The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 4 (ฉบับสมบูรณ์)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-08-08 08:34:36

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 4 (ฉบับสมบูรณ์)

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 4 (ฉบับสมบูรณ์)

ดา้ นการพระราชพิธี
พระราชพธิ ฉี ัตรมงคล

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
พระราชดาริเห็นว่า พระมหากษัตริย์ในต่างประเทศได้นิยมวันเสวยราชย์
เป็นวันสาคัญวันหน่ึงโดยถือว่าวันนั้นเป็นวันสมโภช พระมหาเศวตฉัตร
ฉะนั้นจึงควรจัดให้มีการฉลองสาหรับวันนั้นขึ้น จะได้เป็นสวัสดิมงคลแก่
ราชสมบัติ และบา้ นเมอื ง พระองคจ์ งึ โปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ระกอบพระราชพิธี
ขึ้นเป็นทางราชการและใหเ้ ป็นงานประจาปตี ลอดไป

ในรัชกาลก่อน ๆ ไม่เคยปรากฏว่า ได้มีพระราชพิธีสมโภชพระมหา
เศวตฉัตรเช่นนเี้ ลย พิธีน้นี ับวา่ เป็นคร้งั แรกท่ีมีขึ้นในรัชกาลที่ 4 จากการ
ทพี่ ระองคท์ รงรู้ขนบธรรมเนียมและมีการติดต่อกับต่างประเทศ พระราช
พิธีนไี้ ด้ถอื เปน็ พระเพณตี ่อมา จนทกุ วนั นี้
ดา้ นการศาสนา

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวเม่ือยงั ทรงผนวช
เปน็ พระวชิรญาณเถระเสดจ็ ธดุ งคไ์ ปตามหวั เมอื งต่างๆ

ภาพเขยี นโดย นายวฒุ ชิ ยั พรมมะลา
พระองค์ทรงบารุงพระพุทธศาสนา คือกวดขันความประพฤติของ
ภิกษสุ ามเณรใหอ้ ยู่ในพระธรรมวนิ ยั และเปน็ ผนู้ าทางปญั ญาในสงั คมดว้ ย

การเป็นผู้อธิบายความหมายของหลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา และชักจูง
ใหช้ าวบ้านปฏิบัติตามหลกั ศลี ธรรม

ในสมัยรัชกาลท่ี 3 เม่ือคร้ังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยังทรง
เป็นวชริ ญาณภิกษุอยู่นนั้ ไดท้ รงตง้ั คณะสงฆ์นิกายธรรมยุติข้ึนอันผิดแผก
จากนกิ ายเดิมคอื มหานิกายหนา้ ท่สี าคัญของพระธรรมยุติคือจะตอ้ งศกึ ษา
หาความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับพระไตรปิฎก ฉะน้ันข้อประพฤติปฏิบัติที่
สาคัญของพระนิกายน้ี คือการศึกษาพระธรรม และไม่นาความเช่ือไสย
ศาสตรม์ าเก่ยี วข้องกับพระพทุ ธศาสนา แตม่ ผี กู้ ลา่ วหาวา่ การตั้งคณะสงฆ์
ธรรมยุติกนิกายทาให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานขึ้นในวงการศาสนา น่า
คดิ เม่อื ไดศ้ กึ ษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ใน
เร่ืองความพยายามฟื้นฟู จริยธรรมในพระศาสนา ว่าทรงเห็นความเหลว
แหลกในวงการศาสนา ได้เห็นความประพฤติของสงฆ์ ได้เห็นศรัทธาใน
การนับถอื ศาสนาในทางท่ีผิด ธรรมยุติกนิกายจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้
มากกวา่ เหตุผลเพื่อสร้างความแตกแยกในวงการพระศาสนา

นอกจากการทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ทรง
พระราชทานพระบรมราชูปถมั ภเ์ ผ่ือแผ่ไปถึงศาสนาอื่นด้วย เช่นทรงพระ
มหากรุณาธิคุณโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานทีด่ นิ ริมแม่น้าเจ้าพระยาบริเวณ
ตอนใต้อู่บางกอกด๊อกให้ศาสนานิกชนคริสเตียนใช้เป็นที่สร้างโบสถ์ ทรง
ยกย่องพระญวนนิกายมหายานอย่างเป็นทางการ และทรงสร้างวัดอุภัย
ราช บารุงที่ตลาดน้อยให้เป็นราชพลี สิ่งหน่ึงท่ีมองข้ามไปไม่ได้คือทรงให้
เสรีภาพ ในการถือศาสนาแก่ประชาชนทุกคน และทรงแนะให้ใช้เหตุผล
ในการเลือกถือศาสนา

ทรงบารงุ พระพุทธศาสนาบาเพญ็ พระราชกุศลเพม่ิ เตมิ ขึ้นกว่าธรรม
เนียมเดิมหลายประการ นอกจากจะทรงสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์วัดและ
ปชู นียสถาน ทรงสรา้ งและจาลองพระพุทธรูปและทรงสง่ สมณทตู ไปลงั กา
แล้ว ยัง ท ร ง เ ป็น พ ระ มห า กษัตริย์ไ ท ยพ ระ อ งค์แร ก ท่ีท รง น า
พระพุทธศาสนาเข้ามาเก่ียวข้องในการพระราชพิธีต่าง ๆ ซ่ึงแต่เดิมพระ
ราชพิธีท้ังหลายเหล่านั้นเป็นเร่ืองพิธีพราหมณ์เพียงอย่างเดียว อาทิ
เช่น พระบรมราชพิธีราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนา
ขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย พระราชพธิ โี สกันต์ เป็นต้น ยกตัวอย่างพระ
ราชพิธีจรดพระนังคัลน้ัน โปรดฯ ให้ปลูกพลับพลาข้ึนหน้าท้อง
สนามหลวงซึ่งเป็นสถานที่ทาพระราชพิธี แล้วสร้างหอพระเป็นที่ไว้พระ
คันธารราษฎร์ ก่อนที่พระนาแรกนาจะกราบถวายบังคมลาไปเข้าพิธีก็
โปรดใหพ้ ระยาแรกนาฟงั สวดเสียก่อน

สร้างภเู ขาทองวัดสระเกศ

พ.ศ. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
บูรณปฏสิ งั ขรณป์ ชู นียสถานภเู ขาทองวดั สระเกศท่ีสรา้ งขึ้นในสมัยรัชกาล
ที่ 3 ยังไม่แล้วเสร็จ โปรดฯให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวร
ศิววิลาศเป็นแม่กองจัดสร้าง ทาเป็นภูเขาใหญ่ สูง 1 เส้น 18 วา 2 ศอก
บนยอดให้ก่อเป็นองค์พระเจดีย์ บรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระบรม
สารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้บนยอดแล้วพระราชทานนามว่า “บรม
บรรพต”

งานประตมิ ากรรมดา้ นปนั้ หลอ่ พระพทุ ธรปู

พระนิรนั ตราย
พระนริ ันตราย พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้
หล่อขน้ึ ดว้ ยทองคาเพอ่ื สวมทบั พระนิรนั ตรายองคเ์ ดมิ ซง่ึ ทรงไดม้ าจากดง
พระศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี (ภาพจากหนังสือ “พระพุทธปฏิมาใน
พระบรมมหาราชวงั ”)
งานประตมิ ากรรมดา้ นปัน้ หล่อพระพทุ ธรปู ในรชั กาลที่ 4 กอ่ กาเนิด
พุทธศิลป์แนวใหม่นิยมปั้นหล่อพระประทานเป็นพระพุทธรูปขนาด
เล็ก พุทธลกั ษณะพระพุทธรปู เป็นแบบเฉพาะมีลักษณะโดยรวมใกล้เคียง
ความเป็นมนุษย์มากข้นึ พระพุทธรูปท่ีงดงามในรัชกาลนี้คือ พระพุทธรูป

นิรนั ตราย พระพทุ ธสหิ ิงค์ นอกจากยังมีประติมากรรมทส่ี าคัญอกี คือ องค์
พระสยามเทวาธริ าช เป็นเทวรปู ประทบั ยืนขนาดเลก็

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว เมอ่ื คร้ังยังยังทรงเปน็ พระว
ชิรญาณเถระได้ทรงค้นคว้าพระอรรถกถาบาลีเพื่อหาพุทธลักษณะและ
ขนาดพระวรกายของพระพุทธเจ้าท่ีแท้จริง ทาให้พระวชิรญาณเถระได้
ทรงสร้างพระพุทธปริตรจากไม้ไผ่สาน ซึ่งเช่ือกันว่ามีขนาดของพระ
วรกายท่ีคล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้า และพระสัมพุทธพรรณีข้ึนในปีพ.ศ.
2373 ให้มีริ้วจีวรเป็นริ้วผ้าตามธรรมชาติ ตามแนวคิดสัจนิยมอันได้รับ
อิทธิพลจากตะวันตกและท่ีสาคัญคือไม่มีพระเกตุมาลา แต่ก็ยังคงรักษา
มหาปรุ ิสลกั ษณะ 32 ประการไว้อย่างครบถว้ น

