พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
มหาราชพระองคท์ ่ี 7 (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ทรงสรา้ งชาติ ปกปอ้ งไทย พน้ ภยั พมา่
ทรงทาศกึ ทรงเชี่ยวชาญ ชนศรัทธา
ทรงหาญกลา้ พลกี ายใจ เพอ่ื ชาตไิ ทย
ทรงครองราชย์ ปราบดาภเิ ษก ปฐมบรมกษตั รยิ ์
ทรงขจดั เหตภุ ยั รา้ ย ไมห่ วน่ั ไหว
ทรงเปลย่ี นแปลง ยา้ ยพระนคร ไปทใ่ี หม่
ทรงแกไ้ ข มงุ่ หมายให้ ไทยรงุ่ เรอื ง
เฉลมิ พระนาม เทดิ พระเกียรติ องคจ์ กั รี
นฤบดี ตง้ั ราชวงศ์ ไทยฟูเฟอื่ ง
ทรงสรา้ งชาติ แกรง่ เกรยี งไกร ไทยประเทอื ง
ศกึ ตอ่ เนอ่ื ง ทรงมชี ัย ไทยมน่ั คง
ทรงฟืน้ ฟู ขนบประเพณี ศลิ ปกรรม
วฒั นธรรม ทรงสง่ เสรมิ มากสงู สง่
ทรงชาระ แกก้ ฎหมาย ไทยมน่ั คง
ทรงธารง ชา่ งฝมี อื นจิ นริ นั ดร์
ทรงทานุ บารงุ พระศาสนา
ปวงประชา นอ้ มระลกึ นรงั สรรค์
จารพระคณุ ตา่ งเชดิ ชู พระทรงธรรม์
อภวิ นั ท์ เทดิ องคไ์ ท้ ทกุ ใจเอย
..........................................
ดว้ ยเกลา้ ดว้ ยกระหมอ่ ม ขอเดชะ
ขา้ พระพทุ ธเจา้ นายประสาร ธาราพรรค์ ผู้ประพนั ธ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพะมหา
กรุณาธิคุณต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกอนันต์ ทรงทาศึกสงคราม
พ้นเภทภัยจากพม่า ทรงพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรือง ทรงย้ายเมืองหลวง
จากธนบุรี มากรุงเทพฯ ทรงชาระกฎหมายให้ทันยุคสมัย ทรงแก้ไขการเงิน
การคลัง ทรงสง่ เสริมวฒั นธรรมให้เจริญรงุ่ เรอื ง ฯลฯ
ผู้เรยี บเรียง นายประสาร ธาราพรรค์
พระราชประวตั พิ ระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วีรกษัตริย์
นักรบ ผู้ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์พระองค์แรกแห่งพระ
บรมราชวงศ์จกั รี มีพระนามเดิมวา่ ทองด้วง เสด็จพระราชสมภพเม่ือ วันพุธ
เดือน 4 แรม 5 ค่า ปีมะโรงอัฐศก เวลา 3 ยาม ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม
พุทธศักราช 2279 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระราช
บิดาทรงพระนามว่า ออกอักษรสุนทรศาสตร์(ทองดี) ) ข้าราชการกรม
อาลกั ษณ์ สืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธบิ ดี(ปาน) เสนาบดีกรมพระคลัง
ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช ซ่ึงต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้น
เป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระราชมารดาทรงพระนามว่า พระอัคร
ชายาหยก หรอื ดาวเรอื ง มีบตุ รและธิดารวมทั้งหมด 5 ทา่ น คอื
คนที่ 1 เป็นหญิงชื่อ "สา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพ่ีนางเธอ
กรมสมเด็จพระเทพสดุ าวดี )
คนท่ี 2 เป็นชายชื่อ "ขุนรามณรงค์" ( ถึงแก่กรรมก่อนท่ีจะเสียกรุงศรี
อยธุ ยาแกพ่ มา่ ครัง้ ที่2)
คนท่ี 3 เป็นหญิงช่ือ "แก้ว" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรม
สมเด็จพระศรีสุดารกั ษ์)
คนท่ี 4 เป็นชายชื่อ "ด้วง" (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช )
กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท
คนท่ี 5 เป็นชายช่ือ "บุญมา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวัง
บวรมหาสรุ สิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธริ าช )
มีพระอนุชาท่ีเกิดกับคุณหญิงมา ภรรยาคนที่ 2 ของพระอักษรสุนทร
ศาสตร์(ทองดี)คอื สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ ลา กรมหลวงจักรเจษฎามี
พระขนษิ ฐาทเ่ี กดิ กับคณุ หญิงหยก ภรรยาคนที่ 3 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์
(ทองดี)คอื พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ กุ กรมหลวงนรินทรเทวี เมือ่ เจรญิ
วัยได้ถวายตัวเป็นมหาดเลก็ ในสมเดจ็ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอุทุมพร
วดั มหาทลาย
เมื่อพระองคท์ รงเจริญวยั ขนึ้ ไดถ้ วายตวั เปน็ มหาดเลก็ ในสมเดจ็ เจ้าฟา้
กรมขนุ พรพนิ ิต (ตอ่ มา คอื สมเด็จพระเจา้ อทุ มุ พร) ครน้ั พระชนมายคุ รบ 21
พรรษา กเ็ สด็จออกผนวชเปน็ ภกิ ษอุ ยวู่ ดั มหาทลาย 1 พรรษา แลว้ ลาผนวชเขา้
รบั ราชการเปน็ มหาดเลก็ หลวงในสมเดจ็ พระเจา้ อทุ มุ พรดงั เดมิ
สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี
เมื่อพระชนมายุได้ 25 พรรษา พระองค์เสด็จออกไปรับราชการที่เมือง
ราชบุรีในตาแหน่ง "หลวงยกกระบัตร" ในแผ่นดินสมเด็จพระท่ีน่ังสุริยาศน์
อัมรินทร์ และได้สมรสกับคุณนาค ธิดาในตระกูลเศรษฐีมอญท่ีมีรกรากอยู่ท่ี
บ้านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม ภายหลังได้รับการสถาปนาที่ สมเด็จพระ
อมรินทราบรมราชนิ ี หรือ สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระนามเดิม นาก
หรือ นาค เป็นสมเด็จพระราชินีองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็น
สมเด็จพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
สมเด็จพระบรมราชชนนใี นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราช
สมภพเม่ือวันอาทิตย์ท่ี 9 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชกาลของสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวบรมโกศ ณ บ้านบางช้าง ตาบลอัมพวา อาเภอเมืองสมุทรสงคราม
พระชนกชือ่ "ทอง" (พระชนกทอง ณ บางช้าง) พระชนนีชอ่ื "สนั้ " (สมเด็จพระ
รูปศิรโิ สภาคย์มหานาคนารี) เป็นคหบดีเช้ือสายมอญ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชโอรส-ราชธิดา รวมท้ังส้ิน
42 พระองค์ โดยเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดา ท่ีประสูติแต่
สมเด็จพระพันวษา พระอัครมเหสี 10 พระองค์
เรยี งนามพระราชโอรสพระราชธดิ า
ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ประสตู นิ อกพระมหาเศวตฉตั ร
1. สมเดจ็ พระเจา้ ลกู ยาเธอ เจา้ ฟา้ ชาย (ไมป่ รากฏพระนาม)สมเดจ็ พระ
อมรินทราบรมราชนิ ี-สนิ้ พระชนมแ์ ตค่ รงั้ กรงุ ศรีอยธุ ยา
2. สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจา้ ฟา้ หญงิ (ไมป่ รากฏพระนาม)สมเดจ็ พระอมรนิ
ทราบรมราชนิ ี สิน้ พระชนม์แตค่ รง้ั กรงุ ศรีอยธุ ยา
3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฉิมใหญ่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ปี
กุนเอกศก จ.ศ. 1141
4. สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ เจ้าฟา้ ชายฉิม สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี
วนั พธุ เดอื น 4 ขนึ้ 7 คา่ ปกี นุ นพศกจ.ศ. 1129 วนั พธุ เดอื น 8 แรม 11 คา่
ปวี อกฉศก จ.ศ.1186 57 พรรษา
5. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าแจ่มกระจ่างฟ้า สมเด็จพระอมรินทราบรม
ราชินี ปีขาลโทศก จ.ศ. 1132
วันอาทิตย์ เดอื น 9 แรม 1 คา่ ปีมะโรงสมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1170 38 พรรษา
6. สมเด็จพระเจา้ ลกู เธอ เจา้ ฟา้ หญงิ (ไมป่ รากฏพระนาม) สมเดจ็ พระอมรนิ
ทราบรมราชนิ ี สิน้ พระชนม์ในแผน่ ดนิ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี
7. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุ้ย สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
วันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 8 ค่า ปีมะโรงเบญจศก จ.ศ. 1134 วันพุธ เดือน 8
อุตราสาท ขึ้น 3 ค่า ปฉี ลูนพศก จ.ศ. 1179 45 พรรษา
8. สมเด็จพระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟา้ หญงิ (ไมป่ รากฏพระนาม) สมเดจ็ พระอมรนิ
ทราบรมราชนิ ี สน้ิ พระชนมใ์ นแผน่ ดนิ พระเจ้ากรงุ ธนบรุ ี
9. สมเดจ็ พระเจ้าลกู เธอ เจา้ ฟา้ หญงิ เอย้ี ง สมเดจ็ พระอมรนิ ทราบรมราชนิ ี
วนั องั คาร เดอื น 7 ขนึ้ 7 คา่ ปรี ะกานพศก จ.ศ. 1139 วนั ศกุ ร์ เดอื น 9 แรม
2 คา่ ปมี ะแมเบญจศก จ.ศ. 1185 47 พรรษา
10. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากล้าย เจ้าจอมมารดาภิมสวน ปีจอ
สัมฤทธิศก จ.ศ.1140 สิน้ พระชนม์ในรชั กาลที่ 1
ประสูตเิ มอ่ื เสดจ็ ปราบดาภเิ ษกแลว้
11. พระเจา้ ลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงนุ่ม เจ้าจอมมารดาปุย ปีเถาะเบญจศก
จ.ศ. 1145 สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 3
12. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายทบั ทมิ เจา้ จอมมารดาจัน ปเี ถาะ
เบญจศก จ.ศ. 1145วนั ศกุ ร์ เดือน 7 แรม 6 คา่ ปมี ะโรงโทศก จ.ศ. 1182
38 พรรษา
13. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิง เจ้าจอมมารดาดวง ปีมะโรงฉศก จ.ศ.
