เหตุท่ีเรียกเสด็จประพาสต้นน้ี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ- กรมพระยาด่ารงราชานุภาพทรงอธิบายว่า
เกิดแต่เม่ือครั้งเสด็จคราวแรก เพราะมีพระราชประสงค์มิให้ใครได้รู้ ว่าเสด็จไปทรงเรือมาดเก๋ง 4 แจวล่าหนึ่ง
เรือนั้นไม่พอบรรทุกเคร่ืองครัว จึงทรงซื้อเรือมาดประทุน 4 แจว ท่ีแม่น้่าอ้อม ท่ีแขวงราชบุรี และโปรดฯ ให้
เจ้าหมื่นเสมอใจราช (อ้น) เป็นผู้คุมเคร่ืองครัว ทรงพระราชด่ารัส เรือล่าน้ีว่า “เรือตาอ้น” เรียกเร็วๆ เสียงจะ
กลายเป็น “เรือต้น” เหมือนบทเห่ซ่ึงกล่าวว่า “พระเสดจ็ โดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย” ซึ่งฟังดูไพเราะ
แต่เรือประทุนล่าน้ันใช้การไดอ้ ยู่ไม่มาก จึงเปล่ียนมาเป็นเรือมาด 4 แจว กับอีกล่าหนึ่ง และโปรดฯ ให้เอาเรือ
ต้นมาใช้เพื่อเป็นเรือพระที่นั่ง โดยมีพระราชประสงค์จะมิให้ผู้ใดทราบว่า เสด็จไปเป็นส่าคัญ และเรียกการ
ประพาสเชน่ น้วี า่ “ประพาสตน้ ” ซงึ่ พระองคไ์ ด้เสด็จ 3 ครั้ง
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั เสด็จประพาสมณฑลราชบรุ ี
การเสด็จประพาส ครั้งท่ี 1 การเสด็จประพาสต้นเมื่อ พ.ศ. 2447 เสด็จสมุทรสาคร ด่าเนินสะดวก
สมุทรสงคราม, มณฑลราชบุรี ,เพชรบรุ ี ฯลฯ รายการเสดจ็ ประพาสต้นคร้ังน้ี ไดร้ ับการบันทึกไว้เป็นงานพระ
ราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ- กรมพระยาด่ารงราชานุภาพ เป็นจดหมายเหตุ 8 ฉบับ เพ่ือบันทึก
รายละเอยี ดในการเสดจ็ ประพาสต้น โดยใชพ้ ระนามแฝงว่า นายทรงอานุภาพหุ้มแพร มหาดเล็กท่ีได้ตามเสด็จ
เขียนเล่าเรื่องประพาสต้นไว้โดยพิสดาร มีถึงมิตรคนหน่ึงช่ือ นายประดิษฐ์ หรือ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา-
นริศรานุวัติติวงศ์ เหตุที่เสด็จประพาสต้นในคราว พ.ศ.2447 นั้น กล่าวว่าเป็นเพราะ เมื่อครั้งก่อนท่ี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสดจ็ มาบางปะอินไม่ใคร่จะทรงสบาย ทรงมีพระราชกังวล และ
พระราชกิจมาก หาเวลาพักไม่ใคร่ได้ และบรรทมไม่หลับ เสวยไม่ได้ ทั้งสองประการน้ี หมอลงความเห็นว่า
จะตอ้ งเสด็จประพาสเท่ียวไปให้พน้ จากพระราชกิจ กอปรกับเจ้านายผู้ใหญ่ท่ีมาตามเสดจ็ พร้อมกันกราบบงั คม
ทูล ขอให้ทรงระงับพระราชธุระ และเสด็จประพาสตามค่าแนะน่าของหมอพระองค์ทรงพระราชด่าริเห็นชอบ
ด้วย จึงเสด็จไปประพาสล่าน้่าด้วยกระบวนเรือปิคนิก พ่วงเรือไฟไปจากบางปะอิน แล้วแต่พระราชหฤทัยจะ
เสด็จที่ใด ได้ตามพระราชประสงค์ และให้การเสด็จไปอย่างเงียบๆ คณะเดินทางที่ตามเสด็จในครั้งน้ีที่ระบุใน
จดหมาย มีทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์ และข้าราชบริพารที่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคล
บาทหลายคน ด้วยกัน อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา สมด็จ ฯ กรมพระยาด่ารง
ราชานุภาพ เจา้ ฟา้ พระยาสุรวงศ์วฒั นศกั ด์ิ (โต บุนนาค) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชริ าวุธ กรมพระ
สมมตอมรพันธ์ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง
นครสวรรคว์ รพินจิ พระยาบุรษุ รตั นราชพลั ลภ กรมหลวงสรรพสาตรศภุ กิจ
การเสด็จประพาส คร้ังที่ 2 การเสด็จประพาสต้นเมื่อ พ.ศ. 2449 ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 29
สงิ หาคม 2449 โดยเสด็จออกจากสวนดสุ ติ ลงเรอื ท่ตี า่ หนกั แพวงั หนา้ โดยเสดจ็ ผา่ นเมอื งนครสวรรค์ ซึ่งในการ
เสด็จครั้งน้ี พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั โดยทรงมี พระราชด่ารัสให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้า
ฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี (สมเด็จหญิงน้อย) ให้ทรงบันทึกการเสด็จของพระองค์ ซ่ึงในขณะ
สมเด็จหญิงน้อยยังทรงดา่ รงต่าแหน่งราชเลขาธิการฝ่ายใน การเสดจ็ ประพาสตน้ ครั้งที่ 2 น้ี พระวมิ าดาเธอ
กรมพระสุทธาสินีนาฏ พระชนนี ทรงพระปรารภใคร่จะจัดพิมพ์เป็นหนังสือ ประทานตอบแทนผู้ถวายรดน้่า
สงกรานต์ จึงตรัสปรึกษาให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี (สมเด็จหญิง
น้อย) พระธิดา จึงได้ทรงเก็บรวบรวมและพบส่าเนาจดหมายเสด็จ ประพาสต้นคร้ังที่สอง ซ่ึงสมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ถึง 7 ปีแล้ว จึงประทานส่าเนา มายังหอพระสมุดวชิรญาณ ส่าหรับ
พระนครในการเสดจ็ ประพาสหัวเมืองภายในพระราชอาณาจักร
การเสดจ็ ประพาสครงั้ ท่ี 3 พ.ศ.2451 เสดจ็ โดยทางรถไฟจนถงึ เมืองนครสวรรค์ แล้วทรงเรือพระท่ีนง่ั
ล่องน้่าลงมาเข้าปากน้า่ มะขามเฒ่า ประพาสทางล่าน้่าเมืองสุพรรณบรุ ี
ในการเสด็จประพาสต้น นอกจากน้ียังได้ทรงเห็นการปกครองของเจ้าหน้าท่ีที่ทรงแต่งตั้งให้ออกไป
ปกครองต่างพระเนตรพระกรรณวา่ ไดก้ ดขี่ราษฎรเดือดร้อนหรือไม่อย่างไร หรือปกครองได้เรียบร้อยดสี มดังท่ี
ไว้วางพระราชหฤทัยเพียงใด เมื่อเจ้าหน้าที่ ผู้ใดประพฤติมิชอบก็ทรงติเตียนลงโทษ หรือทรงปรับแนะและ
เปลี่ยนแปลงใหม่ เปน็ เหตุให้เจ้าหน้าท่ีบา้ นเมือง ทั้งหลายเคร่งครัดซ่ือตรงต่อการงานยิ่งข้ึน ตลอดจนเมื่อทรง
เห็นราษฎรเจ็บป่วย ไม่ได้รับการเยียวยารักษาตามอันควร ก็เป็นเหตุให้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้
นายแพทย์คิดประกอบและจดั ท่าโอสถสภา รวมท้งั มอบใหเ้ ป็นธุระ ของเจ้าหน้าที่ท่ีจะให้ประโยชน์แก่พสกนิกร
ของพระองค์อย่างท่วั ถึงกัน
เสดจ็ ประพาสเมืองจนั ทบุรี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเมืองจันทบุรีถึง 12 คร้ัง ดังปรากฏใน
จดหมายเหตุสมเด็จประพาสหัวเมืองตะวันออก และทรงพอพระราชหฤทัยในธรรมชาติที่น้่าตกพลิ้วเป็นอย่าง
มาก จึงโปรดเกลา้ ฯ ให้สร้างอนุสรณเ์ ป็นเจดยี ์ทรงลงั กาไว้เมอ่ื ปี พ.ศ.2419 พระราชทานนามว่า อลงกรณ์เจดยี ์
และในปี พ.ศ. 2424 โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ร้างอนสุ าวรียท์ ่ีระลกึ ความรกั แดพ่ ระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรม
ราชเทวี ซึ่งเคยเสดจ็ ประพาสต้น ณ ที่น้ี เมื่อ พ.ศ. 2417 สร้างเป็นพีระมิดใกล้กับอลงกรณ์เจดยี ์ภายในพรี ะมิด
น้ีได้บรรจุพรอังคารของสมเด็จพระนางเจ้าพระองค์น้ีด้วยจันทบุรีเป็นเมืองส่าคัญทางชายฝ่ังตะวันออกของ
ประเทศไทยมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา พระเจ้าตากสินก็ทรงเลือกเมืองจันทบุรีเป็นฐานที่
ม่ันหลกั ในการสะสมไพรพ่ ลเพอื่ กกู้ รุงคนื คร้ันมาถงึ สมยั รัตนโกสนิ ทร์ เมืองจันทบรุ ีก็ปรากฏความส่าคัญอีกครั้ง
หน่ึงในคราวถกู ยดึ ตกเปน็ ของนกั ล่าอาณานิคมชาวฝรง่ั เศส ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112เมอื่ จนั ทบุรกี ลบั คืนสู่สยาม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 เสดจ็ พระราชด่าเนินเยือนเมืองจันทบุรีเมื่อ พ.ศ. 2450
ทรงมพี ระราชด่ารสั ตอบแด่ชาวเมอื งในคราวนน้ั ซึง่ สะท้อนถงึ ความสา่ คญั ของเมืองจนั ทบรุ ีต่อประเทศชาตแิ ละ
ต่อพระองค์เอง ซึ่งเป็นเมืองอัน “เป็นท่ีรัก” ของรัชกาลที่ 5 ดังความว่าพระราชด่ารัสตอบประชาชนเมือง
จนั ทบุรี ในการท่ีเสด็จพระราชด่าเนินเยี่ยมเมืองจันทบรุ ี เม่ือวันท่ี 15 พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก 126 (พ.ศ.
