นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลท่ี 1ยังพบว่ามีการใช้ขบวนเรือในงานพระเมรุ
ดว้ ย แตไ่ ม่มากนัก เช่น งานพระเมรุพระบรมศพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซ่ึง
รัชกาลท่ี 1 ได้เสด็จโดยขบวนทางชลมารค ไปยังวัดยี่เรือ ปัจจุบัน คือ
วัดอินทาราม ฝ่ังธนบุรี ประกอบด้วยเรือพระท่ีน่ังศรีสักหลาด เรือพระท่ีน่ัง
ทองแขวนฟ้า บา้ นใหม่ และเรือพระทนี่ ่ังทองแขวนฟ้า โพเรยี ง
พระราชกรณียกจิ ดา้ นการชาระประมวลกฎหมาย
เม่ือปี พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังคณะกรรมการข้ึนมาพิจารณาชาระกฎหมาย
ที่มีอยู่ให้ถูกต้องและสมบูรณ์ เพ่ือนามาใช้เป็นหลักการปกครองต่อไป ซึ่ง
กฎหมายทีช่ าระขนึ้ ใหม่มีชื่อว่า กฎหมายตราสามดวง มีความยาวเป็นสมุดยก
แปด 3 เล่ม รวม 1,677 หนา้ ใช้เวลาในการชาระ 11 เดือน ซึ่งกฎหมายตรา
สามดวงนีไ้ ดใ้ ชม้ าอย่างยาวนานจนถึงรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยหู่ ัว (รชั กาลที่ 5) รวมระยะเวลา 131 ปี
พระราชกรณียกจิ ดา้ นการปกครอง
พระบรมรปู พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช
ประดษิ ฐาน ณ ปราสาทพระเทพบดิ ร
การปกครองสมัยนั้นแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นในและช้ันนอก ตาแหน่งท่ี
รองลงมาจากพระมหากษตั ริย์ คอื ตาแหนง่ กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล
ระบบการบริหารมีอัครเสนาบดี 2 ตาแหน่ง คอื สมุหพระกลาโหม มี
หน้าทถี่ วายคาปรกึ ษาแก่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว และสมหุ นายกมหี นา้ ที่
ปกครองดูแลความสงบเรยี บร้อยในพระนคร
เสนาบดีจตุสดมภ์ ดแู ลด้านตา่ งๆ มี 4 ตาแหนง่ ประกอบดว้ ย
1. เสนาบดีกรมเมือง หรือ กรมเวียง มีตราพระยมทรงสิงห์เป็นตรา
ประจาตาแหน่ง มีหนา้ ท่ีบังคับบัญชารักษาความปลอดภัยให้แก่ราษฎรทั่วไป
ในราชอาณาจักร
2. เสนาบดีกรมวัง มีตราเทพยดาทรงพระนนทิกร(โค) เป็นตราประจา
ตาแหน่งมีหน้าท่ีบังคับบัญชาภายในพระบรมมหาราชวัง และพิจารณาความ
คดแี พ่ง
3. เสนาบดกี รมพระคลัง มตี ราบัวแก้วเป็นตราประจาตาแหน่งมหี นา้ ท่ีใน
การรับ – จ่าย และเก็บรักษาพระราชทรัพย์ท่ีได้จากการเก็บส่วยอากร
รวมถึงบังคบั บญั ชากรมทา่ และการค้าขายกบั ต่างประเทศ รวมถงึ กรมพระคลงั
ต่างๆ เชน่ กรมพระคลงั สนิ ค้า
4. เสนาบดีกรมนา มีตราพระพิรุณทรงนาคเป็นตราประจาตาแหน่ง มี
หนา้ ทีบ่ ังคบั บัญชาเกี่ยวกับกิจการไรน่ าท้ังหมด
พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการฟน้ื ฟขู นบธรรมเนยี ม และศลิ ปกรรม
เครื่องราชปู โภค
ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีการฟื้นฟูข้ึนใหม่ ได้แก่ พระราชพิธี
บรมราชาภิเษก พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้าพระพิพัฒน์สัตยา พระราช
พิธีอาพาธพินาศ(เป็นพิธีเก่ียวกับการป้องกันโรคระบาดตามความเช่ือของ
สมัยก่อน) พระราชพิธีสถาปนาเจ้าประเทศราช พระราชพิธีผนวช พระราชพิธี
โสกันต์ พระราชพิธีเหล่านี้ นอกจากทาเพื่อความเป็นสิริมงคล ยังเป็นการ
แสดงใหเ้ ห็นวา่ บ้านเมอื งเข้าสู่สภาวะปกตแิ ล้ว
นอกจากนย้ี ังโปรดให้สรา้ งส่งิ ของเครอื่ งใชป้ ระกอบพระเกยี รตยิ ศสาหรบั
พระมหากษัตริย์รวมเรียกว่า เคร่ืองราชูปโภค เป็นงานประณีตศิลป์ท่ี
ทรงคุณค่า เช่น เคร่ืองเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎ
พระแสงขรรค์ชยั ศรี ธารพระกรชัยพฤกษ์ พระแสจ้ ามรกี ับวาลวีชนี และฉลอง
พระบาทเชิงงอน เคร่อื งประดับต่างๆ เช่น พระชฎากลบี พระสงั วาล พระมหา
สังข์เครื่องสูง พระแสงราชศาสตราวุธ พระโกศ เครื่องราชูปโภคดังกล่าว
ปจั จุบนั ยังคงอัญเชญิ มาใชใ้ นพระราชพธิ ีสาคญั เสมอ
พระราชกรณียกจิ ทส่ี าคัญในการทานุบารงุ พระศาสนา ไดแ้ ก่
การสังคายนาพระไตรปิฎก เป็นพระราชกรณียกิจที่สาคัญท่ีสุด โดยตั้ง
คณะสงฆ์ประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะข้ึนมาเพ่ือชาระ
พระไตรปิฎก เนื่องจากพระไตรปิฎกที่มีอยู่มีความผิดเพ้ียน และบันทึกเป็น
หลายอักษร ท้ังอักษรลาว รามัญ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ชาระให้ถูกต้อง และ
บันทึกเป็นอักษรขอมจารึกลงบนใบลาน แล้วเก็บไว้ที่หอพระมณเฑียรธรรม
แล้วสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ตามพระอารามหลวงต่างๆ เพ่ือได้ใช้
ศึกษาต่อไป
การกวดขันสมณปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชทรงสถาปนาพระเถระชน้ั ผ้ใู หญ่ ให้ดารงสมณศักดิ์รับผิดชอบศาสนา
ให้รุ่งเรืองต่อไป และได้ทรงตราพระราชกาหนดกฎหมายกวดขันความ
ประพฤติของพระสงฆไ์ ว้อยา่ งเครง่ ครดั
วดั พระเชตพุ นวิมลมงั คลาราม
วัดสวุ รรณดาราราม
การสร้างวัด และการบูรณปฏิสังขรณ์ การสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์
วดั วาอาราม เม่อื มกี ารสร้างพระนครข้ึนใหม่ รัชกาลท่ี 1 ได้พยายามสร้างราช
ธานีให้เหมือนกรุงศรีอยุธยา แม้แต่วัดวาอารามก็ให้มีช่ือเหมือนกับวัดในสมัย
อยุธยา อาทิ การสรา้ งวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ให้อยใู่ นเขตพระราชฐานเป็น
พุทธาวาส ก็เลียนแบบวัดพระศรีสรรเพชญ อยุธยาสร้างวัดมหาสุทธาราม
( วัดสุทัศน์เทพวราราม ) เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน พระศรีศากยมุนี โดยสร้าง
เลียนแบบ วัดพนัญเชิง นอกจากวัดที่สร้างแล้วยังบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอ่ืน ๆ
