The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาราชพระองค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-12-01 07:25:20

มหาราชพระองค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

มหาราชพระองค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร
มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
มหาราชพระองคท์ ่ี 9 (ฉบับปรบั ปรงุ )

ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

ธ ปกครอง แผน่ ดนิ โดยธรรมะ
ธ มงุ่ จะ พัฒนา ประชาสยาม
ธ เสดจ็ ทั่วไทย ทรุ ์เขตคาม
ธ ทาตาม ปณธิ าน นจิ นิรนั ดร์
ธ ยอมสญู เสยี สน้ิ แมส้ งิ่ สขุ
ธ ดับทกุ ข์ เภทภยั ไทยสขุ สนั ต์
ธ สรา้ งงาน สรา้ งโครงการ ไทยทว่ั กนั
ธ สรา้ งสรรค์ ทว่ั ไทย ใหม้ ีกนิ

ธ ดแู ล แกไ้ ข ไทยทง้ั ชาติ
ธ ห่วงราษฎร์ ผองชาวไทย ทัว่ ทกุ ถน่ิ
ธ ทุ่มเท กายใจ ฟนื้ ผนื ดนิ
ธ คือปน่ิ ปกั ไทย ให้มนั่ คง
ธ สรา้ งเสรมิ เศรษฐกจิ ให้เรืองรงุ่
ธ ผดงุ เอกลกั ษณไ์ ทย ใหส้ งู สง่
ธ สรา้ งชาติ เสรมิ ไทย ให้ยนื ยง
ธ ดารง คงชาตไิ ทย ใหม้ ง่ั มี
ธ คอื องค์ ภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ธ ปกเกศท่ัวไทยใหส้ ขุ ี
ธ ครองราชย์ ทรงสรา้ งสขุ ทุกนาที
ธ คอื ศรี มงิ่ มงคล ปวงชนไทย
ธ ทาให้ ปวงชาวไทย ลว้ นนบนอ้ ม
ธ ทรงพร้อม จดั ทาการ งานยง่ิ ใหญ่
ธ มงุ่ มนั่ เสยี สละ พรอ้ มกายใจ
ธ ทาให้ ไทยทั้งชาติ เปน็ หน่ึงเดียว
ปวงชาวไทย ตา่ งรว่ มจติ คดิ ตง้ั มน่ั
จติ กตัญญตุ า อยา่ งแน่นเหนยี ว
มงุ่ ตามรอย พระบาท โดยกลมเกลียว
จติ ยดึ เหนี่ยว เทดิ องคไ์ ว้ ในใจตน

ทีฆายุโก โหตุ มหาราช
อภวิ าท ธ ทวั่ ไทย ทกุ แหง่ หน
จารพระคณุ ตรงึ ตดิ ไว้ ในกมล
ไทยทกุ คน มนี ามไท้ ทกุ ใจเอย

ในหลวง ของขา้ บาท ธ ครองราชย์ ชาติรม่ เยน็
สรา้ งสขุ ดบั ทุกขเ์ ขญ็ แกร่ าษฎรท์ ว่ั พสธุ า

“เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพ่ือประโยชน์สุขแห่งมหาชน
สยาม” ข้อความน้ีเป็นข้อความท่ีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตรัสในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
5 พฤษภาคม 2493 จากวันน้ันถึงวันนี้พระราชกรณียกิจใหญ่น้อยท้ังปวงที่
ทรงพระราชอตุ สาหะ บาเพ็ญมาตลอดก็เพื่อประชาราษฎร์และประเทศชาติ

ทั้งสิ้น พระองค์จะเสด็จพระราชดาเนินไปเยี่ยมเยือนประชาชน ไม่ว่า
สถานทีแ่ ห่งนั้นจะห่างไกลทรุ กนั ดารเพียงใดกต็ าม ทรงมพี ระราชปณธิ านอนั
แรงกล้าที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพเล้ียงตน มีความอยู่ดีกินดีตาม
ควรแก่อัตภาพ ทรงพระราชทานแนวทางการดารงชีพแบบ “เศรษฐกิจ
พอเพียง” ทั้งส่งเสริมความปลอดภัย ความเจริญสมบูรณ์พูนสุขแก่
ประเทศชาติและประชาชน เม่ือทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน
พระองค์จะหาทางแก้ไข ทรงกระทาทุกวิถีทางที่จะให้ราษฎรของพระองค์
อยู่ดีมีสุข ทรงดาเนินการในโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ โครงการ
อนั หลากหลายของพระองค์ส่งผลประโยชนอ์ เนกอนันตแ์ กป่ ระชาชนในส่วน
ต่างๆ ของประเทศช่วยบาบัดทุกข์ บารุงสุข แก่ราษฎรของพระองค์
พระองค์ทรงให้ความสาคัญต่อการพัฒนาแหล่งน้าซ่ึงถือว่าเป็นหัวใจของ
การเกษตร ซึ่งนอกจากจะเป็นน้าหล่อเลี้ยงชีวิตชนชาวไทยในท้องถ่ิน
ทุรกันดารแล้ว ยังถือเป็นน้าหล่อเล้ียงหัวใจของเขาเหล่าน้ัน ว่าท่ามกลาง
ความทุกข์ยาก พระองค์ก็ยังทรงมีน้าพระทัยห่วงใยประชาชนของพระองค์
ตลอดมา พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการพระราชดารินานัปการได้ยัง
ประโยชน์ ตอ่ ประเทศชาติเป็นส่วนรวมและยังมีส่วนสนับสนุนก่อพลังท้ังใน
การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนการเสริมสร้างความม่ันคงให้แก่
ประเทศชาตเิ ป็นอยา่ งยงิ่

ด้วยเกลา้ ดว้ ยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้านายประสาร ธาราพรรค์ เรยี บเรยี ง

พระราชประวัติ
พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร

โรงพยาบาลเมานทอ์ อเบอรน์ รฐั เมสสาชเู ขตต์ (MASSACHUSETTS)
ประเทศสหรฐั อเมรกิ า

พระราชสมภพ

สมเดจ็ พระมหิตลาธเิ บศรอดลุ ยเดชวกิ รมพระบรมราชชนก
สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนกและพระบาทสมเดจ็ พระบรม

ชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพติ ร พระนามเดมิ “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมพิ ลอดลุ ยเดช” ทรงเปน็
พระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์
(ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลย
เดชวิกรมพระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาล ต่อมาได้รับการเฉลิมพระ
นามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี)พระนาม "ภูมิพล"
ได้รบั พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อย่หู ัว รัชกาล 7 ทรง
มชี อื่ เลน่ ว่า เล็ก หรอื พระองคเ์ ลก็

