พระบรมรปู ทรงมา้
การสรา้ ง "พระบรมรูปทรงมา้ ” นั้น สบื เน่อื งมาจาก 2 กรณี คือ เวลานั้น
พระองค์ทรงคิดแผนผังสนามขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมถนนราชดาเนินท่ีสร้างเสร็จ
แล้วกับพระท่ีน่ังอนันตสมาคมท่ีกาลังสร้าง อีกกรณีคือ สร้างเนื่องในโอกาส
เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ 40 ปี วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ตรงกับวันพระ
ราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ซ่ึงพระองค์จะทรงครองราชย์ยืนนานย่ิงกว่า
พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยในขณะนั้น จึงควรจะมีการ
สมโภชเป็นงานใหญ่ และได้ดารัสสั่งให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สาเร็จราชการ
รักษาพระนคร เป็นประธานในการจัดงานสมโภช เน่ืองจากพระองค์ยังทรงอยู่
ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป พระบรมรูปทรงม้า สร้างข้ึนโดยนาแบบอย่าง
มาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ท่ี 14 แห่งฝร่ังเศส ที่กรุงปารีส (มีข้อมูล
อืน่ แย้งว่าพระบรมรูปทรงมา้ นา่ จะได้แบบอยา่ งจากพระบรมรูปทรงม้าของพระ
เจ้าอัลฟอนโซที่ 12 แห่งสเปนได้หล่อข้ึนเม่ือปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ซ่ึง
ปัจจุบันพระบรมรูปทรงม้าดังกล่าวต้ังอยู่ในสวนสาธารณะบวนเรตีโร (Buen
Retiro) ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน)
พระบรมรูปทรงม้าราคาสร้างพระบรมรูปราว 200,000 บาท สร้างโดย
นายช่างชาวฝร่ังเศส บริษัท ซุซ แฟรส์ ฟองเดอร์ (Susse Frères Fondeur) ใน
โอกาสท่ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปคร้ังท่ี 2
เม่ือ พ.ศ. 2450 พระองค์เสด็จประทับ ให้ช่างป้ันช่ือ จอร์จ เซาโล (Georges
Saulo) ป้ัน เมื่อวนั ที่ 22 สงิ หาคม 2450 หล่อด้วยโลหะชนิดทองสัมฤทธ์ินามา
ติดกบั ทองสัมฤทธิ์เหมอื นกนั หนาประมาณ 25 เซนติเมตร ซ่ึงพระรูปมีขนาดโต
เท่าพระองค์จริง เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง พระบรมรูปสาเร็จ
เรียบร้อยส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เม่ือ วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2451 อันเป็น
เวลาพอดีกับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรม
รูปทรงม้าข้ึนประดิษฐานบนแท่นรองหน้าพระราชวังดุสิต และได้ประดิษฐาน
บนแทน่ หนิ ออ่ น สูงประมาณ 6 เมตร กว้าง 2 เมตรครึง่ ยาว 5 เมตร ประการ
สาคัญพระบรมรูปทรงม้าสร้างขึ้นด้วยเงินท่ีประชาชนได้เรี่ยไรสมทบทุน ตาม
ปรกติอนุสาวรีย์ของบุคคลนั้น มักจะสร้างภายหลังที่บุคคลน้ันส้ินชีวิตไปแล้ว
ยกเว้นพระบรมรูปทรงม้าแห่งเดยี วเท่านั้น อีกท้ังยงั ไดเ้ สด็จพระราชดาเนินเป็น
ประธานเปิดพระบรมรูปด้วยพระองค์เอง รัชกาลท่ี 6 โปรดให้นาจานวนเงินที่
เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลท่ี 5 ใช้เป็นทุนสาหรับก่อต้ัง
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั แห่งแรกของประเทศ เพื่อเป็นการเฉลิม
พระเกยี รตริ ชั กาลที่ 5
พระราชสมญั ญานามสมเดจ็ พระปยิ มหาราช
การเร่ิมทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” ต่อท้ายพระนาม
พระมหากษัตริย์น้ันสันนิษฐานว่าเร่ิมมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ประมาณ
รัชกาลท่ี 5 เนื่องจากเป็นสมัยท่ีเริ่มมีการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของชาติ
และบรรพบุรุษมากข้ึน ทาให้ประจักษ์ถึงวีรกรรมและพระราชอัจฉริยภาพของ
พระมหากษัตริย์ในสมัยน้ันๆ จึงได้มีการยกย่องพระมหากษัตริย์บางพระองค์ท่ี
ทรงมพี ระเกยี รตคิ ณุ เดน่ กวา่ พระองค์อนื่ ขึ้นเปน็ “มหาราช”
สาหรบั “สมเด็จพระปยิ มหาราช” เป็นพระราชสมัญญาที่เกิดข้ึนเป็นครั้ง
แรก เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว) ทรงเป็นประธานจัดงานสมโภช โดยทรงเชญิ ชวนพระ
บรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์
คือ พระบรมรูปทรงม้า ซ่ึงประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่น่ังอนันตสมาคม
กรุงเทพมหานคร ที่ฐานของพระบรมรูปทรงม้านี้ มีแผ่นโลหะจารึกข้อความ
เทดิ พระเกยี รติ พรอ้ มทง้ั ทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้า
หลวงปยิ มหาราช”
พระปิยมหาราช มีความหมายว่า “มหาราชผู้ทรงเป็นที่รักย่ิง” เป็นพระ
นามพิเศษที่พสกนิกรตั้งถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระ
นามพิเศษน้ีจารึกไว้ท่ีฐานพระบรมรูปทรงม้า ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ไทย
พระองค์ใดเคยมีมาก่อน ถือเป็นพระเกียรติสูงสุดท่ีพสกนิกรถวาย
พระมหากษตั รยิ ์ผ้ทู รงเปน็ ท่รี ักมีปรากฏในคมั ภรี ์อรรถกถาของพระพุทธศาสนา
ดว้ ยกัน 2 พระองค์ คอื “ปิยทสั สี” เป็นพระนามหนง่ึ ของพระเจา้ อโศกมหาราช
มีความหมายว่า “ผู้เป็นที่รักใคร่ของเทพยดา” เนือ่ งจากพระองค์ทรงเป็นธรรม
ราชา อุปถัมภ์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาตลอดรัชสมัย พระมหากษัตริย์อีก
พระองค์ คือ “เทวานัมปิยะดิส” พระมหากษัตริย์แห่งศรีลังกาท่ีน้อมรับ
พระพุทธศาสนาจากอินเดียมายังศรีลังกา พระนามน้ีมีความหมายว่า “พระ
เจ้าดิสผู้เป็นท่ีรักของเทพยดา” จากนั้นก็ไม่มีหลักฐานใดปรากฏพระนามของ
พระมหากษัตริย์ท่ีมีความหมายว่าเป็นท่ีรักอีกเลยจนกระท่ังรัชกาลท่ี 5 เสด็จ
สวรรค์แล้วพสกนิกรถวายพระนามน้ีแด่พระองค์ ด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวมหาราช รชั กาลท่ี 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทที่ รงสรา้ ง
คุณูปการ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ประเทศชาติมีความเท่าเทียบกับนานา
อารยประเทศ พสกนิกรจงึ พร้อมใจยกยอ่ งพระองค์เป็นมหาราชผู้เป็นท่รี ัก
คาจารกึ ทป่ี ระดษิ ฐานใตพ้ ระบรมรปู ทรงมา้
ทมี่ าของคาสมเดจ็ พระปยิ มหาราช
ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 หน้า 944-945 วันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ.
