The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ รัชกาลที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-08-06 09:53:29

พระราชประวัติ รัชกาลที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง)

พระราชประวัติ รัชกาลที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง)

พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
(ฉบบั ปรบั ปรงุ )

ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

พระมหากษัตริย์ราชจักรีวงศ์ท้ัง 9 พระองค์ แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ หากมีการศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจโดย
ถ่องแท้ลึกซึ้งทุกพระองค์ จะประสบพบว่ากษัตริย์พระองค์หน่ึงท่ีผู้ศึกษา
จะตอ้ งรู้สกึ แปลกใจ พิศวงสงสยั ประสบพบสิง่ ทีค่ าดคิดไม่ถึงหลากหลาย
ประการ อาทพิ ระองคเ์ ป็นผู้มีสทิ ธิ์พร้อมสมบูรณ์ท่ีจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อ
จากพระราชบดิ า แต่เม่อื ถงึ เวลากลบั ไมไ่ ด้ข้ึนครองราชยต์ อ้ งหนรี าชภยั ไป
ผนวชถึง 27 ปี ตลอดเวลาทีทรงผนวชก็ไม่มีว่ีแววหนทางที่จะแสดงให้
เห็นว่าพระองค์จะมีโอกาสได้กลับมาข้ึนครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
พระองค์ต่อไปและท้ายสุดยังได้กลับขึ้นครองราชย์ อีกท้ังพระองค์ยังทรง
ก่อให้เกิดมหาราช 2 พระองค์คือ พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ซึ่งหาก
พระองค์ไมไ่ ด้เสด็จไปพบหลักศลิ าจารึกพ่อขุนรามคาแหงที่สุโขทัยและนา

กลบั มาไว้ท่ีกรุงเทพฯ พ่อขุนรามคาแหงจะได้เป็นกษัตริย์มหาราชหรือไม่
และอีกพระองค์ คือ พระปิยมหาราช หากไม่มีพระราชบิดาด่ังพระองค์
เป็นผู้ทรงสั่งสอนให้เท่าทัน รับรู้ เข้าใจในอารายธรรมการปกครองแบบ
ตะวันตกนามาประยุกต์ใช้พัฒนาประเทศชาติ เราจะมีพระปิยมหาราช
หรือ อีกทง้ั พระองค์ยังทรงเป็นกษัตริยน์ กั บวชผู้กอ่ กาเนิดธรรมยตุ กิ นิกาย
ธารงศาสนาพุทธไวใ้ ห้ม่ันคงแข็งแรงด้วยวัตรปฏิบัติเคร่งครัดสืบทอดพระ
ศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองจนกระทั่งทุกวันน้ี และหากจะกล่าวถึงความรู้
ความสามารถพระอัจฉรยิ ภาพในทางวชิ าการยคุ ใหมพ่ ระองคก์ ไ็ มท่ รงดอ้ ย
น้อยหน้าใครโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ จนได้รับการ
ยกย่องทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” น่ีเป็นเพียงตัวอย่างท่ี
กล่าวถงึ เพยี งเล็กน้อยพอสงั เขปเท่านนั้ ซ่ึงพระมหากษัตริยท์ รงมพี ระราช
ประวัติแปลกพิสดาร พระราชกรณียกิจเป่ียมพระอัจฉริยะท่ีได้กล่าวไว้
ข้างต้น พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจา้ อยูห่ วั รัชกาลท่ี 4 แห่งราชจกั รวี งศ์

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ จกั รวี งศ์
ชนพศิ วง ความเปน็ มา นา่ กลา่ วขาน
ต้องออกผนวช หนรี าชภยั อยา่ งยาวนาน
ทรงสบื สาน การศาสนา 27 ปี
ทรงก่อเกดิ นกิ าย ธรรมยตุ ิ
ศลี พสิ ทุ ธ์ิ ตามพระธรรมวนิ ัย พสิ ษิ ฐศ์ รี
ทรงธุดงค์ เดนิ ทางไป ทว่ั ธาตรี

พระบารมี พบศลิ าจารึก พอ่ ขนุ รามฯ
ทรงศกึ ษา หลากความรู้ ตะวนั ตก
มรดก ทางความคดิ มลี น้ หลาม
ข้นึ ครองราชย์ ประยกุ ตใ์ ช้ ทรงคดิ ตาม
เฉลิมพระนาม พระบดิ า แห่งวทิ ยาศาสตรไ์ ทย
ทรงคานวณ พยากรณ์ สุรยิ คราส
ธ ชาญฉลาด แสนแมน่ ยา สน้ิ สงสัย
ท่หี วา้ กอ เมอื งประจวบ ถนิ่ แดนไพร
เหตกุ ารณไ์ ด้ บงั เกดิ ตรง ทรงพยากรณ์
พระอจั ฉริยภาพ วทิ ยาศาสตร์ ดาราศาสตร์
ทง้ั รฐั ราษฎร์ ลว้ นยกย่อง อนสุ รณ์
ทรงนาชาติ พฒั นก์ า้ วไกล นริ นั ดร
ธ ทรงผ่อน เหตกุ ารณร์ า้ ย กลายเปน็ ดี
ทรงปกครอง ทนั สมยั อารยประเทศ
ทกุ คามเขต ทรงพัฒนา ราษฎรส์ ขุ ี
เทดิ พระเกยี รติ นอ้ มใจถวาย องคภ์ มู ี
องคจ์ กั รี สรา้ งชาตไิ ทย ใหร้ ม่ เย็น
.................................................

ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง

พระราชประวัติพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เป็นพระราช
โอรสองค์ท่ี 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงประสูติเม่ือวันที่
17 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ตรงกับข้ึน 14 ค่า เดือน 11 ปีชวด ฉศก จ.ศ.
1166 และมพี ระนามเรียกขานว่า “ทลู กระหม่อมฟ้าพระองค์ใหญ่”

การศึกษา

พระบาทสมเด็จพระพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั
เม่ือทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาหาความรู้ด้านอักขรภาษาไทย กับ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) แห่งวัดโมลีโลกยาราม นอกจากน้ัน
พระองคย์ ังได้ทรงศึกษาวิชาสาหรับกษัตริย์ อาทิ ตาราพิชัยสงคราม การ
ฝึกหัดอาวุธ วิชาคชกรรม วชิ าโหราศาตร์ อีกทงั้ พระองคย์ งั ทรงสนพระทยั
ในการศึกษาภาษาตา่ งประเทศเปน็ อย่างย่งิ
ในปี พ.ศ. 2355 เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา สมเดจ็ พระบรมชนก
นาถ พระบาทสมเด็จพระพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชประสงค์ที่
จะให้เปน็ เกยี รติอันยงิ่ ใหญ่ แก่พระองคท์ ที่ รงเป็นพระราชโอรสท่ที รงศกั ดิ์
เป็นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ โปรดให้ต้ังการพระราชพิธีมหาพิชัยมงคลสรง
สนานรบั พระปรมาภไิ ธย หรอื เรียกยอ่ ๆ วา่ “พระราชพิธลี งสรง” โดยจัด
ตามพระราชประเพณี ซึ่งเป็นการจัดอย่างถูกต้องครบถ้วนกระบวนพิธี
นับเป็นคร้ังแรกท่ีจัดพิธีนี้ข้ึนในกรุงรัตนโกสินทร์ และพระองค์ได้รับ

พระราชทานนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจา้ ฟ้ามงกฎุ สมมุติเทวาวงศ์ พงศอ์ ิศวรกษัตริย์ขตั ตยิ ราชกมุ าร”

เสด็จออกศกึ สงคราม

พ.ศ. 2358 สมิงสอดเบา และพวกมอญเมืองเมาะตาเลิม ก่อการ
กบฏต่อพม่า ได้พาครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารถึง 40,000
คน สมเด็จพระบรมราชชนก รัชกาลที่ 2 โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้า
มงกุฎ พระราชโอรส ซึ่งขณะน้ันมีพระชนมายุ 11 พรรษา เป็นแม่ทัพคุม
กาลังไพร่พลไปรับครัวมอญ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี โดยมี
เจ้าฟา้ กรมหลวงพทิ ักษม์ นตรีเป็นพระอภบิ าล

เมื่อพระองค์ เจริญพระชนมายุได้ 13 พรรษา สมเด็จพระราชบิดา
ทรงจัดให้มีพระราช พิธีโสกันต์พระองค์ข้ึนอย่างยิ่งใหญ่ มีเขาไกรลาศสูง
เจ็ดวา มีมณฑปยอดเขา และมีขบวนแห่ตามระบอบโบราณราช
ประเพณี และในปี พ.ศ.2360 พระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรโดยมี
สมเด็จพระญาณสังวรณเ์ ป็นพระอปุ ัชฌาย์และประทับ ณ วดั มหาธาตเุ ปน็
เวลา 7 เดอื น และเม่ือทรงลาผนวชก็เสด็จประทับในพระราชวังฝ่ายหน้า
พระตาหนักอยู่หน้าพระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาท พระองค์ทรงมีพระหฤทัย
ใฝ่ในพระพุทธศาสนาทรงเสด็จไปศึกษาธรรมะท่ีวัดอรุณราชวรารามอยู่
เนือง ๆ คร้ันเม่ือพระชนมพรรษาควรแก่การรับราชการ สมเด็จพระบรม
ชนกนาถโปรดใหท้ รงเข้ารับราชการในหนา้ ที่อธบิ ดีกรมมหาดเลก็