ดวงพระชาตา รชั กาลท่ี 9

ทรงพระราชสมภพ วันจันทร์ ข้ึน 12 ค่า เดือน 1 ปีเถาะ ตรงกับอ
วันที่ 5 ธันวาคมพ.ศ. 2470 เวลา 08.45 ณ โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น
(MOUNT AUBURN) รัฐเมสสาชูเขตต์ (MASSACHUSETTS) ประเทศ
สหรฐั อเมรกิ านายแพทยผ์ ู้ทถี่ วายพระสตู กิ าลชอ่ื ดบั ลิว สจว๊ ต วิตมอร์ ทรง
มนี า้ หนักแรกประสูติ 6 ปอนด์

ภาพ เสด็จเยอื นนครบอสตนั และโรงพยาบาลเมาท์ ออเบริ ์น
เม่ือวนั ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2503

และทรงพบกบั ดร.ดบั เบลิ ยู สจว๊ ต วทิ ทม์ อร์ รวมทัง้ คณะพยาบาล
ทถี่ วายพระประสตู กิ าลดว้ ย

ทรงพระราชทานของทรี่ ะลึกแด่ ดร.วทิ ทม์ อร์ มขี อ้ ความด้วยวา่
To my first friend, Doctor Whittmore, with Affectionate regard

แดม่ ิตรคนแรกของฉนั ดร.วทิ มอร์ ด้วยความระลึกถงึ และรกั ใคร่

พระองค์ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช
นครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 ณ กรุง
ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อ
วนั อาทิตย์ที่ 20 กันยายน พุทธศกั ราช 2468 ณ เมอื งไฮเดลแบร์ก ประเทศ
เยอรมนี

พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทง้ั 2 พระองคท์ รงสนิทรกั กนั อยา่ งยงิ่
พระมหากษตั รยิ ์ยอดกตญั ญู

หนึ่งในคุณธรรมสาคัญที่ทรงยึดถือและปฏิบัติเสมอมาคือ “ความ
กตญั ญู” โดยเรื่องราวของ “พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู” ได้รับการบันทึก
และถ่ายทอดสสู่ าธารณชนครง้ั แลว้ ครงั้ เล่า เพือ่ บอกเลา่ ความประทับใจท่ใี น
หลวง รัชกาลท่ี 9 ทรงปฏิบัติต่อ พระราชมารดาของพระองค์ “สมเด็จ

พระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ด้วยหัวใจกตัญญูย่ิง ก่อนสมเด็จย่าจะ
สวรรคตได้ปีเศษ ตอนน้ันทรงมีพระชนมายุ 93 พรรษา พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 9 เสด็จฯจากพระตาหนักจิตรลดาฯไปวังสระปทุมตอน
เยน็ ทกุ วัน เพอ่ื ไปกนิ ข้าวกบั แม่สัปดาห์ละ 5 วัน ไปคุยกับแม่ไปทาให้แม่ชุ่ม
ชนื่ หัวใจ โดยทุกครงั้ ท่ีในหลวงเสด็จฯไปหาสมเด็จย่า พระองค์จะทรงเข้าไป
กราบท่ีตัก แล้วสมเด็จย่าก็จะทรงดึงตัวในหลวงเข้ามากอดและหอมแก้ม
เสมอ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั ประสูติมาเปน็ พระองคเ์ จา้ เป็นพระเจ้า
แผน่ ดิน แมส้ มเดจ็ ย่าจะไมไ่ ดเ้ กิดมาเปน็ เชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดาสามัญ
ชน แต่พระเจ้า อยู่หัวท่ีเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน ก็ทรงก้มลงกราบคน
ธรรมดาสามัญชนท่ีเป็นแม่!! หัวใจลูกท่ีเคารพรักแม่ กตัญญูกับแม่เช่นนี้ หา
ไม่ไดอ้ กี แลว้

มคี ร้งั หนึ่ง ในหลวงรชั กาลที่ 9 ทรงพระประชวร สมเด็จย่าก็ทรง พระ
ประชวร ประทบั รกั ษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศริ ิราชด้วยกัน แต่อยคู่ นละมุม
ตึก ตอนเช้าพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดประตูแอ๊ดออกมา พยาบาลกาลังเข็นรถ
สมเด็จย่าออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นแม่ ก็รีบ
ออกจากห้องมาแย่งพยาบาลเข็นรถ มหาดเล็กกราบบังคมทูลว่า ไม่เป็นไร
ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว แต่ในหลวงมีรับสั่งว่า “แม่ของเรา
ทาไมต้องให้คนอน่ื เข็น เราเข็นเองได้”

ในหลวงทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ ยังทรงเข็นรถให้แม่ ยังทรงป้อนข้าว
ป้อนน้าป้อนยาให้แม่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เฝ้าสมเด็จย่าอยู่จนถึงตี 4 ตี 5 เฝ้าแม่
อยู่ท้ังคืน จับมือแม่ กอดแม่ ปรนนิบัติแม่ กระทั่งแม่หลับ จึงเสด็จฯกลับ พอไปถึง
พระราชวังมีโทรศัพท์มาแจ้งว่า “สมเด็จพระบรมราชชนนี” สวรรคตแล้ว พระ
เจ้าอยหู่ วั รีบเสดจ็ ฯกลับไปโรงพยาบาลศิรริ าชทันที ทรงเห็นสมเด็จย่านอนหลับตา
อยบู่ นเตยี ง พระเจา้ อยู่หัวตรงเข้าไปคกุ เข่า กราบลงท่ีหนา้ อกแม่ พระพกั ตรข์ องใน
หลวงแนบตรงกับหัวใจแม่ ทรงมีรับสั่งแผ่วเบาว่า “ขอหอมหัวใจแม่เป็นครั้ง
สุดท้าย” พระองค์ทรงซบหน้าน่ิงอยู่นาน แล้วค่อยๆ เงยพระพักตร์ข้ึน น้าพระ
เนตรไหลนอง ต่อไปน้จี ะไม่มแี ม่ใหห้ อมอีกแล้ว ในหลวงทรงเอามอื กุมมือแม่ไว้ มือ

ของแมท่ ่ีไกวเปล มือที่ปลกุ ปั้นลูกจนได้เป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักและเทิดทูนของพสก
นิกรชาวไทยในวันสุดท้ายของ “สมเด็จพระบรมราชชนนี” ในหลวงทรงจับหวี
ค่อยๆ หวีผมให้แม่ หวี...หวี...หวี ให้แม่สวยที่สุด แต่งตัวให้แม่ ให้แม่สวยท่ีสุด ใน
วันสุดท้ายของแม่!!