อีกมาก เช่น วัดโพธาราม ได้ร้ือของเดิมทั้งหมดแล้วสร้างข้ึนใหม่ เปล่ียนช่ือ
เป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ภายหลังเปลี่ยนช่ือเป็น วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาราม ( วัดโพธ์ิ )วัดนี้ถือว่าเป็นวัดประจารัชกาลที่ 1 วัดสระเกศ
วรวิหาร ( วัดสระแก ) วัดระฆังโฆสิตาราม ( วัดบางหว้าใหญ่ ) วัดยานนาวา
( วดั คอกกระบอื ) วดั สุวรรณาราม วดั พระพุทธบาท จงั หวัดสระบุรี วดั สวุ รรณ
ดาราราม จังหวัดอยุธยา วดั นี้ถือวา่ เปน็ วดั ประจาราชวงศ์จักรี
พระศรีสกั ยมนุ ี หรอื พระศรศี ากยมนุ ี (หลวงพอ่ โต)
พระประธานในพระวหิ ารหลวงวดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฏิ์
การสงั คายนาพระไตรปฏิ ก
ในสมยั สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ไดม้ ีการชาระพระไตรปฎิ ก แตท่ าไมส่ าเรจ็
เพราะส้ินรัชกาลเสียก่อน ในปี พ.ศ. 2331 รัชกาลท่ี 1 โปรดให้ดาเนินการต่อ
โดยมี สมเด็จพระสังฆราช ( ศรี ) เป็นประธาน ได้มีการคัดเลือกพระสงฆ์ที่มี
ความรู้ทางพระปริยัติธรรม กับราชบัณฑิต มาช่วยกันสังคายนาพระไตรปิฎก
ณ วัดพระศรีสรรเพชญ ( วัดนิพพานาราม ) ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราช
รังสฤษฎ์ิ ( วัดสลัก ) เมื่อสังคายนาพระไตรปิฎกเรียบร้อยแล้ว ได้โปรดให้
คัดลอก สร้างเป็นพระไตรปิฏกฉบับหลวงขึ้น เรียกว่า ฉบับทองใหญ่ แต่เดิม
เรียก ฉบับทอง หรือฉบับทองทึบ เพราะปิดทองทึบทั้งหมด แล้วนาไปไว้ใน
หอพระมณเทยี รธรรม วัดพระศรีรตั นศาสดาราม ต่อมาภายหลังได้สรา้ งขนึ้ อีก
2 ชุด เรียก ฉบับทองชุบ และฉบับรองทรง หรือ ฉบับข้างลาย แล้วโปรดให้
คัดลอกแจกจา่ ยไปตามวดั วาอารามตา่ ง ๆ
การรวบรวมพระพทุ ธรูปโบราณ
พระพุทธสหิ ิงค์
เน่ืองจากบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ มีพระพุทธรูปท่ีหล่อทิ้งไว้ กลางแดด
กลางฝนตามวดั ร้างต่าง ๆ มากมายไมม่ ีผ้ใู ดดแู ลเอาใจใสจ่ ึงโปรดให้อัญเชิญมา
ไว้ท่ี กรุงเทพฯ พระพุทธรูปส่วนใหญ่นามาประดิษฐานอยู่ที่ วัดโพธ์ิ
พระพุทธรูปท่ีสาคัญ ท่ีอัญเชิญมา ได้แก่ พระพุทธสิงหิงค์ อัญเชิญมาจาก
เชยี งใหม่ มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในวังหน้าพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติในปัจจุบัน พระศรีศากยมุนี อัญเชิญมาจากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ
จังหวัดสุโขทัย มาประดิษฐาน ในวิหารหลวงวัดสุทัศน์ ฯ พระพุทธเทวปฏิมา
กร อัญเชญิ มาจากวัดศาลาส่ีหนา้ ( วดั คหู าสวรรค์ ) ธนบรุ ี มาประดษิ ฐานเป็น
พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม ( วดั โพธ์ิ )
พระโลกนาถ
พระโลกนาถ อัญเชิญมาจาก วัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัดอยุธยา มา
ประดิษฐานในพระวิหารวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ( วัดโพธ์ิ ) พระศรี
สรรเพชญ อญั เชญิ มาจากวดั พระศรีสรรเพชญ จังหวดั อยุธยาแต่เนื่องจากเป็น
พระพทุ ธรปู ทีช่ ารดุ เพราะถกู พมา่ เผาเพือ่ ลอกเอาทองไป จึงอัญเชญิ มาบรรจไุ ว้
ในพระมหาเจดีย์ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลามราม แล้วพระราชทานนามว่า
พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ ซึ่งถือกันว่า เป็นพระมหาเจดีย์ประจา
รัชกาลที่ 1พระพุทธรูปที่สาคัญอีกองค์คือ พระแก้วมรกต ได้อัญเชิญ
นอกจากนี้ ยังได้โปรดให้เลื่อนและตั้งสมณศักด์ิพระราชาคณะคนแก่พระสงฆ์
และทรงคุณธรรมไปประจาอยู่ตามพระอารามต่างๆและมีความเป็นระเบียบ
เรียบร้อยสบื ตอ่ ไป
ตรากฎหมายพระสงฆ์
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้
ตรากฎหมายคณะสงฆ์ท่ีเรียกว่า กฎพระสงฆ์ ขึ้นในระหว่าง ปี พ.ศ.– 2325-
2344 ดังที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นับเป็น
กฎหมายคณะสงฆ์ชุดแรก ที่ปรากฎหลักฐานอยู่ถึงปัจจุบัน ในการตรา
กฎหมายคณะสงฆ์โดยส่วนรวม ทรงมีพระราชประสงค์ที่สาคัญคือ เพื่อให้
พระภิกษุสงฆ์และสามเณร ประพฤติปฏิบัติตนเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ให้
พระราชาคณะ เจา้ อธิการ และเจ้าหน้าที่ สังฆการี ทาการกากับดูแลและ
ลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ตามสมควรแก่โทษหนักเบา ท่ี
พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ รวมท้ังท่ีทรงตราไว้ในกฎพระสงฆ์นี้ด้วย
นอกจากน้ัน ในแต่ละฉบับจะทรงปรารภเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนเฉพาะกรณี ๆ ไป
อันเปน็ สาเหตุใหต้ ้องตรากฎพระสงฆฉ์ บบั นนั้ ๆ ขน้ึ มา
การท่ีมีกฎพระสงฆ์ขนึ้ มาน้ี สะทอ้ นให้เห็นเหตุการณ์ในคร้ังนั้น โดยเริม่
จากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2310 เกิดบ้านแตกสาแหรก
ขาด ประชาชนพลเมืองเกิดความระส่าระสายไปทั่ว ภิกษุ สามเณรประพฤติ
ตนย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ไม่เป็นท่ีตั้งศรัทธาของประชาชนเช่นท่ีเคย
เป็นมาในสมยั ก่อน พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้า ฯ ในฐานะทีเ่ ป็นองค์เอก
อัครศาสนูปถัมภก จึงทรงเร่งรับฟ้ืนฟูสถานภาพของพระพุทธศาสนาไป
พร้อม ๆ กันกับที่ทรงเร่งรีบฟื้นฟูสภาพของบ้านเมือง ให้พ้นจากจุดวิกฤติ
โดยเร็วที่สดุ
เงนิ ตรา
เงินตราที่ใช้กันในรัชกาลที่ 1 นั้น ทาเป็นเงินพดด้วง (เรียกกันอีก
อย่างหนึ่งว่า “เงินกลม”) เช่นเดียวกับท่ีเคยใช้กันมาแต่ก่อนซ่ึงมีอยู่ 4ขนาด
ด้วยกันคือ ชนิดราคา 1 บาท ชนิดราคา 2 สลึง ชนิดราคา 1 สลึง และชนิด