จ น เ มื่ อ พ ร ะ ว ชิ ร ญ า ณ เ ถ ร ะ ท ร ง ขึ้ น เ ถ ลิ ง ร า ช ส ม บั ติ เ ป็ น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ ได้ทรงสร้าง
พระพทุ ธรปู ในธรรมยตุ ิกนิกายอกี หลายองค์ แตอ่ งคท์ เี่ ปน็ ทร่ี จู้ ักกนั อยา่ งดี
ที่สดุ คือ พระนิรนั ตราย อนั ทรงสรา้ งครอบพระกริ่งทองคาทท่ี รงไดม้ าจาก
ดงพระศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการปรับแก้พุทธลักษณะใน
ธรรมยุติกนิกายคร้ังสุดท้ายในช่วงพระชนมชีพของพระองค์ กล่าวคือ
ปลายพระกรรณของพระพทุ ธองค์เริ่มสัน้ เท่ามนุษย์ปกติ และจีวรยงั ดเู ปน็
ธรรมชาติมากกว่าท่ีปรากฏในพระพุทธสัมพรรณีแต่จะถือว่าพุทธศิลป์ใน
ธรรมยุติกนิกายนั้นได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกท้ังหมดเลยมิได้ เพราะ
มหาปุริสลักษณะ อันเป็นความเชื่อของอินเดียที่ว่าด้วยลักษณะของมหา
บรุ ุษนน้ั กย็ งั คงอยู่

สรา้ งพระสยามเทวาธริ าช

พระสยามเทวาธริ าช
พ.ศ. 2410 พระองค์ทรงโปรดฯให้ พระองค์เจา้ ประดิษวรการ นาย
ช่างกรมช่างสิบหมู่ ป้นั รปู พระสยามเทวาธิราชเทวดาแลว้ หลอ่ ด้วยทองคา
ทั้งพระองค์ ทรงเคร่ืองกษัตริยป์ ระทับยืนหัตถ์ขวาถอื พระขรรค์ พระหัตถ์
ซ้ายยกเสมอพระอุระในท่าประทานพร มีขนาดสูง 8 น้ิวฟุต เพื่อทรง
สักการะในฐานะท่ีเปน็ เทพยดาผคู้ มุ้ ครองพทิ กั ษร์ กั ษาบา้ นเมอื งใหผ้ า่ นพน้
เหตรุ ้ายให้รอดพน้ ได้เสมอ

ทรงกาหนดวนั มาฆบชู าเปน็ วันสาคญั ทางศาสนา

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดาริเห็นว่าวันมาฆบูชา เป็นวันสาคัญทางพุทธ
ศาสนาวันหนึ่ง ซ่ึงมีในวันเพ็ญกลางเดือน 3 เช่นเดียวกับวันวิสาขบูชา ท่ี
จัดให้มีข้ึนในรัชกาลท่ี 2 เหมือนกันฉันนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีข้ึนในวัด
พระศรีรัตนศาสดารามเป็นคร้ังแรกและให้ถือเป็นกาหนดในทางราชการ
เป็นงานหลวงตลอดไป ต่อมาวัดอ่ืน ๆ ทั่วพระราชอาณาจักรได้จัดให้
มี และถือเป็นประเพณีสบื มา

ทรงถวายผา้ จานาพรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภถึงพระอัฐแห่ง
พระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ตามพระอารามหลวงหลายพระ
อารามต่าง ๆ กัน เพอื่ ท่จี ะทรงบาเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายตามควรแก่
โอกาส ดังน้นั พระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการเรี่ยไรเงนิ จากพระบรม
วงศานุวงศ์ พร้อมกับผ้าขาวและเครื่องไทยทานท้ังปวง มามอบถวาย
เป็นของกลางไว้ที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และวัดราชโอรสา
ราม (วัดจอมทอง) ซึง่ เป็นพระอารามหลวงแหง่ แรกทพี่ ระองคท์ รงกาหนด
ในคร้ังนั้น เม่ือทอดผ้าตามพระอัฐพระบรมวงศานุวงศ์ เสร็จแล้วภิกษุ
สงฆ์ชักผ้าบังสุกุล แล้วถวายอนุโมทนา ต่อจากนั้นมาก็เลยเป็นประเทศ
เพณีท่ีพุทธศานิกชนนิยมถวายผ้าจานาพรรษาตามอย่างสืบมา แต่การ

ถวายผ้าจานาพรรษานั้นจะต้องทาในเขตจีวรกาลกาหนดต้ังแต่วันแรม 1
คา่ เดือน 11 จนถงึ วนั ขึน้ 15 ค่า เดอื น 4 การบาเพ็ญกุศลเช่นน้ี ไมไ่ ด้ทา
กันเป็นงานใหญ่เหมือนการกุศลอ่ืน ๆ เป็นแต่เพียงทากันเงียบ ๆ เพราะ
ไม่ได้กาหนดเหมือนวันวิสาขะหรือมาฆบูชา ซึ่งเป็นประเพณีสาคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั พระราชทานธรรมเทศนาให้
กรมการฝา่ ยในฟงั ในวนั วสิ าขบชู า (ภาพจากหนงั สือ “ประชมุ ภาพ
ประวัตศิ าสตรแ์ ผน่ ดินพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ”)

นับวา่ พระองคท์ รงเป็นองคเ์ อกอคั รศาสนปู ถมั ภก ทค่ี วรจะไดร้ าลึก
ถึงพระกรุณาคุณแผ่เมตตาจิตถวาย เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตา
ธรรม แด่ผ้ทู รงพระกรุณาธิคุณแหง่ พระพุทธศาสนาในประเทศอย่างย่งิ

ด้านสง่ เสรมิ ภาษาไทย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ
พระองค์ทรงใส่พระทัยในเรือ่ งการใช้ภาษาไทยของคนไทยท้ังหลาย
เป็นอันมาก ส่อให้เห็นว่ามิได้สนพระทัยแต่เรื่องความทันสมัยเท่าน้ัน ได้
พระราชทานพระราชกระแสทักท้วง แนะนา ตักเตือนคนทุกระดับขั้น
ต้ังแต่ขุนนางข้าราชการไปจนถึงชาวบ้านท่ัวไปทั้งเรื่องการเขียน การ
อ่าน การพูดและการใช้ภาษาไทย ยิ่งเป็นผู้รู้ก็จะย่ิงทรงกวดขันเป็น
พเิ ศษ เน่ืองดว้ ยคนเหลา่ น้นั จะเปน็ ตัวอยา่ งแก่คนอื่น ๆ อีกมากมาย และ
จะกร้ิวที่มีการพลิกแพลงการใช้คามากเกินไป ยกตัวอย่างคาราชา

ศัพท์ คาราชาศัพท์น้ีแต่เดิมมานั้นอาลักษณ์และมหาดเล็กจะจดจาคา
เพ็ดทูลของข้าราชการท่ีรู้แบบแผนมาแต่เดิมบ้างใช้ภาษามคธแทน
บา้ ง เลย่ี งคาหยาบคายและคาผวนเสยี บ้าง เมื่อกราบทูลข้ึนไปโปรดวา่ ดีก็
จดไว้เป็นหลักฐานนามาใช้เทียบเคียงกับคาอื่น ๆ ท่ีคล้ายกัน การเลี่ยง
หรือการพลิกแพลงมากจนเกินไปอาจทาให้ภาษาเสียได้ ยกตัวอย่างเคย
กร้ิวเมื่อมีผู้เรียกดอกนมแมวว่าดอกถันวิฬาร์ เรียกช้างว่าสัตว์โต มีรับส่ัง
ว่าพวกน้เี ปน็ พวก ใจกระดุกกระดิกคดิ พิเรนทร์

สาหรับผู้ใช้ภาษาไทยผิด ๆ น้ันทรงมีวิธีการลงโทษเพ่ือให้จดจาได้
หลายวิธีด้วยกันนับตั้งแต่ “ทรงแช่งไว้ว่าให้ศีรษะคนนั้นล้านเหมือนหลวง
ตาในวันโกนเป็นนิจนิรันดร์ไป” “โปรดให้อาลักษณ์ปรับเสียคนละ
เฟื้อง” จนกระทั่ง “ให้กวาดชานหมากและล้างน้าหมาก ทั้งใน ท้ังนอก
ทอ้ งพระโรพระบรมมหาราชวงั ”ดังน้ี เป็นตน้

พระอัจฉริยะทางภาษาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงจะ
เป็นท่ียอมรับกันทั่วไป เพราะตราบจนทุกวันนี้หนังสือหลักภาษาไทยยัง
บรรจุการสอนเร่ืองกับ แก่ แต่ ต่อ ซึ่งนามาจากพระบรมราชาธิบายของ
พระองคท์ า่ น

“อริยกะ” อกั ษรทร่ี ชั กาลท่ี 4 “ทรงประดษิ ฐ”์

พระราชหตั ถลเขา รัชกาลท่ี 4 ทรงอักษร อรยิ กะ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะ
นนั้ สาหรบั ชว่ งเวลาไม่ปรากฏชดั เจน สันนิษฐานกันว่าน่าจะทรงประดิษฐ์
ขึ้นหลังจากได้เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว เพราะในเวลานั้นมีผู้
มาถวายตัวเป็นศิษย์เพ่ือประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์เป็นจานวน
มากและเพื่อให้การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นไปโดยสะดวกจึง
นา่ จะทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะขน้ึ สาหรบั ใชแ้ ทน “อกั ษรขอม” ทแี่ ตเ่ ดมิ
ถือเป็น “อักษรศักดิ์สิทธ์ิ” สาหรับเขียนเรื่องราวท่ีเก่ียวกับ
พระพุทธศาสนาทั้งที่เป็นภาษาบาลี (เรียกว่า “อักษรขอมบาลี”) และ
ภาษาไทย (เรียกว่า “อักษรขอมไทย”)รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้มีความรู้ด้านการพิมพ์ ทรงรู้ปัญหาในการหล่อ

