ย่อข้อกฎหมายประชุมใหญ่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๑๕๓๙/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๒๗/๒๕๖๕ นางสาว น. โจทก" นาง ป. จําเลย ป.อ. หลายกรรมต&างกัน มาตรา ๙๑ จําเลยเป(นสมาชิกร&วมเล&นแชร"กับโจทก"และชนะการประมูลให/ดอกเบี้ยสูง จําเลยมีหน/าที่ส&งเงินต/น พร/อมดอกเบี้ยรวมทั้งค&าบริหารวงแชร"แก&โจทก"ในฐานะนายวงแชร" เพื่อให/โจทก"รวบรวมเงินต/นพร/อม ดอกเบี้ยของจําเลยและสมาชิกคนอื่นส&งมอบแก&สมาชิกผู/ชนะการประมูลครั้งต&อไป แต&จําเลยกลับโอนเงิน ให/แก&โจทก"เพียง ๐.๐๑ บาท แล/วแก/ไขสลิปการโอนเงินโดยแก/ไขตัวเลขจํานวนเงินให/ตรงตามจํานวนที่ ต/องส&งมอบให/แก&โจทก"อันเป(นเท็จเพื่อให/โจทก"หลงเชื่อว&าจําเลยโอนเงินเข/าบัญชีโจทก"เต็มตามจํานวนที่ ปรากฎในสลิปการโอนเงินดังกล&าวรวม ๑๑ ครั้ง แม/จําเลยกระทําโดยวิธีและมีเจตนาประสงค"ต&อผลอย&าง เดียวกันก็ตาม แต&จําเลยกระทําความผิดแต&ละครั้งต&างวันต&างเวลา มิได/กระทําต&อเนื่องกัน จํานวนเงินที่ ต/องโอนให/กับโจทก"กับจํานวนเงินที่จําเลยแก/ไขในสลิปโอนเงินก็แตกต&างกัน จําเลยโอนเงินและส&งสลิปที่ แก/ไขให/โจทก"แต&ละครั้งบรรลุผลสมดังเจตนาแล/ว การกระทําของจําเลยแต&ละครั้งจึงแยกต&างหาจากกัน เป(นความผิดหลายกรรมต&างวาระกันตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ------------------------------ โจทก"ฟ?องขอให/ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐, ๙๑, ๓๔๑ พระราชบัญญัติว&า ด/วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร" พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ วรรคสอง ให/จําเลยชดใช/ ค&าเสียหาย ๒๖,๗๙๙ บาท พร/อมดอกเบี้ยอัตราร/อยละ ๗.๕ ต&อปC นับถัดจากวันฟ?องไปจนกว&าจะชําระ เสร็จแก&โจทก" ศาลชั้นต/นไต&สวนมูลฟ?องแล/ว เห็นว&า คดีมีมูล ให/ประทับฟ?อง จําเลยให/การรับสารภาพ ศาลชั้นต/นพิพากษาว&า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ พระราชบัญญัติว&าด/วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร" พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๒) (ที่ ถูก (๑)) วรรคสอง การกระทําของจําเลยเป(นกรรมเดียวผิดต&อกฎหมายหลายบท แต&ละบทมีอัตราโทษที่ เท&ากัน ให/ลงโทษฐานฉ/อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จําคุก ๒ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท จําเลยให/การรับสารภาพเป(นประโยชน"แก&การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให/กึ่งหนึ่งตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จําคุก ๑ เดือน และปรับ ๓๓,๐๐๐ บาท โทษจําคุกให/รอการลงโทษ ไว/ ๑ ปC ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม&ชําระค&าปรับให/จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ (ที่ถูก คําขออื่นนอกจากนี้ให/ยก ค&าฤชาธรรมเนียมให/เป(นพับ) จําเลยที่ ๓ อุทธรณ" ศาลอุทธรณ"ภาค ๑ วินิจฉัยว&า คดีมีปLญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ"ของโจทก"ว&า การกระทําของ จําเลยตามฟ?องเป(นควาผิดหลายกรรมต&างกันหรือไม& ศาลอุทธรณ"ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ& เห็นว&า
การจําเลยเป(นสมาชิกร&วมเล&นแชร"กับโจทก"และชนะการประมูลให/ดอกเบี้ยสูง จําเลยมีหน/าที่ส&งเงินต/น พร/อมดอกเบี้ยรวมทั้งค&าบริหารวงแชร"แก&โจทก"ในฐานะนายวงแชร" เพื่อให/โจทก"รวบรวมเงินต/นพร/อม ดอกเบี้ยของจําเลยและสมาชิกคนอื่นส&งมอบแก&สมาชิกผู/ชนะการประมูลครั้งต&อไป แต&จําเลยกลับโอนเงิน ให/แก&โจทก"เพียง ๐.๐๑ บาท แล/วแก/ไขสลิปการโอนเงินโดยแก/ไขตัวเลขจํานวนเงินให/ตรงตามจํานวนที่ ต/องส&งมอบให/แก&โจทก"อันเป(นเท็จเพื่อให/โจทก"หลงเชื่อว&าจําเลยโอนเงินเข/าบัญชีโจทก"เต็มตามจํานวนที่ ปรากฎในสลิปการโอนเงินดังกล&าวรวม ๑๑ ครั้ง แม/จําเลยกระทําโดยวิธีและมีเจตนาประสงค"ต&อผลอย&าง เดียวกันก็ตาม แต&จําเลยกระทําความผิดแต&ละครั้งต&างวันต&างเวลา มิได/กระทําต&อเนื่องกัน จํานวนเงินที่ ต/องโอนให/กับโจทก"กับจํานวนเงินที่จําเลยแก/ไขในสลิปโอนเงินก็แตกต&างกัน จําเลยโอนเงินและส&งสลิปที่ แก/ไขให/โจทก"แต&ละครั้งบรรลุผลสมดังเจตนาแล/ว การกระทําของจําเลยแต&ละครั้งจึงแยกต&างหาจากกัน เป(นความผิดหลายกรรมต&างวาระกันตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ที่ศาลชั้นต/นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ"ภาค ๑ ไม&เห็นพ/องด/วย อุทธรณ"ของโจทก"ฟLงขึ้น พิพากษาแก/เป(นว&า การกระทําของจําเลยเป(นความผิดหลายกรรม ให/ลงโทษทุกกรรมเป(นกระทง ความผิดไปตามประวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จําคุกกระทงละ ๒ เดือนและปรับ ๖,๐๐๐ บาท รวม ๑๑ กระทง เป(นจําคุก ๒๒ เดือน และปรับ ๖๖,๐๐๐ บาท ลดโทษให/กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจําคุก ๑๑ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก/ให/เป(นไปตามคํา พิพากษาศาลชั้นต/น ------------------------------ กวีศักดิ์ ก/องเวลา – ย&อ ปรีชา ปCติโกศล– ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๗๙๕/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๓๘๖/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ# ครั้งที่ ๓/๒๕๖๕) ธนาคาร ก. จํากัด (มหาชน) โจทก- บริษัท ก. กับพวก จําเลย ป.พ.พ. ผู4ค้ําประกันรับผิดเมื่อลูกหนี้ผิดนัด มาตรา ๖๘๖ จําเลยที่ ๑ ผิดนัดชําระหนี้ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๐ โจทก-มีหนังสือบอกกล#าวการผิดนัด ของจําเลยที่ ๑ ให4จําเลยที่ ๔ ทราบโดยส#งทางไปรษณีย-ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่ทําการไปรษณีย- ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ ซึ่งยังไม#เกินกว#าระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต#วันที่จําเลยที่ ๑ ผิดนัด แม4จําเลยที่ ๔ จะได4รับหนังสือบอกกล#าวในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ เกินกว#าระยะเวลา ๖๐ วัน ก็เป@นเรื่องที่อยู# นอกเหนือความควบคุมและรู4เห็นตามสมควรของโจทก- จําเลยที่ ๔ ซึ่งเป@นผู4ค้ําประกันย#อมไม#หลุดพ4นจาก ความรับผิดในดอกเบี้ยและค#าสินไหมทดแทน ตลอดจนค#าภาระติดพันอันเป@นอุปกรณ-แห#งหนี้รายนี้ บรรดาที่เกิดขึ้นหลังจากพ4นกําหนด ๖๐ วัน ------------------------------ โจทก-ฟDองและแก4ไขคําฟDองขอให4บังคับจําเลยที่ ๑ ชําระเงิน ๗๔๑,๓๑๗.๙๖ บาท พร4อมดอกเบี้ย อัตราร4อยละ ๑๕ ต#อปF ของต4นเงิน ๕๘๕,๒๖๕.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟDองจนกว#าจะชําระเสร็จแก#โจทกหากจําเลยที่ ๑ ไม#ชําระ ให4จําเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ชําระแทน หากจําเลยทั้งสี่ไม#ชําระหรือชําระ ไม#ครบถ4วน ให4ยึดทรัพย-จํานองและทรัพย-สินอื่นของจําเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้ แก#โจทก-จนครบถ4วน จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ขาดนัดยื่นคําให4การ จําเลยที่ ๔ ให4การขอให4ยกฟDอง ศาลชั้นต4นพิพากษาให4จําเลยที่ ๑ ชําระเงิน ๗๔๑,๓๑๗.๙๖ บาท พร4อมดอกเบี้ยอัตราร4อยละ ๑๕ ต#อปF ของต4นเงิน ๕๘๕,๒๖๕.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟDอง (ฟDองวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒) เป@นต4นไป จนกว#าจะชําระเสร็จแก#โจทก- หากจําเลยที่ ๑ ไม#ชําระ ให4ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๕, ๕๑๔๒๔, ๕๑๔๒๕, ๕๑๔๒๖, ๕๑๔๒๗, ๕๑๔๒๘, ๕๑๔๒๙, ๕๑๔๓๐ และ ๕๑๙๙๑ ตําบลบึงบอน อําเภอ หนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พร4อมสิ่งปลูกสร4างนําเงินมาชําระหนี้โจทก-จนครบ หากได4เงินไม#พอให4ยึด ทรัพย-สินอื่นของจําเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้โจทก-จนครบถ4วน หากจําเลยที่ ๑ ไม#ชําระหนี้ ให4จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชําระเงิน ๗๔๑,๓๑๗.๙๖ บาท พร4อมดอกเบี้ยอัตราร4อยละ ๑๕ ต#อปF ของต4นเงิน ๕๘๕,๒๖๕.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟDอง (ฟDองวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒) เป@นต4นไปจนกว#า จะชําระเสร็จแก#โจทก-แทนจําเลยที่ ๑ และให4จําเลยที่ ๔ ชําระเงิน ๖๙๒,๖๔๕.๖๕ บาท พร4อมดอกเบี้ย อัตราร4อยละ ๑๕ ต#อปF ของต4นเงิน ๔๒๒,๘๐๑.๙๕ บาท นับถัดจากวันฟDองเป@นต4นไปจนกว#าจะชําระ
เสร็จแก#โจทก-แทนจําเลยที่ ๑ และของต4นเงิน ๑๖๒,๔๖๓.๖๐ บาท นับถัดจากวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป@นต4นไปจนกว#าจะชําระเสร็จแก#โจทก-แทนจําเลยที่ ๑ แต#ดอกเบี้ยเมื่อคํานวณแล4วต4องไม#เกิน ๖๐ วัน กับให4จําเลยทั้งสี่ร#วมกันใช4ค#าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก- โดยกําหนดค#าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท โจทก-อุทธรณศาลอุทธรณ-ภาค ๑ วินิจฉัยว#า คดีมีปKญหาต4องวินิจฉัยตามอุทธรณ-ของโจทก-ว#า จําเลยที่ ๔ ต4องรับผิดต#อโจทก-เพียงใด ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ# เห็นว#า พระราชบัญญัติแก4ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ#งและพาณิชย- (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๑๙ บัญญัติว#า ในกรณี ที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต#วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช4บังคับ สิทธิและหน4าที่ของเจ4าหนี้และผู4ค้ําประกันให4เป@นไป ตามมาตรา ๖๘๖ แห#งประมวลกฎหมายแพ#งและพาณิชย- โดยมาตราดังกล#าวในวรรคหนึ่งบัญญัติว#า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให4เจ4าหนี้มีหนังสือบอกกล#าวไปยังผู4ค้ําประกันภายในหกสิบวันนับแต#วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม#ว#ากรณีจะเป@นประการใดเจ4าหนี้จะเรียกให4ผู4ค้ําประกันชําระหนี้ก#อนที่หนังสือบอกกล#าวจะไปถึง ผู4ค้ําประกันมิได4 แต#ไม#ตัดสิทธิผู4ค้ําประกันที่จะชําระหนี้เมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระ และในวรรคสอง บัญญัติว#า ในกรณีที่เจ4าหนี้มิได4มีหนังสือบอกกล#าวภายในกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให4ผู4ค้ําประกัน หลุดพ4นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค#าสินไหมทดแทน ตลอดจนค#าภาระติดพันอันเป@นอุปกรณแห#งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ4นกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง จําเลยที่ ๑ ผิดนัดชําระหนี้ ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๐โจทก-มีหนังสือบอกกล#าวการผิดนัดของจําเลยที่ ๑ ให4จําเลยที่ ๔ ทราบ โดยส#งทางไปรษณีย-ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่ทําการไปรษณีย- ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ ตามใบไปรษณีย-ตอบรับ ซึ่งยังไม#เกินกว#าระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต#วันที่จําเลยที่ ๑ ผิดนัด แม4จําเลยที่ ๔ จะได4รับหนังสือบอกกล#าวในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ เกินกว#าระยะเวลา ๖๐ วัน ก็ตาม ก็เป@นเรื่องที่ อยู#นอกเหนือความควบคุมและรู4เห็นตามสมควรของโจทก- จําเลยที่ ๔ ซึ่งเป@นผู4ค้ําประกันย#อมไม#หลุดพ4น จากความรับผิดในดอกเบี้ยและค#าสินไหมทดแทน ตลอดจนค#าภาระติดพันอันเป@นอุปกรณ-แห#งหนี้รายนี้ บรรดาที่เกิดขึ้นหลังจากพ4นกําหนด ๖๐ วัน ที่ศาลชั้นต4นวินิจฉัยให4จําเลยที่ ๔ รับผิดในดอกเบี้ยคํานวณ แล4วต4องไม#เกิน ๖๐ วันนั้น ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ ไม#เห็นพ4องด4วย อุทธรณ-ของโจทก-ในข4อนี้ฟKงขึ้น คดีมีปKญหาต4องวินิจฉัยตามอุทธรณ-ของโจทก-ประการสุดท4ายว#า คําพิพากษาของศาลชั้นต4น กําหนดขั้นตอนการบังคับคดีชอบด4วยกฎหมายหรือไม# เห็นว#า จําเลยที่ ๑ ขอให4โจทก-ออกหนังสือ ค้ําประกันการชําระหนี้ มีจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ทําสัญญาค้ําประกัน และจําเลยที่ ๑ ยังนําทรัพย-สิน มาจํานองเป@นประกันหนี้ของตนเองดังกล#าวโดยมีข4อตกลงว#าหากบังคับจํานองได4เงินไม#พอชําระหนี้ จําเลยที่ ๑ ยอมให4ยึดทรัพย-สินอื่นของจําเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้จนครบ โจทก-จึงเป@นทั้งเจ4าหนี้สามัญผู4มีสิทธิได4รับชําระหนี้จากทรัพย-สินทั่วไปของลูกหนี้และเป@นเจ4าหนี้จํานอง ผู4มีสิทธิได4รับชําระหนี้จากทรัพย-สินที่จํานองก#อนเจ4าหนี้สามัญโดยมีสิทธิได4รับชําระหนี้จากทรัพย-สินอื่น ที่ไม#ใช#ทรัพย-สินที่จํานองด4วย เมื่อโจทก-ฟDองโดยใช4สิทธิทั้งสองประการดังกล#าวและมีคําขอท4ายฟDอง ด4วยว#า หากจําเลยทั้งสี่ไม#ชําระหนี้ ให4ยึดทรัพย-จํานองของจําเลยที่ ๑ และทรัพย-สินอื่นของจําเลยทั้งสี่ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้แก#โจทก-จนครบถ4วน ที่ศาลชั้นต4นพิพากษาให4จําเลยที่ ๑ ชําระหนี้ ตามฟDอง หากจําเลยที่ ๑ ไม#ชําระ ให4ยึดทรัพย-สินที่จํานองออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้โจทกจนครบ หากได4เงินไม#พอให4ยึดทรัพย-สินอื่นของจําเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระหนี้
จนครบถ4วน มีผลเป@นการกําหนดขั้นตอนในการบังคับคดีโดยให4โจทก-ต4องบังคับชําระหนี้จากทรัพย-สิน ที่จํานองก#อน อันเป@นการพิพากษาให4โจทก-มีสิทธิบังคับชําระหนี้น4อยกว#าสิ่งที่มีอยู# ทั้ง ๆ ที่โจทก-มีคําขอ ท4ายฟDองมาแล4ว จึงเป@นการไม#ชอบ พิพากษาแก4เป@นว#า ให4จําเลยที่ ๑ ชําระเงิน ๗๔๑,๓๑๗.๙๖ บาท พร4อมดอกเบี้ยอัตราร4อยละ ๑๕ ต#อปF ของต4นเงิน ๕๘๕,๒๖๕.๕๕ บาท นับถัดจากวันฟDอง (วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๒) เป@นต4นไป จนกว#าจะชําระเสร็จแก#โจทก- หากจําเลยที่ ๑ ไม#ชําระ ให4ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๖๕, ๕๑๔๒๔, ๕๑๔๒๕, ๕๑๔๒๖, ๕๑๔๒๗, ๕๑๔๒๘, ๕๑๔๒๙, ๕๑๔๓๐ และ ๕๑๙๙๑ ตําบลบึงบอน อําเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พร4อมสิ่งปลูกสร4าง และทรัพย-สินอื่นของจําเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดนําเงินมาชําระ หนี้โจทก-จนครบ หากจําเลยที่ ๑ ไม#ชําระหรือชําระไม#ครบถ4วนให4จําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ชําระเงินจํานวน ดังกล#าวแทนจําเลยที่ ๑ นอกจากที่แก4ให4เป@นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต4น ค#าฤชาธรรมเนียม ในชั้นอุทธรณ-ให4เป@นพับ ------------------------------ อาภาพร เจริญมั่น – ย#อ ปรีชา ปFติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ คผบ ๔๑/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ คร ๔๕๗/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ" ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕) ธนาคาร ท. โจทก- นาย ก. กับพวก จําเลย พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู3บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๗, ๔๘ วรรคหนึ่ง อุทธรณ-ของโจทก-ที่ว"า โจทก-มีหนังสือบอกกล"าวผิดนัดไปยังจําเลยที่ ๒ ผู3ค้ําประกันภายในหกสิบวัน นับแต"วันที่จําเลยที่ ๑ ผิดนัดแล3ว จําเลยที่ ๒ จึงต3องรับผิดเสมอหรือเท"ากับจําเลยที่ ๑ แม3เป=นอุทธรณในป>ญหาข3อเท็จจริง แต"เป=นคดีที่มีคําขอให3ปลดเปลื้องทุกข-อันไม"อาจคํานวณเป=นราคาเงินได3 จึงไม" ต3องห3ามอุทธรณ-ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู3บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๗ กรณีไม"จําต3องขออนุญาต อุทธรณ-ตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ------------------------------ คดีนี้โจทก-ฟBองขอให3บังคับจําเลยที่ ๑ ชําระเงิน ๗๑,๗๕๘.๘๓ บาท พร3อมดอกเบี้ยอัตราร3อยละ ๒๐.๑๒๗๑๙ ต"อปF ของต3นเงิน ๕๕,๗๙๘.๕๘ บาท นับถัดจากวันฟBองเป=นต3นไปจนกว"าจะชําระเสร็จ แก"โจทก- หากจําเลยที่ ๑ ไม"ชําระ ให3จําเลยที่ ๒ ชําระแทน จําเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคําให3การ ศาลชั้นต3นพิพากษาให3จําเลยที่ ๑ ชําระเงิน ๕๕,๗๙๘.๕๘ บาท พร3อมดอกเบี้ยอัตราร3อยละ ๑๐ ต"อปF ของต3นเงินจํานวนดังกล"าว นับถัดจากวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ เป=นต3นไปจนกว"าจะชําระ เสร็จแก"โจทก- หากจําเลยที่ ๑ ไม"ชําระหรือชําระไม"ครบถ3วน ให3จําเลยที่ ๒ ชําระหนี้แทนเพียง ๕๖,๗๑๕.๙๘ บาท โดยไม"มีดอกเบี้ย กับให3จําเลยทั้งสองร"วมกันใช3ค"าฤชาธรรมเนียมแทนโจทกโดยกําหนดค"าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ค"าใช3จ"ายในการดําเนินคดีให3เป=นพับ คําขออื่นให3ยก โจทก-อุทธรณ-พร3อมกับยื่นคําร3องขออนุญาตอุทธรณ-ในป>ญหาข3อเท็จจริง ศาลชั้นต3นมีคําสั่ง ให3ส"งอุทธรณ-พร3อมคําขออนุญาตอุทธรณ-และสํานวนคดีนี้มายังศาลอุทธรณ-ภาค ๑ แผนกคดีผู3บริโภค ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ" วินิจฉัยว"า อุทธรณ-ของโจทก-ที่ว"า ดอกเบี้ยที่ศาลชั้นต3น ปรับลดจากอัตราร3อยละ ๒๐.๑๒๗๑๙ ต"อปF เป=นอัตราร3อยละ ๑๐ ต"อปF เป=นเบี้ยปรับหรือไม"นั้น เป=นอุทธรณ-ในป>ญหาข3อกฎหมาย ไม"ต3องห3ามอุทธรณ-ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู3บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๗ กรณีไม"จําต3องขออนุญาตอุทธรณ-ตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง ส"วนอุทธรณ-ของโจทก-ที่ว"า โจทก-มีหนังสือบอกกล"าวผิดนัดไปยังจําเลยที่ ๒ ผู3ค้ําประกันภายใน หกสิบวันนับแต"วันที่จําเลยที่ ๑ ผิดนัดแล3ว จําเลยที่ ๒ จึงต3องรับผิดเสมอหรือเท"ากับจําเลยที่ ๑ แม3เป=น อุทธรณ-ในป>ญหาข3อเท็จจริง แต"เป=นคดีที่มีคําขอให3ปลดเปลื้องทุกข-อันไม"อาจคํานวณเป=นราคาเงินได3
จึงไม"ต3องห3ามอุทธรณ-ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู3บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๗ กรณี ไม"จําต3องขออนุญาตอุทธรณ-ตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต3นยังไม"ได3สั่งรับอุทธรณ-ของโจทกจึงมีคําสั่งให3รับอุทธรณ-ของโจทก-ไว3พิจารณา ให3ศาลชั้นต3นอ"านคําสั่งให3คู"ความฟ>งและดําเนินการต"อไป ------------------------------ เอกพจน- สุดตานา – ย"อ ปรีชา ปFติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๗๗๘/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๘๔๗/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ!ครั้งที่ ๗/๒๕๖๕) นาง ส. โจทก+ บริษัท ป. กับพวก จําเลย ป.พ.พ. การใช0สิทธิที่จะเกิดความเสียหายแก!บุคคลอื่น การใช0สิทธิของตนเป5นเหตุให0เจ0าของ อสังหาริมทรัพย+ได0รับความเสียหาย มาตรา ๔๒๑, ๑๓๓๗ ป.วิ.พ. ภาระการพิสูจน+ มาตรา ๘๔/๑ ในคดีละเมิด การใช0สิทธิเกินส!วนเป5นเหตุให0เจ0าของอสังหาริมทรัพย+ได0รับความเสียหายหรือ เดือดร0อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได0 ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๑ และ มาตรา ๑๓๓๗ ป<ญหาว!า การกระทําของจําเลยทั้งสามก!อให0เกิดความเสียหายแก!โจทก+จริงหรือไม! เพียงใดนั้น โจทก+ต0องมีภาระ การพิสูจน+ถึงความสัมพันธ+ระหว!างการกระทําและผลว!าความเสียหายที่โจทก+ได0รับนั้นเป5นผลมาจากการ กระทําของจําเลยที่ ๒ ผู0รับจ0างถมดิน หากพิสูจน+ให0เห็นความสัมพันธ+ดังกล!าวไม!ได0 จําเลยทั้งสามก็ไม!ต0องรับ ผิดต!อโจทก+ ------------------------------ โจทก+ฟCองขอให0บังคับจําเลยทั้งสามร!วมกันชําระเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร0อมดอกเบี้ย ร0อยละ ๗.๕ ต!อปE ของต0นเงินดังกล!าว นับแต!วันฟCองเป5นต0นไปจนกว!าจะชําระเสร็จแก!โจทก+ จําเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให0การขอให0ยกฟCอง ศาลชั้นต0นพิพากษายกฟCอง ค!าฤชาธรรมเนียมให0เป5นพับ โจทก+อุทธรณ+ ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ วินิจฉัยว!า คดีมีป<ญหาต0องวินิจฉัยตามอุทธรณ+ของโจทก+ว!า จําเลยทั้งสาม กระทําให0เกิดความเสียหายแก!โจทก+และต0องร!วมกันรับผิดชดใช0ค!าเสียหายให0แก!โจทก+ตามฟCองหรือไม! เพียงใด เห็นว!า แม0จําเลยที่ ๑ เจ0าของที่ดิน ชอบที่จะใช0สิทธิถมดินในที่ดินดังกล!าวของตนได0โดยชอบ ด0วยกฎหมาย และได0รับอนุญาตจากองค+การบริหารส!วนตําบลคลองข!อยให0ถมดินได0ตามพระราชบัญญัติ การขุดดินและถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็ตาม แต!การใช0สิทธิถมดินดังกล!าวจะต0องไม!เป5นเหตุให0เจ0าของ อสังหาริมทรัพย+อื่นได0รับความเสียหายหรือเดือดร0อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได0ว!าจะเป5นไปตามปกติ และเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตําแหน!งที่อยู!แห!งทรัพย+สินนั้นมาคํานึงประกอบ ตามนัยมาตรา ๑๓๓๗ แห!งประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย+ อีกทั้งหากกระทําโดยจงใจหรือประมาทเลินเล!อ