ราคา 1 เฟ้ือง ส่วนตราที่ประทับ ในสมัยรัชกาลที่ 1 – 3 เงินตราหลักท่ีใช้
ยังคงเป็นเงินพดด้วง เพยี งแต่มกี ารเปล่ียนแปลงตราประจารัชกาลทีใ่ ช้ประทับ
เท่าน้ัน โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกโปรดให้มีการผลิต
พดด้วง ประทับตรา “บัวอุณาโลม” ซ่ึงเป็นเคร่ืองหมายประจารัชกาล และ
ตราพระแสงจักร ซ่ึงเป็นตราประจาแผ่นดิน มีขนาดและราคาต่าง ๆ เช่น
ตาลึง บาท กงึ่ บาท สลงึ เฟ้อื ง
การฟ้นื ฟศู ิลปวฒั นธรรม
การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช ส่วนใหญ่จะเป็นการฟ้ืนฟูในด้านวรรณกรรมเป็นสาคัญ
โดยทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองบ้าง กวีและผู้รู้เขียนข้ึนมาบ้าง และ
ดว้ ยความทพ่ี ระองคท์ รงสนพระทยั ในงานด้านวรรณศิลป์เป็นอยา่ งมาก จึงได้
ทรงพระราชนิพนธง์ านวรรณกรรมท่ีทรงคณุ คา่ ไวจ้ านวนหนง่ึ ท่ีรู้จกั กนั ดไี ดแ้ ก่
พระราชนพิ นธเ์ ร่ืองรามเกียรต์ิ อันเปน็ สุดยอดวรรณคดี เอกของไทย ดังจะเหน็
ได้วา่ เรอ่ื งราวของวรรณคดีเรือ่ งนีป้ รากฏอยู่ในงานศิลปะแขนงต่างๆ มากมาย
เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหารต่างๆ หรือการแสดงโขน เป็นต้น
ซ่ึงรามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ 1 น้ีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชทรงพระราชนิพนธ์ลงในสมุดปกดาแบบโบราณ ความยาวประมาณ
102 เล่มจบ นับว่าเป็นวรรณคดีไทยที่มีความรามเกยี รติ์ยาวมากเรอื่ งหนึ่ง
การตดิ ต่อกบั ต่างประเทศ
องเชยี งสือเขา้ เฝา้ ฯรชั กาลท่ี 1 วาดโดยพระเชยี งอิน ใน ค.ศ. 1887 ภาพนถ้ี กู
แขวนในพระทน่ี ง่ั วโรภาษพมิ าน พระราชวงั บางปะอนิ
จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
การตดิ ตอ่ กับตา่ งประเทศเพ่ือนบ้าน
องเชยี งสอื
การติดต่อกับญวน พ.ศ. 2325 “องเชียงสือ” พระนามของกษัตริย์
เวียดนาม ทายาทคนเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลเหงียน ประสูติเม่ือปี
ค.ศ.1762 (พ.ศ.2305 ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์) เป็นบุตรคนที่ 3
ของเหงียนฟุกลวน ท่ีต่อมาจะกลับไป “ปราบดาภิเษก” เป็นปฐมจักรพรรดิ
ราชวงศ์เหงียนที่ปกครองพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเวียดนามทั้งหมดในช่วงต้น
ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19ตามคาเลา่ ลอื และในความรบั รขู้ องคนทัว่ ไป “องเชียงสือ”
กษตั ริยเ์ วียดนามลภ้ี ยั เขา้ มาสยามสมยั กรงุ รตั นโกสินทร์ เพื่อมาขอพง่ึ พระบรม
โพธิสมภารสยาม นั่นคือ “เรื่องเล่ากระแสหลัก” ที่บอกเล่าถึงความสัมพันธ์
ระหวา่ งสยามกบั เวยี ดนามยคุ ต้นกรงุ รตั นโกสินทรส์ ่วนในหลกั ฐานทางการของ
ไทย พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากร
วงศ์ (ฉบับตวั เขียน) ระบเุ ก่ียวกบั การเขา้ มาสยามของกษัตรยิ ต์ า่ งแดนพระองค์
น้ีว่า องเชียงสือเข้ามาสยามโดยการรับเล้ียงจากขุนนางสยาม ดังปรากฏใน
หลกั ฐานชิ้นนวี้ ่า“…ฝ่ายแผ่นดนิ เมอื งญวน องไกเซินเจ้าเมืองกยุ เยนิ ยกกองทับ
มาตีเมืองไซ่ง่อน องเชียงสือเจ้าเมืองยกพลทหารออกต่อรบต้านทานมิได้ ก็
แตกฉานพา่ ยหนที ้งิ เมอื งเสีย ภาบุตรภรรยาแลขนุ นางสมักพักพวก ลงเรอื แลน่
หนีมาทางทะเล ขึ้นอาไศรยอยู่บนเกาะกระบือ ในปีขานจัตวาศกน้ัน โปรด
เกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาชลบุรีพระระยองออกไปตระเวนสลัดถึงเกาะ
กระบือ ภบองเชียงสือๆ เล่าความให้พระยาชลบุรี พระระยองฟังว่า
องเชียงสือเปนบุตรองเทิงกวาง เปนหลานเจ้าเมืองเว้ บ้านเมืองเสียแก่ฆ่าศึก
หนีมาจะเข้าไปพ่ึงพระบารมี พระยาชลบุรี พระระยองรู้ความแล้ว จ่ึงชวนอง
เชยี งสือให้เขา้ มากรงุ …”
พระยายมราช ( แบน )
การติดต่อกับเขมรนักองเองมกุฎราชกุมารแห่งประเทศเขมรยังทรงอ่อน
วัย พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงแต่งต้ังให้พระยายมราช ( แบน )
เป็นผู้สาเร็จราชการประเทศเขมรทรงชุบเลี้ยงอย่างพระราชบุตรบุญธรรมจน
เวลาผ่านไปได้ 12 ปี จึงได้กลับไปครองประเทศเขมร ทรงพระนามว่า
" สมเดจ็ พระนารายณร์ ามาธบิ ดี " และโปรดใหพ้ ระยายมราช เป็นพระยาอภัย
ภูเบศรค์ รองเมอื งพระตะบองขึน้ กับไทย ผู้น้ีเปน็ ตน้ ตระกลู อภยั วงศ์
การติดต่อกับประเทศตะวันตก ประเทศโปรตุเกสเป็นชาติแรกท่ีมา
ติดต่อกับไทยเม่ือ พ.ศ. 2329 องตนวีเสนได้อัญเชิญพระราชสาส์นเข้ามา
เจริญพระราชไมตรี รัชกาลท่ี 1 โปรดให้จัดการตอ้ นรบั อย่างสมเกียรติ
ฟรานซสิ ไลท์
ประเทศอังกฤษ มีอิทธิพลทางใต้ของไทยและฟรานซิสไลท์ คนอังกฤษ
ได้เพียรขอเฝ้ารัชกาลที่ 1 ทูลเกล้าถวายดาบท่ีประดับพลอยกับปืนด้ามเงิน
กระบอกหน่งึ ต่อมาทรงแตง่ ตัง้ ใหเ้ ป็นพระยาราชกัปตนั
การป้องกนั ราชอาณาจกั ร
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงพระปรชี าสามารถ
ในการรบ ทรงเป็นผู้นาทัพในการทาสงครามกับพม่าทั้งหมด 7 คร้ังในรัชสมัย
ของพระองค์ ไดแ้ ก่
สงครามครง้ั ที่ 1 พ.ศ. 2328 สงครามเกา้ ทพั
เมื่อจอมร้างบ้านเคียนบดิ าของทา่ นผู้หญิงจัน และท่านผหู้ ญิงมกุ ไดถ้ งึ แก่
กรรมลง พระถลางอาดบุตรชายซ่ึงเป็นน้องชายท่านผู้หญิงจันได้ครองเมือง
ถลาง ครองไดไ้ ม่นานก็ถูกผู้ร้ายยิงตาย หลังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบก๊ก
พระยานครได้ประมาณ 7 ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุริน
ทราชาพมิ ลอยั า (ขนั ) เปน็ เจ้าเมอื งถลาง ครน้ั เมอ่ื พระยาสรุ นิ ทราชาพมิ ลอยั า