และการเรยี งพิมพ์ ด้วยเหตุท่ีทรงรู้ภาษาอังกฤษและภาษาละตินจึงน่าจะ
ทรงดัดแปลงอักษรไทยและวิธีการเขียนโดยอาศัยแบบอย่างจาก “อักษร
โรมัน” เป็นแม่แบบท้ังนี้เพราะลักษณะการวางรูปสระในระบบการเขียน
ของอุษาคเนย์ เช่น อกั ษรขอม หรอื อักษรไทย นิยมวางสระไวท้ ัง้ ด้านหน้า
ด้านบน ดา้ นลา่ ง และดา้ นหลังพยัญชนะ ซ่ึงจะเกดิ ปัญหามากสาหรับการ
เขียนหรอื การพิมพใ์ นระบบการเขียน “อักษรขอม” แล้วย่ิงมีความย่งุ ยาก
โดยเฉพาะระบบอักษรที่มีท้ัง “พยัญชนะตัวเต็ม” และ “พยัญชนะตัว
เชงิ ”

ด้วยเหตุนี้เม่ือพระวชิรญาณเถระ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว) ทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะข้ึน จึงน่าจะทรงพยายามที่จะตัด
ความยุ่งยากในระบบการเขยี นในอักษรขอมและอักษรไทยออกไปทงั้ หมด
และใช้ตามระบบการเขียนอักษร “โรมัน” ซ่ึงงา่ ยกวา่ ท้งั ในด้านการเรียง
พยัญชนะและสระ (ซึ่งเขยี นเรยี งไว้หลงั พยญั ชนะทั้งหมด) ดังนั้น “อักษร
อริยกะ” จึงเป็นอักษรท่ีได้รับอิทธิพลทางรูปแบบตัวอักษรและอิทธิพล
ทางดา้ นอกั ขรวธิ ีในการเขยี นจาก “อกั ษรโรมัน” นัน่ เอง

การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษร
แบบใหม่ขึ้นแล้วพระราชทานนามว่า “อักษรอริยะ” อาจเน่ืองมาจาก
ต้องการแสดงให้เห็นว่าอักษรประเภทนี้เป็นอักษรของ “ผู้เป็นอารยชน”
ซึ่งอาจมีความหมายเป็นนัยยะที่แสดงถึงการปรับตั วเข้าหาความเป็น
“อริยะ” หรือ “อารยะ” (อาจหมายถงึ ประเทศตะวันตก)

ดังนั้นการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์
อักษร “อริยกะ” ขึ้นใช้ นอกจากจะเพ่ือความสะดวกในการศึกษาเล่า
เรยี นแทนอกั ษรขอมแลว้ (ซง่ึ โดยความเปน็ จริงอาจยุ่งยากกว่าเพราะต้อง
ปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ท้ังหมด) ยังอาจมีนัยยะถึงการปรับเปล่ียน
เขา้ หาความเปน็ อารยะ (ความเปน็ ตะวันตก) อีกด้วย
ความแพรห่ ลายและความเสือ่ มของอักษร “อรยิ กะ”

จารกึ อกั ษรอรยิ กะ บรรทดั ที่ 1 ของจารกึ วดั ราชประดษิ ฐ์
กรงุ เทพมหานคร

หลักฐานเกี่ยวกับความแพร่หลายของอักษรอริยกะมีไ ม่มากนัก
ทราบเพียงวา่ มกี ารนามาใช้พมิ พ์บทสวดมนต์บ้าง พิมพ์หนังสือปาฏิโมกข์
บ้าง และพิมพ์หนังสืออ่ืนๆ บ้าง และใช้แทนหนังสือใบลานที่เคย
แพร่หลายมาแต่เดิม แต่ความแพร่หลายน้ีก็จากัดวงอยู่เฉพาะในวัดบวร
นิเวศวิหารเท่าน้ันจารึกอักษรอริยกะที่มีใช้ให้เห็นอยู่อย่างชัดเจ นใน
ปัจจุบันคือ จารึกวัดราชประดิษฐ์ ซ่ึงเป็นจารึกข้อความบนแผ่นหินอ่อน

พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการสร้าง
วัดราชประดษิ ฐ์ ขอ้ ความทจ่ี ารกึ ดว้ ยอกั ษรอรยิ กะ คือข้อความในบรรทัด
ที่ 1 เป็นอักษรอริยกะ ภาษาบาลี เช่นเดียวกับบรรทัดที่ 40-42 ที่จารึก
ต่อจากข้อความอักษรขอมภาษาบาลี และในข้อความตอนท้ายบรรทัดท่ี
77-78 ของจารึกก็จารึกด้วยอักษรอริยกะเช่นเดียวกันต่อมาเม่ือ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชข้ึนเสวยราชสมบัติ
แล้ว การใช้อักษรอริยกะก็เส่ือมไปในท่ีสุด ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากมีรูปร่าง
และระบบอักขรวิธีแตกต่างจากอักษรไทยมากจึงไม่ได้รับความนิยมและ
คอ่ ยๆ เลกิ ใชไ้ ปตอ่ มาในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ทรงไดน้ ารปู อกั ษรไทยมาใช้เขยี นภาษาบาลีได้ ความจาเป็นที่จะใช้อักษร
อรยิ กะเขยี นแทนอักษรขอมก็หมดลงในท่ีสุด

ด้านภาษาตา่ งประเทศ

แหมม่ แอนนาครสู อนภาษาต่างประเทศในสมยั รชั กาลที่4
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พระราชกรณียกิจที่
สาคัญย่ิงคือการปรับประเทศให้ทันสมัย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ท่ี “รู้จักและ
ส้องเสพย์กฎหมายและอย่างธรรมเนียมอันดี ๆ ในบ้านเมือง” ทรงเห็น
ตัวอย่างของประเทศเพ่ือนบ้าน เช่น อินเดีย พม่า ลาว เขมร มลายู และ
จีนท่ีดาเนินนโยบายผิดพลาดแข็งกร้าวกับประเทศจักรวรรดินิยมและใน
ที่สุดแล้วย่อมหนีเภทภัยไม่พ้น การติดต่อกับประเทศจักรวรรดินิยมใน
สมัยนั้นมิใช่เร่ืองง่าย ๆ โดยเฉพาะเม่ือชาติไทยถูกจัดเป็นชาติไทยป่า
เถ่ือน ไม่ไดเ้ ป็นชาตอิ ารยะ ตราบนนั้ ชาติไทย จะถูกเบียดเบียนจนสูญส้ิน
อิสรภาพ ดงั นนั้ ดว้ ยปรชี าญาณของพระองคใ์ นการหย่งั รทู้ ่าทแี ละทศั นคติ
ของมหาอานาจได้เปล่ียนแปลงพัฒนาแก้ไข จนสามารถนาชาติไทยให้

รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมได้ โดยการเปลี่ยนแปลงประเทศให้
ทนั สมัยพรองคท์ รงดาเนนิ การเป็นไปใน 2 ลักษณะ ควบคู่กนั ไปคือรับเอา
ความเจริญแบบตะวนั ตกมาใชใ้ นสังคมไทย และปรบั ปรงุ ของเดมิ ทม่ี อี ยใู่ ห้
เหมาะสมกบั สถานการณท์ จ่ี ะเปลย่ี นแปลง

ขัน้ ตอนแรกทีท่ รงดาเนินการคอื การเรยี นรภู้ าษาองั กฤษ เพอื่ จะเปน็
ส่ือในการแลกเปลี่ยนเอาความทันสมัย ลาพังพระองค์เองทรงศึกษา
ภาษาองั กฤษอย่กู บั มร. คาสเวลล์ หมอสอนศาสนา เป็นเวลา 6 ปี ทรง
สนับสนุนโรงเรียนของหมอสอนศาสนาท่ีเข้ามาเปิดในประเทศไทยเพ่ือ
อบรมส่ังสอนให้คนไทยมีความรู้ในภาษา วรรณคดี และวิทยาการของ
ตะวันตกทรงส่งเสริมให้เจ้าจอม พระราชโอรสธิดา ได้รับการศึกษา
ภาษาองั กฤษ เมื่อทรงครองราชย์แล้วประมาณ 3 เดือน ไดโ้ ปรดใหภ้ รรยา
ของหมอสอนศาสนา เช่น นางบรัดเล นางแมททูน เข้าไปสอน
ภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง และต่อมาได้ทรงจ้างแหม่ม
แอนนา เลียวโนเวนส์ เป็นครูในพระบรมมหาราชวังอย่างเป็นทางการ
นอกจากการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยัง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯส่งข้าราชการระดับบริหารไปศึกษางานที่
จาเปน็ สาหรับราชการไทย ณ ตา่ งประเทศดว้ ย เชน่ สง่ ขนุ มหาสทิ ธโิ วหาร
ออกไปดกู ารพมิ พ์ ณ ตา่ งประเทศ ในปี พ.ศ. 2404 และสง่ หมื่นจกั รวิจิตร
ไปเรียนแก้นาฬิกา