ทรงผนวช

ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
บรรดาโหราจารย์ได้ทานายทายทัก สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎโชคร้ายต้องราหู
อีกท้ังมีลางร้ายคือช้างเผือกคู่บุญบารมีรัชกาลท่ี 2 ล้ม เพื่อแก้ลางร้าย
บรรดาพระญาติเชื้อพระวงศ์จึงอันเชิญให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎผนวชอีกท้ัง
พระชนมายุครบอุปสมบท ได้ทรงผนวช เม่ือ พ.ศ. 2367 ณ วัดพระศรี
รัตนศาสดาราม โดยมีพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ เป็นพระ
อปุ ฌาย์ และพระองคม์ ีพระฉายาวา่ “วชิรญาณภกิ ขุ” ประทบั วัดมหาธาตุ
3 วัน แลว้ เสดจ็ จาพรรษาท่วี ัดสมอราย (วดั ราชาธริ าช)

พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชได้ 2 สัปดาห์ สมเด็จพระบรม
ราชชนก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระประชวร
กะทันหนั มพี ระอาการออ่ นซมึ มนึ และเม่อื ยพระองคไ์ ด้เสวยพระโอสถชื่อ
ไนเพชรซ่ึงพระองค์เคยเสวย ครั้นเสวยแล้วเกิดพระอาการร้อนเป็นกาลัง
จึงเสวยพระโอสถอกี ขนานชอ่ื ทิพยโ์ อสถ พระอาการก็ไม่คลาย เอย่ กระแส
พระราชดารัสไม่ได้ ยังมิทันมอบหมายราชสมบัติให้แก่ผู้ใดก็เสด็จ
สวรรคตเม่ือวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่า เวลาย่าค่าแล้ว 5 บาท ปีวอก
จ.ศ. 1186 พ.ศ. 2367
พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจา้ อยู่หวั ขนึ้ ครองราชย์

พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยู่หัว

ในฐานะที่พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน
สมเด็จพระบรมราชินี ดังน้ัน ราชบัลลังก์จึงสมควรเป็นของพระองค์ แต่
ในขณะน้ันพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสองค์
ใหญ่ท่ีประสูติจากพระสนมเจ้าจอมมารดาเรียม มีพระอานาจเหนือผู้ใด
ทาใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศแ์ ละขนุ นางผใู้ หญต่ า่ งพากนั เหน็ วา่ พระเจา้ ลูกยา
เธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์สมควรจะครองราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบ
บรมราชตระกูลต่อไป จึงอันเชิญเสด็จข้ึนเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระ
นามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงการเปลี่ยนแปลง
แผ่นดินพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้ถูกควบคุมพระองค์ไว้ในโบสถ์วัดพระศรี
รัตนศาสดาราม เมื่อเหตุการณ์สงบก็ได้รับการปล่อยตัวให้เสด็จกลับจา
พรรษาอยู่ท่ีวัดสมอรายตามเดิม รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎจึงครองเพศบรรพชิตตลอด
รัชกาล ซึ่งกินเวลาถึง 27 ปี โดยจาพรรษาอยู่วัดมหาธาตุ วัดสมอราย
12 ปี 6 เดอื น และทรงครองวดั บวรนิเวศวิหารเปน็ เวลา 14 ปี 3 เดือน

วัดสมอรายหรือวดั ราชาธวิ าส

ในพรรษาแรกพระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงศึกษาทาง
สมถวิปัสสนาท่ีวัดสมอราย 1 ปี และในพรรษาต่อมาได้ศึกษาสมถวิปัส
สนาต่อท่ีวัดพลับ(วัดราชสิทธ์ิ) พระองค์ศึกษาได้รวดเร็วจน
แตกฉาน ตอ่ มาได้หนั มาศกึ ษาทางดา้ นคันถะธุระพระไตรปิฎก พระธรรม

วินัย พระปริยัติธรรม จากพระวิเชียรปรีชา (ภู่) เป็นเวลา 3 ปี จนมี
ความรแู้ ตกฉานและสามารถแปลพระปรยิ ตั ธิ รรมไดค้ ลอ่ งแคลว่ รวดเรว็ จน
กิตติศัพท์เล่าลือว่า พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ออกทรงผนวชได้เพียงไม่กี่
พรรษาก็สามารถแปลพระไตรปิฎกได้เช่ียวชาญแตกฉาน จนความทราบ
ไปถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์
ทรงปิติยินดีและโปรดให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเข้าแปลพระปริยัติธรรม
หน้าพระที่น่ังโดยพระราชาคณะผู้ใหญ่เป็นองค์คณะผู้สอบไล่พระปริยัติ
ธรรมซง่ึ ทรงแปลถึงประโยค 4 จึงทรงยุติ เน่ืองจากทรงได้ยินเสยี งกระซิบ
แสดงความไม่พอพระทยั ในการแปลพระปรยิ ตั ิธรรมของพระองคจ์ ากกรม
หลวงรักษ์รณเรศ(หม่อมเจ้าไกรสร โอรสรัชกาลท่ี 1 ) ในการแปลคร้ังนี้
นับว่าเป็นครั้งแรกในประวิติศาสตร์ท่ีมีพระภิกษุท่ีเป็นเช้ือพระวงศ์ชั้นสูง
เข้าแปลพระปริยัติธรรม หน้าพระที่นั่งพระมหากษัตริย์ ต่อมา
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจ้าอยู่หัว ไดท้ รงแตง่ ตงั้ พระภกิ ษเุ จา้ ฟา้ มงกฎุ
เป็นพระราชาคณะและเป็นคณะกรรมการผู้สอบไล่พระปริยัติธรรมของ
คณะสงฆ์ไทยด้วยพระองค์หน่ึง

วดั มหาธาตยุ วุ ราษฎรร์ งั สฤษฎ์ิ

ปีระกา พ.ศ. 2368 ทรงย้ายจากวัดสมอรายมาจาพรรษา ณ วัด
มหาธาตุ จากท่พี ระองคไ์ ด้ทรงศกึ ษาภาษามคธในพระคัมภีร์พระไตรปฎิ ก
โดยละเอยี ดทกุ ฉบับท้งั ทรงสอบสวนข้อธรรมวินัยในพระพทุ ธศาสนา ทรง
พบว่าวินัยลัทธิที่พระสงฆ์ไทยประพฤติปฏิบัติกันอยู่โดยมากในเวลานั้น
คลาดเคลอ่ื นจากพระพุทธบญั ญตั ิเปน็ อนั มาก พระองค์จึงทรงใคร่ครวญที่
จะหาผ้มู คี วามรู้แตกฉานเชยี่ วชาญในพระธรรมวินัยและไตรปิฎกตามพระ
พุทธบัญญัติท่ีแท้จริง และต่อมาก็ทรงได้ทราบข่าวว่ามีพระมอญรูปหนึ่ง
ช่ือ ชาย ซ่ึงภาษาไทย แปลว่าผ้ึง มีฉายาทางพระว่า “พุทธวังโส” เป็น
พระราชาคณะมอญ มีสมณศักดิ์ “พระสุเมธาจารย์” เป็นผู้เช่ียวชาญลุ่ม
ลึกในพระธรรมวินัยพระไตรปิฎกย่ิงนัก โดยเข้ามาจาพรรษา ณ วัดบวร

มงคล ฝั่งตรงข้ามกับวัดมหาธาตุ และเม่ือพระองค์ได้เสด็จไปหาแล้วทรง
ธรรมสากัจฉา ซักถามพระธรรมวินัย พระสุเมธาจารย์ก็ตอบได้อย่าง
ชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นท่ีพอพระทัยย่ิงนัก บังเกิดความเลื่อมใสในลัทธิอย่าง
มอญ และทรงตั้งพระทัยที่จะทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยในลัทธิของมอญ
ตงั้ แต่บดั นัน้ เป็นต้นมา

วัดสมอราย วดั ราชาธวิ าสราชวรวิหาร

ในปี พ.ศ. 2372พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้ออกจากวัดมหาธาตุมา
ประทับจาพรรษาท่ีวัดสมอราย และได้ต้ังคณะธรรมยุติกนิกายข้ึนโดยมี
พระท่มี ารว่ มประพฤตวิ ินัยอยา่ งเครง่ ครัดเปน็ พระเถระผ้เู ปน็ ต้นวงศ์ธรรม
ยุติ 10 รูป อาทิ พระปัญญาอัคคเถระ คือสมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระ
ยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระปุสสเถระ คือ สมเด็จ
พระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ พระพุทธสิริเถระ คือ สมเด็จพระวัน
รัต (ทับ) เป็นต้น อีกท้ังทรงให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรที่ศรัทธา
เลื่อมใสและทรงสงเคราะห์คฤหัสถ์ด้วยธรรมกถาอนุสาสโนวาทในธรรม
วินัยสวนะ ทรงเปลี่ยนแปลงวธิ คี รองผ้าเปน็ ครองแหวกตามอยา่ งพระสงฆ์
รามัญ ทรงทานุบารุงการปฏิบัติของสงฆ์ให้ต้ังอยู่ในสังวร ไม่งมงายนา