ย!อมถือว!าการกระทํานั้นเป5นการกระทําละเมิดให0บุคคลอื่นได0รับความเสียหายต!อทรัพย+สินตามนัยมาตรา ๔๒๐ หรือเป5นการใช0สิทธิเกินส!วนตามนัยมาตรา ๔๒๑ แห!งประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย+ด0วย โดยป<ญหาว!าการกระทําของจําเลยทั้งสามดังกล!าวก!อให0เกิดความเสียหายแก!โจทก+จริงหรือไม! เพียงใด ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ! เห็นว!าโจทก+ต0องมีภาระการพิสูจน+ถึงความสัมพันธ+ระหว!างการ กระทําและผลว!าความเสียหายที่โจทก+ได0รับนั้นเป5นผลมาจากการกระทําของจําเลยที่ ๒ ผู0รับจ0างถมดิน หากพิสูจน+ให0เห็นความสัมพันธ+ดังกล!าวไม!ได0 จําเลยทั้งสามก็ไม!ต0องรับผิดต!อโจทก+ เมื่อพิจารณา ข0อเท็จจริงที่ได0ความว!า ที่ดินของจําเลยที่ ๑ เป5นที่ดินผืนใหญ! ในการถมดินจะต0องนําดินเข0ามาถมเป5น จํานวนมาก ปริมาณรถบรรทุกที่ใช0ในการขนดินที่แล!นผ!านเข0าออกที่ดินของจําเลยที่ ๑ ย!อมมีปริมาณ มากหรือวันละหลายเที่ยว นอกจากนี้ในการถมดินดังกล!าวยังต0องใช0เครื่องจักรและอุปกรณ+อื่น ๆ ในการเกลี่ยดินและบดอัดดินเพื่อให0ถมดินได0ตามแบบแปลนถมดินที่ขออนุญาตไว0 ซึ่งการถมดิน ในลักษณะดังกล!าวย!อมก!อให0เกิดแรงสั่นสะเทือนทําให0เกิดคลื่นโยกผิวดินและคลื่นกระเพื่อมผิวดินไปยัง ที่ดินข0างเคียงอาจสร0างความกระทบกระเทือนเสียหายต!อโครงสร0างอาคารข0างเคียงได0 ดังนั้น เมื่อบ0าน ของโจทก+อยู!ห!างจากที่ดินของจําเลยที่ ๑ ประมาณ ๕๑ เมตร แรงสั่นสะเทือนจากกิจกรรมถมดิน ของจําเลยที่ ๒ ย!อมส!งผลถึงโครงสร0างบ0านของโจทก+ได0 ดังจะเห็นได0จากภาพถ!ายเคลื่อนไหว จะเห็นความเคลื่อนไหวของวัตถุทรงกลมที่แขวนอยู!ที่เพดานบ0านของโจทก+ โดยไม!ปรากฏข0อเท็จจริงว!า ความเคลื่อนไหวของวัตถุทรงกลมดังกล!าวเกิดจากแผ!นดินไหวหรือป<จจัยอื่นที่ก!อให0เกิดการเคลื่อนไหว ในเบื้องต0นจึงสันนิษฐานได0ว!าเกิดจากการถมดินของจําเลยที่ ๒ ในที่ดินของจําเลยที่ ๑ นอกจากนี้ ได0ความจากนาย ย. พยานโจทก+ว!า พยานดูภาพถ!ายทางอากาศและวัดระยะทางจากที่ดินของจําเลยที่ ๑ กับบ0านของโจทก+ได0ความว!า ที่ดินของจําเลยที่ ๑ อยู!ห!างจากบ0านของโจทก+ ๕๑ เมตร จากการสํารวจ รอบตัวบ0านพบว!าพื้นดินบริเวณดังกล!าวเป5นที่นาเดิม เมื่อตรวจสอบข0อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง พบว!าที่ดินที่อยู!บริเวณใกล0กับบ0านของโจทก+มากที่สุดและอยู!ห!างกันประมาณ ๒ กิโลเมตร เป5นที่ดิน ที่เป5นดินเหนียวอ!อนมาก ดินดังกล!าวมีพฤติกรรมคล0ายของเหลว สามารถเคลื่อนตัวได0ง!าย เมื่อถูก กระทบกระเทือนเพียงเล็กน0อยก็สามารถทําให0ตัวบ0านเสียหายและเกิดรอยร0าวไปทั่วได0 พยานจึง มีความเห็นว!า การถมดินเป5นสาเหตุที่ทําให0เกิดรอยร0าวทั่วบริเวณบ0าน ตามรายงานผลการสํารวจสภาพ และความเสียหายของตัวบ0านโจทก+ พยานโจทก+ปากนี้จบการศึกษาในระดับปริญญาเอกด0านวิศวกรรม โยธาและเป5นสามัญวิศวกร แม0จะเป5นผู0รับจ0างจากโจทก+สํารวจความเสียหายของบ0านโจทก+ก็ตาม แต!น!าเชื่อว!าพยานเบิกความไปตามหลักวิชาชีพวิศวกร คําเบิกความของพยานจึงมีน้ําหนักรับฟ<งได0ว!า การถมดินอาจก!อให0เกิดแรงสั่นสะเทือนได0จริง ซึ่งในข0อนี้ได0ความตามคําให0การของจําเลยที่ ๒ ว!า เมื่อโจทก+ร0องเรียนการถมดินดังกล!าวต!อองค+การบริหารส!วนตําบลคลองข!อย จําเลยที่ ๒ ก็ได0ลดขนาด ของเครื่องจักรที่ใช0ในการถมดิน ย!อมสนับสนุนให0เห็นว!า การถมดินที่ใช0เครื่องจักรขนาดใหญ! อาจก!อให0เกิดความสั่นสะเทือนแก!บ0านของโจทก+ได0 แต!อย!างไรก็ตาม แรงสั่นสะเทือนดังกล!าวจะถึงขนาด ส!งผลให0บ0านของโจทก+แตกร0าวหรือไม!นั้น ได0ความจากนาย ย. ตอบคําถามค0านทนายจําเลยที่ ๑ ว!า ในกรณีมีรถขนาดใหญ! ๑ คัน ขับเคลื่อนบนที่ดินที่เป5นดินแข็งจะเกิดแรงสั่นสะเทือนไปไกล ๒๐ ถึง ๓๐ เมตร หากมีรถหลายคันแรงสั่นสะเทือนจะรับรู0ได0ไกลกว!านั้น หากเป5นดินอ!อนและมีพฤติกรรมคล0าย ของเหลวแรงสั่นสะเทือนจะยิ่งไปได0ไกลกว!านั้น ตามคําเบิกความดังกล!าวจึงไม!แน!ชัดว!าแรงสั่นสะเทือน
จากการถมดินของจําเลยที่ ๒ จะรุนแรงไปไกลถึงบ0านของโจทก+และส!งผลให0บ0านของโจทก+แตกร0าวได0 ดังฟCองหรือไม! ส!วนที่พยานอ0างว!าดินอ!อนจะมีพฤติกรรมคล0ายของเหลวจะก!อให0เกิดแรงสั่นสะเทือน ได0มากและไปไกลนั้น พยานก็ไม!ได0ทดสอบที่ดินในบริเวณบ0านของโจทก+ว!าเป5นดินอ!อนต!อเนื่องมาจาก ที่ดินของจําเลยที่ ๑ จนถึงบ0านของโจทก+ อีกทั้งข0อเท็จจริงในเรื่องดินอ!อนและมีพฤติกรรมคล0าย ของเหลวตามความเห็นของพยานโจทก+ดังกล!าว เป5นเรื่องนอกเหนือวิสัยที่ผู0ประกอบวิชาชีพถมดินทั่วไป จะคาดการณ+ได0 และหากสภาพของดินบริเวณดังกล!าวมีลักษณะเป5นดินอ!อนและมีพฤติกรรมคล0าย ของเหลว เมื่อถูกกระทบกระเทือนแล0วเกิดการสั่นสะเทือนทําความเสียหายให0แก!สิ่งปลูกสร0างใกล0เคียงได0 จริง ย!อมส!งผลให0บ0านเรือนหรือสิ่งปลูกสร0างอื่น ๆ ที่อยู!ในบริเวณใกล0เคียงกับบ0านของโจทก+และบริเวณ ที่ถมดินได0รับความเสียหายมีรอยแตกร0าวทํานองเดียวกันกับบ0านของโจทก+ด0วย แต!จากการนําสืบ ของจําเลยทั้งสามและการตรวจสอบของหน!วยงานราชการที่เกี่ยวข0องก็ได0ความว!า บ0านเรือนหรือสิ่งปลูก สร0างอื่น ๆ ที่อยู!ใกล0เคียงที่ดินของจําเลยที่ ๑ ไม!ได0รับความเสียหายแตกร0าวอย!างบ0านของโจทก+ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก+ซึ่งมีภาระการพิสูจน+จึงมีน้ําหนักน0อยที่จะรับฟ<งว!า ที่บ0านของโจทก+ ได0รับความเสียหายแตกร0าวนั้นเป5นผลโดยตรงมาจากการถมดินของจําเลยที่ ๒ ในที่ดินของจําเลยที่ ๑ จําเลยที่ ๒ จึงไม!ต0องรับผิดต!อโจทก+ จําเลยที่ ๑ เจ0าของที่ดิน และจําเลยที่ ๓ ผู0ออกแบบแปลนการถมดิน ย!อมไม!ต0องรับผิดต!อโจทก+เช!นเดียวกัน ส!วนอุทธรณ+ข0ออื่นของโจทก+ไม!ทําให0ผลแห!งคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม!จําต0องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต0นพิพากษายกฟCองโจทก+มานั้น ชอบแล0ว ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ เห็นพ0องด0วย อุทธรณ+ของโจทก+ฟ<งไม!ขึ้น พิพากษายืน ค!าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ+ให0เป5นพับ ------------------------------ ชารินทร+ เจริญผล – ย!อ ปรีชา ปEติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๑๙๔๓/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๘๗๕/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ$ ครั้งที่ ๙/๒๕๖๕) นางสาว อ. โจทก/ นาย ธ. จําเลย ป.อ. หมิ่นประมาท อายุความร2องทุกข/ของความผิดอันยอมความได2 มาตรา ๓๓๓, ๙๖ พ.ร.บ. ว$าด2วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร/ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ การส$งข2อความหมิ่นประมาทโจทก/โดยการโฆษณาทางแอปพลิเคชันเฟซบุ@กเปAนความผิดต$อเนื่อง จนกว$าจะมีการลบข2อความดังกล$าวออกไป ซึ่งถือได2ว$าการกระทําอันเปAนมูลแห$งความผิดฐาน หมิ่นประมาทได2ยุติลง อายุความย$อมจะต2องเริ่มนับตั้งแต$วันที่มีการลบข2อความออก จําเลยส$งข2อความ หมิ่นประมาทโจทก/ก$อนวันที่โจทก/ร2องทุกข/เกิน ๓ เดือน แต$จนถึงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ จําเลยยังไม$ได2 ลบข2อความดังกล$าวออก โจทก/ร2องทุกข/ในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๔ คดีจึงไม$ขาดอายุความ ------------------------------ โจทก/ฟHองขอให2ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐, ๙๑, ๓๒๖ , ๓๒๘, ๓๓๒, ๓๙๓ พระราชบัญญัติว$าด2วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร/ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ ให2จําเลย โฆษณาข2อความขอขมาและคําพิพากษาทั้งหมดลงในเฟซบุ@กส$วนตัวที่จําเลยใช2ในการกระทําผิดเปAนเวลา ๓๐ วัน ติดต$อกันโดยแสดงสถานะเปAนสาธารณะ ศาลชั้นต2นไต$สวนมูลฟHองแล2ว เห็นว$า คดีมีมูลเฉพาะข2อหาดูหมิ่นผู2อื่นซึ่งหน2าหรือด2วย การโฆษณา ให2ประทับฟHอง ข2อหาอื่นให2ยก โจทก/อุทธรณ/ ศาลอุทธรณ/ภาค ๑ วินิจฉัยว$า ข2อเท็จจริงในเบื้องต2นรับฟMงเปAนยุติว$า เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ/ ๒๕๖๓ จําเลยส$งข2อความลงในแอปพลิเคชันเฟซบุ@ก โดยเขียนส$งข2อความแสดงความเห็นใต2ข2อความ ที่นาย ก. ลงข2อความหมิ่นประมาทโจทก/ มีข2อความว$า “อีนรกโกงเพื่อนกูสะได2”และ “สร2างภาพ ให2ตัวเองดูดีไว2ก$อนไง จะได2โกงคนอื่นได2ต$อไป” โจทก/ฟHองนาย ก. เปAนคดีอาญาในความผิดฐาน หมิ่นประมาท และศาลชั้นต2นพิพากษาลงโทษนาย ก. แล2วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ ๘๒๖/๒๕๖๓ ของศาลชั้นต2น คดีมีปMญหาต2องวินิจฉัยตามอุทธรณ/ของโจทก/ว$า คดีโจทก/ที่ฟHองจําเลยในความผิด ฐานหมิ่นประมาทขาดอายุความหรือไม$ โดยโจทก/อุทธรณ/ว$า จําเลยส$งข2อความแสดงความเห็นใต2 ข2อความที่นาย ก. ส$งข2อความหมิ่นประมาทโจทก/เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ/ ๒๕๖๓ และจําเลยไม$ได2ลบ ข2อความดังกล$าวจนถึงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ การกระทําของจําเลยจึงมีอยู$ต$อเนื่องตลอดเวลา อายุความร2องทุกข/จึงยังไม$หยุดลงนั้น ศาลอุทธรณ/ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ$ เห็นว$า การส$งข2อความ
หมิ่นประมาทโจทก/โดยการโฆษณาทางแอปพลิเคชันเฟซบุ@กนั้นเปAนความผิดต$อเนื่องจนกว$าจะมีการลบ ข2อความดังกล$าวออกไป ซึ่งถือได2ว$าการกระทําอันเปAนมูลแห$งความผิดฐานหมิ่นประมาทได2ยุติลง อายุความย$อมจะต2องเริ่มนับตั้งแต$วันที่มีการลบข2อความออก ดังนั้น แม2จําเลยส$งข2อความหมิ่นประมาท โจทก/ก$อนวันที่โจทก/ร2องทุกข/เกิน ๓ เดือน แต$จนถึงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ จําเลยยังไม$ได2ลบ ข2อความดังกล$าวออก โจทก/ร2องทุกข/ในวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๔ คดีจึงไม$ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต2น วินิจฉัยว$าคดีโจทก/ในความผิดข2อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาขาดอายุความนั้น ศาลอุทธรณ/ภาค ๑ ไม$เห็นพ2องด2วย อุทธรณ/ของโจทก/ฟMงขึ้น ------------------------------ อาภาพร เจริญมั่น – ย$อ ปรีชา ปQติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๖๖๐/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๙๐๖/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ!ครั้งที่ ๕/๒๕๖๕) นาย ณ. โจทก+ นางสาว น. กับพวก จําเลย ป.พ.พ. การส!งมอบขาดตกบกพร!อง มาตรา ๔๖๖ เมื่อพิจารณาจากข3อความตามหนังสือมัดจําประกอบกับข3อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย ย!อมแปล เจตนาของคู!สัญญาได3ว!า เป7นการตกลงจะซื้อจะขายที่ดินจํานวนเนื้อที่ที่แน!นอนตามที่ระบุไว3ในโฉนด เป7นการซื้อขายกันโดยถือเอาจํานวนเนื้อที่ดินเป7นสาระสําคัญอันเป7นการซื้อขายกันโดยกําหนดจํานวน เนื้อที่ดิน ไม!ใช!การซื้อขายที่ดินโดยมีเจตนาซื้อขายกันทั้งแปลงโดยไม!คํานึงถึงจํานวนที่ดินและคิด ราคาเหมา เมื่อการรังวัดที่ดินปรากฏว!าที่ดินพิพาทมีจํานวนขาดไปคิดเป7นอัตราส!วนที่ขาดเกินกว!า ร3อยละห3าของจํานวนที่ดินตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน กรณีจึงต3องด3วย ป.พ.พ. มาตรา ๔๖๖ วรรคหนึ่ง ที่โจทก+ผู3จะซื้อจะป=ดเสีย หรือจะรับเอาไว3และใช3ราคาตามส!วนก็ได3 เมื่อโจทก+ได3ใช3สิทธิรับเอา ที่ดินพิพาทไว3โดยใช3ราคาตามส!วน และโจทก+เตรียมเงินมาพร3อมชําระค!าที่ดินส!วนที่เหลือตามสัดส!วนแล3ว แต!จําเลยทั้งหกไม!ยอมรับเงินตามส!วนและไม!โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให3โจทก+ จําเลยทั้งหกจึงเป7นฝBาย ผิดสัญญา ------------------------------ โจทก+ฟEองขอให3บังคับจําเลยทั้งหกรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อกําหนดเนื้อที่ดินในการส!งมอบและชําระ ราคาซื้อขายในราคาตารางวาละ ๖๓,๐๐๐ บาท และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล!าวให3แก!โจทก+ และให3รับเงินค!าที่ดินตามเนื้อที่ดินที่สามารถส!งมอบได3เฉพาะเงินส!วนที่เหลือหลังหักเงินค!าที่ดินที่โจทก+ ชําระไปแล3ว โดยให3จําเลยทั้งหกรับผิดชอบชําระค!าธรรมเนียมการจดทะเบียน อากรแสตมปH ภาษีเงินได3 หัก ณ ที่จ!าย และค!าใช3จ!ายอื่น ๆ ในการดําเนินการดังกล!าว หากจําเลยทั้งหกไม!ปฏิบัติตามให3ถือเอา คําพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจําเลยทั้งหก จําเลยทั้งหกให3การขอให3ยกฟEอง ศาลชั้นต3นพิพากษาให3จําเลยทั้งหกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๓๐ เลขที่ดิน ๙ โฉนดเลขที่ ๓๓๔๔ เลขที่ดิน ๑๐ และโฉนดเลขที่ ๓๓๔๕ เลขที่ดิน ๑๕ แก!โจทก+ โดยจําเลยทั้งหกเป7นผู3ชําระ ค!าธรรมเนียมและค!าใช3จ!ายในการโอนทั้งหมด และให3โจทก+ชําระราคาค!าที่ดินดังกล!าวตามเนื้อที่ในแผนที่ พิพาทซึ่งรังวัดเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ+ ๒๕๖๓ สารบาญอันดับที่ ๓๕ ในสํานวนคดีความรวมเนื้อที่ ๒,๖๘๒.๖ ตารางวา ในราคาตารางวาละ ๖๓,๐๐๐ บาท โดยหักค!าที่ดินที่โจทก+ชําระไปแล3ว ๑๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงเหลือเงินที่โจทก+จะต3องชําระให3แก!จําเลยทั้งหกอีก ๕๙,๐๐๓,๘๐๐ บาท
เมื่อโจทก+ชําระเงินครบถ3วนแล3ว หากจําเลยทั้งหกไม!ปฏิบัติตาม ให3ถือเอาคําพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ของจําเลยทั้งหก ค!าฤชาธรรมเนียมให3เป7นพับ จําเลยทั้งหกอุทธรณ+ ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ วินิจฉัยว!า คดีมีป=ญหาที่จะต3องวินิจฉัยตามอุทธรณ+ของจําเลยทั้งหกว!า จําเลย ทั้งหกเป7นฝBายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและต3องรับผิดแก!โจทก+ตามที่ศาลชั้นต3นพิพากษาหรือไม! โดยจําเลยทั้งหกอุทธรณ+ในข3อที่เป7นสาระสําคัญว!า โจทก+กับจําเลยทั้งหกตกลงทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พิพาททั้งสามแปลงในลักษณะเป7นการซื้อขายแบบเหมา โดยคิดราคาที่ดินตามจํานวนเนื้อที่ดินซึ่งปรากฏ อยู!ในโฉนดที่ดิน ไม!ใช!เป7นการซื้อขายตามเนื้อที่ดินจริงที่จะต3องมีการรังวัดสอบเขตเพื่อให3รู3จํานวนของ เนื้อที่ดินก!อน เมื่อโจทก+ไม!ยอมชําระเงินค!าที่ดินตามกําหนดราคาที่ตกลงกันในสัญญา จําเลยทั้งหกจึงไม! จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให3 กรณีเป7นเรื่องที่โจทก+ผิดสัญญา หาใช!จําเลยทั้งหกเป7นฝBาย ผิดสัญญาไม! คดีนี้โจทก+ฟEองโดยกล!าวอ3างว!าโจทก+ตกลงทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทสามแปลงกับ จําเลยทั้งหกตามเนื้อที่จริง เมื่อรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทแล3วได3เนื้อที่น3อยกว!าที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน โจทก+ ก็ต3องชําระค!าที่ดินตามนั้น วันนัดโอนกรรมสิทธิ์โจทก+นําแคชเชียร+เช็คไปพร3อมที่จะชําระค!าที่ดินแล3ว การที่จําเลยทั้งหกไม!ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให3แก!โจทก+ จึงเป7นฝBายผิดสัญญา แต!จําเลย ทั้งหกให3การปฏิเสธฟEองโดยต!อสู3ว!าการทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทดังกล!าวเป7นการตกลงจะซื้อจะ ขายที่ดินแบบเหมา หาใช!เป7นการจะซื้อจะขายตามเนื้อที่จริงที่จะต3องสอบเขตรังวัดเนื้อที่ดินก!อน การที่ โจทก+ไม!ชําระเงินค!าที่ดินตามที่กําหนดราคากันไว3ในสัญญา โจทก+ย!อมเป7นผู3ผิดสัญญา ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ! เห็นว!า เมื่อพิจารณาสําเนาหนังสือมัดจําการซื้อที่ดินแล3ว ได3ความจากหนังสือ ดังกล!าวว!า โจทก+กับจําเลยทั้งหกตกลงจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามโฉนด เนื้อที่รวมประมาณ ๗ ไร! ๑ งาน ๙๔ ตารางวา ในราคาตารางวาละ ๖๓,๐๐๐ บาท โดยโจทก+วางเงินมัดจําไว3ให3แก!จําเลยทั้งหกก!อน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทั้งสองฝBายจะได3มาทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ หลังจากนั้นในวันดังกล!าวโจทก+กับจําเลยทั้งหกก็ได3ทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน ตามสําเนาสัญญาจะซื้อ จะขายที่ดิน ซึ่งสัญญาดังกล!าวมีข3อความดังนี้ ข3อ ๑. ที่ดินที่ซื้อขาย ผู3จะขายเป7นเจ3าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ ๒๔๒๐, ๓๓๔๔, ๓๓๔๕ เลขที่ดิน ๙, ๑๐, ๑๕ หน3าสํารวจ ๑๖๖๑, ๖๐, ๖๑ เนื้อที่ดินรวม ๗ ไร! ๑ งาน ๙๔ ตารางวา และข3อ ๒. ราคาซื้อขาย ผู3จะขายตกลงขาย ผู3จะซื้อตกลงซื้อที่ดินตามที่ระบุไว3 ในข3อ ๑. ในราคารวมทั้งสิ้น ๑๘๘,๖๒๒,๐๐๐ บาท (หนึ่งร3อยแปดสิบแปดล3านหกแสนสองหมื่น สองพันบาทถ3วน) ราคาซื้อขายนี้เป7นการซื้อขายตามเนื้อที่ที่ปรากฏในหน3าโฉนด โดยถือเป7นการขายยก แปลง เมื่อพิจารณาจากข3อความตามหนังสือมัดจําประกอบกับข3อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขาย ย!อมแปล เจตนาของคู!สัญญาได3ว!า เป7นการตกลงจะซื้อจะขายที่ดินจํานวนเนื้อที่ที่แน!นอนตามที่ระบุไว3ในโฉนด คือ ๗ ไร! ๑ งาน ๙๔ ตารางวา ในราคารวม ๑๘๘,๖๒๒,๐๐๐ บาท ซึ่งราคารวมดังกล!าวมีที่มาจากการคิด คํานวณตารางวาละ ๖๓,๐๐๐ บาท เป7นการซื้อขายกันโดยถือเอาจํานวนเนื้อที่ดินเป7นสาระสําคัญอันเป7น การซื้อขายกันโดยกําหนดจํานวนเนื้อที่ดิน ไม!ใช!การซื้อขายที่ดินโดยมีเจตนาซื้อขายกันทั้งแปลงโดย ไม!คํานึงถึงจํานวนที่ดินและคิดราคาเหมา ตามที่จําเลยทั้งหกอุทธรณ+ ดังนี้ เมื่อการรังวัดที่ดินปรากฏว!า ที่ดินพิพาทมีจํานวนขาดไปคิดเป7นอัตราส!วนที่ขาดเกินกว!าร3อยละห3าของจํานวนที่ดินตามหนังสือสัญญา จะซื้อจะขายที่ดิน กรณีจึงต3องด3วยประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย+ มาตรา ๔๖๖ วรรคหนึ่ง ที่โจทก+ ผู3จะซื้อจะป=ดเสีย หรือจะรับเอาไว3และใช3ราคาตามส!วนก็ได3 เมื่อโจทก+ได3ใช3สิทธิรับเอาที่ดินพิพาทไว3โดยใช3 ราคาตามส!วน และโจทก+เตรียมเงินมาพร3อมชําระค!าที่ดินส!วนที่เหลือตามสัดส!วนแล3ว แต!จําเลยทั้งหก
ไม!ยอมรับเงินตามส!วนและไม!โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให3โจทก+ จําเลยทั้งหกจึงเป7นฝBายผิดสัญญา ส!วนที่ จําเลยทั้งหกอุทธรณ+ว!า ข3อเท็จจริงในคดียังไม!ยุติว!าเนื้อที่ดินพิพาทขาดหายไปหรือไม! นั้น เห็นว!า จําเลย ทั้งหกไม!ได3อุทธรณ+โต3แย3งว!าการรังวัดทําแผนที่พิพาทระหว!างพิจารณาของศาลชั้นต3นไม!ถูกต3องอย!างไร การที่ศาลชั้นต3นฟ=งข3อเท็จจริงว!าที่ดินพิพาทขาดจํานวนเนื้อที่ดินไป และมีจํานวนที่ดิน ๒,๖๘๒.๖ ตารางวา ตามที่เกิดจากการรังวัด จึงชอบแล3ว ที่ศาลชั้นต3นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ เห็นพ3องด3วย อุทธรณ+ของจําเลยทั้งหกฟ=งไม!ขึ้น พิพากษายืน ค!าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ+ให3เป7นพับ ------------------------------ กฤษณะ สุขีวิก – ย!อ ปรีชา ปSติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ ผบ ๗๘๑/๒๕๖๔ คดีหมายเลขแดงที่ ๙๙๙/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ$ครั้งที่ ๖/๒๕๖๕) ธนาคาร อ. โจทก/ นางสาว ร. จําเลย ป.พ.พ. ตัวแทน มาตรา ๘๐๘ บทบัญญัติแห$ง ป.พ.พ. มาตรา ๘๐๘ บัญญัติว$า “ตัวแทนต7องทําการด7วยตนเอง เว7นแต$ จะมีอํานาจใช7ตัวแทนช$วงทําการได7” โจทก/มีนาย ว. ผู7อํานวยการธนาคาร อ. เป;นผู7มีอํานาจกระทําการ แทนโจทก/ นาย ว. มอบอํานาจให7นาย น. ผู7อํานวยการ ฝ=ายบริหารคดีฟ?องคดีแทนโจทก/ นาย น. มอบอํานาจช$วงให7นาย ม. นาย ม. มอบอํานาจช$วงให7นาย ก. และนาย ก. มอบอํานาจช$วงให7นาย ศ. และบุคคลอื่น ๆ อีก รวม ๑๗ คน มีอํานาจฟ?องคดีแทนโจทก/ โดยหนังสือมอบอํานาจที่นาย ว. มอบอํานาจให7นาย น. และที่นาย น. มอบอํานาจช$วงให7นาย ม. ได7มีการระบุไว7ในหนังสือมอบอํานาจว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจสามารถมอบอํานาจช$วงและให7ผู7รับมอบอํานาจช$วงสามารถมอบอํานาจช$วงต$อไปได7 ส$วนหนังสือมอบอํานาจที่นาย ม. มอบอํานาจช$วงให7นาย ก. ได7มีการระบุไว7ในหนังสือมอบอํานาจเพียงว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจสามารถมอบอํานาจช$วงเท$านั้น ส$วนหนังสือมอบอํานาจที่นาย ก. มอบอํานาจช$วง ให7นาย ศ. และบุคคลอื่น ๆ อีกรวม ๑๗ คนนั้น ระบุเพียงว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจมีอํานาจแต$งตั้ง ทนายความเพื่อว$าต$างแก7ต$างคดีได7เท$านั้น การที่โจทก/ได7มีการระบุไว7ในหนังสือมอบอํานาจฉบับที่นาย ว. มอบอํานาจให7นาย น. และนาย น. มอบอํานาจช$วงให7นาย ม. แล7วว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจช$วงสามารถ มอบอํานาจช$วงต$อไปได7และหนังสือมอบอํานาจช$วงที่นาย ม. มอบอํานาจช$วงให7นาย ก. ได7มีการระบุว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจช$วงสามารถมอบอํานาจช$วงได7 จึงฟFงได7ว$า หนังสือมอบอํานาจได7มีการระบุให7อํานาจ ผู7รับมอบอํานาจช$วงแต$ละช$วงมีอํานาจมอบอํานาจช$วงต$อไปได7ตามความหมายในมาตรา ๘๐๘ ป.พ.พ. แล7ว ยกเว7นแต$นาย ศ. ผู7รับมอบอํานาจช$วงสุดท7ายไม$มีอํานาจมอบอํานางช$วงอีกต$อไป มีเพียงอํานาจฟ?องคดีนี้ หรือแต$งตั้งทนายความฟ?องคดีนี้แทนโจทก/เท$านั้น เมื่อนาย ศ. ได7ฟ?องคดีนี้แทนโจทก/ จึงมีอํานาจกระทําได7 ------------------------------ โจทก/ฟ?องขอให7บังคับจําเลยชําระหนี้บัตรเครดิต ๓๕,๒๒๔.๑๘ บาท พร7อมดอกเบี้ยอัตรา ร7อยละ ๑๖ ต$อปJ ของต7นเงิน ๒๙,๘๑๓.๑๘ บาท นับถัดจากวันฟ?องเป;นต7นไปจนกว$าจะชําระเสร็จ แก$โจทก/ และให7จําเลยชําระหนี้สินเชื่อบุคคลบัตรพรีม$า คาร/ด ๓๕,๙๔๘.๘๓ บาท พร7อมดอกเบี้ย อัตราร7อยละ ๑๙ ต$อปJ ของต7นเงิน ๒๙,๔๙๔.๒๙ บาท นับถัดจากวันฟ?องเป;นต7นไปจนกว$าจะชําระเสร็จ แก$โจทก/
