The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาราชพระองค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-12-01 07:25:20

มหาราชพระองค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

มหาราชพระองค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ สู่พระท่นี ั่งไพศาล
ทักษิณ ประทับ พระท่ีนั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระบวร
เศวตฉตั ร เพือ่ รบั น้าอภิเษก จากสมาชกิ รฐั สภา เมอ่ื ผนั พระองคเ์ วยี นมาสทู่ ศิ
บูรพาอีกคร้ังแล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ประธาน
วุฒิสภา กราบบังคมทูลถวายชัยมงคล ด้วยภาษามคธ นายเพียร ราชธรรม
นิเทศ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย เสร็จ
แล้ว พระราชครูวามเทพมุนี (สวาสด์ิ รังสิพราหมณกุล) ทาหน้าท่ีพระ
มหาราชครู กราบบังคมทูลถวายชัยมงคล ด้วยภาษามคธ และภาษาไทย
แล้ว น้อมเกล้าฯ ถวาย พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ขณะนี้ ชาวพนักงาน
ประโคมสังข์ แตร เครื่องดุริยางค์ จากน้ัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุย
เดชเสดจ็ ฯ ประทบั ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้ พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร
พระราชครูวามเทพมุนี ร่ายเวทย์ สรรเสริญศิวาลัยไกรลาส จบแล้ว กราบ
บังคมทูลถวาย เคร่ืองราชกกุธภัณฑ์ เป็นภาษามคธ แล้วทูลเกล้าฯ ถวาย
พระสุพรรณบัฎ จารึกพระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ
เบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จัก
รีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ” เคร่ืองเบญจราช
กกุธภณั ฑ์ เครอ่ื งบรมขตั ติยราชวราภรณ์ เครอื่ งราชปู โภค และ พระแสงราช
ศัสตราวุธ ขณะน้ัน พระสงฆ์ เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงาน ประโคม
สังข์ แตร กองทหารถวายความเคารพ แตรวงบรรเลง เพลงสรรเสริญพระ
บ า ร มี ท ห า ร ยิ ง ปื น ก อ ง แ ก้ ว จิ น ด า ต า ม ก า ลั ง วั น ศุ ก ร์ 21
นัด ทหารบก ทหารเรือ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 101 นัด
พระสงฆท์ ั่วพระราชอาณาจักร ย่าระฆงั ถวายชัยมงคล

ทรงหลง่ั ทกั ษิโณทก ตงั้ พระราชสตั ยาธิษฐานจะทรงปฏบิ ตั ิพระราชกรณยี กิจ
ปกครองราชอาณาจกั รไทย โดยทศพธิ ราชธรรมจรรยา
ดงั พระปฐมบรมราชโองการ ทพ่ี ระราชทานไว้ ทกุ ประการ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรม
นาถบพิตรรับเครื่องราชกกุธภณั ฑแ์ ลว้ พระราชครูวามเทพมนุ กี ราบบงั คมทลู
ถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาไทย จากน้ันจึงมี พระปฐมบรมราช
โองการ พระราชทานอารักขาแก่พสกนกิ รชาวไทยท้ังหลายว่า

“เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาว
สยาม”

พระราชครวู ามเทพมุนี รับสนองพระปฐมบรมราชโองการ แลว้ ทรงหลง่ั
ทักษิโณทก ต้ังพระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติ พระราชกรณีย
กิจ ปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา ดังพระปฐมบรม
ราชโองการ ทพี่ ระราชทานไว้ ทกุ ประการ

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดารสั ตอบ
ขอบใจผทู้ ม่ี าเฝา้ ถวายพระพรชัยมงคล

ต่อมา เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ
พลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร มหติ ลาธเิ บศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยา
มินทราธิราช บรมนาถบพิตรเสด็จพระราชดาเนินออกมหาสมาคม ณ
พระท่ีนั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหยศูรย พิมาน โดยมี คณะองคมนตรี
คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการช้ันผู้ใหญ่
เฝา้ ทลู ละอองธลุ ีพระบาท นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภาถวายชยั มงคล
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั มพี ระราชดารสั ตอบ

พระราชพธิ สี ถาปนาเฉลมิ พระเกยี รตยิ ศ สมเด็จพระราชนิ สี ริ กิ ิติ์
พระอคั รมเหสี เปน็ สมเด็จพระนางเจ้าสริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ ี

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตรเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ
สมเดจ็ พระราชินสี ิรกิ ติ ิ์ พระอคั รมเหสี ให้ทรงดารงฐานนั ดรศกั ดิ์เปน็ สมเดจ็
พระน าง เ จ้ าสิริกิต์ิ พร ะบ รม ราชินี (สม เ ด็จพ ระนา งเ จ้า สิริกิติ์
พระบรมราชนิ ีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
เสดจ็ ดว้ ยกระบวนราบใหญป่ ระกาศพระองคเ์ ปน็ พทุ ธศาสนปู ถมั ภก
ณ พระอโุ บสถ วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม
จากนั้น เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ

พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเสด็จด้วยกระบวนพยุหยาตราสถลมารคทรง
ประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม

วนั ท่ี 6 พฤษภาคม 2493

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
เสดจ็ ฯ ในการพระราชพธิ เี ฉลมิ พระราชมณเฑยี ร
ณ พระทนี่ ง่ั จกั รพรรดิพมิ าน

เวลา 19.54 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล
อดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร เสดจ็ ฯ ในการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร
ณ พระทน่ี ั่งจักรพรรดิพมิ าน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ
พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงประทับแรม ใน
พระบรมมหาราชวัง รุง่ เช้า จงึ เสด็จพระราชดาเนินกลบั

พระแทน่ ราชบรรจถรณ์

พระทน่ี งั่ จักพรรดพิ มิ าน
พระราชพิธีเฉลมิ พระราชมณเฑยี ร หรือคาสามัญคือ พธิ ีขึ้นบ้านใหม่ ใน
หน่ึงรัชกาลจะจัดขึ้นเพียงคร้ังเดียว ณ พระท่ีนั่งจักรพรรดิพิมาน หมู่พระ
มหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง เป็นโบราณราชประเพณีในโอกาสท่ี

พระมหากษัตริย์ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระราชพิธีต่อเน่ืองกับพระ
ราชพิธบี รมราชาภิเษก

ตามธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณ เมื่อองค์พระมหากษัตริย์เสด็จข้ึน
เถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก (พระราชพิธีเฉลิมพระยศ) จะเสด็จ
ประทับอยู่เป็นประจาในพระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นพระท่ีน่ังองค์
ประธานของพระท่ีนั่งในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง โดย
จะต้องจัดให้มีพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร หรือคาสามัญคือ พิธีข้ึน
บ้านใหมก่ ่อน จึงจะเสด็จขึ้นประทบั ได้ ซงึ่ มกั จะจดั ตอ่ เน่ืองจากการพระราช
พิธีบ รมราชาภิเ ษ ก พระบ าทสมเ ด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงประทับอยู่ที่พระท่ีน่ังองค์น้ีเป็นการถาวร รัชกาลต่อๆ มา
เสด็จมาประทับเป็นการชั่วคราวตามกาหนดพระราชพิธี เน่ืองจากได้ทรง
สถาปนาพระราชฐานท่ีประทับข้ึนใหม่ สาหรับเป็นท่ีประทับตามพระราช
อัธยาศยั และตามความเหมาะสมแห่งยุคแห่งสมัย จึงมิได้ประทับ ณ พระท่ี
น่ังจักรพรรดิพิมานเป็นประจาเช่นในสมัยก่อน แต่ในการพระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก ยังต้องจัดให้มีการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ณ พระท่ี
นั่งจักรพรรดิพิมานเช่นเดมิ

พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรมีมาต้ังแต่สมัยรัชกาลท่ี 1 เริ่มจาก
การเสด็จพระที่นง่ั ไพศาลทักษณิ ประทับเหนอื พระที่นง่ั ภัทรบิศ ทรงรับการ
ถวาย 12 พระกานัล ภายหลังเปล่ียนเป็นการประกาศสถาปนาพระ
เกียรติยศสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี แล้วเสด็จขึ้นสู่พระท่ีนั่ง
จักรพรรดิพิมาน เช้ือพระวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร เช่น
วิฬาร์ ศลิ าบด ฟักเขียว พานขา้ วเปลอื ก ถั่ว งา ภายหลังเพม่ิ ไก่ขาว มีผชู้ าระ
พระบาท แล้วเสด็จพระราชดาเนินยังห้องพระบรรทม ทรงนมัสการ

