พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
(สมเดจ็ พระปิยมหาราช)
ผู้เรยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์
“ถ้าความเปนเอกราชของกรงุ สยามได้สดุ สน้ิ ไปเมือ่ ใด
ชวี ติ ฉนั กค็ งจะสุดสนิ้ ไปเมอื่ นน้ั ”
พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว ในหลวงรัชกาลท่ี 5
*************************************
ธ ยอมสูญ เสยี ส้ิน แม้ศักดศ์ิ รี ธ ยอมพลี ผนื ภพ จบหมน่ื แสน
ธ ยอมเสีย แทบทุกถิน่ ซง่ึ ดนิ แดน ธ หวงแหน เอกราชไว้ ให้พวกเรา
ด้วยเกลา้ ดว้ ยกระหมอ่ ม ขอเดชะ
ขา้ พระพทุ ธเจ้า นายประสาร ธาราพรรค์ ผู้ประพนั ธ์
พระราชประวตั ิพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั และ สมเด็จพระเทพศิรนิ ทราบรมราชนิ ี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์
สยาม องค์ท่ี 5 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่า ปีฉลู 20 กันยายน
พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์แรกใน
พระองค์เจ้าร่าเพยภมราภิรมย์ (ในเวลาต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศเป็น สมเด็จพระเทพ
ศิรินทราบรมราชินี และสมเดจ็ พระเทพศริ ินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี ตามล่าดบั )
รชั กาลที่ 5 สมเดจ็ เจ้าฟ้าจาตรุ น สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุ ในชว่ งทรงพระเยาว์
ทรง ไดร้ ับพระราชทานนามวา่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ
บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกมุ าร ซึ่งค่าว่า "จุฬาลงกรณ์" น้ันแปลวา่ เครื่องประดับ
ผม อนั หมายถงึ "พระเกีย้ ว" ทมี่ ีรูปเปน็ สว่ นยอดของพระมหามงกฎุ หรอื ยอดชฎา
พระองค์มีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า
จันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิ
พงศ์ และ สมเดจ็ พระราชปติ ุลาบรมพงศาภิมขุ เจา้ ฟา้ ภาณรุ งั ษสี วา่ งวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศว์ รเดช
พระเจา้ อัยยกิ าเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา แหม่มแอนนา ลโี อโนเวนส์
การศกึ ษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษาเบ้ืองต้นในส่านัก พระเจ้าอัยยิกาเธอ
กรมหลวงวรเสรฐสุดา ทรงได้การศกึ ษาภาษาเขมรจากหลวงราชาภริ มย์
ภาษาอังกฤษทรงได้รับการศึกษาจาก นางแอนนา ลีโอโนเวนส์ ( Anna Leonowens) หรือ แหม่ม
แอนนา มีช่ือจริงว่า แอนนา แฮร์เรียต เอ็มมา เอ็ดเวิดส์ แหม่มแอนนาเป็นท่ีรู้จักในฐานะเป็น "พระอาจารย์
ฝรง่ั " ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว รัชกาลท่ี 5
ทรงได้การศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงศร วันท่ี 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จฯ เจ้าฟ้า
จุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมท่ี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหม่ืน
พิฆเนศวรสุรสังกาศ และเมอ่ื พ.ศ. 2409 พระองค์ผนวชตามราชประเพณี ณ วดั บวรนิเวศวิหาร ภายหลังจาก
การผนวช พระองค์ไดร้ ับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุน
พินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงก่ากับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรม
ทหารบกวังหนา้
พระบรมราชาภเิ ษก
สมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอ เจา้ ฟา้ จุฬาลงกรณ์ กรมขุนพนิ ติ ประชานาถ(รชั กาลที่ 5)
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังเสด็จออก
ทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตน้ัน ได้มีพระ
ราชหัตถเลขาไว้ว่า "พระราชด่าริทรงเห็นวา่ เจ้านายซ่ึงจะสืบพระราชวงศ์ตอ่ ไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็
ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดี
พร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร" ดังนั้น เม่ือพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเร่ืองการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดิน
พระองค์ใหม่ ซ่ึงในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระ
เจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิต
ประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวข้ึนเปน็ พระเจ้าแผ่นดิน ซ่ึงท่ี
ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังน้ัน พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจาก
สมเด็จพระราชบดิ า โดยในขณะน้ัน มีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ซึ่งการขึ้นครองราชย์ในขณะพระชนมายุ
นอ้ ยนน้ั ท่าให้พระองคม์ ีพระราชหฤทัยกงั วลอย่างย่ิง ซึง่ ทา้ ยสุดทกุ อย่างก็ผ่านพ้นไปดว้ ยดี
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ชว่ ง บุนนาค)
ต่อมาได้มีการแต่งต้ังสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้ส่าเร็จราชการแทน
พระองค์ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2416 มีอ่านาจสิทธ์ิขาดในราชการแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรจนกว่า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา อกี ทั้งท่านยังมีบทบาทในการ
อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ขึ้นครองสริ ริ าชสมบัติ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณฯ์ พระจฬุ าลงกรณเ์ กลา้ เจ้าอยหู่ วั
เมื่อวันท่ี 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก โดยได้รับการ
เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดนิ ทรเทพยมหา
มงกุฏ บรุ ษุ รตั นราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดริ าชสังกาศ อภุ โต
สุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคย
สรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตาร
ไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักด์ิสมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราช
ประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสร
สมมติ ประสิทธ์ิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิ
ลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอา
ชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ
สกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้า
เจ้าอยหู่ วั "
ผนวชและบรมราชาภิเษกครง้ั ที่ 2
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจฬุ าลงกรณฯ์ พระจุฬาลงกรณเ์ กล้าเจา้ อยูห่ วั ผนวช
เม่อื พระองค์มพี ระชนมายุครบ 20 พรรษาแลว้ เมอ่ื วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 จงึ ผนวช ณ วดั พระ
ศรรี ัตนศาสดาราม เปน็ พระภกิ ษุ แลว้ เสดจ็ ไปประทบั ณ วัดบวรนิเวศวิหารเปน็ เวลา 15 วัน
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว บรมราชาภิเษกคร้งั ที่ 2
หลังจากทรงลาสิกขาแล้ว ได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคร้ังที่ 2 ข้ึน เม่ือวันที่ 16 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในคร้ังนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั มพี ระนามตามจารกึ ในพระสบุ รรณบฎั วา่ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
จุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบ
รมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ มหามงกุฎราชวรางกูร สุจริตมูลสุ
สาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษด์ิ ธัญลักษณวิจิตร โสภาคยสรรพางค์
มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาล
เกยี รติคณุ อดลุ ยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสษิ ฐศักด์สิ มญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูล
มุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ม
หันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินธร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎล
เศวตฉตั ราดฉิ ัตร สิริรตั โนปลักษณมหาบรมราชาภเิ ษกาภลิ ิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์
มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรค
นเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหา
ราชาธริ าช บรมนาถบพิตร พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั "
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ทรงมพี ระอคั รมเหสี มเหสแี ละเจ้าจอมรวม 153 พระองค์
มีพระราชโอรส 32 พระองค์ พระราชธิดา 44 พระองค์ สาหรบั อคั รมเหสี สาคญั มี 3 พระองค์ดงั น้ี
1. สมเดจ็ พระนางเจ้าสนุ นั ทากุมารรี ตั นพระบรมราชเทวี (อัครมเหสอี งคแ์ รก)
หรือ สมเด็จพระนางเรอื ล่ม อบุ ุติเหตทุ างเรือทีเ่ สดจ็ ได้ล่มลง ทา่ ให้ตอ้ งสนิ้ พระชนม์ พรอ้ มกบั พระธดิ า ท่ีมี
พระชนมายุเพียง 2 พรรษาเทา่ น้นั ส่วน สมเดจ็ พระนางเจา้ สนุ ันทากมุ ารรี ตั นพ์ ระบรมราชเทวี กม็ พี ระชนั ษา
ย่างเข้า 21 พรรษา และกก็ ่าลังทรงพระครรภ์ 5 เดอื น อยู่ดัวย อบุ ตั ิเหตุ เกิดที่ บางพดู อ่าเภอปากเกร็ด
จงั หวดั นนทบุรี เมอ่ื วนั จันทรท์ ่ี 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423
2. สมเดจ็ พระนางเจ้าสว่างวฒั นาพระบรมราชเทวี (อคั รมเหสอี งคท์ ่ี 2)
พระองคก์ ค็ อื สมเด็จย่าของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ภมู ิพลอดลุ ยเดช ในหลวงรัชกาลปจั จุบนั ตอ่ มาได้
เล่ือน พระยศเปน็ สมเด็จพระศรสี วรนิ ทราบรมราชเทวี พระพนั วัสสาอัยยกิ าเจา้ สน้ิ พระชนมเ์ มื่อ วนั จันทร์ ที่
17 ธันวาคม พ.ศ. 2499 มพี ระชนมายุ 93 พรรษา
3. สมเด็จพระศรพี ชั รินทราบรมราชนิ นี าถ
ทรงเปน็ พระชนนีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 6 พระองค์ทรงได้รบั พระราชหฤทัยให้
ด่ารงตา่ แหนง่ เปน็ ผสู้ ่าเรจ็ ราชการแทนพระองคใ์ นช่วงทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ได้เสดจ็
ประพาส ยโุ รปเมื่อปี พ.ศ. 2440 (เสด็จคร้ังแรก) พระองคป์ ระสตู เิ มอ่ื วันพฤหสั บดที ่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2406
สิ้นพระชนม์เมอ่ื วนั พุธที่ 20 ตลุ าคม พ.ศ. 2462 มีพระชนมายุ 56 ปี
สมเดจ็ พระศรีพชั รินทราบรมราชินนี าถ เจา้ จอมพระสนมในรชั กาลท่ี 5
พระราชโอรสในรชั กาลที่ 5 พระราชดิ าในรชั กาลท่ี 5
รายพระนามและรายนาม พระอคั รมเหสี พระมเหสี เจ้าจอมพระราชโอรสพระราชธดิ า
ในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว
สมเดจ็ พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถ และพระราชโอรส
1. สมเด็จพระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชินนี าถ สมเดจ็ พระนางเจา้ เสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินนี าถ
(พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี) รายพระนามพระราชบตุ ร สมเดจ็ เจ้าฟ้าหญงิ พาหรุ ัดมณมี ยั
สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายมหาวชริ าวุธ สมเด็จเจา้ ฟ้าชายตรีเพช็ รุตม์ธา่ รงสมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายจักรพงษภ์ วู นาถ สมเดจ็ เจ้า
ฟา้ ชายศริ ริ าชกกธุ ภัณฑ์ สมเด็จเจา้ ฟา้ หญิง (ไมม่ พี ระนาม) สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายอัษฎางคเ์ ดชาวุธ สมเดจ็ เจา้ ฟา้
ชายจุฑาธชุ ธราดิลก สมเด็จเจา้ ฟ้าชายประชาธปิ กศกั ดเิ ดชน์ (พระเจ้าลกู เธอ พระองค์เจา้ เสาวภาผ่องศรี)
2. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (พระเจา้ ลกู เธอ พระองคเ์ จ้าสวา่ งวัฒนา) รายพระ
นามพระราชบุตร สมเดจ็ เจ้าฟ้าชายมหาวชิรณุ หิศ สมเดจ็ เจา้ ฟา้ ชายอศิ ริยาลงกรณ์ สมเดจ็ เจา้ ฟา้ หญิงวิจิตรจิร
ประภา สมเด็จเจ้าฟ้าชายสมมตวิ งศ์วโรทัยสมเดจ็ เจ้าฟ้าหญงิ วไลยอลงกรณ์ สมเดจ็ เจ้าฟ้าหญิงศริ าภรณโ์ สภณ
สมเดจ็ เจ้าฟ้าชายมหดิ ลอดลุ ยเดช สมเดจ็ เจ้าฟา้ หญงิ (ไมม่ พี ระนาม)
3. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากมุ ารรี ัตน์ พระบรมราชเทวี (พระเจ้าลกู เธอ พระองค์เจ้าสุนันทากมุ ารี
รตั น)์ รายพระนามพระราชบตุ ร สมเดจ็ เจ้าฟา้ หญงิ กรรณาภรณ์เพชรรตั น์ สมเด็จเจา้ ฟ้า (ไมม่ ีพระนาม)
4. พระนางเจา้ สขุ มุ าลมารศรี พระราชเทวี (พระเจา้ ลกู เธอ พระองค์เจา้ สุขุมาลมารศร)ี พระราชบตุ ร
สมเดจ็ เจ้าฟา้ หญิงสุทธาทิพยรัตน์ สมเดจ็ เจา้ ฟ้าชายบริพัตรสุขมุ พนั ธ์ุ