จําเลยขาดนัดยื่นคําให7การ ศาลชั้นต7นพิพากษายกฟ?อง ค$าฤชาธรรมเนียมให7เป;นพับ โจทก/อุทธรณ/ ศาลอุทธรณ/ภาค ๑ แผนกคดีผู7บริโภค วินิจฉัยว$า คดีมีปFญหาที่จะต7องวินิจฉัยตามอุทธรณ/ ของโจทก/ว$า นาย ศ. มีอํานาจฟ?องคดีนี้แทนโจทก/หรือไม$ ศาลอุทธรณ/ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ$ เห็นว$า บทบัญญัติแห$งประมวลกฎหมายแพ$งและพาณิชย/ มาตรา ๘๐๘ บัญญัติว$า “ตัวแทนต7องทําการ ด7วยตนเอง เว7นแต$จะมีอํานาจใช7ตัวแทนช$วงทําการได7” โจทก/มีนาย ว. ผู7อํานวยการธนาคาร อ. เป;นผู7มีอํานาจกระทําการแทนโจทก/ นาย ว. มอบอํานาจให7นาย น. ผู7อํานวยการฝ=ายบริหารคดีฟ?อง คดีแทนโจทก/ นาย น. มอบอํานาจช$วงให7นาย ม. นาย ม. มอบอํานาจช$วงให7นาย ก. และนาย ก. มอบอํานาจช$วงให7นาย ศ. และบุคคลอื่น ๆ อีก รวม ๑๗ คน มีอํานาจฟ?องคดีแทนโจทก/ โดยหนังสือ มอบอํานาจที่นาย ว. มอบอํานาจให7นาย น. และที่นาย น. มอบอํานาจช$วงให7นาย ม. ได7มีการระบุ ไว7ในหนังสือมอบอํานาจว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจสามารถมอบอํานาจช$วงและให7ผู7รับมอบอํานาจช$วง สามารถมอบอํานาจช$วงต$อไปได7 ส$วนหนังสือมอบอํานาจที่นาย ม. มอบอํานาจช$วงให7นาย ก. ได7มีการระบุไว7ในหนังสือมอบอํานาจเพียงว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจสามารถมอบอํานาจช$วงเท$านั้น ส$วนหนังสือมอบอํานาจที่นาย ก. มอบอํานาจช$วงให7นาย ศ. และบุคคลอื่น ๆ อีกรวม ๑๗ คนนั้น ระบุเพียงว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจมีอํานาจแต$งตั้งทนายความเพื่อว$าต$างแก7ต$างคดีได7เท$านั้น การที่โจทก/ได7มีการระบุไว7ในหนังสือมอบอํานาจฉบับที่นาย ว. มอบอํานาจให7นาย น. และนาย น. มอบอํานาจช$วงให7นาย ม. แล7วว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจช$วงสามารถมอบอํานาจช$วงต$อไปได7และ หนังสือมอบอํานาจช$วงที่นาย ม. มอบอํานาจช$วงให7นาย ก. ได7มีการระบุว$า ให7ผู7รับมอบอํานาจช$วง สามารถมอบอํานาจช$วงได7 จึงฟFงได7ว$า หนังสือมอบอํานาจได7มีการระบุให7อํานาจผู7รับมอบอํานาจช$วง แต$ละช$วงมีอํานาจมอบอํานาจช$วงต$อไปได7ตามความหมายในมาตรา ๘๐๘ ประมวลกฎหมายแพ$ง และพาณิชย/แล7ว ยกเว7นแต$นาย ศ. ผู7รับมอบอํานาจช$วงสุดท7ายไม$มีอํานาจมอบอํานาจช$วง อีกต$อไป มีเพียงอํานาจฟ?องคดีนี้หรือแต$งตั้งทนายความฟ?องคดีนี้แทนโจทก/ตามสําเนาหนังสือ มอบอํานาจเท$านั้น เมื่อนาย ศ. ไดฟองคดีนี้แทนโจทก จึงมีอํานาจกระทําได ที่ศาลชั้นต7น พิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ/ภาค ๑ ไม$เห็นพ7องด7วย อุทธรณ/โจทก/ฟFงขึ้น พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นต7น ให7ศาลชั้นต7นพิจารณาประเด็นอื่นต$อไปแล7วมีคําพิพากษาใหม$ ตามรูปคดี ค$าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให7เป;นพับ ------------------------------ ชารินทร/ เจริญผล – ย$อ ปรีชา ปJติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๒๖๑/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๐๙๙/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ! ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕) พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี โจทก. นางสาว ร. จําเลย รัฐธรรมนูญแห!งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ป.อ. เพิ่มโทษ เหตุยกเว9นการเพิ่มโทษ ขัดคําสั่งเจ9าพนักงาน มาตรา ๙๒, ๙๓, ๙๔, ๓๖๘ ป.วิ.อ. ขอให9เพิ่มโทษ มาตรา ๑๕๙ คดีนี้โจทก.ฟ>องขอให9ลงโทษจําเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๘ ซึ่งการกระทําของจําเลยที่โจทก.ขอให9 ลงโทษตามฟ>องนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๖๕ ว!า ป.อ. มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่ง ไม!ขัด หรือแย9งต!อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง โดยมีเหตุผลในการวินิจฉัย และกฎหมายที่ยกขึ้นอ9างอิงในประเด็นการพิมพ.ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมว!า การพิมพ.ลายนิ้วมือก็เพื่อใช9ตรวจสอบประวัติอาชญากรอันเปFนการตรวจสอบประวัติการกระทําความผิด เพื่อประกอบการพิจารณาเงื่อนไขในการเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ เพราะการให9 เพิ่มโทษจําเลยฐานไม!เข็ดหลาบให9กล!าวมาในฟ>องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และเปFนไป เพื่อประโยชน.ในการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีตามมาตรา ๑๓๒ (๑) เมื่อผู9ต9องหาในคดีอาญา ไม!ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่งได9 แต!ถ9าคําสั่งของเจ9าพนักงานดังกล!าว ไม!เกี่ยวข9องกับคดีหรือไม!เปFนประโยชน.ในการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในกรณี ที่มีการกระทําความผิดอาญาเกิดขึ้น ก็ไม!มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๘ เมื่อคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญให9ใช9ได9ในคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคสาม การที่พนักงาน สอบสวนมีคําสั่งให9จําเลยซึ่งเปFนผู9ต9องหาในคดีอาญาความผิดลหุโทษทําการพิมพ.ลายนิ้วมือ เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม กรณีจึงต9องด9วยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล!าว แต!เมื่อ ความผิดซึ่งจําเลยถูกกล!าวหาว!ากระทําเปFนความผิดลหุโทษ และ ป.อ. มาตรา ๙๔ บัญญัติว!า ความผิด อันได9กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดซึ่งผู9กระทําได9กระทําในขณะที่มีอายุต่ํากว!า สิบแปดปIนั้น ไม!ว!าจะได9กระทําในครั้งก!อนหรือครั้งหลัง ไม!ถือว!าเปFนความผิดเพื่อการเพิ่มโทษตามความ ในหมวดนี้ ตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๓ กรณีจึงไม!อาจเพิ่มโทษจําเลยซึ่งถูกกล!าวหาว!ากระทํา ความผิดลหุโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๓ ได9 ดังนั้น คําสั่งของพนักงานสอบสวนที่ให9จําเลย ซึ่งถูกกล!าวหาว!ากระทําความผิดลหุโทษพิมพ.ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ย!อมไม!อาจ ถือได9ว!าพนักงานสอบสวนได9ทําไปเพื่อประโยชน.แห!งการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๒ (๑) พนักงานสอบสวนจึงไม!มีอํานาจสั่งให9จําเลยกระทําเช!นนั้นได9 เมื่อจําเลยฝKาฝLน หามีความผิดตามฟ>องไม! ------------------------------
โจทก.ฟ>องขอให9ลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ และนับโทษจําเลย ต!อจากโทษจําคุกของจําเลยในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ ๘๒๒/๒๕๖๓ ของศาลชั้นต9น จําเลยให9การปฏิเสธ แต!รับว!าเปFนบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีที่โจทก.ขอให9นับโทษต!อ ศาลชั้นต9นพิพากษาว!า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๘๖ วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา ๓๖๘ วรรคแรก) ปรับ ๕,๐๐๐ บาท ไม!ชําระค!าปรับให9จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ส!วนที่โจทก.ขอให9นับโทษจําเลยต!อจากโทษจําคุกของจําเลยในคดีอาญาหมายเลขดํา ที่ อ ๘๒๒/๒๕๖๓ ของศาลชั้นต9น เนื่องจากคดีนี้ศาลลงโทษปรับจําเลยเพียงสถานเดียว จึงไม!อาจนับโทษ ต!อได9 ให9ยกคําขอส!วนนี้ จําเลยอุทธรณ. ศาลอุทธรณ.ภาค ๑ วินิจฉัยว!า คดีมีปOญหาต9องวินิจฉัยตามอุทธรณ.ของจําเลยว!า จําเลย มีความผิดตามฟ>องหรือไม! ศาลอุทธรณ.ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ! เห็นว!า คดีนี้โจทก.ฟ>องขอให9ลงโทษ จําเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ โดยบรรยายการกระทําที่อ9างว!าจําเลยได9กระทําผิดว!า จําเลยไม!ปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานสอบสวนซึ่งเปFนเจ9าพนักงานตามกฎหมาย มีอํานาจในการจัดให9มี การพิมพ.ลายนิ้วมือผู9ต9องหาในคดีอาญา ที่สั่งการให9จําเลยซึ่งเปFนผู9ต9องหาในคดีอาญาข9อหากระทํา ด9วยประการใด ๆ ต!อผู9อื่น อันเปFนการรังแก ข!มเหง คุกคาม หรือกระทําให9ได9รับความอับอายหรือ เดือดร9อนรําคาญ และข9อหาดูหมิ่นผู9อื่นซึ่งหน9า ทําการพิมพ.ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จําเลยทราบคําสั่งของเจ9าพนักงานแล9วไม!ปฏิบัติตามคําสั่งนั้นโดยไม!มีเหตุหรือข9อแก9ตัวอันสมควร การกระทําของจําเลยที่โจทก.ขอให9ลงโทษตามฟ>องนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๖๕ ว!า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่ง ไม!ขัดหรือแย9งต!อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง โดยมีเหตุผลในการวินิจฉัยและกฎหมายที่ยกขึ้นอ9างอิงในประเด็น การพิมพ.ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมว!า การพิมพ.ลายนิ้วมือก็เพื่อใช9ตรวจสอบประวัติ อาชญากรอันเปFนการตรวจสอบประวัติการกระทําความผิด เพื่อประกอบการพิจารณาเงื่อนไข ในการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ เพราะการให9เพิ่มโทษจําเลย ฐานไม!เข็ดหลาบให9กล!าวมาในฟ>องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง และเปFนไปเพื่อประโยชน.ในการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีตามมาตรา ๑๓๒ (๑) อันเปFน อํานาจที่กฎหมายให9แก!พนักงานสอบสวนสั่งการให9พิมพ.ลายนิ้วมือของผู9ต9องหา เมื่อผู9ต9องหาในคดีอาญา ไม!ปฏิบัติตามอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ วรรคหนึ่ง ได9 อย!างไรก็ตาม ถ9าคําสั่งของเจ9าพนักงานดังกล!าวไม!เกี่ยวข9องกับคดีหรือไม!เปFนประโยชน.ในการสืบสวนสอบสวนรวบรวม พยานหลักฐานในกรณีที่มีการกระทําความผิดอาญาเกิดขึ้น ก็ไม!มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ เช!นนี้ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให9ใช9ได9ในคดีทั้งปวง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคสาม การที่พนักงานสอบสวนมีคําสั่งให9จําเลยซึ่งเปFนผู9ต9องหาในคดีอาญาในข9อหาความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ และมาตรา ๓๙๓ อันเปFนความผิดลหุโทษทําการพิมพ. ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมนั้น กรณีจึงต9องด9วยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล!าว แต!เมื่อความผิดซึ่งจําเลยถูกกล!าวหาว!ากระทําเปFนความผิดลหุโทษ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๔ บัญญัติว!า ความผิดอันได9กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดซึ่งผู9กระทํา ได9กระทําในขณะที่มีอายุต่ํากว!าสิบแปดปIนั้น ไม!ว!าจะได9กระทําในครั้งก!อนหรือครั้งหลัง ไม!ถือว!า เปFนความผิดเพื่อการเพิ่มโทษตามความในหมวดนี้ ซึ่งหมายความว!า ความผิดลหุโทษไม!ถือว!า
เปFนความผิดเพื่อการเพิ่มโทษในการกระทําความผิดอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ และ มาตรา ๙๓ กรณีจึงไม!อาจเพิ่มโทษจําเลยซึ่งถูกกล!าวหาว!ากระทําความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๓ ได9 ดังนั้น คําสั่งของพนักงานสอบสวนที่ให9จําเลยซึ่งถูกกล!าวหาว!า กระทําความผิดลหุโทษพิมพ.ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ย!อมไม!อาจถือได9ว!าพนักงาน สอบสวนได9ทําไปเพื่อประโยชน.แห!งการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๑๓๒ (๑) พนักงานสอบสวนจึงไม!มีอํานาจสั่งให9จําเลยกระทําเช!นนั้นได9 เมื่อจําเลย ฝKาฝLนหามีความผิดตามฟ>องไม! ที่ศาลชั้นต9นพิพากษาว!า จําเลยมีความผิดและลงโทษจําเลยมานั้น ศาลอุทธรณ.ภาค ๑ ไม!เห็นพ9องด9วย อุทธรณ.ของจําเลยฟOงขึ้น พิพากษากลับ ให9ยกฟ>องโจทก. ------------------------------ ธนวรรธน. พลศักดิ์ – ย!อ ปรีชา ปIติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๓๔๘/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๘๑/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ" ครั้งที่ ๙/๒๕๖๕) พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก. นางสาว ณ. จําเลย พ.ร.บ. ห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ พ.ร.บ. ห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เป8นกฎหมายพิเศษที่มีลักษณะเป8นกฎหมายลูกผสม โดยบัญญัติเรื่องการกู3ยืมเงินและดอกเบี้ยซึ่งเป8นเรื่องทางแพ"ง แต"หากฝAาฝBนเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่กฎหมายกําหนดก็จะต3องรับโทษทางอาญา จําเลยจะอ3างว"าผู3เสียหายยินยอมพร3อมใจให3อัตราดอกเบี้ย เกินกว"าที่กฎหมายกําหนด แต"ถือได3ว"าเป8นการสมคบกันเลี่ยงกฎหมาย โดยการพิจารณาคดีต"างจาก การพิจารณาคดีการกู3ยืมเงินทั่วไปซึ่งยึดถือหนังสือสัญญากู3เป8นสําคัญ เมื่อโจทก.มีผู3เสียหายมาเบิกความ ประกอบกับเอกสารสอดคล3องต3องกันสมเหตุผล ทั้งผู3เสียหายกับจําเลยต"างรู3จักไม"มีสาเหตุโกรธเคืองกัน มาก"อนไม"น"าจะเบิกความให3ผิดไปจากข3อเท็จจริง พยานหลักฐานโจทก.ที่นําสืบมามีน้ําหนักมั่นคง เชื่อได3ว"า จําเลยให3กู3ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว"าอัตราที่กฎหมายกําหนดไว3 จึงมีความผิดฐานเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตรา ------------------------------ โจทก.ฟIองขอให3ลงโทษตามพระราชบัญญัติห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓, ๔ และพระราชบัญญัติห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔, ๕ จําเลยให3การปฏิเสธ ศาลชั้นต3นพิพากษาว"า จําเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ที่ถูก มาตรา ๓ (ก)), ๔ และพระราชบัญญัติห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (ที่ถูก มาตรา ๔ (๑)), ๕ จําคุก ๖ เดือน คําให3การของจําเลยในชั้นพิจารณา มีประโยชน.แก"การพิจารณาอยู"บ3าง จึงลดโทษให3หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจําคุก ๔ เดือน จําเลยอุทธรณ. ศาลอุทธรณ.ภาค ๑ วินิจฉัยว"า คดีมีปOญหาต3องวินิจฉัยตามอุทธรณ.ของจําเลยว"า จําเลยกระทํา ความผิดตามคําพิพากษาศาลชั้นต3นหรือไม" เห็นว"า โจทก.มีผู3เสียหายเบิกความยืนยันว"าในปP ๒๕๕๑ ได3กู3ยืมและรับเงินจากจําเลย ๓๐๐,๐๐๐ บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร3อยละ ๔ ต"อเดือน ตามสัญญากู3ยืมเงิน และใบรับฝากเงิน แม3จําเลยจะโต3แย3งเกี่ยวกับจํานวนเงินกู3 แต"เมื่อพิจารณาประกอบใบรับฝากเงิน ระบุรวมแล3วเป8นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจําเลยเองตอบโจทก.ถามค3านว"าเอกสารดังกล"าวจําเลย
เป8นผู3จัดทําและมอบให3แก"ผู3เสียหายที่บ3าน จึงรับฟOงได3ว"าผู3เสียหายกู3ยืมและรับเงินจากจําเลยไป เพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาทหลังจากนั้นผู3เสียหายมีการชําระต3นเงินและดอกเบี้ยตลอดเรื่อยมาครั้งสุดท3าย ชําระเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ จํานวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อพิจารณาประกอบรายการคํานวณ ต3นเงินและดอกเบี้ย พบว"ามีการเรียกเก็บดอกเบี้ยทบต3นเพิ่มขึ้นตลอดมาจนกระทั่งผู3เสียหายทําหนังสือ รับสภาพหนี้ เป8นเงินถึง ๑๖,๗๙๘,๙๒๙.๑๓ บาท หลังจากนั้นจําเลยและทนายจําเลยยังมีหนังสือ ทวงถามให3ผู3เสียหายชําระเงิน ตามหนังสือขอให3ชําระหนี้ ซึ่งพิจารณาร"วมกับบันทึกคําให3การ ของผู3เสียหายเกี่ยวกับต3นเงินและดอกเบี้ยที่มีการผ"อนชําระ แสดงให3เห็นว"าการให3กู3ยืมเงินของจําเลย แก"ผู3เสียหายมีการเรียกดอกเบี้ยเงินกู3เกินกว"าที่กฎหมายกําหนดย"อมมีความผิดตามฟIอง ส"วนที่จําเลย อุทธรณ.ว"า ไม"มีเจตนาที่จะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู3เสียหาย แต"ผู3เสียหายเป8นผู3เสนออัตราดอกเบี้ย ให3แก"จําเลยเองนั้น เห็นว"า พระราชบัญญัติห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ เป8นกฎหมายพิเศษที่มีลักษณะ เป8นกฎหมายลูกผสม คือ บัญญัติเรื่องการกู3ยืมเงินและดอกเบี้ยซึ่งเป8นเรื่องทางแพ"ง แต"หากฝAาฝBน เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดก็จะต3องรับโทษทางอาญา แม3จําเลยจะอ3างว"าผู3เสียหายยินยอม พร3อมใจให3อัตราดอกเบี้ยเกินกว"าที่กฎหมายกําหนดแต"ถือได3ว"าเป8นการสมคบกันเลี่ยงกฎหมาย การพิจารณาคดีในลักษณะนี้จึงต"างจากการพิจารณาคดีการกู3ยืมเงินทั่วไปซึ่งยึดถือหนังสือสัญญากู3 เป8นสําคัญ เมื่อโจทก.มีผู3เสียหายมาเบิกความประกอบกับเอกสารสอดคล3องต3องกันสมเหตุผล ทั้งผู3เสียหายกับจําเลยต"างรู3จักไม"มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก"อนไม"น"าจะเบิกความให3ผิดไปจากข3อเท็จจริง พยานหลักฐานโจทก.ที่นําสืบมามีน้ําหนักมั่นคงเชื่อได3ว"า จําเลยให3กู3ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว"า อัตราที่กฎหมายกําหนดไว3 จึงมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่ศาลชั้นต3นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ.ภาค ๑ เห็นพ3องด3วย อุทธรณ.ของจําเลยฟOงไม"ขึ้น มีปOญหาต3องวินิจฉัยตามอุทธรณ.ของจําเลยประการต"อไปว"า มีเหตุลงโทษจําเลยสถานเบาหรือไม" เห็นว"า พระราชบัญญัติห3ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ ระวางโทษจําคุกไม"เกิน ๑ ปP หรือปรับไม"เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ คดีนี้ ศาลชั้นต3นวางโทษจําคุก ๖ เดือน ลดโทษให3 หนึ่งในสาม คงจําคุก ๔ เดือน นับว"าเหมาะสมแก"พฤติการณ.กระทําความผิดแล3ว ส"วนที่ขอให3 รอการลงโทษนั้น เห็นว"า มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู3เสียหายกับจําเลยต"างรู3จักกันมาก"อน ต"อมา ผู3เสียหายกู3และรับเงินจากจําเลยหลายครั้ง ส"วนการคิดดอกเบี้ยแม3จะเกินไปกว"าที่กฎหมายกําหนด แต"ก็เกิดจากการสมยอมของทั้งผู3เสียหายและจําเลย จําเลยเองไม"ได3ประกอบอาชีพให3กู3ยืมเงินแก"บุคคล ทั่วไป ทั้งไม"ปรากฏว"าเคยกระทําความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้มาก"อนกับมีที่อยู"เป8นหลักแหล"ง นิสัยและความประพฤติทั่วไปไม"มีข3อเสียหายร3ายแรง กรณีมีเหตุอันสมควรปรานีที่จะให3โอกาสจําเลย ได3แก3ไขปรับปรุงตนเองแทนที่จะลงโทษจําคุกไปเสียทีเดียว ซึ่งน"าจะเป8นผลดีแก"จําเลยและสังคมโดยรวม มากกว"า ที่ศาลชั้นต3นลงโทษจําคุกโดยไม"รอการลงโทษนั้น ไม"ต3องด3วยความเห็นของศาลอุทธรณ.ภาค ๑ อุทธรณ.ของจําเลยฟOงขึ้น แต"เพื่อให3จําเลยหลาบจําจึงให3ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง กับให3คุม ความประพฤติของจําเลยไว3ด3วย พิพากษาแก3เป8นว"า ให3ลงโทษปรับจําเลย ๙๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงปรับ ๖๐๐ บาท โทษจําคุกให3รอการลงโทษไว3มีกําหนด ๒ ปP และคุมความประพฤติของจําเลยไว3มีกําหนด ๑ ปP นับแต"วันที่อ"านคําพิพากษาศาลอุทธรณ.ภาค ๑ ให3จําเลยฟOง โดยให3จําเลยไปรายงานตัวต"อพนักงานคุมประพฤติ ๔ ครั้ง ตามเงื่อนไขและกําหนดเวลา ที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให3จําเลยกระทํากิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน.
ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกําหนด ๒๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม"ชําระค"าปรับให3จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก3ให3เป8นไปตาม คําพิพากษาศาลชั้นต3น ------------------------------ อาภาพร เจริญมั่น – ย"อ ปรีชา ปPติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๒๔๙/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๔๔/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ! ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕) นางสาว น. โจทก- นางสาว ร. กับพวก จําเลย ป.อ. หมิ่นประมาท มาตรา ๓๒๖ การแปลความหมายของถ4อยคําหรือข4อความใดว!าเป6นการใส!ความหรือไม! ต4องพิจารณาจาก ข4อความทั้งหมด จะหยิบยกมาพิจารณาแต!เฉพาะคําหรือข4อความ ตอนใดตอนหนึ่งไม!ได4 เพราะข4อความ ทั้งหมดย!อมเกี่ยวโยงสัมพันธ-กันที่จะแสดงให4เห็นความหนักเบาและความหมายอันแท4จริงของข4อความ ดังกล!าว เมื่อพิจารณาข4อความทั้งหมดในเฟซบุ?กประกอบคําเบิกความของโจทก-แล4ว ข4อความของจําเลยที่ ๑ เป6นการระบายความรู4สึกไม!พอใจและเสียใจที่คาดหวังกับโจทก-ไว4มาก มิได4ยืนยันข4อเท็จจริงว!าโจทกนําสุนัขไปหาผลประโยชน-โดยไม!ชอบด4วยกฎหมายอย!างไร แม4จําเลยที่ ๑ อาจใช4ข4อความที่ไม!เหมาะสม อยู!บ4าง แต!ก็ยังไม!ถึงขนาดที่จะทําให4ผู4ที่อ!านข4อความแล4วเข4าใจว!าโจทก-เป6นคนหลอกลวงจําเลยที่ ๑ เพื่อหวังเอาผลประโยชน-จากสุนัขที่รับไปจากจําเลยที่ ๑ อันจะถือว!าเป6นการใส!ความโจทก-ที่จะทําให4โจทกเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงไม!เป6นการหมิ่นประมาทโจทก- ส!วนความเห็นจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป6นการแสดงความคิดเห็นต!อเนื่องมาจากโพสต-ของจําเลยที่ ๑ ซึ่งมีจุดประสงค-ที่จะแสดงความเห็นใจต!อ จําเลยที่ ๑ โดยใช4ถ4อยคําที่มีลักษณะเป6นการเปรียบเทียบประชดประชันและไม!สุภาพเท!านั้น แม4จะเป6น ถ4อยคําที่รุนแรงไปบ4าง แต!จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ไม!ได4กล!าวถ4อยคําเพิ่มเติมเสริมแต!งให4ผิดไปจากโพสตของจําเลยที่ ๑ ว!าโจทก-หากินกับสุนัขอย!างไรหรือเลวอย!างไร จึงยังถือไม!ได4ว!าจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีเจตนามุ!งหมายที่จะใส!ความโจทก- อันจะถือว!าเป6นการหมิ่นประมาทโจทก- การกระทําของจําเลยทั้งสาม จึงไม!มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาท ------------------------------ โจทก-ฟGองและแก4ไขฟGองขอให4ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๓๒๖, ๓๒๘ ให4จําเลยที่ ๑ ชําระค!าเสียหาย ๓๐,๐๐๐ บาท ให4จําเลยที่ ๒ ชําระค!าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท และให4 จําเลยที่ ๓ ชําระค!าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท พร4อมดอกเบี้ยอัตราร4อยละ ๗.๕ ต!อปK ของต4นเงินดังกล!าว นับถัดจากวันฟGองเป6นต4นไปจนกว!าจะชําระเสร็จแก!โจทก- กับให4จําเลยทั้งสามโพสต-ประกาศขอโทษโจทกลงในเฟซบุ?กที่หน4าไทม-ไลน-ของจําเลยทั้งสาม และในกลุ!ม “กลุ!มรักหมาจัง” โดยตั้งข4อความเป6น สาธารณะติดต!อกันเป6นเวลา ๗ วัน ศาลชั้นต4นไต!สวนมูลฟGองแล4ว เห็นว!า คดีไม!มีมูล พิพากษายกฟGอง และยกคําขอส!วนแพ!ง ค!าฤชาธรรมเนียมและค!าทนายความในคดีส!วนแพ!งให4ตกเป6นพับ
โจทก-อุทธรณ- ศาลชั้นต4นรับอุทธรณ-เฉพาะคดีส!วนอาญา ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ! วินิจฉัยว!า ตามทางไต!สวนมูลฟGองโจทก-นําสืบว!า โจทก-ใช4ชื่อในเฟซบุ?กว!า “Noppawan Chantree” จําเลยที่ ๑ ใช4ชื่อในเฟซบุ?กว!า “หมอนฟ[กทอง หมอนมงคล คุณรุ!ง (รุ!งนภา ไชยสุวรรณ)” จําเลยที่ ๒ ใช4ชื่อในเฟซบุ?กว!า “นันท- พุทธมงคล สังฆภัณฑ-” และจําเลยที่ ๓ ใช4ชื่อในเฟซบุ?กว!า “แววตา สถาพร” โจทก-และจําเลยที่ ๑ เป6นสมาชิกในเฟซบุ?กชื่อ “กลุ!มรักหมาจัง” ซึ่งเป6นเฟซบุ?กเกี่ยวกับบุคคลที่รักสุนัข ให4ความช!วยเหลือ และพูดคุยเกี่ยวกับสุนัข เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๔ เวลากลางวันและกลางคืนต!อเนื่องกัน จําเลยที่ ๑ โพสต-ข4อความในเฟซบุ?ก ของจําเลยที่ ๑ และจําเลยทั้งสามเข4ามาแสดงความคิดเห็นตามภาพถ!ายข4อความในเฟซบุ?ก และจําเลยที่ ๑ ยังได4โพสต-ข4อความลงในกลุ!ม “กลุ!มรักหมาจัง” ตามภาพถ!ายข4อความในเฟซบุ?ก ข4อความที่จําเลยทั้งสาม โพสต-ย!อมทําให4บุคคลที่พบเห็นเข4าใจว!าโจทก-เป6นคนที่ไม!ดี เป6นคนเลว คดโกง และจําเลยที่ ๑ ถูกโจทกหลอกลวงเพราะเอาสุนัขให4โจทก-ไป กล!าวหาว!าโจทก-รับสุนัขไปดูแลเพื่อหวังผลประโยชน-โดยทุจริต และเข4าใจว!าโจทก-เป6นคนโกหก อันเป6นการหมิ่นประมาทโจทก-โดยการโฆษณาในเฟซบุ?ก ป[ญหาที่ต4อง วินิจฉัยตามอุทธรณ-ของโจทก-มีว!า คดีโจทก-มีมูลหรือไม! สําหรับจําเลยที่ ๑ ที่โจทก-อุทธรณ-ว!า โพสต-ของ จําเลยที่ ๑ ที่มีข4อความว!า “...เขาสร4างโปรไฟล-ไว4เริ่ดหรูทําให4คนหลงเชื่อ...” และความคิดเห็นของ จําเลยที่ ๑ ที่ว!า “... ถ4าเขาไม!หลอกว!าจะเอาไปเลี้ยงหนูไม!ให4ไปค!ะ...” เป6นการยืนยันแน!ชัดว!าโจทก-ไป หลอกลวงจําเลยที่ ๑ เพื่อหวังเอาผลประโยชน-จากสุนัขที่ไปรับจากจําเลยที่ ๑ นั้น เห็นว!า การแปล ความหมายของถ4อยคําหรือข4อความใดว!าเป6นการใส!ความหรือไม! ต4องพิจารณาจากข4อความทั้งหมด จะหยิบยกมาพิจารณาแต!เฉพาะคําหรือข4อความ ตอนใดตอนหนึ่งไม!ได4 เพราะข4อความทั้งหมดย!อม เกี่ยวโยงสัมพันธ-กันที่จะแสดงให4เห็นความหนักเบาและความหมายอันแท4จริงของข4อความดังกล!าว เมื่อพิจารณาข4อความทั้งหมดในเฟซบุ?กประกอบคําเบิกความของโจทก-แล4ว ปรากฏว!ามูลเหตุคดีนี้ สืบเนื่องมาจากจําเลยที่ ๑ โพสต-ข4อความขอความช!วยเหลือสุนัขจรจัดในสวนยางชื่อ ตุ?กกี้หรือกี้ ในเฟซบุ?กของจําเลยที่ ๑ และกลุ!มรักหมาจัง ต!อมาโจทก-ได4ติดต!อจําเลยที่ ๑ ขอรับสุนัขไป หลังจาก โจทก-ได4รับสุนัขแล4ว จําเลยที่ ๑ ก็ขอสุนัขคืน แต!โจทก-ปฏิเสธไม!คืนให4 จําเลยที่ ๑ จึงได4โพสต-ในเฟซบุ?ก กลุ!มรักหมาจังว!า “...ขอคําปรึกษาค!ะความตั้งใจของคนโพสต-คืออยากให4น4องหมาได4บ4านที่เป6นบ4านคน เลี้ยงหมาในบ4านค!ะ ไม!ใช!บ4านพักหมาหรือมูลนิธิ #คนโพสต-ไม!ได4มีป[ญหาอะไรกับมูลนิธินะค!ะ...แต!อยาก ให4น4องหมามีบ4านที่อบอุ!นไม!ใช!ไปอยู!รวมกันเยอะๆแบบนี้คะ...#อยากได4หมาคืนค!ะเพราะมีคนพร4อมจะ ดูแลน4องแบบบ4านค!ะ...แต!คนเอาไปไม!ยอมคืนให4ค!ะทําไงดีค!ะ...ยังไงก็ไม!ยอมท!าเดียวค!ะ #ล!าสุดบอกใช4 เงินส!วนตัวแต!เอาคลิปที่น4องรุ!งถ!ายไปโพสต-ช!วยขายของแบบนี้หมายความว!าไงค!ะ…ขอพิกัดที่น4องอยู! ก็ไม!ให4 พูดจาก็คนละเรื่องเลยกับตอนที่ยังไม!ได4หมาไป #สงสารน4องหมามากๆๆ ค!ะ...รบกวนขอ คําแนะนําจากเพื่อนในกลุ!มด4วยนะค!ะ...” กับโพสต-ในเฟซบุ?กของจําเลยที่ ๑ ว!า “อภัยกูด4วยนะกี้...ถึงกู จะไม!ให4อภัยตัวเอง...มึงอโหสิกรรมให4กูนะ...เขาสร4างโปรไฟล-ไว4เริ่ดหรูทําให4คนหลงเชื่อเขาปbดหูปbดตากัน หมดแล4ว...กูพลาดเองกี้...อโหสิกรรมกูนะ... #พักพวกอย!ามาวุ!นวาย เพราะคนที่พวกคุณยกยอออกหน4า รับแทน หลังไมค-เขาไม!ได4สวยหรูแบบที่พวกคุณเห็น #อภัยกูด4วยนะกี้” และจําเลยที่ ๑ แสดงความคิดเห็นว!า “แล4วก็ทําแบบนี้หนูไม!ชอบ” พร4อมกับแนบรูปถ!ายโพสต-ของโจทก-และรูปภาพของโจทก- ซึ่งหมายถึงโจทกและจําเลยที่ ๑ โพสต-ตอบผู4ที่เข4ามาแสดงความคิดเห็นว!า “ขอพิกัดที่น4องอยู!เขาก็ไม!ให4ค!ะ...หนูผิดพลาด ใหญ!หลวงมาก...แต!ถ4าเขาไม!หลอกว!าจะเอาไปเลี้ยงหนูไม!ให4ไปค!ะ” ดังนี้ เห็นได4ว!าข4อความของจําเลยที่ ๑ ดังกล!าวเป6นการระบายความรู4สึกไม!พอใจและเสียใจที่คาดหวังกับโจทก-ไว4มากตามที่เห็นในโพรไฟล-
ของโจทก-ในเฟซบุ?กว!าโจทก-จะสามารถดูแลสุนัขจรจัดที่รับไปจากจําเลยที่ ๑ ได4เป6นอย!างดีโดยจะรับ เลี้ยงไว4เอง เมื่อไม!เป6นดังที่จําเลยที่ ๑ หวังไว4 จึงขอสุนัขคืน แต!โจทก-ไม!คืนให4 นอกจากนี้โจทก-ยังเบิกความ ตอบคําถามค4านของทนายจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว!า ได4มีการนําสุนัขไปฝากไว4ที่บ4านอุ!นรักเพื่อรอหาบ4านใหม! ทําให4จําเลยที่ ๑ เข4าใจว!าโจทก-จะยกสุนัขให4บ4านอุ!นรัก จากข4อเท็จจริงทั้งหมดย!อมมีเหตุให4จําเลยที่ ๑ เป6นห!วงสุนัขของตนเองและกลัวว!าสุนัขจะลําบาก ไม!ได4รับการเลี้ยงดูอย!างดีตามที่จําเลยที่ ๑ ต4องการ จึงได4โพสต-เล!าเรื่องตามความเป6นจริงที่เกิดขึ้นพร4อมกับขอคําแนะนําจากสมาชิกในเฟซบุ?ก โดยมิได4ยืนยัน ข4อเท็จจริงว!าโจทก-นําสุนัขไปหาผลประโยชน-โดยไม!ชอบด4วยกฎหมายอย!างไร แม4จําเลยที่ ๑ อาจใช4 ข4อความที่ไม!เหมาะสมอยู!บ4าง แต!ก็ยังไม!ถึงขนาดที่จะทําให4ผู4ที่อ!านข4อความแล4วเข4าใจว!าโจทก-เป6นคน หลอกลวงจําเลยที่ ๑ เพื่อหวังเอาผลประโยชน-จากสุนัขที่รับไปจากจําเลยที่ ๑ อันจะถือว!าเป6นการ ใส!ความโจทก-ที่จะทําให4โจทก-เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จึงไม!เป6นการหมิ่นประมาทโจทกส!วนจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่โจทก-อุทธรณ-ว!า การแสดงความคิดเห็นใต4โพสต-ของจําเลยที่ ๑ โดยจําเลยที่ ๒ แสดงความคิดเห็นว!า “หือ ทําไมเขาทําแบบนี้นะ ไหนว!ารับไปเลี้ยงไงเลวจริง ๆ หากินกะหมาก็ได4 สงสารจังหมาสวนยาง” และจําเลยที่ ๓ แสดงความคิดเห็นว!า “มันหากินกับหมาแสนรู4” ทําให4ผู4ที่อ!าน เข4าใจว!าโจทก-เป6นคนเลว คนทุจริต คดโกงเพื่อหวังหาผลประโยชน-จากเงินที่ได4จากการหลอกเอาสุนัข ของจําเลยที่ ๑ ไปนั้น เห็นว!า ข4อความดังกล!าวเป6นการแสดงความคิดเห็นต!อเนื่องมาจากโพสต-ของ จําเลยที่ ๑ ซึ่งมีจุดประสงค-ที่จะแสดงความเห็นใจต!อจําเลยที่ ๑ โดยใช4ถ4อยคําที่มีลักษณะเป6นการ เปรียบเทียบประชดประชันและไม!สุภาพเท!านั้น แม4จะเป6นถ4อยคําที่รุนแรงไปบ4าง แต!จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ก็ไม!ได4กล!าวถ4อยคําเพิ่มเติมเสริมแต!งให4ผิดไปจากโพสต-ของจําเลยที่ ๑ ว!าโจทก-หากินกับสุนัขอย!างไร หรือเลวอย!างไร จึงยังถือไม!ได4ว!าจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีเจตนามุ!งหมายที่จะใส!ความโจทก- อันจะถือว!า เป6นการหมิ่นประมาทโจทก- การกระทําของจําเลยทั้งสามจึงไม!มีมูลความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต4นพิพากษายกฟGองมานั้น ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ เห็นพ4องด4วย อุทธรณ-ของโจทก-ฟ[งไม!ขึ้น พิพากษายืน ------------------------------ เอกพจน- สุดตานา – ย!อ ปรีชา ปKติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๕๔๑/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๙๔๓/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ"ครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๕) พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล โจทก- นาย ส. กับพวก จําเลย ป.อ. หลายกรรมต"างกัน มาตรา ๙๑ จําเลยที่ ๑ เป1นเจ2าบ2านจัดให2มีการเล"นพนันขึ้นเพื่อนํามาซึ่งผลประโยชน-แห"งตนกรณีหนึ่ง และจําเลยที่ ๑ เข2าร"วมเล"นการพนันกับจําเลยอื่นอีกกรณีหนึ่ง จึงเป1นที่เห็นได2โดยแจ2งชัดว"า ตามลักษณะหรือสภาพแห"งการกระทําทั้งสองกรณีนั้นสามารถแยกออกจากกันได2 เป1นการกระทํา ต"างฐานกันและมีเจตนาคนละอัน จึงเป1นความผิดหลายกรรมต"างกัน ------------------------------ โจทก-ฟAองขอให2ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๑๐, ๑๒, ๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ พระราชกําหนดการบริหารราชการใน สถานการณ-ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๔, ๕, ๗, ๙, ๑๘, ๑๙ ริบของกลางและจ"ายสินบนนําจับตาม กฎหมาย จําเลยทั้งสามให2การรับสารภาพ ศาลชั้นต2นพิพากษาว"า จําเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ (ที่ถูก มาตรา ๔ วรรคสอง), ๕, ๖, ๑๐, ๑๒ (ที่ถูก มาตรา ๑๒ (๒)), ๑๕, พระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ-ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๔, ๕, ๗, ๙ (ที่ถูก มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒)), ๑๘, ๑๙ (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓) การกระทําของจําเลยทั้งสาม เป1นความผิดหลายกรรมต"างกัน ให2ลงโทษทุกกรรมเป1นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจัดให2มีการเล"นพนัน จําคุกจําเลยที่ ๑ มีกําหนด ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท ฐานร"วมกันเล"นการพนัน ปรับจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๒,๐๐๐ บาท ฐานร"วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ-ฉุกเฉินฯ ปรับคนละ ๒,๐๐๐ บาท จําเลยทั้งสามให2การรับสารภาพเป1นประโยชน-แก"การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให2กระทงละกึ่ง หนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ฐานจัดให2มีการเล"นพนัน คงจําคุกจําเลยที่ ๑ มีกําหนด ๓ เดือน และปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานร"วมกันเล"นการพนัน คงปรับจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๑,๐๐๐ บาท ฐานร"วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตามพระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ-ฉุกเฉินฯ คงปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท รวมจําคุกจําเลยที่ ๑ มีกําหนด ๓ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท ปรับจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ คนละ ๒,๐๐๐ บาท โทษจําคุกของจําเลยที่ ๑ ให2รอการลงโทษ
ไว2มีกําหนด ๑ ปL ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม"ชําระค"าปรับให2จัดการตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง ให2จําเลยทั้งสามจ"ายสินบนนําจับคนละกึ่งหนึ่งของค"าปรับ โจทก-อุทธรณ- ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ"วินิจฉัยว"า มีปNญหาต2องวินิจฉัยตามอุทธรณ-ของโจทก-ว"า จําเลยที่ ๑ มีความผิดฐานเป1นผู2ร"วมเล"นการพนันอีกกระทงหนึ่งหรือไม" โดยโจทก-อุทธรณ-ว"า โจทก-ฟAองว"า จําเลยทั้งสามร"วมกันเล"นการพนันไพ"กบดํากบแดง อันเป1นการพนันไพ"ต"าง ๆ ตามที่ระบุไว2ในบัญชี ข. อันดับที่ ๒๑ ท2ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยจําเลยที่ ๑ เป1นเจ2าบ2านจัดให2มีการเล"นพนัน อันนํามาซึ่งผลประโยชน-แห"งตนและเข2าร"วมเล"นการพนัน ส"วนจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป1นผู2เข2าร"วมเล"นการ พนัน แต"ศาลชั้นต2นพิพากษาลงโทษจําเลยที่ ๑ ฐานเป1นผู2จัดให2มีการเล"นพนันเพียงกระทงเดียว ไม"ได2 ลงโทษฐานเป1นผู2ร"วมเล"นด2วยจึงไม"ชอบด2วยกฎหมายนั้น เห็นว"า โจทก-ฟAองว"าจําเลยที่ ๑ เป1นเจ2าบ2านจัด ให2มีการเล"นพนันอันนํามาซึ่งผลประโยชน-แห"งตน และร"วมเล"นการพนันกับจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด2วย เมื่อจําเลยที่ ๑ ให2การรับสารภาพ ข2อเท็จจริงจึงฟNงได2ดังที่โจทก-ฟAองว"า จําเลยที่ ๑ เป1นเจ2าบ2านจัดให2มี การเล"นพนันขึ้นเพื่อนํามาซึ่งผลประโยชน-แห"งตนกรณีหนึ่ง และจําเลยที่ ๑ เข2าร"วมเล"นการพนันกับ จําเลยอื่นอีกกรณีหนึ่ง จึงเป1นที่เห็นได2โดยแจ2งชัดว"า ตามลักษณะหรือสภาพแห"งการกระทําทั้งสองกรณี นั้นสามารถแยกออกจากกันได2 เป1นการกระทําต"างฐานกันและมีเจตนาคนละอัน จึงเป1นความผิดหลาย กรรมต"างกัน ที่ศาลชั้นต2นพิพากษาลงโทษจําเลยที่ ๑ ฐานเป1นเจ2าบ2านจัดให2มีการเล"นพนันเพียงกระทง เดียว ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ ไม"เห็นพ2องด2วย อุทธรณ-ของโจทก-ฟNงขึ้น พิพากษาแก2เป1นว"า ให2ลงโทษจําเลยที่ ๑ ฐานร"วมกันเล"นการพนันอีกกระทงหนึ่ง ปรับ ๒,๐๐๐ บาท ลดโทษให2กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงปรับ ๑,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานจัดให2มีการเล"นพนันและฐานร"วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ-ฉุกเฉินฯ ตามคําพิพากษาศาลชั้นต2นแล2ว คงจําคุก จําเลยที่ ๑ มีกําหนด ๓ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก2ให2เป1นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต2น ------------------------------ กฤษณะ สุขีวิก – ย"อ ปรีชา ปLติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๙๕, ๑๔๐/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๙๕๘-๑๙๕๙/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ%ครั้งที่ ๑๔/๒๕๖๕) นาง ล. กับพวก โจทก0 นาย ส. จําเลย ป.พ.พ. จดทะเบียนทรัพยสิทธิ ครอบครองปรป5กษ0 มาตรา ๑๒๙๙, ๑๓๘๒ รัฐธรรมนูญแห%งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๒ การที่โจทก0ทั้งสองจะยกการได>กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรป5กษ0ขึ้นต%อสู>จําเลยได>หรือไม%นั้น ในการจะวินิจฉัยประเด็นดังกล%าวต>องอาศัยข>อเท็จจริงจากการนําสืบของคู%ความ ที่ศาลชั้นต>นพิเคราะห0 จากคําฟEองและคําให>การแล>ววินิจฉัยว%า โจทก0ทั้งสองอ>างการครอบครองปรป5กษ0ที่ดินพิพาท อันเปFนการได>มาซึ่งอสังหาริมทรัพย0โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต%โจทก0ทั้งสองไม%ได>จดทะเบียนที่ดิน พิพาท จึงห>ามยกขึ้นต%อสู>จําเลยบุคคลภายนอกซึ่งซื้อที่ดินพิพาทจากนาง ล. โดยเสียค%าตอบแทนและ โดยสุจริต และได>จดทะเบียนโดยสุจริตแล>วตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก0ทั้งสองจึงไม%มี อํานาจฟEอง แล>วพิพากษายกฟEอง โดยไม%สืบพยานหลักฐานให>ได>ข>อเท็จจริงเพียงพอแก%การวินิจฉัยคดี เสียก%อน จึงเปFนการไม%ชอบ ที่โจทก0ทั้งสองมีคําโต>แย>งมาในอุทธรณ0ว%า คําพิพากษาของศาลชั้นต>นละเมิดสิทธิ ของโจทก0ทั้งสอง ขอให>ศาลอุทธรณ0ภาค ๑ ส%งคําโต>แย>งของโจทก0ทั้งสองให>ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห%งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๒ เห็นว%า ที่โจทก0ทั้งสองโต>แย>งว%า คําพิพากษาศาลชั้นต>นละเมิดสิทธิของโจทก0ทั้งสอง มิใช%เปFนการโต>แย>งว%า บทบัญญัติของกฎหมาย ขัดหรือแย>งต%อรัฐธรรมนูญ มิใช%กรณีตามรัฐธรรมนูญแห%งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๒ จึงไม%จําต>องส%งให>ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ------------------------------ โจทก0ฟEองขอให>พิพากษาว%าโจทก0ทั้งสองได>กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๐๒ เนื้อที่ ๓ ไร% ๓ งาน ๓ ตารางวา ให>จําเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินและห>ามมิให>จําเลยยุ%งเกี่ยวกับที่ดิน จําเลยให>การขอให>ยกฟEอง ศาลชั้นต>นพิพากษายกฟEองโจทก0ทั้งสอง ค%าฤชาธรรมเนียมระหว%างโจทก0ทั้งสองกับจําเลย ให>เปFนพับ โจทก0ทั้งสองอุทธรณ0