ไสยศาสตร์มาเก่ียวข้อง ใช้ความตริตรองให้เห็นประโยชน์แห่งการปฏิบัติ
โดยเครง่ ครัดในธรรมวนิ ยั

สงั ฆราชปลั เลกวั ส์(Pallegoiux)
ในครั้งที่พระองค์ประทับอยู่ ณ วัดสมอราย ได้ทรงรู้จักกับท่าน
สังฆราชปัลเลกัวส์(Pallegoiux) ชาติฝร่ังเศส ท่านสังฆราชได้สอนภาษา
ลาตินให้กับพระองค์ โดยพระองค์ได้ทรงสอนภาษาบาลีเป็นการ
แลกเปล่ียน อีกท้ังเม่ือประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ พระองค์ได้ทรงติดต่อ
หมอสอนศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ชาวอเมริกา คือด๊อกเตอร์คาสเวลล์
(Caswell) บรัดเล (Bradley)และเฮาซ์ (House) พระองค์ได้ศึกษา
ภาษาอังกฤษกับท่านเหล่าน้ี ได้ทรงเรียนพูดและเขียนได้อย่าง
คล่องแคล่ว นอกจากน้ันพวกหมอสอนศาสนาได้ช่วยเหลือพระองค์ใน

การศกึ ษาวิทยาการแผนใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาภูมิศาสตร์และดารา
ศาสตร์ซง่ึ พระองคส์ นพระทัยเป็นอนั มาก

พระปฐมเจดยี ์
ปี พ.ศ. 2374 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้เสด็จไปยังเมืองนครชัยศรี
(จังหวัดนครปฐม)นมัสการพระปฐมเจดีย์ ซึ่งในสมัยน้ันเดินทางไป
ยากลาบากเพราะเปน็ ปา่ รกชัฏ พระองค์ทรงเลือ่ มใสและเชื่อถอื ว่าคงเปน็
เจดีย์สถานของเก่า และใหญ่โตม่ันคงยิ่งกว่าพระเจดียฐานในเขตแดน
สยาม และทรงคาดว่าน่าจะมีพระบรมธาตุของสมเด็จผู้มีพระภาคเจ้า
ประดิษฐาน ณ เจดีย์แห่งน้ี

พระสมั พทุ ธพรรณี
พระองค์ได้ทรงอธิษฐานขอให้เทพยดาผู้ทรงรักษาพระมหาเจดีย์น้ี
จงมเี มตตากรณุ าแบ่งพระบรมธาตุ 2 องค์ เพื่อนาไปบรรจุในพระพุทธรูป
ท่ีหล่อใหม่ มีพระนามว่า “พระสัมพุทธพรรณี” และบรรจุในพระเจดีย์
ทองเหลืองหุ้มเงินองค์หนึ่ง เพ่ือไว้เป็นท่ีเคารพบูชาในกรุงเทพฯ ต่อไป
โดยตั้งพานแก้วไว้ในโพรงพระเจดียฐานด้านตะวันออก แต่เม่ือนาพาน
กลับมาก็หามีส่ิงใดไม่ ต่อเมื่อเสด็จนิวัติกลับกรุงเทพฯมาได้เดือนเศษ ณ
หอพระวัดมหาธาตุได้เกิดอัศจรรย์ ประมาณเวลา 5 ทุ่ม ขณะท่ีพระสงฆ์
สวดมนตรไ์ ดป้ รากฏควันสีแดงคลุ้งขน้ึ และมกี ล่ินหอมเหมอื นควนั ธปู เทยี น
บริเวณพระพุทธรูปประธานพระพุทธเนาวรัตน์ จนดูพระองค์เป็นสีแดง

เหมือนสีนาก วันรุ่งข้ึนพระสงฆ์ในวัดมหาธาตุได้นาความข้ึนกราบทูลให้
พระองค์ทรงทราบ พระองค์จึงเสด็จลงมาทอดพระเนตรพระพุทธ
เนาวรัตน์ทรงเห็นมีพระบรมสาริกธาตุท่ีบรรจุในองค์พระพุทธรูปนั้นมี
จานวนมากข้ึนกว่าเก่า 2 องค์ เป็นอัศจรรย์และเมื่อเสด็จดารงสิริราช
สมบัติแล้วจึงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์เป็นการใหญ่โดย
สรา้ งเป็นพระเจดียอ์ งค์ใหญค่ รอบองคเ์ ดิมไวท้ งั้ องค์
เสดจ็ ธดุ งคส์ ุโขทยั พบพระแท่นมนงั คศลิ าบาตรและศลิ าจารกึ พ่อขนุ รามฯ

พระแทน่ มนงั คศลิ าบาตร

ในปี พ.ศ.2376 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้เสด็จธุดงค์ไปยังจังหวัด
สุโขทัย ได้เสด็จไปบริเวณเมืองเก่า ทรงพบแท่นศิลาอันใหญ่ต้ังอยู่ใกล้
ปราสาทเก่า ซ่งึ เป็นสิ่งท่ปี ระชาชนในแถบน้นั นบั ถอื เป็นของศกั ดสิ์ ทิ ธ์

หลกั ศิลาจารกึ พอ่ ขนุ รามคาแหง
นอกจากแทน่ หนิ แลว้ ยังทรงพบหลักศิลาจารึกอีก 2 หลัก หลักหน่ึง
จารึกเป็นอักษรขอม อีกหลักหน่ึงจารึกเป็นภาษาไทยโบราณ พระองค์
โปรดให้นาพระแท่นและหลักศิลาทั้ง 2 หลักลงมากรุงเทพฯ มา
ประดิษฐานไว้ท่ีวัดสมอราย ซึ่งพระแท่นศิลานั้นคือ พระแท่นมนังคศิลา
บาตรในสมัยพ่อขุนรามคาแหง ส่วนจารึกหลักที่เป็นอักษรขอมจารึกใน
สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย ส่วนหลักศิลาจารึกอักษรไทยโบราณเป็น
หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง ซ่ึงต่อมาเป็นหลักฐานสาคัญทาง

ประวัตศิ าสตร์และอกั ษรศาสตรใ์ นสมยั สโุ ขทยั ภายหลังพ่อขุนรามคาแหง
จงึ ได้รบั การยกยอ่ งเป็น “พ่อขุนรามคาแหงมหาราช” เนื่องจากศลิ าจารกึ
ทพี่ ระภกิ ษุเจ้าฟา้ มงกฎุ นากลบั มาจากสโุ ขทัยนัน่ เอง

พระราชวงั นารายณร์ าชนเิ วศน์ ลพบรุ ี
จากการเสด็จธุดงค์ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ได้ทรงค้นพบหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ท่ีสาคัญหลายประการ และโบราณสถานทรงคุณค่า เม่ือ
พระองค์ได้ขึน้ ครองราชยแ์ ล้วกโ็ ปรดให้ซอ่ มแซมโบราณสถานในจังหวัดที่
เคยเสด็จธุดงค์ อาทิ ซ่อมแซมพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ท่ี
ลพบุรี พระพทุ ธบาทที่สระบุรี วหิ ารวัดพระพุทธชินราชท่พี ิษณุโลก

วดั บวรนเิ วศวิหาร

เมื่อพระเทพโมลี (สนิ ) เจ้าอาวาสวัดบวรนเิ วศวิหารลาสกิ ขาบท
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอาราธนาพระภิกษุสมเด็จ
เจา้ ฟ้ามงกฎุ ซ่งึ ผนวชประทับอยูว่ ดั สมอราย ใหเ้ สดจ็ มาครองวดั บวรนเิ วศ
วหิ าร และทรงสรา้ งพระตาหนักพระราชทาน คือ พระตาหนักป้ันหยาตึก
ฝรั่งพน้ื 3 ช้นั และพระองค์เสด็จมาอยคู่ รองวัดน้ีเม่ือวนั พธุ ที่ 11 มกราคม
2379 วัดบวรนิเวศซึ่งคนทั่วไปเรียกกันว่า “วัดบน” เมื่อเสด็จประทับจา
พรรษา ณ วัดแห่งน้ีทรงต้ังขนบธรรมเนียมไว้สาหรับวัดคือ ต้ังการ
นมัสการพระเป็นการทาวัตรท้ังเช้า ค่า ประจาวัน พระองค์ทรงแต่งคา
นมสั การข้ึนใหมเ่ ปน็ ภาษามคธ เป็นคารอ้ ยแกว้ เปน็ พระคาถา และนยิ มใช้
กันแพร่หลายต่อมาท้ังทรงตั้งการทาบูชาพิเศษในอภิลักขิตสมัยแห่ง
สมเด็จพระบรมศาสดา คือทามาฆบชู าในเพ็ญเดอื น 3 และวิสาขบชู าใน
เพ็ญเดือน 6 ทรงชักนาการบาเพ็ญกุศลต่าง ๆ อย่างอื่นอีกตามเทศกาล

