ๔ ครั้งดังนั้นจึงเห็นได้ว่า พระองค์ทรงเป็นนักรบที่เข้มแข็งมีความรู้ ความช านาญ และมีประสบการณ์อย่างยอดเยี่ยมในการศึกสงคราม ตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรับราชการใกล้ชิดติดพระองค์อยู่ในราชส านัก ดูแลงานต่าง พระเนตรพระกรรณตามพระราชประสงค์ตลอดมา เมื่อพระชนมายุได้ ๔๐ พรรษา จึงโปรดให้ตั้งพระราชพิธีอุปราชาภิเษก สถาปนาพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ที่พระมหาอุปราชผู้รับ รัชทายาท ทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ ๓ ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จ เถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๒ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ พระชนมายุ ๔๓ พรรษา จารึก พระสุพรรณบัฎพระบรมราชนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาษก รวงษ์องค์ปรมาธิเบศร์ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์สุริเยนทราธิบดินทร์หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลย์- คุณอกนิฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพ นฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์โลกเชฐวิสุทธิ์ รัตนมกุฎประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร” ด ารงสิริราชสมบัติเป็นเวลา ๑๖ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ สิริพระชนมายุ ๕๘ พรรษา ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงน าความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พสกนิกร ทรงด าเนิน วิเทโศบายบริหารราชการแผ่นดินด้วยความเรียบร้อย ท าให้บ้านเมืองมีความสงบ อุดมสมบูรณ์ ทรงท านุบ ารุงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ และบ ารุงขวัญ อาณาประชาราษฎร์ที่ผ่านความทุกข์ยากจากภาวะสงคราม ทรงสร้างสรรค์ ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ส าคัญของชาติพระราชทานไว้เป็นมรดกเป็นแบบอย่าง สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ๗


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร ไทยเป็นอเนกนานัปการ ทรงเป็นทั้งพระมหากษัตริย์ นักปกครอง นักบริหาร นักรบ ศิลปิน กวี และช่าง ดังจะกล่าวถึงพอสังเขป ดังนี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักปกครอง นักบริหาร เนื่องจากพระมหากษัตริย์ไทย ต้องทรงรักษาโบราณราชประเพณี มีหนังสือเกี่ยวกับพระราชานุกิจของพระมหากษัตริย์ รัชกาลต่าง ๆ ถ้าดูจากในนั้นจะทราบว่าในชีวิตประจ าวันของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงปฏิบัติคล้ายกับรัชกาลที่ ๑ คือ เช้าต้องเสด็จทรงบาตร เพราะต้องทรงเป็นผู้รักษาพระศาสนา และเสด็จออกขุนนางตอนเช้า ๑ ครั้ง ทรงส าราญพระราชหฤทัยกับงานช่างต่าง ๆ ตอนบ่าย กลางคืนทรงธรรม เทศนา แล้วเสด็จออกขุนนางอีกครั้ง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานมาก พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ๘


ด้านการปกครองที่ส าคัญ คือ ทรงริเริ่มการบริหารราชการแบบใหม่ขึ้น คือการ ก ากับราชการ หมายความว่าแต่ละกระทรวงนั้นมีข้าราชการรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้านายที่ทรงมีความรู้ความสามารถและทรงไว้พระทัย ไปก ากับราชการเป็นที่ปรึกษาเป็นผู้กลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งระหว่างเสนาบดีกับพระองค์ เช่น เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงก ากับราชการกรมมหาดไทย กรมหมื่นศักดิพล เสพย์ก ากับราชการกรมกลาโหม กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก ากับราชการกรมคลัง เป็นการด าเนินวิเทโศบายบริหารราชการแผ่นดินที่ส าคัญมาก ไม่ได้เป็นแต่เพียงกระจาย อ านาจเท่านั้น แต่เป็นการแสดงพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงต้องการสร้างความสามัคคีระหว่างพี่น้องแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ เพื่อให้ปกครองบ้านเมืองต่อไปได้ เพราะยังมีข้าศึกศัตรูจากภายนอกที่จะต้องแก้ปัญหา อีกมาก หลังจากที่ตั้งเจ้านายก ากับราชการแล้ว ปัญหาเรื่องแย่งอ านาจกันภายใน ก็ไม่เกิดขึ้น จึงต้องยกย่องว่าทรงสามารถแก้ปัญหานี้ได้ส าเร็จอย่างดี ทรงเป็นนักรบ ซึ่งดังที่กล่าวแล้วว่า ทรงติดตามสมเด็จพระบรมชนกนาถไป สงครามตั้งแต่พระชนมายุ ๘ พรรษา มีเกร็ดพระราชพงศาวดารเล่ากันว่า สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงฝึกพระองค์ขึ้นหลังม้า เกาะพระปฤษฎางค์ (หลัง) แล้วเอาผ้ามัด ทั้ง ๒ พระองค์ไว้ด้วยกัน เสด็จไปสงครามทุกครั้ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงทรงมีความ เป็นนักรบที่ต้องอดทน มานะบากบั่นต่อความยากล าบาก และต้องเป็นด้วยความพอ พระทัยของพระองค์เอง เนื่องจากขณะนั้นทรงมีพระชนมายุน้อยมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นศิลปินเอกในทุกด้าน ทรงมี พระอัจฉริยะในด้านวรรณกรรม งานช่างศิลปะ บรรดาพระราชนิพนธ์และศิลปวัตถุอัน เป็นฝีพระหัตถ์ ก็เป็นเครื่องยืนยันพระอัจฉริยภาพของพระองค์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุที่ ทรงเป็นกวีและช่างเอกด้วยพระองค์เอง จึงท าให้การแต่งหนังสือและการช่าง เจริญก้าวหน้า จนถือได้ว่า รัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น ยุคทองของวรรณคดีและศิลปกรรมขั้นสูงสุดในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ทรงอุดมไปด้วยพระคุณลักษณะ พระปรีชาญาณ ความละเมียดละไม ละเอียดอ่อนพร้อมมูลในพระอุปนิสัย จึงได้ทรงสร้างสรรค์งาน อันเป็นอมตะงดงามเป็นศรีสง่าน่าภาคภูมิใจมาจนทุกวันนี้ ๙


ด้านวรรณกรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็น กวี ที่ปราดเปรื่อง ทรงมีผลงานพระราชนิพนธ์เป็นอันมากที่มีความไพเราะและมีเนื้อหา สาระเป็นประโยชน์ทั้งในด้านประเทืองอารมณ์และประเทืองปัญญา ผลงานของ พระองค์แสดงความเป็นอัจฉริยะในด้านภาษาและการกวี ควรค่าแก่การศึกษา ซึ่งจะท า ให้ได้เห็นคุณค่าและซาบซึ้งในอรรถรสของวรรณคดีไทย เกิดความภาคภูมิใจใน พระปรีชาสามารถขององค์พระผู้ทรงพระราชนิพนธ์ และท าให้รู้สึกส านึกที่จะรักษา สมบัติอันมีคุณค่าของชาติส่วนนี้ไว้ตลอดไป พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แยกได้เป็น ๔ หมวด ใหญ่ คือ ๑. พระราชนิพนธ์ที่เป็นกลอนบทละคร ได้แก่ บทละครเรื่องอิเหนา บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นบทละครใน และบทละครนอก ๕ เรื่อง ได้แก่ สังข์ทอง, คาวี, ไชยเชษฐ์, ไกรทอง, มณีพิชัย ๒. พระราชนิพนธ์ที่เป็นกลอนเสภา ได้แก่ ขุนช้างขุนแผน ๓. พระราชนิพนธ์ที่เป็นกาพย์ ได้แก่ กาพย์เห่บทชมเครื่องคาวหวาน เห่บทชม ผลไม้ เห่บทครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และเห่บทเจ้าเซ็น ๔. พระราชนิพนธ์บทพากย์โขน มี ๔ บท ได้แก่ นางลอย พรหมาสตร์ นาคบาศ และเอราวัณ พระราชนิพนธ์ข้างต้นน าไปสู่ นาฏศิลป์ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคทอง แห่งนาฏศิลป์ เจริญสูงสุดเป็นแบบฉบับจนถึงปัจจุบัน ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทส าหรับ เล่นละครเป็นส าคัญ มิใช่พระราชนิพนธ์เพื่ออ่าน บทละครที่เป็นพระราชนิพนธ์ของ พระองค์ถูกต้องตามความมุ่งหมายของการแสดงละครทุกประการ บทละครที่ทรงเลือก บางตอนของวรรณคดีมาพระราชนิพนธ์ใหม่ก็ดี บทละครที่ทรงผูกเรื่องใหม่เองก็ดี เอา แต่ที่เหมาะแก่การจะแสดงละครได้งดงาม โดยเมื่อพระราชนิพนธ์บทแล้ว จะพระราชทานให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไปซ้อม กระบวนท่าร าให้เข้ากับบทและร าถวายทอดพระเนตร หากเคอะเขินขัดข้องก็น ามา แก้ไขใหม่ แก้ไขท่าร าไม่ได้ก็หันมาแก้บท จนเห็นว่าเข้ากันเรียบร้อยงดงามแล้วจึง ๑๐