2450)ดูกรประชาชนอันเปน็ ท่ีรักของเรา ถ้อยค่าอันไพเราะซึ่งได้กล่าวตอ้ นรับแลอา่ นวยพร อนั เจ้าท้ังหลายได้
ให้ฉันทะมากล่าวเฉพาะหน้าเราเวลาน้ี เปน็ ท่ีพอใจแลจับใจเป็นอนั มากเมืองจันทบุรีนี้แต่เดิมมาย่อมเป็นที่เรา
ไปมาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นนิตย์ ได้รู้สึกว่าเป็นเมืองหน่ึงซึ่งอาจจะบ่าบัดโรค แลให้ความส่าราญใจส่าราญกาย
เพราะได้มาอยู่ในท่ีน้ีเป็นหลายคราว จึงเป็นท่ีรัก มุ่งหมายจะบ่ารุงให้มีความจ่าเริญยิ่งข้ึน ความคุ้นเคยต่อ
ประชาชนในท่ีน้ีย่อมมีเปน็ อันมากดจุ เจ้าท้ังหลายระลึกได้ ถึงว่าเราตอ้ งห่างเหินไป ไม่ได้มาเยี่ยมเมืองน้ีถึง 14-
15 ปีด้วยความจ่าเป็น แต่มิได้ละเลยความผูกพันในใจท่ีจะบ่ารุงเมืองน้ีให้อยู่เย็นเป็นสุข แลมีใจระลึกถึง
ประชาชนทั้งหลายอันเป็นที่รักท่ีคุ้นเคยกัน แลไดฟ้ ังข่าวสุขทุกข์ของเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์เม่ือเป็นโอกาสซ่ึง
จะไดม้ ายังเมืองนใ้ี นครง้ั แรก ซ่ึงไดเ้ ลกิ ลา้ งไปชา้ นาน จึงมีความยนิ ดตี กั เตอื นใจอยเู่ สมอท่ีจะใคร่เห็นภูมิประเทศ
แลราษฎรอนั เป็นทีร่ กั ของเรา ผลแหง่ ความมงุ่ หมายอนั แรงกลา้ น้ี ไดส้ า่ เร็จเป็นอันดี เป็นเหตใุ หเ้ กิดความชนื่ ชม
โสมนัสในใจวา่ บา้ นเมอื งมไิ ด้เสอ่ื มทรามไป มคี วามสุขสมบรู ณ์อยู่ สมดงั ความปรารถนา ทั้งไดเ้ ห็นหน้าพวกเจ้า
ทงั้ หลายเบกิ บานแสดงความชื่นชมยนิ ดี ส่อใหเ้ หน็ ความจงรกั ภกั ดมี ไิ ด้เสอ่ื มคลาย สมกบั คา่ ท่ีกล่าววา่ มีมิตรจิต
แลมิตรใจในระหว่างตัวเราแลเจ้าทั้งหลาย ความรู้สึกอันนี้ย่อมมีแตค่ วามชื่นชมยินดีทวีข้ึนบดั นี้เมืองจันทบุรีได้
เป็นเมืองใหญ่ในมณฑลฝ่ังทะเลตะวันออก ซ่ึงรัฐบาลของเราได้คิดจะบ่ารุงให้เจริญดียิ่งขึ้น เราขอเตือนเจ้า
ทั้งหลายให้ตั้งหน้าท่ามาหากินแลประพฤติตนให้สมควรแก่ความชอบธรรมซ่ึงควรประพฤติ แลขอให้มีความ
ไว้วางใจในตัวเราว่า จะเป็นผู้ช่ืนชมยินดีในเวลาที่เจ้ามีความสุขสมบูรณ์มั่งค่ัง แลจะเป็นผู้เดือดร้อนกระวน
กระวายในเวลาที่เจ้าทั้งหลายต้องภัยได้ทุกข์โดยอันใช่เหตุ ในเวลานี้เราขอแสดงความไว้วางใจ ว่าข้าราชการ
ทั้งหลายคงจะได้ทา่ หน้าทีเ่ พอ่ื จะทา่ นบุ ่ารงุ ใหเ้ จ้าทง้ั หลายมคี วามสขุ สมดังความปรารถนาของเรา ขออ่านวยพร
ใหเ้ จ้าทงั้ หลายได้รบั ความเจรญิ สุขสวัสดิ์ท่ามาคา้ ขายได้ผลเปน็ สขุ สมบรู ณท์ วั่ กนั ทุกคน เทอญ.
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัวเสดจ็ ประพาสจันทบรุ ี 12 ครัง้
น้าตกพล้วิ จันทบุรี
คร้ังท่ี 1 พ.ศ. 2416 เสด็จน่า้ ตกพล้ิวพร้อมด้วยสมเดจ็ พระนางเจา้ สนุ ันทากมุ ารีรัตน์
ปอ้ มไพรีพินาศ จันทบรุ ี
ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2419
เสดจ็ ฯ ทอดพระเนตรปอ้ มไพรีพนิ าศและพระเจดีย์ทแ่ี หลมสิงห์
เสดจ็ ฯ เขาพลอยแหวน และบ้านบางกะจะ
เสด็จฯ น้าตกคลองพลว้ิ และมพี ระราชดารจิ ะสร้างพระเจดยี ์ “อลงั กรณเจดยี ์”
เสด็จฯ น้าตกคลองนารายณ์ เขาสระบาป
เสดจ็ ฯ ตวั เมอื งจนั ทบรุ ี
คร้งั ที่ 3 พ.ศ. 2423
เสดจ็ ฯ ปากอ่าวเมืองจนั ทบรุ ี
ครั้งท่ี 4 พ.ศ. 2424
เสดจ็ ฯ ผ่านนา่ นนา่้ ของเมืองจันทบุรเี พื่อไปเมอื งตราดแตไ่ ม่ได้ทรงแวะ
แหลมสงิ ห์ จันทบุรี
ครั้งท่ี 5 พ.ศ. 2425
เสด็จฯ แหลมสงิ ห์ และขน้ึ เทยี่ วเมอื งเก่า
ครง้ั ที่ 6 พ.ศ. 2426
เสด็จฯ บ้านแหลมทองหลาง และบ้านทงุ่ ยายมัน คร้ังท่ี 1เสด็จฯ เมืองขลงุ และเกาะจกิ
เสดจ็ ฯ ปากอ่าวเมืองจนั ทบุรี และบ้านทงุ่ ยายมนั ครั้งท่ี 2
ปริ ามิดสมเด็จพระนางเจา้ สุนนั ทากมุ ารีรตั น์
โรงทหารฝรง่ั เศสทแ่ี หลมสงิ ห์ (ตกึ แดง)
ครงั้ ท่ี 7 พ.ศ. 2427
เสด็จฯ ทอดพระเนตรโรงทหารทีแ่ หลมสิงหแ์ ละเขาแหลมสงิ ห์
เสด็จฯ เขาชำห้าน
เสดจ็ ฯ น้าตกพล้วิ ขึ้นท่ีทา่ วดั ทา่ เรือคลองยายดา ทอดพระเนตร “สนุ ันทานสุ าวรีย์” และ พระเจดยี ์ท่ี
เคยพระราชด่ารใิ หส้ รา้ ง พระราชทานนามใหม่ว่า “จุลศิรจุมพฏเจดีย”์
เสดจ็ ฯ เมอื งใหม่ ตลาดบางกะจะและศรพี ระยา
ครง้ั ท่ี 8 พ.ศ. 2430
เสด็จฯ พระราชทานผา้ พระกฐนิ วดั ชา่ หา้ น และวัดปากน้า่
เสด็จฯ แหลมสิงห์
ครงั้ ท่ี 9 พ.ศ. 2432
เสดจ็ ฯ บ้านหวั ลาแพน เมืองเกา่ จันทบุรี บ้านลมุ่ และแหลมสิงห์
เสด็จฯ คลองยายดา นา่้ ตกพลิว้ ทอดพระเนตรปิรามิด และพระเจดยี ศ์ ิลา แลง “จลุ ศิร จมุ ภฏเจดยี ์
เสดจ็ ฯ ขนึ้ ตน้ นา่้ จารกึ อักษรพระนาม .ป.ร. 95 ,103, 108
ครง้ั ท่ี 10 พ.ศ. 2443
เสดจ็ ฯ ผ่านนา่ นนา่้ ของเมืองจนั ทบรุ ีเพ่อื ไปเมืองตราดแต่ไม่ได้ทรงแวะ เน่อื งจากขณะนนั้ เมอื งจนั ทบุรี
ตกเปน็ ของฝรง่ั เศส
คร้ังท่ี 11 พ.ศ. 2444
เสดจ็ ฯ ผา่ นน่านนา้ ของเมอื งจันทบรุ ีเพ่ือไปเมืองตราดแตไ่ มไ่ ดท้ รงแวะ เนือ่ งจากขณะน้ันเมอื งจันทบุรี
ตกเปน็ ของฝรัง่ เศส
ครั้งที่ 12 พ.ศ. 2450
เสดจ็ ฯ แหลมสงิ ห์
เสด็จฯ ตัวเมอื งจันทบรุ ี และทวี่ า่ การมณฑล พระราชทานพระแสงส่าหรบั เมือง เสดจ็ ฯ บา้ นแหลม
ประดู่
จากการเสด็จเมืองจันทบุรีทั้ง 12 คราวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้สามารถ
จ่าแนกได้เปน็ การเสดจ็ ท่ีทรงแวะเมืองจันทบุรี 9 ครั้ง กับการเสด็จท่ีมิไดท้ รงแวะเมืองจันทบุรี ๓ คร้ัง และใน
ส่วนที่ทรงแวะเมืองจันทบุรี 9 คร้ังน้ัน ได้เสด็จประพาสตัวเมืองเพียง 2 ครั้ง โดยมากมักเสดจ็ ที่ปากน้่า
แหลมสิงห์เนื่องด้วยการเสดจ็ ในทุกคร้ังเปน็ การเสดจ็ พระราชดา่ เนินทางชลมารค การแวะที่ปากน่้าแหลมสิงห์
ถอื ว่าใกลก้ ับทางเสด็จซ่ึงสะดวกตอ่ การแวะเยี่ยมเยยี นราษฎร การเสดจ็ ประพาสเมืองจันทบรุ ีท้ังที่เป็นพระราช
นพิ นธ์ และท่ีโปรดเกล้าฯให้บนั ทึกวา่ เอกสารเหลา่ นี้ได้บันทึกชวี ติ ความเปน็ อยู่ อาชพี เศรษฐกิจ กลุ่มชาติพันธ์ุ
สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี รวมถึงข้อมูลทางคติชนวทิ ยา ไวอ้ ย่างละเอียด สะท้อนให้เห็นถึง
การ เขา้ ใจ “รัฐ” ในปกครองของพระองคอ์ ยา่ งถ่องแท้
เสดจ็ ประพาสปัตตานี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเป็นทางการและส่วนพระองค์ ทรงเสด็จท่ัวประเทศถึง