พระรัตนไตร พระราชวงศ์ฝ่ายในถวายดอกหมากทองคา กุญแจ ทรงเอน
พระองคล์ งบรรทมเปน็ พระฤกษ์ ชาวพนกั งานประโคม ทรงรบั การถวายพระ
พรชยั มงคล ทรงโปรยดอกพกิ ลุ เงนิ พิกุลทองพระราชทาน เปน็ เสร็จพระราช
พิธี
วนั ท่ี 7 พฤษภาคม 2493

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ พระบรมราชชนนพี นั ปหี ลวง

เสดจ็ ออกสีหบญั ชร เน่อื งในการพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ย
เดช บรมนาถบพิตร เสด็จออกยังท้องพระโรงกลาง พระท่ีนั่งจักรีมหา
ปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะทูตานุทูตและกงสุล
ต่างประเทศ เฝ้าทลู ละอองธลุ ีพระบาท ถวายชัยมงคล

ต่อมาเวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ
พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินนี าถ พระบรมราชชนนพี นั ปีหลวง พระราชทานพระบรมราช
วโรกาสใหค้ ณะบคุ คลและสมาคมต่าง ๆ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัย
มงคล ณ พระทีน่ ัง่ สุทไธสวรรย์ปราสาท

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกสีหบัญชร พระราชทานพระบรม
ราชวโรกาส ให้พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระยารามราช
ภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลถวายชัยมงคล ในนามพสก
นิกรชาวไทย ทั่วพระราชอาณาจกั ร

เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ย
เ ด ช บ ร ม น า ถ บ พิ ต ร พ ร้ อ ม ด้ ว ย ส ม เ ด็ จ พ ร ะ น า ง เ จ้ า สิ ริ กิ ต์ิ
พระบรมราชินนี าถ พระบรมราชชนนีพนั ปหี ลวง เสดจ็ ออก ณ พระที่น่ังอม
รินทรวินิจฉัยฯ ในพิธีเฉลิมพระนาม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิ
รญาณวงศ์ และ พระราชทานสมณศักดิ์ แก่พระราชาคณะ เสร็จแล้ว ทรง
สดับพระธรรมเทศนา มงคลสูตร รัตนสูตร และ เมตตสูตร รวมหนึ่งกัณฑ์
โดยสมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์ (ญานวโร)

วนั ที่ 8 พฤษภาคม 2493

สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระวรวงศ์เธอ กรมหม่ืนพทิ ยลาภพฤฒยิ ากร
กรมพระยาชยั นาทนเรนทร

พระวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้ ววิ ฒั นไชย พระวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจา้
นกั ขตั รมงคล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรม
ราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีสถาปนาฐานันดร

ศักดิ์พระราชวงศ์ ณ พระท่ีน่ังอมรินทรวินิจฉัยฯ พระราชวงศ์ท่ีได้รับการ
โปรดเกล้าฯ สถาปนาฐานนั ดรศกั ด์ิ ไดแ้ ก่

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรนทร
พระวรวงศเ์ ธอ กรมหมืน่ พทิ ยลาภพฤฒยิ ากร
พระวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ วิวฒั นไชย
พระวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้านกั ขตั รมงคล
จากนัน้ ทรงสดบั พระธรรมเทศนาโดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรม
หลวงวชิรญาณวงศ์ถวายพระธรรมเทศนา เทวตาทิสกถาทศพิธราชธรรม และ
จักรวรรดวิ ัตรรวมหนึ่งกณั ฑ์
พระราชกรณยี กจิ
พระราชกรณยี กิจดา้ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ

นายโคฟ่ี อนั นนั เลขาธกิ ารสหประชาชาติ
เขา้ เฝ้าพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ ทลู เกลา้ ถวายรางวลั

ความสาเรจ็ อนั สงู สดุ ดา้ นการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์

ทรงตอ้ นรบั ประธานาธบิ ดสี หรฐั อเมรกิ าบารคั โอบามา
ในโอกาสเยอื นไทยอยา่ งเปน็ ทางการ

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
พระราชทานกระแสพระราชดารสั

ต่อสภาคองเกรสสหรฐั ฯ เม่ือวนั ที่ 29 มถิ นุ ายน 2503

สมเดจ็ พระจกั รพรรดฮิ โิ รฮโิ ตะ และสมเดจ็ พระจกั รพรรดนิ นี างาโกะ
ทรงใหก้ ารตอ้ นรบั พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ย
เดช บรมนาถบพิตร และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชนิ นี าถ พระ

บรมราชชนนพี นั ปหี ลวง

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
บรมนาถบพติ ร และสมเดจ็ พระนางเจ้าสริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ พระบรม

ราชชนนพี นั ปหี ลวง เสด็จประเทศองั กฤษสมเดจ็ พระราชนิ นี าถ
เอลซิ าเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลปิ ดยุกแห่งเอดนิ บะระ

ตั้งแต่พุทธศักราช 2502 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดาเนิน
ไป สัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ท้ังในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และ
เอเชีย เพ่ือเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทย กับบรรดา
มิตรประเทศเหล่าน้ัน ที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ให้มีความสัมพันธ์แน่น
แฟ้นยิ่งขึ้น ทรงนาความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทย ไปยังประเทศ
ต่าง ๆ นั้นด้วย ทาให้ประเทศไทยเป็นท่ีรู้จักกันอย่างกว้างไกลมากย่ิงขึ้น
นับว่าเป็นประโยชนต์ ่อประเทศไทยอยา่ งมหาศาล

ประเทศต่าง ๆ ทเ่ี สด็จพระราชดาเนนิ ไปทรงเจรญิ ทางพระราชไมตรี
นน้ั มดี งั น้ี

- เวยี ดนามใต้ ระหว่างวนั ที่ 18-21 ธนั วาคม 2502 ซงึ่ เปน็ การเสด็จ
พระราชดาเนนิ เยอื นตา่ งประเทศครงั้ แรก ในรชั กาลปจั จบุ นั

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสาธารณรฐั อินโดนเี ซยี ระหวา่ งวนั ที่ 8-16
กมุ ภาพนั ธ์ 2503

- เสด็จพระราชดาเนนิ เยอื นสหภาพพมา่ ระหวา่ งวนั ที่ 2-5 มนี าคม
2503

- เสด็จพระราชดาเนนิ เยอื นสหรฐั อเมรกิ า ระหวา่ งวนั ท่ี 14 มถิ ุนายน -
15 กรกฎาคม 2503

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนองั กฤษ ระหวา่ งวนั ท่ี 19-23 กรกฎาคม
2503

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นสหพนั ธส์ าธารณรฐั เยอรมนั ระหว่างวนั ที่
25 กรกฎาคม - 2 สงิ หาคม 2503

- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนสาธารณรฐั โปรตเุ กส ระหว่างวนั ที่ 22-25
สงิ หาคม 2503

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสวติ เซอรแ์ ลนด์ ระหว่างวนั ท่ี 29-31
สงิ หาคม 2503

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นเดนมารก์ ระหวา่ งวนั ที่ 6-9 กันยายน 2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนนอรเ์ วย์ ระหว่างวนั ท่ี 19-21 กนั ยายน
2503
- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นสวเี ดน ระหวา่ งวนั ท่ี 23-25 กันยายน 2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยอื นสาธารณรฐั อติ าลี ระหว่างวนั ที่ 28 กนั ยายน
- 1 ตลุ าคม 2503
- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนนครรฐั วาติกนั เมอ่ื วนั ท่ี 1 ตลุ าคม 2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนเบลเยยี่ ม ระหวา่ งวนั ที่ 4-7 ตุลาคม 2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยอื นสาธารณรฐั ฝรงั่ เศส ระหว่างวนั ที่ 11-14
ตุลาคม 2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนลกั เซมเบอร์ก ระหว่างวนั ที่ 17-19 ตุลาคม
2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนเนเธอร์แลนด์ ระหวา่ งวนั ท่ี 24-27 ตลุ าคม
2503
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนสเปน ระหว่างวนั ท่ี 3-8 พฤศจกิ ายน 2503
- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสาธารณรฐั อิสลามปากสี ถาน ระหว่างวนั ที่
11-22 มนี าคม 2505
- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสหพนั ธรฐั มลายา ระหวา่ งวนั ที่ 20-27
มถิ นุ ายน 2505
- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นนิวซแี ลนด์ ระหว่างวนั ท่ี 18-26 สงิ หาคม
2505
- ออสเตรเลีย ระหวา่ งวนั ที่ 26 สงิ หาคม - 12 กนั ยายน 2505

- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือนญปี่ นุ่ ระหว่างวนั ท่ี 27 พฤษภาคม - 5
มถิ นุ ายน 2506

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นสาธารณรฐั จนี ระหวา่ งวนั ที่ 5-8 มถิ นุ ายน
2506

- เสด็จพระราชดาเนนิ เยอื นสาธารณรฐั ฟิลปิ ปนิ ส์ ระหวา่ งวนั ท่ี 9-14
กรกฎาคม 2506

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสาธารณรฐั ออสเตรยี ระหวา่ งวนั ที่ 29
กนั ยายน - 5 ธนั วาคม 2507

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสาธารณรฐั เยอรมัน ระหวา่ งวนั ท่ี 22-28
สงิ หาคม 2509 ซงึ่ เปน็ การเสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นครั้งทสี่ อง

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นสาธารณรฐั ออสเตรยี ระหวา่ งวนั ท่ี 29
กนั ยายน - 2 ตลุ าคม 2509 ซง่ึ เปน็ การเสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนครงั้ ทส่ี อง

- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยอื นอหิ รา่ น ระหวา่ งวนั ท่ี 23-30 เมษายน 2510
- เสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสหรฐั อเมรกิ า ระหว่างวนั ท่ี 6-20 มถิ นุ ายน
2510 ซงึ่ เปน็ การเสด็จพระราชดาเนนิ เยือนครงั้ ทส่ี อง
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยือน แคนาดา ระหวา่ งวนั ท่ี 21-24 มถิ นุ ายน
2510
- เสด็จพระราชดาเนนิ เยอื นสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
ระหวา่ งวนั ที่ 8-9 เมษายน 2537
เม่ือเสร็จส้ินการเสด็จพระราชดาเนินเยือนประเทศต่าง ๆ แล้ว ก็ได้
ทรงต้อนรบั พระราชอาคันตกุ ะ ที่เป็นประมขุ ของประเทศต่าง ๆ ทเ่ี สด็จและ
เดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นการตอบแทน และบรรดาพระราช
อาคันตุกะท้ังหลาย ต่างก็ประทับใจในพระราชวงศ์ของไทย ตลอดจน
ประชาชนชาวไทยอย่างทั่วหน้า

พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการพฒั นาชนบท

พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเย่ียมราษฎร
ในภูมิภาคต่างๆ ทุกภาคทรงประจักษ์ในปัญหาของราษฎร ในชนบทที่
ดารงชีวิตด้วยความยากจน ลาเค็ญและด้อยโอกาส ได้ทรงพระวิริยะ
อุตสาหะหาทางแก้ปัญหาตลอดมาตราบจนปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ทุกหน
ทกุ แหง่ บนผนื แผ่นดินไทยท่ีรอยพระบาทได้ประทับลง ได้ทรงขจัดทุกข์ยาก
นาความผาสุกและทรงยกฐานะความเป็นอยู่ ของราษฎร ให้ดีข้ึนด้วยพระ
บญุ ญาธกิ ารและพระปรีชาสามารถปราดเปร่ือง พรอ้ มด้วยสายพระเนตรอัน
ยาวไกล ทรงอุทิศพระองคเ์ พอ่ื ประโยชน์สุขของราษฏร และเพื่อความเจริญ
พัฒนาของประเทศชาติตลอดระยะเวลาโดยมิได้ทรงคานึงประโยชน์สุขส่วน
พระองค์เลย ดังในปฐมพระบรมราชโองการในระหว่างพระราชพิธีบรม

ราชาภิเษก เม่ือวนั ท่ี 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดย
ธรรม เพอ่ื ประโยชน์สุขแกม่ หาชนชาวสยาม"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งมั่นที่จะหาวิธีการพัฒนาชนบท
ให้เจริญก้าวหน้า เพราะทรงทราบดีว่ามีข้อจากัดและมีอุปสรรคในด้านต่าง
ๆ มาก ทงั้ ดา้ นเศรษฐกิจและสงั คม ดา้ นการเปลย่ี นแปลงทัศนคตขิ องราษฎร
ในทอ้ งถนิ่ ท่ีสาคญั คือชาวชนบทขาดความรคู้ วามสามารถ และสงิ่ จาเปน็ ขั้น
พื้นฐานในการดารงชีวิต โดยเฉพาะอย่างย่ิงการที่เกษตรกรขาดคือความรู้
ในเรื่องการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อย่างมีหลักวิชา รวมท้ังอุปสรรค
ปัญหาอ่ืน ๆ เช่นขาดท่ีดินทากินเป็นของตนเอง ขาดแคลนแหล่งน้าท่ีจะใช้
ทาการเกษตรและใช้อุปโภคบรโิ ภคเป็นตน้ แต่ดว้ ยพระราชหฤทัยทมี่ ุ่งมนั่ ใน
การช่วยเหลือราษฎรให้พ้นหรือบรรเทาจากความเดือดร้อนดังน้ัน แนว
พระราชดาริที่จะช่วยพัฒนาชนบทจึงออกมาในรูปของโครงการต่าง ๆ อัน
เนอ่ื งมาจากพระราชดาริ ซึ่งมลี ักษณะแตล่ ะโครงการแตกตา่ งกนั ออกไปตาม
ปญั หาและสภาพภูมปิ ระเทศในแต่ละแหง่ แต่มีจุดประสงคเ์ ดยี วกัน คอื การ
พัฒนาชนบทเพื่อให้ราษฎรในชนบทได้มีความเป็นอยู่ตลอดจนสามารถ
ประกอบอาชีพ เล้ยี งครอบครวั ใหด้ ขี ้ึน แนวพระราชดาริทสี่ าคัญในเรอื่ งการ

พัฒนาชนบท คือมีพระราชประสงค์ที่จะมุ่งช่วยให้ชาวชนบทน่ันเองได้
สามารถช่วยเหลือพ่ึงตนเองได้ จะสังเกตเห็นได้ว่าโครงการต่าง ๆ อัน
เน่ืองมาจากพระราชดาริ ท่ีขยายตัวครอบคลุมพืน้ ทส่ี ว่ นตา่ ง ๆ ของประเทศ
นั้น จุดมุ่งหมายสาคัญประการสุดท้ายก็คือทาให้ชาวชนบทสามารถพึ่งพา
ตนเองได้ทั้งสิ้นได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านนี้โดย การสร้างพื้นฐาน
หลกั ทีจ่ าเป็นตอ่ การผลิตให้แก่ราษฎรเหล่านั้นอันจะเป็นรากฐานที่จะนาพา
ไปสู่การพ่ึงตนเองได้ในท่ีสุดในเวลาเดียวกันก็ทรงส่งเสริมให้ชาวชนบทได้มี
ความรู้ในเรื่องของการประกอบอาชีพอย่างถูกวิธี โดยเผยแพร่ความรู้นั้นแก่
ชาวชนบทอยา่ งค่อยเปน็ ค่อยไปในลกั ษณะที่เปน็ ระบบอย่างต่อเนื่องและให้
สอดคล้องแก่ความจาเป็นของแต่ละท้องถ่ินซึ่งเร่ืองการพัฒนาชนบทน้ัน
ไม่ใชเ่ รอื่ งง่าย เพราะต้องอาศยั เครือ่ งไม้เคร่อื งมอื หลายชนิด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร ไม่ว่าแห่งหน
ตาบลหรือภูมิภาคใด มิได้ทรงคานึงถงึ เส้นทางท่จี ะเสดจ็ พระราชดาเนินหรือ
ภยันตรายใด ๆ หรือแม้พื้นที่ท่ีเสด็จฯ ไป จะต้องทรงพระดาเนินเป็น
ระยะทางหลาย ๆ กิโลเมตรตามเส้นทางท่ีขรุขระ บางคร้ังต้อง ขึ้นเขาลง