1146สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 1
14. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจา้ หญิงผะอบ เจา้ จอมมารดาภิมสวน ปีมะโรงฉ
ศก จ.ศ. 1146สนิ้ พระชนมใ์ นรัชกาลท่ี 1
15. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงพลับ เจ้าจอมมารดาคุ้ม ปีมะเส็ง
สัปตศก จ.ศ. 1147ปีขาลสปั ตศก จ.ศ. 1228 82 พรรษา
16. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายอภยั ทัต เจ้าจอมมารดานอ้ ยแกว้ ธดิ า
พระยาจกั รี เมืองนครศรธี รรมราช วนั องั คาร เดอื น 9 แรม 3 คา่ ปี
มะเสง็ สปั ศก จ.ศ. 1147 วนั อังคาร เดอื น 3 แรม 11 คา่ ปรี ะกานพศก จ.ศ.
1199 52 พรรษา
17. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายอรโุ ณทยั เจา้ จอมมารดานยุ้ ใหญ่ ธดิ า
เจา้ พระยาสธุ รรมมนตรี (พฒั น์ ณ นคร) กบั ทา่ นผหู้ ญงิ ชมุ่ (ทลู กระหม่อม
หญงิ ใหญเ่ มอื งนคร) ปเี ถาะนพศก จ.ศ. 1169 วนั อังคาร เดอื น 6 ขนึ้ 2 คา่
ปมี ะโรงจัตวาศก จ.ศ. 1194 48 พรรษา
18. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ เจ้าจอมมารดาน้อย วันอังคาร
เดือน 5 แรม10 คา่ ปีระกาสปั ตศก จ.ศ. 1187 39 พรรษา
19. พระเจา้ ลกู เธอ พระองคเ์ จ้าหญิงธิดา เจ้าจอมมารดาเอม ปมี ะแมนพศก
จ.ศ. 1149 ปี จอสมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1200 52 พรรษา
20. พระเจ้าลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายคนั ธรส เจา้ จอมมารดาพมุ่ ธดิ า
เจา้ พระยาวเิ ศษสนุ ทร (นาค นกเลก็ )วนั พฤหสั บดี เดอื น 3 ขน้ึ 8 คา่ ปมี ะแม
นพศก จ.ศ. 1149 วนั องั คาร เดอื นย่ี ขน้ึ 13 คา่ ปชี วดอฐั ศก จ.ศ. 1178
30 พรรษา
21. พระเจ้าลูกเธอ พระองคเ์ จ้าหญงิ จงกลณี เจา้ จอมมารดาตานี ธดิ า
เจา้ พระยามหาเสนา (บนุ นาค) ปวี อกสมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1150 สิ้นพระชนมใ์ น
รัชกาลที่ 2
22. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายสุรยิ า เจา้ จอมมารดาเพง็ ใหญ่ วนั
องั คาร เดอื น 12 แรม 1 คา่ ปีระกาเอกศก จ.ศ. 1151 วนั อาทติ ย์ เดอื นอา้ ย
ขนึ้ 7 ค่า ปขี าลฉศก จ.ศ.1216 66 พรรษา
23. พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจ้าหญิงเกษร เจ้าจอมมารดาประทุมา ปีระกา
เอกศก จ.ศ. 1151ส้นิ พระชนม์ในรชั กาลที่ 2
24. พระเจ้าลูกเธอ พระองคเ์ จ้าหญงิ มณฑา เจ้าจอมมารดานม่ิ ปจี อโทศก
จ.ศ. 1152 วนั พฤหัสบดเี ดือน 8 อตุ ราสาฒ ขน้ึ 11 คา่ ปรี ะกาตรศี ก จ.ศ.
1223 72 พรรษา
25. พระเจ้าลูกเธอ พระองคเ์ จา้ หญงิ มณี เจา้ จอมมารดาอู่ ธดิ าพระยา
เพชรบุรี (บญุ รอด)
26. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงดวงสุดา เจ้าจอมมารดาน้อย ปีจอโท
ศก จ.ศ. 1152สน้ิ พระชนมใ์ นรชั กาลท่ี 4
27. พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงจักจั่น (บางแห่งว่า พระองค์เจ้าหญิง
สุมาลี) เจ้าจอมมารดาอิ่ม ภายหลังได้เป็น ท้าววรจันทร์ฯ มีหน้าที่บังคับ
บญั ชาท้าวนางทวั่ ทงั้ พระราชวงั ธดิ าเจ้าพระยารตั นาธิเบศร์ (กุน รัตนกุล) ปี
จอโทศก จ.ศ. 1152 สิน้ พระชนม์ในรัชกาลที่ 2-
28. พระเจ้าลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายวาสุกรี เจา้ จอมมารดาจยุ้ ธิดา
พระราชาเศรษฐี วนั เสาร์ เดือนอา้ ย ขน้ึ 5 คา่ ปจี อโทศก จ.ศ. 1152 วนั
ศกุ ร์ เดือนอ้าย ขนึ้ 8 คา่ ปฉี ลเู บญจศก จ.ศ. 1214 64 พรรษา
29. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายฉัตร เจ้าจอมมารดาตานี (เจ้าคุณวัง)
ธิดาเจา้ พระยามหาเสนา (บุนนาค) เกิดแต่ท่านผู้หญิงเดิมที่ถูกโจรฆ่าตายไป
เมือ่ ครั้งกลบั ไปขนทรพั ย์สมบตั ทิ ฝ่ี ังไว้กลบั มาจากกรงุ เกา่
วนั องั คาร เดอื น 3 ขน้ึ 5 คา่ ปจี อโทศก จ.ศ. 1152 วนั อังคาร เดอื น 6 ขนึ้
6 คา่ ปขี าลโทศกจ.ศ. 1192 40 พรรษา
30. พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จ้าชายสุรยิ วงศ์ เจ้าจอมมารดานวล วัน
พฤหสั บดี เดอื น 6 ขนึ้ 3 ค่า ปกี นุ ตรศี ก จ.ศ. 1153 วันเสาร์ เดือนอา้ ย
แรม 2 คา่ ปฉี ลเู บญจศก จ.ศ. 1215 63 พรรษา
31. พระเจ้าลกู เธอ พระองคเ์ จ้าหญงิ อบุ ล เจ้าจอมมารดาทอง ธดิ าในทา้ ว
เทพกระษตั รี วรี สตรีแหง่ เมอื งถลาง วันศกุ ร์ เดือน 6 ขน้ึ 11 คา่ ปกี นุ ตรศี ก
จ.ศ. 1153 ส้นิ พระชนม์ในรชั กาลท่ี 3
32. พระเจา้ ลกู เธอ พระองคเ์ จ้าหญงิ ฉมิ พลี เจ้าจอมมารดางวิ้ ปกี นุ ตรศี ก
จ.ศ. 1153 วันเสาร์ เดอื นอ้าย ขนึ้ 12 คา่ ปมี ะเสง็ นพศก จ.ศ. 1219 67
พรรษา
33. พระเจา้ ลูกยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายไกรสร เจา้ จอมมารดานอ้ ยแก้ว วนั
จนั ทร์ เดอื นย่ี ขน้ึ 2 คา่ ปกี นุ ตรศี ก จ.ศ. 1153 วนั พธุ เดอื นอ้าย แรม 3
คา่ ปวี อกสัมฤทธศิ ก จ.ศ.1210 57 พรรษา
34. พระเจ้าลกู ยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายดารากร เจ้าจอมมารดาเพง็ ใหญ่ วนั
เสาร์ เดอื น 8 ขนึ้ 12 คา่ ปชี วดจัตวาศก จ.ศ. 1154 ปวี อกสมั ฤทธศิ ก จ.ศ.
