เจ้าพระยาบรมมหาศรสี รุ ิยวงศ์ (ชว่ ง_บุนนาค) มีอานาจจดั เกบ็ ภาษีฝ่ินต่อไปได้
ตามเดิม
ตอ่ มาเกดิ ปญั หาใหญ่ทีส่ ุดท่ตี ามมาหลงั ความพยายามปฏิรปู ระยะแรก ซ่ึง
เรยี กวา่ วกิ ฤตการณว์ ังหนา้ กล่าวคอื นอกจากเกอื บจะเกดิ การปะทะกนั ดว้ ยกาลัง
ระหว่างฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับฝ่ายกรมพระราชวัง
บวรวิไชยชาญแล้ว ยังนาไปสู่การดงึ มหาอานาจอย่างอังกฤษและฝร่ังเศสให้เข้า
มาแทรกแซงปัญหาด้วย ขณะเดียวกัน ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริ
ยวงศ์ ซ่ึงไม่พอใจบทบาทของสภาท่ีต้ังขึ้นก็พยายามดึงดุลอานาจให้มาอยู่กับ
ตนเองมากขึ้นด้วย หลังวิกฤตการณ์คลี่คลายลง พระบาท สมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องทรงดาเนินการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และ
บทบาทของสภาท่ีปรกึ ษาราชการแผ่นดินกล็ ดลง
พระองคเ์ จา้ ปฤษฎางค์
พ.ศ. 2427 ทรงปรกึ ษากับพระองคเ์ จา้ ปฤษฎางค์ อัครราชทตู ไทยประจา
อังกฤษ ซ่ึงพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้
กร าบ ทูล เ สน อใ ห้ เ ป ล่ีย น แป ลง ก าร ป ก ค ร อ งเ ป็น แ บ บ รา ช าธิป ไ ต ยภ าย ใ ต้
รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบ
การปกครองแบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเร่ิมทดลองแบ่งงาน
การปกครองออกเปน็ 12 กรม (เทียบเทา่ กระทรวง)
พ.ศ. 2431 ทรงต้ัง "เสนาบดีสภา" หรือ "ลูกขุน ณ ศาลา" ข้ึนเป็นฝ่าย
บริหาร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435 ได้ต้ังองคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาใน
พระองค์ เพ่ือวินิจฉัยและทางานให้สาเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ "ลูกขุน ณ
ศาลาหลวง" ข้ึนเพ่ือปรึกษาราชการแผ่นดินที่เก่ียวกับกฎหมาย นอกจากน้ียัง
ทรงจดั ใหม้ ี "การชมุ นมุ เสนาบดี" อันเปน็ การประชมุ ปรกึ ษาราชการทมี่ ขุ กระสนั
พระท่นี ่ังดสุ ิตมหาปราสาท
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมน่ื พิทยลาภพฤฒธิ าดา
รัฐมนตรีสภาเปิดประชุมคร้ังแรกเพื่อทาพิธีถือน้าพิพัฒน์สัตยาในวันท่ี 24
มกราคม พ.ศ. 2438 สมาชิกชุดแรกประกอบด้วยเจ้านายและขุนนางรวม 42
พระองค์/คน มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา (พระยศ
ขณะน้ัน) เป็นสภานายก และพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์(ม.ร.ว.หลาน กุญชร)
เป็นอุปนายกตอ่ มามกี ารแต่งตง้ั เพมิ่ เตมิ ข้ึนอีก โดยตลอดจนถึง พ.ศ. 2440 สภา
นี้ได้พิจารณากฎหมายไปทั้งสิ้น 12 ฉบับ แต่นับจาก พ.ศ. 2441 การประชุมก็
เริ่มขาดไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้มีการพิจารณา
วา่ จะเลกิ สภาน้หี รือไม่ นาไปส่กู ารแกไ้ ขระเบยี บการประชมุ ใหมใ่ หส้ อดคลอ้ งกับ
ภาระของบรรดารัฐมนตรที ตี่ ้องทาการในหนา้ ที่อ่ืนๆ พร้อมกันไปด้วย ภายหลัง
งานพิจารณากฎหมายได้ถูกโอนไปขึ้นกับที่ประชุมเสนาบดี งานของรัฐ
มนตรสี ภาจงึ สิน้ สดุ ลง เท่ากบั ถกู ยกเลกิ ไปโดยปรยิ าย
อย่างไรก็ดี รฐั มนตรสี ภาท่ีตั้งขนึ้ มาคงอยใู่ นพระราชดารทิ จี่ ะใหเ้ ปน็ สถาบนั
ท่มี ีความตอ่ เนอื่ งมากกว่าจะเปน็ สถาบันช่ัวคราว ดังปรากฏว่าใน “ร่างพระราช
กฤษฎกี าท่ี 1 ว่าด้วยราชประเพณีกรงุ สยาม” กาหนดใหส้ ภาน้เี ป็นหน่งึ ในราชูป
สดมภ์หรอื เสาหลกั ค้าจุนกษตั รยิ ์และใหท้ าหนา้ ทีร่ ่วมกับสภาอื่น ๆ
กระทรวงกลาโหม
เดิมเสนาบดีมีฐานะต่าง ๆ กัน แบ่งเป็น 3 คือ เสนาบดีมหาดไทยกับ
กลาโหมมีฐานะเป็นอัครมหาเสนาบดี เสนาบดีนครบาล พระคลังและเกษตราธิ
การ มีฐานะเป็นจตุสดมภ์ เสนาบดีการต่างประเทศ ยุติธรรม ธรรมการและ
โยธาธิการ เรียกกันว่า เสนาบดีตาแหน่งใหม่ ครั้นเม่ือมีประกาศ เม่ือวันที่ 1
เมษายน พ.ศ.2435 จงึ เรียกเสนาบดีเหมือนกนั หมด ไม่เรยี ก อคั รเสนาบดี
และจตสุ ดมภอ์ ีกต่อไป
กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงซึ่งมอี ยใู่ นตอนแรก ๆ เร่มิ นน้ั มเี พยี ง 6 กระทรวง คือ
1. กระทรวงมหาดไทย มีหน้าทปี่ กครองหวั เมอื งฝ่ายเหนือ
2. กระทรวงกลาโหม มีหน้าที่ปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ และการทหารบก
ทหารเรือ
3. กระทรวงนครบาล มีหน้าที่บังคับบัญชาการรักษาพระนคร คือ
ปกครองมณฑลกรุงเทพ ฯ
4. กระทรวงวงั มหี นา้ ที่บงั คบั บัญชาการในพระบรมมหาราชวัง
5. กระทรวงการคลัง มีหนา้ ที่จัดการอันเกีย่ วขอ้ งกับตา่ งประเทศ และการ
พระคลงั
6. กระทรวงเกษตราธิการ มหี น้าทจ่ี ดั การไร่นา
เพื่อให้เหมาะสมกับสมัย จึงได้เปลี่ยนแปลงหน้าที่ของกระทรวงบาง
กระทรวง และเพมิ่ อีก 4 กระทรวง รวมเป็น 10 กระทรวง คือ
1. กระทรวงการต่างประเทศ แบ่งหน้าท่ีมาจากกระทรวงการคลังเก่า มี
หน้าท่ีต้ังราชทูตไปประจาสานักต่างประเทศ เนื่องจากเวลานั้นชาวยุโรปได้ตั้ง
กงสุลเข้ามาประจาอยู่ในกรุงเทพฯ บ้างแล้ว สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ วโร
ปการ เป็นเสนาบดีกระทรวงนี้เป็นพระองค์แรก และใช้พระราชวังสราญรมย์
เป็นสานักงาน เริ่มระเบียบร่างเขียนและเก็บจดหมายราชการ ตลอดจนมี
ขา้ ราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยมาทางานตามเวลา ซ่ึงนับเป็นแบบแผนให้กระทรวงอื่น
ๆ ทาตามตอ่ มา
2. กระทรวงยุติธรรม แต่ก่อนการพิจารณาพิพากษาคดีไม่ได้รวมอยู่ใน
กรมเดียวกัน และไม่ได้รับคาส่ังจากผู้บังคับบัญชาคนเดียวกัน เป็นเหตุให้วิธี
พิจารณาพิพากษาไม่เหมือนกัน ต่างกระทรวงต่างตัดสิน จึงโปรดฯ ให้รวมผู้
พพิ ากษา ตัง้ เป็นกระทรวงยตุ ิธรรมข้ึน
3. กระทรวงโยธาธิการ รวบรวมการโยธาจากกระทรวงต่าง ๆ มาไว้ท่ี
เดยี วกนั และใหก้ รมไปรษณียโ์ ทรเลข และกรมรถไฟรวมอยูใ่ นกระทรวงนด้ี ้วย
4. กระทรวงธรรมการ แยกกรมธรรมการและสังฆการีจากกระทรวง
มหาดไทย เอามารวมกับกรมศึกษาธิการ ต้ังข้ึนเป็นกระทรวงธรรมการมีหน้าท่ี
ต้งั โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ฝึกหัดบุคคลให้เป็นครู สอนวิชาตามวิธีของชาวยุโรป
เรยี บเรียงตาราเรยี น และต้ังโรงเรียนขึน้ ทั่วราชอาณาจักร
กระทรวงยตุ ธิ รรม
ด้วยความพอพระทัยในผลการดาเนินงานของกรมทั้งสิบสองที่ได้ทรงต้ังไว้
เม่ือ พ.ศ. 2431 แลว้ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั จึงทรงประกาศ
ต้ังกระทรวงข้ึนอย่างเป็นทางการจานวน 12 กระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน
พ.ศ. 2435 อันประกอบด้วย
1. กระทรวงมหาดไทย รับผดิ ชอบงานทเ่ี ดมิ เปน็ ของสมหุ นายก ดูแล
กจิ การพล เรอื นทงั้ หมดและบงั คบั บญั ชาหัวเมอื งฝ่ายเหนอื และชายทะเล
ตะวันออก
2. กระทรวงนครบาล รับผดิ ชอบกจิ การในพระนคร
3. กระทรวงโยธาธกิ าร รบั ผดิ ชอบการกอ่ สรา้ ง
4. กระทรวงธรรมการ ดแู ลการศาสนาและการศกึ ษา
5. กระทรวงเกษตรพานชิ การ รบั ผดิ ชอบงานทใี่ นปจั จบุ นั เปน็ ของ
กระทรวงเกษตร และสหกรณแ์ ละกระทรวงพาณชิ ย์
6. กระทรวงยตุ ธิ รรม ดูแลเร่อื งตุลาการ
7. กระทรวงมรธุ าธร ดแู ลเครอ่ื งราชปู โภคของพระมหากษตั รยิ ์
8. กระทรวงยุทธนาธิการ รบั ผดิ ชอบปฏบิ ตั กิ ารการทหารสมยั ใหมต่ าม
แบบยโุ รป
9. กระทรวงพระคลงั สมบตั ิ รบั ผดิ ชอบงานทใ่ี นปจั จบุ นั เปน็ ของ