เมือ่ เรามพี ระเจ้าอยหู่ วั เป็นตวั อยา่ งของ “สุดยอดลกู กตญั ญู” ประชาชนชาว
ไทยก็ควรซาบซ้ึงในสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ และเดินตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9
เร่ิมต้นทาหน้าที่ของลูกกตัญญู ทาหน้าท่ีของคนดี ซ่ึงเป็นหลักคุณธรรมพ้ืนฐาน
สาคญั ที่จะทาให้ชีวติ เจรญิ รุ่งเรอื ง
การศกึ ษา

โรงเรยี นมาแตรเ์ ดอี กรงุ เทพฯ สถานศกึ ษาแหง่ แรก ของรชั กาลท่ี 9
พุทธศักราช 2471 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเสด็จสมเด็จ

พระบรมราชชนก ซึ่งทรงสาเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต
เกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา กลับประเทศไทย

ประทับ ณ วังสระประทุม ต่อมาในวันท่ี 24 กันยายน พุทธศักราช 2472
สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รชั กาลปัจจุบันทรงเจรญิ พระชนมายุได้ไม่ถงึ 2 ปี ขณะพระชนมายุ 4 ชันษา
เม่ือครัง้ ยังทรงดารงพระอสิ รยิ ยศเปน็ “พระวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอ
ดุลยเดช”ได้ทรงตามเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระ
เชษฐา มาโรงเรยี นมาแตร์เดอี

เม่ือทรงมีพระชนมายุได้ 5 ชันษา ได้ทรงเข้ารับการศึกษาขั้นต้น ณ
โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพฯ มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า "H.H
Bhummibol Mahidol"หมายเลขประจาตัว 449 เม่ือพุทธศักราช 2475
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา
ค รบ 5 พ รรษ า ไ ด้ เ สด็จ ทร งเ ข้าศึก ษ า ในโ รงเ รีย นมา แตร์เ ด อี
กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 1 ปี หลังจากน้ันได้เสด็จไปประทับ ณ เมืองโล
ซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จ
พระเจ้าพ่ีนางเธอ และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ท้ังน้ีเน่ืองจากสมเด็จ
พระบรมเชษฐาธิราชไม่ทรงแข็งแรง จาเป็นต้องประทับในสถานที่ซ่ึงอากาศ

ดแี ละไมช่ น้ื พลเอก สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
พระปิตุลา ทรงแนะนาให้เสด็จไปประทบั ทีป่ ระเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์

โรงเรยี น (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) Cr. www.ensr.ch
ทรงศกึ ษาในชน้ั ประถมศกึ ษา

พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพระราชดาเนินไปประทับ ณ เมืองโลซานน์
ประเทศสวิสเซอรแ์ ลนด์ พรอ้ มดว้ ยสมเดจ็ พระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี
และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อทรงศึกษาต่อในช้ันประถมศึกษาท่ี
โรงเรียน Ecole Nouvelle de la Suisse Romande, Chailly-sur-
Lausanneซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนท่ีรับนักเรียนนานาชาติและทรงได้รับ
ประกาศนียบัตร บาเชอลิเย เอ แลทร์ ด้านอักษรศาสตร์ จากการศึกษา
ดงั กลา่ ว ทรงรอบรหู้ ลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝร่งั เศส เยอรมัน และ ละติน
เมื่อทรงรับประกาศนียบัตร Bachlier es Lettres จาก Gymnase
Classique Cantonal แห่งเมืองโลซานน์

มหาวิทยาลยั โลซานน์

ทรงเขา้ ศึกษาต่อในมหาวทิ ยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนง
วิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เม่ือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ได้
เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นคร้ังที่ 2 โดยเสด็จ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
หลังจากเคยเสด็จพระราชดาเนินเยือนประเทศไทยช่ัวคราวคร้ังท่ี 1 เม่ือ
พ.ศ. 2481คร้ังหลังนี้ได้เสด็จประทับ ณ พระที่น่ังบรมพิมาน ใน
พร ะบ ร มม หา ร าช วัง จ นก ร ะทั่งถึง วัน ที่ 9 มิถุน าย น พ .ศ . 2489
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
เสด็จสวรรคตโดยกะทันหัน คณะรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้กราบบังคมทูล
อัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้น
ครองราชยส์ ืบสันตตวิ งศ์ตอ่ จากสมเด็จพระบรมเชษฐาธริ าชในวันเดียวกนั

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระราชภารกิจใน
การศึกษาต่อ จึงได้เสด็จพระราชดาเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ใน
เดือนมิถนุ ายนของปีนั้น รวมเวลาท่ีเสด็จประทับในประเทศไทยได้ 6 เดือน
ในการทรงศึกษาต่อคร้ังนี้ ทรงเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์แทน
วิชาวทิ ยาศาสตร์ที่ทรงศกึ ษาอยู่แต่เดมิ ก่อนเสด็จนวิ ตั ิกลบั ประเทศไทย

วลิ ลา่ วฒั นา (Villa Vadhana)

วิลล่าวัฒนา (Villa Vadhana)ป็นพระตาหนักท่ีประทับของสมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิ
วัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย
เดช บรมนาถบพิตร ในสวติ เซอร์แลนด์

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั อานนั ทมหิดล เสดจ็ สวรรคต

พระแทน่ บรรทมที่รชั กาลที่ 8 สน้ิ พระชนม์
วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลาประมาณ 9.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล สวรรคตด้วยพระแสงปืน ณ พระท่ีน่ังบรมพิมาน เวลา

ต่อ ม า ส านัก พ ร ะ รา ช วัง อ อก แ ถ ล งก า ร ณ์ว่าเ ป็น อุ บัติเ ห ตุโ ด ย
พระองค์ รัฐบาลประกาศให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลย

เดช ข้นึ ทรงราชยส์ บื ราชสันตติวงศ์

ครองราชย์
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เสด็จสวรรคต อย่างกระทันหัน

ณ พระที่น่ังบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวังเม่ือวันท่ี 9 มิถุนายน
พุทธศักราช 2489 โดยท่ีตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 9 การสืบราชสมบตั ิ ใหเ้ ปน็ ไปตามนัยแหง่ กฎหมายมณเฑยี รบาล ว่า
ด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 และประกอบด้วยความ
เห็นชอบของรัฐสภาโดยที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
ทรงเป็นเจ้านายเช้ือพระบรมวงศ์ที่ร่วมพระราชชนนี ตามความในมาตรา 9
(8) แหง่ กฎมณเฑยี รบาลว่าด้วยการสบื ราชสนั ตติวงศ์ พุทธศกั ราช 2467โดย