1210 57 พรรษา
36. พระเจา้ ลูกเธอ พระองคเ์ จ้าหญงิ ศศธิ ร เจ้าจอมมารดาฉมิ แมว ซง่ึ เปน็
ธดิ าทา้ ววรจนั ทร์ (แจ่ม) ปขี าลฉศก จ.ศ. 1156 สนิ้ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 2
37. พระเจ้าลกู เธอ พระองคเ์ จา้ หญงิ เรไร เจ้าจอมมารดาปอ้ ม (ป้อมสดี า)
ธดิ าพระยารตั นจักร (หงสท์ อง) ปเี ถาะสปั ตศก จ.ศ. 1157 ส้นิ พระชนม์ใน
รชั กาลท่ี 1
38. พระเจ้าลกู เธอ พระองค์เจ้าหญิงกระษัตรี เจ้าจอมมารดานวม ปีมะโรง
อัฐศก จ.ศ. 1158 ปีชวดอฐั ศก จ.ศ. 1178 20 พรรษา
39. พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากณุ ฑลทิพยวดี (พระนามเดมิ พระองคเ์ จา้ จนั ทบรุ ี)
เจ้าจอมมารดาทองสกุ พระธดิ าเจ้าอนิ ทวงศ์ พระเจ้ากรงุ ศรีสตั นาคนหตุ
เวยี งจนั ทนซ์ งึ่ เปน็ เจ้าประเทศราชขณะนนั้ ปมี ะเมยี สมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1160
วนั เสาร์ เดอื น 4 ขน้ึ 3 คา่ ปจี อสมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1200 41 พรรษา
40. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองคเ์ จา้ ชายสุทศั น์ เจา้ จอมมารดากลิน่ ธดิ าพระ
ยาพทั ลงุ (ขนุ ) วนั พธุ เดอื น 8 บรุ พาสาฒ ขน้ึ 1 คา่ ปมี ะเมยี สัมฤทธศิ ก จ.
ศ. 1160 วนั อาทิตย์ เดอื นยี่ แรม 10 คา่ ปมี ะเมียนพศก จ.ศ. 1209 49
พรรษา
41. พระเจ้าลูกเธอ พระองคเ์ จา้ หญงิ สภุ าธร เจ้าจอมมารดาเพง็ เลก็
พระธิดาเจา้ นนั ทเสน พระเจา้ เวยี งจนั ทน์ ปมี ะเมยี สมั ฤทธศิ ก จ.ศ. 1160
สิน้ พระชนม์ในรชั กาลที่ 2 41 พรรษา
42. พระเจ้าลกู เธอ พระองคเ์ จ้าหญงิ สดุ เจา้ จอมมารดาฉมิ ใหญ่ ธดิ าพระยา
พัทลงุ (ขนุ ) ปมี ะแมเอกศก จ.ศ. 1161 สนิ้ พระชนมใ์ นรชั กาลที่ 3 49
พรรษา
รบั ราชการ
ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชทรงปราบดาภิเษกข้ึนเป็นพระมหากษัตริย์และย้ายราชธานีมายังกรุง
ธนบุรี ในขณะน้ันพระองค์มีพระชนมายุได้ 32 พรรษาและได้เข้าถวายตัวรับ
ราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตามคาชักชวนของพระมหา
มนตรี (บุญมา) (ต่อมา คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) โดยทรง
ไดร้ ับพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ แตง่ ตัง้ ให้เป็น "พระราช วรินทร์)" เจา้ กรมพระ
ตารวจนอกขวา และทรงย้ายนิวาสสถานมาอยู่ที่บริเวณวัดบางหว้าใหญ่ (วัด
ระฆงั โฆสติ ารามวรมหาวหิ าร ในปัจจุบนั ) ในปี พ.ศ. 2311 สมเดจ็ พระเจา้ ตาก
สินมหาราชเสด็จขึ้นไปตีเมืองพิมายซึ่งมีกรมหม่ืนเทพพิพิธเป็นเจ้าเมืองพิมาย
พระองคแ์ ละพระมหามนตรไี ดร้ ับพระราชโองการใหย้ กทพั รว่ มในศกึ ครง้ั นดี้ ว้ ย
หลังจากการศึกในครั้งน้ี พระองค์ทรงได้รับการเล่ือนบรรดาศักดิ์เป็น
"พระยาอภัยรณฤทธิ์" จางวางพระตารวจฝา่ ยขวา เพื่อเป็นการปูนบาเหน็จท่ีมี
ความชอบในการสงครามครง้ั นี้
เจ้าพระยาจกั รแี ขก
หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพข้ึนไปปราบ เจ้าพระฝาง
สาเร็จแล้ว มีพระราชดารวิ า่ เจา้ พระยาจกั รแี ขก นน้ั มแิ กล้วกลา้ ในการสงคราม
ดงั นน้ั จงึ โปรดต้งั พระองคข์ ึ้นเป็น "พระยายมราช" เสนาธิบดีกรมพระนครบาล
โดยให้ว่าราชการท่ีสมุหนายกด้วย เม่ือเจ้าพระยาจักรีแขกถึงแก่กรรมแล้ว
พระองค์จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "เจ้าพระยาจักรี"
อคั รมหาเสนากรมมหาดไทย พร้อมทั้งโปรดให้เป็นแม่ทัพเพ่ือไปตีกรุงกัมพูชา
โดยสามารถตีเมืองพระตะบอง เมืองโพธิสัตว์ เมืองบริบูรณ์ แ ละเมือง
พุทไธเพชร (เมอื งบนั ทายมาศ) ได้
เมื่อส้ินสงครามสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้นักองค์รามาธิบดีไปครอง
เมืองพุทไธเพชรให้เป็นใหญ่ในกรุงกัมพูชา และมีพระดารัสให้เจ้าพระยาจักรี
และพระยาโกษาธิบดีอยู่ช่วยราชการท่ีเมืองพุทไธเพชรจนกว่าเหตุการณ์จะ
สงบราบคาบกอ่ น
พระองค์เป็นแม่ทัพทาราชการสงครามกับพม่า เขมรและลาว จนมี
ความชอบในราชการหลายคร้ัง ดังน้ัน จึงได้รับการเล่ือนบรรดาศักด์ิเป็น
"สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิฤกมหิมา ทุกนัครระอาเดช นเรศรราชสุริ
ยวงษ์ องค์อรรคบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินายก" และทรงได้รับพระราชทาน
ใหท้ รงเสลย่ี งงากลนั้ กลดและมีเครอื่ งยศกากบั
พ.ศ. 2323 เสด็จไปปราบเขมร เป็นครั้งสุดท้ายในราชการสงครามใน
ฐานะที่เป็นท่พี ระองคท์ รงเปน็ ทหารเอกของพระเจ้าตาก
ภาพท่ีพระราชวงั บางปะอนิ พระนครศรอี ยุธยา
สมเดจ็ เจา้ พระยามหากษัตรยิ ศ์ กึ (รชั กาลท1่ี ) กลบั จากราชการทพั เมอื งเขมร
สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับจากเขมรมาถึงกรุงธนบุรี เม่ือ
วันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง “...เจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึกทราบข่าวมีการกบฎเกิดข้ึนในกรุงธนบุรี ได้ข่าวว่า สมเด็จพระเจ้า
ตากสนิ ถกู จบั และถกู บงั คบั ให้ผนวชเป็นพระภิกษุ ท่านจึงใหค้ นสนทิ ถอื หนงั สอื
ไปถึงเจ้าพระยาสุรสีห์ให้เข้าล้อมกรมขุนอิทรพิทักษ์ ราชโอรสของของสมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีซ่ึงต้ังทัพอยู่ท่ีเมืองพุธไธเพชร อย่าให้รู้ความ และให้พระยา
ธรรมาซ่ึงต้ังทัพอยู่ที่เมืองกาแพงสวายจับกรมขุนรามภูเบศร์ราช นัดดาของ
สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบุรีไว้เสีย แล้วทา่ นจงึ เลิกทัพจากเขมร...” น่ีคือข้อความ
ท่ีบรรยายเหตกุ ารณท์ ่ีเกดิ ขึ้นใน “แผน่ ดินพระเจ้าตาก”
พระบรมสาทสิ ลกั ษณส์ มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ
พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงการเดินทางกลับของ
เจ้าพระยามหากษัตรยิ ์ศึก “วา่ ณ วนั เสาร์ แรม 9 คา่ เดอื น 5 เพลา 2 โมงเชา้
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ขณะดารงตาแหน่งเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ได้ทัพจากเมืองเสียมราฐ เขมร กลับมาที่กรุงธนบุรี ประทับ ณ พลับพลาหน้า
วัดโพธาราม ฝ่ายขา้ ทูลละอองฯ ผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันไปเชิญเสด็จลงเรือพระ
ที่น่ังกราบ...”ถึงตอนน้ี พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเล่าว่า
พระยาสรุ ิยอภยั ให้สึกเจา้ แผ่นดินออก แล้วพันธนาการดว้ ยเครือ่ งสงั ขลิกพันธ์
พงศาวดารฉบับพนั จนั ทนมุ าศเขยี นความต่อจากตอนท่ีเจ้าพระยาจักรี...