กระทรวงการคลงั
10. กระทรวงการตา่ งประเทศ (กรมท่า) รบั ผดิ ชอบการต่างประเทศ
11. กระทรวงกลาโหม รบั ผดิ ชอบกจิ การทหาร และบงั คบั บญั ชาหัวเมอื ง
ฝ่ายใต้
12. กระทรวงวงั รบั ผิดชอบกจิ การพระมหากษตั รยิ ์
การเสยี ดนิ แดนของไทยในสมยั รตั นโกสนิ ทร์
การเสยี ดนิ แดนใหก้ บั ชาตติ ะวันตก
การคุกคามของนักล่าอาณานิคมตะวันตก เร่ิมต้นขึ้นในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มาในรูปของการติดต่อค้าขาย การ
เผยแผ่ศาสนา การคุกคามเร่ิมชัดเจนจริงจังและรุนแรงข้ึนในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะเมื่อสองประเทศ
มหาอานาจ คือ อังกฤษและฝร่ังเศสเข้ายึดครองประเทศเพ่ือนบ้าน คืออังกฤษ
ยึดได้พม่ามลายู ฝรั่งเศสยึดได้ญวนและกาลังขยายขอบเขตมาสู่เขมรและลาว
ซ่งึ เปน็ ประเทศราชของสยาม ฝร่งั เศสมีทีทา่ คกุ คามสยามอยา่ งหนกั และเปดิ เผย
เพือ่ จะได้ครอบครองเขมรและลาว โดยไม่ฟงั เหตผุ ลหรือขอ้ อ้างใดๆ มงุ่ แต่จะใช้
เลห่ ์กลและอานาจเข้ายดึ ครอง
ไทยเสียดนิ แดนให้กับฝรัง่ เศส
เสียดินแดนคร้ังแรก ใน พ.ศ. 2410 ไทยต้องเสียเขมรส่วนนอก เพราะ
หลังจากฝร่ังเศสยึดดินแดนบางส่วนของญวนได้ก็ใช้ดินแดนนี้เป็นที่ม่ันขยาย
อิทธิพลเขา้ ไปในเขมร ซ่ึงขณะน้นั เป็นประเทศราชของไทย โดยอ้างว่าตนเป็นผู้
สืบสทิ ธิญวนเหนอื เขมร เพราะฝร่ังเศสอา้ งวา่ เขมรเคยเปน็ ประเทศราชของญวน
มาก่อน เมื่อฝรัง่ เศสได้ญวนฝรั่งเศสจึงต้องมสี ทิ ธิปกครองเขมรด้วย
เสียดนิ แดนครั้งท่ี 2 ใน พ.ศ. 2431 ต้องทรงยอมเสียแคว้นสิบสองจุไทให้
ฝรง่ั เศส เพราะเมอ่ื ฝรง่ั เศสยดึ ญวนไดห้ มด ญวนอา้ งวา่ ดนิ แดนแควน้ สบิ สองจไุ ท
และหัวพันห้าทั้งหกเคยเป็นของตนมาก่อน ฝร่ังเศสจึงถือเป็นข้ออ้างเข้ายึด
แคว้นสบิ สองจไุ ท ท้ังที่ขณะน้นั แควน้ สิบสองจุไทเป็นหัวเมืองของลาว และลาว
ก็เป็นประเทศราชของไทยฝรั่งเศสก็ไม่ให้ความสนใจ ไทยจึงต้องเสียแคว้นสิบ
สองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คา
ม่วน และแคว้นจาปาศักดิ์ฝ่ังตะวันออก (หัวเมืองลาวท้ังหมด) โดยยึดเอา
ดินแดนสบิ สองจุไทย และได้อ้างวา่ ดินแดนหลวงพระบาง เวยี งจันทน์ และนคร
จาปาศักดิ์เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอา
ดินแดนเพิ่มอกี เน้ือทป่ี ระมาณ 321,000 ตารางกโิ ลเมตร
ตอ่ มาฝร่ังเศสพยายามเกล้ียกลอ่ มและผกู มิตรกบั ชาวลาวทุกช้ันดว้ ยกลวธิ ี
ต่างๆ ให้ชาวลาวยอมรับอานาจการปกครองของฝรั่งเศส และเม่ือสยาม
พยายามท่ีจะปกป้องอาณาเขตของตน ฝร่ังเศสก็กล่าวหาว่าการกระทาของ
สยาม เป็นการเตรียมที่จะทาสงครามกับฝรั่งเศส การคุกคามของฝร่ังเศสเร่ิม
รนุ แรงข้นึ ย่ิงเม่อื ฝร่ังเศสคาดวา่ ลาวเต็มใจท่จี ะอยู่ในปกครองของตน ฝรั่งเศสก็
ยิง่ คุกคามสยามหนักขนึ้ แม้สยามจะเสนอให้มกี ารเจรจาเรอื่ งเขตแดนให้ชัดเจน
เรียบรอ้ ยก่อน แตฝ่ ร่งั เศสก็หลกี เล่ียงบา่ ยเบ่ยี งมาโดยตลอด
ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับฝร่ังเศสจึงอยู่ในภาวะตึงเครียด มีการ
ปะทะกันประปรายตามลาน้าโขง และย่งิ ตงึ เครยี ดขึน้ เม่อื ฝรง่ั เศสสง่ กาลังทหาร
ญวนและเขมรคบื คลานเขา้ ยดึ ดนิ แดนฝั่งซา้ ยของแม่น้าโขง ซ่ึงกค็ ือหัวเมืองลาว
ทั้งหมด สยามพยายามต่อสู้กับฝร่ังเศสด้วยวิธีสันติ เช่น ขอให้มีการเจรจาปัก
ปนั เขตแดนซง่ึ ขณะนนั้ ยงั ไมเ่ รยี บรอ้ ยตามมาตรฐานของอารยประเทศ เป็นการ
ใช้วิธีทางการทูตนาการทหารซ่ึงเป็นวิถีทางของประเทศที่เป็นอารยะ แต่
ฝร่ังเศสก็ไม่ยอม คงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจาด้วย และส่งทหารญวนเขมรเข้ายึด
หัวเมืองลาว
เรอื ปืนโกแมตของฝรง่ั เศส
เสียดินแดนครั้งท่ี 3 ใน พ.ศ. 2436 ฝร่ังเศสยกกองทหารจากพนมเปญ
ขึ้นมาทางแมน่ า้ โขงแล้วรุกเข้ามา ในเขตฝง่ั ซา้ ยของแม่นา้ ปกั ธงชาติฝรัง่ เศสขึน้
ที่ทุ่งเชียงคาเมืองคาม่วนคนไทยชักธงลงมาฉีกท้ิงเสีย ฝร่ังเศสจับตัวพระยอด
เมืองขวางเจ้าเมืองคาม่วน และในขณะที่กองทัพสยามยกไปช่วยพระยอดเมือง
ขวาง ปรากฏวา่ นาย โกรสกูแรง (Grosgurin) นายทหารฝรั่งเศสเกดิ เสียชวี ิตลง
ฝร่ังเศสกลา่ วหาว่านายโกรสกแู รงถูกฆาตกรรมและเรียกร้องให้ไทยลงโทษพระ
ยอดเมืองขวางท้ังทูตฝร่ังเศสยื่นบันทึกถึงรัฐบาลไทยว่า เม่ือเกิดเรื่องเช่นน้ีข้ึน
ทาให้เหตุการณ์ทวีความตึงเครียดและคับขันข้ึน ในขณะเดียวกันท้ังกระทรวง
อาณานคิ ม สอ่ื สารมวลชน และวงการศาสนาตา่ งสนบั สนนุ รฐั บาลฝร่ังเศสให้ใช้
มาตรการรุนแรงกบั ไทย
ปอ้ มพระจลุ จอมเกล้า
13 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลา พร้อมเรือนาร่อง ซึ่ง
เรอื ธง 2 ลาช่อื เรอื ปนื แองกองสตอง (Inconstant) และเรือโกแมต (Comete)
ทางป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ยิงเตือนส่งสัญญาณถาม เรือรบฝร่ังเศสไม่ตอบ
และเรอื รบฝรงั่ เศสกม็ ไิ ด้หยุดย้งั เวลานนั้ พระยาชลยทุ ธโยธิน (องั เดร ดู เปลซิส
เดอ ริเชอลิเออ Andre du Plesis de Ri- chelieu ชาวเดนมาร์ก) เป็นผู้
บญั ชาการทหารเรอื ไทยอยู่ที่น่นั ดว้ ย ทางป้อมจงึ ยิงปนื ยบั ยัง้ เกิดการยงิ โต้ตอบ
กันขึ้น เรือนาร่องฝร่ังเศสถูกปืนเกยต้ืน และเรือรบฝรั่งเศสยิงถูก
เรือ "มกุฎราชกุมาร" ของไทยเสียหาย คร้ังน้ัน มีทหารบาดเจ็บ และเสียชีวิต
นาย ออกุสต์ ปาวี ย่ืนคาขาดต่อรัฐบาลหลายข้อให้ตอบภายใน 48 ช่ัวโมง
รัฐบาลไทยโดยสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวง
ตา่ งประเทศ เป็นผแู้ ทนตอบไปว่า ขอ้ อนื่ ๆ เชน่ ใหไ้ ทยชดใชค้ า่ เสยี หายนนั้ ไทย
ตกลง แต่ข้อท่ีว่า ให้ยกดินแดนฝ่ังซ้ายแม่น้าโขงให้แก่ฝรั่งเศสนั้น ฝร่ังเศสไม่มี
หลกั ฐาน หรอื อานาจอันชอบธรรมอนั ใด ปาวีถือว่า ไทยปฏิเสธจงึ นั่งเรือรบออก
ปากน้าไป แลว้ ประกาศปิดอ่าวไทย ต้ังแต่วันท่ี 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 การ
ปิดอ่าว ทาให้กระทบกระเทอื นถงึ เรอื ชาตอิ ่นื ๆ ด้วย และองั กฤษกส็ งวนทา่ ที ไม่
แสดงว่า จะช่วยเหลือไทยอย่างใด ไทยเกรงชาตอิ ืน่ จะเข้าแทรกแซงจึงต้องยอม
ฝร่ังเศส ฝรั่งเศสเลิกปิดอ่าววันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และตกลงทาสัญญา
กัน เม่ือวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 โดย ให้ไทยเพิกถอนสิทธิเหนือดินแดนฝั่ง
ซา้ ยของแม่นา้ โขงทง้ั หมด ใหจ้ ัดการลงโทษเจา้ หนา้ ท่ีท่ยี งิ เรือปืนฝร่ังเศส พร้อม
กับชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศสเป็นเงิน 2 ล้าน ฟรังก์ และยังมีข้อกาชับทิ้งท้าย
ว่า “—ถ้าถูกโจมตี จะทาลายกองทัพเรือไทย ตลอดจนป้อมปราการ—” ไทย
เสียดินแดนให้ฝร่ังเศสคร้ังนี้ ประมาณ 140,000 ตารางกิโลเมตร ท้ังได้
กาหนดให้ไทยต้องถอนทัพจากฝ่ังแม่น้าโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานท่ี
สาหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัด
ตราดไว้ เพ่อื บังคบั ใหไ้ ทยทาตามและะฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่อ
อกี นานถงึ 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)
อาคารกองรักษาการณท์ หารฝรง่ั เศส อาคารกองบญั ชาการทหารฝรงั่ เศส
คุกข้ีไก่ ตกึ แดง
เหตุท่ีฝร่ังเศสต้องการยึดเมืองจันทบุรีเพราะ ในมุมมองของฝร่ังเศส