น าไปใช้ได้ ฉะนั้น ละครในรัชสมัยของพระองค์จึงล้ าเลิศกว่าที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน และเมื่อการแสดงละครเจริญขึ้นแล้ว ก็ท าให้ศิลปะของการแสดงโขนมีลีลางดงาม ไปด้วย เพราะศิลปะของการแสดงละครและโขนจะคล้ายกัน ส่วนด้านดนตรี ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเป็นอัครศิลปินโดยเฉพาะ พระองค์ทรงมีฝีพระหัตถ์ในท างสีซอสามสายเป็นเลิศ ท รงมีซอคู่พระ หัตถ์ โปรดพระราชทานนาม ว่า “สายฟ้าฟาด” ในประวัติดนตรีไทยได้เล่าสืบกันมาว่า คืนหนึ่งทรงพระสุบินว่า เสด็จไปประพาสในอุทยานซึ่งงดงามมากและเป็นเวลากลางคืน ดวงจันทร์เต็มดวงแจ่มจรัส สาดแสงสว่างไสวไปทั่ว ทรงได้ยินเสียงซอบรรเลงเพลงที่ ไพเราะจับพระราชหฤทัยยิ่ง สดับรับฟังด้วยความเพลิดเพลินและทรงจ าท านองเพลง นั้นได้ ครั้นตื่นพระบรรทมก็ทรงเรียกนักดนตรีหลวงมาต่อเพลงนั้นไว้ทันที พระราชทาน ชื่อเพลงว่า “บุหลันลอยเลื่อน” บางครั้งก็เรียกเพลง “สรรเสริญพระจันทร์” หรือ “เพลงทรงพระสุบิน” ซึ่งนับว่าเป็นเพลงส าคัญเพลงหนึ่ง เพราะว่าได้ผ่านการเป็นเพลง สรรเสริญถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ใช้มาจนถึงเกิดเพลงสรรเสริญท านอง ใหม่ดังที่เราได้ใช้ในสมัยปัจจุบันจึงเลิกไป ครั้งที่ ๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงตั้ง กองเสือป่าขึ้น มีพระราชประสงค์ให้มีเพลงสรรเสริญเสือป่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้น าเพลงบุหลันลอยเลื่อนมาทรงประดิษฐ์ ท านองให้เป็นแบบตะวันตกถวายเป็นเพลงสรรเสริญเสือป่า ใช้บรรเลงจนสิ้นรัชกาล ด้านศิลปกรรม เป็นที่ทราบกันว่า ทรงมีความสามารถด้านศิลปกรรมหลายด้าน ทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ทรงเป็นบรมปรมาจารย์ในงานศิลปะ หลายสาขาด้วยพระองค์เอง นอกจากจะทรงรักในงานศิลปะทั้งหลายแล้ว ก็เป็นความ จ าเป็นในทางการเมืองที่จะต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชนที่ตกอยู่ในภาวะสงคราม อันยาวนานให้คืนสู่ปกติด้วยงานศิลปะที่ช่วยชักจูงจิตใจให้อ่อนโยนลง พระราชกรณียกิจในด้านศิลปะของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น แสดงถึง ทรงเป็นผู้น าในด้านการสร้างสรรค์ศิลปะ ทรงเป็นศิลปิน ทรงเริ่มสกุลช่างศิลปะ สมัยรัตนโกสินทร์เพื่อกรุงรัตนโกสินทร์โดยแท้ ๑๑


งานศิลปะที่ดีเด่นในรัชสมัยของพระองค์ ด้านสถาปัตยกรรม คือ ทรงสร้าง พระที่นั่งสนามจันทร์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งโถงองค์ขนาดย่อม ๆ สร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลัง ขณะนี้ประดิษฐานอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระที่นั่งองค์นี้ ปรากฏว่าทรงสร้างขึ้นด้วยฝีพระหัตถ์ตลอด ส่วนสัดก็ดี ฝีมือก็ดี ในการประกอบ เข้าตัวไม้ก็ดี ล้วนแต่สมบูรณ์สมกับเป็นสถาปัตยกรรมโดยแท้ อีกแห่งหนึ่ง คือ ทรงอุปถัมภ์ทะนุบ ารุงวัดอรุณราชวราราม สร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่และพระวิหารพร้อม กัน และสิ่งที่เด่นที่สุดก็คือ พระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถวัด สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ ที่วัดอรุณ ฯ อีกอย่างหนึ่งคือ พระปรางค์ เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมที่มีขนาดหนัก แต่สามารถจะสร้างบนดินอ่อนที่ริมแม่น้ าเจ้าพระยาได้ และยืนมาถึง ๒๐๐ กว่าปี โดย ไม่ทรุดท าลายลงไป เป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่าคนในรุ่นนั้นมีศิลปวิทยาสูงแค่ไหน ความงามของพระปรางค์วัดอรุณ ฯ นั้น เป็นที่สรรเสริญไปในนานาประเทศทั่วโลก ว่างดงามสมบูรณ์พร้อม งานก่อสร้างที่มีชื่อเสียงอีกเรื่องหนึ่งในรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ คือ ทรงมีพระราชด าริสร้างสวนขวาขึ้นในพระบรมมหาราชวังโดยพระราชประสงค์ เพื่อจะดูสติปัญญาของข้าราชการซึ่งเป็นช่าง ช่างจะไว้ฝีมือ ช่างจ าหลัก ช่างเขียน ช่างปั้น ช่างปูน ช่างไม้ ช่างต้นไม้ ไทย จีน ให้เป็นเกียรติยศปรากฏไปในแผ่นดิน ด้านประติมากรรม ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก ซึ่งเป็นพระปฏิมาประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามงดงามไม่มีที่ติ ทรงแกะสลักบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นภาพสิงสาราสัตว์นานาชนิด รวมทั้งสัตว์ในหิมพานต์ลายสลักซับซ้อนหลายชั้นวิจิตรงดงามอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมี หน้าหุ่น ซึ่งทรงแกะด้วยฝีพระหัตถ์เป็นหน้าพระใหญ่และพระน้อยคู่หนึ่ง เรียกว่า พระยารักใหญ่ พระยารักน้อย เพราะแกะด้วยไม้รัก งามไม่มีหน้าพระอื่นเสมอเหมือน ปัจจุบันตั้งแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร งานศิลปะดีเด่นอีกแขนงหนึ่ง คือ ด้านจิตรกรรม ทรงเขียน “ลายน ้าทอง” หรือที่ เรียกกันว่า “ลายรดน ้าปิดทอง” ที่ฝ้าเพดานพระที่นั่งสนามจันทร์ เป็นลายพุดตาน ก้านแย่ง ทรงเขียนได้งดงามประณีต ถือว่าทรงมีฝีพระหัตถ์เป็นเยี่ยมในเรื่องของ จิตรกรรมอีกแห่งหนึ่ง คือ ทรงไว้ที่ฝาผนังมุขกระสันระหว่างพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ต่อกับหอพระธาตุมณเฑียร เป็นเรื่องเครื่องมงคลอย่างจีน เรื่องนี้ถือว่าเป็นการทรงภาพ ๑๒


จิตรกรรมอย่างแท้จริง คือ จิตรกรรมพหุรงค์ และนอกจากภาพเครื่องมงคลอย่างจีน แล้ว ก็มีภาพเรื่องทิวทัศน์แสดงบ้านเมืองภายนอกพระบรมมหาราชวังในสมัยนั้น งานศิลปวัฒนธรรมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น เป็นพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่ทรงสร้างสรรค์และพระราชทานเป็นมรดกไว้ให้แก่ ชาติบ้านเมืองและพสกนิกรชาวไทย สมควรที่คนไทยทุกคนจะได้น้อมร าลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเจริญรอยพระยุคลบาทสืบต่อไป องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ ประกาศถวายพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นบุคคล ส าคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ด้วยน้อมส านึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัฐบาลได้มีมติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกาศให้วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้าย วันพระบรมราชสมภพเป็น “วันศิลปินแห่งชาติ” และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้มีมติให้พิธี ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เนื่องในวัน คล้ายวันพระบรมราชสมภพเป็น “วันรัฐพิธี” ๑๓


เนื่องในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี แห่งพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัฐบาลและประชาชนได้ร่วมกันจัดงานฉลองเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบ าเพ็ญพระราชกรณียกิจให้แก่ชาติบ้านเมืองเป็นอเนก ประการ หลังจากงานฉลองพระบรมราชสมภพ ฯ พณ ฯ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็น ผู้สืบสายราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิ พระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๑ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณารับมูลนิธิ ฯ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งแต่แรกก่อตั้ง ประธานมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๑๔


และเมื่อพ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นกรรมการมูลนิธิ ฯ และทรงได้รับเลือกตั้งเป็นประธานมูลนิธิ ฯ จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิ ฯ ได้ด าริจัดท าโครงการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ ต าบลซึ่งเป็นสถานที่พระบรมราชสมภพ ในอ าเภอ อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อทรงพระกรุณารับเป็นประธานมูลนิธิ ฯ แล้ว ทรงมี พระราชปณิธานที่จะด าเนินงานโครงการให้ลุล่วงไปตามเป้าหมายโดยเร็ว เพื่อให้ อุทยาน ฯ เป็นอนุสรณ์สถานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นศูนย์กลางการศึกษาศิลปวัฒนธรรมในรัชสมัยของพระองค์ และเพื่ออ านวย ประโยชน์แก่ประชาชนชาวสมุทรสงครามและชาวไทยทั่วไป ทรงพระกรุณา พระราชทานพระราชด าริและพระราชวินิจฉัยการก่อสร้าง และทรงหาทุนด าเนินการ ก่อสร้างอุทยาน ฯ จนแล้วเสร็จ เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ และศึกษาหาความรู้ได้ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๘ ในการบริหารงานของมูลนิธิ ฯ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชด าริโครงการ ที่จะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อาทิเช่น โครงการ สืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ โครงการสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ โครงการทุนศิลปวัฒนธรรม โดยจัดให้ทุนแก่เยาวชน ในจังหวัดสมุทรสงคราม ศึกษาด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ในวิทยาลัยนาฏศิลป และศึกษาด้านทัศนศิลป์ ในวิทยาลัยช่างศิลปะ จัดพิมพ์หนังสือบทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นต้น ด้วยเดชะพระบารมี การด าเนินงานของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส าเร็จลุล่วงด้วยดี ๑๕