5. พระเจ้าพ่นี างเธอ พระองคเ์ จ้าทกั ษิณชา นราธิราชบุตรี (พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจา้ ทกั ษณิ ชา
นราธริ าชบุตร)ี รายพระนามพระราชบุตร สมเด็จเจ้าฟา้ ชาย (ไม่มพี ระนาม)
6. พระอรรคชายาเธอ พระองคเ์ จ้าเสาวภาคย์นารีรตั น์ (หมอ่ มเจา้ ปว๋ิ ลดาวัลย)์ รายพระนามพระราช
บตุ ร สมเดจ็ เจา้ ฟา้ หญงิ จันทราสรัทวาร
7. พระอรรคชายาเธอ พระองคเ์ จ้าอุบลรตั นนารีนาค กรมขนุ อรรควรราชกลั ยา(หมอ่ มเจ้าบัว
ลดาวลั ย์) รายพระนามพระราชบตุ ร สมเดจ็ เจ้าฟา้ หญงิ เยาวมาลยน์ ฤมล
8. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจา้ สายสวลภี ริ มย์ กรมขุนสทุ ธาสินนี าฏ(หม่อมเจ้าสาย ลดาวลั ย์) ราย
พระนามพระราชบุตร สมเดจ็ เจ้าฟา้ ชายยคุ ลฑิฆัมพร เจ้าฟา้ หญิงนภาจรจา่ รสั ศรี สมเดจ็ เจา้ ฟ้าหญิงมาลนิ นี ภ
ดารา สมเดจ็ เจา้ ฟ้าหญงิ นิภานภดล
เจา้ ดารารศั มี
9.เจ้าดารารศั มี พระราชชายา (เจ้าดารารศั มีแห่งนครเชยี งใหม่) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์
เจา้ หญิงวิมลนาคนพสี ี
รายพระนามเจา้ จอมมารดาในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั 27 พระองค์
เจา้ จอมมารดาสุด
10. เจา้ จอมมารดาสุด (สุด สกุ ุมลจนั ทร์) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์เจ้าหญงิ วรลักษณาวดี
เจ้าจอมมาดาแส
11. เจ้าจอมมารดาแส (แส โรจนดิศ) รายพระนามพะราชบุตร พระองค์เจ้าชายเขจรจิรประดษิ ฐ
พระองค์เจา้ หญงิ อัพภนั ตรปี ชา พระองคเ์ จา้ หญงิ ทิพยาลงั การ
12. เจา้ จอมมารดาแสง (แสง กลั ยาณมติ ร)รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจา้ ชายอิศรวงศ์วรราช
กุมาร พระองค์เจ้าชายนภางคน์ พิ ัทธพงศ์ พระองค์เจา้ หญงิ บีเอตริศภทั รายุวดี พระองคเ์ จ้าหญงิ เจรญิ ศรี
ชนมายุ
13. เจ้าจอมมารดาหมอ่ มราชวงศแ์ ข (หมอ่ มราชวงศแ์ ข พงึ่ บญุ ) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์
เจ้าหญงิ ผ่อง
14. เจ้าจอมมารดาตลับ (ตลับ เกตทุ ตั ) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จา้ หญงิ อัจฉรพรรณรี ัช
กญั ญา พระองคเ์ จ้าชายรพพี ัฒนศกั ดิ์
15. เจา้ จอมมารดามรกฎ (มรกฎ เพ็ญกลุ ) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจา้ หญงิ จุฑารัตนราช
กมุ ารี,พระองคเ์ จา้ ชายเพ็ญพัฒนพงศ์
16. เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศย์ อ้ ย (หม่อมราชวงศย์ ้อย อิศรางกูร) รายพระนามพระราชบตุ ร
พระองคเ์ จา้ หญิงอรพินทุ์เพญ็ ภาค
17. เจา้ จอมมารดาอ่วม (อ่วม พิศลยบุตร) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจ้าชายกิติยากรวร
ลกั ษณ์
18. เจา้ จอมมารดาแช่ม (แช่ม กลั ยาณมติ ร) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์เจ้าชายประวติ รวัฒโน
ดม
19. เจ้าจอมมารดาทับทิม (ทับทมิ โรจนดศิ ) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จา้ ชายจิรประวตั ิวร
เดช พระองคเ์ จา้ หญิงประเวศวรสมัย พระองค์เจา้ ชายวฒุ ไิ ชยเฉลิมลาภ
20. เจา้ จอมมารดาบัว รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จ้าหญงิ (ไมม่ ีพระนาม)
21. เจา้ จอมมารดาโหมด (โหมด บนุ นาค) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์เจ้าชายอาภากรเกยี รติ
วงศ์ พระองคเ์ จ้าหญงิ อรองคอ์ รรคยุพา พระองคเ์ จ้าชายสุริยงประยรุ พันธ์ุ
22. เจา้ จอมมารดาจันทร์ (จนั ทร์ สุกมุ ลจันทร์) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จ้าหญิงศศิพงศ์
ประไพ
เจ้าจอมมารดาเหม
23. . เจ้าจอมมารดาเหม (เหม อมาตยกุล) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจา้ หญิงมัณฑนาภาวดี
ภายหลังเปล่ยี นพระนามเปน็ "เหมวด"ี
24. เจ้าจอมมารดาเรือน (เรอื น สนุ ทรศารทูล) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์เจา้ หญิงพิสมยั ฯ
25. เจา้ จอมมารดาวาด (วาด กัลยาณมิตร) รายพระนามพระราชบุตร พระองคเ์ จ้าชายบรุ ฉัตรไชยากร
26. เจา้ จอมมารดาทิพเกษร (เจ้าทิพเกษร ณ เชยี งใหม่) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จา้ ชาย
ดิลกนพรฐั
27. เจา้ จอมมารดาหมอ่ มราชวงศ์เน่ือง (หมอ่ มราชวงศ์เนอื่ ง สนทิ วงศ)์ พระราชบุตร พระองคเ์ จ้า
หญงิ เ าวภาพงศ์สนทิ พระองคเ์ จ้าชายรังสิตประยูรศกั ดิ์
28. เจา้ จอมมารดาอ่อน (อ่อน บนุ นาค) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จ้าหญงิ อรประพนั ธ์ร่าไพ
พระองคเ์ จ้าหญิงอดสิ ยั สุรยิ าภา
29. เจา้ จอมมารดาพร้อม รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จ้าหญงิ ประภาพรรณพิไลย พระองค์
เจ้าหญิงประไพพรรณพิลาส พระองคเ์ จ้าชายสมยั วุฒิวโรดม พระองคเ์ จ้าหญิงวาปบี ุษบากร
30. เจ้าจอมมารดาวง (วง เนตรายน) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จ้าหญิงโกมลเสาวมาลย์
31. เจ้าจอมมารดาแพ (แพ บุนนาค) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจา้ หญงิ ศรีวไิ ลยลกั ษณ์
พระองคเ์ จ้าหญิงสุวพักตรว์ ิไลยพรรณ พระองค์เจ้าหญิงบณั ฑวรรณวโรภาส
32. เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์เกสร (หมอ่ มราชวงศเ์ กสร สนทิ วงศ)์ รายพระนามพระราชบุตร
พระองคเ์ จา้ ชายอศิ ริยาภรณ์ พระองคเ์ จ้าชายอนสุ รสริ ิประสาธน์
33. เจา้ จอมมารดาชุ่ม (ชมุ่ ไกรฤกษ์) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจา้ หญงิ อาทรทพิ ยนิภา
พระองคเ์ จา้ หญงิ สุจติ ราภรณี
34. เจา้ จอมมารดาเล่ือน (เลื่อน นิยะวานนท์) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองคเ์ จ้าหญิง
ลวาดวรองค์ พระองค์เจ้าชายอุรุพงศ์รชั สมโภช
35. เจา้ จอมมารดาหมอ่ มราชวงศ์จ๋ิว (หมอ่ มราชวงศจ์ ๋วิ กปติ ถา) รายพระนามพระราชบุตร พระองค์
เจา้ หญิง (ไมม่ ีพระนาม)
36เจา้ จอมมารดาสาย (สาย สุกมุ ลจันทร์) รายพระนามพระราชบตุ ร พระองค์เจา้ หญิง (ไมม่ พี ระนาม)
รายพระนามเจา้ จอมในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั 117 พระองค์
เจา้ จอมสมยั รชั กาลท่ี 5
37. เจ้าจอมเขยี น (เขยี น กัลยาณมิตร) 38. เจา้ จอมโหมด (โหมด บุนนาค) 39. เจ้าจอมลิ้นจ่ี
40. เจา้ จอมนวล (นวล ณ นคร) 41. เจ้าจอมจัน 42. เจา้ จอมหมอ่ มหลวงถนอม (หม่อมหลวงถนอม เทพ
หสั ดนิ ) 43. เจ้าจอมละมา้ ย(ละ มา้ ย สุวรรณทตั ) 44. เจ้าจอมแจ่ม (แจ่ม ไกรฤกษ)์ 45. เจา้ จอมสว่าง (สวา่ ง ณ
นคร) 46.เจา้ จอมเพ่มิ (เพม่ิ รตั นทัศนีย)์ 47. เจา้ จอมจีน (จีน บุนนาค) 48. เจ้าจอมเนอ่ื ง (เนือ่ ง บุณยรัตพันธ)ุ์
49. เจ้าจอมเพมิ่ (เพิ่ม ณ นคร) 50. เจ้าจอมเจริญ 51. เจา้ จอมอ้น (อ้น บนุ นาค) 52. เจ้าจอมเอม (เอม พศิ ลย
บตุ ร) 53. เจา้ จอมชว่ ง (ช่วง พิศลยบตุ ร) 54. เจา้ จอมใย (ใย บณุ ยรตั พนั ธ)์ุ 55. เจา้ จอมกลบี (กลบี เทพหสั ดนิ
ณ อยธุ ยา) 56. เจา้ จอมลน้ิ จี่ (ล้ินจ่ี เทพหสั ดิน ณ อยุธยา) 57. เจา้ จอมฟักเหลอื ง (ฟกั เหลอื ง เทพหัสดิน ณ
อยธุ ยา) 58. เจา้ จอมประคอง (ประคอง อมาตยกุล) 59. เจา้ จอมสงั วาลย์ (สงั วาลย์ อมาตยกลุ ) 60. เจา้ จอม
อบ (อบ บนุ นาค) 61. เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์แปน้ (หมอ่ มราชวงศแ์ ปน้ มาลากุล) 62. เจ้าจอมเพ่ิม (เพิม่ สุจรติ
กลุ ) 63. เจ้าจอมพิศว์ (พิศว์ บนุ นาค) 64. เจ้าจอมถนอม (ถนอม ภัทรนาวกิ ) 65. เจ้าจอมทับทมิ 66. เจ้าจอม
หมอ่ มราชวงศเ์ ยอ้ื น 67. เจา้ จอมอิ่ม 68. เจา้ จอมเช้อื 69. เจา้ จอมเอีย่ ม (เอ่ยี ม บุนนาค) 70. เจา้ จอมหม่อม
ราชวงศ์เฉียด (หมอ่ มราชวงศ์เฉยี ด ลดาวลั ย)์ 71.เจ้าจอมหมอ่ มราชวงศ์ป้มั (หม่อมราชวงศ์ปม้ั ) 72. เจา้ จอม
กอ้ นแกว้ (กอ้ นแก้ว บรุ ณศิร)ิ 73. เจ้าจอมแฉ่ง 74. เจ้าจอมถนอม (ถนอม บรรจงเจรญิ ) 75. เจา้ จอมหม่อม
ราชวงศ์ขอ้ (หมอ่ มราชวงศข์ ้อ สนทิ วงศ์) 76. เจา้ จอมนอ้ ม (น้อม โชตกิ เสถียร) 77. เจ้าจอมเจียน (เจียน โชตกิ
เสถยี ร) 78. เจ้าจอมเยย่ี ม (เยีย่ ม โชติกเถยี ร) 79. เจ้าจอมกิมเหรียญ(กมิ เหรยี ญ โชติกเสถยี ร) 80.เจ้าจอม
หม่อมราชวงศ์แป้ม (หม่อมราชวงศแ์ ปม้ มาลากุล) 81. เจ้าจอมหมอ่ มราชวงศช์ ่วง 82. เจ้าจอมเอิบ (เอิบ
บนุ นาค) 83. เจา้ จอมหมอ่ มราชวงศแ์ ปว้ (หม่อมราชวงศแ์ ปว้ มาลากุล) 84. เจ้าจอมเลียม (เลียม บนุ นาค)
85. เจา้ จอมอาบ (อาบ บนุ นาค) 86. เจา้ จอมเออ้ื น (เอื้อน บุนนาค) 87. เจ้าจอมแส (แส บุนนาค)
88. เจ้าจอมสมบูรณ์หรือ สมบุญ (สมบรู ณ์ มันประเสริฐ) 89. เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ (หม่อมราชวงศ์สดบั
ลดาวัลย์) 90. เจา้ จอมหม่อมราชวงศ์ละม้าย (หม่อมราชวงศล์ ะม้าย สิงหรา) 91. เจ้าจอมแถม (แถม บุนนาค)
92. เจ้าจอมอ่า (อา่ คุรุกุล) 93. เจ้าจอมกิมเนียว 94. เจ้าจอมกลิ่น 95. เจ้าจอมแก้ว 96. เจ้าจอมเงิน(เงิน สิน
สขุ ) 97. เจ้าจอมเงก็ 98. เจา้ จอมหมอ่ มราชวงศ์จรวย (หม่อมราชวงศ์จรวย ปราโมช) 99. เจ้าจอมจัน
100. เจา้ จอมจิ๋ว 101. เจ้าจอมเจมิ 102. เจา้ จอมเจมิ 103. เจา้ จอมเจมิ (เจ้าจอมเจิม ศรีเพ็ญ)
104. เจ้าจอมเจียม 105. เจ้าจอมจ่าเริญ 106. เจ้าจอมจ่าเริญ (จ่าเริญ โชติกสวัสดิ์) 107. เจ้าจอม
จา่ เรญิ (จา่ เริญ สวุ รรณทตั ) 108. เจ้าจอมแฉง่ (แฉง่ พลกนษิ ฐ์) 109. เจา้ จอมเชย (เชย บนุ นาค)
110. เจ้าจอมเชือ้ (เชื้อ พลกนษิ ฐ์) 111. เจา้ จอมถนอม (ถนอม แสง-ชโู ต) 112. เจ้าจอมทพิ มณฑา
113. เจา้ จอมทพิ ย์ (ทิพย์ ปาลกะวงศ์ ณ อยธุ ยา) 114. เจา้ จอมทพิ ย์ (ทพิ ย์ ศกุณะสิงห)์ 115. เจา้ จอมน่วม
116. เจ้าจอมนอม 117. เจ้าจอมน้อย 118. เจ้าจอมเน้ย 119. เจ้าจอมบ๋วย 120. เจ้าจอมประยงค์ (ประยงค์
อมาตยกุล) 121. เจ้าจอมปุก (ปุก บุนนาค) 122. เจ้าจอมปุ้ย 123. เจ้าจอมเปรม 124. เจ้าจอม
เปล่ียน (เปล่ียน ณ บางชา้ ง) 125. เจ้าจอมผาด (ผาด ทนั ตานนท)์ 126. เจา้ จอมพลับ (พลบั พัฒนเวชวงศ์
127. เจา้ จอมพณิ (พิณ ณ นคร) 128. เจ้าจอมพิพฒั น์ 129. เจา้ จอมหม่อมราชวงศ์มณี (หม่อมราชวงศ์มณี อิศ
รางกูร) 130. เจ้าจอมมอญ 131. เจ้าจอมมิ (มิ จาตุรงคกุล) 132. เจ้าจอมเมขลา 133. เจ้าจอมเยื้อน (เยื้อน
บุนนาค) 134. เจ้าจอมเยอ้ื น (เยื้อน แสง-ชูโต) 135. เจา้ จอมละม้าย (ละม้าย อหะหมดั จุฬา)
136. เจ้าจอมลิ้นจี่ (ลนิ้ จ่ี จารุจินดา) 137. เจ้าจอมลูกจันทร์ (ลูกจันทร์ จารุจินดา) 138. เจ้าจอมลูกจันทร์ (ลูก
จนั ทร์ เอมะศิริ) 139. เจ้าจอมวอน (วอน บนุ นาค) 140. เจา้ จอมวงศ์ 141. เจา้ จอมสวน (สวน บุณยรัตพันธ)์ุ
142. เจ้าจอมสวาสด์ิ (สวาสด์ิ สาลักษณ์) 143. เจ้าจอมสวา่ ง 144. เจ้าจอมสาย 145. เจ้าจอมสาลี่ (สาล่ี ศรี
เพ็ญ) 146. เจา้ จอมสา่ อาง (ส่าอาง บณุ ยรัตพันธ)์ุ 147. เจา้ จอมสิน (สิน ศรีเพ็ญ) 148. เจ้าจอมสงิ หรา
149. เจ้าจอมสุวรรณ (สุวรรณ ณ นคร) 150. เจ้าจอมเหลียน (เหลียน บุนนาค) 151. เจ้าจอมอมิ (อมิ โชติก
เสถียร) 152. เจา้ จอมอม่ิ (อิ่ม ครุ ุกลุ ) 153. เจ้าจอมจนั ทร์ (จันทร์ แสง-ชูโต)
พระราชลญั จกรประจาพระองค์
พระราชลัญจกรประจา่ พระองคพ์ ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าอยู่หวั เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กวา้ ง
5.5 ซ.ม. ยาว 6.8 ซ.ม. โดยมีตรา พระเกี้ยว หรือ พระจุลมงกุฏ ซ่ึงประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า 2 ช้ัน มีฉัตร
บริวารต้ังขนาบทั้ง 2 ข้าง ถัดออกไปจะมีพานแว่นฟ้า 2 ชั้น ทางด้านซ้ายวางสมุดต่ารา และทางด้านขวาวาง
พระแว่นสุริยกานต์เพชร โดยพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน้ันเป็นการเจริญ
รอยจ่าลองมาจากพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวการสร้างพระลัญจกรประจ่า
พระองค์นั้น จะใช้แนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ "จุฬาลงกรณ์" ซ่ึงแปลว่า
เครื่องประดับศีรษะ หรือ จุลมงกุฎ ดังนั้น จึงเลือกใช้ พระเกี้ยว หรือ จุลมงกุฎ มาใช้เป็นพระราชลัญจกร
ประจ่าพระองค์
เครื่องราชอสิ รยิ าภรณ์
เครื่องขัตติยราชอสิ ริยาภรณ์อันมีเกียรติคณุ รุง่ เรอื งยงิ่ มหาจกั รีบรมราชวงศ์
เครอื่ งราชอิสริยาภรณอ์ นั เป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์
เครอื่ งราชอสิ ริยาภรณจ์ ลุ จอมเกลา้ ชั้นที่ 1 ปฐมจลุ จอมเกล้าวเิ ศษ
เครื่องราชอิสรยิ าภรณอ์ นั มีศักดร์ิ ามาธิบดี ช้ันท่ี 1 (เสนางคะบดี)
เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์อนั เป็นทเ่ี ชิดชูย่งิ ชา้ งเผอื ก ชนั้ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณอ์ นั มีเกยี รตยิ ศยง่ิ มงกุฎไทย ชั้นมหาวชริ มงกฎุ (ม.ว.ม.)