ด้านการอนุรักษ์และฟนื้ ฟศู ลิ ปวฒั นธรรมไทย
ด้านการละครและการละเล่นโขน

การละเลน่ โขนในสมัยรัชกาลท่ี4
พระราชกรณียกิจที่สาคัญอันควรจะกล่าวถึงในเรื่องการอนุรักษ์
และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง คือการพระราชทานพระบรมรา
ชานุญาตให้หัดละครผู้หญิงกันได้ทั่วไป และพระราชทานพระบรมรา
ชานญุ าตให้นาบทประพนธไ์ ปเล่นได้ เปน็ เหตใุ ห้เกิดการเปล่ียนแปลงการ
เล่นละครซึ่งเดิมผู้ชายเล่นมาก่อนเป็นผู้หญิงเล่นกันท่ัวไปไม่จาเป็นต้อง
เป็นเฉพาะละครหลวงเทา่ นนั้ ครน้ั ละครผหู้ ญงิ แพรห่ ลายขน้ึ เปน็ ทถ่ี กู อก
ถูกใจคนดู เจ้าของงานท่ีประสงค์ให้งานของตนครึกครื้นหรือแม้กระทั่ง
เจ้าของโรงบ่อนท่ีต้องการให้คนเข้าบ่อนมาก ๆ ต่างก็หาละครผู้หญิงไป
แสดง ละครทีไ่ ด้รับงานบอ่ ย ๆ เจา้ ของโรงก็ไดร้ บั ผลประโยชนม์ าก จงึ

ด้านจติ รกรรมไทย

ขรัวอนิ โขง่

จิตรกรรมไทยในสมัยรัชกาลน้ีได้นาวิธีเขียนภาพแบบตะวันตกมา
ผสมผสานโดยใช้ กฎ เกณฑ์ทัศนียวิทยามีระยะใกล้ - ไกลแสดงความลึก
ในแบบ 3 มิติ ตลอดจนการจัดองค์ประกอบให้ บรรยากาศและสีสัน
ประสานสัมพันธ์กับรูปแบบตัวภาพเป็นจิตรกรรมไทยแนวใหม่แสดง
สักษณะศิลปะแบบอุดมคติและศิลปะแบบเรียลลิสท์ จิตรกรเอกในสมัย
รัชกาลนี้คือ พระอาจารย์อินโข่งหรือขรัวอินโข่ง ผู้นาเอาจิตรกรรมแบบ
ตะวันตกท่ีเก่ียวกับการจัดองค์ประกอบ ผู้คนการแต่งกาย ตึก บ้านเมือง
ทิวทัศน์ การใช้สี แสงเงาบรรยากาศท่ีให้ความรู้สึกในระยะและความลึก
มาใชอ้ ย่างสอดคลอ้ งกับเรือ่ งทใ่ี ชแ้ สดงออกเกีย่ วกบั คติและปริศนาธรรม

บาทหลวง” ในภาพปรศิ นาธรรมฝมี อื ขรวั อินโขง่ จิตรกรรมฝาผนงั
ภายในพระอโุ บสถวดั บวรนเิ วศวรวหิ าร

งานจิตรกรรมลักษณะนี้ศึกษาได้ที่พระ อุโบสถวัดบวรนิเวศน์วิหาร
หอราชกรมานุสรณ์ หอราชพงศานุสร นอกจากน้ียังมีงานจิตกรรมอ่ืน ๆ
เช่น ภาพช้าง ตระกูล ต่าง ๆ ในหิมพานต์ท่ีหอไตรวัดพระเชตุพนวิมลมัง
คลาราม ภาพชีวิตชาวบ้านท่ีพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา
ภาพสาวมอญ จิตรกรรมบนบานหน้าต่างอุโบสถวัดบางน้าผ้ึงนอก พระ
ประแดง

ใช้ “สยาม” เป็นช่ือประเทศ

พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
พระราชดาริเห็นว่าการท่ีใช้คาว่า “กรุงศรีอยุธยา” น้ันเป็นพระนามของ
ราชธานีเกา่ ไม่ตรงกับนามของประเทศเวลานี้ อนึ่ง พระเจ้ากรุงสยามใน
รัชกาลกอ่ นนยิ มออกชอื่ ประเทศเป็นทางราชการทต่ี ดิ ต่อกบั ตา่ งประเทศก็
ว่า “กรุงศรีอยุธยา” ส่วนบรรดานานาประเทศเวลานี้นิยมเรียกอยู่ว่า
ประเทศสยามท่ัวกันแล้ว ดูเป็นการลักล่ัน มีช่ือไม่เป็นระเบียบที่แน่นอน
และสิ้นสุดลงได้ ประจวบกับเวลานี้อังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาทาสัญญาทาง
พระราชไมตรีด้วย ครั้นจะใช้นามเดิมเป็นการไม่เหมาะสม จึงเห็นควรใช้
นามของประเทศวา่ “ประเทศสยาม” ตามนามทตี่ ่างประเทศเรยี กกนั จึง
ได้มีประกาศให้ใช้คาว่า “สยาม” เป็นนามทางราชการตั้งแต่ พ.ศ. 2398
สืบไป

ดา้ นการเงนิ

เงนิ พดดว้ งสมยั รชั กาลที่ 4
ส่วนทางด้านเงินตราซึ่งเป็นของคู่กันกับเรื่องการค้าน้ัน แต่เดิมไทย
ใช้เงินเบ้ียซ่ึงเป็นเปลือกหอย และเงินพดด้วงที่เรียกว่าเงินบาท เมื่อ
ประกาศเปดิ การค้าเสรี การคา้ ขายในพระนครเจรญิ รวดเรว็ เกนิ คาดหมาย
เงินตราชาวต่างประเทศและทองคาก็เข้าประเทศมากขึ้นทุกปี เรื่องน้ี
นบั วา่ มีปญั หาในการค้าขาย กลา่ วคอื จะรบั เงินไทย ชาวตา่ งประเทศต้อง
ให้กงสุลไปแลกเงินพดด้วงจากพระคลังหลวง เมื่อราษฎรได้เงินพดด้วง
มาแล้ว แทนที่จะใช้สอยหมุนเวียนกลับเก็บฝังดินไว้ ใช้เงินเหรียญ
ต่างประเทศจ่ายภาษีอากร ท้องพระคลังจึงมีแต่เงินตราต่างประเทศและ
ขาดแคลนเงินไทย ปัญหานี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงแก้ด้วย
การปรับปรุงระบบเงินตราของไทยให้ได้มาตรฐาน ประกาศพิกัดอัตรา

แลกเปล่ียนเงิน ประกาศชี้แจงให้ราษฎรเข้าใจและปรับตัวให้รู้จักใช้
เงินตรา

เหรียญเงนิ ตอกตราพระแสงจักร พระมหามงกฎุ พระเตา้ ราคาสลึง

การเปลี่ยนแปลงเงินตรา ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว โปรดให้ทาหนังสือสัญญากับชาวยุโรปแล้ว การค้าขายในพระ
นครเจริญรวดเรว็ เกนิ ความคาดหมาย แตก่ ่อนมีเรือกาป่นั ชาวยโุ รปเขา้ มา
ค้าขายในพระนครเพียงปีละ 12 ลา แต่เมื่อทาหนังสือสัญญาแล้ว มีเรือ
กาป่ันเข้ามาค้าขายถึงปีละ 200 ลา พ่อค้าชาวยุโรปเอาเงินเหรียญ
ดอลลาร์ ซึ่งใช้ซ้ือขายทางเมืองจีน เข้ามาซ้ือสินค้าราษฎรไทยไม่
ยอมรับ ฝร่ังจึงต้องเอาเงินเหรียญดอลลาร์ มาขอแลกกับรัฐบาลเงินพด
ด้วงนั้นช่างหลวงทาที่พระคลังมหาสมบัติ เตาหนึ่งทาได้ราววันละ 140
บาท เพราะทาดว้ ยเครอื่ งมือมใิ ช่เครื่องจักร เตาหลวงมี 10 เตา ระดมกัน
ทาแต่เงินพดด้วง ได้แค่วนั ละ 1,400 บาท เป็นอย่างมากไมพ่ อใหฝ้ ร่ังแลก
ตามความประสงค์ พวกชาวกรุงพากันร้องทุกข์ว่า เป็นการเสีย