๑. การแสดงนาฏศิลป์-ดนตรี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยกรมศิลปากร วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ - ร าอาศิรวาทราชสดุดี “ พระบารมีพระพุทธเลิศหล้า คุ้มประชาไทยนิรันดร์ ” - ร าประเลง - โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพิธีหาดทรายกรด ทศกัณฐ์พุ่งหอกกบิลพัท วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ - การบรรเลงและขับร้อง วงดุริยางค์สากล - การแสดงหุ่นกระบอก เรื่องพระอภัยมณี ตอนนางผีเสื้อสมุทรลัก พระอภัยมณี - โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพิธีหาดทรายกรด ทศกัณฐ์พุ่งหอกกบิลพัท ๒. สาธิตศิลปวัฒนธรรม - สาธิตท าพานพุ่มดอกไม้ พวงมาลัยดอกไม้งานประดิษฐ์ดอกไม้ โดยราชสกุล กล้วยไม้ - สาธิตร้อยมาลัย ท าเครื่องแขวน การแกะสลักผักผลไม้ โดยวิทยาลัยเทคนิค สมุทรสงคราม - สาธิตปักเลื่อมผ้าโขนละคร โดยบ้านนราศิลป์ - สาธิตการท าหุ่นกระบอกและหัวโขน โดยวิทยาลัยเพาะช่าง - สาธิตศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ ท าหัวโขนภูเตศวร เบญจรงค์บางช้าง ทอผ้าไหมมัดหมี่ ๒ ตะกอ ๑๖


๓. สาธิตและจ าหน่ายอาหารคาวหวานในบทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขนมพื้นบ้าน และขนมไทยโบราณ - สาธิตการท าอาหารและขนมในบทพระราชนิพนธ์ เช่น รังไร มัศกอด จ่ามงกุฎ ซาหริ่ม ทองหยอด ทองหยิบ ฯ ล ฯ - สาธิตการท าขนมพื้นบ้าน และขนมไทยโบราณของจังหวัดสมุทรสงคราม เช่น ขนมทอง มะพร้าวกวน ขนมชั้น ขนมเทียนสลัดงา ค้างคาวเผือก ฯ ล ฯ - สาธิตการท าขนมจีบ และปั้นสิบต ารับสายเยาวภา โดยโรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ - สาธิตการท าหรุ่ม ล่าเตียง และกะหรี่ปั๊บ โดยวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม ๔. สาธิตและจ าหน่ายอาหารคาวหวานของราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย - สาธิตการท าปั้นสิบ โดยราชสกุลกุญชร - หมี่กรอบชาววัง โดยราชสกุลสนิทวงศ์ - ปลาปั้นก้อน, ซอสวูสเตอร์ตราไก่งวง สูตร ม.ล.เงียบ ทินกร โดยราชสกุลทินกร - น้ าพริกปลากรอบ, น้ าพริกผัด (น้ าพริกเผา), พริกขิงเครื่องทอด, ข้าวแช่ ซึ่งเป็น อาหารสูตร ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ โดยราชสกุลนิลรัตน์ - “หยกสด” ขนมไทยใบเตย โดยราชสกุลพนมวัน ๕. กิจกรรมเข้าชมห้องจัดแสดง ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร - นิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย - นิทรรศการพิเศษ เรื่องทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย ๖. กิจกรรมอื่นๆ - ซุ้มยาแผนไทย ยาดม ยาหอมสูตรภูลประสิทธิ์ โดยราชสกุลทินกร - จ าหน่ายสินค้าพื้นเมืองและสินค้า OTOP ของจังหวัดสมุทรสงคราม - ร้านจ าหน่ายของที่ระลึกมูลนิธิ ร.๒ ๑๗


ที่ปรึกษา ๑. พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ๒. นางประกอบ ลาภเกษร ประธานคณะกรรมการ ท่านผู้หญิงวิลาวัณย์ วีรานุวัตติ์ รองประธานคณะกรรมการ ๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นายอิทธิพล คุณปลื้ม) ๓. อธิบดีกรมศิลปากร ๔. รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม (นายสุพจน์ ยศสิงห์ค า) ๕. พลอากาศเอก อนุพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ฝ่ายพิธีการและกิจกรรม นายบวรเวท รุ่งรุจี ประธาน ฝ่ายสถานที่ อธิบดีกรมศิลปากร (นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ) ประธาน ฝ่ายหาทุนและการเงิน กรุงเทพมหานคร นางวัลลิยา ปังศรีวงศ์ ประธาน จังหวัดสมุทรสงคราม รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ประธาน (นายสุพจน์ ยศสิงห์ค า) ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (นายยุทธศักดิ์ สุภสร) ประธาน ๑๘


ฝ่ายจัดกิจกรรม สาธิต และนิทรรศการ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ศิริวรรณ ศิลาพัชรนันท์ ประธาน ฝ่ายจัดการแสดงนาฏศิลป์ อธิบดีกรมศิลปากร (นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ) ประธาน ฝ่ายตั้งเครื่องเสวย ของว่างผู้ตามเสด็จ นางวัลลิยา ปังศรีวงศ์ ประธาน ฝ่ายจัดของว่างผู้ทูลเกล้า ฯ กรรมการ และแขกผู้ใหญ่ นางดวงตา ส่งสัมพันธ์ ประธาน ฝ่ายจัดดอกไม้ที่ประทับและห้องสรง นางสุชาดา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ประธาน ฝ่ายรักษาพยาบาล เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธาน (นายเตช บุนนาค) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และการจราจร ผู้บังคับการกองบังคับการต ารวจนครบาล ๑ (พล.ต.ต.จักรภพ สุคนธราช) ประธาน ฝ่ายเลขานุการ จัดท าสูจิบัตร ของที่ระลึก การเงินการบัญชี และประสานงาน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ศิริวรรณ ศิลาพัชรนันท์ ประธาน ๑๙


ร าอาศิรวาทราชสดุดี “ พระบารมีพระพุทธเลิศหล้า คุ้มประชาไทยนิรันดร์ ” เป็นการแสดงเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ด้วยพสกนิกรชาวไทย ต่างส านึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาว ไทย และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระเมตตาเสด็จมาเป็นองค์ประธาน ในการนี้จึงต่างพร้อมใจ น้อมอัญเชิญเทพเทวามาประสิทธิ์ประสาทพระพรชัย ถวายทั้งสองพระองค์ ให้ทรงพระเกษมส าราญ สัมฤทธิ์ส าเร็จกิจการดังพระประสงค์ ยิ่งยงพระเกียรติยศ บุญญาบารมี สถิตเป็นมิ่งขวัญไทยธานีนิรันดร์ ซึ่งประพันธ์บทขับร้องโดยนางสาว วันทนีย์ ม่วงบุญ ผู้ช านาญการศิลปะการแสดง และบรรจุเพลงโดยนายสมชาย ทับพร ผู้ช านาญการด้านคีตศิลป์ไทย กรมศิลปากร ดังนี้ - ปี่พาทย์ท าเพลงโคมเวียน - (ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่องพระ นาง ๘ คู่ ออกร า) - ร้องเพลงเทวาประสิทธิ์ - สมเด็จพระ พุทธเลิศหล้า นภาลัย ทรงพระคุณ ยิ่งใหญ่ แสนไพศาล ดุจทิพย์พรม ร่มเย็น เป็นนิจกาล ชุ่มชื่นบาน พระบุญญา บารมี กรณียกิจ ทรงท า งามล้ าเลิศ สุดป ร ะเส ริ ฐ มงคล ด ลสุขศ รี แผ่นดินทอง ผ่องจรัส สวัสดี พระภูมี ทรงคุ้มไทย ไปนิรันดร์ วันทนีย์ ม่วงบุญ จัดท าค าบรรยาย ๒๐


- ร้องเพลงตระนิมิต - องค์ประธาน พระกนิษฐา ธิราชเจ้า ทรงโปรดเกล้า เสด็จมา เป็นมิ่งขวัญ ร่วมทูนเทิด สักการะ พระทรงธรรม์ บนสวรรค์ พิมานแมน แดนนภา ให้จุ่งทรง เกษม เปรมหฤทัย ประสงค์ใด สมมาด ปรารถนา พูนพระเกียรติ แซ่ซ้อง ก้องโลกา น้อมวันทา ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ - ปี่พาทย์ท าเพลงรัวดึกด าบรรพ์ – (ผู้แสดงร าจนจบกระบวน แล้วเข้าโรง) ร าอาศิรวาท ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่มา : ส านักการสังคีต กรมศิลปากร ๒๑


ชฎารัตน วังกาวี สสิธร เพิ่มสิน พัณณ์ชิตา พิพัฒน์ชุติพร อาภัสรา นกออก จุฑามาศ สกุลณี ชัชลัยพร องอาจ วริศรา สุรพนาวัลย์เวช กนกกาญจน์ ฤกษ์มาก สุพัตรา แสงค าพันธุ์ ภัณฑิญา วิภารัตน์ จริยา สุขธรรม ศศิวิมล วงศ์วิสุทธิ์อ าไพ โศภิษว์ฐา มัธยมจันทร์ ภาสินี ปั้นศิริ รัชนีกร ประเสริฐพรศักดิ์ หนี่งนุช เคหา ๒๒