เหรยี ญดุษฎมี าลา เขม็ ราชการในพระองค์ และ เหรียญดุษฎีมาลา เขม็ ราชการแผ่นดิน
เหรยี ญจกั รมาลา
เหรยี ญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 1
เหรียญรตั นาภรณ์ รชั กาลท่ี 5 ช้ันที่ 1
เหรียญราชรจุ ิ รชั กาลท่ี 5
พระพุทธรปู ประจาพระชนมวารรัชกาลท่ี 5(ปางห้ามพระแกน่ จันทร์)
และพระพุทธรปู ประจารัชกาลท่ี 5 (ปางขดั สมาธเิ พชร)
พระพุทธรปู ประจาพร พระพุทธรูปประจารัชกาล
พระพทุ ธรปู ประจ่าพระชนมวารพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัวเปน็ พระพทุ ธรูปปางห้าม
พระแกน่ จันทน์ ซึ่งโปรดใหส้ ร้างข้ึนแทน ปางไสยาสน์เพราะทรงพระราชสมภพวนั องั คาร โดยทรงใหส้ รา้ งข้นึ
ในราวปี พ.ศ. 2466-2453 สร้างดว้ ยทองคา่ ความสูงรวมฐาน 34.60 เซนติเมตร พระพุทธรปู ประจ่ารชั กาล
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัวเปน็ พระพทุ ธรูปปางขดั สมาธเิ พชร พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลงิ
เหนือพระเศยี รกางก้นั ดว้ ยฉัตรปรทุ อง 3 ชนั้ สร้างราว พ.ศ. 2453-2468 หน้าตกั กว้าง 7.2 นิ้ว สูงเฉพาะองค์
พระ 11.8 เซนตเิ มตร สงู รวมฉตั ร 47.3 เซ็นติเมตร
วดั ประจารชั กาลวัดราชบพธิ สถิตมหาสมี าราม
วดั ราชบพธิ สถติ มหาสีมาราม
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ท่ีพระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราช
ประเพณีที่มีการสร้างวัดประจ่ารัชกาล วัดราชบพิธฯเป็นพระอารามหลวงช้ันเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่าย
ธรรมยุต ความส่าคัญของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามแห่งน้ี คือ เป็นวัดประจ่ารัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7
แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ถือวา่ เป็นวัดแห่งเดียวของกรุงรัตนโกสินทร์ ท่ีเปน็ วดั ประจ่ารัชกาลของพระมหากษัตริย์
ถึง 2 พระองค์ ตามประวัตกิ ล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจ่ารัชกาล ก่อพระฤกษ์เพ่ือลงมือก่อสร้างเมื่อวันท่ี 22 มกราคม 2412 แล้ว
เสร็จในปี พ.ศ.2413 เริ่มแรกในการสร้างวัด ทรงซื้อวังพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ
(พระองค์เจ้าสิงหรา) พระราชโอรส องค์ที่ 48 ในพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และเจ้า
จอมมารดาคล้ายรวมทั้งซ้ือบ้านเรือนข้าราชการ และราษฎร เพื่อใช้เป็นสถานท่ีสร้างวัด ส้ินพระราชทรัพย์ไป
เป็นเงิน 2,806 บาท 37 สตางค์ อา่ นวยการก่อสร้างโดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธกิ รณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปมุ้ มาลากุล)ก่อน
นมิ นตพ์ ระสงฆจ์ ากวัดโสมนสั ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ มาจ่าพรรษาอยู่
พระพุทธองั ครี ส
ภายในอุโบสถประดิษฐาน พระพุทธอังคีรส อยู่บนฐานชุกชีหินอ่อนจากประเทศอิตาลี ซ่ึงหล่อข้ึนใน
สมัยรัชกาลที่ 4 – ตน้ รัชกาลท่ี 5 กระไหล่ทองค่าเน้ือแปดหนัก 180 บาท เป็นทองที่พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เมื่อยังทรงพระเยาว์และเดมิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงน่าไป
ประดษิ ฐานท่ีพระปฐมเจดยี ์ แต่ส้ินรัชกาลเสียก่อน พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ
ให้น่ามาประดษิ ฐานเปน็ พระประธานในพระอโุ บสถวัดราชบพิธ เมื่อวันที่ 12 กนั ยายน พ.ศ. 2415
ดอกไมโ้ ปรดของรชั กาลที่ 5 กุหลาบสชี มพู
ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้ทรงโปรดของรัชกาลท่ี 5 ใครท่ีต้องการบูชารัชกาลที่ 5 ก็จะใช้ดอกกุหลาบสี
ชมพบู ชู า เพราะสชี มพเู ปน็ สีประจา่ วนั พระราชสมภพ (วนั องั คาร) เหตทุ ี่ทราบว่าพระองค์ทรงโปรดดอกไม้ชนิด
น้ีคงมาจากพระราชหัตถเลขา (จดหมาย)ที่พระองค์ทรงเขียนถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดลคร้ัง
เสดดจ็ ประพาสยุโรป ไดต้ รสั ถึงความงดงามของดอกกหุ ลาบไวห้ ลายตอนน่ันเอง
พระราชกรณียกิจ
พระราชกรณยี กจิ ดา้ นเศรษฐกิจ
หอรัษฎากรพพิ ฒั น์
1. การปรับปรุงระบบการคลัง แยกการคลังออกจากกรมท่า ทรงตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ ขึ้นเมื่อ พ.ศ.
2416 ขึ้นตรงตอ่ พระมหากษัตริย์เพ่ือเป็น ส่านักงานกลางเก็บผลประโยชน์ รายได้ภาษีอากรของแผ่นดินมา
รวมไว้ที่แห่งเดยี ว ต่อมาได้ยกฐานะหอรัษฎากรพิพัฒน์ ข้ึนเป็น กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เม่ือ พ.ศ. 2435
2. ตรากฎหมายกวดขันภาษีอากร โปรด ฯ ให้ตราพระราชบญั ญัตสิ ่าหรับ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ข้ึนเม่ือ
4 มิถุนายน 2416 โดยวางหลักเกณฑ์การเรียกเก็บภาษีอากรให้ทันสมัยตามแบบสากล
3. การปรับปรุงระบบภาษีอากรแบบใหม่ พ.ศ. 2435 ทรงต้งั ข้าหลวงคลงั ไปประจ่าทุกมณฑล เพ่ือท่า
หน้าที่เก็บภาษีอากรจากราษฎรโดยตรง แล้วรวบรวมส่งไปยังกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
4. ยกเลิกระบบเจ้าภาษีนายอากร เปล่ียนให้เทศาภิบาลเก็บภาษีเองเหมือนกันหมดทุกมณฑล
5. จัดท่างบประมาณแผ่นดนิ ขึ้นเป็นคร้ังแรก เม่ือ พ.ศ. 2439 ตง้ั พระคลังข้างที่ ขึ้นส่าหรับจัดการ
ทรพั ยส์ นิ ส่วนพระมหากษตั ริย์ สา่ หรับรายได้ภาษอี ากร ของแผ่นดิน ให้พระคลงั มหาสมบัตเิ ปน็ ผคู้ วบคมุ ดแู ล
เงนิ ในสมัยรชั กาลที่ 5
6. จดั ระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดดว้ ง หน่วยเงนิ เฟ้ือง ซกี เสี้ยว อฐั โสลฬ ต่าลงึ ชง่ั
โดยสร้างหนว่ ยเงินข้ึนใหม่ ให้ใช้ เหรียญบาท เหรียญสลงึ เหรียญสตางค์ กา่ หนดให้ 100 สตางค์ เทา่ กับ 1
บาท พรอ้ มทงั้ ผลติ เหรียญสตางค์ท่าดว้ ยทองค่าขาวมี 4 ราคา ได้แก่ 20 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์และ 2
สตางค์ครึ่ง
7. ตราพระราชบญั ญัติธนบัตร ร.ศ. 121 จดั พิมพธ์ นบัตรร่นุ แรก มีราคา 5 บาท 10 บาท 20 บาท
100 บาทและ 1000 บาท ตอ่ มาเพมิ่ ชนิด 1 บาท
8. เปล่ียนมาตราฐานเงนิ มาเปน็ มาตราฐานทองค่า ร.ศ. 127 เมือ่ 11 พฤศจิกายน 2451 เพือ่ รักษา
อตั ราแลกเปลีย่ นเงินตราไทยใหส้ อดคล้องกบั หลกั สากลทว่ั ไป
แบงคส์ ยามกมั มาจล
9. ก่าเนิดธนาคารแห่งแรก เดิมเรียกว่า บุคคลัภย์ Book Clup แล้วขอพระราชทานพระบรารา
ชานญุ าตจดทะเบยี นเปน็ บรษิ ทั ใหถ้ ูกต้องตามกฎหมาย มีช่อื ว่า บริษทั แบงค์สยามกัมมาจล ทุนจ่ากัด ต่อมาได้
เปล่ยี นชอ่ื เป็น ธนาคารไทยพาณชิ ย์ จา่ กัด เม่ือ พ.ศ. 2482
พระราชกรณยี กจิ ด้านการสาธารณปู โภค
โรงพยาบาลศริ ริ าช
กา่ เนิดโรงพยาบาลแหง่ แรก ตั้งอยู่ บรเิ วณริมคลองบางกอกนอ้ ย ฝั่งธนบรุ ี เดิมเรยี ก โรงพยาบาลวัง
หลัง ดา่ เนนิ กิจการเมอื่ 26 เมษายน 2431 ตอ่ มาภายหลงั เปล่ยี นชอ่ื เป็น โรงศริ ริ าชพยาบาล แตค่ นทวั่ ไปชอบ
เรียกกันว่า โรงพยาบาลศิรริ าช ก่าเนดิ โรงเรียนแพทย์ ในโรงพยาบาลศริ ริ าช เม่ือ 2432 เรียกว่า โรงเรียน
แพทยากร ต่อมาเรยี ก ราชแพทยาลยั ภายหลงั คือ คณะแพทยศาสตร์ ศริ ริ าชพยาบาล ของมหาวทิ ยาลยั มหิดล
ในปจั จุบัน
ก่าเนิดการไฟฟา้ โดยมี จอมพล เจา้ พระยาสรุ ศักดม์ิ นตรี (เจมิ แสงชโู ต) เป็นผรู้ เิ ร่มิ จา่ หน่ายไฟฟ้าและ
ขยายกจิ การมาเป็น การไฟฟ้านครหลวงในปัจจบุ นั
กา่ เนิดการประปา ในเดือนกรกฎาคม 2452 ไดโ้ ปรดให้เรมิ่ ด่าเนินการสร้างประปาขึน้ โดยเกบ็ กกั น่า้
ทค่ี ลองเชียงราก จังหวดั ปทมุ ธานี แลว้ ขดุ คลองประปาสา่ หรับสง่ น้่าเข้ามาจนถึงคลองสามเสน พรอ้ มทัง้ ฝงั ท่อ
เอกและอปุ กรณ์อื่น ๆ เพือ่ ใหร้ าษฎรมนี ่า้ สะอาดใช้
สภาอุณาโลมแดง
ตั้งสภาอุณาโลมแดง เนื่องจากกรณีพิพาทเร่ืองพรมแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ ร.ศ.
112 มีทหารไทยบาดเจ็บล้มตายเป็นจ่านวนมาก จึงจัดตัง้ สภาอณุ าโลแดงแห่งชาติสยาม ข้ึน เพอื่ จัดหาทุนซ้ือ
ยาและเคร่ืองเวชภัณฑ์ ส่งไปบรรเทาทุกข์ทหารที่บาทเจ็บในสงครามครั้งน้ี ต่อมาได้ขยายกิจการช่วยเหลือ
กว้างขวางออกไปถึงประชาชนท่ัวไปและภายหลังได้เปล่ียนช่ือเป็น สภากาชาดสยาม และเปล่ียนเป็น
สภากาชาดไทย ในปัจจุบัน
ตง้ั กรมสุขาภิบาล ขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2440 เพ่ือดูแลรักษาความสะอาด ก่าจัดกล่ินเหม็น ควบคุมโรคติดต่อต่าง
ๆ ให้ราษฎรมีสุขภาพอาณามัยท่ีดี แล้วขยายไปยังส่วนภูมิภาค โดยทดลองจัดการสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นเป็น
ครัง้ แรก ท่ี ต่าบลท่าฉลอม จังหวดั สมุทรสาครเมือ่ พ.ศ. 2448 ครนั้ กจิ การสุขาภิบาลไดผ้ ลดี เป็นที่น่าพอใจ ใน
ปี พ.ศ. 2451 ได้จัดการสุขาภิบาลหัวเมืองข้ึนทั่วไปมีอยู่ 2 ประเภทคือ สุขาภิบาลเมือง และ สุขาภิบาลต่าบล
ต่อมาได้กลายเป็นเทศบาล
จดั ต้ัง โอสถศาลารัฐบาล เพอื่ เปน็ สถานประกอบการและผลติ ยาสามญั ประจา่ บา้ น ส่งไปจ่าหนา่ ยแก่
ราษฎร ชาวบ้านเรยี กวา่ ยาโอสถสภา ตอ่ มาเปลยี่ นมาเรยี กวา่ ยาต่าราหลวง
พระราชกรณียกจิ ดา้ นการคมนาคมขนส่งและการสอ่ื สาร
การคมนาคม ให้มีการขุดคลองหลายแห่ง เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองส่าโรง คลองแสนแสบ
คลองนครเน่ืองเขต คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองเปรมประชากร และ คลองทวีวัฒนา ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้
ขุดคลองส่งน้่าประปา จากเชียงราก สู่สามเสน อ่าเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ซ่ึงคลองนี้ส่งน้่าจากแหล่งน่้าดิบ
เชียงราก ผ่านอ่าเภอสามโคก อ่าเภอเมืองปทุมธานี อ่าเภอคลองหลวง อ่าเภอธัญบุรีและอ่าเภอล่าลูกกา
จังหวดั ปทุมธานี,อา่ เภอปากเกรด็ และ อ่าเภอเมืองนนทบุรี จังหวดั นนทบรุ ี และ เขตสายไหม เขตบางเขน เขต
ดอนเมอื ง เขตหลกั ส่ี เขตจตุจกั ร เขตบางซ่ือ เขตดสุ ติ เขตพญาไท และ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ก่าเนิดการรถไฟ สร้างทางรถไฟหลวงสายแรก กรุงเทพฯ – อยุธยา เมื่อ 26 มีนาคม 2439และขยาย
กิจการไป ท่วั ทกุ ภูมภิ าคเร่ิมกิจการรถรางในกรงุ เทพฯ เม่อื พ.ศ. 2430
เรมิ่ กจิ การไปรษณีย์ โปรดฯ ให้ตงั้ กรมไปรษณยี ์ เม่ือ 4 สิงหาคม 2426
เริ่มกิจการโทรเลข โทรเลขสายแรกคอื กรงุ เทพฯ – สมุทรปราการ เมื่อ พ.ศ. 2412 ต่อมาได้รวม
กจิ การไปรษณยี โ์ ทรเลขเข้าด้วยกนั เรียกวา่ กรมไปรษณยี โ์ ทรเลข เริม่ กจิ การโทรศัพท์ เม่ือปี พ.ศ. 24241
พระราชกรณยี กจิ ดา้ นการเลิกทาส
พระราชกรณียกิจอันสาคัญย่ิง ที่ทาให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระปิย
มหาราช” ก็คือ “การเลิกทาส”สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เสด็จข้ึนเสวยราชสมบัติน้ัน
ประเทศไทยมีทาสเป็นจานวนกว่าหน่ึงในสามของพลเมือง ของประเทศ เพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบ้ีย
ได้มสี บื ต่อกันเรอ่ื ยมาไมม่ ที ่ีสิ้นสดุ และเป็นทาสกนั ตลอดชวี ิต พ่อแม่เปน็ ทาสแลว้ ลกู ที่เกดิ จากพอ่ แม่ท่ีเป็น
ทาสกต็ กเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเร่ือยไป
กฎหมายทีใ่ ช้กนั อยใู่ นเวลานน้ั ตรี าคาลกู ทาสในเรอื นเบยี้ ชาย 14 ตาลึง หญิง 12 ตาลึง แล้วไม่มี
การลด ตอ้ งเปน็ ทาสไปจนกระทัง่ ชายอายุ 40 หญงิ อายุ 30 จงึ มกี ารลดบ้าง คานวณการลดน้ี อายุทาสถึง
100 ปี ก็ยังมคี ่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตาลึง หญิง 3 บาท แปลว่า ผู้ท่ีเกดิ ในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มเี งินมาไถ่ตัวเอง
แลว้ กต็ ้องเปน็ ทาสไปตลอดชีวิต
ในการน้ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมอ่ื วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.
