The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ รัชกาลที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-08-06 09:53:29

พระราชประวัติ รัชกาลที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง)

พระราชประวัติ รัชกาลที่ ๔ (ฉบับปรับปรุง)

พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการสร้าง
วัดราชประดษิ ฐ์ ขอ้ ความทจ่ี ารกึ ดว้ ยอักษรอรยิ กะ คือข้อความในบรรทัด
ที่ 1 เป็นอักษรอริยกะ ภาษาบาลี เช่นเดียวกับบรรทัดท่ี 40-42 ที่จารึก
ต่อจากข้อความอักษรขอมภาษาบาลี และในข้อความตอนท้ายบรรทัดท่ี
77-78 ของจารึกก็จารึกด้วยอักษรอริยกะเช่นเดียวกันต่อมาเม่ือ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชข้ึนเสวยราชสมบัติ
แล้ว การใช้อักษรอริยกะก็เส่ือมไปในที่สุด ท้ังนี้อาจเนื่องมาจากมีรูปร่าง
และระบบอักขรวิธีแตกต่างจากอักษรไทยมากจึงไม่ได้รับความนิยมและ
คอ่ ยๆ เลกิ ใชไ้ ปตอ่ มาในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ทรงไดน้ ารปู อกั ษรไทยมาใช้เขยี นภาษาบาลีได้ ความจาเป็นที่จะใช้อักษร
อรยิ กะเขยี นแทนอักษรขอมก็หมดลงในท่ีสุด

ดา้ นการอนรุ กั ษแ์ ละฟ้นื ฟูศลิ ปวฒั นธรรมไทย

การละเล่นโขนในสมัยรัชกาลท่ี4
พระราชกรณียกิจที่สาคัญอันควรจะกล่าวถึงในเร่ืองการอนุรักษ์
และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง คือการพระราชทานพระบรมรา
ชานุญาตให้หัดละครผู้หญิงกันได้ทั่วไป และพระราชทานพระบรมรา
ชานญุ าตให้นาบทประพนธ์ไปเล่นได้ เปน็ เหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการ
เล่นละครซึ่งเดิมผู้ชายเล่นมาก่อนเป็นผู้หญิงเล่นกันทั่วไปไม่จาเป็นต้อง
เป็นเฉพาะละครหลวงเทา่ นน้ั ครน้ั ละครผหู้ ญงิ แพรห่ ลายขนึ้ เปน็ ทถ่ี กู อก
ถูกใจคนดู เจ้าของงานที่ประสงค์ให้งานของตนครึกคร้ืนหรือแม้กระท่ัง
เจ้าของโรงบ่อนท่ีต้องการให้คนเข้าบ่อนมาก ๆ ต่างก็หาละครผู้หญิงไป
แสดง ละครท่ีได้รับงานบ่อย ๆ เจ้าของโรงก็ได้รับผลประโยชน์มาก จึง
โปรดใหต้ ้งั ภาษีโขนละครข้ึนเพ่ือช่วยราชการแผน่ ดนิ ส่วนบทละครนน้ั แต่

เดิมมกั จะนาเร่ืองมาจากหนงั สอื ชาดก เช่น สงั ขท์ อง บา้ งกน็ าเรือ่ งมาจาก
นิทานพื้นเมือง เช่น ไกรทอง ในสมัยรัชกาลท่ี 2 ทรงพระราชนิพนธ์บท
ละครเป็นตอน ๆ ขึ้นหลายบทตอน แต่มักจะใช้เล่นสาหรับละคร
หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นาบทละครที่เป็นพระราชนิพนธ์
ไปเล่นได้ นอกจากคนจะนาไปเล่นกันจนแพร่หลายแล้วยังเป็นแม่แบบ
สาหรับคนท่ีจะแต่บทละครขึ้นใหม่ โดยแต่งแต่เฉพาะตอนที่จะให้เล่น
ละคร ตามแบบบทละครพระราชนพิ นธ์รัชกาลท่ี 2 ท่ัวไปในรัชกาลนี้ไม่
เฉพาะแต่การหัดละครผู้หญิงจะแพร่หลาย บทละครก็มีมากมายหลาย
เรื่อง ในการให้เสรีภาพในเร่ืองการละครเพราะเม่ือละครหลวงได้กลับ
ฟ้ืนฟูขึ้น บรรดาเจ้านายและขุนนางที่ได้ฝึกหัดละครตามแบบของหลวง
ได้คิดจะจัดให้มีการแสดงบ้าง แต่ทว่าเกรงจะเป็นการเล่นแข่งกับของ
หลวงจึงไม่กลา้ ทา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ จึงโปรด
ใหอ้ อกประกาศฉบับขน้ึ เพื่อใหท้ ราบพระราชประสงคข์ องพระองคใ์ นเรอื่ ง
การใหเ้ สรีภาพทางการละคร

ดา้ นการศาสนา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั เมื่อยงั ทรงผนวช
เปน็ พระวชิรญาณเถระเสดจ็ ธุดงคไ์ ปตามหัวเมืองต่างๆ

ภาพเขยี นโดย นายวฒุ ชิ ยั พรมมะลา
พระองค์ทรงบารุงพระพุทธศาสนา คือกวดขันความประพฤติของ
ภกิ ษสุ ามเณรใหอ้ ยใู่ นพระธรรมวนิ ยั และเปน็ ผนู้ าทางปญั ญาในสงั คมดว้ ย
การเป็นผ้อู ธบิ ายความหมายของหลักธรรมในพระพุทธศาสนา และชักจูง
ใหช้ าวบา้ นปฏบิ ตั ติ ามหลักศีลธรรม
ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อคร้ังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ยังทรง
เป็นวชริ ญาณภิกษอุ ยู่นัน้ ไดท้ รงตั้งคณะสงฆ์นิกายธรรมยุติขึ้นอันผิดแผก
จากนกิ ายเดิมคอื มหานิกายหนา้ ทส่ี าคญั ของพระธรรมยตุ ิคือจะตอ้ งศกึ ษา
หาความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับพระไตรปิฎก ฉะน้ันข้อประพฤติปฏิบัติท่ี

สาคัญของพระนิกายนี้ คือการศึกษาพระธรรม และไม่นาความเชื่อไสย
ศาสตร์มาเกี่ยวข้องกบั พระพทุ ธศาสนา แตม่ ีผู้กลา่ วหาวา่ การต้ังคณะสงฆ์
ธรรมยุติกนิกายทาให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานขึ้นในวงการศาสนา น่า
คดิ เม่ือได้ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ใน
เรื่องความพยายามฟ้ืนฟู จริยธรรมในพระศาสนา ว่าทรงเห็นความเหลว
แหลกในวงการศาสนา ได้เห็นความประพฤติของสงฆ์ ได้เห็นศรัทธาใน
การนับถือศาสนาในทางที่ผิด ธรรมยุติกนิกายจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลเช่นนี้
มากกวา่ เหตผุ ลเพ่อื สร้างความแตกแยกในวงการพระศาสนา

นอกจากการทรงทานุบารุงพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ทรง
พระราชทานพระบรมราชูปถมั ภ์เผ่ือแผ่ไปถึงศาสนาอื่นด้วย เช่นทรงพระ
มหากรณุ าธิคณุ โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานที่ดินรมิ แม่นา้ เจ้าพระยาบรเิ วณ
ตอนใต้อู่บางกอกด๊อกให้ศาสนานิกชนคริสเตียนใช้เป็นที่สร้างโบสถ์ ทรง
ยกย่องพระญวนนิกายมหายานอย่างเป็นทางการ และทรงสร้างวัดอุภัย
ราช บารุงท่ีตลาดน้อยให้เป็นราชพลี สิ่งหน่ึงที่มองข้ามไปไม่ได้คือทรงให้
เสรีภาพ ในการถือศาสนาแก่ประชาชนทุกคน และทรงแนะให้ใช้เหตุผล
ในการเลือกถอื ศาสนา

ทรงบารุงพระพทุ ธศาสนาบาเพ็ญพระราชกศุ ลเพ่ิมเตมิ ข้ึนกว่าธรรม
เนียมเดิมหลายประการ นอกจากจะทรงสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์วัดและ
ปชู นียสถาน ทรงสรา้ งและจาลองพระพทุ ธรูปและทรงสง่ สมณทตู ไปลงั กา
แล้ว ยัง ท ร ง เ ป็น พ ระ มห า กษัตริ ย์ไ ท ยพ ระ อ งค์แร ก ท่ีท รง น า
พระพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องในการพระราชพิธีต่าง ๆ ซ่ึงแต่เดิมพระ
ราชพิธีทั้งหลายเหล่าน้ันเป็นเร่ืองพิธีพราหมณ์เพียงอย่างเดียว อาทิ
เช่น พระบรมราชพิธีราชาภิเษก พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนา

