The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ฉบับปรับปรุง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-05-21 10:55:18

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ฉบับปรับปรุง)

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ฉบับปรับปรุง)

พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
(ฉบบั ปรบั ปรงุ )

ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระมหา
กรุณาธิคุณต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกอนันต์ ทรงทาศึกสงคราม
พ้นเภทภัยจากพม่า ทรงพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรือง ทรงย้ายเมืองหลวง
จากธนบุรี มากรุงเทพฯ ทรงชาระกฎหมายให้ทันยุคสมัย ทรงแก้ไขการเงิน
การคลงั ทรงสง่ เสรมิ วัฒนธรรมใหเ้ จริญร่งุ เรือง ฯลฯ

พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช(ฉบบั
ปรบั ปรุง) เปน็ การนาผลงานทีไ่ ด้นาเสนอไปแล้วกลบั มาจัดทาใหม่ เพ่ิมเน้ือหา
ภาพประกอบ และเพิ่มขนาดตวั อักษรให้นา่ สนใจมากขึ้น

ผู้เรียบเรียง นายประสาร ธาราพรรค์
ขา้ ราชการบานาญวทิ ยาลัยเทคนคิ จนั ทบรุ ี

พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
(ฉบบั ปรบั ปรงุ )

ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ทรงสรา้ งชาติ ปกปอ้ งไทย พน้ ภยั พมา่
ทรงทาศกึ ทรงเชี่ยวชาญ ชนศรทั ธา
ทรงหาญกลา้ พลกี ายใจ เพอื่ ชาตไิ ทย
ทรงครองราชย์ ปราบดาภเิ ษก ปฐมบรมกษตั ริย์
ทรงขจดั เหตภุ ัยรา้ ย ไมห่ วนั่ ไหว
ทรงเปลยี่ นแปลง ยา้ ยพระนคร ไปทใ่ี หม่

ทรงแกไ้ ข มงุ่ หมายให้ ไทยรงุ่ เรอื ง
เฉลมิ พระนาม เทดิ พระเกยี รติ องคจ์ กั รี
นฤบดี ตง้ั ราชวงศ์ ไทยฟูเฟ่อื ง
ทรงสรา้ งชาติ แกรง่ เกรยี งไกร ไทยประเทอื ง
ศกึ ตอ่ เนอ่ื ง ทรงมชี ยั ไทยมน่ั คง
ทรงฟ้ืนฟู ขนบประเพณี ศลิ ปกรรม
วฒั นธรรม ทรงสง่ เสรมิ มากสงู สง่
ทรงชาระ แกก้ ฎหมาย ไทยมน่ั คง
ทรงธารง ช่างฝมี อื นจิ นริ นั ดร์
ทรงทานุ บารงุ พระศาสนา
ปวงประชา นอ้ มระลกึ นรงั สรรค์
จารพระคณุ ตา่ งเชดิ ชู พระทรงธรรม์
อภวิ นั ท์ เทดิ องคไ์ ท้ ทกุ ใจเอย

..........................................

ดว้ ยเกลา้ ดว้ ยกระหมอ่ ม ขอเดชะ
ขา้ พระพทุ ธเจา้ นายประสาร ธาราพรรค์ ผู้ประพนั ธ์

พระราชประวตั พิ ระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วีรกษัตริย์นักรบ ผู้ทรง
สร้างกรุงรตั นโกสนิ ทรท์ รงเปน็ ปฐมกษัตรยิ ์พระองค์แรกแห่งพระบรมราชวงศจ์ ักรี มี
พระนามเดิมว่า ทองดว้ ง เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันพธุ เดอื น 4 แรม 5 คา่ ปีมะโรง
อัฐศก เวลา 3 ยาม ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2279 ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวบรมโกศ พระราชบดิ าทรงพระนามวา่ ออกอักษรสุนทร
ศาสตร์(ทองดี) ) ข้าราชการกรมอาลักษณ์ สืบเช้ือสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี
(ปาน) เสนาบดกี รมพระคลัง ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมา
ไดร้ ับการสถาปนาขนึ้ เป็นสมเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนก พระราชมารดาทรงพระนาม
ว่า พระอคั รชายาหยก หรือ ดาวเรือง มีบุตรและธดิ ารวมทัง้ หมด 5 ท่าน คอื

คนท่ี 1 เป็นหญิงชื่อ "สา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรม
สมเด็จพระเทพสดุ าวดี )

คนที่ 2 เป็นชายชื่อ "ขุนรามณรงค์" ( ถึงแกก่ รรมก่อนทจี่ ะเสยี กรุงศรีอยุธยาแก่
พมา่ คร้ังท่ี2)
คนที่ 3 เป็นหญิงช่ือ "แก้ว" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรมสมเด็จ
พระศรีสดุ ารกั ษ์)

คนที่ 4 เป็นชายชื่อ "ด้วง" (พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช )

กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท
คนที่ 5 เป็นชายชื่อ "บุญมา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวร
มหาสรุ สงิ หนาท สมเด็จพระอนุชาธริ าช )
มีพระอนุชาท่ีเกิดกับคุณหญิงมา ภรรยาคนท่ี 2 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์
(ทองดี)คอื สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าลา กรมหลวงจกั รเจษฎามพี ระขนิษฐาที่
เกิดกับคุณหญิงหยก ภรรยาคนท่ี 3 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์(ทองดี)คือ พระเจ้า

บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุ กรมหลวงนรินทรเทวี เมื่อเจริญวัยได้ถวายตัวเป็น
มหาดเลก็ ในสมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอเจ้าฟา้ อทุ มุ พร

วดั มหาทลาย
เมือ่ พระองคท์ รงเจรญิ วยั ขึ้นได้ถวายตัวเปน็ มหาดเลก็ ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขนุ พร
พินิต (ต่อมา คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) คร้ันพระชนมายุครบ 21 พรรษา ก็เสด็จ
ออกผนวชเป็นภิกษุอยู่วัดมหาทลาย 1 พรรษา แล้วลาผนวชเข้ารับราชการเป็น
มหาดเลก็ หลวงในสมเดจ็ พระเจ้าอทุ ุมพรดังเดมิ

สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี

เมือ่ พระชนมายุได้ 25 พรรษา พระองคเ์ สดจ็ ออกไปรบั ราชการทีเ่ มอื งราชบรุ ีใน

ตาแหน่ง "หลวงยกกระบัตร" ในแผ่นดินสมเด็จพระท่ีน่ังสุริยาศน์อัมรินทร์ และได้

สมรสกับคุณนาค ธิดาในตระกูลเศรษฐีมอญท่ีมีรกรากอยู่ที่บ้านอัมพวา เมือง
สมุทรสงคราม ภายหลังได้รับการสถาปนาท่ี สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี หรือ
สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระนามเดิม นาก หรือ นาค เป็นสมเด็จพระราชินี
องค์แรกของกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ เพราะเปน็ สมเด็จพระอคั รมเหสใี นพระบาทสมเดจ็ พระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลศิ หลา้ นภาลัย พระราชสมภพเม่อื วันอาทติ ย์ท่ี 9 มนี าคม พ.ศ. 2280 ในรัชกาลของ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ณ บ้านบางช้าง ตาบ ลอัมพวา อาเภอเมือง
สมุทรสงคราม พระชนกชื่อ "ทอง" (พระชนกทอง ณ บางช้าง) พระชนนีช่ือ "สั้น"
(สมเด็จพระรปู ศริ โิ สภาคย์มหานาคนารี) เป็นคหบดีเชื้อสายมอญ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชโอรส-ราชธิดา รวมทั้งส้ิน
42 พระองค์ โดยเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาท่ีประสูติแต่สมเด็จพระพันวษา
พระอัครมเหสี 10 พระองค์

เรยี งนามพระราชโอรสพระราชธดิ า
ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ประสตู นิ อกพระมหาเศวตฉตั ร
1. สมเด็จพระเจ้าลกู ยาเธอ เจา้ ฟา้ ชาย (ไมป่ รากฏพระนาม)สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบ
รมราชนิ -ี สนิ้ พระชนมแ์ ตค่ รงั้ กรงุ ศรีอยุธยา
2. สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจา้ ฟา้ หญงิ (ไม่ปรากฏพระนาม)สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรม
ราชนิ ี สน้ิ พระชนมแ์ ตค่ รง้ั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฉิมใหญ่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ปีกุนเอก
ศก จ.ศ. 1141

4. สมเด็จพระเจา้ ลกู ยาเธอ เจา้ ฟา้ ชายฉมิ สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี วนั พธุ
เดอื น 4 ขน้ึ 7 คา่ ปกี นุ นพศกจ.ศ. 1129 วันพุธ เดอื น 8 แรม 11 ค่า ปีวอกฉศก จ.
ศ.1186 57 พรรษา

5. สมเดจ็ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟา้ แจ่มกระจ่างฟ้า สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ปี
ขาลโทศก จ.ศ. 1132
วันอาทติ ย์ เดอื น 9 แรม 1 คา่ ปีมะโรงสมั ฤทธิศก จ.ศ. 1170 38 พรรษา

6. สมเดจ็ พระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟา้ หญงิ (ไม่ปรากฏพระนาม) สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบ
รมราชนิ ี สน้ิ พระชนมใ์ นแผน่ ดนิ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี

7. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุ้ย สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี วัน
จันทร์ เดือน 5 ขึ้น 8 ค่า ปีมะโรงเบญจศก จ.ศ. 1134 วันพุธ เดือน 8 อุตราสาท
ข้นึ 3 คา่ ปีฉลูนพศก จ.ศ. 1179 45 พรรษา

8. สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจา้ ฟา้ หญงิ (ไมป่ รากฏพระนาม) สมเดจ็ พระอมรินทราบ
รมราชนิ ี สนิ้ พระชนมใ์ นแผน่ ดนิ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี

9. สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจา้ ฟา้ หญงิ เอย้ี ง สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี วนั
องั คาร เดอื น 7 ขน้ึ 7 คา่ ปรี ะกานพศก จ.ศ. 1139 วันศกุ ร์ เดอื น 9 แรม 2 ค่า ปี
มะแมเบญจศก จ.ศ. 1185 47 พรรษา

10. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองคเ์ จา้ กล้าย เจา้ จอมมารดาภมิ สวน ปีจอสัมฤทธิศก จ.
ศ.1140 สน้ิ พระชนมใ์ นรัชกาลที่ 1

ประสูตเิ มื่อเสดจ็ ปราบดาภิเษกแล้ว

11. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงนุ่ม เจ้าจอมมารดาปุย ปีเถาะเบญจศก จ.ศ.
1145 สนิ้ พระชนมใ์ นรชั กาลท่ี 3

12. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายทบั ทมิ เจา้ จอมมารดาจนั ปีเถาะเบญจศก
จ.ศ. 1145วันศกุ ร์ เดอื น 7 แรม 6 คา่ ปมี ะโรงโทศก จ.ศ. 1182 38 พรรษา

13. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิง เจ้าจอมมารดาดวง ปีมะโรงฉศก จ.ศ. 1146
ส้นิ พระชนมใ์ นรชั กาลท่ี 1

14. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจา้ หญงิ ผะอบ เจา้ จอมมารดาภิมสวน ปีมะโรงฉศก จ.
ศ. 1146สิ้นพระชนมใ์ นรชั กาลที่ 1

15. พระเจา้ ลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงพลบั เจ้าจอมมารดาคุ้ม ปีมะเส็งสัปตศก จ.ศ.
1147ปีขาลสปั ตศก จ.ศ. 1228 82 พรรษา

16. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายอภยั ทตั เจา้ จอมมารดานอ้ ยแกว้ ธดิ าพระยา
จกั รี เมอื งนครศรธี รรมราช วนั องั คาร เดอื น 9 แรม 3 คา่ ปมี ะเสง็ สปั ศก จ.ศ.
1147 วันองั คาร เดอื น 3 แรม 11 คา่ ปรี ะกานพศก จ.ศ. 1199 52 พรรษา

17. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายอรโุ ณทยั เจา้ จอมมารดานยุ้ ใหญ่ ธดิ า
เจา้ พระยาสุธรรมมนตรี (พฒั น์ ณ นคร) กบั ทา่ นผหู้ ญงิ ชมุ่ (ทลู กระหมอ่ มหญงิ ใหญ่
เมอื งนคร) ปีเถาะนพศก จ.ศ. 1169 วนั องั คาร เดอื น 6 ข้ึน 2 คา่ ปมี ะโรงจตั วาศก
จ.ศ. 1194 48 พรรษา

18. พระเจา้ ลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ เจ้าจอมมารดาน้อย วันอังคาร เดือน 5
แรม10 ค่า ปรี ะกาสปั ตศก จ.ศ. 1187 39 พรรษา

19. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงธิดา เจ้าจอมมารดาเอม ปีมะแมนพศก จ.ศ.
1149 ปี จอสัมฤทธิศก จ.ศ. 1200 52 พรรษา

20. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายคันธรส เจา้ จอมมารดาพุ่ม ธดิ าเจา้ พระยา
วเิ ศษสนุ ทร (นาค นกเลก็ )วนั พฤหสั บดี เดอื น 3 ขึน้ 8 คา่ ปมี ะแมนพศก จ.ศ.
1149 วันองั คาร เดอื นยี่ ขนึ้ 13 ค่า ปชี วดอฐั ศก จ.ศ. 1178 30 พรรษา

21. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ จงกลณี เจา้ จอมมารดาตานี ธดิ าเจา้ พระยา
มหาเสนา (บุนนาค) ปีวอกสัมฤทธศิ ก จ.ศ. 1150 สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 2

22. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายสรุ ยิ า เจา้ จอมมารดาเพง็ ใหญ่ วนั องั คาร
เดอื น 12 แรม 1 คา่ ปรี ะกาเอกศก จ.ศ. 1151 วันอาทติ ย์ เดอื นอา้ ย ขนึ้ 7 คา่ ปี
ขาลฉศก จ.ศ.1216 66 พรรษา

23. พระเจ้าลกู เธอ พระองค์เจ้าหญิงเกษร เจ้าจอมมารดาประทมุ า ปีระกาเอกศก
จ.ศ. 1151สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2

24. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ มณฑา เจา้ จอมมารดานมิ่ ปีจอโทศก จ.ศ.
1152 วันพฤหสั บดีเดอื น 8 อตุ ราสาฒ ขน้ึ 11 คา่ ปีระกาตรศี ก จ.ศ. 1223 72
พรรษา

25. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ มณี เจ้าจอมมารดาอู่ ธิดาพระยาเพชรบรุ ี

26. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจา้ หญงิ ดวงสดุ า เจา้ จอมมารดาน้อย ปีจอโทศก จ.ศ.
1152สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 4

27. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงจักจ่ัน (บางแห่งว่า พระองค์เจ้าหญิงสุมาลี)
เจา้ จอมมารดาอ่มิ ภายหลังได้เป็น ท้าววรจันทร์ฯ มีหน้าที่บังคับบัญชาท้าวนางทั่ว
ทั้งพระราชวัง ธิดาเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน รัตนกุล) ปีจอโทศก จ.ศ. 1152
ส้ินพระชนมใ์ นรชั กาลที่ 2-

28. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายวาสกุ รี เจา้ จอมมารดาจยุ้ ธดิ าพระราชา
เศรษฐี วนั เสาร์ เดอื นอา้ ย ขนึ้ 5 คา่ ปจี อโทศก จ.ศ. 1152 วันศกุ ร์ เดอื นอา้ ย ขน้ึ
8 คา่ ปฉี ลูเบญจศก จ.ศ. 1214 64 พรรษา

29. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายฉัตร เจ้าจอมมารดาตานี (เจ้าคุณวัง) ธิดา
เจ้าพระยามหาเสนา (บุนนาค) เกิดแต่ท่านผู้หญิงเดิมท่ีถูกโจรฆ่าตายไปเม่ือคร้ัง
กลับไปขนทรพั ย์สมบัติท่ีฝังไวก้ ลบั มาจากกรุงเกา่
วนั องั คาร เดอื น 3 ขึน้ 5 ค่า ปีจอโทศก จ.ศ. 1152 วนั องั คาร เดอื น 6 ขนึ้ 6 คา่
ปขี าลโทศกจ.ศ. 1192 40 พรรษา

30. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายสรุ ยิ วงศ์ เจา้ จอมมารดานวล วันพฤหสั บดี
เดอื น 6 ขน้ึ 3 คา่ ปกี นุ ตรีศก จ.ศ. 1153 วันเสาร์ เดอื นอา้ ย แรม 2 คา่ ปฉี ลู
เบญจศก จ.ศ. 1215 63 พรรษา

31. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ อุบล เจา้ จอมมารดาทอง ธดิ าในทา้ วเทพ
กระษัตรี วรี สตรแี หง่ เมืองถลาง วนั ศกุ ร์ เดอื น 6 ขึ้น 11 คา่ ปกี นุ ตรีศก จ.ศ. 1153
สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 3

32. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ ฉมิ พลี เจา้ จอมมารดางวิ้ ปกี นุ ตรศี ก จ.ศ.
1153 วันเสาร์ เดอื นอา้ ย ขนึ้ 12 คา่ ปีมะเสง็ นพศก จ.ศ. 1219 67 พรรษา

33. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายไกรสร เจา้ จอมมารดานอ้ ยแกว้ วนั จนั ทร์
เดอื นยี่ ขน้ึ 2 คา่ ปกี นุ ตรีศก จ.ศ. 1153 วนั พธุ เดอื นอา้ ย แรม 3 คา่ ปีวอก
สมั ฤทธศิ ก จ.ศ.1210 57 พรรษา

34. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายดารากร เจา้ จอมมารดาเพง็ ใหญ่ วันเสาร์
เดอื น 8 ขนึ้ 12 คา่ ปชี วดจตั วาศก จ.ศ. 1154 ปีวอกสมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1210 57
พรรษา

36. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ ศศธิ ร เจา้ จอมมารดาฉมิ แมว ซงึ่ เปน็ ธดิ า
ทา้ ววรจนั ทร์ (แจม่ ) ปีขาลฉศก จ.ศ. 1156 สนิ้ พระชนมใ์ นรชั กาลท่ี 2

37. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ เรไร เจา้ จอมมารดาปอ้ ม (ปอ้ มสดี า) ธดิ า
พระยารตั นจกั ร (หงสท์ อง) ปเี ถาะสัปตศก จ.ศ. 1157 สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 1

38. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงกระษัตรี เจ้าจอมมารดานวม ปีมะโรงอัฐศก
จ.ศ. 1158 ปีชวดอฐั ศก จ.ศ. 1178 20 พรรษา