2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีท่ี พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซ่ึงเกิดเมื่อปี
มะโรง พ.ศ.2411 ให้มสี ิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกาหนดว่า เมอ่ื แรกเกิด ชายมคี ่าตัว 8 ตาลึง หญิงมคี ่าตัว
7 ตาลงึ เม่อื ลดคา่ ตัวไปทกุ ปแี ลว้ พอครบอายุ 21 ปกี ใ็ ห้ขาดจากความเป็นทาสทงั้ ชายและหญิง
เมือ่ ถงึ พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อ
วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอน่ื ท่ีมิใชท่ าสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดอื นละ 4 บาท
นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนท่ีเป็นไทแล้วกลับไป
เป็นทาสอกี และเม่ือทาสจะเปลี่ยนเจ้านายใหม่ ห้ามมิให้ข้ึนค่าตัว เปน็ การยกเลิกระบบที่คนชั้นสูงตง้ั ข้ึน เพื่อ
กดขรี่ าษฎรใหท้ ่างานรบั ใช้หรอื สง่ ทรัพย์สนิ ให้โดยไม่มกี ่าหนดวา่ จะส้ินสดุ ลงเมอื่ ใด
พระราชกรณยี กิจด้านการศกึ ษา
พระยาศรีสนุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจาริยางกูร)
ในรชั กาลน้ไี ดโ้ ปรดให้ขยายการศกึ ษาขึ้นเป็นอนั มากใน พ.ศ.2414 ไดโ้ ปรดให้จัดต้ังโรงเรียนหลวงข้ึนใน
พระบรมมหาราชวัง แล้วมีหมายประกาศชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการให้ส่งบุตรหลานเข้าเรียน
โรงเรียนภาษาไทยน้ี โปรดให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เป็นอาจารย์ใหญ่ ต่อมาตั้ง
โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษข้ึนอีกโรงเรียนหน่ึง ให้นายยอร์ช แปตเตอร์สัน เป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนทั้งสองนี้
ข้นึ อยใู่ นกรมทหารมหาดเลก็
โรงเรียนวัดมหรรณพาราม
ต่อมาโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงส่าหรับราษฎรขึ้นและจัดต้ังขึ้นตามวัดต่างๆ ตามประเพณีนิยมของ
ราษฎร โรงเรียนหลวงน้ีได้จัดตั้งข้ึนท่ี “วัดมหรรณพาราม” เป็นแห่งแรก แล้วจึงแพร่หลายออกไปตามหัวเมือง
ทว่ั ๆ ไป โปรดให้ตง้ั กรมศกึ ษาธิการ ขนึ้ ในปี พ.ศ.2428 และจัดให้มีการสอบไลค่ รั้งแรกใน พ.ศ.2431
ต่อมาในปี พ.ศ.2433 ไดม้ ีการปฏวิ ัตแิ บบเรียน โดยให้เลกิ สอนตามแบบเรียน 6 กล่มุ มมี ูลบทบรรพกจิ
เปน็ ตน้ ของพระยาศรสี นุ ทรโวหาร มาใช้แบบเรยี นเร็วของกรมพระยาด่ารงราชานุภาพแทน ในทสี่ ุดไดโ้ ปรดให้
จดั ต้งั กระทรวงธรรมการข้ึน จดั การศึกษาและการศาสนาข้นึ เม่ือปี พ.ศ.2435 การศึกษาก็เจรญิ กา้ วหนา้ สืบมา
โดยล่าดบั
ศาลากระทรวงยตุ ธิ รรม
ศาลาการกระทรวงยุติธรรม เม่ือแรกสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการปฎิรูประบบ
กฎหมายและการศาลซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมเมื่อ พ.ศ. 2438 เป็นหน่วยงานท่ีรับผิดชอบด้าน
การยตุ ิธรรมอย่างแท้จรงิ และนบั เป็นการแยกอา่ นาจตลุ าการออกจากฝา่ ยบรหิ ารเป็นครั้งแรก
พระราชกรณียกิจดา้ นการศาสนาทรงบูรณะวัดเบญจมบพิตร
วดั เบญจมบพติ รขณะก่อสรา้ ง
วันท่ี 1 มีนาคม พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด่าเนินมายังวัด
เบญจมบพิตร ในการนี้มพี ระบรมราชโองการประกาศพระบรมราชูทศิ ถวายท่ดี ินให้เป็นเขตวิสุงคามสีมาของวดั
พร้อมทงั้ พระราชทานนามวดั ใหม่ว่า วัดเบญจมบพิตร อันหมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลท่ี 5 และเพ่ือ
แสดงล่าดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์ ตอ่ มา พระองค์ไดถ้ วายท่ีดินซึ่งพระองค์ขนานนามวา่ ดสุ ิตวนาราม
ให้เปน็ ที่วิสุงคามสมี าเพ่ิมเตมิ แกว่ ดั เบญจมบพิตร และโปรดฯ ให้เรียกนามรวมกันวา่ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนา
ราม ทรงปฏิสังขรณ์วัดเบญจมบพิตร แล้วจ่าลองพระพุทธชินราชท่ีจังหวัดพิษณุโลกมาประดิษฐานไว้ในวัดนี้
ทรงปฏิสังขรณ์วัดหลายวัด สร้างพระอารามหลายพระอาราม เช่น วัดราชบพิตร วัดเทพศิรินทราวาส วัด
นิเวศน์ธรรมประวัติ (บางปะอนิ ) เป็นต้น ทงั้ ยังทรงเปน็ องค์ศาสนปู ถมั ภกโดยแท้จรงิ ในด้านพระพุทธศาสนานั้น
นอกจากจะทรงบรรพชาเป็นสามเณรและทรงอุปสมบทด้วยแล้ว ยังให้ความอุปถัมภ์สงฆ์ 2 นิกาย ดังเช่น
สมเด็จพระราชบดิ า ในปี พ.ศ.2445 ให้ตราพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ เป็นการวางระเบยี บสงฆ์มณฑล
ใหเ้ ป็นระเบียบทั่วราชอาณาจักร ให้กระทรวงธรรมการมีหนา้ ท่คี วบคุมการศาสนา ทรงอาราธนาพระราชาคณะ
ให้สังคายนาพระไตรปิฎก แล้วพิมพ์เป็นอักษรไทยชุดละ 39 เล่ม จ่านวน 1,000 ชุด แจกไปตามพระอาราม
ตา่ ง ๆ ถงึ ต่างประเทศดว้ ย ใน พ.ศ.2442
ส่วนศาสนาอื่น ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์ตามสมควร เช่น สละพระราชทรัพย์ สร้างสุเหร่าแขก
พระราชทานเงนิ แก่คณะมชิ ชันนารี และพระราชทานท่ดี นิ ใหส้ รา้ งโบสถท์ ่ีรมิ ถนนสาธร
พระราชกรณียกิจด้านการศาล
การดาเนนิ การพจิ ารณาคดใี นศาลเปลี่ยนจากจารีตนครบาลเป็นพจิ ารณาหลกั ฐานพยาน
แตเ่ ดมิ มากรมต่าง ๆ ต่างมศี าลของตนเองส่าหรับพิจารณาคดี ที่คนในกรมของตนเกดิ กรณพี พิ าทกันข้นึ
แตศ่ าลนกี้ เ็ ป็นไปอย่างยุง่ เหยงิ ไมเ่ ป็นระเบยี บ ใน พ.ศ.2434 จงึ ไดต้ ั้งกระทรวงยุตธิ รรมขนึ้ เพ่อื รวบรวมศาล
ตา่ ง ๆ ใหม้ าขึ้นอยู่ในกระทรวงเดียวกนั นอกจากน้นั ในการพิจารณาสอบสวนคดี ก็ใชว้ ธิ จี ารีตนครบาล คือ ทา่
ทารณุ ต่อผตู้ ้องหา เพอื่ ให้รบั สารภาพ เช่น บบี ขมบั ตอกเลบ็ เฆยี่ นหลงั และทรมานแบบอ่ืน ๆ เป็นธรรมดาอยู่
เองที่ผตู้ ้องหาทนไม่ไหว กจ็ า่ ต้องสารภาพ จึงได้ตราพระราชบัญญตั ขิ ึน้ ใชว้ ิธพี ิจารณาหลักฐานจากพยาน
บคุ คลหรือเอกสาร สว่ นการสอบสวนแบบจารีตนครบาลน้นั ใหย้ กเลกิ
ไดจ้ ัดตงั้ ศาลโปรสิ ภาขึน้ เมื่อ พ.ศ.2435 ตอ่ มาไดจ้ ัดต้ังศาลมณฑลขึ้น โดยตัง้ ท่ีมณฑลอยุธยาเปน็ มณฑล
แรก และขยายตอ่ ไปครบทุกมณฑล26 มีนาคม 2439
พระราชกรณยี กิจดา้ นวรรณคดี
ในดา้ นวรรณคดีนน้ั ในรัชกาลนกี้ ็มกี ารเปล่ียนแปลงไปจากเดิมราวกับปฏวิ ัติ คือ ประชาชนหันมานิยม
การประพนั ธแ์ บบร้อยแกว้ ส่วนค่าประพันธ์แบบโคลงฉันทก์ าพยก์ ลอนนนั้ เสอ่ื มความนิยมลงไป หนังสือต่าง ๆ
กไ็ ด้รับการเผยแพรย่ ่ิงกวา่ สมัยก่อน เพราะเนอื่ งจากมโี รงพมิ พห์ นังสือเล่มหนึ่ง ๆ ไดจ้ ่านวนมาก ไม่ต้องคัดลอก
เหมือนสมยั ก่อน ๆ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ทรงเป็นนักประพันธ์ ซ่ึงมีความช่านาญทั้งทางร้อยแก้วและร้อย
กรอง เช่น ไกลบ้าน เงาะปา่ นิทราชาคริต กาพย์เห่เรือ ค่าเจรจาละครเรอื่ งอิเหนา ต่าราท่ากับข้าวฝรั่ง
พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจ่าของกรมหลวงนรินทรเทวี โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์ โคลง
สุภาษิตนฤทุมนาการ พระราชพธิ ีสิบสองเดอื น เปน็ ต้น พระราชนิพนธ์เล่มหลงั น้ี ได้รับการยกย่องจากวรรณคดี
สโมสรว่า เป็นยอดความเรยี งประเภทค่าอธิบาย
พระราชกรณยี กิจดา้ นการป้องกนั ภยั คุกคามจากตะวนั ตก
เจา้ นายและเชอ้ื พระวงศ์ ใน สภาท่ีปรกึ ษาราชการแผน่ ดนิ และสภาทป่ี รกึ ษาในพระองค์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2411 เป็นช่วงเวลาท่ี
ประเทศถูกดงึ เข้าสู่ระบบเศรษฐกจิ โลกแบบยุโรปหลังการทา่ สนธิสญั ญาเบาว์รงิ ใน พ.ศ. 2398 สยามต้องเข้าไป
อยู่ในระเบยี บโลกแบบใหม่ที่มียุโรปเปน็ ศูนย์กลาง ความศิวไิ ลซ์หรืออารยธรรมกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องบรรลุ
ให้ได้ ขณะเดียวกัน สภาวะกึ่งอาณานิคมโดยเฉพาะจากการสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็ก่าลังจะ
กลายเป็นปัญหาใหญ่ในอกี ไม่กี่ทศวรรษให้หลัง รวมถึงจะมีปัญหาพิพาทและถูกแทรกแซงจากมหาอ่านาจดว้ ย
ที่ส่าคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงการคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวนั ตกท่ีมี
ต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอ้างความชอบธรรมในการเข้ายึดครองดินแดนแถบน้ีว่าเป็นการท่าให้
บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าอันเป็น "ภาระของคนขาว" ท่าให้ต้องทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยพระราช
กรณยี กจิ ดงั กลา่ วเรม่ิ ขน้ึ ตง้ั แต่ พ.ศ. 2416
ประการแรก ในปี พ.ศ. 2417 ทรงตั้งสภาท่ีปรึกษาข้ึนมาสองสภา ได้แก่ สภาท่ีปรกึ ษาราชการแผน่ ดิน
(เคานซ์ ิลออฟสเตต) และสภาท่ปี รกึ ษาในพระองค์ (ปรวี เี คาน์ซิล) สภาทป่ี รึกษาราชการแผ่นดินนี้เป็นกลไกใน
การบริหารและการออกกฎหมายที่จะน่าไปสู่การสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเวลาต่อมา สมาชิกของ
สภาน้ีถูกก่าหนดให้มีสถานะเป็นรองจากเสนาบดี และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น "เคาน์
ซิลลอร์" มีบทบาทส่าคัญในการสนับสนุนพระบรมราโชบายที่จะปฏริ ูประบบการคลังของประเทศดว้ ยการรวม
ศูนย์การบริหารรายได้และรายจ่ายของรัฐท้ังให้มีอ่านาจขัดขวางหรือคัดค้านพระราชด่าริได้ และทรงตั้งพระ
ราชวงศานุวงศ์ 13 พระองค์ และขนุ นางอกี 36 นาย ชว่ ยถวายความคดิ เห็นหรอื เป็นกรรมการดา่ เนินการต่างๆ
รวมถึงการปฏิรูประบบก่าลังคนด้วยการยกเลิกทาสอย่างช้าๆ ซึ่งการปฏิรูปน่าไปสู่การลดอ่านาจของกลุ่ม
อนรุ ักษนยิ มลงนั้นได้น่ามาซึ่งแรงต่อต้านอย่างหนัก ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ขุนนางตระกูล
บุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็นว่าสภาที่ปรึกษามีความพยายามดึงพระราชอ่านาจของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องทรง
ประนีประนอมดว้ ยการอนุญาตให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ชว่ ง_บนุ นาค) มีอา่ นาจจัดเก็บภาษี
ฝ่ินตอ่ ไปได้ตามเดมิ
ตอ่ มาเกิดปัญหาใหญ่ท่ีสุดท่ีตามมาหลังความพยายามปฏิรูประยะแรก ซึ่งเรียกว่าวิกฤตการณ์วังหน้า
กล่าวคือนอกจากเกือบจะเกิดการปะทะกันด้วยกา่ ลังระหวา่ งฝ่ายพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ
ฝ่ายกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแล้ว ยังน่าไปสู่การดึงมหาอ่านาจอย่างอังกฤษและฝร่ังเศสให้เข้ามา
แทรกแซงปัญหาด้วย ขณะเดียวกัน ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งไม่พอใจบทบาทของสภาที่
ตั้งข้ึนก็พยายามดึงดุลอ่านาจให้มาอยู่กับตนเองมากข้ึนด้วย หลังวิกฤตการณ์คล่ีคลายลง พระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั จึงต้องทรงดา่ เนนิ การปฏิรปู อย่างค่อยเป็นค่อยไป และบทบาทของสภาท่ีปรึกษาราชการ
แผ่นดินกล็ ดลง
พระองคเ์ จ้าปฤษฎางค์
พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทยประจ่าอังกฤษ ซ่ึงพระองค์เจ้า
ปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบ
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แตพ่ ระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการปกครอง
แบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเริ่มทดลองแบ่งงานการปกครองออกเป็น 12 กรม (เทียบเท่า
กระทรวง)
พ.ศ. 2431 ทรงต้ัง "เสนาบดีสภา" หรือ "ลูกขุน ณ ศาลา" ขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435
ไดต้ ง้ั องคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาทป่ี รกึ ษาในพระองค์ เพอ่ื วินจิ ฉัยและทา่ งานใหส้ า่ เร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ
"ลกู ขุน ณ ศาลาหลวง" ขึ้นเพอื่ ปรกึ ษาราชการแผน่ ดินทเี่ กีย่ วกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี "การชุมนุม