127 หรือ พ.ศ. 2451 มกี ารบนั ทกึ โดยนา “คาจาฤกท่ีประดิษฐานพระบรมรปู ”
ซึ่งกล่าวถึงพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” เป็นพระราชสมัญญาที่
ได้รับการถวาย โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ เป็นผู้ทรงคิดถวาย
ซ่ึงปรากฏอยู่บนจารึกใต้ฐานของพระบรมรูปทรงม้า (พ.ศ. 2451) พระนามน้ี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 ได้ทรงเขียนชมเชย สม
เด็จฯ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ ท่ไี ดค้ ดิ พระนามนี้ถวาย จากพระปาฐกถาใน
สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงแสดงที่สถานีวิทยุพญาไท ค่าวันที่
22 ต.ค. 2475 เนื่องในงานถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าประจาปี ซ่ึงคัดจาก
“ชุมนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ’” ท่ีตีพิมพ์พระ
ปาฐกถานี้ บอกกล่าวท่ีมาเรื่องพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” ไว้
ชัดเจน “...และเงนิ สมโภชทเ่ี หลอื จากการสรา้ งพระบรมรปู นั้น พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ใช้เป็นทุนต้ังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉลิม
พระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันน้ี เนื่อง
ต่อการถวายพระบรมรูปทรงม้าดังได้กล่าวก็ยังมีข้อสาคัญอีกอย่างหน่ึง ซ่ึงได้
ถวายพระนามพเิ ศษวา่ ‘พระปยิ มหาราช’ แด่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว ดัง
จารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูป การท่ีถวายพระนามพิเศษนั้นอนุโลมตามประเพณี
โบราณ อันถือว่าเป็นพระเกียรติยศสูงสุดซ่ึงพสกนิกรจะพึงถวายได้ เม่ือถวาย
พระบรมรูปทรงม้า ครั้งน้ันปรึกษากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้มีพระเดชพระคุณแก่ประเทศสยามถึงชั้นพระมหากษัตริย์ ซ่ึงยก
ย่องที่พงศาวดารวา่ เป็นพระเจ้ามหาราชของประเทศ และการทีพ่ สกนิกรพร้อม
ใจกันเฉลมิ พระเกียรติ ดว้ ยความรักเหน็ ปานนั้นก็ไมเ่ คยมีมาในปางกอ่ น สมควร
จะถวายพระนามพิเศษ จึงพร้อมกันถวายพระนาม “ปยิ มหาราช” เป็นพระนาม
พิเศษ พระบรมรูปทรงม้ากับพระนามปิยมหาราชจึงเป็นอนุสรณ์สาคัญ ซ่ึง
เตือนใจให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว และทีช่ าวพระนครพากนั ถวายสักการบูชาทุกปีมิได้ขาด...”
“พระพทุ ธเจ้าหลวง” พระนามนี้มที มี่ าอยา่ งไร
พระพุทธเจ้าหลวง เป็นสมญนามที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ที่สวรรคตแล้ว
ดังในสมยั พระเจ้าปราสาทองแห่งกรุงศรีอยุธยาก็เรียกว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้า
หลวงปราสาททอง” ตอ่ มานากลบั มาใชใ้ นครง้ั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวสวรรคตอีกครงั้
ลาดบั เหตกุ ารณส์ าคญั ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พ.ศ. 2396
20 กนั ยายน พระราชสมภพ พระนามเดมิ เจา้ ฟา้ จุฬาลงกรณ์
พ.ศ. 2404
เจา้ ฟา้ จฬุ าลงกรณ์ ทรงได้รบั การสถาปนาเปน็ กรมหมนื่ พฆิ เนศวรสรุ
สงั กาศ
พ.ศ. 2409
ทรงผนวชเปน็ สามเณร
พ.ศ. 2410
กรมหมืน่ พฆิ เนศวรสรุ สงั กาศ ทรงได้รบั การสถาปนาเปน็ กรมขนุ พนิ ติ
ประชานาถ
พ.ศ. 2411
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต 11 พฤศจิกายน
บรรดาเชือ้ พระวงศแ์ ละขุนนางอัญเชิญ กรมขุนพิชิตประชานาถ ขึ้นครองราชย์
สมบัติเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เฉลิมพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ ท่ีประชุมจึงให้
เจา้ พระยาศรีสุรยิ วงศเ์ ปน็ ผสู้ าเร็จราชการแทนจนถงึ พ.ศ. 2416
สถาปนาพระองคเ์ จา้ ยอดยงิ่ ยศ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิน่ เกล้า
เจ้าอย่หู วั เป็น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระมหาอุปราช
พ.ศ. 2412
พระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2412มีนาคม พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
โปรดเกล้าฯ ใหส้ ร้างวดั ราชบพธิ สถิตมหาสีมารามข้ึนสาหรับเป็นวัดประจา
รัชกาล
เสดจ็ ประพาสอนิ เดยี
พ.ศ. 2413
เสดจ็ ประพาสสงิ คโปรแ์ ละชวาเปน็ ครงั้ แรก ยกเลกิ การไวผ้ มทรงมหาดไทย
เสดจ็ ประพาส อนิ เดยี (ปลายปี พ.ศ. 2414 ตอ่ ปี พ.ศ. 2415)
พ.ศ. 2414
ตง้ั โรงเรยี นหลวงขนึ้ ในพระบรมมหาราชวงั สาหรบั สอนบตุ รหลานของ
เจ้านายและขนุ นาง
พ.ศ. 2415
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว ทรงฉลองพระองคเ์ ต็มยศของ
กรมทหารราบท่ี 1 มหาดเลก็ รกั ษาพระองค์ ซงึ่ ไดเ้ รมิ่ การปรบั ปรงุ อยา่ งจรงิ จัง
ในปี พ.ศ. 2414 เรม่ิ ปรบั ปรงุ การทหารครงั้ ใหญ่ เรม่ิ ใชเ้ สอื้ ราชปะแตน
พ.ศ. 2416