(ขัน) เจ้าเมืองถลางถึงแก่อนิจกรรม กองทหารจากเมืองหลวงที่ยึดค่ายปาก
พระได้เข้าเกาะตัวจับกุมท่านผู้หญิงจันเป็นเชลยศึกไปที่ค่ายปากพระ ในข้อ
กลา่ วหาอา้ งวา่ สามเี ป็นหนีแ้ ผน่ ดิน
รปู วาดพระราชวงั ของพระเจา้ ปดงุ ทเี่ มอื งอมระปรุ ะ
โดยทูตชาวองั กฤษ ชื่อ Michael Symes ในปี พ.ศ. 2338
พระเจ้าปดงุ เป็นพระมหากษัตรยิ ์ลาดบั ที่ 5 แหง่ ราชวงศอ์ ลองพญา (หรอื
เป็นองค์ที่ 6 หากนับรวมพระเจ้าหม่องหม่องด้วย) ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
เป็นพระโอรสลาดับที่ 5 ใน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา ขึ้นครองราชย์
โดยการปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. 2325 ปีเดียวกับการสถาปนากรุง
รัตนโกสินทร์ พระเจ้าปดุง เม่ือทรงครองราชย์มีพระนามว่า "ปโดงเมง"
หมายถึง "พระราชาจากเมืองปโดง" แต่มีพระนามที่เป็นท่ีเรียกขานในพม่า
ภายหลงั ว่า "โบดอพญา"
พระเจ้าปดงุ
พระเจ้าปดุง เม่ือเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เตรียมกองทัพใหญ่ด้วยพระ
ประสงค์ทจ่ี ะขยายอาณาเขต ด้วยกองทพั ทยี่ ิ่งใหญแ่ กร่งกล้าในการรบสามารถ
ปราบ รามัญ ไทใหญ่ มณีปุระ ยะไข่ ซ่ึงการทาสงครามชนะยะไข่ หรือ
อะรากัน ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันตกของพม่า ท่ีพม่าไม่เคยเอาชนะมาก่อน
เลย หลังสงครามครั้งนี้ พระองค์ยังได้อัญเชิญพระมหามัยมุนี อันเป็น
พระพทุ ธรปู ประจาชาตพิ ม่า จากยะไข่มาประทับท่ีมณั ฑะเลย์ พระเจ้าปดงุ สั่ง
เกณฑ์ทัพจานวนกว่า 1 แสน 2 หมื่นคน แยกเป็น 5 สาย 9 ทัพ มากท่ีสุด
เท่าที่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์ หรือท่ีเรียกว่า "สงครามเก้าทัพ" บุก
กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2328 โดยพระองคท์ รงยกมาเปน็ ทัพหลวง โดยต้ัง
ทพั และตั้งฐานบัญชาการทเ่ี มาะตะมะ แต่เมอื่ พระองคเ์ สดจ็ จากองั วะ ราชธานี
สู่เมาะตะมะแล้ว ในพงศาวดารพม่าระบุว่า เม่ือทรงทราบว่าทางเมาะตะมะ
เตรียมเสบียงไม่พอ พระองค์ทรงกริ้ว ถึงขนาดขว้างหอกใส่นายทหาร
ผู้รับผิดชอบในงานนี้ในที่ประชุมพลทันที และจากเหตุคร้ังน้ีเอง เป็นสาเหตุ
สาคัญสว่ นหนงึ่ ท่ีทาให้กองทัพพม่าไมพ่ ร้อม จึงไมส่ ามารถทาการสงครามครงั้ นี้
สาเรจ็ ลงได้
สงคราม 9 ทพั
การจดั กาลงั ทพั ของฝา่ ยพมา่ ในการเขา้ ตกี รงุ เทพฯมรี ายละเอยี ดดงั น้ี
ครนั้ ถงึ วนั พฤหสั บดี เดอื นธนั วาคม แรม 4 คา่ ปมี ะเสง็ พ.ศ.2328
พระเจ้าปดงุ สงั่ เคลอื่ นพลออกจากเมาะตะมะ ซง่ึ ไดย้ กทพั มาเปน็ หา้ ทางตามที่
พงศาวดารพมา่ ระบคุ อื
ทางเสน้ มะรดิ กาลังพล 11,000
ทางเสน้ ทวาย กาลงั พล 11,000
ทางเสน้ เชยี งใหม่ กาลงั พล 33,000
ทางเสน้ ระแหง กาลงั พล 5,000
ทางดา่ นเจดยี ส์ ามองคพ์ มา่ เรียกทางเสน้ ไทรโยค มกี าลงั รวม 879,000
แบง่ เปน็ ทัพช้าง 500 ทัพมา้ 8,400 และพลเดนิ เทา้ 79,000 รวม 147,900
พระเจา้ ปดงุ
ส่วนพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพพากรวงศร์ ะบุไว้
ว่าทัพพมา่ ยกมา 103,000 ส่วนพงศาวดารไทยรบพมา่ ของกรมพระยาดารงรา
ชานุภาพระบุไว้ว่าพมา่ ยกทพั มา 144,000 จดั กระบวนเปน็ เก้าทัพคือ
ทัพท่ี 1 เม่ือแรกให้แมงยีแมงขอ่ งกยอเปน็ แมท่ ัพแต่แมงยีแมงข่องกยอไม่
อาจจัดหาเสบียงพอแก่กองทัพเมื่อทัพหลวงยกมาพระเจ้าปดุงจึงประหารเสีย
แล้วจงึ ยกเกงหวนุ่ แมงยีมหาสีหะอัครมหาเสนาบดีเป็นแม่ทัพแทนนายกองทัพ
ย่อยมี 2 ทัพไดแ้ ก่
1.นัดมีแลง,แปดตองจา,นัดจักกีโบ,ตองพะยุงโบ,ปะเลิงโบคุมพลตีเมือง
ชุมพร เมืองไชยา
2.ยี่วุ่น,บาวาเชียง,แวงยิงเดชะ,บอกินยอตีเมืองถลาง รวมจานวนคน
ทงั้ หมด 10,000 ตหี วั เมอื งฝ่ายใต้
ทัพที่ 2 อนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพถือพล 10,000 มาต้ังท่ีเมืองทวาย
เดินทัพเขา้ ดา่ นบ้องตี้ตรี าชบุรี เพชรบรุ ไี ปบรรจบกับทพั ทหี่ นึง่ ท่ชี ุมพร นายทพั
ย่อยมี 3 ทัพได้แก่
1.ทวายวุ่น,จิกแก,มนีจอข้อง,สีหะแยจอข้อง,เบยะโบยกทัพไปทางด่าน
เจา้ ข้าว
2.จิกสบิ โบ,ตะเรียงยามะซู,มนสี นิ ตะ,สุรินทะจอขอ้ ง
3.อนอกแฝกคิดหวุ่น
ทัพท่ี 3 หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนาเจ้าเมืองตองอูเป็นแม่ทัพถือพล
สามหมน่ื ยกมาทางเชยี งแสน มาตเี มอื งลาปาง สวรรคโลก สโุ ขทยั พษิ ณุโลก
ลงมาบรรจบกบั ทพั ใหญ่ที่กรุงเทพนายทัพย่อยมี เนมโยสีหซุย,ปันยีตะจองโบ,
ลุยลน่ั จองโบ,ปลนั โบ,มัดชุนรันโบ,มิกอโุ บ,แยจอนระทา,สาระจอซู
ทัพที่ 4 เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่องเป็นแม่ทัพถือพล 11,000 ยกมาตั้ง
ทัพท่ีเมาะตะมะเป็นทัพหน้าท่ีจะเข้าสู่ด่านเจดีย์สามองค์ นายทัพย่อย
ประกอบด้วยกลาวุ่น,บลิ ่งุ ยิง,สะเลจอ,ปญิ าอู, อากาจอแทง,ลนั ชงั โบ, อะคุงวุ่น
,บนั ยตี ะจอง,ละไมวนุ่ ,ซยุ ตองอากา
ทัพที่ 5 เมียนเมหว่นุ เปน็ แมท่ พั ถือพล 5,000 มาต้ังที่เมาะตะมะเป็นทัพ
หนนุ นายทัพมี ยอยแหลกยาเยขอ้ ง,จอกาโบ,จอกแยกาโบ,ตะเรียงบันยี
ทัพท่ี 6 ตะแคงกามะราชบุตรที่ 2 (ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพถือพล
12,000 มาต้ังท่ีเมืองเมาะตะมะเป็นทัพหน้าของทัพหลวงที่จะยกเข้ากรุงเทพ
ทางด่านเจดยี ส์ ามองค์ มจี านจวุ ่นุ ,จิตกองสิริย,แยเลวนุ่ ,อะตอนวนุ่ เป็นนายทัพ
ทัพท่ี 7 ตะแคงจักกุราชบุตรท่ี 3 (สะโดะมันซอ)เป็นแม่ทัพถือพล
11,000 มาตั้งที่เมาะตะมะเป็นทัพหน้าที่สองของทัพหลวง นายทัพได้แก่
เมมราโบ,อะ กตี อ,อากาปนั ยี,มะโยลกั วุน