ศาลอุทธรณ0ภาค ๑ วินิจฉัยว%า คดีมีป5ญหาต>องวินิจฉัยตามอุทธรณ0ของโจทก0ทั้งสองว%า ศาลชั้นต>นพิพากษา ยกฟEองโจทก0ทั้งสองโดยไม%ทําการสืบพยานเสียก%อนชอบหรือไม% โดยมติที่ประชุมใหญ% ศาลอุทธรณ0ภาค ๑ เห็นว%า โจทก0ทั้งสองฟEองขอให>พิพากษาว%าโจทก0ทั้งสองได>กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรป5กษ0 กับให>บังคับจําเลยรื้อรั้วลวดหนามและห>ามยุ%งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จําเลยให>การว%าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค%าตอบแทน คดีจึงมีประเด็นข>อพิพาทต>องวินิจฉัย เสียก%อนว%า โจทก0ทั้งสองได>กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรป5กษ0หรือไม% หากฟ5งได>ว%าโจทก0 ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทจนได>กรรมสิทธิ์แล>ว ย%อมมีประเด็นที่ต>องวินิจฉัยต%อไปว%า จําเลยได>ที่ดิน พิพาทมาโดยเสียค%าตอบแทนและโดยสุจริต และได>จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม% และโจทก0ทั้งสอง จะยกการได>กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรป5กษ0ขึ้นต%อสู>จําเลยได>หรือไม% ซึ่งการจะวินิจฉัยประเด็น ดังกล%าวต>องอาศัยข>อเท็จจริงจากการนําสืบของคู%ความ การที่ศาลชั้นต>นพิเคราะห0จากคําฟEองและ คําให>การแล>ววินิจฉัยว%า โจทก0ทั้งสองอ>างการครอบครองปรป5กษ0ที่ดินพิพาทอันเปFนการได>มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย0โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต%โจทก0ทั้งสองไม%ได>จดทะเบียนที่ดินพิพาท จึงห>ามยกขึ้นต%อสู>จําเลยบุคคลภายนอกซึ่งซื้อที่ดินพิพาทจากนาง ล. โดยเสียค%าตอบแทนและ โดยสุจริต และได>จดทะเบียนโดยสุจริตแล>วตามประมวลกฎหมายแพ%งและพาณิชย0 มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง โจทก0ทั้งสองจึงไม%มีอํานาจฟEอง แล>วพิพากษายกฟEอง โดยไม%สืบพยานหลักฐานให>ได>ข>อเท็จจริงเพียงพอ แก%การวินิจฉัยคดีเสียก%อน จึงเปFนการไม%ชอบ ให>ย>อนสํานวนให>ศาลชั้นต>นดําเนินกระบวนพิจารณาต%อไป และพิพากษาใหม%ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ%ง มาตรา ๒๔๓ (๒) อุทธรณ0ของ โจทก0ทั้งสองฟ5งขึ้น อนึ่ง ที่โจทก0ทั้งสองมีคําโต>แย>งมาในอุทธรณ0ว%า คําพิพากษาของศาลชั้นต>นละเมิดสิทธิ ของโจทก0ทั้งสอง ขอให>ศาลอุทธรณ0ภาค ๑ ส%งคําโต>แย>งของโจทก0ทั้งสองให>ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห%งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๒ เห็นว%า ที่โจทก0ทั้งสองโต>แย>งว%า คําพิพากษาศาลชั้นต>นละเมิดสิทธิของโจทก0ทั้งสอง มิใช%เปFนการโต>แย>งว%า บทบัญญัติของกฎหมาย ขัดหรือแย>งต%อรัฐธรรมนูญ มิใช%กรณีตามรัฐธรรมนูญแห%งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๒ จึงไม%จําต>องส%งให>ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ0คําสั่งคุ>มครองชั่วคราวก%อนพิพากษาของโจทก0ทั้งสองกับคืนค%าขึ้นศาล ๒๐๐ บาท แก%โจทก0ทั้งสอง และยกคําพิพากษาศาลชั้นต>น ให>ศาลชั้นต>นดําเนินกระบวนพิจารณาต%อไปและมี คําพิพากษาใหม%ไปตามรูปคดี ค%าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให>รวมสั่งเมื่อมีคําพิพากษาใหม% ------------------------------ ชารินทร0 เจริญผล – ย%อ ปรีชา ปNติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ ผบ ๙๑/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๑/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ#ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๕) บริษัท ก. โจทก- นาย ธ. กับพวก จําเลย ป.วิ.พ. อํานาจฟ4อง มาตรา ๕๕ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู8บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗, ๑๒ การฟ4องคดีของโจทก-ที่อ8างสิทธิเรียกร8องค#าขาดราคาโดยให8บังคับตามบันทึกการชําระหนี้ตาม สัญญาเช#าซื้อทรัพย- เป@นการใช8สิทธิไม#สุจริต ไม#ชอบด8วย พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู8บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๒ ที่บัญญัติว#า "ในการใช8สิทธิแห#งตนก็ดี ในการชําระหนี้ก็ดี ผู8ประกอบธุรกิจต8องกระทําด8วย ความสุจริต โดยคํานึงถึงมาตรฐานทางการค8าที่เหมาะสมภายใต8ระบบธุรกิจที่เป@นธรรม" โจทก-จึงไม#มี อํานาจฟ4องขอให8ศาลบังคับจําเลยที่ ๑ จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ชําระหนี้ตามบันทึกการชําระหนี้ตาม สัญญาเช#าซื้อทรัพย- คณะกรรมการสินเชื่อของโจทก-อนุมัติการทําบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อ ทรัพย-เพื่อผ#อนชําระหนี้ส#วนขาดหลังขายทอดตลาดทรัพย-ที่เช#าซื้อ โดยจําเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป@นผู8ค้ําประกันระหว#างกันเองทุกสัญญาและจําเลยที่ ๖ และที่ ๗ เป@นผู8ค้ําประกันทั้งยี่สิบสัญญา เพื่อค้ําประกันการผ#อนชําระหนี้ส#วนขาดหลังขายทอดตลาดทรัพย-ที่เช#าซื้อ โดยยกเว8นการลงนาม รับทราบการค้ําประกันของผู8ค้ําประกันเดิม ซึ่งไม#มีข8อตกลงให8จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ค้ําประกัน การชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อ อีกทั้งสัญญาเช#าซื้อเลิกกันแล8วก#อนที่จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ จะทํา สัญญาค้ําประกัน จึงไม#มีสัญญาเช#าซื้อที่เป@นสัญญาประธาน เป@นเหตุให8สัญญาค้ําประกันที่เป@น สัญญาอุปกรณ-ของสัญญาเช#าซื้อไม#อาจเกิดขึ้นได8 ส#วนจําเลยที่ ๒ ไม#ได8เป@นผู8ค้ําประกันหรือมี ส#วนเกี่ยวข8องกับบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพย- โจทก-จึงไม#มีอํานาจฟ4องจําเลยที่ ๒ ให8ชําระหนี้ตามบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพย- และไม#มีอํานาจฟ4องจําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ให8ชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อ ------------------------------ โจทก-ฟ4องขอให8บังคับจําเลยทั้งเจ็ดร#วมกันชําระค#าขาดราคาตามสัญญาเช#าซื้อซึ่งยังขาดอยู#อีก ๕๐๖,๐๔๒.๖๒ บาท ค#าขาดประโยชน-จากการใช8ทรัพย-ระหว#างที่จําเลยที่ ๑ ครอบครองรถหลังจาก ผิดนัดเท#ากับค#าเช#าที่โจทก-อาจนํารถออกให8เช#าได8เดือนละ ๘๖,๐๐๐ บาท ตั้งแต#งวดเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ- ๒๕๕๖ เป@นเวลา ๑๗ เดือน เป@นเงิน ๑,๔๖๒,๐๐๐ บาท ค#าภาษีมูลค#าเพิ่มที่โจทก-ทดรองจ#ายแทนจําเลยที่ ๑ ไปก#อน ๓๑,๐๘๓.๓๐ บาท และค#าปรับฐานผิดนัด ๙๔๗,๖๘๔.๕๘ บาท รวมเป@นเงิน ๒,๙๔๖,๘๑๐.๕๐บาท พร8อมดอกเบี้ยในอัตราร8อยละ ๑๕ ต#อปJ นับถัดจากวันฟ4องจนกว#าจะชําระเสร็จ
ระหว#างพิจารณา โจทก-ยื่นคําร8องขอถอนฟ4องจําเลยที่ ๖ ศาลชั้นต8นมีคําสั่งอนุญาต จําหน#ายคดี เฉพาะจําเลยที่ ๖ ออกจากสารบบความ จําเลยที่ ๑ ถึง ที่ ๕ ให8การ ขอให8ยกฟ4อง จําเลยที่ ๗ ให8การและฟ4องแย8ง ขอให8ยกฟ4อง โจทก-ให8การแก8ฟ4องแย8งของจําเลยที่ ๗ ขอให8ยกฟ4องแย8ง ศาลชั้นต8นพิพากษาให8จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร#วมกันชําระเงิน ๑๒๑,๐๐๐ บาท พร8อมดอกเบี้ยร8อยละ ๗.๕ ต#อปJ นับถัดจากวันฟ4อง (ฟ4องวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ- ๒๕๖๓) จนกว#าจะชําระ เสร็จแก#โจทก- ให8จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร#วมกันใช8ค#าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก- โดยกําหนด ค#าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท เฉพาะค#าขึ้นศาลให8ใช8แทนเท#าทุนทรัพย-ที่โจทก-ชนะคดี ให8ยกฟ4องแย8ง ค#าฤชาธรรมเนียมฟ4องแย8งให8เป@นพับ โจทก-อุทธรณ- ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ#วินิจฉัยว#า การฟ4องคดีของโจทก-ที่อ8างสิทธิเรียกร8อง ค#าขาดราคาโดยให8บังคับตามบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพย- เป@นการใช8สิทธิไม#สุจริต ไม#ชอบด8วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู8บริโภค พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๒ ที่บัญญัติว#า "ในการใช8สิทธิ แห#งตนก็ดี ในการชําระหนี้ก็ดี ผู8ประกอบธุรกิจต8องกระทําด8วยความสุจริต โดยคํานึงถึงมาตรฐาน ทางการค8าที่เหมาะสมภายใต8ระบบธุรกิจที่เป@นธรรม" โจทก-จึงไม#มีอํานาจฟ4องขอให8ศาลบังคับจําเลยที่ ๑ จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ชําระหนี้ตามบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพย- คณะกรรมการ สินเชื่อของโจทก-อนุมัติการทําบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพย-เพื่อผ#อนชําระหนี้ส#วนขาดหลัง ขายทอดตลาดทรัพย-ที่เช#าซื้อ โดยจําเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป@นผู8ค้ําประกันระหว#างกันเอง ทุกสัญญาและจําเลยที่ ๖ และที่ ๗ เป@นผู8ค้ําประกันทั้งยี่สิบสัญญา เพื่อค้ําประกันการผ#อนชําระหนี้ส#วน ขาดหลังขายทอดตลาดทรัพย-ที่เช#าซื้อ โดยยกเว8นการลงนามรับทราบการค้ําประกันของผู8ค้ําประกันเดิม ซึ่งไม#มีข8อตกลงให8จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ค้ําประกันการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อ อีกทั้งสัญญา เช#าซื้อเลิกกันแล8วก#อนที่จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ จะทําสัญญาค้ําประกัน จึงไม#มีสัญญาเช#าซื้อที่เป@น สัญญาประธาน เป@นเหตุให8สัญญาค้ําประกันที่เป@นสัญญาอุปกรณ-ของสัญญาเช#าซื้อไม#อาจเกิดขึ้นได8 ส#วนจําเลยที่ ๒ ไม#ได8เป@นผู8ค้ําประกันหรือมีส#วนเกี่ยวข8องกับบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพยโจทก-จึงไม#มีอํานาจฟ4องจําเลยที่ ๒ ให8ชําระหนี้ตามบันทึกการชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อทรัพย- และไม#มี อํานาจฟ4องจําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ให8ชําระหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อ ด8วยเหตุไม#มีข8อโต8แย8งสิทธิของ โจทก-เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ#ง มาตรา ๕๕ ประเด็นเรื่องอํานาจฟ4องเป@น ปNญหาข8อกฎหมายอันเกี่ยวด8วยความสงบเรียบร8อยของประชาชน แม8ไม#มีคู#ความฝPายใดยกขึ้นอ8าง ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ แผนกคดีผู8บริโภคมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ#ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู8บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ ที่ศาลชั้นต8น พิพากษาให8จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ชําระค#าขาดราคาแก#โจทก- และให8จําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร#วมรับผิดกับจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชําระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาเช#าซื้อนั้น ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ แผนกคดี ผู8บริโภคไม#เห็นพ8องด8วย มีปNญหาต8องวินิจฉัยตามอุทธรณ-ของโจทก-ในประการสุดท8ายว#า โจทก-มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในต8น เงินของค#าขาดประโยชน-และเบี้ยปรับที่ศาลชั้นต8นกําหนดให8แก#โจทก-หรือไม#เพียงใด โจทก-อุทธรณ-ว#า การคิดดอกเบี้ยของโจทก-ในอัตราร8อยละ ๑๕ ต#อปJ เป@นดอกผลนิตินัยที่โจทก-พึงได8รับตามประมวล กฎหมายแพ#งและพาณิชย- มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม จึงไม#ถือว#าเป@นเบี้ยปรับ เห็นว#า ตามสัญญาเช#าซื้อ
ข8อ ๑๖ กําหนดว#า "กรณีที่ผู8เช#าซื้อผิดนัดไม#ชําระค#าเช#าซื้อตามกําหนด ผู8เช#าซื้อตกลงชําระเบี้ยปรับของ ค#าเช#าซื้อที่ผิดนัดนับแต#วันถึงกําหนดชําระค#าเช#าซื้อจนถึงวันชําระ และหากเจ8าของต8องเสีย ภาษีมูลค#าเพิ่ม ค#าเบี้ยประกันภัย ค#าธรรมเนียม ค#าภาษีหรือค#าใช8จ#ายใด ๆ แทนในนามผู8เช#าหรือนาม เจ8าของ ซึ่งผู8เช#าต8องชําระตามกฎหมายหรือตามสัญญา ผู8เช#าจะต8องชําระคืนให8แก#เจ8าของพร8อมเบี้ยปรับ ในต8นเงินจํานวนที่เจ8าของได8จ#ายไป นับแต#วันที่เจ8าของได8จ#ายแต#ละรายการเป@นต8นไปจนถึงวันชําระ ในกรณีที่เจ8าของได8รับความเสียหายใด ๆ เนื่องจากผู8เช#าไม#ปฏิบัติตามข8อตกลงในสัญญา ผู8เช#าตกลง ชดใช8ค#าเสียหายให8แก#เจ8าของ โดยชําระเต็มจํานวนพร8อมเบี้ยปรับนับแต#วันที่เจ8าของได8รับความเสียหาย จนถึงวันที่ผู8เช#าชดใช8ค#าเสียหายนั้น เบี้ยปรับตามที่ระบุไว8ในสัญญานี้ ผู8เช#าตกลงชําระให8แก#เจ8าของอัตรา ร8อยละเท#ากับเอ็มอาร-อาร- บวก ๑๐ ต#อปJ หมายถึง อัตราดอกเบี้ยสําหรับลูกค8าชั้นดีรายย#อยของ ธนาคาร ก. ข8อสัญญาดังกล#าวที่ให8โจทก-มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเท#ากับอัตราร8อยละเอ็มอาร-อาร- บวก ๑๐ ต#อปJ ของธนาคาร ก. เป@นการกําหนดค#าเสียหายไว8ล#วงหน8า อันมีลักษณะเป@นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส#วน ศาลจะลดลงเป@นจํานวนพอสมควรก็ได8ตามประมวลกฎหมายแพ#งและพาณิชย- มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง แต#ค#าขาดประโยชน-จากการใช8รถยนต-ที่เช#าซื้อ ๕๑,๐๐๐ บาท มิใช#เงินใด ๆ ที่ผู8เช#าซื้อจะต8องชําระให8แก# เจ8าของตามสัญญาเช#าซื้อ ข8อ ๑๖ ที่กําหนดให8ผู8เช#าซื้อต8องชําระเงินดังกล#าวพร8อมเบี้ยปรับ โดยค#า ขาดประโยชน-เป@นค#าใช8ทรัพย-ที่เช#าซื้อที่โจทก-มีสิทธิเรียกร8องเมื่อสัญญาเช#าซื้อเลิกกันแล8วและเป@นหนี้เงิน ที่โจทก-มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว#างผิดนัดอัตราร8อยละ ๓ ต#อปJ หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้น ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป@นพระราชกฤษฎีกา บวกด8วยอัตราเพิ่มร8อยละ ๒ ต#อปJ ตามประมวลกฎหมายแพ#งและพาณิชย- มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ส#วนเบี้ยปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท มิใช#เงินใด ๆ แต#เป@นเบี้ยปรับของเงินใด ๆ ที่ผู8เช#าซื้อต8องชําระให8แก#เจ8าของพร8อมเงินใด ๆ ตามข8อสัญญาดังกล#าว จึง ไม#อาจกําหนดให8ชําระดอกเบี้ยที่เป@นเบี้ยปรับของต8นเงินเบี้ยปรับนี้ได8 ที่ศาลชั้นต8นพิพากษาให8ชําระ ค#าขาดประโยชน-และเบี้ยปรับพร8อมเบี้ยปรับเป@นดอกเบี้ยอัตราร8อยละ ๗.๕ ต#อปJ ของต8นเงินดังกล#าว เป@นการไม#ชอบ ปNญหาดังกล#าวนี้เป@นข8อกฎหมายอันเกี่ยวด8วยความสงบเรียบร8อยของประชาชน ศาลอุทธรณ-ภาค ๑ แผนกคดีผู8บริโภคมีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก8ไขให8ถูกต8องได8ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ#ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู8บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗ พิพากษาแก8เป@นว#า ให8จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร#วมกันชําระเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาท พร8อมดอกเบี้ย อัตราร8อยละ ๓ ต#อปJ หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตรา เป@นพระราชกฤษฎีกา บวกด8วยอัตราเพิ่มร8อยละ ๒ ต#อปJ ของต8นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ4อง (ฟ4องวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ- ๒๕๖๔) เป@นต8นไปจนกว#าจะชําระเสร็จแก#โจทก- แต#ดอกเบี้ยทุกช#วงเวลาต8อง ไม#เกินอัตราร8อยละ ๑๕ ต#อปJ ตามที่โจทก-ขอ ให8เพิกถอนคําสั่งรับฟ4องแย8งของจําเลยที่ ๗ และคําให8การ แก8ฟ4องแย8ง ยกฟ4องโจทก-สําหรับจําเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ นอกจากที่แก8ให8เป@นไปตามคําพิพากษา ศาลชั้นต8น ค#าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให8เป@นพับ ------------------------------ กฤษณะ สุขีวิก – ย#อ ปรีชา ปJติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ ผบ ๒๔๘/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๑๖/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ" ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๕) บริษัท ล. โจทก, นาย ด. กับพวก จําเลย ป.พ.พ. ผู1ให1เช"าซื้อบอกเลิกสัญญา มาตรา ๕๗๔ วรรคหนึ่ง ตามสัญญาเช"าซื้อ ข1อ ๑๐ (ก) กําหนดขั้นตอนการบอกเลิกสัญญาของผู1ให1เช"าซื้อว"า หากผู1เช"าซื้อ ผิดนัดชําระค"าเช"าซื้อ ๓ งวดติด ๆ กัน และเจ1าของได1มีหนังสือบอกกล"าวให1ผู1เช"าซื้อชําระค"าเช"าซื้อที่ผิดนัด ชําระภายในเวลาไม"น1อยกว"า ๓๐ วัน นับแต"วันที่ได1รับหนังสือ แต"ผู1เช"าซื้อยังคงเพิกเฉยไม"ชําระค"าเช"าซื้อ ที่ผิดนัดชําระให1เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กําหนด...ให1เจ1าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได1โดยทันที เมื่อข1อเท็จจริงรับฟBงได1ว"า ภายหลังทําสัญญาจําเลยที่ ๑ ชําระค"าเช"าซื้อเพียง ๓ งวด แล1วผิดนัดไม"ชําระ ค"าเช"าซื้อแก"โจทก,อีกเลย เปCนเวลาเกินกว"า ๓ งวดติดกันและโจทก,ได1มีหนังสือบอกกล"าวลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ ทวงถามให1จําเลยทั้งสองชําระค"าเช"าซื้อที่ค1างชําระพร1อมทั้งค"าธรรมเนียมและ ค"าใช1จ"ายจากการผิดสัญญาภายในกําหนด ๓๐ วัน นับแต"วันที่ได1รับหนังสือ หากพ1นกําหนดแล1วไม"ชําระ ให1ถือเอาหนังสือฉบับนี้เปCนการบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อทันที เมื่อโจทก,มีหนังสือดังกล"าวส"งไปให1แก"จําเลย ทั้งสองและจําเลยทั้งสองได1รับแล1วเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ แต"จําเลยทั้งสองแต"มิได1ชําระ ค"าเช"าซื้อที่ค1างชําระภายในกําหนด ถือได1ว"าจําเลยที่ ๑ เปCนฝFายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก,ใช1สิทธิ บอกเลิกสัญญาเช"าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล"าวให1จําเลยที่ ๑ ผู1เช"าซื้อทราบโดยชอบแล1ว สัญญาเช"าซื้อ ระหว"างโจทก,กับจําเลยที่ ๑ จึงเลิกกันทันทีนับแต"เมื่อครบกําหนด ๓๐ วัน นับแต"วันที่จําเลยที่ ๑ ได1รับ หนังสือ ผู1ให1เช"าซื้อย"อมมีสิทธิริบเงินค"าเช"าซื้อที่ผู1เช"าซื้อชําระมาแล1วและกลับเข1าครอบครองรถที่เช"าซื้อ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๔ วรรคหนึ่ง ผู1ให1เช"าซื้อไม"มีสิทธิเรียกค"าเช"าซื้อที่ค1างชําระและดอกเบี้ยได1 ตามสัญญา คงเรียกได1เพียงค"าขาดประโยชน,จากการใช1ทรัพย,ที่เช"าซื้อในระหว"างที่ยังมิได1ส"งมอบทรัพย, ที่เช"าซื้อคืนและค"าขาดราคาจากการที่ผู1ให1เช"าซื้อนํารถที่เช"าซื้อออกประมูลขายทอดตลาดได1เงินน1อยกว"า จํานวนเงินที่ผู1ให1เช"าซื้อควรจะได1รับตามสัญญาเท"านั้น ดังนั้น หากมีค"าเสียหายอันเนื่องมาจากการใช1สิทธิ บอกเลิกสัญญาดังกล"าวจําเลยที่ ๑ จะต1องรับผิดตามสัญญาเช"าซื้อข1อ ๑๔ ที่ระบุว"า เมื่อเจ1าของได1รถยนต, กลับคืนมา และนํารถยนต,ออกขายได1ราคาเกินกว"าจํานวนมูลหนี้ส"วนที่ขาดอยู"ตามสัญญานี้ เจ1าของจะ คืนเงินส"วนเกินนั้นให1แก"ผู1เช"าซื้อ แต"หากได1ราคาน1อยกว"าจํานวนมูลหนี้ส"วนที่ขาดอยู" ผู1เช"าซื้อตกลง รับผิดชอบส"วนที่ขาดนั้น แม1จะได1ความว"า ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ ก"อนจําเลยที่ ๑ ได1รับหนังสือ ให1ชําระค"าเช"าซื้อและบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อดังกล"าว จําเลยที่ ๑ ได1ส"งมอบรถที่เช"าซื้อคืนโจทก,พร1อม บอกเลิกสัญญาเช"าซื้อต"อโจทก, แต"โจทก,ก็มีข1อโต1แย1งตามหนังสือโต1แย1งการบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ ซึ่งจําเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อรับทราบแล1วว"า จําเลยที่ ๑ ใช1สิทธิบอกเลิกสัญญา ไม"ชอบเพราะมิได1ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช"าซื้อข1อ ๑๓ กล"าวคือ จําเลยที่ ๑