ไพโรจน์ ทองค าสุก จัดท าค าบรรยาย ร าประเลง เป็นการร าเบิกโรงละครในอันมีมาแต่โบราณ ผู้แสดงแต่งกาย ยืนเครื่องพระ ๒ คน สวมหัวเทวดาโล้นปิดหน้า สมมติว่าเป็นเทวดาถือก าหางนกยูง ทั้งสองมือ ออกมาร่ายร าตามท านองเพลงโดยไม่มีบทร้อง เพลงหน้าพาทย์อาจใช้ เพลงกลมหรือโคมเวียน แล้วออกด้วยเพลงตระบองกัน อันเป็นเพลงประกอบอิริยาบถ ไปมาของผู้มีอิทธิฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ โดยสมมติว่าเทวดาลงมาร่ายร าเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคล และปัดรังควานป้องกันเสนียดจัญไรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการแสดง และถือเป็นโอกาส ในการปัดเป่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ให้ออกไปจากประเทศไทย ให้ประชาชน ชาวไทยพบแต่ความสุขสถาวรสืบไป ธีรเดช กลิ่นจันทร์ ปรัชญา ชัยเทศ ๒๓


เนื้อเรื่องโดยย่อ หอกกบิลพัท เป็นเทพอาวุธอันศักดิ์สิทธิ์ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพอัน ยิ่งใหญ่ ของกรุงลงกามาแต่ครั้งปฐม แต่ห่างการท าพิธีบูชามาช้านาน ทศกัณฐ์คิดจะตัดศึกลงกา ลงให้ได้ โดยการใช้หอกกบิลพัทออกท าสงคราม แต่ก็ต้องท าพิธีชุบหอกกบิลพัท ให้ทรงอานุภาพเหมือนดังเดิมเสียก่อน กอปรกับทศกัณฐ์มีความเป็นพาลคิดอาฆาตเหล่า เทพเทวาทุกราศีที่มาเป็นพยานให้แก่ท้าวมาลีวราชพิพากษาให้ทศกัณฐ์เป็นฝ่ายผิด ต้องคืนส่งนางสีดาให้แก่พระราม แต่ทศกัณฐ์กลับไม่ยอมรับค าตัดสินของท้าวมาลีวราช ซ้ ากลับต่อว่าท้าวมาลีวราช และบรรดาเทพเทวาทั้งหลายว่าไม่มีความเป็นธรรม มีใจเอนเอียงเข้าข้างพระราม จนท้าวมาลีวราชโกรธ ว่าทศกัณฐ์ท าเสื่อมเสียพรหมพงศ์ ท าแต่ความชั่วช้าไม่ยอมรับความผิดของตน และสาปทศกัณฐ์ด้วยวาจาสิทธิ์ให้ทศกัณฐ์ พ่ายแพ้เสียชีวิตด้วยศรพระราม ทศกัณฐ์มีความเจ็บแค้นอับอายและอาฆาตเหล่าเทพเทวาเป็นอันมาก จึงคิด จะสังหารเหล่าเทพเทวาจากทุกชั้นฟ้าด้วยพิธีเผารูปเทวดาที่หาดทรายกรด โดยน า ชั้นดินทั้งเจ็ดท่ามาผสมกันปั้นเป็นรูปเทวดาแล้วใส่ในกองไฟกลางพิธี พร้อมกันนั้น ก็ท าพิธีชุบหอกกบิลพัทให้เรืองฤทธิ์เพื่อจะออกท าสงคราม เหล่าเทพเทวาทุกชั้นฟ้าพากันเดือดร้อนกลัวจะเกิดอันตรายจากพิธีเผารูป ของทศกัณฐ์ จึงกราบทูลพระอิศวรให้ช่วยแก้ไข พระอิศวรจึงให้เทวดาพาลี ก็คือ พระยาพาลีซึ่งสิ้นชีวิตแล้วมาจุติบนวิมานฟ้า ไปปราบท าลายล้างพิธีของทศกัณฐ์ เทวดา พาลีจึงกลับเพศกลายร่างจากเทวดาไปเป็นพญาวานร คุมพลไปล้างพิธีของทศกัณฐ์ ประสาท ทองอร่าม จัดท าค าบรรยาย ๒๔


เทพบุตรพาลีแปลงเป็นพระยากาศ (พาลี) มาท าลายพิธีเผารูปเทวดา และพิธีชุบหอกกบิลพัทของทศกัณฐ์ ที่มา : ส านักการสังคีต กรมศิลปากร ๒๕ ทศกัณฐ์นั้นมีความเกรงกลัวฤทธิ์เดชของพาลีมาแต่เดิม จึงเสียพิธีชุบหอกและเผารูป เทวดา หนีกลับเข้ากรุงลงกา ทศกัณฐ์มีความคลางแคลงในพระทัยว่าพาลีนั้นตายไปนานแล้ว แต่เหตุไฉนจึงฟื้น กลับมาท าลายพิธีของตนได้ จึงพาลไปโทษพิเภกว่าเป็นเพราะพิเภกแจ้งความลับ ให้พระรามทราบแล้วให้หนุมานแปลงเป็นพาลีมาล่อลวงท าลายพิธี จึงคิดจะสังหาร พิเภกด้วยหอกกบิลพัท เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามคอยบอกกลอุบายแก่พระรามอีกต่อไป ทศกัณฐ์ออกท าสงครามกับพระรามด้วยตนเองอีกครั้ง แต่แฝงไว้ด้วยอุบายอันล้ าลึก ที่ผู้ใดก็คาดไม่ถึง ดั่งการแสดงที่จะได้ชม ณ บัดนี้


ฉาก จัดฉากเป็นสองชั้น ชั้นล่างตั้งโรงพิธีสีแดงอยู่ด้านหนึ่งของเวที มีกองไฟอยู่หน้าแท่นท าพิธีมีพานแบนใหญ่ใส่รูปปั้นเทวดาวางอยู่ มีดินส าหรับปั้นรูปเทวดาเตรียมไว้ด้วย ชั้นบนจัดเป็นฉากวิมานเขาไกรลาสให้อยู่อีกทางด้านหนึ่งของเวที เพื่อให้เห็นการแสดงชัดเจน ควรมีเนื้อที่พอสมควรเพื่อให้ผู้แสดงร าเพลงหน้าพาทย์ พร้อมกันในการแปลงกาย ผู้แสดง ทศกัณฐ์ (แต่งชุดเข้าพิธี) คนธงยักษ์ เขนยักษ์ เสนายักษ์ มโหทร เปาวนาสูร ราชสีห์ คนกั นกลดยักษ์ พระอิศวร พระอินทร์ เทวดาพาลี เทพบุตร เทพธิดา พระยากากาศ (พาลี) พลวานร - ปี่พาทย์ท าเพลงวา - - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (ทศกัณฐ์ทรงเครื่องเข้าพิธีถือหอกกบิลพัท ทรงราชรถคุมกองทัพยักษ์เต้นออกเวทีล่าง) - ร้องเพลงมอญร าดาบ - ครั นถึงโรงพิธีที่หาดทราย จึ่งหยุดพลนิกายนายไพร่ เสด็จจากรถาคลาไคล ส้ารวมใจเข้าสู่โรงพิธี ประสาท ทองอร่าม จัดท าบทและค าบรรยาย สมชาย ทับพร บรรจุเพลงขับร้อง ๒๖


ทศกัณฐ์ทรงเครื่องเข้าพิธีถือหอกกบิลพัท ๒๗ ที่มา : ส านักการสังคีต กรมศิลปากร


- ปี่พาทย์ท าเพลงพราหมณ์เข้า – (เปิดม่าน) (ทศกัณฐ์ลงจากราชรถ เสด็จเข้าสู่โรงราชพิธี) (เสนายักษ์ปรับรูปขบวนเข้าในฉากรายล้อมรอบโรงราชพิธี) (คนธงยักษ์ เขนยักษ์ มโหทร เปาวนาสูร ราชสีห์ น าราชรถเคลื่อนเข้าเวที) (เปิดไฟให้เห็นเป็นเปลวไฟที่กองไฟหน้าโรงราชพิธี) - ร้องเพลงเชื้อสองชั้น - จึ่งหยิบดินเจ็ดท่านั้นมาปั้น เป็นรูปเทพเทวัญทุกราศี อินทร์พรหมยมราชมาตุลี บรรดาที่ได้ไปเป็นพยาน - ร้องเพลงเชื้อชั้นเดียว - ครั้นส าเร็จเสร็จสรรพไม่นับได้ จึ่งใส่ในเพลิงแรงแสงฉาน เอาธูปเทียนจุดจัดนมัสการ โอมอ่านไสยเวทย์วิทยา - ปี่พาทย์ท าเพลงรัว - (ทศกัณฐ์โอมอ่านพระเวทท าพิธี ท้ายเพลงน ารูปปั้นเทวดาใส่ในกองไฟ) (เปิดไฟในกองไฟให้แรงขึ้น มีเปลวไฟปลิวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน) (จบเพลง ลดไฟบริเวณโรงพิธีลงแต่ให้เห็นการแสดงอยู่บาง ๆ ) (เปิดไฟเวทีบน ให้เห็นเป็นฉากวิมานเขาไกรลาสชัดเจน) - ร้องเพลงยานี - มาจะกล่าวบทไป ถึงเทพไทอิศวรนาถา แลเล็งเพ่งทิพย์นัยนา ก็แจ้งว่าทศกัณฐ์ท าจัณฑาล - เจรจา - พระอิศวร - จึ่งด ารัสว่าดูกรท้าวมัฆวานแลเหล่าสุรารักษ์ บัดนี้ทศพักตร์นั้นใจบาป ท าหยาบหยาม จะชุบหอกออกสงครามด้วยความโกรธ แล้วพาลจิตคิดชั่วโฉดปั้นรูปเผา เหล่าเทวา ถ้าปล่อยไว้ทุกชั้นฟ้าจะเดือดร้อน จะต้องล้างพิธีลงเสียก่อนจะเกิดภัย ตรัสพลางทางปราศรัยสั่งเทวาองค์พาลี ท่านจงจ าแลงแปลงอินทรีย์จากเทวราช ให้กลับ เป็นพระยากากาศอันเรืองฤทธิ์ บรรดาเหล่าเทพบุตรก็จงนิมิตเป็นกระบี่มีศักดา ลงไป ล้างตบะกิจวิทยาของทศกัณฐ์ จงเร่งรีบจรจรัลพากันไปในบัดนี้ ๒๘


