The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ฉบับปรับปรุง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-05-21 10:55:18

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ฉบับปรับปรุง)

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ฉบับปรับปรุง)

พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการฟน้ื ฟขู นบธรรมเนยี ม และศลิ ปกรรม

เครอื่ งราชปู โภค
ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีการฟื้นฟูขึน้ ใหม่ ไดแ้ ก่ พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก
พระราชพิธีศรี สัจจปานกาลถอื นา้ พระพพิ ัฒนส์ ัตยา พระราชพิธีอาพาธพนิ าศ(เปน็
พิธีเก่ียวกับการป้องกันโรคระบาดตามความเช่ือของสมัยก่อน) พระราชพิธีสถาปนา
เจา้ ประเทศราช พระราชพธิ ีผนวช พระราชพธิ ีโสกนั ต์ พระราชพธิ เี หลา่ นี้ นอกจากทา
เพ่ือความเป็นสิริมงคล ยงั เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ว่า บ้านเมอื งเข้าสสู่ ภาวะปกติแล้ว
นอกจากนี้ยังโปรดให้สร้างสิ่งของเคร่ืองใช้ประกอบพระเกียรติยศสาหรับ
พระมหากษตั รยิ ร์ วมเรยี กวา่ เคร่ืองราชูปโภค เป็นงานประณีตศิลป์ท่ีทรงคุณค่า เช่น
เครื่องเบญจราชกกุธภณั ฑ์ ไดแ้ ก่ พระมหาพชิ ัยมงกุฎ พระแสงขรรคช์ ยั ศรี ธารพระกร
ชัยพฤกษ์ พระแส้จามรีกับวาลวีชนี และฉลองพระบาทเชิงงอน เคร่ืองประดับต่างๆ
เช่น พระชฎากลีบ พระสังวาล พระมหาสังข์เครื่องสูง พระแสงราชศาสตราวุธ
พระโกศ เคร่ืองราชูปโภคดังกล่าว ปัจจุบันยังคงอัญเชิญมาใช้ในพระราชพิธีสาคัญ
เสมอ

พระราชกรณียกจิ ที่สาคัญในการทานุบารงุ พระศาสนา ไดแ้ ก่
การสังคายนาพระไตรปฏิ ก

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้มกี ารชาระพระไตรปิฎก แตท่ าไมส่ าเร็จเพราะ
สิน้ รชั กาลเสยี กอ่ น ในปี พ.ศ. 2331 รัชกาลที่ 1 โปรดให้ดาเนนิ การต่อ โดยมี สมเด็จ
พระสังฆราช ( ศรี ) เป็นประธาน ได้มีการคัดเลือกพระสงฆ์ท่ีมีความรู้ทางพระปริยัติ
ธรรม กับราชบัณฑิต มาช่วยกนั สงั คายนาพระไตรปิฎก ณ วัดพระศรีสรรเพชญ ( วัด
นิพพานาราม ) ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ( วัดสลัก ) เมื่อสังคายนา
พระไตรปิฎกเรียบร้อยแล้ว ได้โปรดให้คัดลอก สร้างเป็นพระไตรปิฏกฉบับหลวงขึ้น
เรียกว่า ฉบับทองใหญ่ แต่เดิมเรียก ฉบับทอง หรือฉบับทองทึบ เพราะปิดทองทึบ
ทั้งหมด แล้วนาไปไว้ในหอพระมณเทียรธรรม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมา
ภายหลังไดส้ รา้ งข้นึ อกี 2 ชดุ เรยี ก ฉบบั ทองชุบ และฉบบั รองทรง หรอื ฉบับข้างลาย
แล้วโปรดใหค้ ัดลอกแจกจ่ายไปตามวดั วาอารามต่าง ๆ

การกวดขนั สมณปฏบิ ตั ิ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาพระเถระชั้น

ผ้ใู หญ่ ให้ดารงสมณศักดิร์ ับผดิ ชอบศาสนาใหร้ ่งุ เรืองต่อไป และได้ทรงตราพระราช
กาหนดกฎหมายกวดขนั ความประพฤตขิ องพระสงฆ์ไวอ้ ย่างเคร่งครดั
การสรา้ งวดั และการบรู ณปฏิสงั ขรณ์

วดั พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม

วดั สวุ รรณดาราราม

การสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม เมื่อมีการสร้างพระนครขึ้นใหม่
รัชกาลที่ 1 ได้พยายามสรา้ งราชธานีให้เหมอื นกรุงศรอี ยุธยา แม้แตว่ ดั วาอารามกใ็ หม้ ี
ชอ่ื เหมอื นกับวดั ในสมยั อยธุ ยา อาทิ การสร้างวัดพระศรีรตั นศาสดาราม ให้อยู่ในเขต
พระราชฐานเป็นพุทธาวาส ก็เลียนแบบวัดพระศรีสรรเพชญ อยุธยาสร้างวัดมหาสุ
ทธาราม ( วัดสุทัศน์เทพวราราม ) เพื่อเป็นท่ีประดิษฐาน พระศรีศากยมุนี โดยสร้าง
เลียนแบบ วัดพนัญเชิง นอกจากวัดท่ีสร้างแล้วยังบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอ่ืน ๆ อีกมาก
เช่น วัดโพธาราม ได้รื้อของเดิมทั้งหมดแล้วสร้างข้ึนใหม่ เปล่ียนชื่อเป็น วัดพระเชตุ
พนวมิ ลมงั คลาวาส ภายหลังเปลี่ยนช่อื เปน็ วดั พระเชตุพนวิมลมังคลาราม ( วัดโพธ์ิ )
วัดนถ้ี อื ว่าเปน็ วดั ประจารชั กาลท่ี 1 วดั สระเกศวรวิหาร ( วดั สระแก ) วัดระฆังโฆสติ า
ราม ( วัดบางหว้าใหญ่ ) วัดยานนาวา ( วัดคอกกระบือ ) วัดสุวรรณาราม วัดพระ
พทุ ธบาท จงั หวัดสระบรุ ี วัดสวุ รรณดาราราม จงั หวัดอยธุ ยา วัดนถ้ี อื วา่ เปน็ วดั ประจา
ราชวงศ์จกั รี

การรวบรวมพระพุทธรปู โบราณ

พระศรสี กั ยมนุ ี หรอื พระศรีศากยมนุ ี (หลวงพอ่ โต)
พระประธานในพระวหิ ารหลวงวดั มหาธาตยุ ุวราชรงั สฤษฏ์ิ

พระพทุ ธสหิ งิ ค์

เน่ืองจากบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ มีพระพุทธรูปที่หล่อท้ิงไว้ กลางแดดกลางฝน
ตามวดั รา้ งต่าง ๆ มากมายไม่มีผู้ใดดูแลเอาใจใส่จึงโปรดให้อัญเชิญมาไว้ที่ กรุงเทพฯ
พระพุทธรูปสว่ นใหญน่ ามาประดิษฐานอยทู่ ี่ วัดโพธ์ิ พระพุทธรูปทส่ี าคัญ ท่ีอัญเชญิ มา
ได้แก่ พระพุทธสิงหิงค์ อัญเชิญมาจาก เชียงใหม่ มาประดิษฐาน ณ พระที่น่ังพุทไธ
สวรรย์ ในวังหนา้ พิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติในปจั จุบัน พระศรศี ากยมนุ ี อญั เชญิ มาจาก
วิหารหลวงวดั มหาธาตุ จังหวดั สุโขทยั มาประดษิ ฐาน ในวิหารหลวงวดั สุทศั น์ ฯ พระ
พุทธเทวปฏิมากร อัญเชิญมาจากวัดศาลาส่ีหน้า ( วัดคูหาสวรรค์ ) ธนบุรี มา
ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอโุ บสถ วดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม ( วดั โพธิ์ )