ข้ามมาพระราชวงั สถติ ณ ศาลาลกู ขนุ ว่า “...มหี มูพ่ ฤฒามาตย์เขา้ เฝา้ พร้อมกนั
จึงมีพระราชบริหารดารัสปรึกษาว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินอาสัตย์และสุจริต
ธรรมเสีย ประพฤติการทุจริตฉะนี้ก็เห็นว่าเป็นเส้ียนหนามหลักตออันใหญ่อยู่
ในแผน่ ดิน จะละไวม้ ไิ ด้ ขอใหป้ รวิ รรตออกประหารเสยี ...”
ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกเหตุการณ์ว่า
“เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปรึกษากับพวกหมู่มุขอามาตย์ว่า เมื่อพระเจ้า
แผน่ ดินเป็นอาสัตยอ์ าธรรมดงั น้ีแล้ว จะคิดอา่ นประการใด เหล่าเสนาอามาตย์
ต่างพร้อมใจกนั เหน็ ว่า เป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่ในแผ่นดินจะละไว้เสีย
มิได้ ควรจะใหส้ าเรจ็ โทษเสีย แลเจา้ พระยามหากษัตริย์ศึกกล่าววา่ ... “เปน็ เจ้า
แผ่นดินใช้เราเป็นไปกระทาการสงครามได้ความลาบาก กินเหงื่อต่างน้า เราก็
อุตสาหะกระทาการศึกมิได้อาลัยแก่ชีวิต คิดแต่จะทานุบารุงแผ่นดินให้สิน
เส้ียนหนาม จะให้สมณพราหมณ์และไพร่ฟ้าประชากรอยู่เย็นเป็นสุขส้ิน
ดว้ ยกนั ก็ไฉนอยู่ภายหลงั ตวั จึงนาบุตรภรรยาเรามาจองจาทาโทษ แล้วโบยตี
พระภิกษุสงฆ์ และลงโทษแก่ข้าราชการและอาณาประชาราษฎรทุกเส้นหญ้า
ทง้ั พระพทุ ธศาสนาก็เสือ่ มทรุดเศร้าหมองดุจเมืองมิจฉาทฐิ ิ จงึ มีรับสัง่ ให้เอาตวั
ไปประหารชีวิตสาเร็จโทษเสีย...”
การประหารชีวติ ในอดตี ของไทย
เพชฌฆาตกับผู้คุมก็ลากตัวพระเจ้าตากข้ึนแคร่หามไปกับท้ังสังขลิก
พันธนาการ เจ้าตากจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราส้ินบุญจะถึงท่ีตายอยู่
แล้ว ช่วยพาเราไปหาท่านผู้สาเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคา ผู้
คุมก็ให้หามเข้ามา ณ ศาลาลูกขุน (เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก) ได้
ทอดพระเนตรจงึ โบกพระหัตถม์ ิให้นาเขา้ เฝ้า ผู้คุมและเพชฌฆาตก็หามออกไป
ยังนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธ์“สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงถูก
สาเร็จโทษตามคาสั่ง “ประหาร” ในเช้าวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่า ปีขาล
จัตวาศก จลุ ศักราช 1144 ตรงกับวนั ที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 อยใู่ นราชสมบตั ิ
14 ปี 4 เดือน”เป็นการสาเรจ็ โทษตามคาสงั่ “ประหาร” การสิน้ พระชนม์ของ
พระองค์ตามคาสั่งประหาร ในครั้งนี้ยังเป็นการใช้ดาบตัดพระเศียรเหมือน
นกั โทษร้ายแรงชนั้ สามัญชนและเจ้าตากขณะเม่ือสิ้นบุญถึงทาลายชีพนั้น อายุ
ได้ส่ีสิบแปดปีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก มีรับสั่งให้เอาศพไปฝังไว้ ณ วัดบางย่ี
เรอื ใต้
เหตุใดพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นครองราชย์
กุมอานาจโดยเด็ดขาด
“พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช” ภาพเขยี นโดย อาจารยเ์ ฉลิม นาครี กั ษ์ ภาพนอี้ ยทู่ ่อี าคารรฐั สภา
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นแม่ทัพมี
ความชอบในการสงครามหลายครั้ง ทาให้สั่งสมฐานอานาจขึ้นมาตามลาดับ
จนได้เป็นสมุหนายก แล้วได้เป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก"
(พงศาวดารฉบับเก่าเขียนว่าเป็นเพียง 'เจ้าพระยา' มีหลักฐานว่าก่อนรัชกาล
ท่ี 4 ว่า 'สมเด็จเจ้าพระยา' อาจเป็นคาลาลองสาหรับเจ้าพระยาท่ีได้รับ
เกียรติยศเป็นพิเศษ) มีอิสริยยศเสมอเจ้าต่างกรมสูงกว่าขุนนางทั้ง
ปวง นอกจากน้ียังมีสถานะเป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ด้วยการเป็นทั้งแม่ทัพ
และเป็นสมุหนายกท่ีดูแลกรมมหาดไทยท่ีเป็นกรมใหญ่ที่ดูแลหัวเมืองฝ่าย
เหนือทาให้มีอานาจและไพร่พลในสังกัดมา อาจเพราะเหตุน้ีจึงดึงดูดให้ขุน
นางอ่นื ๆ เขา้ มาสรา้ งเครือขา่ ยเกีย่ วดองทางอานาจ ซ่ึงพบหลักฐานว่ารชั กาลท่ี
1 มีการเก่ยี วดองผา่ นการแตง่ งานกบั กลมุ่ ขุนนางครัง้ กรุงเก่ารวมไปถึงจากเจ้า
ประเทศราช และยังมขี า้ ราชการในสงั กดั มหาดไทยหลายคนท่ีมีส่วนในการยึด
อานาจพระเจ้ากรงุ ธนบุรีด้วย บวกกับบรรดาศักด์ิที่สูงกว่าขุนนางอื่น ทาให้
รัชกาลที่ 1 กลายเป็นเสนาบดีที่มีอานาจบารมีสูงสุดในช่วงปลายรัชกาลพระ
เจ้ากรงุ ธนบรุ ี
อาจารยน์ ธิ ิ เอยี วศรวี งศ์
อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ว่ารัชกาลท่ี 1 เปรียบเสมือนกับ
ศนู ยก์ ลางอานาจของขนุ นางกรงุ เก่าในเวลาน้ัน มีการศึกษาด้วยว่า อานาจของ
พระเจ้ากรุงธนบุรีน่าจะน้อยลงในปลายรัชกาล เพราะเดิมนโยบายการ
ปกครองของพระเจ้ากรงุ ธนบรุ ีคอื ทรงแต่งตั้งข้าหลวงเดิมท่ีทรงไว้ใจใช้สอยมา
ต้ังแต่แรกไปปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ เช่น เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าพระยา
สวรรคโลก เจ้าพระยาอนุรักษ์ภูธร พระยาสุโขทัย (พระเชียงเงินท้ายน้า)
พระยาพิชัยดาบหัก ขุนนางกลุ่มนี้หลายคนมีบรรดาศักด์ิ “เจ้าพระยา”
ในขณะท่ีอัครมหาเสนาบดีหรือจตุสดมภ์ในกรุงมักเป็นแค่ “พระยา” และมี
ไพร่พลในสังกัดมากกว่า เป็นไปได้ว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีอาจต้องการลดจากัด
อานาจเสนาบดีในกรุงท่ีเป็นขุนนางเก่ามาก่อน และไม่ได้เป็นข้าหลวงเดิมที่
ทรงไวว้ างพระทัย แต่เม่ือเวลาผ่านไปขุนนางที่เป็นข้าหลวงเดิมเร่ิมล้มตายกัน
ไป จนกระทั่งศึกอะแซหวุ่นก้ีทาให้ต้องทิ้งร้างหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทาให้ไพร่พล
ในหัวเมืองฝ่ายเหนือจึงถูกกวาดต้อนมายังภาคกลางมากข้ึน ทาให้อานาจใน
การบัญชาการไพร่จึงตกมาอยู่ท่ีขุนนางส่วนกลาง อาจเป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้
รัชกาลที่ 1 มีอานาจมากขึ้น อีกทั้งเจ้าพระยาสุรสีห์เจ้าเมืองพิษณุโลกซึ่งเป็น
เมืองเอกของหวั เมอื งเหนือก็เปน็ พระอนชุ าของรัชกาลที่ 1 เอง
มีกรณีน่าสนใจที่น่าจะบ่งบอกถึงอานาจบารมีของรัชกาลท่ี 1 ในช่วง
ปลายรัชกาลคือ เม่ือเจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่พระธิดาของรัชกาลท่ี 1 ประสูติ
พระโอรสคือเจ้าฟ้าสุพันธุวงษ์ ปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุความทรงจา
กรมหลวงนรินทรเทวีว่ามีการ “ประโคมแตรสังข์ล่ันฆ้องไชย” ซ่ึงจะใช้เม่ือ
สมเด็จพระเจา้ ลกู เธอเจา้ ฟา้ เท่านนั้ ท้งั ท่ีรชั กาลที่ 1 ทรงเปน็ สามญั ชน แตพ่ ระ
เจ้ากรุงธนบุรีทรงยกให้เจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์เป็นเจ้าฟ้าแต่กาเนิด นอกจากน้ีใน