เสนาบดี" อนั เป็นการประชุมปรกึ ษาราชการที่มุขกระสัน พระท่นี ั่งดุสิตมหาปราสาท
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื พิทยลาภพฤฒธิ าดา
รัฐมนตรีสภาเปิดประชุมคร้ังแรกเพื่อท่าพิธีถือน่้าพิพัฒน์สัตยาในวันท่ี 24 มกราคม พ.ศ. 2438 สมาชิก
ชุดแรกประกอบด้วยเจ้านายและขุนนางรวม 42 พระองค์/คน มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิ
ธาดา (พระยศขณะนั้น) เป็นสภานายก และพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์(ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เป็นอุปนายก
[10] ต่อมามีการแต่งต้ังเพ่ิมเติมข้ึนอีก โดยตลอดจนถึง พ.ศ. 2440 สภานี้ได้พิจารณากฎหมายไปท้ังสิ้น 12
ฉบับ แต่นับจาก พ.ศ. 2441 การประชมุ กเ็ ร่มิ ขาดไป พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั จึงทรงให้มีการ
พิจารณาว่าจะเลิกสภานี้หรือไม่ น่าไปสู่การแก้ไขระเบียบการประชุมใหม่ให้สอดคล้องกับภาระของบรรดา
รัฐมนตรีที่ต้องท่าการในหน้าท่ีอ่ืนๆ พร้อมกันไปด้วย ภายหลังงานพิจารณากฎหมายได้ถูกโอนไปข้ึนกับที่
ประชมุ เสนาบดี งานของรัฐมนตรสี ภาจงึ สน้ิ สุดลง เท่ากับถูกยกเลิกไปโดยปรยิ าย
อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีสภาที่ตง้ั ข้ึนมาคงอยู่ในพระราชด่าริที่จะให้เป็นสถาบันที่มีความตอ่ เนื่องมากกว่า
จะเป็นสถาบันช่ัวคราว ดงั ปรากฏว่าใน “ร่างพระราชกฤษฎีกาท่ี 1 ว่าดว้ ยราชประเพณีกรุงสยาม” ก่าหนดให้
สภานเี้ ป็นหน่งึ ในราชูปสดมภ์หรอื เสาหลกั ค่า้ จนุ กษตั ริย์และใหท้ ่าหนา้ ทรี่ ่วมกับสภาอน่ื ๆ
กระทรวงกลาโหม
เดิมเสนาบดีมีฐานะต่าง ๆ กัน แบ่งเป็น 3 คือ เสนาบดีมหาดไทยกับกลาโหมมีฐานะเป็นอัครมหา
เสนาบดี เสนาบดีนครบาล พระคลังและเกษตราธิการ มีฐานะเปน็ จตุสดมภ์ เสนาบดีการตา่ งประเทศ ยุติธรรม
ธรรมการและโยธาธิการ เรียกกันว่า เสนาบดตี ่าแหน่งใหม่ คร้ันเมื่อมีประกาศ เม่ือวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2435
จงึ เรยี กเสนาบดเี หมือนกันหมด ไม่เรยี กอคั รเสนาบดีและจตุสดมภ์อกี ต่อไป
กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงซึง่ มีอยูใ่ นตอนแรก ๆ เริม่ นัน้ มเี พยี ง 6 กระทรวง คอื
1. กระทรวงมหาดไทย มีหนา้ ทีป่ กครองหวั เมืองฝา่ ยเหนือ
2. กระทรวงกลาโหม มหี นา้ ท่ปี กครองหวั เมืองฝา่ ยใต้ และการทหารบก ทหารเรือ
3. กระทรวงนครบาล มีหนา้ ท่ีบงั คบั บัญชาการรกั ษาพระนคร คือปกครองมณฑลกรุงเทพ ฯ
4. กระทรวงวงั มีหนา้ ทีบ่ งั คับบัญชาการในพระบรมมหาราชวัง
5. กระทรวงการคลัง มหี น้าทจี่ ัดการอนั เก่ียวขอ้ งกบั ตา่ งประเทศ และการพระคลงั
6. กระทรวงเกษตราธิการ มีหนา้ ทจ่ี ดั การไรน่ า
เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมกับสมยั จึงไดเ้ ปล่ยี นแปลงหน้าที่ของกระทรวงบางกระทรวง และเพ่ิมอีก 4 กระทรวง
รวมเป็น 10 กระทรวง คือ
1. กระทรวงการต่างประเทศ แบ่งหน้าท่ีมาจากกระทรวงการคลังเก่า มีหน้าท่ีต้ังราชทูตไปประจ่า
ส่านักต่างประเทศ เน่ืองจากเวลานั้นชาวยุโรปได้ตั้งกงสุลเข้ามาประจ่าอยู่ในกรุงเทพ ฯ บ้างแล้ว สมเด็จกรม
พระยาเทววงศ์วโรปการ เป็นเสนาบดีกระทรวงนี้เป็นพระองค์แรก และใช้พระราชวังสราญรมย์เป็นส่านักงาน
เริ่มระเบียบร่างเขียนและเก็บจดหมายราชการ ตลอดจนมีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยมาท่างานตามเวลา ซึ่ง
นบั เปน็ แบบแผนใหก้ ระทรวงอน่ื ๆ ท่าตามตอ่ มา
2. กระทรวงยุตธิ รรมแต่ก่อนการพิจารณาพิพากษาคดไี ม่ไดร้ วมอยู่ในกรมเดียวกัน และไม่ไดร้ ับค่าส่ัง
จากผู้บังคับบัญชาคนเดียวกัน เป็นเหตุให้วิธีพิจารณาพิพากษาไม่เหมือนกัน ต่างกระทรวงต่างตัดสิน จึง
โปรด ฯ ให้รวมผูพ้ ิพากษา ตัง้ เป็นกระทรวงยตุ ิธรรมขึ้น
3. กระทรวงโยธาธิการรวบรวมการโยธาจากกระทรวงต่าง ๆ มาไว้ท่ีเดียวกัน และให้
กรมไปรษณยี ์โทรเลข และกรมรถไฟรวมอยู่ในกระทรวงนด้ี ้วย
4. กระทรวงธรรมการแยกกรมธรรมการและสังฆการีจากกระทรวงมหาดไทย เอามารวมกับกรม
ศกึ ษาธกิ าร ตั้งขน้ึ เป็นกระทรวงธรรมการมหี น้าทีต่ ั้งโรงเรยี นฝึกหัดอาจารยฝ์ ึกหัดบุคคลให้เปน็ ครู สอนวิชาตาม
วิธีของชาวยุโรป เรยี บเรียงตา่ ราเรยี น และตง้ั โรงเรยี นขึ้นท่วั ราชอาณาจกั ร
กระทรวงยตุ ธิ รรม
ด้วยความพอพระทัยในผลการด่าเนินงานของกรมท้ังสิบสองท่ีได้ทรงต้ังไว้เม่ือ พ.ศ. 2431 แล้ว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศตั้งกระทรวงข้ึนอย่างเป็นทางการจ่านวน 12
กระทรวง เมอื่ วนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2435 อนั ประกอบด้วย
1. กระทรวงมหาดไทย รบั ผดิ ชอบงานท่ีเดมิ เปน็ ของสมุหนายก ดแู ลกจิ การพลเรือนท้ังหมดและบงั คบั
บัญชาหวั เมืองฝ่ายเหนือและชายทะเลตะวนั ออก
2. กระทรวงนครบาล รับผดิ ชอบกิจการในพระนคร
3. กระทรวงโยธาธิการ รบั ผิดชอบการก่อสร้าง
4. กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศกึ ษา
5. กระทรวงเกษตรพานชิ การ รับผดิ ชอบงานทใ่ี นปจั จุบนั เปน็ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และ
กระทรวงพาณชิ ย์
6. กระทรวงยตุ ิธรรม ดูแลเรื่องตลุ าการ
7. กระทรวงมรุธาธร ดแู ลเครือ่ งราชูปโภคของพระมหากษัตริย์
8. กระทรวงยุทธนาธกิ าร รบั ผิดชอบปฏบิ ตั กิ ารการทหารสมยั ใหมต่ ามแบบยโุ รป
9. กระทรวงพระคลงั สมบตั ิ รบั ผิดชอบงานทใี่ นปจั จบุ นั เป็นของกระทรวงการคลัง
10. กระทรวงการตา่ งประเทศ (กรมทา่ ) รบั ผิดชอบการตา่ งประเทศ
11. กระทรวงกลาโหม รบั ผิดชอบกจิ การทหาร และบงั คับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้
12. กระทรวงวงั รับผดิ ชอบกิจการพระมหากษัตริย์
การเสียดนิ แดนของไทยในสมยั รัตนโกสินทร์
การเสยี ดินแดนใหก้ ับชาติตะวนั ตก
การคกุ คามของนักล่าอาณานคิ มตะวนั ตก เริม่ ต้นข้ึนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่มาในรูปของการติดต่อค้าขาย การเผยแผ่ศาสนา การคุกคามเริ่มชัดเจนจริงจังและรุนแรงข้ึนในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะเม่ือสองประเทศมหาอ่านาจ คือ อังกฤษและฝรั่งเศสเข้า
ยึดครองประเทศเพื่อนบ้าน คืออังกฤษยึดได้พม่ามลายู ฝรั่งเศสยึดได้ญวนและก่าลังขยายขอบเขตมาสู่เขมร
และลาว ซึ่งเปน็ ประเทศราชของสยาม ฝรั่งเศสมีทีท่าคุกคามสยามอย่างหนักและเปิดเผยเพื่อจะไดค้ รอบครอง
เขมรและลาว โดยไมฟ่ ังเหตผุ ลหรอื ขอ้ อ้างใดๆ มุ่งแต่จะใช้เลห่ ก์ ลและอ่านาจเขา้ ยดึ ครอง
ไทยเสียดนิ แดนใหก้ ับฝรัง่ เศส
เสียดินแดนครั้งแรก ใน พ.ศ. 2410 ไทยต้องเสียเขมรส่วนนอก เพราะหลังจากฝร่ังเศสยึดดินแดน
บางส่วนของญวนได้ก็ใช้ดินแดนนี้เป็นท่ีม่ันขยายอิทธิพลเข้าไปในเขมร ซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศราชของไทย
โดยอ้างว่าตนเป็นผู้สืบสิทธิญวนเหนือเขมร เพราะฝร่ังเศสอ้างว่าเขมรเคยเป็นประเทศราชของญวนมาก่อน
เม่ือฝรง่ั เศสไดญ้ วนฝร่งั เศสจงึ ตอ้ งมสี ิทธปิ กครองเขมรดว้ ย
เสียดินแดนคร้ังท่ี 2 ใน พ.ศ. 2431 ต้องทรงยอมเสียแคว้นสิบสองจุไทให้ฝรั่งเศส เพราะเมื่อฝรั่งเศส
ยึดญวนได้หมด ญวนอ้างว่าดินแดนแควน้ สิบสองจุไทและหัวพันห้าท้ังหกเคยเป็นของตนมาก่อน ฝรั่งเศสจึงถือ
เปน็ ข้ออ้างเข้ายึดแคว้นสิบสองจุไท ทั้งที่ขณะนั้นแควน้ สิบสองจุไทเป็นหัวเมืองของลาว และลาวก็เป็นประเทศ
ราชของไทยฝร่งั เศสกไ็ มใ่ หค้ วามสนใจ ไทยจงึ ตอ้ งเสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าท้ังหก เมืองพวน แควน้ หลวง
พระบาง แคว้นเวียงจนั ทน์ คา่ มว่ น และแคว้นจ่าปาศกั ดฝิ์ งั่ ตะวนั ออก (หัวเมอื งลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดนิ แดน
สิบสองจไุ ทย และได้อ้างวา่ ดินแดนหลวงพระบาง เวยี งจันทน์ และนครจา่ ปาศกั ด์ิเคยเป็นประเทศราชของญวน
และเขมรมากอ่ น จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพ่มิ อกี เนอ้ื ทปี่ ระมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร
ต่อมาฝรั่งเศสพยายามเกลี้ยกล่อมและผูกมิตรกับชาวลาวทุกชั้นด้วยกลวิธีต่างๆ ให้ชาวลาวยอมรับ
อ่านาจการปกครองของฝรง่ั เศส และเม่ือสยามพยายามท่ีจะปกป้องอาณาเขตของตน ฝรั่งเศสก็กล่าวหาว่าการ
กระท่าของสยาม เป็นการเตรียมที่จะท่าสงครามกับฝร่ังเศส การคุกคามของฝร่ังเศสเริ่มรุนแรงขึ้น ย่ิงเมื่อ
ฝรั่งเศสคาดว่าลาวเต็มใจท่ีจะอยู่ในปกครองของตน ฝร่ังเศสก็ย่ิงคุกคามสยามหนักขึ้น แม้สยามจะเสนอให้มี
การเจรจาเรอื่ งเขตแดนให้ชดั เจนเรียบรอ้ ยกอ่ น แต่ฝรั่งเศสกห็ ลกี เลยี่ งบา่ ยเบย่ี งมาโดยตลอด
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสยามกับฝรั่งเศสจึงอยู่ในภาวะตึงเครียด มีการปะทะกันประปรายตามล่าน่้าโขง
และยิ่งตึงเครียดข้ึนเมื่อฝรั่งเศสส่งก่าลังทหารญวนและเขมรคืบคลานเข้ายึดดินแดนฝ่ังซ้ายของแม่น่้าโขง ซึ่งก็
คือหัวเมืองลาวทั้งหมด สยามพยายามต่อสู้กับฝรั่งเศสด้วยวิธีสันติ เช่น ขอให้มีการเจรจาปักปันเขตแดนซ่ึง
ขณะนั้นยังไม่เรียบร้อยตามมาตรฐานของอารยประเทศ เป็นการใช้วิธีทางการทูตน่าการทหารซ่ึงเป็นวิถีทาง
ของประเทศที่เป็นอารยะ แตฝ่ รั่งเศสก็ไม่ยอม คงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเจรจาด้วย และส่งทหารญวนเขมรเข้ายึดหัว
เมอื งลาว
เรือปืนโกแมตของฝรัง่ เศส
เสยี ดนิ แดนครัง้ ที่ 3 ใน พ.ศ. 2436 ฝร่ังเศสยกกองทหารจากพนมเปญข้ึนมาทางแม่น้่าโขงแล้วรุกเข้า
มา ในเขตฝั่งซ้ายของแม่น่้า ปักธงชาติฝร่ังเศสข้ึน ท่ีทุ่งเชียงค่าเมืองค่าม่วนคนไทยชักธงลงมาฉีกท้ิงเสีย
ฝรั่งเศสจับตัวพระยอดเมืองขวางเจ้าเมืองค่าม่วน และในขณะที่กองทัพสยามยกไปช่วยพระยอดเมืองขวาง
ปรากฏวา่ นาย โกรสกูแรง (Grosgurin) นายทหารฝรั่งเศสเกิดเสียชีวิตลง ฝร่ังเศสกล่าวหาว่านายโกรสกูแรง
ถูกฆาตกรรมและเรียกร้องให้ไทยลงโทษพระยอดเมืองขวางท้ังทูตฝรั่งเศสย่ืนบันทึกถึงรัฐบาลไทยว่า เมื่อเกิด
เร่ืองเช่นน้ีขึ้น ท่าให้เหตุการณ์ทวีความตึงเครียดและคับขันข้ึน ในขณะเดียวกันท้ังกระทรวงอาณานิคม
สอ่ื สารมวลชน และวงการศาสนาต่างสนบั สนนุ รฐั บาลฝร่งั เศสให้ใช้มาตรการรนุ แรงกับไทย
13 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 ฝร่ังเศสส่งเรอื รบ 2 ลา่ พรอ้ มเรอื นา่ ร่อง ซึ่งเรือรง 2 ล่าชื่อเรือปืนแองกอง
สตอง (Inconstant) และเรือโกแมต (Comete) ทางปอ้ มพระจุลจอมเกล้าได้ยิงเตือนส่งสัญญาณถาม เรือรบ
ฝรั่งเศสไมต่ อบ และเรือรบฝรง่ั เศสก็มิได้หยุดย้ัง เวลานน้ั พระยาชลยุทธโยธนิ (องั เดร ดู เปลซิส เดอ ริเชอลิเออ
Andre du Plesis de Ri- chelieu ชาวเดนมาร์ก) เป็นผู้บญั ชาการทหารเรือไทยอยู่ที่น่ันด้วย ทางปอ้ มจึงยิง
ปืนยับยั้ง เกิดการยิงโต้ตอบกันข้ึน เรือ น่าร่องฝรั่งเศสถูกปืนเกยต้ืน และเรือรบฝรั่งเศสยิงถูก
เรือ "มกุฎราชกุมาร" ของไทยเสียหาย คร้ังนั้น มีทหารบาดเจ็บ และเสียชวี ิต นาย ออกุสต์ ปาวี ย่ืนค่าขาดต่อ
รัฐบาลหลายข้อให้ตอบภายใน 48 ชั่วโมง รัฐบาลไทยโดยสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดี
กระทรวงต่างประเทศ เป็นผู้แทนตอบไปว่า ข้ออ่ืนๆ เช่น ให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายน้ัน ไทยตกลง แต่ข้อท่ีวา่ ให้
ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้่าโขงให้แก่ฝร่ังเศสน้ัน ฝรั่งเศสไม่มีหลักฐาน หรืออ่านาจอันชอบธรรมอันใด ปาวีถือว่า
ไทยปฏิเสธจึงนั่งเรือรบออกปากน่้าไป แล้วประกาศปิดอ่าวไทย ตั้งแต่วันท่ี 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 การปิด