พระโลกนาถ
พระโลกนาถ อัญเชิญมาจาก วัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัดอยุธยา มา
ประดษิ ฐานในพระวิหารวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ( วัดโพธ์ิ ) พระศรีสรรเพชญ
อัญเชิญมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัดอยุธยาแต่เน่ืองจากเป็นพระพุทธรูปท่ี
ชารุดเพราะถูกพมา่ เผาเพอ่ื ลอกเอาทองไป จึงอัญเชิญมาบรรจุไว้ ในพระมหาเจดยี ์ ใน

วัดพระเชตพุ นวมิ ลมังคลามราม แลว้ พระราชทานนามว่า พระมหาเจดยี ศ์ รีสรรเพชญ
ดาญาณ ซึ่งถอื กันว่า เปน็ พระมหาเจดียป์ ระจารัชกาลที่ 1พระพทุ ธรปู ทส่ี าคัญอีกองค์
คือ พระแก้วมรกต ได้อัญเชิญ นอกจากนี้ ยังได้โปรดให้เลื่อนและตั้งสมณศักด์ิ
พระราชาคณะคนแก่พระสงฆ์ และทรงคุณธรรมไปประจาอยู่ตามพระอารามต่างๆ
และมคี วามเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ยสบื ต่อไป
ตรากฎหมายพระสงฆ์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ตรา
กฎหมายคณะสงฆ์ท่ีเรียกว่า กฎพระสงฆ์ ขึ้นในระหว่าง ปี พ.ศ.2344 – 2325 ดังท่ี
ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็นกฎหมายคณะสงฆ์
ชุดแรก ท่ีปรากฎหลักฐานอยู่ถึงปัจจุบัน ในการตรากฎหมายคณะสงฆ์โดยส่วนรวม
ทรงมพี ระราชประสงค์ท่สี าคญั คอื เพอ่ื ใหพ้ ระภิกษสุ งฆแ์ ละสามเณร ประพฤติปฏิบัติ
ตนเคร่งครัดในพระธรรมวนิ ยั ให้พระราชาคณะ เจา้ อธกิ าร และเจา้ หนา้ ทสี่ งั ฆการี ทา

การกากับดูแลและลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ตามสมควรแก่โทษหนักเบา
ทพ่ี ระพุทธเจา้ ได้ทรงบญั ญัติไว้ รวมทัง้ ท่ที รงตราไว้ในกฎพระสงฆ์นี้ด้วย นอกจากนั้น
ในแต่ละฉบบั จะทรงปรารภเหตุการณ์ทเ่ี กิดขึน้ เฉพาะกรณี ๆ ไป อันเปน็ สาเหตใุ หต้ ้อง
ตรากฎพระสงฆ์ฉบับนั้น ๆ ขน้ึ มา

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช
การทม่ี ีกฎพระสงฆข์ นึ้ มาน้ี สะท้อนใหเ้ หน็ เหตกุ ารณใ์ นคร้ังนนั้ โดยเรม่ิ จากการ
เสยี กรงุ ศรีอยุธยาครั้งท่ีสอง เมื่อปี พ.ศ. 2310 เกิดบ้านแตกสาแหรกขาด ประชาชน
พลเมอื งเกิดความระส่าระสายไปทวั่ ภิกษุ สามเณรประพฤตติ นย่อหยอ่ นในพระธรรม
วินัย ไม่เป็นที่ตั้งศรัทธาของประชาชนเช่นที่เคยเป็นมาในสมัยก่อน พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้า ฯ ในฐานะที่เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก จึงทรงเร่งรับฟ้ืนฟู
สถานภาพของพระพุทธศาสนาไปพร้อม ๆ กันกับที่ทรงเร่งรีบฟื้นฟูสภาพของ
บา้ นเมือง ให้พ้นจากจดุ วกิ ฤตโิ ดยเร็วทส่ี ุด

เงนิ ตรา

เงินพดดว้ ง
เงินตราท่ใี ช้กนั ในรชั กาลที่ 1 นนั้ ทาเปน็ เงินพดดว้ ง (เรียกกันอีกอยา่ งหน่ึง
ว่า “เงินกลม”) เช่นเดียวกับที่เคยใช้กันมาแต่ก่อนซึ่งมีอยู่ 4ขนาดด้วยกันคือ ชนิด
ราคา 1 บาท ชนิดราคา 2 สลึง ชนดิ ราคา 1 สลงึ และชนิดราคา 1 เฟื้อง ส่วนตราที่
ประทบั ในสมัยรัชกาลที่ 1 – 3 เงินตราหลักที่ใช้ยังคงเป็นเงินพดด้วง เพียงแต่มีการ
เปลี่ยนแปลงตราประจารัชกาลท่ีใช้ประทับเท่าน้ัน โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้มีการผลิตพดด้วง ประทับตรา “บัวอุณาโลม” ซึ่งเป็น
เครื่องหมายประจารัชกาล และตราพระแสงจักร ซึ่งเป็นตราประจาแผ่นดิน มีขนาด
และราคาตา่ ง ๆ เชน่ ตาลึง บาท ก่ึงบาท สลึง เฟือ้ ง

การฟ้ืนฟูศลิ ปวฒั นธรรม

การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ส่วนใหญ่จะเป็นการฟ้ืนฟูในด้านวรรณกรรมเป็นสาคัญ โดยทรงพระราช
นิพนธ์ดว้ ยพระองคเ์ องบา้ ง กวีและผ้รู ้เู ขียนขึ้นมาบา้ ง และดว้ ยความทพ่ี ระองค์ทรง
สนพระทัยในงานด้านวรรณศิลป์เป็นอย่างมาก จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์งาน
วรรณกรรมที่ทรงคุณค่าไว้จานวนหน่ึง ท่ีรู้จักกันดีได้แก่ พระราชนิพนธ์เรื่อง
รามเกียรต์ิ อันเป็นสุดยอดวรรณคดี เอกของไทย ดังจะเห็นได้ว่าเร่ืองราวของ
วรรณคดีเร่ืองน้ีปรากฏอยู่ในงานศิลปะแขนงต่างๆ มากมาย เช่น จิตรกรรมฝาผนัง
ตามโบสถ์วิหารต่างๆ หรือการแสดงโขน เป็นต้น ซึ่งรามเกียรต์ิฉบับรัชกาลที่ 1 น้ี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชทรงพระราชนิพนธ์ลงในสมุดปกดา
แบบโบราณ ความยาวประมาณ 102 เล่มจบ นับว่าเป็นวรรณคดีไทยท่ีมีความ
รามเกยี รติย์ าวมากเร่ืองหนึ่ง

การตดิ ตอ่ กบั ตา่ งประเทศ
การตดิ ตอ่ กับตา่ งประเทศเพอื่ นบา้ น
การตดิ ตอ่ กับญวน

องเชยี งสอื เขา้ เฝา้ ฯรชั กาลท่ี 1 วาดโดยพระเชยี งอนิ ใน ค.ศ. 1887 ภาพน้ถี กู แขวนใน
พระทนี่ งั่ วโรภาษพมิ าน พระราชวงั บางปะอนิ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
พ.ศ. 2325 “องเชียงสือ” พระนามของกษัตริย์เวียดนาม ทายาทคนเดียวท่ี

เหลืออยู่ของตระกูลเหงียน ประสูติเมื่อปี ค.ศ.1762 (พ.ศ.2305 ตรงกับสมัยสมเด็จ
พระเจ้าเอกทัศน์) เป็นบุตรคนที่ 3 ของเหงียนฟุกลวน ท่ีต่อมาจะกลับไป
“ปราบดาภิเษก” เป็นปฐมจักรพรรดิราชวงศ์เหงียนท่ีปกครองพ้ืนที่ที่ปัจจุบันคือ
เวียดนามทัง้ หมดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 19ตามคาเลา่ ลอื และในความรับรู้ของคน
ทัว่ ไป