44 จงั หวัด อาทิเสด็จประพาสส่ารวจล่าน่้ามะขามเฒ่า สมณฑลอยุธยา ชายฝั่งทะเลตะวนั ออก ไทรโยค แหลม
มาลายู มณฑลฝ่ายเหนือ มณฑลราชบุรีมณฑลปราจีน จันทบุรี ตราด ปัตตานี และมีวัดที่พระองค์เสด็จพระ
ราชดา่ เนนิ มากถงึ 171 แหง่
พระบรมรูปทรงมา้
การสร้าง "พระบรมรูปทรงม้า” นั้น สืบเนื่องมาจาก 2 กรณี คือ เวลาน้ันพระองค์ทรงคิดแผนผัง
สนามขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมถนนราชด่าเนินท่ีสร้างเสร็จแล้วกับพระที่น่ังอนันตสมาคมที่ก่าลังสร้าง อีกกรณีคือ
สร้างเน่ืองในโอกาสเถลิงถวลั ย์ราชสมบัติ 40 ปี วันท่ี 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมัง
คลาภิเษก ซ่ึงพระองค์จะทรงครองราชย์ยืนนานย่ิงกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยใน
ขณะนั้น จึงควรจะมีการสมโภชเป็นงานใหญ่ และได้ด่ารัสสั่งให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งขณะน้ันเป็นผู้ส่าเร็จราชการรักษาพระนคร เป็นประธานในการจัดงานสมโภช
เนื่องจากพระองค์ยังทรงอยู่ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป พระบรมรูปทรงม้า สร้างข้ึนโดยน่าแบบอย่างมา
จากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ท่ี 14 แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส (มีข้อมูลอ่ืนแย้งว่าพระบรมรูปทรงม้าน่าจะ
ได้แบบอย่างจากพระบรมรูปทรงม้าของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 12 แห่งสเปนไดห้ ล่อขึ้นเม่ือปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ.
1904) ซ่ึงปัจจุบันพระบรมรูปทรงม้าดังกล่าวตั้งอยู่ในสวนสาธารณะบวนเรตีโร (Buen Retiro) ณ กรุง
มาดริด ประเทศสเปน)
พระบรมรปู ทรงม้าราคาสร้างพระบรมรปู ราว 200,000 บาท สร้างโดยนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซ
แฟรส์ ฟองเดอร์ (Susse Frères Fondeur) ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ
ประพาสยุโรปคร้ังท่ี 2 เม่ือ พ.ศ. 2450 พระองค์เสด็จประทับ ให้ช่างป้ันช่ือ จอร์จ เซาโล (Georges
Saulo) ป้นั เม่ือวันที่ 22 สิงหาคม 2450 หล่อด้วยโลหะชนิดทองสัมฤทธิน์ ่ามา ตดิ กับทองสัมฤทธิ์เหมือนกัน
หนาประมาณ 25 เซนติเมตร ซึ่งพระรูปมีขนาดโตเท่าพระองค์จริง เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง พระ
บรมรูปส่าเร็จเรียบร้อยส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ วนั พุธท่ี 11 พฤศจิกายน 2451 อนั เปน็ เวลาพอดีกับงาน
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าข้ึนประดิษฐานบนแท่นรองหน้า
พระราชวังดุสิต และได้ประดิษฐาน บนแท่นหินอ่อน สูงประมาณ 6 เมตร กว้าง 2 เมตรครึ่ง ยาว 5
เมตร ประการส่าคัญพระบรมรูปทรงม้าสร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชนได้เร่ียไรสมทบทุน ตามปรกติอนุสาวรีย์
ของบุคคลนั้น มักจะสร้างภายหลังที่บคุ คลนั้นสิ้นชวี ิตไปแล้ว ยกเว้นพระบรมรูปทรงม้าแห่งเดียวเท่านั้น อีกท้ัง
ยังได้เสด็จพระราชด่าเนินเป็นประธานเปิดพระบรมรูปด้วยพระองค์เอง รัชกาลที่ 6 โปรดให้น่าจ่านวนเงินท่ี
เหลือจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลท่ี 5 ใช้เป็นทุนส่าหรับก่อตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยแหง่ แรกของประเทศ เพอื่ เป็นการเฉลมิ พระเกียรตริ ัชกาลท่ี 5
พระราชสมัญญานามสมเด็จพระปยิ มหาราช
การเริ่มทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” ต่อท้ายพระนามพระมหากษัตริย์น้ันสันนิษฐาน
ว่าเร่ิมมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ประมาณรัชกาลที่ 5 เน่ืองจากเป็นสมัยที่เร่ิมมีการศึกษาค้นคว้า
ประวัติศาสตร์ของชาติและบรรพบุรุษมากขึ้น ท่าให้ประจักษ์ถึงวีรกรรมและพระราชอัจฉริยภาพของ
พระมหากษัตริย์ในสมัยน้ันๆ จึงได้มีการยกย่องพระมหากษัตริย์บางพระองค์ท่ีทรงมีพระเกียรติคุณเด่นกว่า
พระองคอ์ ื่นข้นึ เป็น “มหาราช”
ส่าหรับ “สมเด็จพระปิยมหาราช” เป็นพระราชสมัญญาท่ีเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เม่ือสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเป็นประธานจัดงานสมโภช
โดยทรงเชิญชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ คือ พระ
บรมรูปทรงม้า ซ่ึงประดิษฐาน ณ ลานหนา้ พระท่นี ่ังอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร ที่ฐานของพระบรมรูปทรง
ม้านี้ มีแผ่นโลหะจารึกข้อความเทิดพระเกียรติ พร้อมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า “สมเดจ็ พระพุทธเจ้า
หลวงปยิ มหาราช”
พระปิยมหาราช มีความหมายวา่ “มหาราชผู้ทรงเปน็ ท่ีรักย่ิง” เป็นพระนามพิเศษที่พสกนิกรต้งั ถวาย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามพิเศษนี้จารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูปทรงม้า ไม่เคยมี
พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดเคยมีมาก่อน ถือเป็นพระเกียรติสูงสุดที่พสกนิกรถวาย พระมหากษัตริย์ผู้ทรง
เป็นที่รักมีปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาของพระพุทธศาสนาด้วยกัน 2 พระองค์ คือ “ปิยทัสสี” เป็นพระนามหนึ่ง
ของพระเจ้าอโศกมหาราช มคี วามหมายว่า “ผเู้ ปน็ ทร่ี ักใคร่ของเทพยดา” เนือ่ งจากพระองคท์ รงเปน็ ธรรมราชา
อุปถัมภ์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาตลอดรัชสมัย พระมหากษัตริย์อีกพระองค์ คือ “เทวานัมปิยะดิส”
พระมหากษัตริย์แห่งศรีลังกาที่น้อมรับพระพุทธศาสนาจากอินเดียมายังศรีลังกา พระนามนี้มีความหมายว่า
“พระเจ้าดิสผู้เป็นที่รักของเทพยดา” จากน้ันก็ไม่มีหลักฐานใดปรากฏพระนามของพระมหากษัตริย์ที่มี
ความหมายว่าเป็นท่ีรักอีกเลยจนกระท่ังรชั กาลท่ี 5 เสดจ็ สวรรค์แลว้ พสกนกิ รถวายพระนามนแ้ี ด่พระองค์
ด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลท่ี 5 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสร้าง