39. พระเจา้ ลกู เธอ เจ้าฟา้ กณุ ฑลทพิ ยวดี (พระนามเดมิ พระองค์เจา้ จนั ทบรุ ี) เจา้
จอมมารดาทองสกุ พระธดิ าเจา้ อนิ ทวงศ์ พระเจา้ กรงุ ศรสี ตั นาคนหตุ เวยี งจนั ทน์ซงึ่
เปน็ เจา้ ประเทศราชขณะนน้ั ปีมะเมยี สัมฤทธศิ ก จ.ศ. 1160 วันเสาร์ เดอื น 4 ข้นึ 3
คา่ ปจี อสัมฤทธศิ ก จ.ศ. 1200 41 พรรษา

40. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองค์เจา้ ชายสทุ ศั น์ เจา้ จอมมารดากลนิ่ ธดิ าพระยา
พทั ลงุ (ขนุ ) วนั พธุ เดอื น 8 บรุ พาสาฒ ขน้ึ 1 คา่ ปมี ะเมยี สมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1160
วนั อาทติ ย์ เดอื นยี่ แรม 10 ค่า ปีมะเมยี นพศก จ.ศ. 1209 49 พรรษา

41. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ สภุ าธร เจา้ จอมมารดาเพง็ เลก็ พระธดิ าเจา้
นนั ทเสน พระเจา้ เวยี งจนั ทน์ ปีมะเมยี สมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1160 สน้ิ พระชนมใ์ น
รชั กาลที่ 2 41 พรรษา

42. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ หญงิ สดุ เจา้ จอมมารดาฉิมใหญ่ ธดิ าพระยาพทั ลงุ
(ขนุ ) ปีมะแมเอกศก จ.ศ. 1161 สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 3 49 พรรษา

ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์และย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี ในขณะ
นั้นพระองค์มีพระชนมายุได้ 32 พรรษาและได้เข้าถวายตัวรับราชการในแผ่นดิน
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตามคาชกั ชวนของพระมหามนตรี (บุญมา) (ต่อมา คอื
สมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาสุรสิงหนาท) โดยทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งตงั้

ให้เปน็ "พระราช วรนิ ทร)์ " เจ้ากรมพระตารวจนอกขวา และทรงยา้ ยนวิ าสสถานมา

อย่ทู บี่ รเิ วณวัดบางหวา้ ใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ.
2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จข้ึนไปตีเมืองพิมายซึ่งมีกรมหม่ืนเทพพิพิธ
เปน็ เจา้ เมอื งพิมาย พระองค์และพระมหามนตรีไดร้ ับพระราชโองการให้ยกทัพรว่ มใน
ศึกครั้งน้ีด้วย หลังจากการศึกในครั้งนี้ พระองค์ทรงได้รับการเล่ือนบรรดาศักด์ิเป็น

"พระยาอภัยรณฤทธิ์" จางวางพระตารวจฝ่ายขวา เพื่อเป็นการปูนบาเหน็จที่มี

ความชอบในการสงครามคร้ังนี้

เจา้ พระยาจกั รแี ขก

หลังจากสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชยกทัพข้ึนไปปราบเจา้ พระฝางสาเรจ็ แลว้
มพี ระราชดาริว่าเจา้ พระยาจักรแี ขก นั้นมแิ กล้วกลา้ ในการสงคราม ดังน้นั จงึ โปรดตัง้

พระองคข์ นึ้ เปน็ "พระยายมราช" เสนาธิบดกี รมพระนครบาล โดยใหว้ า่ ราชการท่ีสมุห

นายกด้วย เม่ือเจ้าพระยาจักรีแขกถึงแก่กรรมแล้ว พระองค์จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ

ให้เล่ือนบรรดาศักด์ิเป็น "เจ้าพระยาจักรี" อัครมหาเสนากรมมหาดไทย พร้อมทั้ง

โปรดให้เปน็ แมท่ ัพเพ่อื ไปตกี รงุ กมั พชู า โดยสามารถตีเมืองพระตะบอง เมืองโพธิสัตว์
เมอื งบรบิ รู ณ์ และเมืองพุทไธเพชร (เมอื งบนั ทายมาศ) ได้

เมื่อส้ินสงครามสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้นักองค์รามาธิบดีไปครองเมือง
พุทไธเพชรให้เป็นใหญ่ในกรุงกัมพูชา และมีพระดารัสให้เจ้าพระยาจักรีและพระยา
โกษาธบิ ดีอย่ชู ่วยราชการที่เมอื งพุทไธเพชรจนกว่าเหตุการณจ์ ะสงบราบคาบกอ่ น

พระองค์เปน็ แมท่ พั ทาราชการสงครามกับพมา่ เขมรและลาว จนมีความชอบใน
ราชการหลายครั้ง ดังนั้น จึงได้รับการเลื่อนบรรดาศักด์ิเป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหา
กษตั ริยศ์ ึก พฤิ กมหิมา ทกุ นัครระอาเดช นเรศรราชสุริยวงษ์ องค์อรรคบาทมุลิกากร
บวรรัตนบรินายก" และทรงได้รับพระราชทานให้ทรงเสล่ียงงากลั้นกลดและมีเครื่อง
ยศกากับ

พ.ศ. 2323 เสดจ็ ไปปราบเขมร เปน็ ครั้งสุดทา้ ยในราชการสงครามในฐานะทเี่ ปน็
ทีพ่ ระองค์ทรงเปน็ ทหารเอกของพระเจา้ ตาก

ภาพท่ีพระราชวงั บางปะอนิ พระนครศรอี ยธุ ยา สมเด็จเจา้ พระยามหากษตั รยิ ์
ศกึ (รชั กาลท1ี่ ) กลบั จากราชการทพั เมอื งเขมร

สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับจากเขมรมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันท่ี 6
เมษายน พ.ศ. 2325 เพอื่ แกป้ ัญหาบ้านเมือง “...เจ้าพระยามหากษัตรยิ ์ศกึ ทราบข่าว
มกี ารกบฎเกดิ ขน้ึ ในกรงุ ธนบรุ ี ไดข้ ่าวว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินถกู จับและถกู บงั คบั ให้
ผนวชเปน็ พระภิกษุ ท่านจึงให้คนสนิทถือหนงั สอื ไปถงึ เจา้ พระยาสุรสหี ใ์ หเ้ ขา้ ลอ้ มกรม
ขุนอิทรพิทักษ์ ราชโอรสของของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งต้ังทัพอยู่ที่เมืองพุธไธ
เพชร อย่าให้รู้ความ และให้พระยาธรรมาซ่ึงตั้งทัพอยู่ท่ีเมืองกาแพงสวายจับกรมขุน
รามภูเบศร์ราชนดั ดาของสมเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบุรไี วเ้ สีย แลว้ ทา่ นจงึ เลิกทัพจากเขมร
...” นีค่ ือขอ้ ความทีบ่ รรยายเหตุการณท์ ่ีเกดิ ขึน้ ใน “แผ่นดนิ พระเจ้าตาก”

พระบรมสาทสิ ลกั ษณส์ มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ

พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงการเดินทางกลับของเจ้าพระยา
มหากษตั รยิ ศ์ ึก “วา่ ณ วนั เสาร์ แรม 9 คา่ เดอื น 5 เพลา 2 โมงเช้า พระพทุ ธยอดฟ้า
จุฬาโลกฯ ขณะดารงตาแหนง่ เปน็ เจ้าพระยามหากษตั ริยศ์ ึก ไดท้ ัพจากเมืองเสยี มราฐ
เขมร กลับมาที่กรุงธนบุรี ประทับ ณ พลับพลาหน้าวัดโพธาราม ฝ่ายข้าทูลละอองฯ
ผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันไปเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่งกราบ...”ถึงตอนน้ี พระราช
พงศาวดารฉบบั พระราชหัตถเลขาเล่าว่า พระยาสุริยอภัยให้สึกเจ้าแผ่นดินออก แล้ว
พนั ธนาการด้วยเคร่อื งสงั ขลกิ พันธ์

พงศาวดารฉบับพันจันทนมุ าศเขียนความต่อจากตอนทเ่ี จา้ พระยาจกั รี...ขา้ มมา
พระราชวงั สถติ ณ ศาลาลกู ขุนวา่ “...มีหมพู่ ฤฒามาตยเ์ ข้าเฝา้ พรอ้ มกนั จงึ มพี ระราช
บริหารดารัสปรึกษาว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินอาสัตย์และสุจริตธรรมเสีย ประพฤติการ
ทุจริตฉะนี้ก็เห็นว่าเป็นเส้ียนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ขอให้
ปรวิ รรตออกประหารเสีย...”

ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหตั ถเลขา บันทกึ เหตกุ ารณ์วา่ “เจ้าพระยา
มหากษัตริย์ศึกได้ปรึกษากับพวกหมู่มุขอามาตย์ว่า เม่ือพระเจ้าแผ่นดินเป็นอาสัตย์
อาธรรมดังน้ีแล้ว จะคิดอ่านประการใด เหล่าเสนาอามาตย์ต่างพร้อมใจกัน เห็นว่า
เป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่ในแผ่นดินจะละไว้เสียมิได้ ควรจะให้สาเร็จโทษเสีย
แลเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกล่าวว่า... “เป็นเจ้าแผ่นดินใช้เราเป็นไปกระทาการ
สงครามไดค้ วามลาบาก กินเหง่อื ตา่ งน้า เราก็อุตสาหะกระทาการศกึ มไิ ดอ้ าลยั แกช่ วี ติ
คิดแต่จะทานุบารุงแผ่นดินให้สินเสี้ยนหนาม จะให้สมณพราหมณ์และไพร่ฟ้า
ประชากรอยเู่ ยน็ เป็นสุขส้ินด้วยกัน ก็ไฉนอยู่ภายหลัง ตัวจึงนาบุตรภรรยาเรามาจอง
จาทาโทษ แล้วโบยตพี ระภกิ ษุสงฆ์ และลงโทษแกข่ า้ ราชการและอาณาประชาราษฎร
ทุกเส้นหญา้ ทั้งพระพทุ ธศาสนาก็เสอ่ื มทรดุ เศรา้ หมองดุจเมอื งมจิ ฉาทิฐิ จึงมีรับส่ังให้
เอาตวั ไปประหารชวี ิตสาเรจ็ โทษเสยี ...”