ขวญั พระราชพธิ ตี รยี มั ปวาย พระราชพิธโี สกนั ต์ เป็นต้น ยกตวั อย่างพระ
ราชพิธีจรดพระนังคัลน้ัน โปรดฯ ให้ปลูกพลับพลาขึ้นหน้าท้อง
สนามหลวงซึ่งเป็นสถานที่ทาพระราชพิธี แล้วสร้างหอพระเป็นท่ีไว้พระ
คันธารราษฎร์ ก่อนท่ีพระนาแรกนาจะกราบถวายบังคมลาไปเข้าพิธีก็
โปรดให้พระยาแรกนาฟงั สวดเสยี ก่อน
สรา้ งภเู ขาทองวดั สระเกศ

พ.ศ. 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
บูรณปฏิสังขรณป์ ูชนยี สถานภเู ขาทองวดั สระเกศทีส่ รา้ งขึ้นในสมัยรัชกาล
ท่ี 3 ยังไม่แล้วเสร็จ โปรดฯให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหม่ืนมเหศวร

ศิววิลาศเป็นแม่กองจัดสร้าง ทาเป็นภูเขาใหญ่ สูง 1 เส้น 18 วา 2 ศอก
บนยอดให้ก่อเป็นองค์พระเจดีย์ บรรจุพระเข้ียวแก้วและพระบรม
สารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้บนยอดแล้วพระราชทานนามว่า “บรม
บรรพต”
กอ่ กาเนดิ พทุ ธศลิ ปแ์ นวใหม่

พระนิรนั ตราย
พระนิรันตราย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้
หลอ่ ข้นึ ด้วยทองคาเพอ่ื สวมทับพระนริ นั ตรายองคเ์ ดมิ ซงึ่ ทรงไดม้ าจากดง
พระศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี (ภาพจากหนังสือ “พระพุทธปฏิมาใน
พระบรมมหาราชวงั ”)

อีกสิ่งหน่ึงท่ีนับได้ว่าเห็นความเปล่ียนแปลงอย่างชัดเจนได้แก่พุทธ
ลักษณะของพระพทุ ธรูป อันพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือ
ครั้งยงั ยังทรงเปน็ พระวชริ ญาณเถระได้ทรงคน้ ควา้ พระอรรถกถาบาลีเพอ่ื
หาพุทธลักษณะและขนาดพระวรกายของพระพุทธเจ้าท่ีแท้จริง ทาให้
พระวชริ ญาณเถระได้ทรงสร้างพระพุทธปริตรจากไม้ไผ่สาน ซึ่งเชื่อกันว่า
มีขนาดของพระวรกายที่คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้า และพระสัมพุทธ
พรรณีขน้ึ ในปีพ.ศ. 2373 ใหม้ รี ้วิ จวี รเป็นร้ิวผ้าตามธรรมชาติ ตามแนวคิด
สัจนิยมอันได้รับอิทธิพลจากตะวันตกและท่ีสาคัญคือไม่มีพระเกตุมาลา
แต่ก็ยงั คงรกั ษามหาปรุ สิ ลกั ษณะ 32 ประการไว้อยา่ งครบถ้วน

จ น เ มื่ อ พ ร ะ ว ชิ ร ญ า ณ เ ถ ร ะ ท ร ง ข้ึ น เ ถ ลิ ง ร า ช ส ม บั ติ เ ป็ น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ได้ทรงสร้าง
พระพทุ ธรูปในธรรมยุตกิ นกิ ายอีกหลายองค์ แตอ่ งคท์ เ่ี ปน็ ทรี่ จู้ กั กนั อยา่ งดี
ทีส่ ดุ คอื พระนิรันตราย อนั ทรงสร้างครอบพระกร่งิ ทองคาทที่ รงไดม้ าจาก
ดงพระศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี ซ่ึงเป็นการปรับแก้พุทธลักษณะใน
ธรรมยุติกนิกายครั้งสุดท้ายในช่วงพระชนมชีพของพระองค์ กล่าวคือ
ปลายพระกรรณของพระพทุ ธองคเ์ รม่ิ สั้นเทา่ มนษุ ย์ปกติ และจีวรยงั ดเู ปน็
ธรรมชาติมากกว่าที่ปรากฏในพระพุทธสัมพรรณีแต่จะถือว่าพุทธศิลป์ใน
ธรรมยุติกนิกายน้ันได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกทั้งหมดเลยมิได้ เพราะ
มหาปุริสลักษณะ อันเป็นความเชื่อของอินเดียท่ีว่าด้วยลักษณะของมหา
บรุ ุษน้ันก็ยังคงอยู่

สรา้ งพระสยามเทวาธริ าช

พระสยามเทวาธริ าช
พ.ศ. 2410 พระองคท์ รงโปรดฯให้ พระองคเ์ จา้ ประดษิ วรการ นาย
ช่างกรมช่างสิบหมู่ ป้นั รปู พระสยามเทวาธิราชเทวดาแล้วหลอ่ ด้วยทองคา
ทั้งพระองค์ ทรงเคร่ืองกษัตริย์ประทับยนื หัตถ์ขวาถอื พระขรรค์ พระหัตถ์
ซ้ายยกเสมอพระอุระในท่าประทานพร มีขนาดสูง 8 น้ิวฟุต เพื่อทรง
สักการะในฐานะท่ีเปน็ เทพยดาผคู้ มุ้ ครองพทิ กั ษร์ กั ษาบา้ นเมอื งใหผ้ า่ นพน้
เหตรุ ้ายให้รอดพน้ ได้เสมอ

ใช้ “สยาม” เป็นช่ือประเทศ

พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง
พระราชดาริเห็นว่าการท่ีใช้คาว่า “กรุงศรีอยุธยา” นั้นเป็นพระนามของ
ราชธานีเกา่ ไม่ตรงกับนามของประเทศเวลานี้ อนึ่ง พระเจ้ากรุงสยามใน
รัชกาลกอ่ นนยิ มออกชอื่ ประเทศเป็นทางราชการทต่ี ดิ ตอ่ กบั ตา่ งประเทศก็
ว่า “กรุงศรีอยุธยา” ส่วนบรรดานานาประเทศเวลานี้นิยมเรียกอยู่ว่า
ประเทศสยามท่ัวกันแล้ว ดูเป็นการลักล่ัน มีช่ือไม่เป็นระเบียบที่แน่นอน
และสิ้นสุดลงได้ ประจวบกับเวลานี้อังกฤษได้ส่งทูตเข้ามาทาสัญญาทาง
พระราชไมตรีด้วย ครั้นจะใช้นามเดิมเป็นการไม่เหมาะสม จึงเห็นควรใช้
นามของประเทศวา่ “ประเทศสยาม” ตามนามทีต่ า่ งประเทศเรยี กกนั จึง
ได้มีประกาศให้ใช้คาว่า “สยาม” เป็นนามทางราชการตั้งแต่ พ.ศ. 2398
สืบไป

ด้านการเงนิ

เงนิ พดดว้ งสมยั รชั กาลท่ี 4
ส่วนทางด้านเงินตราซึ่งเป็นของคู่กันกับเร่ืองการค้าน้ัน แต่เดิมไทย
ใช้เงินเบ้ียซ่ึงเป็นเปลือกหอย และเงินพดด้วงที่เรียกว่าเงินบาท เมื่อ
ประกาศเปิดการคา้ เสรี การคา้ ขายในพระนครเจรญิ รวดเรว็ เกนิ คาดหมาย
เงินตราชาวต่างประเทศและทองคาก็เข้าประเทศมากขึ้นทุกปี เร่ืองน้ี
นับวา่ มีปัญหาในการคา้ ขาย กลา่ วคอื จะรับเงนิ ไทย ชาวตา่ งประเทศตอ้ ง
ให้กงสุลไปแลกเงินพดด้วงจากพระคลังหลวง เม่ือราษฎรได้เงินพดด้วง
มาแล้ว แทนที่จะใช้สอยหมุนเวียนกลับเก็บฝังดินไว้ ใช้เงินเหรียญ
ต่างประเทศจ่ายภาษีอากร ท้องพระคลังจึงมีแต่เงินตราต่างประเทศและ
ขาดแคลนเงินไทย ปัญหาน้ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงแก้ด้วย
การปรับปรุงระบบเงินตราของไทยให้ได้มาตรฐาน ประกาศพิกัดอัตรา