ที่รัฐสภาได้ลงมติ ณ วันท่ี 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 แสดงความ
เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ในการที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า
ภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป และทรงมีพระนาม
เต็มว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรา
มาธบิ ดี จกั รีนฤบดินทรสยามนิ ทราธิราช บรมนาถบพติ ร

พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระนามภูมิพลอดุลเดชนั้นพระบรมราชชนนีได้รับพระราชทานทาง
โทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือวันที่ 14 ธันวาคม
พ.ศ. 2470 โดยทรงกากับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า "Bhumibala
Aduladeja" ทาให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเข้าพระทัยว่า
ได้รับพระราชทานนามพระโอรสว่า "ภูมิบาล" ในระยะแรกพระนามของ
พระองค์สะกดเป็นภาษาไทยว่า "ภูมิพลอดุลเดช" ต่อมา พระบาทสมเด็จ
พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเองทรงเขียนว่า

"ภูมิพลอดุลยเดช" โดยทรงเขียนท้ังสองแบบสลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้
แบบหลังซ่ึงมีตัว "ย" สะกดตราบปัจจุบัน พระนามของพระองค์มี
ความหมายว่า ภูมิพล - ภูมิ หมายความว่า "แผ่นดิน" และ พล หมายความ
ว่า "พลัง" รวมกันแล้วหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน" อดุลยเดช - อดุลย
หมายความว่า "ไม่อาจเทียบได้" และ เดช หมายความว่า "อานาจ" รวมกัน
แล้วหมายถึง "ผมู้ อี านาจท่ีไมอ่ าจเทียบได้"
พระพุทธรปู ประจาพระองค์
พระพทุ ธรปู ประจาพระชนมวาร

ส่วนพระพุทธรปู ประจาพระชนมวาร พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิ
เบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่
พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เสดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ิ เป็นตน้ มาน้นั ยังมไิ ดม้ ีการสรา้ ง พระพุทธรูป

ประจาพระชนมวารขึ้นในรชั กาลน้เี ลย ดงั นัน้ ในวโรกาสมหามงคลเฉลมิ พระ
ชนมพรรษา 5 รอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ต้ังการ
ฉลองสมโภชพระพุทธรูปประจาประชนมวาร ในวันท่ี 4 ธันวาคม
พุทธศักราช 2530 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เม่ือเสร็จการ
แลว้ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มให้อญั เชญิ พระพุทธรปู ประจา
พระชนมวาร ประดิษฐานไว้กับพระชัยวัฒน์ประจารัชกาล ณ หอพระสุลา
ลัยพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียร ปัจจุบันอัญเชิญพระพุทธรูปประจาพระ
ชนมวารพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพิตรฯ พระราชพิธีสงกรานต์ เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ซ่ึงเป็น
ปางประจาวนั จนั ทร์

พระพุทธรูปประจาพระชนมวารพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรฯ เป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสม
ภังค์ แสดงปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงข้างเดียว ส่ง
นพระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกาย พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะคล้าย
พระพุทธรูปแบบสุโขทัย โดยมีพระพักตร์เป็นวงรี พระนลาฏค่อนข้างแคบ
พระขนงโกง่ พระนาสกิ โดง่ พระโอษฐ์อมยม้ิ และมพี ระกรรณยาว พระเศียร
ประดับด้วยขมวดพระเกศาเป็นก้นหอย มีเกตุมาลาและรัศมีรูปเปลวไฟอยู่
เบ้ืองบน องค์พระพุทธรูปมีพระอังสาใหญ่ บ้ันพระองค์เล็กโดยครอง
อุตราสงค์เรียบห่มคลุมพระอังสา ปล่อยชายอุตราสงค์ให้ห้อยตกลงมาเป็น
เส้นอ่อนโค้งด้านข้างพระวรกายทั้งสองข้าง อันตรวาสกท่ีทรงเรียบ
เช่นเดยี วกับอตุ ราสงคค์ งปรากฏขอบสองชน้ั ทบี่ น้ั พระองคแ์ ละจบี ทบห้อยลง
มาเบ้อื งหนา้ ยาวเกือบจรดข้อพระบาท พระพุทธรูปประทับยืนบนปัทมาสน์
ประกอบดว้ ยกลีบบัวหงายและกลีบบวั คว่ามเี กสรบัวประดบั ปทั มาสน์นว้ี าง
ซ้อนอยเู่ หนือฐานเขียงรูปแปดเหลย่ี มเบื้องล่าง

พระพุทธรปู ประจารชั กาล

พระพุทธปฏมิ าชยั วฒั น์
พระชัยวัฒน์ประจารัชกาล เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทุก
พระองคท์ รงสร้างข้นึ ยกเว้นพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั อานันทมหิดล ซงึ่
เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระชัยวัฒน์ประจารัชกาลท่ี 9 เป็นพระพุทธรูป
ประทับขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ถือตาลปัตรในพระหัตถ์ซ้าย ประทาน
พรให้มีชัยชนะแก่ หมู่มารท้ังปวง และทรงคุ้มครองอันตรายได้ทุกประการ
จึงเป็นพระพุทธรูปที่เชิญเสด็จไปพร้อมกับพระองค์เวลาออกศึกสงคราม
เช่นพระชัยหลงั ช้าง ที่พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสรา้ ง

และอัญเชิญมาประดษิ ฐานในพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก ตอ่ มาเมอื่ ไดม้ กี าร
สร้างพระชัยประจารัชกาลขึ้น จึงมีการเพ่ิมคาว่า “วัฒน์” ซ่ึงมีความหมาย
วา่ ความเจรญิ ขึ้น โดยมีนยั วา่ นอกจากจะนามาซง่ึ ชัยชนะแด่ผ้ทู ่ีเป็นเจ้าของ
แล้วยังนาซ่ึงความเจริญอีกด้วย จึงกลายเป็น “พระชัยวัฒน์” ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏในหมายรับสั่ง ของ
รัชกาลนั้น สาหรับลักษณะของพระชัยวัฒน์ประจารัชกาล นั้น มีลักษณะ
พิเศษกว่าพระพุทธรูป ทั่วไปคือ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งแบบวัชราสนะ
ทาพระหัตถ์ซ้ายอยู่ในลักษณะทรงถือด้ามตาลปัตร พระพุทธรูปในลักษณะ
ข้างต้นนี้ ในราชอาณาจักรไทยค้นพบต้ังแต่ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น โดย
แสดงเป็นพระพุทธรูปศิลา ประทับนั่ง ภายในรัตนฆระบนปัทมาสน์มี พระ
สาวกยืนประคองอัญชลีประกอบ อยู่ทั้งสองข้าง องค์พระพุทธรูปทรงคือ
ด้ามของตาลปัตรขนาดเล็กอยู่ในพระหัตถ์ซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาทรงจับ
ด้านบนของตาลปัตรนนั้ ส่วนทา่ ประทับน่ังแทนทจ่ี ะประทับในท่าวัชราสนะ
หากแต่ได้ยักย้ายไปประทับในท่าวีราสนะ พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์เป็น
พระพุทธรูปประจาพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภมู พิ ลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วดั ประจารชั กาล