อาทิ ถวายสลากภัตรหน้าผลไม้ ถวายผ้าจานาพรรษาเมื่อออก
พรรษา นอกจากน้ันยงั ทรงบารุงการเรยี นพระปริยตั ิธรรมให้รุง่ เรือง

พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยูห่ วั
ปี พ.ศ.2394 พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ
ประชวร มีพระอาการปรากฏให้เห็นคือพระบังคลเบาขุ่นข้นเป็นตะกอน
พระวรกายก็ทรดุ โทรม บรรทมไมห่ ลบั ให้ทรงคล่นื เหยี น เสวยพระกระยา
หารไม่ค่อยได้ ไม่สบายพระองค์ ถึงประชุมแพทย์พระโอสถอาการก็ไม่ดี
จึงเสด็จแปรพระราชฐานจากพระท่ีน่ังจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันออกซ่ึง
เป็นท่ีบรรทมแต่เดิมมาประทับอยู่ ณ พระที่น่ังตะวันตก เมื่อพระอาการ
ทรุดหนักโดยลาดับใกล้สวรรคตพระองค์มิได้แต่งต้ังองค์รัชทายาทด้วย

พระองค์เองทั้ง ๆที่พระองค์มีพระราชโอรสและพระราชธิดา รวมท้ังส้ิน
51 พระองค์ โดยประสูติก่อนพระบรมราชาภิเษก 38 พระองค์ และ
ประสูติเมื่อบรมราชาภิเษกแล้ว 13 พระองค์ แต่กลับทรงพระราชทาน
พระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์คณะเสนาบดีขุนนางผู้ใหญ่
เลือกพระเจา้ แผ่นดินตามเห็นสมควร

คร้ันถงึ วนั พธุ เดือน 5 ปีกนุ โทศก จุลศกั ราช 1212 เวลา 8 ทุ่ม หา้
บาท ซ่งึ ตรงกับ วันท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้า
เจ้าอยู่หัวเสดจ็ สวรรคต
ขึ้นครองราชย์

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวขน้ึ ครองราชย์

เม่ือสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรม
วงศานุวงศ์และคณะเสนาบดีได้ประชุมพร้อมกันมีมติให้อันเชิญพระภิกษุ
เจ้าฟา้ มงกฎุ ข้นึ ครองราชย์ วนั รงุ่ ขน้ึ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิส บุนนาค) ว่า
ท่ีสมุหกลาโหม และข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ ได้ไปท่ีวัดบวรนิเวศน์เพ่ืออัน
เชิญพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎข้ึนครองราชย์ พระองค์ทรงรับอาราธนาด้วย
ดุษณียภาพยินดีจะเป็นพระมหากษัตริย์จึงเสด็จออกจากวัดบวรนิเวศไป
ประทับอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวังในค่าวันน้ัน
และวันที่ 5 พฤษภาคม 2394 พระองค์ทรงลาผนวชต่อหน้าพระราชา
คณะฐานานุกรมเปรียญ 30 รูป อันเป็นพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย แล้ว
เสด็จไปประทับ ณ พลับพลา หน้าคลังศุภรัตน์ข้างวัดพระศรีรัตนศาสดา
ราม พอถึงวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2394 พระองค์เสด็จสรงน้า
มุรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จเฉลิมพระราช
มณเฑียรสถาน ตามโบราณขัตติยราชประเพณี มีจารึกพระบรม
นามาภไิ ธยในพระสุพรรณบตั รว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ สุทธิสมมุติเทพยพง
ศวงศาดศิ รกษัตริย์ วรขตั ตยิ ราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราช
สังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณีจักรีบรมนารถ อดิศวรราชรามวรัง
กูล สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหาร สุภาธิการ
รังสฤษดิ ธัญญลักษณ์ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชนโนตมางค
ประนต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหา
บุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุวิสุทธิวิมล ศุภศีลสมาจารย์ เพ็ช
รญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฏิสาธุคุณวิบูลยสันดาน ทิพยเทพาวตาร
ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอัครมหาบุรุษ สุต

พุทธมหากระวีตรี ปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบันฑิต สุนทรวิจิตร
ป ฏิ ภ า ณ บ ริ บู ร ณ์ คุ ณ ส า รั ส ย า ม า ทิ โ ล ก ย ดิ ล ก ม ห า ป ริ ว า ร
นายก อนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร มหาชนนิกรสโมสร
สมมติ ประสทิ ธิวรยศมโหดมบรมราชสมบตั ินพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริ
รัตโนปลกั ษณ์มหาบรมราชาภเิ ศกาภิษติ สรรพทศทิศวชิ ัตชัย สกลมไหศว
ริยมหาสวามินทรมเหศวรมหนิ ทรมหาราชาธิราชวโรดม บรมนารถชาตอิ า
ชาวศรยั พทุ ธาทิไตรรัตนสรณารกั ษ์ อกุ ฤษฐศักด์อิ ัครนเรศราธบิ ดี เมตตา
ก รุณ า สีต ล ห ฤ ทัย อ โ น ป มั ย บุญ ก า ร ส ก ล ไ พ ศ า ล ม ห า รัษ ฎ า ธิ
เบนทร ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระจอม
เ ก ล้ า เ จ้ า อ ยู่ หั ว ฯ เ ส ด็ จ เ ถ ลิ ง ถ วั ล ร า ช ย์ ใ น
พระบรมมหาราชวัง กรงุ เทพมหานคร อมรรัตนโกสนิ ทรมหินทรายุธยา”

การขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลท่ี 4 ใช่จะราบรื่นโดยง่ายดาย ได้มีผู้แสดงตนเป็นศตรูขัดขวางคือ
กรมหลวงรักษรณเรศ (หมอ่ มเจา้ ไกรสร) พระโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระ
พุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก รชั กาลท่ี 1 ซ่ึงได้แสดงตนเป็นศตรูกับพระองคต์ ั้งแต่
คราวท่ีเสด็จแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระท่ีนั่งรัชกาลที่ 3 เม่ือพระองค์
ได้รับความเห็นชอบจากพระบรมวาศานุวงศ์ให้ขึ้นครองราชย์ทาให้กรม
หลวงรักษรณเรศไมเ่ หน็ ชอบไมพ่ อพระทยั จงึ นากาลงั ขดั ขวางทา้ ยสดุ กรม
หลวงรักษรณเรศก็ถูกจบั และถูกลงพระราชอาญาสาเร็จโทษ

พระบาทสมเดจ็ พระปิ่นเกล้าเจา้ อย่หู วั

เม่ือพระองค์ได้ข้ึนครองราชย์แล้ว ทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศ
รงั สรรค์ พระอนุชาให้ดารงพระยศเสมอด้วยพระมหากษัตริย์อีกพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนที่จะ
แต่งตั้งให้ขึ้นเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯตามประเพณีสืบมาเพราะ
ทรงมีความรักใคร่ผูกพันเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาแต่ก่อน ทั้งทรงมีพระ
ปรีชาสามารถรอบรู้ การในพระนครและการต่างประเทศท้ัง
ขนบธรรมเนียมและศิลปศาสตร์เป็นอันมากท้ังพระบรมวงศานุวงศ์และ
เสนาบดีนยิ มยนิ ดีนับถอื โดยทว่ั กัน

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเสวยราชย์ เม่ือ
พ.ศ. 2394 ซ่งึ ในชว่ งแรกของการขน้ึ ครองราชยน์ ับวา่ เป็นระยะหวั เลีย้ ว
หัวต่อที่สาคัญย่ิงของประเทศ มหาอานาจในยุโรปแผ่อิทธิพลเข้า
ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย พระองค์ทรงหาหนทาง
แก้ไขโดยทรงปรับเปล่ียนทัศนะในการปกครองประเทศโดยทรง
ผ ส ม ผ ส า น ร ะ ห ว่า ง ต ะ วัน ต ก แ ล ะ ต ะ วัน อ อ ก คือ พ ร้อ ม รับ อ า ร ย ธ ร ร ม
สมัยใหม่แบบตะวันตกท้ังวางพระองค์ประดุจดังบิดาของประชาชนแบบ
ตะวันออก พระองค์ทรงมีบุญคุณต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรง
เป็นอัจฉริยกษัตริย์นาประเทศชาติให้พ้นจากการเข้าครอบครองของนัก
ล่าอาณานคิ มตะวันตกอาทิ อังกฤษ ฝร่ังเศส