ผลประโยชนช์ าวต่างประเทศทีเ่ ข้ามาทาการค้าขาย พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชดาริจะเปลี่ยนเงินตราสยามเป็น
เหรียญให้ทาด้วยเคร่ืองจักร ในขณะท่ีกาลังรอเครื่องจักรอยู่น้ันโปรดให้
ประกาศพระบรมราชานุญาตพระราชทานให้ราษฎรรับเหรียญชาว
ต่างประเทศแล้วเอามาแลกเงินบาทท่ีพระคลังมหาสมบัติได้โดยอัตรา 3
เหรยี ญ ตอ่ 5 บาท ราษฎรก็ยังไม่พอใจจะรับเงินดอลลาร์ จึงโปรดให้เอา
ตรามงกฎและตราจักร ซึ่งสาหรับตีเงินพดด้วง ตีลงเป็นสาคัญในเหรียญ
ดอลล่าร์ให้ใช้ไปพลางก่อน ก็ยังไม่มีใครพอใจ คร้ันถึงปี พ.ศ. 2403 การ
สร้างโรงกษาปณ์สาเร็จ ทาเงินตราสยามเป็นเหรียญตรามงกุฎกับฉัตรทั้ง
สองข้างด้านหน่ึง ตามช้างเผือกอยู่ในวงจักรด้านหน่ึง เป็นเหรียญ 4
ขนาด คือ บาทหน่ึง กึ่งหนึ่ง สลึงหน่ึงเฟ้ืองหน่ึง และทาเหรียญทองคา
ราคาอันละ 10 สลึงด้วย อีกอย่างหน่ึง เม่ือประกาศใช้เงินตราอย่าง
เหรียญแล้ว เงินพดดว้ งกย็ งั โปรดอนญุ าตใหใ้ ช้อยแู่ ตไ่ มท่ าเพ่ิม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดาริในการ
แก้ปัญหาวิกฤตการณ์เงนิ ตราขาดแคลนในครง้ั น้ี ดว้ ยการโปรดเกล้าฯ ให้
จัดพิมพ์ “เงินกระดาษ” นาออกใช้หมุนเวียนในระบบเงินตราของ
ประเทศสยามเป็นครง้ั แรกใน พ.ศ. 2396 เรยี กว่า “หมาย” หรอื “หมาย
แทนเงนิ ” โดยมพี ระราชประสงคใ์ หร้ าษฎรใชห้ มายแทนการใชเ้ งนิ พดดว้ ง
แต่กลับไม่เป็นท่ีนิยมในหมู่ราษฎร ผู้ท่ีมีหมายในครอบครองมักรีบนาไป
ขึ้นเงินที่พระคลังมหาสมบัติในช่ัวระยะเวลาเพียงไม่นานนัก เน่ืองจาก
ราษฎรยังไม่คุ้นเคยและไม่แลเห็นประโยชน์อันใดในการใช้เงินกระดาษ
แทนเงนิ พดด้วงทเ่ี ปน็ เงินตราหลกั ของประเทศสยามมาแตก่ าลก่อน

ด้านการตัดถนน

ถนนเจรญิ กรงุ
การตัดถนน การคา้ ขายในรชั การนม้ี กี ิจการกวา้ งขวางกว่าเดิม และ
ผู้มาติดต่อค้าขายส่วนมากเป็นชาวยุโรป พวกนี้ได้เข้าช่ือกันทาเรื่องราว
ถวายว่า “ชาวยุโรปเคยขรี่ ถข่มี ้าเดินทางตามท้องถนน เมอื งไทยไม่มีถนน
ให้ใช้รถใช้ม้า” จึงโปรดสร้างถนนข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2404 มีถนนเจริญกรุง
เปน็ สายแรก และต่อ ๆ มา ก็โปรดใหส้ รา้ งถนนบารงุ เมอื ง เฟอ่ื งนคร และ
ถนนพระราม 4

ดา้ นการขดุ คลอง

คลองดาเนนิ สะดวก ขุดคลองในสมยั รชั กาลท่ี 4
การขุดคลอง โปรดให้ขุดคลองเพิ่มขึ้นอีก ท้ังในกรุงและหัว
เมือง ซึ่งก็มีคลองผดุงกรุงเกษม คลองหัวลาโพง คลองภาษีเจริญ คลอง
ดาเนินสะดวก ฯลฯ

ออกราชกิจจานเุ บกษา

ก่อนหน้าท่ีออกหนังสือราชกิจจานุเบกษานั้นได้มีการเขียนข่าว
ทางราชการประกาศ (Coust) ประกาศก่อนแล้วโดยแจกจ่ายไปตาม
กระทรวงกรมต่าง ๆ แต่ยังไม่ทั่วถึงกันได้ ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ท่ีใบ
แถลงขา่ วราชการมไี ปไม่ถึงตอ้ งไปลอกคัดเอาเอง ณ หอหลวง ภายหลงั ได้
โปรด ฯ ใหส้ ร้างโรงพิมพห์ ลวงข้นึ ในพระราชวัง (อยตู่ รงราวพระท่นี ั่งภานุ
มาศจารญู ) เรยี กโรงพิมพ์นั้นวา่ “โรงอักษรพมิ พการ” ต้งั แต่นั้นไม่ต้องไป
คอยลอกคัดอย่างแต่ก่อน หนังสือราชกิจจานุเบกษา ที่ออกครั้ง
น้นั พ.ศ. 2400 โดยมากเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอม
เกลา้ เจ้าอยู่หัวฯ และมกี ารประกาศข่าว ตา่ ง ๆ ของราชการดว้ ย

การทตู ติดตอ่ ต่างประเทศ
เซอร์ จอห์น บาวรง่ิ เขา้ มาทาสญั ญาให้องั กฤษ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ให้เซอร์จอห์น
เบารง่ิ อคั รราชทูตองั กฤษ เขา้ เฝา้ (ภาพจิตรกรรมเทดิ พระเกยี รตกิ ษัตรยิ ์

แหง่ พระบรมราชจกั รวี งศ์ วาดโดย นคร หุราพนั ธ์
ปจั จบุ นั แขวนอยภู่ ายในอาคารรฐั สภา)

ฝ่ า ย อั ง ก ฤ ษ เ มื่ อ ไ ด้ ท ร า บ ว่ า พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จ อ ม เ ก ล้ า
เจา้ อยูห่ วั ได้ทรงทราบซึ้งและสดั ทัดภาษาองั กฤษมาแล้วเป็นอย่างดี อน่ึง
พระองค์ทรงมีพระทัยนิยมต่อการท่ีจะสมาคมกับฝรั่งอยู่แล้ว เข้าใจว่า
รัฐบาลไทยคงไม่ถือคติอย่างจีนเหมือนแต่ก่อน จึงเลือกได้เซอร์
ยอห์น บาวริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกงให้เป็นอัครราชทูต

เชิญพระราชสาสน์ของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียพร้อมด้วยเคร่ืองราช
บรรณาการเข้ามาเสร็จขอทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรดี ว้ ย

อังกฤษมาทาสัญญาคร้ังนี้มีทั้งผลดีและผลร้ายกล่าวคือถ้าไทยขัด
ขืนไม่ยอมอนุโลมแก้สัญญาให้ จะทาอย่างเม่ือเซอร์ เจมส์ บรุก เข้ามา
คราวทแี่ ลว้ ไทยจะต้องรบกับอังกฤษ แต่ถ้าหากหวาดเกรงองั กฤษแลว้ กค็ ง
จะเสียเปรียบในกระบวนสัญญาเป็นผลร้ายต่อไป ทางท่ีจะได้ผลดีจึงต้อง
ให้เป็นการปรึกษาหารือปรองดองมีไมตรีต่อกันท้ัง 2 ฝ่าย ฉะนั้นการ
ที่ เซอร์ ยอห์น บาวริง มาครั้งนี้เห็นว่าทางฝ่ายรัฐบาลอังกฤษเลือกได้คน
ที่เหมาะสมแล้ว เพราะท่านเซอร์ผู้น้ีก็เป็นคนท่ีฉลาดมีไหวพริบทั้งทาง
ปฏิภาณและพูด ฟังคาพูดคนอ่ืนได้ต้ัง 100 กว่าภาษา ส่วนตัวท่าน เซอร์
เองพูดได้กว่า 50 ภาษา และเป็นราชทูตอังกฤษคนแรกที่เข้ามา
เมืองไทย ครั้งน้ีผิดกับ ดร.ยอห์น ครอว์เฟอรดหรือกับตันเฮนรี เบอร
เนย์ ซ่ึงเป็นเพียงทูตของขุนนางผู้สาเร็จราชการอินเดียวส่งมา ส่วน
เซอร์ เจมส์ บรุกนั้นเป็นแต่ผู้ถือหนังสือของเสนาบดีกว่ากระทรวงการ
ต่างประเทศเท่าน้ัน หาใช่ราชทูตที่มาจากราชสานักของพระเจ้าแผ่นดิน
องั กฤษไม่ ดังน้ันจึงเปน็ หนา้ ท่ีของเจา้ ของเมอื ง จะตอ้ งใชค้ วามระมดั ระวงั
ให้มากเพราะถือกันว่าทูต ก็คือ ผู้แทนพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศ ถ้า
เจ้าของเมืองไม่รับรองหรือประพฤติไม่สมแก่เกียรติยศแล้ว จะเป็นการ
หมิ่นประมาท ไม่นบั ถอื พระเจ้าแผ่นดนิ ของเขา ทางพระราชไมตรีอาจจะ
หมองหมางกนั ได้

สง่ ราชทตู ไปอังกฤษ

คณะราชทตู ไทยเขา้ เฝ้าสมเด็จพระนางวคิ ตอเรีย

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2400 เวลา 15 น.เศษ พระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้พระยามนตรีสุริ

ยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูต จม่ืนสรรเพธภักดีเป็นอุปทูต จมื่นมณ

เฑียรพิทักษ์เป็นตรีทูตหม่อมราโชทัย (กระต่าย) เป็นล่าม ไปเจริญทาง

พระราชไมตรียังประเทศอังกฤษ ถวายราชสาสน์ และเครื่องราช

บรรณาธิการแด่สมเด้จพระนางวิคตอเรีย ด้วย พระบาทสมเด็จพระ

เจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเจริญสัมพันธไมตรีสนิทย่ิงข้ึนจึงเป็นเป็น