องเชยี งสอื

“องเชียงสือ” กษตั ริย์เวียดนามล้ีภัยเข้ามาสยามสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อมา
ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารสยาม น่ันคือ “เรื่องเล่ากระแสหลัก” ท่ีบอกเล่าถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับเวียดนามยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ส่วนในหลักฐาน
ทางการของไทย พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยา
ทิพากรวงศ์ (ฉบับตัวเขยี น) ระบุเกย่ี วกับการเขา้ มาสยามของกษตั รยิ ต์ า่ งแดนพระองค์
นี้ว่า องเชียงสือเข้ามาสยามโดยการรับเล้ียงจากขุนนางสยาม ดังปรากฏในหลักฐาน
ช้ินนวี้ ่า“…ฝา่ ยแผ่นดินเมืองญวน องไกเซนิ เจา้ เมอื งกยุ เยนิ ยกกองทับมาตีเมอื งไซง่ อ่ น
องเชยี งสือเจา้ เมืองยกพลทหารออกตอ่ รบตา้ นทานมไิ ด้ กแ็ ตกฉานพา่ ยหนที งิ้ เมอื งเสยี
ภาบุตรภรรยาแลขุนนางสมักพักพวก ลงเรือแล่นหนีมาทางทะเล ขึ้นอาไศรยอยู่บน
เกาะกระบือ ในปีขานจัตวาศกนั้น โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาชลบุรีพระ
ระยองออกไปตระเวนสลัดถึงเกาะกระบือ ภบองเชียงสือๆ เล่าความให้พระยาชลบุรี
พระระยองฟงั ว่า องเชยี งสอื เปนบตุ รองเทงิ กวาง เปนหลานเจา้ เมอื งเว้ บ้านเมืองเสีย
แกฆ่ า่ ศึกหนมี าจะเข้าไปพ่ึงพระบารมี พระยาชลบรุ ี พระระยองรคู้ วามแล้ว จ่ึงชวนอง
เชียงสอื ใหเ้ ขา้ มากรงุ …”

การตดิ ตอ่ กับเขมร

พระยายมราช ( แบน )
นกั องเองมกุฎราชกมุ ารแหง่ ประเทศเขมรยังทรงอ่อนวัย พระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทรงแต่งตั้งให้พระยายมราช ( แบน ) เป็นผู้สาเร็จราชการประเทศเขมร
ทรงชุบเล้ียงอย่างพระราชบุตรบุญธรรมจนเวลาผ่านไปได้ 12 ปี จึงได้กลับไปครอง
ประเทศเขมร ทรงพระนามวา่ " สมเดจ็ พระนารายณร์ ามาธิบดี " และโปรดให้พระยา
ยมราช เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ครองเมืองพระตะบองข้ึนกับไทย ผู้นี้เป็นต้นตระกูล
อภัยวงศ์
การตดิ ตอ่ กับประเทศตะวนั ตก
ประเทศโปรตเุ กสเป็นชาตแิ รกที่มาติดต่อกบั ไทยเมื่อ พ.ศ. 2329 องตนวีเสน
ได้อัญเชิญพระราชสาส์นเข้ามาเจริญพระราชไมตรี รัชกาลท่ี 1 โปรดให้จัดการ
ตอ้ นรับอยา่ งสมเกียรติ

ฟรานซสิ ไลท์
ประเทศองั กฤษ มีอิทธพิ ลทางใต้ของไทยและฟรานซิสไลท์ คนองั กฤษได้เพยี ร
ขอเฝ้ารัชกาลที่ 1 ทูลเกล้าถวายดาบท่ีประดับพลอยกับปืนด้ามเงินกระบอกหน่ึง
ต่อมาทรงแตง่ ต้ังให้เปน็ พระยาราชกัปตัน

การป้องกนั ราชอาณาจักร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงพระปรชี าสามารถในการ
รบ ทรงเป็นผู้นาทัพในการทาสงครามกับพม่าท้ังหมด 7 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์
ได้แก่
สงครามครง้ั ที่ 1 พ.ศ. 2328 สงครามเกา้ ทัพ

เมื่อจอมร้างบา้ นเคยี นบดิ าของท่านผู้หญิงจัน และท่านผู้หญิงมุก ได้ถึงแก่กรรม
ลง พระถลางอาดบตุ รชายซึ่งเปน็ น้องชายท่านผ้หู ญงิ จันไดค้ รองเมอื งถลาง ครองไดไ้ ม่
นานก็ถกู ผู้ร้ายยิงตาย หลังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบก๊กพระยานครได้ประมาณ
7 ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระยาสรุ ินทราชาพมิ ลอัยา (ขัน) เป็นเจ้าเมือง
ถลาง ครน้ั เมอ่ื พระยาสุรนิ ทราชาพมิ ลอัยา (ขนั ) เจ้าเมอื งถลางถึงแก่อนิจกรรม กอง

ทหารจากเมืองหลวงท่ยี ึดคา่ ยปากพระไดเ้ ขา้ เกาะตัวจับกมุ ทา่ นผหู้ ญงิ จนั เปน็ เชลยศกึ
ไปที่ค่ายปากพระ ในขอ้ กล่าวหาอา้ งว่าสามีเป็นหนแ้ี ผ่นดิน

รปู วาดพระราชวงั ของพระเจา้ ปดงุ ทเ่ี มืองอมระปรุ ะ
โดยทตู ชาวองั กฤษ ชอื่ Michael Symes ในปี พ.ศ. 2338
พระเจ้าปดุง เป็นพระมหากษัตริย์ลาดับท่ี 5 แห่งราชวงศ์อลองพญา (หรือเป็น
องค์ที่ 6 หากนบั รวมพระเจ้าหม่องหม่องดว้ ย) ราชวงศส์ ุดท้ายของพม่า เป็นพระโอรส
ลาดับท่ี 5 ใน 6 พระองคข์ องพระเจา้ อลองพญา ข้นึ ครองราชยโ์ ดยการปราบดาภิเษก
ในปี พ.ศ. 2325 ปีเดียวกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระเจ้าปดุง เม่ือทรง
ครองราชย์มีพระนามว่า "ปโดงเมง" หมายถึง "พระราชาจากเมืองปโดง" แต่มีพระ
นามที่เปน็ ที่เรยี กขานในพม่าภายหลังว่า "โบดอพญา"

พระเจา้ ปดงุ

พระเจา้ ปดุง เม่ือเสดจ็ ขน้ึ ครองราชยแ์ ลว้ ได้เตรยี มกองทพั ใหญด่ ว้ ยพระประสงค์
ที่จะขยายอาณาเขต ด้วยกองทัพที่ยิ่งใหญ่แกร่งกล้าในการรบสามารถปราบ
รามัญ ไทใหญ่ มณีปุระ ยะไข่ ซึ่งการทาสงครามชนะยะไข่ หรือ อะรากัน ซ่ึงเป็น
ดินแดนทางตะวันตกของพม่า ท่ีพม่าไม่เคยเอาชนะมาก่อนเลย หลังสงครามครั้งน้ี
พระองค์ยังได้อัญเชิญพระมหามัยมุนี อันเป็นพระพุทธรูปประจาชาติพม่า จากยะไข่
มาประทับที่มัณฑะเลย์ พระเจา้ ปดุง สั่งเกณฑ์ทพั จานวนกว่า 1 แสน 2 หมืน่ คน แยก
เป็น 5 สาย 9 ทัพ มากท่ีสุดเท่าที่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์ หรือท่ีเรียกว่า
"สงครามเก้าทัพ" บุกกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2328 โดยพระองค์ทรงยกมาเป็น
ทัพหลวง โดยตั้งทัพและตั้งฐานบัญชาการที่เมาะตะมะ แต่เม่ือพระองค์เสด็จจากอัง
วะ ราชธานีสู่เมาะตะมะแลว้ ในพงศาวดารพม่าระบุว่า เมื่อทรงทราบว่าทางเมาะตะ
มะเตรียมเสบยี งไม่พอ พระองค์ทรงกริ้ว ถึงขนาดขว้างหอกใส่นายทหารผู้รับผิดชอบ