ทัพท่ี 8 พระเจา้ ปดงุ เปน็ จอมพลนาทัพหลวง 50,000 มาตั้งที่เมาะตะมะ
แบง่ เป็น 5 ทัพ
1.พระเจ้าปดงุ ทัพกลาง
2.อะแซวังมู,จาวาโบ,ยะไข่โบ,ปะกันวุ่น,ลอกาซุนถ่อวุ่น,เมจุนวุ่น
เปน็ กองหนา้
3.มะยอกวังมู,อามะลอกวุ่น,ตวนแซงวุ่น,แลจาลอพวา,ยักจอกโบ
,งาจูวุ่นเปน็ ปกี ขวา
4.ตองแมงวู,แลกรุยกีมู,แลแซวุ่น,ยอนจูวุ่น,เยกีวา,สิบจอพวาเป็น
ปกี ซ้าย
5.อะนอกวังมู,ระวาลักวุ่น,ออกกะมาวุ่น,โมกองจอพวา,โมเยียง
จอพวา,โมมิกจอพวา ยกมา
ทางดา่ นเจดียส์ ามองค์
ทัพที่ 9 จอขอ่ งนรทาเปน็ แมท่ ัพ(พงศาวดารฉบบั เจา้ พระยาทพิ ากรวงศ์
วา่ ซยุ จองเวระจอแทงเปน็ แมท่ พั ยกเขา้ มาทางดา่ นแมล่ ะเมา มาตเี มอื งตาก
เมืองกาแพงเพชรลงมาบรรจบทพั หลวงท่กี รงุ เทพ แบง่ เปน็ สองทัพ
1.ทัพหน้ามซี ยุ จองเวระจอแทง,ซุยจองนรทา,ซุยจองสริ ิยะจอจะวา
2.ทพั หลงั มจี อข่องนรทา
ทัพพม่าทั้งเก้าน้ีมีแผนท่ีจะตีหัวเมืองต่างๆของไทยท้ังทางทิศเหนือ ทิศ
ตะวันตกและทศิ ใตโ้ ดยจะมาบรรจบกันทั้ง 5 ทัพท่ีกรุงเทพมหานคร หมายจะ
ปิดลอ้ มจากสามทิศและเข้าตีให้ราบพนาสรู ในคราวเดยี วเหมอื นเมอ่ื ครง้ั กรงุ ศรี
อยธุ ยา ส่วนทเ่ี หลืออีกส่ีทัพแบ่งตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ 2 ทัพและหัวเมืองฝ่ายใต้
สองทพั
ฝ่ายกรงุ เทพมหานคร วันอาทิตย์ เดือน12 แรม9ค่า ปีมะเส็ง พ.ศ.2328
จ.ศ.1147 พวกกองมอญไปลาดตระเวนสืบทราบมาว่า พม่ายกทัพมาประชุม
พลอยทู่ ่เี มืองสมิ(เมาะตะมะ) เตรยี มจะยกมาตีพระนคร1 จากน้ันหัวเมือเหนือ
ใต้ท้ังปวงก็แจ้งข่าวพม่ามา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรง
เรียกประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางน้อยใหญ่เรื่องการเตรียมรับศึก
พม่า แลว้ จึงจดั แบ่งเปน็ สี่ทพั ออกรบั ศกึ คือ
ทพั ที่ 1 ให้พระเจา้ หลานเธอเจ้าฟา้ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์เป็นแม่ทัพ
พร้อมด้วยกรมหลวงนรินทรรณเรศ เจ้าพระยามหาเสนา พระยาพระคลัง
พระยาอุทัยธรรม และเท้าพระยาข้าราชการในกรุงและหัวเมือง ถือพล
15,000 ไปตั้งขัดตาทัพพม่าท่ีนครสวรรค์ป้องกันพม่ายกทัพมาทางเหนือ
ขณะทที่ พั ใหญ่รบอย่ทู ล่ี าดหญ้า
พระบวรราชเจ้ามหาสรุ สงิ หนาท
ทพั ท่ี 2 เปน็ ทัพใหญน่ าทพั โดยสมเด็จพระอนชุ าธิราชสมเด็จพระบวร
ราชเจ้ามหาสรุ สงิ หนาท กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ยกพล 30,000 ไปตง้ั
รบั ทพั พระเจ้าปดงุ ทเ่ี มืองกาญจนบรุ ี
ทัพท่ี 3 นาโดยเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด)และพระยายมราช
นาพล 5,000 ไปตง้ั อยทู่ ี่เมืองราชบรุ ี คอยรกั ษาเส้นทางลาเลียงเสบียงของทัพ
หลวง และคอยปอ้ งกนั พม่าทีจ่ ะยกมาจากทางใต้
ทัพที่ 4 เปน็ ทัพหลวงกาลังพล 20,000 ตง้ั มน่ั อยทู่ ก่ี รงุ เทพ เปน็ กองหนุน
ถา้ ทพั ใดรบั ศกึ ไมไ่ หวกจ็ ะยกไปชว่ ยและคอยเปน็ กาลงั รกั ษาพระนครทพั ทงั้ สนี่ ้ี
ยกออกไปตง้ั รบั พมา่ ตามจุดยทุ ธศาสรต์ ่างๆทพ่ี มา่ จะยกเขา้ มา เพอ่ื สกดั กน้ั ทพั
พมา่ มใิ หย้ กมาไดถ้ งึ ตัวพระนคร การศกึ ท่ีแหลมมลายฝู า่ ยใต้
แม่ทัพใหญ่ย่ีหวุ่นคุมกาลัง 3,000 คน เข้าตีหัวเมืองทางชายฝ่ังทะเล
ตะวันตก ต้ังแต่เมืองกระ ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ค่ายปากพระ โดยมีเป้าหมาย
สุดท้ายท่ีเมืองถลางขุมคลังของสยาม พม่ายกทัพเข้าบุกตีค่ายปากพระ ซึ่ง
ทหารของรัชกาลท่ี 1 เป็นผู้บัญชาการค่าย พญาพิพิธโภไคยหนีไปเมืองพังงา
ท่านผู้หญิงจันในขณะนั้นยังถือว่าเป็นเชลยศึก ได้หนีข้ามช่องปากพระ เข้า
มายังเมืองถลาง ผ่านบ้านไม้ขาว บ้านสาคู และบ้านเคียน อันเป็นที่ตั้งเมือง
ถลาง
สงครามครั้งย่ิงใหญ่ท่ีสุดระหว่างไทยกับพม่า โดยในครั้งน้ันพระเจ้าปดุง
แห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า มีพระประสงค์จะเพ่ิมพูนพระเกียรติยศและ
ช่ือเสียงให้ขจรขจายด้วยการการาบอาณาจักรสยาม จึงรวบรวมไพร่พลถึง
144,000 คน กรธี าทพั จะเขา้ ตีกรงุ รัตนโกสินทร์ โดยแบง่ เปน็ 9 ทพั ใหญ่ เข้าตี
จากรอบทิศทาง ส่วนทัพของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
มกี าลงั เพยี งคร่ึงหน่ึงของทหารพมา่ คอื มีเพียง 70,000 คนเศษเท่าน้นั ด้วยพระ
ปรีชาสามารถในการทาสงคราม สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรง
ปรกึ ษาการต่อส้กู องทัพพมา่ แล้วโปรดฯใหแ้ บ่งกองทพั เปน็ 4 ทัพ
กรมหลวงอนุรกั ษเ์ ทเวศร์
กองทัพที่ 1 กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์เป็นแม่ทัพไปขัดตาทัพท่ีเมือง
นครสวรรค์
กองทัพที่ 2 กรมพระราชบวรสถานมงคล ไปต้งั รบั ทเ่ี มอื งกาญจนบุรี
กองทัพท่ี 3 เจ้าพระยาธรรมากับเจ้าพระยายมราชคอยคุมทางลาเลียง
ติดต่อกองทพั
กองทัพท่ี 4 เปน็ กองทัพหลวง คอยช่วยศึกถ้าหากด้านใดเพลี้ยงพล้าก็จะ
ยกไปชว่ ย ไดท้ รงใหท้ พั ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทไปสกัดทัพ
พม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า ทาให้พม่าต้องชะงักติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรง
ส่ังให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดม จนทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เม่ือ
ทัพพม่าบริเวณทุ่งลาดหญ้าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุร
สิงหนาทจึงยกทัพไปช่วยทางอ่ืน และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพต้ังแต่เหนือ
จรดใต้การสงคราม การสงครามกับพม่าในสมัยพระเจ้าปดุงโดยพม่าได้แบ่ง