วัดพระราม 9 กาญจนาภเิ ษก
วัดประจารัชกาลท่ี 9 วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง
ชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นวัดตามแนวพระราชดาริในพระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรมหาราช รัชกาลท่ี 9
รัชกาลปัจจุบัน แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ต้ังอยู่เลขที่ 999 ซอยพระราม 9
กาญจนาภิเษก 19 ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10320 ในปีพุทธศักราช 2531
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดาริให้แก้ไขปัญหา
น้าเน่าเสีย ด้วยวิธีเติมอากาศที่บึงพระราม 9 ซึ่งเป็นท่ีดินของสานักงาน
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และปรับปรุงสภาพพ้ืนท่ีเพื่อพัฒนาชุมชน
บริเวณบึงพระราม 9 ดาเนินการจัดต้ังวัด เพ่ือเป็นพุทธสถานในการ

ประกอบกิจของสงฆ์ และเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของราษฎรในการที่
ประกอบกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ต่อมาในวันท่ี 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2533
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นางสาวจวง
จันทร์ สิงหเสนี เข้าเฝ้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจานาน 5-2-54 ไร่ เพื่อ
ดาเนนิ การสรา้ งวัดในนามมลู นธิ ิชยั พัฒนา ได้รบั อนญุ าตจากกรมการศาสนา
ให้จัดสร้างวัด ซ่ึงมีสมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเด็จพระสงั ฆราชสกลมหาสงั ฆป
ริณายก ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆราวาส สมเด็จพระญาณสังวร
สมเดจ็ พระสังฆราชสกลมหาสงั ฆปรินายก ได้ประทานอนุญาตให้ พระราชสุ
มนต์มุนี (อภิพล อภิพโล) เลขานุการในพระองค์ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด
บวรนิเวศวิหาร มาดารงตาแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก
เป็นองค์ปฐมแห่งอาราม ตั้งแต่วันอาสาฬหบูชา ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.
2540 เป็นต้นมา พรอ้ มด้วยคณะสงฆภ์ กิ ษุสามเณรจานวนหนึ่ง

ธงประจาพระอสิ รยิ ยศ

ธงในรชั กาลท่ี 9
พระราชลญั จกรประจารชั กาลท่ี 9

พระราชลัญจกรประจารัชกาลท่ี 9 เป็นตรางา ลักษณะรูปไข่ แนวต้ัง
กวา้ ง 5 เซนติเมตร สูง 6.7 เซนติเมตร รูปพระท่ีนั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์
ประกอบด้วยวงจกั ร กลางวงจักรมีอกั ขระเปน็ "อ"ุ หรือ "เลข 9" รอบวงจักร
มรี ัศมเี ปล่งออกโดยรอบ เหนือจกั รเป็นรปู เศวตฉัตร 7 ชนั้ ฉัตรตั้งอยู่บนพระ
ที่น่ังอัฐทิศ แปลความหมายว่า มีพระบรมเดชานุภาพในแผ่นดิน โดยท่ีวัน
บรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณี ได้เสด็จประทับเหนือพระที่น่ังอัฐ
ทิศ สมาชิกรัฐสภาถวายน้าอภิเษกจากทิศท้ัง 8 นับเป็นคร้ังแรกใน
ประวตั ิศาสตร์ ทพ่ี ระมหากษัตรยิ ์ในระบอบประชาธิปไตย ทรงรับน้าอภิเษก
จากสมาชิกรัฐสภา แทนท่ีจะรับจากราชบัณฑิตด่ังในรัชกาลก่อน องค์พระ
ราชลญั จกรนเ้ี ป็นตรากลมรรี ูปไข่ กวา้ ง 5 เซนติเมตร สงู 6.7 เซนตเิ มตร

พระราชลัญจกรองค์นี้นอกจากจะใช้ประทับในเอกสารสาคัญส่วน
พระองค์ทีไ่ ม่เกยี่ วขอ้ งกับราชการแผ่นดินแลว้ ยงั ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานตรานี้แก่สถาบันอุดมศึกษากลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลและมหาวทิ ยาลัยราชภัฏ ใช้เป็นตราประจามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งใน
เครือของตน และยังได้มีพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นภาพประธานในตรา
สัญลักษณ์งานพระราชพิธีสาคัญต่างๆ ในรัชกาลของพระองค์ ได้แก่ พระ
ราชพิธีรัชมังคลาภิเษก งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และงานพระราช
พธิ ีเฉลมิ พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาอกี ด้วย

ดอกไมป้ ระจาพระองค์ คอื ดอกดาวเรอื ง
สปี ระจาพระองคค์ อื สเี หลือง

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยเู่ สดจ็ ฯ ออกผนวช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน
ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม–5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ณ วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็น

พระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับฉายาว่า ภูมิพโลภิกขุ หลังจากน้ัน พระองค์เสด็จฯ

ไปประทับจาพรรษา ณ พระตาหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างท่ี
ผนวชน้ัน พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ
พระบรมราชินี เป็นผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเดจ็
พระเจา้ อยู่หวั จงึ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระนาง
เจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ในปี
เดียวระหว่างที่ทรงดารงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น

เสด็จลงพระอุโบสถทรงทาวัตรเช้า–เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและ
พระวนิ ยั นอกจากนีย้ งั ได้เสด็จพระราชดาเนนิ ไปทรงปฏบิ ตั พิ ระราชกรณยี กจิ
พิเศษอ่ืน ๆ เช่นในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ได้เสด็จพระราชดาเนินไป
ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบท
นาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในวันที่วันท่ี 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499
เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลี
พระบาท ณ พระท่ีน่ังอัมพรสถาน ในโอกาสนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร คร้ังยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูก
ยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธลุ ีพระบาทดว้ ยอนึ่ง ในการทรงพระผนวชครั้งนี้