ทรงมีพระชนมายคุ รบ20 พรรษา สามารถปกครองแผน่ ดนิ โดยพระองคเ์ อง
ทรงผนวช 16 ตลุ าคม พระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกครงั้ ที่ 2 สถาปนา เจา้ พระยา
ศรสี รุ ยิ วงศ์ เปน็ สมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์
โปรดเกล้าฯ ใหเ้ ลิกประเพณหี มอบคลาน เวลาเขา้ เฝ้า
โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ หอรษั ฎากรพิพฒั น์
พ.ศ. 2417
โปรดเกล้าฯ ใหต้ งั้ สภาทป่ี รกึ ษาราชการแผน่ ดนิ หรอื รฐั มนตรสี ภาและ
องคมนตรสี ภา
วนั ที่ 21 สงิ หาคม พ.ศ. 2417 ปีจอ ออกพระราชบญั ญตั ิพกิ ัดเกษยี ณอายุ
ลกู ทาส ลกู ไท
กาเนดิ โรงเรยี นสตรวี งั หลงั ซงึ่ ปจั จบุ นั คอื โรงเรยี นวฒั นาวทิ ยาลัย
ใชเ้ งนิ อัฐกระดาษ แทนเหรยี ญทองแดง
ตงั้ พิพธิ ภณั ฑสถาน
พ.ศ. 2418
สงครามปราบฮอ่ ครงั้ แรก
เริม่ การโทรเลขครง้ั แรกระหวา่ งกรงุ เทพ - สมุทรปราการ
พ.ศ. 2424
สมโภชกรงุ รตั นโกสนิ ทรค์ รบ 100 ปี
พ.ศ. 2425
โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ โรงเรยี นสาหรบั เจา้ หลวง ขนุ นาง และไพร่ ในวงั ที่
คลงั ศภุ รตั น เรมิ่ แหง่ แรกทโี่ รงเรียนพระตาหนกั สวนกหุ ลาบ(เดมิ )
พ.ศ. 2426
รฐั บาลสยามไดจ้ ัดตง้ั กรมไปรษณยี ข์ นึ้ เมื่อปี พ.ศ. 2426ตง้ั กรมไปรษณยี ์
เรม่ิ เปดิ บรกิ ารไปรษณยี ค์ รงั้ แรกในพระนคร ตงั้ กรมโทรเลข
สงครามปราบฮ่อ ครง้ั ท่ี 2
พ.ศ. 2427
โปรดเกล้าฯ ใหต้ งั้ โรงเรยี นสาหรบั ราษฎรทว่ั ไป ตามวดั ตา่ งๆ เรมิ่ แหง่ แรกที่
วัด มหรรณพาราม
พ.ศ. 2429
โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ลิกตาแหน่งพระมหาอปุ ราช กรมพระราชวงั บวรสถาน
มงคล
ทรงประกาศตงั้ ตาแหนง่ สยามมกฎุ ราชกมุ าร ขน้ึ และทรงสถาปนาเจ้าฟ้า
มหาวชริ ณุ หิศ เปน็ สยามมกฎุ ราชกมุ ารเปน็ พระองคแ์ รก
สงครามปราบฮ่อ ครงั้ ท่ี 3
ไทยสมคั รเขา้ เปน็ ภาคสี หภาพไปรษณยี ส์ ากล
พ.ศ. 2430
ตงั้ กรมยทุ ธนาธกิ ารทหาร (กระทรวงกลาโหม) ตง้ั โรงเรียนนายรอ้ ย
ทหารบก ตงั้ กระทรวงธรรมการ
สงครามปราบฮอ่ ครงั้ ท่ี 4 ทรงโปรดเกล้าให้ตงั้ เมอื งขน้ึ ทตี่ าบลบางโพธ์ิ-ท่า
อฐิ และพระราชทานนามว่า อุตรดษิ ฐ์ แปลวา่ ทา่ เรอื ดา้ นทศิ เหนอื ของสยาม
ประเทศ
พ.ศ. 2431
แผนท่แี สดงการเสยี ดนิ แดนของไทยให้แกช่ าติตะวนั ตกในสมยั รชั กาลที่ 5
ทรงเรมิ่ การทดลองจัดการปกครองสว่ นกลางแผนใหม่
เร่มิ ดาเนินการพมิ พพ์ ระไตรปฎิ กเปน็ ครง้ั แรก สาเรจ็ ออกมา 39 เล่ม เมอื่ ปี
พ.ศ. 2436
ใชร้ ัตนโกสนิ ทรศ์ ก (ร.ศ.) เปน็ ศกั ราชในราชการ
ตงั้ กรมพยาบาล เปดิ โรงพยาบาลศริ ริ าช
ตราพระราชบญั ญตั ิ เลกิ วธิ พี ิจารณาโทษตามแบบจารตี นครบาล
เสยี ดนิ แดน แควน้ สบิ สองจไุ ทใหฝ้ รง่ั เศส
พ.ศ. 2432
เรม่ิ ใช้วนั ทางสรุ ิยคตใิ นราชการ
พ.ศ. 2433
เสยี ฝงั่ ซา้ ยแมน่ า้ สาละวิน ใหก้ บั ประเทศองั กฤษ เปน็ การสญู เสยี ครงั้ ยงิ่ ใหญ่
ทางดา้ นรฐั ศาสตร์ เศรษฐกิจและทรพั ยากร อันอดุ มดว้ ยดนิ แดนผนื ปา่ อันอดุ ม
สมบรู ณย์ งิ่
รัชกาลท่ี 5 เปดิ เสน้ ทางรถไฟสาย กรงุ เทพฯ – นครราชสมี า
พ.ศ. 2434
ตงั้ กระทรวงยตุ ธิ รรม
ตง้ั กรมรถไฟ และเร่ิมกอ่ สรา้ งทางรถไฟสายกรงุ เทพฯ - นครราชสีมา
พ.ศ. 2435
โปรดเกล้าฯ ใหป้ ระกาศตง้ั กระทรวงธรรมการขนึ้ เปน็ ทางการ เมือ่ วนั ที่ 1
เมษายน พ.ศ. 2435
ตงั้ ศาลโปรสิ ภา (ศาลแขวง)
สง่ นกั เรียนไปศกึ ษาวชิ าทหารในยุโรป ร่นุ แรก
โปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ระกาศตง้ั โรงเรยี นฝกึ หดั ครู ปจั จบุ นั เปน็ มหาวทิ ยาลัยราช
ภฏั พระนครเมอ่ื วนั ที่ 12 ตลุ าคม
พ.ศ. 2436
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 - สยามกบั ฝรง่ั เศสเกดิ กรณพี ิพาทเรอ่ื งดนิ แดนฝงั่
ซา้ ยของแมน่ า้ โขง จนเกดิ การบตามแนวชายแดน ฝรง่ั เศสจึงนาเรือรบเขา้ มายงั
กรงุ เทพฯ (ในภาพ) โดยฝา่ แนวตา้ นทานของฝา่ ยสยามทป่ี ากนา้ สมทุ รปราการ
ได้ เพอ่ื บบี บงั คบั ใหส้ ยามตอ้ งยกดินแดนดงั กล่าวให้แก่ฝรงั่ เศสใหเ้ อกชนเปดิ เดนิ
รถไฟสายปากนา้ เมื่อ 11 เมษายน พ.ศ. 2436
ฉลองพระไตรปฎิ กฉบบั พมิ พค์ รง้ั แรก
ตง้ั มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั ตง้ั สภาอณุ าโลมแดง (สภากาชาดไทย)
เสยี ดนิ แดนฝงั่ ซา้ ยแมน่ า้ โขงใหฝ้ รง่ั เศส
ตง้ั โรงเรยี นวดั บวรนเิ วศเมอื่ 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2436
รถรางไฟฟา้ สมยั รชั กาลท่ี 5
พ.ศ. 2437
ทรงสถาปนาเจา้ ฟา้ มหาวชิราวธุ เปน็ สยามมกฎุ ราชกมุ าร
เรมิ่ จดั ตงั้ มณฑลเทศาภบิ าล
ตง้ั โรงไฟฟา้ เรม่ิ กจิ การรถรางไฟฟา้ อยา่ งแท้จรงิ แม้จะไดเ้ รม่ิ การใช้รถราง
ไฟฟา้ เมอ่ื 1 กมุ ภาพนั ธ์ ค.ศ. 1893 (นบั อยา่ งเก่าต้อง ร.ศ. 111 หรอื พ.ศ.