งานศพเจ้าจอมมารดาฉมิ ใหญก่ ใ็ หท้ าเมรุชั้นเจา้ ฟา้ เชน่ เดียวกนั ซึ่งก็เหมือนกบั
จะเปน็ การบอกว่าเปน็ การให้เกียรติรัชกาลที่ 1 ผู้เป็นบิดาเสมอ “เจ้า” (ดังท่ี
เห็นว่าก่อนหน้าน้ันให้เล่ือนเป็น ‘สมเด็จเจ้าพระยา’) และในสงครามไปตี
กัมพูชาครั้งสุดท้ายในรัชกาล พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงต้องการให้เจ้าฟ้ากรม
ขุนอินทรพิทักษ์ พระโอรสครองราชย์ในกรุงกัมพูชาต่อไป แทนที่จะให้เสวย
ราชย์ในกรุงธนบุรี ทั้งน้ีมีสันนิษฐานว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องการให้เจ้าฟ้า
สุพันธุวงศไ์ ด้ครองราชสมบตั ใิ นกรงุ ธนบุรีแทน มีการวิเคราะห์ว่าท้ังการเล่ือน
บรรดาศกั ด์ และการวางตัวเจา้ ฟา้ สุพนั ธวงศ์ให้รับราชสมบัติ เป็นรูปแบบหนึ่ง
ของประนีประนอมทางอานาจ โดยอาจเพราะพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตระหนัก
ว่ารัชกาลท่ี 1 มีฐานอานาจบารมีมากข้ึนเร่ือยๆ จนอาจเป็นภัยคุกคามกับ
พระองคไ์ ด้
ช่วงการเกิดจลาจลท่ีธนบุรี (พระราชพงศาวดารที่ชาระในสมัย
รัตนโกสินทร์อ้างว่า จลาจลดังกล่าวเกิดจากการเมืองของพระเจ้ากรุงธนบุรี
อย่างกรณีพันศรีพันลา การลงโทษพระราชาคณะ กรณีพระยาวิชิตณรงค์
ข้าหลวงไปขูดรีดท่ีกรุงเก่า) สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นจอมพลทัพ
หลวงยกไปตกี มั พูชา จึงนา่ จะมกี าลงั ทหารมากท่ีสุดในตอนน้นั นอกจากน้ียังมี
กองกาลังของพระยาสรุ ยิ อภยั (ทองอิน) เจา้ เมอื งนครราชสมี าผเู้ ปน็ หลานคอย
คุมเชิงอีกด้วย เม่ือเกิดเหตุจลาจล พระเจ้ากษัตริย์ศึกให้พระยาสุริยอภัยคุม
กาลังลงไปธนบุรีก่อน แล้วจะยกทัพตามไป ส่วนตัวสมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึกเองก็ทรงดาเนินการโดยการร่วมมือกับเขมรและญวนให้กรม
ขุนอินทรพิทักษ์กับกรมขุนรามภูเบศซ่ึงร่วมทัพมาด้วยกันไม่ให้กีดขวาง
พระองคไ์ ด้
"ฝ่ายเจ้าพญามหากระษัตรศึก เม่ือให้พญาสุริยอะไภยมาแล้ว จ่ึงแต่ง
หนังสือบอกข้อราชการแผ่นดินอันเปนจุลาจล ให้คนสนิทถือลงไปแจ้งแก่เจ้า
พญาสุรศรี ซ่ึงลงไปต้ังทับอยู่ ณะ เมืองพนมเปน ให้กองทับเขมรพญายมราช
เขา้ ล้อมกรมขุนอนิ ทรพกั ษไ์ วอ้ ย่าใหร้ คู้ วาม แลว้ ใหเ้ ลิกทับกลบั เข้าไป ณะ กรุง
โดยเรว แลว้ ให้บอกไปถงึ พญาธารมา ซ่งึ ตัง้ ทับอยู่ ณะ เมอื งกาพงสวาย ให้จับ
กรมขุนรามผู้เบศจาครบไว้ แล้วให้เลีกทับตามเข้ามา ณะ กรุงธนบูรี " -
พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ณ วัน 2ฯ6 ค่า
เพลา 5 โมงเช้า เจ้าพญาศรศรีซ่ึงเปนสมเดจ์พระ อะนุชาธิราช ล่าทับมา
จากกรุงกาภูชาธิบดี กราบทูลว่า กรมขุนอินทรพิทักษ ขุนฉะนะตั้งอยู่เกาะ
พนมเพง 2000 ให้เขมร 30000 ญวน 8000 ล้อมไว้ ครั้น ณวัน 1ฯ6 ค่าสม
เดจ์พระอะนุชาธิราชจึ่งชุมพล 6000 เศศแยกกันออกเปนหลายกอง ไปล้อม
จับขุนอนิ ทรพิทักษ์ ไดท้ ่ตี าบลเฃาน้อยไกลป้ ัถะหวีทงั้ ขุนชะนะและพกั พวกเปน
7 คนกุมลงมาณกรงุ ธณบรู ีย์"พระราชพงศาวดารกรงุ สยามฉบบั บรติ ิชมิว
เซียมนอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่อยู่ในเครือข่ายของรัชกาลที่ 1 รวมตัวกันหาสมัคร
พรรคพวกจะมาตีกรุงธนบุรี เช่น กลุ่มของเสมียนป่ิน (ได้เล่ือนเป็นเจ้าพระยา
พลเทพสมัยรัชกาลท่ี 1) กลุ่มของนายบุญนากบ้านแมล่ า (ไม่ไดเ้ กย่ี วกบั ตระกลู
บุนนาค) ขนุ ชนะ ขุนสรุ ะท่กี รุงเก่า ซึง่ เตรยี มการจะยกรชั กาลท่ี 1 เป็นกษตั ริย์
แทน ได้สงั หารพระยาวชิ ิตณรงค์ขา้ หลวงทีม่ ารีดทรพั ย์ในกรงุ เกา่ แลว้ รวบรวม
กาลังจะไปตีเมืองธนบุรีเป็นกลุ่มแรก นอกจากนี้พระยาสรรค์ที่พระเจ้ากรุง
ธนบุรสี ่งมาปราบกบฏแปรพักตร์ ทาให้กาลงั ของกบฏเพิม่ ขนึ้
พระเจ้ากรงุ ธนบรุ ี
การทก่ี บฏสามารถตีธนบุรไี ด้ไมย่ ากเย็นสว่ นหนงึ่ กค็ งเพราะพระยาสรรค์
หกั หลงั พระเจ้ากรุงธนบรุ ี นอกจากน้คี งเพราะกองกาลงั สว่ นใหญถ่ กู เกณฑ์ไปตี
เขมรหมดแล้วทาให้ไม่มีกาลังป้องกันเมืองได้มากพอ ดังระบุในจดหมายเหตุ
ความทรงจากรมหลวงนรินทรเทวีว่า "ผู้คนบางเบาร่วงโรยนัก" พระเจ้ากรุง
ธนบรุ ีเองคงจะยอมรับว่าทรงสู้ไม่ได้จึงรับส่ังกับพระยารามัญวงศ์ พระยามหา
อามาตย์ พระยาธิเบศร์ท่ีตอนแรกจะสู้ตายกับพวกกบฏว่า "สิ้นบุญพ่อแล้ว
อยา่ ให้ยากแก่ไพร่เลย"แตร่ ัชกาลที่ 1 ไมไ่ ด้ขน้ึ ครองราชย์โดยสะดวก เดิมเมื่อ
พระยาสุรยิ อภยั มาถงึ กรงุ ธนบุรไี ดท้ าขอ้ ตกลงกบั พระยาสรรคว์ า่ จะรอรชั กาลท่ี
1 กลับมาครองราชย์ แต่ระหว่างน้ันพระยาสรรค์เกิดกลับใจมารบกลางเมือง
กับพระยาสุริยอภัย (พระราชพงศาวดารระบุว่าพระยาสรรค์จะเอาราชสมบัติ
เอง) จึงปลอ่ ยพระเจา้ หลานเธอ กรมขนุ อนรุ ักษ์สงคราม มาช่วยรบ นอกจากนี้
ขุนนางธนบุรีท่ีเคยต้านพระยาสรรค์มาก่อนอย่างพระยามหาอามาตย์ พระยา
รามัญวงศ์ก็กลับใจมาช่วยพระยาสรรค์เช่นเดียวกัน จึงมีการวิเคราะห์ว่า
แท้จริงพระยาสรรค์อาจยังภักดีต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือไม่ก็อาจหวังใช้ผู้ท่ี
ภกั ดีพระเจา้ กรงุ ธนบุรเี ปน็ เคร่ืองมอื ชงิ อานาจกับรชั กาลท่ี 1แต่สุดท้ายพระยา
สรุ ยิ อภยั เปน็ ฝา่ ยชนะ
กรมขนุ อนุรกั ษ์
กรมขุนอนรุ กั ษ์กับขา้ หลวงพรรคพวก 40 กว่าคนถกู จับ หลายคนเปน็ ขุน
นางผู้ใหญ่เป็นคนท่ีอยู่ข้างพระเจ้ากรุงธนบุรีมาก่อนอย่างพระยารามัญวงศ์
พระยามหาอามาตย์ พระมหาเทพเหนือ หลวงคชศักดิ์ ราชรินทร์เหนือ ถูกจับ
ไปประหารทั้งหมด เว้นแต่กรมขุนอนุรักษ์สงซึ่งให้การซัดทอดพระยาสรรค์
พระยามหาเสนา พระยารามญั วงศ์ พระยาวิชิตณรงค์ หลวงพศั ดกี ลาง ต่างถกู
ประหารทั้งหมดนอกจากน้ีเมื่อเจ้าพระยาสุรศรีกลับมาแล้วและได้เป็นกรม
พระราชวังบวรสถานมงคลก็ "ดารัสปรึกษาราชการแผ่นดินด้วยกันแล้ว เสด็จ
ออกจากที่เฝ้า ให้ตารวจไปจับตัวข้าราชการท้ังปวง บรรดาท่ีมีความผิดขุ่น
เคืองกับพระองคม์ าแตก่ อ่ น ใหป้ ระหารชีวิตเสียสิ้นทั้งแปดสิบคนเศษ"ภายหลงั
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ถูกจับกลับมาจากเขมร รัชกาลที่ 1 จะทรงเล้ียงไว้
เพราะเห็นว่าไม่มีความผิด แต่กรมขุนอินทรพิทักษ์ขอตายตามบิดา เลยถูก
ประหารพรอ้ มพระยากาแหงสงครามเจา้ เมืองนครราชสีมาคนเก่า บรรดาพระ
เจ้าลูกเธอผูช้ ายที่โตๆของพระเจา้ กรุงธนบรุ ีก็ถกู จับสาเร็จโทษหมด แล้วก็รวม
พระยาพิชัยดาบหักที่ขอตายตามพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย รวมๆแล้ว ขุนนาง
ธนบุรีท่ีถูกประหารชีวิตก็น่าจะเกือบ 150นอกจากนี้ตาแหน่งข้าราชการท้ังวัง