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระ
ราชอุปัชฌาจารย์ ข้ึนเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และถวายฐานันดรศักดิ์
เป็น กรมหลวง

ทรงประสบอบุ ตั เิ หตุ
พระราชรถ ที่พระองคท์ รงประสบอบุ ัตเิ หตุ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร ในปพี .ศ. 2489หลงั จากทจี่ บการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์
เสดจ็ ไปเยอื นกรงุ ปารีส ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซ่ึงเป็นลูก
สาวของเอกอัครราชทูตไทยประจาฝร่ังเศส เป็นครั้งแรก ในขณะน้ี ทั้งสอง
พระองคม์ พี ระชนมายุ 21 พรรษาและ 15 พรรษาตามพระลาดับเม่อื วันที่ 3
ตลุ าคม พ.ศ. 2491 ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประเทศ ขณะที่พระองค์
ทรงขับรถยนต์พระท่ีนั่งเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ทรง
ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์พระท่ีนั่งชนกับรถบรรทุก
อยา่ งแรง ทาให้เศษกระจกกระเดน็ เข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลงั
การถวายการรักษา พระองค์มีพระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระเนตรขวา
แพทย์จงึ ถวายการรักษาอย่างตอ่ เนื่องหลายครง้ั หากแต่พระอาการยังคงไม่
ดีข้ึน กระท่ังวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทางพระ
เนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนาให้พระองค์
ทรงพระเนตรปลอมในท่ีสุด ทั้งน้ี หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้า
เยย่ี มพระอาการเปน็ ประจาจนกระทงั่ หายจากอาการประชวร อนั เปน็ เหตุที่
ทาให้ทง้ั สองพระองค์มีความสัมพนั ธ์กนั อย่างใกล้ชิดนบั ตั้งแต่นั้นเป็นตน้ มา

ทรงประกาศพธิ หี ม้นั

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตรระหว่างท่ีประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศน้ัน ทรงพบกับหม่อม
ราชวงศส์ ริ กิ ิต์ิ กิตยิ ากร และเมื่อวนั ท่ี 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 สมเดจ็ พระ
ราชชนนี (สมเด็จย่า) ได้รับส่ังขอ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ ต่อหม่อมเจ้านักขัต
มงคล โดยพิธีหม้ันได้จัดข้ึนอย่างเงียบๆ เรียบง่าย ณ โรงแรม
วินด์เซอร์ เมืองโลซาน ประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชน
กาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงสวมพระธามรงค์เป็น
ของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ ซึ่งเป็นพระธามรงค์องค์เดียวกับท่ีสมเด็จ
พระบรมราชชนกทรงมอบต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี และเสด็จพระราช
ดาเนินนิวัตพระนครในปีถัดมา โดยประทับ ณ พระท่ีนั่งอัมพรสถาน วันท่ี
12 สงิ หาคม ปเี ดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบในงานเลี้ยงอันเรียบง่าย ท่ีสถาน
เอกอัครราชทูตไทยในกรงุ ลอนดอน ประเทศองั กฤษ

ข่าวอันเป็นสิริมงคลนี้ ทาให้คนไทยเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างย่ิง
ประหนึ่งดังแสงสว่างท่ีส่องสู่หัวใจทุกดวง ท่ามกลางข่าวอันน่าเศร้าสลด ที่
จะ ท ร ง มี พ ร ะร า ช พิธี ถ ว าย พ ร ะเ พ ลิ ง พร ะ บ รม ศ พ พร ะ บ าท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ
ปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล ในเดอื นมีนาคม พทุ ธศักราช 2493
ทรงอภเิ ษกสมรส
พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

ตอ่ มาวันที่ 28 เมษายน 2493 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธี
ราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตาหนักสมเด็จ
พระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภายในวังสระปทุม
เม่ือใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ เวลา 09.30 น. หม่อมเจ้านักขัตร มงคล กิติยา
กร ทรงนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ไปยังวังสระปทุม สมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย และ หม่อมราชวงศ์
สิรกิ ิต์ิ ลงนามในสมดุ ทะเบยี นสมรส ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราช
สักขี 2 คน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ในขณะน้ัน, พลเอก
มงั กร พรหมโยธี รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย ในขณะน้นั รว่ มลงนาม

ด้วย เช่นเดียวกับสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูร
ศักดิ์ กรมพระยาชยั นาทนเรนทร พระราชปติ ุลา

เม่ือสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกา
เจ้า เสด็จออก ณ ช้ัน 2 ของพระตาหนักแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอ
ดุลยเดชและหม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิฯ ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนเคร่ือง
ราชสักการะ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจา้ ประทานน้าพระพุทธมนต์ เทพ
มนต์ แดส่ มเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดช และพระราชทานนา้ พระพุทธ
มนต์ เทพมนต์แก่หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ิ ตามโบราณราชประเพณี พระบรม
วงศานุวงศ์ ข้าราชการ และบุคคลท่ีได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธี
ทูลเกล้าฯ ถวายของขวัญ ในโอกาสน้ี ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ
พระราชทานของที่ระลึกเป็นหีบบุหรี่เงินขนาดเล็ก ประดับอักษรพระ
นามาภิไธยย่อ ภ.อ. และ ส.ก

ซึ่งในการพระราชพธิ รี าชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการ โปรด

เกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินี
สิริกิติ์ วันท่ี 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493โปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ

สมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังน้ัน พระองค์จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิม พระเกียรติยศ

สมเด็จพระราชินสี ริ ิกิต์ิ ขึ้นเป็น สมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกติ ์ิ พระบรมราชนิ ีและ

พระราชทานเคร่อื งราชอสิ ริยาภรณ์มหาจกั รี บรมราชวงศ์แก่สมเด็จ
พระราชินีในโอกาสนี้ด้วย เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกันนี้ ท้ังสอง
พระองค์ได้เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่น่ังไพศาลทักษิณ ใน
พระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุ
วงศ์ เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จออก ณ พระที่น่ังอมรินทรวิ
นิจฉัยให้คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการและคณะ
ทตู านุทูต เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
กบั สมเด็จพระราชนิ สี ริ กิ ติ ์ิ ณ เมอื งโลซาน

ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2493 ท้ังสองพระองค์
เสด็จแปรพระราชฐานโดยรถไฟพระทน่ี ง่ั ไปประทบั ณ วงั ไกลกงั วล อาเภอหวั
หิน จังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ เป็นเวลา 5 วัน

