ศูนย%อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
i โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุง ของพระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง) A Model of Practitioner towards Sufficient Life in Vanumrung Community of Phra Methivajaraprachathorn (Dr.Luangpor Daeng) ดร.ลําพอง กลมกูล ศูนยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ii โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุง ของพระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง) A Model of Practitioner towards Sufficient Life in Vanumrung Community of Phra Methivajaraprachathorn (Dr.Luangpor Daeng) ISBN (e-book): 978-616-300-867-1 ผูเขียน ดร.ลําพอง กลมกูล รองผูอํานวยการศูนยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ปรึกษา พระเทพปวรเมธี, รศ.ดร. พระอุดมสิทธินายก, รศ.ดร. พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร. พระมหาจีรวัฒน กนฺตวณฺโณ, รศ.ดร. พระครูโอภาสนนทกิตติ์, ผศ.ดร. พระครูวิรุฬหสุตคุณ, ผศ.ดร. พระปลัดระพิน พุทธิสาโร, ผศ.ดร. พระครูสังฆรักษเอกลักษณ อชิโต, ดร. พระปลัดอภิเชษฐ สุภทฺรวาที รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รศ.ดร.พิเชฐ ทั่งโต ดร.สุรัตน คําโสภา ออกแบบปก นางสาวอรวรรณ อินทรภู พิสูจนอักษร ดร.ณัฐนิชา ปญญนิภา และนางสาวตันหยง พุกทอง พิมพครั้งแรก 15 สิงหาคม 2566 จํานวนหนา 96 หนา จัดทําโดย ศูนยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เลขที่ 79 หมู 1 ตําบลลําไทร อําเภอวังนอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13170
iii
iv
v
vi
vii
viii กิจกรรมวิถีพุทธ วิถีพอเพียง ของชุมชนวนัมรุง
ix ประวัติ พระเมธีวัชรประชาทร, ดร. ชื่อ นามสกุล : พระเมธีวัชรประชาทร, ดร. (ประยูร สรอยระยา) ฉายา : นนฺทิโย สถานที่เกิด : จังหวัดสมุทรสงคราม บิดา : นางยง สรอยระยา มาดา : นางฝอย สรอยระยา วัน/เดือน/ป /เกิด : ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ อายุ๗๓ ป พรรษา ๕๐ การศึกษา ปริญญาตรี หลักสูตรนิติบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปที่สําเร็จการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๔ ปริญญาตรี หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปที่สําเร็จการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ คณะสังคมศาสตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย ปที่สําเร็จการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ ปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปที่สําเร็จการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๓ ปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปที่สําเร็จการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๖ นักธรรม ชั้นเอก
x ประสบการณการทํางาน พ.ศ. ๒๕๖๖ ดํารงตําแหนง ที่ปรึกษาคณบดีคณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๕ อนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการสงเสริมการพัฒนา ประสิทธิภาพ การดําเนินงาน หนวยอบรมประชาชนกลาง (อ.ป.ต.) ของมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ประธานฝาย ทรัพยากรผูจัดตังศูนยพักคอย ( ci ) หนวยอบรมประชาชนประจํา ตําบลเหมืองใหม (อ.ป.ต.) พ.ศ. ๒๕๖๔ อาจารยพิเศษ ประจําคณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึงปจจุบัน รองประธานสมัชชาพระสงฆผูนําขับเคลื่อน หมูบานรักษาศีล ๕ แหงประเทศไทย (หนกลาง) พ.ศ. ๒๕๖๓ เปนประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนถาวรวิทยา จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงปจจุบัน ประธานหนวยอบรมประชาชนประจําตําบลเหมืองใหม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงปจจุบัน รองประธานหนวยอบรมประชาชนประจําอําเภอ (อ.ป.อ) พ.ศ. ๒๕๖๒ กรรมการฝายสาธารณสงเคราะหจังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงปจจุบัน รองเจาคณะอําเภออัมพวา พ.ศ. ๒๕๖๖ ประธานฝายสาธารณสงเคราะหจังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงปจจุบัน เปนปรึกษากลุมลงแขกลงคลองตําบลเหมืองใหม อําเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะผูเผยแผพระพุทธศาสนาประจําภาค ๑๕ พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๖๐ เปนผูอํานวยการจัดอบรมติวเขมกอนสอบนักธรรม ชั้น ตรี โท เอก และธรรมศึกษาชั้น ตรี โท เอก จังหวัดสมุทรสงคราม
xi พ.ศ. ๒๕๔๘ ไดรับการแตงตั้งเปนผูเผยแผพระพุทธศาสนาประจํา จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๓๙ รองประธานคณะกรรมการหนวยอบรมประชาชน ประจําตําบล พ.ศ. ๒๕๑๙-ปจจุบัน เจาอาวาสวัดอินทาราม พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๓๙ รองประธานคณะกรรมการ และวิทยากร หนวยอบรมประชาชนประจํา ตําบล (อ.ป.ก.) พ.ศ. ๒๕๒๕ รักษาการเจาคณะตําบลเหมืองใหมเขต ๒ หนาที่การงานปจจุบัน พ.ศ. ๒๕๑๙ เจาอาวาส วัดอินทาราม ตําบลเหมืองใหม อําเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. ๒๕๖๒ อาจารยพิเศษ ประจําคณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๖ ที่ปรึกษาคณบดีคณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ดานสมณศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ เจาอาวาสวัดราษฎรชั้น โท ที่ พระครูพิศิษฎประชานาถ พ.ศ. ๒๕๓๓ เจาอาวาสวัดราษฎรชั้นเอก ที่ พระครูพิศิษฎประชานาถ พ.ศ. ๒๕๕๖ เทียบผูชวยเจาอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ที่ พระครูพิศิษฏประชานาถ พ.ศ. ๒๕๖๕ เทียบผูชวยเจาอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ที่ พระครูพิศิษฏประชานาถ พ.ศ. ๒๕๖๖ พระราชาคณะชั้นสามัญ พระเมธีวัชรประชาทร (ประยูร สรอยระยา)