ในงานน้ใี นที่ประชมุ พลทันที และจากเหตุครง้ั น้เี อง เป็นสาเหตสุ าคัญสว่ นหนึง่ ทีท่ าให้
กองทัพพม่าไมพ่ รอ้ ม จึงไมส่ ามารถทาการสงครามครงั้ น้สี าเร็จลงได้

สงคราม 9 ทัพ
การจดั กาลงั ทพั ของฝา่ ยพมา่ ในการเขา้ ตกี รงุ เทพฯมรี ายละเอยี ดดงั น้ี

ครนั้ ถงึ วนั พฤหสั บดี เดอื นธนั วาคม แรม 4 คา่ ปมี ะเสง็ พ.ศ.2328 พระเจา้ ป
ดงุ สงั่ เคลอ่ื นพลออกจากเมาะตะมะ ซงึ่ ไดย้ กทพั มาเปน็ ห้าทางตามทพ่ี งศาวดารพมา่
ระบคุ อื

ทางเสน้ มะรดิ กาลงั พล 11,000
ทางเสน้ ทวาย กาลงั พล 11,000
ทางเสน้ เชยี งใหม่ กาลงั พล 33,000
ทางเสน้ ระแหง กาลงั พล 5,000

ทางดา่ นเจดยี ส์ ามองคพ์ มา่ เรยี กทางเสน้ ไทรโยค มกี าลังรวม 879,000 แบง่ เปน็
ทพั ชา้ ง 500 ทพั มา้ 8,400 และพลเดนิ เทา้ 79,000 รวม 147,900

พระเจา้ ปดงุ
สว่ นพระราชพงศาวดาร รัชกาลท่ี 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพพากรวงศ์ระบุไว้ว่าทัพ
พมา่ ยกมา 103,000 สว่ นพงศาวดารไทยรบพม่าของกรมพระยาดารงราชานุภาพระบุ
ไว้ว่าพมา่ ยกทัพมา 144,000 จดั กระบวนเป็นเก้าทพั คือ
ทัพท่ี 1 เม่ือแรกให้แมงยีแมงข่องกยอเป็นแม่ทัพแต่แมงยีแมงข่องกยอไม่อาจ
จัดหาเสบียงพอแก่กองทัพเม่ือทัพหลวงยกมาพระเจ้าปดุงจึงประห ารเสียแล้วจึงยก
เกงหวนุ่ แมงยีมหาสหี ะอัครมหาเสนาบดีเป็นแมท่ พั แทนนายกองทพั ยอ่ ยมี 2 ทพั ไดแ้ ก่
1.นัดมีแลง,แปดตองจา,นัดจักกีโบ,ตองพะยุงโบ,ปะเลิงโบคุมพลตีเมืองชุมพร เมือง
ไชยา

2.ยว่ี นุ่ ,บาวาเชียง,แวงยงิ เดชะ,บอกินยอตีเมืองถลาง รวมจานวนคนทั้งหมด 10,000
ตหี วั เมอื งฝ่ายใต้

ทัพที่ 2 อนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพถือพล 10,000 มาตั้งที่เมืองทวาย
เดินทพั เข้าดา่ นบ้องตีต้ รี าชบุรี เพชรบุรไี ปบรรจบกับทัพที่หน่ึงท่ีชุมพร นายทัพย่อยมี
3 ทัพไดแ้ ก่
1.ทวายวุ่น,จิกแก,มนีจอขอ้ ง,สหี ะแยจอขอ้ ง,เบยะโบยกทพั ไปทางด่านเจ้าขา้ ว
2.จกิ สิบโบ,ตะเรยี งยามะซู,มนสี ินตะ,สรุ นิ ทะจอขอ้ ง
3.อนอกแฝกคดิ หวนุ่

ทพั ที่ 3 หวุน่ คยสี ะโดะศิริมหาอจุ จะนาเจา้ เมอื งตองอเู ปน็ แมท่ พั ถอื พลสามหมน่ื
ยกมาทางเชียงแสน มาตเี มอื งลาปาง สวรรคโลก สโุ ขทัย พษิ ณุโลกลงมาบรรจบกับ
ทัพใหญ่ที่กรุงเทพนายทัพย่อยมี เนมโยสีหซุย,ปันยีตะจองโบ,ลุยล่ันจองโบ,ปลันโบ
,มดั ชนุ รันโบ,มกิ อุโบ,แยจอนระทา,สาระจอซู

ทัพท่ี 4 เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่องเป็นแม่ทัพถือพล 11,000 ยกมาต้ังทัพที่
เมาะตะมะเป็นทัพหนา้ ทีจ่ ะเข้าสูด่ า่ นเจดียส์ ามองค์ นายทัพยอ่ ยประกอบดว้ ยกลาวุ่น
,บิลุ่งยิง,สะเลจอ,ปิญาอู, อากาจอแทง,ลันชังโบ, อะคุงวุ่น,บันยีตะจอง,ละไมวุ่น,ซุย
ตองอากา

ทัพที่ 5 เมียนเมหวุ่นเป็นแม่ทัพถือพล 5,000 มาตั้งท่ีเมาะตะมะเป็นทัพหนุน
นายทัพมี ยอยแหลกยาเยขอ้ ง,จอกาโบ,จอกแยกาโบ,ตะเรยี งบันยี

ทัพท่ี 6 ตะแคงกามะราชบุตรที่ 2 (ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพถือพล 12,000
มาต้ังท่ีเมืองเมาะตะมะเป็นทัพหน้าของทัพหลวงท่ีจะยกเข้ากรุงเทพทางด่านเจดีย์
สามองค์ มีจานจุวุน่ ,จติ กองสริ ยิ ,แยเลวุ่น,อะตอนวุ่นเปน็ นายทัพ

ทัพท่ี 7 ตะแคงจักกุราชบุตรท่ี 3 (สะโดะมันซอ)เป็นแม่ทัพถือพล 11,000 มา
ตั้งท่ีเมาะตะมะเป็นทัพหน้าที่สองของทัพหลวง นายทัพได้แก่ เมมราโบ,อะ กีตอ,อา
กาปันยี,มะโยลักวุน

ทัพท่ี 8 พระเจ้าปดุงเป็นจอมพลนาทัพหลวง 50,000 มาต้ังท่ีเมาะตะมะ
แบ่งเป็น 5 ทัพ

1.พระเจ้าปดุงทัพกลาง
2.อะแซวังมู,จาวาโบ,ยะไขโ่ บ,ปะกนั วนุ่ ,ลอกาซุนถอ่ วนุ่ ,เมจนุ วุ่นเป็นกอง
หน้า
3.มะยอกวังมู,อามะลอกวุ่น,ตวนแซงวนุ่ ,แลจาลอพวา,ยักจอกโบ,งาจูวุ่น
เป็นปกี ขวา
4.ตองแมงวู,แลกรยุ กีมู,แลแซวนุ่ ,ยอนจวู ุน่ ,เยกวี า,สิบจอพวาเป็นปกี ซ้าย
5.อะนอกวงั มู,ระวาลกั ว่นุ ,ออกกะมาวนุ่ ,โมกองจอพวา,โมเยยี งจอพวา,โม
มิกจอพวา ยกมาทางด่านเจดยี ส์ ามองค์
ทพั ที่ 9 จอขอ่ งนรทาเปน็ แมท่ พั (พงศาวดารฉบับเจา้ พระยาทพิ ากรวงศ์วา่ ซยุ
จองเวระจอแทงเปน็ แม่ทพั ยกเขา้ มาทางดา่ นแมล่ ะเมา มาตเี มอื งตาก เมอื ง
กาแพงเพชรลงมาบรรจบทัพหลวงทกี่ รงุ เทพ แบง่ เปน็ สองทพั
1.ทพั หน้ามีซยุ จองเวระจอแทง,ซุยจองนรทา,ซยุ จองสิริยะจอจะวา
2.ทพั หลงั มีจอขอ่ งนรทา