คุณูปการ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ประเทศชาติมีความเท่าเทียบกับนานาอารยประเทศ พสกนิกรจึงพร้อมใจ
ยกย่องพระองคเ์ ป็นมหาราชผเู้ ปน็ ท่รี กั
คาจารึกทป่ี ระดิษฐานใตพ้ ระบรมรูปทรงม้า
ท่มี าของคาสมเดจ็ พระปิยมหาราช
ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 หน้า 944-945 วนั ที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ.127 หรือ พ.ศ. 2451 มีการ
บนั ทึกโดยน่า “ค่าจาฤกที่ประดิษฐานพระบรมรูป” ซ่ึงกล่าวถึงพระราชสมัญญา “สมเดจ็ พระปิยมหาราช”
เปน็ พระราชสมญั ญาที่ไดร้ บั การถวาย โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดา่ รงราชานภุ าพ เป็นผูท้ รงคิดถวาย ซึ่งปรากฏ
อยู่บนจารึกใต้ฐานของพระบรมรูปทรงม้า (พ.ศ. 2451) พระนามนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 6 ได้ทรงเขียนชมเชย สมเด็จฯ กรมพระยาด่ารงราชานุภาพ ท่ีได้คิดพระนามน้ีถวาย จากพระ
ปาฐกถาในสมเด็จฯ กรมพระยาด่ารงราชานุภาพ ทรงแสดงที่สถานีวทิ ยุพญาไท ค่าวันที่ 22 ต.ค. 2475 เน่ือง
ในงานถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าประจ่าปี ซึ่งคัดจาก “ชุมนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาด่ารงรา
ชานุภาพ’” ท่ีตีพิมพ์พระปาฐกถาน้ี บอกกล่าวที่มาเรื่องพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” ไว้
ชัดเจน “...และเงนิ สมโภชท่ีเหลือจากการสร้างพระบรมรูปน้ัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด
ให้ใช้เป็นทุนตัง้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกอย่างหนึ่ง ซ่ึงปรากฏอยู่
ทกุ วนั นี้ เนือ่ งต่อการถวายพระบรมรูปทรงม้าดังได้กล่าวก็ยังมีข้อส่าคัญอกี อย่างหนึ่ง ซ่ึงไดถ้ วายพระนามพเิ ศษ
ว่า ‘พระปิยมหาราช’ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังจารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูป การท่ีถวายพระนาม
พเิ ศษน้ันอนุโลมตามประเพณีโบราณ อันถือว่าเปน็ พระเกียรติยศสูงสุดซ่ึงพสกนิกรจะพึงถวายได้... ...เม่ือถวาย
พระบรมรูปทรงม้า ครั้งน้ันปรึกษากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระเดชพระคุณแก่
ประเทศสยามถึงชั้นพระมหากษัตริย์ ซ่ึงยกย่องที่พงศาวดารว่าเป็นพระเจ้ามหาราชของประเทศ และการที่
พสกนิกรพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติ ด้วยความรักเห็นปานน้ันก็ไม่เคยมีมาในปางก่อน สมควรจะถวายพระ
นามพิเศษ จึงพร้อมกันถวายพระนาม “ปิยมหาราช” เป็นพระนามพิเศษ พระบรมรูปทรงม้ากับพระนามปิย
มหาราชจึงเป็นอนุสรณ์ส่าคัญ ซึ่งเตือนใจให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยู่หัว และทชี่ าวพระนครพากันถวายสกั การบชู าทุกปมี ไิ ด้ขาด...”
รัชกาลท่ี 5 เสด็จสวรรคต เมื่อวนั อาทติ ย์ เดอื น 11 แรม 4 ค่า ปีจอ ตรงกับวันท่ี 23 ตุลาคม พ.ศ.
2453 ดว้ ยโรคพระวกั กะ (ไต) เวลา 2.45 นาฬกิ า ณ พระทน่ี งั่ อมั พรสถานพระราชวังดุสิต สริ พิ ระชนมายุ
ได้ 57 พรรษา ท้ังนี้ รัฐบาลไทยได้จัดให้วันท่ี 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราช และเป็น
วันหยุดราชการ เพ่ือเปน็ วันสาหรับระลึกถึงพระมหากรณุ าธคิ ุณของพระองค์ท่มี ีตอ่ ประเทศชาติ
“พระพทุ ธเจา้ หลวง” พระนามน้มี ีทม่ี าอย่างไร
พระพุทธเจ้าหลวง เป็นสมญนามที่ใชก้ ับพระมหากษัตริย์ท่ีสวรรคตแล้ว ดงั ในสมัยพระเจ้าปราสาทอง
แห่งกรุงศรีอยุธยาก็เรียกว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง” ต่อมาน่ากลับมาใช้ในครั้ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั สวรรคตอีกคร้ัง
ลาดบั เหตุการณ์สาคญั ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว
พ.ศ. 2396
20 กันยายน พระราชสมภพ พระนามเดมิ เจา้ ฟา้ จุฬาลงกรณ์
พ.ศ. 2404
เจา้ ฟา้ จฬุ าลงกรณ์ ทรงไดร้ บั การสถาปนาเปน็ กรมหมืน่ พิฆเนศวรสุรสังกาศ
พ.ศ. 2409
ทรงผนวชเป็นสามเณร
พ.ศ. 2410
กรมหม่ืนพิฆเนศวรสรุ สงั กาศ ทรงได้รบั การสถาปนาเปน็ กรมขุนพนิ ติ ประชานาถ
พ.ศ. 2411
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั เสด็จสวรรคต 11 พฤศจิกายน บรรดาเช้ือพระวงศ์และขุนนาง
อัญเชญิ กรมขุนพชิ ติ ประชานาถ ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นรัชกาลท่ี 5 แห่งราชวงศ์จักรี เฉลิมพระนามว่า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั เนอื่ งจากยังไม่ทรงบรรลนุ ิติภาวะ ทป่ี ระชุมจึงให้เจ้าพระยาศรสี ุริ
ยวงศเ์ ปน็ ผู้ส่าเรจ็ ราชการแทนจนถงึ พ.ศ. 2416
สถาปนาพระองคเ์ จ้ายอดยิง่ ยศ พระโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หวั เป็น กรมพระราชวัง
บวรวิไชยชาญ พระมหาอุปราช
พ.ศ. 2412
พระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั พ.ศ. 2412มนี าคม พระ
ราชพิธถี วายพระเพลงิ พระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั
โปรดเกลา้ ฯ ใหส้ รา้ งวัดราชบพธิ สถิตมหาสีมารามข้นึ ส่าหรบั เป็นวัดประจา่ รชั กาล
เสด็จประพาสอินเดีย
พ.ศ. 2413
เสด็จประพาสสิงคโปรแ์ ละชวาเปน็ ครง้ั แรก ยกเลกิ การไว้ผมทรงมหาดไทย
เสดจ็ ประพาส อนิ เดยี (ปลายปี พ.ศ. 2414 ต่อปี พ.ศ. 2415)
พ.ศ. 2414
ต้งั โรงเรียนหลวงข้ึนในพระบรมมหาราชวัง ส่าหรบั สอนบุตรหลานของเจา้ นายและขุนนาง
พ.ศ. 2415
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงฉลองพระองค์เต็มยศของกรมทหารราบท่ี 1 มหาดเลก็
รักษาพระองค์ ซึ่งได้เริ่มการปรับปรงุ อยา่ งจริงจังในปี พ.ศ. 2414 เริ่มปรับปรงุ การทหารคร้งั ใหญ่ เรม่ิ ใช้เสอ้ื
ราชปะแตน
พ.ศ. 2416
ทรงมพี ระชนมายุครบ20 พรรษา สามารถปกครองแผน่ ดินโดยพระองคเ์ องทรงผนวช 16 ตลุ าคม พระราช
พธิ บี รมราชาภิเษกครัง้ ท่ี 2 สถาปนา เจ้าพระยาศรีสุรยิ วงศ์ เปน็ สมเดจ็ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุรยิ วงศ์
โปรดเกลา้ ฯ ให้เลิกประเพณีหมอบคลาน เวลาเขา้ เฝา้
โปรดเกลา้ ฯ ให้ต้ังหอรัษฎากรพิพฒั น์
พ.ศ. 2417