เทวดาพาลี - เทพบุตรพาลีรับรับสั่งจอมโลกา ถวายบังคมน้าเหล่าเทวาออกมาหน้า พิมานชัย ต่างส้ารวมใจร่ายเวทแปลงตนด้วยมนต์ฤทธิ์ ปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงตระนิมิต แล้วติดเชิด - ปี่พาทย์ท าเพลงตระนิมิต - (เทพบุตรพาลีและเหล่าเทพบุตร ร้าหน้าพาทย์แปลงกายแล้วเข้าเวที) (ดับไฟบริเวณฉากวิมานเขาไกรลาสบนเวทีบนทั งหมด) (เปิดไฟสว่างเวทีชั นล่าง บริเวณโรงราชพิธีของทศกัณฐ์) - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (พระยากากาศ (พาลี) น้าพลวานรเต้นออกเข้ามาในฉาก) (พระยากากาศ พลวานรเต้นถึงท่าถึง พลยักษ์ต่างตกใจลุกขึ นตั งขบวนเตรียมเข้ารบ) (พลวานรเข้ารบกับพลยักษ์ตามกระบวนท่า (ท่าเดียว) พลยักษ์แตกพ่ายหนีเข้าเวที) (พลวานรเข้ารุมล้อมโรงราชพิธีของทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์โกรธจับหอกกบิลพัท ออกจากโรงราชพิธีเข้าลุยไล่พลวานรแตกกระจายออกไป พระยากากาศ (พาลี) เข้าป้องกันพลวานร ทศกัณฐ์เห็นเป็นพระยาพาลีก็ตกใจกลัวแล้วกลับแข็งใจเข้ารบกับพระยาพาลี) (ทศกัณฐ์เข้ารบกับพระยาพาลีตามกระบวนท่า ควรเพิ่มท่ารบให้ทศกัณฐ์ใช้หอกแทง พระยาพาลี แต่พระยาพาลีหลบหลีกได้ทุกท่า สุดท้ายทศกัณฐ์เสียท่าสิ นก้าลังล้มลง) - เจรจา - ทศกัณฐ์ - ทศกัณฐ์เข้าต่อติดรบรับกับพระยากากาศ ยิ่งคั่งแค้นแสนหวั่นหวาด ประหลาดใจ เอ๊ะ.. ไอ้พาลีนี้บรรลัยไปเนิ่นนาน ไฉนจึ่งฟื้นคืนชีวานกลับเป็นมา ทั้งเรือง ฤทธิ์เรืองศักดาการยุทธยง ก าลังเราก็ถดถอยน้อยแรงลงไปทุกที สิ้นมานะจะต่อตีสืบ ต่อไป ก็รีบหลีกลี้หนีกลับเข้าเวียงชัยด้วยใจหวาด พิธีลับหอกกบิลพัทพลันพินาศลงทันที บัดนี้เชิด - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (ทศกัณฐ์สิ้นแรงจะต่อสู้กับพระยากากาศ รีบหนีกลับเข้าเวที) (พระยากากาศสั่งเคลื่อนพลวานรเข้าเวที) (ปิดม่าน) ๒๙


ผู้แสดง ทศกัณฐ์ (ตัวพุ่งหอก) คนธงยักษ์ เขนยักษ์ เสนายักษ์ มโหทร เปาวนาสูร ราชสีห์ คนกั้นกลดยักษ์ ตลกฝ่ายยักษ์ พระราม พระลักษมณ์ พิเภก ชามภูวราช สุครีพ หนุมาน ชมพูพาน องคต นิลนนท์ ไชยามพวาน เขนลิง สิบแปดมงกุฎ พลวานร ม้า คนกั้นกลดพระ - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (ต่อเนื่องมา) (ทศกัณฐ์ถือหอกกบิลพัททรงราชรถคุมกองทัพยักษ์เต้นออกเวทีล่างทางหนึ่ง) (พระราม พระลักษมณ์ ทรงราชรถคุมกองทัพวานรเต้นออกทางหนึ่ง) (ทั้งสองกองทัพออกปะทะทัพกันกลางเวที) (ทศกัณฐ์ พระราม ต่างสั่งกองทัพยักษ์ กองทัพวานรเข้ารบกัน) (เสนายักษ์ เข้ารบกับสิบแปดมงกุฎตามกระบวนท่า (ท่าเดียวไม่ตาย) มโหทร เปาวนาสูร เข้ารบกับพญาวานรตามกระบวนท่า) (ทศกัณฐ์ พระราม พระลักษมณ์ ต่างลงจากราชรถเข้ารบกัน ทศกัณฐ์เข้ารบกับพระราม พระลักษมณ์ ให้รบเพียงท่าเดียวอาจประดิษฐ์ท่ารบขึ้นใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับเวลา โดยให้ทศกัณฐ์เข้ารบกับพระราม พระลักษมณ์ ไปพร้อมกันในท่าเดียว) - เจรจา - ทศกัณฐ์ - ทศเศียรอสุรีทรงหยุดยั้งรั้งรอท่า ยี่สิบพระเนตรสังเกตหาตัวน้องชาย เห็นดัดจริต ท ากรีดกรายอยู่ท้ายทัพ แอบบังหลังหวังให้ลับไม่แลเห็น ทั้งกองทัพกลับ ตั้งเด่นเป็นเหล่าหลัก พญายักษ์แสนกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์ ทั้งสิบปากขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน แสนหมั่นไส้ จับพระแสงหอกกลอกกลับขยับไว้แล้วยั้งคิด ว่าเหล่ากระบี่ที่มีฤทธิ์อยู่ มากมาย ทั้งสองมนุษย์ผู้เป็นนายก็คอยคุ้มกัน จะพุ่งหอกสังหารมันเห็นยากอยู่ เกลือกพวกมันนั้นล่วงรู้จะเสียการ จ าจะกล่อมจิตคิดอ่านเป็นการกล (ตลกยักษ์ออก) เรียกออกมาที่หน้าพลชวนสนทนา คิดพลางทางเสด็จไคลคลามาหน้าทัพ ปั้นสีหน้า ท าท่าสลับแสนละห้อย บีบน้ าตาท าท่าส าออยค่อยกวักหัตถ์ แล้วว่าโอ้พิเภกน้องรักของ พี่นี่เจ้าจะเคืองขัดไปถึงไหน ทุกเช้าค่ าพี่น่ะร่ าไห้อาลัยเหลือ ด้วยพี่กับเจ้าเล่ามัน ๓๐


หน่อเนื้อร่วมเชื้อสาย พี่น้องทั้งหลายเล่าเขาก็มาตายเป็นก่ายกอง จะเหลือก็แต่พี่กับ น้องเพียงเท่านั้น เราจะมาวิวาทพลาดพลัดกันด้วยอันใด อันเรื่องความหลังครั้งก่อนไซร้ พี่น่ะรับผิด เจ้าอย่าถือสาเห็นแก่หน้าพี่สักนิดเถิดนะ คนดี๊คนดี (ตลกยักษ์คอยขัด) ใครนะเขาจะรักเจ้าเทียมเท่าพี่ไม่มีแล้ว มาเถิดมะพ่อน้องแก้วยอดดวงมาลย์ โธ่พี่ยังรัก เจ้าเหมือนเมื่อวันวานยังหวานอยู่ (ตลกยักษ์เข้าขัด) มาเถิดมะออกมาให้พี่กอดจูบสัก ฟอดพอชื่นชูคลายความเศร้า แสร้งร าพันปั้นหน้าเศร้าเฝ้ากวักหัตถ์ อีกมือหนึ่ง ก ากบิลพัทถนัดถนี่ หมายสังหารผลาญพิเภกอสุรีให้วายชีวัน บัดนั้นเชิดฉิ่ง - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิดฉิ่ง - (ทศกัณฐ์เจรจาความกับตลกยักษ์ถึงการสงครามในวันนี้ ด้วยตั้งใจจะสังหารพิเภกที่ทรยศอกตัญญูหนีไปอยู่กับพระราม คอยแก้กลศึกของฝ่ายอสูรอยู่ร่ าไป แล้วให้ตลกยักษ์ช่วยเรียกพิเภกให้ออกมาอยู่หน้าทัพ จะได้ใช้หอกกบิลพัทสังหารพิเภก (ติดตลกตามกระบวนท่า) แล้วทศกัณฐ์พูดเกลี้ยกล่อมจนพิเภกค่อยออกมาอย่างหวาดกลัว พระลักษมณ์ระวังทีท่าคอยคุ้มกันพิเภกไว้) - ปี่พาทย์ท าเพลงรัว - (ทศกัณฐ์ได้ทีพุ่งหอกกบิลพัทหวังสังหารพิเภก พระลักษมณ์เข้าป้องกันถูกหอกกบิลพัทปักลงที่พระชงฆ์เซล้มลง สุครีพและเหล่าพญาวานรเข้าประคองพระลักษมณ์ไว้ พระรามเข้าประคองพระลักษมณ์ เหล่าพลวานรคอยป้องกันกองทัพยักษ์) - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (ทศกัณฐ์สั่งเคลื่อนกองทัพยักษ์กลับเข้าเวที) - ปี่พาทย์ท าเพลงโอด - (พระรามเข้าประคองพระลักษมณ์ทรงโศกา) ๓๑


