เดิมเจดีย์น้ีอยู่ในวงเวียนซ่ึงมีพ้ืนท่ีเพียง 6 งานเท่านั้น ต่อมาชาวบ้าน
บรจิ าคท่ีรอบๆใหอ้ กี จนเปน็ 72 ไร่ แตย่ กใหห้ นว่ ยงานไหนกไ็ ม่มีใครเอา จังหวัด
บอกว่าไม่มีงบดูแล กรมศิลปากรก็ไม่เอา การท่องเท่ียวก็ไม่เอา จนในราวปี
2534 หลวงพ่อทวีศักด์ิ แห่งวัดศรีนวล ซ่ึงทราบว่าท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะ
วัณ เป็นผู้นิมนต์มา เห็นว่าไม่มีใครบูรณะท่านก็เลยบูรณะเอง ขุดคูล้อมท่ี
ทั้งหมดรวมทั้งท่ีชาวบ้านบริจาค แล้วถมดินให้สูงข้ึน ปลูกปาล์มน้ามันรอบวง
เวยี น แต่เม่ือกรมศิลปากรเขา้ มาขึ้นทะเบยี นเป็นโบราณสถาน ก็ขดุ ปาล์มน้ามัน
รอบวงเวยี นออกไปปลกู ไวด้ ้านหลังของพน้ื ท่ี
สงครามตเี มอื งทะวายและตะนาวศรี
รปู หลอ่ สมเดจ็ พระวนั รตั วดั ปา่ แกว้ ทว่ี ัดนางพญา จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
ศึกทะวายและตะนาวศรีน้ัน เป็นการรบในระหว่างคนต้องโทษกับคน
ต้องโทษดว้ ยกัน กลา่ วคือ ทางกรุงศรอี ยุธยาพาพวกนายทพั ทีต่ ามเสด็จไมท่ นั ใน
วันยุทธหัตถีนั้น มีถึง 6 คนคือ พระยาพิชัยสงคราม พระยารามกาแหง
เจ้าพระยาจักรี พระยาพระคลัง และพระยาศรีไสยณรงค์ สมเด็จพระนเรศวร
รบั สั่งใหป้ รึกษาโทษ ลกู ขุนปรึกษาโทษใหป้ ระหารชีวติ สมเด็จพระวนั รตั สงั ฆปริ
นายก วดั ป่าแกว้ มาถวายพระพรบรรยายว่า การที่แม่ทัพเหล่าน้ันตามเสด็จไม่
ทัน ก็เพราะบุญญาภินิหารของพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรท่ีจะได้รับเกียรติ
คณุ เป็นวีรบรุ ุษท่แี ท้จริง ด้วยเหตวุ า่ ถา้ พวกน้นั ตามไปทันแล้วถงึ จะชนะก็ไม่เปน็
ชือ่ เสยี งใหญ่หลวงเหมอื นทเี่ สดจ็ ไปโดยลาพงั เมอื่ เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรทรง
เลอื่ มใสในคาบรรยายข้อนีแ้ ลว้ สมเด็จพระวันรัตก็ทูลขอโทษพวกแม่ทัพเหล่านี้
ไว้ สมเด็จพระนเรศวรก็โปรดประทานให้ แต่พวกน้ีจะต้องไปตีทะวายและ
ตะนาวศรีเป็นการแก้ตัว จึงให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพคุมพลห้าหมื่นไปตี
ตะนาวศรี พระยาพระคลังคุมกาลังพลหม่ืนเหมือนกันไปตีทะวาย ส่วนแม่ทัพ
อืน่ ๆ ท่ีต้องโทษก็แบ่งกันไปในสองกองทัพนี้คือพระยาพิชัยสงครามกับพระยา
รามคาแหงไปตีเมอื งทะวายกบั พระยาพระคลงั และใหพ้ ระยาเทพอรชนุ กบั พระ
ยาศรีไสยณรงคไ์ ปตเี มอื งตะนาวศรีกับเจา้ พระยาจกั รี
ส่วนทางหงสาวดีน้ัน เม่ือพระเจ้าหงสาวดีเสียพระโอรสรัชทายาทแล้วก็
โทมนัส ให้ขังแม่ทัพนายกองไว้ท้ังหมด แต่ภายหลังทรงดาริว่าไทยชนะพม่าใน
คร้ังนี้แล้วก็จะต้องมาตีพม่าโดยไม่ต้องสงสัย ก่อนท่ีไทยไปรบพม่าก็จะต้อง
ดาเนินการอย่างเดียวกันกับที่พม่ารบกับไทย กล่าวคือ จะต้องเอามอญไว้ใน
อานาจเสียกอ่ นและเป็นการแนน่ อนว่าไทยจะต้องเขา้ มาตีทะวายและตะนาวศรี
ด้วยเหตุนี้จึงให้แม่ทัพนายกองที่ไปแพ้สงครามมาครั้งนี้ไปแก้ตัวรักษาเมือง
ตะนาวศรแี ละเมืองทะวาย เปน็ อนั ว่าทั้งผู้รบและผู้รับท้ังสองฝ่าย ตกอยู่ในฐาน
คนผิดทจี่ ะต้องแก้ตวั ทั้งสิน้ ในการรบทะวายและตะนาวศรีครั้งนแ้ี มท่ ัพท้งั สอง
คือ เจ้าพระยาจกั รแี ละพระยาคลังกลมเกลยี วกนั เปน็ อยา่ งย่งิ ถึงแมส้ มเด็จพระ
นเรศวรจะได้แบ่งหน้าที่ให้ตีคนละเมือง ก็ยังมีการติดต่อช่วยเหลือกันและกัน
ในที่สุดแม่ทัพท้ังสองก็รบชนะทั้งสองเมืองและบอกเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศวรได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีไสยณรงค์อยู่ครองเมืองตะนาว
ศรี ส่วนทางเมืองทะวายนั้นให้เจ้าเมืองทะวายคนเก่าครองต่อไป ชัยชนะคร้ังนี้
เปน็ อันทาให้แมท่ ัพท้ังหลายพ้นโทษ แต่ทางพม่าแม่ทัพกลับถูกทาโทษประการ
ใดไม่ปรากฏ แต่อย่างไรก็ดี การท่ีชัยชนะทะวายและตะนาวศรีครั้งน้ี ทาให้
อานาจของไทยแผล่ งไปทางใต้เทา่ กบั ในรัชสมยั พอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช
ตไี ดห้ วั เมอื งมอญ
ปี พ.ศ. 2137 พระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะ เกิดววิ าทกบั เจ้าพระยาพะ
โร เจ้าเมืองเมาะลาเลิง พระยาพะโรกลัวพระยาลาวจะมาตีเมาะลาเลิงจึงให้
สมิงอุบากองถอื หนงั สอื มาขอบารมีสมเดจ็ พระนเรศวรเปน็ ทพ่ี งึ่ ขอพระราชทาน
กองทพั ไปชว่ ยป้องกนั เมอื ง สมเดจ็ พระนเรศวรจึงยอมรบั ชว่ ยเหลอื พระยาพะโร
ทันที มีดารัสส่ังให้พระยาศรีไศลออกไปช่วยรักษาเมืองเมาะลาเลิง ซึ่งแต่บัดน้ี
ไปได้ยอมมาสวามิภักดิ์เป็นประเทศราชของไทย ฝ่ายข้างพระยาลาวเจ้าเมือง
เมาะตะมะ ก็ไปขอความช่วยเหลือทางหงสาวดีบ้าง ทางหงสาวดีให้ พระเจ้า
ตองอูยกทัพมาช่วย แต่กองทัพไทยกับมอญเมาะลาเลิงได้ตีทัพพระเจ้าตองอู
แตกไป
ตเี มืองหงสาวดคี รง้ั แรก
พระบรมราชานสุ าวรยี ์สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
อทุ ยานราชภกั ดิ์ จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ์
การท่ีสมเด็จพระนเรศวร ได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นเมืองขึ้น นับว่า
เป็นจุดหักเหที่มีนัยสาคัญ ของการสงครามไทยกับพม่า จากเดิม ฝ่ายพม่าเป็น
ฝ่ายยกทพั มาไทยโดยตลอด การได้หัวเมืองมอญฝา่ ยใต้ ทาให้ไทยใชเ้ ป็นฐานทพั
ทจี่ ะยกกาลังไปตีเมอื งหงสาวดีไดส้ ะดวก สมเด็จพระนเรศวรเสดจ็ ยกกองทัพ
หลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออกจากพระนคร เมื่อวนั อาทติ ย์ ขนึ้ 3 ค่า เดอื นอา้ ย ปี
มะแม พ.ศ. 2138 มีกาลังพล 120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ แล้ว
รวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ จากนั้น ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมือง
หงสาวดี เขา้ ล้อมเมอื งไว้ กองทพั ไทยล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดือน และได้เข้า
ปล้นเมือง เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่า เดือน 4 คร้ังหน่ึง แต่เข้าเมืองไม่ได้ คร้ัน
เมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ได้ยกกองทัพลงมา
ช่วยพระเจ้าหงสาวดีถึงสามเมือง เห็นว่าข้าศึกมีกาลังมากนัก จึงทรงให้เลิกทัพ
กลบั เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2139 และได้กวาดต้อนครอบครัว
ในหัวเมืองมณฑลหงสาวดี มาเป็นเชลยเป็นอันมาก และกองทัพข้าศึกมิได้ยก
ตดิ ตามมารบกวนแต่อยา่ งใด
กรมพระยาดารงราชานภุ าพ
การสงครามครั้งน้ี สมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า
สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปครั้งนี้ เป็นการจู่ไป โดยไม่ให้ข้าศึกมีเวลาพอ
ตระเตรยี มการต่อส้ไู ด้พรักพร้อม และพระราชประสงค์ทย่ี กไปนน้ั น่าจะมีอยู่ 3
ประการคอื
ประการแรก ถ้าสามารถตเี อาเมอื งหงสาวดไี ดก้ ็จะตีเอาทีเดยี ว
ประการท่ีสอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้คร้ังน้ี ก็จะตรวจภูมิลาเนา และ
กาลงั ข้าศึกให้รไู้ ว้
ประการที่สาม คงคิดกวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มาก เพ่ือประสงค์จะ
ตัดทอนกาลังข้าศึก และเอาผู้คนมาเพ่ิมเติม เป็นกาลังสาหรับพระ
