The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุนทรภู่ ฉบับพัฒนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2023-06-15 09:36:44

สุนทรภู่ ฉบับพัฒนา

สุนทรภู่ ฉบับพัฒนา

ชีวประวัติสุนทรภู่ (ฉบับพัฒนา) ผู้เรียบเรียง นายประสาร ธาราพรรค์ สุนทรภู่ UNESCO ยกย่องท่าน มีผลงาน ล้วนเลิศล ้า เหมาะสมัย บุคคลส้าคัญ ของโลก เกียรติเกริกไกร ทั่วเมืองไทย ล้วนยกย่อง ก้องธรณี บิดาท่าน ขุนศรีสังหาร ชาวระยอง ท้ามัวหมอง ต้องมาบวช หลบภัยหนี มารดาท่าน นามว่าช้อย ชาวเพชรบุรี ต้าแหน่งมี เป็นแม่นม เจ้าในวัง เกิดรัชสมัย รัชกาลที่ 1 วังหลังธนบุรี ประวัติมี น่าศึกษา เปี่ยมมนต์ขลัง


การศึกษา เริ่มวัดชีปะขาว วัดชื่อดัง ต่อวัดระฆัง วัดโมลีโลกย์ ครบกระบวน เริ่มรับราชการ เป็นเสมียน นายระวาง ท้าทุกอย่าง ด้านที่ดิน พระคลังสวน อายุ 18 แต่งโคบุตร ยอดส้านวน เรื่องสมควร ถวายพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ ภรรยาคนแรก ของท่าน นั นชื่อจัน มีลูกด้วยกัน นามชื่อพัด ตามประสงค์ ภรรยาคนที่สอง ชื่อนิ่ม รักมั่นคง กุศลส่ง ลูกชื่อตาบ น่ายินดี ภรรยาใหม่ คนที่สาม ท่านชื่อม่วง มีพลพวง ลูกชื่อนิล ตามวิถี ความรักท่าน มากปัญหา เพราะราคี ท้ายชีวี หมดที่พึ่ง ใครดูแล รับราชการ รุ่งเรือง รัชกาลที่ 2 ชนยกย่อง สร้างผลงาน เยี่ยมจริงแท้ ช่วงชีวิต สุดรุ่งโรจน์ ไม่ผันแปร ท่านแน่วแน่ สร้างผลงาน เลื่องลือไกล รัชกาลที่ 3 ชีวิตท่าน ถึงตกอับ จากผลลัพธ์ ท่านท้าไว้ เกินขานไข


จ้าต้องบวช รักษ์ชีวิต หนีราชภัย พอแก้ได้ รอดชีวิต ไม่ร้าวราน กลับรุ่งเรือง อีกครั ง รัชกาลที่ 4 ท่านโชคดี รับต้าแหน่ง พระสุนทรโวหาร จางวางกรม พระอารักษ์ ตามสายงาน หลายเหตุการณ์ ชีวประวัติ ดูอัศจรรย์ ค้าประพันธ์ กาพย์ โคลง กลอน แต่งดีเลิศ สุดประเสริฐ ผูกเรื่องราว ล้วนสร้างสรรค์ ผลงานท่าน มีคุณค่า นิจนิรันดร์ ทั่วเขตขัณฑ์ เรียนรู้กัน ทั งแผ่นดิน สุนทรภู่ อยู่กรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ สิ่งชอบเสพ คือเมรัย ใจถวิล เรื่องความรัก มักหลงใหล เป็นอาจิณ ภาษาศิลป์ ท่านเป็นหนึ่ง ทั่วปฐพี สุนทรภู่ ถึงแก่กรรม ไร้หลักฐาน เป็นต้านาน อัครบุรุษ เปี่ยมราศี ความสามารถ ท่านยอดเยี่ยม ปฏิภาณกวี สดุดี รัตนกวี ศรีชาติไทย ................................................ ผู้ประพันธ์ นายประสาร ธาราพรรค์