แลกเปลี่ยนเงิน ประกาศชี้แจงให้ราษฎรเข้าใจและปรับตัวให้รู้จักใช้
เงนิ ตรา

เหรยี ญเงินตอกตราพระแสงจกั ร พระมหามงกุฎ พระเตา้ ราคาสลึง

การเปล่ียนแปลงเงินตรา ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว โปรดให้ทาหนังสือสัญญากับชาวยุโรปแล้ว การค้าขายในพระ
นครเจรญิ รวดเรว็ เกนิ ความคาดหมาย แต่กอ่ นมเี รือกาปั่นชาวยโุ รปเขา้ มา
ค้าขายในพระนครเพียงปีละ 12 ลา แต่เม่ือทาหนังสือสัญญาแล้ว มีเรือ
กาปั่นเข้ามาค้าขายถึงปีละ 200 ลา พ่อค้าชาวยุโรปเอาเงินเหรียญ
ดอลลาร์ ซึ่งใช้ซื้อขายทางเมืองจีน เข้ามาซ้ือสินค้าราษฎรไทยไม่
ยอมรับ ฝร่ังจึงต้องเอาเงินเหรียญดอลลาร์ มาขอแลกกับรัฐบาลเงินพด
ด้วงน้ันช่างหลวงทาท่ีพระคลังมหาสมบัติ เตาหนึ่งทาได้ราววันละ 140
บาท เพราะทาดว้ ยเครอื่ งมือมใิ ชเ่ คร่ืองจกั ร เตาหลวงมี 10 เตา ระดมกัน
ทาแต่เงนิ พดดว้ ง ไดแ้ ค่วนั ละ 1,400 บาท เป็นอยา่ งมากไมพ่ อใหฝ้ ร่ังแลก
ตามความประสงค์ พวกชาวกรุงพากันร้องทุกข์ว่า เป็นการเสีย

ผลประโยชน์ชาวตา่ งประเทศทีเ่ ข้ามาทาการค้าขาย พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชดาริจะเปลี่ยนเงินตราสยามเป็น
เหรียญให้ทาด้วยเครื่องจักร ในขณะที่กาลังรอเคร่ืองจักรอยู่นั้นโปรดให้
ประกาศพระบรมราชานุญาตพระราชทานให้ราษฎรรับเหรียญชาว
ต่างประเทศแล้วเอามาแลกเงินบาทท่ีพระคลังมหาสมบัติได้โดยอัตรา 3
เหรียญ ต่อ 5 บาท ราษฎรก็ยังไม่พอใจจะรับเงินดอลลาร์ จึงโปรดให้เอา
ตรามงกฎและตราจักร ซึ่งสาหรับตีเงินพดด้วง ตีลงเป็นสาคัญในเหรียญ
ดอลล่าร์ให้ใช้ไปพลางก่อน ก็ยังไม่มีใครพอใจ คร้ันถึงปี พ.ศ. 2403 การ
สร้างโรงกษาปณ์สาเร็จ ทาเงินตราสยามเป็นเหรียญตรามงกุฎกับฉัตรทั้ง
สองข้างด้านหนึ่ง ตามช้างเผือกอยู่ในวงจักรด้านหน่ึง เป็นเหรียญ 4
ขนาด คือ บาทหนึ่ง ก่ึงหนึ่ง สลึงหน่ึงเฟื้องหนึ่ง และทาเหรียญทองคา
ราคาอันละ 10 สลึงด้วย อีกอย่างหนึ่ง เม่ือประกาศใช้เงินตราอย่าง
เหรียญแลว้ เงนิ พดด้วงก็ยังโปรดอนุญาตให้ใช้อยู่แต่ไมท่ าเพิม่

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดาริในการ
แกป้ ัญหาวิกฤตการณ์เงนิ ตราขาดแคลนในคร้ังน้ี ดว้ ยการโปรดเกล้าฯ ให้
จัดพิมพ์ “เงินกระดาษ” นาออกใช้หมุนเวียนในระบบเงินตราของ
ประเทศสยามเปน็ คร้ังแรกใน พ.ศ. 2396 เรียกวา่ “หมาย” หรอื “หมาย
แทนเงิน” โดยมพี ระราชประสงค์ใหร้ าษฎรใชห้ มายแทนการใชเ้ งนิ พดดว้ ง
แต่กลับไม่เป็นที่นิยมในหมู่ราษฎร ผู้ท่ีมีหมายในครอบครองมักรีบนาไป
ขึ้นเงินที่พระคลังมหาสมบัติในช่ัวระยะเวลาเพียงไม่นานนัก เนื่องจาก
ราษฎรยังไม่คุ้นเคยและไม่แลเห็นประโยชน์อันใดในการใช้เงินกระดาษ
แทนเงินพดดว้ งทเ่ี ปน็ เงินตราหลักของประเทศสยามมาแตก่ าลก่อน

ด้านการตัดถนน

ถนนเจรญิ กรงุ
การตัดถนน การคา้ ขายในรชั การนม้ี กี ิจการกวา้ งขวางกว่าเดิม และ
ผู้มาติดต่อค้าขายส่วนมากเป็นชาวยุโรป พวกนี้ได้เข้าช่ือกันทาเรื่องราว
ถวายว่า “ชาวยุโรปเคยขรี่ ถข่มี ้าเดินทางตามท้องถนน เมอื งไทยไม่มีถนน
ให้ใช้รถใช้ม้า” จึงโปรดสร้างถนนข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2404 มีถนนเจริญกรุง
เปน็ สายแรก และต่อ ๆ มา ก็โปรดให้สรา้ งถนนบารงุ เมอื ง เฟอ่ื งนคร และ
ถนนพระราม 4

ดา้ นการขดุ คลอง

คลองดาเนนิ สะดวก ขุดคลองในสมยั รชั กาลท่ี 4
การขุดคลอง โปรดให้ขุดคลองเพิ่มขึ้นอีก ท้ังในกรุงและหัว
เมือง ซึ่งก็มีคลองผดุงกรุงเกษม คลองหัวลาโพง คลองภาษีเจริญ คลอง
ดาเนินสะดวก ฯลฯ

ออกราชกิจจานเุ บกษา

ก่อนหน้าท่ีออกหนังสือราชกิจจานุเบกษานั้นได้มีการเขียนข่าว
ทางราชการประกาศ (Coust) ประกาศก่อนแล้วโดยแจกจ่ายไปตาม
กระทรวงกรมต่าง ๆ แต่ยังไม่ทั่วถึงกันได้ ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ ท่ีใบ
แถลงขา่ วราชการมไี ปไม่ถึงตอ้ งไปลอกคัดเอาเอง ณ หอหลวง ภายหลงั ได้
โปรด ฯ ใหส้ ร้างโรงพิมพห์ ลวงข้นึ ในพระราชวัง (อยตู่ รงราวพระท่นี ั่งภานุ
มาศจารญู ) เรยี กโรงพิมพ์นั้นวา่ “โรงอักษรพมิ พการ” ต้งั แต่นั้นไม่ต้องไป
คอยลอกคัดอย่างแต่ก่อน หนังสือราชกิจจานุเบกษา ที่ออกครั้ง
น้นั พ.ศ. 2400 โดยมากเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอม
เกลา้ เจ้าอยู่หัวฯ และมกี ารประกาศข่าว ตา่ ง ๆ ของราชการดว้ ย

การทตู ติดตอ่ ต่างประเทศ
เซอร์ จอห์น บาวรง่ิ เขา้ มาทาสญั ญาให้องั กฤษ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โปรดเกลา้ ฯ ให้เซอร์จอหน์
เบารง่ิ อคั รราชทูตองั กฤษ เขา้ เฝ้า (ภาพจิตรกรรมเทดิ พระเกยี รตกิ ษตั รยิ ์

แหง่ พระบรมราชจกั รวี งศ์ วาดโดย นคร หุราพนั ธ์
ปจั จบุ นั แขวนอยภู่ ายในอาคารรฐั สภา)

ฝ่ า ย อั ง ก ฤ ษ เ ม่ื อ ไ ด้ ท ร า บ ว่ า พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จ อ ม เ ก ล้ า
เจา้ อยูห่ วั ได้ทรงทราบซงึ้ และสดั ทดั ภาษาองั กฤษมาแล้วเป็นอย่างดี อน่ึง
พระองค์ทรงมีพระทัยนิยมต่อการที่จะสมาคมกับฝรั่งอยู่แล้ว เข้าใจว่า
รัฐบาลไทยคงไม่ถือคติอย่างจีนเหมือนแต่ก่อน จึงเลือกได้เซอร์
ยอห์น บาวริง (Sir John Bowring) เจ้าเมืองฮ่องกงให้เป็นอัครราชทูต

เชิญพระราชสาสน์ของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียพร้อมด้วยเครื่องราช
บรรณาการเขา้ มาเสรจ็ ขอทาหนงั สอื สัญญาทางพระราชไมตรดี ้วย