ราชอาณาจกั รต่อไป
ข้อสันนิษฐานอ่ืน ๆ มีอยู่ว่า การกวาดต้อนผู้คนกลับพระราชอาณาจักร
ไทยครั้งนี้ น่าจะได้ช่วยนาคนไทย ผู้ซ่ึงถูกพม่ากวาดต้อนเอาไปเป็นเชลย แล้ว
เอาตัวไวใ้ ช้งานตามเมืองต่าง ๆ กลับมาด้วย ประการตอ่ มา สาเหตุที่ยกทัพกลับ
นัน้ นอกจากจะทรงเห็นวา่ กองทพั ขา้ ศึกกาลงั ระดมยกมาจากอีกสามเมอื งใหญ่
มีกาลังมากแล้ว เสบียงอาหารของกองทัพไทยก็น่าจะขาดแคลน เพราะมีกาลัง
พลมาก และลอ้ มเมอื งหงสาวดอี ยนู่ านถงึ สามเดือน ประกอบกบั ใกล้เขา้ สฤู่ ดฝู น
แล้ว และประการสุดท้าย การที่พระองค์ถอนทัพกลับ โดยที่พม่าไม่ได้ยก
ติดตามตีหรือรบกวนแต่อย่างใด ท้ังท่ีมีพลเรือนท่ีถูกกวาดต้อนมาเป็นจานวน
มาก เชน่ เดยี วกบั คร้ังสงครามประกาศอิสรภาพท่ีเมืองแครง ก็น่าจะเป็นเพราะ
พระองค์ดาเนินการถอนทัพ และนาผู้คนพลเรือนกลับมาอย่างมีระบบ โดยให้
พลเรอื นล่วงหนา้ ไปก่อน
ตเี มอื งหงสาวดคี รง้ั ท่ีสอง
พระนเรศวรเขา้ กรงุ หงสาวดี
พ.ศ. 2142 สมเด็จพระนเรศวรทรงมงุ่ หมายจะตเี อาเมืองหงสาวดใี หไ้ ด้
จงึ ตระเตรยี มทพั ยกไปทง้ั ทางบกและทางเรอื ได้ออกเกล้ียกล่อมหัวเมืองต่าง ๆ
ให้อ่อนน้อมต่อไทยได้อีกหลายเมือง แม้แต่เชียงใหม่ซ่ึงได้ต้ังแข็งเมืองต่อพม่า
แล้ว แตค่ ิดเกรงว่ากรงุ ศรสี ัตนาคนหุตและไทยจะยกทัพไปรุกราน ก็ได้ตัดสินใจ
ยอมอ่อนน้อมมาขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาด้วย ส่วนเมืองตองอูกับเมืองยะไข่เมื่อ
เอาใจออกห่างจากกรุงหงสาวดีไปแล้ว ก็หันมาฝักใฝ่กับไทยและรับว่า ไทยยก
ทัพไปตีกรุงหงสาวดีแล้ว ก็จะเข้าร่วมช่วยเหลือพระเจ้ายะไข่นั้นอยากได้หัว
เมอื งชายทะเล ส่วนพระเจา้ ตองอูนัดจินหน่องอยากได้เป็นพระเจ้าหงสาวดแี ทน
สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงรับเป็นไมตรีกับเมืองท้ังสองนั้น ในระหว่างน้ันพระ
มหาเถระเสียมเพรียมภิกษุรูปหน่ึงได้เข้ายุยงพระเจ้าตองอูนัดจิน หน่องมิให้
อ่อนนอ้ มแก่ไทย และแจ้งอบุ ายใหพ้ ระเจ้าตองอูนดั จินหน่องคดิ อา่ นเอาเมอื งหง
สาวดีเสียเอง พระเจ้าตองอูนดั จินหนอ่ งเห็นชอบด้วยจึงชวนพระเจ้ายะไข่ให้ไป
ตเี มืองหงสาวดี แล้วพระเจ้าตองอูจนัดจินหน่องะทาทีเป็นยกกองทัพมาช่วยหง
สาวดี พอเข้าเมืองได้แล้วก็หย่าศึกกันเสีย และจะแบ่งประโยชน์ให้ตามท่ีพระ
เจา้ ยะไขต่ อ้ งการ คือจะยกหัวเมอื งชายทะเลให้แก่พระเจา้ ยะไข่ แต่ครง้ั ทัพพระ
เจ้ายะไขแ่ ละทัพพระเจ้าตองอนู ดั จนิ หน่องเข้าประชิดเมอื งหงสาวดแี ลว้ กห็ าเขา้
เมืองไม่ ท้ังน้ีเพราะพระเจ้านันทบุเรงเกิดทรงระแวงข้ึน ทัพพระเจ้าตองอูนัด
จินหน่องและพระเจา้ ยะไขจ่ งึ ได้แตต่ ้งั ลอ้ มเมืองหงสาวดไี ว้
สมเด็จพระนเรศวรทรงเหน็ วา่ ทางกรงุ หงสาวดีกาลงั ปน่ั ปว่ นจงึ เสด็จยก
ทัพหลวงไปตีหงสาวดี แต่ต้องไปเสียเวลาปราบปรามกบฎตามชายแดนซ่ึงพระ
เจ้าตองอูนัดจินหน่องได้ยุยงให้กระด้างกระเดื่องเป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ จึง
เดินทัพถึงเมืองหงสาวดีช้ากวา่ กาหนดที่คาดหมายไว้ ทางฝ่ายพระเจ้าตองอูนัด
จินหน่องและพระเจ้ายะไข่ซ่ึงกาลังล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ พอได้ทราบข่าวว่า
สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพข้ึนไปกาจัดกบฎตามชายแดนเมืองเมาะตะมะ
และกาลังเดินทัพมาก็แจ้งให้พระเจ้านันทบุเรงทราบ พระเจ้านันทบุเรงก็จาใจ
อนุญาตใหพ้ ระเจา้ ตองอยู กทพั เขา้ ไปในเมอื งหงสาวดีได้ และมอบหมายให้พระ
เจา้ ตองอูนัดจินหน่องบัญชาการรบแทนทุกประการ พระเจ้าตองอูนัดจินหน่อง
จึงกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติ รวมท้ังพระเจ้านันทบุเรงไปยังเมืองตองอู
ทงิ้ เมืองหงสาวดไี ว้ให้กองทพั พระเจ้ายะไข่ค้นคว้าทรัพย์ที่ยังเหลืออยู่ต่อไป พอ
พระเจ้าตองอูนัดจินหน่องออกจากหงสาวดีไปได้ประมาณ 8 วัน กองทัพไทยก็
ยกไปถึงเมืองหงสาวดีและยึดเมืองหงสาวดีได้ คร้ันสมเด็จพระนเรศวรได้ทรง
ทราบว่าพระเจ้าตองอูนัดจนิ หน่องไมซ่ อ่ื ตรงตามคามั่นที่ไดใ้ ห้ไว้ก็ทรงพระพิโรธ
จึงเสด็จยกทัพตามข้ึนไปตีเมืองตองอู ได้เข้าล้อมเมืองตองอูอยู่ถึง 2 เดือนก็ไม่
อาจตีหกั เอาได้ เพราะเมืองตองอูมีชัยภูมิท่ีดี ชาวเมืองก็ต่อสู้เข้มแข็ง ประกอบ
กับฝนตกชุกและทพั ไทยขาดเสบยี งอาหาร สมเด็จพระนเรศวรจงึ ทรงพระกรณุ า
โปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทพั กลบั คืนกรุงศรีอยุธยา
สามทหารเอกสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
เจ้าพระยาอคั รมหาเสนาธบิ ดี หรอื พระราชมนู
เจ้าพระยาอัครมหาเสนาธิบดี หรือ พระราชมนู เป็นขุนศึกและสมุหพระ
กลาโหมคนสาคญั ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชมนู เกิดเมื่อไร
และมีช่ือใดไม่ปรากฏแต่ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชคราวประกาศ
อิสรภาพจึงสันนิษฐานว่าครอบครัวของพระราชมนูอาจถูกกวาดต้อนคราวเสีย
กรุงฯครั้งท่ี 1 ได้มีการกล่าวไว้ในพงศาวดารว่าพระราชมนูเป็นทหารท่ีเก่งกล้า
และมีความสามารถนอกจากนั้นยังเป็นทหารคู่พระทัยของสมเด็จพระนเรศวร
อีกด้วย ซ่ึงพระราชมนูมักออกศึกเคียงคู่พระนเรศวรในการตีเมืองต่างๆเสมอ
และสามารถ ชนะกลับมาได้เกือบทุกค รั้งรวมถึง ศึกยุทธหัตถี ท่ีตาบลหนอง
สาหร่ายอีกด้วย ภายหลังพระราชมนูได้รับการโปรดเกล้าจากสมเด็จพระ
นเรศวรใหเ้ ป็นออกญาพระสมุหกลาโหม
พระราชมนู น้ันได้ถูกกล่าวถึงในพงศาวดารหลายคร้ัง โดยมีบทบาทเด่น
คร้ังแรกเม่ือครั้งสงครามกับกองทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2127
โดยในสงครามครั้งนี้พระราชมนูพร้อมกับขุนรามเดชะได้คุมทหารม้า 200
นายทหารราบ 3,000 นาย ไปสกัดกองทัพหน้าของเชียงใหม่ซึ่งมีรี้พล
ถึง 15,000 นาย นาโดยไชยยะกะยอสูและนันทกะยอทางที่ยกเข้ามาตั้งมั่นท่ี
ปากนา้ บางพุทราแขวงเมืองพรม ในการรบครั้งนี้เนื่องจากพระราชมนูเห็นว่า
ฝ่ายตนมีกาลังน้อยกว่าข้าศึกหลายเท่าจึงใช้ยุทธวิธีลอบโจมตีสังหารทหาร
ข้าศึกที่ออกมาลาดหาเสบียงล้มตายเป็นจานวนมากจนทาให้ทัพหน้าข อง
เชียงใหม่จาต้องล่าถอยไป
ผลงานที่สาคัญที่สุดของพระราชมนู คือ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวร
ยกทัพไปตีกรุงละแวก ซึ่งในสงครามครั้งนี้พระราชมนูได้รับหน้าที่เป็นแม่ทัพ
หน้าและได้สร้างผลงานท่ีย่ิงใหญ่โดยสามารถตีเมืองของฝ่ายละแวกได้ถึงสาม
เมืองนั่นคือเมืองโพธิสัตว์เมืองพระตะบอง และเมืองบริบูรณ์ นอกจากนี้ยัง
เป็นกองหน้าทาไพร่พลเข้าหักเอากรุงละแวกราชธานีของฝ่ายเขมรได้ด้วย
และด้วยผลงานที่สาคัญน้ีเองสมเด็จพระนเรศวรจึงทรงโปรดฯ ให้พระราชมนู
ขึ้นดารงตาแหน่งเจ้าพระยามหาเสนาบดีว่าการสมุหพระกลาโหม
เจดยี บ์ รรจอุ ฐั ขิ องเจา้ พระยาอคั รมหาเสนาธบิ ดหี รอื พระราชมนพู ร้อมกับภรยิ า
ทว่ี ดั ชา้ ง บา้ นนา้ ผึ้ง ตาบลบา้ นอฐิ อาเภอเมอื งอ่างทอง จงั หวดั อ่างทอง
ล่าสุดได้มีการค้นพบเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้าพระยาอัครมหาเสนาธิบดีหรือ
พระราชมนูพร้อมกับภริยาที่วัดช้าง บ้านน้าผ้ึง ตาบลบ้านอิฐ อาเภอเมือง