พระองค์เป็นกษัตริย์ในแถบเอเชียเพียงพระองค์เดียวท่ีสามารถนา
ประเทศชาติให้รอดพ้นจากบรรดานักล่าอาณานิคม ทรงรักษาอิสรภาพ
ของประเทศไทยไว้ได้โดยศึกษาบทเรียนจากประเทศอ่ืน ๆ ที่ต้องตกเป็น
เมอื งขึ้นอันเนอ่ื งจากมวี ิเทโศบายทผี่ ิดพลาดปิดประเทศไม่ยอมรบั อทิ ธพิ ล
ของประเทศทางตะวนั ตก พระองค์ทรงคิดว่าวิธีเดียวท่ีประเทศไทยจะคง
อย่ไู ดก้ ็คือ ต้องพยายามรบั เอาอทิ ธพิ ล ความรู้ การปกครองของตะวันตก
มาประยุกต์พัฒนาปรับปรุงประเทศชาติให้ทันสมัย พระองค์ทรง
ตระหนักดีถึงผลที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เม่ือประเทศนั้นพยายามผลักดัน
ชาวตะวันตกออกไป ทรงทราบดีว่าประเทศจีนแพ้ในสงคราม
ฝิ่น ประเทศไทยต้องไม่ทาตามอย่างจีนต้องยกเลิกการอยู่อย่างโดด
เดีย่ ว อย่างท่เี คยทากันมา ต้องยอมเปิดประเทศทาการคา้ กับตา่ งชาตแิ ละ
รับความคิดเห็นใหม่ ๆ แก้ไขเปล่ียนแปลงประเพณีอันล้าสมัยของ
ตน ทั้งจาต้องศึกษาหาความรู้เข้าใจในวิชาการ ความคิด และการ
ปกครองบ้านเมืองแบบตะวันตก ด้วยการทรงวางนโยบายการปกครองท่ี
ฉลาดล้าลึกยากท่ีจะหาผู้ใดเสมอเหมือน นอกจากน้ีพระองค์ยังทรง
ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนสว่ นใหญท่ งั้ ไดท้ รงจดั ระบบการปกครองให้
ทันสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศ และยังทรงเป็นผู้นาท่ีก้าวหน้าทาง
วิทยาการแผนใหม่ ทาให้ชาติไทยเจริญก้าวหน้ารอดพ้นจากการตกเป็น
เมืองข้นึ ของนกั ลา่ อาณานคิ มตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ
เป็นอเนกอนนั ต์หาท่สี ดุ มิได้ ดว้ ยพระราชกรณยี กิจใหญ่น้อยทั้งปวงที่ทรง
กระทาอันแสดงถึงพระอัจฉริยะของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง
การทูต หรือทางด้านวิชาการ ซ่ึงจะหามหากษัตริย์ท่ีพระปรีชาสามารถ

เทียบเท่าพระองค์ได้ยากย่ิงและพระราชกรณียกิจท่ีสาคัญอันทาให้
ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยประชาไทยประสบสุขเป็นผลมาจาก
หลักธรรมทางศาสนาประกอบกับการใชช้ ีวติ ในระหว่างท่ีทรงผนวชที่ต้อง
คลุกคลีกับสามัญชน จึงทาให้พระองค์ท่านทรงเมตตาต่อราษฎรของ
พระองคอ์ ย่างแท้จรงิ ทรงเห็นว่าไมม่ ีประโยชน์ที่จะไปยึดตามโบราณราช
ประเพณีท่ีมุ่งจะรักษาความปลอดภัยโดยการห้ามราษฎรเฝ้าใกล้ชิดและ
มองดูพระมหากษัตริย์ของตน จึงมีพระราชดาริเปิดโอกาสให้แก้ไขตาม
ความเหมาะสม
พระราชลัญจกรรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว

พระราชลัญจกรประจารัชกาลที่ 4 เรียกว่า พระราชลัญจกรพระ
มหามงกฎุ ลกั ษณะเปน็ รูปกลมรี ลายกลางเปน็ รูปพระมหาพิชัยมงกฎุ อนั
เป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "มงกุฎ" ซ่ึงเป็นศิรา

ภรณ์สาคัญของพระมหากษัตริย์ อยู่ในเครื่องเบญจราชกุธภัณฑ์ มีฉัตร
บริวารตง้ั ขนาบข้างทรี่ ิมขอบทงั้ สองขา้ ง มพี านทองสองชน้ั วางพระแวน่ สรุ ิ
ยกานต์หรือเพชรข้างหนึ่ง สมุดตาราข้างหนึ่ง รูปพระแว่นสุริยกานต์หรือ
เพชรนี้มาจากฉายาเม่ือผนวชว่า "วชิรญาณ" ส่วนสมุดตารามาจากเหตุท่ี
ไดท้ รงศึกษาเชย่ี วชาญในทางอักษรศาสตร์และดาราศาสตร์ องค์พระราช
ลัญจกรนี้เป็นตรากลมรีรูปไข่แนวนอน กว้าง 5.5 เซนติเมตร ยาว 6.8
เซนตเิ มตร
พระพทุ ธรปู ประจารชั กาลที่ 4

พระชยั วฒั น์พระประจารชั กาลท่ี 4

วดั ประจารชั กาลท่ี 4

วัดราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม
วัดราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม เปน็ พระอารามหลวงชน้ั เอก ชนดิ
ราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั โปรดเกลา้ ฯ ให้
สรา้ งขน้ึ ตามธรรมเนยี มประเพณโี บราณทวี่ า่ ในราชธานจี ะต้องมวี ดั
สาคญั ประจา 3 วดั คอื วดั มหาธาตุ วดั ราชบูรณะ และวดั ราชประดษิ ฐาน
เชน่ ท่ีสโุ ขทัย สวรรคโลก พษิ ณโุ ลก และพระนครศรอี ยธุ ยา แตใ่ นสมยั
รัตนโกสนิ ทร์ สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาสรุ สงิ หนาท กรมพระราชวงั บวร
สถานมงคลในรชั กาลท่ี 1 โปรดเกลา้ ฯ ให้สถาปนาวัดสลกั เปน็ วดั
นิพพานารามและเปลย่ี นเปน็ วดั พระศรสี รรเพชญ์ แต่ตอ่ มามพี ระราชดาริ
วา่ ในกรงุ เทพฯ ยงั ไมม่ ีวดั มหาธาตุ จงึ เปลยี่ นชอ่ื วัดพระศรสี รรเพชญเ์ ปน็

วัดมหาธาตุ และพระสมั พันธวงศเ์ ธอ กรมหลวงเทพหริรกั ษ์ พระโอรสใน
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ กรมพระศรีสดุ ารกั ษ์ พระเชษฐภคนิ ีใน
รชั กาลที่ 1 ทรงบูรณะวดั เลยี บ ตอ่ มา ไดน้ ามวา่ วดั ราชบรู ณะ ยงั คงขาด
แตว่ ดั ราชประดษิ ฐฯ เทา่ นนั้ จงึ ทรงสรา้ งขนึ้ ใหม่เพื่อใหค้ รบตามโบราณ
ราชประเพณี และเพอ่ื พระอทุ ศิ ถวายแกพ่ ระสงฆฝ์ า่ ยธรรมยตุ กิ นกิ าย
เพื่อทพ่ี ระองคเ์ องและเจ้านาย ขา้ ราชการ ทจี่ ะไปทาบญุ ทว่ี ดั ฝา่ ย
ธรรมยตุ กิ นกิ ายใกล้พระบรมมหาราชวงั ได้สะดวก วดั ราชประดษิ ฐจงึ เปน็
วดั ฝ่ายธรรมยุตกิ นกิ ายวดั แรกทีส่ รา้ งขนึ้ เพอ่ื พระสงฆ์ในนกิ ายน้ี เพราะวัด
อ่นื ๆ ของฝ่ายธรรมยตุ เิ ปน็ วดั ทแี่ ปลงมาจากวดั ของมหานิกาย

พระราชกรณยี กจิ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว
ดว้ ยการตดิ ต่อกบั ชาตติ ะวันตก และปรบั ขนบธรรมเนยี มประเพณี

สมเดจ็ พระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรงั่ เศส ได้แตง่ ทูตมาแลกเปลย่ี น
หนงั สอื สญั ญาทางพระราชไมตรเี มื่อ พ.ศ. 2406 และไดท้ ลู เกลา้ ถวาย
เคร่ืองราชอสิ รยิ าภรณเ์ ลยอง ดอนเนอร์ และพระบาทสมเดจ็ พระจอม

เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 4 เสด็จออก ณ พระทน่ี งั่ อนนั ตสมาคม
ในหมพู่ ระอภเิ นาวนเิ วศน์ ในพระบรมมหาราชวงั เมอื่ พ.ศ. 2410
เพอื่ ทรงรบั ราชทตู ฝรงั่ เศสอีกคณะหนงึ่ จึงทรงสายสะพายเลยอง

ดอนเนอรพ์ รอ้ มดารา เพอ่ื เปน็ เกียรตยิ ศแดช่ าวฝรง่ั เศส
(ภาพจากหนงั สือ สมุดภาพเหตกุ ารณส์ าคญั ของกรงุ รตั นโกสนิ ทร์)

ในสมยั รัชกาลที่ 4 ชาวตะวนั ตกได้รบั ความอนเุ คราะหใ์ หพ้ านกั พกั
พงิ และเผยแผศ่ าสนาได้โดยเสรี ตามนโยบายเปดิ ประเทศของพระจอม
เกลา้ ฯ