2435) โดยทเี่ จ้าฟา้ มหาวชริ ณุ หศิ ไดเ้ สด็จพระราชดาเนนิ ทอดพระเนตรเมอ่ื 22
กุมภาพนั ธ์ ร.ศ.111
พ.ศ. 2438
โปรดเกลา้ ฯ ใหข้ า้ หลวงพเิ ศษไปจดั การศาลตามหัวเมอื ง
จดั ทางบประมาณแผน่ ดนิ ครง้ั แรก
ตงั้ โรงเรยี นฝกึ หัดวชิ าแพทย์ และผดงุ ครรภ์
พ.ศ. 2439
โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศต้ังโรงเรียนราชวิทยาลัยตามแบบโรงเรียนประจา
ชาย Public School ของอังกฤษ ข้ึนปรากฏรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม 13 หน้า 269 ลงวันท่ี 5 เมษายน 2439 (รศ. 115) (สมเด็จพระนางเจ้า
เสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จเปิดโรงเรียนในวันท่ี 23 พฤษภาคม
พ.ศ. 2440) ซงึ่ ปจั จุบนั คือ โรงเรยี น ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ชอื่ ในภาษาองั กฤษ King's College
พ.ศ. 2440
การเสด็จประพาสยุโรปครง้ั ที่ 1 - พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ ัว ทรงฉายพระบรมฉายาลกั ษณร์ ่วมกบั พระเจา้ ซารน์ โิ คลสั ที่ 2 แหง่
จักรวรรดิรสั เซยี เสด็จประพาสยโุ รปครง้ั แรก ปรี ะกา
ตราข้อบงั คบั ลกั ษณะปกครองหัวเมอื ง
ตงั้ โรงเรยี นสอนวชิ ากฎหมาย
เร่ิมการสอบชงิ ทนุ เลา่ เรยี นหลวงไปเรยี นในยโุ รป ปลี ะ 2 ทนุ
เหรยี ญนิกเกล้ิ ราคา 2 1/2 สตางค์ สมยั รชั กาลที่ 5
พ.ศ. 2441
ตงั้ กรมเสนาธกิ ารทหารบก
รวมกรมไปรษณยี แ์ ละกรมโทรเลขเปน็ กรมเดยี วกนั
กาเนดิ เหรยี ญ "สตางค"์ รนุ่ แรก โดยใชท้ องขาว (นกิ เกลิ้ ราคา 20 สตางค์
10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 2 1/2 สตางค์ แตไ่ มเ่ ปน็ ทีน่ ยิ มเพราะ ใช้ยาก
พ.ศ. 2442
เรมิ่ จัดตงั้ กองทหารตามหัวเมือง
เร่มิ สรา้ งวัดเบญจมบพิตร
ไดพ้ ระบรมสารรี กิ ธาตุจากอนิ เดยี
ทาสนธสิ ญั ญากาหนดสทิ ธจิ ดทะเบยี นคนในบงั คบั องั กฤษ
พ.ศ. 2443
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงมีพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
พระราชกาเนดิ โรงเรยี นเบญจมบพติ ร หรอื โรงเรยี นมัธยมวดั เบญจมบพติ รใน
ปจั จบุ นั
พ.ศ. 2444
ตงั้ โรงเรยี นนายร้อยตารวจทน่ี ครราชสมี า
เปดิ การเดนิ รถไฟหลวง สายกรงุ เทพ - นครราชสมี า เมื่อ 21 ธนั วาคม
พ.ศ. 2443
หล่อพระพทุ ธชนิ ราชจาลอง
บรษิ ทั สยามไฟฟา้ ไดร้ บั สมั ปทานจาหนา่ ยไฟฟา้ เรมิ่ จุดโคมไฟตามถนน
หลวง
เกิดกบฎเงย้ี วทเ่ี มอื งแพร่ กบฎผมู้ บี ญุ ทอี่ บุ ลราชธานี และ กบฎแขก 7 หัว
เมืองทป่ี ตั ตานี เพอื่ ตอ่ ตา้ นการปกครองแบบเทศาภบิ าล
พ.ศ. 2445
ตงั้ กรมธนบตั ร เริ่มใชธ้ นบตั รครั้งแรก ตราพระราชบญั ญตั ธิ นบตั ร ร.ศ.
121
ตงั้ สามคั ยาจารย์สมาคม ตัง้ โอสถศาลา
ปราบกบฎเงยี้ วทเี่ มอื งแพร่ ปราบผบี ญุ อบุ ลราชธานี และ กบฎแขก 7 หัว
เมอื งปตั ตานี สาเรจ็ และได้มกี ารปลดเจ้าเมืองแพร่ เจา้ เมอื งปตั ตานี หนองจกิ
รามนั สายบรุ ี ยะลา ระแงะ ออกจากตาแหน่ง พร้อมสง่ ไปจองจาเจา้ เมือง
ปตั ตานใี นหลมุ ทีพ่ ษิ ณโุ ลก ภายหลงั ไดป้ ล่อยตัวออกไปตามแรงกดดนั ของ
อังกฤษ
เปดิ การเดนิ รถไฟหลวงสายใต้ ระหวา่ งกรงุ เทพ-เพชรบรุ ี เมอ่ื 19 มถิ นุ ายน
พ.ศ. 2446
ราชยานยนตค์ นั แรกในสมยั รชั กาลท่ี 5
พ.ศ. 2447
เสยี ดนิ แดนทางฝงั่ ขวาแมน่ า้ โขงให้ฝรงั่ เศส ตรงหวั เมอื งจาปาศกั ดิ์ (ตรงข้าม
เมืองปากเซ) และหวั เมืองไชยบุรี - ปากลาย (ตรงขา้ มหลวงพระบาง)
เริม่ มรี ถยนต์ใชใ้ นสยาม
พ.ศ. 2448
เสดจ็ ประพาสตน้ ครงั้ แรก
ทาอนสุ ญั ญากาหนดสทิ ธกิ ารจดทะเบยี นคนในบงั คบั ฝรง่ั เศส
ตราพระราชบญั ญตั ทิ าส รัตนโกสนิ ทรศ์ ก 124
ประกาศให้ลูกทาสเปน็ ไททง้ั หมด ด้วยพระราชบญั ญตั ลิ ักษณะทาส
รัตนโกสนิ ทรศ์ ก 130 ซง่ึ ตรงกบั วนั ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2454 ใหเ้ ปน็ วนั ทท่ี าส
หมดสน้ิ จากราชอาณาจกั รไทย
ตงั้ หอสมุดสาหรับพระนคร ตราพระราชบญั ญตั เิ กณฑท์ หาร ฉบบั แรก
ทาอนุสญั ญากาหนดสทิ ธกิ ารจดทะเบยี นคนในบงั คบั เดนมาร์ก และอิตาลี
ทดลองจัดสขุ าภบิ าลทตี่ าบลท่าฉลอม จงั หวดั สมทุ รสาคร
พ.ศ. 2449
เสดจ็ ประพาสตน้ ครง้ั หลงั
เปดิ โรงเรยี นนายเรอื ทพ่ี ระราชวงั เดิม เมื่อ 20 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2449
เสยี มณฑลบูรพา (เสยี มราฐ พระตะบอง ศรโี สภณ) ใหฝ้ รงั่ เศส เม่ือ 23
มนี าคม พ.ศ. 2449 เพอ่ื แลกกับจันทบรุ ีและดา่ นซา้ ยคนื มา
พ.ศ. 2450
เสดจ็ ประพาสยโุ รปครง้ั ที่ 2 ปมี ะแม เพือ่ รกั ษาพระโรควกั กะพกิ าร
จัดใหม้ กี ารประกวดพนั ธขุ์ า้ วครงั้ แรก
เปดิ การเดนิ รถไฟหลวง สายกรงุ เทพ - ฉะเชงิ เทรา เมอ่ื 24 มกราคม พ.ศ.