โปรดเกล้าฯ ให้ตัง้ สภาทีป่ รึกษาราชการแผ่นดิน หรอื รัฐมนตรสี ภาและองคมนตรสี ภา
วนั ท่ี 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ปีจอ ออกพระราชบญั ญตั พิ ิกดั เกษยี ณอายุลกู ทาส ลกู ไท
กา่ เนิดโรงเรยี นสตรีวังหลงั ซ่ึงปัจจุบนั คือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลยั
ใชเ้ งนิ อฐั กระดาษ แทนเหรยี ญทองแดง
ตั้งพิพิธภณั ฑสถาน
พ.ศ. 2418
สงครามปราบฮ่อ คร้ังแรก
เรม่ิ การโทรเลขครงั้ แรกระหว่างกรุงเทพ - สมทุ รปราการ
พ.ศ. 2424
สมโภชกรงุ รตั นโกสินทรค์ รบ 100 ปี
พ.ศ. 2425
โปรดเกล้าฯ ให้ตงั้ โรงเรยี นสา่ หรับ เจ้าหลวง ขนุ นาง และไพร่ ในวงั ที่คลังศภุ รัตน เรม่ิ แหง่ แรกทโ่ี รงเรียน
พระตา่ หนักสวนกหุ ลาบ(เดิม)
พ.ศ. 2426
รฐั บาลสยามไดจ้ ดั ต้งั กรมไปรษณีย์ขึน้ เม่อื ปี พ.ศ. 2426ตง้ั กรมไปรษณีย์ เรม่ิ เปดิ บริการไปรษณยี ค์ รัง้ แรก
ในพระนคร ต้ังกรมโทรเลข
สงครามปราบฮ่อ ครงั้ ท่ี 2
พ.ศ. 2427
โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ โรงเรียนสา่ หรับราษฎรทว่ั ไป ตามวัดต่างๆ เรม่ิ แห่งแรกทวี่ ัดมหรรณพาราม
พ.ศ. 2429
โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ ลกิ ตา่ แหน่งพระมหาอปุ ราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ทรงประกาศตง้ั ตา่ แหนง่ สยามมกุฎราชกุมาร ขนึ้ และทรงสถาปนาเจา้ ฟ้ามหาวชริ ณุ หิศ เป็นสยาม
มกุฎราชกมุ ารเปน็ พระองคแ์ รก
สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ 3
ไทยสมคั รเข้าเปน็ ภาคสี หภาพไปรษณียส์ ากล
พ.ศ. 2430
ตัง้ กรมยทุ ธนาธิการทหาร (กระทรวงกลาโหม) ตง้ั โรงเรยี นนายรอ้ ยทหารบก ตัง้ กระทรวงธรรมการ
สงครามปราบฮ่อ ครง้ั ท่ี 4 ทรงโปรดเกลา้ ใหต้ ัง้ เมืองขนึ้ ท่ตี า่ บลบางโพธิ์-ทา่ อฐิ และพระราชทานนามว่า
อุตรดิษฐ์ แปลว่า ท่าเรอื ด้านทศิ เหนือของสยามประเทศ
พ.ศ. 2431
แผนที่แสดงการเสยี ดนิ แดนของไทยใหแ้ ก่ชาติตะวนั ตกในสมัยรัชกาลท่ี 5ทรงเรม่ิ การทดลองจดั การ
ปกครองส่วนกลางแผนใหม่
เริ่มด่าเนนิ การพมิ พ์พระไตรปฎิ กเปน็ คร้งั แรก ส่าเรจ็ ออกมา 39 เล่ม เม่ือปี พ.ศ. 2436
ใชร้ ัตนโกสนิ ทรศ์ ก (ร.ศ.) เปน็ ศักราชในราชการ
ตงั้ กรมพยาบาล เปดิ โรงพยาบาลศิรริ าช
ตราพระราชบัญญัติ เลกิ วิธีพิจารณาโทษตามแบบจารีตนครบาล
เสยี ดนิ แดน แคว้นสิบสองจุไทใหฝ้ รั่งเศส
พ.ศ. 2432
เรม่ิ ใช้วันทางสุรยิ คติในราชการ
พ.ศ. 2433
เสียฝ่ังซ้ายแมน่ ่า้ สาละวนิ ให้กับประเทศอังกฤษ เป็นการสูญเสียครัง้ ย่ิงใหญท่ างด้านรฐั ศาสตร์ เศรษฐกิจ
และทรพั ยากร อันอุดมดว้ ยดินแดนผนื ป่าอนั อดุ มสมบูรณ์ยงิ่
รัชกาลที่ 5 เปดิ เส้นทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา
พ.ศ. 2434
ตง้ั กระทรวงยุติธรรม
ตั้งกรมรถไฟ และเรมิ่ กอ่ สรา้ งทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - นครราชสมี า
พ.ศ. 2435
โปรดเกลา้ ฯ ให้ประกาศต้งั กระทรวงธรรมการขนึ้ เปน็ ทางการ เมื่อวนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2435
ตงั้ ศาลโปริสภา (ศาลแขวง)
สง่ นกั เรยี นไปศกึ ษาวชิ าทหารในยุโรป ร่นุ แรก
โปรดเกล้าฯ ใหป้ ระกาศตง้ั โรงเรียนฝึกหดั ครู ปัจจบุ นั เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครเมอื่ วันท่ี 12
ตุลาคม
พ.ศ. 2436
วกิ ฤตการณ์ ร.ศ. 112 - สยามกบั ฝร่งั เศสเกิดกรณพี พิ าทเรอื่ งดนิ แดนฝ่ังซ้ายของแมน่ ้า่ โขง จนเกดิ การบ
ตามแนวชายแดน ฝร่ังเศสจงึ นา่ เรือรบเขา้ มายงั กรงุ เทพฯ (ในภาพ) โดยฝา่ แนวต้านทานของฝา่ ยสยามท่ีปากน้า่
สมทุ รปราการได้ เพือ่ บบี บังคับใหส้ ยามต้องยกดนิ แดนดังกล่าวให้แก่ฝรง่ั เศสใหเ้ อกชนเปิดเดนิ รถไฟสายปากนา่้
เมอ่ื 11 เมษายน พ.ศ. 2436
ฉลองพระไตรปฎิ กฉบบั พิมพ์คร้ังแรก
ตง้ั มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั ตง้ั สภาอณุ าโลมแดง (สภากาชาดไทย)
เสยี ดินแดนฝ่ังซา้ ยแม่น้า่ โขงให้ฝร่ังเศส
ต้ังโรงเรยี นวัดบวรนเิ วศเม่อื 23 กุมภาพนั ธ์ 2436
รถรางไฟฟา้ สมัยรัชกาลที่ 5
พ.ศ. 2437
ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชริ าวุธ เปน็ สยามมกุฎราชกมุ าร
เร่ิมจัดต้งั มณฑลเทศาภบิ าล
ตง้ั โรงไฟฟ้า เรมิ่ กิจการรถรางไฟฟ้าอยา่ งแทจ้ รงิ แมจ้ ะได้เร่มิ การใชร้ ถรางไฟฟ้าเม่ือ 1 กมุ ภาพนั ธ์ ค.ศ.
1893 (นบั อยา่ งเก่าตอ้ ง ร.ศ. 111 หรือ พ.ศ. 2435) โดยทเี่ จ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศได้เสด็จพระราชดา่ เนนิ
ทอดพระเนตรเมอื่ 22 กุมภาพันธ์ ร.ศ.111
พ.ศ. 2438
โปรดเกลา้ ฯ ให้ข้าหลวงพิเศษไปจดั การศาลตามหวั เมอื ง
จัดท่างบประมาณแผน่ ดนิ ครัง้ แรก
ตั้งโรงเรยี นฝึกหดั วชิ าแพทย์ และผดุงครรภ์
พ.ศ. 2439
โปรดเกลา้ ฯ ให้ประกาศตั้งโรงเรยี นราชวิทยาลยั ตามแบบโรงเรยี นประจ่าชาย Public School ขององั กฤษ
ขนึ้ ปรากฏรายละเอยี ดในราชกจิ จานเุ บกษา เล่ม 13 หน้า 269 ลงวันท่ี 5 เมษายน 2439 (รศ. 115) (สมเดจ็
พระนางเจา้ เสาวภาผ่องศรี พระบรมราชนิ นี าถ เสดจ็ เปดิ โรงเรียนในวนั ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2440) ซ่ึง
ปัจจบุ ันคือ โรงเรยี น ภ.ป.ร. ราชวทิ ยาลัย ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ชอ่ื ในภาษาอังกฤษ King's College
พ.ศ. 2440
การเสดจ็ ประพาสยุโรปครง้ั ที่ 1 - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั ทรงฉายพระบรมฉายา
ลักษณ์รว่ มกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งจักรวรรดิรัสเซยี เสดจ็ ประพาสยุโรปครงั้ แรก ปรี ะกา
ตราข้อบังคับลกั ษณะปกครองหัวเมอื ง
ตง้ั โรงเรียนสอนวชิ ากฎหมาย
เรม่ิ การสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงไปเรยี นในยุโรป ปลี ะ 2 ทนุ
เหรยี ญนกิ เกลิ้ ราคา 2 1/2 สตางค์ สมยั รชั กาลท่ี 5
พ.ศ. 2441
ต้งั กรมเสนาธกิ ารทหารบก
รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเปน็ กรมเดยี วกนั
กา่ เนิดเหรียญ "สตางค์" รนุ่ แรก โดยใชท้ องขาว (นกิ เกล้ิ ราคา 20 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 2