พระลักษมณ์ถูกหอกกบิลพัท ที่มา : ส านักการสังคีต กรมศิลปากร ๓๒


- พากย์ - โอ้พ่อผู้เพื่อนยาก วิบากใดมาตามทัน ประมาทหมิ่นมิป้องกัน จึ่งมอดม้วยด้วยเภทภัย (โอ้) ครั้งเมื่อต้องโมกขศักดิ์ ก็ปิ้มจักเพียงตักษัย พิเภกช่วยแก้ไข จึ่งรอดชีพชนมาน (โอ้) ครั้งเมื่อต้องนาคบาศ ทั้งพรหมาสตร์มารอนราญ หากได้หนุมาน จึ่งปลดปลอดรอดชีวี (โอ้) ครั้งเมื่อต้องหอกมูลพลัม รับเคราะห์กรรมซ้ าเป็นสี่ ยังด ารงคงชีวี นั้นเหลือแล้วนะอกอา - ปี่พาทย์ท าเพลงโอดสองชั้น - (พระรามประคองพระลักษมณ์ทรงโศกา พลวานรต่างโศกเศร้าลงร่ าไห้) - เจรจา - พระราม - สมเด็จพระภุชพลก่นแต่จะโศกาด้วยอาลัย ครั้นค่อยข่มขับระงับใจ คลายเทวษ พลันผันแปรแลพระเนตรไปยังโหราจารย์ แล้วทรงมีพระราชด ารัส ตรัสถามขุนมารผู้ภักดี อันหอกกบิลพัทของอสุรีมีพิษร้าย น้องเราจะต้องตกตายหรือพอ มีวิธีแก้ ท่านจงตรวจตรองให้ถ่องแท้แน่แก่ใจ - ร้องเพลงทองย่อน (รวบ) - บัดนั้น พิเภกประนมบังคมไหว้ จึ่งทูลว่ายาแก้หอกนี้ไซร้ พระศุลีสาปไว้ในโลกา เป็นโอสถสามอย่างกลางไพรสณฑ์ ชื่อว่าต้นตู่ตัวพฤกษา กับทั้งสังกรณีตรีชวา ที่ภูผาสัญชีพสัญญี ตามต ารับกับมูลโคด า อยู่ที่ถ้ าอินทกาลคิรีศรี แม่หินจะบดโอสถนี้ ท้าวนาคีรักษาไว้บาดาล ลูกหินบดทศกัณฐ์เก็บไว้ หนุนเศียรอยู่ในราชฐาน ขอพระองค์ทรงด าริตริการ ใช้ทหารหายามาให้ทัน จะได้แก้องค์พระอนุชา ให้รอดชีพชนมาไม่อาสัญ แม้นรุ่งรางส่างแสงพระสุริยัน น่าที่ชีวันจะบรรลัย ๓๓


- ร้องร่าย - เมื่อนั้น พระอวตารผ่านภพสบสมัย ฟังพิเภกพาทีดีพระทัย ภูวไนยจึ่งมีพระบัญชา ดูก่อนค าแหงหนุมาน ตัวท่านจงรับอาสา ไปเอาสังกรณีตรีชวา กับหินบดยามาบัดนี้ - เจรจา - หนุมาน - หนุมานขุนกระบี่วายุบุตร รับสั่งองค์พระทรงครุฑใส่เกศา ถวายบังคม แล้วคลานคล้อยถอยออกมาหน้าทัพไชย ส าแดงแผลงฤทธิไกรอ้าโอษฐ์หาว ให้โชติช่วง เป็นดวงดาวล้อมดวงจันทร์ ส่องสว่างดั่งกลางวันอ าพันแสง จดจ าค าพิเภกที่ทูลแจ้ง จนขึ้นใจ พลางแผลงฤทธิรนรีบเหาะไปด้วยศักดา บัดนี้รัวแล้วเชิด - ปี่พาทย์ท าเพลงรัว - เชิด - (หนุมานแผลงฤทธิ์หาวเป็นดาวเดือน (เปิดไฟให้สว่างบริเวณกองทัพพระราม) แล้วแผลงฤทธิ์เหาะเข้าเวที) (เมื่อหนุมานหายเข้าเวทีให้ลดไฟบริเวณกองทัพพระรามลงให้หมด) (เปิดม่าน) ฉาก - ท้องฟ้า (หนุมานตัวรอกเหาะออกมา) - ร้องเพลงลิงลาน - เหาะหาสรรพยาเร็วรีบ ทั่วทวีปเขาใหญ่ในคูหา ได้มูลโคโอสถหินบดยา ครบส ารับกลับมามิช้าที - ปี่พาทย์ทาเพลงรัว - เชิด - (ปิดม่าน) (เปิดไฟสว่างเวทีล่าง บริเวณกองทัพพระราม) (พระราม พญาวานร ประคองพระลักษมณ์ไว้ กองทัพทั้งหมดต่างเศร้าสลด บ้างก็ร้องไห้) ๓๔


- เดี่ยวปี่เพลงพญาโศก - เพลงแมลงวันทอง - (หนุมานออกน าแม่หินและลูกหินบดยากับสรรพยาทูนเหนือหัวเข้ามาในฉาก แล้วถวายสรรพยาทั้งหมดแก่พระราม พิเภกคลานเข้ามาใกล้พระราม พระรามรับสรรพยาแล้วส่งให้พิเภก พิเภกประกอบสรรพยาทั้งหมดลงบนแม่หิน แล้วใช้ลูกหินบดสรรพยา พิเภกน าสรรพยามาพอกปิดไว้ที่ปลายหอกกบิลพัท ตรงพระชงฆ์ของพระลักษมณ์) - ปี่พาทย์ท าเพลงรัว - (หนุมานเข้าถอนหอกออกจากพระชงฆ์ของพระลักษมณ์ พระลักษมณ์ฟื้น เข้าถวายบังคมพระราม) - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (ม้าน าราชรถพร้อมคนกั้นกลดออกมารับพระรามและพระลักษมณ์ พระราม พระลักษมณ์ ขึ้นทรงราชรถ แล้วสั่งพลวานรเคลื่อนเข้าเวที) - ปี่พาทย์ท าเพลงค้างคาวกินกล้วย - (ท้ายขบวน พลวานรจ านวนหนึ่ง แสดงลีลาลักษณะท่าทางหกคะเมนตีลังกา ท่าพิเศษ พอสมควร แล้วทั้งหมดเข้าเวที) ๓๕


ทศกัณฐ์ วัชรวัน ธนะพัฒน์ สุทธิ สุทธิรักษ์ มโหทร เอกสิทธิ์ เนตรานนท์ เปาวนาสูร บัญชา สุริเจย์ คนธงยักษ์ พัฒนพงษ์ แสงรื่น เสนายักษ์ เสกสม พานทอง ศุภชัย ศุภรกุล สิบทิศ คาระวะ ศรุต นนทประดิษฐ์ พหุรงค์ อัครวงษ์ พงษ์รัตน์ เล้าประเสริฐ นพพร โหมดเทศ ธีรยุทธ จุลละปิยะ ตลกยักษ์ จรัญ พูลลาภ ราชสีห์ อลงกรณ์ พวงแก้ว ธเนศ ปากวิเศษ คนกั้นกลด เกริกชัย ใหญ่ยิ่ง พระอิศวร สมเจตน์ ภู่นา พระอินทร์ วัลลภ พรพิสุทธิ์ เทวดาพาลี พงษ์ศักดิ์ บุญล้น พญากากาศ กิตติ จาตุประยูร (เทวดาพาลีแปลง) เทพบุตร พัณณ์ชิตา พิพัฒน์ชุติพร วริศรา สุรพนาวัลย์เวช โศภิษว์ฐา มัธยมจันทร์ รัชนีกร ประเสริฐพรศักดิ์ เทพธิดา สสิธร เพิ่มสิน ชัชลัยพร องอาจ กนกกาญจน์ ฤกษ์มาก ศศิวิมล วงศ์วิสุทธิ์อ าไพ ๓๖


พระราม พิพัฒน์ รจนากร พระลักษมณ์ อัษฎาวุฒิ จูไหล พิเภก อรรถพล อ่อนสุวรรณ ชามภูวราช รัฐพร เคหา สุครีพ จุลทรัพย์ ดวงพัตรา หนุมาน พรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง หนุมาน (ตัวรอก) ไชยวัฒน์ ธรรมวิชัย ธรรมภณ มาฬมงคล ชมพูพาน ศราวุธ อารมณ์ชื่น องคต ศิลปิน ทองอร่าม นิลนน ด าริ กิตติพงษ์ ไชยามพวาน คณิต เพิ่มสิน สิบแปดมงกุฎ อนุชา เลี้ยงสอน สุวรรณ กลิ่นอ าพร พงษ์พิพัฒน์ สุวรรณมาลา วันชัย พันธุ์ดี ศรัญญู เอี่ยมจินดา พรรวินท์ ชุนเกษา ธนากร รัตนเลิศ กันตพงษ์ เรืองวัฒนวิศิษฐ์ ม้าลากรถ ศักดิ์ คชเสนีย์ เศรษฐพงศ์ ปั้นศิริ คนกั้นกลด จิรพัทธ์ พานพุด พากย์ – เจรจา ประสาท ทองอร่าม ทรงพล ตาดเงิน ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ หัสดินทร์ ปานประสิทธิ์ สุรเดช เดชอุดม ๓๗