2450 (นบั อยา่ งใหม่ตอ้ ง พ.ศ. 2451)
พ.ศ. 2451
ประดษิ ฐาน พระบรมรปู ทรงม้า ณ ลานพระราชวงั ดสุ ิต
จดั การสขุ าภบิ าลตามหวั เมืองทวั่ ไป
ประกาศใชก้ ฎหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127
เลิกใชเ้ งนิ พดดว้ ง
ตราพระราชบญั ญตั ทิ องคา ร.ศ. 127 ใช้ทองคาเปน็ มาตรฐานเงนิ ตราแบบ
สากล โดยให้จา่ ยเงนิ ตราตา่ งประเทศทใี่ ชม้ าตรฐานทองคาแทนการออกเหรยี ญ
10 บาททองคาตราครุฑ
สรา้ งพระบรมรปู ทรงมา้ เนอื่ งในโอกาสเถลงิ ถวัลยร์ าชสมบตั ิ 40 ปี วนั ท่ี
11 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2451 ตรงกบั วนั พระราชพธิ รี ัชมงั คลาภเิ ษก โดยจ้างช่าง
ที่กรงุ ปารสี ประเทศฝรง่ั เศส เปน็ ผทู้ า หลอ่ ดว้ ยโลหะชนดิ ทองสมั ฤทธน์ิ ามา ตดิ
กบั ทองสมั ฤทธเิ์ หมอื นกนั หนาประมาณ 25 เซนตเิ มตร เปน็ และไดป้ ระดษิ ฐาน
บนแทน่ หนิ อ่อน อนั เปน็ แท่นรอง สูงประมาณ 6 เมตร กวา้ ง 2 เมตรคร่งึ ยาว
5 เมตร
พ.ศ. 2452
เลกิ ใชเ้ งนิ เฟอื้ ง ซีก เส้ียวอฐั โสฬส เรม่ิ กจิ การประปา
พ.ศ. 2453
มกี ารแสดงกสกิ รรมและพาณชิ ยก์ รรมเปน็ ครงั้ แรก
รชั กาลท่ี 5 เสดจ็ สวรรคต
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวเสดจ็ สวรรคต
พระทน่ี งั่ อัมพรสถาน
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงประทับรักษาพระองคจ์ าก
การทรงพระประชวรเร่ือยมาจนกระท่ังพระอาการมิสู้ดีนัก เร่ิมหนักข้ึนเร่ือย ๆ
ถึงกับหายพระทัยดังยาว ๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์(ทางปาก)แรง ๆ
สังเกตดูพระเนตรไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างน้ันเอง แต่พระ
กรรณยังได้ยิน สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาฯ ทรงกราบทูลว่า “ทรงเสวยน้ายัง
เพคะ” พระเจา้ อยหู่ ัวก็ยงั ทรงพยักหน้ารบั ได้ และกราบทลู ตอ่ ว่า “จะถวายพระ
โอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯเพคะ” พระ เจ้าอยู่หัวก็ยังรับส่ังว่า
"ฮอื " แล้วพระเจ้าอยู่หวั ก็ทรงยกพระหัตถข์ วาและซา้ ย ท่สี ่นั ขึน้ เช็ดนา้ พระเนตร
ของพระองค์เองคล้ายทรงพระกันแสง แล้วพระนางเจ้าสุขุมาลฯ ก็ใช้ผ้าข้ึนมา
ซบั นา้ พระเนตรถวาย ส่วนสมเด็จ พระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ทรงประทับ
อยู่ปลายพระแท่นถวายงานนวดอยู่ มคิ ลาย ต้ังแต่เวลานีต้ ่อไป หมอ
ฝร่ังน่ังคอยจับชีพจร ตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกัน จากนั้นการหายพระทัย
ของพระองคก์ ค็ ่อย ๆ เบาลงทกุ ที พระอาการกระวนกระวายอย่างหน่ึงอย่างใด
ก็ไม่มีเลย ยังคงบรรทมหลับอยู่อย่างเดิม สักพักหมอจึงทูลกับเจ้านายทุก
พระองคว์ า่ เสดจ็ สวรรคตเสียแล้วเจา้ นายพระราชโอรสพระราชธดิ าทงั้ ฝา่ ยหนา้
และฝา่ ยในสนมเจ้าจอมทเี่ ฝา้ อยตู่ ามเฉลียง บันได พื้นพระท่ีนั่งต่างก็แย่งกันกรู
เข้าไปดรู า่ งพระบรมศพแลว้ กพ็ ากนั ลม้ ลงกบั พน้ื รอ้ งไหค้ รา่ ครวญอยรู่ ะงมเซง้ แซ่
และโดยเฉพาะพระราชธิดาท่ีทอดกายนอนกรรแสงเป็นลมกันยกใหญ่ ณ เวลา
นั้นประดจุ ต้นไมใ้ หญ่ทถี่ ูกลมพายุพดั ตน้ และกิง่ กา้ นหักลน้ ราบ
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จสวรรคตด้วยโรค พระ
วักกะ (ไต) เม่ือ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 แรม 5 ค่า ปีจอ ตรงกับวันที่ 23
ตลุ าคม พ.ศ. 2453 เมือ่ เวลา 2 ยาม 45 นาที (0 นาฬกิ า 45 นาที) ท่ีพระท่ี
น่ังอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต นายแพทย์วิบูล วิจิตรวาทการ นักเขียนเชิง
ประวัติศาสตร์ ได้ให้ความเห็นระบุโรคท่ีเป็นไปได้ คือ โรคนิ่วในไต, โรคไต
อักเสบ จากการติดเชื้อ และโรคไตชนิด Chronic Glomerulonephritis อัน
เกิดจากต่อมทอนซิลอักเสบฉับพลัน ด้วยพระโรควักกะพิการซ่ึงแสดงอาการ
เมอื่ พ.ศ. 2447 - 2448 เมื่อพระองคส์ วรรคตมีพระชนมายุได้ 58 พรรษา รวม
ครองราชยส์ มบตั ิ 42 ปี
สมเดจ็ พระนางเจา้ เสาวภาฯ ก็ทรงประชวรพระวาโย(เป็นลม) มีอาการชัก
กระตุกตามมาและหมดสติ หมอต้องรีบถวายยาฉีดจากนั้นพนักงานได้ทูลเชิญ
ขึ้นบนพระเก้าอ้ีแล้วหามกลับพระตาหนักสวนสี่ฤดู สาหรับสมเด็จพระนางเจ้า
สว่างวัฒนาก็ทรงพระประชวรพระวาโยล้มลงพระกรรแสงยกใหญ่มิได้สติ
ข้าหลวงต้องเชิญข้ึนพระเก้าอี้หามกลับตาหนักสวนหงส์ เห็นจะมีพระนางเจ้า
สุขุมาลฯ ท่ียังทรงคลุมพระสติได้แต่ยังพระกรรแสงนั่งเป็นประธานอยู่ปลาย
พระแทน่ พระบรมศพ เจา้ จอมมารดาชุ่มและพระธดิ าท้ังสองฟบุ ลงกบั พน้ื รอ้ งไห้
เสียงระงม เจ้าจอมเอิบคนโปรดมาอยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวา-องพระบรมศพ
พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลี ก็ทรงพระกรรแสงประทับราบเกาะ
พระแทน่ จบั พระหัตพระเจา้ อยู่หวั โดยตลอด
สมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอ เจ้าฟา้ กรมขนุ นครสวรรค์ฯ
ข้อความต่อไปน้ี คือส่วนหน่ึงของคาบอกเล่า โดย นายจ่ายวด (นพ ไกร
ฤกษ์) ซึ่งเป็นมหาดเล็กอยู่งานปลายพระแท่นบรรทมในช่วงวันใกล้วันสวรรคต
จนถึงนาทีสุดท้าย
“วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุน
นครสวรรค์ฯ และหมอฝร่ัง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจอาการ ข้าพเจ้าก็ข้ึนไปด้วย
ตามเคย เมอ่ื กลบั ลงมาเห็นกิริยาท่าทางของหมอและเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า
พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบา
ซึมไปตามเส้นพระโลหิตท่ัวพระองค์ จึงทาให้เป็นพิษเซ่ืองซึม บรรทมหลับอยู่
เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวายเร่งให้มีพระบังคนเบาแรงข้ึนทุกทีพวกหมอฝรั่ง
ประชุมกันเขียนรายงานพระอาการ่ย่ืนต่อเจ้านาย เสนาบดี ว่าพระอาการมาก
เหลือกาลังของหมอท่ีจะถวายการรักษาแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานารถ และพระบรม
วงศานุวงศ์ เสด็จมาแต่เชา้ ได้ทอดพระเนตรรายงานพระอาการทห่ี มอทาไว้ ทรง
ปรกึ ษาหารือเห็นพร้อมกันว่าควรให้พระวรวงศเ์ ธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์มา
เฝา้ ตรวจพระอาการดูดว้ ย ข้าพเจา้ จึงใหน้ ายฉนั ห้มุ แพร (ทิตย์ ณ สงขลา) รีบ
เอารถยนตไ์ ปรับมาทันที
พระวรวงศเ์ ธอพระองคเ์ จา้ สายสนทิ วงศ์(พระองคเ์ จา้ สายฯ)
พระองค์เจ้าสายฯ ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวน้าพระเนตรไหล แต่ไม่ตรัสว่าอะไร พระองค์เจ้าสายฯ กลับลงมา