อังกฤษมาทาสัญญาครั้งน้ีมีท้ังผลดีและผลร้ายกล่าวคือถ้าไทยขัด
ขืนไม่ยอมอนุโลมแก้สัญญาให้ จะทาอย่างเมื่อเซอร์ เจมส์ บรุก เข้ามา
คราวทแี่ ล้วไทยจะต้องรบกบั องั กฤษ แตถ่ า้ หากหวาดเกรงอังกฤษแลว้ กค็ ง
จะเสียเปรียบในกระบวนสัญญาเป็นผลร้ายต่อไป ทางที่จะได้ผลดีจึงต้อง
ให้เป็นการปรึกษาหารือปรองดองมีไมตรีต่อกันทั้ง 2 ฝ่าย ฉะนั้นการ
ท่ี เซอร์ ยอห์น บาวริง มาครั้งน้ีเห็นว่าทางฝ่ายรัฐบาลอังกฤษเลือกได้คน
ที่เหมาะสมแล้ว เพราะท่านเซอร์ผู้นี้ก็เป็นคนท่ีฉลาดมีไหวพริบทั้งทาง
ปฏิภาณและพูด ฟังคาพูดคนอื่นได้ตั้ง 100 กว่าภาษา ส่วนตัวท่าน เซอร์
เองพูดได้กว่า 50 ภาษา และเป็นราชทูตอังกฤษคนแรกท่ีเข้ามา
เมืองไทย คร้ังนี้ผิดกับ ดร.ยอห์น ครอว์เฟอรดหรือกับตันเฮนรี เบอร
เนย์ ซ่ึงเป็นเพียงทูตของขุนนางผู้สาเร็จราชการอินเดียวส่งมา ส่วน
เซอร์ เจมส์ บรุกน้ันเป็นแต่ผู้ถือหนังสือของเสนาบดีกว่ากระทรวงการ
ต่างประเทศเท่านั้น หาใช่ราชทูตที่มาจากราชสานักของพระเจ้าแผ่นดิน
อังกฤษไม่ ดงั นั้นจงึ เปน็ หนา้ ทข่ี องเจา้ ของเมอื ง จะตอ้ งใช้ความระมดั ระวงั
ให้มากเพราะถือกันว่าทูต ก็คือ ผู้แทนพระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศ ถ้า
เจ้าของเมืองไม่รับรองหรือประพฤติไม่สมแก่เกียรติยศแล้ว จะเป็นการ
หมนิ่ ประมาท ไม่นบั ถอื พระเจา้ แผ่นดนิ ของเขา ทางพระราชไมตรีอาจจะ
หมองหมางกันได้

สง่ ราชทตู ไปอังกฤษ

คณะราชทตู ไทยเขา้ เฝ้าสมเด็จพระนางวคิ ตอเรีย

วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2400 เวลา 15 น.เศษ พระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้พระยามนตรีสุริ

ยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูต จม่ืนสรรเพธภักดีเป็นอุปทูต จมื่นมณ

เฑียรพิทักษ์เป็นตรีทูตหม่อมราโชทัย (กระต่าย) เป็นล่าม ไปเจริญทาง

พระราชไมตรียังประเทศอังกฤษ ถวายราชสาสน์ และเครื่องราช

บรรณาธิการแด่สมเด้จพระนางวิคตอเรีย ด้วย พระบาทสมเด็จพระ

เจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเจริญสัมพันธไมตรีสนิทย่ิงข้ึนจึงเป็นเป็น

การสมควรที่จะแตง่ ราชทตู ออกไปเปน็ การตอบแทนบ้าง นับเป็นคร้ังแรก
ทรี่ าชทูตไทยไปทวปี ยุโรปในสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ คณะทูตที่ไปน้ีกลับมา
เม่ือ พ.ศ. 2401 พร้อมด้วยเคร่ืองจักรท่ีให้ซื้อมาจัดสร้างโรงกษาปณ์ ทา
เงินเหรียญบาทสลงึ และเฟอ้ื งจาหน่ายแทนเงนิ พดดว้ ง

สญั ญาพระราชไมตรกี บั ประเทศตา่ ง ๆ ในรชั กาลท่ี 4 อาทิ

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2399 มิสแฮร่ีเยเนราล กงสุลประเทศ
ญ่ีปุ่น ทูตอเมริกาได้เข้ามาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีว่าด้วย
การค้าขาย, การเมอื ง, การพกิ ัดอตั ราภาษีและตั้งกลสุลในประเทศสยาม

วนั ท่ี 15 สงิ หาคม พ.ศ. 2399 มองซิเออร มองตคิ นี ทตู ฝร่ังเศสเขา้
มาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ว่าด้วยการค้าการพิกัดอัตราภาษี
การเมืองและการต้ังกลสุลในประเทศสยาม ได้ทรงอนุญาต และให้สร้าง
วดั สรา้ งโรงสอนเดก็ ๆ และโรงรกั ษาคนป่วยไข้ กบั ให้คณะบาดหลวงสอน
ศาสนาไดอ้ ีกด้วย แตต่ ้องปฏิบัติตามกฎหมายสยาม

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศศ. 2401 ประเทศฉอนซเิ อตกิ เรปปุ บลกิ มาทา
หนงั สอื สญั ญาทางพระราชไมตรวี ่าดว้ ยการคา้ เมอื งการภาษาษแี ละตง้ั
ศาล อนญุ าตใหต้ ง้ั ได้

วันที่ 10 กมุ ภาพนั ธ์ พงศ. 2401 พเิ รนทรท์ ูตโปรตเุ กสมาทา
หนงั สอื สญั ญาทางพระราชไมตรวี ่าดว้ ยการคา้ การเมืองการภาษแี ละขอตงั้
กงสลุ ณ ประเทศสยาม

วันท่ี 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2401 พระเจ้าเฟรเดริกท่ี 7 ประเทศ
เดนมาร์คส่งผู้แทนเป็นทูตเข้ามาทาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ว่า
ดว้ ยการค้าขาย การเมอื ง พกิ ดั อัตราภาษาสนิ คา้ และให้ต้ังกงสลุ ได้

วนั ที่ 17 ธนั วาคม พ.ศ. 2403 โยนฮอน เกอรเ์ ชยี ดทตู เนเธอรแลนด์
เขา้ มาทาหนังสือ สญั ญาทางพระราชไมตรวี ่าด้วยการคา้ การพกิ ดั อตั รา
ภาษี ไดท้ รงอนญุ าตและให้ตง้ั กงสุลได้

วนั ที่ 7 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2405 คอลออย เลนเบอร์ต ทุตเยอรมันได้
เขา้ มาทาสัญญาเจริญ ทางพระราชไมตรีว่าด้วยการค้าขายการเมือง การ
พกิ ัดอตั ราภาษแี ละตง้ั กงสลุ ไดม้ ีพระบรมราชานุญาตใหต้ ั้งได้

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2405 ประเทศสวีเดนนอร์เวย์ ส่งผู้แทน
มาทาหนังสือสัญญาว่าถึงการค้าขาย การเมือง การภาษี และขอตั้งกงสุล
ในประเทศสยาม

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2410 เบลเย่ียมส่งผู้แทนมาทาหนังสือ
สัญญาทางพระราชไมตรีว่าด้วยการค้า การภาษี การเมือง และการตั้ง
กงสลุ

สง่ คณะทตู ไปฝรงั่ เศส

คณะทตู ไทยเฝา้ พระเจ้านโปเลยี นที่ 3
เวลาน้ันรัฐบาลฝร่ังเศสได้นาเรือกลไฟเข้ามาในประเทศสยาม มี
ความประสงค์จะรบั ราชทูตไทยไปประเทศฝรัง่ เศส ได้ใหเ้ จา้ พนักงานไทย
นาความเข้ากราบทูลพระกรุณาให้ทรงทราบพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยในทางพระราชไมตรีอยู่แล้ว จึงได้มีพระบรมรา
ชานุมัติโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตน์ราชโกษาธิบดีเป็น
ราชทูต จม่ืนไวยวรนารถเป็นอุปทูต พระณรงค์วิชิตเป็นตรีทูต เชิญพระ
ราชสาสน์คุมเคร่ืองราชบรรณาธิการออกไปประเทศฝร่ังเศส เมื่อวันท่ี 7

กุมภาพันธ์ เพ่ือถวายแก่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 คณะทูตที่ไปน้ีกลับถึง
กรุงเทพฯ วันที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2404

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมพี ระบรมราชโองการโปรดเกลา้
ฯ ให้เซอร์ จอหน์ บาวรงิ กงสลุ อังกฤษในราชสานักกรุงเทพฯ เป็นทูตไทย
ทาสัญญาพระราชไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ที่จะมาทากับกรุงสยาม เมื่อ
โปรดเกล้าฯ ตั้งใหเ้ ปน็ ทูตแล้วกม็ ปี ระเทศเยอรมนั , สวีเดน, นอรเวย์, เบล
เย่ียมอิตาลี และสเปน ต่างขอทาหนังสือสัญญาพระราชไมตรี ซึ่งท่าน
เซอรไ์ ดร้ ับหนา้ ทท่ี ูลถวายพระราชพธิ ีจรดพระนังคัลแรกนาขวญั