มิได1มีหนังสือบอกกล"าวให1โจทก,ทราบล"วงหน1าไม"น1อยกว"า ๗ วัน และส"งมอบรถที่เช"าซื้อคืนโจทก,พร1อมกับ ชําระเงินทั้งปวงที่ถึงกําหนดชําระหรือเปCนหนี้ตามสัญญาอยู"ในเวลาที่ส"งมอบรถที่เช"าซื้อคืนแต"อย"างใด การที่โจทก,รับเอารถที่เช"าซื้อไว1จากจําเลยที่ ๑ และนําออกขายทอดตลาด กรณีจึงยังถือไม"ได1ว"าโจทก,และ จําเลยที่ ๑ คู"สัญญาต"างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายอันจะเปCนเหตุให1โจทก,ไม"อาจเรียกค"าขาดราคา รถที่เช"าซื้อได1ไม" เมื่อโจทก,ขายรถที่เช"าซื้อให1แก"บุคคลอื่นได1ราคาน1อยกว"าหนี้ที่ค1างชําระตามสัญญา จําเลยที่ ๑ ย"อมต1องรับผิดในค"าขาดราคาดังกล"าว แต"อย"างไรก็ตาม ค"าขาดราคานี้ถือเปCนการกําหนด ค"าเสียหายล"วงหน1าทํานองเบี้ยปรับ การกําหนดค"าเสียหายในส"วนนี้แก"โจทก,จึงต1องคํานึงถึงความเสียหาย ที่แท1จริง เมื่อราคาเช"าซื้อเปCนราคารวมของเงินลงทุนและผลประโยชน,ที่โจทก,คํานวณไว1ล"วงหน1าสําหรับ การลงทุนเปCนเวลา ๘๔ เดือน การที่จะกําหนดให1จําเลยที่ ๑ ชําระค"าขาดราคาเท"ากับหนี้ค"าเช"าซื้อส"วนที่ ขาดซึ่งรวมผลประโยชน,สําหรับการลงทุนให1ครบตามจํานวนที่ตกลงไว1 ๘๔ เดือน ย"อมเปCนจํานวนเงินที่สูง เกินส"วน เมื่อคํานึงถึงราคาเงินสดของรถที่เช"าซื้อ ค"าเช"าซื้อที่โจทก,ได1รับชําระและเงินที่ได1จากการขายรถ ที่เช"าซื้อแล1ว เห็นสมควรกําหนดค"าขาดราคาให1แก"โจทก,เปCนเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ที่ศาลชั้นต1น ไม"กําหนดค"าขาดราคาแก"โจทก,นั้น ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ แผนกคดีผู1บริโภคไม"เห็นพ1องด1วย ------------------------------ โจทก,ฟLองขอให1บังคับจําเลยทั้งสองชําระเงิน ๒๙๒,๑๕๑.๕๐ บาท พร1อมดอกเบี้ยอัตราร1อยละ ๑๕ ต"อปN ของต1นเงินดังกล"าว นับถัดจากวันฟLองเปCนต1นไปจนกว"าจะชําระเสร็จแก"โจทก, จําเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคําให1การ ศาลชั้นต1นพิพากษาให1จําเลยที่ ๑ ชําระค"าขาดประโยชน, ๗,๕๙๐ บาท พร1อมดอกเบี้ยอัตรา ร1อยละ ๗.๕ ต"อปNของต1นเงินดังกล"าว นับถัดจากวันฟLอง (ฟLองวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๔) เปCนต1นไปจนกว"า จะชําระเสร็จ หากจําเลยที่ ๑ ไม"ชําระ ให1จําเลยที่ ๒ ชําระค"าขาดประโยชน, ๖,๖๐๐ บาท แก"โจทก, ค"าฤชาธรรมเนียมให1เปCนพับ คําขออื่นนอกจากนี้ให1ยก โจทก,อุทธรณ, ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ แผนกคดีผู1บริโภค วินิจฉัยว"า คดีมีปBญหาต1องวินิจฉัยตามอุทธรณ,ของโจทก,ว"า โจทก,มีสิทธิเรียกค"าขาดราคารถที่เช"าซื้อหรือไม" ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ"เห็นว"า ตามสัญญาเช"าซื้อ ข1อ ๑๐ (ก) กําหนดขั้นตอนการบอกเลิกสัญญาของผู1ให1เช"าซื้อว"า หากผู1เช"าซื้อผิดนัด ชําระค"าเช"าซื้อ ๓ งวดติด ๆ กัน และเจ1าของได1มีหนังสือบอกกล"าวให1ผู1เช"าซื้อชําระค"าเช"าซื้อที่ผิดนัดชําระ ภายในเวลาไม"น1อยกว"า ๓๐ วัน นับแต"วันที่ได1รับหนังสือ แต"ผู1เช"าซื้อยังคงเพิกเฉยไม"ชําระค"าเช"าซื้อ ที่ผิดนัดชําระให1เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กําหนด...ให1เจ1าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได1โดยทันที เมื่อข1อเท็จจริงรับฟBงได1ว"า ภายหลังทําสัญญาจําเลยที่ ๑ ชําระค"าเช"าซื้อเพียง ๓ งวด แล1วผิดนัดไม"ชําระ ค"าเช"าซื้อแก"โจทก,อีกเลย เปCนเวลาเกินกว"า ๓ งวดติดกันและโจทก,ได1มีหนังสือบอกกล"าวลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ ทวงถามให1จําเลยทั้งสองชําระค"าเช"าซื้อที่ค1างชําระพร1อมทั้งค"าธรรมเนียมและ ค"าใช1จ"ายจากการผิดสัญญาภายในกําหนด ๓๐ วัน นับแต"วันที่ได1รับหนังสือ หากพ1นกําหนดแล1วไม"ชําระ ให1ถือเอาหนังสือฉบับนี้เปCนการบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อทันที เมื่อโจทก,มีหนังสือดังกล"าวส"งไปให1แก" จําเลยทั้งสองและจําเลยทั้งสองได1รับแล1วเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ แต"จําเลยทั้งสองแต"มิได1ชําระ ค"าเช"าซื้อที่ค1างชําระภายในกําหนด ถือได1ว"าจําเลยที่ ๑ เปCนฝFายผิดนัดผิดสัญญาเพราะเหตุที่โจทก,ใช1สิทธิ บอกเลิกสัญญาเช"าซื้อโดยมีหนังสือบอกกล"าวให1จําเลยที่ ๑ ผู1เช"าซื้อทราบโดยชอบแล1ว สัญญาเช"าซื้อ
ระหว"างโจทก,กับจําเลยที่ ๑ จึงเลิกกันทันทีนับแต"เมื่อครบกําหนด ๓๐ วัน นับแต"วันที่จําเลยที่ ๑ ได1รับหนังสือ ผู1ให1เช"าซื้อย"อมมีสิทธิริบเงินค"าเช"าซื้อที่ผู1เช"าซื้อชําระมาแล1วและกลับเข1าครอบครองรถ ที่เช"าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ"งและพาณิชย, มาตรา ๕๗๔ วรรคหนึ่ง ผู1ให1เช"าซื้อไม"มีสิทธิเรียกค"าเช"าซื้อ ที่ค1างชําระและดอกเบี้ยได1ตามสัญญา คงเรียกได1เพียงค"าขาดประโยชน,จากการใช1ทรัพย,ที่เช"าซื้อ ในระหว"างที่ยังมิได1ส"งมอบทรัพย,ที่เช"าซื้อคืนและค"าขาดราคาจากการที่ผู1ให1เช"าซื้อนํารถที่เช"าซื้อออก ประมูลขายทอดตลาดได1เงินน1อยกว"าจํานวนเงินที่ผู1ให1เช"าซื้อควรจะได1รับตามสัญญาเท"านั้น ดังนั้น หากมี ค"าเสียหายอันเนื่องมาจากการใช1สิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล"าวจําเลยที่ ๑ จะต1องรับผิดตามสัญญาเช"าซื้อ ข1อ ๑๔ ที่ระบุว"า เมื่อเจ1าของได1รถยนต,กลับคืนมา และนํารถยนต,ออกขายได1ราคาเกินกว"าจํานวนมูลหนี้ ส"วนที่ขาดอยู"ตามสัญญานี้ เจ1าของจะคืนเงินส"วนเกินนั้นให1แก"ผู1เช"าซื้อ แต"หากได1ราคาน1อยกว"าจํานวน มูลหนี้ส"วนที่ขาดอยู" ผู1เช"าซื้อตกลงรับผิดชอบส"วนที่ขาดนั้น แม1จะได1ความว"า ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ ก"อนจําเลยที่ ๑ ได1รับหนังสือให1ชําระค"าเช"าซื้อและบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อดังกล"าว จําเลยที่ ๑ ได1ส"งมอบรถที่เช"าซื้อคืนโจทก,พร1อมบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อต"อโจทก, แต"โจทก,ก็มีข1อโต1แย1งตามหนังสือ โต1แย1งการบอกเลิกสัญญาเช"าซื้อลงวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ, ๒๕๖๓ ซึ่งจําเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อรับทราบแล1วว"า จําเลยที่ ๑ ใช1สิทธิบอกเลิกสัญญาไม"ชอบเพราะมิได1ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช"า ซื้อข1อ ๑๓ กล"าวคือ จําเลยที่ ๑ มิได1มีหนังสือบอกกล"าวให1โจทก,ทราบล"วงหน1าไม"น1อยกว"า ๗ วัน และ ส"งมอบรถที่เช"าซื้อคืนโจทก,พร1อมกับชําระเงินทั้งปวงที่ถึงกําหนดชําระหรือเปCนหนี้ตามสัญญาอยู"ในเวลา ที่ส"งมอบรถที่เช"าซื้อคืนแต"อย"างใด การที่โจทก,รับเอารถที่เช"าซื้อไว1จากจําเลยที่ ๑ และนําออก ขายทอดตลาด กรณีจึงยังถือไม"ได1ว"าโจทก,และจําเลยที่ ๑ คู"สัญญาต"างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย อันจะเปCนเหตุให1โจทก,ไม"อาจเรียกค"าขาดราคารถที่เช"าซื้อได1ไม" เมื่อโจทก,ขายรถที่เช"าซื้อให1แก"บุคคลอื่น ได1ราคาน1อยกว"าหนี้ที่ค1างชําระตามสัญญา จําเลยที่ ๑ ย"อมต1องรับผิดในค"าขาดราคาดังกล"าว แต"อย"างไรก็ตาม ค"าขาดราคานี้ถือเปCนการกําหนดค"าเสียหายล"วงหน1าทํานองเบี้ยปรับ การกําหนดค"าเสียหายในส"วนนี้ แก"โจทก,จึงต1องคํานึงถึงความเสียหายที่แท1จริง เมื่อราคาเช"าซื้อเปCนราคารวมของเงินลงทุนและ ผลประโยชน,ที่โจทก,คํานวณไว1ล"วงหน1าสําหรับการลงทุนเปCนเวลา ๘๔ เดือน การที่จะกําหนดให1จําเลยที่ ๑ ชําระค"าขาดราคาเท"ากับหนี้ค"าเช"าซื้อส"วนที่ขาดซึ่งรวมผลประโยชน,สําหรับการลงทุนให1ครบตามจํานวน ที่ตกลงไว1 ๘๔ เดือน ย"อมเปCนจํานวนเงินที่สูงเกินส"วน เมื่อคํานึงถึงราคาเงินสดของรถที่เช"าซื้อ ค"าเช"าซื้อ ที่โจทก,ได1รับชําระและเงินที่ได1จากการขายรถที่เช"าซื้อแล1ว เห็นสมควรกําหนดค"าขาดราคาให1แก"โจทก, เปCนเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ที่ศาลชั้นต1นไม"กําหนดค"าขาดราคาแก"โจทก,นั้น ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ แผนกคดีผู1บริโภคไม"เห็นพ1องด1วย อุทธรณ,ของโจทก,ข1อนี้ฟBงขึ้นบางส"วน พิพากษาแก1เปCนว"า ให1จําเลยที่ ๑ ชําระเงิน ๑๕๗,๕๙๐ บาท พร1อมดอกเบี้ยอัตราร1อยละ ๗.๕ ต"อปN ของต1นเงินดังกล"าว นับถัดจากวันฟLอง (ฟLองวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๔) เปCนต1นไปจนกว"าจะชําระเสร็จ แก"โจทก, นอกจากที่แก1ให1เปCนไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต1น ค"าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ,ให1เปCนพับ ------------------------------ ธนวรรธน, พลศักดิ์ – ย"อ ปรีชา ปNติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ อ ๕๐๐/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๒๓๕/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๕) นางสาว ว. โจทก, นางสาว ร. จําเลย ป.วิ.อ. ผู0เสียหาย ผู0มีอํานาจฟ2องคดีอาญาต อศาล มาตรา ๒ (๔), ๒๘ (๒) การที่จําเลยชักชวนให0โจทก,นําเงินมาให0จําเลยโดยอ0างว าจําเลยจะนําเงินนั้นไปลงทุนในธุรกิจต าง ๆ ของจําเลย โดยเสนอผลตอบแทนแก โจทก,ในอัตราร0อยละ ๑๐ ต อเดือน หรือร0อยละ ๑๒๐ ต อป= ซึ่งเป@น อัตราที่สูงผิดปกติ ในระยะแรกจําเลยคืนเงินและผลตอบแทนในอัตราสูงแก โจทก,ตามข0อตกลง ทําให0 โจทก,เกิดความเชื่อถือไว0วางใจว าจําเลยนําเงินไปลงทุนประกอบธุรกิจได0ผลตอบแทนสูงจนสามารถ จ ายผลตอบแทนแก โจทก,ในอัตราที่ตกลงกันได0จริง เมื่อจําเลยชักชวนให0โจทก,ลงทุนต อในลักษณะเดิม โดยขยายระยะเวลาการลงทุนออกไป โจทก,จึงนําเงินมาให0จําเลยเพื่อให0จําเลยไปใช0ลงทุนบ อยครั้งขึ้น และเป@นจํานวนเพิ่มมากขึ้นรวมจํานวนตามฟ2อง ต อมาจําเลยหลบหนีไป โดยไม ปรากฏว าจําเลยนําเงิน ที่ได0จากโจทก,ไปลงทุนตามที่จําเลยรับรองไว0ต อโจทก, น าเชื่อว าเหตุที่โจทก,มอบเงินให0จําเลยเพราะจําเลย หลอกลวงโจทก,ด0วยการแสดงข0อความอันเป@นเท็จดังกล าว เป@นเหตุให0โจทก,หลงเชื่อและทําให0จําเลย ได0เงินไปจากโจทก, การกระทําของจําเลยจึงมีมูลเป@นความผิดฐานฉ0อโกง ในชั้นนี้ยังไม พอฟIงว าโจทก, มอบเงินให0จําเลยเป@นการให0จําเลยกู0ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย อีกทั้งคดีนี้โจทก,มิได0 ฟ2องขอให0ลงโทษจําเลยในความผิดตาม พ.ร.บ. ห0ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ หากแต ฟ2อง ขอให0ลงโทษในความผิดฐานฉ0อโกง ซึ่งโจทก,มิได0มีส วนร วมกระทําความผิดกับจําเลยด0วย โจทก,ย อมเป@น ผู0เสียหายโดยนิตินัยที่มีอํานาจฟ2องจําเลยในความผิดฐานนี้ได0 ------------------------------ โจทก,ฟ2องขอให0ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๓๔๑ ศาลชั้นต0นไต สวนมูลฟ2องแล0ว เห็นว า คดีไม มีมูล พิพากษายกฟ2อง โจทก,อุทธรณ, โดยผู0พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคําพิพากษาศาลชั้นต0นอนุญาตให0อุทธรณ, ในปIญหาข0อเท็จจริง ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ วินิจฉัยว า คดีมีปIญหาต0องวินิจฉัยตามอุทธรณ,ของโจทก,ว า โจทก,เป@น ผู0เสียหายโดยนิตินัย ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ประกอบมาตรา ๒๘ (๒) มีอํานาจฟ2องขอให0ลงโทษจําเลยเป@นคดีนี้หรือไม ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ โดยมติ
ที่ประชุมใหญ เห็นว า การที่จําเลยชักชวนให0โจทก,นําเงินมาให0จําเลยโดยอ0างว าจําเลยจะนําเงินนั้น ไปลงทุนในธุรกิจต าง ๆ ของจําเลย โดยเสนอผลตอบแทนแก โจทก,ในอัตราร0อยละ ๑๐ ต อเดือน หรือ ร0อยละ ๑๒๐ ต อป= ซึ่งเป@นอัตราที่สูงผิดปกติ ในระยะแรกจําเลยคืนเงินและผลตอบแทนในอัตราสูง แก โจทก,ตามข0อตกลง ทําให0โจทก,เกิดความเชื่อถือไว0วางใจว าจําเลยนําเงินไปลงทุนประกอบธุรกิจ ได0ผลตอบแทนสูงจนสามารถจ ายผลตอบแทนแก โจทก,ในอัตราที่ตกลงกันได0จริง เมื่อจําเลยชักชวน ให0โจทก,ลงทุนต อในลักษณะเดิมโดยขยายระยะเวลาการลงทุนออกไป โจทก,จึงนําเงินมาให0จําเลย เพื่อให0จําเลยไปใช0ลงทุนบ อยครั้งขึ้นและเป@นจํานวนเพิ่มมากขึ้นรวมจํานวนตามฟ2อง ต อมาจําเลย หลบหนีไป โดยไม ปรากฏว าจําเลยนําเงินที่ได0จากโจทก,ไปลงทุนตามที่จําเลยรับรองไว0ต อโจทก, ข0อเท็จจริงเบื้องต0นน าเชื่อว าเหตุที่โจทก,มอบเงินให0จําเลยเพราะจําเลยหลอกลวงโจทก,ด0วยการแสดง ข0อความอันเป@นเท็จดังกล าว เป@นเหตุให0โจทก,หลงเชื่อและทําให0จําเลยได0เงินไปจากโจทก, การกระทํา ของจําเลยจึงมีมูลเป@นความผิดฐานฉ0อโกง ในชั้นนี้ยังไม พอฟIงว าโจทก,มอบเงินให0จําเลยเป@นการให0จําเลย กู0ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายดังที่ศาลชั้นต0นวินิจฉัยมา อีกทั้งคดีนี้โจทก,มิได0ฟ2อง ขอให0ลงโทษจําเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติห0ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ หากแต ฟ2อง ขอให0ลงโทษในความผิดฐานฉ0อโกง ซึ่งโจทก,มิได0มีส วนร วมกระทําความผิดกับจําเลยด0วย โจทก,ย อมเป@น ผู0เสียหายโดยนิตินัยที่มีอํานาจฟ2องจําเลยในความผิดฐานนี้ได0 ที่ศาลชั้นต0นวินิจฉัยว า โจทก,ไม เป@น ผู0เสียหายโดยนิตินัย ตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) ประกอบมาตรา ๒๘ (๒) ไม มีอํานาจฟ2องขอให0ลงโทษจําเลยเป@นคดีนี้ คดีโจทก,จึงไม มีมูล และพิพากษา ยกฟ2องโจทก,มานั้น ไม ต0องด0วยความเห็นของศาลอุทธรณ,ภาค ๑ อุทธรณ,ของโจทก,ข0อนี้ฟIงขึ้น พิพากษากลับ ให0ประทับฟ2อง ------------------------------ ชารินทร, เจริญผล – ย อ ปรีชา ป=ติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๑๖๒/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๔๔๒/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๕) นางสาว ก. โจทก+ นาย ส. จําเลย ป.พ.พ. ยึดถือทรัพย+สินโดยเจตนายึดถือเพื่อตน ครอบครองปรป3กษ+ มาตรา ๑๓๖๗, ๑๓๘๒ ป.วิ.พ. ภาระการพิสูจน+ ข;อที่มิได;ว ากันมาในศาลชั้นต;น มาตรา ๘๔/๑, ๒๒๕ จากคําให;การและฟ?องแย;งของจําเลยที่ได;ยกข;อเท็จจริงขึ้นต อสู;ในคําให;การและฟ?องแย;งแล;วว า จําเลยได;เข;าครอบครองโดยปลูกไม;ผล ศาลชั้นต;นกําหนดประเด็นข;อพิพาทว าจําเลยได;กรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทโดยการครอบครองปรป3กษ+หรือไม และวินิจฉัยว าพยานหลักฐานจําเลยรับฟ3งไม ได;ว า ได;ครอบครองที่ดินพิพาทเปFนระยะเวลาเกินกว า ๑๐ ปH การที่จําเลยอุทธรณ+ว าจําเลยครอบครองที่ดิน พิพาทโดยปลูกไม;ผลคือต;นมะรุม จึงเปFนการอุทธรณ+ในประเด็นที่จําเลยได;ยกขึ้นเปFนข;อต อสู;และ ศาลชั้นต;นวินิจฉัยมาแล;ว มิใช เปFนอุทธรณ+ในข;อที่มิได;ยกขึ้นว ากันมาแล;วโดยชอบในศาลชั้นต;น อุทธรณ+ของจําเลยจึงไม ต;องห;ามตามกฎหมาย การครอบครองที่ดินอันทําให;ได;กรรมสิทธิ์นั้น ต;องเปFนการเข;ายึดถือโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๗ แต สภาพที่ดินพิพาทมีลักษณะเปFนพื้นที่โล งเตียน พื้นไม เรียบ สูงบ;าง ต่ําบ;าง พื้นที่ส วนใหญ ปกคลุมด;วยหญ;าแห;งตาย ไม มีอาณาเขตชัดเจน ยกเว;นด;านที่ติดกับสิ่งปลูกสร;าง ของผู;อื่น โดยเฉพาะด;านหน;าของที่ดินติดถนนมิตรภาพ ด;านข;างมีศาลาที่พักผู;โดยสาร ผู;คนทั่วไป สามารถเข;าไปในที่ดินได; ไม มีแนวเขตใด ๆ อันจะแสดงให;เห็นถึงเจตนาของผู;ยึดถือในการหวงกันไว; เพื่อประโยชน+แก ตน หากจําเลยเข;ายึดถือโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนจริงก็น าจะต;องทําอย างใดอย างหนึ่ง เพื่อแสดงการหวงกันมิให;ผู;อื่นเข;าเกี่ยวข;องได; ที่จําเลยอ;างว าได;ครอบครองโดยปลูกไม;ผลเปFนต;นมะรุม แต ก อนถูกฟ?องคดีนี้ได;ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมปลูกสร;างบ;านให;แก บุตรชาย จึงเปFนเรื่องที่ขัดแย;งกับสภาพ ที่ดินที่ปรากฏไม น าเชื่อถือ ส วนพยานบุคคลที่จําเลยอ;างก็เปFนบุคคลหนึ่งที่ถูกโจทก+ฟ?องขับไล ออกจาก ที่ดินเช นเดียวกัน คําเบิกความของนาง ว. จึงมีน้ําหนักน;อย ทั้งเมื่อพิจารณาถ;อยคําของนาง ว. ที่เบิก ความถึงการครอบครองที่ดินพิพาทนอกจากจะขัดแย;งกับสภาพที่ดินแล;ว ยังเปFนการเบิกความแบบ กว;าง ๆ ไม มีข;อเท็จจริงที่เปFนรายละเอียด ทั้งที่ที่ดินพิพาทอยู ติดที่ดินของตนเอง จึงไม มีน้ําหนัก ให;น าเชื่อว าจะเปFนดังเช นที่เบิกความมาจริง สําหรับพยานปากอื่น ๆ ที่จําเลยอ;างเปFนพยาน ต างก็เบิกความ ในลักษณะรับฟ3งคําบอกเล าจากบุคคลอื่นมาทั้งสิ้น มิได;ยืนยันข;อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครอง ที่ดินพิพาทของจําเลยให;ชัดเจน เมื่อจําเลยกล าวอ;างว าตนได;กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จึงมีภาระการพิสูจน+ให;รับฟ3งได;ตามภาระการพิสูจน+ของตน ------------------------------