ยืนยันว่าพระอาการยังไม่เป็นอะไร เชื่อว่ามีบรรทมหลับเซื่องซึมอยู่น้ันเป็นตัว
ฤทธพ์ิ ระโอสถตา่ งๆ พอฤทธ์พิ ระโอสถหมดแลว้ ก็คงจะทรงสบายขึน้ เพราะพระ
ชพี จรก็ยงั เตน้ เป็นปรกติดพี ระองคเ์ จา้ สายฯ กลับไปนาพระโอสถมาตั้งถวายแก้
ทางพระศอแหง้ ขนึ้ ไปเฝา้ ตรวจพระอาการอกี คร้งั หน่งึ
คร้งั น้ตี รัสวา่ ‘หมอมาหรือ’ ไดเ้ ทา่ น้ันแล้วก็ไมไ่ ดร้ บั สั่งอะไรอกี ตอ่ ไป
พระอาการต้งั แตเ่ ช้าไปจนเย็น ไมม่ ีพระบงั คนหนกั และเบาเลย พระหฤทัยอ่อน
ลงมา ยังบรรทมหลบั เซ่อื งซมึ อยู่เสมอ
เวลายา่ คา่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอ
ฝร่ังข้ึนไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าได้ข้ึนไปด้วย และเห็นหายพระทัยดัง
ยาวๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรงๆ จนเห็นพระมัสสุได้แต่ไกล
สังเกตดูพระเนตรไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง แต่พระ
กรรณยังได้ยนิ
สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ ีนาถ
สมเด็จพระราชินีนาถกราบทูลว่าเสวยน้า ยังทรงพยักพระพักตร์รับได้
และกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้งพระองค์เจ้าสาย ก็ยังรับสั่งว่า “ฮือ”
แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่ส่ันข้ึนเช็ดน้าพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง
พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์
ชุบนา้ ถวาย หมอฉดี พระโอสถถวายช่วยบารงุ พระหฤทยั ใหแ้ รงขึ้น
ตั้งแต่เวลานีต้ ่อไป หมอฝรั่งน่งั ประจาคอยจับพระชพี จร ตรวจพระอาการ
ผลดั เปล่ียนกนั ประจาอยทู่ พ่ี ระองค์ การหายพระทัยคอ่ ย ๆ เบาลง ทกุ ที พระ
อาการกระวนกระวายอย่างหนึ่งอย่างใดไม่มีเลย คงบรรทมหลับอยู่เสมอ
เจา้ นายจะขน้ึ ไปเฝ้าอกี ครง้ั ก็พอหมอรีบลงมาทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วย
พระอาการสงบ เมือ่ เวลา 2 ยาม 45 นาที
สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถและพระราชโอรส
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และพระเจ้าน้องยาเธอ พร้อมกันเสด็จข้ึนไปเฝ้า
กราบถวายบังคมดว้ ยความเศรา้ โศกอาลยั ทรงกันแสงครา่ ครวญสะอกึ สะอ้ืนทวั่
กนั ขา้ พเจา้ กอ็ ยทู่ ี่นัน่ ด้วย กราบถวายบังคมมีความเศร้าโศกอาลยั แสนสาหสั รา่
ร้องมิได้หยุดหยอ่ นเลย
ในทพี่ ระบรรทมและตามเฉลยี งเต็มไปด้วยฝ่ายในและฝา่ ยหนา้ รอ้ งไหค้ รา่
ครวญอยู่ระงมเซ็งแซ่และทุ่มทอดกายทว่ั ไป ประดุจต้นไม้ใหญท่ ี่ถูกลมพายุใหญ่
พัดต้นและก่งิ ก้านหักล้มราบไปฉันใด บรรดาฝ่ายในและฝ่ายหนา้ ทัง้ หมดลม้ กล้งิ
เป็นลมไปตามกนั ฉนั นน้ั ดว้ ยความเศร้าโศกาดูรเป็นอย่างลน้ เหลือทจี่ ะราพันให้
สิ้นสดุ ได้”
พระบรมโอรสาธิราชฯ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว )
ขึน้ ครองราชย์
สมเดจ็ พระเจา้ น้องยาเธอ เจ้าฟา้ กรมพระภาณุพนั ธุฯเชิญเสด็จสมเด็จพระ
บรมโอรสาธิราชฯ ใหเ้ สดจ็ กลับลงไปช้นั ลา่ ง ประทบั ห้องแป๊ะต๋ง พร้อมด้วยพระ
บรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าโดยมีเสนาบดีผู้ใหญ่ องคมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่
ผ้นู อ้ ย รอเฝา้ รับเสด็จอยู่ ณ ที่น้ัน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรม
พระภาณุพันธุฯ ทรงคุกพระชงฆ์ (คุกเข่า)ลงกราบถวายบังคมแทบ
พระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อัญเชิญ ข้ึนเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น
พระเจา้ แผ่นดินองคต์ ่อไป
พระบรมโกศพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
ณ พระทนี่ งั่ ดสุ ิตมหาปราสาท
มีการอัญเชิญพระศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้ึน
ประดิษฐานบนพระที่น่ังดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง และ
นิมนต์พระสงฆ์ขึ้นสดับปกรณ์ตามประเพณี พระราชาคณะช้ันผู้ใหญ่ก็ไม่
สามารถกล้ันความเศร้าโศกอาลัยไว้ได้ ตามท่ีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ประวัติต้นรัชกาลท่ี 6” ความว่า
“สมเดจ็ พระมหาสมณะเจา้ (ซึง่ เวลานั้นดารงพระยศเป็นกรมหลวงวชริ ญาณวโร
รส) ตรัสกับฉันพระสุรเสียงเครือและสะอ้ืน, เสด็จกรมหม่ืนชินวรสิริวัฒน์ (ซึ่ง
เวลานั้นดารงพระยศเป็นพระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต) ทรงสวดไม่ใคร่จะ
ออก, สมเด็จพระวันรัตน (ฑิต) วัดมหาธาตุ, เสียงเครือจวน ๆ จะเอาไม่อยู่,
สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธ์ิ) วดั อรุณสวดพลางน้าตาไหลพลาง, และสอื้น
ด้วย, และสมเด็จพระวันรัตน (จ่าย, เวลาน้ันเปนพระธรรมวโรดม) วัด
เบญจมบพิตร์, รอ้ งไห้อยา่ งคนๆ ทีเดียว”
หลังจากนั้นมีการอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานการ แล้วจัดให้มีการ
พระราชพิธี บาเพ็ญพระราชกุศลเป็นประจาทุกวัน บนพระที่น่ังดุสิตมหา
ประสาทภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระบรมวงศ์เสด็จมาบาเพ็ญพระ
กศุ ล แตล่ ะวนั จะมีการสวดพระอภิธรรม จากพระอารามหลวง
การถวายพระเพลงิ พระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เดือนมีนาคม รัตนโกสินทรศก 129 (พ.ศ.2453) มี
ข้นั ตอน ดังน้ี
พระราชพธิ อี ญั เชญิ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ประดษิ ฐานบนพระยานมาศสามลาคานทห่ี นา้ พระทน่ี งั่ ดสุ ติ มหาปราสาท
ข้ันตอนที่หนึ่ง เร่ิมจากเชิญพระบรมศพลงจากพระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท
ออกประตูศรีสุนทร ประตู เทวาภิรมย์ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวถนนเชตุพน
เล้ียวขึ้นถนนสนามไชย ไปทรงพระมหาพิชัยราชรถ ซึ่งประทับคอยอยู่หน้า
พลับพลาวัดพระเชตุพน กระบวนนี้ พระบรมศพทรงพระยานมาศสามลาคาน
ปักนพปฎลเศวตรฉัตร มีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงประคองพระบรมโกศ
และทรงพระราชยานกงทรงโยงทรงโปรยกับพระสงฆ์นา พร้อมด้วยกระบวน
พระราชอิสริยยศ เครื่องสูง สังข์ แตร กลองชนะ มโหระทึก และคู่แห่ราชการ
นายทหารบกทหารเรือตารวจมหาดเล็กนาและกรมทหารราบท่ี 1 รักษา
พระองค์ (ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ) ตามแซง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุ
วงศ์ในกระบวนน้ีโดยมีทหารบกยิงปืนใหญ่นาทีละนัด จนกระบวนถึง
พระบรมมหาราชวัง ระหว่างอัญเชิญพระบรมศพนั้นฝนตกลงมาตลอด "...