อ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ทาให้ได้ทราบความจริงว่าพระราชมนูนั้นมีช่ือจริงว่า
เพชร หรือ เพ็ชร เมื่อส้ินรัชสมัยของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วพระราช
มนูได้ลาออกจากราชการและมาบวชจาพรรษาที่วัดช้างให้จนมรณภาพซึ่งทาง
กรมศิลปากรได้เตรียมเข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์เจดีย์บรรจุอัฐิของพระราชมนู
และภรยิ า
พระศรถี มอรัตน์
เมื่อปี พ.ศ.2125 พระเจ้ากรุงละแวกแห่งเขมรได้ส่งพระทศราชาคุม
ทหาร 5,000 นาย ยกมาตเี มืองนครราชสมี า พระนเรศวรซ่ึงในยามนั้นทรงดารง
ตาแหน่งมหาอุปราชได้เสด็จนาไพร่พล 3,000 นาย ไปรับศึกและให้พระชัยบุรี
กับพระศรถี มอรตั น์ทหารเสืออกี ท่านหนึ่งคุมพลมา้ 500 เปน็ กองหนา้ ทั้งสองได้
นาไพร่พลเข้าตีกองหน้าของฝ่ายเขมรจนแตกพ่ายไปถึงกองหลวง ทาให้ข้าศึก
เสียกระบวนทัพและถูกทัพของพระนเรศวรโจมตีจนแตกพ่ายยับเยิน หลังจาก
สมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพแล้วพระศรีถมอรัตน์กับพระชัยบุรีก็ได้
สรา้ งผลงานอกี ครง้ั โดยการนากองทหารเขา้ โจมตที พั ของนนั ทสกู บั ราชสงคราม
จานวน 10,000 นาย ที่ยกมาตัง้ คา่ ยอยทู่ ก่ี าแพงเพชรจนแตกพา่ ยยบั เยินไป
พระชยั บุรี
นอกจากการรบท้ังสองครั้งที่กล่าวถึงไปแล้ว พระชัยบุรียังได้ตามเสด็จ
พระนเรศวรและพระเอกาทศรถทาสงครามกับหงสาวดีอกี หลายคร้ังจนไดเ้ ลื่อน
ยศเป็นพระยาชัยบูรณ์ และภายหลังได้รับแต่งต้ังเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ครอง
เมืองพระพษิ ณุโลกอนั เปน็ หวั เมอื งเอกของฝา่ ยเหนอื ซง่ึ ภายหลงั จากไดเ้ ลอื่ นยศ
แล้วเจ้าพระยาสุรสีห์อดีตพระชัยบุรีก็ยังมีบทบาทในการนากองทหารจานวน
หน่ึงร่วมกับพระยารามเดโชรับพระบัญชาสมเด็จพระนเรศวรเดินทางไปห้าม
ปรามทัพล้านช้างมิให้ยกเข้าตีล้านนา ซึ่งในเวลานั้นเป็นประเทศราชของอโยธ
ยา โดยทางฝา่ ยลา้ นช้างก็เกรงขามในพระบรม เดชานุภาพของสมเด็จพระ
นเรศวรจนยอมถอยทพั กลบั แต่โดยดี
การดาเนนิ นโยบายทางเศรษฐกิจในสมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
กองทพั เรือในรชั สมยั สมเด็จพระนเรศวร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ผู้กอบกู้
เอกราช นอกจากพระปรีชาสามารถด้านการรบแล้ว อีกด้านหน่ึงท่ีทรงพระ
ปรีชาสามารถไม่น้อยไปกว่าการรบ คือ การค้าและการขยายอานาจทาง
เศรษฐกิจ เพื่อเป็นรากฐานท่ีสาคัญในการสร้างเสริมความมั่นคงทางการเมือง
การปกครอง การดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในสมัยของพระองค์นับว่ามี
ความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะการค้ากับต่างประเทศได้นามาซ่ึงอาวุธ
ยทุ โธปกรณใ์ นการรบและบทบาทของอยธุ ยาต่อการค้าในดา้ นตะวันออกกับจีน
และญี่ปุ่น และการขยายตัวทางการค้ากับตะวันตก โดยแบ่งบทบาทและการ
ขยายอานาจทางเศรษฐกิจเปน็ 2 ด้าน คือ
ด้านที่ 1 การค้ากบั ดา้ นตะวันออก
การค้ากับ จีน ในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรจะเป็นเรื่องราว
เก่ียวกับการรบเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่ิงสาคัญท่ีเป็นรากฐานของยุทธปัจจัยในการ
รบกค็ อื รายไดท้ เี่ กดิ จากการคา้ โดยเฉพาะการค้ากบั จีนภายใต้ระบบบรรณาการ
ในช่วงสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้มีการติดต่อการค้ากับจีนในช่วง
ต้นรัชกาล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2135 โดยมีการส่งเคร่ืองราชบรรณาการแก่องค์
จักรพรรดิของจีนตามธรรมเนียม มีเรื่องราวเก่ียวกับพระนเรศวรปรากฏใน
บันทึกของจนี ท้งั 3 ฉบบั คือ
1. เจิ้งสือ หรือประวัติราชวงศ์ฉบับหลวง ซ่ึงในส่วนว่าด้วยสยาม บันทึก
ตอนหนงึ่ วา่ “กษัตริยผ์ ้สู ืบราชสมบตั ิไดห้ มายมน่ั จะแกแ้ คน้ ใหจ้ งได้ ในระหว่าง
รัชศกว่านลี่กองทัพขา้ ศกึ ได้ยกทัพเขา้ มาอกี กษตั รยิ ไ์ ด้จัดกองทัพเข้ากระหน่าตี
จนขา้ ศึกแตกพา่ ยไปราบคาบ และได้ฆ่าราชโอรสของกษัตริย์ตงหมานหนิวด้วย
จากน้ันเปน็ ต้นมา สยามกค็ รองความยง่ิ ใหญพ่ ังงาในน่านน้าทางทะเล… ครั้งน้นั
ญ่ปี นุ่ เข้าย่ายเี กาหลใี นโอกาสเดียวกันน้ี สยามได้เขา้ ถวายเครือ่ งราชบรรณาการ
ราชทตู ประเทศนี้ขออาสาสง่ กองทพั เข้าชว่ ยทาศกึ สงคราม”
(เกาหลีได้บันทึกเรื่องราว ปรากฏในบันทึกชื่อ ชวนเมี้ยวจงซิง ของ
เ ก า ห ลี จ ด ห ม า ย เ ห ตุ ข อ ง เ ก า ห ลี ไ ด้ ก ล่ า ว ว่ า ใ น เ ดื อ น 11 ค ริ ส ต
ศักราช 1952 ตรงกับพุทธศักราช 2135 ฮั่วปาหลาราชทูตจากสยามมาถวาย
เคร่ืองราชบรรณาการท่ีนครหลวง ไปที่เกาหลี ทราบว่ามีข้อเสนอเรื่องการให้
ความชว่ ยเหลือทางตะวนั ออก หมายถงึ วา่ สยามจะชว่ ยเกาหลใี นทางการทหาร
โดยสยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแสดงความจานงขออาสานา
ทพั ไปปราบปรามกวาดลา้ งถึงถนิ่ ฐานโจรเตีย้ เกาะฮอกไกโดา ของญปี่ นุ่ แตท่ าง
เกาหลีไม่ตกลงให้กองทัพของสยามเข้าตีญี่ปุ่น เพราะถ้าตีแล้วชนะ ก็จะ
กลายเป็นว่าอานุภาพของกองทัพเรือของสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชนั้นมีมากมายอันจะนาอนั ตรายกลับมาสูเ่ กาหลไี ด้)
2. สอื ลู่ หรือจดหมายเหตุประจารชั กาล เชน่ บนั ทกึ ตอนหนึง่ วา่
“เม่ือวันที่ 31 เดือน 10 ปีท่ี 20 พุทธศักราช 2135 แห่งรัชศกว่านลี่
ราชทูต แห่งประเทศสยามจานวน 27 คน ได้เดินทางไปนครหลวงเพื่อถวาย
เคร่ืองราชบรรณาการ องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานหมวกและสายคาดเอว
ตามธรรมเนียม เม่ือ วันท่ี 6 เดือนอ้าย ปีท่ี 21 พุทธศักราช 2136 แห่งรัชศก
ว่านลี่..มีฑูตบรรณการมาขออาสาต่อทางกลาโหมขอนากองทัพช่วยศึก
สงคราม…อันทูตบรรณาการแห่งสยามมีความโกรธแค้นต่อการกระทาที่ผิด
ทานองครองธรรมนี้จึงได้แสดงความจงรักภักดีโดยอาสายกทัพไปช่วยรบ
จักรพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการให้ชมเชยความจงรักภักดีและเมตตาธรรม
เชน่ นี้”
3. เอกสารโบราณภาคเอกชน เช่น บันทึกทะเลตะวันออกและตะวันตก
ของจางเช่ีย ยกย่องว่า “รัชกาลพระนเรศวรน้ันสยามเริ่มเป็นผู้เกรียงไกรบน
ท้องทะเลแดนไกล ต่อแต่น้ันไปทาศึกสงครามทุกปีจนสามารถดารงความเป็น
ใหญ่เหนือประเทศท้ังหลาย” หลักฐานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความเข้มแข็ง
ของกองทัพอยุธยาท้ังทางบกและทางทะเล ซ่ึงจะปกป้องการค้าในระบบรัฐ
บรรณาการทสี่ ง่ เรือสาเภาหลวงของราชสานักกรงุ ศรอี ยุธยาไปยงั ประเทศจีนได้
บรรลเุ ปา้ หมายดว้ ย
ด้านที่ 2 การค้ากบั ตะวันตก
ฉากบงั ลมญปี่ นุ่ แสดงภาพเรือสาเภาของชาวโปรตเุ กส เดนิ ทางมาคา้ ขาย
ในรชั สมยั สมเดจ็ พระนเรศวร
ในสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรนัน้ มกี ารคา้ กบั ชาวต่างประเทศอาทิ การค้ากับ
สเปน สเปนได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีเพ่ือการค้ากับไทย โดยพยายาม
เผยแพร่ศาสนาและทาการค้าในแดนที่ชาวโปรตุเกสเคยติดต่อด้วย เมื่อ ค.ศ.