1/2 สตางค์ แตไ่ มเ่ ปน็ ที่นยิ มเพราะใช้ยาก
พ.ศ. 2442
เริม่ จัดตั้งกองทหารตามหวั เมอื ง
เร่ิมสร้างวดั เบญจมบพิตร
ได้พระบรมสารรี ิกธาตจุ ากอินเดีย
ทา่ สนธิสญั ญาก่าหนดสทิ ธิจดทะเบียนคนในบงั คบั อังกฤษ
พ.ศ. 2443
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ทรงมพี ระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกา่ เนิด โรงเรยี นเบญจม
บพิตร หรือ โรงเรียนมัธยมวดั เบญจมบพิตรในปัจจบุ นั
พ.ศ. 2444
ตั้งโรงเรียนนายรอ้ ยต่ารวจทนี่ ครราชสมี า
เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ - นครราชสมี า เมื่อ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2443
หล่อพระพุทธชินราชจ่าลอง
บรษิ ัทสยามไฟฟา้ ได้รบั สมั ปทานจ่าหน่ายไฟฟ้า เรมิ่ จุดโคมไฟตามถนนหลวง
เกิดกบฎเงี้ยวทเ่ี มืองแพร่ กบฎผู้มีบุญทอ่ี บุ ลราชธานี และ กบฎแขก 7 หัวเมอื งท่ีปตั ตานี เพอ่ื ต่อต้านการ
ปกครองแบบเทศาภบิ าล
พ.ศ. 2445
ตั้งกรมธนบัตร เร่มิ ใชธ้ นบตั รครัง้ แรก ตราพระราชบัญญัติธนบตั ร ร.ศ. 121
ตง้ั สามคั ยาจารย์สมาคม ตัง้ โอสถศาลา
ปราบกบฎเงีย้ วท่เี มืองแพร่ ปราบผบี ญุ อบุ ลราชธานี และ กบฎแขก 7 หวั เมอื งปัตตานี สา่ เร็จ และได้มกี าร
ปลดเจ้าเมอื งแพร่ เจ้าเมืองปัตตานี หนองจิก รามนั สายบรุ ี ยะลา ระแงะ ออกจากต่าแหน่ง พรอ้ มสง่ ไปจองจ่า
เจา้ เมอื งปัตตานใี นหลุมทพี่ ษิ ณุโลก ภายหลงั ได้ปลอ่ ยตวั ออกไปตามแรงกดดันของอังกฤษ
เปิดการเดินรถไฟหลวงสายใต้ ระหว่างกรุงเทพ-เพชรบรุ ี เมอื่ 19 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2446
ราชยานยนต์คันแรกในสมยั รัชกาลที่ 5
พ.ศ. 2447
เสยี ดนิ แดนทางฝัง่ ขวาแมน่ ้่าโขงให้ฝรัง่ เศส ตรงหวั เมืองจ่าปาศกั ดิ์ (ตรงข้ามเมืองปากเซ) และหวั เมืองไชย
บุรี - ปากลาย (ตรงข้ามหลวงพระบาง)
เร่มิ มรี ถยนต์ใชใ้ นสยาม
พ.ศ. 2448
เสด็จประพาสต้นครั้งแรก
ท่าอนุสัญญากา่ หนดสิทธกิ ารจดทะเบยี นคนในบังคับฝรง่ั เศส
ตราพระราชบัญญัตทิ าส รตั นโกสินทรศ์ ก 124
ประกาศใหล้ กู ทาสเปน็ ไทท้งั หมด ดว้ ยพระราชบญั ญัติลกั ษณะทาส รัตนโกสนิ ทรศ์ ก 130 ซึง่ ตรงกบั วนั ท่ี
11 มกราคม พ.ศ. 2454 ใหเ้ ป็นวนั ทที่ าสหมดส้ินจากราชอาณาจักรไทย
ต้งั หอสมุดสา่ หรบั พระนคร ตราพระราชบญั ญัตเิ กณฑ์ทหาร ฉบบั แรก
ทา่ อนุสญั ญาก่าหนดสทิ ธกิ ารจดทะเบยี นคนในบงั คบั เดนมาร์ก และอติ าลี
ทดลองจดั สุขาภบิ าลที่ต่าบลทา่ ฉลอม จงั หวัดสมทุ รสาคร
พ.ศ. 2449
เสดจ็ ประพาสต้นคร้ังหลงั
เปดิ โรงเรียนนายเรอื ทพ่ี ระราชวังเดิม เมอื่ 20 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2449
เสยี มณฑลบรู พา (เสยี มราฐ พระตะบอง ศรโี สภณ) ใหฝ้ ร่ังเศส เม่ือ 23 มนี าคม พ.ศ. 2449 เพือ่ แลกกับ
จันทบุรแี ละด่านซ้ายคนื มา
พ.ศ. 2450
เสด็จประพาสยโุ รปครั้งที่ 2 ปีมะแม เพือ่ รกั ษาพระโรควักกะพกิ าร
จดั ใหม้ กี ารประกวดพนั ธข์ุ า้ วครัง้ แรก
เปดิ การเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ - ฉะเชิงเทรา เม่อื 24 มกราคม พ.ศ. 2450 (นบั อย่างใหม่ตอ้ ง พ.ศ.
2451)
พ.ศ. 2451
ประดิษฐาน พระบรมรูปทรงม้า ณ ลานพระราชวงั ดุสิต
จัดการสุขาภิบาลตามหวั เมืองทว่ั ไป ประกาศใชก้ ฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127
เลกิ ใชเ้ งนิ พดด้วง
ตราพระราชบัญญตั ทิ องคา่ ร.ศ. 127 ใช้ทองคา่ เปน็ มาตรฐานเงินตราแบบสากล โดยใหจ้ ่ายเงนิ ตรา
ตา่ งประเทศที่ใช้มาตรฐานทองคา่ แทนการออกเหรียญ 10 บาททองคา่ ตราครุฑ
สร้างพระบรมรูปทรงม้า เน่ืองในโอกาสเถลิงถวลั ยร์ าชสมบตั ิ 40 ปี วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ตรง
กบั วนั พระราชพิธีรัชมงั คลาภิเษก โดยจา้ งช่างทกี่ รุงปารสี ประเทศฝรง่ั เศส เปน็ ผ้ทู า่ หลอ่ ดว้ ยโลหะชนิดทอง
สัมฤทธนิ์ า่ มา ติดกับทองสมั ฤทธิเ์ หมอื นกนั หนาประมาณ 25 เซนติเมตร เปน็ และได้ประดษิ ฐานบนแทน่ หนิ
ออ่ น อันเปน็ แทน่ รอง สงู ประมาณ 6 เมตร กวา้ ง 2 เมตรคร่ึง ยาว 5 เมตร
พ.ศ. 2452
เลกิ ใช้เงนิ เฟอ้ื ง ซีก เสี้ยวอฐั โสฬส เร่มิ กิจการประปา
พ.ศ. 2453
มีการแสดงกสิกรรมและพาณิชย์กรรมเป็นครัง้ แรก
รชั กาลที่ 5 เสด็จสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั เสดจ็ สวรรคต
พระท่ีน่ังอัมพรสถาน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประทับรักษาพระองค์จากการทรงพระประชวร
เรื่อยมาจนกระทั่งพระอาการมิสู้ดีนัก เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆถึงกับหายพระทัยดังยาวๆ และหายพระทัยทางพระ
โอษฐ์(ทางปาก)แรงๆ สังเกตดูพระเนตรไม่จบั ใครเสยี แลว้ ลืมพระเนตรคว้างอยอู่ ยา่ งนนั้ เอง แต่พระกรรณยังได้
ยิน สมเดจ็ พระนางเจ้าเสาวภาฯ ทรงกราบทูลว่า “ทรงเสวยน่้ายังเพคะ”พระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงพยักหน้ารับได้
และกราบทูลต่อว่า”จะถวายพระโอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯเพคะ”พระเจ้าอยู่หัวก็ยังรับส่ังว่า
"ฮือ" แลว้ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงยกพระหัตถ์ขวาและซ้าย ท่ีส่ันข้ึนเช็ดน่้าพระเนตรของพระองค์เองคล้ายทรงพระ
กันแสง แล้วพระนางเจ้าสุขุมาลฯก็ใช้ผ้าข้ึนมาซับน้่าพระเนตรถวาย ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯทรง
ประทับอยู่ปลายพระแท่นถวายงานนวดอยู่มิคลาย ต้ังแต่เวลาน้ีต่อไป หมอฝร่ังนั่งคอยจับชีพจร ตรวจพระ
อาการผลดั เปลย่ี นกนั จากนั้นการหายพระทยั ของพระองค์ก็ค่อยๆเบาลงทุกที พระอาการกระวนกระวายอย่าง
หนึ่งอยา่ งใดกไ็ ม่มีเลย ยงั คงบรรทมหลบั อยู่อยา่ งเดิม สักพกั หมอจึงทูลกับเจ้านายทุกพระองค์ว่า เสด็จสวรรคต
เสียแล้วเจ้านายพระราชโอรสพระราชธิดาท้ังฝ่ายหน้าและฝ่ายในสนมเจ้าจอมท่ีเฝ้าอยู่ตามเฉลียง บันได พื้น
พระท่ีน่ังต่างก็แย่งกันกรูเข้าไปดูร่างพระบรมศพแล้วก็พากันล้มลงกับพ้ืนร้องไห้คร่าครวญอยู่ระงมเซ้งแซ่ และ