พวกราษฎรเอาเส่ือไปปูนั่งกินเป็นแถวตลอดสองข้างทาง จะหาหน้าใครที่มี
แม้แต่ย้ิมก็ไม่มีสักผู้เดียว ทุกคนมีแต่เค้าน้าตาไหลอย่าง ตกอกตกใจด้วยไม่
เคยรู้รส อากาศมืดครึ้ม มีหมอกขาวลงจัดเกือบถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขา
บอกวา่ นแ่ี หละคอื หมอกธุมเกตุ ท่ีในตาราเขากลา่ วถงึ วา่ มักจะมีในเวลาที่มีเหตุ
ใหญ่ๆ เกิดขึ้น ไมช่ ้าก็ไดย้ นิ เสียงปใ่ี นกระบวน เสยี งเยน็ ใสจบั ใจมาแตไ่ กลๆ แลว้
ได้ยินเสียงกลองรับเป็นจังหวะใกล้เข้ามาๆ ในความมืดเงียบสงัด ท่ีมืดเพราะ
ต้องตัดสายไฟฟ้าบางตอนให้พระบรมโกศผ่านได้ และท่ีเงียบก็เพราะไม่มีใคร
พดู จากันวา่ กระไร ......
การประกอบพระโกศทองใหญพ่ ระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้
เจ้าอยหู่ วั บนยานมาศสามลาคานทห่ี น้าพระทน่ี ง่ั ดสุ ติ มหาปราสาท
ขั้นตอนท่ีสอง พระยานมาศสามลาคาน เทยี บกับเกรินบันไดนาค เชญิ พระ
บรมศพขนึ้ ทรงพระมหาพชิ ัยราชรถ มพี ระสงฆท์ รงราชรถนาพรอ้ มด้วยกระบวน
ราชอิสริยยศเช่นกระบวนที่ 1 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราช
ดาเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ตามเหมือนกัน แต่มีเสนาบดี เจ้าผู้ครอง
ประเทศราช ราชทตู ผู้แทนรฐั บาลต่างประเทศกับข้าราชการผู้ใหญ่ผู้นอ้ ยสมทบ
ตามเสด็จด้วยกระบวนหน้า เพ่ิมกระบวนทหารบกนา กระบวนหลังเพ่ิม
กระบวนทหารเรือแซงตาม ต่อกรมทหารราบท่ี 1 รักษาพระองค์ และเดินตาม
เปน็ ตอนหมูข่ ้าราชการในท่ีสุดเดินกระบวนจากหน้าวัดพระเชตุพนไปตามถนน
สนามไชย เลี้ยวถนนราชดาเนินใน ประทับพระมหาพิชัยราชรถหน้าพระเมรุ
ด้านตะวันออก
กระบวนแหพ่ ระโกศพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ประดษิ ฐานบนพระมหาพชิ ยั ราชรถประกอบดว้ ยเคร่ืองสงู เตม็ ยศ
กระบวนแห่ 4 สาย
ขั้นตอนที่สาม เชิญพระบรมศพจากพระมหาพิชัยราชรถเข้าแห่เวียนพระ
เมรุ 3 รอบ กระบวนน้ี พระบรมศพทรงพระยานมาศสามลาคาน ปักนพปฎล
เศวตรฉัตร มีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงประคองพระบรมโกศและทรงพระ
ยานกงโยง โปรย กับพระสงฆ์นาพร้อมด้วยกระบวนพระราชอิสริยยศเหมือน
กระบวนที่ 1 แต่แบ่งให้น้อยพอจุท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราช
ดาเนิน พรอ้ มด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่มขี า้ ราชการตามในกระบวนนี้
พระเมรมุ าศใน พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว
ขั้นตอนที่ 4 ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 เป็นต้นแบบพระเมรุมาศแบบใหม่ครั้ง
แรกของ กรุงรัตนโกสินทร์ โดยขณะที่ทรงดารงพระชนม์อยู่ ได้พระราชทาน
พระราชกระแสรับส่ังถึงการพระบรมศพของพระองค์ไว้ว่า“แต่ก่อนมา ถ้าพระ
เจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็นแล้วจะนึกเดาไม่ถูก
ว่าโตใหญ่เพียงไร เปลืองทั้งแรงคนและเปลืองท้ังพระราชทรัพย์ ถ้าจะทาใน
เวลานดี้ ไู มส่ มกบั การทีเ่ ปล่ยี นแปลงของบ้านเมอื ง ไม่เปน็ เกียรตยิ ศยืดยาวไปได้
เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนท้ังปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพ
ท่านผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่ อันควรจะได้มีเกียรติยศ ฉันก็ไม่
อาจจะลดทอน ด้วยเกรงว่าคนจะไม่เข้าใจว่า เพราะผู้นั้นประพฤติ ไม่ดีอย่าง
หนึ่งอย่างใด จึงไม่ทาการศพให้สมเกียรติยศซึ่งควรจะได้ แต่เม่ือตัวฉันเองแล้ว
เห็นว่าไมม่ ีข้อขดั ขอ้ งอนั ใด เป็นถ้อยคาท่ีจะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระ
เมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ท่ีเผาอันพอสมควร ณ ท้องสนามหลวง แล้วแต่จะ
เหน็ สมควรกันต่อไป”
ทาไมถงึ มกี ารถวายพระเพลงิ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้
เจ้าอยหู่ วั 2 ครงั้
พธิ ถี วายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว
พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 แห่งมหาราชวงศ์จักรี ณ
ท้องสนามหลวง เม่ือวันที่ 16 มีนาคม 2453 และถวายพระเพลิงพระบรมศพ
จรงิ ในเวลา 01.00 น.วนั ท่ี 17 มนี าคม 2453 เรยี กว่างานออกพระเมรุ
นนทพร อยู่มั่งมี เคยยกพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยหู่ ัว (ร.6) ทท่ี รงบันทึกเกยี่ วกับที่มาและความแพร่หลายของพิธีนี้มา
เขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย” ตอนหนึ่งว่า
“แทจ้ ริงเป็นความคิดของพวกเจ้าพนกั งานเผาศพหลวงในตอนปลาย ๆ รัชกาล
ที่ 5 เพ่ือมิให้ผู้ที่ไปช่วยงานเผาศพเดือดร้อนราคาญเพราะกลิ่นแห่งการเผาศพ
ในเวลาที่ทาพิธีพระราชทานเพลิงจึ่งปิดก้นโกษฐ์หรือหีบไว้เสีย และคอยระวัง
ถอนธูปเทียนออกเสียจากภายใต้เพ่ือมิให้ไฟไหม้ข้ึนไปถึงต่อตอนดึกเม่ือผู้คนท่ี
ไปช่วยงานกลบั กนั หมดแล้วจึง่ เปดิ ไฟและทาการเผาศพจริง ๆ ในเวลาท่ีเผาจริง