1598 ขา้ หลวงใหญ่สเปนท่ีกรุงมะนลิ า Don Francisco Tello ไดส้ ง่ นาย Juan
Tello de Aguirre มาตดิ ตอ่ คา้ ขายกบั กรุงศรอี ยุธยา ทั้งนเี้ น่ืองจากสมเด็จพระ
นเรศวรฯ ได้ทรงส่งพระราชสาส์นไปถึงข้าหลวงใหญ่แห่งกรุงมะนิลา แสดง
ความสนพระทยั ทจี่ ะค้าขายกับสเปน ในกรณนี ้ฝี า่ ยไทยเป็นฝ่ายริเร่ิมการติดต่อ
กับสเปน ดงั รายละเอียดในจดหมายจาก Don Francisco Tello ถวายพระเจ้า
Philip ที่ 3 “ข้าพระพุทธเจา้ ไดร้ ับพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงสยาม...ใน
พระราชสาส์นนน้ั พระเจ้ากรุงสยามทรงประสงค์การพาณิชย์และการค้ากับหมู่
เกาะนี้ (หมู่เกาะฟิลิปปินส์) ...โดยที่ได้เห็นว่า พระมหากษัตริย์องค์น้ีโปรด
เช่นนน้ั ปีท่แี ลว้ (ค.ศ.1598) ข้าพระพุทธเจ้าได้แต่งกัปตัน Juan Tello พร้อม
คณะทูตไปเข้าเฝ้าพระเจา้ กรุงสยามเปน็ การตอบพระราชสาส์น โดยได้กล่าวถึง
ค ว า ม นิ ย ม ช ม ช่ื น อ ย่ า ง ใ ห ญ่ ห ล ว ง ส า ห รั บ พ ร ะ ร า ช ไ ม ต รี ที่ ท ร ง แ ส ด ง ต่ อ
ข้าพระพทุ ธเจา้ และความนยิ มชมชนื่ สาหรบั พระราชปรารถนาทจี่ ะใหช้ าวสเปน
คา้ ขายในราชอาณาจักร... กัปตัน Juan Tello ได้ออกเดนิ ทางไปสยามและเมื่อ
ปฏิบัติการทูตสมบูรณ์แล้ว เขาได้ทาข้อตกลงด้วยว่า (สยาม) ควรเปิดเมืองท่า
เมอื งหน่ึงสาหรับการคา้ เพอ่ื ใหช้ าวสเปนสามารถไปเมอื งนน้ั ไดแ้ ละตงั้ หลกั แหลง่
ได้โดยอสิ ระ และไดร้ บั การยกเว้นจากภาษที ้ังปวง
รปู วาดของทหารตะวันตกรบั จา้ งรบในสมยั อยธุ ยา
สัญญาฉบับน้ีเป็นเพียงฉบับที่สองท่ีไทยตกลงเซ็นกับประเทศตะวันตก
ฉบับแรกไดแ้ กส่ นธสิ ัญญาทเี่ ซ็นกบั โปรตุเกสในรัชสมยั สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ 2
เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับไทยเอ้ือประโยชน์ต่อสเปนในหลายๆทาง
Don Francisco Tello ได้ส่งคณะทูตคณะท่ีสองมาถึงกรุงศรีอยุธยา โดย
ประสงค์ท่ีจะขออนุญาตสมเด็จพระนเรศวรฯ ส่งบาทหลวงคณะ Dominican
มาเผยแพร่คริสต์ศาสนาในเมืองไทย หัวหน้าคณะทูตคณะท่ีสองนี้ช่ือว่า Juan
de Mendoza Gamboa เอกสารเร่ือง Sucesos de las Islas Filipinas
(“เรื่องเหตุการณ์ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์”) ของ Antonio de Morga ซ่ึงตีพิมพ์
ครั้งแรกในเม็กซิโกเมื่อ ค.ศ.1609 (พ.ศ.2152) ได้ระบุไว้ว่านาย Mendoza
ล้มเหลวในการติดต่อกับราชสานักสมเด็จพระนเรศวรฯ เน่ืองจากขัดแย้งกับ
ข้าราชการไทยเกี่ยวกับเรื่องของขวัญที่นามาให้กับฝ่ายไทย ทางฝ่ายราชสานัก
ไทยต้องการของขวัญท่ีดีกว่าของขวัญท่ีได้รับจากคณะทูตสเปน สมเด็จพระ
นเรศวรฯ ทรงประสงค์ท่ีจะยึดปืนใหญ่ของพวกสเปน นาย Mendoza จึงเห็น
จาเป็นท่ีจะต้องโยนปืนใหญ่เหล่าน้ันลงไปในแม่น้าเจ้าพระยาเพ่ือไม่ให้ปืนตก
เป็นของไทยเสยี การเจรจาทางการทูตระหวา่ ง Mendoza กบั ราชสานักไทยไม่
ประสบผลสาเรจ็ มากนัก ทางฝา่ ยสมเดจ็ พระนเรศวรฯ ทรงผดิ หวงั ในการค้ากับ
สเปน ซึ่งมิได้นากาไรรายได้มาสู่พระคลังเท่าท่ีควร จึงไม่ทรงตอบสาส์นของ
ข้าหลวงใหญก่ รงุ มะนิลา ส่วนนายMendoza น้ันพยายามออกไปจากเมืองไทย
โดยมิได้รับตราอนุญาตจากกรมพระคลัง (โกษาธิบดี) นอกจากน้ันแล้วเขายัง
กลับมางมปืนที่จมไว้ใต้น้ากลับข้ึนสู่เรือของเขา และมารับตัวชาวสเปนกับชาว
โปรตุเกส ซง่ึ ประสงคจ์ ะออกนอกประเทศไปพร้อมกับเขา การกระทา
เหล่านี้ทาให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงดาเนินการอย่างเด็ดขาด ทรงส่ง
ทหารพร้อมเรือไล่ตามเรอื ของ Mendoza มกี ารรบพุ่งกนั ในแมน่ า้ ทหารทง้ั สอง
ฝ่ายล้มตายไปหลายคน ในท่ีสุดเรือสเปนก็หลบหนีไปได้ แต่นาย Mendoza
เองนั้นบาดเจ็บถึงตาย หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับ
สเปนก็ได้หยุดชะงกั ไปชัว่ คราว
สมเด็จพระนเรศวรฯทรงตระหนักถึงความสาคัญของการค้านานาชาติ
โดยเฉพาะการค้าทางทะเลเพ่ือช่วยฟ้ืนฟูเศรษฐกิจอยุธยา ซ่ึงได้รับความ
เสียหายพอสมควรจากสงครามต่างๆในสมัยน้ัน นอกจากน้ันยังทรงต้องการ
สนิ คา้ ฟมุ่ เฟือยจากการค้ากับกรงุ มะนลิ า ต้ังแตป่ ี ค.ศ.1594 (พ.ศ.2137)
ความสัมพนั ธ์สามเส้าระหวา่ ง ไทย เขมรและสเปน
จดหมายเหตุของ Dr. Antonio de Morga และหลกั ฐานสเปนฉบับอื่น
ๆกล่าวถึงเหตุการณ์ในเขมร (เมืองละแวก) ไว้มาก เนื่องจากในช่วงปลาย
ครสิ ต์ศตวรรษที่ 16 ชาวสเปนไดเ้ ข้าไปมีบทบาทใน
เหตุการณท์ างการเมอื งภายในของเขมร สเปนพยายามเขา้ มามีบทบาท
ในช่วงทีเ่ ขมรตอ้ งรบกับไทย และนอกจากนั้นแลว้ เจ้านายเขมรก็แย่งชงิ อานาจ
กนั เองอยู่ตลอดเวลา ความสมั พนั ธ์สามเสา้ ระหว่าง ไทย เขมรและสเปน จึงเป็น
เรื่องท่ีน่าศึกษาอย่างย่ิง เอกสารภาษาสเปนหลายฉบับเน้นเหตุการณ์ในเขมร
สมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยเฉพาะอย่างย่ิง “นักผจญภัย” สองราย อัน
ได้แก่ Blas Ruiz และ DiogoVeloso (Belloso) ได้เข้าไปมีบทบาทสาคัญใน
การเมอื งและการตา่ งประเทศของเขมร
สมเดจ็ พระนเรศวรฯ ไดท้ รงกรธี าทัพไปตเี มืองละแวกแตกใน ค.ศ.1594
(พ.ศ.2137) ทาให้นักพระสัตถา กษัตริย์เขมร พยายามขอความช่วยเหลือจาก
สเปน ขา้ หลวงใหญ่ของสเปน ณ กรงุ มะนิลาตัดสินใจสง่ กองทพั มาชว่ ยเหลอื นกั
พระสัตถา ในต้นปี ค.ศ.1596 (พ.ศ.2138) ท้ังๆที่ชาวสเปนหลายคนท่ีกรุง
มะนิลาไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั เขา คนจานวนหน่ึงเกรงว่าสเปนจะต้องกลายเปน็ ศตั รขู อง
กรุงศรีอยุธยาไปโดยที่ไม่จาเป็น เพราะสมเด็จพระนเรศวรฯเพิ่งส่งพระราช
สาสน์ มายังกรงุ มะนิลาและทรงเช้ือเชิญให้ชาวสเปนไปค้าขายในประเทศสยาม
ในท่ีสุดกองทัพสเปนในบังคับบัญชาของ Juan Júrez Gallinato ก็ประสบ
ปัญหามากมาย และประสบความล้มเหลวเนื่องจากสถานการณ์ในเขมร
เปลย่ี นแปลงไปอย่างรวดเรว็ และรนุ แรง
แม้วา่ จะมปี ญั หามากมายในเขมรในชว่ ง ค.ศ.1594-1596 และแม้ว่านัก
แสวงโชคชาวสเปนและโปรตุเกสจะเข้าไปมีบทบาทโดยมีรัฐบาลกรุงมะนิลา
หนุนหลังอยู่ ทางฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรฯก็ยังทรงติดต่อกับข้าหลวงใหญ่แห่ง
กรุงมะนิลาตอ่ ไป ในบรรดาเอกสารสเปนยงั คงมสี าเนาพระราชสาสน์ (ฉบบั แปล)
หลงเหลอื อยู่ฉบบั หนึง่ เปน็ เอกสารซงึ่ เขียนข้ึนเมื่อ ค.ศ.1598 หรอื 1599 (ราวๆ
พ.ศ.2141-2142) ในพระราชสาส์นฉบับนี้สมเด็จพระนเรศวรฯทรงแสดงความ
พึงพระทัยท่ีทางกรุงมะนิลาส่งคณะทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักร
อยุธยา พระองค์มิได้ทรงเอ่ยถึงเขมร แสดงว่าทรงเน้นแต่เร่ืองมิตรภาพและ
การคา้ ขายก่อนหนา้ ที่จะเผชิญปญั หาคณะทูต Mendoza
สรปุ ไดว้ า่ สัมพันธภาพระหวา่ งไทยกบั สเปนในรชั กาลสมเดจ็ พระนเรศวร
ฯ ไดด้ าเนินไปดว้ ยมิตรภาพบ้าง ความเข้าใจผิดบ้าง และมีการขัดผลประโยชน์
กันบ้าง เพราะสเปนมุ่งหวังอยู่ตลอดเวลาท่ีจะขยายอิทธิพลมาสู่เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ในขณะท่ีสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงพยายาม
ควบคมุ เขมรให้เป็นเมืองประเทศราชของกรงุ ศรอี ยธุ ยา ดงั นน้ั เอกสารดงั กลา่ วนี้
จงึ ให้คณุ คา่ ในแงข่ องการนาเสนอข้อเทจ็ จริงอกี แง่มมุ หนึง่ ท่ีนา่ สนใจ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างไทยกับฮอลันดา
ในช่วงปลายรัชสมัยได้มีการติดต่อการค้ากับฮอลันดา โดยบริษัทอินเดีย
ตะวันออกของฮอลันดา ( Vereenigde Oost – Indische Compagnie :
V.O.C.) เข้ามาเมืองไทยด้วยหวังอาศัยเรือสาเภาของหลวงราชสานักอยุธยาไป
ค้าขายท่ีเมืองจีนและต้องการหาลู่ทางไปค้าขายท่ีเมืองจีนโดยตรง จึงส่งผู้แทน
ของบริษัทไปยังกรุงศรีอยุธยา ในเดือนมิถุนายนปี พ.ศ. 2147 พ่อค้าฮอลันดา
กลุ่มแรกที่มาถึงกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรได้นาปืนใหญ่ 2
กระบอก มาเปน็ เครื่องราชบรรณาการ สินค้าท่ี V.O.C. นาเขา้ มาเป็นครง้ั แรกมี
มูลค่า 4 พันกิลเดอร์ ซ่ึงสมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดให้การรับรองอย่างดี แต่
ฝันของ V.O.C. ท่จี ะอาศัยเรือสาเภาหลวงของราชสานักอยุธยาไปเมืองจีนต้อง
สลายเพราะเกิดศึกพม่าและสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2148
ราชสานักสยามต้องผลัดการส่งเรือสาเภาไปเมืองจีน จนถึงรัชกาลสมเด็จพระ
เอกาทศรถ V.O.C. จึงได้เข้ามาต้ังสานักงานการค้าท่ีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.