หลวง วังหน้า หวั เมืองถูกเปล่ยี นแทบท้ังหมดซ่ึงรวมๆแลว้ กห็ ลายร้อยตาแหนง่
เสนาบดีท่ีข้ึนมาใหม่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นข้าหลวงเดิมของรัชกาลท่ี 1 กับกรม
พระราชวังบวรฯ หรือไม่ก็เป็นคนที่มีความชอบในการตีกรุงธนบุรีอย่างหลวง
สรวิชิต (ภายหลังคือเจา้ พระยาพระคลัง (หน) ที่คอยส่งขา่ วใหร้ ัชกาลที่ 1 หรอื
นายบุญนากบ้านแม่ลา หลวงชนะ หลวงสุระที่เป็นต้นคิดยกกาลังมาตีกรุง
ธนบรุ ีล้วนได้เลื่อนเปน็ เสนาบดผี ูใ้ หญท่ ัง้ ส้ิน ขา้ หลวงเดมิ ของพระเจา้ กรงุ ธนบุรี
ถ้าไม่ถูกประหารก็คงจะถูกปลดออกหมดตามสภาพปกติเวลาเปล่ียนราชวงศ์
ให ม่ซึ่ง ค งไ ม่เอ า คน ที่ยา ก แก่ก าร ไ ว้ใ จ มา ใ ช้ส อ ยค รับ ดัง น้ัน แ ล้ว เ ม่ือ ก ลุ่ม
การเมืองของพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกกาจัดเกือบหมดแล้ว จึงทาให้รัชกาลท่ี 1
ทรงอานาจได้อย่างสมบรู ณ์ และคงไม่มี “ผ้มู อี านาจในสมัยน้ัน” ท่ีจะมอี านาจ
บารมีเสมอรัชกาลท่ี 1 ไม่มี
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ปราบดาภเิ ษกขนึ้ ครองราชย์
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
หลังจากนั้นในวันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 หลังจากท่ีพระองค์ทรง
ปราบปรามกบฏเรียบร้อยแล้ว ทางอาณาประชาราษฎร์ได้อัญเชิญเสด็จข้ึน
ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ขณะที่มีพระชนมายุได้
46 พรรษา เม่ือพระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
แล้ว พระองค์มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระ
บรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณิน
ทราธิราช รัตนากาศภาษกรวงษ์ องค์บรมาธิเบศ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัต
นราชชาติอาชาวไศรย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิ
บดนิ ทร์ หรหิ รินทราธาดาธบิ ดี ศรวี ิบลู ยคุณอักนษิ ฐ ฤทธริ าเมศวรมหันต์ บรม
ธรรมกิ ราชาธิราชเดโชไชยพรหมเทพาดเิ ทพนฤบดนิ ทร ภมู นิ ทรบรมาธเิ บศโลก
เชฐวิสุทธิ รัตนมกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่
หัว"
เนื่องจากพระปรมาภิไธยที่จารึกลงในพระสุพรรณบัฏนี้เป็นพระ
ปรมาภิไธยเดียวกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา 3 พระองค์ ได้แก่
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง), สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระ
เชษฐา) และสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 3 (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ดังน้ัน
พระองคจ์ งึ เปน็ "สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ 4"
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจา้ อย่หู ัว
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ออกพระนามรัชกาล
ท่ี 1 ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตามนามของพระพุทธรูปที่
ทรงสร้างอุทิศถวาย และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เพิ่มพระ
ปรมาภิไธยแก่สมเด็จพระบรมอัยกาธิราชจารึกลงในพระสุพรรณบัฏว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ นเรศวราชวิวัฒนวงศ์
ปฐมพงศาธิราชรามาธิบดินทร์ สยามพิชิตินทรวโรดม บรมนารถบพิตร
พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก"
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
หลังจากน้ัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราช
โองการเฉลมิ พระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรี
สินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือ พระบาทสมเด็จพระ
รามาธบิ ดีที่ 1
ในวาระการสถาปนากรงุ รตั นโกสินทรค์ รบรอบ 200 ปี รัฐบาลได้จัดงาน
สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2525 ในการน้ีรัฐบาลและปวงชนชาว
ไทยพร้อมใจกันเฉลิมพระเกยี รติพระองค์โดยถวายพระราชสมญั ญา "มหาราช"
ต่อท้ายพระปรมาภิไธย ออกพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จฬุ าโลกมหาราช"
เมื่อครั้งท่ีทรงดารงตาแหน่งหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสมรสกับคุณนาค ธิดาของคหบดีใหญ่ใน
ตระกลู บางช้าง (ดู ณ บางช้าง) โดยมีพระราชโอรสสองพระองค์หนีราชภัยมา
ต้ังถ่ินฐานท่ีแขวงบางช้าง เมืองราชบุรี (ปัจจุบัน คือ จังหวัดสมุทรสงคราม)
ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์ แม้จะมิได้โปรดให้สถาปนายกย่องขึ้นเป็นสมเด็จ
พระอคั รมเหสอี ย่างเป็นทางการก็ตาม แตค่ นท้ังปวงก็เข้าใจว่าท่านผู้หญิงนาค
เอกภรรยาดั้งเดิมน้ันเองท่ีอยู่ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี จึงพากันขนาน
พระนามว่า สมเด็จพระพันวษา หรือสมเด็จพระพรรษา ตามอย่างการขนาน
พระนามสมเด็จพระอัครมเหสีตั้งแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามสมเด็จ
พ ร ะ พั น ว ษ า ท ร ง มี อี ก พ ร ะ น า ม ว่ า ส ม เ ด็ จ พ ร ะ อ ม ริ น ท ร า บ ร ม ร า ชิ นี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชโอรส-ราชธิดา รวมทั้งส้ิน
42 พระองค์ โดยเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาท่ีประสูติแต่สมเด็จ
พระพันวษา พระอคั รมเหสี 10 พระองค์
การสถาปนากรงุ รตั นโกสนิ ทร์
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชรบั สง่ั ย้ายราชธานี
จากฝงั่ ธนบรุ มี ายงั ฝง่ั กรงุ เทพฯ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์พระปฐมกษัตริย์
แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี โปรดเกล้าให้ย้ายที่ต้ังราชธานีมาอยู่ฝั่งตะวันออก
ของแม่นา้ เจ้าพระยาแต่เพยี งฝง่ั เดียว ด้วยเหตุผลหลักหลายประการ ทางด้าน
ยุทธศาสตร์ รูปลักษณะของพ้ืนท่ีฝ่ังตะวันออกคล้ายแหลมใหญ่ มีแม่น้าโอบ
ล้อมทั้งทางทศิ เหนือ ทศิ ตะวันตก และทศิ ใต้ ส่วนทางทศิ ตะวันออกเป็นที่ราบ
ลุ่มกว้างใหญ่ นับเป็นชัยภูมิที่ดีในการป้องกันศึก ทางด้านถูมิศาสตร์ พ้ืนที่ฝ่ัง
ธนบุรี ถูกกัดเซาะจากกระแสน้าที่ไหลเช่ียวกรากมาทางเหนือ ทาให้ตล่ิงด้าน
ตะวันตกทรุดพังทลายเร็วกว่าพื้นที่ฝ่ังตะวันออก ทางด้านการพัฒนาเมือง
พ้ืนที่ฝั่งธนบุรีมีจากัด มีวัดขนาบอยู่สองด้าน และมีการใช้ท่ีดินหนาแน่นมาก
ทาใหก้ ารขยายตัวของเมืองในอนาคตเป็นไปได้โดยยาก และพ้ืนท่ีนอกกาแพง
เมืองฝงั่ ตะวนั ตกทไี่ กลออกไปเต็มไปด้วยร่องสวนผลไม้ ในขณะท่ฝี งั่ ตะวันออก