มองเห็นถึงความสาคัญของเมืองจันทบุรี ในทางการเมืองจันทบุรีเป็นเสมือน
เมืองหน้าด่านในการตดิ ตอ่ กับดนิ แดนเขมรซ่ึงเป็นดนิ แดนทฝ่ี รงั่ เศสหวงั ทจ่ี ะเขา้
ไปครอบครอง เป็นท่ีท่ีเหมาะสมในการต้ังมั่นกาลังพล มีพืชพรรณธัญญาหาร
อุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะเลี้ยงกองทหาร อีกท้ังฝรั่งเศสได้สร้างป้อมปราการ
และสง่ิ ก่อสรา้ งในรูปแบบของศูนย์บัญชาการไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งจันทบุรียัง
เป็นเส้นทางกึ่งกลางระหว่างกรุงเทพกับไซ่ง่อน หากฝรั่งเศสคาดหวังจะเข้ายึด
ครองดินแดนอินโดจีนการยึดเมืองจันทบุรีได้นั้นจะช่วยทาให้การควบคุมเมือง
ต่างๆ หรือการปกครองของฝร่ังเศสในอินโดจีนทาได้สะดวกมากข้ึน ท่ีจันทบุรี
ยังมสี ง่ิ กอ่ สร้างเหลอื คงอยทู่ ฝี่ ร่ังเศสสร้างไว้ อาทิ อาคารกองรักษาการณท์ หาร
ฝรัง่ เศส อาคารกองบัญชาการทหารฝรั่งเศส คุกขีไ้ ก่ ตึกแดง
พระองคเ์ จา้ จริ ประวตั วิ รเดช
การเสยี ดินแดนครง้ั นีน้ บั เป็นความทุกข์โทมนัสอย่างใหญ่หลวงในพระองค์
ดินแดนในครอบครองที่ทรงตอ้ งยอมเสยี ให้แก่ชาติตะวันตก ดังข้อความในพระ
ราชหัตถเลขาท่ีว่า “—เป็นการจาเป็นท่ีเราต้องละวางเขตรแดน อันเราได้ปก
ปกั รกั ษามาแล้วชา้ นานนบั ด้วยร้อยปีเสียเป็นอันมาก โดยผู้ท่ีต้องการไม่มีข้อใด
จะยกข้ึนกล่าวทวงถามเอาโดยดี นอกจากใช้อานาจได้—” ท่ีทรงมีถึงพระองค์
เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช พระราชโอรสซ่ึงทรงกาลัง
ศึกษาวิชาการทหารบกอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก เป็นพระราชปรารภถึงความ
ทกุ ขใ์ นพระราชหฤทัยท่เี กิดจากการคุกคามของฝรัง่ เศส ซึ่งเป็นชาติมหาอานาจ
นกั ล่าอาณานคิ มตะวันตก ซ่งึ มวี ตั ถปุ ระสงค์สาคัญ คือการลา่ เมืองขน้ึ และเวลา
นั้นประเทศเพ่ือนบ้านมี ลาว เขมร ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสแล้ว แต่
ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมหยุดย้ังเพียงน้ันยังคงคุกคามที่จะเข้าครอบครองสยาม จน
ทาใหต้ ้องยอมเสยี ดินแดนที่เคยเปน็ ของสยามไปจานวนหนงึ่
เสียดินแดนคร้ังท่ี 4 พ.ศ.2446 จากวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ทาให้ฝร่ังเศส
ยึดดินแดนจันทบุรี ซึ่งนับว่าเป็นเมืองยุทธศาสตร์เมืองหนึ่งของไทย ไว้เป็น
ประกนั ถึง 10 ปี ตามพิธีสารฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2447 ทหารฝร่ังเศสจึง
ไดถ้ อนทหารออกไปจากจันทบุรี จนั ทบรุ ีจึงกลบั มาเปน็ ของไทยอีกครั้งหนึ่งแต่
น้ันมาไทยจึงหาทางแลกเปล่ียนโดยยอมยกเมืองมโนไพรและจาปาศักด์ิ ซ่ึงอยู่
ตรงข้ามกับเมืองปากเซ และดินแดนฝ่ังขวาของแม่น้าโขง ตรงข้ามกับเมือง
หลวงพระบางให้ใน พ.ศ. 2448 ฝร่ังเศสจึงยอมถอนทหารออกจันทบุรี แต่
กลบั ไปยดึ เมืองตราดไว้แทน
เสียดินแดนคร้ังที่ 5 พ.ศ.2449 ไทยยอมทาสัญญายกมณฑลบูรพา ซ่ึง
ประกอบด้วยเมือง พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ (เขมรส่วนใน) ให้แก่
ฝรั่งเศส เพื่อแลกเปลี่ยนกับจังหวัดตราดและเกาะต่างๆ ที่อยู่ใต้แหลมสิงห์ ลง
ไปจนถึงเกาะกูดท่ีฝรั่งเศสยึดไว้ ไทยเสียเน้ือท่ีประมาณ 66,555 ตาราง
กโิ ลเมตร สงิ่ สาคญั ท่ีไทยได้รับจากการลงนามในสัญญานี้ เม่ือวันที่ 23 มีนาคม
พ.ศ. 2449 คือ ฝร่ังเศสย่อมผ่อนผันให้คนในบังคับฝรั่งเศสท่ีเป็นชาวเอเชีย ซ่ึง
มาจดทะเบียนภายหลังวันลงนามในสัญญาให้ข้ึนอยู่ในอานาจของศาลไทย แต่
ศาลกงสุลของฝรั่งเศสกย็ ังคงมอี านาจทีจ่ ะเรียกคดจี ากศาลไทยไปพิจารณาใหม่
ได้ จนกว่าไทยจะประกาศใชป้ ระมวลกฎหมายครบถว้ น
ไทยเสยี ดนิ แดนให้กบั องั กฤษ
เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้าสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ 13 เมืองกะเหร่ียง)
ให้องั กฤษ เมื่อ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2435 วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2440 รัฐบาลได้
ลงนามในอนุสัญญาลับร่วมกับอังกฤษ โดยตกลงว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยินยอมให้
ชาติหน่ึงชาติใด เช่าซ้ือหรือถือกรรมสิทธิ์ในดินแดนไทย ตั้งแต่บริเวณใต้ตาบล
บางสะพาน จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์ลงไป โดยไม่ไดร้ ับความเหน็ ชอบจากรฐั บาล
อังกฤษเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนอังกฤษตกลงให้ความคุ้มครองทางทหารแก่
ไทยกรณีท่ีถูกชาติอ่ืนรุกราน ผลของอนุสัญญาฉบับนี้ ทาให้อังกฤษมีอิทธิพล
ทางดา้ นการเมอื งและการคา้ ในดินแดนไทย ตั้งแตต่ าบลบางสะพานไปจนตลอด
แหลมมลายู เพียงชาติเดียว ทาให้ไทยเสียเปรียบมาก และเม่ือไทยถูกฝรั่งเศส
บังคับให้ยกดินแดนฝ่ังขวาของแม่น้าโขงให้ฝรั่งเศส อังกฤษก็ไม่ได้ให้ความ
ช่วยเหลือแต่อย่างใด และอนุสัญญาน้ียังเป็นการละเมิดสิทธิประเทศอ่ืนๆ ที่มี
ไมตรกี บั ไทยอกี ทาใหร้ ัฐบาลต้องพยายามหาวถิ ที างจะยกเลิกเสียโดยเรว็
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั เสด็จประพาสยุโรป
เม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากประพาส
ยุโรปคร้ังท่ี 2 นายเอ็ดเวิร์ด สโตรเบล ซ่ึงเป็นที่ปรึกษาราชาแผ่นดินชาว
อเมริกาเสนอให้ไทยแลกดินแดนมลายูกับการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต
ของคนในประเทศอังกฤษในประเทศไทย ขอกู้เงินสร้างทางรถไฟสายใต้ และ
ยกเลิกอนุสัญญาลับปี พ.ศ.2440 การดาเนินงานนี้ประสบผลสาเร็จ มีการลง
นามในสนธิสัญญา วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2451 มีใจความสาคัญ
ดังต่อไปน้ี “รัฐบาลไทยยอมยกดินแดนรัฐมลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู
ปะลิส รวมทั้งเกาะใกลเ้ คยี งใหอ้ ังกฤษ ฝา่ ยอังกฤษยอมให้คนในบงั คบั องั กฤษทง้ั
ยุโรปและเอเชีย ซ่ึงได้จดทะเบียนไว้กับกงสุลก่อนทาสัญญาน้ี ให้ไปขึ้นกับศาล
ตา่ งประเทศ ส่วนคนในบังคับอังกฤษที่จดทะเบียนหลังทาสนธิสัญญาฉบับนี้ให้
ไปขน้ึ ศาลไทย แต่ขอให้มีที่ปรึกษาทางกฎหมายเป็นชาวยุโรปเข้าร่วมพิจารณา
ด้วย แต่ศาลกงสุลของอังกฤษก็ยังมีสิทธิจะถอนคดีของคนในบังคับอังกฤษไป
พิจารณาได้”และสนธิสัญญานี้มีผลกระท่ังไทยประกาศใช้ประมวลกฎหมายให้
ครบถ้วนเปน็ เวลา 5 ปี ในสัญญานใี้ ห้ยกเลกิ อนสุ ัญญาลับ พ.ศ.2440 ด้วย และ
การสร้างรถไฟสายใต้ รัฐบาลอังกฤษจะให้รัฐบาลไทยกู้เงิน 5 ล้านปอนด์
ทองคาอตั ราดอกเบ้ีย 4% ต่อปี มเี วลาชาระหน้ี 40 ปแี ตต่ อ้ งใหช้ าวองั กฤษเป็น
ผู้ควบคุมการก่อสร้างทางรถไฟสายน้ีเอง เพราะอังกฤษต้องการให้บรรจบกับ
ทางรถไฟในมลายูขององั กฤษ
เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลงั ยคั มนิ ส)์
ทป่ี รึกษาชาวเบลเยยี่ ม
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศ
เข้ามาช่วยปรับปรุงบ้านเมือง และงานแขนงต่างๆ ให้เจริญข้ึน ตามแบบ
ประเทศตะวันตก โดยท่ีปรึกษาราชการชาวต่างประเทศท่ีเข้ามารับราชการใน
ประเทศไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีจานวนมาก เช่น
ปรากฏว่า ใน พ.ศ. 2450 มีถึง 247 คน ในจานวนนม้ี ชี าวองั กฤษมากที่สดุ ชาติ
อื่นๆ ก็มี เช่น เดนมาร์ก อิตาเลียน ฝรั่งเศส อเมริกัน โปรตุเกส เยอรมัน