21512 เพราะอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าของป่า ข้าว สินค้าจีน และอ่ืน ๆ ที่
เป็นประโยชน์ตอ่ การคา้ ของบริษทั
ดงั น้ันกลา่ วได้ว่าสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชกับการคา้ และการขยายพระ
อานาจทางเศรษฐกิจ รากฐานความเจรญิ ของกรุงศรีอยุธยา มีความสาคัญอยา่ ง
มากเป็นรากฐานทกี่ ่อใหเ้ กิดการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการค้ากับ
ประเทศจีน ตลอดจนการติดต่อการค้าทางด้านตะวันออกกับกลุ่มประเทศ
เกาหลีและญ่ีปุ่น ซ่ึงในรัชสมัยต่อมาได้ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ส่งออกของ
ปา่ ไดแ้ ก่ หนังกวาง เพ่ือทาชดุ เกราะ ซามูไร แต่เพยี งรายเดียวกับประเทศญี่ป่นุ
และภายหลงั กรงุ ศรอี ยุธยาเปน็ ผสู้ ง่ ออกปนื ใหญแ่ ละดนิ ปนื ให้กบั กองกาลงั โชกนุ
และไดเมียวของญ่ีปุ่น พร้อมกันนั้นการขยายตัวด้านการค้ากับฮอลันดาได้
นาไปสู่การบุกเบิกการค้าและการต้ังสถานีการค้าในประเทศไทยซึ่งนามาสู่การ
รับรู้การส่งออกสินค้าจานวนมากจากภายในทวีปผ่านกรุงศรีอยุธยาไปยังหัว
เมอื งต่าง ๆ จนเกิดการเช่ือมโยงการค้าทางทะเลผ่านเมืองเพชรบุรี มะริด และ
ตะนาวศรี เรื่องราวของการขยายตัวทางการค้าทางทะเลได้ส่งผลให้เป็นความ
ทรงจาและความรับรู้เกี่ยวกับสถานท่ีต่อเรือที่เรียกกันว่า ชายฝ่ังทะเลสมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช ทีอ่ าเภอชะอา จงั หวดั เพชรบรุ ใี นปจั จุบัน จนอาจกล่าวได้
ว่าช่วงเวลานี้นอกจากจะเป็นช่วงเส้นทางเอกราชและขยายอานาจสูงสุดทาง
การเมืองการปกครองและการสงครามแล้ว สภาพเศรษฐกิจก็อยู่ในสภาพที่
เรียกว่ามีความม่ันคงและเปน็ รากฐานของเศรษฐกิจกรุงศรีอยุธยาในระยะเวลา
ตอ่ มาในฐานะเมอื งท่าและสถานีการคา้ ท่สี าคัญในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งสิ้นท้ังปวงของพระองค์ เป็นไปเพ่ือ
ประโยชนข์ องบ้านเมอื งและคนไทยทงั้ มวล ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จะ
อยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอด มิได้ว่างเว้น พระราชกรณียกิจและ
เหตุการณส์ าคญั ในรัชสมยั ของพระองค์มดี งั นี้
พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวร จงั หวดั สระแกว้
พทุ ธศกั ราช 2107 พระชนมายุ 9 พรรษา สมเดจ็ พระเจ้าตะเบงชะเวต้ี
พมา่ ยกมาตกี รงุ ศรอี ยธุ ยา ทรงถกู นาไปเปน็ ตวั ประกนั ณ กรงุ หงสาวดี ประทบั
6 ปี
พุทธศกั ราช 2113 พระชนมายุ 15 พรรษา เสดจ็ ฯ กลับจากกรงุ หงสาวดี
พุทธศกั ราช 2114 พระชนมายุ 16 พรรษา เสดจ็ ขน้ึ ไปครองเมอื ง
พษิ ณโุ ลก มอี านาจบญั ชาการหัวเมอื งฝา่ ยเหนือท้ังปวง
พุทธศกั ราช 2117 พระชนมายุ 19 พรรษา ทรงยกทพั ไปพร้อมกบั สมเด็จ
พระราชบดิ า เพื่อสมทบกบั ทพั หลวงตเี มืองเวยี งจนั ทน์
พทุ ธศกั ราช 2121 พระชนมายุ 23 พรรษา ทรงเรือพระทนี่ ง่ั ไลก่ วดจบั
พระยาจนี จนั ตุทล่ี งเรอื หนไี ปปากแมน่ ้าเจา้ พระยา ในการสรู้ บครงั้ นน้ั พระองค์
ทรงแสดงความกลา้ หาญอยา่ งยอดเยีย่ ม
พทุ ธศกั ราช 2122 พระชนมายุ 24 พรรษา ทรงเปน็ แมท่ พั ต่อสู้กบั พระ
ทศราชาซงึ่ คมุ กองทพั เขมรเขา้ มาตโี คราชและหวั เมอื งชน้ั ใน และทรงได้รบั ชยั
ชนะทง้ั ทที่ รงมกี าลงั ทหารนอ้ ยกว่า
พุทธศกั ราช 2124 พระชนมายุ 26 พรรษา พระเจา้ กรงุ หงสาวดสี วรรคต
ได้ เสดจ็ ฯ ไปกรงุ หงสาวดใี นพธิ บี รมราชาภเิ ษกกษตั รยิ ์ องค์ใหม่แทนพระราช
บดิ า
พุทธศกั ราช 2126 พระชนมายุ 28 พรรษา ไดเ้ ปน็ แม่ทัพยกไปชว่ ยเมอื ง
หงสาวดไี ปตเี มืองลมุ เมอื งคงั ในรฐั ไทยใหญ่ ตามคาสัง่ ของพมา่
พทุ ธศักราช 2127 พระชนมายุ 29 พรรษา ทรงประกาศอิสรภาพของไทย
ณ เมืองแครง พระเจ้ากรุงหงสาวดีให้สุระกามายกกองทัพตามมาไล่จับสมเด็จ
พระนเรศวร พระองค์ทรงยิงปืนข้ามแม่น้าสะโตงถูกสุระกามา แม่ทัพพม่าตาย
และทรงได้รับมอบอานาจให้บญั ชาการบ้านเมืองสทิ ธขิ์ าดแตผ่ เู้ ดยี วสงครามไทย
กับพม่า พระยาพะสิมยกกาลัง 130,000 คนมาทางเมืองสุพรรณบุรี พระเจ้า
เชยี งใหม่มาทางเหนอื ตพี มา่ แตกกลบั ไป
พระบรมราชานุสาวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช จังหวดั อา่ งทอง
พุทธศกั ราช 2128 สงครามไทยกบั พมา่ ทรงสรู้ บกบั พระเจ้าเชยี งใหมท่ ี่
บา้ นสระเกศ พม่า 150,000 คน ไทย 80,000 คน ไทยตที พั พม่าแตกกลับไป
พุทธศกั ราช 2129 สงครามไทยกบั พมา่ พระเจ้าหงสาวดียกกาลงั ทหาร
250,000 คน มาล้อมกรงุ อยู่ 6 เดอื น ไทยมกี าลงั 80,000 คน ตขี บั ไลพ่ มา่ จน
ตอ้ งถอยทพั กลบั ไป ไมส่ ามารถเขา้ ถงึ กาแพงพระนครได้
พทุ ธศกั ราช 2133 พระชนมายุ 35 พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชา
พระราชบดิ าสวรรคต พระองคเ์ สดจ็ เถลงิ ถวลั ย์ราชสมบตั เิ ม่อื วันท่ี 29
กรกฎาคม พ.ศ. 2133 ทรงสถาปนาพระเอกาทศรถ เปน็ พระมหาอปุ ราชา และ
มพี ระเกยี รติยศสงู เสมอพระเจ้าแผน่ ดนิ อกี พระองคห์ นึ่งสงครามไทยกบั พมา่
พระมหาอปุ ราชายกมาครงั้ แรกท่สี พุ รรณบรุ ี พมา่ 300,000 คน ไทยมกี าลัง
80,000 คน ตพี มา่ แตกพา่ ยไป จบั พระยาพะสมิ แมท่ บั พมา่ ทีจ่ ระเขส้ ามพนั ธ์ุ
พุทธศักราช 2135 พระชนมายุ 37 พรรษา สงครามยุทธหัตถี พม่า
240,000 คน ไทย 100,000 คน รบกนั ท่ีเมืองสพุ รรณบรุ ี ทรงมีชัยชนะฟันพระ
มหาอปุ ราชา มงั กะยอชวาแหง่ กรงุ หงสาวดี ด้วยพระแสงของ้าวสิ้นพระชนม์
เม่อื วนั จันทรท์ ี่ 25 มกราคม พ.ศ. 2135
พุทธศกั ราช 2136 สงครามเมืองเขมร ไทย 130,000 คน เขมร 75,000
คน ไทยตไี ดเ้ มอื งเขมร
พทุ ธศกั ราช 2137 สมครามไทยกบั พมา่ ไทยตไี ด้หัวเมอื งมอญ
พทุ ธศกั ราช 2138 สงครามไทยกบั พมา่ ยกทพั ไปตเี มอื งหงสาวดีครงั้ ท่ี 1
ไม่สาเร็จ ไทยมกี าลงั 120,000 คน
พทุ ธศกั ราช 2142 สงครามไทยกบั พมา่ ยกทพั ไปตเี มอื งหงสาวดีไดส้ าเรจ็
ไทย 100,000 คน แลว้ ไปล้อมเมอื งตองออู ยู่ 2 เดือน เสบยี งอาหารหมดตอ้ งยก
ทัพกลบั
พุทธศกั ราช 2146 สงครามเมืองเขมร ไดเ้ มือง
พทุ ธศกั ราช 2147 สงครามครง้ั สดุ ทา้ ยของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ยกทพั ไปตกี รงุ องั วะ ไทย จานวน 200,000 คน แตท่ รงประชวร และเสด็จ
สวรรคตเสยี กอ่ น
พระนเรศวรเสดจ็ สวรรคต
พุทธศักราช 2148 สมเด็จพระนเรศวร ทรงกรีฑาทัพไปตีกรุงอังวะ โดย
ยกทัพหลวง 100,000 นาย ออกจากอยุธยา ไปทางเมืองเชียงใหม่ไปข้ามน้า
สาลวินทเ่ี มอื งหาง แล้วผา่ นแวน่ แควน้ ไทยใหญ่ไปเข้าแดนพม่าที่ใกล้เมืองอังวะ
ทางทก่ี ะน้ีสะดวกกว่าจะยกไปทางเมืองมอญ เพราะไปทางเมอื งมอญจะต้องรบ
พุ่งกับเมืองตองอูและเมืองแปรก่อน จึงจะผ่านขึ้นไปถึงเมืองอังวะได้ ไปทาง
เมืองเชยี งใหม่เดนิ ทางในพระราชอาณาจักรไปจนในแดนไทยใหญ่ พวกไทยใหญ่
ทเ่ี ข้ากบั ไทยกม็ มี าก โดยจะมบี างเมอื งทีจ่ ะต่อสู้กจ็ ะไมแ่ ขง็ แรงเท่าไรนัก เพราะ
เจ้าเมืองอังวะก็เพิ่งได้เมืองเหล่านี้ไว้ในอานาจ ท่ีสมเด็จพระนเรศวรเสด็จทาง
เมืองเชยี งใหม่ คงเป็นด้วยเหตเุ หล่าน้ี เหน็ จะเอาเมอื งเชยี งใหม่เป็นท่ีประชมุ พล
และเกณฑ์กองทัพมอญทัพชาวลานนาเข้าสมทบกองทัพไทย จานวนพล
เบ็ดเสร็จคงจะราวสัก 200,000 คน แต่รายการที่มีในหนังสือพระราช
พงศาวดารน้อยนัก ปรากฏแต่ว่าสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ
เสด็จออกจากพระนครเมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือนย่ี แรม 8 ค่า ปีมะโรง พ.ศ.