โดยเฉพาะพระราชธิดาทท่ี อดกายนอนกรรแสงเปน็ ลมกันยกใหญ่ ณ เวลาน้ันประดุจตน้ ไม้ใหญ่ท่ีถูกลมพายุพัด
ตน้ และกง่ิ ก้านหักลน้ ราบ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ (ไต) เม่ือ เมื่อวันอาทิตย์
เดอื น 11 แรม 5 ค่า ปีจอ ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที (0 นาฬิกา 45 นาที)
ท่ีพระที่น่ังอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต นายแพทย์วิบูล วิจิตรวาทการ นักเขียนเชิงประวัติศาสตร์ ได้ให้
ความเห็นระบุโรคที่เป็นไปได้ คือ โรคนิ่วในไต, โรคไตอักเสบ จากการติดเช้ือ และโรคไตชนิด Chronic
Glomerulonephritis อันเกิดจากต่อมทอนซิลอักเสบฉับพลัน ด้วยพระโรควักกะพิการซ่ึงแสดงอาการเม่ือ
พ.ศ. 2447 - 2448 เม่อื พระองค์สวรรคตมีพระชนมายุได้ 58 พรรษา รวมครองราชยส์ มบัติ 42 ปี
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาฯก็ทรงประชวรพระวาโย(เป็นลม)มีอาการชักกระตุกตามมาและหมดสติ
หมอต้องรีบถวายยาฉีดจากนั้นพนักงานได้ทูลเชิญข้ึนบนพระเก้าอ้ีแล้วหามกลับพระต่าหนักสวนสี่ฤดู ส่าหรับ
สมเด็จพระนางเจ้าสวา่ งวฒั นาก็ทรงพระประชวรพระวาโยล้มลงพระกรรแสงยกใหญ่มิได้สติ ข้าหลวงต้องเชิญ
ข้ึนพระเก้าอ้ีหามกลับต่าหนักสวนหงส์ เห็นจะมีพระนางเจ้าสุขุมาลฯที่ยังทรงคลุมพระสติได้แตย่ ังพระกรรแสง
นั่งเป็นประธานอยู่ปลายพระแท่นพระบรมศพ เจ้าจอมมารดาชุ่มและพระธิดาทั้งสองฟุบลงกับพ้ืนร้องไห้เสียง
ระงม เจ้าจอมเอิบคนโปรดมาอยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้า
สายสวลี ก็ทรงพระกรรแสงประทบั ราบเกาะพระแท่นจบั พระหตั พระเจา้ อยูห่ วั โดยตลอด
พระบรมโอรสาธิราชฯ(พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั )ข้นึ ครองราชย์
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุฯเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ให้เสด็จ
กลับลงไปช้ันล่าง ประทับห้องแป๊ะต๋ง พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าโดยมีเสนาบดีผู้ใหญ่ องคมนตรี
ข้าราชการผใู้ หญ่ ผ้นู อ้ ย รอเฝ้ารับเสด็จอยู่ ณ ที่นั้น จากน้ันสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุ
ฯ ทรงคุกพระชงฆ์(คุกเข้า)ลงกราบถวายบังคมแทบพระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อัญเชิญ ข้ึนเถลิง
ถวลั ยราชสมบตั เิ ป็นพระเจา้ แผ่นดนิ องคต์ อ่ ไป
พระบรมโกศพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั
ณ พระท่ีนงั่ ดสุ ิตมหาปราสาท
มกี ารอญั เชิญพระศพพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ขน้ึ ประดษิ ฐานบนพระทน่ี ั่งดสุ ติ มหา
ปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวงั และนมิ นต์พระสงฆข์ นึ้ สดับปกรณต์ ามประเพณี พระราชาคณะชัน้ ผ้ใู หญ่
ก็ไม่สามารถกลน้ั ความเศร้าโศกอาลยั ไวไ้ ด้ ตามท่พี ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงพระราชนพิ นธ์
ไว้ในหนังสอื “ประวตั ิตน้ รัชกาลท่ี 6” ความวา่ “สมเดจ็ พระมหาสมณะเจ้า (ซึ่งเวลาน้นั ดา่ รงพระยศเปนกรม
หลวงวชิรญาณวโรรส) ตรสั กบั ฉนั พระสรุ เสยี งเครือและสอน้ื , เสด็จกรมหมืน่ ชินวรสิรวิ ัฒน์ (ซ่ึงเวลานัน้ ดา่ รง
พระยศเปนพระองคเ์ จา้ พระสถาพรพริ ยิ พรต) ทรงสวดไมใ่ คร่จะออก, สมเดจ็ พระวันรัตน (ฑติ ) วัดมหาธาตุ,
เสยี งเครอื จวนๆ จะเอาไมอ่ ย,ู่ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธ)ิ์ วดั อรณุ สวดพลางน้า่ ตาไหลพลาง, และสอนื้
ด้วย, และสมเดจ็ พระวนั รตั น (จ่าย, เวลานน้ั เปนพระธรรมวโรดม) วดั เบญจมบพิตร,์ รอ้ งไห้อยา่ งคนๆ ทเี ดยี ว”
หลงั จากนน้ั มกี ารอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานการ แลว้ จัดใหม้ กี ารพระราชพธิ ี บ่าเพญ็ พระราชกุศล
เปน็ ประจ่าทกุ วัน บนพระทนี่ ่ังดสุ ิตมหาประสาทภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระบรมวงศ์เสด็จมา
บ่าเพญ็ พระกศุ ล แต่ละวนั จะมีการสวดพระอภิธรรม จากพระอารามหลวง
การถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู ัว ณ พระเมรทุ ้องสนามหลวง
เดอื นมนี าคม รัตนโกสนิ ทรศก 129 (พ.ศ.2453) มี ขั้นตอน ดงั น้ี
พระราชพธิ อี ญั เชญิ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประดษิ ฐานบนพระยานมาศสามลาคานที่หนา้ พระท่นี ง่ั ดสุ ิตมหาปราสาท
ขน้ั ตอนที่หนึง่ เริ่มจากเชิญพระบรมศพลงจากพระท่ีนงั่ ดุสติ มหาปราสาท ออกประตูศรสี นุ ทร ประตู
เทวาภริ มย์ไปตามถนนมหาราช เล้ียวถนนเชตุพน เลี้ยวข้ึนถนนสนามไชย ไปทรงพระมหาพิชัยราชรถ ซึ่ง
ประทับคอยอยู่หน้าพลับพลาวัดพระเชตุพน กระบวนนี้ พระบรมศพทรงพระยานมาศสามลาคาน ปักนพ
ปฎลเศวตรฉัตร มีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงประคองพระบรมโกศและทรงพระราชยานกงทรงโยงทรง
โปรยกบั พระสงฆน์ า พร้อมดว้ ยกระบวนพระราชอิสริยยศ เคร่ืองสูง สังข์ แตร กลองชนะ มโหระทึก และคู่
แห่ราชการ นายทหารบกทหารเรือตารวจมหาดเล็กนาและกรมทหารราบท่ี 1 รักษาพระองค์ (ใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ตามแซง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนิน
พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ในกระบวนน้ีโดยมีทหารบกยิงปืนใหญ่นาทีละนัด จนกระบวนถึง
พระบรมมหาราชวัง ระหว่างอัญเชิญพระบรมศพน้ันฝนตกลงมาตลอด "... พวกราษฎรเอาเส่ือไปปูน่ังกิน
เป็นแถวตลอดสองข้างทาง จะหาหน้าใครท่มี แี มแ้ ต่ยม้ิ ก็ไมม่ ีสกั ผเู้ ดียว ทุกคนมแี ต่เค้าน้าตาไหลอย่างตกอก
ตกใจด้วยไม่เคยรู้รส อากาศมืดครึ้ม มีหมอกขาวลงจัดเกอื บถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่า นี่แหละ
คือหมอกชุมเกตุ ท่ีในตาราเขากล่าวถึงว่า มักจะมีในเวลาท่ีมีเหตุใหญ่ๆ เกิดขึ้น ไม่ช้าก็ได้ยินเสียงป่ีใน
กระบวน เสียงเย็นใสจับใจมาแต่ไกลๆ แล้วได้ยินเสียงกลองรับเป็นจังหวะใกล้เข้ามาๆ ในความมืดเงียบ
สงัด ที่มดื เพราะต้องตัดสายไฟฟ้าบางตอนให้พระบรมโกศผ่านได้ และท่ีเงียบก็เพราะไม่มใี ครพูดจากันว่า
กระไร ......