การประหารชวี ติ ในอดตี ของไทย

เพชฌฆาตกบั ผคู้ มุ ก็ลากตัวพระเจา้ ตากขน้ึ แครห่ ามไปกับทั้งสังขลกิ พนั ธนาการ
เจ้าตากจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราส้ินบุญจะถึงท่ีตายอยู่แล้ว ช่วยพาเราไปหา
ท่านผู้สาเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคา ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ณ ศาลา
ลูกขนุ (เจ้าพระยามหากษตั รยิ ์ศึก) ไดท้ อดพระเนตรจึงโบกพระหัตถ์มิให้นาเข้าเฝ้า ผู้
คมุ และเพชฌฆาตก็หามออกไปยังนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธ์“สมเด็จ
พระเจา้ ตากสนิ ทรงถูกสาเร็จโทษตามคาสั่ง “ประหาร” ในเช้าวันเสาร์ เดือน 5 แรม
9 ค่า ปขี าล จัตวาศก จลุ ศกั ราช 1144 ตรงกับวนั ที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 อยใู่ นราช
สมบัติ 14 ปี 4 เดอื น”เป็นการสาเรจ็ โทษตามคาส่งั “ประหาร” การสิ้นพระชนม์ของ
พระองค์ตามคาสั่งประหาร ในคร้ังน้ียังเป็นการใช้ดาบตัดพระเศียรเหมือนนักโทษ
ร้ายแรงช้ันสามัญชนและเจ้าตากขณะเม่ือสิ้นบุญถึงทาลายชีพนั้น อายุได้ส่ีสิบแปดปี
เจ้าพระยามหากษตั รยิ ศ์ ึก มรี ับสัง่ ให้เอาศพไปฝังไว้ ณ วดั บางย่ีเรอื ใต้

เหตุใดพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ข้ึนครองราชย์
กุมอานาจโดยเด็ดขาด

“พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ”
ภาพเขยี นโดย อาจารยเ์ ฉลมิ นาครี ักษ์ ภาพน้ีอย่ทู ีอ่ าคารรัฐสภา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นแม่ทัพมีความชอบใน
การสงครามหลายครั้ง ทาใหส้ ั่งสมฐานอานาจขึ้นมาตามลาดับ จนได้เป็นสมุหนายก
แลว้ ได้เป็น "สมเด็จเจา้ พระยามหากษัตรยิ ศ์ ึก" (พงศาวดารฉบบั เก่าเขียนว่าเป็นเพียง
'เจา้ พระยา' มีหลักฐานว่าก่อนรัชกาลที่ 4 ว่า 'สมเด็จเจ้าพระยา' อาจเป็นคาลาลอง
สาหรบั เจา้ พระยาทีไ่ ด้รบั เกียรติยศเปน็ พเิ ศษ) มอี ิสรยิ ยศเสมอเจ้าต่างกรมสูงกว่าขุน
น า ง ทั้ ง ป ว ง น อ ก จ า ก น้ี ยั ง มี ส ถ า น ะ เ ป็ น พ ร ะ สั ส สุ ร ะ ( พ่ อ ต า ) ด้ ว ย
การเป็นท้ังแม่ทัพและเป็นสมุหนายกที่ดูแลกรมมหาดไทยท่ีเป็นกรมใหญ่ที่ดูแลหัว
เมืองฝา่ ยเหนอื ทาให้มีอานาจและไพรพ่ ลในสงั กัดมา อาจเพราะเหตนุ ีจ้ ึงดงึ ดดู ใหข้ นุ

นางอื่นๆ เข้ามาสร้างเครือข่ายเก่ียวดองทางอานาจ ซ่ึงพบหลักฐานว่ารัชกาลท่ี 1 มี
การเก่ียวดองผ่านการแต่งงานกับกลุ่มขุนนางครั้งกรุงเก่ารวมไปถึงจากเจ้าประเทศ
ราช และยังมขี า้ ราชการในสังกดั มหาดไทยหลายคนที่มีส่วนในการยึดอานาจพระเจ้า
กรงุ ธนบรุ ดี ว้ ย บวกกบั บรรดาศักดิ์ท่ีสูงกว่าขุนนางอื่น ทาให้รัชกาลท่ี 1 กลายเป็น
เสนาบดีท่มี ีอานาจบารมสี ูงสุดในชว่ งปลายรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี

อาจารยน์ ิธิ เอยี วศรวี งศ์
อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ว่ารัชกาลที่ 1 เปรียบเสมือนกับศูนย์กลาง
อานาจของขุนนางกรุงเก่าในเวลานั้น มีการศึกษาด้วยว่า อานาจของพระเจ้ากรุง
ธนบรุ ีน่าจะนอ้ ยลงในปลายรัชกาล เพราะเดิมนโยบายการปกครองของพระเจ้ากรุง
ธนบุรีคือทรงแต่งตั้งข้าหลวงเดิมท่ีทรงไว้ใจใช้สอยมาตั้งแต่แรกไปปกครองหัวเมือง
ฝ่ายเหนือ เช่น เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าพระยาสวรรคโลก เจ้าพระยาอนุรักษ์ภูธร พระ
ยาสุโขทัย (พระเชียงเงินท้ายน้า) พระยาพิชัยดาบหัก ขุนนางกลุ่มนี้หลายคนมี
บรรดาศักด์ิ “เจา้ พระยา” ในขณะที่อัครมหาเสนาบดีหรือจตุสดมภ์ในกรุงมักเป็นแค่

“พระยา” และมไี พร่พลในสงั กดั มากกวา่ เปน็ ไปไดว้ า่ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ อี าจตอ้ งการ
ลดจากัดอานาจเสนาบดีในกรุงท่ีเป็นขุนนางเก่ามาก่อน และไม่ได้เป็นข้าหลวงเดิมที่
ทรงไว้วางพระทัย แต่เม่ือเวลาผ่านไปขุนนางท่ีเป็นข้าหลวงเดิมเร่ิมล้มตายกันไป
จนกระทั่งศกึ อะแซหวนุ่ กี้ทาให้ต้องทิ้งร้างหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทาให้ไพร่พลในหัวเมือง
ฝา่ ยเหนอื จงึ ถกู กวาดตอ้ นมายังภาคกลางมากขึ้น ทาให้อานาจในการบัญชาการไพร่
จึงตกมาอยู่ท่ีขุนนางส่วนกลาง อาจเป็นสาเหตุหนึ่งท่ีทาให้รัชกาลท่ี 1 มีอานาจมาก
ขึน้ อกี ท้ังเจา้ พระยาสุรสีห์เจ้าเมืองพิษณุโลกซ่ึงเป็นเมืองเอกของหัวเมืองเหนือก็เป็น
พระอนุชาของรชั กาลท่ี 1 เอง

มีกรณีน่าสนใจท่ีน่าจะบ่งบอกถึงอานาจบารมีของรัชกาลที่ 1 ในช่วงปลาย
รชั กาลคอื เมือ่ เจา้ จอมมารดาฉมิ ใหญพ่ ระธดิ าของรัชกาลท่ี 1 ประสตู ิพระโอรสคอื เจา้
ฟา้ สพุ นั ธวุ งษ์ ปรากฏหลกั ฐานในจดหมายเหตุความทรงจากรมหลวงนรินทรเทวีว่ามี
การ “ประโคมแตรสังข์ล่ันฆ้องไชย” ซึ่งจะใช้เม่ือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าเท่านั้น

ท้ังท่ีรัชกาลท่ี 1 ทรงเป็นสามัญชน แต่พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกให้เจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์
เป็นเจ้าฟา้ แต่กาเนิด นอกจากนใ้ี นงานศพเจา้ จอมมารดาฉมิ ใหญก่ ใ็ หท้ าเมรชุ นั้ เจา้ ฟา้
เชน่ เดยี วกัน ซึ่งก็เหมือนกับจะเป็นการบอกวา่ เปน็ การใหเ้ กยี รตริ ัชกาลท่ี 1 ผูเ้ ปน็ บิดา
เสมอ “เจ้า” (ดังท่ีเห็นว่าก่อนหน้านั้นให้เล่ือนเป็น ‘สมเด็จเจ้าพระยา’) และใน
สงครามไปตีกมั พชู าครั้งสดุ ทา้ ยในรัชกาล พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ที รงตอ้ งการใหเ้ จา้ ฟา้ กรม
ขุนอินทรพิทักษ์ พระโอรสครองราชย์ในกรุงกัมพูชาต่อไป แทนท่ีจะให้เสวยราชย์ใน
กรุงธนบุรี ทั้งน้ีมีสันนิษฐานว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องการให้เจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์ได้
ครองราชสมบัตใิ นกรงุ ธนบรุ ีแทน มีการวเิ คราะหว์ า่ ทงั้ การเลอื่ นบรรดาศกั ด์ และการ
วางตัวเจ้าฟ้าสุพันธวงศ์ให้รับราชสมบัติ เป็นรูปแบบหนึ่งของประนีประนอมทาง
อานาจ โดยอาจเพราะพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตระหนักว่ารัชกาลที่ 1 มีฐานอานาจ
บารมีมากข้ึนเรอ่ื ยๆ จนอาจเปน็ ภัยคุกคามกบั พระองค์ได้