ทัพพม่าทัง้ เกา้ น้มี ีแผนท่จี ะตหี ัวเมอื งตา่ งๆของไทยทงั้ ทางทศิ เหนอื ทศิ ตะวนั ตก
และทิศใต้โดยจะมาบรรจบกันทง้ั 5 ทพั ท่ีกรุงเทพมหานคร หมายจะปิดล้อมจากสาม
ทิศและเขา้ ตีใหร้ าบพนาสรู ในคราวเดยี วเหมือนเมอ่ื คร้ังกรุงศรอี ยุธยา ส่วนท่ีเหลืออีก
สี่ทัพแบ่งตหี ัวเมืองฝา่ ยเหนือ 2 ทพั และหัวเมอื งฝ่ายใตส้ องทัพ

ฝ่ายกรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ เดือน12 แรม9ค่า ปีมะเส็ง พ.ศ.2328 จ.ศ.
1147 พวกกองมอญไปลาดตระเวนสืบทราบมาว่า พมา่ ยกทัพมาประชมุ พลอย่ทู ี่เมอื ง
สมิ(เมาะตะมะ) เตรียมจะยกมาตีพระนคร1 จากนั้นหัวเมือเหนือใต้ท้ังปวงก็แจ้งข่าว
พมา่ มา พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกจงึ ทรงเรียกประชุมพระบรมวงศานุ
วงศ์ และขุนนางน้อยใหญ่เร่ืองการเตรียมรับศึกพม่า แล้วจึงจัดแบ่งเป็นส่ีทัพออกรับ
ศกึ คือ

ทัพท่ี 1 ใหพ้ ระเจา้ หลานเธอเจา้ ฟ้ากรมหลวงอนุรกั ษเ์ ทเวศรเ์ ป็นแม่ทัพ พรอ้ ม
ด้วยกรมหลวงนรนิ ทรรณเรศ เจา้ พระยามหาเสนา พระยาพระคลงั พระยาอทุ ัยธรรม
และเท้าพระยาข้าราชการในกรุงและหัวเมือง ถือพล 15,000 ไปตั้งขัดตาทัพพม่าท่ี
นครสวรรค์ป้องกันพม่ายกทพั มาทางเหนือขณะท่ที ัพใหญ่รบอยูท่ ลี่ าดหญา้

พระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ หนาท

ทพั ที่ 2 เปน็ ทพั ใหญน่ าทพั โดยสมเดจ็ พระอนชุ าธริ าชสมเด็จพระบวรราชเจา้
มหาสรุ สงิ หนาท กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ยกพล 30,000 ไปตงั้ รบั ทพั พระ
เจา้ ปดงุ ทเี่ มอื งกาญจนบรุ ี

ทัพที่ 3 นาโดยเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด)และพระยายมราชนาพล
5,000 ไปตั้งอยูท่ ่ีเมอื งราชบรุ ี คอยรักษาเส้นทางลาเลียงเสบยี งของทพั หลวง และคอย
ป้องกันพมา่ ทจี่ ะยกมาจากทางใต้

ทพั ที่ 4 เปน็ ทพั หลวงกาลงั พล 20,000 ตง้ั มนั่ อยทู่ ก่ี รงุ เทพ เปน็ กองหนนุ ถา้ ทพั
ใดรบั ศกึ ไมไ่ หวกจ็ ะยกไปชว่ ยและคอยเป็นกาลงั รกั ษาพระนครทพั ทง้ั สนี่ ยี้ กออกไปตงั้
รบั พมา่ ตามจดุ ยทุ ธศาสรต์ า่ งๆทพี่ มา่ จะยกเขา้ มา เพอื่ สกดั กนั้ ทพั พมา่ มใิ หย้ กมาไดถ้ งึ
ตวั พระนคร การศกึ ทแ่ี หลมมลายฝู า่ ยใต้

แม่ทัพใหญ่ย่ีหวุ่นคุมกาลัง 3,000 คน เข้าตีหัวเมืองทางชายฝ่ังทะเลตะวันตก
ต้ังแต่เมอื งกระ ตะก่ัวป่า ตะก่ัวทุ่ง ค่ายปากพระ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายท่ีเมืองถลาง
ขุมคลังของสยาม พม่ายกทัพเข้าบุกตีค่ายปากพระ ซ่ึงทหารของรัชกาลที่ 1 เป็นผู้
บัญชาการค่าย พญาพิพิธโภไคยหนีไปเมืองพังงา ท่านผู้หญิงจันในขณะน้ันยังถือว่า
เป็นเชลยศึก ได้หนีข้ามช่องปากพระ เข้ามายังเมืองถลาง ผ่านบ้านไม้ขาว บ้านสาคู
และบ้านเคยี น อนั เปน็ ท่ีตง้ั เมืองถลาง

คณุ หญงิ จนั ทร์ (ภรรยาเจ้าเมอื ง) กบั นางมุก (นอ้ งสาวคุณหญงิ จนั ทร์)
กองทัพพม่ายกมาตีตะก่ัวป่า ตะกั่วทุ่งโดยทางเรือแล้วจึงข้ามไปตีเมืองถลาง
ขณะนั้นเจ้าเมืองถลางถึงแก่กรรม คุณหญิงจันทร์ (ภรรยาเจ้าเมือง) กับนางมุก

(นอ้ งสาวคุณหญงิ จันทร์) เกณฑไ์ พรพ่ ลชาวเมืองชว่ ยกนั ปอ้ งกันเมอื งถลาง ทพั พม่าไม่
สามารถจะยึดเมอื งถลางได้ สู้รบกนั ประมาณเดอื นเศษพม่าขาดเสบียงอาหาร จึงเลิก
ทพั กลับไปเมือ่ ข่าวทราบถึงพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงแต่งต้ังให้คุณหญิงจันทร์เป็นท้าว
เทพกษตั รสี ่วนนางมุกเป็นทา้ วศรสี นุ ทร

สงครามครัง้ ที่ 2 พ.ศ. 2329 สงครามท่าดนิ แดงและสามสบ
สงครามคร้ังน้ี ต่อเน่ืองมาจากสงครามครั้งที่พม่าล้มเมืองถลาง พระเจ้า

ปดุงยกกองทัพเข้ามาทางด่วนเจดีย์สามองค์ด้านเดียว เน่ืองจากพระเจ้าปดุงรู้สึกว่า
พระองค์ดาเนินการแผนผิด เพราะต้ังแต่ทาสงครามมาไม่เคยแพ้ใครมาก่อนจึง
พยายามทีจ่ ะตีไทยให้ได้จึงรวบรวมกาลงั ผู้คนตั้งมั่นอยู่ท่ีเมืองเมาะตะมะ และให้พระ
มหาอุปราชคมุ คน 5 หมื่นคนต้ังมั่นอย่ทู ีต่ าบลสามสบ ท่าดนิ แดง พระบาทสมเดจ็ พระ

พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรฯเป็นแม่ทัพหน้า และ
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็นจอมทัพหลวงในสงครามคร้ังนี้ ทัพพม่าเตรียม
เสบยี งอาหารและเสน้ ทางเดินทพั อย่างดที ่สี ดุ โดยแก้ไขขอ้ ผดิ พลาดต่างๆ จากศึกคร้ัง
ก่อน โดยพม่าได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและ
สามสบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตี
พม่าที่ค่ายดินแดงพร้อมกับให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเข้าตี
คา่ ยพมา่ ท่ีสามสบ หลังจากรบกนั ได้ 3 วันคา่ ยพม่าก็แตกพา่ ยไปทกุ คา่ ย และพระองค์
ยังได้ทาสงครามขบั ไล่อทิ ธิพลของพมา่ ไดโ้ ดยเด็ดขาด และตีหัวเมืองต่างๆ ขยายราช
อาณาเขต ทาให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตกว้างใหญ่ท่ีสุดในประวัติศาสตร์
ต้ังแต่ดินแดนล้านนา ไทยใหญ่ สิบสองปันนา หลวงพระบาง เวียงจันทร์ เขมร และ
ด้านทิศใต้ไปจนถงึ เมืองกลันตัน ตรงั กานู ไทรบรุ ี ปะลสิ และเปรักสงครามกับพม่า

สงครามคร้งั ที่ 3 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมอื งลาปางและเมอื งป่าซาง

พระพทุ ธสหิ งิ ค์
การทีพ่ ม่าแพไ้ ทย ประเทศราชของพม่าก็เร่มิ ทาตวั กระดา้ งกระเดื่อง ตั้งตนเปน็
อิสระ พระเจ้าปดุงจึงส่ังให้ยกทัพมาปราบปราม พม่าต้องใช้เวลาปราบ จากน้ัน
พม่าก็เลยมาตีเมืองป่าซางและลาปาง ซ่ึงเป็นเขตไทยขณะท่ีตีอยู่นั้น ข่าวทราบถึง
กรงุ เทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงสั่งให้สมเด็จพระบวร
ราชเจ้ามหาสุรสงิ หนาทคมุ ไพร่พล 6,000 นาย มาชว่ ยเหลือซ่งึ กาลงั เตรยี มทพั จะไปตี
เมืองทวายต้องเปล่ียนแผน รัชกาลที่ 1โปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ไปช่วยเมืองท้ัง
สองโดยใหค้ นทีอ่ ยูใ่ นตวั เมืองตีด้านในทหารที่ไปช่วยรบตีด้านนอก เสด็จจากสงคราม
ครั้งนก้ี รมพระราชวงั บวรฯได้อญั เชิญพระพุทธสิหงิ ค์มาประดิษฐาน ณ พระท่ีนั่งพุทธ
ไธสวรรย์

สงครามครง้ั ท่ี 4 พ.ศ. 2330 สงครามตเี มอื งทวาย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงต้ังพระทัยจะตีเมือง
ทวายโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสงิ หนาท คมุ พล 3 หมน่ื ยกไปทางเหนอื ส่วน
พระองค์เอง คุมพล 2 หม่ืน โดยกระบวนเรือทางลาน้าไทรโยคขึ้นยกท่ีท่าตะกั่วข้าม
ทิวเขาบรรทัด ซึ่งมคี วามลาบาก หนทางกันดาร ทาให้คนในทัพเหน่ือยล้าอิดโรยจึงตี
เมอื งไมไ่ ด้ สงครามคร้ังนี้ไม่มีการรบพุ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร
รี้พลก็บาดเจ็บจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพ ภายหลังต่อมา
อีก 4 ปี เมอื งทวายเมอื งตะนาวศรี และเมอื งมะรดิ ได้มาขอสวามิภักด์ิต่อไทย

สงครามคร้งั ที่ 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมืองพมา่

ในคร้ังนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้เข้ามาขอสวามิภักด์ิต่อไทย
รชั กาลที่ 1 ทรงมพี ระราชดารจิ ะรบกับพม่าให้ได้ ได้ตั้งพระทัยใช้เมืองทวายเป็นฐาน
ทัพและรวบรวมเสบยี งอาหาร พระองคท์ รงยกทัพทางบก และโปรดใหก้ รมพระราชวงั
บวรฯบัญชาการทพั เรือแต่วา่ ไปถงึ เมืองทวายเมอื งตะนาวศรแี ละเมอื งมะรดิ ชาวเมอื ง
กลับไปเขา้ ข้างพม่า ขณะน้ันพม่าก็ยกกองทพั มาตีทวายกลบั คนื ไดเ้ กดิ กบฎขนึ้ ในเมอื ง
มะรดิ และเมอื งทวาย กองทัพไทยจาตอ้ งทาสงครามทงั้ สองดา้ น ไทยขาดแคลนเสบยี ง
อาหาร จงึ ตอ้ งยกทพั กลบั ไป

สงครามครงั้ ท่ี 6 พ.ศ. 2340 สงครามพมา่ ทเ่ี มืองเชียงใหม่

เนื่องจากสงครามในคร้ังก่อนๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตีหัวเมืองล้านนาได้ จึง
ทรงรบั สงั่ ไพรพ่ ล 55,000 นาย ยกทัพมาอีกคร้ังโดยแบ่งเป็น 7 ทัพ พระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ
หนาทคุมไพร่พล 20,000 นาย ขน้ึ ไปรวมไพรพ่ ลกบั ทางเหนอื เปน็ 40,000 นาย กรม
พระวังบวรฯ ทรงประชวรเป็นโรคน่ิว จึงต้องหยุดประทับอยู่ที่นั่น ทรงโปรดให้กรม
หลวงอนุรกั ษ์เทเวศร์ ระดมตีค่ายพม่าเพยี งวนั เดียวเท่าน้ันทพั พมา่ กแ็ ตกพ่ายยบั เยิน

สงครามครงั้ ท่ี 7 พ.ศ. 2346 สงครามพมา่ ทเ่ี มอื งเชยี งใหม่ คร้งั ที่ 2

ในครั้งน้ันพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละได้ยกทัพไปตีเมืองสาด หัวเมืองขึ้นของ
พม่า พระเจา้ ปดงุ จงึ ยกทัพลงมาตเี มืองเชียงใหมเ่ พื่อแกแ้ ค้น เมอื่ พระบาทสมเดจ็ พระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือ
และสงครามครง้ั น้กี ็จบลงดว้ ยชยั ชนะของฝา่ ยไทย

การรกุ รานเวยี ดนาม

หนงั สอื องิ ประวตั ศิ าสตรพ์ งศาวดารเวยี ดนาม
"ซา ลอ็ ง เติ่ว โกวก๊ " ("Gia Long tẩu quốc") แสดงชวี ประวตั ขิ องเหงยี นฟกุ อญ๊ั

ใน พ.ศ. 2319 เม่ือกบฏเต็ยเซิน (Tây Sơn) ยึดซาดินห์ (Gia Dinh) ก็ได้
ประหารพระราชวงศ์เหงียนและประชากรท้องถิ่นเป็นอันมาก เหงียน อ๊ัญ (Nguyễn
Ánh) พระราชวงศ์เหงียนพระองค์สุดท้ายที่ยังมีพระชนม์อยู่ ทรงหนีข้ามแม่น้ามายัง
สยาม ขณะที่ลี้ภัยในสยาม เหงียน อั๋นห์ทรงปรารถนาจะยึดซาดินห์คืน และขับกบฏ
เต็ยเซินออกไป พระองค์ทรงโน้มน้าวพระทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช ท่ีวางพระองค์เป็นกลาง ให้การสนับสนุนด้านกาลังพลและกาลัง
รกุ รานขนาดเลก็ แก่พระองค์ใน พ.ศ. 2326