อา่ ว ท่าให้กระทบกระเทือนถึงเรือชาติอ่ืนๆ ดว้ ย และอังกฤษก็สงวนท่าที ไม่แสดงว่า จะช่วยเหลือไทยอย่างใด
ไทยเกรงชาติอื่นจะเข้าแทรกแซงจึงต้องยอมฝรั่งเศส ฝร่ังเศสเลิกปิดอ่าววันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และตก
ลงท่าสัญญากัน เมื่อวันท่ี 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 โดย ให้ไทยเพิกถอนสิทธิเหนือดินแดนฝ่ังซ้ายของแม่น้่าโขง
ท้ังหมด ให้จัดการลงโทษเจ้าหน้าท่ีท่ียิงเรือปืนฝร่ังเศส พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายให้ฝร่ังเศสเป็นเงิน 2 ล้าน
ฟรังก์ และยังมีข้อก่าชับทิ้งท้ายว่า “—ถ้าถูกโจมตี จะทาลายกองทัพเรือไทย ตลอดจนป้อมปราการ—” ไทย
เสยี ดินแดนให้ฝร่ังเศสครั้งนี้ ประมาณ 140,000 ตารางกโิ ลเมตร ทั้งได้กา่ หนดให้ไทยตอ้ งถอนทัพจากฝั่งแม่น้่า
โขงออกใหห้ มดและไม่สรา้ งสถานท่ีส่าหรับการทหาร ในระยะ 25 กโิ ลเมตร
อาคารกองรักษาการณท์ หารฝรงั่ เศส อาคารกองบญั ชาการทหารฝรั่งเศส
และยดึ เอาจังหวัดจนั ทบุรีกบั จงั หวดั ตราดไว้ เพือ่ บังคับใหไ้ ทยท่าตาม และะฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบรุ ี
กบั ตราด ไวต้ ่ออกี นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)
คกุ ขไ้ี ก่ ตึกแดง
เหตุท่ีฝร่ังเศสต้องการยึดเมืองจันทบุรีเพราะ ในมุมมองของฝร่ังเศสมองเห็นถึงความส่าคัญของเมือง
จันทบุรี ในทางการเมอื งจนั ทบุรเี ปน็ เสมือนเมอื งหน้าด่านในการตดิ ตอ่ กับดินแดนเขมรซึ่งเป็นดินแดนท่ีฝร่ังเศส
หวังที่จะเข้าไปครอบครอง เป็นที่ท่ีเหมาะสมในการต้ังมั่นก่าลังพล มีพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เพียง
พอท่ีจะเลี้ยงกองทหาร อีกท้ังฝร่ังเศสได้สร้างป้อมปราการและส่ิงก่อสร้างในรูปแบบของศูนย์บัญชาการไว้
เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งจันทบุรียังเป็นเส้นทางกึ่งกลางระหว่างกรุงเทพกับไซ่ง่อน หากฝรั่งเศสคาดหวังจะเข้ายึด
ครองดินแดนอินโดจีนการยึดเมืองจันทบุรีได้น้ันจะช่วยท่าให้การควบคุมเมืองต่างๆ หรือการปกครองของ
ฝรงั่ เศสในอินโดจนี ทา่ ไดส้ ะดวกมากขึ้น ท่ีจันทบุรียงั มีสงิ่ ก่อสรา้ งเหลือคงอยทู่ ฝี่ รั่งเศสสรา้ งไว้ อาทิ อาคารกอง
รักษาการณท์ หารฝร่งั เศส อาคารกองบัญชาการทหารฝรง่ั เศส คกุ ข้ไี ก่ ตกึ แดง
การเสียดินแดนครั้งนี้นับเป็นความทุกข์โทมนัสอย่างใหญ่หลวงในพระองค์ ดนิ แดนในครอบครองที่ทรง
ต้องยอมเสียให้แก่ชาติตะวนั ตก ดังข้อความในพระราชหัตถเลขาท่ีว่า “—เป็นการจ่าเป็นที่เราต้องละวางเขตร
แดน อนั เราได้ปกปักรักษามาแล้วชา้ นานนบั ดว้ ยร้อยปเี สียเปน็ อันมาก โดยผู้ท่ีต้องการไม่มีข้อใดจะยกข้ึนกล่าว
ทวงถามเอาโดยดี นอกจากใช้อ่านาจได้—” ที่ทรงมีถึงพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุร
เดช พระราชโอรสซ่ึงทรงก่าลังศึกษาวิชาการทหารบกอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก เป็นพระราชปรารภถึงความ
ทุกข์ในพระราชหฤทัยท่ีเกิดจากการคุกคามของฝร่ังเศส ซ่ึงเป็นชาตมิ หาอ่านาจนักล่าอาณานิคมตะวนั ตก ซ่ึงมี
วัตถุประสงค์ส่าคัญ คือการล่าเมืองขึ้น และเวลานั้นประเทศเพื่อนบ้านมี ลาว เขมร ได้ตกเป็นเมืองข้ึนของ
ฝร่ังเศสแล้ว แต่ฝร่ังเศสก็ยังไม่ยอมหยุดย้ังเพียงน้ันยังคงคุกคามที่จะเข้าครอบครองสยาม จนท่าให้ต้องยอม
เสียดินแดนที่เคยเป็นของสยามไปจ่านวนหนง่ึ
เสียดินแดนคร้ังท่ี 4 พ.ศ.2446 จากวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ท่าให้ฝร่ังเศสยึดดินแดนจันทบุรี ซึ่งนับว่า
เป็นเมืองยุทธศาสตร์เมืองหน่ึงของไทย ไว้เป็นประกันถึง 10 ปี ตามพิธีสารฉบับลงวันท่ี 29 มิถุนายน 2447
ทหารฝรั่งเศสจึงได้ถอนทหารออกไปจากจันทบุรี จันทบุรีจึงกลับมาเป็นของไทยอีกคร้ังหน่ึงแต่นั้นมาไทยจึง
หาทางแลกเปล่ียนโดยยอมยกเมืองมโนไพรและจ่าปาศักดิ์ ซ่ึงอยู่ตรงข้ามกับเมืองปากเซ และดินแดนฝั่งขวา
ของแม่นา้่ โขง ตรงข้ามกบั เมืองหลวงพระบางให้ใน พ.ศ. 2448 ฝรัง่ เศสจึงยอมถอนทหารออกจันทบรุ ี แต่
กลับไปยึดเมอื งตราดไวแ้ ทน
เสยี ดินแดนครง้ั ที่ 5 พ.ศ.2449 ไทยยอมท่าสญั ญายกมณฑลบรู พา ซึง่ ประกอบดว้ ยเมือง พระตะบอง
เสียมราฐ ศรโี สภณ (เขมรสว่ นใน) ใหแ้ กฝ่ รงั่ เศส เพ่อื แลกเปลยี่ นกับจงั หวดั ตราดและเกาะตา่ งๆ ท่อี ย่ใู ต้แหลม
สิงห์ ลงไปจนถงึ เกาะกดู ที่ฝรง่ั เศสยดึ ไว้ ไทยเสยี เน้อื ที่ประมาณ 66,555 ตารางกโิ ลเมตร ส่ิงส่าคญั ทไ่ี ทยไดร้ ับ
จากการลงนามในสญั ญาน้ี เมื่อวนั ที่ 23 มนี าคม พ.ศ. 2449 คือ ฝรัง่ เศสยอ่ มผ่อนผนั ใหค้ นในบังคบั ฝรงั่ เศสท่ี
เป็นชาวเอเชยี ซง่ึ มาจดทะเบยี นภายหลังวันลงนามในสญั ญาใหข้ ้ึนอยใู่ นอ่านาจของศาลไทย แตศ่ าลกงสุลของ
ฝร่งั เศสกย็ ังคงมีอ่านาจทีจ่ ะเรยี กคดจี ากศาลไทยไปพจิ ารณาใหม่ได้ จนกวา่ ไทยจะประกาศใช้ประมวล
กฎหมายครบถ้วน
ไทยเสียดินแดนให้กับอังกฤษ
เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้าสาละวิน (5 เมืองเง้ียว และ 13 เมืองกะเหร่ียง) ให้อังกฤษ เม่ือ 27
ตุลาคม พ.ศ. 2435
วนั ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2440 รัฐบาลไดล้ งนามในอนุสัญญาลับร่วมกับอังกฤษ โดยตกลงว่ารัฐบาลไทย
จะไม่ยินยอมให้ชาติหนึ่งชาติใด เช่าซื้อหรือถือกรรมสิทธ์ิในดินแดนไทย ตั้งแต่บริเวณใต้ต่าบลบางสะพาน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลอังกฤษเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนอังกฤษ
ตกลงให้ความคุ้มครองทางทหารแก่ไทยกรณีท่ีถูกชาติอ่ืนรุกราน ผลของอนุสัญญาฉบับนี้ ท่าให้อังกฤษมี
อิทธิพลทางด้านการเมืองและการค้าในดินแดนไทย ตั้งแตต่ ่าบลบางสะพานไปจนตลอดแหลมมลายู เพียงชาติ
เดียว ท่าให้ไทยเสียเปรียบมาก และเม่ือไทยถูกฝรั่งเศสบังคับให้ยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น่้าโขงให้ฝร่ังเศส
อังกฤษก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด และอนุสัญญาน้ียังเป็นการละเมิดสิทธิประเทศอ่ืนๆ ที่มีไมตรีกับ
ไทยอีก ทา่ ให้รฐั บาลตอ้ งพยายามหาวิถีทางจะยกเลิกเสียโดยเรว็
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากประพาสยุโรปครั้งที่ 2 นายเอ็ดเวิร์ด
สโตรเบล ซงึ่ เป็นทีป่ รึกษาราชาแผ่นดนิ ชาวอเมรกิ าเสนอให้ไทยแลกดินแดนมลายูกับการยกเลกิ สทิ ธิสภาพนอก
อาณาเขต ของคนในประเทศอังกฤษในประเทศไทย ขอกู้เงนิ สร้างทางรถไฟสายใต้ และยกเลิกอนุสัญญาลับปี
พ.ศ.2440 การด่าเนินงานนี้ประสบผลส่าเร็จ มีการลงนามในสนธิสัญญา วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2451 มี
ใจความส่าคญั ดงั ต่อไปนี้ “รัฐบาลไทยยอมยกดินแดนรัฐมลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปะลิส รวมทั้ง
เกาะใกล้เคียงให้อังกฤษ ฝ่ายอังกฤษยอมให้คนในบังคับอังกฤษทั้งยุโรปและเอเชีย ซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับ
กงสุลก่อนท่าสัญญาน้ี ให้ไปข้ึนกับศาลต่างประเทศ ส่วนคนในบังคับอังกฤษท่ีจดทะเบียนหลังท่าสนธิสัญญา
ฉบบั น้ีให้ไปข้ึนศาลไทย แต่ขอให้มีที่ปรึกษาทางกฎหมายเปน็ ชาวยุโรปเข้าร่วมพิจารณาด้วย แต่ศาลกงสุลของ
อังกฤษก็ยังมีสิทธิจะถอนคดีของคนในบังคับอังกฤษไปพิจารณาได้ ”และสนธิสัญญานี้มีผลกระท่ังไทย
ประกาศใช้ประมวลกฎหมายใหค้ รบถว้ นเป็นเวลา 5 ปี ในสัญญานี้ใหย้ กเลิกอนุสัญญาลับ พ.ศ.2440 ดว้ ย และ
การสร้างรถไฟสายใต้ รัฐบาลองั กฤษจะให้รัฐบาลไทยกู้เงิน 5 ล้านปอนด์ ทองค่าอัตราดอกเบ้ีย 4% ต่อปี มี
เวลาช่าระหน้ี 40 ปีแตต่ ้องให้ชาวอังกฤษเปน็ ผู้ควบคุมการก่อสร้างทางรถไฟสายน้ีเอง เพราะองั กฤษต้องการ
ให้บรรจบกบั ทางรถไฟในมลายูขององั กฤษ
เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลงั ยคั มนิ ส)์ ที่ปรกึ ษาชาวเบลเยีย่ ม
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศเข้ามาช่วยปรับปรุง
บา้ นเมือง และงานแขนงต่างๆ ให้เจริญข้ึน ตามแบบประเทศตะวนั ตก โดยท่ีปรึกษาราชการชาวต่างประเทศท่ี
เข้ามารับราชการในประเทศไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีจ่านวนมาก เช่น ปรากฏว่า
ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ มีถึง ๒๔๗ คน ในจ่านวนนี้มีชาวอังกฤษมากที่สุด ชาติอ่ืนๆ ก็มี เช่น เดนมาร์ก อิตาเลียน
ฝร่ังเศส อเมริกัน โปรตุเกส เยอรมัน ฮอลันดา รุสเซีย เบลเยียม นอรเว สเปน ชาติเหล่าน้ีท่าหน้าที่ต่างกันไป
ตามถนัด เช่น ชาวอังกฤษ ท่าหน้าที่รับผิดชอบด้านการคลัง การค้า ภาษี มหาดไทย เกษตรกรรม ชลประทาน
การศึกษา การรถไฟ ชาวเดนมาร์ก รับผิดชอบเก่ียวกับการทหารเรือและต่ารวจ ชาวอิตาเลียนมุ่งไปทาง
สถาปัตยกรรมวิศวกรรม ดูแลงานส่านักพระราชวัง ชาวฝร่ังเศส ส่วนใหญ่เชี่ยวชาญทางกฎหมาย
งานในหน้าที่ของที่ปรึกษาราชการชาวต่างประเทศแบ่งออกเป็นหลายต่าแหน่ง ได้ แก่ต่าแหน่งท่ีปรึกษา
ราชการทัว่ ไป ท่ปี รกึ ษาประจา่ กระทรวง ประจ่ากรมกองต่างๆ และขา้ ราชการประจ่า ส่าหรับที่ปรึกษาราชการ
แผ่นดินนั้นมีอ่านาจสิทธ์ขิ าดมาก ควบ คุมประสานงานและแนะน่ากิจการทั่วๆ ไปทุกหน่วยงาน ส่วนท่ีปรึกษา
ราชการอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษาประจ่ากระทรวง หรือเป็นเจ้ากรม อธิบดีตามกรมกองต่างๆ คอย
ช่วยเหลือแนะน่าหรือบริหารกิจการงานเมือง ทั้งส่วนที่ปรับปรุง และท่ีจัดต้ังขึ้นใหม่ ตามแบบแผนในเมือง
ยุโรป ซ่ึงคนไทยยังไม่มคี วามรคู้ วามชา่ นาญพอจะจัดการด้วยตนเองได้ พรอ้ มกันนน้ั ก็ไดช้ ่วยฝึกงาน ให้คนไทย
ไวร้ ับชว่ งกจิ การตอ่ ไป ท่ีปรึกษาราชการชาวตา่ งประเทศท่ที ่าคณุ ประโยชน์ให้แก่ไทยในด้านต่างๆ ใน รชั สมยั
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว มีอาทิ
เจ้าพระยาอภัยราชา (โรลงั จคั แม็งส)์ (Rolyn Jacquemins) ชาวเบลเยยี ม เปน็ ที่ ปรกึ ษาราชการทัว่ ไป
เช่ียวชาญทางกฎหมายระหว่างประเทศ
นายเอ็ดเวริ ์ด สโตรเบล (Edward Strobel) ชาวอเมริกนั ที่ปรกึ ษาราชการท่วั ไป
พระยากลั ยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด) (Jens Iverson Westengard) ชาวอเมริกนั ทปี่ รึกษา
ราชการท่ัวไป
นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) ชาวองั กฤษ เป็นทปี่ รึกษากฎหมาย
พระยาชลยทุ ธโยธิน (อังเดร ดู เปลซสิ เดอ รเิ ชอลิเออ) (André du plésis de Richelieu) ชาวเดนมาร์ก ได้
ชว่ ยวางรากฐานกองทพั เรือไทย
พลตรพี ระยาวาสเุ ทพ (จี เชา) (G. Schau) ชาวเดนมาร์ก ช่วยจัดระเบยี บกรมต่ารวจ
ศาสนาจารย์ เอส จี แมคฟารแ์ ลนด์ (S.G. Mcfarland) ชาวอเมริกัน อาจารย์ใหญโ่ รงเรียนสอนภาษาองั กฤษ
พระราชกรณยี กิจเสด็จประพาสต่างประเทศ
รัชกาลที่ 5 คณะผ้ตู ามเสดจ็ เสด็จอินเดยี
การเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรก ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล
ที่ 5 เกิดขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2413 ถึงวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2413 โดยเสด็จทางเรือพระที่นั่ง “พิท
ธยัมรณยุทธ” และประเทศที่เสด็จเยือน หาใช่ยุโรปตามความเข้าใจของคนไทยอีกหลายคนไม่ แต่เป็น
เพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ บาตาเวีย หรือปัจจุบันคือกรุงจาการ์ตา และสมารัง เมืองหลวงและเมืองท่าที่
ส่าคัญตั้งอยู่ทางด้านเหนือเกาะชวากลาง น่ันเอง
การเสด็จต่างประเทศคร้ังที่ 2 รัชกาลที่ 5 ทรงเร่ิมต้นการเดินทางในวนั ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2414 (ค.ศ.