เป็นพื้นท่ีท้องนา การพัฒนาเมืองกระทาได้ง่ายกว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช องค์พระปฐมกษตั ริย์แหง่ พระบรมราชวงศ์จักรี โปรด
เกล้าให้ย้ายท่ีต้ังราชธานีมาอยู่ฝ่ังตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยาแต่เพียงฝ่ัง
เดียว ด้วยเหตุผลหลักหลายประการ ทางด้านยุทธศาสตร์ รูปลักษณะของ
พื้นที่ฝ่ังตะวันออกคล้ายแหลมใหญ่ มีแม่น้าโอบล้อมท้ังทางทิศเหนือ
ทิศตะวันตก และทิศใต้ สว่ นทางทิศตะวนั ออกเป็นทร่ี าบลุม่ กวา้ งใหญ่ นับเป็น
ชัยภูมิที่ดีในการป้องกันศึก ทางด้านถูมิศาสตร์ พื้นที่ฝั่งธนบุรี ถูกกัดเซาะจาก
กระแสน้าที่ไหลเช่ียวกรากมาทางเหนือ ทาให้ตลิ่งด้านตะวันตกทรุดพังทลาย
เร็วกวา่ พน้ื ทฝี่ งั่ ตะวันออก ทางดา้ นการพัฒนาเมอื ง
พืน้ ทฝ่ี ่งั ธนบุรมี ีจากดั มวี ดั ขนาบอยู่สองด้าน และมีการใช้ท่ีดินหนาแน่น
มาก ทาให้การขยายตัวของเมืองในอนาคตเป็นไปได้โดยยาก และพื้นท่ีนอก
กาแพงเมืองฝั่งตะวันตกที่ไกลออกไปเต็มไปด้วยร่องสวนผลไม้ ในขณะที่ฝั่ง
ตะวันออกเป็นพน้ื ทีท่ อ้ งนา การพฒั นาเมืองกระทาไดง้ ่ายกวา่
สภาพการใช้ที่ดินทางฝ่ังตะวันออกของแม่น้าเจ้าพระยามิได้ว่างเปล่า
หากแต่เป็นพ้นื ทส่ี ่วนหนงึ่ ภายในเขตกาแพงเมืองของกรุงธนบุรี และเน่ืองจาก
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกทรงคนุ้ เคยกบั พืน้ ท่ฝี ง่ั น้มี าต้ังแตส่ มัย
ทท่ี รงดารงตาแหนง่ เจ้าพระยาจักรีในสมัยกรุงธนบุรี ด้วยทรงเป็นนายงานรับ
พระบรมราชโองการสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในการบูรณะปรับปรุงพ้ืนที่
พระนครท้ังสองฟากแม่น้าแล้วสร้างกาแพงเมืองและป้อมให้ม่ันคงบริบูรณ์
ดงั กลา่ วมาแล้ว ดังนน้ั การท่ที รงสถาปนากรงุ รตั นโกสินทร์บนพื้นท่ีปัจจุบัน จึง
มไิ ดเ้ ป็นการยา้ ยพระนครมาบนพื้นที่วา่ งเปล่า หากแต่เปน็ พืน้ ทีท่ ่มี ีการใช้ที่ดิน
ค่อนข้างเบาบางกว่าทางฝ่ังตะวันตก ลักษณะทางกายภาพของที่ดินทางฝ่ัง
ตะวันออกกอ่ นปีพุทธศกั ราช 2325 น้ัน คงเป็นเรือกสวนริมแม่น้าและทุ่งนาท่ี
เรียกว่า ทะเลตม ลึกเข้าไปในแผ่นดินกว้าง ชุมชนคงเกาะตัวริมแม่น้าและ
ลาคลองต่าง ๆ ซึ่งขุดแยกเข้าไปหล่อเล้ียงนาข้าวและสวนผลไม้ภายใน
ส่ิงก่อสร้างท่ีสาคัญ ๆ ได้แก่คูเมือง และกาแพงเมืองตามแนวคลองคูเมือง
เดิม (ที่เรียกกนั วา่ คลองหลอดในปจั จบุ ัน) วัดโพธิ์ และวัดสลกั (วดั พระเชตพุ น
วมิ ลมังคลาราม และวัดมหาธาตยุ ุวราชรงั สฤษฎใ์ิ นปจั จบุ นั ตามลาดบั ) ซง่ึ ตง้ั อยู่
ใกล้ฝ่ังแม่น้าเจ้าพระยา นอกจากน้ีก็มีบ้านเรือนของพระยาราชาเศรษฐีและ
ชาวจีนตรงบรเิ วณพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน และบ้านเรือนของชาวญวน
ตรงบรเิ วณทา่ เตยี น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จข้ึนครองราช
สมบัติ ได้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรี เม่ือวันท่ี 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ( วัน
อาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่าปีขาล ) คือ ทาพิธียกเสาเอก " เสาหลักเมือง"
กรุงเทพมหานครได้ลงมือก่อสร้างอย่าง จริงจังเมื่อ พ.ศ. 2326 ทรงโปรด
เกล้าฯใหพ้ ระยาธรรมาธิกรณ์ (บญุ รอด) กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองสรา้ ง
พระนครปัจจุบันกรุงเทพฯ มีช่ือเต็มว่า" กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์
มหินทรายธุ ยา มหาดลิ กภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน
อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธ์ิ (สมัยรัชกาลท่ี4
เปล่ยี นบวรรัตนโกสนิ ทร์ เปน็ อมรรตั นโกสินทร์) ไดม้ ีผู้แปลนามกรุงเทพฯไว้ว่า
หมายถงึ “ พระนครอนั กว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นท่ีที่สถิตของพระแก้วมรกต
เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่งคงและเจริญย่ิง เป็นเมือง
หลวงท่ีบริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่าร่ืนรมย์ย่ิง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โต
มากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าว
สักกเทวราช (พระอินทร์) พระราชทานใหพ้ ระวิษณกุ รรมลงมาเนรมติ ไว้ ”
กรงุ เทพมหานครฯหรือพระนครแห่งใหม่นี้ใช้เวลาสร้าง 3 ปี มีการสร้าง
กาแพงเมอื ง ปอ้ มปราการ วัดวาอาราม และพระที่นัง่ ตา่ งๆ ดงั นี้ พระทนี่ ่งั ดุสติ
มหาปราสาท พระที่นัง่ พิมานรัตยา พระทนี่ ง่ั จักรพรรดิพิมาน พระท่ีนั่งไพศาล
ทักษิณ พระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัยมไหสูณยพิมาน และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
(เดิมช่ือพระที่น่ังสุทไธสวรรย์ปราสาท) ฯลฯ ส่วนกาแพงพระนครมีความยาว
188 เส้นเศษ สูง 1.6 เมตร หนาเกือบ 2 เมตร มีประตูใหญ่ 13 ประตูได้แก่
ประตูรัตนพิศาล พิมานเทเวศน์ วิเศษไชยศรี มณีนพรัตน์ สวัสดิโสภา
เทวาพิทักษ์ ศักดิ์ไชยสิทธิ์ วิจิตรบรรจง อนงคารักษ์ พิทักษ์บวร สุนทรทิศา
เทวาภิรมย์ และอุดมสดุ ารักษ์ และมี ปอ้ ม 14 ป้อม ได้แก่ พระสุเมรุ /ยุคนธร
/มหาปราบ /มหากาฬ /หมูทะลวง(หมูหลวง) /เสือทะยาน /มหาไชย /
จกั รเพชร /ผีเส้ือ /มหาฤกษ์ /มหายกั ษ์ /พระจนั ทร์ /พระอาทติ ย์ และอิสินธร
โปรดให้สร้างข้ึนในพระบรมมหาราชวังทานองเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์
สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นท่ีประดิษฐานของพระแก้วมรกต พระพุทธรูป
คู่บา้ นคูเ่ มืองของไทย
สาเหตุทยี่ า้ ยราชธานี
แผนทก่ี รงุ เทพฯ กรงุ ธนบุรี
1. เหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เน่ืองจากกรุงธนบุรีต้ังอยู่บนสองฝ่ังแม่น้า
ทาให้การลาเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก ฝั่ง
กรุงเทพฯมีลกั ษณพ์ ้ืนทีค่ ล้ายแหลมใหญ่ โอบด้วยแม่นา้ ท้งั สามทิศ และมีทะเล
ทางทศิ ตะวันออก เหมาะสาหรบั เป็นชัยภมู ิที่ป้องกันขา้ ศกึ ไดอ้ ยา่ งดเี ลศิ ทงั้ ทาง
น้าและทางบก
2. เหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์ ฝ่ังธนบุรีเป็นฝั่งโค้งด้านนอกของแม่น้าที่
ไหลเชี่ยวจากทางเหนอื จึงทาให้ตล่งิ ทรุดพงั เรว็ กวา่ ฝ่งั ตรงกันขา้ ม
3. เหตุผลในการพัฒนาเมอื งการใช้ทีด่ ินฝ่ังธนบุรีหนาแนน่ มาก โดยเฉพาะ
ในเขตพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีน้ันเกือบจะขยายไม่ได้เลย
เพราะถูกขนาบดว้ ยวดั แจง้ และวดั ทา้ ยตลาด พ้ืนที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเป็น