กองทัพเข้าโจมตีไทยหลายทาง คือ เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี ด่านพระเจดีย์
สามองค์ ชมุ พร ไชยา
คุณหญิงจันทร์ (ภรรยาเจ้าเมือง) กับนางมกุ (นอ้ งสาวคุณหญงิ จนั ทร์)
กองทัพพม่ายกมาตีตะก่ัวป่า ตะกั่วทุ่งโดยทางเรือแล้วจึงข้ามไปตีเมือง
ถลางขณะนั้นเจ้าเมืองถลางถึงแก่กรรม คุณหญิงจันทร์ (ภรรยาเจ้าเมือง) กับ
นางมุก (น้องสาวคุณหญิงจันทร์) เกณฑ์ไพร่พลชาวเมืองช่วยกันป้องกันเมือง
ถลาง ทัพพม่าไม่สามารถจะยึดเมืองถลางได้ สู้รบกันประมาณเดือนเศษพม่า
ขาดเสบียงอาหาร จึงเลิกทัพกลับไปเม่ือข่าวทราบถึงพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรง
แตง่ ต้ังใหค้ ณุ หญงิ จนั ทรเ์ ป็นทา้ วเทพกษัตรสี ่วนนางมุกเป็นท้าวศรสี นุ ทร
สงครามคร้ังที่ 2 พ.ศ. 2329 สงครามท่าดินแดงและสามสบ
สงครามคร้ังนี้ ต่อเน่ืองมาจากสงครามครั้งท่ีพม่าล้มเมืองถลาง พระเจ้า
ปดุงยกกองทัพเข้ามาทางด่วนเจดีย์สามองค์ด้านเดียว เน่ืองจากพระเจ้าปดุง
รูส้ กึ ว่าพระองค์ดาเนินการแผนผดิ เพราะตั้งแต่ทาสงครามมาไม่เคยแพ้ใครมา
ก่อนจึงพยายามที่จะตีไทยให้ได้จึงรวบรวมกาลังผู้คนต้ังม่ันอยู่ที่เมืองเมาะตะ
มะ และให้พระมหาอุปราชคุมคน 5 หม่ืนคนต้ังมั่นอยู่ท่ีตาบลสามสบ ท่าดิน
แดง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดให้กรม
พระราชวังบวรฯเป็นแมท่ ัพหนา้ และสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกเปน็ จอม
ทัพหลวงในสงครามครั้งน้ี ทัพพม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพ
อยา่ งดีทส่ี ุด โดยแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดต่างๆ จากศึกครั้งกอ่ น โดยพม่าได้ยกทัพเขา้
มาทางด่านเจดีย์สามอง ค์ มาต้ังค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตพี มา่
ที่คา่ ยดินแดงพรอ้ มกับใหท้ พั ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเข้าตี
คา่ ยพม่าท่ีสามสบ หลังจากรบกันได้ 3 วันค่ายพม่าก็แตกพ่ายไปทุกค่าย และ
พระองค์ยังได้ทาสงครามขับไล่อิทธิพลของพม่าได้โดยเด็ดขาด และตีหัวเมือง
ต่างๆ ขยายราชอาณาเขต ทาให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตกว้างใหญ่
ท่สี ุดในประวัติศาสตร์ ตงั้ แต่ดนิ แดนลา้ นนา ไทยใหญ่ สิบสองปนั นา หลวงพระ
บาง เวียงจันทร์ เขมร และด้านทิศใต้ไปจนถึงเมืองกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี
ปะลสิ และเปรกั สงครามกับพม่า
สงครามครงั้ ท่ี 3 พ.ศ. 2330 สงครามตเี มืองลาปางและเมืองปา่ ซาง
พระพุทธสิหงิ ค์
การทพ่ี มา่ แพ้ไทย ประเทศราชของพม่าก็เริ่มทาตัวกระด้างกระเดื่อง ต้ัง
ตนเป็นอิสระ พระเจ้า ปดุงจึงสั่งให้ยกทัพมาปราบปราม พม่าต้องใช้เวลา
ปราบ จากนน้ั พมา่ ก็เลยมาตเี มอื งปา่ ซางและลาปาง ซ่งึ เป็นเขตไทยขณะทต่ี อี ยู่
นน้ั ข่าวทราบถึงกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
จึงส่ังให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล 6,000 นาย มา
ช่วยเหลือซ่ึงกาลังเตรียมทัพจะไปตีเมืองทวายต้องเปล่ียนแผน รัชกาลที่ 1
โปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ไปช่วยเมืองทั้งสองโดยให้คนที่อยู่ในตัวเมืองตี
ด้านในทหารท่ีไปช่วยรบตีด้านนอก เสด็จจากสงครามคร้ังนี้กรมพระราชวัง
บวรฯไดอ้ ญั เชิญพระพุทธสหิ ิงคม์ าประดษิ ฐาน ณ พระท่นี ัง่ พุทธไธสวรรย์
สงครามครัง้ ท่ี 4 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองทวาย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงตั้งพระทัยจะตี
เมืองทวายโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท คุมพล 3 หม่ืน ยกไป
ทางเหนือส่วนพระองค์เอง คุมพล 2 หม่ืน โดยกระบวนเรือทางลาน้าไทร
โยคขึ้นยกที่ท่าตะก่ัวข้ามทิวเขาบรรทัด ซึ่งมีความลาบาก หนทางกันดาร
ทาให้คนในทัพเหนื่อยล้าอิดโรยจึงตีเมืองไม่ได้ สงครามครั้งน้ีไม่มีการรบพุ่ง
เพราะต่างฝา่ ยตา่ งก็ขาดแคลนเสบยี งอาหาร รีพ้ ลก็บาดเจบ็ จงึ โปรดเกลา้ โปรด
กระหม่อม ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพ ภายหลังต่อมาอีก 4 ปี เมืองทวายเมือง
ตะนาวศรี และเมอื งมะรดิ ได้มาขอสวามิภักดต์ิ อ่ ไทย
สงครามครง้ั ท่ี 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมอื งพมา่
ในครั้งนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้เข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อ
ไทย รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชดาริจะรบกับพม่าให้ได้ ได้ต้ังพระทัยใช้เมือง
ทวายเป็นฐานทัพและรวบรวมเสบียงอาหาร พระองค์ทรงยกทัพทางบก และ
โปรดให้กรมพระราชวังบวรฯบัญชาการทัพเรือแต่ว่าไปถึงเมืองทวายเมือง
ตะนาวศรีและเมืองมะริด ชาวเมืองกลับไปเข้าข้างพม่า ขณะนั้นพม่าก็ยก
กองทัพมาตที วายกลบั คนื ได้เกิดกบฎขึ้นในเมืองมะริดและเมืองทวาย กองทัพ
ไทยจาต้องทาสงครามทั้งสองด้าน ไทยขาดแคลนเสบียงอาหาร จึงต้องยกทัพ
กลับไป
สงครามคร้ังท่ี 6 พ.ศ. 2340 สงครามพม่าท่ีเมืองเชยี งใหม่
เนอ่ื งจากสงครามในครงั้ กอ่ นๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตีหัวเมืองล้านนา
ได้ จึงทรงรับส่ังไพร่พล 55,000 นาย ยกทัพมาอีกคร้ังโดยแบ่งเป็น 7 ทัพ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ
พระบวรราชเจา้ มหาสุรสิงหนาทคมุ ไพร่พล 20,000 นาย ขน้ึ ไปรวมไพรพ่ ลกับ
ทางเหนือเปน็ 40,000 นาย กรมพระวงั บวรฯ ทรงประชวรเป็นโรคน่ิว จึงต้อง