วนั ที่ 5 มิถุนายน 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพร้อม
ดว้ ย สมเดจ็ พระนางเจ้าพระบรมราชนิ ี ไปยงั สวิตเซอร์แลนดอ์ กี ครง้ั เพอ่ื ทรง
รักษา พระสุขภาพ และเสด็จพระราชดาเนินนิวัติพระนคร เมื่อ 2 ธันวาคม
2494 ประทับ ณ พระตาหนักจติ รลดารโหฐาน และพระทน่ี ั่งอมั พรสถาน

ระหว่างทปี่ ระทับรักษาพระองค์อยู่น้ัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ
บรมราชนิ ี มีพระประสตู กิ าลพระราชธิดาพระองค์แรกคือ สมเด็จพระเจ้าลูก
เธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ
โรงพยาบาลมองซัวซสี ์ (Clinique de Montchoisi) เมอื งโลซานน์ เมื่อวนั ท่ี
5 เมษายน พ.ศ. 2494 และเม่ือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญ

พระชันษาได้ 7 เดือน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ
ดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงเสด็จพระราชดาเนินนิวัติประเทศไทยเป็นการ
ถาวรหลังจากทรงประทับพร้อมด้วย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช
นครนิ ทร์ ตง้ั แตเ่ ดอื นเมษายน 2476 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2494 รวม
18 ปี
พระราชโอรสพระราชธิดา

ทง้ั สองพระองคม์ พี ระราชธดิ า และพระราชโอรส รวม 4 พระองคด์ งั นี้

1. สมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรตั นราชกัญญา สริ ิวฒั นาพรรณ
วดี ประสูตเิ มอื่ 5 เมษายน 2494 ณ โรงพยาบาลมองซัวนี่ โลซานน์
( ทูล ก ร ะ ห ม่อ ม ห ญิง อุ บ ล รัต น ร า ช กัญ ญา สิริวัฒ น าพ ร ร ณ ว ดี )

2. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อ 28
กรกฏาคม 2495 ณ พระท่ีนั่งอัมพรสถาน ต่อมา ทรงได้รับสถาปนาเป็น
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เม่ือ 28 กรกฏาคม 2515 (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินท
รมหาวชิราลงกรณ พระวชริ เกล้าเจ้าอยู่หวั )

3. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนา ดุ
ลนโสภาคย์ ประสตู เิ มื่อ 2 เมษายน 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายหลงั
ทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร
รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันท่ี 5 ธันวาคม 2520
(สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารี)

4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
ประสูติเม่ือ 4 กรกฏาคม 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน( สมเด็จพระเจ้า
น้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวาง
ควฒั น วรขัตติยราชนารี)

พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

พุทธศักราช 2493 เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็น พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอ
ดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรม
นาถบพิตร (พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพล อดลุ ยเดช
ม ห า ร า ช บ ร ม น า ถ บ พิ ต ร ) ร ะ ห ว่ า ง วั น ที่ 4 -8 พ ฤ ษ ภ า ค ม
พุทธศักราช 2493 การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดข้ึนตามแบบอย่าง
โบราณราชประเพณี ณ พระทนี่ งั่ ไพศาลทักษิณ โดยมีรายละเอียดดงั นี้

วนั ท่ี 4 พฤษภาคม 2493

เจ้าพนกั งานอาลกั ษณเ์ ชญิ พระสพุ รรณบฏั พร้อมด้วยดวงพระราชสมภพ
และพระราชลญั จกร

วันท่ี 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เวลา 10.00 น. เจ้าพนักงานอาลักษณ์
เชิญพระสุพรรณบัฏ พร้อมด้วยดวงพระราชสมภพ และพระราชลัญจกร
ประจารัชกาล ออกจากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาข้ึนพระ
ราชยานกงท่ีเกยพลับพลาเปล้อื งเครอื่ ง ประตหู ลงั วดั พระศรีรตั นศาสดาราม
มีกระบวนเคร่ืองสูง กลองชนะและคู่แห่ แห่ไปตามถนนหน้าศาลาสหทัย
เลีย้ วตามถนนจกั รจี รณั ย์เขา้ ประตพู มิ านไชยศรี ไปตามถนนอมรวิถี ถึงหน้า
ประตูสนามราชกิจ แล้วเชิญไปประดิษฐาน ณ พระแท่นมณฑลในพระท่ีนั่ง
ไพศาลทกั ษิณ

ทรงเปน็ องคป์ ระธานในพธิ ปี ระกาศการพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

เวลา 18.00 น. สมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงเครอ่ื งเต็มยศ
จอมพลทหารบก ประดับเครอ่ื งขตั ตยิ ราชอิสริยาภรณ์อนั มเี กยี รตคิ ณุ รงุ่ เรอื ง
ยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี โดยรถยนต์
พระที่น่ัง จากพระตาหนักจิตรลดารโหฐานมายังพระบรมมหาราชวัง ทรง
พระดาเนินเข้าสู่พระทวารเทเวศร์รักษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหย
สูรยพิมาน ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีประกาศการพระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก และเจรญิ พระพุทธมนตใ์ นการพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชปฏิสันถารแล้ว เสด็จ
พระราชดาเนินเข้าสู่พระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนถวาย
นมัสการพระรัตนตรัย แล้วประทับพระราชอาสน์ พระยารามราชภักดี
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลเบิกทายาทผู้สืบสกุลพระยาเมือง
ข้าหลวงตรวจการกระทรวงมหาดไทย ข้าหลวงประจาจังหวัดเข้า
เฝ้าทลู ละอองธุลพี ระบาท

พระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นาข้าหลวงยุติธรรม
ประจาภาคทั้ง 5 ภาค เข้าเฝ้าทูลละอองธลุ ีพระบาท สมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั มี
พระราชปฏิสันถารแลว้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นาขา้ หลวงยตุ ธิ รรมออกจาก
ทเี่ ฝ้าสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ภูมพิ ลอดลุ ยเดชทรงจุดเทียนชนวน พระราชทาน
แก่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานนี วิ ตั เพอ่ื ทรงนาไป จดุ เทียนท่ีเคร่อื ง
นมัสการบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ
พลอดลุ ยเดช ทรงจุด เทยี นพระมหามงคลและเทียนเท่าพระองค์

จากน้ัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ขึ้นยังพระท่ีน่ัง
ไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร์ ชาวพนักงานประโคม
สังข์ แตร ดุริยางค์ สังฆการี อาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 30 รูป มี
สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ข้ึนสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณทางประตู
สนามราชกิจ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการพระ
รตั นตรยั สมเด็จพระสงั ฆราชถวายศลี