ฮอลันดา รุสเซีย เบลเยียม นอรเว สเปน ชาติเหล่าน้ีทาหน้าท่ีต่างกันไปตาม
ถนดั เช่น ชาวองั กฤษ ทาหน้าทรี่ บั ผิดชอบดา้ นการคลัง การคา้ ภาษี มหาดไทย
เกษตรกรรม ชลประทาน การศึกษา การรถไฟ ชาวเดนมาร์ก รับผิดชอบ
เก่ียวกับการทหารเรือและตารวจ ชาวอิตาเลียนมุ่งไปทางสถาปัตยกรรม
วิศวกรรม ดูแลงานสานักพระราชวัง ชาวฝร่ังเศส ส่วนใหญ่เช่ียวชาญทาง
กฎหมายงานในหน้าท่ีของท่ปี รกึ ษาราชการชาวต่างประเทศแบ่งออกเป็นหลาย
ตาแหน่ง ได้ แก่ตาแหน่งท่ีปรึกษาราชการทั่วไป ท่ีปรึกษาประจากระทรวง
ประจากรมกองต่างๆ และข้าราชการประจา สาหรับที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
น้ันมีอานาจสิทธิ์ขาดมาก ควบ คุมประสานงานและแนะนากิจการท่ัวๆ ไปทุก
หน่วยงาน ส่วนที่ปรึกษาราชการอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นท่ีปรึกษาประจากระทรวง
หรือเป็นเจ้ากรม อธิบดีตามกรมกองต่างๆ คอย ช่วยเหลือแนะนาหรือบริหาร
กิจการงานเมือง ทั้งส่วนท่ีปรับปรุง และที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ตามแบบแผนในเมือง
ยุโรป ซึ่งคนไทยยังไม่มีความรู้ความชานาญพอจะจัดการด้วยตนเองได้ พร้อม
กันนั้น ก็ได้ช่วยฝึกงาน ให้คนไทยไว้รับช่วงกิจการต่อไป ที่ปรึกษาราชการชาว
ต่างประเทศท่ีทาคุณประโยชน์ให้แก่ไทยในด้านต่างๆ ใน รัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอาทิ
เจ้าพระยาอภยั ราชา (โรลงั จัคแมง็ ส์) (Rolyn Jacquemins) ชาว
เบลเยยี ม เปน็ ที่ ปรกึ ษาราชการทวั่ ไป เชย่ี วชาญทางกฎหมายระหวา่ งประเทศ
นายเอด็ เวริ ด์ สโตรเบล (Edward Strobel) ชาวอเมรกิ นั ทป่ี รกึ ษา
ราชการทวั่ ไป
พระยากลั ยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอรส์ นั เวสเตนการด์ ) (Jens Iverson
Westengard) ชาวอเมริกนั ทปี่ รกึ ษาราชการทว่ั ไป
นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) ชาวองั กฤษ เปน็ ทป่ี รกึ ษา
กฎหมาย
พระยาชลยทุ ธโยธนิ (องั เดร ดู เปลซสิ เดอ รเิ ชอลเิ ออ) (André du
plésis de Richelieu) ชาวเดนมาร์ก ไดช้ ว่ ยวางรากฐานกองทพั เรอื ไทย
พลตรีพระยาวาสุเทพ (จี เชา) (G. Schau) ชาวเดนมาร์ก ชว่ ยจดั ระเบยี บ
กรมตารวจ
ศาสนาจารย์ เอส จี แมคฟารแ์ ลนด์ (S.G. Mcfarland) ชาวอเมริกนั
อาจารยใ์ หญโ่ รงเรยี นสอนภาษาอังกฤษ
พระราชกรณยี กิจเสดจ็ ประพาสต่างประเทศ
รชั กาลท่ี 5 คณะผ้ตู ามเสดจ็ เสดจ็ อนิ โดนเี ซยี
การเสด็จประพาสต่างประเทศคร้งั แรก ของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัว รัชกาลท่ี 5 เกิดข้นึ ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2413
ถึงวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2413 โดยเสด็จทางเรือพระที่นั่ง “พิทธยัมรณ
ยุทธ” และประเทศที่เสด็จเยือน หาใช่ยุโรปตามความเข้าใจของคนไทยอีก
หลายคนไม่ แต่เป็นเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ บาตาเวีย หรือปัจจุบันคือกรุง
จาการ์ตา และสมารัง เมืองหลวงและเมืองท่าที่สาคัญตั้งอยู่ทางด้านเหนือ
เกาะชวากลาง น่ันเอง
การเสดจ็ ต่างประเทศครง้ั ท่ี 2 รชั กาลที่ 5 ทรงเริ่มต้นการเดินทางในวันท่ี
15 ธันวาคม พ.ศ. 2414 (ค.ศ. 1871) โดยกระบวนเรือได้เดินทางออกจาก
แม่นา้ เจ้าพระยา แวะทสี่ ิงคโปร์ ปนี ัง มะละแหมง่ และย่างกงุ้ ก่อนจะถึงท่าเรือ
กัลกัตตาในวันท่ี 13 มกราคม พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872) โดยมีผู้ติดตามชาว
อังกฤษ 2 คน คือ พันตรี อี.บี. สเลเดน ซึ่งเคยเป็นตัวแทนอังกฤษท่ีเมือง
มณั ฑะเลย์ และ โธมสั จอร์ช น็อกซ์ กงสุลใหญ่ของอังกฤษประจาสยาม โดยคน
หลงั ทาหนา้ ทเ่ี ป็นล่ามถวายพระองค์ตลอดการเดนิ ทางดว้ ย
รัชกาลท่ี 5 คณะผตู้ ามเสดจ็ เสด็จอนิ เดยี
เมืองตา่ งๆ ท่ีทางองั กฤษจัดให้เสดจ็ พระราชดาเนิน เรม่ิ จากทิศตะวนั ออก
ไลไ่ ปยังทิศตะวันตกของประเทศ ประกอบดว้ ยกัลกัตตา บารร์ ักปอร์ เดลี อักรา
คอนปอร์ (หรือคานปูร์ในปัจจุบัน) ลัคเนาว์ จุบบุลปูร์ (หรือจาบัลเปอร์ใน
ปัจจุบัน) บอมเบย์ (หรือมุมไบในปัจจุบัน) และพาราณสี ตามลาดับเพื่อดู
แบบอย่างการปกครองทชี่ าวยุโรป นามาใช้ในเมอื งข้ึน เพื่อนามาแกไ้ ขดดั แปลง
ใช้ในประเทศของเราบ้าง และการก็เป็นไปสมดังท่ีพระองค์ได้ทรงคาดการณ์ไว้
เพราะได้นาเอาวิธีการปกครองในดินแดนน้ัน ๆ มาใช้ปรับปรุงระเบียบการ
บรหิ ารอนั เก่าแกล่ ้าสมยั ของเรา ซึง่ ใชก้ ันมาตั้ง 400 ปเี ศษแล้ว
เสดจ็ ประพาสยโุ รปครง้ั แรก
เสดจ็ ประพาสยโุ รปครง้ั แรกทรงพบบสิ มารก์ ณ เมอื งฟรดี รชิ รหู ์
ในการเสด็จประพาสทวีปยุโรปครั้งแรก เม่ือ พ.ศ.2440 ได้มีกระแสพระ
ราชปรารภมีข้อความตอนหน่ึงว่า พระองค์ได้เสด็จไปนอกพระราชอาณาเขต
หลายคร้ังคอื เสด็จประพาสอินเดีย พมา่ รามัญ ชวาและแหลมมลายู หลายคร้ัง
ได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดนเหล่าน้ันมา
ปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้นแล้วหลายอย่าง แม้เมืองเหล่าน้ันเป็นเพียงแต่
เมืองขึ้นของมหาประเทศในทวีปยุโรป ถ้าได้เสด็จถึงมหาประเทศเหล่าน้ันเอง
ประโยชน์ย่อมจะมีข้ึนอีกหลายเท่า ท้ังจะได้ทรงวิสาสะคุ้นเคยกับ
พระมหากษัตริย์ และรัฐบาลของประเทศน้อยใหญ่ใน ยุโรปด้วย เป็นทาง
ส่งเสริมทางไมตรีให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงได้ทรงกาหนดเสด็จพระราชดาเนินใน
วนั ที่ 7 เมษายน ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) มกี าหนดเวลาประมาณ 9 เดือน
สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชเทวี ผูส้ าเรจ็ ราชการแผน่ ดนิ
การเสด็จประพาสต่างประเทศ ในขณะทเ่ี สวยราชสมบัตริ ะยะไกลเปน็ เวลา
เช่นน้ัน นับเป็นคร้ังแรกจึงได้ทรงออกพระราชกาหนด ต้ังผู้สาเร็จราชการ
แผ่นดินรักษาพระนคร ซึ่งผู้สาเร็จราชการแผ่นดินครั้งแรกนี้ ได้แก่สมเด็จพระ
นางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถ (ซ่ึงต่อมาได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จ
พระศรีพัชรินทราบรมราชเทวี) ซงึ่ ครงั้ น้ันทรงเป็นพระราชชนนีของสมเด็จพระ
บรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร (พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6)
กับทรงตั้งที่ปรึกษาล้วนแต่เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอชั้นผู้ใหญ่ 4 พระองค์
คือพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ 1 สมเด็จ
พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุ-รังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช 1
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ 1 พระเจ้าน้องยาเธอ กรม
หม่ืนดารงราชานุภาพ 1 กับมีข้าราชการชาวต่างประเทศ ซ่ึงจ้างมารับราชการ
ในประเทศไทยครั้งนั้น คือ โรลังยัคมินส์ ชาวเบลเย่ียม ซึ่งได้บรรดาศักดิ์เป็น
เจ้าพระยาอภัยราชา ร่วมด้วยอีก 1 ท่าน
ในการเสด็จประพาสครั้งแรกนี้ เป็นไปเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ได้
เสด็จฯ เพอ่ื ทาความเขา้ ใจรว่ มกนั กับชาติท่ีคุกคามไทย ดงั การเจรจาโดยตรงกบั
ผู้นาฝรั่งเศสเพ่ือยุติปัญหาความขัดแย้งในกรณีวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ.