1871) โดยกระบวนเรือไดเ้ ดนิ ทางออกจากแม่น้่าเจ้าพระยา แวะท่ีสิงคโปร์ ปีนัง มะละแหม่ง และย่างกุ้ง ก่อน
จะถึงท่าเรือกัลกัตตาในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2415 (ค.ศ. 1872) โดยมีผู้ติดตามชาวอังกฤษ 2 คน คือ พนั
ตรี อี.บี. สเลเดน ซึ่งเคยเป็นตัวแทนอังกฤษท่ีเมืองมัณฑะเลย์ และ โธมัส จอร์ช น็อกซ์ กงสุลใหญ่ของอังกฤษ
ประจา่ สยาม โดยคนหลงั ทา่ หนา้ ท่ีเปน็ ล่ามถวายพระองค์ตลอดการเดินทางด้วย
เมืองต่างๆ ที่ทางอังกฤษจัดให้เสด็จพระราชด่าเนิน เร่ิมจากทิศตะวันออกไล่ไปยังทิศตะวันตกของ
ประเทศ ประกอบด้วยกัลกัตตา บาร์รักปอร์ เดลี อักรา คอนปอร์ (หรือคานปูร์ในปัจจุบัน) ลัคเนาว์ จุบบุลปูร์
(หรือจาบัลเปอร์ในปัจจุบัน) บอมเบย์ (หรือมุมไบในปัจจุบัน) และพาราณสี ตามล่าดับเพ่ือดูแบบอย่างการ
ปกครองที่ชาวยโุ รป น่ามาใชใ้ นเมืองขึน้ เพอ่ื น่ามาแก้ไขดดั แปลงใชใ้ นประเทศของเราบ้าง และการก็เป็นไปสม
ดังที่พระองค์ได้ทรงคาดการณ์ไว้ เพราะได้น่าเอาวิธีการปกครองในดินแดนน้ัน ๆ มาใช้ปรับปรุงระเบียบการ
บริหารอนั เกา่ แกล่ ้าสมยั ของเรา ซ่ึงใชก้ นั มาตง้ั 400 ปเี ศษแลว้
เสดจ็ ประพาสยโุ รปครงั้ แรก
เสดจ็ ประพาสยุโรปคร้ังแรกทรงพบบสิ มารก์ ณ เมืองฟรีดรชิ รหู ์
ในการเสดจ็ ประพาสทวปี ยุโรปคร้ังแรก เมื่อ พ.ศ.2440 ได้มีกระแสพระราชปรารภมีข้อความตอนหนึ่ง
ว่า พระองค์ได้เสด็จไปนอกพระราชอาณาเขตหลายคร้ังคือ เสด็จประพาสอินเดีย พม่ารามัญ ชวาและแหลม
มลายู หลายครั้ง ได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดีในดินแดนเหล่าน้ันมาปรับปรุงในประเทศ
ให้เจริญขึ้นแล้วหลายอย่าง แม้เมืองเหล่าน้ันเป็นเพียงแต่เมืองขึ้นของมหาประเทศในทวีปยุโรป ถ้าได้เสด็จถึง
มหาประเทศเหล่านั้นเองประโยชน์ย่อมจะมีขึ้นอีกหลายเท่า ทั้งจะได้ทรงวิสาสะคุ้นเคยกับพระมหากษัตริย์
และรัฐบาลของประเทศน้อยใหญ่ใน ยุโรปด้วย เป็นทางส่งเสริมทางไมตรีให้ดขี ึ้นกวา่ แต่ก่อน จึงไดท้ รงก่าหนด
เสดจ็ พระราชด่าเนนิ ในวันท่ี 7 เมษายน ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) มกี า่ หนดเวลาประมาณ 9 เดอื น
สมเด็จพระศรีพัชรนิ ทราบรมราชเทวี ผูส้ าเรจ็ ราชการแผ่นดนิ
การเสดจ็ ประพาสต่างประเทศ ในขณะท่เี สวยราชสมบตั ิระยะไกลเปน็ เวลาเชน่ นัน้ นบั เป็นคร้งั แรกจึงได้
ทรงออกพระราชก่าหนด ต้ังผู้ส่าเร็จราชการแผ่นดนิ รักษาพระนคร ซึ่งผู้ส่าเร็จราชการแผ่นดนิ ครั้งแรกน้ี ไดแ้ ก่
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรพี ระบรมราชนิ ีนาถ (ซง่ึ ตอ่ มาได้รับสถาปนาเปน็ สมเดจ็ พระศรพี ชั รินทราบรม
ราชเทว)ี ซึ่งครั้งนัน้ ทรงเป็นพระราชชนนีของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร (พระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) กับทรงต้ังที่ปรึกษาล้วนแตเ่ ปน็ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอชั้นผู้ใหญ่ 4 พระองค์ คือพระ
เจ้านอ้ งยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดพิ งศ์ 1 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุ-รังษีสว่าง
วงศ์ กรมพระภาณุพนั ธวุ งศ์วรเดช 1 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ 1 พระเจ้าน้องยาเธอ
กรมหมื่นดา่ รงราชานุภาพ 1 กับมีข้าราชการชาวต่างประเทศ ซึ่งจ้างมารับราชการในประเทศไทยคร้ังนั้น คือ
โรลังยัคมินส์ ชาวเบลเยี่ยม ซง่ึ ได้บรรดาศกั ดิ์เปน็ เจา้ พระยาอภยั ราชา รว่ มดว้ ยอีก 1 ทา่ น
ในการเสด็จประพาสคร้ังแรกนี้ เป็นไปเพ่ือประเทศชาติอย่างแท้จริง ได้เสด็จฯ เพ่ือท่าความเข้าใจ
ร่วมกันกับชาติท่ีคุกคามไทย ดังการเจรจาโดยตรงกับผู้น่าฝรั่งเศสเพ่ือยุติปัญหาความขัดแย้งในกรณี
วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436) ซ่ึงน่ามาสู่ข้อตกลงในสนธิสัญญาสยาม-ฝร่ังเศส ร.ศ.122 (พ.ศ.2446)
รวมท้ังเพื่อแสวงหาชาติพนั ธมติ ร มาชว่ ยเสริมสร้างความมน่ั คงของประเทศไปในตัวด้วย
รัชกาลท่ี 5 เสด็จ ประพาสยุโรปคร้ังแรกใน ร.ศ. 116 หรือ พ.ศ. 2440 พระองค์เสด็จออกจากประเทศ
ไทย เม่ือวันท่ี 7 เมษายน พุทธศักราช 2440 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม พุทธศักราช 2440 ใช้เวลา ประมาณ 9
เดือน ต้ังแต่เดือน เมษายน - ต้นเดือนธันวาคม ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศกว่า 10 ประเทศ
ได้แก่ อิตาลี ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ฮอลแลนด์ อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย สวีเดน
เดนมาร์ก สเปน และโปรตเุ กส ในการเสด็จประพาสคร้ังนั้น ได้สองมหามิตรที่สาคัญคือรัสเซียและเยอรมนี
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกนั้นได้รับผลทางการเมืองเป็นรูปธรรมบ้าง แต่ไม่ชัดเจนทันทีท่ีจะขจัดปัญหา
การรุกรานได้ แต่ประสบความส่าเร็จอย่างยิ่ง ในด้านนามธรรมหรือด้านจิตวิทยาที่ท่าให้ยุโรป ประจักษ์ ใน
ความศิวิไลซ์ของพระมหากษัตรยิ ์แหง่ สยามและชาวสยาม โดยราชส่านักยุโรปได้ยกย่องนับถือ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งเอเชียท่ี "เท่าเทียม" ต่างจากกษัตริย์จากเอเชียหลาย
พระองค์ที่เคยเสด็จ เยือนยุโรปก่อนหน้าน้ันซ่ึงไปเยือนโดยไม่พยายามท่าความเข้าใจในวิธีคิดของคนยุโรป แต่
รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปยังประเทศต่างๆ อย่างอิสระ ไม่พ่ึงพาใคร มีเรือพระที่นั่ง (เรือพระที่น่ังมหาจักรี)ไปเอง
หากรัฐบาลใดยินดีต้อนรับก็จะตอบรับน้่าใจนั้น เม่ือเสด็จฯ ไปท่ีใดก็จะพระราชทานเงิน ให้กับคนจน
โดยจุดแรกที่ท่าให้ทรงได้รับการตอบรับอย่างดีจากเจ้าบ้านคือการท่ีทรงปรากฏพระองค์ในลักษณะที่ไม่แปลก
แยก ทรงฉลองพระองค์แบบยุโรป และทรงตรัสภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว สิ่งส่าคัญท่ีท่าให้ทรงได้รับ
การยอมรับว่าเท่าเทียม คือทรงมีพระราชจริยวัตรที่อ่อนโยน นุ่มนวล วางพระองค์อย่าง สง่างาม รักษาพระ
เกียรติยศแห่งพระมหากษัตริย์แห่งสยาม รวมท้ังยังทรงปฏิบัติพระองค์และโต้ตอบชาวยุโรปได้อย่างเฉียบคม
และทันเหตุการณ์ ทรงมีความรอบรู้ในวฒั นธรรมยุโรปอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง เป็นท่ียอมรับของพระราชส่านัก
ยุโรปทุกแห่ง ท่าให้มีผลทางการเมืองและวัฒนธรรมอันมี นัยส่าคัญต่อความอยู่รอดของสยามในระยะยาว
ต่อมา (ภายหลังจากการเสด็จประพาสยุโรปแล้ว พระเจ้าแผ่นดิน และผู้แทนของประเทศต่างๆ ได้ เสด็จมา
เยีย่ มเยอื นประเทศไทย เป็นการตอบแทน และกระชับสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟน้ และยัง่ ยนื )
ภาพประวัติศาสตร์ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว และพระเจ้าซารน์ โิ คลสั ท่ี 2
ณ พระราชวงั ปีเตอร์ฮอล์ฟ
การเสด็จรัสเซียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ก่อเกิดประโยชน์มหาศาลกับ
ประเทศไทยอนั สง่ ดตี ่อการรกั ษาเอกราชของชาตไิ ทย เพราะรัสเซยี ในยคุ นนั้ สมั พนั ธไมตรีกับอกั ฤษและฝร่ังเศส
เกิดปัญหาความไม่พอใจแก่กันหลายด้านหลายประการ และการที่ไทยเรามีมิตรสหายอย่างรัสเซียท่าให้ทั้ง 2
ชาติ คืออังกฤษและฝรั่งเศสไม่กล้ายึดครองชาติไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความสนิม
สนมคุ้นเคยกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 ตั้งแต่พระองค์ทรงเป็นมงกุฎราชกุมาร ทรงเคยเสดจ็ ประพาสประเทศ
ไทย ซงึ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวทรงใหก้ ารตอ้ นรับดุจราชอาคันตกุ ะอนั ทรงเกียรติ ยิ่งใหญ่ท้ัง
ที่กรุงเทพฯ และบางปะอิน เม่ือรัชกาลท่ี 5 ทรงเสด็จรัสเซีย พระเจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 จึงได้จัดการรับเสด็จฯ
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอย่างสมพระเกียรติ ดังที่สยามเคยจัดการรับรองพระองค์อย่าง ทรงถือว่าล้นเกล้าฯ
รัชกาลท่ี 5 น้ันเป็นดั่งผู้คนในครอบครัว ดังปรากฏพระราชหัตถเลขา พระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภา
ผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ผู้ส่าเร็จราชการแผ่นดินในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ลงวันท่ี 13 กรกฎาคม
ร.ศ.116 เล่าถึงความสนิมชิดเชื้อของท้ังสองราชวงศ์ ถึงขนาดที่ “เอมเปรสส์” หรือสมเด็จพระราชชนนีของ
พระเจ้าซาร์ รับพระองค์เป็นลูก ดังได้คัดมาตอนหน่ึงนี้ว่า“เอมเปรสส์เกือบจะทรงกรรแสง ส่ังแล้วสั่งเล่า รับ
ปวารณากันว่าจะคิดว่าฉนเปนลูก ฉันก็จะคิดว่าเปนแม่ต้ังแต่น้ีไป ทุกวันเป็นแต่จูบฉัน วันนี้ตกเปนแม่ลูกกัน
แล้ว เอียงพระปรางใหฉ้ นั จบู บรรดาลกู ท้ังผหู้ ญงิ ผ้ชู ายนับว่าเปนพ่ีนอ้ งกัน ต่างคนตา่ งจูบกนั กปั ฉันทกุ คน...”