สวนผลไมซ้ ึ่งพัฒนายากกวา่ พ้ืนที่ทอ้ งนาทางฝัง่ ตะวันออก
วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม
การสร้างราชธานีใหม่น้ันใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี โดยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวัน
อาทิตย์ ข้ึน 10 ค่า เดือน 6 ปีขาล จ.ศ. 1144 ตรงกับวันท่ี 21 เมษายน
พ.ศ. 2325 และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง พระบรมมหาราชวัง
สืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวัง
ตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงการสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นการสืบ
ทอดประเพณี วฒั นธรรม และศิลปกรรมด้ังเดิมของชาติ ซง่ึ ปฏิบัติกันมาตั้งแต่
สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่น้ีว่า
"กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัต
นราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะ
ทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์" นอกจากน้ียังโปรดเกล้าโปรดประหม่อมให้สร้าง
ส่ิงต่างๆ อันสาคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนน
และสะพานต่างๆ มากมาย
วดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลารามเป็น วดั ประจารัชกาลที่ 1
วัดพระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม
วดั พระเชตุพนวมิ ลมังคลาราม เดมิ ชอื่ วัดโพธาราม เปน็ วัดเก่าแกส่ รา้ งแต่
สมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเพทราชา รัชกาลท่ี 1ให้บูรณะปฏิสังขรณ์อยู่
นานถงึ 12 ปแี ล้วพระราชทานนามใหมว่ า่ “ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ”
(รัชกาลท่ี 4 ได้เปลี่ยนจาวาส เป็น ราม )ถือ เป็นวัดประจารัชกาลท่ี 1
วัดมหาธาตุ เดิมช่ือวัดสลัก มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน สมเด็จกรม
พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทพระราชทานนามให้ว่า “ วัดนิพพานาราม ”
ครั้นเมื่อมีการสังคยานาพระไตรปิฎกปีพ.ศ. 2331 และได้สร้างมณฑป
ประดิษฐานพระไตรปฎิ ก จงึ เปล่ยี นชอ่ื เปน็ “ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ” เมื่อกรม
พระราชวังบวรฯทิวงคต รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานนามใหม่ให้ว่า
“ วัดมหาธาตุราชวรมหาวหิ าร ” ตอ่ มาในสมยั รชั กาลที่ 5 ไดบ้ ูรณะปฏสิ งั ขรณ์
คร้ังใหญ่และพระราชทานนามให้ว่า “ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิราช
วรมหาวหิ าร
วัดสทุ ศั นเทพวราราม
วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดท่ีรัชกาลท่ี 1 โปรดให้สร้างข้ึนเม่ือ
พ.ศ. 2350 เพอ่ื ให้เปน็ วดั กลางเมืองเชน่ เดียวกับวัดพนญั เชงิ สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
และโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานท่ีนี่
และรัชกาลที่ 2 ได้ทรงแกะสลักบานประตูหน้าพระวิหารไว้ด้วย วัดสระเกศ
เดิมชื่อวัดสะแก เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 ทรงทาพิธีสรงสนาน (สระหัว)ตาม
ประเพณี ครนั้ เมอ่ื เสวย์ราชย์แลว้ จึงได้พระราชทานนามใหม่ใหว้ ่าวัดสระเกศ
พระราชลญั จกร
พระราชลัญจกรประจารัชกาลท่ี 1 เป็นตรารูป "ปทุมอุณาโลม" หรือ
"มหาอณุ าโลม" หมายถึง ตาท่สี ามของพระอศิ วร ซึ่งถือเปน็ ปฐมฤกษใ์ นการต้ัง
พระบรมราชจักรีวงศ์ มีอกั ขระ "อ"ุ แบบอักษรขอมอยู่กลาง ล้อมรอบดว้ ยกลีบ
บัวอันเป็นดอกไม้ท่ีเป็นสิริมงคลในพุทธศาสนาตราอุณาโลมท่ีใช้ตีประทับบน
เงินพดด้วงมีรปู ร่างคล้ายสังขท์ ักษณิ าวรรต หรือ สังข์เวียนขวา มีลักษณะเป็น
ม้วนกลมคลา้ ยลักษณะความหมายของพระนามเดิมวา่ "ดว้ ง" อยู่ในกรอบลาย
กนก เรม่ิ ใชเ้ มอื่ พ.ศ. 2328 ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก
พระพุทธรปู ประจาพระชนมวารและประจารัชกาล
พระพุทธรูปประจาพระชนมวารเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรตามวัน
พระบรมราชสมภพ สร้างราว พ.ศ.2410-2411 สร้างด้วยทองคา บาตรลงยา
สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพ่ือทรงอุทิศพระราชกุศล
ถวายพระบรมอัยกาธิราช สูง 29.50 เซนตเิ มตร ประดษิ ฐานในหอพระสุราลัย
พมิ าน
พระพุทธรูปประจารัชกาล เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร
ภายใต้พระเศวตฉัตร 3 ชั้น สร้างราว พ.ศ. 2367-2394 หน้าตักกว้าง
8.3 ซ.ม. สงู เฉพาะองค์พระ 12.5 ซ.ม. สงู รวม 46.5 ซ.ม. ประดิษฐานในหอ
พระสรุ าลัยพมิ าน
พระราชกรณยี กิจ
ฟ้ืนฟขู นบประเพณี ตลอดจนศลิ ปกรรมและงานชา่ งฝมี อื ต่างๆ
เรอื พระทนี่ งั่ สพุ รรณหงส์
เมอื่ เข้าสยู่ คุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เม่ือเสด็จข้ึนครองราชย์สมบัติ
ในปี 2325 ทรงต้ังพระราชปณิธานที่จะฟ้ืนฟูขนบประเพณี ตลอดจน
ศิลปกรรมและงานช่างฝีมือต่างๆ ให้กลับคืนดังเดิม ดังน้ันเรือพระราชพิธีจึง
ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ และจัดสร้างข้ึนใหม่จากเดิมอีกหลายลาโดยเฉพาะ
เรอื หลวงชือ่ “เรือพระท่ีนั่งสุพรรณหงส์” เพื่อเป็นพระราชพาหนะและในการ
แหพ่ ระพทุ ธรูปทางนา้ ซงึ่ เรอื พระทนี่ ั่งสุพรรณหงส์น้ี มกี ารจดั สร้างคร้ังแรกใน
สมัยกรุงศรีอยุธยาต้นรัชกาลพระมหาจักรพรรดิ สาหรับการเสด็จพระราช
ดาเนินทางชลมารคสมัยรัชกาลท่ี 1 น้ัน มีการกล่าวถึงเมื่อคร้ังเสด็จไป
พระราชทานกฐินทางชลมารค ณ วัดบางหวา้ ใหญ่ กับวดั หงส์ ทรงใช้ขบวนเรอื
และเรือพระที่นั่ง ได้แก่ เรือทรงพระกฐินใช้เรือพระที่นั่งใหญ่ แคร่จัตุรมุข
เรือด้ังอาสาวิเศษ ซ้ายขวาชักเรือพระกฐิน เรือพระท่ีนั่งทรง คือเรือพระที่นั่ง
ศรีสักหลาด เรือคู่ชัก 2 ลา คือเรือพระท่ีน่ังทองแขวนฟ้าของบ้านใหม่
กับของโพเรียง เรือด้ังนาเสด็จ 4 คู่ เรือตามเสด็จ นอกจากจะมีขบวนหลวงที่
จดั เปน็ ขบวนกรธี าทพั เรอื อย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละออง
ธุลีพระบาท และประชาราษฎร์ท่ีมีฐานะยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่างๆ
เช่น ทาเป็นจระเข้ หอย ปลา และสตั วน์ ้าต่างมาสมทบเขา้ ขบวน เปน็ ขบวนนา
และขบวนตามขบวนหลวง เรือบางลามีวงปี่พาทย์และการละเล่นต่างๆ ไปใน
เรือด้วยซ่งึ เรือดนตรีในขบวนนี้มีมาแตโ่ บราณแล้วเพือ่ ใหฝ้ พี ายไม่เหน็ดเหน่ือย
เรว็ แตใ่ หม้ คี วามสนกุ สานไปดว้ ย
วดั อนิ ทารามวรวิหาร