ใน พ.ศ. 2401 ปีนี้เริ่มมีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้
ประกาศให้ถือเป็นประเพณนี ยิ มตลอดไปทกุ ปีธรรมเนียมจับมืออย่างชาติ
ตะวันตกครง้ั แรก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มใช้ธรรมเนียม
ฝรั่ง โดยพระราชทานพระหัตถ์ ให้แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทจับมือส่ัน
เป็นคร้ังแรก พ.ศ. 2409 และครั้งนั้นได้พระราชทานพระหัตถ์ให้เจ้ากา
วิโลรส เจ้าประเทศราชแห่งพระนครเชียงใหม่จบั เป็นคนแรก ซงึ่ ขณะทไ่ี ด้
ลงมาเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาท ภายหลังพระองค์จึงได้พระราชทานให้
โอกาสแก่ผู้อื่นจับพระหัตถ์สั่นเป็นลาดับไป ถือเป็นขนบธรรมเนียม
สบื เน่ืองใช้มาจนทุกวนั น้ี

ส่งคณะทตู ไปกรุงปักกง่ิ

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวรับสั่งให้แต่งทูตไปกรุงปักกิ่งแจ้งข่าวที่สมเด็จเชษฐาธิราชเสด็จ
สวรรคตพร้อมกับบ้านเมืองได้ผลัดแผ่นดินใหม่ เม่ือคณะทูตไปเมือง
กวางตุ้งได้มีหนังสือบอกเข้าไปที่เมืองปักก่ิง และได้รับหนังสือตอบจาก
เมืองจีนความว่า เป็นเวลาท่ีพระเจ้าเตากวางสวรรคตเช่นกัน พระเจ้าฮา
ฮองราชบุตรกาลังไว้ทุกข์จะออกมารับทูตไทยน้ันไม่ได้ คณะทูตที่ไปถือ
โอกาสคานับพระศพพระเจ้าเตากวาง จุดธูปเทียนของหอมท่ีมีอยู่น้ันท่ี
เมอื งกวางต้งุ สาเรจ็ แลว้ จงึ กลับ

พระเจ้าฮาฮองได้มีราชสาสน์ตอบเข้ามาถวายพระเจ้ ากรุงสยาม
ดว้ ย ขณะทท่ี ตู เดนิ ทางถงึ เมอื งเอยี งเชยี งกยุ ไดถ้ กู ผู้รา้ ยปลน้ เกบ็ ขนสงิ่ ของ
ไปจนสิ้น เมื่อถึงเมืองกว้างตุ้ง เรื่องราวทราบถึงเจ้าเมืองกรมการ ๆ จึง
จัดการชาระให้สืบหาตัวผู้รายแต่ไม่ได้ เม่ือคณะทูตถึงกรุงเทพฯ แล้ว
ตงั้ แต่นนั้ มาไทยมิไดส้ ง่ ทูตไปเมอื งจนี อกี เลย

สง่ สมณทตู ไทยไปลงั กา

ในแผน่ ดินพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ ฯ และแผ่นดนิ พระนั่ง
เกล้าฯ รวมทั้ง 2 คร้ังด้วยกันท่ีกรุงสยามได้ยืมหนังสือบาลีเก่าทาง
พระพุทธศาสนามาจากลังกา และทั้ง 2 คร้ังนั้นชาวลังกาก็ได้ฝากส่ิงของ
มาทลู เกล้าฯ ถวายเป็นหลายอยา่ ง ทางกรุงสยามมิได้พระราชทานส่งิ ของ
ให้ไปเป็นการตอบแทนเลย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
เห็นว่าเวลานี้สมควรจะมีไปพระราชทานเป็นการตอบแทนบ้าง ดังน้ัน
พ.ศ. 2395 จงึ ไดโ้ ปรดเกล้าฯ ให้สมณทตู ไทยไปลงั กาคนื หนังสือบาลีเกา่ ที่
ยืมมาทั้ง 2 คราวพร้อมกับฝากส่ิงของไปพระราชทานแก่ชาวลังกา
ด้วย จนถึงพ.ศ. 2396 คณะสมณทตู ไทยจงึ ไดเ้ ดนิ ทางกลบั

ด้านตลุ าการ

ด้านการตุลาการก็ทรงแก้ไขให้เป็นแบบตะวันตกโดยพระราชทาน
พระบรมราชานุญาตให้เจา้ นายและขนุ นางสามารถเลอื กสรรคนดมี คี วามรู้
มาเปน็ ตลุ าการชั้นสงู ตามแบบอารยธรรมตะวนั ตกทง้ั โปรดใหพ้ จิ ารณาคดี
ความได้เป็นไปอย่างยุติธรรมจริง ๆ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปตาม
แบบเดิม คือศาลต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ มิได้
รวบรวมเปน็ กระทรวงเดียวกนั อกี ทั้งโปรดให้ตง้ั ศาลต่างประเทศ และใน
รัชกาลน้ีอีกเช่นกัน ท่ีมีศาลกงสุลเกิดข้ึนเป็นคร้ังแรกเพ่ือพิพากษา
คดีอาญาท่ีเกิดข้ึนระหว่างคนไทยกับคนในบังคับของต่างประเทศ ด้าน
กฎหมาย มีกฎหมายตราออกใช้ในรัชกาลนี้มาก ซ่ึงมีทั้งกฎหมายว่าด้วย
อาญาหลวง ครอบครวั ผวั เมีย มรดกทรพั ย์สิน วิธพี ิจารณาคดีความและมี
การประกาศต่าง ๆ ที่โปรดฯประกาศออกมาเพ่ือความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชน เช่น ประกาศว่าด้วยอนุญาตให้ใช้ชาวกรุงรับจ้างฝรั่ง
ได้ ประกาศว่าด้วยละครผู้หญิงและอ่ืน ๆ ในด้านเศรษฐกิจพระองค์ก็
ทรงปรับปรุงหลายด้าน ด้วยการเลิกระบบการค้าแบบผูกขาด ซ่ึงเป็น
ระบบการค้าแบบด้ังเดิมของไทย มีการผูกขาดสินค้าต้องห้ามหลาย
ชนิด โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ขา้ ว ระบบการค้าแบบใหม่นีเ้ รยี กว่าระบบการคา้
เสรี เพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวที่ส่งออก พระองค์ทรงทาหน้าที่ควบคุม
การผลิตและการค้าให้เป็นไปด้วยดี ทรงยึดหลักให้ประเทศมีข้าวบริโภค
อย่างเพียงพอเสยี ก่อนจงึ จะเปิดขายต่างประเทศ และทรงตกั เตอื นราษฎร
ล่วงหน้าถงึ สภาพดินฟา้ อากาศโดยผ่านประกาศตา่ ง ๆ และทรงแนะนาให้
ราษฎรทานาตามช่วงระยะเวลาทกี่ าหนดให้

ดา้ นการทหาร

โปรดให้มีการฝึกหัดแบบทหารยุโรป โดยจ้างร้อยเอกอิม
เปย์ นายทหารนอกราชการของกองทัพบกอังกฤษ ประเทศอนิ เดยี มาเปน็
ครูฝึกเม่ือปี พ.ศ. 2394 และจัดกองทหารประจาพระองค์ ออกเป็น 2
กอง ได้แก่ “กองทหารรักษาพระองค์ปืนปลายหอกข้าหลวงเดิม” และ
กองทหารหน้า” มีการแบ่งช้ันบังคับบัญชา เช่นเดียวกับทหารในปัจจุบัน
ทกุ อย่าง

ในปี พ.ศ. 2395 ร้อยเอก โทมัส ยอร์ช นอกส์ นายทหารนอก
ราชการชาวองั กฤษอกี คนหน่งึ กเ็ ดินทางเข้ามาเมืองไทยเพอ่ื สมคั รเปน็ ครู
หัดทหารบ้าง จงึ โปรดฯให้ไปฝึกทหารวงั หนา้

อย่างไรก็ดี ทหารที่ฝึกไว้คร้ังน้ัน ก็เป็นแต่เพียงทหารรักษา
พระองค์ ส่วนทหารรบเป็นการป้องกันพระราชอาณาจักร ยังคงเป็นไป
ตามแบบโบราณอยู่ ทหารเรือ ทรงทานุบารุงกองทัพเรือ โดยสร้างเรือ
ชนิดท่ีใช้เครื่องจักรกล โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2401 ทรงตั้งกรมอรสุม
พล เพือ่ อานวยการตอ่ เรือกาปั่น และบังคบั บัญชาเรอื กลไฟของหลวง เรอื
ท่ตี ่อในรัชกาลนี้ ทส่ี าคัญ ๆ มีเรอื สยามอรสุมพล เรอื สงคราม ครรชติ เรือ
ศกั ดิ์สิทธาวธุ เรือราญรุกไพรี เรือศรีอยธุ ยาเดช เรอื สยามูปสดัมภ์ ทรงตั้ง
กรมเรอื กลไฟ เมือ่ พ.ศ. 2411 สาหรบั ลูกเรอื ก็ได้พวกพ้องอาสาจาม และ
เกณฑม์ อญไพรห่ ลวงมาฝกึ หัดเป็นทหารบรีน ส่วนกัปตันต้นหนก็ต้องจ้าง
ชาวต่างประเทศ ตารวจ ตารวจนครบาล มีข้ึนครั้งแรกเมือปี พ.ศ.
2404 จุดประสงค์ก็เพ่ือฝึกคนไว้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของชาวยุโรป
และมลายู สถานท่ีตารวจออกไปปฏิบัติงานเป็นคร้ังแรกน้ัน ได้แก่ ตลาด
ท้องสาเพ็ง ส่วนครูฝึกก็เป็นชาวยุโรป และชาวมลายูที่เคยเป็นตารวจมา
กอ่ นนนั่ เอง