xii เปนสมาชิกหรือกรรมการ สมาคม มูลนิธิ ชมรม หรืออื่นๆ ที่ปรึกษามูลนิธิวัดอินทาราม หลีกโหมดมณี ประธานมูลนิธิ บวร จตุรัสประชานาถ กรรมการมูลนิธิ การจัดการเชิงพุทธ ประธาน สวนพุทธเกษตร โคกหนองนา มูลนิธิวัดอินทาราม ในจังหวัดสุรินทร และจังหวัดสมุทรสงคราม เกียรติประวัติ/รางวัลที่เคยไดรับ พ.ศ. ๒๕๖๖ ผูทําคุณประโยชนใหกับกระทรวงศึกษาธิการประจําป ๒๕๖๖ พ.ศ. ๒๕๖๖ พระสงฆตนแบบสมัชชาพระสงฆผูนําขับเคลื่อนหมูบาน รักษาศีล ๕ พ.ศ. ๒๕๖๖ นักวิจัยดีเดน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภายใตแผนงานวิจัย การพัฒนาโครงสรางเชิงระบบเพื่อ การปกครอง คณะสงฆที่เขมแข็งในสังคมไทยไทย พ.ศ. ๒๕๖๖ พัดเกียรติยศ และเกียรติบัตร ใหแก วัดตนแบบ ระดับหน และภาคีเครือขายระดับจังหวัดในโครงการวัดประชารัฐสรางสุข พ.ศ. ๒๕๖๕ ผูสรางสรรคเรื่องเลาทองถิ่น มรดกวัฒนธรรม และ พระพุทธศาสนาดวยการเสื่อสารปลอดภัยและสรางสรรค มูลนิธิพระรัตนตรัย ในพระราชูปถัมภฯ พ.ศ. ๒๕๖๕ รางวัลราชสีห บุคคลตนแบบแหงป สาขาผูทําคุณประโยชน ตอพระพุทธศาสนาดีเดน พ.ศ. ๒๕๖๓ ศิษยเกาดีเดน สาขาดานการสรางคุณประโยชนแก มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๖๐ รับรางวัล DAIMON OF ASIA AWARD ๒๐๑๘ พ.ศ. ๒๕๖๒ ไดรับคัดเลือกเปน หมูบานรักษาศีล ๕ ตนแบบ ประจําป ๒๕๖๒ ระดับภาค
xiii พ.ศ. ๒๕๖๑ เปนศิษยเกาดีเดนเกียรติคุณ (บรรพชิต) สมาคมศิษยเกา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประจําป พ.ศ. ๒๕๖๑ พ.ศ. ๒๕๕๙ ไดเขารับรางวัลแทนคุณแผนดิน ประจําป ๒๕๕๙ โดยมีศาสตราจารยเกียรติคุณ นายแพทยเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เปนประธานในพิธี ซึ่งเปนรางวัลที่มอบใหแก พระสงฆและประชาชนที่ทําคุณประโยชนใหกับสังคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกาศเกียรติคุณ เปนผูบําเพ็ญประโยชนสงเสริม การเผยแผพระพุทธศาสนา ประวัติโดยสังเขป พระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง นันทิโย) รองเจาคณะ อําเภออัมพวา, รองประธานสมัชชาพระสงฆผูนําขับเคลื่อนหมูบานศีล ๕ หนกลาง, ประธานกรรมการฝายสาธารณสงเคราะหจังหวัด สมุทรสงคราม เจาอาวาสวัดอินทาราม ต.เหมืองใหม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พระผูมีแตให เปนพระที่เปยมไปดวยเมตตา ใครขาด เหลือ ถาหลวงพอแดงมี หลวงพอแดงใหหมด ภายใตแนวคิด พระสงฆ ผูเปนที่พึ่งของประชาชน “ยิ่งใหยิ่งได ยิ่งใหยิ่งมี” จนชาวบานตั้งฉายา “พระผูมีแตให นักบุญลุมน้ําแมกลอง” จึงเปนพระสงฆผูเปนที่พึ่งของ ประชาชนตลอดมา นอกจากนี้ ยังใหความสําคัญกับการศึกษา แมจะอายุ ๗๓ ป พรรษา ๕๐ แต ดร.หลวงพอแดง ก็ศึกษาเลาเรียนจนลาสุดเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ ทานจบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา รัฐศาสตร คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย โดยดุษฎีนิพนธเรื่อง “การพัฒนาบทบาทของผูปกครองทองที่ ที่มีตอการสงเสริมอารยเกษตรตาม โคก หนอง นา โมเดล จังหวัด สมุทรสงคราม” โดยการประยุกตตามหลักพุทธธรรม ถือวาเปนปริญญา
xiv เอกใบที่ ๒ หลังจาก เมื่อป ๒๕๖๓ ทานจบปริญญาเอก หลักสูตรพุทธ ศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือเปนพระสงฆตนแบบที่ ไมยอมแพกับอายุในวัย ๗๓ ป แตก็ศึกษาเลาเรียนจนจบปริญญาเอก ถึง ๒ ใบ หากยอนไปในวัยเด็ก พระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง นันทิโย) เดิมชื่อประยูร สรอยระยา เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ณ บานเลขที่ ๓๕ ม.๖ ต.เหมืองใหม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม บิดาชื่อ นายยง สรอยระยา มารดาชื่อ นางฝอย สรอยระยา นามสกุล แมเดิม รัศมีโชติมีพี่นองทั้งหมด ๘ คน เปนคนใจบุญมาตั้งแตเล็ก กอนจะไป โรงเรียนมีหนาที่จะตองใสบาตรพระหนาบานทุกวัน เมื่อยังเยาววัยนั้น เด็กชายแดงทานไดรับการศึกษาตั้งแตชั้นประถมศึกษาปที่ ๑ ที่โรงเรียน ถาวรวิทยาแลวยายไปเรียนตอจนเรียนจบชั้นประถมศึกษา ๗ ที่ โรงเรียนวัดเสด็จสุทธิวิทยานุสรณ เมื่อจบการศึกษาแลวก็ออกมาชวย พอ-แม ทําอาชีพเกษตรกรรม (สวนมะพราว สมโอ และลิ้นจี่) จนอายุได ๒๑ ป พ.ศ.๒๕๑๔ ไดไปรับราชการเปนทหารเรือ ๒ ป เมื่อปลด ประจําการป ๒๕๑๖ ก็บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดอินทาราม เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๖ โดยพระครูสมุทรธรรมกิจ หลวงปูหยอด ชินวังโส วัดแกวเจริญ เกจิแหงลุมน้ําแมกลองเปนพระอุปชฌาย พรรษา ๑-๒-๓ สอบนักธรรมตรี-โท-เอก ไดจบหลักสูตร นักธรรมเอก เมื่อป ๒๕๑๙ ทานเลื่อมใสในวิชาที่เรียนเกี่ยวกับการธุดงค จากการฉันใน บาตร จําวัดในปาชา ทานชอบฉันสํารวม และมีความคิดที่จะออกธุดงค แสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อตัดกิเลสบําเพ็ญตน เพื่อคนหาหลักธรรมใหถึง แกนแท โดยหลวงพอแดงทานเตรียมตัวในการออกธุดงค และเชื่อมั่น เพียงตําราตามที่ไดร่ําเรียนมา จึงตัดสินใจที่จะมีเพียง สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร และกลด ติดตัวไปเทานั้น จากนั้นก็ออกธุดงคไปตามภูเขาลําเนาไพร
xv ยืดปาดงดิบ มุงสูจังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในสมัยนั้น ยังคงเปนปารกทึบตลอดเสนทางเปนการเดินดวยเทาเปลา ใน พ.ศ. ๒๕๑๙ ทานตั้งใจในการออกธุดงคครั้งนี้ขอถวายชีวิตเปนพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา โดยการเดินเขาสูปาหวาย โปรงกระทิง ดานมะขาม เตี้ย จนกระทั่งผานปารกทึบไปเจอสถานที่แหงหนึ่งซึ่งปจจุบันเรียกกัน วา ทาเสด็จ และตั้งใจวาจะปกกลดที่นี่เพื่อปฏิบัติธรรมอันสงบ การธุดงคของทานตองเจอะเจอกับฝน พายุ ลูกเห็บที่ตกกระหน่ําลงมา บางครั้งตองจําวัดทั้ง ๆ ที่เปยกแฉะ บางครั้งตองนั่งยอง ๆ จําวัด บางครั้งตองเก็บสบงจีวรสังฆาฏิใสบาตรแลวขึ้นไปนั่งบนบาตร เพราะ น้ําปาที่ไหลแรงตลอดเวลาทามกลางสายฝนในยามค่ําคืน ดร.หลวงพอแดง ออกธุดงคอยูหลายป หลังกลับจากออกธุดงคไดไมนาน ทานก็ไดรับแตงตั้งเปน เจาอาวาส วัดอินทาราม แมทานจะปฏิเสธ โดยใหเหตุผลวาเปนพระ หนุมบวชเรียนเพียง ๓ พรรษาเศษเทานั้น แตพระผูใหญก็เชื่อมันและ แนะนําใหทานรับตําแหนงรักษาการเจาอาวาสไปกอน ๑ ป ตั้งแตนั้นมา ทานก็รับดูแลวัดอินทารามมาตั้งแต พ.ศ.๒๕๑๙ และยังรับเปนครูสอน พระปริยัติธรรมดวย วันเวลาผานไป ๑ พรรษา ทานก็ไดรับตําแหนง เจาอาวาสอยางเต็มตัว ซึ่งทานก็เปนเจาอาวาสที่มีอายุนอยที่สุดของ จ.สมุทรสงคราม อีกดวย นอกจากนั้น หลวงพอแดง ยังเปนผูสืบทอด วิชาไหมหาสี ศีล ๕ พระครูสุนทรธรรมกิจ (หลวงปูหยอด ชินวังโส) อดีตเจาอาวาสวัดแกว เจริญ ศิษยเอก หลวงปูใจ ผูสืบสานตํานานตะกรุดลูกอมไหม เบ็ญจรงค ๕ สี ในขณะนั้น วัดอินทาราม มีแตปญหาตาง ๆ เชน กุฏิสงฆจะพัง ลงน้ําเพราะไมมีเขื่อนกั้นกันตลิ่งพัง อุโบสถหลังเดิมก็ชํารุดเสียหาย ศาลาการเปรียญก็ทรุดโทรม จนไมสามารถประกอบพิธีที่สําคัญตาง ๆ