2127 เสด็จโดยกระบวนเรือไปต้ังทัพชัย ณ ตาบลพระหล่อ แล้วยกกองทัพบก
ไปทางเมืองกาแพงเพชร คร้ันเสด็จไปถึงเมืองเชียงใหม่หยุดพักจัดกระบวนทัพ
อยู่เดือน 1 แล้วให้กองทัพสมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝาง ส่วน
กองทัพหลวงยกไปทางเมืองหาง สมเด็จพระนเรศวรฯทรงนากองทัพไทยออก
จากเชียงใหม่พร้อมกับพระเจ้าเชียงใหม่และลูกพระเจ้าเชียงใหม่ทั้งสามไปโดย
ทพั หลวงยกพยุหโยธาไปทางเมอื งหางและโปรดให้สมเดจ็ พระเอกาทศรสทรงนา
ทัพอกี ส่วนหนงึ่ ไปทางเมอื งฝางนอกจากนั้นในตานานพระธาตเุ มืองนอ้ ย อาเภอ
ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซ่ึงมีชายแดนอยู่ติดกับพื้นที่อาเภอเวียงแหง สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราชได้ใช้เส้นทางเดินทัพไปยังประเทศพม่าโดยผ่านเมืองน้อย
ซึ่งตอนน้ันเป็นชุมชนของชนเผ่าลัวะ (ปัจจุบันมีเจดีย์โบราณศิลปะล้านนา
ปรากฏให้เห็น สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนในช่วงสมัยสุโขทัย-อยุธยา) เม่ือสมเด็จ
พระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเขตเมืองหาง ทรงทัพหลวงท่ีตาบลทุ่งแก้วหรือทุ่ง
ดอนแกว้ แรมทัพในตาบลนี้ และเกิดทรงพระประชวรขน้ึ
สมเด็จพระนเรศวร ทรงพระประชวรดว้ ยพระโรคอนั ใด และจากสาเหตุอะไร
สาหรบั พระราชประวัตใิ นส่วนน้ี กเ็ ปน็ อกี สว่ นหนงึ่ ทย่ี งั มกี ารถกเถยี งกนั วา่
แท้จริงแล้วสมเด็จพระนเรศวร ทรงพระประชวรด้วยพระโรคอันใด และจาก
สาเหตุอะไร จึงมีการค้นควา้ และนาเสนอไว้อยสู่ องถึงสามประเด็น
โดยข้อมลู จากวกิ พิ ีเดียระบุวา่ สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรเปน็ หัว
ระลอก (ฝ)ี ขนึ้ ที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะพิษ (บาดทะยัก) พระอาการ
หนกั
อย่างไรก็ดีในความจดจาของคนไทย ก็มีข้อมูลหลายทาง เช่นว่า สมเด็จ
พระนเรศวรทรงประชวรจากอาการฝีที่พระนลาฏ บางตานานบอกว่าเป็นฝี
ระลอก ขึน้ ท่พี ระพกั ตร์ แลว้ เกิดเป็นพษิ (อาจจะเป็นสิวหัวช้างท่ีอักเสบแล้วติด
เช้ือ) ขณะที่หลายกระแสกร็ ะบุวา่ โดยคาดเดาว่า อาจจะโดนผึง้ ตอ่ ยแลว้ แพ้พษิ
ท้ังนี้ บางแหลง่ ระบวุ ่า หลักฐานทค่ี อ่ นขา้ งเป็นทางการ หาอ่านได้จากพระ
ราชพงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขาซ่งึ ชาระสมัยรัชกาลท่ี 4 กล่าวว่าเปน็ ทรง
ฝีที่ พระนลาฏ ขณะท่ีพงศาวดารฉบับเก่าๆ หลายแหล่งระบุว่า 'ทรงพระ
ประชวร' เทา่ นน้ั
ส่วนในมุมเรอ่ื งแมลงพิษ มีระบไุ ว้ใน 'คาให้การขนุ หลวงหาวัด' ฉบับหลวง
เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวไว้ดังนี้ "อันองค์พระนเรศร์นั้นเสด็จอยู่เมืองห่าง (หาง)
เพราะเหตุฉนจ้ี ่งึ ถวายพระนามเรียกองคพ์ ระนารายน์เมืองห่าง เปนกรงุ หยดุ พัก
อยกู่ ลางทางของพระองค์ ครนั้ เสรจ็ การมงคลพธิ แี ล้วพระองคก์ ย็ กไปเมอื งหงษา
จง่ึ ทรงช้างพระท่ีนัง่ สุวรรณปฤษฎางค์ ก็พ้นเมืองทางไกลได้เจ็ดวัน จ่ึงพ้นไปน่า
เขาเขียวดงตะเคียนใหญ่ จ่ึงมีศาลนางเทพารักษ์อยู่ที่ต้นตะเคียนใหญ่ มี
อานุภาพศักดิสิทธิยิ่งนัก เสนาจ่ึงทูลเชิญเสด็จให้ลงจากช้างพระที่น่ังเม่ือจักมี
เหตุมานั้น พระนเรศร์จ่ึงถามเสนาว่า เทพารักษ์นี้เปนเทพารักษ์ผู้ชายฤๅผู้หญิง
เสนาจ่ึงทูลว่า อันเทพารักษ์เปนนาง ศักดิสิทธิยิ่งนัก พระนเรศร์จึ่งตรัสว่าอัน
เทพารักษ์นี้เปนแต่นางเทพารกั ษ์ดอก ถา้ จักเปนเมยี เราก็จกั ได้ เราไมล่ งจากชา้ ง
คร้ันพระนเรศร์ตรัสดงั นแ้ี ลว้ กท็ รงชา้ งพระที่น่ังผา่ นนา่ ศาลนางเทพารกั ษ์นนั้ ไป
จึง่ เห็นเปนตัวแมลงภู่บินตรงมาน่าชา้ งแลว้ กเ็ ขา้ ตอ่ ยเอาทอี่ ณุ าโลม
องคพ์ ระนเรศรน์ ั้นก็สลบอยกู่ บั หลังช้างพระท่ีน่ัง แล้วก็เสด็จสู่สวรรคตที่ตรงน่า
เขาเขียวเสนาท้ังปวงจ่ึงเชิญพระศพ แล้วก็กลับมายังพลับพลาเมืองห่าง ส่วน
พระเอกาทศรถนั้นก็ยกพลไปถึงแดนเมืองหงษา จ่ึงตีบ้านกว้านกวาดได้มอญ
ลาวหญิงชายเปนอนั มาก แล้วจักยกเขา้ ตเี มอื งหงษา กพ็ อเสนาอามาตย์ใหม้ า้ ใช้
เร่งรีบไปทูลความพระนเรศร์สวรรคต พระองค์คร้ันทราบด่ังนั้นก็เร่งรีบยกพล
โยธาทัพกลับมายังเมืองห่าง คร้ันถึงแล้วก็เสด็จเข้าไปสู่ยังสถานพระเชษฐา จึ่ง
กอดพระบาทพระพ่ียาเข้าแล้ว ก็ทรงพระกรรแสงโศกาอาดูรร่าไรไปต่าง ๆ
พระองค์ก็กอดพระเชษฐาเข้าแล้วก็สลบลงอยู่กับที่ แต่ทรงพระกรรแสงแล้ว
สลบไปถึงสามคร้ัง คร้ันพระองค์ก็ได้สมฤดีคืนมาแล้ว พระองค์จึ่งมีพระบัณฑูร
ตรัสสั่งให้หาพระโกษฐทองทัง้ สองใบทใ่ี ส่พระศพ แลว้ จง่ึ เชญิ ขน้ึ สบู่ นพระราชรถ
แล้วกแ็ ห่แหนเปนกระบวนมหาพยหุ ยาตราอย่างใหญ่มาจนถงึ กรงุ อยทุ ธยาธานี"
สถานทส่ี มเด็จพระนเรศวรสวรรคต
ศาลสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ทเ่ี มอื งแหง จงั หวดั เชียงใหม่
เรื่องสถานที่สวรรคต ซึ่งยังคงถกเถียงกันว่าแท้จริงแล้วทรงสวรรคตที่
เมืองหางท่พี ม่า หรอื ในเวียงแหง เชียงใหม่กันแน่ ท้ังนี้ข้อมูลทั่วไประบุว่า เม่ือ
สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพออกจากเชียงใหม่แล้ว ได้เสด็จต่อไปยังเมืองหาง
และสวรรคตท่ีน่ันในปี 2148 แต่ต่อมา มีนักวิชาการช่ือ ชัยยง ไชยศรี ซึ่งเป็น
อ า จ า ร ย์ ป ร ะ จ า ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฏ เ ชี ย ง ใ ห ม่ ไ ด้ เ ส น อ ท ฤ ษ ฎี
ประวัติศาสตร์ "พ้ืนที่สวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอยู่ท่ีเมืองแหง" หรือ
อาเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ แทนท่ีจะเป็น "เมืองหาง" ในพม่า ซ่ึงนับว่า
เป็นข้อมูลทีส่ นั่ สะเทอื นวงวิชาการ และประวัตศิ าสตร์ไทยไมน่ ้อย โดยเวยี งแหง
เป็นอาเภอเล็ก ๆ อยทู่ างทิศเหนอื ของจังหวดั เชยี งใหม่
วารสารพฆิ เนศวร์ ชยั ยง ไชยศรี
ทวา่ ประเด็นพ้ืนท่ีสวรรคตของมหาราชผู้ย่ิงใหญ่พระองค์น้ีกลับคลุมเครือ
ไม่ชัดเจน ในบทความเรอื่ งพนื้ ทีส่ วรรคตสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ของชัยยง
ไชยศรีในวารสารพิฆเนศวร์ซ่ึงจัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
กล่าวถึงการบันทึกสถานท่ีสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจาก
พงศาวดารไทยท่ีบันทึกมาต้ังแต่สมัยอยุธา ซ่ึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
โปรดฯให้ชาระขึ้นใน พ.ศ.2223 เป็นการบันทึกภายหลังที่สมเด็จพระนเรศวร
มหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว 75 ปี นับว่าเป็นพงศาวดารไทยท่ีบันทึกใกล้กับ
เหตกุ ารณ์ทเี่ กิดขน้ึ จริงมากที่สดุ โดยได้บันทึกพื้นที่สวรรคตว่าอยู่ในเมือง
หลวง ตาบลท่งุ ดอนแกว้ ขณะทีม่ หาราชวงษ์พงศาวดารพม่า โดยพม่าได้บันทึก
พน้ื ทส่ี วรรคตของสมเด็จพระนเรศวรไวช้ ัดเจนวา่ “…ครนั้ ลุจุลศกั ราช 974 พระ
เจา้ อยธุ ยา พระนเรศทรงเสด็จยกกองทัพ 20 ทัพ มาทางเชียงใหม่จะไปตีเมือง
อังวะ คร้ันเสด็จถึงเมืองแหง แขวงเมืองเชียงใหม่ ทรงประชวรในเร็วพลันก็
สวรรคตในทนี่ ั้น”
ตานานพงศาวดารของพม่า
นอกจากน้ันในตานานพงศาวดารของพม่าได้กล่าวไว้ว่า “พระเจ้าอังวะ
ตั้งแข็งเมืองไม่ยอมขึ้นกับกรุงหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีจึงได้ยกกองทัพไปตี
เมืองอังวะ โดยได้ชักชวนให้กรุงศรีอยุธยา กรุงศรีสัตนาคนหุตและเมือง
เชียงใหมย่ กกองทพั ไปช่วย กรงุ ศรสี ตั นาคนหุตและเมืองเชียงใหม่ยกทัพไปตาม
กาหนด แต่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงถ่วงเวลาแกล้งเดินทัพไปช้า ๆ เพื่อ
รอใหท้ พั หงสาวดีตีกรุงอังวะเสียก่อน หากทัพพระเจา้ หงสาวดเี พลย่ี วพลา้ แก่ทพั
อังวะ สมเด็จพระนเรศวรจะได้ตีตลบหลังกองทัพหงสาวดี”นอกจากน้ันใน
ตานานพระธาตุเมืองน้อย อาภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีชายแดนอยู่ติดกับ
พ้ืนที่อาเภอเวียงแหง มีการกล่าวอ้างถึงสถานที่เสด็จเดินทัพผ่านบริเวณ