กระบวนเสดจ็ รชั กาลที่ 4 ไปยงั วัดพระเชตพุ ลวมิ ลมงั คลาราม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงปฏิรูปหลายประการโดย ทรง
ยอมรบั ขนบธรรมเนียมประเพณตี ะวนั ตกท่เี ปน็ การแสดงออกถงึ เกยี รตยิ ศ
ของชาติหรือแสดงให้เห็นถึงการสลัดทิ้งซ่ึงความป่าเถื่อน ประเพณี
ต่าง ๆ ท่ีทรงรับมาใช้คือประเพณีการสวมเสื้อเข้าเฝ้า มีพระบรมราช
โองการใหท้ ุกคนสวมเสื้อ (เส้อื แรก ๆ น้ันตัดแบบพวกแขกบ้าบ๋า) เข้าเฝ้า
และพระราชทานพระบรมราชานญุ าตใหช้ าวตา่ งประเทศยืนเฝ้าไดใ้ นทอ้ ง
พระโรง โปรดให้ทาเครื่องราชอิสรยิ าภรณ์ตอบแทนกบั ชาวตา่ งประเทศมี
พระราชดาริให้มีพระราชพิธีฉัตรมงคลข้ึนให้เหมือนกับพระราชพิธีท่ี

กระทาในวันเสวยราชยข์ องพระมหากษัตรยิ ท์ างตะวนั ตก และโปรดใหท้ ตู
กับขุนนาง ผู้ใหญ่บ้านร่วมโต๊ะเสวยได้ เช่นในงานเฉลิมพระ
ชนมพรรษา การเข้าเฝ้าในขณะที่เสด็จประพาส ก็โปรดให้ราษฎรเข้าเฝ้า
ได้อย่างใกล้ชิด ซ่ึงแต่เดิมตามรายทางท่ีเสด็จผ่าน ราษฎรจะต้องปิด
หนา้ ต่างประตูจนหมดสิ้น

รัชกาลที่ 4 ทรงไม่เห็นชอบกับการไล่ราษฎรไม่ให้มารับเสด็จฯ
อย่างใกล้ชิด ดังพระราชดาริว่า “…ก็ไล่คนเสียมิให้อยู่ใกล้ทางเสด็จพระ
ราชดาเนิน แลว้ ใหช้ าวบ้านปิดประตูโรงประตูร้าน ประตูหน้าถังเสียหมด
กม็ ิไดเ้ ปน็ การท่ีจะป้องกันอันตรายอยา่ งไรอยา่ งหนงึ่ ได้ ไมเ่ หน็ เปน็ คณุ เลย
เหน็ เป็นโทษเป็นหลายประการ…” ทรงมีพระราชประสงค์ทอดพระเนตร
ราษฎรท่ีเคยเฝ้าหรือทรงรู้จักกันมาก่อน อีกทั้งทรงมีพระราชดาริว่า
ราษฎรท่ีเข้าไปอยใู่ นอาคารบ้านเรอื นตามเสน้ ทางเสดจ็ ฯ นั้น จะเป็นคนดี
หรอื คนเสียจริตประการใดท่ีมาคอยแอบแฝงอยกู่ ไ็ มท่ ราบได้

ดังน้ัน รัชกาลที่ 4 จึงออกประกาศ เร่ือง “ประกาศยกเลิกการยิง
กระสุนแลอนุญาตให้ราษฎรเฝ้าได้ในทางเสด็จพระราชดาเนิน” ณ วัน
อาทิตย์ เดือนแปด ข้ึน 7 ค่า ปีมะเส็ง นพศก (28 มิถุนายน พ.ศ. 2400)
สรปุ วา่ เม่ือมกี ระบวนเสด็จพระราชดาเนินทางสถลมารคก็ดี ทางชลมารค
ก็ดี ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าท่ีขับไล่ราษฎรไปไกล และอย่าให้ปิดประตูอาคาร
บ้านเรือนรวมถึงประตูแพ และให้ราษฎรออกมาเฝ้ารับเสด็จถวายบังคม
ให้ทอดพระเนตร

ส่วนการถวายฎีกาก็ให้งดเว้นการเฆ่ียน 30 ที ท่ีมีมาแต่เดิม
เสีย พระองค์ท่านเสด็จออกรับการร้องทุกข์ทุกวันโกน เดือนละ 4 คร้ัง
และยังโปรดให้ถวายฎีกาแทนกันได้ ที่สาคัญคือการยกย่องฐานะสตรี
เทียบเท่าบุรุษ และขณะเดียวกันก็ยกย่องความเป็นคนของแต่ละบุคคล
ให้เสมอกัน ทั้งยังทรงลดพระราชอานาจที่เป็นสิทธิขาดของ
พระมหากษัตริย์ลงหลายประการ ประการที่สาคัญก็คือ ไม่ทรงถือว่า
พระมหากษัตรยิ ์จะเปน็ เจ้าของทีด่ ินในพระราช อาณาจกั รแตเ่ พยี งผ้เู ดยี ว
หากมีพระราชประสงค์ท่ีดินตรงไหนของใครก็จะมีพระราชอานาจไปยึด
ครองที่ตรงนั้นได้ตามพระราชประสงค์ ทั้งน้ีเพราะทรงเห็นว่ากฎหมาย
เช่นนี้ไม่ยุติธรรม ได้โปรดให้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาที่ดินเมื่อ
ปี พ.ศ. 2399 และปี พ.ศ. 2403 เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าฯ ทรงครองราชย์พร้อมกับการเร่ิมนาการเปลี่ยนแปลงเข้า
มา พระองค์จะต้องทาให้เห็นว่าลักษณะของพระมหากษัตริย์แบบน้ีเป็น
แบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทรงพยายามปฏิบัติพระองค์เพื่อให้ผู้อ่ืน
เห็นว่าทรงมีความสามารถใช้ชีวิตทางโลกได้ดีไม่ย่ิงหย่อนไปกว่าทาง
ธรรม ฉะน้ันจึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยอมรับฟังความเห็นของคน
ส่วนใหญ่

ด้านภาษาตา่ งประเทศ

แหมม่ แอนนาครสู อนภาษาตา่ งประเทศในสมัยรัชกาลท่ี4
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พระราชกรณียกิจที่
สาคัญยิ่งคือการปรับประเทศให้ทันสมัย ซ่ึงมีจุดมุ่งหมายอยู่ท่ี “รู้จักและ
ส้องเสพย์กฎหมายและอย่างธรรมเนียมอันดี ๆ ในบ้านเมือง” ทรงเห็น
ตัวอย่างของประเทศเพ่ือนบ้าน เช่น อินเดีย พม่า ลาว เขมร มลายู และ
จีนที่ดาเนินนโยบายผิดพลาดแข็งกร้าวกับประเทศจักรวรรดินิยมและใน
ที่สุดแล้วย่อมหนีเภทภัยไม่พ้น การติดต่อกับประเทศจักรวรรดินิยมใน
สมัยน้ันมิใช่เร่ืองง่าย ๆ โดยเฉพาะเม่ือชาติไทยถูกจัดเป็นชาติไทยป่า
เถอื่ น ไม่ไดเ้ ปน็ ชาตอิ ารยะ ตราบนัน้ ชาติไทย จะถูกเบียดเบียนจนสูญส้ิน
อสิ รภาพ ดงั น้นั ด้วยปรีชาญาณของพระองค์ในการหยั่งรู้ท่าทแี ละทศั นคติ
ของมหาอานาจได้เปล่ียนแปลงพัฒนาแก้ไข จนสามารถนาชาติไทยให้

รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมได้ โดยการเปล่ียนแปลงประเทศให้
ทนั สมัยพรองคท์ รงดาเนนิ การเป็นไปใน 2 ลกั ษณะ ควบคู่กนั ไปคอื รบั เอา
ความเจริญแบบตะวนั ตกมาใชใ้ นสังคมไทย และปรบั ปรงุ ของเดมิ ทมี่ อี ยใู่ ห้
เหมาะสมกบั สถานการณท์ จ่ี ะเปลย่ี นแปลง

ขัน้ ตอนแรกที่ทรงดาเนินการคือการเรยี นรภู้ าษาองั กฤษ เพอื่ จะเปน็
ส่ือในการแลกเปลี่ยนเอาความทันสมัย ลาพังพระองค์เองทรงศึกษา
ภาษาองั กฤษอย่กู บั มร. คาสเวลล์ หมอสอนศาสนา เปน็ เวลา 6 ปี ทรง
สนับสนุนโรงเรียนของหมอสอนศาสนาท่ีเข้ามาเปิดในประเทศไทยเพื่อ
อบรมส่ังสอนให้คนไทยมีความรู้ในภาษา วรรณคดี และวิทยาการของ
ตะวันตกทรงส่งเสริมให้เจ้าจอม พระราชโอรสธิดา ได้รับการศึกษา
ภาษาองั กฤษ เมื่อทรงครองราชย์แล้วประมาณ 3 เดอื น ไดโ้ ปรดใหภ้ รรยา
ของหมอสอนศาสนา เช่น นางบรัดเล นางแมททูน เข้าไปสอน
ภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง และต่อมาได้ทรงจ้างแหม่ม
แอนนา เลียวโนเวนส์ เป็นครูในพระบรมมหาราชวังอย่างเป็นทางการ
นอกจากการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยัง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯส่งข้าราชการระดับบริหารไปศึกษางานที่
จาเปน็ สาหรับราชการไทย ณ ตา่ งประเทศดว้ ย เชน่ สง่ ขนุ มหาสทิ ธโิ วหาร
ออกไปดกู ารพมิ พ์ ณ ตา่ งประเทศ ในปี พ.ศ. 2404 และส่งหมนื่ จักรวจิ ิตร
ไปเรียนแก้นาฬิกา