xvi ได เตาเผาศพก็ยังไมไดมาตรฐาน หลวงพอแดงกับชาวบานจึงไดชวยกัน พัฒนาถาวรวัตถุตาง ๆ ภายในวัด โดยใชเวลาเกือบ ๒๐ ป และเปนผูนํา ในการสรางถนนสายผลไมเขามาวัดอินทาราม จึงเปนวัดที่ไดรับ การพัฒนาใหเจริญจนถึงทุกวันนี้ปจจุบันวัดอินทาราม เปนสถานที่ ทองเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดสมุทรสงครามอีกแหงหนึ่ง เปนที่รูจักของ คนทั่วประเทศ ดร.หลวงพอแดง เปนผูที่ใหความสําคัญกับการศึกษา โดย ทานจบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชานิติศาสตรบัณทิต และสาขาวิชา การจัดการเชิงพุทธ คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ และระดับปริญญา เอก สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อป ๒๕๖๓ และลาสุดทานจบหลักสูตร ปรัชญ าดุษฎีบัณ ฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร คณ ะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ นอกจากจะใหความสําคัญกับการศึกษาแลว ยังสงเสริม การศึกษาพระสงฆ สนับสนุนกิจกรรมโรงเรียนตาง ๆ เชน สราง หองสมุดประชาชน เฉลิมราชกุมารีอําเภออัมพวา ทูลถวายสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในป ๒๕๕๕, โครงการ พลังงานแสงอาทิตย ที่ติดตั้งใหโรงเรียนยากจนแลว ๕ แหงครอบคลุม ๓ อําเภอ ประกอบดวย แหงแรกคือ ร.ร.วัดแกนจันทร อ.บางคนที, ร.ร.ถาวรวิทยา อ.อัมพวา, ร.ร.วัดจันทรเจริญสุข และโรงเรียนบานฉูฉี่ อ.เมืองสมุทรสงคราม ประหยัดไฟตอเดือนกวา ๗๐ เปอรเซ็นต โรงเรียนมีเงินเหลือจากการประหยัดไฟฟาไปจัดการศึกษาปละจํานวน มาก โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาในทุกระดับ เปนประจําทุกป, โครงการขับเคลื่อนการเรียนรูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
xvii ดานการสถานศึกษาเปนศูนยการเรียนรู สืบสานภูมิปญญา เพื่อชุมชนที่ เขมแข็ง และยิ่งยืน, บริจาคขาวสาร และเงินสนับสนุน ๒๐ โรงเรียน, สนับสนุนการจางครูอัตราจาง ๑ โรงเรียน, สนับสนุนการดําเนินการจัด กิจกรรมบรรยายธรรม ดานการศึกษา, สนับสนุนการดําเนินการจัดการ สอนในการสอบธรรมมะศึกษาชั้นตรี เพื่อเตรียมความพรอม สําหรับ การสอบ วิชาเรียงความแกกระทูธรรม, บริจาคชุดตรวจ ATK และ อุปกรณการจัดการเรียนการสอนตาง ๆ ตลอดจนจัดตั้งโครงการ พระสงฆไมทิ้งประชาชน ภายใตภารกิจการ ชวยเหลือประชาชนยาม ยากลําบาก เชน ประสบอุทกภัย หรืออัคคีภัย พรอมทั้ง บริจาคเรื่องมือ ทางการแพทย จัดตั้งศูนยพักคอย (CI) สงมอบยาฟาทะลายโจรตานภัย โควิด-๑๙ จํานวน ๑,๓๐๐,๐๐๐ แคปซูล จัดซื้อวัคซีน แจกใหกับ พระสงฆประชาชนทั่วประเทศ และยังจัดตั้งสวนพุทธเกษตร โคก หนอง นา ธนาคารโคกระบือเพื่อประชาชน และสรางบานพระสงฆ เอื้ออาทร และเมื่อเรียนจบปริญญาเอก สาขาจัดการเชิงพุทธ และ สาขาวิชารัฐศาสตร อีกทั้งจบปริญญาตรี สาขาวิชานิติศาสตรบัณทิต (กฎหมาย) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงจัดตั้งศูนย ชวยเหลือใหคําปรึกษาทางดานกฎหมายใหกับประชาชนฟรีภายในวัด พรอมทั้งยังไดใหการสนับสนุนสวนราชการประชาชนในทุกดาน เปนตน นอกจากนี้ ยังใหโอกาสเพื่อนมนุษยจัดตั้งศูนยบําบัดและ ฟนฟูผูติดยาเสพติด โดยมีสวนราชการและเอกชนมีสวนรวมในการ บําบัดผูติดยาเสพติด จนมาถึงปจจุบัน รวมทั้งยังสงเสริมใหชาวบานจัด ตลาดน้ําบริเวณหนาวัด ชื่อ ตลาดน้ําพุทธเกษตรวัดอินทาราม ใหเกษตรกรชาวสวน ซื้อขายลิ้นจี่และสมโอ รวมทั้งผลไมอื่น ๆ เปนการ สงเสริมเกษตรกรใหมีรายได และผูบริโภคไดซื้อสินคาในราคายุติธรรม ดวย
xviii ดร.หลวงพอแดง ทานเปยมไปดวยเมตตา เปนพระนักพัฒนา และชวยเหลือสังคมมาโดยตลอด กวา ๕๐ ป จนชาวบานตั้งฉายา “พระผูมีแตให นักบุญลุมน้ําแมกลอง” เปนพระสงฆผูเปนที่พึ่งของ ประชาชน ดวยเหตุนี้ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิรา ลงกรณพระวชิรเกลาเจาอยูหัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทาน สัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ ใหพระครูพิศิษฎประชานาถ วัดอินทาราม จังหวัดสมุทรสงคราม เปนพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามวา “พระเมธีวัชรประชาทร” ทั้งนี้ตั้งแตวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ประกาศ ณ วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ เปนปที่ ๘ ในรัชกาล ปจจุบัน
xix คํานํานอมถวายมุทิตาสักการะ พระเดชพระคุณพระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง) ผูมีความเมตตาและมอบน้ําใจสงมอบแกเกษตรกรชาวชุมชนวนัมรุง อําเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย ผูที่ไดเขารวมโครงการ ธนาคารวัว และเขารวมกิจกรรมชุมชนสามัคคีของศูนยการเรียนรู เกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+โมเดล จังหวัดบุรีรัมย เนื่องในโอกาสที่พระเดชพระคุณไดรับพระราชทาน เลื่อนสมณศักดิ์ ผูเขียนในฐานะผูขับเคลื่อนโครงการธนาคารวัว ภายใตศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+โมเดล ขอนอมถวายมุทิตาสักการะผานผลงานวิชาการเรื่อง “โมเดล ความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของ พระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง)” ดวยพระเดช พระคุณไดเปนแบบอยางที่ดีในการปฏิบัติของความสมบูรณ พรอมทั้งศาสตรและศิลป มีภูมิความรูและภูมิธรรมเต็มเปยม อีกทั้งยังเปนผูเมตตากรุณาและใหโอกาสในการสรางสรรค กิจกรรมสงเสริมความอยูดีกินดีของเกษตรกรชาวชุมชนวนัมรุง อยางตอเนื่อง