โจทก+ฟ?องขอให;บังคับจําเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร;างและขนย;ายทรัพย+สินออกไป จากที่ดินของโจทก+ พร;อมปรับสภาพที่ดินให;อยู ในสภาพเรียบร;อย โดยให;จําเลยออกค าใช;จ าย กับให;จําเลยชําระเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท พร;อมดอกเบี้ยอัตราร;อยละ ๗.๕ ต อปH นับจากวันฟ?องเปFนต;นไป จนกว าจะชําระเสร็จแก โจทก+ กับให;จําเลยชําระค าขาดประโยชน+เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับแต วันถัดจาก วันฟ?องจนกว าจําเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร;างและขนย;ายทรัพย+สินออกไปจากที่ดินของโจทก+ พร;อมปรับสภาพที่ดินให;อยู ในสภาพเรียบร;อย จําเลยให;การและฟ?องแย;งขอให;ยกฟ?องโจทก+และมีคําพิพากษาแสดงว าจําเลยได;กรรมสิทธิ์ ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล าวโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ งและพาณิชย+ มาตรา ๑๓๘๒ ห;ามโจทก+และบริวารเข;ามาเกี่ยวข;อง ให;โจทก+แบ งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๔๘๔ ซึ่งจําเลย ครอบครองทั้งสองแปลงพร;อมใส ชื่อจําเลยเปFนผู;ถือกรรมสิทธิ์ หากไม ดําเนินการให;ถือเอาคําพิพากษา ของศาลเปFนการแสดงเจตนาแทน โจทก+ให;การแก;ฟ?องแย;งขอให;ยกฟ?องแย;ง ศาลชั้นต;นพิพากษาว า จําเลยได;กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๔๔๘๔ เนื้อที่ ๑ งาน ๒๓ ตารางวา โดยการครอบครองปรป3กษ+ตามประมวลกฎหมายแพ งและพาณิชย+ มาตรา ๑๓๘๒ ให;จําเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๕๓ ตารางวา กับให;จําเลยชดใช;ค าเสียหายให;แก โจทก+ เดือนละ ๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ?องเปFนต;นไปจนกว าจําเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท ในส วนเนื้อที่ ๕๓ ตารางวา ดังกล าว คําขออื่นตามฟ?องและฟ?องแย;งให;ยก ค าฤชาธรรมเนียมระหว าง โจทก+และจําเลยให;เปFนพับ จําเลยอุทธรณ+ ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ วินิจฉัยว า คดีมีป3ญหาต;องวินิจฉัยตามอุทธรณ+จําเลยว า จําเลยได;กรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทซึ่งเปFนที่ดินบางส วนอีกบริเวณหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๘๔ ของโจทก+เนื้อที่ ๕๓ ตารางวา ตรงกับที่ดินหมายเลข ๓ โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ งและพาณิชย+ มาตรา ๑๓๘๒ หรือไม ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ เห็นว า ตามคําให;การและฟ?องแย;งของจําเลย จําเลย ให;การต อสู;และฟ?องแย;งว าจําเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข;าปลูกไม;ผลโดยสงบ โดยเปPดเผย และ ด;วยเจตนาเปFนเจ;าของเปFนเวลาเกินกว า ๑๐ ปH จึงได;กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง เปFนคดีพิพาท เกี่ยวด;วยกรรมสิทธิ์ที่ดิน เข;าลักษณะเปFนคดีที่มีคําขอให;ปลดเปลื้องทุกข+อันอาจคํานวณเปFนราคาเงินได; การคิดทุนทรัพย+ถือตามราคาทรัพย+สินที่พิพาทในชั้นอุทธรณ+ ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๕๓ ตารางวา มีราคา ประเมินตามที่คู ความยอมรับกันในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ตารางวาละ ๒,๒๕๐ บาท คิดเปFนเงิน ๑๑๙,๒๕๐ บาท จึงมีทุนทรัพย+ในชั้นอุทธรณ+ตามราคาทรัพย+สินที่พิพาทดังกล าว ไม ต;องห;ามอุทธรณ+ในป3ญหาข;อเท็จจริง และจากคําให;การและฟ?องแย;งของจําเลยที่ได;ยกข;อเท็จจริงขึ้น ต อสู;ในคําให;การและฟ?องแย;งแล;วว าจําเลยได;เข;าครอบครองโดยปลูกไม;ผล ศาลชั้นต;นกําหนด ประเด็นข;อพิพาทว าจําเลยได;กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรป3กษ+หรือไม และวินิจฉัยว า พยานหลักฐานจําเลยรับฟ3งไม ได;ว าได;ครอบครองที่ดินพิพาทเปFนระยะเวลาเกินกว า ๑๐ ปH การที่จําเลย อุทธรณ+ว าจําเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกไม;ผล คือต;นมะรุม จึงเปFนการอุทธรณ+ในประเด็น ที่จําเลยได;ยกขึ้นเปFนข;อต อสู;และศาลชั้นต;นวินิจฉัยมาแล;ว มิใช เปFนอุทธรณ+ในข;อที่มิได;ยกขึ้นว ากัน มาแล;วโดยชอบในศาลชั้นต;น อุทธรณ+ของจําเลยจึงไม ต;องห;ามตามกฎหมาย ส วนป3ญหาตามอุทธรณ+ของ จําเลยที่ว า จําเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกไม;ผลโดยความสงบ โดยเปPดเผยและด;วยเจตนา
เปFนเจ;าของเปFนเวลาเกินกว า ๑๐ ปH หรือไม นั้น จําเลยอ;างตนเองเปFนพยานเบิกความว า ที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๕๓ ตารางวา ด;านทิศเหนือติดถนนมิตรภาพ ด;านทิศตะวันออกติดศาลาเอนกประสงค+ ของชุมชนและเส;นทางสัญจรที่ใช;ร วมกันของชาวบ;านในชุมชน ด;านทิศใต;ติดทางสัญจรร วมกันของชุมชน และด;านทิศตะวันตกติดกับบ;านของนาง ว. จําเลยเข;าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกไม;ผลด;วยความสงบ เปPดเผย โดยมีเจตนาเปFนเจ;าของ และหวงกันไม ให;ผู;อื่นเข;ามาเกี่ยวข;องตั้งแต ย;ายเข;ามาปH ๒๕๓๑ จนถึงป3จจุบัน เปFนระยะเวลากว า ๓๓ ปH แต ก อนถูกฟ?องคดีนี้จําเลยได;ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมปลูกสร;างบ;าน ให;บุตรชาย เห็นว า การครอบครองที่ดินอันทําให;ได;กรรมสิทธิ์นั้น ต;องเปFนการเข;ายึดถือโดยมีเจตนา ยึดถือเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ งและพาณิชย+ มาตรา ๑๓๖๗ แต สภาพที่ดินพิพาทมีลักษณะ เปFนพื้นที่โล งเตียน พื้นไม เรียบ สูงบ;าง ต่ําบ;าง พื้นที่ส วนใหญ ปกคลุมด;วยหญ;าแห;งตาย ไม มีอาณาเขต ชัดเจน ยกเว;นด;านที่ติดกับสิ่งปลูกสร;างของผู;อื่น โดยเฉพาะด;านหน;าของที่ดินติดถนนมิตรภาพ ด;านข;าง มีศาลาที่พักผู;โดยสาร ผู;คนทั่วไปสามารถเข;าไปในที่ดินได; ไม มีแนวเขตใด ๆ อันจะแสดงให;เห็นถึงเจตนา ของผู;ยึดถือในการหวงกันไว;เพื่อประโยชน+แก ตน หากจําเลยเข;ายึดถือโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนจริง ก็น าจะต;องทําอย างใดอย างหนึ่งเพื่อแสดงการหวงกันมิให;ผู;อื่นเข;าเกี่ยวข;องได; ที่จําเลยอ;างว าได; ครอบครองโดยปลูกไม;ผลเปFนต;นมะรุม แต ก อนถูกฟ?องคดีนี้ได;ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมปลูกสร;างบ;านให;แก บุตรชาย จึงเปFนเรื่องที่ขัดแย;งกับสภาพที่ดินที่ปรากฏไม น าเชื่อถือ ส วนพยานบุคคลที่จําเลยอ;าง เปFนพยานคือนาง ว. ซึ่งปลูกสร;างบ;านติดกับที่ดินพิพาท เบิกความสรุปได;ว า จําเลยครอบครองที่ดิน พิพาทโดยปลูกไม;ผล ต อมาได;จัดเตรียมหน;าดิน ทราบว าจะปลูกสร;างบ;านให;แก บุตร เห็นว า นาง ว. พยานจําเลยก็เปFนบุคคลหนึ่งที่ถูกโจทก+ฟ?องขับไล ออกจากที่ดินเช นเดียวกัน คําเบิกความของนาง ว. จึงมีน้ําหนักน;อย ทั้งเมื่อพิจารณาถ;อยคําของนาง ว. ที่เบิกความถึงการครอบครองที่ดินพิพาทนอกจาก จะขัดแย;งกับสภาพที่ดินแล;ว ยังเปFนการเบิกความแบบกว;าง ๆ ไม มีข;อเท็จจริงที่เปFนรายละเอียด ทั้งที่ ที่ดินพิพาทอยู ติดที่ดินของตนเอง จึงไม มีน้ําหนักให;น าเชื่อว าจะเปFนดังเช นที่เบิกความมาจริง สําหรับ พยานปากอื่น ๆ ที่จําเลยอ;างเปFนพยาน ได;แก นาย บ. ผู;ใหญ บ;านหมู ที่ ๕ ตําบลทับกวาง นาย ว. กํานัน ตําบลทับกวาง และนาย ป. อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองทับกวาง ต างก็เบิกความ ในลักษณะรับฟ3งคําบอกเล าจากบุคคลอื่นมาทั้งสิ้น มิได;ยืนยันข;อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน พิพาทของจําเลยให;ชัดเจน เมื่อจําเลยกล าวอ;างว าตนได;กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จึงมี ภาระการพิสูจน+ให;รับฟ3งได;ตามภาระการพิสูจน+ของตน แต พยานหลักฐานที่นําสืบมามีข;อขัดแย;ง ต อสภาพที่ปรากฏ และพยานบุคคลไม มีน้ําหนักน าเชื่อถือ จึงรับฟ3งไม ได;ว าจําเลยได;ครอบครองที่ดินพาท โดยความสงบ โดยเปPดเผย ด;วยเจตนาเปFนเจ;าของเปFนเวลาเกินกว า ๑๐ ปH จําเลยจึงไม ได;กรรมสิทธิ์ที่ดิน พิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ งและพาณิชย+ มาตรา ๑๓๘๒ อุทธรณ+จําเลยข;อนี้ ฟ3งไม ขึ้น ป3ญหาวินิจฉัยต อไปมีว า การที่ศาลชั้นต;นพิพากษาให;ขับไล จําเลยออกจากที่ดินพิพาทและ ให;จําเลยชดใช;ค าเสียหายแก โจทก+เดือนละ ๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ?องเปFนต;นไปจนกว าจําเลยและ บริวารจะออกจากที่ดินพิพาทเปFนการพิพากษาเกินคําขอหรือไม จําเลยอุทธรณ+ว า โจทก+ฟ?องขับไล จําเลย และเรียกค าเสียหายจากกรณีจําเลยเข;าปลูกสร;างโรงเรือนเลขที่ ๒๕/๒ ไม ได;มีคําขอให;จําเลยชําระ ค าเสียหายจากกรณีที่จําเลยครอบครองที่ดินพิพาท การที่ศาลชั้นต;นพิพากษาให;จําเลยและบริวารออก จากที่ดินพิพาทและกําหนดค าเสียหายให;แก โจทก+เดือนละ ๕๐๐ บาท จนกว าจําเลยและบริวารจะออก จากที่ดินพิพาทเกินคําขอโจทก+ ไม ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง เห็นว า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ ง มาตรา ๑๔๒ บัญญัติว า “คําพิพากษาหรือ
คําสั่งของศาลที่ชี้ขาดต;องตัดสินตามข;อหาในคําฟ?องทุกข;อ แต ห;ามมิให;พิพากษาหรือทําคําสั่งให;สิ่งใด ๆ เกินไปกว าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ?อง เว;นแต (๑) ในคดีฟ?องเรียกอสังหาริมทรัพย+ ให;พึงเข;าใจว า เปFนประเภทเดียวกับฟ?องขอให;ขับไล จําเลย ถ;าศาลพิพากษาให;โจทก+ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะ มีคําสั่งให;ขับไล จําเลยก็ได; คําสั่งเช นว านี้ให;ใช;บังคับตลอดถึงวงศ+ญาติทั้งหลายและบริวารของจําเลยที่อยู บนอสังหาริมทรัพย+นั้น ซึ่งไม สามารถแสดงอํานาจพิเศษให;ศาลเห็นได; ...” คดีนี้โจทก+ฟ?องว า จําเลย ปลูกสร;างโรงเรือนเลขที่ ๒๕/๒ ในที่ดินโจทก+ ทําให;โจทก+ได;รับความเสียหาย ขอให;ขับไล จําเลยและ รื้อถอนสิ่งปลูกสร;างออกจากที่ดินของโจทก+ กับให;ชดใช;ค าเสียหาย เปFนเรื่องที่โจทก+ฟ?องขับไล จําเลย ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๔๘๔ ของโจทก+ทั้งแปลง และเรียกค าเสียหายจากการทําละเมิดของจําเลย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ ง มาตรา ๑๔๒ (๑) ให;ถือว าการฟ?องเรียกเอา อสังหาริมทรัพย+เปFนประเภทเดียวกับฟ?องขับไล จําเลย และหากศาลพิพากษาให;โจทก+ชนะคดี เมื่อศาล เห็นสมควรจะมีคําสั่งให;ขับไล จําเลยก็ได; ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต;นพิพากษาให;โจทก+ชนะคดีสําหรับที่ดิน พิพาท การที่ศาลชั้นต;นพิพากษาให;จําเลยออกจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๕๓ ตารางวา กับให;จําเลยชดใช; ค าเสียหายแก โจทก+เดือนละ ๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ?องเปFนต;นไปจนกว าจําเลยและบริวารจะออกไป จากที่ดินพิพาทในส วนเนื้อที่ ๕๓ ตารางวา ดังกล าวด;วย แม;โจทก+มิได;บรรยายฟ?องถึงการบุกรุกที่ดิน พิพาทของจําเลยและขอให;จําเลยชดใช;ค าเสียหายมาด;วย คงบรรยายฟ?องและเรียกค าเสียหายเฉพาะ กรณีจําเลยบุกรุกปลูกสร;างโรงเรือนเลขที่ ๒๕/๒ เท านั้น แต ที่ดินพิพาทและโรงเรือนเลขที่ ๒๕/๒ ก็อยู บนที่ดินของโจทก+โฉนดเดียวกันกับที่โจทก+ฟ?องขับไล และมีคําขอให;จําเลยชดใช;ค าเสียหาย จึงไม เปFนการ พิพากษาเกินไปกว าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ?อง ที่ศาลชั้นต;นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ เห็นพ;องด;วย อุทธรณ+จําเลยฟ3งไม ขึ้น อนึ่ง การสั่งเรื่องค าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ ง มาตรา ๑๖๑ นั้น ศาลต;องสั่งให;ชัดแจ;งว าเปFนค าฤชาธรรมเนียมสําหรับฟ?องเดิมหรือฟ?องแย;งของจําเลย แต ศาลชั้นต;นสั่งให; ค าฤชาธรรมเนียมระหว างโจทก+และจําเลยให;เปFนพับยังไม ชัดแจ;ง ศาลอุทธรณ+ภาค ๑ เห็นสมควรสั่งให; ถูกต;อง พิพากษายืน ค าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ?องเดิมและฟ?องแย;งทั้งสองศาลให;เปFนพับ ------------------------------ ธนวรรธน+ พลศักดิ์ – ย อ ปรีชา ปHติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๑๓๕/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๖๗/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ! ครั้งที่ ๙/๒๕๖๖) ธนาคาร ก. โจทก, นาย พ. ผู/ซื้อทรัพย, นาย ว. จําเลย ป.วิ.พ. วิธีการบังคับคดี ตั้งเจ/าพนักงานบังคับคดี การเพิกถอน/แก/ไข การบังคับคดีผิดระเบียบ การขาย ทอดตลาด มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๒๙๕, ๓๓๑ แม/ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว!า “เมื่อเจ/าหนี้ตามคําพิพากษาขอให/บังคับคดี ถ/าศาลเห็นว!าลูกหนี้ตามคําพิพากษาได/ทราบหรือถือว!าได/ทราบคําบังคับแล/ว ทั้งระยะเวลาที่กําหนดไว/ เพื่อให/ปฏิบัติตามคําบังคับนั้นได/ล!วงพ/นไปแล/ว และคําขอได/ระบุข/อความไว/ครบถ/วน ให/ศาลกําหนด วิธีการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว/ในประมวลกฎหมายนี้และตามมาตรา ๒๑๓ แห!ง ป.พ.พ. ดังต!อไปนี้ (๑) ถ/าการบังคับคดีต/องทําโดยทางเจ/าพนักงานบังคับคดี ให/ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ/าพนักงานบังคับคดี และแจ/งให/เจ/าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดําเนินการต!อไปตามที่กําหนดไว/ในหมายนั้น ...” มาตรา ๒๗๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว!า “เมื่อศาลได/ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ/าพนักงานบังคับคดีแล/ว ให/เจ/าพนักงานบังคับคดี มีอํานาจในฐานะเปDนเจ/าพนักงานศาลในการดําเนินการบังคับคดีให/เปDนไปตามที่ศาลได/กําหนดไว/ใน หมายบังคับคดีและตามบทบัญญัติในลักษณะ ๒ แห!งภาคนี้” ซึ่งมีความหมายว!าเจ/าพนักงานบังคับคดีนั้น แม/จะเปDนเจ/าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว/ในมาตรา ๑ (๔) มิใช! เจ/าพนักงานในสังกัดของสํานักงานศาลยุติธรรมก็ตาม แต!กฎหมายให/ถือว!าเจ/าพนักงานบังคับคดีเปDน เจ/าพนักงานของศาล ซึ่งหมายถึงเปDนเจ/าพนักงานที่ได/รับอํานาจจากศาลให/ดําเนินการบังคับคดีแก!ผู/ที่ เกี่ยวข/องได/โดยอยู!ภายใต/การควบคุมของศาลที่ออกหมายบังคับคดี ซึ่งการปฏิบัติหน/าที่จะต/อง ดําเนินการตามคําสั่งศาลที่กําหนดไว/ในหมายบังคับคดีรวมทั้งต/องปฏิบัติตามบทบัญญัติต!าง ๆ ในลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของภาค ๔ แห!ง ป.วิ.พ. และหากเจ/าพนักงาน บังคับคดีดําเนินการบังคับคดีบกพร!อง ผิดพลาด หรือฝKาฝLนกฎหมาย ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก/ไข กระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือมีคําสั่งกําหนดวิธีการอย!างใด แก!เจ/าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร ดังที่บัญญัติไว/ในมาตรา ๒๙๕ สําหรับวิธีการขาย ทอดตลาดนั้น บทบัญญัติมาตรา ๓๓๑ วรรคหนึ่ง กําหนดให/เจ/าพนักงานบังคับคดีต/องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. และกฎกระทรวงหรือตามที่ศาลมีคําสั่งกําหนด ดังนั้น นอกจากวิธีการที่กําหนดไว/ใน ป.พ.พ. แล/ว หากได/มีการออกกฎกระทรวงกําหนดวิธีการที่เจ/าพนักงานบังคับคดีต/องทําเพิ่มเติมไว/อย!างไร เจ/าพนักงานบังคับคดีก็ต/องปฏิบัติให/ถูกต/องตามนั้นด/วย มิฉะนั้น จะถือว!าเปDนการดําเนินการที่ฝKาฝLนต!อ กฎหมายและอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนได/ตามมาตรา ๒๙๕ ที่กล!าวถึงข/างต/น อย!างไรก็ตาม มาตรา ๓๓๑ วรรคหนึ่ง ยังให/ศาลมีอํานาจออกคําสั่งกําหนดวิธีการหรือคําสั่งอย!างใด ๆ เกี่ยวกับการขายทอดตลาดได/
ด/วยซึ่งอาจกําหนดเปDนการทั่วไปหรือเปDนรายคดีก็ได/ ดังนั้น หากศาลชั้นต/นซึ่งเปDนศาลที่ออกหมายบังคับคดี เห็นว!ากําหนดระยะเวลาการวางเงินค!าซื้อทรัพย,ที่เหลือซึ่งเจ/าพนักงานบังคับคดีกําหนดไว/ตามอํานาจ หน/าที่ที่มีอยู!ยังไม!เหมาะสมแก!กรณีหรือไม!เพียงพอแก!เหตุผลและความจําเปDนโดยสุจริตของผู/ซื้อทรัพย, ก็มีอํานาจที่จะออกคําสั่งกําหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสําหรับการชําระเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือได/ โดยไม!จําต/องให/ผู/ซื้อทรัพย,ไปยื่นคําร/องขอต!อเจ/าพนักงานบังคับคดีเสียก!อน ศาลชั้นต/นจึงมีอํานาจรับ คําร/องของผู/ซื้อทรัพย,ไว/ไต!สวนและมีอํานาจพิจารณาและมีคําสั่งอนุญาตให/ขยายระยะเวลาการวางเงิน ค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือได/ ------------------------------ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต/นมีคําพิพากษาตามยอมและออกคําบังคับให/จําเลยชําระหนี้ตาม สัญญาประนีประนอมยอมความแก!โจทก, หากจําเลยผิดนัดให/ยึดทรัพย,จํานองคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๒๒๗๕ พร/อมสิ่งปลูกสร/างของจําเลยออกขายทอดตลาด หากได/เงินไม!พอชําระหนี้ ให/ยึดทรัพย,สินอื่น ของจําเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชําระหนี้แก!โจทก,จนครบ จําเลยไม!ปฏิบัติตามคําบังคับ โจทก,ขอให/ ศาลชั้นต/นออกหมายบังคับคดีและขอให/เจ/าพนักงานบังคับคดี สํานักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี ดําเนินการบังคับคดี เจ/าพนักงานบังคับคดีทําการยึดทรัพย,จํานองออกขายทอดตลาด ผู/ซื้อทรัพย,เปDน ผู/ซื้อที่ดินพร/อมสิ่งปลูกสร/างดังกล!าวของจําเลยได/จากการขายทอดตลาดของเจ/าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ, ๒๕๖๔ ในราคา ๙,๙๐๐,๐๐๐ บาท โดยวางเงินมัดจําต!อเจ/าพนักงานบังคับคดี ในวันขายทอดตลาด ๖๐๐,๐๐๐ บาท และทําสัญญาซื้อขายตกลงจะชําระเงินส!วนที่เหลือ ๙,๓๐๐,๐๐๐ บาท แก!เจ/าพนักงานบังคับคดีให/เสร็จสิ้นภายใน ๑๕ วัน นับแต!วันทําสัญญาซื้อขาย ในวันทําสัญญา ซื้อขายนั้นผู/ซื้อทรัพย,ยื่นคําร/องต!อเจ/าพนักงานบังคับคดีขอขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่ เหลือทั้งหมดออกไปมีกําหนด ๓ เดือน นับแต!วันครบกําหนด ๑๕ วัน ตามสัญญาซื้อขาย โดยขอขยายถึง วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ เจ/าพนักงานบังคับคดีมีคําสั่งอนุญาตตามคําร/องขอของผู/ซื้อทรัพย, ตามสําเนา ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร/อมสิ่งปลูกสร/างของเจ/าพนักงานบังคับคดี สําเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย และสําเนาภาพถ!ายคําร/องที่ผู/ซื้อทรัพย,แนบมาท/ายคําร/องขอขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย, เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ผู/ซื้อทรัพย,ยื่นคําร/องว!า เจ/าพนักงานบังคับคดี สํานักงานบังคับ คดีจังหวัดนนทบุรี อนุญาตให/ขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือ ๙,๓๐๐,๐๐๐ บาท แก!ผู/ซื้อทรัพย,ตามคําขอของผู/ซื้อทรัพย,แล/วเปDนเวลา ๓ เดือน จะครบกําหนดในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ แต!เนื่องจากการแพร!ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ระลอกที่สามส!งผลกระทบต!อธุรกิจของผู/ซื้อทรัพย,ทําให/ไม! สามารถหาเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือมาชําระได/ทันตามวันที่จะครบกําหนดดังกล!าวได/ จึงขออนุญาต ขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือออกไปอีก ๓ เดือน (นับแต!วันถัดจากวันที่ครบกําหนด ตามคําสั่งอนุญาตของเจ/าพนักงานบังคับคดี คือนับแต!วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔) ศาลชั้นต/นสั่งคําร/องว!า นัดไต!สวนคําร/อง หมายแจ/งวันนัดให/โจทก, จําเลยและเจ/าพนักงานบังคับ คดีทราบ โดยศาลชั้นต/นนัดไต!สวนคําร/องวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เวลา ๙ นาฬิกา โจทก,ยื่นคําร/องว!า โจทก,ไม!คัดค/านหากศาลจะอนุญาตให/ขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย, แต!ขอให/มีคําสั่งให/ผู/ซื้อทรัพย, วางเงินต!อเจ/าพนักงานบังคับคดีภายใน ๑๕ วัน นับแต!วันที่ศาลมีคําสั่ง ส!วนจําเลย ไม!ยื่นคําคัดค/าน คําร/อง ในวันนัดไต!สวนคําร/อง ศาลชั้นต/นเห็นว!า นับถึงวันไต!สวนล!วงเลยระยะเวลา ๓ เดือน ที่ผู/ซื้อ