ช่วงการเกิดจลาจลท่ีธนบรุ ี (พระราชพงศาวดารท่ชี าระในสมยั รตั นโกสนิ ทรอ์ า้ ง
วา่ จลาจลดงั กลา่ วเกิดจากการเมอื งของพระเจ้ากรุงธนบรุ ีอยา่ งกรณพี นั ศรพี นั ลา การ
ลงโทษพระราชาคณะ กรณีพระยาวิชิตณรงค์ข้าหลวงไปขูดรีดที่กรุงเก่า) สมเด็จ

เจา้ พระยามหากษัตริย์ศึกเป็นจอมพลทัพหลวงยกไปตีกัมพูชา จึงน่าจะมีกาลังทหาร
มากทส่ี ดุ ในตอนน้ัน นอกจากนยี้ ังมีกองกาลงั ของพระยาสรุ ิยอภยั (ทองอนิ ) เจ้าเมือง
นครราชสีมาผเู้ ปน็ หลานคอยคมุ เชงิ อีกด้วย เมื่อเกิดเหตุจลาจล พระเจา้ กษตั รยิ ์ศกึ ให้
พระยาสุริยอภัยคุมกาลังลงไปธนบุรีก่อน แล้วจะยกทัพตามไป ส่วนตัวสมเด็จ
เจ้าพระยามหากษตั รยิ ศ์ ึกเองกท็ รงดาเนนิ การโดยการรว่ มมอื กบั เขมรและญวนใหก้ รม
ขุนอินทรพิทักษ์กับกรมขุนรามภูเบศซ่ึงร่วมทัพมาด้วยกันไม่ให้กีดขวางพระองค์ได้

"ฝ่ายเจ้าพญามหากระษัตรศึก เมื่อให้พญาสุริยอะไภยมาแล้ว จ่ึงแต่งหนังสือ
บอกข้อราชการแผ่นดินอันเปนจลุ าจล ใหค้ นสนิจถือลงไปแจง้ แก่เจา้ พญาสรุ ศรี ซ่งึ ลง
ไปต้ังทับอยู่ ณะ เมืองพนมเปน ให้กองทับเขมรพญายมราช เข้าล้อมกรมขุนอินทร
พักษ์ไว้อย่าให้รู้ความ แล้วให้เลิกทับกลับเข้าไป ณะ กรุงโดยเรว แล้วให้บอกไปถึง
พญาธารมา ซง่ึ ต้ังทับอยู่ ณะ เมอื งกาพงสวาย ให้จับกรมขุนรามผู้เบศจาครบไว้ แล้ว
ให้เลีกทับตามเข้ามา ณะ กรุงธนบูรี" - พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์
วัดพระเชตุพน ณ วัน 2ฯ6 ค่า เพลา 5 โมงเช้า เจ้าพญาศรศรีซึ่งเปนสมเดจ์พระ
อะนชุ าธิราช ลา่ ทบั มาจากกรงุ กาภชู าธิบดี กราบทลู วา่ กรมขนุ อินทรพิทกั ษ ขนุ ฉะนะ
ต้ังอยู่เกาะพนมเพง 2000 ให้เขมร 30000 ญวน 8000 ล้อมไว้ คร้ัน ณวัน 1ฯ6 ค่า

สมเดจ์พระอะนุชาธิราชจ่งึ ชมุ พล 6000 เศศแยกกนั ออกเปนหลายกอง ไปล้อมจบั ขุน
อนิ ทรพทิ กั ษ์ ได้ท่ตี าบลเฃาน้อยไกล้ปัถะหวีทั้งขุนชะนะและพักพวกเปน 7 คนกุมลง
มาณกรุงธณบูรีย์" - พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม
นอกจากนีย้ งั มกี ล่มุ ทอ่ี ยู่ในเครอื ขา่ ยของรัชกาลที่ 1 รวมตัวกันหาสมัครพรรคพวกจะ
มาตีกรุงธนบรุ ี เชน่ กลมุ่ ของเสมยี นป่นิ (ไดเ้ ล่ือนเป็นเจ้าพระยาพลเทพสมัยรัชกาลที่
1) กล่มุ ของนายบุญนากบ้านแม่ลา (ไม่ได้เกี่ยวกับตระกูลบุนนาค) ขุนชนะ ขุนสุระท่ี
กรุงเก่า ซึง่ เตรียมการจะยกรัชกาลที่ 1 เป็นกษัตริย์แทน ได้สังหารพระยาวิชิตณรงค์
ข้าหลวงท่ีมารีดทรัพย์ในกรุงเก่า แล้วรวบรวมกาลังจะไปตีเมืองธนบุรีเป็นกลุ่ม
แรก นอกจากน้ีพระยาสรรค์ท่ีพระเจ้ากรุงธนบุรีส่งมาปราบกบฏแปรพักตร์ ทาให้
กาลงั ของกบฏเพิม่ ข้นึ

พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี

การที่กบฏสามารถตีธนบุรีได้ไม่ยากเย็นส่วนหนึ่งก็คงเพราะพระยาสรรค์หัก
หลังพระเจ้ากรุงธนบุรี นอกจากน้ีคงเพราะกองกาลังส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปตีเขมร
หมดแล้วทาให้ไม่มีกาลังป้องกันเมืองได้มากพอ ดังระบุในจดหมายเหตุความทรงจา
กรมหลวงนรินทรเทวีวา่ "ผู้คนบางเบาร่วงโรยนัก" พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ีเองคงจะยอมรับ
ว่าทรงสไู้ มไ่ ด้จึงรบั สง่ั กบั พระยารามัญวงศ์ พระยามหาอามาตย์ พระยาธิเบศร์ท่ีตอน
แรกจะสู้ตายกับพวกกบฏว่า "สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย"แต่รัชกาลที่ 1
ไมไ่ ด้ข้นึ ครองราชย์โดยสะดวก เดมิ เมือ่ พระยาสรุ ยิ อภยั มาถงึ กรงุ ธนบรุ ไี ดท้ าขอ้ ตกลง
กับพระยาสรรค์ว่าจะรอรัชกาลที่ 1 กลับมาครองราชย์ แต่ระหว่างนั้นพระยาสรรค์
เกิดกลับใจมารบกลางเมืองกับพระยาสุริยอภัย (พระราชพงศาวดารระบุว่าพระยา
สรรค์จะเอาราชสมบัติเอง) จึงปล่อยพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม มา
ช่วยรบ นอกจากนี้ขุนนางธนบุรีท่ีเคยต้านพระยาสรรค์มาก่อนอย่างพระยามหา
อามาตย์ พระยารามัญวงศ์ก็กลบั ใจมาช่วยพระยาสรรคเ์ ชน่ เดยี วกนั จงึ มกี ารวเิ คราะห์
วา่ แทจ้ ริงพระยาสรรค์อาจยังภักดีต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือไม่ก็อาจหวังใช้ผู้ที่ภักดี
พระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นเครื่องมือชิงอานาจกับรัชกาลท่ี 1แต่สุดท้ายพระยาสุริยอภัย
เป็นฝา่ ยชนะ

กรมขุนอนุรักษ์กับข้าหลวงพรรคพวก 40 กว่าคนถูกจับ หลายคนเป็นขุนนาง
ผู้ใหญ่เป็นคนท่ีอยู่ข้างพระเจ้ากรุงธนบุรีมาก่อนอย่างพระยารามัญวงศ์ พระยามหา
อามาตย์ พระมหาเทพเหนือ หลวงคชศักดิ์ ราชรินทรเ์ หนอื ถกู จบั ไปประหารท้ังหมด
เว้นแต่กรมขุนอนุรักษ์สงซึ่งให้การซัดทอดพระยาสรรค์ พระยามหาเสนา พระยา
รามัญวงศ์ พระยาวิชิตณรงค์ หลวงพัศดีกลาง ต่างถูกประหารทั้งหมดนอกจากน้ีเม่ือ
เจ้าพระยาสุรศรีกลับมาแล้วและได้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็ "ดารัส
ปรึกษาราชการแผน่ ดนิ ดว้ ยกันแล้ว เสด็จออกจากทเ่ี ฝา้ ใหต้ ารวจไปจับตัวขา้ ราชการ
ทั้งปวง บรรดาที่มีความผิดขุ่นเคืองกับพระองค์มาแต่ก่อน ให้ประหารชีวิตเสียสิ้นท้ัง
แปดสบิ คนเศษ"ภายหลังเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ถูกจับกลับมาจากเขมร รัชกาลท่ี
1 จะทรงเลี้ยงไว้เพราะเห็นว่าไม่มีความผิด แต่กรมขุนอินทรพิทักษ์ขอตายตามบิดา
เลยถกู ประหารพร้อมพระยากาแหงสงครามเจ้าเมืองนครราชสีมาคนเก่า บรรดาพระ
เจ้าลกู เธอผ้ชู ายทีโ่ ตๆของพระเจา้ กรงุ ธนบุรีก็ถูกจบั สาเรจ็ โทษหมด แล้วก็รวมพระยา
พิชัยดาบหักที่ขอตายตามพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย รวมๆแล้ว ขุนนางธนบุรีท่ีถูก
ประหารชีวิตก็น่าจะเกือบ 150นอกจากน้ีตาแหน่งข้าราชการทั้งวังหลวง วังหน้า หัว
เมืองถูกเปลี่ยนแทบทั้งหมดซ่ึงรวมๆแล้วก็หลายร้อยตาแหน่ง เสนาบดีที่ขึ้นมาใหม่
ส่วนใหญแ่ ลว้ กเ็ ป็นข้าหลวงเดมิ ของรชั กาลท่ี 1 กับกรมพระราชวงั บวรฯ หรอื ไมก่ เ็ ป็น
คนทีม่ คี วามชอบในการตีกรุงธนบุรีอยา่ งหลวงสรวชิ ติ (ภายหลงั คอื เจา้ พระยาพระคลงั
(หน) ท่ีคอยสง่ ข่าวให้รัชกาลที่ 1 หรือนายบุญนากบ้านแม่ลา หลวงชนะ หลวงสุระที่
เป็นต้นคิดยกกาลังมาตีกรุงธนบุรีล้วนได้เลื่อนเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ท้ังสิ้น ข้าหลวงเดิม
ของพระเจ้ากรุงธนบุรีถ้าไม่ถูกประหารก็คงจะถูกปลดออกหมดตามสภาพปกติเวลา
เปล่ียนราชวงศใ์ หม่ซึ่งคงไม่เอาคนที่ยากแก่การไว้ใจมาใช้สอยครบั ดงั นน้ั แล้วเม่อื กลุ่ม
การเมืองของพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกกาจัดเกือบหมดแล้ว จึงทาให้รัชกาลที่ 1 ทรง
อานาจไดอ้ ย่างสมบรู ณ์ และคงไมม่ ี “ผูม้ อี านาจในสมัยนั้น” ทจี่ ะมอี านาจบารมเี สมอ
รัชกาลท่ี 1 ไมม่ ี