2436) ซึ่งนามาสู่ข้อตกลงในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ร.ศ.122 (พ.ศ.2446)
รวมทั้งเพื่อแสวงหาชาติพันธมิตร มาช่วยเสริมสร้างความม่ันคงของประเทศไป
ในตวั ด้วย
รัชกาลท่ี 5 เสด็จ ประพาสยุโรปคร้ังแรกใน ร.ศ. 116 หรือ พ.ศ. 2440
พระองคเ์ สดจ็ ออกจากประเทศไทย เม่ือวันที่ 7 เมษายน พุทธศกั ราช 2440 ถึง
วันที่ 16 ธันวาคม พุทธศักราช 2440 ใช้เวลา ประมาณ 9 เดือน ตั้งแต่เดือน
เมษายน - ต้นเดือนธันวาคม ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศกว่า 10
ประเทศ ไดแ้ ก่ อิตาลี ออสเตรยี สวิตเซอรแ์ ลนด์ ฝรัง่ เศส เบลเยี่ยม ฮอลแลนด์
อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย สวีเดน เดนมาร์ก สเปน และโปรตุเกส ในการเสด็จ
ประพาสคร้ังนนั้ ไดส้ องมหามติ รที่สาคัญคือรัสเซยี และเยอรมนี
การเสดจ็ ประพาสยโุ รปครง้ั แรกน้ันไดร้ บั ผลทางการเมืองเปน็ รูปธรรมบา้ ง
แต่ไมช่ ดั เจนทันทีที่จะขจัดปัญหาการรุกรานได้ แต่ประสบความสาเร็จอย่างยิ่ง
ในด้านนามธรรมหรือด้านจิตวิทยาท่ีทาให้ยุโรป ประจักษ์ในความศิวิไลซ์ของ
พระมหากษัตริย์แห่งสยามและชาวสยาม โดยราชสานักยุโรปได้ยกย่องนับถือ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตรยิ แ์ หง่ เอเชยี ที่
"เท่าเทยี ม" ตา่ งจากกษตั ริย์จากเอเชียหลายพระองคท์ ่ีเคยเสดจ็ เยอื นยโุ รปกอ่ น
หน้าน้ันซึ่งไปเยือนโดยไม่พยายามทาความเข้าใจในวิธีคิดของคนยุโรป แต่
รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปยงั ประเทศตา่ งๆ อยา่ งอิสระ ไมพ่ ่งึ พาใคร มีเรือพระที่น่ัง
(เรือพระท่ีน่ังมหาจักรี)ไปเอง หากรัฐบาลใดยินดีต้อนรับก็จะตอบรับน้าใจนั้น
เมื่อเสด็จฯ ไปท่ีใดก็จะพระราชทานเงิน ให้กับคนจน โดยจุดแรกที่ทาให้ทรง
ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเจ้าบ้านคือการท่ีทรงปรากฏพระองค์ในลักษณะที่
ไม่แปลกแยก ทรงฉลองพระองค์แบบยุโรป และทรงตรัสภาษาอังกฤษได้อย่าง
คล่องแคล่ว สิ่งสาคัญที่ทาให้ทรงได้รับการยอมรับว่าเท่าเทียม คือทรงมีพระ
ราชจริยวตั รทอ่ี ่อนโยน น่มุ นวล วางพระองค์อย่าง สง่างาม รักษาพระเกียรติยศ
แห่งพระมหากษัตริย์แห่งสยาม รวมท้ังยังทรงปฏิบัติพระองค์และโต้ตอบชาว
ยุโรปได้อย่างเฉียบคมและทันเหตุการณ์ ทรงมีความรอบรู้ในวัฒนธรรมยุโรป
อยา่ งกว้างขวาง ลึกซ้งึ เปน็ ทยี่ อมรบั ของพระราชสานกั ยโุ รปทกุ แหง่ ทาให้มผี ล
ทางการเมืองและวัฒนธรรมอันมี นัยสาคัญต่อความอยู่รอดของสยามในระยะ
ยาวต่อมา (ภายหลังจากการเสด็จประพาสยุโรปแล้ว พระเจ้าแผ่นดิน และ
ผแู้ ทนของประเทศตา่ งๆ ได้ เสดจ็ มาเย่ียมเยอื นประเทศไทย เป็นการตอบแทน
และกระชับสัมพนั ธไมตรใี ห้แน่นแฟน้ และยัง่ ยืน)
ภาพประวตั ศิ าสตร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั
และพระเจ้าซารน์ ิโคลัสท่ี 2 ณ พระราชวงั ปเี ตอรฮ์ อล์ฟ
การเสด็จรสั เซยี ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ก่อเกิด
ประโยชน์มหาศาลกับประเทศไทยอันส่งดีต่อการรักษาเอกราชของชาติไทย
เพราะรัสเซียในยุคนั้นสัมพันธไมตรีกับอักฤษและฝรั่งเศสเกิดปัญหาความไม่
พอใจแก่กันหลายดา้ นหลายประการ และการที่ไทยเรามีมิตรสหายอย่างรัสเซีย
ทาให้ทั้ง 2 ชาติ คืออังกฤษและฝรง่ั เศสไมก่ ล้ายึดครองชาติไทย
พระเจา้ ซารน์ โิ คลสั ท่ี 2
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั มคี วามสนมิ สนมคนุ้ เคยกบั พระ
เจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้ังแต่พระองค์ทรงเป็นมงกุฎราชกุมาร ทรงเคยเสด็จ
ประพาสประเทศไทย ระหวา่ งวันท่ี 20-24 มนี าคม พ.ศ. 2434 รวมเป็นเวลา 5
วัน ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้การต้อนรับดุจราช
อาคันตุกะอันทรงเกียรติ ย่ิงใหญ่ท้ังท่ีกรุงเทพฯ และบางปะอิน เม่ือรัชกาลท่ี 5
ทรงเสด็จรัสเซีย พระเจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 จึงได้จัดการรับเสด็จฯ สมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวงอย่างสมพระเกียรติ ดังท่ีสยามเคยจัดการรับรองพระองค์
อย่าง ทรงถือว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลท่ี 5 นั้นเป็นดั่งผู้คนในครอบครัว ดังปรากฏ
พระราชหัตถเลขา พระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
พระบรมราชินนี าถ ผ้สู าเรจ็ ราชการแผน่ ดินในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1
ลงวนั ท่ี 13 กรกฎาคม ร.ศ.116 เลา่ ถงึ ความสนิมชิดเช้ือของทั้งสองราชวงศ์ ถึง
ขนาดท่ี “เอมเปรสส์” หรือสมเด็จพระราชชนนีของพระเจ้าซาร์ รับพระองค์
เป็นลกู ดังได้คัดมาตอนหนงึ่ น้ีว่า“เอมเปรสสเ์ กอื บจะทรงกรรแสง สั่งแลว้ สง่ั เลา่
รบั ปวารณากนั ว่าจะคิดว่าฉนเปนลูก ฉันกจ็ ะคิดว่าเปนแม่ต้งั แตน่ ี้ไป ทุกวันเป็น
แต่จูบฉัน วันนี้ตกเปนแม่ลูกกันแล้ว เอียงพระปรางให้ฉันจูบ บรรดาลูกทั้ง
ผู้หญิงผู้ชายนับว่าเปนพี่น้องกัน ต่างคนต่างจูบกันกัปฉันทุกคน...” ความสนิท
ชิดเชื้อกันของทั้งสองพระราชวงศ์นี้ เป็นเหตุผลสาคัญท่ีทาให้ฝร่ังเศสต้อง
เปล่ียนทิศทางความสัมพันธ์ต่อไทย (รัชกาลท่ี 5 เสด็จฯ รัสเซีย ก่อนฝร่ังเศส)
เพราะนอกจากบทบาทของรัสเซียซ่ึงเป็นมหาอานาจยุโรปแล้ว ฝร่ังเศสกับ
รัสเซียยังมีสนธิสัญญาพันธมิตรต่อกัน ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้มีความสาคัญต่อ
ฝรั่งเศสมาก หลังจากเยอรมนีปล่อยให้ฝรั่งเศสโดดเดี่ยวอยู่หลายปี และด้วย
ท่าทีของรัสเซียท่ีได้ถือเอาเอกราชของสยามเป็นเร่ืองสาคัญท่ีสุด ดังความ
ปรากฏในพระราชโทรเลข ส่งจากเมืองปีเอตร์ฮอฟ ลงวันท่ี 5 กรกฎาคม ค.ศ.
1897 ถึงพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมหลวงเทวะวงศ์ว
โรปการ (พระยศในขณะนั้น) เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศความว่า“ฉันได้พูด
กับเอมเปรอ แลภายหลงั กบั เคานม์ ูราวฟิ ในเรอื่ งทีเ่ รามคี วามลาบากกบั ฝร่งั เศส
ไม่เฉพาะแต่เรื่องคนโทษทั้ง 2 ได้พูดตลอดถึงเร่ืองริยิศเตรช่ันด้วย ท่านทั้งสอง
เหนความลาบากของเราเหมือนกับที่เราเหนทุกประการ รับจะช่วยโดยทาง
ไมตรี เพ่ือจะช้ีแจงให้ฝร่ังเศสเห็นทางปรโยชแลใช้ปรโยชโดยกว้าง คือการท่ี
ฝร่ังเศสทาอยู่กับเราเดี๋ยวนี้ใช่ว่าเปนประโยชน์ต่อฝร่ังเศสเลย เปนแต่ทาให้กับ
อังกฤษทัง้ สิ้น แต่จะรับเปนแนว่ า่ ฝรงั่ เศสจะทาตามฤาไมย่ ังไมไ่ ด้ จะเรยี กทตู ฝรง่ั
เสศมาพูด แลใหร้ า่ งหนงั สอื ถึงมองซิเออ ฮาโนโตมาใหด้ ูจะใหเ้ ราทราบเมือ่ กลบั
จากมอสโก การท่ีรัสเซียรับแขงแรงนี้เพราะฮาโนโตให้ทูตมาพูดกับเสนาบดีว่า
การต่างประเทศ เพอื่ จะใหช้ ว่ ยจัดการให้ตกลงกนั สาหรับเราจะไดไ้ ป ปารศิ
แต่มีโกหกในนั้นเปนอันมาก ที่นี่เขาเตรียมอยู่ก่อนแล้ว ท่ีจะจัดการให้เราดีกับ
ฝร่ังเสศ ก่อนเวลาท่ีเรามาถึง เข้าใจว่าคงจะเป็นผลดีมาก แต่เราไม่ได้ขอให้
รัสเซียช่วยตัดสินเลย เราไว้ท่า เปนแต่เพ่ือนคนหน่ึง จะช่วยชี้แจงให้เพื่อน 2
คนดกี ันเทา่ นน้ั ”
การรับรองให้ความช่วยเหลือของรัสเซียในครั้งน้ี นับว่าได้ปลดเปลื้อง
ความขุ่นข้องหมองพระทัยอันเกิดจากภาวะสุ่มเส่ียงในเอกราชของสยาม ดัง
พระราชโทรเลขถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ผู้สาเร็จราชการ
แผ่นดิน จากเมืองบาเดน-บาเดน ลงวนั ท่ี 8 ตลุ าคม ร.ศ. 116 ซ่งึ ทรงไดพ้ บกับ
พระเจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 อีกคร้ังหลังจากทรงเจรจาความกับฝร่ังเศสที่ปารีสแล้ว
ความตอนหน่ึงว่า“...เอมเปอเรอทรงรับที่จะช่วยโดยแขงแรง แกรนด์ดุกก็
อุดหนุนรับรองฉันเหมือนกัน บัดน้ีฉันเหนได้แล้วว่า การที่ฉันมานี้ เปนประ
โยชนแ์ กก่ รุงสยามโดยแท้จริง...”