หว้ ย บางครงั้ ต้องบกุ ปา่ ฝา่ ดง ด้วยไม่มีเสน้ ทางถนนทจี่ ะเข้าไปถึง ก็มิได้ทรง
ย่อทอ้ หรือเหนอื่ ยหนา่ ยพระราชหฤทัย หรอื แม้ขุนเขาจะสูงชนั แมฝ้ นจะตก
หนัก ตามเส้นทางที่จะเสด็จฯ ผ่าน เต็มไปด้วยน้าขังและโคลนตม หรือแม้
อากาศจะหนาวเหน็บหรอื รอ้ นอบอ้าว กไ็ ม่ทรงถือเปน็ อุปสรรคกดี ขวางการ
เสด็จฯ ไปใหถ้ งึ ตวั ราษฎรท่ที รงหว่ งใย และทีเ่ ฝา้ รอการเสดจ็ พระราชดาเนิน
ไป ทรงเย่ียมเยียนอย่างใจจดจ่อ ภาพท่ีคนไทยท่ัวประเทศได้เห็นจนเจนตา
เจนใจ ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา พระองค์จะเสด็จฯ เคียงข้างด้วย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสและพระราชธิดา
ประทับท่ามกลางราษฎรมีพระราชดารัสซักถามถึงปัญหาความเดือดร้อน
ของราษฎรด้วยความสนพระราชหฤทัย และเป่ียมด้วยพระเมตตายังความ
ช่นื ชมโสมนสั ในหมรู่ าษฎรทีท่ ุกข์ยากเหลา่ น้ัน น่ันคอื กาลังใจที่จะทาให้พวก
เขาลกุ ขน้ึ สูช้ ีวติ สูป้ ัญหาโดยไมย่ ่อท้ออีกตอ่ ไป

พระองค์ทรงจัดทาโครงการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดาริควบคู่
ไปในทุก ๆ ดา้ น ไม่เนน้ ดา้ นใดด้านหนึ่ง พระองค์มจี ดุ ประสงค์เดียวคือ เพ่ือ
ขจดั ความทุกข์ยากของชาวชนบท และสนบั สนนุ สง่ เสริมให้มีความเป็นอยู่ที่

ดีข้ึน รวมท้ังแก้ปัญหาสังคมเมืองให้ดีขึ้น โดยจะเห็นได้จากโครงการใน
พระราชดาริหลายโครงการท่ีเกิดข้ึนจากความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง
ๆโครงการอันเน่อื งมาจากพระราชดารจิ ะเปน็ โครงการเกย่ี วกบั ปรบั ปรงุ ถนน
หนทาง การก่อสร้างถนนเพ่ือการ สัญจรไปมาได้สะดวกและทั่วถึง การ
คมนาคมเป็นปัจจัยพ้ืนฐานท่ี สาคัญของการนาความเจริญไปสู่ชนบท การ
ส่ือสาร ติดต่อที่ดียังผล สาคัญทาให้เศรษฐกิจของราษฎรในพื้นที่ดีขึ้น
ราษฎรก็มีความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น ในการพัฒนาชนบทนั้น การคมนาคม เป็น
ปจั จยั พื้นฐานทส่ี าคญั ทจ่ี ะมองข้ามไปเสียมิได้ เพราะเป็นเสมือนประตูเชื่อม
ระหว่างในเมือง และชนบท ดังนั้น การที่จะเริ่มโครงการพัฒนาใด ๆ นั้น
จะตอ้ งเริ่มจากการปรับปรงุ และการกอ่ สร้างถนนหนทางเป็นการเปดิ ประตู
นาความเจริญเข้าไปสู่พ้ืนท่ี และแม้ในยามประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจ
ต้ังแต่ ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา ก็ได้พระราชทานแนวทางดารงชีพแบบ
“เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีใหม่” ให้ราษฎรได้พ่ึงตนเอง ใช้ผืน
แผ่นดนิ ให้เกดิ ประโยชน์สงู สุดประกอบอาชีพอยู่กินตามอัตภาพซ่ึงราษฎรได้
ยึดถือปฏิบัติเป็นผลดีอยู่ในปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้
พระราชทานโครงการนานัปการมากกว่า 3,000โครงการ ท้ังการแพทย์
สาธารณสุข การเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท่ีดิน การศึกษา การ
พระศาสนา การสังคมวัฒนธรรม การคมนาคม ตลอดจนการเศรษฐกิจเพ่ือ
ประโยชน์สุขของพสกนิกรในชนบท ทั้งยังทรงขจัด ปัญหาทุกข์ยาก ของ
ประชาชนในชมุ ชนเมือง เช่น ทรงแกป้ ัญหาการจราจรอุทกภัยและปัญหาน้า
เน่าเสียในปจั จบุ ัน ได้ทรงริเร่ิมโครงการการช่วยสงเคราะห์ และอนุรักษ์ช้าง
ของไทยอีกดว้ ย

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ได้ทรงใกล้ชิดประชาชนทั่วทุกภูมิภาค
ของประเทศ พระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยพระองค์น้ี ได้ทรงทราบถึง
ปัญหาความเดอื ดรอ้ นของประชาชนส่วนใหญ่ท่ีประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ซึง่ ตอ้ งการน้าเป็นปัจจัยสาคัญเพื่อการ เพาะปลูกและการดารงชีวิต เฉพาะ
อย่างยิ่งราษฎรผู้ต้องอาศัยอยู่ในท้องถิ่นชนบททุรกันดารที่ขาดแคลน
แม้กระทัง่ แหล่งน้ากินน้าใช้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เป็นเหตุให้เกิดปัญหา
ความยากจน ขาดเสถียรภาพ ความม่ันคงทางเศรษฐกิจ ซึง่ เปน็ รากฐานของ
ความ มน่ั คงและมั่งคั่งของประเทศ และขาดคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ ดว้ ยเหตุ
น้ี ในการเสด็จฯ เย่ียมเยียนราษฎรแต่ละภูมิภาค จึงมิใช่เพียง แต่เสด็จพระ
ราชดาเนินเพื่อให้ราษฎรได้ชมพระบารมีเท่านั้น แต่เพื่อทรงรับทราบถึง
สภาพชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพและ ความต้องการของราษฎร
ด้วยพระเนตรพระกรรณของพระองค์เอง ที่สาคัญก็คือ ทรงมุ่งมั่นท่ีจะ
แก้ปัญหาเหล่านั้นให้บรรเทาลงหรือ หมดส้ินไป เพ่ือคุณภาพชีวิตที่ดีและ
ทดั เทยี มกนั ของประชาชนทั้งชาติ

ชวี ติ ไทย ก้าวไกล ทกุ วนั น้ี วนั ทม่ี ี สขุ ทวั่ ไทย แผไ่ พศาล
มีกนิ อยู่ เดนิ ทางได้ สขุ สาราญ ทงั้ การงาน หาทาได้ ไมย่ ากจน

ใครท่ีสรา้ ง แหลง่ นา้ ปา่ ใหญน่ อ้ ย ใครทค่ี อย แกป้ ญั หา ทกุ แหง่ หน
ใครทเ่ี หน่ือย กายใจให้ เพอ่ื ปวงชน ใครทค่ี น ทง้ั ชาติ ลว้ นภกั ดี
ใครคนนน้ั ทงั้ ชวี ิต ทาเพ่ือชาติ ชว่ ยรัฐราษฎร์ สขุ สงบ สมศกั ด์ศิ รี
ใครคนนน้ั มอบกายใจ ทงั้ ชวี ี พระบารมี มากลา้ เหลือราพนั
ใครคนนน้ั องคภ์ ูมพิ ล นรบดี องคจ์ กั รี สรา้ งผลงาน ไทยสขุ สนั ต์
พระราชกิจ เกอ้ื กลู ไทย อเนกอนนั ต์ เปน็ มง่ิ ขวญั นกิ รไทย ไปนริ นั ดร์

นายประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร
เสดจ็ มาทรงงานในพนื้ ท่ีจังหวัดจันทบรุ ี 6 ครง้ั ดงั นี้

ครั้งที่ 1 วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 ในหลวง และพระ
ราชินี เสด็จพระราชดาเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดอาคารผ่าตัด “ประชาธิ
ปก” และทรงเปิดป้ายนาม “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” ซ่ึงได้สร้าง และ
จดั ตง้ั เปน็ อนุสรณ์แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอย่หู ัว

คร้ังท่ี 2 วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 ในหลวง และ
พระราชนิ ี เสด็จพระราชดาเนินไปยงั บ้านโปง่ น้ารอ้ น ตาบลโปง่ นา้ รอ้ น

อาเภอโป่งน้าร้อน จังหวัดจันทบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานถุงของขวญั แก่นาวกิ โยธิน และตารวจตระเวนชายแดน ส่ิงของ
เคร่ืองอุปโภคแก่ราษฎร และเคร่ืองเรียนให้แก่นักนักเรียน แล้วเสด็จพระ
ราชดาเนนิ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่มาฝ้าทูลละอองธลุ พี ระบาทรับเสดจ็