xx ในโอกาสสําคัญนี้ผูเขียนขอนอมถวายมุทิตาสักการะ ดวยความตั้งใจยิ่งแดพระเดชพระคุณพระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง) และหวังเปนอยางยิ่งวาการนําเสนอโมเดล ความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของ พระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง) นี้จะเปนตนแบบของ แนวทางปฏิบัติที่ดีสําหรับนักปฏิบัติกิจกรรมสงเสริมวิถีชีวิต พอเพียงที่มีการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาใน การฝกฝนตนใหมีความเปนอยูอยางพอเพียงและยั่งยืนตอไป ขอกราบนมัสการดวยความเคารพอยางสูง ดร.ลําพอง กลมกูล รองผูอํานวยการศูนยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
xxi สารบัญ ประวัติ พระเมธีวัชรประชาทร, ดร. ............................................. ix คํานํานอมถวายมุทิตาสักการะ..................................................... xix สารบัญ......................................................................................... xxi บทความวาดวยการขับเคลื่อนธนาคารวัวหลวงพอแดง นนฺทิโย: กรณีศึกษาศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R +โมเดล จังหวัดบุรีรัมย............................................................. 1 บทนํา............................................................................................ 2 Introduction………………………………………………………................. 3 ปฐมบทวาดวยเรื่อง โคก หนอง นา R+โมเดล.............................. 4 ธนาคารวัวหลวงพอแดง นนฺทิโย จากอัมพวา สู โคก หนอง นา R+Model บุรีรัมย........................................................................ 9 ถอดองคความรูธนาคารวัว ศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+Model จ.บุรีรัมย............................................ 16 วิถีทางศาสนามาเปนกลไกขับเคลื่อนวิถีชุมชน.............................. 19 บทสรุป......................................................................................... 22 โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุง ของพระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง).............................. 23 รายการอางอิง.............................................................................. 37 ภาคผนวก..................................................................................... 39 ประวัติผูเขียน…………………………………………………………………….. 70
xxii Scan เพื่อรับชม Clip นําเสนอบทความ โครงการธนาคารวัวของหลวงพอแดง
xxiii โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียง แหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง)
xxiv
การขับเคลื่อนธนาคารวัวหลวงพอแดง นนฺทิโย: กรณีศึกษาศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคกหนองนา R + โมเดล จังหวัดบุรีรัมย Driving the Cow Bank of Luang Por Daeng Nonthiyo: A Case Study of Agricultural Research Learning Center Khok Nong Na R + Model in Buriram Province
2| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร บทนํา บทความวิชาการนี้มุงศึกษาแนวทางการขับเคลื่อน ธนาคารวัวหลวงพอแดง นนฺทิโย กรณีศึกษาศูนยการเรียนรู เกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R + โมเดล จังหวัดบุรีรัมย ใช การศึกษาจากเอกสาร งานวิจัย การสังเกต และการสัมภาษณ และนําเสนอในรูปแบบความเรียง ผลการศึกษาสรุปไดวา ธนาคารวัว มีจุดกําเนิดริเริ่มจากวัดอินทาราม จังหวัด สมุทรสงคราม โดยหลวงพอแดง นนฺทิโย และไดขยายเครือขาย การสงตอความชวยเหลือไปยังพื้นที่ตาง ๆ เพื่อสงเสริมให เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี พรอมกับการนําหลักการทาง พระพุทธศาสนา ในขอทาน ที่แปลวาการแบงปน การเสียสละ และการชวยเหลือเกื้อกูลตอชีวิตอื่น หามฆา หามขาย เมื่อตาย ก็ทําบุญให จึงถูกสงตอไปยังศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+โมเดล จังหวัดบุรีรัมย ซึ่งมีผูเขารวมโครงการ หลายครอบครัว เปาหมายเพื่อรับวัวไปเปนสวนหนึ่งของ ครอบครัว เพื่อเสริมสรางคุณภาพชีวิตโดยมีกรอบคิดทาง ศาสนาเปนเครื่องนอมนํา เมตตา แบงปน และชวยเหลือ ดังใน กลุมกรณีศึกษา จังหวัดบุรีรัมย ซึ่งสงผลเปนการขับเคลื่อน ธนาคารวัวเชิงประจักษที่ไดรับความพึงพอใจรวมกันในระดับดี
ดร.ลําพอง กลมกูล |3 Introduction This academic article aimed to study the driving guidelines for Cow Bank of Luang Por Daeng Nonthiyo in a Case Study of Agricultural Research Learning Center Khok Nong Na R + Model in Buriram Province. Documentary studies, research, observations and interviews were used for the study and were proposed and written in essay form. Results of the study indicated that the cow bank was originated from Wat Intharam in Samut Songkhram Province by Luang Por Daeng Nonthiyo and has expanded the network to send assistance to various areas in order to encourage farmers to have a good quality of life. Buddhist principles were also introduced in the alms that mean sharing, sacrifice and helping other lives, do not kill, do not sell, make merit if it died. Therefore, it is foreshadowed to Agricultural Research Learning Center Khok Nong Na R+ Model in Buriram Province which has many families participating in the project. The goals were to get cows to be part of the family, and to enhance the quality of life with a religious framework as a tool to introduce compassion, sharing and help as in the case study in Buriram Province. As a result, the empirical of the cow bank was satisfactory at a good level.
4| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร ปฐมบทวาดวยเรื่อง โคก หนอง นา R+โมเดล สืบเนื่องจากศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+โมเดล ไดดําเนินการขับเคลื่อนเกษตรบนพื้นที่มรดกของ บรรพชน แลวไดทําการศึกษาวิจัยโดยใชงานวิจัยเปนฐานใน เชิงเกษตรชุมชน เกษตรอินทรีย ที่เนนการไมเบียดเบียน หรือ การเกษตรที่เนนการเปนอยูสอดคลองกับวิถีธรรมชาติ นับตั้งแต การเริ่มตน ดังปรากฏในผลงานการศึกษาที่ผูเขียนไดศึกษาไว ซึ่งมีเปาหมายเพื่อใหเกิดเปนศูนยการเรียนรูจนกระทั่ง กลายเปนสวนสําคัญของการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่เพื่อใหได ประโยชนจากการขับเคลื่อนในองครวมดวยเชนกัน หาก ยอนกลับไปนับตั้งแตการเริ่มสรางพื้นที่เกษตรเชิงวิจัยนี้ เปน เวลาเกินกวา 1 ปนับแตการเริ่มตนพัฒนาที่ดินมรดกใหเปน แหลงการเรียนรูทางการเกษตร ภายใตโครงการวิจัย "การพัฒนาพื้นที่ตนแบบการบริหารจัดการพื้นที่ดวยศาสตร พระราชาบูรณาการสูการเรียนรู โคก หนอง นา R+โมเดล ในการพึ่งตนเองของชุมชนตามวิถีเกษตรพอเพียง จังหวัด บุรีรัมย" การพัฒนาแหลงอาหารเพื่อรองรับความเสี่ยงจาก สถานการณโควิด ไดผลเชิงประจักษ คือ มีขาว มีพืชผัก สวนครัวนานาชนิดสําหรับยังชีพ การเลี้ยงไก เลี้ยงปลานานา ชนิด ซึ่งสามารถแบงปนแกสมาชิกในครอบครัวพี่นอง แมกระทั่งแบงปนเปนสินคากระจายอยูในชุมชนดวย นอกจากนี้ ยังมีการสรางปฏิสัมพันธระหวางกลุมเครือขายนักวิชาการ ผูสนใจและสมาชิกที่มีความสนใจในการเรียนรูและรวมพัฒนา
ดร.ลําพอง กลมกูล |5 ทั้งในสวนของการแบงปนขอมูลประสบการณ ของผูมี ประสบการณเปนการเติมเต็ม รวมพัฒนาหรือเปนการแบงปน ขอมูล เพื่อเรียนรูรวมกัน ซึ่งไดทั้งเพื่อน กัลยาณมิตร และครู อาจารยที่เคารพนับถือ ความรูที่เนื่องดวยวิถีเกษตร ดวยความที่เปน "ลูกชาวนา" จึงเติบโต มากับวิถีของชาวนา แตดวยโลกทัศน แบบสมัยแหงอุตสาหกรรม วิถีเกษตรดั้งเดิมไมตอบโจทยจึงทํา ใหเปน "ลูกชาวนา" ทิ้งถิ่นไปเรียนหนังสือ พรอมกับโลกทัศน "เรียนสูง ๆ ทํางานดี ๆ" ผานการศึกษา "ปริญญา" คือเปาหมาย สูงสุด แตเทาที่พบ สวนหนึ่งเปนขอดีเพราะการศึกษาทําใหเกิด ความรู ความเขาใจ มองเห็นไดทั้งลึกและกวาง แตอีกสวนหนึ่ง ยังไมตอบโจทยตอการดําเนินชีวิตในองครวม ยังตองซื้อขาว ซื้อผัก ผลไม ที่ไมไดอยูในกระบวนการที่จะควบคุมได การผลิต เอง ปลูกเอง จึงทําใหมีความรูและความเขาใจ รวมทั้งสามารถ ควบคุมไดเปน "แหลงอาหาร" เพื่อการยังชีพ ภายใต กระบวนการวิจัยและพัฒนาเปนความรูใหเกิดขึ้น การพัฒนาผลิตภัณฑซึ่งในศูนยการเรียนรูผาน โครงการวิจัย ไดผลิตน้ําดื่ม โคกหนองนา เพื่อเปนเครื่องดื่มที่ รองรับผูมาเยือน และผลิตภัณฑจากกลวย เปนกลวยฉาบ ที่ ทดลอง ทําบรรจุภัณฑและมีรสชาติที่นารับประทาน (มีคนบอก มา) จึงนับวาเปนพัฒนาการนับแตการเริ่มตน พันธุขาว พันธุพืช พันธุสัตวผานการเรียนรู และทดลอง จากไมรู ก็ไดรู จากรูผิวเผินก็เปนความรูเชิงประจักษ ที่ผานการทดลอง ทั้งผิด
6| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร และถูก แตทั้งหมด มีความรูเปนเปาหมาย จึงอาจเรียกวา เปน นักวิจัย ชาวนาฝกปฏิบัติ หรือเกษตรทดลองงาน ทุกอยางได หมด เพราะกรอบของการกระทําการ คือ การวิจัย แสวงหา ความรู เปนประสบการณของการทําหรือลงมือทําดวย วิกฤติจากโควิด ทําใหพบวา อาหารเปนปจจัยสําคัญ ของการยังชีพ อาหารนับเปนความมั่นคงของมนุษยอยางหนึ่ง ศูนยการเรียนรู และวิจัย จึงมาพรอมกับการสรางความพรอม เพื่อรองรับความเสี่ยงในแบบวิถีเกษตร มีอาหาร มีขาวกิน มีผัก มีปจจัยการยังชีพในแบบสมดุล พอดี และสอดคลองกับ วิถีดั้งเดิมและปจจัยพื้นฐานที่มีอยูคือ "ที่ดินมรดก" จาก พอแม เมื่อกลับบานมาในชวงเทศกาลปใหม ดอกสุพรรณิการ (ดอกฝายคํา) ที่ปลูกไวกําลังบานที่โคกหนองนา ซึ่งก็มาทราบใน ภายหลังวาเปนดอกไมประจําจังหวัดบุรีรัมย ก็เปนการอนุรักษ และรักษาคุณคาของพืชประจําพื้นถิ่นไวเปนสัญลักษณคูกับ พื้นที่เกษตร ดังนั้น ตลอดเวลาเกินกวา 1 ปที่ โคก หนอง นา R+โมเดล จึงเปนทั้งประสบการณ ความเขาใจทั้งเขาใจวิถีของ เกษตรที่บรรพบุรุษไดทํามา และเขาใจตอตนเองทั้งในสวนของ อารมณ ความรูสึกและการเรียนรูอยางตอเนื่อง นับเปนความ นาประทับใจและเปนความทรงจําที่งดงามจากวันนั้นจนกระทั่ง วันนี้