ต่อเรอื กลไฟหลวง

เรือสยามอรสมุ พล
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จัดการต่อเรือกลไฟหลวง
สาหรับใช้เป็นประโยชน์แก่ประเทศ เรือท่ีต่อสาเร็จเวลาน้ัน ช่ือสยาม
อรสุมพล มีจักรข้างยาว 75 ฟุต เฉพาะเคร่ืองจักร และกลไกน้ันส่ังมาแต่
ประเทศอังกฤษ สว่ นลาเรอื นนั้ ตอ่ ทก่ี รุงเทพฯ เมอ่ื ไดเ้ รอื สยามอรสมุ พลใช้
ในทางราชการเปน็ ทส่ี บพระราชหฤทยั แล้ว จึงได้โปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรี
สุริยวงศ์จัดการสร้างต่อไปอีกหลายลา ส่วนเรือใบที่เคยต่อและใช้อยู่แต่
ก่อนทรงมพี ระราชดาริจะเลกิ เสยี สง่ คณะราชทตู ไปองั กฤษครงั้ แรก

สงครามกบั พม่าคร้งั สุดท้าย

เมืองเชยี งรงุ้
เมืองเชียงรุ้งได้มาเป็นเมืองข้ึนของไทยอีกและได้ทูลขออาสาจะตี
เมืองเชียงตุงมาถวายให้ด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรง
ปรึกษาเหล่าเสนาข้าราชการต่างก็กราบทูลถวายความเห็นว่าเป็นการ
สมควรท่ีจะตีเมืองเชียงตุงให้ได้ต่อไป แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
ฯ ท ร ง เ ห็ น ข้ อ บ ก พ ร่ อ ง ข อ ง ก อ ง ทั พ ท า ง เ มื อ ง เ ห นื อ ค ร า ว ที่
แล้ว ฉะนั้น คราวนี้ พ.ศ. 2395 พระองค์จึงได้โปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยา
เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทเป็นแม่ทัพใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าพระยายม
ราช (นชุ ) เสนาบดแี ผนกกรมเมอื คมุ พลทางเมอื งเหนอื ในภาคใตแ้ ละภาค
กลางมีไพร่พลในกรุงเทพฯ ยกไปด้วยราว 6,488 คน และเกณฑ์ทัพใน
เมืองภาคพายัพอีก ได้ถึง 20,000 คน ให้เมืองหลวงพระบางเป็นกอง

ลาเลยี งยกไปด้วย 3,000 คน ไปสมทบกบั กองทพั เมืองเชยี งใหมแ่ ละเมอื ง
เชยี งแสนมีไพรพ่ ลทัง้ หมดราว 30,000 คน

เมอื งเชยี งตงุ ในอดตี
คร้ันยกไปถึงเมืองเชียงตุงแล้ว จึงต้ังค่ายล้อมเมืองไว้ทุก
ด้าน กองทัพเมืองเชียงตุงยกออกประจันบานกับไทยเป็นสามารถ ตี
กองทพั ไทยอย่หู ลายคร้ังหาไม่ แม้กองทัพไทยทลี่ ้อมอยไู่ ดพ้ ยายามตีเมือง
เชียงตุงหลายคร้ัง กไ็ ม่แตกเชน่ เดียวกนั
ทัพหลวงวงศาธิราชสนิทยกไปถึงเมืองเชียงตุงน้ันเป็นเวลาฤดูมีฝน
ชุก ทัพเมืองเชียงตุงยกออกตีหลายคราวแต่ก็แตกกลับเข้าเมืองทุก
คราว ไทยต้ังล้อมเมืองอยู่ 21 วัน ก็ขาดเสบียงอาหารลงอีก สัตว์
พาหนะ เป็นโรคระบาด เห็นว่าทาการไม่สาเร็จแน่แล้วจะเสียทีแก่
ข้าศกึ จงึ ไดส้ ง่ั ใหเ้ ลิกทัพ

ส่วนทัพเจ้าพระยายมราชยกไปยังไม่ทันถึงเมืองเชียงตุง ทราบ
ข่าวว่าทัพกรมหลวงวงศาธิราชสนิทกลับแล้ว เจ้าพระยายมราชจึงได้ยก
ทัพกลับมาทหี ลงั การตเี มืองเชยี งตุงครั้งนเี้ ม่ือไมส่ าเรจ็ แล้วเมืองเชยี งตุงก็
ต้องเสียให้แก่พม่าเข้ามีอานาจปกครองได้อีก แต่ถึงเช่นน้ันพวกพม่าและ
ชาวเมืองเชียงตุง ก็หวาดเกรงไทยอยู่มิใช่น้อย นับว่าเป็นการรบพม่าครั้ง
สุดทา้ ยของไทยด้วยต่อมาพม่าเสยี เอกราชให้แกอ่ งั กฤษ
สรา้ งปอ้ มปอ้ งกนั พระนคร

พ.ศ. 2397 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวทรงโปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างป้อมข้ึนไว้ 8ป้อมไว้ระยะห่างกันประมาณ 12 เส้น ดังนี้ ป้อม
ปอ้ งปจั จามติ ร อย่ฝู ง่ั ตะวนั ตกทปี่ ากคลองสาน ป้อมปดิ ปัจจนึก อยู่ที่ปาก
คลองผดุงกรุงเกษมด้านใต้ ป้อมฮึกเห้ียมหาญ? (ยังหาที่ตั้งไม่ได้) ป้อม
ผลาญไพรรี าบ อยู่ตรงตลาด หัวลาโพง ป้อมปราบศัตรูพ่าย อยู่ริมวัดโศก
(พลับพลาชัย) ป้อมทาลายแรงปรปักษ์ อยู่มุมถนนหลานหลวงป้อมหัก
กาลังดัสกร อยู่ตรงเชิงสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดาเนิน ป้อมพระนคร
รักษา อยู่รมิ วัดนรนาถ

ตอ่ มาในรัชการท่ี 5 ทรงพจิ ารณาเห็นว่าป้อมเหล่าน้ีไม่ได้ประโยชน์
มากนัก จึงโปรดฯ ให้รื้อและสร้างเป็นสถานท่ีต่าง ๆ ด้วยมีพระราช
ประสงค์จะขยายเขตพระนครให้กว้างออกไปอีก จึงเหลืออยู่เพียง 3
ปอ้ ม คอื ปอ้ มปอ้ งปจั จามิตร, ป้อมปดิ ปัจจนกึ , และปอ้ มหกั กาลงั ดสั กร

ด้านดาราศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยใน
วิชาดาราศาสตร์มาก ทรงมคี วามเชยี่ วชาญทางดา้ นดาราศาสตรเ์ ทยี บเทา่
กับนักดาราศาสตร์สากล หนังสือของชาวต่างประเทศที่เขียนเกี่ยวกับ
พระองคท์ ่านในสมยั นน้ั มกั จะตอ้ งเขียนเก่ียวกบั เร่อื งการทดลองและการ
คานวณทางวิทยาศาสตร์ของพระองค์ท่านด้วย เช่นเขียนเก่ียวกับเร่ืองท่ี
ทรงวัดดาว ทรงวัดพระอาทิตย์ และทรงศึกษาแผนที่ ตลอดจนเขียน
บรรยายสภาพภายในเขตพระราชฐาน ว่าเต็มไปด้วยเคร่ืองมือ
วิทยาศาสตร์ เช่น เคร่ืองวัดความกดอากาศ กล้องส่องทางไกล กล้อง
จุลทรรศน์ แม้กระท่ังนาฬิกาตั้ง และนาฬิกาแขวน ซึ่งคนไทยในสมัยนั้น
ยังไม่คอ่ ยรู้จักกัน

อทุ ยานวทิ ยาศาสตรพ์ ระจอมเกลา้ ณ หวา้ กอ จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์

การคานวณทางวิทยาศาสตร์ท่ีทาให้มีพระราชหฤทัยยินดี และเป็น
เรอ่ื งท่แี สดงให้เหน็ ถึงพระปรชี าสามารถในทางวทิ ยาศาสตร์ กค็ อื เรอ่ื งการ
ที่ทรงคานวณสุริยุปราคาเต็มดวงในปี พ.ศ. 2411 ได้อย่างถูกต้อง
แม่นยา ก่อนท่จี ะมีการเลา่ ลอื กันทัง้ ในหมูค่ นไทยและคนต่างชาติ