การสมควรทจ่ี ะแตง่ ราชทตู ออกไปเปน็ การตอบแทนบ้าง นับเป็นครั้งแรก
ทรี่ าชทูตไทยไปทวปี ยุโรปในสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ คณะทูตท่ีไปนี้กลับมา
เม่ือ พ.ศ. 2401 พร้อมด้วยเคร่ืองจักรที่ให้ซื้อมาจัดสร้างโรงกษาปณ์ ทา
เงินเหรียญบาทสลึงและเฟอ้ื งจาหนา่ ยแทนเงินพดดว้ ง

สญั ญาพระราชไมตรกี บั ประเทศตา่ ง ๆ ในรชั กาลท่ี 4 อาทิ

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 มิสแฮร่ีเยเนราล กงสุลประเทศ
ญ่ีปุ่น ทูตอเมริกาได้เข้ามาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีว่าด้วย
การค้าขาย, การเมอื ง, การพกิ ัดอตั ราภาษีและตัง้ กลสุลในประเทศสยาม

วนั ที่ 15 สงิ หาคม พ.ศ. 2399 มองซิเออร มองตคิ นี ทูตฝร่งั เศสเข้า
มาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ว่าด้วยการค้าการพิกัดอัตราภาษี
การเมืองและการต้ังกลสุลในประเทศสยาม ได้ทรงอนุญาต และให้สร้าง
วดั สรา้ งโรงสอนเด็ก ๆ และโรงรกั ษาคนป่วยไข้ กบั ให้คณะบาดหลวงสอน
ศาสนาไดอ้ ีกด้วย แตต่ ้องปฏิบัติตามกฎหมายสยาม

วันท่ี 25 ตลุ าคม พ.ศศ. 2401 ประเทศฉอนซเิ อตกิ เรปปุ บลกิ มาทา
หนงั สอื สญั ญาทางพระราชไมตรวี ่าด้วยการคา้ เมอื งการภาษาษแี ละตง้ั
ศาล อนญุ าตใหต้ ง้ั ได้

วันท่ี 10 กมุ ภาพนั ธ์ พงศ. 2401 พเิ รนทรท์ ูตโปรตเุ กสมาทา
หนงั สอื สญั ญาทางพระราชไมตรวี า่ ด้วยการคา้ การเมืองการภาษแี ละขอตง้ั
กงสลุ ณ ประเทศสยาม

วันท่ี 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2401 พระเจ้าเฟรเดริกท่ี 7 ประเทศ
เดนมาร์คส่งผู้แทนเป็นทูตเข้ามาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ว่า
ดว้ ยการค้าขาย การเมอื ง พกิ ดั อัตราภาษาสนิ คา้ และให้ต้ังกงสลุ ได้

วนั ที่ 17 ธนั วาคม พ.ศ. 2403 โยนฮอน เกอรเ์ ชยี ดทตู เนเธอรแลนด์
เขา้ มาทาหนังสือ สญั ญาทางพระราชไมตรวี ่าด้วยการคา้ การพกิ ดั อตั รา
ภาษี ไดท้ รงอนญุ าตและให้ตง้ั กงสุลได้

วนั ที่ 7 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2405 คอลออย เลนเบอร์ต ทุตเยอรมันได้
เขา้ มาทาสัญญาเจริญ ทางพระราชไมตรีว่าด้วยการค้าขายการเมือง การ
พกิ ัดอตั ราภาษแี ละตง้ั กงสลุ ไดม้ ีพระบรมราชานุญาตใหต้ ั้งได้

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2405 ประเทศสวีเดนนอร์เวย์ ส่งผู้แทน
มาทาหนังสือสัญญาว่าถึงการค้าขาย การเมือง การภาษี และขอตั้งกงสุล
ในประเทศสยาม

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2410 เบลเย่ียมส่งผู้แทนมาทาหนังสือ
สัญญาทางพระราชไมตรีว่าด้วยการค้า การภาษี การเมือง และการตั้ง
กงสลุ

สง่ คณะทตู ไปฝรงั่ เศส

คณะทตู ไทยเฝา้ พระเจา้ นโปเลยี นที่ 3
เวลานั้นรัฐบาลฝร่ังเศสได้นาเรือกลไฟเข้ามาในประเทศสยาม มี
ความประสงคจ์ ะรับราชทตู ไทยไปประเทศฝร่ังเศส ไดใ้ หเ้ จ้าพนักงานไทย
นาความเข้ากราบทูลพระกรุณาให้ทรงทราบพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยในทางพระราชไมตรีอยู่แล้ว จึงได้มีพระบรม
ราชานุมัติโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตน์ราชโกษาธิบดีเป็น
ราชทูต จม่ืนไวยวรนารถเป็นอุปทูต พระณรงค์วิชิตเป็นตรีทูต เชิญพระ
ราชสาสน์คุมเครื่องราชบรรณาธิการออกไปประเทศฝร่ังเศส เม่ือวันที่ 7

กุมภาพันธ์ เพ่ือถวายแก่พระเจ้านโปเลียนท่ี 3 คณะทูตที่ไปน้ีกลับถึง
กรุงเทพฯ วันที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2404

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวทรงมพี ระบรมราชโองการโปรดเกลา้
ฯ ให้เซอร์ จอหน์ บาวรงิ กงสลุ อังกฤษในราชสานักกรุงเทพฯ เป็นทูตไทย
ทาสัญญาพระราชไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ที่จะมาทากับกรุงสยาม เมื่อ
โปรดเกล้าฯ ตั้งใหเ้ ปน็ ทูตแล้วกม็ ปี ระเทศเยอรมัน, สวีเดน, นอรเวย์, เบล
เย่ียมอิตาลี และสเปน ต่างขอทาหนังสือสัญญาพระราชไมตรี ซึ่งท่าน
เซอรไ์ ดร้ ับหนา้ ท่ที ลู ถวายพระราชพธิ ีจรดพระนังคัลแรกนาขวญั

ใน พ.ศ. 2401 ปีนี้เริ่มมีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้
ประกาศให้ถือเป็นประเพณนี ยิ มตลอดไปทกุ ปีธรรมเนียมจับมืออย่างชาติ
ตะวันตกครัง้ แรก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเร่ิมใช้ธรรมเนียม
ฝรั่ง โดยพระราชทานพระหัตถ์ ให้แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทจับมือสั่น
เป็นคร้ังแรก พ.ศ. 2409 และครั้งนั้นได้พระราชทานพระหัตถ์ให้เจ้ากา
วิโลรส เจ้าประเทศราชแห่งพระนครเชียงใหม่จบั เปน็ คนแรก ซงึ่ ขณะทไี่ ด้
ลงมาเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาท ภายหลังพระองค์จึงได้พระราชทานให้
โอกาสแก่ผู้อื่นจับพระหัตถ์สั่นเป็นลาดับไป ถือเป็นขนบธรรมเนียม
สบื เน่ืองใชม้ าจนทุกวันน้ี

ส่งคณะทตู ไปกรุงปักกง่ิ

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวรับสั่งให้แต่งทูตไปกรุงปักกิ่งแจ้งข่าวที่สมเด็จเชษฐาธิราชเสด็จ
สวรรคตพร้อมกับบ้านเมืองได้ผลัดแผ่นดินใหม่ เม่ือคณะทูตไปเมือง
กวางตุ้งได้มีหนังสือบอกเข้าไปที่เมืองปักก่ิง และได้รับหนังสือตอบจาก
เมืองจีนความว่า เป็นเวลาท่ีพระเจ้าเตากวางสวรรคตเช่นกัน พระเจ้าฮา
ฮองราชบุตรกาลังไว้ทุกข์จะออกมารับทูตไทยน้ันไม่ได้ คณะทูตที่ไปถือ
โอกาสคานับพระศพพระเจ้าเตากวาง จุดธูปเทียนของหอมท่ีมีอยู่น้ันท่ี
เมอื งกวางต้งุ สาเรจ็ แลว้ จงึ กลับ

พระเจ้าฮาฮองได้มีราชสาสน์ตอบเข้ามาถวายพระเจ้ากรุงสยาม
ดว้ ย ขณะทท่ี ตู เดนิ ทางถงึ เมอื งเอยี งเชยี งกยุ ไดถ้ กู ผู้รา้ ยปลน้ เกบ็ ขนสงิ่ ของ
ไปจนสิ้น เมื่อถึงเมืองกว้างตุ้ง เรื่องราวทราบถึงเจ้าเมืองกรมการ ๆ จึง
จัดการชาระให้สืบหาตัวผู้รายแต่ไม่ได้ เม่ือคณะทูตถึงกรุงเทพฯ แล้ว
ตงั้ แต่นนั้ มาไทยมิไดส้ ง่ ทูตไปเมอื งจีนอีกเลย