ครั้งท่ี 3 วนั พฤหสั บดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 ในหลวง และพระ
ราชินี เสด็จพระราชดาเนินไปยังโรงเรียนบ้านตาเรือง ตาบลทรายขาว
อาเภอโปง่ น้าร้อน จงั หวัดจนั ทบรุ ี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน
เคร่ืองเขยี น และเคร่อื งแตง่ กายนกั เรียนชาย หญงิ และเสดจ็ พระราชดาเนนิ
ไปทรงเยยี่ มราษฎรท่มี าเฝา้ ทูลละอองธลุ ีพระบาทรับเสด็จ

ครั้งท่ี 4 วันอาทิตย์ท่ี 3 เมษายน พ.ศ.2520 ในหลวง และพระราชินี
เสด็จพระราชดาเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย
ลักษณ์ อัครร่ชกุมารี ไปทรงเททองหล่อพระประธาน วัดเขาสุกิม
พระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน และทรงเย่ียมราษฎร ณ วัดเขาสุกิม ตาบล
เขาบายศรี อาเภอท่าใหม่ จงั หวดั จนั ทบุรี

ครั้งที่ 5 วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2524 ในหลวง และพระราชินี
เสดจ็ พระราชดาเนินพรอ้ มดว้ ยสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราช
กุมารี ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ
สวนสาธารณะทุ่งนาเชย อาเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี และทรงเยี่ยมราษฎร
จังหวัดจนั ทบรุ ี

คร้ังที่ 6 วนั อังคารท่ี 21 มถิ นุ ายน พ.ศ.2531 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรง
เสด็จพระราชดาเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสดุ าฯ ทรงเปิดเขือ่ นและโรงไฟฟา้ พลังนา้ “คีรธี าร”

พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการเกษตรและการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ

“การเกษตรน้นั ถอื ไดว้ า่ เป็นทงั้ รากฐานและชวี ิตสาหรบั ประเทศของเรา
เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม ข้าพเจ้าจึงมี
ความเห็นเสมอมาว่า วิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างย่ิง ก็คือ
จะต้องทานุบารุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พฒั นากา้ วหน้า เพื่อยกระดับฐานะ
ความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น” พระราชดารัสในพิธี
พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักร
พันธ์เพ็ญศริ ิ วนั พฤหสั บดี ที่ 23 กรกฎาคม 2541

ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นในเร่ืองของการค้นคว้า ทดลอง และ
วิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษา
เกย่ี วกบั แมลงศตั รพู ืช และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถ่ินน้ัน
ๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนาไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้
เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดาเนินการเองได้
นอกจากน้ี ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผลทางการเกษตร
เพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของ
สภาพดนิ ฟ้าอากาศ หรือความแปรปรวนทางการตลาด แต่เกษตรกรควรจะ

มีรายได้จากด้านอ่ืนนอกเหนือไปจากการเกษตรเพิ่มข้ึนด้วย เพ่ือจะได้
พึ่งตนเองได้ในระดับหนงึ่
ทรพั ยากรนา้

การพัฒนาแหล่งน้าเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็น
งานท่ีมีความสาคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งสาหรับประชาชนส่วนใหญ่ของ
ประเทศ เพราะเกษตรกรจะสามารถทาการเพาะปลกู ไดอ้ ย่างสมบูรณต์ ลอด
ปี เนอื่ งจากพื้นทเ่ี พาะปลูกในปัจจบุ นั ส่วนใหญเ่ ปน็ พน้ื ทนี่ อกเขตชลประทาน
ซ่ึงต้องอาศัยเพียงน้าฝนและน้าจากแหล่งน้าธรรมชาติเป็นหลัก ทาให้พืช
ได้รับน้าไม่สม่าเสมอ และไม่เพียงพอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้
ความสนพระราชหฤทยั เกีย่ วกับการพฒั นาแหลง่ นา้ เพราะทรพั ยากรนา้ เปน็
ปัจจัยที่สาคัญย่ิงต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พระราชดารัสที่
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เคยพระราชทานแก่ คณะผู้อานวยการสานักงาน คณะกรรมการพิเศษเพ่ือ
ประสานงานโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดาริ

เขอ่ื นปา่ สกั ชลสทิ ธิ์ โครงการอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาริ

โครงการตามพระราชดาริของพระองค์ มีท้ังการแก้ปัญหาภัยแล้ง
ปัญหาอุทกภัย รวมไปถึงการบาบัดน้าเสีย โครงการพัฒนาแหล่งน้ามีท้ัง
โครงการขนาดใหญ่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาท้ังภัยแล้งและน้าท่วมได้
เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เข่ือนดินที่ใหญ่ท่ีสุดในประเทศไทย ที่จังหวัด
ลพบุรี จนถึงโครงการขนาดกลางและเล็กจาพวก ฝาย อ่างเก็บน้า โดย
พระองค์ทรงคานึงถึงลักษณะของภูมิประเทศ สภาพแหล่งน้า ความ
เหมาะสมด้านเศรษฐกิจ ประชาชนท่ีได้รับประโยชน์และผลกระทบจาก
โครงการ มาเปน็ หลกั ในการพิจารณา พระองคไ์ ดท้ รงวิจยั และรเิ ร่มิ โครงการ
ฝนหลวง เพอ่ื ชว่ ยบรรเทาภัยแลง้ สาหรับพ้นื ท่นี อกเขตชลประทาน

ในเขตกรงุ เทพและปรมิ ณฑลท่ปี ระสบปญั หานา้ ทว่ ม และน้าเน่าเสียใน
คูคลอง มีพระราชดาริเรื่องแก้มลิง ควบคุมการระบายน้าจากแม่น้า
เจ้าพระยา แม่น้าท่าจีน ลาคลองต่าง ๆ ลงสู่อ่าวไทยตามจังหวะการข้ึนลง
ของระดับน้าทะเล ทั้งยังเป็นการใช้น้าดีไล่น้าเสียออกจากคลองได้อีกด้วย
เครื่องกลเติมอากาศ กังหันชัยพัฒนา ในการปรับปรุงคุณภาพน้าโดยการ
เพ่ิมออกซิเจน เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งของพระองค์ท่ีได้รับสิทธิบัตรจาก กรม
ทรัพยส์ ินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เม่ือวนั ท่ี 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536

ทรพั ยากรดิน
การแกลง้ ดนิ

แกล้งดิน เป็นแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบ
ศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เก่ียวกับการแก้ปัญหาดินเปร้ียว
หรือดินเป็นกรด โดยมีการขังน้าไว้ในพื้นท่ีจนกระท่ังเกิดปฏิกิริยาเคมีทาให้
ดินเปร้ียวจัด จนถึงท่ีสุด แล้วจึงระบายน้าออกและปรับสภาพฟ้ืนฟูดินด้วย
ปูนขาว จนกระทงั่ ดนิ มีสภาพดีพอที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตรฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดนราธิวาส เม่ือปี พ.ศ.
2524 ทรงพบว่า ดินในพ้ืนท่ีพรุท่ีมีการชักน้าออก เพ่ือจะนาที่ดินมาใช้ทา
การเกษตรนั้น แปรสภาพเป็นดินเปร้ียวจัด ทาให้เพาะปลูกไม่ได้ผล จึงมี
พระราชดาริให้สว่ นราชการตา่ ง ๆ พิจารณาหาแนวทางในการปรบั ปรงุ พื้นท่ี
พรุที่มีน้าแช่ขังตลอดปีให้เกิด ประโยชน์ในทางการเกษตรมากที่สุด และให้
คานึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้วย การแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด
เนอื่ งจากดินมีลกั ษณะเป็นเศษอินทรียวัตถุ หรือซากพืชเน่าเป่ือยอยู่ข้างบน

และมีระดับความลึก 1 - 2 เมตร เป็นดินเลนสีเทาปนน้าเงิน ซ่ึงมี
สารประกอบกามะถัน ที่เรียกว่า สารประกอบไพไรท์ (Pyrite : FeS2) อยู่
มาก ดังน้ัน เม่ือดินแหง้ สารไพไรท์จะทาปฏกิ ิรยิ ากบั อากาศ ปลดปล่อยกรด
กามะถันออกมา ทาให้ดินแปรสภาพเป็นดินกรดจัดหรือเปร้ียวจัด ศูนย์
ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ จึงได้ดาเนินการ
สนองพระราชดาริโครงการ " แกล้งดิน " เพ่ือศึกษาการเปลี่ยนแปลงความ
เป็นกรดของดิน เริม่ จากวิธีการ " แกล้งดินให้เปรี้ยว " คือทาให้ดินแห้งและ
เปียกสลับกันไป เพ่ือเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซ่ึงจะไปกระตุ้นให้สารไพ
ไรท์ทาปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกามะถันออกมา ทา
ให้ดนิ เป็นกรดจดั จนถงึ ขนั้ " แกลง้ ดินให้เปรยี้ วสุดขีด " จนกระท่ังถงึ จดุ ท่ีพืช
ไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากน้ันจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้
สามารถปลูกพืชได้ วิธีการแก้ไขปัญหาดินเปร้ียวจัดตามแนวพระราชดาริ
คือควบคุมระดับน้าใต้ดิน เพื่อป้องกันการเกิดกรดกามะถัน จึงต้องควบคุม
น้าใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนท่ีมีสารไพไรท์อยู่ เพื่อมิให้สารไพไรท์ทา
ปฏกิ ิรยิ ากับออกซเิ จนหรือถกู ออกซิไดซ์