ก ากับการแสดง ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ช่วยก ากับการแสดง ฉันทวัฒน์ ชูแหวน สมเจตน์ ภู่นา ธีรเดช กลิ่นจันทร์ สมชาย อยู่เกิด ธรรมนูญ แรงไม่ลด กฤษกร สืบสายพรหม วัชรวัน ธนะพัฒน์ กิตติ จาตุประยูร เอกภชิต วงศ์สิปปกร นพวรรณ จันทรักษา เยาวลักษณ์ ปาลกะวงศ์ สิริวรรณ อาจมังกร พรทิพย์ ทองค า อ านวยการฝึกซ้อม พงษ์พิศ จารุจินดา ประสาท ทองอร่าม วันทนีย์ ม่วงบุญ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ เจตน์ ศรีอ่ าอ่วม ควบคุมการจัดเครื่องแต่งกาย น้ าทิพย์ ศิริมงคล ช่วยควบคุมการจัดเครื่องแต่งกาย ชริตา ธนัทกุลภักดี จัดเครื่องแต่งกาย/แต่งกาย เพ็ญศิริ โกมลวัจนะ ม.ร.ว.รัศมีอาภา ฉัตรชัย พัฒนพงษ์ แสงรื่น นพพร โหมดเทศ สุรชัย อุตสาหะเพียรกิจ ปราณี จุลกะเศียน ศักดิ์ คชเสนีย์ อลงกรณ์ พวงแก้ว สกุณี แซ่เฮ้ง กนกกานต์ รุ่งรัตน์ ถนอมทรัพย์ สุขเจริญ จัดเก็บอุปกรณ์ สิทธิพร พันทะสา สามารถ สุทธิกิติวงศ์ สุปรีชา สุทธพันธ์ ประสานงานการแสดง สลักใจ เปลี่ยนไพโรจน์ ภวินีเดชสุภา ๓๘


๓๙ หัวหน้าวง กิตติศักดิ์ อยู่สุข ปี่ สุราช ใหญ่สูงเนิน ระนาดเอก สุชีพ เพ็ชรคล้าย ระนามทุ้ม พงษ์พิพัฒน์ พรวัฒนาศิลป์ ระนาดเอกเหล็ก กรรธวัช แก้วอ่อน ระนาดทุ้มเหล็ก ประวุฒิ อ่ าพุทรา ฆ้องวงใหญ่ พงค์พันธ์ เพชรทอง ฆ้องวงเล็ก ศราวุฒิ พรมจิตต์ เครื่องหนัง ชัยพฤกษ์ สิทธิ สุภร อิ่มวงค์ ฉิ่ง ติณณภพ ถนอมธรรม กรับ รณภัทร นามดี โหม่ง อารมย์ พลอยหิรัญ ซออู้ มารุต มากเจริญ ขับร้อง กัญจนปกรณ์ แสดงหาญ กิตติคุณ อยู่เจริญ ปกรณ์ หนูยี่ สุภางค์พักตร์ แก้วกระหนก กานต์สิณีสังเวียนทอง วันเพ็ญ จิตตรง ภมรรัตน์ โพธิ์สัตย์ ปรึกษาด้านดนตรี/ขับร้อง ปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ บุญช่วย แสงอนันต์ สมชาย ทับพร เสรี สินธุชัยภาคเสรี ไชยยะ ทางมีศรี อุทัย ปานประยูร


ไพโรจน์ ทองค าสุก จัดท าค าบรรยาย หุ่นกระบอกของไทย ผู้ที่ริเริ่มเป็นคณะแรก คือ หุ่นคณะคุณเถาะ ก่อตั้งโดย ม.ร.ว.เถาะ พยัฆคเสนา คิดสร้างขึ้น โดยเป็นหุ่นที่แกะเลียนแบบอวัยวะของคนจริง ๆ เพียงหัวและมือทั้งสองข้างเท่านั้น ส่วนล าตัวใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นแก่นติดกับหัวหุ่น ปัจจุบันนี้ ใช้วัสดุอื่นที่มีรูปทรงกระบอกแทนไม้ไผ่ก็มี แล้วน าผ้ามาปักดิ้น เลื่อม แบบปัก เครื่องแต่งตัวโขนละคร น าไปคลุมตั้งแต่คอของหุ่นลงมาและชายผ้ากว้างออกไปจนยาว เท่ากับส่วนของมือผู้เชิดจะเหยียดออกไปได้ ตรงมุมผ้าด้านบนทั้งข้างซ้ายและข้างขวา ของหุ่น ท าไม้ไผ่เหลาให้เล็กแบบตะเกียบ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ตรงปลายไม้ติด มือของหุ่น ซึ่งมีลักษณะดังนี้ มือซ้ายของหุ่นจะเหยียดนิ้วหักข้อมือตั้งวงเหมือนมือตัว ละคร ส่วนมือขวาของหุ่นตัวพระส่วนมากจะท าแบบก ามือ มีรูไว้ส าหรับสอดอาวุธ ที่จะถือลงไป แต่มือของตัวนางจะมีลักษณะแบบมือซ้าย เว้นแต่นางยักษ์ที่มือขวา จะก ามือและมีรูส าหรับไว้สอดใส่กระบองลงไปให้ถือ เครื่องประดับก็มีกรองคอ ทับทรวงและก าไลข้อมือ นอกจากหุ่นกระบอกจะมีวิวัฒนาการทางด้านการท าตัวหุ่น แล้ว วิธีเชิดก็ยังเปลี่ยนแปลงไปจากโบราณอีกด้วย ในสมัยโบราณผู้เชิดหุ่นจะนั่งเชิด ซึ่งไม่สะดวกในการเคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้บางคณะจึงเปลี่ยนเป็นยืนเชิด จอหุ่นกระบอก แต่เดิมท าเป็นฉากตายตัว เขียนรูปอะไรก็คงอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ กรมศิลปากร ก็ใช้วิธียืนเชิดเช่นเดียวกัน นับเป็นวิวัฒนาการของหุ่นกระบอกที่คงจะมีให้คนไทยได้ชม ตลอดไป ส าหรับเรื่องที่ส านักการสังคีต กรมศิลปากร น าเสนอใน วันนี้ คือ เรื่องพระอภัยมณี ตอนนางผีเสื้อสมุทรลักพระอภัยมณี โดยมีเนื้อเรื่องพอสังเขป ดังนี้ ๔๐


พระอภัยมณี กับศรีสุวรรณพระอนุชา ต้องถูกท้าวสุทัศน์พระบิดาขับไล่ออกจาก เมืองรัตนา ด้วยเหตุที่พระอภัยมณีทรงสนพระทัยศึกษาเล่าเรียนจนส าเร็จวิชาการดนตรี ส่วนศรีสุวรรณก็สนพระทัยศึกษาเล่าเรียนจนส าเร็จวิชากระบี่กระบอง ซึ่งวิชาการ ทั้งสองนี้ ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของท้าวสุทัศน์ ดังนั้นทั้งสองพี่น้องจึงต้องซัดเซพเนจร ระหกระเหินเดินป่าด้วยความล าบากล าบน จนกระทั่งมาถึงหาดทรายชายทะเลแห่ง หนึ่ง ซึ่งขณะนั้นพราหมณ์ทั้งสามอันมีชื่อว่า วิเชียร โมรา สานน ได้ผ่านมาพอดี จึงได้ ไต่ถามกันจนทราบความจริงว่าใครเป็นใคร พระอภัยมณีประสงค์จะให้สามพราหมณ์ได้ ประจักษ์ในคุณวิเศษของเสียงดนตรี จึงทรงเป่าปี่ด้วยเสียงวิเวกโหยหวน ครั้นพราหมณ์ ทั้งสามและศรีสุวรรณได้ฟัง ต่างก็เคลิบเคลิ้มพากันหลับใหลไม่ได้สติ และด้วยความ ไพเราะแห่งเสียงปี่นี่เอง ท าให้นางผีเสื้อสมุทรไม่สามารถทนได้ จึงขึ้นจากท้องทะเล และเข้าลักพาพระอภัยมณีลงไปไว้ในถ้ าด้วยความหลงรัก นี่คือที่มาของการแสดง หุ่นกระบอก เรื่องพระอภัยมณี ตอนนางผีเสื้อสมุทรลักพระอภัยมณี ซึ่งจัดแสดง ในครั้งนี้ ๔๑


หุ่นกระบอก พระอภัยมณี ที่มา : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๔๒


- ปี่พาทย์ท าเพลงวา - - ซอท าเพลงท านองหุ่น - - ปี่พาทย์ท าเพลงเสมอ - - (หุ่นไหว้ครูออก) - - ร้องเพลงช้าปี่ - สิบนิ้วลูกจะยกขึ้นประนม ขอถวายบังคมเหนือเกศี ไหว้พระพุทธพระธรรมล้ าโลกีย์ โพยภัยอย่าได้มีมาบีฑา - ร้องเพลงปีนตลิ่งนอก - ไหว้คุณบิดามารดร ครูพักอักษรทุกแหล่งหล้า ไหว้ทั้งครูเทพเทวา ขอจงมาชูช่วยอ านวยชัย - ปี่พาทย์ท าเพลงรัวสามลา - (หุ่นไหว้ครูเข้าโรง) - เดี่ยวซออู้ท านองหุ่นกระบอก - (พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณออก) - ร้องหุ่นกระบอก - จะจับบทพี่น้องสองกษัตริย์ บิดาตรัสขับไล่ออกไพรสาณฑ์ เป็นกษัตริย์จักรพรรดิพิสดาร มาเรียนการเป่าปี่กระบี่กระบอง พระเชษฐาว่าโอ้พ่อเพื่อนยาก สู้ล าบากบุกบั่นกันทั้งสอง เข้าถึงวังยังมิทันได้ทดลอง ก็มาต้องยากเย็นเป็นภัยพาล พระอนุชาว่าพระพี่นี้ขี้ขลาด เป็นชายชาติช้างงาไม่กล้าหาญ ไพโรจน์ ทองค าสุก เรียบเรียงบท ๔๓