หยุดประทับอยู่ที่นั่น ทรงโปรดให้กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ระดมตีค่ายพม่า
เพยี งวนั เดยี วเทา่ นน้ั ทพั พม่าก็แตกพ่ายยับเยิน
สงครามครั้งท่ี 7 พ.ศ. 2346 สงครามพม่าท่เี มอื งเชยี งใหม่ คร้งั ท่ี 2
ในครง้ั นั้นพระเจา้ บรมราชาธบิ ดีกาวิละได้ยกทพั ไปตเี มอื งสาด หวั เมอื งขน้ึ
ของพม่า พระเจ้าปดุงจึงยกทัพลงมาตีเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้แค้น เมื่อ
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกลา้ ฯ ให้
สง่ กองทพั ไปชว่ ยเหลือ และสงครามครัง้ นี้ก็จบลงดว้ ยชยั ชนะของฝา่ ยไทย
การรกุ รานเวยี ดนาม
หนงั สือองิ ประวตั ศิ าสตรพ์ งศาวดารเวยี ดนาม
"ซา ล็อง เตว่ิ โกวก๊ " ("Gia Long tẩu quốc") แสดงชวี ประวตั ิ
ของเหงยี นฟกุ อ๊ัญ
ใน พ.ศ. 2319 เมื่อกบฏเต็ยเซิน (Tây Sơn) ยึดซาดินห์ (Gia Dinh) ก็ได้
ประหารพระราชวงศ์เหงียนและประชากรท้องถิ่นเป็นอันมาก เหงียน อ๊ัญ
(Nguyễn Ánh) พระราชวงศเ์ หงยี นพระองคส์ ดุ ท้ายทย่ี งั มีพระชนมอ์ ยู่ ทรงหนี
ขา้ มแม่น้ามายังสยาม ขณะที่ลีภ้ ยั ในสยาม เหงยี น อ๋นั ห์ทรงปรารถนาจะยึดซา
ดินห์คืน และขับกบฏเต็ยเซินออกไป พระองค์ทรงโน้มน้าวพระทัยของ
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่วางพระองค์เป็นกลาง ให้
การสนับสนุนด้านกาลังพลและกาลังรุกรานขนาดเล็กแก่พระองค์ใน
พ.ศ. 2326
กลาง พ.ศ. 2327 เหงียน อั๊ญ พร้อมกับกองทัพสยาม 20,000-50,000
นาย และเรอื 300 ลา เคลอ่ื นผา่ นกมั พชู า ทางตะวันออกของโตนเลสาบ และ
แทรกซึมแคว้นอันนัมซ่ึงเพ่ิงถูกผนวกล่าสุด ทหาร 20,000 นายถึงเกียนเซียง
(Kien Giang) และอีก 30,000 นายข้ึนบกที่ชัป หลาบ (Chap Lap) ขณะท่ี
สยามรุกคืบสู่เกิ่นเทอ (Cần Thơ) ปีเดียวกัน สยามยึดแคว้นเดียดินห์ ซ่ึงอดีต
เป็นของกัมพูชา มีการอ้างว่า ทหารสยามกระทาทารุณต่อประชากรผู้ต้ังถิ่น
ฐานชาวเวยี ดนาม ทาให้ประชาชนทอ้ งถ่นิ หันไปสนับสนนุ เตยเซิน
เหงวียนเหว (Nguyễn Huệ) แห่งราชวงศเ์ ตยเซนิ ทรงคาดการณ์ล่วงหนา้
ถึงการเคลื่อนไหวของสยาม ทรงจัดวางทหารราบอย่างลับ ๆ ตามแม่น้าเตียง
(Tiền) ใกล้กับมายโตว (Mỹ Tho) ปัจจุบัน และเกาะกลางแม่น้าบางเกาะ
เผชิญกับกาลังอ่ืนฝ่ังเหนือ พร้อมกาลังเสริมทางเรือทั้งสองฝั่งของท่ีต้ังทหาร
ราบ
เช้าวันที่ 19 มกราคม เหงวียนเหวทรงส่งกาลังทางเรือขนาดเล็ก ใต้ธง
สงบศึก เพื่อลวงให้ฝ่ายสยามเข้าสู่กับดัก หลังได้รับชัยชนะหลายคร้ัง ทัพบก
และทัพเรือสยามจึงมั่นใจว่าจะต้องเป็นการยอมแพ้โดยบริสุทธิ์ ดังนั้น จึงเดิน
เขา้ สูก่ ารเจรจาโดยไม่รเู้ ลยวา่ เป็นกับดกั กองทัพของเหงวียนเหวโผเข้าทาลาย
แนวของสยาม สังหารทูตไม่มีอาวุธและโจมตีต่อไปยังทหารที่ไม่ทันตั้งตัว
ยุทธการจบลงโดยกองทัพสยามเกือบถูกทาลายสิ้น แหล่งข้อมูลเวียดนาม
บันทึกวา่ เรอื ทงั้ หมดของทัพเรือสยามถูกทาลาย และมีกองทหารด้ังเดิมเพียง
2,000-3,000 นายทร่ี อดชวี ิตหลบหนีกลับขา้ มแม่นา้ ไปในสยามได้
ลาดับประวตั ิศาสตรเ์ หตกุ ารณส์ าคญั สมยั รัชกาลท่ี 1
พทุ ธศกั ราช 2279
- พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชสมภพที่
กรุงศรีอยธุ ยาในรัชสมยั พระเจ้าอย่หู วั บรมโกศ พระนามเดมิ ทองดว้ ง
พทุ ธศักราช 2325
- สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราช เสดจ็ สวรรคต
- ปราบดาภเิ ษกขึ้นครองราชย์เปน็ พระมหากษตั รยิ ์แหง่ ราชวงศ์จักรี
- สถาปนากรงุ รัตนโกสินทร์ เปน็ ราชธานี
- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระอนชุ าธิราชเจา้ ข้ึนเปน็ ท่ี พระ
มหาอปุ ราชฝ่ายหน้า
- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าทองอิน
ข้ึนเปน็ ที่ สมเดจ็ เจ้าฟา้ กรมหลวงอนรุ กั ษ์เทเวศน์ กรมพระราชวังบวร
สถานภมิ ุขฝ่ายหลงั '
- องเชียงสือ ขอเข้าพึ่งพระบรมโพธิ (เขมร)และนักองค์เอง (ญวน)
สมภาร
- โปรดใหอ้ าลกั ษณค์ ดั นิทานอหิ ร่านราชธรรม
พทุ ธศักราช 2326
- สร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม
- กาหนดระเบยี บการพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก
- ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรอื่ งอุณรุท
- เร่ิมงานสร้างพระนคร ขุดคูเมืองทางฝั่งตะวันออก สร้างกาแพงและ
ป้อมปราการรอบพระนคร
พทุ ธศกั ราช 2327
- โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร จากหอพระ
แก้วในพระราชวังเดิม แห่ข้ามมาประดิษฐาน ณ พระอุโบสถใน
พระราชวังใหม่ พระราชทานนามพระอารามวา่ วดั พระศรีรตั นศาสดา
ราม สร้างพระมหาปราสาทพร้อมกับได้อัญเชิญพระบรมรูปของ
สมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทองกษัตริย์ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยามาสร้างเป็น
พระรูปหุ้มเงินปิดทองประดษิ ฐานไวใ้ นพระวหิ าร
- สังขรณ์วดั สลกั ปฎิ "หอพระเทพบิดร"
เสาชงิ ชา้ กรงุ เทพฯ
- โปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ งเสาชงิ ชา้
- สงครามเก้าทัพ พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าทรงกรีธาทัพเข้ามาตี
เมอื งไทยตัง้ แต่เหนือจดใต้รวม 9 ทพั แตถ่ ูกกองทัพไทยตีแตกทกุ ทัพ
- ทาสงครามกับเวียตนาม
พทุ ธศักราช 2328
- พ .ศ.2328 หลอ่ ปนื ใหญข่ ึ้น 7 กระบอก สร้างวงั ให้พวกเจา้ เขมรท่เี ขา้
มาพ่งึ พระบรมโพธิสมภาร ขุดคลองมหานาค ขดุ คูเมือง สรา้ งป้อมเชงิ
เทินข้ึนมากมายฟื้นฟูพระราชประเพณี เช่น พระราชพิธีบรม
ราชาภเิ ษก