จากการทดลอง ทาให้พบว่า วิธีการปรับปรุงดินตามสภาพของดินและ
ความเหมาะสม มีอยู่ 3 วธิ ีการดว้ ยกัน คือ

- ใช้น้าชะล้างความเป็นกรด เพราะเมื่อดินหายเปร้ียว จะมีค่า pH
เพิม่ ขนึ้ หากใชป้ ยุ๋ ไนโตรเจนและฟอสเฟต ก็จะทาให้พืชใหผ้ ลผลติ ได้

- ใชป้ นู มาร์ลผสมคลุกเคล้ากับหน้าดนิ หรอื ใชท้ ้งั สองวธิ ขี ้างตน้ ผสมกนั
ได้

- การปลูกหญา้ แฝกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ไดท้ รงศกึ ษาเรอ่ื งการ
ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้าจากเอกสารของธนาคารโลก ซึ่ง นาย
Richard Grimshaw ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และได้พระราชทานพระราชดาริ
เกี่ยวกับหญ้าแฝกเป็นคร้ังแรก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2534 สรุปความว่า
ให้ศกึ ษา ทดลองปลูกหญา้ แฝกเพ่ือปอ้ งกันการพงั ทลายของดิน ในพน้ื ทศี่ นู ย์
ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ และศูนย์ศึกษาการ
พัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ โดยให้
พิจารณาการปลกู ตามความเหมาะสมของภูมปิ ระเทศ และควรเก็บรวบรวม
ขอ้ มลู เกี่ยวกับผลการศึกษา ทดลอง ให้ครอบคลมุ ทุกดา้ นดว้ ย

ฝนหลวง

ฝนหลวงเป็นโครงการที่ก่อกาเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวทท่ี รงห่วงใยในความทกุ ขย์ ากของพสกนิกรใน
ท้องถิ่นทุรกันดาร ซ่ึงต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้า เพื่ออุปโภคบริโภค
และใช้ในการเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้ง ที่มีสาเหตุจาก
ความผันแปร และคลาดเคล่ือนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝน
เร่ิมต้นล่าช้าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดู
ฝน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
เสด็จพระราชดาเนินเย่ยี มเยียนพสกนิกร เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 ใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึง ความเดือดร้อนทุกข์ยากของ
ราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนนา้ อุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงได้มี

พระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดาริ "ฝนหลวง"

(Artificial rain) ให้กบั ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกลุ ไปดาเนนิ การ ซง่ึ ต่อมาได้
เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ใน

สังกัดสานักงานปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทั่งในปี พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดต้ังหน่วย
บินปราบศัตรูพืชกรมการข้าว เพื่อให้การสนับสนุนในการสนองพระราช
ประสงค์ โดยในปีเดียวกันน้ันเอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้ทาการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เม่ือวันที่ 1 - 2
กรกฎาคม พ.ศ. 2512 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งให้ ม.ร.ว.
เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อานวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการ
ทดลองคนแรก และเลอื กพืน้ ที่วนอุทยานเขาใหญ่เปน็ พืน้ ท่ีทดลองแหง่ แรก

ตอ่ มา ได้มปี ฏบิ ตั กิ ารโดยทดลองหยอดกอ้ นน้าแข็งแห้ง ขนาด ไม่
เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัด
กระจายอยู่เหนือพื้นท่ีทดลองในขณะนั้น ทาให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่าน้ัน มี
การเปล่ียนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดการกล่ันรวมตัวกันหนาแน่น และ
ก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็วแล้ว และจากการ
ติดตามผลโดยการสารวจทางภาคพ้ืนดิน ก็ได้รับรายงานยืนยันจากราษฎร
ว่า เกิดฝนตกลงสู่พ้ืนที่บริเวณวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด การทดลอง
ดังกล่าวจึงเป็นนิมิตหมายที่ดี ท่ีบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็น
สงิ่ ทเ่ี ปน็ ไปได้

วธิ ีการทาฝนหลวง

การทาฝนหลวง เป็นกรรมวิธีการเหน่ียวนาน้าจากฟ้า ซึ่งต้องใช้
เครื่องบินท่ีมีอัตราการบรรทุกมาก ๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า
โดยดูจากความช้ืนของจานวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน
ปัจจัยสาคัญที่ทาให้เกิดฝน คือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกน
กลน่ั ตัวทม่ี ีประสิทธิภาพในปรมิ าณทเ่ี หมาะสม นั่นคือ เมื่อมวลอากาศ ร้อน
ช้ืนที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบ้ืองบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่าลง
จนถึงความสูงที่ระดับหน่ึง อุณหภูมิที่ลดต่าลงนั้นมากพอจะทาให้ไอน้าใน
มวลอากาศอิ่มตัว จนเกิดขบวนการกล่ันตัวเองของไอน้าขึ้นบนแกนกลั่นตัว
จนกลายเป็นฝนตกลงมาฉะน้ัน สารเคมีดังกล่าว จึงประกอบด้วยสูตรร้อน
เพื่อใช้กระตุ้น กลไกการหมุนเวียนของ บรรยากาศสูตรเย็น ใช้เพ่ือกระตุ้น
กลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรท่ีใช้เป็นแกน
ดูดซับความชนื้ เพื่อกระต้นุ กลไกระบบการกล่นั ตวั ให้มีประสิทธิภาพที่สงู ข้ึน
มีขัน้ ตอนดงั นี้

ขน้ั ตอนท่หี น่ึง : กอ่ กวน

การก่อกวน เป็นขั้นตอนท่ีเมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การ
ปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนน้ี จะมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้น ให้มวลอากาศ
เกิดการลอยตัวข้ึนสู่เบื้องบน เพ่ือให้เกิดกระบวนการชักนาไอน้า หรือ
ความช้ืนเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ ไม่
ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้า
จากมวลอากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่า เพื่อกระตุ้นกลไก
ของกระบวนการกลั่นตัวไอน้าในมวลอากาศ ทางด้านเหนือลมของพื้นท่ี
เป้าหมาย เม่ือเมฆเริ่มเกิดมีการก่อตัวและเจริญเติบโตในแนวตั้ง จึงใช้
สารเคมีท่ีให้ปฏิกิริยาคายความร้อน โปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมา
ทางใตล้ มเปน็ ระยะทางสนั้ ๆ เขา้ สู่ก้อนเมฆ เพื่อกระต้นุ ให้เกิดกลมุ่ แกนรว่ ม
ในบริเวณปฏิบัติการสาหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเม ฆฝนใน
ขน้ั ตอนต่อไป

ขนั้ ตอนท่สี อง : เลย้ี งใหอ้ ว้ น

การเลี้ยงให้อว้ น เป็นขัน้ ตอนทีเ่ มฆกาลงั กอ่ ตวั เจรญิ เตบิ โตซงึ่ เปน็ ระยะ
ท่ีสาคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะจะต้องไปเพิ่มพลังงานให้กับ
การลอยตัวของก้อนเมฆให้ยาวนานออกไป โดยต้องใช้เทคโนโลยีและ
ประสบการณ์ หรือศิลปะแห่งการทาฝนควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อตัดสินใจ
โปรยสารเคมีฝนหลวงชนิดใด ณ ท่ีใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึง
เหมาะสม เพราะ ต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับการลอยตัว
ของเมฆ มฉิ ะนน้ั จะทาให้เมฆสลาย