การแสดงออกเป็นรูปธรรมในการให้ความช่วยเหลือของรัสเซียโดย พระ
เจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 อีกประการหนึ่งก็คือ การส่งพระบรมฉายาลักษณ์
ประวัติศาสตร์ของท้ังสองกษัตริย์ ณ พระราชวังปีเตอร์ฮอล์ฟ ไปยังประเทศ
ตา่ งๆ ท่ัวยโุ รปและทส่ี าคญั คือการตพี มิ พ์ลงในหนังสอื พมิ พ์ L’Illustration ของ
ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นท่ีกล่าวถึงในฝร่ังเศสเป็นอย่างมากเป็นการตอกย้าจุดยืนของ
รสั เซยี และมผี ลใหฝ้ ร่งั เศสมที ่าทีทเี่ ปลีย่ นแปลงต่อไทย
การเสด็จประพาสยโุ รปครงั้ ท่ี 2
การเสดจ็ ประพาสยโุ รปคร้ังท่ี 2 น้นั สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าชเสด็จกลับ
แล้ว จึงทรงเป็นผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ โดยประเทศที่ได้เสด็จประพาส
คือ ประเทศอังกฤษ ฝร่ังเศส เดนมาร์ก สวีเดน เบลเยี่ยม อิตาลี ออสเตรเลีย
ฮังการี สเปน เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์และเยอรมัน การเสด็จ
ประพาสของพระองค์ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ไทย
เสด็จประพาสประเทศเยอรมนี
เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จประพาสแบบส่วนพระองค์ของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเม่ือ พ.ศ. 2450 เพ่ือรักษาพระ
วรกายแบบสปาบาบัดตามคาแนะนาของแพทยส์ ว่ นพระองคช์ าวต่างชาตทิ เี่ มอื ง
บาเดนิ -บาเดนิ และบาทฮ็อมบวรค์ ประเทศเยอรมนี
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวได้เสดจ็ พระราชดาเนินออกจาก
พระนครพร้อมด้วยผู้ตามเสด็จเมื่อวันท่ี 27 มีนาคม พ.ศ. 2450 ท่ีท่าราชวรดิฐ
และเสดจ็ ประพาสประเทศในยโุ รปถึง 10 ประเทศ ใชเ้ วลานานถึง 7 เดือน รวม
ท้งั สิ้น 225 วัน ก่อนจะเสด็จนวิ ัติพระนครเมอ่ื วันท่ี 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2450
พระองค์เสด็จประพาสยุโรปครั้งน้ีเพ่ือทรงลงพระนามเป็นสัตยาบันใน
สนธิสัญญาฉบับ พ.ศ. 2450 กับฝรั่งเศสท่ีกรุงปารีสเม่ือวันศุกร์ที่ 21
มิถุนายน พ.ศ. 2450 เพ่ือแลกเปลี่ยนดินแดนจันทบุรีและตราดกับพระ
ตะบอง เสยี มราฐและศรโี สภณ เพราะดนิ แดนทต่ี อ้ งเสยี ใหแ้ กฝ่ รง่ั เศสไปนนั้ เปน็
ดินแดนท่ีพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถ์ิ กษัตริย์กัมพูชาซึ่งทรงอยู่ภายใต้การ
ปกครองของฝร่ังเศสมีพระประสงค์ให้มาข้ึนอยู่กับพระองค์ เน่ืองจากเมือง
ดังกล่าวมีชาวเขมรอาศัยเป็นจานวนมาก และเพื่อทรงติดต่อโรงหล่อซุสแฟร์
เพื่อหล่อพระบรมรูปทรงม้า ต่อจากนั้นได้เสด็จประพาสอังกฤษในการเจรจา
เรื่องการกู้เงินเพื่อก่อสร้างทางรถไฟจากประจวบคีรีขันธ์ไปยังหัวเมืองมลายู
หลังจากน้ันได้เสด็จประพาสเพ่ือเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของชาว ยุโรปและเพ่ือ
ทอดพระเนตรสถานที่สาคัญและศิลปวัฒนธรรม
โรงหลอ่ ซสุ แฟร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้ลงพระนามและประทับ
เพ่ือเป็นแบบให้โรงหลอ่ ซสุ แฟร์ หล่อพระบรมรูปทรงม้า ณ กรุงปารีสแล้ว ได้
เสด็จฯ ไปอังกฤษเพ่ือเจรจากู้เงินเพ่ือก่อสร้างทางรถไฟจากประจวบคีรีขันธ์ไป
ยังหัวเมืองมลายู จากนั้นได้เสด็จประพาสเพ่ือเย่ียมชมความเป็นอยู่ของชาว
ยุโรปและทอดพระเนตรสถานทสี่ าคญั ศลิ ปวฒั นธรรม สถาปตั ยกรรม ตลอดจน
การเกษตรในแต่ละที่ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนา นอกจากน้ีการเสด็จพระ
ราชดาเนินไปยุโรปแต่ละครั้งนน้ั ไดท้ รงส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อ ณ ประเทศ
ยโุ รปด้วยเสมอ เพื่อท่ีจะได้นาความรู้และวิทยาการความก้าวหน้าของประเทศ
เหลา่ น้ันกลับมาชว่ ยกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญทัดเทียมกับนานาประเทศโดย
การสง่ พระราชโอรสไปเรยี นต่อต่างประเทศในแต่ละครั้งนั้น เปรียบเสมือนทรง
นาพาสยามไปเรยี นตอ่ ด้วยนน่ั เอง
สมเดจ็ พระเจ้าลกู เธอ เจ้าฟา้ นภิ านภดล กรมขนุ อทู่ องเขตขตั ตยิ นารี
ตลอด 225 วนั พระองคไ์ ด้ทรงมีพระราชหตั ถเลขาถึงสมเดจ็ พระเจา้ ลูกเธอ
เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอทู่ องเขตขัตตยิ นารี พระราชธดิ าซ่งึ ทรงทาหนา้ ทเ่ี ป็น
ราชเลขา นุการิณีจานวนทั้งสิ้น 43 ฉบับซึ่งต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้นาพระราชหัตถเลขาท้ังหมดไปตีพิมพ์โดยโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ช่ือ
ว่า ไกลบา้ น
ทาไมพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวจงึ ตอ้ งเสดจ็ ประพาสยุโรป
การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้ง
สองคร้ังน้ัน เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายในการรักษาเอกราชของชาติ
เพราะในขณะนัน้ บ้านเมืองกาลังตกอยูใ่ นภาวะคบั ขันอันเน่ืองมาจากแรงกดดัน
ของอทิ ธพิ ลลทั ธจิ ักรวรรดินยิ มตะวันตกโดยเฉพาะองั กฤษกับฝร่ังเศส การเสด็จ
ฯ คร้ังนี้ยังมีวัตถุประสงค์สาคัญเพ่ือเผยแพร่ความเป็นไทยให้นานาประเทศได้
รูจ้ ัก เจรญิ สมั พันธไมตรีกับประเทศตา่ งๆ ในภาคพื้นยุโรป ในฐานะพระประมุข
ของประเทศที่มีสถานะเท่าเทียมกันอันเป็นหนทางไปสู่การเจรจาแก้ไข
สนธสิ ัญญา และข้อตกลงตา่ งๆ อยา่ งมคี วามเสมอภาค ไมถ่ ูกดูหม่ินวา่ ชาวสยาม
เป็นชนชาติท่ีล้าหลังดังข้ออ้างในการเข้ายึดครองอาณานิคมของประเทศ
มหาอานาจต่างๆ ซง่ึ เป็นปจั จัยสาคัญในการท่จี ะชว่ ยรักษาเอกราชของชาตไิ วไ้ ด้
เรอื พระทน่ี งั่ มหาจกั รี
วถิ ที างการเสดจ็ ประพาสยโุ รป
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2440 น้ัน รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ
จากท่าราชวรดิษฐ์ โดยเรือพระท่ีนั่งมหาจักรี (ลาท่ี 1) ซึ่งได้มีการเปลี่ยนเรือ
พระที่นั่งเป็นการช่ัวคราวอยู่บ้าง เนื่องจากเรือพระที่น่ังมหาจักรีซึ่งเสียและส่ง
ซ่อมอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ดังความปรากฏในพระราชโทรเลข จากเมืองปีเตอร์
ฮอฟ ลงวันท่ี 11 กรกฎาคม ร.ศ. 116 ว่า สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 ได้
พระราชทานเรือยอชต์พระท่ีนั่งในพระองค์ชื่อ โกลด์ตา (ดาวทอง) ให้ทรงใช้
เป็นเรือพระท่ีนั่ง เสด็จฯ ไปเมืองสตอกโฮล์ม เป็นการเสด็จฯอย่างเป็นทางการ
นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พระองค์แรกท่ีเสด็จ
ประพาสยโุ รป ซงึ่ ในการเสด็จประพาสยโุ รปในรอบแรกนี้พระองค์ไดท้ รงมี พระ
ราชหัตถเลขาถงึ สมเดจ็ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชนิ นี าถ (พระยศ
ในขณะนนั้ ) ผูส้ าเรจ็ ราชการแทนพระองค์อีกดว้ ย
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450 เสด็จฯ โดยเรือพระที่น่ัง
มหาจักรี (ลาท่ี 1) และไปเปล่ียนเรือพระท่ีนั่งเป็นเรือนอทเยอรมันลอยด์
ช่ือ “ซักเซน” ท่ีปีนัง เพ่ือเสด็จฯ ต่อไปยุโรป และได้มีการเปลี่ยนเรือพระท่ีน่ัง
ชื่อ “พม่า” ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ด้วย ในการเสด็จประพาสยุโรปคร้ังท่ี 2 น้ี
พระองค์ได้ทรงมี พระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้านิภา
นภดล วิมลประภาวดี (พระยศในขณะน้ัน) ราชเลขานกุ าริณีในพระองค์ อันเป็น
ตน้ กาเนิดของพระราชนิพนธเ์ รื่องไกลบา้ นอีกดว้ ย