ใ น ส มั ย นั้ น ค น ไ ท ย ส่ ว น ใ ห ญ่ มี ค ว า ม เ ช่ื อ ใ น เ รื่ อ ง
สุริยุปราคา จันทรุปราคาว่าเกิดขึ้นได้เพราะมียักษ์ใหญ่ช่ือพระราหู อม
พระอาทิตย์และพระจันทร์ไว้ คนที่พบเห็นสุริยุปราคาและจันทรุปราคา
จะต้องช่วยตีฆ้อง ตีกลอง จุดประทัด หรือยิงปืนให้เกิดเสียงดัง เพื่อให้
พระราหูตกใจ จะได้คายพระอาทิตย์และพระจันทร์ออกมา โลกจะได้
สว่างไสวเหมือนเดิม ยังไม่มีคนไทยคนใดแสดงตนว่ารู้สาเหตุการเกิด

สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในทางวิทยาศาสตร์ และท่ียิ่งไปกว่าน้ันก็
คอื ในเรื่องการคานวณสรุ ยิ ปุ ราคาหมด ดวงเตม็ ดวงนน้ั ตาราโหราศาสตร์
ไทยไมเ่ ช่ือวา่ จะเป็นไปได้

พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ประทบั ณ เกยหนา้ พลบั พลา
ทปี่ ระทบั โปรดใหฉ้ ายพระรปู กบั คณะแขกเมอื ง ณ คา่ ยหลวงบา้ นหวา้ กอ

สรุ ยิ ปุ ราคาเต็มดวง

เกิดอาเพศเหมือนจะบอกเหตุว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะ
สวรรคต คอื เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2410 เลา 1.00 น. มีฝนตกหนัก
อสุนีบาตตกท่ีกรุงเทพฯ รวม 12 แห่ง แต่ละแห่งล้วนเป็นที่สาคัญ เช่น
พระอโุ บสถ พระทนี่ ง่ั ในพระบรมมหาราชวงั เปน็ ตน้

ตอ่ มาวนั ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้เกดิ สรุ ยิ ุปราคาเตม็ คราสเปน็
คร้ังแรก จะเป็นสุริยุปราคาน้ีได้ที่ตาบลหว้ากออยู่ใต้ตาบลคลอง
วาฬ เมอื งประจวบคีรขี ันธ์

ประเทศสยามไม่เคยมีสุริยุปราคาเต็มคราสมาตั้งแต่โบราณกาล
แล้ว มีแต่จนั ทรุปราคาเต็มคราสหลายคร้งั ตามประกาศดังน้ี

ประกาศสุรยิ ปุ ราคาหมดดวง

ณ วันพฤหสั บดี เดอื น 9 แรม 3 คา่ ปมี ะโรง สัมฤทธศิ ก มพี ระ
บรมราชโองการมานพระบณั ฑูรสรุ สงิ หนาท ใหป้ ระกาศแกข่ ้าราชการ
ผใู้ หญ่ ผ้นู อ้ ยแลพระสงฆส์ ามเณร แลทวยราษฎรท์ งั้ ปวงในกรงุ เทพฯ แล
หวั เมอื งให้ทราบทว่ั กันวา่ สรุ ยิ ปุ ราคาครง้ั น้ี จะมใี นวนั อังคาร เดือน
10 ขนึ้ คา่ 1 ปมี ะโรงสมั ฤทธศิ ก จะจบั ในเวลาเชา้ 4 โมงเศษไปจนเวลา
บา่ ยโมงเศษ สรุ ิยปุ ราคาครง้ั นใ้ี นกรงุ เทพฯ นจ้ี ะไมไ่ ดเ้ ห็นจบั หมดดวง จะ
เห็นดวงอาทิตยเ์ หลอื อยูน่ อ้ ยข้างเหนือแรกจบั จะจบั ทศิ พายพั คอ่ นอุดร ใน
เวลาเชา้ 4 โมงกบั บาทหนงึ่ แลว้ หนั คราธไปขา้ งใต้ จนถงึ เวลา 5 โมง 7
บาท จะสนิ้ ดวงขา้ งทศิ อาคเณ ครนั้ เวลา 5 โมง 8 บาทแลว้ พระอาทิตยจ์ ะ
ออกจากทบ่ี งั ขา้ งทศิ พายัพ ครนั้ บา่ ยโมงกบั 6 บาท จะโมกษบริสทุ ธ์หิ ลดุ
ขา้ งทศิ อาคเนย์ คาทายนว้ี ่าทตี่ าบลหวั วาน

แลการคานวณสุริยุปราคาที่ว่าจะเป็นเช่นนี้ ได้ทรงด้วยพระองค์
ทราบเป็นแน่มานานก่อนความเล่าลือกันอ้ืออึงในคนต่างประเทศจะ
ทราบ เพราะคนต่างประเทศอ้ืออึงในเร็ว ๆ นี้ก็หาไม่ ได้ทรงกาหนดไว้ว่า
จะเสดจ็ พระราชดาเนินลงไปทอดพระเนตร บัดนี้กาหนดน้ันถึงแล้วจึงจะ
เสด็จพระราชดาเนินออกไปเมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยพระราช
วงศานุวงศ์บางพระองค์แลเสนาบดีบางท่าน ทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่
ในอ่าวทะเลชอ่ื อา่ วแมร่ าพึง แขวงเมืองประจวบครี ีขันธ์

ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง

18 สงิ หา วนั วทิ ยาศาสตรแ์ ห่งชาติ
ทงั้ รฐั ราษฎร์ เฉลมิ พระเกยี รติ ทว่ั แหลง่ หลา้
พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั องคร์ าชา
พระบดิ า แหง่ วทิ ยาศาสตรไ์ ทย
ทรงคานวณ พยากรณ์ สรุ ยิ คราส
ธ ชาญฉลาด แสนแมน่ ยา สน้ิ สงสยั
ที่หวา้ กอ เมอื งประจวบ ถนิ่ แดนไพร
เหตกุ ารณไ์ ด้ บงั เกดิ ตรง ทรงพยากรณ์

พระอจั ฉรยิ ภาพ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์
ทง้ั รฐั ราษฎร์ ลว้ นยกย่อง เปน็ อนสุ รณ์
ทรงนาชาติ พฒั นก์ า้ วหนา้ ทกุ ขน้ั ตอน
ธ ทรงสอน ปวงชาวไทย รปู้ รบั ตน
วทิ ยาศาสตร์ คือความรู้ ตรงความจรงิ
ลว้ นเปน็ สง่ิ พสิ จู นไ์ ด้ ทกุ แห่งหน
มีกฎเกณฑ์ สรปุ ได้ เปน็ สากล
ทงั้ สง่ ผล ทาใหช้ าติ น้ันรงุ่ เรอื ง
สรา้ งอาชพี ไดห้ ลากหลาย เกนิ คาดคดิ
สง่ิ ประดษิ ฐ์ มมี ากมาย ใชต้ ่อเนอ่ื ง
เสรมิ ชวี ติ มคี ณุ คา่ ใหป้ ระเทอื ง
แทบทุกเรอ่ื ง วิทยาศาสตร์ ตอ้ งเกยี่ วพนั
มหันตภยั ทางธรรมชาติ เตือนลว่ งหน้า
แกป้ ญั หา ใช้เทคโนโลยี สดุ สรา้ งสรรค์
วิทยาศาสตร์ มากประโยชน์ คณุ อนนั ต์
สรา้ งสงิ่ ฝนั ทาเรอื่ งใหม่ สมใจจนิ ต์

..........................................................

พระราชนพิ นธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์
องคเ์ ดียวของไทยท่ีมคี วามรู้ภาษาบาลีแตกฉานถึงขนาดสามารถพระราช
นิพนธผ์ ลงานดว้ ยภาษาน้ีไวเ้ ป็นจานวนมาก เท่าทปี่ ระมวลไดม้ ีดังนี้

1. จารกึ ท่ีศาลาเลก็ วัดบวรนิเวศวิหาร กลา่ วถงึ การซอ่ มแซมศาลาใน
วดั บวรนิเวศฯ ให้เป็นท่ีพักของพระภิกษุท่ีเดินทางมาจากท่ีไกล เพ่ืออุทิศ
ส่วนกศุ ลให้พระราชเทวี บุญรอด พระพนั ปีหลวง

2. จารกึ วดั ราชประดษิ ฐ์ 10 หลกั เป็นประกาศกาหนดเขตสีมาของ
วดั ราชประดษิ ฐ์แกพ่ ระสงฆฝ์ ่ายธรรมยุติ

3. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สังเขป ว่าด้วยพระราช
ประวัติ และพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 1 จนถึง สมัยของพระองค์
เนือ้ หาสว่ นใหญ่เนน้ พิสจู นส์ ทิ ธิอันชอบธรรมของการเสด็จเถลิงถวัลยราช
สมบัติของพระองค์ภายหลักสมัยรัชกาลท่ี 3 และหน้าท่ีท่ีพระองค์ทรง
กระทาโดยธรรมเพอื่ ความผาสกุ ร่มเย็นของบ้านเมือง