การประกอบพระโกศทองใหญพ่ ระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
บนยานมาศสามลาคานทีห่ นา้ พระทนี่ ง่ั ดสุ ติ มหาปราสาท
ข้ันตอนท่ีสอง พระยานมาศสามลาคาน เทียบกับเกรินบันไดนาค เชิญพระบรมศพขึ้นทรงพระมหา
พิชยั ราชรถ มพี ระสงฆท์ รงราชรถนาพรอ้ มด้วยกระบวนราชอิสรยิ ยศเช่นกระบวนที่ 1 พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ตามเหมือนกัน แต่มีเสนาบดี เจ้าผู้ครอง
ประเทศราช ราชทตู ผ้แู ทนรฐั บาลตา่ งประเทศกบั ข้าราชการผ้ใู หญ่ผูน้ อ้ ยสมทบตามเสด็จดว้ ยกระบวนหนา้
เพิ่มกระบวนทหารบกนา กระบวนหลังเพิ่มกระบวนทหารเรือแซงตาม ต่อกรมทหารราบท่ี 1 รักษา
พระองค์ และเดนิ ตามเปน็ ตอนหมขู่ ้าราชการในที่สดุ เดนิ กระบวนจากหน้าวัดพระเชตุพนไปตามถนนสนาม
ไชย เลีย้ วถนนราชดาเนินใน ประทับพระมหาพชิ ัยราชรถหน้าพระเมรุดา้ นตะวันออก
กระบวนแหพ่ ระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานบน
พระมหาพชิ ัยราชรถประกอบดว้ ยเครอื่ งสงู เตม็ ยศกระบวนแห่ 4 สาย
ขั้นตอนท่ีสาม เชิญพระบรมศพจากพระมหาพิชัยราชรถเข้าแห่เวียนพระเมรุ 3 รอบ กระบวนน้ี
พระบรมศพทรงพระยานมาศสามลาคาน ปักนพปฎลเศวตรฉัตร มีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงประคอง
พระบรมโกศและทรงพระยานกงโยง โปรย กับพระสงฆ์นาพร้อมด้วยกระบวนพระราชอิสริยยศเหมือน
กระบวนท่ี 1 แต่แบ่งให้น้อยพอจุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดาเนิน พร้อมด้วยพระบรม
วงศานวุ งศ์ ไมม่ ีข้าราชการตามในกระบวนน้ี
พระเมรุมาศใน พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
ขั้นตอนท่ี 4 ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระเมรุมาศใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 เป็นต้นแบบพระเมรุมาศแบบใหม่ครั้งแรกของ กรุงรัตนโกสินทร์ โดยขณะที่ทรง
ดารงพระชนม์อยู่ ได้พระราชทานพระราชกระแสรับส่ังถึงการพระบรมศพของพระองค์ไว้ว่า“แต่ก่อนมา
ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซ่ึงคนไม่เคยเห็นแล้วจะนึกเดาไม่ถูกว่าโตใหญ่เพียงไร
เปลืองทงั้ แรงคนและเปลอื งทั้งพระราชทรพั ย์ ถ้าจะทาในเวลาน้ดี ูไม่สมกับการทเี่ ปลย่ี นแปลงของบ้านเมือง
ไมเ่ ป็นเกยี รติยศยืดยาวไปได้เท่าใด ไมเ่ ป็นประโยชน์แก่คนท้ังปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพ
ท่านผูม้ ีพระคุณ หรือผูม้ บี รรดาศกั ดิ์ใหญ่ อนั ควรจะได้มีเกยี รติยศ ฉนั กไ็ มอ่ าจจะลดทอน ด้วยเกรงวา่ คนจะ
ไมเ่ ข้าใจว่า เพราะผูน้ ั้นประพฤติไม่ดอี ย่างหนง่ึ อย่างใด จึงไม่ทาการศพให้สมเกียรติยศซ่ึงควรจะได้ แต่เมื่อ
ตัวฉันเองแล้วเห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องอันใด เป็นถ้อยคาท่ีจะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้น
เสยี ปลกู แต่ทเี่ ผาอนั พอสมควร ณ ทอ้ งสนามหลวง แลว้ แต่จะเห็นสมควรกันต่อไป”
ทาไมถึงมีการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั 2 คร้ัง
พธิ ีถวายพระเพลงิ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อย่หู วั
พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 แห่งมหาราชวงศ์จักรี ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันท่ี 16 มีนาคม 2453 และถวายพระ
เพลิงพระบรมศพจรงิ ในเวลา 01.00 น.วนั ที่ 17 มีนาคม 2453 เรยี กวา่ งานออกพระเมรุ
นนทพร อยู่ม่ังมี เคยยกพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ที่ทรง
บันทึกเกี่ยวกับท่ีมาและความแพร่หลายของพิธีน้ีมาเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพ
เจ้านาย” ตอนหน่ึงว่า“แท้จริงเปนความคิดของพวกเจ้าพนักงานเผาศพหลวงในตอนปลาย ๆ รัชกาลที่ 5 เพื่อ
มิให้ผู้ที่ไปช่วยงานเผาศพเดือดร้อนร่าคาญเพราะกลิ่นแห่งการเผาศพ ในเวลาที่ท่าพิธีพระราชทานเพลิงจึ่งปิด
ก้นโกษฐ์หรือหีบไว้เสีย และคอยระวังถอนธูปเทียนออกเสียจากภายใต้เพื่อมิให้ไฟไหม้ข้ึนไปถึง ต่อตอนดึกเมื่อ
ผู้คนท่ีไปช่วยงานกลับกันหมดแล้วจ่ึงเปิดไฟและท่าการเผาศพจริง ๆ ในเวลาที่เผาจริง ๆ เช่นว่าน้ี มักมีพวก
เจ้าภาพอยทู่ ่ีเมรุบ้าง จง่ึ เกิดนกึ เอาผ้าทอดใหพ้ ระสดัปกรณบ้างตามศรทั ธา ดงั น้จี ง่ึ เกดิ เปนธรรมเนียมขึ้นวา่ ผู้ท่ี
มิใช่ญาติสนิธให้เผาในเวลาพระราชทานเพลิง ญาติสนิธเผาอีกคร้ัง 1 เม่ือเปิดเพลิง กรมนเรศร์เปนผู้ท่ีท่าให้
ธรรมเนียมน้ีเฟื่องฟขู ึ้น และเปนผู้ต้ังศัพท์ ‘เผาพิธี’ และ ‘เผาจริง’ ขึ้น เลยเกิดถือกันว่าผู้ท่ีเปนญาติและมิตร์
จริงของผู้ตายถ้าไม่ได้เผาจรงิ เปนการเสยี ไป และการเผาศพจ่ึงกลายเปนเผา 2 ครั้ง”
ท้ังน้ี งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นงานระดับ
พระมหากษตั รยิ พ์ ระองค์แรกทไี่ ด้รบั การถวายพระเพลงิ ตามธรรมเนยี มน้ี
กระบวนแหพ่ ระบรมอฐั พิ ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ขน้ั ตอนท่ีห้า กระบวนน้ี พระบรมอัฐิทรงพระท่นี ัง่ ราเชนทรยาน แตพ่ ระเมรุมาศมาประทบั เกยหนา้
พระท่ีน่ังอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท พระอังคารทรงพระท่ีนั่งราเชนทรยานน้อย องค์รองมาประทับเกย
พลับพลาเปลื้องเครื่องหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มกี ระบวนพระอิสริยยศเต็มท่ีอย่างกระบวนที่ 1 แต่
ไม่มีนาลิวันและพระยาม้าต้น เสด็จพระราชดาเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ตามในกระบวนน้ี แล้ว
พระบรมอัฐทิ รงพระราชยานผูก 4 แต่เกยหลังพระท่ีนั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ไปประทับที่หน้าอัฒจันทร์
พระท่ีนัง่ ดสุ ติ มหาปราสาทด้านตะวันออกมุขเหนอื พระอังคารทรงพระราชยานผูก 4 แตเ่ กยหลังวัดพระศรี
รัตนศาสดารามเข้าไป ณ พทุ ธปรางคป์ ราสาท (ปราสาทพระเทพบดิ ร)
ข้ันตอนท่ีหก เชิญพระบรมอัฐิแต่พระที่น่ังดุสิตมหาปราสาททางเกยพระท่ีนั่งอาภรณ์พิโมกข์
ปราสาทไปตามหน้าห้องกรมพระอาลักษณ์ ไปประทับเกยตรงอัฒจันทร์พระท่ีน่ังจักรีมหาปราสาททาง
ตะวันออก เชญิ พระบรมอฐั ขิ นึ้ ประดิษฐานท่ีพระท่ีนั่งจกั รีมหาปราสาทน้ัน
ข้ันตอนท่ีเจ็ด เชิญพระอังคารแต่วัดพระศรีรัตนศาสดารามออกประตูวิเศษไชยศรี เล้ียวถนนหน้า
พระลาน ถนนราชดาเนินใน ถนนราชดาเนินกลาง ถนนราชดาเนินนอก ถนนเบญมาศ ถนนดวงตะวัน
(ถนนศรอี ยุธยา) ถึงหน้าวัดเบญจมบพิตร เชญิ พระองั คารบรรจุฐานพระพทุ ธชินราชในพระอโุ บสถ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ท่ีทรงเป็นที่เคารพรักของทวยราษฎร์
เนื่องจากพระราชกรณียกจิ ต่างๆ ของพระองค์ไดท้ าให้ประชาชนมชี วี ติ อย่อู ยา่ งร่มเย็นเปน็ สขุ คงเอกราชนา
ชาติ รอดพ้นภัยจากการตกเมืองข้ึนของตะวันตก เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่รักษาเอก
ราชของชาติไว้ได้ พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งในการวางรากฐานปรับปรุงเปล่ียนแปลงประเทศไทย
ให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจานวนมาก ด้วย
สายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงริเริ่มพระราชกรณียกิจที่
สาคัญ ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯ กลายเป็นรากฐานสาคัญให้กับประเทศ
ไทยมาจนถึงทกุ วนั นี้
……………………………………………………………………..
แหลง่ ขอ้ มูลอา้ งองิ
จดหมายเหตคุ วามทรงจ่า กรมหลวงนรินทรเทวี.พรนคร: องคก์ ารค้าคุรุสภา,2516.
จิรวัฒน์ อุตตมะกุล, สมเด็จพระภรรยาเจ้าและสมเดจ็ เจ้าฟ้าในรชั กาลท่ี 5, ส่านกั พมิ พ์มติชน, 2546 ,
ทิพยากรณ.์ เจา้ พระยา.พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสินทร์.พระนคร: หอสมุดแห่งชาต,ิ 2506.
พระราชพงศาวดาร ฉบบั พระราชหตั ถเลขา, กรุงเทพฯ : สา่ นักวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ กรมศลิ ปากร,
2548.
พระราชพธิ ีสมโภชกรงุ รตั น์โกสินทร์ครบ 200 ปี และพระราชพิธีสมโภชหลักเมอื ง, ส่านักงานสง่ เสรมิ สรา้ ง
เอกลกั ษณข์ องชาติ, 2554.
พลาดศิ ยั สิทธิธญั กิจ.พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั .MBA.
กรงุ เทพมหานคร.2536
ราชกจิ จานุเบกษา, ขา่ วสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว, เล่ม 27, 2453.
วุฒิชยั มลู ศิลป์ และคณะ, พระมหากษตั รยิ แ์ ห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร,์ อลั ฟา่ มเิ ล็นเนียม
เสทื้อน ศุภโศภณ. ประวัตศิ าสตร์ไทย ฉบบั พฒั นาการ. พระนคร: อกั ษรเจริญทศั น์,2506.
วกิ พิ เิ ดีย สารานุกรมเสรี
WWW.GOOGLE.COM
www.moe.go.th
www.rimkhobfabooks.com
www.rungnapa-astro.com
www.thailaws.com
www.tungsong.com
https://www.baanjomyut.com
https://www.facebook.com
https://www.newtv.co.th
ttps://www.rabbittoday.com
http://www.rungnapa-astro.com
https://www.sac.or.th
https://www.sanook.com
https://www.silpa-mag.com
https://www.thairath.co.th
https://www.tnews.co.th
https://www.youtube.co
https://sites.google.com
https://teen.mthai.com
https://scoop.mthai.com
https://th.wikipedia.org
https://goodlifeupdate.com
ขอขอบคณุ เนอ้ื หาและภาพจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