ดา้ นการสร้างสถาปัตยกรรมฝรัง่ ในบางกอก

ภาพภายในพระทน่ี ง่ั อนนั ตสมาคม ในพระอภเิ นาวน์ เิ วศน์
(ภาพจาก สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ในสมัยรัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
ตระหนักถึงความจาเป็นที่จะต้องติดต่อและมีความสัมพันธ์กับชาติทาง
ตะวันตก ทั้งในด้านการค้าขาย การเมือง และการรับวิทยาการ
สมัยใหม่ เพื่อให้ต่างชาติเชื่อถือว่าสยามประเทศได้พัฒนาแล้วไปสู่ความ
เป็นอารยะ และมคี วามคดิ ก้าวหนา้ มใิ ช่ชาติลา้ หลังด้อยพฒั นา เพอ่ื เอาตวั
รอดจากการที่ฝรั่งใช้เปน็ ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม และด้วยสาเหตุแห่ง
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นชาติที่พัฒนาแล้วน่ีเอง ทาให้เมืองบางกอก
อันเป็นราชธานีของสยามประเทศจาเป็นต้องปรับปรุงเปล่ียนแปลงด้วย

การรับอารยธรรมจากตะวันตกในรูปแบบศิลปวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เป็น
แบบยุโรปกค็ ืบคลานเข้ามาใหเ้ ห็นอยา่ งรวดเรว็ ในเขตพระราชฐาน แม้แต่
ในห้องพระบรรทม ในพิพิธภัณฑ์ หรือการอบรมส่ังสอนแบบฝรั่งแก่ชาว
ราชสานักโดยครูแหมม่

สิ่งกอ่ สร้างในพระบรมราชวงั สมัยรัชกาลที่ 4 เช่น การสร้างหมู่พระ
อภิเนาว์นิเวศน์เป็นภาพลักษณ์ใหม่แบบตะวันตกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นให้โดด
เด่นและแตกต่างจากท่ีในรว้ั ในวงั เคยมี เป็นข้อสังเกตและได้รับคาเยินยอ
จากราชทูตยุโรปที่ถูกเชิญให้เข้าไปเยือนภายในอยู่เนืองๆ โดยในสมัย
รัชกาลที่ 4 ซง่ึ กรมขนุ ราชสีหวิกรมทรงรับราชการอยู่นี้ เป็นช่วงเวลาแห่ง
การเปลยี่ นผ่านของการรับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้าสู่สยามประเทศใน
หลายๆ ด้าน ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ด้านงานช่างของหลวงซ่ึงนายช่างย่อมต้อง
ปฏิบัติงานถวายให้ได้ต้องตามพระราชประสงค์ ดังปรากฏหลักฐาน
ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
โปรดเกลา้ ฯ ให้กากับดูแลการกอ่ สรา้ งถาวรวตั ถทุ ส่ี าคัญทงั้ พระราชฐานท่ี
ป ร ะ ทั บ บ า ง แ ห่ ง ใ น พ ร ะ บ ร ม ม ห า ร า ช วั ง แ ล ะ พ ร ะ ร า ช นิ เ ว ศ น์ ใ น
ต่างจังหวัด รวมทั้งพระอารามสาคัญอีกหลายแห่งผลงานของ พระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม จึงควรค่าแก่การศึกษาทั้งในส่วนของ
งานชา่ งท่ียงั คงรูปแบบศลิ ปะอย่างไทยประเพณีเพื่อให้สมพระเกียรติแห่ง
องค์พระมหากษัตริย์ และยังมีส่วนท่ีต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเพ่ือให้สอด
รับกับการเปล่ียนแปลงของบ้านเมือง รวมท้ังพระราชนิยมในรัชกาล
ท่ี 4 ทม่ี พี ระราชประสงคใ์ หก้ ่อสร้างอาคารรูปแบบตะวันตก

ด้านโบราณคดแี ละประวัติศาสตร์

หลกั ศลิ าจารกึ พอ่ ขนุ รามคาแหง
พระปรีชาญาณท่ีควรจะกล่าวถึงอีกเร่ืองหน่ึง คือการที่ทรงเป็น
นักศึกษาค้นคว้า ท้ังทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษาศิลา
จารึกน่าจะน้อมราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณท่ีทรงเป็นธุระจัดการสืบ
ค้นหาศิลาจารกึ สมัยสุโขทยั แลว้ นามาประดษิ ฐาน ในพพิ ธิ ภัณฑเ์ ก็บไวใ้ ห้
คนรุ่นหลังมีโอกาสศึกษากนั มาจนทุกวันน้ี
ส่วนทางด้านประวัติศาสตร์ พระราชหัตถเลขาฉบับนี้แสดงให้
เห็นว่าเมื่อคราวโปรดให้แต่งพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาน้ัน ทรง
คานึงถึงความถูกต้อง มีการตรวจสอบเอกสารจากที่ต่าง ๆ นับเป็น
คณุ ประโยชนต์ ่อนกั ศึกษาประวตั ศิ าสตร์รุ่นตอ่ มามใิ ช่น้อย

ดา้ นการพระราชพธิ ี
พระราชพธิ วี นั มาฆบชู า

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดาริเห็นว่าวันมาฆบูชา เป็นวันสาคัญทางพุทธ
ศาสนาวันหน่ึง ซ่ึงมีในวันเพ็ญกลางเดือน 3 เช่นเดียวกับวันวิสาขบูชา ที่
จัดให้มีข้ึนในรัชกาลที่ 2 เหมือนกันฉันน้ันจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีขึ้นในวัด
พระศรีรัตนศาสดารามเป็นคร้ังแรกและให้ถือเป็นกาหนดในทางราชการ
เป็นงานหลวงตลอดไป ต่อมาวัดอ่ืน ๆ ท่ัวพระราชอาณาจักรได้จัดให้
มี และถอื เปน็ ประเพณีสบื มา

พระราชพธิ ฉี ัตรมงคล

วันท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
พระราชดาริเห็นว่า พระมหากษัตริย์ในต่างประเทศได้นิยมวันเสวยราชย์
เป็นวันสาคัญวันหน่ึงโดยถือว่าวันนั้นเป็นวันสมโภช พระมหาเศวตฉัตร
ฉะนั้นจึงควรจัดให้มีการฉลองสาหรับวันนั้นข้ึน จะได้เป็นสวัสดิมงคลแก่
ราชสมบตั ิ และบา้ นเมอื ง พระองค์จงึ โปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ระกอบพระราชพธิ ี
ขน้ึ เป็นทางราชการและใหเ้ ป็นงานประจาปตี ลอดไป

ในรัชกาลก่อน ๆ ไม่เคยปรากฏว่า ได้มีพระราชพิธีสมโภชพระมหา
เศวตฉตั รเชน่ น้เี ลย พิธีน้นี ับวา่ เป็นครัง้ แรกท่ีมีข้ึนในรัชกาลท่ี 4 จากการ

ทีพ่ ระองคท์ รงรู้ขนบธรรมเนียมและมีการติดต่อกับต่างประเทศ พระราช
พิธนี ้ีไดถ้ อื เป็นพระเพณีตอ่ มา จนทกุ วนั นี้
พิธถี วายผา้ จานาพรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภถึงพระอัฐแห่ง
พระบรมวงศานุวงศ์ ซ่ึงประดิษฐานอยู่ตามพระอารามหลวงหลายพระ
อารามตา่ ง ๆ กัน เพื่อที่จะทรงบาเพ็ญพระราชกศุ ลอทุ ิศถวายตามควรแก่
โอกาส ดงั น้ัน พระองค์จึงไดโ้ ปรดเกล้าฯ ให้จัดการเรยี่ ไรเงินจากพระบรม
วงศานุวงศ์ พร้อมกับผ้าขาวและเครื่องไทยทานทั้งปวง มามอบถวาย
เป็นของกลางไว้ที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และวัดราชโอรสา
ราม (วดั จอมทอง) ซ่งึ เป็นพระอารามหลวงแหง่ แรกทพ่ี ระองคท์ รงกาหนด

ในคร้ังน้ัน เมื่อทอดผ้าตามพระอัฐพระบรมวงศานุวงศ์ เสร็จแล้วภิกษุ
สงฆ์ชักผ้าบังสุกุล แล้วถวายอนุโมทนา ต่อจากนั้นมาก็เลยเป็นประเทศ
เพณีที่พุทธศานิกชนนิยมถวายผ้าจานาพรรษาตามอย่างสืบมา แต่การ
ถวายผ้าจานาพรรษาน้ันจะต้องทาในเขตจีวรกาลกาหนดตั้งแต่วันแรม 1
ค่า เดือน 11 จนถึงวันขึน้ 15 ค่า เดือน 4 การบาเพญ็ กศุ ลเชน่ นี้ ไม่ได้ทา
กันเป็นงานใหญ่เหมือนการกุศลอื่น ๆ เป็นแต่เพียงทากันเงียบ ๆ เพราะ
ไม่ได้กาหนดเหมือนวันวิสาขะหรือมาฆบูชา ซ่ึงเป็นประเพณีสาคัญทาง
พระพทุ ธศาสนา เป็นตน้