บ้านเมืองน้อยเพื่อเข้าไปตีพม่าว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ใช้เส้นทาง
เดินทัพไปยังประเทศพม่าโดยผ่านเมืองน้อย ซ่ึงตอนนั้นเป็นชุมชนของชนเผ่า
ลัวะ (ปัจจุบันมีเจดีย์โบราณศิลปะล้านนาปรากฏให้เห็น สันนิษฐานว่าสร้างข้ึน
ในชว่ งสมัยสโุ ขทัย-อยุธยา)
เม่ือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จถึงเขตเมืองหาง ทรงทัพหลวงท่ี
ตาบลทุ่งแก้วหรือทุ่งดอนแก้ว แรมทัพในตาบลนี้ ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวร
ทรงพระประชวร รับส่ังให้ข้าหลวงไปอัญเชิญสมเด็จพระเอกาทศรสเสด็จจาก
เมืองฝางไปเข้าเฝ้าในวันเสาร์ขึ้น 6 ค่าเดือน 6 ปีมะเส็งเบญจศก (พ.ศ.2136)
ในวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่าเดือน 6 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2148 ก็เป็นเวลาที่สมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชเสดจ็ สวรรคต ขณะนั้นทรงมีพระชนมพรรษาได้ 50 ปีเสด็จอยู่
ในราชสมบัติได้ 15 พระพรรษาสถานที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จ
สวรรคตได้ทรงเป็นพระสถูปเจดยี ์ขนึ้ ท่ีเมอื งหางในรฐั ฉานประเทศพม่า ปัจจุบัน
พระสถูปเจดีย์อันเก่าแก่ได้ถูกทาลายลงหมดสิ้น ไม่มีแม้แต่ซากอิฐเหลือให้เห็น
จนประมาณเม่ือปี พ.ศ.2502 ขณะนั้นรัฐบาลพม่าเร่ิมปราบปรามชนกลุ่มน้อย
ชาวไทยใหญ่ท่ีต่อตา้ นรฐั บาลพมา่ เพื่อแยกการปกครองเปน็ อสิ ระแตพ่ มา่ ไมย่ อม
ชนกลมุ่ น้อยชาวไทใหญ่จงึ ได้กอ่ การกบฏขึ้นทั่วทุกหนทุกแห่งในรัฐไทยใหญ่ ได้
มกี ารจัดตงั้ กองทัพกอู้ ิสรภาพของชาวไทยใหญข่ น้ึ เพ่อื ส้รู บกับฝา่ ยรฐั บาลพมา่
กองมขู นุ หอคาไตย
เมื่อเวลาที่จะออกศึกสู่รบกับฝ่ายรัฐบาลพม่า กองทัพกู้อิสรภาพชาวไทย
ใหญ่เหล่าน้ีจะต้องไปบวงสรวงสักการะดวงวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชที่สถูปเจดีย์ของพระองค์เสียก่อน ปรากฏว่าในการสู้รบทุกคร้ังฝ่าย
กองทัพกู้อิสรภาพชาวไทยใหญ่มักจะประสบชัยชนะฝ่ายรัฐบาลพม่าอย่าง
ง่ายดาย ทาให้พมา่ เคียดแค้นเป็นหนกั หนา จึงได้ใชร้ ะเบิดทาลายพระสถูปเจดยี ์
เหล่าน้เี สยี หมด หนาซา้ ยงั ใช้รถแทรก็ เตอร์เกรดทาลายจนราบเรยี บไมเ่ หลอื ซาก
ให้คณะกู้อิสรภาพไทยใหญ่มาสักการะได้อีกต่อไป ทาให้คนไทยพลอยไม่ได้มี
โอกาสเห็นสถานท่ซี งึ่ วรี บุรุษของชาติสวรรคตอีกเลยบรเิ วณท่ปี ระดิษฐาน
พระสถปู เจดยี ส์ มเด็จพระนเรศวรมหาราชน้ีเรียกวา่ “กองมขู นุ หอคาไตย” เป็น
ภาษาไทยใหญ่หมายถึง “พระเจดีย์ของพระเจ้าแผ่นดินไทย” บริเวณนี้อยู่ห่าง
จากชายแดนไทย-พม่า ทางด้านตะวันตกของอาเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เหนือบริเวณนี้ขึ้นไปเล็กน้อย ปัจจุบันคือ
เมืองแกน เป็นเมืองท่ีสมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรพระนาภีอย่างหนัก
ทรงตั้งทัพอยู่ ณ ที่นั่น คาว่า “แกน” เป็นภาษาล้านนาและไทยใหญ่แปลว่า
“เจ็บปวดอย่างรุนแรง” เลยเมืองแกนน้ีไปอีกเล็กน้อยเป็นเมืองหาง เมืองงาย
เปน็ เมอื งทส่ี มเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงกรฑี าทพั ผ่านเป็นครงั้ สุดท้าย กอ่ นที่
พระองค์จะเสด็จสวรรคตที่เมืองหาง มีผู้พบเสาพะเนียดอยู่เป็นจานวนมาก
ปรากฏอยู่ ต่อมาทางการได้เก็บรวบรวมและนาไปไว้ท่ีบริเวณพระสถูปแห่งนี้
พร้อมกับซากอิฐจากพระเจดีย์สวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชท่ีเมือง
หาง
อย่างไรกต็ าม ประเดน็ เร่อื งเส้นทางเดนิ ทัพและสถานทีส่ วรรคตของสมเดจ็
พระนเรศวรมหาราช อาจยังไม่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องราวในพงศาวดารต่าง ๆ
ทั้งท่ีเขียนจากไทยและพม่ายังมีข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกัน โดยเฉพาะชื่อเมืองที่
สวรรคต บ้างก็กล่าวว่าทรงเสด็จสวรรคตที่เมืองหาง ขณะท่ีบางตานานบอกว่า
สวรรคตที่เมืองแหน จึงเป็นท่ีน่าสนใจว่าท้ายท่ีสุดแล้วสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช กษัตรยิ น์ ักรบของแผ่นดนิ สยามสวรรคตทีเ่ มืองไหนกนั แน่
เร่ืองวัน สวรรคตน้ีมีรายละเอียดกล่าวต่างกัน พระราชพงศาวดารฉบับ
พระราชหตั ถเลขากลา่ ววา่ เสดจ็ สวรรคตวนั จันทร์ ขน้ึ 8 ค่า เดือน 6 เพลาชาย
แล้ว 2 บาท ปีมะเส็ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์คานวณแล้วตรงกับวัน
จันทร์ที่ 25 เมษายน 2148 ในหนังสือ A History of Siam ของ W.A.R.
Wood กล่าวว่าสวรรคตวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1605 (พ.ศ. 2148) พระ
ชันษาได้ 50 ปี เสวยราชสมบตั ิได้ 15 ปี
คณุ สมบตั มิ หาบุรษุ ในสมเดจ็ พระนเรศวร
ในหนังสือชื่อมหาบุรุษ แต่งโดย พลตรี หลวง วิจิตรวาทการ ในหนังสือ
เล่มนไี้ ด้รวบรวมคณุ สมบตั ขิ องมหาบรุ ษุ ท้งั 40 ขอ้ อย่างละเอยี ด ไว้ให้ผสู้ นใจได้
ศึกษา และทาความเข้าใจ ในหนังสือยังแนะเคล็ดลับความสาเร็จและความ
ยิ่งใหญ่ของบุคคลต่าง ๆ ท่ีมีชื่อเสียงในอดีต หากเราวิเคราะห์ท้ัง 40 ข้อ จะ
เห็นได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีคุณสมบัติมหาบุรุษครบท้ัง 40
ประการ โดยมารายละเอยี ดดังนี้
1. ความเป็นผู้อนามัย ไม่มีปรากฎหลักฐานว่าพระองค์ทรงพระชวรอย่าง
รนุ แรง แม้พระองคจ์ ะใช้ชวี ิตส่วนใหญใ่ นปา่ เขาเพื่อทาศึกสงคราม ถึงแม้ยุคน้ัน
จะมโี รคร้ายที่ยังรักษาไม่หายเช่นไข้ป่า โรคฝีดาษแสดงให้เห็นถึงพระสุขภาพท่ี
แขง็ แรงของพระองค์
2. ความเปน็ ผู้ไมต่ น่ื ตระหนกงา่ ยๆ พระองค์ทรงมสี ติอย่เู สมอแม้ว่าภัยนัน้
จะเข้าใกล้ตัว เช่นตอนท่ีช้างของพระองค์อยู่ท่ามกลางทหารพม่า
หรือ เหตุการณ์ทีพ่ ระองค์ถกู ทหารพม่าของค่ายลักไวทามหู ้อมล้อมไว้
พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช สระแกว้
3. เป็นผู้มีใจเบิกบาน พระองค์ทรงโปรดทะเลและดนตรียามว่างจากศึก
สงครามจะทรงดนตรีอยู่เสมอ และทรงเคยแล่นเรือในทะเลอย่างสบายพระทัย
ตดิ ต่อถงึ 26 วัน เป็นช่วงเวลาส้ันๆที่พระองค์ได้ทรงพักผ่อนตลอดพระชนม์ชีพ
พระองค์ทที่ รงทาศึกตลอด
4. มีจุดมุ่งหมาย พระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายที่จะกอบกู้เอกราชนับตั้งแต่
พระองค์ทรงหนจี ากกรุงหงสาวดี
5. ไม่รู้จักหมดหวัง เช่นเมืองคร้ังทรงตีกรุงหงสาวดีหรือตองอูไม่สาเร็จ
ไมไ่ ด้ทาใหพ้ ระองคท์ รงหมดหวังเลย
6. ไม่หวาดหว่ันต่อความยากลาบาก นับตั้งแต่พระองค์ทรงประกาศ
อิสรภาพ ตลอดพระชนมชีพพระองค์ทรงประทับอยู่วังเพียง 2 ปีเศษ
นอกนั้น พระองค์ทรงประทบั อย่คู า่ ยทหาร ในป่า
7. มหี ัวใจเขม้ แขง็ ข้อน้เี ปน็ ที่ทราบโดยท่วั กนั เปน็ อยา่ งดี
8. ตรงตอ่ เวลา พระองคท์ รงเน้นเรื่องเวลามาก เนื่องจากเป็นปัจจัยสาคัญ
ท่ีให้เป็นไปตามแผนและทาให้ทรงชนะศึก โดยเมื่อครั้งท่ีทรงตีเมือง
คัง พระองค์ใช้กาหนดเวลา 04.00. นาฬิกา ใช้พลุในการส่งสัญญาณ เนื่อง
ดว้ ยพระองค์ทรงวางแผนไว้เป็นชว่ งเวลาทฝี่ ่ายตรงขา้ มคาดไมถ่ งึ
9. เป็นคนขยัน เป็นที่ทราบโดยท่ัวกันว่าพระองค์ทรงใช้เวลาดึกด่ืนเท่ียง
คืนจนเช้ามืดเสด็จไป ตามท่ีต่างๆในอยุธยาเพ่ือตรวจดูค วามสงบ
เรียบรอ้ ย ของบ้านเมืองืเมื่อมีศึกสงครามพระองค์ทรงบัญชาการจนข้ามวัน
ข้ามคืนเสมอ มีหลายคร้ังที่ไม่ทรงบรรทมเลย พระองค์พร้อมหน่วยรบ
เคล่ือนท่ี เรว็ เข้าโจมตีคา่ ยพมา่ กลางดกึ คนื น้ันทนั ที
10. มีความเสมอต้นเสมอปลาย ก่อนข้ึนครองราชยพ์ ระองค์ทรงย้ากับขุน
นางถงึ ความระเบยี บเดด็ ขาดของพระองค์ เม่ือทรงครองราชย์พระองค์ยัง ทรง
ปฏิบัตติ นเสมอตน้ เสมอปลาย
11. มีสมาธิ พระมหาเถรคันฉ่องทรงเป็นผู้วางรากฐานการฝึกสมาธิแด่
พระองค์ ยามว่างจากศึกพระนเรศวรจะทรงฝึกสมาธิเสมอๆ พร้อมท้ังให้ทหาร
ใกล้ชดิ พระองค์ปฏบิ ัติเชน่ กนั
12. มคี วามกล้าหาญ ไม่ทอ้ ถอย แมล้ ม้ เหลว ครง้ั เหตกุ ารณ์ทืพี ระองค์ทรง