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ปราบดาภเิ ษกขน้ึ ครองราชย์

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช
หลังจากนั้นในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 หลังจากท่ีพระองค์ทรงปราบปราม
กบฏเรียบร้อยแล้ว ทางอาณาประชาราษฎร์ได้อัญเชิญเสด็จข้ึนปราบดาภิเษกเป็น
ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ขณะท่ีมีพระชนมายุได้ 46 พรรษา เม่ือพระองค์
ปราบดาภิเษกข้นึ เปน็ ปฐมกษัตรยิ ์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว พระองค์มีพระนามตามจารึก
ในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรม
มหาจักรพรรดิราชาธบิ ดนิ ทร์ ธรณินทราธิราช รตั นากาศภาษกรวงษ์ องค์บรมาธิเบศ
ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไศรย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิ
เบนทร์ สุริเยนทราธิบดนิ ทร์ หรหิ รินทราธาดาธิบดี ศรวี บิ ูลยคุณอกั นิษฐ ฤทธริ าเมศว
รมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชยพรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร ภูมินทรบรมาธิ
เบศโลกเชฐวิสุทธิ รัตนมกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่
หัว"

เน่ืองจากพระปรมาภิไธยที่จารึกลงในพระสุพรรณบัฏนี้เป็นพร ะปรมาภิไธย
เดยี วกบั พระมหากษตั ริย์แหง่ กรุงศรีอยุธยา 3 พระองค์ ได้แก่ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่
1 (พระเจ้าอ่ทู อง), สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีท่ี 2 (พระเชษฐา) และสมเด็จพระรามาธิบดีที่
3 (สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช) ดงั นัน้ พระองค์จึงเปน็ "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 4"

พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจา้ อยหู่ วั โปรดใหอ้ อกพระนามรชั กาลที่ 1 ว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตามนามของพระพุทธรูปท่ีทรงสร้างอุทิศ
ถวาย และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เพิ่มพระปรมาภิไธยแก่สมเด็จ
พระบรมอัยกาธิราชจารึกลงในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชา
มหาจักรีบรมนารถ นเรศวราชวิวัฒนวงศ์ ปฐมพงศาธิราชรามาธิบดินทร์ สยามพิชิติ
นทรวโรดม บรมนารถบพิตร พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก"

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยูห่ วั

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการ
เฉลิมพระปรมาภิไธยอยา่ งสงั เขปวา่ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรี
บรมนาถ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก หรอื พระบาทสมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ 1

ในวาระการสถาปนากรงุ รตั นโกสนิ ทร์ครบรอบ 200 ปี รัฐบาลไดจ้ ดั งานสมโภช
กรุงรตั นโกสินทรข์ ้ึนเม่ือ พ.ศ. 2525 ในการน้ีรัฐบาลและปวงชนชาวไทยพร้อมใจกัน
เฉลิมพระเกียรติพระองค์โดยถวายพระราชสมัญญา "มหาราช" ต่อท้ายพระ
ปรมาภไิ ธย ออกพระนามวา่ "พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช"

เม่ือคร้ังท่ีทรงดารงตาแหนง่ หลวงยกบตั รเมืองราชบรุ ี พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสมรสกับคุณนาค ธิดาของคหบดีใหญ่ในตระกูลบางช้าง (ดู
ณ บางช้าง) โดยมีพระราชโอรสสองพระองค์หนีราชภัยมาต้ังถิ่นฐานท่ีแขวงบางช้าง
เมืองราชบุรี (ปัจจบุ นั คอื จังหวดั สมทุ รสงคราม) ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์ แม้จะมิได้
โปรดให้สถาปนายกย่องข้ึนเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่คน
ท้ังปวงก็เข้าใจว่าท่านผู้หญิงนาค เอกภรรยาด้ังเดิมนั้นเองท่ีอยู่ในฐานะสมเด็จพระ
อัครมเหสี จึงพากันขนานพระนามว่า สมเด็จพระพันวษา หรือสมเด็จพระพรรษา
ตามอย่างการขนานพระนามสมเด็จพระอัครมเหสีตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็

ตามสมเด็จพระพันวษาทรงมีอีกพระนามว่าสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
การสถาปนากรงุ รตั นโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรับส่ังย้ายราชธานีจากฝ่ังธนบุรี
มายงั ฝั่งกรงุ เทพฯ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์พระปฐมกษัตริย์แห่ง
พระบรมราชวงศ์จักรี โปรดเกล้าให้ย้ายที่ตั้งราชธานีมาอยู่ฝ่ังตะวันออกของแม่น้า
เจ้าพระยาแต่เพียงฝั่งเดียว ด้วยเหตุผลหลักหลายประการ ทางด้านยุทธศาสตร์
รูปลักษณะของพื้นท่ีฝ่ังตะวันออกคล้ายแหลมใหญ่ มีแม่น้าโอบล้อมทั้งทางทิศเหนือ
ทิศตะวันตก และทิศใต้ สว่ นทางทศิ ตะวันออกเปน็ ทร่ี าบล่มุ กว้างใหญ่ นบั เปน็ ชยั ภมู ทิ ่ี
ดีในการปอ้ งกนั ศึก ทางดา้ นถูมิศาสตร์ พนื้ ที่ฝงั่ ธนบุรี ถูกกัดเซาะจากกระแสน้าทไี่ หล
เช่ียวกรากมาทางเหนือ ทาให้ตล่ิงด้านตะวันตกทรุดพังทลายเร็วกว่าพ้ืนที่ฝ่ั ง
ตะวันออก ทางดา้ นการพฒั นาเมอื ง พนื้ ทฝ่ี งั่ ธนบุรีมจี ากัด มวี ดั ขนาบอยสู่ องดา้ น และ
มีการใช้ท่ีดินหนาแน่นมาก ทาให้การขยายตัวของเมืองในอนาคตเป็นไปได้โดยยาก
และพน้ื ทนี่ อกกาแพงเมืองฝง่ั ตะวันตกที่ไกลออกไปเต็มไปด้วยร่องสวนผลไม้ ในขณะ

ที่ฝั่งตะวันออกเป็นพ้ืนที่ท้องนา การพัฒนาเมืองกระทาได้ง่ายกว่าพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์พระปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี
โปรดเกลา้ ใหย้ ้ายท่ตี ้ังราชธานมี าอยฝู่ ง่ั ตะวนั ออกของแมน่ า้ เจา้ พระยาแตเ่ พยี งฝงั่ เดยี ว
ด้วยเหตุผลหลักหลายประการ ทางด้านยุทธศาสตร์ รูปลักษณะของพื้นท่ี ฝั่ง
ตะวนั ออกคลา้ ยแหลมใหญ่ มีแมน่ ้าโอบล้อมท้ังทางทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต้
ส่วนทางทิศตะวันออกเป็นท่ีราบลุ่มกว้างใหญ่ นับเป็นชัยภูมิท่ีดีในการป้องกันศึก
ทางด้านถูมิศาสตร์ พื้นท่ีฝั่งธนบุรี ถูกกัดเซาะจากกระแสน้าที่ไหลเช่ียวกรากมาทาง
เหนือ ทาให้ตลิ่งด้านตะวันตกทรุดพังทลายเร็วกว่าพ้ืนที่ฝ่ังตะวันออก ทางด้านการ
พฒั นาเมอื ง

พื้นท่ีฝ่ังธนบุรีมีจากัด มีวัดขนาบอยู่สองด้าน และมีการใช้ที่ดินหนาแน่นมาก
ทาให้การขยายตัวของเมืองในอนาคตเป็นไปไดโ้ ดยยาก และพน้ื ท่ีนอกกาแพงเมืองฝงั่
ตะวนั ตกท่ีไกลออกไปเต็มไปด้วยร่องสวนผลไม้ ในขณะที่ฝ่ังตะวันออกเป็นพ้ืนที่ท้อง
นา การพฒั นาเมอื งกระทาได้งา่ ยกวา่