ๆ เช่นว่านี้ มักมีพวกเจา้ ภาพอยทู่ ่ีเมรุบา้ ง จงึ เกิดนึกเอาผ้าทอดใหพ้ ระสดัปกรณ
บา้ งตามศรัทธา ดังนจี้ ึงเกิดเป็นธรรมเนียมขน้ึ วา่ ผทู้ ่ีมใิ ช่ญาตสิ นิธให้เผาในเวลา
พระราชทานเพลิง ญาติสนิทเผาอีกครั้ง 1 เม่ือเปิดเพลิง กรมนเรศร์เป็นผู้ที่ทา
ให้ธรรมเนียมนี้เฟ่ืองฟูข้ึน และเป็นผู้ตั้งศัพท์ ‘เผาพิธี’ และ ‘เผาจริง’ ข้ึน เลย
เกิดถือกันว่าผู้ท่ีเป็นญาติและมิตรจริงของผู้ตายถ้าไม่ได้เผาจริงเป็นการเสียไป
และการเผาศพจงึ กลายเป็นเผา 2 ครั้ง” ท้ังน้ี งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นงานระดับพระมหากษัตริย์
พระองค์แรกทไี่ ด้รบั การถวายพระเพลงิ ตามธรรมเนียมนี้
กระบวนแห่พระบรมอัฐพิ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ขั้นตอนที่ห้า กระบวนนี้ พระบรมอัฐิทรงพระท่ีนั่งราเชนทรยาน แต่พระ
เมรุมาศมาประทับเกยหน้าพระท่ีนั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท พระอังคารทรง
พระท่ีน่ังราเชนทรยานน้อย องค์รองมาประทับเกยพลับพลาเปลื้องเคร่ืองหลัง
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีกระบวนพระอิสริยยศเต็มท่ีอย่างกระบวนที่ 1 แต่
ไม่มีนาลิวันและพระยาม้าต้น เสด็จพระราชดาเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุ
วงศ์ตามในกระบวนนี้ แลว้ พระบรมอฐั ิทรงพระราชยานผูก 4 แต่เกยหลังพระท่ี
น่ังอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ไปประทับท่ีหน้าอัฒจันทร์พระท่ีนั่งดุสิตมหา
ปราสาทดา้ นตะวันออกมขุ เหนอื พระอังคารทรงพระราชยานผูก 4 แต่เกยหลัง
วัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าไป ณ พุทธปรางค์ปราสาท (ปราสาทพระเทพ
บดิ ร)
ข้นั ตอนท่ีหก เชิญพระบรมอัฐิแต่พระที่น่ังดุสิตมหาปราสาททางเกยพระท่ี
นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาทไปตามหน้าห้องกรมพระอาลักษณ์ ไปประทับเกย
ตรงอัฒจันทร์พระที่น่ังจักรีมหาปราสาททางตะวันออก เชิญพระบรมอัฐิข้ึน
ประดษิ ฐานที่พระทีน่ ่ังจกั รีมหาปราสาทนนั้
ขนั้ ตอนท่ีเจ็ด เชิญพระอังคารแต่วัดพระศรรี ตั นศาสดารามออกประตวู เิ ศษ
ไชยศรี เล้ียวถนนหน้าพระลาน ถนนราชดาเนินใน ถนนราชดาเนินกลาง ถนน
ราชดาเนินนอก ถนนเบญมาศ ถนนดวงตะวัน (ถนนศรีอยุธยา) ถึงหน้าวัด
เบญจมบพติ ร เชญิ พระองั คารบรรจฐุ านพระพทุ ธชนิ ราชในพระอุโบสถ
“ถา้ ความเปนเอกราชของกรงุ สยามไดส้ ุดสิน้ ไปเมอ่ื ใด
ชวี ิตฉันกค็ งจะสดุ สนิ้ ไปเมื่อนน้ั ”
พระราชหตั ถเลขาในหลวงรชั กาลที่ 5
ธ ยอมสญู เสยี สน้ิ แมศ้ กั ดศิ์ รี
ธ ยอมพลี ผนื ภพ จบหมนื่ แสน
ธ ยอมสนิ้ แทบทกุ ถน่ิ ซ่ึงดนิ แดน
ธ หวงแหน เอกราชไว้ ใหพ้ วกเรา
ดว้ ยเกล้าด้วยกระหมอ่ มขอเดชะ
ข้าพระพทุ ธเจ้านายประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง
แหลง่ ขอ้ มูลอา้ งอิง
จดหมายเหตคุ วามทรงจา กรมหลวงนรนิ ทรเทวี.พรนคร: องคก์ ารคา้ ครุ สุ ภา,
2516.
จริ วัฒน์ อุตตมะกลุ , สมเดจ็ พระภรรยาเจา้ และสมเด็จเจ้าฟา้ ในรชั กาลท่ี5,
สานกั พมิ พม์ ติชน, 2546 ,
ทพิ ยากรณ์.เจา้ พระยา.พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์.พระนคร:
หอสมดุ แหง่ ชาติ ,2506.
พระราชพงศาวดาร ฉบบั พระราชหตั ถเลขา, กรงุ เทพฯ : สานกั วรรณกรรม
และประวตั ศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร, 2548.
พระราชพธิ สี มโภชกรงุ รตั น์โกสนิ ทรค์ รบ 200 ปี และพระราชพธิ ีสมโภช
หลกั เมือง, สานกั งานสง่ เสรมิ สร้างเอกลกั ษณข์ องชาติ, 2554.
พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั .MBA. กรงุ เทพมหานคร.2536
ราชกจิ จานเุ บกษา, ขา่ วสวรรคต พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว,
เลม่ 27, 2453.
วฒุ ชิ ยั มูลศลิ ป์ และคณะ, พระมหากษตั รยิ ์แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์,
อลั ฟา่ มเิ ลน็ เนยี ม
เสทอ้ื น ศภุ โศภณ. ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ฉบบั พฒั นาการ. พระนคร:
อกั ษรเจรญิ ทศั น์ , 2506.
วิกพิ เิ ดีย สารานกุ รมเสรี
www.google.com
www.moe.go.th
www.rimkhobfabooks.com
www.rungnapa-astro.com
www.thailaws.com
www.tungsong.com
https://www.baanjomyut.com
https://www.cdti.ac.th
https://www.facebook.com
https://www.newtv.co.th
ttps://www.rabbittoday.com
http://www.rungnapa-astro.com
https://www.sac.or.th
https://www.sanook.com
http://www.siamlottery.com
https://www.silpa-mag.com
https://www.thairath.co.th
https://www.tnews.co.th
https://www.youtube.co
https://kingchulalongkorn.car.chula.ac.th
https://sites.google.com
https://teen.mthai.com
https://scoop.mthai.com
https://th.wikipedia.org
https://goodlifeupdate.com
ขอขอบคณุ เนอ้ื หาและภาพจากเวบ็ ไซตต์ ่างๆ
...............................................................