นาหน้าทหารคาบพระแสงดาบปีนขน้ึ บุกคา่ ยบกุ พมา่ จนทรงถกู ทวนแทง ตกลง
มาจนตกค่าย แตพ่ ระองค์ไมท่ รงท้อ ยงั ทรงนากองทหารเข้าตีคา่ ยพม่าอีก
13 มวี ิธกี าร แผนศกึ ของพระองค์ทรงล้าลึกและแฝงไปด้วยกลยทุ ธ์ สงั เกตุ
ได้จากการสงครามของพระองค์ทรงใช้คนน้อยแต่สามารถเอาชนะได้เสมอ ใน
การปกครองพระองค์ทรงกาหนดอัตราภาษี ติดต่อการค้ากับต่างประเทศ การ
เจริญสัมพันธไมตรีสัมพันธ์ทางการฑูตการญี่ปุ่นโดยส่งปืนใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเอง
และทาให้ทรงจักพรรดิญ่ีปุ่นทรงพอใจมากจนส่งม้าช้ันดีกลับให้สยาม จนเรามี
กองกาลังมา้ ทแี่ ขง็ แกรง่ ท่สี ดุ ในภมู ิภาค ฯลฯ
14. เป็นผู้มีระเบียบ พระองค์ทรงมีระเบียบเข้มตรงตามโบราณราช
ประเพณี
15. มีความไตร่ตรอง เมื่อคร้ังพระองค์ทรงยกทัพไปตีเมืองตองอู ทาง
กองทัพยะไข่แกล้งทาเป็นสวามิภักดิ์มาช่วยทาศึก พระองค์ทรงไตร่ตรองดูแล้ว
ไม่นา่ วางพระทยั จงึ ทรงแจง้ วา่ ทัพไทยมีกาลงั เพียงพอแลว้
16. ความเปน็ คนละเอยี ดละออ พระองคจ์ ะทรงตรวจและเตรยี มทกุ อยา่ ง
อย่างละเอียด กอ่ นศึกเสมอเพ่อื ไม่ให้พลาดเลย
17. รจู้ กั หาเหตุผลท่ถี กู ต้อง เมอ่ื คร้งั พระศรีไสยณรงคเ์ จ้าเมอื งตระนาวศรี
ก่อการกบฏ พระองคไ์ มท่ รงตดั สนิ พระทัยทันทแี ต่ทรงโปรดให้ พระเอกาทศรถ
ยังทัพไปถึงตระนาวศรีเพ่ือหาเหตุผลของการก่อกบฏ แต่พระยาศรีไสยณรงค์
กลบั ไม่ยอมใหเ้ หตผุ ลใดๆจึงโดนประหารชีวิต
18. มีวินิจฉัยที่ถูกต้อง เมื่อคร้ังทรงเข้าตีกรุงศรีอยุธยาคร้ังที่๒ พระเจ้า
ตองอูและยะไขไ่ ปถงึ หงสาวดแี ละชิงลงมือกอ่ นทพั อยธุ ยา พระองคท์ รง วินจิ ฉัย
ว่าพระเจ้าตองอคู ิดทรยศ ซึ่งเปน็ ไปตามน้นั ทุกประการ
19. มีความเช่ือมั่นในตัวเอง พระองค์ทรงตรัสกับพระราชบิดาที่ทรงเกรง
ทหารพม่าจะบุกเพราะพระองค์ทรงหนีออกจากหงสาวดี แต่พระ นเรศวรทรง
ตรัสว่าทัพอยุธยาไม่เพียงตั้งรับสู้กับทัพหงสาวดีได้ยังสามารถยกทัพไปตีได้เลย
ทรงเผชิญปัญหาชีวิตและศึกสงครามต้ังแต่ทรงพระเยาว์ ทาให้พระองค์ทรงมี
พระทัยทีเ่ ข้มแข็ง
20. มีความรวดเร็ว เป็นที่ทราบกันในหมู่ทหารพม่าว่าทัพม้าของพระ
นเรศวรสามารถจู่โจมได้อย่างรวดเร็ว ในการศึกบางคร้ังพระองค์ทรงโจมตี
ก่อนที่ ข้าศึกจะตั้งรับได้ ซ่ึงการสงครามแบบน้ียังไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนทรง
รเิ รมิ่ สว่ นใหญจ่ ะเนน้ ตัง้ รบั และจานวนทหารผดิ กบั การทหารของพระนเรศวร
21. ช่างสังเกต ในเหตุการณ์ตีเมืองคังพระองค์ทรงสังเกตข้อด้อยของ
เมืองคังจนสามารถเข้าตีเมืองได้ด้วยกาลังพลน้อยกว่าทัพอ่ืนท่ีร่วมเดินทางใน
ภารกิจนี้
22. มีสัมปชัญญะ ขณะใกล้เสด็จสวรรคต พระองค์ก็ยังทรงมีสัมปชัญญะ
ส่ังการแม่ทัพ อธิบายแผนการรบให้แม่ทัพฟัง เพ่ือเคล่ือนพลไปตีเมืองอังวะ
ต่อไป
23. ไม่หวาดกลัวต่อบุคคลอ่ืน พระองค์ไม่เคยทรงแสดงอาการหวาดกลัว
ใดๆ แมก้ บั พระเจา้ บุเรงนอง
24. การทาตนให้เป็นทต่ี ้องใจของคนอื่น ทหารพม่าชอบอ้างว่าทหารไทย
กลวั พระนเรศวรย่ิงกว่ากลวั ตายความจริงทหารไทยรักพระนเรศวรมากกวา่ ชวี ติ
ตนเอง พระองค์ทรงครองใจทหารไทย ด้วยทรงสู้ศึกด้วยพระองค์เองร่วมทหาร
ไทยเสมอ
25. ความรู้จักกาลเทศะ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงตรัส
ให้คณะฑตู จากยุโรปเดนิ เขา้ มาและสามารถยืนเข้าเฝา้ ฯได้
26. ความระมัดระวัง เมื่อครั้งพระองค์ทรงครองพิษณุโลก พระชนมายุ
16 พรรษา ทรงตงั้ กองระวังภยั ท่วั ป่ารอบเมอื งในแบบกองโจร เพราะทรงทราบ
ดีว่าในไมช่ ้าจะเกดิ ศกึ จากพมา่ แนน่ อน
27. มไี หวพริบปฏภิ าณ เม่ือคร้ังศึกกับพระเจ้าเชียงใหม่ พระองค์ทรงวาง
กลศึกให้พระราชมนูแสร้งถอยร่นจนทัพพระเจ้าเชียงใหม่หลงกลเข้ามาในวง
ล้อม
28. รู้จักป้องกันตัว ขณะที่ช้างพระท่ีน่ังว่ิงเตลิดเข้าไปอยู่กลางทหารพม่า
มีเพียงจัตุลังคบาทและทหารรักษาพระองค์กลุ่มหนึ่งเท่าน้ันท่ีตามทัน ขณะน้ัน
ทหารพม่ากาลังจะเข้าจโู่ จมพระองค์ทรงตรัสด้วยพระสุรเสียงดังเป็นภาษาพม่า
ว่า”ทหารกรุงศรีอยุธยาจงหยุดเด๋ียวเราจะสู้แม่ทัพเขาตัวต่อตัว” ทาให้ทหาร
พม่าหยดุ ชงกั
29. กระทาตนให้เช่ือถือ เมื่อครง้ั เมืองเชียงใหม่ขอสวามิภักด์ิเป็นเมืองขึ้น
ของไทย พระองค์ทรงรับสั่งจะช่วยปกป้องเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นกองทัพล้าน
ช้างกาลังเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่ พระองค์โปรดเกล้าฯให้มีการเจรจาไกล่เกล่ีย
ระหว่างเมืองเชียงใหม่และล้านช้าง ด้วยพระบารมีของพระองค์สามารถ
ประสานความเข้าใจได้ โดยท่ไี ม่ตอ้ งมีสงครามเสยี เลอื ดเสยี เน้ือของท้ังสองฝ่าย
30. การพูดแต่ความจริง พระองค์ทรงรักษาวาจาสัตย์ได้อย่างเคร่งครัด
เท่ยี งธรรมและมคี วามยตุ ิธรรมเปน็ ท่สี ุด
31. ความเป็นที่ผู้ดี พระองค์ทรงสืบเช้ือสายมาจากทั้งราชวงศ์พระร่วง
แห่งสุโขทัยจากพระราชบิดา และราชวงศ์สุพรรณภูมิแห่งกรุงสุโขทัยจากพระ
ราชมารดา
32. การดารงตนให้สมกับเกียรติยศ ตลอดระยะเวลาการครองราชย์
พระองค์ทรงไม่มีข่าวท่ีเส่ือมเสียพระเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองนางสนม เรื่อง
ผลประโยชน์ เรอื่ งการแยง่ ชงิ อานาจ
33. มคี วามรู้ พระองค์ทรงมีความร้แู ตกฉาน ท้งั การศึก การใช้อาวุธอย่าง
เชีย่ วชาญทกุ ศาสตราวธุ การปกครอง การศาสนา ภาษา ฯลฯ
34. มีความจา พระองค์ทรงมีสติปัญญาท่ีเฉียบแหลม ความจาเป็นเลิศ
จนเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าบุเรงนองและพระมหาเถรคันฉ่องมากกว่ารัช
ทายาทของพระองค์เอง
35. รู้จักฝึกฝนตนเอง สมเด็จพระนเรศวรมิทรงหยุดที่จะใฝ่หาความรู้
พระองค์ทรงศกึ ษาเพม่ิ เตมิ อยู่ตลอดเวลาท้งั ทางโลกและทางธรรม
36. มีจินตนาการ หน่วยจู่โจมเคลื่อนที่เร็วของพระองค์ มาจาก
จินตนาการของพระองค์ท่ีทรงคิดค้นข้อ ซึ่งก่อนหน้าน้ันไม่มีกษัตริย์พระองค์ใด
ใชย้ ุทธวธิ ีนี้
37. พึ่งพาตนเอง ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์มิเคยของ
ความช่วยเหลือจากเมืองใด มีแต่ส่งความช่วยเหลือเช่น ช่วยจีนปราบโจรสลัด
ชว่ ยสง่ ปนื ใหญ่ไปใหญ้ ปี่ นุ่ ช่วยลาวใหไ้ ดเ้ ชลยคนื
38. ชนะใจตนเอง สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชประสงค์เร่ืองความ
เกษมสาราญเชน่ บคุ คลทัว่ ไปแต่ตลอดพระชนมชีพของพระองค์ ทรงตัดพระทัย
ได้หมดทกุ เรอื่ ง ไมว่ ่าพระองคจ์ ะโปรดสง่ ใดก็ตาม เชน่
-พระองค์ทรงโปรดทะเลมากแตก่ ็ทรงเสด็จไปไม่กค่ี รั้ง
-พระองค์ทรงโปรดดนตรี แต่ก็มีโอกาสฟังในพระราชวังอย่างสบาย
พระทัยไม่กี่หน สว่ นใหญ่พระองค์จะพานกั ในค่ายทหารทตี่ ้ังอยใู่ นป่า
-พระองค์โปรดพระนางมณีจันทร์ แต่พระองค์ก็จาเป็นต้องรอนแรมตาม
ค่ายทหารเป็นสว่ นใหญ่
39. ไม่ละทิง้ ความพยายาม พระองคท์ รงยทัพไปตกี รงุ หงสาวดีถึงสามคร้ัง
ฯลฯ
40. มแี รงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์ เหตุการณ์ที่ทาให้พระองค์ทรงประกาศเอกราช
ไม่เป็นเมืองข้นึ เปน็ เคร่อื งประจักษท์ ส่ี ุดแล้ว
พระบรมราชานุสรณข์ องสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
พระบรมราชานุสรณด์ อนเจดยี ์ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช จงั หวดั กาญจนบรุ ี
พระบรมราชานสุ รณส์ าวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ณ กองบญั ชาการ
กองทัพไทย ถนนแจง้ วฒั นะ นนทบุรี
พระบรมราชานุสรณศ์ าลสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ณ พระราชวงั จนั ทน์ จงั หวดั พษิ ณุโลก
พระบรมราชานสุ รณ์ศาลสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ณ โรงเรยี นพษิ ณโุ ลกพทิ ยาคม จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
พระบรมราชานสุ รณส์ มเด็จพระนเรศวรมหาราช
ณ คา่ ยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช จงั หวดั พษิ ณโุ ลก