ดร.ลําพอง กลมกูล |7 R + Model = Research Model ใชวิจัยเพื่อพัฒนา ความรูในวิถีเกษตร โคก หนอง นา R+โมเดล พัฒนาที่ 3 ไร เปนที่เก็บน้ํา ธนาคารน้ําแบบเปด ปลูกไมยืนตน พันธไมสาธิต เพื่อปรับระบนิเวศ ปลูกพืชผักเพื่อการยังชีพ ทํานา ทําเกษตร สาธิต สรางหวงโซอาหาร “แหลงผลิตอาหาร” โรงเรือนเลี้ยง สัตว อาคารศูนยการเรียนรูสูการสรางชุดความรูและศูนยการ เรียนรูเกษตรชุมชนตอไป (ลําพอง กลมกูล, 2564) ภาพที่ 1 งานวิจัยกับการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตรในมรดก ของบรรพชนเพื่อพัฒนาเปนศูนยการเรียนรูชุมชน (ภาพผูเขียน 17 มีนาคม 2564)
8| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร จากภาพที่ 1 การพัฒนาพื้นที่วิจัยและการสงเสริม คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ดวยการสงเสริมกระบวนการทาง ความรูเพื่อนําไปเปนตนแบบหรือตัวอยางของการประกอบ อาชีพซึ่งสวนใหญเปนเกษตรกรและมีพื้นที่ทางการเกษตรเปน ของตัวเองเปนทุนเดิมอยูแลว จึงไดนํามาผสมผสานเพื่อใหเกิด การขับเคลื่อนเปนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผานเกษตรดั้งเดิม ดวยความรูในรูปของเกษตรและวิจัยผสมรวมกัน จากภาพรวมเกี่ยวกับศูนยการเรียนรู ทําใหเกิดการ สรางเครือขายกิจกรรมชุมชน ซึ่งหมายถึงโครงการธนาคารวัว "ไมเบียดเบียน" รวมกับวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม ไดวัว ผานโครงการไถชีวิตโคกระบือ เพื่อนําไปเปนทุน สําหรับการยัง ชีพและการดําเนินชีวิต ภายใตหลักพระพุทธศาสนา ไม เบียดเบียน เปนทาน แบงปน ไมฆา ไมขาย ตายทําบุญไปให นับเปนกิจกรรมที่เนื่องดวยธนาคารวัว ซึ่งในบทความนี้จะได แบงปนเลาตอเกี่ยวกับกิจกรรมรวมกันระหวางโครงการธนาคาร วัว กับกิจกรรมรวมของศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัยตอไป
ดร.ลําพอง กลมกูล |9 ธนาคารวัวหลวงพอแดง นนฺทิโย จากอัมพวา สู โคก หนอง นา R+Model บุรีรัมย เมื่อสํารวจเกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับธนาคารวัว หรือ กิจกรรมสงเสริมการไถชีวิตโคกระบือ จะพบวา วัดอินทารามได ดําเนินการมาอยางตอเนื่อง จนกระทั่งกลายเปนการสงตอความ ชวยเหลือใหกับชุมชนในภาพกวางดังปรากฏในงานศึกษาเรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนพุทธเศรษฐศาสตรเชิงเกษตร พึ่งตนเอง: กรณีศึกษาศูนยการเรียนรูปรัชญาพอเพียงสูโคก หนองนาโมเดล จังหวัดสุรินทร” (วาสนา แกวหลา และคณะ, 2564) เมื่อผูเขียนไดประสานขอความชวยเหลือ วัวจาก ธนาคารวัวหลวงพอแดง นนฺทิโย จังหวัดสมุทรสงคราม ที่ได ดําเนินกิจกรรมสงวัวไปยังพื้นที่ตาง ๆ เชน จังหวัดสุรินทร สุโขทัย นครราชสีมา นครศรีธรรมราช เปนตน โดยทางวัดอิน ทาราม ไดเชิญชวนประชาชนใหรวมกิจกรรมธนาคารโคกระบือ และสงตอไปใหชาวบานไดรวมกันเลี้ยง เพื่อลดความรุนแรงจาก การฆา เปนการถายชีวิตโคกระบือ และทําใหสงเสริมหลักไม ปาณาติบาท คือหมายถึงไมฆา ไมทําราย หรือไมใชความรุนแรง ตอชีวิตเชิงปฏิบัติ ซึ่งหมายถึงลงมือปฏิบัติดวยตนเอง วากระทํา แบบนี้ ธนาคารวัว จึงเปนฐานของการสงเสริมนี้ และเมื่อได ประสานกับทางวัดอินทารามแลวจึงไดรับความอนุเคราะหวัว ในชุดแรก จํานวน 6 ตัว และชุดที่ 2 จํานวน 10 ตัว และควาย
10| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร จํานวน 1 ตัว ซึ่งมีมูลคาตามชวงเวลา แตสาระสําคัญ คือการ สงเสริมใหเกิดผลในทางปฏิบัติ รวมทั้งมีผูเขารวมโครงการรับวัว และโคกระบือไปเปนสวนขับเคลื่อนตอการดําเนินชีวิต ทําให เกิดงาน คุณภาพชีวิตผานการเลี้ยงสัตว หรือปศุสัตว และทําให เกิดการทํางานอื่น ๆ ตามมาดวยเชนกัน ภาพที่ 2 ภาพประชาสัมพันธการรับวัวจากโครงการธนาคารวัว หลวงพอแดง วัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม (ภาพผูเขียน 17 เมษายน 2566)
ดร.ลําพอง กลมกูล |11 ภาพที่ 3 กิจกรรมธนาคารวัว จากวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม ทยอยสงถึงมือเกษตรกรในพื้นที่เกษตรเชิงวิจัย ที่โคก หนอง นา R+โมเดล จังหวัดบุรีรัมย (ภาพผูเขียน 21 ธันวาคม 2565)
12| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร ภาพที่ 4 ดร.หลวงพอแดง ไดมอบวัว 10 ตัว เพื่อมอบใหแก เกษตรกรที่เขารวมโครงการธนาคารโคกระบือ (วัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม & โคก หนอง นา R+Model จ.บุรีรัมย) (ภาพผูเขียน เมื่อ 17 เมษายน 2566) ภาพที่ 5 ดร.หลวงพอแดง ไดมอบวัว 10 ตัว เพื่อมอบให เกษตรกรผูเขารวมโครงการธนาคารวัว และไดมอบควายเขา งามให ดร.ลําพอง จํานวน 1 ตัว เลี้ยงไวเปนคูขวัญ โคก หนอง นา R+โมเดล ตั้งชื่อไววา “วันวิสาข” (ภาพผูเขียน เมื่อ 17 เมษายน 2566)
ดร.ลําพอง กลมกูล |13 ภาพที่ 6 ภาพประชาสัมพันธการรับวัวจากโครงการธนาคารวัว หลวงพอแดง วัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม (ภาพผูเขียน 1 สิงหาคม 2566) จากภาพกิจกรรมวัวในแตละชวง ทําใหเห็นวาวัวได กลายเปนสะพานบุญสงตอเปนความชวยเหลือไปยังพี่นอง ประชาชนในเขตพื้นที่ชนบททําใหคนมีอาชีพ และสงเสริมอาชีพ และทําใหเห็นวา นาจะเปนรายไดเสริมหลังการเก็บเกี่ยวในฤดู ทํานา ของเกษตรกรในพื้นที่ วัดอินทารามไดจัดมอบวัวจํานวน 16 ตัวใหแกกลุมเกษตรกร และไดมีการจัดมอบใหแกเกษตรกร จํานวน 10 ครอบครัว และมอบควายจํานวน 1 ตัวไวเปนตน ธารของการปศุสัตวใหเปนแบบอยางที่ศูนยการเรียนรูเกษตร แบบวิจัย ซึ่งถือวาเปนตนแบบและในเวลาเดียวกันเปนการ รณรงคสงเสริมใหเกิดพฤติกรรมเอาอยางเพื่อสรางการเรียนรู รวมกัน
14| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบกลไกรวมและผลเชิงคาดหวังจาก ธนาคารโคกระบือ จากสมุทรสงคราม สูธนาคารวัว บุรีรัมย ธนาคารวัว มิติทางศาสนา กิจกรรม ผลคาดหวัง วัวจาก วัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม สู โคกหนองนา R-Model จ.บุรีรัมย จํานวน 15 ตัว มอบ 10 ครอบครัว - รักษาศีล 5 รับวัวแลวไมฆา ไมขาย - การรณรงค สงเสริมไมให เกิดความรุนแรง ในชีวิตอื่น - การทําใหเกิด การขับเคลื่อน กิจกรรมรวมกับ ศูนยฯ ผานมิติ ทางศาสนา เชน การสรางพระ เปนตน -มีจิตอาสา สามารถเขา รวมกิจกรรม ของ โคก หนอง นา R+โมเดล ได -การสงเสริม ใหเกิดความ เสียสละผาน วัว และ ธนาคารวัว ตามตนแบบ ของวัด อินทาราม ที่ไดมาแบงปน -การสราง ความ ตระหนักใน เชิงอาชีพและ รายได -การไม เบียดเบียน ผานวิถีเกษตร เกษตรแบบยัง ชีพและเกษตร เชิงพาณิชยที่ ไมใชสารเคมี -การสงเสริม ใหเกิดความ ตระหนักใน การสราง ความมั่นคง ผานอาชีพ และรายได เปนตน 1.ครอบครัวนาย ถนอม อยูแทกุล 2.ครอบครัวนาย เกียรติศักดิ์ ภูคําสัน 3.ครอบครัวนาย สุรเดช แลดี 4.ครอบครัวนาย สมอาจ จงเกษี 5.ครอบครัวนาย พิชัย คํากลาง 6.ครอบครัวนาย ชุมพร จงเกษี
ดร.ลําพอง กลมกูล |15 ภาพที่ 7 ตัวอยางผูที่เขารวมโครงการธนาคารวัวของ หลวงพอแดง นนฺทิโย ผานศูนยเกษตรเชิงวิจัย จ.บุรีรัมย (ภาพผูเขียน 17 เมษายน 2566)
16| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร ถอดองคความรูธนาคารวัว ศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+Model จ.บุรีรัมย ผลจากการขับเคลื่อนเกษตรเชิงวิจัย ทําใหได เครือขายที่นอกเหนือจากพื้นที่ เปนนอกพื้นที่ อาทิ การแบงปน ความรูจากแหลงอื่น หรือการชวยเหลือสนับสนุนจากแหลงอื่น เชน ธนาคารวัวของหลวงพอแดง จ.สมุทรสงคราม เครือขาย เกษ ตรจากพื้นที่อื่น ๆ ไมวาจะเปนการใหคําแนะนํา การแบงปนพันธุพืชบางชนิด และอื่น ๆ ที่จะเนื่องตามมาอีก หลายประการ ดังนั้น ในการขับเคลื่อนธนาคารวัว จึงมี ความหมายเปนการบริหารและการจัดการใหเกิดการขับเคลื่อน โดยมีเปาหมายเปนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ชาวบาน และประชาชนในภาพรวมดวยเชนกัน (ถนอม อยูแทกุล; เกียรติศักดิ์ ภูคําสัน; สุรเดช แลดี; สมอาจ จงเกษี; พิชัย คํากลาง; ชุมพร จงเกษี; สมพงษ กลมกูล, 2566) ซึ่งจําแนกได ดังนี้ 1. ความเอื้ออาทร ซึ่งหมายถึง การมองชีวิตอื่น ประหนึ่งเปนเพื่อนรวมโลก และใชความรูสึกเหลานั้นรับเลี้ยงโค กระบือ แมอาจจะไมไดมองวาไดประโยชนแตอยางนอยก็เปน การฝกปฏิบัติใหเกิดชีวิตหรือคุณภาพชีวิตที่เนื่องดวยชีวิตอื่น ๆ ดวยเชนกัน
ดร.ลําพอง กลมกูล |17 ภาพที่ 8 ความเอื้ออาทรเนื่องตอที่เกิดจากการขับเคลื่อน ธนาคารวัวคือการแบงปนแนะนําเปนความรู เกี่ยวกับเกษตรแบบยั่งยืนจากหลวงพอแดง นนฺทิโย วัดอินทาราม จังหวัดสมุทรสงคราม 2. การฝกปฏิบัติจากสถานการณจริงหรือพื้นที่จริง เกี่ยวกับการไมเบียดเบียน ธนาคารวัว จึงเปนเครื่องมือฝก ปฏิบัติในสวนของการไมใชความรุนแรงในทุกกรณี ทําใหเกิด การอยูรวมกันแบบพี่นอง ถอยทีถอยอาศัยกันในเชิงปฏิบัติ 3. การสงเสริมคุณภาพชีวิต อันหมายถึงธนาคารวัว ไดกลายเปนสวนสําคัญทําใหเกิดการอยูรวมกันบนพื้นฐานของ สินทรัพยที่ตอเนื่อง ซึ่งหมายความวาวัว จะเปนสวนสําคัญทําให เกิดการเชื่อมโยงตอเนื่องกับชีวิต จนกลายเปนสวนสําคัญและ กลายเปนกลไกที่ทําใหสมาชิกของกลุมเกษตร ไดเห็น ความสําคัญ ที่จะมีการเลี้ยงสัตวอื่น ๆ เพื่อทําใหมีฐานของการ
18| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร ดําเนินชีวิตอีกตอไป และในเวลาเดียวกัน กลไกตาง ๆ จะสงผล เปนการเรียนรูเกษตรวิถีพอเพียง เปนตน 4. การสรางความสามัคคีชุมชน หมายถึง การ สงเสริมใหสมาชิกในชุมชน มีสวนรวมในการใหการชวยเหลือซึ่ง กันและกัน จนกลายเปนเอกภาพ และการรวมแรงรวมใจที่จะ ชวยเหลือซึ่งกันและกันอยางตอเนื่องดวยดีเสมอมา 5. การพัฒนาคุณภาพชีวิตผานกิจกรรมของชุมชน ดังที่ ศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R+โมเดล ไดทํากิจกรรมหลอพระ ก็ไดมีสมาชิกไดเขามามีสวนรวมที่มา จากโครงการธนาคารวัว หรือสมาชิกจากเครือขายอื่น ๆ ได มารวมกิจกรรมเชิงสัมพันธระหวางกัน ทําใหเกิดการขับเคลื่อน เชิงเครือขาย จนกลายเปนสวนสําคัญของชุมชนและเกษตรเชิง ชุมชนดวยเชนกัน ดังนั้น ในภาพรวมของธนาคารวัว จึงไดกลายเปนสวน ผลักดันใหเกิดกิจกรรมเชิงกลุมที่เขาไปสงเสริมคุณภาพชีวิต ทํา ใหมีศีลธรรมและมีคุณภาพชีวิตภายใตการถอยทีถอยอาศัย แบงปน ชวยเหลือเกื้อกูล และมีความเปนกัลยาณธรรมตอกัน และคาดวาจะเปนกลไกหนึ่งในการอยูรวมกันและเปนกลไกรวม ของการเอื้ออาทรในการดํารงชีวิตรวมกันดวย
ดร.ลําพอง กลมกูล |19 วิถีทางศาสนามาเปนกลไกขับเคลื่อนวิถีชุมชน ภาพที่ 9 สามัคคีชุมชนของศูนยการเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย โคก หนอง นา R + Model สูการสรางพระพุทธรูปใชวิถีทาง ศาสนามาเปนกลไกขับเคลื่อนวิถีชุมชน (ภาพผูเขียน 16 มีนาคม 2566, 6 สิงหาคม 2566)
20| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร จากภาพที่ 9 เปนเหตุการณเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม 2566 ผูเขียนไดพาพอพาแม พาญาติพี่นอง พาเพื่อน คณาจารย พานิสิต พาชาวบานในชุมชนสรางบุญใหญ หลอองค พระเจาทันใจ มีนามเต็มวา “พระพุทธธัมมวิจยมุนี” อานวา พระ-พุด-ทะ-ทํา-มะ-วิ-จะ-ยะ-มุ-นี เลขประจําองคพระ คือ 173 ซึ่งมีเปาหมายเพื่อใชกระบวนการทางความเชื่อเชิงสังคม มาขับเคลื่อนกิจกรรมชุมชนโดยใชเกษตรเปนฐานวิจัยเปนสวน สนับสนุน กิจกรรมอื่น ๆ เชน ธนาคารวัวมาเปนสวนชวยใหเกิด ปฏิสัมพันธเชิงสังคม ในลักษณะของการให แบงปน เพื่อสราง แรงจูงใจในการเรียนรูรวมกัน ซึ่งนับวาไดผลความพึงพอใจใน ระดับดี ดังปรากฏในปจจุบัน ภาพที่ 10 ธนาคารวัวกับการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตผานศูนย การเรียนรูเกษตรเชิงวิจัย จังหวัดบุรีรัมย
ดร.ลําพอง กลมกูล |21 ภาพที่ 11 แหนแดงไมโครฟลลา จากวัดอินทาราม จ.สมุทรสงคราม สงตอเปนเครือขายในศูนยการเรียนรูเกษตร เชิงวิจัย โคก หนอง นา R+โมเดล สูการถายทอดความรู ใหแกนิสิตและผูสนใจ (ภาพผูเขียน 16 มีนาคม 2566, 6 สิงหาคม 2566)
22| โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียงแหงชุมชนวนัมรุงของพระเมธีวัชรประชาทร บทสรุป ธนาคารโคกระบือจากจังหวัดสมุทรสงครามถูกสงตอ เปนความชวยเหลือไปสูจังหวัดบุรีรัมยในคําวา “ธนาคารวัว” ทําใหเกิดภาพตอเนื่องที่วาพระสงฆมีบทบาทตอการชวยเหลือ สังคมในดานสาธารณสงเคราะห ธนาคารวัว แมจะเปนการ เริ่มตน แตอยางนอยเปนการสะทอนพฤติกรรมในเรื่องของการ ไมเบียดเบียน (ปาณาติบาท) การไมใชความรุนแรงตามหลัก พระพุทธศาสนา และในเวลาเดียวกัน ทําใหเกิดการสราง คุณภาพชีวิต ผานวิถีเกษตร มีวัวที่แมจะไมมีสิทธิ์ในการฆา และ ขายในชวงแรก แตอยางนอยก็เปนทุนทางสังคม ทําใหเกิด อาชีพ และการชวยเหลือเปนวัวเพื่อการสรางอาชีพอื่น ๆ เชน การปลูกหญาเพื่อขาย การผลิตปุยชีวภาพจาก ขี้วัวหรือการ เลี้ยงปศุสัตวที่ตอเนื่องจากการเลี้ยงวัว ดังนั้น กิจกรรมธนาคาร วัว ที่ถูกสงตอมาสูบุรีรัมย จึงมีความสําคัญและมีความหมาย โดยเปนการสงเสริมคุณภาพชีวิตและการสรางความตระหนัก ตามแนวพระพุทธศาสนา ทําใหเกิดการอยูรวมกันแบบถอยที ถอยอาศัย และการเกื้อกูลกันและกันตามหลักการในทาง พระพุทธศาสนาดวย
ดร.ลําพอง กลมกูล |23 โมเดลความเปนนักปฏิบัติสูวิถีชีวิตพอเพียง แหงชุมชนวนัมรุงของ พระเมธีวัชรประชาทร (ดร.หลวงพอแดง)