เสดจ็ ประพาสตน้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ทรงมพี ระราชประสงค์จะเสด็จ
ประพาสหัวเมืองใหญ่ ในพระราชอาณาเขต เพ่อื สาราญพระราชอิริยาบถ ทั้งยงั
เป็นส่ิงที่ทาให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน ในการสอดส่อง
ทุกข์สุขของราษฎรโดยมิได้มีหมายกาหนดการ บางคราวทรงปลอมแปลง
พระองค์เป็นสามัญชนเข้าไปปะปนกับราษฎร เพื่อท่ีจะได้ประจักษ์ในความ
เป็นอยู่ของราษฎรของพระองคอ์ ย่างใกลช้ ดิ ทาให้พระองค์ได้พบความจรงิ ต่างๆ
และทรงนาไปแก้ไขในทุกๆ เรื่อง เพ่ือประโยชน์สุขแห่งราษฎรสยาม พระองค์
จะไม่ทรงโปรดฯ ให้มีการจัดรับเสด็จเป็นทางการ แต่ทรงโปรดฯ ให้จัดการที่
เสด็จให้เป็นไปโดยง่ายเพื่อสาราญพระราชอิริยาบถอย่างสามัญ โดยมิให้มีท้อง
ตรา ส่ังหัวเมืองให้จัดทาท่ีประทับแรม ณ ท่ีใดๆ สุดแต่จะพอพระราชหฤทัย
บางคราก็ทรงเรือเล็ก หรือเสด็จโดยสาร รถไฟไปไม่ให้ใครรู้จัก เรียกกันว่า
“เสด็จประพาสต้น”
เหตุท่ีเรียกเสด็จประพาสต้นนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ- กรมพระยา
ดารงราชานุภาพทรงอธิบายวา่ เกดิ แต่เมอ่ื คร้งั เสด็จคราวแรก เพราะมีพระราช
ประสงค์มิให้ใครได้รู้ ว่าเสด็จไปทรงเรือมาดเก๋ง 4 แจวลาหนึ่ง เรือน้ันไม่พอ
บรรทุกเคร่อื งครัว จงึ ทรงซอ้ื เรอื มาดประทนุ 4 แจว ที่แม่นา้ อ้อม ทแ่ี ขวงราชบรุ ี
และโปรดฯ ให้เจ้าหมนื่ เสมอใจราช (อน้ ) เปน็ ผคู้ ุมเครื่องครัว ทรงพระราชดารสั
เรือลานี้ว่า “เรือตาอ้น” เรียกเร็วๆ เสียงจะกลายเป็น “เรือต้น” เหมือนบทเห่
ซงึ่ กลา่ ววา่ “พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือตน้ งามเฉิดฉาย” ซงึ่ ฟังดไู พเราะ แต่
เรอื ประทุนลานนั้ ใช้การไดอ้ ยู่ไม่มาก จึงเปลย่ี นมาเป็นเรอื มาด 4 แจว กับอีกลา
หนึ่ง และโปรดฯ ให้เอาเรือต้นมาใช้เพ่ือเป็นเรือพระที่นั่ง โดยมีพระราช
ประสงค์จะมใิ ห้ผู้ใดทราบว่า เสด็จไปเป็นสาคญั และเรียกการประพาสเช่นนี้ว่า
“ประพาสต้น” ซง่ึ พระองค์ได้เสด็จ 3 ครง้ั
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั เสดจ็ ประพาสมณฑลราชบรุ ี
การเสด็จประพาส ครั้งที่ 1 การเสด็จประพาสต้นเม่ือ พ.ศ. 2447 เสด็จ
สมุทรสาคร ดาเนินสะดวก สมุทรสงคราม, มณฑลราชบุรี ,เพชรบุรี ฯลฯ
รายการเสด็จประพาสต้นครั้งน้ี ได้รับการบันทึกไว้เป็นงานพระราชนิพนธ์ใน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ- กรมพระยาดารงราชานุภาพ เป็นจดหมายเหตุ 8
ฉบับ เพื่อบันทึกรายละเอียดในการเสด็จประพาสต้น โดยใช้พระนามแฝงว่า
นายทรงอานุภาพหมุ้ แพร มหาดเล็กทไ่ี ด้ตามเสด็จ เขยี นเล่าเรื่องประพาสต้นไว้
โดยพิสดาร มีถึงมิตรคนหนึ่งชื่อ นายประดิษฐ์ หรือ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระ
ยา- นรศิ รานุวตั ิติวงศ์
เหตทุ ี่เสด็จประพาสต้นในคราว พ.ศ.2447 น้นั กล่าวว่าเปน็ เพราะ เม่อื ครั้ง
กอ่ นท่ี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จมาบางปะอินไม่ใคร่
จะทรงสบาย ทรงมีพระราชกังวล และ พระราชกิจมาก หาเวลาพักไม่ใคร่ได้
และบรรทมไม่หลับ เสวยไม่ได้ ทั้งสองประการนี้ หมอลงความเห็นว่า จะต้อง
เสด็จประพาสเท่ียวไปให้พ้นจากพระราชกิจ กอปรกับเจ้านายผู้ใหญ่ท่ีมาตาม
เสด็จพร้อมกันกราบบังคมทูล ขอให้ทรงระงับพระราชธุระ และเสด็จประพาส
ตามคาแนะนาของหมอพระองค์ทรงพระราชดาริเห็นชอบด้วย จึงเสด็จไป
ประพาสลานา้ ด้วยกระบวนเรอื ปคิ นกิ พ่วงเรือไฟไปจากบางปะอิน แล้วแต่พระ
ราชหฤทัยจะเสด็จทใี่ ด ไดต้ ามพระราชประสงค์ และใหก้ ารเสด็จไปอยา่ งเงยี บๆ
คณะเดินทางท่ีตามเสด็จในคร้ังน้ีที่ระบุในจดหมาย มีทั้งพระบรมวงศานุวงศ์
เจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์ และข้าราชบริพารท่ีรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท
หลายคน ด้วยกัน อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
สมด็จ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ เจ้าฟ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต
บุนนาค) สมเด็จพระเจา้ ลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมพระสมมตอมรพันธ์
พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้า
ฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิจ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ กรมหลวงสรรพ
สาตรศภุ กิจ
การเสด็จประพาส ครัง้ ท่ี 2 การเสด็จประพาสตน้ เมอ่ื พ.ศ. 2449 ระหวา่ ง
วนั ท่ี 27 กรกฎาคม ถึง 29 สงิ หาคม 2449 โดยเสด็จออกจากสวนดสุ ติ ลงเรือที่
ตาหนักแพวังหน้า โดยเสด็จผ่านเมืองนครสวรรค์ ซึ่งในการเสด็จครั้งนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงมี พระราชดารัสให้สมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี (สมเด็จหญิง
น้อย) ให้ทรงบันทึกการเสด็จของพระองค์ ซึ่งในขณะสมเด็จหญิงน้อยยังทรง
ดารงตาแหน่งราชเลขาธิการฝ่ายใน การเสด็จประพาสต้น คร้ังที่ 2 นี้ พระวิ
มาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ พระชนนี ทรงพระปรารภใคร่จะจัดพิมพ์เป็น
หนังสอื ประทานตอบแทนผู้ถวายรดน้าสงกรานต์ จึงตรัสปรกึ ษาให้ สมเด็จพระ
เจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี (สมเด็จหญิงน้อย)
พระธิดา จึงได้ทรงเก็บรวบรวมและพบสาเนาจดหมายเสด็จ ประพาสต้นครั้งที่
สอง ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ถึง 7 ปีแล้ว จึง
ประทานสาเนา มายังหอพระสมุดวชิรญาณ สาหรับพระนครในการเสด็จ
ประพาสหัวเมืองภายในพระราชอาณาจักร
การเสด็จประพาสครั้งที่ 3 พ.ศ.2451 เสด็จโดยทางรถไฟจนถึงเมือง
นครสวรรค์ แล้วทรงเรือพระท่ีนั่งล่องน้าลงมาเข้าปากน้ามะขามเฒ่า ประพาส
ทางลานา้ เมืองสุพรรณบุรี
ในการเสด็จประพาสต้น นอกจากนี้ยังได้ทรงเห็นการปกครองของ
เจ้าหน้าท่ีที่ทรงแต่งต้ังให้ออกไปปกครองต่างพระเนตรพระกรรณว่า ได้กดข่ี
ราษฎรเดือดร้อนหรือไม่อย่างไร หรือปกครองได้เรียบร้อยดีสมดังที่ไว้วางพระ
ราชหฤทัยเพียงใด เม่ือเจ้าหน้าที่ ผู้ใดประพฤติมิชอบก็ทรงติเตียนลงโทษ หรือ
ทรงปรับแนะและเปล่ียนแปลงใหม่ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งหลาย
เครง่ ครัดซอื่ ตรงต่อการงานย่ิงขึน้ ตลอดจนเม่อื ทรงเห็นราษฎรเจบ็ ปว่ ย ไมไ่ ดร้ บั
การเยียวยารักษาตามอันควร ก็เป็นเหตุให้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้
นายแพทย์คิดประกอบและจัดทาโอสถสภา รวมทั้งมอบให้เป็นธุระ ของ
เจา้ หน้าที่ท่ีจะให้ประโยชนแ์ ก่พสกนิกรของพระองคอ์ ย่างทั่วถึงกัน
เสด็จประพาสเมอื งจนั ทบรุ ี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ได้เสด็จประพาสเมอื งจนั ทบรุ ถี งึ
12 คร้ัง ดังปรากฏในจดหมายเหตุสมเด็จประพาสหัวเมืองตะวันออก และทรง
พอพระราชหฤทัยในธรรมชาติท่ีน้าตกพลิ้วเป็นอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้
สร้างอนุสรณ์เป็นเจดีย์ทรงลังกาไว้เมื่อปี พ.ศ.2419 พระราชทานนามว่า
อลงกรณ์เจดีย์ และในปี พ.ศ. 2424 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึก
ความรักแด่พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ซ่ึงเคยเสด็จ
ประพาสต้น ณ ท่ีน้ี เม่ือ พ.ศ. 2417 สร้างเป็นพีระมิดใกล้กับอลงกรณ์เจดีย์