แม้นชีวังยังไม่บรรลัยลาญ ก็เซซานซอนไปคงได้ดี พระเชษฐาว่าจริงแล้วน้องรัก เจ้าเเหลมหลักตักเตือนสติพี่ พลางประคองน้องรักจรลี เข้าหยุดยั้งฝั่งนทีเย็นสบาย - ปี่พาทย์ท าเพลงฉิ่ง - (พระอภัยมณี และศรีสุวรรณเข้านั่งพักใต้ต้นไม้) (สามพราหมณ์ออก) - ร้องร่าย - บัดนั้น เหล่ามานพบุตรพราหมณ์สามสหาย ลัดเลี้ยวเที่ยวเล่นถึงหาดทราย เห็นผู้ชายพี่น้องทั้งสองคน พิศดูรูปร่างช่างทรงโฉม งามประโลมหลากจิตคิดฉงน แต่แลเล็งเพ่งมองต้องกมล จึงชวนกันจรดลบนเนินทราย (ทอด) เข้ามาใกล้ไทรทองสองกษัตริย์ โสมนัสถามไถ่ดังใจหมาย - พูด - โมรา - (ร้องถามว่า) พวกท่านเป็นใคร มาจากไหนกันล่ะ ศรีสุวรรณ - แล้วพวกท่านล่ะเป็นใคร โมรา - อ้าว พวกเราบอกก่อนก็ได้ โมรา - ข้าชื่อโมราปรีชาชาย มีแยบคายช านาญในการกล เอาฟางมาผูกส าเภาได้ แล้วแล่นไปในจังหวัดไม่ขัดสน สานน - ข้ามีวิชาชื่อสานน ร้องเรียกฝนลมได้ดังใจจง วิเชียร - ข้านี้มีนามพราหมณ์วิเชียร เที่ยวร่ าเรียนสงครามตามประสงค์ ถือธนูสู้ศึกนึกทะนง หมายจะปลงชีวาปัจจามิตร ธนูนั้นแล่นทีละเจ็ดลูก หมายให้ถูกตรงไหนก็ไม่ผิด พร้อมกัน ล้วนแรกรุ่นร่วมรู้คู่ชีวิต เคยมาเล่นเป็นนิจที่หาดทราย สามพราหมณ์- เอาล่ะ แล้วท่านทั้งสองล่ะ เป็นใครมาจากไหนกัน ถึงได้มาอยู่ที่นี่ บอกได้หรือยัง ๔๔


- ร้องเพลงนาคบริพัตร - พระฟังความถามทักเห็นรักใคร่ จึงขานไขความจริงทุกสิ่งสรรพ์ - ปี่พาทย์รับเบาๆ - - พูดในเพลง - พระอภัย - เราชื่ออภัยมณีนี่ศรีสุวรรณ เป็นพงศ์พันธุ์จักรพรรดิสวัสดี ไปร่ าเรียนวิชาที่อาจารย์ ต าบลบ้านจันตคามพนาศรี อันตัวเราช านาญการดนตรี น้องเรานี้ช านาญการศาสตรา พระบิตุเรศขับไล่มิให้อยู่ ว่าเรียนรู้ต่ าชาติวาสนา เราพี่น้องสองคนจึงซนมา มิรู้ว่าจะพ านักพักที่ใด - ร้องเพลงถอยหลังเข้าคลอง - ดรุณพราหมณ์สามคนได้แจ้งอรรถ ว่ากษัตริย์สุริย์วงศ์ไม่สงสัย ประนตนั่งบังคมขออภัย พระอย่าได้ถือความข้าสามคน - พูด - โมรา ซึ่งองค์พระอนุชาเรียนอาวุธ เข้ายงยุทธ์ข้าก็เห็นว่าเป็นผล สานน แต่ดนตรีนี้ดูไม่ชอบกล ข้าแสนสนเท่ห์ในน้ าใจจริง วิเชียร ดนตรีมีคุณที่ข้อไหน ฤาใช้ได้แต่ข้างเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง พร้อมกัน ยังสงสัยในจิตคิดประวิง จงแจ้งจริงให้สว่างกระจ่างใจ - ร้องเพลงกระบอกเงิน - พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม จึงเล่นความจะแจ้งแถลงไข - พูดในเพลง - อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์ ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จัตุบาทกลางป่าพนาสิณฑ์ แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ อันลัทธิดนตรีดีนักหนา ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญา จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง ๔๕


- ร้องร่าย - แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้ เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง ส าเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ - เดี่ยวปี่เพลงพัดชา - - ร้องเพลงพัดชา - ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยเชยชิดพิสมัย ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย พระจันทรจรสว่างกลางโพยม ไม่เทียมโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน - ปี่เดี่ยวต่อไป - (ศรีสุวรรณและสามพราหมณ์หลับ) (นางผีเสื้อออกแอบฟังปี่ เล่นกวนมุกกับนักดนตรี) - ร้องเพลงต้นบรเทศ - ทรวดทรงองค์เอวช่างอ้อนแอ้น เป็นหนุ่มแน่นน่าชมสมสมาน ถ้าแม้นได้กับกูคู่ชีวาน จะประสานกอดแอบไว้แนบเนื้อ น้อยหรือแก้มซ้ายขวาก็น่าจูบ ช่างสมรูปนี่กระไรวิไลเหลือ ทั้งลมปากเป่าปี่ไม่มีเครือ นางผีเสื้อตาดูทั้งหูฟัง - ร้องร่าย - ยิ่งปั่นป่วนรวนเรเสน่ห์รัก สุดจะหักวิญญาเหมือนบ้าหลัง อุตลุดผุดทะลึ่งขึ้นตึงตัง โดยก าลังโลดโผนโจนกระโจม ชุลมุนหมุนกลมดังลมพัด กอดกระหวัดอุ้มองค์พระทรงโฉม กลับกระโดดลงน้ าเสียงต้ าโครม กระทุ่มโถมถีบไปในคงคา - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (นางผีเสื้อเข้าอุ้มพระอภัยเข้าโรง) - ร้องเพลงสาลิกาเขมร - จะกล่าวถึงอนุชานิทราสนิท พระอาทิตย์ยอแสงแฝงพฤกษา น้ าค้างพรมลมพัดกระพือมา เสนาะเสียงสกุณาสนั่นไพร ๔๖


ทะเลลึกเลื่อนลั่นสนั่นคลื่น ผวาตื่นหวาดหวั่นฤทัยไหว ไม่เห็นพี่ที่พุ่มพฤกษาไทร ประหลาดใจปลุกพราหมณ์ทั้งสามรา (ศรีสุวรรณปลุกพราหมณ์ทั้งสาม ถามถึงพระอภัยมณี แล้วต่างเที่ยวกันค้นหา พบแต่รอยเท้านางผีเสื้อสมุทร) - ร้องร่าย - อันรอยนี้มิใช่รอยมนุษย์ ต่างยั้งหยุดครุ่นคิดจิตกังขา หรือยักษีผีเสื้อแกล้งมารยา มาลักพาภูวไนยเอาไปกิน ศรีสุวรรณเห็นจริงก็ใจหาย ระทวยกายลงกับท่าชลาสินธุ์ พระเนตรนองนัยนาดังวาริน กันแสงสิ้นเสือกซบสลบไป - ปี่พาทย์ท าเพลงโอด - - ร้องเพลงกระบอกเงิน - ทั้งสามพราหมณ์เข้าประคองพระน้องนาถ เห็นอนาถนิ่งแน่ช่วยแก้ไข ต่างปรึกษาว่ากันท าฉันใด จึงจะได้รู้แจ้งแห่งกิจจา - ร้องเพลงสองไม้ - เจ้าสานนคนฉลาดเฉลยตอบ ท านองปลอบทรงฤทธิ์ขนิษฐา พี่ได้ครูรู้เรียนต ารามา จะจับยามสามตาให้แน่นอน แล้วนับนิ้วนิ่งนั่งตั้งสติ ตามลัทธิเรียนรู้ที่ครูสอน ทั้งลมจันทกาลาพยากรณ์ รู้แน่นอนแม่นย าแล้วท านาย อย่าครวญคร่ าร าพึงถึงพระพี่ มีสตรีพาไปดังใจหมาย เขาอุปถัมภ์ค้ าชูอยู่สบาย พอเคราะห์คลายจะได้พบประสบกัน อยู่ข้างทิศอาคเนย์ทะเลลึก พระอย่านึกแหนงว่าจะอาสัญ เรารีบเร่งผูกเรือเผื่อจะทัน แล้วพากันไปยังฝั่งสาคร - ปี่พาทย์ท าเพลงเชิด - (ศรีสุวรรณและสามพราหมณ์เข้าโรง) ๔๗


เชิดหุ่นไหว้ครู หัสดินทร์ ปานประสิทธิ์ เชิดหุ่นพระอภัยมณี ไพโรจน์ ทองค าสุก (ศิลปินรับเชิญ) เชิดหุ่นศรีสุวรรณ สุพรทิพย์ ศุภรกุล (ศิลปินรับเชิญ) เชิดหุ่นพราหมณ์วิเชียร เอก อรุณพันธ์ เชิดหุ่นพราหมณ์โมรา สุเมธ พิสัยพันธ์ เชิดหุ่นพราหมณ์สานน เอกภชิต วงศ์สิปปกร เชิดหุ่นนางผีเสื้อสมุทร อัญชลิกา หนอสิงหา ควบคุมหุ่นกระบอก ไพโรจน์ ทองค าสุก (ศิลปินรับเชิญ) ช่วยก ากับหุ่นกระบอก หัสดินทร์ ปานประสิทธิ์ อัญชลิกา หนอสิงหา ๔๘


Click to View FlipBook Version