สภาพการใช้ท่ีดินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยามิได้ว่างเปล่า หากแต่
เปน็ พนื้ ท่ีส่วนหนึง่ ภายในเขตกาแพงเมอื งของกรงุ ธนบรุ ี และเนอ่ื งจากพระบาทสมเดจ็
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงคุ้นเคยกับพ้ืนที่ฝั่งนี้มาต้ังแต่สมัยท่ีทรงดารงตาแหน่ง
เจา้ พระยาจกั รีในสมัยกรงุ ธนบรุ ี ด้วยทรงเปน็ นายงานรับพระบรมราชโองการสมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีในการบูรณะปรับปรุงพ้ืนท่ีพระนครทั้งสองฟากแม่น้าแล้วสร้าง
กาแพงเมืองและป้อมให้มั่นคงบริบูรณ์ดังกล่าวมาแล้ว ดังน้ันการที่ทรงสถาปนากรุง
รัตนโกสินทร์บนพ้ืนท่ีปัจจุบัน จึงมิได้เป็นการย้ายพระนครมาบนพ้ืนที่ว่างเปล่า
หากแต่เป็นพื้นที่ที่มีการใช้ท่ีดินค่อนข้างเบาบางกว่าทางฝั่งตะวันตก ลักษณะทาง
กายภาพของที่ดนิ ทางฝั่งตะวันออกกอ่ นปีพทุ ธศักราช 2325 นั้น คงเป็นเรือกสวนริม
แม่น้าและทุ่งนาท่ีเรียกว่า ทะเลตม ลึกเข้าไปในแผ่นดินกว้าง ชุมชนคงเกาะตัวริม
แม่น้าและลาคลองต่าง ๆ ซ่ึงขุดแยกเข้าไปหล่อเล้ียงนาข้าวและสวนผลไม้ภายใน
ส่งิ ก่อสร้างทส่ี าคญั ๆ ได้แกค่ ูเมอื ง และกาแพงเมอื งตามแนวคลองคูเมืองเดิม (ท่เี รียก
กันว่า คลองหลอดในปัจจุบัน) วัดโพธ์ิ และวัดสลัก (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลา
ราม และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิในปัจจุบันตามลาดับ) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้า
เจ้าพระยา นอกจากนี้ก็มีบ้านเรือนของพระยาราชาเศรษฐีและชาวจีนตรงบริเวณ
พระบรมมหาราชวงั ในปจั จุบนั และบ้านเรอื นของชาวญวนตรงบริเวณทา่ เตยี น

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จข้ึนครองราชสมบัติ
ได้ย้ายราชธานีจากกรงุ ธนบุรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ( วันอาทิตย์ เดือน 6
ข้ึน 10 ค่าปีขาล ) คือ ทาพิธียกเสาเอก " เสาหลักเมือง" กรุงเทพมหานครได้ลงมือ
ก่อสร้างอย่าง จริงจังเมื่อ พ.ศ. 2326 ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญ
รอด) กบั พระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองสร้างพระนครปัจจุบันกรุงเทพฯ มีชื่อเต็มว่า"
กรงุ เทพมหานคร บวรรตั นโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรี
รมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถานอมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยะวิษณุกรรม
ประสทิ ธ์ิ (สมยั รชั กาลที่4 เปล่ยี นบวรรัตนโกสินทร์ เปน็ อมรรัตนโกสนิ ทร์) ได้มผี แู้ ปล
นามกรุงเทพฯไว้ว่า หมายถึง “ พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นท่ีท่ีสถิตของ
พระแก้วมรกต เป็นมหานครท่ีไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันม่ังคงและเจริญยิ่ง
เป็นเมอื งหลวงท่ีบริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ย่ิง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โต
มากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซ่ึงท้าวสักกเทวราช
(พระอนิ ทร์) พระราชทานใหพ้ ระวษิ ณกุ รรมลงมาเนรมติ ไว้ ”

กรุงเทพมหานครฯหรือพระนครแหง่ ใหม่นใี้ ช้เวลาสร้าง 3 ปี มีการสร้างกาแพง
เมือง ปอ้ มปราการ วัดวาอาราม และพระทนี่ งั่ ต่างๆ ดงั นี้ พระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท
พระที่นงั่ พิมานรตั ยา พระท่นี ่งั จกั รพรรดพิ ิมาน พระที่น่งั ไพศาลทกั ษณิ พระทนี่ งั่ อมริ
นทรวนิ จิ ฉยั มไหสูณยพิมาน และพระทีน่ ั่งสุทธาสวรรย์ (เดิมช่ือพระที่น่ังสุทไธสวรรย์
ปราสาท) ฯลฯ ส่วนกาแพงพระนครมีความยาว 188 เส้นเศษ สูง 1.6 เมตร หนา
เกือบ 2 เมตร มีประตูใหญ่ 13 ประตูได้แก่ ประตู รัตนพิศาล พิมานเทเวศน์ วิเศษ
ไชยศรี มณีนพรัตน์ สวัสดิโสภา เทวาพิทักษ์ ศักดิ์ไชยสิทธ์ิ วิจิตรบรรจง อนงคารักษ์
พิทักษ์บวร สุนทรทิศา เทวาภิรมย์ และอุดมสุดารักษ์ และมี ป้อม 14 ป้อม ได้แก่
พระสุเมรุ /ยุคนธร /มหาปราบ /มหากาฬ /หมทู ะลวง(หมูหลวง) /เสือทะยาน /มหา
ไชย /จักรเพชร /ผีเสื้อ /มหาฤกษ์ /มหายักษ์ /พระจันทร์ /พระอาทิตย์ และอิสินธร
โปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังทานองเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยกรุง
ศรีอยุธยา เปน็ ที่ประดิษฐานของพระแกว้ มรกต พระพทุ ธรูปคบู่ ้านคู่เมอื งของไทย

สาเหตทุ ยี่ ้ายราชธานี

แผนทกี่ รงุ เทพฯ กรงุ ธนบุรี
1. เหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เน่ืองจากกรุงธนบุรีต้ังอยู่บนสองฝั่งแม่น้า ทาให้
การลาเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก ฝั่งกรุงเทพฯมี
ลกั ษณพ์ น้ื ทค่ี ลา้ ยแหลมใหญ่ โอบด้วยแมน่ า้ ท้ังสามทิศ และมีทะเลทางทิศตะวันออก
เหมาะสาหรับเป็นชยั ภมู ทิ ปี่ อ้ งกันขา้ ศกึ ไดอ้ ย่างดเี ลศิ ทั้งทางน้าและทางบก
2. เหตุผลทางดา้ นภูมศิ าสตร์ ฝงั่ ธนบรุ ีเป็นฝ่งั โค้งด้านนอกของแมน่ ้าท่ไี หลเชยี่ ว
จากทางเหนอื จึงทาใหต้ ลง่ิ ทรดุ พงั เรว็ กว่าฝงั่ ตรงกันข้าม
3. เหตุผลในการพฒั นาเมืองการใช้ทด่ี ินฝั่งธนบรุ หี นาแนน่ มาก โดยเฉพาะในเขต
พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีน้ันเกือบจะขยายไม่ได้เลย เพราะถูก
ขนาบด้วยวัดแจ้งและวัดท้ายตลาด (วัดอรุณราชวราราม และวัดโมลีโลกยารามใน
ปัจจุบนั ตามลาดบั ) พ้ืนทสี่ ่วนใหญ่ทางตะวันตกเป็นสวนผลไม้ซ่ึงพัฒนายากกว่าพ้ืนท่ี
ท้องนาทางฝ่ังตะวันออก

วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม

การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เม่ือวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่า
เดือน 6 ปขี าล จ.ศ. 1144 ตรงกบั วนั ท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกลา้ โปรด
กระหม่อมให้สร้าง พระบรมมหาราชวัง สืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอาราม
หลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและ
พระบรมมหาราชวังเป็นการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม และศิลปกรรมดั้งเดิมของ
ชาติ ซงึ่ ปฏิบตั ิกนั มาต้งั แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยุธยา และได้พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่
นีว้ ่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสนิ ทร์ มหนิ ทรายทุ ธยา มหาดลิ กภพ นพรัตนราช
ธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะ

วิษณุกรรมประสิทธ์ิ" นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าโปรดประหม่อมให้สร้างส่ิงต่างๆ อัน
สาคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนนและสะพานต่างๆ
มากมาย
วัดพระเชตพุ นวิมลมงั คลารามเป็น วดั ประจารชั กาลที่ 1

วดั พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เดิมช่ือวัดโพธาราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างแต่สมัย
กรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเพทราชา รัชกาลท่ี 1ให้บูรณะปฏิสังขรณ์อยู่นานถึง 12 ปี
แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ” (รัชกาลท่ี 4 ได้
เ ป ลี่ ย น จ า ก ว า ส เ ป็ น ร า ม ) ถื อ เ ป็ น วั ด ป ร ะ จ า รั ช ก า ล ที่ 1
วัดมหาธาตุ เดิมชื่อวัดสลัก มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน สมเด็จกรมพระราชวัง
บวรมหาสุรสงิ หนาทพระราชทานนามให้ว่า “ วัดนิพพานาราม ” คร้ันเม่ือมีการสังค
ยานาพระไตรปิฎกปีพ.ศ. 2331 และได้สร้างมณฑปประดิษฐานพระไตรปิฎก จึง

เปลย่ี นช่ือเป็น “ วดั พระศรสี รรเพชญ์ ” เม่ือกรมพระราชวังบวรฯทิวงคต รัชกาลที่ 1
ได้พระราชทานนามใหม่ใหว้ ่า “ วดั มหาธาตรุ าชวรมหาวิหาร ” ต่อมาในสมยั รชั กาลท่ี
5 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่และพระราชทานนามให้ว่า “ วัดมหาธาตุยุวราช
รังสฤษฎ์ิราชวรมหาวหิ าร