กลาง พ.ศ. 2327 เหงียน อ๊ัญ พร้อมกับกองทัพสยาม 20,000-50,000 นาย
และเรือ 300 ลา เคลื่อนผ่านกัมพูชา ทางตะวันออกของโตนเลสาบ และแทรกซึม
แคว้นอันนัมซึ่งเพิ่งถูกผนวกล่าสุด ทหาร 20,000 นายถึงเกียนเซียง (Kien Giang)

และอีก 30,000 นายขึ้นบกที่ชัป หลาบ (Chap Lap) ขณะที่สยามรุกคืบสู่เกิ่นเทอ
(Cần Thơ) ปีเดียวกัน สยามยึดแคว้นเดียดินห์ ซึ่งอดีตเป็นของกัมพูชา มีการอ้างว่า
ทหารสยามกระทาทารุณต่อประชากรผู้ต้ังถิ่นฐานชาวเวียดนาม ทาให้ประชาชน
ท้องถิน่ หันไปสนบั สนนุ เตยเซิน

เหงวยี นเหว (Nguyễn Huệ) แหง่ ราชวงศเ์ ตยเซนิ ทรงคาดการณล์ ว่ งหน้าถงึ การ
เคลือ่ นไหวของสยาม ทรงจัดวางทหารราบอย่างลบั ๆ ตามแม่นา้ เตยี ง (Tiền) ใกล้กับ
มายโตว (Mỹ Tho) ปัจจุบนั และเกาะกลางแมน่ า้ บางเกาะ เผชญิ กบั กาลงั อ่นื ฝงั่ เหนือ
พรอ้ มกาลงั เสริมทางเรือทง้ั สองฝง่ั ของที่ตงั้ ทหารราบ

เช้าวันที่ 19 มกราคม เหงวียนเหวทรงส่งกาลังทางเรือขนาดเล็ก ใต้ธงสงบศึก
เพ่อื ลวงใหฝ้ า่ ยสยามเขา้ ส่กู บั ดัก หลังได้รับชัยชนะหลายครั้ง ทัพบกและทพั เรอื สยาม
จึงมั่นใจว่าจะต้องเป็นการยอมแพ้โดยบริสุทธ์ิ ดังนั้น จึงเดินเข้าสู่การเจรจาโดยไม่รู้
เลยวา่ เปน็ กับดัก กองทพั ของเหงวียนเหวโผเข้าทาลายแนวของสยาม สังหารทูตไม่มี
อาวธุ และโจมตีต่อไปยังทหารท่ีไม่ทันต้ังตัว ยุทธการจบลงโดยกองทัพสยามเกือบถูก
ทาลายสิ้น แหล่งข้อมูลเวียดนามบันทึกว่า เรือทั้งหมดของทัพเรือสยามถูกทาลาย
และมีกองทหารดั้งเดิมเพียง 2,000-3,000 นายท่ีรอดชีวิตหลบหนีกลับข้ามแม่น้าไป
ในสยามได้

ลาดบั ประวัตศิ าสตรเ์ หตุการณ์สาคัญสมัยรัชกาลที่ 1

พทุ ธศกั ราช 2279
- พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชสมภพท่ีกรุงศรี
อยุธยาในรัชสมยั พระเจา้ อยู่หวั บรมโกศ พระนามเดมิ ทองด้วง

พทุ ธศกั ราช 2325
- สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช เสดจ็ สวรรคต
- ปราบดาภเิ ษกขึ้นครองราชย์เปน็ พระมหากษัตรยิ แ์ ห่งราชวงศ์จกั รี
- สถาปนากรงุ รัตนโกสนิ ทร์ เป็นราชธานี
- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าข้ึนเป็นที่ พระมหา
อปุ ราชฝา่ ยหนา้

- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมใหส้ มเดจ็ พระเจา้ หลานเธอเจ้าฟา้ ทองอนิ ขน้ึ เปน็

ท่ี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศน์ กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข
ฝ่ายหลงั '

- องเชยี งสือ สมภารขอเข้าพึ่งพระบรมโพธิ (เขมร)และนักองค์เอง (ญวน)
- โปรดใหอ้ าลกั ษณ์คดั นิทานอหิ ร่านราชธรรม

พทุ ธศักราช 2326
- สรา้ งพระบรมมหาราชวงั และวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม
- กาหนดระเบยี บการพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก
- ทรงพระราชนิพนธบ์ ทละครเรื่องอณุ รุท
- เร่ิมงานสร้างพระนคร ขุดคูเมืองทางฝั่งตะวันออก สร้างกาแพงและป้อม
ปราการรอบพระนคร

พทุ ธศักราช 2327

- โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร จากหอพระแก้วใน
พระราชวังเดิม แห่ข้ามมาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถในพระราชวังใหม่
พระราชทานนามพระอารามว่า วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างพระมหา
ปราสาทพร้อมกับได้อัญเชิญพระบรมรูปของสมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทอง
กษัตริยผ์ สู้ ร้างกรงุ ศรอี ยธุ ยามาสรา้ งเปน็ พระรปู หมุ้ เงนิ ปดิ ทองประดษิ ฐานไว้
ในพระวิหาร

- ปฎิสงั ขรณว์ ัดสลัก "หอพระเทพบิดร"

เสาชงิ ชา้ กรงุ เทพฯ

- โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชงิ ชา้
- สงครามเก้าทัพ พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าทรงกรีธาทัพเข้ามาตีเมืองไทย

ตั้งแต่เหนือจดใตร้ วม 9 ทพั แต่ถกู กองทพั ไทยตีแตกทุกทพั
- ทาสงครามกับเวยี ตนาม
พทุ ธศักราช 2328

- พ .ศ.2328 หล่อปนื ใหญ่ขน้ึ 7 กระบอก สรา้ งวงั ใหพ้ วกเจา้ เขมรท่เี ข้ามาพ่ึง
พระบรมโพธิสมภาร ขุดคลองมหานาค ขุดคูเมือง สร้างป้อมเชิงเทินข้ึน
มากมายฟน้ื ฟูพระราชประเพณี เชน่ พระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก

- งานสรา้ งพระนครและปราสาทราชมณเฑียรสาเรจ็ เสรจ็ สน้ิ
- พระราชทานนามของราชธานีใหม่

พทุ ธศกั ราช 2329

- ทรงพระราชนิพนธ์ นิราศรบพมา่ ท่าดินแดง
- สงครามรบพมา่ ทท่ี ่าดนิ แดง
- โปรตุเกสขอเข้ามาเจริญพระราชไมตรี
- อังกฤษเช่าเกาะปีนัง จากพระยาไทรบุรี

พระพทุ ธสหิ งิ ค์

พทุ ธศกั ราช 2330
- อญั เชญิ พระพทุ ธสหิ งิ ค์มาประดษิ ฐานภายในพระราชวงั บวรสถานมงคล
- องเชยี งสอื เขยี นหนงั สอื ขอถวายบงั คมลา ลอบหนไี ปกู้บา้ นเมอื ง

วดั มหาธาตยุ ุวราชรงั สฤษฎิ์

พทุ ธศักราช 2331

- โปรดเกลา้ ฯ ให้สงั คายนาพระไตรปิฎก ท่ีวดั มหาธาตุยวุ ราชรังสฤษฎิ์
พทุ ธศักราช 2333

- องเชียงสอื กบู้ ้านเมืองสาเรจ็ และจดั ตน้ ไมเ้ งิน ตน้ ไม้ทองมาถวาย
พทุ ธศักราช 2337

- ทรงอภิเษกให้นักองค์เอง เป็น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี ไปครองกรุง
กมั พชู า

พทุ ธศักราช 2338

- โปรดเกลา้ ฯ ให้ชาระพระราชพงศาวดาร ฉบับพนั จันทานุมาศ

- ศาสนา พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงไดซ้ อ่ มแซมปฎิสังขรณ์วดั วา
อารามและได้ทรงยกสถาปนาตาแหน่งพระสังฆราชและพระราชาคณะ
ผูใ้ หญ่ ทาสังคายนาสอบสวนพระไตรปฎิ กใหถ้ ูกตอ้ ง

- โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ร้างพระมหาพชิ ัยราชรถ
พทุ ธศกั ราช 2339

- งานสมโภชพระบรมอฐั สิ มเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนก

พทุ ธศกั ราช 2340
- ทรงพระราชนิพนธบ์ ทละคร เรือ่ ง รามเกียรติ์

พทุ ธศักราช 2342
- โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเวชยนั ตราชรถ

วดั สระเกศ

พทุ ธศกั ราช 2344
- ฉลองวัดพระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม และวดั สระเกศ
- ฟ้นื ฟกู ารเลน่ สักวา

พทุ ธศักราช 2345

- ราชาภเิ ษกพระเจา้ เวยี ดนามยาลอง(องเชยี งสอื )
พทุ ธศกั ราช 2347

- โปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ชาระกฎหมาย จัดเป็นประมวล
กฎหมายตราสามดวง ขึน้

พทุ ธศกั ราช 2349

- ทรงอภิเษกให้ นกั องค์จนั ทร์ เปน็ สมเด็จพระอทุ ัยราชา ครองกรงุ กัมพชู า

พทุ ธศักราช 2350

- เร่ิมสรา้ งวัดสทุ ัศนเ์ ทพวราราม
พทุ ธศักราช 2352

- ได้ริเริ่มให้มีการสอนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนตามวัง
เจา้ นายและบ้านเรอื นของขา้ ราชการผู้ใหญ่ ทรงตรากฎหมายคณะสงฆข์ ึน้ เพ่ือ
จัดระเบียบการปกครองของสงฆ์ให้เรียบร้อย โปรดเกล้าฯให้มีการสอบพระ
ปริยตั ิธรรม ทรงสถาปนาสมเด็จพระสงั ฆราชองคแ์ รกของกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ โดย
สถาปนาพระสังฆราช (ศร)ี เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช

วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม

การเสดจ็ สวรรคต

หลงั จากการฉลองวัดพระศรีรตั นศาสดารามแล้ว พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอด
ฟ้าจุฬาโลกก็ทรงพระประชวรด้วยพระโรคชรา พระอาการทรุดลงตามลาดับ
จนกระทัง่ เสดจ็ สวรรคตเมื่อวนั ท่ี 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ณ พระที่น่ังไพศาลทักษิณ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงอย่ใู นสิริราชสมบัตินาน 28 ปี
เศษ รวมพระชนมายไุ ด้ 74 พรรษา พระบรมศพถูกเชิญลงสู่พระลองเงนิ ประกอบด้วย
พระโกศทองใหญ่แล้วเชญิ ไปประดิษฐานไว้ ณ พระท่ีนั่งดสุ ติ มหาปราสาท ภายใตพ้ ระ
มหาเศวตฉัตร ตั้งเคร่ืองสูงและเคร่ืองราชูปโภคเฉลิมพระเกียรติยศตามโบราณราช
ประเพณี พระสงฆส์ วดพระอภิธรรม ประโคมกลองชนะตามเวลา ดังเช่นงานพระบรม
ศพพระเจ้าแผ่นดนิ สมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยาทกุ ประการ จนกระท่งั พ.ศ.2354 พระเมรุมาศ
ซ่ึงสร้างตามแบบพระเมรุมาศสาหรับพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาได้สร้างแล้ว
เสร็จ จึงเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นประดิษฐาน ณ พระเมรุ

มาศ และให้มีการสมโภชพระบรมศพเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน แล้วจึงถวายพระเพลิง
พระบรมศพ หลงั จากน้ันให้มกี ารบาเพญ็ กุศลสมโภชพระบรมอัฐิ รวม 7 วัน เม่ือแล้ว
เสรจ็ จึงเชิญพระบรมอฐั มิ าไวท้ หี่ อพระธาตมุ ณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง ส่วน
พระบรมราชสรีรางคารเชิญไปลอยบรเิ วณหนา้ วัดปทมุ คงคา

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ 1
(ภาพวาดฝพี ระหตั ถ์ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลา้ เจา้ อยู่หวั รชั กาลที่ 6)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเป็นองค์ปฐมกษัตริย์ พระองค์
ทรงเปน็ พระมหากษตั รยิ ์ ผู้ยง่ิ ใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี ท่ีมีพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ไม่
ว่าจะเปน็ ดา้ นการสงคราม ศาสนา การปกครองและศิลปวัฒนธรรม ทรงเป็นผู้ก่อต้ัง
กรุงรัตนโกสินทรข์ น้ึ เปน็ ราชธานีใหม่ และฟื้นฟูบ้านเมืองในทุกด้านให้มีความรุ่งเรือง
สง่างามเทียบเท่ากับกรุงศรีอยุธยาราชธานีเก่า ซึ่งนับว่าเป็นความยากลาบากอย่าง
มาก แต่พระองค์ก็ทาจนสาเร็จ ในพ.ศ.2525 โอกาสมหามงคลสมัยสมโภชกรุง
รัตนโกสนิ ทร์ ครบรอบ 200 ปที ัง้ ฝา่ ยรฐั บาล และปวงชนชาวไทยจงึ พร้อมใจกันถวาย
พระราชสมัญญา ”มหาราช“ ต่อท้ายพระนามของพระองค์ เพื่อราลึกถึงเกียรติ
ประวตั อิ นั ย่งิ ใหญ่ของพระองคส์ ืบไป

.............................................

แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ

จดหมายเหตคุ วามทรงจา กรมหลวงนรนิ ทรเทว.ี พรนคร: องคก์ ารค้าครุ สุ ภา,2516.
ทพิ ยากรณ.์ เจา้ พระยา.พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์.พระนคร: หอสมดุ
แหง่ ชาต,ิ 2506.
พระบาทสมเดจ็ พระเธียรมหาราชเจา้ , ปฐมวงศ์ (พระบรมราชมหาจกั รกี ษตั รยิ ส์ ยาม),
โรงพิมพห์ นงั สอื พมิ พ์

ไทย, 2470.

พระราชพงศาวดาร ฉบบั พระราชหตั ถเลขา, กรงุ เทพฯ : สานกั วรรณกรรมและ
ประวตั ศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร,

2548.
พระราชพิธสี มโภชกรุงรตั น์โกสนิ ทร์ครบ 200 ปี และพระราชพธิ ีสมโภชหลกั เมอื ง,
สานกั งานสง่ เสรมิ สรา้ ง

เอกลกั ษณข์ องชาติ, 2554.
พระราชลญั จกรประจารชั กาลที่ 1, หอมรดกไทย, 2554.
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก และพระราชสกลุ ข้อความและความเหน็
จากเวบ็ บอรด์ พนั ทิป
สมศกั ด์ิ จาปาเงนิ .รชั กาลท่ี 3 พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจา้ อยหู่ วั พระมหาเจษฎา
ราชเจา้ .
กรงุ เทพฯ: เอกพิมพไ์ ท จากดั ,2547.
เสทือ้ น ศภุ โศภณ. ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ฉบบั พัฒนาการ. พระนคร: อกั ษรเจรญิ ทศั น์
,2506.
6 เมษายน - วนั จกั รี - พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช, กรม
สง่ เสรมิ วฒั นธรรม, 2554.

WWW.GOOGLE.COM
www.facebook.com
www.thairath.co.th
www.ilc2012.org
sites.google.com
catholichaab.com ›
tententennnn.blogspot.com
th.wikipedia.org
ขอขอบคณุ ข้อมลู และภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ

.......................................................................


Click to View FlipBook Version