ขนั้ ตอนทสี่ าม : โจมตี

การโจมตี ถอื เปน็ ขั้นตอนสดุ ท้ายของกรรมวธิ ีปฏิบตั ิการฝนหลวง โดย
เมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝน ต้องมีความหนาแน่นมากพอท่ีจะสามารถตกเป็นฝน
ได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้าขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไป
ในกลุ่มเมฆฝนนี้ จะมีเม็ดน้าเกาะตามปีก และกระจังหน้าของเครื่องบิน ซ่ึง
ในจะตอ้ งปฏบิ ัติการเพอื่ ลดความรุนแรงในการลอยตัวของก้อนเมฆ หรือทา
ให้อายุการลอยตัวน้ันหมดไป สาหรับการปฏิบัติการในข้ันตอนน้ี จะต้อง
พิจารณาจุดมุ่งหมายของการทาฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็น คือ เพ่ือเพ่ิม
ปริมาณฝนตก และเพ่ือใหเ้ กิดการกระจายการตกของฝน

ด้วยความสาคัญ และปริมาณความต้องการให้มีปฏิบัติการฝนหลวง
ช่วยเหลือทวีจานวนมากขึน้ ฉะน้ันเพ่ือช่วยเหลือทวีแห้งแล้งจานวนมากนั้น
เพื่อให้งานปฏิบัติการฝนหลวงสามารถปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรได้
กว้างขวาง และได้ผลดีย่ิงขึ้น รัฐบาลจึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง
สานักงานปฏิบัติการฝนหลวง ในสังกัดสานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ เม่ือวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2518 เพ่ือเป็นหน่วยงานรองรับ

โครงการพระราชดาริฝนหลวงต่อไป กระท่ังมีการปรับปรุง และพัฒนา
ปฏิบัติการฝนหลวงมาจนถงึ ปจั จบุ นั
การดาเนนิ งาน

เนื่องจากการทาฝนเป็นเทคโนโลยีท่ียังใหม่ต่อการรับรู้ของบุคคล
ทั่วไป และในประเทศไทยยงั ไมม่ ีนักวิชาการ หรือผู้เช่ียวชาญด้านน้ีในระยะ
แรกเร่ิมของโครงการฯ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเป็น
กาลังสาคัญ และทรงร่วมในการพัฒนากิจกรรมน้ี ทั้งโดยทางตรงและ
ทางอ้อม ทรงวางแผนการทดลองปฏิบัติการการติดตามและ ประเมินผล
ป ฏิ บั ติ ก า ร ทุ ก ค ร้ั ง อ ย่ า ง ใ ก ล้ ชิ ด แ ล ะ ร ว ด เ ร็ ว ช นิ ด วั น ต่ อ วั น

นอกจากนัน้ ยงั ทรงปฏบิ ัติใหเ้ ปน็ แบบอย่างในการประสานงาน ขอ
ความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องเพ่ือสนับสนุน
กิจกรรม อาทิ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
แห่งประเทศไทย กองบินตารวจ กองการส่ือสารกรมตารวจ และ
กองทัพอากาศ ในรูปของศูนย์อานวยการฝนหลวงพิเศษสวนจิตรลดา และ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรูปของคณะกรรมการดาเนินการทาฝน
หลวง ซ่ึงการท่ีพระองค์ติดตามโครงการดังกล่าวอย่างใกล้มาตลอด และได้

ให้แนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงทาให้โครงการฝนหลวง
พั ฒ น า ก้ า ว ห น้ า อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว เ มื่ อ เ ที ย บ กั บ ป ร ะ เ ท ศ อ่ื น ๆ
วัตถุประสงค์ของโครงการฝนหลวง

จากความเป็นมาของโครงการฝนหลวงนั้นจะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์
หลักของโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพ่ือบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน
ในประเทศ โดยเฉพาะการท่ีท้องถ่ินหลายแห่งท่ีประสบปัญหาพื้นดินแห้ง
แล้ง หรือการขาดแคลนน้าเพื่อการอุปโภค บริโภค และทาการเกษตร
นอกจากนี้ภาวะความต้องการใช้น้าของประเทศ ท่ีนับวันจะทวีปริมาณ
ความต้องการสูงข้ึน เพราะการขยายตัวเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม
เกษตรกรรม น่นั เอง

ประโยชนข์ องโครงการฝนหลวง

สืบเนื่องจากเดิมที โครงการฝนหลวง มีข้ึนเพื่อรับภาระหน้าที่ในการ
บาบัดทกุ ขบ์ ารงุ สขุ แกป่ ระชาชน ดังนั้น นอกจากการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง
แล้ว เม่ือหน่วยงานที่เก่ียวข้องได้รับการร้องเพ่ือขอให้ขยายการบรรเทา
ความเดือดร้อนที่สืบเน่ืองมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และภาวะ
สิง่ แวดลอ้ มทเ่ี ป็นพษิ การทาฝนหลวงจึงมปี ระโยชน์ในด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะการมสี ่วนช่วยเหลอื ในการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ
ไทย ดังน้ี

ด้านการเกษตร : มีการร้องขอฝนหลวงเพ่ือแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้า
ในช่วงท่ีเกิดภาวะฝนแล้ง หรือฝนท้ิงช่วงยาวนาน ซึ่งมีผลกระทบต่อแหล่ง
ผลติ ทางการเกษตรท่กี าลงั ให้ผลผลติ ในพ้นื ท่ีต่าง ๆ

ด้านการอปุ โภค บริโภค : การทาฝนหลวงได้ช่วยตอบสนอง ภาวะ
ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร น้ า กิ น น้ า ใ ช้ ท่ี ท วี ค ว า ม รุ น แ ร ง ม า ก ใ น ภ า ค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ เนอ่ื งจากคณุ สมบัตขิ องดินในภมู ิภาคนเ้ี ป็นดนิ ร่วนปน
ทรายไม่สามารถอุ้มซับน้าได้ จึงไม่สามารถเก็บกักน้าได้ดีเท่าท่ีควร

ด้านการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้า : เนื่องจากใต้พื้นดินของภาคอีสานมี
แหล่งหินเกลือเป็นจานวนมากและครอบคลุมพ้ืนท่ีกว้างขวาง หากยามใด
อ่างเก็บน้าขนาดเล็กและขนาดกลางเกิดมีปริมาณน้าเหลือน้อย ย่อมส่งผล
ให้น้าเกิดน้ากร่อยหรือเค็มได้ ดังนั้น การทาฝนหลวงมีความจาเป็นมากใน
การช่วยบรรเทาปญั หาดงั กล่าว

ด้านการเสริมสร้างเส้นทางคมนาคมทางน้า : เมื่อปริมาณน้าในแม่น้า
ลดต่าลง จนไม่สามารถสัญจรไปมาทางเรือได้ จึงต้องมีการทาฝนหลวงเพื่อ
เพ่ิมปริมาณน้าให้กับบริเวณดังกล่าว เพราะการขนส่งสินค้าทางน้าเสีย
ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าทางอื่น และการจราจรทางน้ายังเป็นอีกช่องทางหนึ่ง
สาหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรทางบก ที่นับวันย่ิงทวีความ
รนุ แรงมาก

ด้านการป้องกันและบาบัดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม : หากน้าใน
แม่น้าเจ้าพระยาลดน้อยลงเมื่อใด น้าเค็มจากทะเลอ่าวไทยก็จะไหลหนุน
เน่ืองเข้าไปแทนท่ีทาให้เกิดน้ากร่อย และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร
เป็นจานวนมาก ดังน้ันการทาฝนหลวง จึงช่วยบรรเทาภาวะดังกล่าว อีกท้ัง
การทาฝนหลวงยังช่วยในเร่ืองของสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษอันเกิดจากการ
ระบายน้าเสียท้ิงลงสู่แม่น้าเจ้าพระยา โดยปริมาณน้าจากฝนหลวงจะช่วย
ผลักสิ่งแวดล้อมท่ีเป็นพิษให้ออกสู่ท้องทะเล ทาให้ภาวะมลพิษจากน้าเสีย
เจอื จางลง

ด้านการเพ่ิมปริมาณน้าในเขื่อนภูมิพลและเข่ือนสิริกิต์ิเพ่ือผลิต
กระแสไฟฟ้า : เน่ืองจากบ้านเมืองเราเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลน
พลงั งานไฟฟา้ มากข้ึน เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณท่ีสูงมาก
ดังน้ันเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ โดยระดับน้าเหนือเขื่อนมีระดับต่ามากจนไม่

เพียงพอต่อการใช้พลังงานน้าในการผลิตกระแสไฟฟ้า การทาฝนหลวงจึงมี
ความสาคัญในด้านดังกลา่ วด้วยเช่นกัน เปน็ ต้น