4. ตานานพระแกว้ มรกต

5. ตานานพระสายน์ แสดงประวัตพิ ระพทุ ธรูปทสี่ าคญั ในสมยั นั้น มี
วิธกี ารเสนอด้วยการใชห้ ลักฐานและวธิ ีการวิเคราะห์วจิ ารณ์ ตามลักษณะ
การศกึ ษาสมัยใหม่ มไิ ด้เป็นผลงานเชงิ ศรทั ธา เหมอื นอยา่ งตานานบาลีรนุ่
ก่อน ๆ

6. อุตตรทิสาคมนมคโค บันทึกการเสด็จประพาสเหนือ เป็นบันทึก
สั้น ๆ ว่า วันใดเสด็จไปที่ใดบ้าง ความเด่นอยู่ท่ีการณ์สร้างศัพย์ภาษา
บาลเี รียกชื่อสถานที่ต่าง ๆ

7. จดหมายเหตุการณ์ปฏิบัติชอบและไม่ชอบของพระโสภิตะ ทรง
วิจารณ์ความประพฤติของพระโสภิตะ ส่งออกไปให้พระภิกษุสงฆ์ที่
เกี่ยวข้องพจิ ารณา เพอื่ จะไดม้ ีมผี ทู้ าตามอย่างผิด ๆ นัน้ ตอ่ ไป

8. คาถาพระราชทานนามพระราชโอรสธดิ า ทรงพระราชนพิ นธเ์ พอื่
ความเปน็ สริ ิมงคลแกพ่ ระราชโอรสธิดาทุกพระองค์มีหลักฐานเหลือมาถึง
ปจั จุบนั 42 ฉบับ จากที่ควรจะมี 80 ฉบบั

9. สาส์นติดต่อกับพระสงฆ์ในลังกาและพม่า เท่าที่พบต้นฉบับใน
เวลาน้ี 12 ฉบับ

10. คาถาสวดพระราชพธิ ีพชื มงคล
11. วสิ าขบชู าคาถา
12. อฎั ฐมบี ชู าคาถา เปน็ บทสวดในพระราชพธิ แี ละวนั สาคญั ทาง
ศาสนา

13. บทละครเรื่องรามเกยี รต์ิ ตอนพระรามเดินดง เปน็ พระบรมราช
นพิ นธใ์ นรชั กาลที่ 4 เพอ่ื เลน่ ละครใน

คาถาขอขมาลาพระสงฆ์

นอกจากผลงาน 13 ชุด ข้างต้น ยังมีผลงานอีกชิ้นหน่ึงซึ่งเป็นพระ
ราชนพิ นธช์ ิน้ สุดทา้ ยพระองค์ของ คือ “คาถาขอขมาลาพระสงฆ์” ทรง
พระราชนิพนธ์ในเวลาเย็นของวันพุธท่ี 30 กันยายน 2411 (วันพุธ เดือน
11 ขึน้ 14 ค่า)
การเตรยี มพระองค์เองในช่วงท่ีทรงรวู้ า่ พระองค์ใกลส้ ้ินพระชนม์ เปน็ สง่ิ ที่
มีคุณค่ามาก ทรงมีความทุกข์ทรมานพระวรกายกระสับกระส่ายตามแรง
แห่งอาการโรค แต่ทรงยืนยันว่า จิตใจของพระองค์มิได้หวั่นไหว
กระสับกระส่ายตาม ทรงตั้งเจตนาสังวรใจกายให้ดารงม่ันในศีล 5 แล้ว
กระทากรรมฐาน เฝ้าตามรู้พิจารณาธรรมชาติแห่งชีวิตของพระองค์
เอง ทรงมีความเข้าใจชัดเจนว่า ภาวะชีวิตเป็นอนัตตา “ใช่ตัวใช่ตน ย่อม
เป็นไปตามปัจจัย ของน้ันใช่ของเรา ส่วนน้ันใช่เรา ไม่เป็นเรา ส่วนนั้นไม่
เป็นแก่นสาร ใช่ตัวใช่ตน” และเพราะพระปัญญาญาณเช่นน้ัน จึงทรง
เผชิญมรณภาวะด้วยพระอาการสงบ ทรงมีปัญญาว่า “ความตายใด ๆ
ของสัตวท์ ง้ั หลายไม่เปน็ ของอศั จรรย์”

พระราชนิพนธช์ ิน้ น้ีจงึ มคี ณุ คา่ มาก โดยเฉพาะในฐานะท่ีเป็นบันทึก
ของคนที่ใกล้จะตาย และมสี ติสัมปชญั ญะรู้ทนั ต่อภาวะชวี ติ ตามความเปน็
จริง ใช้เวลาช่วยสุดท้ายของชีวิตพัฒนาจิตให้ดารงอยู่ในศีลธรรม และ
พยายามกระทาสิ่งที่เห็นว่าพึงกระทาเพ่ือการลด ละ กรรมท่ีจักมีผล
ภายหลังความตาย การดารงอยู่ในสมณเพศเป็นเวลา 27 ปี ของ
พระองค์ จะดว้ ยเหตุใดกต็ ามย่อมคุม้ คา่ สาหรับชีวติ ของพระองค์เอง และ
เกินกว่าความคุม้ ใด ๆ ท่ีบุคคลพงึ หาไดใ้ นโลก





เหตกุ ารณ์สาคญั ในสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั
พ.ศ. 2394

โปรดเกล้าฯ ใหข้ นุ นางสวมเสอื้ เวลาเขา้ เฝา้
ร้อยเอกอมิ เปญ์ เขา้ มาฝึกทหารแบบยโุ รป
คณะมิชชนั นารี สอนภาษาอังกฤษ ในพระบรมมหาราชวงั
ร้อยเอกน๊อกซ์ เขา้ มาเปน็ ครฝู กึ ทหารวงั หน้า
คณะมิชชนั นารอี เมรกิ นั เขา้ มาสอนภาษา
กองทพั ไทยไปตเี มืองเชยี งตงุ
ทรงพระราชศรทั ธาปฏสิ งั ขรวดั ใหม่ขนึ้ หลายวดั เชน่ วดั ปทมุ วนา
ราม วดั โสมนสั วหิ าร วัดมกฎุ กษตั รยิ าราม วัดราชประดษิ ฐสถติ มหา
สมี าราม และวัดราชบพติ ร เปน็ ตน้ ตลอดจนบรู ณะวัดตา่ ง ๆ อกี มาก

โปรดเกล้าฯใหม้ พี ระราชพธิ ี "มาฆบชู า" ขน้ึ เปน็ ครง้ั แรก ใน พ.ศ.
2394 ณ ทวี่ ดั พระศรรี ตั นศาสดาราม จนไดถ้ อื ปฏบิ ตั ิสบื มาจนถงึ ทกุ วนั น้ี
โปรดเกลา้ ฯใหม้ กี ารสงั คายนาพระไตรปฎิ ก

ทรงตง้ั คณะธรรมยตุ ินกิ ายและวางรากฐานพระวินยั ทาใหพ้ ทุ ธ
ศาสนาหยั่งยนื ทกุ วนั นี้

โปรดเกล้าฯใหข้ ยายพระนคร โดยขดุ คลองผดงุ กรงุ เกษมเปน็ คพู ระ
นครช้ันนอก

โปรดเกล้าฯ ใหเ้ ปลยี่ นธงชาตเิ ปน็ รปู ชา้ งเผอื กอยกู่ ลางธงพนื้ สแี ดง
พ.ศ. 2395

โปรดเกล้าฯ ให้สร้างปอ้ มตามแนวคลองผดงุ กรงุ เกษมขน้ึ ๘ ป้อม
สง่ ราชทตู อญั เชญิ พระราชสาสน์ และเคร่ืองราชบรรณาการไปถวายพระ
เจา้ ฮาฮอง จักรพรรดิจีน

สง่ คณะสงฆไ์ ปลงั กา

พระปฐมเจดยี ์
พ.ศ. 2396

โปรดเกล้าฯ ใหบ้ รู ณะปฏสิ งั ขรณพ์ ระปฐมเจดยี ์
โปรดเกล้าฯ ใหร้ าษฎรทไ่ี ด้รบั เดือดรอ้ นถวายฎกี าแกพ่ ระองคไ์ ด้
โปรดเกลา้ ฯ ให้ใช้ "หมาย" แทนเงนิ ตรา
ไทยรบพมา่ ทเ่ี มืองเชยี งตงุ (เปน็ สงครามครงั้ สดุ ทา้ ยระหวา่ ง ไทย-
พมา่ )
พ.ศ. 2398
เซอร์ จอหน์ เบารงิ ขอเขา้ มาเจรญิ พระราชไมตรี ทาสนธสิ ญั ญา
ใหมก่ บั องั กฤษ


Click to View FlipBook Version