ความสนิทชิดเช้ือกันของทั้งสองพระราชวงศ์นี้ เป็นเหตุผลส่าคัญที่ท่าให้ฝร่ังเศสต้องเปลี่ยนทิศทาง
ความสัมพันธ์ต่อไทย (รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ รัสเซีย ก่อนฝร่ังเศส) เพราะนอกจากบทบาทของรัสเซียซ่ึงเป็น
มหาอ่านาจยุโรปแล้ว ฝร่ังเศสกับรัสเซียยังมีสนธิสัญญาพันธมิตรต่อกัน ซึ่งสนธิสัญญาฉบับน้ีมีความส่าคัญต่อ
ฝรั่งเศสมาก หลังจากเยอรมนีปล่อยให้ฝรั่งเศสโดดเดี่ยวอยู่หลายปี และด้วยท่าทีของรัสเซียท่ีได้ถือเอาเอกราช
ของสยามเป็นเร่ืองส่าคัญท่ีสุด ดังความปรากฏในพระราชโทรเลข ส่งจากเมืองปีเอตร์ฮอฟ ลงวันท่ี 5
กรกฎาคม ค.ศ. 1897 ถึงพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ (พระ
ยศในขณะนั้น) เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศความว่า“ฉันได้พูดกับเอมเปรอ แลภายหลังกับเคาน์มูราวิฟ ใน
เรื่องที่เรามีความล่าบากกับฝร่ังเศส ไม่เฉพาะแต่เร่ืองคนโทษท้ัง 2 ได้พดู ตลอดถึงเรื่องริยิศเตรชั่นด้วย ท่านท้ัง
สอง เหนความล่าบากของเราเหมือนกับที่เราเหนทุกประการ รับจะช่วยโดยทางไมตรี เพ่ือจะช้ีแจงให้ฝรั่งเศส
เห็นทางปรโยชแลใช้ปรโยชโดยกว้าง คือการที่ฝร่ังเศสท่าอยู่กับเราเด๋ียวน้ีใช่ว่าเปนประโยชน์ต่อฝรั่งเศสเลย
เปนแตท่ ่าให้กับอังกฤษท้ังสิ้น แต่จะรับเปนแน่วา่ ฝรั่งเศสจะท่าตามฤาไม่ยังไม่ได้ จะเรียกทูตฝร่ังเสศมาพูด แล
ให้ร่างหนังสือ ถึงมองซิเออ ฮาโนโตมาให้ดจู ะให้เราทราบเม่ือกลับจากมอสโก การท่ีรัสเซียรับแขงแรงน้ีเพราะ
ฮาโนโตให้ทูตมาพูดกับเสนาบดีว่าการต่างประเทศ เพ่ือจะให้ช่วยจัดการให้ตกลงกันส่าหรับเราจะได้ไปปา
ริศ แต่มโี กหกในนัน้ เปนอันมาก ที่น่ีเขาเตรียมอยู่ก่อนแลว้ ทีจ่ ะจัดการให้เราดีกับฝร่ังเสศ ก่อนเวลาที่เรามาถึง
เข้าใจวา่ คงจะเป็นผลดีมาก แต่เราไม่ได้ขอให้รัสเซียช่วยตัดสินเลย เราไว้ท่า เปนแต่เพ่อื นคนหนึ่ง จะช่วยช้แี จง
ให้เพอ่ื น 2 คนดีกนั เทา่ น้นั ”
รัชกาลที่ 5 และพระเจา้ ซารน์ ิโคลสั ที่ 2ตพี มิ พล์ งในหนงั สอื พิมพ์ L’Illustration ของฝร่งั เศส
การรับรองให้ความช่วยเหลือของรัสเซียในคร้ังนี้ นับว่าได้ปลดเปล้ืองความขุ่นข้องหมองพระทัยอัน
เกิดจากภาวะสุ่มเส่ียงในเอกราชของสยาม ดังพระราชโทรเลขถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีฯ ผู้ส่าเร็จ
ราชการแผน่ ดนิ จากเมอื งบาเดน-บาเดน ลงวันที่ 8 ตุลาคม ร.ศ. 116 ซึ่งทรงไดพ้ บกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2
อีกครั้งหลังจากทรงเจรจาความกับฝร่ังเศสที่ปารีสแล้ว ความตอนหนึ่งว่า“...เอมเปอเรอทรงรับท่ีจะช่วยโดย
แขงแรง แกรนด์ดุกก็อุดหนุนรับรองฉันเหมือนกัน บัดน้ีฉันเหนได้แล้วว่า การที่ฉันมาน้ี เปนประโยชน์แก่กรุง
สยามโดยแทจ้ ริง...”
การแสดงออกเป็นรปู ธรรมในการใหค้ วามชว่ ยเหลือของรัสเซียโดย พระเจ้าซาร์นิโคลัสท่ี 2 อกี ประการ
หน่ึงก็คือ การส่งพระบรมฉายาลักษณ์ประวัติศาสตร์ของทั้งสองกษัตริย์ ณ พระราชวังปีเตอร์ฮอล์ฟ ไปยัง
ประเทศต่างๆ ท่ัวยุโรปและท่ีส่าคัญคือการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ L’Illustration ของฝร่ังเศส ซ่ึงเป็นท่ี
กล่าวถึงในฝรั่งเศสเป็นอย่างมากเป็นการตอกย้่าจุดยืนของรัสเซีย และมีผลให้ฝรั่งเศสมีท่าทีท่ีเปล่ียนแปลงต่อ
ไทย
การเสดจ็ ประพาสยุโรปครั้งท่ี 2
การเสด็จประพาสยุโรปคร้ังท่ี 2 น้ัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จกลับแล้ว จึงทรงเป็นผู้ส่าเร็จ
ราชการแทนพระองค์ โดยประเทศที่ได้เสด็จประพาส คือ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สวีเดน เบล
เยี่ยม อิตาลี ออสเตรเลีย ฮังการี สเปน เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์และเยอรมัน การเสด็จ
ประพาสของพระองค์ในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
และสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ไทย
เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จประพาสแบบส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเม่ือ พ.ศ. 2450 เพื่อรักษาพระวรกายแบบสปาบ่าบัดตามค่าแนะน่าของแพทย์ส่วน
พระองค์ชาวต่างชาติทเ่ี มืองบาเดนิ -บาเดนิ และบาทฮ็อมบวร์ค ประเทศเยอรมนี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชด่าเนินออกจากพระนครพร้อมด้วยผู้ตาม
เสดจ็ เม่ือวันท่ี 27 มีนาคม พ.ศ. 2450 ที่ท่าราชวรดิฐและเสดจ็ ประพาสประเทศในยุโรปถึง 10 ประเทศ ใช้
เวลานานถึง 7 เดอื น รวมทั้งสิ้น 225 วนั ก่อนจะเสดจ็ นิวัตพิ ระนครเมือ่ วนั ท่ี 17 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2450
พระองค์เสด็จประพาสยุโรปครั้งน้ีเพื่อทรงลงพระนามเป็นสัตยาบันในสนธสิ ัญญาฉบบั พ.ศ. 2450 กับ
ฝร่ังเศสท่ีกรุงปารีสเมื่อวันศุกร์ท่ี 21 มิถุนายน พ.ศ. 2450 เพือ่ แลกเปลี่ยนดินแดนจันทบุรีและตราดกับพระ
ตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณ เพราะดินแดนทต่ี ้องเสยี ให้แกฝ่ รง่ั เศสไปนั้นเป็นดนิ แดนท่ีพระบาทสมเด็จพระสี
สุวัตถิ์ กษัตริย์กัมพูชาซ่ึงทรงอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมีพระประสงค์ให้มาข้ึนอยู่กับพระองค์
เน่ืองจากเมืองดังกล่าวมีชาวเขมรอาศัยเป็นจ่านวนมาก และเพ่ือทรงติดต่อโรงหล่อซุสแฟร์เพื่อหล่อพระบรม
รูปทรงม้า ต่อจากนั้นได้เสด็จประพาสอังกฤษในการเจรจาเรื่องการกู้เงินเพ่ือก่อสร้าง ทางรถไฟจาก
ประจวบคีรีขันธ์ไปยังหัวเมืองมลายู หลังจากนั้นได้เสด็จประพาสเพื่อเย่ียมชมความเป็นอยู่ของชาวยุโรปและ
เพอื่ ทอดพระเนตรสถานท่ีสา่ คญั และศิลปวัฒนธรรม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้ลงพระนามและประทับเพ่ือเป็นแบบให้โรงหล่อ ซุส
แฟร์ หล่อพระบรมรูปทรงม้า ณ กรุงปารีสแล้ว ไดเ้ สด็จฯ ไปอังกฤษเพ่ือเจรจากู้เงินเพื่อก่อสร้างทางรถไฟจาก
ประจวบคีรีขันธ์ไปยังหัวเมืองมลายู จากนั้นได้เสด็จประพาสเพ่ือเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของชาวยุโรปและ
ทอดพระเนตรสถานที่สา่ คัญ ศิลปวัฒนธรรม สถาปตั ยกรรม ตลอดจนการเกษตรในแตล่ ะท่ี เพ่ือเป็นตน้ แบบใน
การพัฒนา นอกจากน้ีการเสด็จพระราชด่าเนินไปยุโรปแต่ละครั้งน้ันได้ทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อ ณ
ประเทศยุโรปด้วยเสมอ เพื่อท่ีจะไดน้ ่าความรู้และวิทยาการความก้าวหน้าของประเทศเหล่าน้ันกลับมาช่วยกัน
พัฒนาบา้ นเมอื งใหเ้ จรญิ ทดั เทยี มกบั นานาประเทศโดยการสง่ พระราชโอรสไปเรียนตอ่ ตา่ งประเทศในแต่ละครั้ง
นน้ั เปรียบเสมอื นทรงนา่ พาสยามไปเรยี นต่อดว้ ยนน่ั เอง
สมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอ เจ้าฟา้ นิภานภดล กรมขนุ อทู่ องเขตขัตตยิ นารี
ตลอด 225 วนั พระองค์ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่
ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดาซึ่งทรงท่าหน้าที่เป็นราชเลขานุการิณีจ่านวนทั้งสิ้น 43 ฉบับซ่ึงต่อมาได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นา่ พระราชหตั ถเลขาทง้ั หมดไปตพี มิ พโ์ ดยโปรดเกลา้ ฯ ใหใ้ ชช้ ่อื ว่า ไกลบ้าน
ทาไมพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู ัวจึงตอ้ งเสดจ็ ประพาสยโุ รป
การเสด็จประพาสยโุ รปของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ทั้งสองครั้งนั้น เป็นสว่ นหนงึ่
ของพระราชวเิ ทโศบายในการรักษาเอกราชของชาติ เพราะในขณะน้นั บา้ นเมืองกาลังตกอยูใ่ นภาวะคับขนั
อันเน่อื งมาจากแรงกดดนั ของอิทธิพลลทั ธจิ ักรวรรดนิ ิยมตะวนั ตกโดยเฉพาะองั กฤษกับฝร่งั เศส การเสด็จฯ
ครัง้ นยี้ ังมวี ตั ถุประสงค์สาคญั เพื่อเผยแพร่ความเปน็ ไทยใหน้ านาประเทศไดร้ จู้ กั เจริญสมั พนั ธไมตรกี ับ
ประเทศตา่ งๆ ในภาคพื้นยโุ รป ในฐานะพระประมุขของประเทศทีม่ ีสถานะเทา่ เทยี มกนั อนั เป็นหนทางไปสู่
การเจรจาแก้ไขสนธสิ ญั ญา และขอ้ ตกลงต่างๆ อยา่ งมีความเสมอภาค ไม่ถูกดหู มน่ิ ว่าชาวสยามเป็นชน
ชาติทล่ี า้ หลงั ดงั ข้ออ้างในการเข้ายดึ ครองอาณานิคมของประเทศมหาอานาจต่างๆ ซง่ึ เป็นปัจจยั สาคญั ใน
การที่จะชว่ ยรกั ษาเอกราชของชาตไิ ว้ได้
เรือพระทน่ี ั่งมหาจักรี
วิถีทางการเสดจ็ ประพาสยโุ รป
การเสด็จประพาสยุโรปคร้ังที่ 1 ในปี พ.ศ. 2440 น้ัน รัชกาลท่ี 5 เสด็จฯ จากท่าราชวรดิษฐ์ โดยเรือ
พระท่ีนั่งมหาจักรี (ล่าที่ 1) ซ่ึงได้มีการเปล่ียนเรือพระที่นั่งเป็นการชั่วคราวอยู่บ้าง เนื่องจากเรือพระท่ีน่ังมหา
จักรีซึ่งเสียและส่งซ่อมอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ดังความปรากฏในพระราชโทรเลข จากเมืองปีเตอร์ฮอฟ ลงวันที่
11 กรกฎาคม ร.ศ. 116 ว่า สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้พระราชทานเรือยอชต์พระที่นั่งในพระองค์
ชื่อ โกลดต์ า (ดาวทอง) ใหท้ รงใชเ้ ป็นเรอื พระทนี่ งั่ เสด็จฯ ไปเมืองสตอกโฮลม์ เป็นการเสดจ็ ฯอย่างเปน็ ทางการ
นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พระองค์แรกท่ีเสด็จประพาสยุโรป ซ่ึงในการเสด็จ
ประพาสยุโรปในรอบแรกนี้พระองค์ได้ทรงมี พระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
พระบรมราชินีนาถ (พระยศในขณะนน้ั ) ผูส้ า่ เร็จราชการแทนพระองค์อีกด้วย
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450 เสด็จฯ โดยเรือพระที่น่ังมหาจักรี (ล่าท่ี 1) และไป
เปลี่ยนเรือพระท่ีน่ังเป็นเรือนอทเยอรมันลอยด์ ช่ือ “ซักเซน” ท่ีปีนัง เพื่อเสด็จฯ ต่อไปยุโรป และได้มีการ
เปลีย่ นเรอื พระที่น่งั ช่อื “พม่า” ในการเสดจ็ ฯ ครงั้ นด้ี ว้ ย ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งท่ี 2 น้ี พระองค์ได้ทรง
มี พระราชหตั ถเลขาถึงสมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอเจ้าฟา้ นิภานภดล วมิ ลประภาวดี (พระยศในขณะน้ัน) ราชเลขา
นุการิณใี นพระองค์ อนั เปน็ ตน้ กา่ เนดิ ของพระราชนิพนธเ์ รอ่ื งไกลบ้านอีกด้วย
เสดจ็ ประพาสต้น
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ทรงมพี ระราชประสงคจ์ ะเสดจ็ ประพาสหวั เมอื งใหญ่ ในพระ
ราชอาณาเขต เพ่ือส่าราญพระราชอริ ยิ าบถ ท้ังยังเป็นสง่ิ ท่ที ่าให้พระองคไ์ ดท้ อดพระเนตรทุกสิ่งทุกอย่างชดั เจน
ในการสอดสอ่ งทกุ ข์สุขของราษฎรโดยมิได้มหี มายก่าหนดการ บางคราวทรงปลอมแปลงพระองค์เป็นสามัญชน
เขา้ ไปปะปนกบั ราษฎร เพอ่ื ที่จะได้ประจักษ์ในความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์อย่างใกล้ชิดท่าให้พระองค์
ไดพ้ บความจริงต่างๆ และทรงน่าไปแก้ไขในทุกๆ เร่ือง เพื่อประโยชน์สุขแห่งราษฎรสยาม พระองค์จะไม่ทรง
โปรดฯ ให้มีการจัดรับเสดจ็ เป็นทางการ แต่ทรงโปรดฯ ให้จัดการท่ีเสด็จให้เปน็ ไปโดยงา่ ยเพือ่ ส่าราญพระราช
อริ ยิ าบถอย่างสามัญ โดยมิให้มีท้องตรา สง่ั หัวเมืองใหจ้ ัดท่าท่ปี ระทับแรม ณ ทใ่ี ดๆ สุดแตจ่ ะพอพระราชหฤทัย
บางครากท็ รงเรือเล็ก หรอื เสด็จโดยสาร รถไฟไปไมใ่ ห้ใครรูจ้ ัก เรยี กกนั ว่า “เสด็จประพาสต้น”