ทั้งนี้ จากประโยชน์นานัปการของโครงการฝนหลวง อันเกิดจาก
พระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ท่ีทรงคานึงถึงประโยชน์ทุกข์สุขของราษฎรชาวไทยเสมอมาน้ัน
การขนานนามพระองค์ว่า พระบิดาแห่งฝนหลวง จึงเป็นการแสดงความ
ราลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันย่ิงใหญ่ ท่ีจะคงอยู่ในใจของปวงชนชาวไทย
ตลอดไป

เคร่ืองมอื และอุปกรณ์สาคัญทใี่ ช้ประกอบในการทาฝนหลวง
1. เครอื่ งมืออุตนุ ยิ มวิทยา ใชใ้ นการตรวจวดั และศึกษาสภาพอากาศ
ประกอบการวางแผนปฏิบัติการ นอกเหนือจากแผนที่อากาศ ภาพถ่าย
ดาวเทยี มที่ได้รับสนบั สนนุ เปน็ ประจาวันจากกรมอตุ ุนยิ มวทิ ยาทมี่ ใี ช้ ได้แก่

1. เครื่องวัดลมช้ันบน (pilot balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและ
ความเรว็ ลมระดับสูงจากผวิ ดนิ ขน้ึ ไป

2. เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (radiosonde) เป็นเคร่ืองมืออิเล็กทรอนิกส์
ประกอบด้วยเคร่ืองส่งวิทยุ ซึ่งจะติดไปกับบอลลูน และเครื่องรับ
สัญญาณวิทยุซึ่งจะบอกให้ทราบถึงข้อมูลอุณหภูมิความช้ืน ของ
บรรยากาศในระดบั ตา่ ง ๆ

3. เคร่อื งเรดารต์ รวจอากาศ ที่มีใชอ้ ยเู่ ป็นแบบตดิ รถยนต์ เคลอ่ื นทไ่ี ด้
มีประสิทธิภาพ สามารถบอกบริเวณท่ีมีฝนตกและความแรง หรือ
ปริมาณน้าฝนและการเคล่ือนท่ีของกลุ่มฝนได้ในรัศมี 200-400
กม. ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการแล้ว ยังใช้
เปน็ หลกั ฐานในการประเมินผลปฏิบตั กิ ารฝนหลวงอีกดว้ ย

4. เคร่ืองมือตรวจอากาศผิวพื้นต่าง ๆ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ
เครือ่ งวัดความเรว็ และทศิ ทางลม เครื่องวัดปริมาณน้าฝน เป็น
ต้น

2. เคร่อื งมอื เตรยี มสารเคมี ไดแ้ ก่ เคร่อื งบดสารเคมีเคร่อื งผสมสารเคมี
ทง้ั แบบน้าและแบบผง ถงั และกรวยโปรยสารเคมี เป็นต้น

3. เครื่องมอื ส่อื สาร ใช้ในการตดิ ตอ่ ส่ือสารและสง่ั การระหว่างนักวชิ าการ
บนเคร่ืองบินกับฐานปฏิบัติการ หรือระหว่างฐานปฏิบัติการ 2 แห่ง หรือใช้
รายงานผลระหว่างฐานปฏิบัติงานสานักงานฯ ในส่วนกลางโดยอาศัยข่าย
ร่วมของวิทยุตารวจ ศูนย์สื่อสารสานักงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย วิทยุ
เกษตร และกรมไปรษณียโ์ ทรเลข เคร่ืองมอื ส่ือสารท่ใี ชใ้ นปจั จบุ นั ไดแ้ กว่ ทิ ยุ
ซงิ เกิลไซดแ์ บนด์ วิทยุ FM.1, FM.5 เคร่ืองโทรพมิ พ์ เปน็ ตน้

4. เครอ่ื งมอื ทางวชิ าการอน่ื ๆ เช่น อุปกรณ์ทางการวางแผนปฏิบัตกิ าร
เข็มทิศ แผนท่ี กล้องส่องทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมี กล้อง
ถา่ ยภาพ ฯลฯ

5. สถานีเรดาร์ฝนหลวง หรือ เรดาร์ดอปเปลอร์ (Doppler radar)
บรรดาเคร่ืองมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ภายใต้โครงการวิจัยทรัพยากร
บรรยากาศประยุกต์จานวน 8 รายการน้ัน เรดาร์ดอปเปลอร์จัดเป็น

เคร่ืองมือที่มีมูลค่าสูงสุด เรดาร์นี้ใช้เพ่ือวางแผนการทดลองและติดตาม
ประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวงสาธิต เครื่องมือชนิดน้ีทางานโดยใช้ระบบ
คอมพิวเตอร์ (Microvax 3400) ควบคุมส่ังการ เก็บบันทึก รวบรวมข้อมูล
สามารถนาขอ้ มลู กลบั มาแสดงใหม่จากเทปบนั ทกึ ในรปู แบบการทางานของ
IRIS (IRIS Software) ผ่านโพรเซสเซอร์ (RUP-6) กล่าวคือ ข้อมูลจะถูก
บันทึกไว้ในเทปบันทึกข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ท่ีสามารถนามาใช้ได้
ตลอด ซ่ึงเช่ือมต่อกับระบบเรดาร์ การแสดงผล/ข้อมูล โดยจอภาพ สถาน
ท่ีตั้งเรดาร์ดอปเปลอร์นี้อยู่ที่ ตาบลยางเปียง อาเภออมก๋อย จังหวัด
เชียงใหม่

คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2545 เฉลิมพระ
เกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
มหาราชให้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งฝนหลวง" พร้อมกันน้ีได้กาหนดให้
วนั ท่ี 14 พฤศจกิ ายนของทกุ ปี เปน็ วนั พระบดิ าแห่งฝนหลวง

14 พฤศจกิ า วันพระบิดา แห่งฝนหลวง

ไทยท้งั ปวง นอ้ มระลกึ พระทรงศร

พระราชดาริ โครงการฝนหลวง ชบุ ชวี ี
นฤบดี แกภ้ ยั แลง้ เพ่อื ปวงชน

14 พฤศจิกา เสด็จพระราชดาเนิน ภาคอีสาน
ธ ทรงงาน แก้ทุกขย์ าก ทกุ แหง่ หน

ขาดแคลนนา้ การเกษตร ไทยทุกข์ทน
องค์ภวู ดล ทรงแกไ้ ข ใชฝ้ นเทยี ม
ทรงมอบหมาย ม.ร.ว.เทพฤทธ์ิ เทวกลุ
ให้เกอื้ หนุน รับผดิ ชอบ งานยอดเย่ยี ม
ก่อเกดิ ฝน มแี หลง่ นา้ มากเตม็ เปยี่ ม
ทรงตระเตรยี ม ทรงคน้ คว้า สรา้ งผลงาน
ทาฝนเทยี ม เปน็ ครงั้ แรก ท่เี ขาใหญ่
มผี ลให้ มฝี นตก เปน็ รากฐาน
การเกดิ ฝน ทส่ี าคญั ดาเนนิ การ
ต้องเช่ยี วชาญ ใชร้ ้อนชนื้ ปะทะเย็น
ในข้นั ตอน ทาฝนเทียม หลายขน้ั ตอน
ตอ้ งทากอ่ น กอ่ กวน เปน็ เรอ่ื งเดน่
ใชส้ ารเคมี โปรยอากาศ เร่ืองจาเปน็
ทต่ี ้องเน้น มวลอากาศ ไมล่ อยตัว

ขนั้ ตอนสอง เลยี้ งให้อว้ น สรา้ งเมฆมาก
เร่ืองยงุ่ ยาก เทคโนโลยี นา่ ปวดหัว
เกดิ ละออง ตอ้ งสมดลุ เมฆลอยทวั่
สงิ่ ต้องชวั ร์ เมฆมีอยู่ ไม่หายไป
ขั้นตอนสาม การโจมตี ขน้ั สดุ ทา้ ย
จดุ มงุ่ หมาย เมฆมากมาย ฝนเมด็ ใหญ่
ใชเ้ ครอ่ื งบนิ ร่วมสมั พันธ์ กนั ทนั ใด
โปรยสารให้ เกิดฝนได้ รว่ งหลน่ มา
ผลฝนเทยี ม พฒั นเ์ ศรษฐกจิ และสงั คม
นา่ ชน่ื ชม เพม่ิ แหลง่ นา้ ร่วมรกั ษา
แกป้ ญั หา ฝนทงิ้ ชว่ ง เตม็ อตั รา
ปวงประชา นอ้ มสานึก องคภ์ มู นิ ทร์
...................................................................

ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง


Click to View FlipBook Version