ภายในพรี ะมิดนไี้ ดบ้ รรจุพรองั คารของสมเด็จพระนางเจา้ พระองคน์ ด้ี ว้ ยจนั ทบรุ ี
เป็นเมืองสาคัญทางชายฝ่ังตะวันออกของประเทศไทยมาหลายยุคหลายสมัย
ต้ังแต่สมัยปลายอยุธยา พระเจ้าตากสินก็ทรงเลือกเมืองจันทบุรีเป็นฐานที่ม่ัน
หลักในการสะสมไพร่พลเพอื่ กกู้ รงุ คนื คร้ันมาถงึ สมยั รัตนโกสนิ ทร์ เมืองจันทบุรี
กป็ รากฏความสาคัญอีกคร้ังหนง่ึ ในคราวถูกยดึ ตกเป็นของนักล่าอาณานิคมชาว
ฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112เมื่อจันทบุรีกลับคืนสู่สยาม พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 เสด็จพระราชดาเนินเยือนเมืองจันทบุรี
เม่อื พ.ศ. 2450 ทรงมพี ระราชดารัสตอบแด่ชาวเมืองในคราวน้ัน ซ่ึงสะท้อนถึง
ความสาคัญของเมืองจันทบุรีต่อประเทศชาติและต่อพระองค์เอง ซ่ึงเป็นเมือง
อัน “เป็นท่ีรัก” ของรัชกาลท่ี 5 ดังความว่าพระราชดารัสตอบประชาชนเมือง
จันทบุรี ในการท่ีเสด็จพระราชดาเนินเยี่ยมเมืองจันทบุรี เมื่อวันที่ 15
พฤศจกิ ายน รัตนโกสินทรศก 126 (พ.ศ. 2450) ดกู รประชาชนอนั เป็นทร่ี กั ของ
เรา ถ้อยคาอันไพเราะซ่ึงได้กล่าวต้อนรับแลอานวยพร อันเจ้าทั้งหลายได้ให้
ฉันทะมากล่าวเฉพาะหน้าเราเวลานี้ เป็นที่พอใจแลจับใจเป็นอันมากเมือง
จันทบุรีน้ีแต่เดิมมาย่อมเป็นท่ีเราไปมาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นนิตย์ ได้รู้สึกว่าเป็น
เมืองหน่ึงซง่ึ อาจจะบาบัดโรค แลให้ความสาราญใจสาราญกาย เพราะได้มาอยู่
ในท่ีนี้เป็นหลายคราว จึงเป็นที่รัก มุ่งหมายจะบารุงให้มีความจาเริญย่ิงข้ึน
ความคุน้ เคยตอ่ ประชาชนในทนี่ ้ยี อ่ มมีเป็นอนั มากดุจเจ้าท้ังหลายระลกึ ได้ ถึงวา่
เราต้องห่างเหินไป ไม่ได้มาเย่ียมเมืองนี้ถึง 14-15 ปีด้วยความจาเป็น แต่มิได้
ละเลยความผูกพันในใจท่ีจะบารุงเมืองนี้ให้อยู่เย็นเป็นสุข แลมีใจระลึกถึง
ประชาชนท้ังหลายอันเป็นที่รักท่ีคุ้นเคยกัน แลได้ฟังข่าวสุขทุกข์ของเจ้า
ทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์เม่ือเป็นโอกาสซ่ึงจะได้มายังเมืองนี้ในคร้ังแรก ซ่ึงได้เลิก
ล้างไปช้านาน จึงมีความยินดีตักเตือนใจอยู่เสมอที่จะใคร่เห็นภูมิประเทศแล
ราษฎรอันเป็นทรี่ กั ของเรา ผลแห่งความม่งุ หมายอนั แรงกลา้ น้ี ได้สาเรจ็ เป็นอัน
ดี เป็นเหตุให้เกิดความช่ืนชมโสมนัสในใจว่า บ้านเมืองมิได้เส่ือมทรามไป มี
ความสุขสมบูรณ์อยู่ สมดังความปรารถนา ทั้งได้เห็นหน้าพวกเจ้าท้ังหลายเบิก
บานแสดงความชื่นชมยินดี ส่อให้เห็นความจงรักภักดีมิได้เส่ือมคลาย สมกับคา
ที่กล่าวว่า มีมิตรจิตแลมิตรใจในระหว่างตัวเราแลเจ้าท้ังหลาย ความรู้สึกอันนี้
ย่อมมแี ต่ความช่นื ชมยินดีทวีข้ึนบัดนี้เมืองจันทบุรีได้เป็นเมืองใหญ่ในมณฑลฝั่ง
ทะเลตะวนั ออก ซึ่งรัฐบาลของเราไดค้ ิดจะบารุงให้เจรญิ ดีย่งิ ขึ้น เราขอเตือนเจา้
ทั้งหลายให้ต้ังหน้าทามาหากินแลประพฤติตนให้สมควรแก่ความชอบธรรมซึ่ง
ควรประพฤติ แลขอใหม้ ีความไวว้ างใจในตัวเราวา่ จะเปน็ ผชู้ ืน่ ชมยินดใี นเวลาท่ี
เจ้ามีความสุขสมบูรณ์มั่งคั่ง แลจะเป็นผู้เดือดร้อนกระวนกระวายในเวลาท่ีเจ้า
ทั้งหลายต้องภัยได้ทุกข์โดยอันใช่เหตุ ในเวลานี้เราขอแสดงความไว้วางใจ ว่า
ขา้ ราชการทง้ั หลายคงจะได้ทาหนา้ ทีเ่ พือ่ จะทานุบารุงให้เจา้ ท้ังหลายมีความสุข
สมดังความปรารถนาของเรา ขออานวยพรให้เจ้าท้ังหลายได้รับความเจริญสุข
สวัสดทิ์ ามาค้าขายได้ผลเป็นสุขสมบูรณ์ทั่วกนั ทกุ คน เทอญ.
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เสด็จประพาสจนั ทบรุ ี 12 ครง้ั
น้าตกพลิว้ จันทบรุ ี
ครัง้ ที่ 1 พ.ศ. 2416 เสดจ็ น้าตกพล้ิวพรอ้ มด้วยสมเดจ็ พระนางเจ้าสนุ นั ทา
กมุ ารรี ัตน์
ปอ้ มไพรพี นิ าศ จนั ทบุรี
ครงั้ ที่ 2 พ.ศ. 2419
เสดจ็ ฯ ทอดพระเนตรปอ้ มไพรพี ินาศและพระเจดยี ท์ ่ีแหลมสงิ ห์
เสดจ็ ฯ เขาพลอยแหวน และบา้ นบางกะจะ
เสดจ็ ฯ น้าตกคลองพลว้ิ และมพี ระราชดาริจะสรา้ งพระเจดยี ์
“อลงั กรณเจดยี ”์
เสดจ็ ฯ น้าตกคลองนารายณ์ เขาสระบาป
เสดจ็ ฯ ตวั เมืองจันทบุรี
ครงั้ ท่ี 3 พ.ศ. 2423
เสดจ็ ฯ ปากอา่ วเมอื งจนั ทบรุ ี
ครง้ั ที่ 4 พ.ศ. 2424
เสดจ็ ฯ ผา่ นนา่ นนา้ ของเมืองจันทบรุ เี พอื่ ไปเมอื งตราดแตไ่ มไ่ ดท้ รง
แวะ
แหลมสิงห์ จนั ทบรุ ี
ครง้ั ท่ี 5 พ.ศ. 2425
เสดจ็ ฯ แหลมสงิ ห์ และขน้ึ เทย่ี วเมอื งเก่า
ครงั้ ที่ 6 พ.ศ. 2426
เสดจ็ ฯ บา้ นแหลมทองหลาง และบา้ นทงุ่ ยายมนั ครงั้ ท่ี 1เสดจ็ ฯ
เมอื งขลงุ และเกาะจิก
เสดจ็ ฯ ปากอา่ วเมอื งจันทบรุ ี และบา้ นทงุ่ ยายมัน ครง้ั ที่ 2
ปริ ามิดสมเด็จพระนางเจ้าสนุ นั ทากมุ ารีรตั น์
โรงทหารฝรง่ั เศสทแ่ี หลมสงิ ห์ (ตกึ แดง)
ครง้ั ที่ 7 พ.ศ. 2427
เสดจ็ ฯ ทอดพระเนตรโรงทหารทแี่ หลมสงิ ห์และเขาแหลมสงิ ห์ เสดจ็ ฯ
เขาชำห้าน
เสดจ็ ฯ นา้ ตกพลว้ิ ขน้ึ ทที่ ่าวดั ทา่ เรือคลองยายดา ทอดพระเนตร “สนุ นั
ทา นสุ าวรยี ”์ และ พระเจดยี ท์ ี่ เคยพระราชดารใิ หส้ รา้ ง พระราชทานนาม
ใหม่วา่ “จุลศิรจมุ พฏเจดยี ”์
เสดจ็ ฯ เมอื งใหม่ ตลาดบางกะจะและศรพี ระยา
ครงั้ ท่ี 8 พ.ศ. 2430
เสดจ็ ฯ พระราชทานผา้ พระกฐนิ วดั ชาห้าน และวัดปากน้าเสดจ็ ฯ แหลม
สงิ ห์
ครง้ั ท่ี 9 พ.ศ. 2432
เสดจ็ ฯ บา้ นหวั ลาแพน เมอื งเกา่ จันทบรุ ี บา้ นลมุ่ และแหลมสงิ ห์
เสดจ็ ฯ คลองยายดา นา้ ตกพลวิ้ ทอดพระเนตรปริ ามิด และพระเจดยี ศ์ ิลา แลง
“จลุ ศริ จุมภฏเจดยี เ์ สดจ็ ฯ ขนึ้ ตน้ น้า จารกึ อักษรพระนาม .ป.ร. 95, 103, 108
ครงั้ ที่ 10 พ.ศ. 2443
เสดจ็ ฯ ผ่านนา่ นนา้ ของเมอื งจนั ทบรุ เี พอื่ ไปเมอื งตราดแตไ่ มไ่ ดท้ รงแวะ
เนอื่ งจากขณะนนั้ เมอื งจนั ทบุรี ตกเปน็ ของฝรง่ั เศส
ครงั้ ที่ 11 พ.ศ. 2444
เสดจ็ ฯ ผ่านนา่ นนา้ ของเมอื งจันทบรุ เี พอื่ ไปเมอื งตราดแตไ่ มไ่ ดท้ รงแวะ
เน่อื งจากขณะนน้ั เมอื งจนั ทบุรตี กเปน็ ของฝรงั่ เศส
ครงั้ ท่ี 12 พ.ศ. 2450
เสดจ็ ฯ แหลมสงิ ห์
เสดจ็ ฯ ตวั เมอื งจันทบุรี และทวี่ า่ การมณฑล พระราชทานพระแสงสาหรบั
เมอื ง เสดจ็ ฯ บา้ นแหลมประดู่
จากการเสด็จเมืองจันทบุรีท้ัง 12 คราวของพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวนี้สามารถจาแนกได้เป็นการเสด็จที่ทรงแวะเมืองจันทบุรี
9 ครั้ง กับการเสด็จที่มิได้ทรงแวะเมืองจันทบุรี 3 คร้ัง และในส่วนที่ทรงแวะ
เมืองจันทบุรี 9 คร้ังนั้น ได้เสด็จประพาสตัวเมืองเพียง 2 คร้ัง โดยมากมัก
เสด็จที่ปากน้าแหลมสิงห์เน่ืองด้วยการเสด็จในทุกครั้งเป็นการเสด็จพระราช
ดาเนินทางชลมารค การแวะท่ีปากน้าแหลมสิงห์ถือว่าใกล้กับทางเสด็จซึ่ง
สะดวกต่อการแวะเย่ียมเยียนราษฎร การเสด็จประพาสเมืองจันทบุรีทั้งที่เป็น
พระราชนิพนธ์ และที่โปรดเกล้าฯให้บันทึกว่า เอกสารเหล่านี้ได้บันทึกชีวิต
ความเป็นอยู่ อาชีพ เศรษฐกิจ กลุ่มชาติพันธุ์ สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์
โบราณคดี รวมถงึ ข้อมูลทางคตชิ นวทิ ยา ไว้อย่างละเอียด สะทอ้ นให้เห็นถึงการ
เข้าใจ “รฐั ” ในปกครองของพระองค์อยา่ งถ่องแท้
เสด็จประพาสปัตตานี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเป็นทางการและส่วน
พระองค์ ทรงเสด็จท่ัวประเทศถึง 44 จังหวัด อาทิเสด็จประพาสสารวจลาน้า
มะขามเฒ่า สมณฑลอยุธยา ชายฝ่ังทะเลตะวันออก ไทรโยค แหลมมาลายู
มณฑลฝา่ ยเหนอื มณฑลราชบุรีมณฑลปราจนี จันทบรุ ี ตราด ปัตตานี และมีวัด
ทีพ่ ระองค์เสด็จพระราชดาเนนิ มากถึง 171 แห่ง