สง่ สมณทตู ไทยไปลงั กา

ในแผน่ ดินพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้าฯ และแผ่นดิน พระนั่ง
เกล้าฯ รวมทั้ง 2 คร้ังด้วยกันท่ีกรุงสยามได้ยืมหนังสือบาลีเก่าทาง
พระพุทธศาสนามาจากลังกา และทั้ง 2 คร้ังน้ันชาวลังกาก็ได้ฝากส่ิงของ
มาทลู เกล้าฯ ถวายเป็นหลายอยา่ ง ทางกรุงสยามมิได้พระราชทานสิง่ ของ
ให้ไปเป็นการตอบแทนเลย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
เห็นว่าเวลานี้สมควรจะมีไปพระราชทานเป็นการตอบแทนบ้าง ดังน้ัน
พ.ศ. 2395 จงึ ไดโ้ ปรดเกล้าฯ ให้สมณทตู ไทยไปลงั กาคนื หนังสือบาลีเกา่ ที่
ยืมมาทั้ง 2 คราวพร้อมกับฝากส่ิงของไปพระราชทานแก่ชาวลังกา
ด้วย จนถึงพ.ศ. 2396 คณะสมณทูตไทยจงึ ไดเ้ ดินทางกลบั

ด้านตลุ าการ

ด้านการตุลาการก็ทรงแก้ไขให้เป็นแบบตะวันตกโดยพระราชทาน
พระบรมราชานุญาตให้เจา้ นายและขนุ นางสามารถเลอื กสรรคนดมี คี วามรู้
มาเปน็ ตลุ าการชั้นสงู ตามแบบอารยธรรมตะวนั ตกท้ังโปรดใหพ้ จิ ารณาคดี
ความได้เป็นไปอย่างยุติธรรมจริง ๆ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปตาม
แบบเดิม คือศาลต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ มิได้
รวบรวมเปน็ กระทรวงเดียวกนั อกี ทั้งโปรดให้ต้งั ศาลตา่ งประเทศ และใน
รัชกาลน้ีอีกเช่นกัน ท่ีมีศาลกงสุลเกิดข้ึนเป็นครั้งแรกเพ่ือพิพากษา
คดีอาญาท่ีเกิดข้ึนระหว่างคนไทยกับคนในบังคับของต่างประเทศ ด้าน
กฎหมาย มีกฎหมายตราออกใช้ในรัชกาลน้ีมาก ซ่ึงมีทั้งกฎหมายว่าด้วย
อาญาหลวง ครอบครวั ผวั เมีย มรดกทรพั ย์สนิ วิธพี ิจารณาคดีความและมี
การประกาศต่าง ๆ ที่โปรดฯประกาศออกมาเพื่อความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชน เช่น ประกาศว่าด้วยอนุญาตให้ใช้ชาวกรุงรับจ้างฝรั่ง
ได้ ประกาศว่าด้วยละครผู้หญิงและอ่ืน ๆ ในด้านเศรษฐกิจพระองค์ก็
ทรงปรับปรุงหลายด้าน ด้วยการเลิกระบบการค้าแบบผูกขาด ซึ่งเป็น
ระบบการค้าแบบด้ังเดิมของไทย มีการผูกขาดสินค้าต้องห้ามหลาย
ชนิด โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ขา้ ว ระบบการค้าแบบใหมน่ ี้เรยี กวา่ ระบบการคา้
เสรี เพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวที่ส่งออก พระองค์ทรงทาหน้าที่ควบคุม
การผลิตและการค้าให้เป็นไปด้วยดี ทรงยึดหลักให้ประเทศมีข้าวบริโภค
อย่างเพียงพอเสยี ก่อนจงึ จะเปิดขายต่างประเทศ และทรงตกั เตอื นราษฎร
ล่วงหน้าถงึ สภาพดินฟ้าอากาศโดยผ่านประกาศต่าง ๆ และทรงแนะนาให้
ราษฎรทานาตามช่วงระยะเวลาทกี่ าหนดให้

ดา้ นการทหาร

โปรดให้มีการฝึกหัดแบบทหารยุโรป โดยจ้างร้อยเอกอิม
เปย์ นายทหารนอกราชการของกองทัพบกอังกฤษ ประเทศอนิ เดยี มาเปน็
ครูฝึกเม่ือปี พ.ศ. 2394 และจัดกองทหารประจาพระองค์ ออกเป็น 2
กอง ได้แก่ “กองทหารรักษาพระองค์ปืนปลายหอกข้าหลวงเดิม” และ
กองทหารหน้า” มีการแบ่งช้ันบังคับบัญชา เช่นเดียวกับทหารในปัจจุบัน
ทกุ อย่าง

ในปี พ.ศ. 2395 ร้อยเอก โทมัส ยอร์ช นอกส์ นายทหารนอก
ราชการชาวองั กฤษอกี คนหน่งึ กเ็ ดินทางเข้ามาเมืองไทยเพอ่ื สมคั รเปน็ ครู
หัดทหารบ้าง จงึ โปรดฯให้ไปฝึกทหารวงั หนา้

อย่างไรก็ดี ทหารที่ฝึกไว้คร้ังน้ัน ก็เป็นแต่เพียงทหารรักษา
พระองค์ ส่วนทหารรบเป็นการป้องกันพระราชอาณาจักร ยังคงเป็นไป
ตามแบบโบราณอยู่ ทหารเรือ ทรงทานุบารุงกองทัพเรือ โดยสร้างเรือ
ชนิดท่ีใช้เครื่องจักรกล โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2401 ทรงตั้งกรมอรสุม
พล เพือ่ อานวยการตอ่ เรือกาปั่น และบังคบั บญั ชาเรอื กลไฟของหลวง เรอื
ท่ตี ่อในรัชกาลนี้ ทส่ี าคัญ ๆ มีเรอื สยามอรสุมพล เรือสงคราม ครรชิต เรือ
ศกั ดิ์สิทธาวธุ เรือราญรุกไพรี เรือศรีอยธุ ยาเดช เรอื สยามูปสดัมภ์ ทรงตั้ง
กรมเรอื กลไฟ เมือ่ พ.ศ. 2411 สาหรบั ลูกเรอื ก็ไดพ้ วกพ้องอาสาจาม และ
เกณฑม์ อญไพรห่ ลวงมาฝกึ หัดเป็นทหารบรีน ส่วนกัปตันต้นหนก็ต้องจ้าง
ชาวต่างประเทศ ตารวจ ตารวจนครบาล มีขึ้นครั้งแรกเมือปี พ.ศ.
2404 จุดประสงค์ก็เพ่ือฝึกคนไว้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของชาวยุโรป
และมลายู สถานท่ีตารวจออกไปปฏิบัติงานเป็นคร้ังแรกนั้น ได้แก่ ตลาด
ท้องสาเพ็ง ส่วนครูฝึกก็เป็นชาวยุโรป และชาวมลายูที่เคยเป็นตารวจมา
กอ่ นนนั่ เอง

ต่อเรอื กลไฟหลวง

เรือสยามอรสมุ พล
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จัดการต่อเรือกลไฟหลวง
สาหรับใช้เป็นประโยชน์แก่ประเทศ เรือท่ีต่อสาเร็จเวลาน้ัน ช่ือสยาม
อรสุมพล มีจักรข้างยาว 75 ฟุต เฉพาะเคร่ืองจักร และกลไกน้ันส่ังมาแต่
ประเทศอังกฤษ สว่ นลาเรอื นนั้ ตอ่ ทก่ี รุงเทพฯ เมอ่ื ไดเ้ รอื สยามอรสมุ พลใช้
ในทางราชการเปน็ ทส่ี บพระราชหฤทยั แล้ว จึงได้โปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรี
สุริยวงศ์จัดการสร้างต่อไปอีกหลายลา ส่วนเรือใบที่เคยต่อและใช้อยู่แต่
ก่อนทรงมพี ระราชดาริจะเลกิ เสยี สง่ คณะราชทตู ไปองั กฤษครงั้ แรก

สงครามกบั พม่าครั้งสดุ ท้าย

เมืองเชยี งรงุ้
เมืองเชียงรุ้งได้มาเป็นเมืองขึ้นของไทยอีกและได้ทูลขออาสาจะตี
เมืองเชียงตุงมาถวายให้ด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรง
ปรึกษาเหล่าเสนาข้าราชการต่างก็กราบทูลถวายความเห็นว่าเป็นการ
สมควรท่ีจะตีเมืองเชียงตุงให้ได้ต่อไป แต่พระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้า ทรงเห็นข้อบกพร่องของกองทัพทางเมืองเหนือคราวท่ี
แล้ว ฉะนั้น คราวนี้ พ.ศ. 2395 พระองค์จึงได้โปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยา
เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทเป็นแม่ทัพใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าพระยายม
ราช (นชุ ) เสนาบดีแผนกกรมเมอื คมุ พลทางเมอื งเหนอื ในภาคใตแ้ ละภาค
กลางมีไพร่พลในกรุงเทพฯ ยกไปด้วยราว 6,488 คน และเกณฑ์ทัพใน
เมืองภาคพายัพอีก ได้ถึง 20,000 คน ให้เมืองหลวงพระบางเป็นกอง

ลาเลยี งยกไปด้วย 3,000 คน ไปสมทบกบั กองทพั เมอื งเชียงใหมแ่ ละเมอื ง
เชยี งแสนมีไพรพ่ ลทัง้ หมดราว 30,000 คน