สมเดจ็ พระสงั ฆราช(วาสน์ วาสโน)
ถึง เวลา 18.50 น. อันเป็นมหามงคลฤกษ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ
พลอดุลยเดชทรงจดุ เทียนทองชนวน ทรงตงั้ พระราชสัตยาธษิ ฐาน เสร็จแล้ว
ถวายแด่สมเด็จพระสงั ฆราช จากน้ันสมเด็จพระสงั ฆราชเสด็จไปจดุ เทียนชัย
ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ พระสงฆ์ท้ังนั้นเจริญมงคลคาถา จุดเทียนชัย
ชาวพนักงาน ประโคม ฆ้องชัย สังข์ บัณเฑาะว์ แตร ดุริยางค์ จากน้ัน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดเทียนชนวนแก่มหาดเล็ก
พรอ้ มด้วยธูปเงิน เทียนทอง และดอกไม้ ไปบชู าสถานท่ศี ักด์ิสทิ ธิ์ต่าง ๆ
สมเด็จพระสังฆราชเสด็จกลับไปขึ้นนั่งอาสนะที่เดิม พระศาสนโสภณ
(จวน อุฎฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม อ่านประกาศการพระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก จบแลว้ พระสงฆใ์ นพระทนี่ งั่ ไพศาลทกั ษิณ 30 รูป และในพระท่ี
นั่งอมรินทรวนิ จิ ฉัย 45 รูป เจรญิ พระพุทธมนตพ์ ระราชพธิ บี รมราชาภิเษก
พระครูวามเทพมุนี ประธานพิธีพราหมณ์ ถวายน้าพระมหาสังข์
พราหมณ์เป่าสังข์ แล้วถวายใบสมิตสาหรับทรงปัดพระองค์สมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับใบสมิตมาทรงปัดพระองค์ เสร็จแล้ว
พระราชครูวามเทพมนุ ี รับพระราชทานกลบั ไป กระทาพิธศี าสตร์ปณุ ยา ชุบ
โหมเพลงิ ณ ทีท่ าพิธพี ราหมณ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดเทียนพระมหามงคล
เทียนเทา่ พระองค์ ธปู เทียนบูชา พระสยามเทวาธิราช พระแท่นอัฐทิศ และ
พระท่นี ั่งภทั รบิฐ

เจา้ พนักงานสงั ฆการี นิมนต์ พระสงฆ์ทรงสมณศักด์ิ ช้ันพระราชาคณะ
จานวน 5 รูป ข้ึนน่ังยังอาสนะบนพระแท่นบรรทมในพระท่ีนั่งจักรพรรดิ
พมิ าน สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ขึ้นยังห้องพระบรรทม
พระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน ทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการพระรัตนตรัย
เสร็จแล้ว ประทับพระราชอาสน์ ณ หอ้ งกลาง ทรงพระมหามงคล พระสงฆ์
5 รูป เจริญพระพุทธมนต์ พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเทียรจบแล้ว ทรง
เปลอื้ งพระมหามงคล พระสงฆถ์ วายบงั คมลา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จกลับไปประทับพระราช
อาสน์ ณ พระทน่ี ่งั ไพศาลทักษิณ จากนั้นเสดจ็ ออกพระท่ีนัง่ อมรนิ ทรวนิ ิจฉัย
ทรงจุดธูปเทียนบูชาธรรมท่ีพระแท่นสวดภาณวาร พระราชาคณะ น่ังปรก
และสวดภาณวารตอ่ ไปตลอดคืน เสด็จพระราชดาเนินกลบั

สมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัวภูมิพลอดลุ ยเดช ทรงรบั ใบสมติ มาทรงปดั พระองค์
เสรจ็ แลว้ พระราชครูวามเทพมุนี รับพระราชทานกลับไป กระทาพิธีศาสตร์
ปณุ ยา ชบุ โหมเพลิง ณ ท่ีทาพธิ ีพราหมณ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดเทียนพระมหามงคล
เทยี นเท่าพระองค์ ธูปเทียนบูชา พระสยามเทวาธิราช พระแท่นอัฐทิศ และ
พระท่ีนั่งภัทรบิฐ

เจ้าพนกั งานสงั ฆการี นิมนต์ พระสงฆ์ทรงสมณศักด์ิ ช้ันพระราชาคณะ
จานวน 5 รูป ขึ้นนั่งยังอาสนะบนพระแท่นบรรทมในพระท่ีนั่งจักรพรรดิ
พมิ าน สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ข้ึนยังห้องพระบรรทม
พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงจุดธูปเทียน เคร่ืองนมัสการพระรัตนตรัย
เสร็จแลว้ ประทบั พระราชอาสน์ ณ หอ้ งกลาง ทรงพระมหามงคล พระสงฆ์

5 รูป เจริญพระพุทธมนต์ พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเทียรจบแล้ว ทรง
เปลอ้ื งพระมหามงคล พระสงฆถ์ วายบังคมลา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จกลับไปประทับพระราช
อาสน์ ณ พระท่ีนั่งไพศาลทกั ษณิ จากนน้ั เสด็จออกพระที่นัง่ อมรินทรวินจิ ฉัย
ทรงจุดธูปเทียนบูชาธรรมที่พระแท่นสวดภาณวาร พระราชาคณะ น่ังปรก
และสวดภาณวารต่อไปตลอดคนื เสดจ็ พระราชดาเนินกลบั
วนั ที่ 5 พฤษภาคม 2493

สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ภูมพิ ลอดลุ ยเดชทรงรบั นา้ สรงพระมรู ธาภเิ ษก
จากสมเด็จพระสงั ฆราชเจ้ากรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ (วาสน์ วาสโน)

เวลา 11.20 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ ในการ
พระราชพิธบี รมราชาภิเษกรับการสรงพระมูรธาภิเษกจากสหัสธารา สมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงรับ น้าสรงพระมูรธาภิเษกจากสมเด็จ
พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระสงฆ์ในมณฑลพระราชพิธี
เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร มโหระทึก และเคร่ือง
ดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศ ถวายความเคารพ แตรวงบรรเลง เพลง
สรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ ยิงสลตุ เฉลิมพระเกียรติ 21 นัด

\

สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ประทบั พระทนี่ ง่ั อฐั ทศิ อทุ มุ พรราชอาสน์ ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร

เพอื่ รบั นา้ อภิเษกจากผแู้ ทนพสกนกิ รทง้ั ประเทศ


Click to View FlipBook Version