วดั สทุ ศั นเทพวราราม
วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดท่ีรัชกาลท่ี 1 โปรดให้สร้างข้ึนเมื่อพ.ศ. 2350
เพ่ือให้เป็นวดั กลางเมอื งเช่นเดียวกับวัดพนัญเชิงสมัยกรุงศรีอยุธยา และโปรดเกล้าฯ
ให้อญั เชิญพระศรีศากยมุนีจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานที่น่ี และรัชกาลท่ี 2 ได้ทรง
แกะสลกั บานประตูหนา้ พระวหิ ารไว้ดว้ ย วัดสระเกศ เดมิ ชอ่ื วัดสะแก เป็นวัดทร่ี ชั กาล
ที่ 1 ทรงทาพิธีสรงสนาน (สระหัว)ตามประเพณี ครั้นเม่ือเสวย์ราชย์แล้วจึงได้
พระราชทานนามใหม่ใหว้ ่า“วดั สระเกศ ”

พระราชลัญจกร

พระราชลัญจกรประจารัชกาลท่ี 1 เป็นตรารปู "ปทุมอุณาโลม" หรือ "มหาอุณา
โลม" หมายถงึ ตาท่สี ามของพระอิศวร ซ่ึงถือเปน็ ปฐมฤกษใ์ นการตั้งพระบรมราชจักรี
วงศ์ มีอกั ขระ "อุ" แบบอักษรขอมอยกู่ ลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบวั อนั เปน็ ดอกไม้ที่เป็น
สิริมงคลในพุทธศาสนาตราอุณาโลมที่ใช้ตีประทับบนเงินพดด้วงมีรูปร่างคล้ายสังข์
ทักษิณาวรรต หรือ สังข์เวียนขวา มีลักษณะเป็นม้วนกลมคล้ายลักษณะความหมาย
ของพระนามเดิมว่า "ด้วง" อยู่ในกรอบลายกนก เริ่มใช้เมื่อ พ.ศ. 2328 ในคราวพระ
ราชพธิ บี รมราชาภิเษก

พระพทุ ธรปู ประจาพระชนมวารและประจารชั กาล

พระพทุ ธรูปประจาพระชนมวาร พระพทุ ธรูปประจารชั กาล
พระพทุ ธรูปประจาพระชนมวารเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรตามวันพระบรม
ราชสมภพ สร้างราว พ.ศ.2410-2411 สร้างด้วยทองคา บาตรลงยา สร้างโดย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลถวายพระบรม
อยั กาธิราช สงู 29.50 เซนตเิ มตร ประดษิ ฐานในหอพระสรุ าลยั พิมาน
พระพทุ ธรปู ประจารัชกาล เป็นพระพุทธรปู ปางมารวชิ ยั ขดั สมาธเิ พชร ภายใต้
พระเศวตฉัตร 3 ชั้น สร้างราว พ.ศ. 2367-2394 หน้าตักกว้าง 8.3 ซ.ม. สูงเฉพาะ
องคพ์ ระ 12.5 ซ.ม. สูงรวม 46.5 ซ.ม. ประดิษฐานในหอพระสุราลัยพิมาน

พระราชกรณยี กจิ
ฟน้ื ฟขู นบประเพณี ตลอดจนศลิ ปกรรมและงานชา่ งฝีมอื ตา่ งๆ

เรอื พระทนี่ งั่ สพุ รรณหงส์
เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เม่ือเสด็จข้ึนครองราชย์สมบัติในปี 2325
ทรงต้งั พระราชปณธิ านท่จี ะฟื้นฟูขนบประเพณี ตลอดจนศิลปกรรมและงานช่างฝีมือ
ต่างๆ ให้กลับคืนดังเดิม ดังน้ันเรือพระราชพิธีจึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ และ
จัดสร้างขึ้นใหม่จากเดิมอีกหลายลาโดยเฉพาะเรือหลวงช่ือ “เรือพระที่นั่งสุพรรณ
หงส์” เพ่ือเป็นพระราชพาหนะและในการแห่พระพุทธรูปทางน้า ซึ่งเรือพระท่ีนั่ง
สุพรรณหงส์นี้ มีการจัดสร้างครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยาต้นรัชกาลพระมหา
จักรพรรดิ สาหรับการเสด็จพระราชดาเนินทางชลมารคสมัยรัชกาลที่ 1 น้ัน มีการ
กล่าวถึงเมื่อครั้งเสดจ็ ไปพระราชทานกฐนิ ทางชลมารค ณ วดั บางหว้าใหญ่ กบั วดั หงส์
ทรงใช้ขบวนเรือ และเรือพระท่ีน่ัง ได้แก่ เรือทรงพระกฐินใช้เรือพระท่ีนั่งใหญ่ แคร่
จตั ุรมุข เรือด้ังอาสาวิเศษ ซ้ายขวาชกั เรือพระกฐิน เรือพระที่น่ังทรง คือเรือพระที่น่ัง

ศรีสักหลาด เรือคู่ชัก 2 ลา คือเรือพระที่นั่งทองแขวนฟ้าของบ้านใหม่
กับของโพเรียง เรือด้ังนาเสด็จ 4 คู่ เรือตามเสด็จ นอกจากจะมีขบวนหลวงท่ีจัดเป็น
ขบวนกรีธาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท
และประชาราษฎร์ที่มีฐานะยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่างๆ เช่น ทาเป็นจระเข้
หอย ปลา และสัตว์น้าต่างมาสมทบเข้าขบวน เป็นขบวนนาและขบวนตามขบวน
หลวง เรอื บางลามีวงป่พี าทย์และการละเล่นตา่ งๆ ไปในเรือดว้ ยซง่ึ เรือดนตรใี นขบวน
น้ีมีมาแต่โบราณแล้วเพ่อื ให้ฝพี ายไม่เหนด็ เหนอื่ ยเรว็ แต่ใหม้ คี วามสนุกสานไปด้วย

วดั อนิ ทารามวรวหิ าร
นอกจากนี้ ในสมัยรชั กาลท่ี 1ยังพบวา่ มีการใช้ขบวนเรือในงานพระเมรุด้วย แต่
ไม่มากนัก เช่น งานพระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งรัชกาลท่ี 1 ได้
เสด็จโดยขบวนทางชลมารค ไปยังวัดยี่เรือ ปัจจุบัน คือ วัดอินทาราม ฝั่งธนบุรี
ประกอบด้วยเรือพระท่ีนั่งศรีสักหลาด เรือพระที่นั่งทองแขวนฟ้า บ้านใหม่ และเรือ
พระทนี่ งั่ ทองแขวนฟ้า โพเรียง

พระราชกรณียกจิ ดา้ นการชาระประมวลกฎหมาย

กฎหมายตราสามดวง
เมื่อปี พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาชาระกฎหมายท่ีมีอยู่ให้
ถูกต้องและสมบูรณ์ เพือ่ นามาใชเ้ ปน็ หลักการปกครองตอ่ ไป ซ่ึงกฎหมายทีช่ าระขึ้น
ใหม่มีช่ือว่า กฎหมายตราสามดวง มีความยาวเป็นสมุดยกแปด 3 เล่ม รวม 1,677
หน้า ใช้เวลาในการชาระ 11 เดือน ซ่ึงกฎหมายตราสามดวงน้ีได้ใช้มาอย่างยาวนาน
จนถงึ รชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั (รชั กาลท่ี 5) รวมระยะเวลา
131 ปี

พระราชกรณียกจิ ด้านการปกครอง

พระบรมรปู พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ประดษิ ฐาน ณ ปราสาทพระเทพบดิ ร

การปกครองสมัยนั้นแบ่งเป็นหัวเมืองช้ันในและช้ันนอก ตาแหน่งท่ีรองลงมา
จากพระมหากษัตริย์ คอื ตาแหน่งกรมพระราชวงั บวรสถานมงคล

ระบบการบรหิ ารมอี คั รเสนาบดี 2 ตาแหนง่ คือ สมหุ พระกลาโหม มหี น้าท่ี
ถวายคาปรึกษาแก่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั และสมหุ นายกมหี นา้ ทป่ี กครองดแู ล
ความสงบเรยี บรอ้ ยในพระนคร

เสนาบดีจตุสดมภ์ ดูแลด้านต่างๆ มี 4 ตาแหน่ง ประกอบด้วย

1.เสนาบดีกรมเมือง หรือ กรมเวียง มีตราพระยมทรงสิงห์เป็นตราประจา
ตาแหน่ง มีหน้าท่ีบังคับบัญชารักษาความปลอดภัยให้แก่ราษฎรท่ัวไปใน
ราชอาณาจกั ร

2. เสนาบดกี รมวัง มตี ราเทพยดาทรงพระนนทิกร(โค) เปน็ ตราประจาตาแหน่ง
มหี น้าทีบ่ ังคบั บญั ชาภายในพระบรมมหาราชวงั และพิจารณาความคดแี พง่

3. เสนาบดีกรมพระคลัง มตี ราบวั แก้วเป็นตราประจาตาแหนง่ มหี นา้ ทใี่ นการรบั
– จ่าย และเกบ็ รักษาพระราชทรพั ยท์ ่ไี ด้จากการเกบ็ ส่วยอากร รวมถึงบังคับบัญชา
กรมท่าและการค้าขายกับต่างประเทศ รวมถึงกรมพระคลังต่างๆ เช่น กรมพระ
คลังสินค้า

4. เสนาบดีกรมนา มีตราพระพิรุณทรงนาคเป็นตราประจาตาแหน่ง มีหน้าท่ี
บังคับบญั ชาเกี่ยวกับกจิ การไร่นาทั้งหมด


Click to View FlipBook Version