เมอื งเชยี งตงุ ในอดตี
คร้ันยกไปถึงเมืองเชียงตุงแล้ว จึงต้ังค่ายล้อมเมืองไว้ทุก
ด้าน กองทัพเมืองเชียงตุงยกออกประจันบานกับไทยเป็นสามารถ ตี
กองทพั ไทยอย่หู ลายครง้ั หาไม่ แมก้ องทพั ไทยท่ีล้อมอยู่ไดพ้ ยายามตีเมือง
เชียงตุงหลายคร้ัง กไ็ ม่แตกเชน่ เดยี วกนั
ทัพหลวงวงศาธิราชสนิทยกไปถึงเมืองเชียงตุงน้ันเป็นเวลาฤดูมีฝน
ชุก ทัพเมืองเชียงตุงยกออกตีหลายคราวแต่ก็แตกกลับเข้าเมืองทุก
คราว ไทยต้ังล้อมเมืองอยู่ 21 วัน ก็ขาดเสบียงอาหารลงอีก สัตว์
พาหนะ เป็นโรคระบาด เห็นว่าทาการไม่สาเร็จแน่แล้วจะเสียทีแก่
ข้าศกึ จงึ ไดส้ ง่ั ใหเ้ ลิกทัพ

ส่วนทัพเจ้าพระยายมราชยกไปยังไม่ทันถึงเมืองเชียงตุง ทราบ
ข่าวว่าทัพกรมหลวงวงศาธิราชสนิทกลับแล้ว เจ้าพระยายมราชจึงได้ยก
ทัพกลบั มาทหี ลงั การตีเมอื งเชียงตงุ ครง้ั น้เี มือ่ ไม่สาเรจ็ แลว้ เมืองเชียงตุงก็
ต้องเสียให้แก่พม่าเข้ามีอานาจปกครองได้อีก แต่ถึงเช่นน้ันพวกพม่าและ
ชาวเมืองเชียงตุง ก็หวาดเกรงไทยอยู่มิใช่น้อย นับว่าเป็นการรบพม่าคร้ัง
สุดทา้ ยของไทยด้วยตอ่ มาพม่าเสียเอกราชใหแ้ ก่อังกฤษ
สรา้ งป้อมปอ้ งกนั พระนคร

พ.ศ. 2397 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรด
เกล้าฯ ให้สร้างป้อมข้ึนไว้ 8ป้อมไว้ระยะห่างกันประมาณ 12 เส้น ดังน้ี
ป้อมปอ้ งปัจจามติ ร อยูฝ่ ่งั ตะวันตกท่ีปากคลองสาน ปอ้ มปดิ ปจั จนกึ อยทู่ ่ี
ปากคลองผดุงกรุงเกษมด้านใต้ ป้อมฮึกเห้ียมหาญ? (ยังหาที่ตั้งไม่ได้)
ปอ้ มผลาญไพรรี าบ อยูต่ รงตลาด หวั ลาโพง ปอ้ มปราบศตั รพู ่าย อยรู่ มิ วดั
โศก (พลับพลาชัย) ป้อมทาลายแรงปรปักษ์ อยู่มุมถนนหลานหลวงป้อม
หักกาลังดสั กร อยตู่ รงเชิงสะพานผ่านฟา้ ฯ ถนนราชดาเนิน ปอ้ มพระนคร
รกั ษา อยู่ริมวดั นรนาถ

ต่อมาในรชั การที่ 5 ทรงพิจารณาเห็นว่าป้อมเหล่านี้ไม่ได้ประโยชน์
มากนัก จึงโปรดฯ ให้ร้ือและสร้างเป็นสถานท่ีต่าง ๆ ด้วยมีพระราช
ประสงค์จะขยายเขตพระนครให้กว้างออกไปอีก จึงเหลืออยู่เพียง 3
ปอ้ ม คอื ปอ้ มป้องปัจจามติ ร, ป้อมปดิ ปจั จนึก, และป้อมหกั กาลงั ดัสกร

ดา้ นโหราศาสตร์

เศษพระจอมเกล้า หรือ การพยากรณ์ตารา ตรีภพ เป็นแขนงหนึ่ง
ของวชิ าโหราศาสตรไ์ ทยซ่ึงพระบาทสมเดจ็ พระจอมกล้าเจา้ อยหู่ ัว รชั กาล
ท่ี ๔ ทรงคิดค้นข้ึน และบรรดานักโหราศาสตร์ได้ใช้ในการพยากรณ์
เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน เพราะมีความแม่นยาและเป็นที่ยอมรับของผู้รับ
การพยากรณ์ จุดเด่นของวิชาน้ี คือ ไม่ต้องรู้เวลาตกฟาก ของผู้ที่มารับ
การพยากรณ์ ก็สามารถพยากรณไ์ ด้ การพยากรณต์ ารา ตรภี พ เปน็ วชิ าท่ี
มีประวัติความเป็นมาชัดเจน มีอายุเป็นร้อยปี เรียกได้ว่า บุคคลท่ีศึกษา
โหราศาสตร์ ไม่มีใครไม่รู้จกั วิชานี้ "เศษพระจอมเกล้า" ซ่ึงเป็นอีกหน่ึง
ตาราที่ได้รับการยอมรับว่าแม่นยา และทรงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ
ว่าทรงเปน็ "พระบดิ าแหง่ โหราศาสตรไ์ ทย"

ด้านดาราศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยใน
วิชาดาราศาสตร์มาก ทรงมคี วามเชยี่ วชาญทางดา้ นดาราศาสตรเ์ ทยี บเทา่
กับนักดาราศาสตร์สากล หนังสือของชาวต่างประเทศที่เขียนเกี่ยวกับ
พระองคท์ ่านในสมยั นน้ั มกั จะตอ้ งเขียนเก่ียวกบั เร่อื งการทดลองและการ
คานวณทางวิทยาศาสตร์ของพระองค์ท่านด้วย เช่นเขียนเก่ียวกับเร่ืองท่ี
ทรงวัดดาว ทรงวัดพระอาทิตย์ และทรงศึกษาแผนที่ ตลอดจนเขียน
บรรยายสภาพภายในเขตพระราชฐาน ว่าเต็มไปด้วยเคร่ืองมือ
วิทยาศาสตร์ เช่น เคร่ืองวัดความกดอากาศ กล้องส่องทางไกล กล้อง
จุลทรรศน์ แม้กระท่ังนาฬิกาตั้ง และนาฬิกาแขวน ซึ่งคนไทยในสมัยนั้น
ยังไม่คอ่ ยรู้จกั กัน

อทุ ยานวทิ ยาศาสตรพ์ ระจอมเกลา้ ณ หวา้ กอ จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์

การคานวณทางวิทยาศาสตร์ท่ีทาให้มีพระราชหฤทัยยินดี และเป็น
เรอ่ื งท่แี สดงให้เหน็ ถึงพระปรชี าสามารถในทางวทิ ยาศาสตร์ กค็ อื เรอ่ื งการ
ที่ทรงคานวณสุริยุปราคาเต็มดวงในปี พ.ศ. 2411 ได้อย่างถูกต้อง
แม่นยา ก่อนท่จี ะมีการเลา่ ลอื กันทัง้ ในหมูค่ นไทยและคนต่างชาติ

ใ น ส มั ย นั้ น ค น ไ ท ย ส่ ว น ใ ห ญ่ มี ค ว า ม เ ช่ื อ ใ น เ รื่ อ ง
สุริยุปราคา จันทรุปราคาว่าเกิดขึ้นได้เพราะมียักษ์ใหญ่ช่ือพระราหู อม
พระอาทิตย์และพระจันทร์ไว้ คนที่พบเห็นสุริยุปราคาและจันทรุปราคา
จะต้องช่วยตีฆ้อง ตีกลอง จุดประทัด หรือยิงปืนให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้
พระราหูตกใจ จะได้คายพระอาทิตย์และพระจันทร์ออกมา โลกจะได้
สว่างไสวเหมือนเดิม ยังไม่มีคนไทยคนใดแสดงตนว่ารู้สาเหตุการเกิด

สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในทางวิทยาศาสตร์ และท่ียิ่งไปกว่าน้ันก็
คอื ในเรื่องการคานวณสรุ ยิ ปุ ราคาหมด ดวงเตม็ ดวงนน้ั ตาราโหราศาสตร์
ไทยไมเ่ ช่ือวา่ จะเป็นไปได้

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ประทบั ณ เกยหนา้ พลบั พลา
ทปี่ ระทบั โปรดใหฉ้ ายพระรปู กบั คณะแขกเมอื ง ณ คา่ ยหลวงบา้ นหวา้ กอ

สรุ ยิ ปุ ราคาเต็มดวง

เกิดอาเพศเหมือนจะบอกเหตุว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะ
สวรรคต คอื เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2410 เลา 1.00 น. มีฝนตกหนัก
อสุนีบาตตกท่ีกรุงเทพฯ รวม 12 แห่ง แต่ละแห่งล้วนเป็นที่สาคัญ เช่น
พระอโุ บสถ พระทนี่ ง่ั ในพระบรมมหาราชวงั เปน็ ตน้

ตอ่ มาวนั ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้เกดิ สรุ ยิ ุปราคาเตม็ คราสเปน็
คร้ังแรก จะเป็นสุริยุปราคาน้ีได้ที่ตาบลหว้ากออยู่ใต้ตาบลคลอง
วาฬ เมอื งประจวบคีรขี ันธ์

ประเทศสยามไม่เคยมีสุริยุปราคาเต็มคราสมาตั้งแต่โบราณกาล
แล้ว มีแต่จนั ทรุปราคาเต็มคราสหลายคร้งั ตามประกาศดังน้ี


Click to View FlipBook Version