- งานสร้างพระนครและปราสาทราชมณเฑยี รสาเร็จเสรจ็ ส้ิน
- พระราชทานนามของราชธานใี หม่
พทุ ธศักราช 2329
- ทรงพระราชนพิ นธ์ นริ าศรบพมา่ ท่าดนิ แดง
- สงครามรบพมา่ ที่ทา่ ดินแดง
- โปรตเุ กสขอเขา้ มาเจรญิ พระราชไมตรี
- องั กฤษเช่าเกาะปีนัง จากพระยาไทรบุรี
พระพุทธสิหงิ ค์
พทุ ธศกั ราช 2330
- อญั เชญิ พระพทุ ธสหิ ิงค์มาประดษิ ฐานภายในพระราชวงั บวรสถาน
มงคล
- องเชยี งสือเขยี นหนงั สือขอถวายบงั คมลา ลอบหนไี ปกบู้ า้ นเมอื ง
วัดมหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ์ิ
พุทธศักราช 2331
- โปรดเกลา้ ฯ ให้สังคายนาพระไตรปฎิ ก ทีว่ ัดมหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎ์ิ
พุทธศกั ราช 2333
- องเชยี งสอื กู้บ้านเมืองสาเร็จและจดั ต้นไมเ้ งนิ ต้นไม้ทองมาถวาย
พุทธศักราช 2337
- ทรงอภิเษกให้นักองค์เอง เป็น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี ไป
ครองกรงุ กมั พูชา
พุทธศกั ราช 2338
- โปรดเกลา้ ฯ ให้ชาระพระราชพงศาวดาร ฉบับพนั จันทานุมาศ
- ศาสนา พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงได้ซ่อมแซม
ปฎิสังขรณ์วัดวาอารามและได้ทรงยกสถาปนาตาแหน่งพระสังฆราช
และพระราชาคณะผู้ใหญ่ ทาสังคายนาสอบสวนพระไตรปิฎกให้
ถกู ต้อง
- โปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ งพระมหาพชิ ยั ราชรถ
พทุ ธศกั ราช 2339
- งานสมโภชพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก
พทุ ธศักราช 2340
- ทรงพระราชนพิ นธบ์ ทละคร เรื่อง รามเกียรต์ิ
พุทธศักราช 2342
- โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ร้างเวชยันตราชรถ
วัดสระเกศ
พุทธศกั ราช 2344
- ฉลองวัดพระเชตพุ นวมิ ลมังคลาราม และวัดสระเกศ
- ฟื้นฟูการเลน่ สักวา
พทุ ธศักราช 2345
- ราชาภิเษกพระเจา้ เวียดนามยาลอง(องเชียงสือ)
พทุ ธศกั ราช 2347
- โปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ชาระกฎหมาย จัดเป็น
ประมวล กฎหมายตราสามดวง ขึ้น
พุทธศักราช 2349
- ทรงอภิเษกให้ นักองค์จันทร์ เป็น สมเด็จพระอุทัยราชา ครองกรุง
กมั พชู า
พุทธศักราช 2350
- เรม่ิ สร้างวดั สุทัศนเ์ ทพวราราม
พุทธศกั ราช 2352
- ได้ริเริ่มให้มีการสอนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ตลอดจน
ตามวังเจ้านายและบ้านเรือนของข้าราชการผู้ใหญ่ ทรงตรากฎหมาย
คณะสงฆ์ขึ้น เพ่ือจัดระเบียบการปกครองของสงฆ์ให้เรียบร้อย โปรด
เกล้าฯให้มีการสอบพระปริยัติธรรม ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
องค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสถาปนาพระสังฆราช (ศรี) เป็น
สมเดจ็ พระสังฆราช
วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม
การเสดจ็ สวรรคต
หลังจากการฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว พระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ทรงพระประชวรด้วยพระโรคชรา พระอาการทรุดลง
ตามลาดับ จนกระทงั่ เสดจ็ สวรรคตเมื่อวันที่ 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 ณ พระท่ี
น่ังไพศาลทักษิณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอยู่
ในสิรริ าชสมบัตนิ าน 28 ปเี ศษ รวมพระชนมายุได้ 74 พรรษา พระบรมศพถูก
เชญิ ลงสู่พระลองเงินประกอบด้วยพระโกศทองใหญ่แล้วเชิญไปประดิษฐานไว้
ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายใต้พระมหาเศวตฉัตร ต้ังเคร่ืองสูงและ
เครือ่ งราชูปโภคเฉลมิ พระเกยี รติยศตามโบราณราชประเพณี พระสงฆส์ วดพระ
อภิธรรม ประโคมกลองชนะตามเวลา ดังเช่นงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน
สมยั กรงุ ศรีอยุธยาทกุ ประการ จนกระท่งั พ.ศ.2354 พระเมรุมาศซึ่งสร้างตาม
แบบพระเมรุมาศสาหรับพระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาได้สร้างแล้วเสร็จ
จึงเชญิ พระบรมโกศจากพระท่ีนงั่ ดสุ ติ มหาปราสาทข้นึ ประดษิ ฐาน ณ พระเมรุ
มาศ และให้มีการสมโภชพระบรมศพเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน แล้วจึงถวายพระ
เพลิงพระบรมศพ หลังจากน้ันให้มีการบาเพ็ญกุศลสมโภชพระบรมอัฐิ รวม 7
วัน เมื่อแล้วเสร็จจึงเชิญพระบรมอัฐิมาไว้ที่หอพระธาตุมณเฑียร ภายใน
พระบรมมหาราชวัง ส่วนพระบรมราชสรีรางคารเชิญไปลอยบริเวณหน้าวัด
ปทุมคงคา
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช รัชกาลที่ 1
(ภาพวาดฝพี ระหตั ถ์ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลา้ เจ้าอยู่หวั รชั กาลที่ 6)
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเป็นองค์ปฐมกษัตริย์
พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัต ริย์ ผู้ย่ิงใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี ที่มี
พระอัจฉริยภาพรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการสงคราม ศาสนา การปกครอง
และศิลปวฒั นธรรม ทรงเปน็ ผู้กอ่ ตั้งกรุงรัตนโกสินทรข์ ้นึ เปน็ ราชธานใี หม่ และ
ฟ้ืนฟูบ้านเมืองในทุกด้านให้มีความรุ่งเรืองสง่างามเทียบเท่ากับกรุงศรีอยุธยา
ราชธานีเก่า ซึ่งนับว่าเป็นความยากลาบากอย่างมาก แต่พระองค์ก็ทาจน
สาเร็จ ในพ.ศ.2525 โอกาสมหามงคลสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบรอบ
200 ปีท้ังฝ่ายรัฐบาล และปวงชนชาวไทยจงึ พรอ้ มใจกนั ถวายพระราชสมัญญา
”มหาราช“ ต่อท้ายพระนามของพระองค์ เพ่ือราลึกถึงเกียรติประวัติอัน
ยงิ่ ใหญ่ของพระองค์สบื ไป
.............................................