ทรัพย,ขอขยายแล/ว ไม!มีประโยชน,ที่จะทําการไต!สวนคําร/องต!อไป จึงงดไต!สวนคําร/องแต!สอบถามผู/รับ มอบอํานาจผู/ซื้อทรัพย,แล/วได/ความว!า เจ/าพนักงานบังคับคดียังไม!ได/นําทรัพย,จํานองออกขายทอดตลาด ใหม! ประกอบกับโจทก,ยื่นคําแถลงไม!คัดค/านคําร/องหากศาลจะสั่งอนุญาตให/ขยายระยะเวลาวางเงินแก! ผู/ซื้อทรัพย, เพื่อประโยชน,แห!งความยุติธรรม จึงมีคําสั่งอนุญาตให/ขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,แก! ผู/ซื้อทรัพย,อีก ๗ วัน นับแต!วันที่มีคําสั่ง ผู/ซื้อทรัพย,อุทธรณ, ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ วินิจฉัยว!า ผู/ซื้อทรัพย,อุทธรณ,ว!า เหตุการณ,แพร!ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ ทําให/ผู/ซื้อทรัพย,ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายรถยนต,ใช/แล/ว ไม!สามารถเก็บเงินได/ตามเปRาหมาย จึงไม!อาจหา เงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือ ซึ่งเปDนเงินจํานวนมากมาชําระต!อเจ/าพนักงานบังคับคดีได/ทันภายในเวลาที่ ศาลชั้นต/นกําหนด ถือว!ามีเหตุผลจําเปDนอันไม!อาจก/าวล!วงได/และเปDนเหตุสุดวิสัย ขอให/ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ ขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือเปDนเวลา ๓ เดือน ตามคําร/องของผู/ซื้อทรัพย, ศาลอุทธรณ, ภาค ๑ โดยมติที่ประชุมใหญ!เห็นว!า แม/ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ!ง มาตรา ๒๙๖ (๔) จะบัญญัติให/การขายทอดตลาดหรือจําหน!ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย,สินที่ได/มาจากการยึดหรือการอายัดหรือ สิทธิเรียกร/องที่ได/อายัดไว/ เปDนอํานาจของเจ/าพนักงานบังคับคดีและถือได/ว!าการกําหนดระยะเวลา การชําระราคาค!าซื้อทรัพย,รวมถึงการอนุญาตให/ขยายระยะเวลาการชําระเงินค!าซื้อทรัพย,จากการขาย ทอดตลาดเปDนขั้นตอนหรือส!วนหนึ่งของกระบวนการขายทอดตลาดของเจ/าพนักงานบังคับคดี ซึ่งอยู!ใน อํานาจของเจ/าพนักงานบังคับคดีก็ตาม แต!ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ!ง มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว!า “เมื่อเจ/าหนี้ตามคําพิพากษาขอให/บังคับคดี ถ/าศาลเห็นว!าลูกหนี้ตามคําพิพากษา ได/ทราบหรือถือว!าได/ทราบคําบังคับแล/ว ทั้งระยะเวลาที่กําหนดไว/เพื่อให/ปฏิบัติตามคําบังคับนั้นได/ ล!วงพ/นไปแล/ว และคําขอได/ระบุข/อความไว/ครบถ/วน ให/ศาลกําหนดวิธีการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว/ใน ประมวลกฎหมายนี้และตามมาตรา ๒๑๓ แห!งประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย, ดังต!อไปนี้ (๑) ถ/าการ บังคับคดีต/องทําโดยทางเจ/าพนักงานบังคับคดี ให/ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ/าพนักงานบังคับคดี และ แจ/งให/เจ/าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดําเนินการต!อไปตามที่กําหนดไว/ในหมายนั้น ...” มาตรา ๒๗๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว!า “เมื่อศาลได/ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ/าพนักงานบังคับคดีแล/ว ให/เจ/าพนักงานบังคับคดี มีอํานาจในฐานะเปDนเจ/าพนักงานศาลในการดําเนินการบังคับคดีให/เปDนไปตามที่ศาลได/กําหนดไว/ใน หมายบังคับคดีและตามบทบัญญัติในลักษณะ ๒ แห!งภาคนี้” ซึ่งมีความหมายว!าเจ/าพนักงานบังคับคดี นั้น แม/จะเปDนเจ/าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว/ในมาตรา ๑ (๔) มิใช! เจ/าพนักงานในสังกัดของสํานักงานศาลยุติธรรมก็ตาม แต!กฎหมายให/ถือว!าเจ/าพนักงานบังคับคดี เปDนเจ/าพนักงานของศาล ซึ่งหมายถึง เปDนเจ/าพนักงานที่ได/รับอํานาจจากศาลให/ดําเนินการบังคับคดีแก!ผู/ ที่เกี่ยวข/องได/โดยอยู!ภายใต/การควบคุมของศาลที่ออกหมายบังคับคดี ซึ่งการปฏิบัติหน/าที่จะต/อง ดําเนินการตามคําสั่งศาลที่กําหนดไว/ในหมายบังคับคดีรวมทั้งต/องปฏิบัติตามบทบัญญัติต!าง ๆ ในลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของภาค ๔ แห!งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ!ง และหากเจ/าพนักงานบังคับคดีดําเนินการบังคับคดีบกพร!อง ผิดพลาด หรือฝKาฝLนกฎหมาย ศาลมีอํานาจสั่งเพิกถอนหรือแก/ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะหรือ มีคําสั่งกําหนดวิธีการอย!างใดแก!เจ/าพนักงานบังคับคดีตามที่ศาลเห็นสมควร ดังที่บัญญัติไว/ในมาตรา ๒๙๕ สําหรับวิธีการขายทอดตลาดนั้น บทบัญญัติมาตรา ๓๓๑ วรรคหนึ่ง กําหนดให/เจ/าพนักงานบังคับคดี ต/องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย, และกฎกระทรวงหรือตามที่ศาลมีคําสั่งกําหนด ดังนั้น
นอกจากวิธีการที่กําหนดไว/ในประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย,แล/ว หากได/มีการออกกฎกระทรวง กําหนดวิธีการที่เจ/าพนักงานบังคับคดีต/องทําเพิ่มเติมไว/อย!างไร เจ/าพนักงานบังคับคดีก็ต/องปฏิบัติให/ ถูกต/องตามนั้นด/วย มิฉะนั้น จะถือว!าเปDนการดําเนินการที่ฝKาฝLนต!อกฎหมายและอาจถูกศาลสั่งเพิกถอน ได/ตามมาตรา ๒๙๕ ที่กล!าวถึงข/างต/น อย!างไรก็ตาม มาตรา ๓๓๑ วรรคหนึ่งยังให/ศาลมีอํานาจออกคําสั่ง กําหนดวิธีการหรือคําสั่งอย!างใด ๆ เกี่ยวกับการขายทอดตลาดได/ด/วยซึ่งอาจกําหนดเปDนการทั่วไปหรือ เปDนรายคดีก็ได/ ดังนั้น หากศาลชั้นต/นซึ่งเปDนศาลที่ออกหมายบังคับคดีเห็นว!ากําหนดระยะเวลาการ วางเงินค!าซื้อทรัพย,ที่เหลือซึ่งเจ/าพนักงานบังคับคดีกําหนดไว/ตามอํานาจหน/าที่ที่มีอยู!ยังไม!เหมาะสมแก! กรณีหรือไม!เพียงพอแก!เหตุผลและความจําเปDนโดยสุจริตของผู/ซื้อทรัพย, ก็มีอํานาจที่จะออกคําสั่ง กําหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสําหรับการชําระเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือได/ โดยไม!จําต/องให/ผู/ซื้อทรัพย, ไปยื่นคําร/องขอต!อเจ/าพนักงานบังคับคดีเสียก!อน ศาลชั้นต/นจึงมีอํานาจรับคําร/องของผู/ซื้อทรัพย,ไว/ไต! สวนและมีอํานาจพิจารณาและมีคําสั่งอนุญาตให/ขยายระยะเวลาการวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือได/ มีปSญหาต/องวินิจฉัยตามอุทธรณ,ของผู/ซื้อทรัพย,ว!า การที่ศาลชั้นต/นมีคําสั่งอนุญาตให/ขยาย ระยะเวลาชําระเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือแก!ผู/ซื้อทรัพย,เพียง ๗ วัน นับแต!วันที่ศาลชั้นตันมีคําสั่ง เปDนการกําหนดระยะเวลาที่เหมาะสมแล/วหรือไม! เห็นว!า แม/เงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือเปDนจํานวน ๙,๓๐๐,๐๐๐ บาท ถือว!าเปDนเงินค!อนข/างมากก็ตาม แต!ก!อนจะเข/าประมูลสู/ราคาในการขายทอดตลาด ทรัพย,ของเจ/าพนักงานบังคับคดี ผู/ซื้อทรัพย,ย!อมต/องทราบเงื่อนไขการชําระราคาค!าซื้อทรัพย, ตามประกาศของเจ/าพนักงานบังคับคดีเปDนอย!างดีว!า หากผู/ซื้อทรัพย,เปDนผู/ประมูลได/จะต/องชําระราคา ค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือร/อยละ ๗๕ ให/ครบถ/วนภายในระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต!วันทําสัญญาซื้อขาย ผู/ซื้อทรัพย,น!าจะต/องวางแผนเตรียมการเรื่องเงินที่จะใช/ซื้อทรัพย,มาก!อนล!วงหน/าแล/ว และเมื่อครบ กําหนด ๑๕ วัน นับแต!วันทําสัญญาซื้อขายกับเจ/าพนักงานบังคับคดี ผู/ซื้อทรัพย,ยื่นคําร/องต!อเจ/าพนักงาน บังคับคดีขอขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือออกไปมีกําหนด ๓ เดือน นับแต!วันครบ กําหนด ๑๕ วันตามสัญญาซื้อขายโดยขอขยายถึงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ซึ่งเจ/าพนักงานบังคับคดีก็มี คําสั่งอนุญาตให/ขยายระยะเวลาวางเงินส!วนที่เหลือได/ตามคําร/องของผู/ซื้อทรัพย, ต!อมาผู/ซื้อทรัพย,ยื่น คําร/องต!อศาลชั้นต/นขอขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือต!อไปอีก ๓ เดือน นับถัดจากวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ คือนับแต!วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ เปDนต/นไป ซึ่งจะครบกําหนดระยะเวลา ๓ เดือน ตามคําร/องในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๔ แต!ศาลชั้นต/นนัดไต!สวนคําร/องของผู/ซื้อทรัพย,วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ซึ่งเปDนเวลาล!วงเลยระยะเวลา ๓ เดือน ตามคําขอของผู/ร/องมาแล/วถึง ๗๔ วัน ในวันนัดไต!สวนคําร/องศาลชั้นต/นจึงมีคําสั่งให/งดไต!สวนคําร/องและมีคําสั่งอนุญาตให/ขยายระยะเวลา ชําระเงินแก!ผู/ซื้อทรัพย,มีกําหนด ๗ วัน นับแต!วันที่ศาลชั้นต/นมีคําสั่ง จึงเท!ากับผู/ซื้อทรัพย,ได/รับอนุญาต ให/ขยายระยะเวลาชําระเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือตามคําร/องเปDนเวลานานถึง ๓ เดือน ๘๑ วัน เกินกว!า ความประสงค,ตามคําขอของผู/ซื้อทรัพย,ถึง ๘๑ วันอยู!แล/วเมื่อรวมกับระยะเวลา ๓ เดือน ตามที่เจ/า พนักงานบังคับคดีมีคําสั่งอนุญาตให/ขยายมาก!อนหน/านี้แล/วเปDนเวลายาวนานถึง ๖ เดือน ๘๑ วันหรือ เกือบ ๙ เดือน นับเปDนระยะเวลายาวนานมากเพียงพอแก!เหตุผลและความจําเปDนของผู/ซื้อทรัพย,ที่อ/างว!า มีสถานการณ,การแพร!ระบาดของเชื้อโคโรน!า ๒๐๑๙ หรือโควิด - ๑๙ ทําให/ธุรกิจของผู/ซื้อทรัพย, หยุดชะงักแล/ว แต!ผู/ซื้อทรัพย,ก็ยังไม!ได/นําเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือไปวางต!อเจ/าพนักงานบังคับคดี แม/เพียงบางส!วน กลับยังคงใช/สิทธิยื่นอุทธรณ,คําสั่งศาลชั้นต/นต!อศาลอุทธรณ,ภาค ๑ ต!อมาอีกจนถึงบัดนี้ เปDนเวลาเปDนเวลายาวนานถึง ๑ ปT ๓ เดือนเศษ นับแต!วันทําสัญญาซื้อขายกับเจ/าพนักงานบังคับคดี
พฤติการณ,ของผู/ซื้อทรัพย,ส!อว!ายื่นคําร/องขอขยายระยะเวลาวางเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือต!อ ศาลชั้นต/นและยื่นอุทธรณ,คําสั่งศาลชั้นต/นโดยมีเจตนาประวิงการชําระเงินค!าซื้อทรัพย,จากการขาย ทอดตลาดให/นานที่สุดจนเมื่อผู/ซื้อทรัพย,ไม!วางเงินตามที่ศาลชั้นต/นกําหนดและตกเปDนผู/ผิดสัญญาซื้อขาย จะเปDนเหตุให/เจ/าพนักงานบังคับคดีต/องนําที่ดินพร/อมสิ่งปลูกสร/างที่ยึดไว/ออกขายทอดตลาดใหม!เปDน ครั้งที่ ๒ เห็นได/ว!าเปDนการกระทําโดยมีเจตนาประวิงการบังคับคดีให/ติดขัดล!าช/า ที่ศาลชั้นต/นเห็นว!า ในวันไต!สวนคําร/องล!วงพ/นระยะเวลา ๓ เดือน ตามที่ผู/ซื้อทรัพย,ร/องขอแล/ว แต!เพื่อประโยชน,แห!ง ความยุติธรรมจึงใช/ดุลพินิจสั่งขยายระยะเวลาชําระเงินค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือแก!ผู/ซื้อทรัพย,เพียง ๗ วัน นับแต!วันที่ศาลมีคําสั่งจึงเหมาะสมแก!คดีแล/ว ไม!มีเหตุผลสมควรที่จะขยายระยะเวลาชําระเงิน ค!าซื้อทรัพย,ส!วนที่เหลือแก!ผู/ซื้อทรัพย,ให/มากกว!าที่ศาลชั้นต/นกําหนด อุทธรณ,ของผู/ซื้อทรัพย,ฟSงไม!ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต/นยังมิได/มีคําสั่งในเรื่องค!าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ เห็นสมควรแก/ไข ให/ถูกต/อง พิพากษายืน ค!าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให/เปDนพับ ------------------------------ เอกพจน, สุดตานา – ย!อ ปรีชา ปTติโกศล – ตรวจ
คําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๑ ตัดสินเกี่ยวกับป ญหาข$อกฎหมาย คดีหมายเลขดําที่ พ ๑๘๘/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๗๕/๒๕๖๕ (ประชุมใหญ! ครั้งที่ ๙/๒๕๖๖) นาง ว. โจทก, บริษัท อ.. จําเลย ป.พ.พ ทางจําเป1น มาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง ที่ระบุให6ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล6อมอยู!จนไม!มี ทางออกถึงทางสาธารณะได6 เจ6าของที่ดินแปลงนั้นจะผ!านที่ดินซึ่งล6อมอยู!ไปสู!ทางสาธารณะได6 เห็นได6ว!า กฎหมายมิได6บัญญัติว!าทางจําเป1นต6องเชื่อมต!อหรือติดกับทางสาธารณะเสมอไปไม! ความมุ!งหมายที่ สําคัญคือให6ที่ดินที่ถูกล6อมอยุ!นั้นมีทางออกถึงทางสาธารณะได6เท!านั้น กรณีแห!งคดีนี้ข6อเท็จจริงได6ความว!า หากโจทก,ผ!านทางพิพาทในที่ดินของจําเลย โจทก,สามารถไปตามทางจนในที่สุดถึงทางสาธารณะได6 ดังนี้ ที่ดินของจําเลยย!อมเป1นทางจําเป1นตามความมุ!งหมายแห!งบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล!าว แม6จะ ฟCงว!าโจทก,ผ!านทางพิพาทในที่ดินของจําเลยตามที่โจทก,ฟDองขอเปEดทางจําเป1นแล6วโจทก,จะต6องผ!าน ถนนคอนกรีตซึ่งเป1นถนนส!วนบุคคลของจําเลยก็ตาม และเมื่อได6ความว!าจําเลยอนุญาตให6ชาวบ6าน ละแวกนั้นใช6เส6นทางถนนคอนกรีตส!วนบุคคลดังกล!าวและหากเดินตามทางไปในที่สุดจะถึงถนน พหลโยธินซึ่งเป1นทางสาธารณะได6 เช!นนี้ เมื่อที่ดินของโจทก,ไม!มีทางออกสู!ทางสาธารณะได6และหาก โจทก,ใช6ทางพิพาทในที่ดินของจําเลยตามที่โจทก,ขอเปEดทางจําเป1นเข6าออกสู!ถนนคอนกรีตส!วนบุคคลของ จําเลย โจทก,สามารถออกไปสู!ถนนพหลโยธินซึ่งเป1นทางสาธารณะได6 ทางพิพาทย!อมเป1นทางจําเป1น ตามบทบัญญัติของกฎหมายแล6ว โจทก,ย!อมมีสิทธิตามกฎหมายขอเปEดทางจําเป1นในที่ดินของจําเลยได6 ------------------------------ โจทก,ฟDองและแก6ไขคําฟDองขอให6บังคับจําเลยเปEดทางจําเป1นในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๘๕ ของ จําเลยที่ติดกับที่ดินของโจทก,โฉนดเลขที่ ๔๒๐๘๓ ยาวตามแนวเขตที่ดินทางทิศตะวันตก มีความกว6าง ๖ เมตร ยาว ๒๔ เมตร เพื่อใช6เป1นทางเข6าออกที่ดินโจทก,สู!ทางสาธารณะ รวมทั้งสาธารณูปโภคที่จําเป1น ซึ่งโจทก,ต6องทําในทางจําเป1น เช!น ถนน ท!อน้ําประปา ท!อระบายน้ํา และปCกเสาพาดสายไฟฟDาในทาง จําเป1นดังกล!าวด6วย จําเลยให6การขอให6ยกฟDอง ศาลชั้นต6นพิพากษาให6จําเลยเปEดทางกว6าง ๔ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ในที่ดินของจําเลยโฉนดเลขที่ ๓๔๒๘๕ จากขอบที่ดินของโจทก,โฉนดเลขที่ ๔๒๐๘๓ จรดขอบถนนคอนกรีตในที่ดินของจําเลย ให6โจทก, มีหน6าที่ในการปรับทางดังกล!าวให6เป1นทางเดิน หรือถนนด6วยค!าใช6จ!ายของตนเอง โดยกําหนดค!าทดแทน
ที่โจทก,ต6องชําระแก!จําเลยปKละ ๓,๐๐๐ บาท ชําระภายในทุกสิ้นปKของทุกปK จนกว!าทางดังกล!าวจะสิ้นสภาพ ความจําเป1น ค!าฤชาธรรมเนียมให6เป1นพับ คําขอนอกจากนี้ให6ยก จําเลยอุทธรณ, ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ วินิจฉัยว!า ข6อเท็จจริงฟCงเป1นยุติในเบื้องต6นว!า โจทก,เป1นเจ6าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๒๐๘๓ และเลขที่ ๙๑๓๗ ส!วนจําเลยเป1นเจ6าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๒๘๕ ตามสําเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินของโจทก,ถูกที่ดินของผู6อื่นและที่ดินของจําเลยปEดล6อมทั้งสี่ทิศไม!มีทางออก สู!ทางสาธารณะ ปCญหาต6องวินิจฉัยตามอุทธรณ,ของจําเลยมีว!า จําเลยต6องเปEดทางจําเป1นให6โจทก,หรือไม! โดยจําเลยอุทธรณ,ว!า ถนนคอนกรีตบนที่ดินของจําเลยเป1นถนนส!วนบุคคล มิใช!ทางสาธารณะ ที่ศาล ชั้นต6นพิพากษาให6จําเลยเปEดทางในที่ดินของจําเลยโฉนดเลขที่ ๓๔๒๘๕ จากขอบที่ดินของโจทก,โฉนด เลขที่ ๔๒๐๘๓ จรดขอบถนนคอนกรีตส!วนบุคคลในที่ดินของจําเลย เท!ากับบังคับให6จําเลยเปEดทางใน ที่ดินของจําเลยไปจรดถนนคอนกรีตส!วนบุคคล หาใช!จรดถึงทางสาธารณะแต!อย!างใด ขัดกับบทบัญญัติ แห!งกฎหมายที่มุ!งหมายให6ที่ดินที่ถูกล6อมมีทางออกถึงทางสาธารณะเท!านั้น ศาลอุทธรณ,ภาค ๑ โดยมติ ที่ประชุมใหญ! เห็นว!า ตามประมวลกฎหมายแพ!งและพาณิชย, มาตรา ๑๓๔๙ วรรคหนึ่ง ที่ระบุให6ที่ดิน แปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล6อมอยู!จนไม!มีทางออกถึงทางสาธารณะได6 เจ6าของที่ดินแปลงนั้นจะผ!านที่ดิน ซึ่งล6อมอยู!ไปสู!ทางสาธารณะได6 เห็นได6ว!ากฎหมายมิได6บัญญัติว!าทางจําเป1นต6องเชื่อมต!อหรือติดกับ ทางสาธารณะเสมอไปไม! ความมุ!งหมายที่สําคัญคือให6ที่ดินที่ถูกล6อมอยู!นั้นมีทางออกถึงทางสาธารณะได6 เท!านั้น กรณีแห!งคดีนี้ข6อเท็จจริงได6ความว!าหากโจทก,ผ!านทางพิพาทในที่ดินของจําเลย โจทก,สามารถไป ตามทางจนในที่สุดถึงทางสาธารณะได6 ดังนี้ ที่ดินของจําเลยย!อมเป1นทางจําเป1นตามความมุ!งหมายแห!ง บทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล!าว แม6จะฟCงว!าเมื่อโจทก,ผ!านทางพิพาทในที่ดินของจําเลยตามที่ โจทก,ฟDองขอเปEดทางจําเป1นแล6วโจทก,จะต6องผ!านถนนคอนกรีตซึ่งเป1นถนนส!วนบุคคลของจําเลยก็ตาม แต!ได6ความจากคําเบิกความตอบคําถามค6านของ นาย ด. พยานจําเลยว!า จําเลยอนุญาตให6ชาวบ6าน ละแวกนั้นใช6เส6นทางถนนคอนกรีตส!วนบุคคลดังกล!าวและหากเดินตามทางไปในที่สุดจะถึงถนน พหลโยธินซึ่งเป1นทางสาธารณะได6 เช!นนี้ เมื่อที่ดินของโจทก,ไม!มีทางออกสู!ทางสาธารณะได6และ หากโจทก,ใช6ทางพิพาทในที่ดินของจําเลยตามที่โจทก,ฟDองขอเปEดทางจําเป1นเข6าออกสู!ถนนคอนกรีตส!วนบุคคล ของจําเลย โจทก,สามารถออกไปสู!ถนนพหลโยธินซึ่งเป1นทางสาธารณะได6 ทางพิพาทย!อมเป1นทางจําเป1น ตามบทบัญญัติของกฎหมายแล6ว โจทก,ย!อมมีสิทธิตามกฎหมายขอเปEดทางจําเป1นในที่ดินของจําเลยได6 หาใช!เป1นการบังคับให6จําเลยเปEดทางจําเป1นในที่ดินของจําเลยไปจรดถนนส!วนบุคคลขัดกับบทบัญญัติ แห!งกฎหมายดังที่จําเลยอุทธรณ,โต6แย6งมา อุทธรณ,ของจําเลยข6อนี้ฟCงไม!ขึ้น พิพากษายืน ค!าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ,ให6เป1นพับ ------------------------------ เอกพจน, สุดตานา – ย!อ ปรีชา ปKติโกศล – ตรวจ