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั พระราชทานธรรมเทศนาให้
กรมการฝา่ ยในฟงั ในวนั วสิ าขบชู า (ภาพจากหนงั สือ “ประชมุ ภาพ
ประวตั ศิ าสตร์แผน่ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ”)

นับวา่ พระองค์ทรงเปน็ องค์เอกอคั รศาสนปู ถมั ภก ทค่ี วรจะไดร้ าลกึ
ถึงพระกรุณาคุณแผ่เมตตาจิตถวาย เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตา
ธรรม แดผ่ ทู้ รงพระกรุณาธคิ ุณแหง่ พระพทุ ธศาสนาในประเทศอยา่ งย่ิง

ด้านสง่ เสรมิ ภาษาไทย

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ
พระองคท์ รงใส่พระทยั ในเรอื่ งการใชภ้ าษาไทยของคนไทยท้ังหลาย
เป็นอันมาก ส่อให้เห็นว่ามิได้สนพระทัยแต่เร่ืองความทันสมัยเท่านั้น ได้
พระราชทานพระราชกระแสทักท้วง แนะนา ตักเตือนคนทุกระดับขั้น
ตั้งแต่ขุนนางข้าราชการไปจนถึงชาวบ้านทั่วไปท้ังเรื่องการเขียน การ
อ่าน การพูดและการใช้ภาษาไทย ย่ิงเป็นผู้รู้ก็จะย่ิงทรงกวดขันเป็น
พิเศษ เน่ืองดว้ ยคนเหลา่ นั้นจะเปน็ ตัวอย่างแก่คนอ่ืน ๆ อีกมากมาย และ
จะกร้ิวที่มีการพลิกแพลงการใช้คามากเกินไป ยกตัวอย่างคาราชา
ศัพท์ คาราชาศัพท์น้ีแต่เดิมมาน้ันอาลักษณ์และมหาดเล็กจะจดจาคา
เพ็ดทูลของข้าราชการท่ีรู้แบบแผนมาแต่เดิมบ้างใช้ภาษามคธแทน
บ้าง เล่ียงคาหยาบคายและคาผวนเสยี บ้าง เมือ่ กราบทลู ขนึ้ ไปโปรดว่าดกี ็

จดไว้เป็นหลักฐานนามาใช้เทียบเคียงกับคาอื่น ๆ ท่ีคล้ายกัน การเล่ียง
หรือการพลิกแพลงมากจนเกินไปอาจทาให้ภาษาเสียได้ ยกตัวอย่างเคย
กริ้วเม่ือมีผู้เรียกดอกนมแมวว่าดอกถันวิฬาร์ เรียกช้างว่าสัตว์โต มีรับส่ัง
วา่ พวกนเี้ ป็นพวก ใจกระดุกกระดิกคดิ พิเรนทร์

สาหรับผู้ใช้ภาษาไทยผิด ๆ นั้นทรงมีวิธีการลงโทษเพ่ือให้จดจาได้
หลายวิธีด้วยกันนับต้ังแต่ “ทรงแช่งไว้ว่าให้ศีรษะคนนั้นล้านเหมือนหลวง
ตาในวันโกนเป็นนิจนิรันดร์ไป” “โปรดให้อาลักษณ์ปรับเสียคนละ
เฟื้อง” จนกระท่ัง “ให้กวาดชานหมากและล้างน้าหมาก ท้ังใน ท้ังนอก
ท้องพระโรพระบรมมหาราชวัง”ดังน้ี เป็นตน้

พระอัจฉริยะทางภาษาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงจะ
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพราะตราบจนทุกวันน้ีหนังสือหลักภาษาไทยยัง
บรรจุการสอนเรื่องกับ แก่ แต่ ต่อ ซึ่งนามาจากพระบรมราชาธิบายของ
พระองคท์ ่าน

“อริยกะ” อกั ษรทร่ี ชั กาลท่ี 4 “ทรงประดษิ ฐ”์

พระราชหตั ถลเขา รัชกาลท่ี 4 ทรงอักษร อรยิ กะ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะ
นนั้ สาหรบั ชว่ งเวลาไม่ปรากฏชดั เจน สันนิษฐานกันว่าน่าจะทรงประดิษฐ์
ขึ้นหลังจากได้เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว เพราะในเวลานั้นมีผู้
มาถวายตัวเป็นศิษย์เพ่ือประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์เป็นจานวน
มากและเพื่อให้การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยเป็นไปโดยสะดวกจึง
นา่ จะทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะขน้ึ สาหรบั ใชแ้ ทน “อักษรขอม” ทแ่ี ตเ่ ดมิ
ถือเป็น “อักษรศักดิ์สิทธ์ิ” สาหรับเขียนเร่ืองราวท่ีเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนาทั้งที่เป็นภาษาบาลี (เรียกว่า “อักษรขอมบาลี”) และ
ภาษาไทย (เรียกว่า “อักษรขอมไทย”)รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้มีความรู้ด้านการพิมพ์ ทรงรู้ปัญหาในการหล่อ

และการเรยี งพมิ พ์ ด้วยเหตุที่ทรงรู้ภาษาอังกฤษและภาษาละตินจึงน่าจะ
ทรงดัดแปลงอักษรไทยและวิธีการเขียนโดยอาศัยแบบอย่างจาก “อักษร
โรมัน” เป็นแม่แบบท้ังนี้เพราะลักษณะการวางรูปสระในระบบการเขียน
ของอุษาคเนย์ เช่น อกั ษรขอม หรืออักษรไทย นิยมวางสระไวท้ ง้ั ดา้ นหนา้
ด้านบน ดา้ นลา่ ง และดา้ นหลังพยญั ชนะ ซ่ึงจะเกิดปัญหามากสาหรับการ
เขียนหรอื การพิมพ์ในระบบการเขียน “อักษรขอม” แลว้ ย่งิ มคี วามย่งุ ยาก
โดยเฉพาะระบบอักษรท่ีมีทั้ง “พยัญชนะตัวเต็ม” และ “พยัญชนะตัว
เชงิ ”

ด้วยเหตุนี้เมื่อพระวชิรญาณเถระ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว) ทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะขึ้น จึงน่าจะทรงพยายามท่ีจะตัด
ความยุ่งยากในระบบการเขยี นในอกั ษรขอมและอกั ษรไทยออกไปทง้ั หมด
และใช้ตามระบบการเขียนอักษร “โรมนั ” ซ่ึงงา่ ยกวา่ ท้ังในด้านการเรียง
พยัญชนะและสระ (ซงึ่ เขียนเรยี งไว้หลงั พยญั ชนะทั้งหมด) ดังน้ัน “อักษร
อริยกะ” จึงเป็นอักษรที่ได้รับอิทธิพลทางรูปแบบตัวอักษรและอิทธิพล
ทางดา้ นอกั ขรวิธีในการเขยี นจาก “อกั ษรโรมัน” น่ันเอง

การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์อักษร
แบบใหม่ขึ้นแล้วพระราชทานนามว่า “อักษรอริยะ” อาจเน่ืองมาจาก
ต้องการแสดงให้เห็นว่าอักษรประเภทน้ีเป็นอักษรของ “ผู้เป็นอารยชน”
ซึ่งอาจมีความหมายเป็นนัยยะที่แสดงถึงการปรับตัวเข้าหาความเป็น
“อริยะ” หรือ “อารยะ” (อาจหมายถงึ ประเทศตะวันตก)

ดังนั้นการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์
อักษร “อริยกะ” ขึ้นใช้ นอกจากจะเพื่อความสะดวกในการศึกษาเล่า
เรยี นแทนอกั ษรขอมแลว้ (ซง่ึ โดยความเป็นจรงิ อาจยุ่งยากกว่าเพราะต้อง
ปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ท้ังหมด) ยังอาจมีนัยยะถึงการปรับเปล่ียน
เขา้ หาความเปน็ อารยะ (ความเปน็ ตะวนั ตก) อีกด้วย
ความแพรห่ ลายและความเสือ่ มของอักษร “อรยิ กะ”

จารกึ อกั ษรอรยิ กะ บรรทดั ที่ 1 ของจารึกวดั ราชประดษิ ฐ์
กรงุ เทพมหานคร

หลักฐานเกี่ยวกับความแพร่หลายของอักษรอริยกะมีไม่มากนัก
ทราบเพียงวา่ มกี ารนามาใช้พมิ พ์บทสวดมนต์บ้าง พิมพ์หนังสือปาฏิโมกข์
บ้าง และพิมพ์หนังสืออ่ืนๆ บ้าง และใช้แทนหนังสือใบลานที่เคย
แพร่หลายมาแต่เดิม แต่ความแพร่หลายน้ีก็จากัดวงอยู่เฉพาะในวัดบวร
นิเวศวิหารเท่าน้ันจารึกอักษรอริยกะท่ีมีใช้ให้เห็นอยู่อย่างชัดเจนใน
ปัจจุบันคือ จารึกวัดราชประดิษฐ์ ซ่ึงเป็นจารึกข้อความบนแผ่นหินอ่อน


Click to View FlipBook Version