ชีวประวัติสุนทรภู่ 26 มิถุนายน วันคล้ายวันเกิด ของสุนทรภู่รัตนกวีเอกสี่แผ่นดินของชาติไทย กวีที่อยู่ในหัวใจของคนไทยทั งชาติ ผลงานค้าประพันธ์ อันหลากหลายของท่าน ยังคงตราตรึงอยู่ใน ความทรงจ้าของคนทั่วไป ในปี พ.ศ.2529 ซึ่งครบรอบ 200 ปีสุนทรภู่ท่านได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลส้าคัญของโลก ชีวประวัติของสุนทร ภู่หากเราพิจารณาจะมีสิ่งต่าง ๆ ที่น่าศึกษาและสมควรเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งใน ฐานะที่ท่านเป็นรัตนกวีเอกของไทยและคนส้าคัญของโลก


ท่านจะพบกับค้าตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวประวัติของสุนทรภู่ - สุนทรภู่คนจังหวัดใดกันแน่ ระยอง เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา หรือกรุงเทพฯ - บิดา มาดา ของสุนทรภู่คนจังหวัดใด - สุนทรภู่เข้ารับการศึกษาที่ใด - ชีวิตครอบครัวสุนทภู่ มีภรรยา และบุตร จ้านวนเท่าใด - เหตุใดสุนทรภู่ต้องบวช บวชและศึกกี่ครั งกันแน่ - แปลก สุนทรภู่ ถึงแก่กรรมที่ไหน เมื่อไร ไม่มีหลักฐาน สุนทรภู่เกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2329 ตรงกับวันจันทร์ เดือน 8 ขึ น 1 ค่้า ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 8.00 น. ซึ่งเขียนเป็นดวง ชะตาได้ดังนี


ดวงชะตาสุนทรภู่ ณ เวลาแห่งสุนทรภู่เกิดนั น พระพฤหัสบดี (๕) อยู่ราศีเมษ อาทิตย์(๑) จันทร์(๒) พุธ(๔)ทั ง ๓ พระเคราะห์นี รวมอยู่ในราศีเมถุน อังคาร (๓) และศุกร์ (๖) ต่างอยู่ในราศีกรกฎ ทั ง ๒ พระเคราะห์ เสาร์(๗) และราหู(๘) อยู่ในราศีมังกร ด้วยกัน จากดวงชะตาของสุนทรภู่ เทพ สุนทรศารทูล กล่าวไว้ดังนี เทพ สุนทรศารทูล


ลัคนาอยู่ราศีกรกฎ อังคารศุกร์กุมลัคน์ เสาร์ราหูเล็งลัคน์ พฤหัสบดีอยู่ ราศีเมษ จันทร์กดุมภะเป็นวินาศแก่ลัคนา และจันทร์ มีดาวพุธเป็นมิตร ซึ่ง ท้านายได้ดังนี อังคารกุมลัคน์ ท่านว่าเป็นผู้มีอายุยืน ดาวศุกร์ กุมลัคน์ ท่านว่า เป็นผู้มีอารมณ์แรงทางด้านกามารมณ์ มีเสน่ห์แก่เพศตรงข้าม เสาร์เล็งลัคนาอยู่ ในราศีมังกรเป็นดาวเกษตร ท่านว่าจะมีทุกข์โศกเพราะคู่ครองหาความสุขไม่ได้ ดาวราหูคู่มิตรร่วมกับดาวเสาร์เช่นนี ยิ่งมีพลังแรงมากใน ทางให้ทุกข์ให้โทษ ดวง ชะตาอย่างนี ท่านเรียกว่าดวงแตก ขึ นแล้วตกไม่รุ่งโรจน์อยู่นานดีแล้วต้องได้ชั่ว ชั่วแล้วต้องได้ดี ดาวพฤหัสอยู่ราศีเมษแสดงว่าเป็นผู้มีสติปัญญาสูง ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวที่เด่นมากในดวงชะตา ท้าให้เป็นบุคคลที่มีคนเคารพนับถือโดยทั่วไป เป็นนักปราชญ์อาทิตย์ เป็นดาวกาลกิณีเป็นวินาศแก่ลัคนา ต้องพลัดพรากจาก พ่อหรือ แม่เมื่อเยาว์ จันทร์กดุมภะเป็นวินาศกับลัคนา แสดงว่าเป็นผู้ใช้เงิน เติบเก็บไม่อยู่จันทร์มีพุธ เป็นมิตร แสดงว่าผู้นั นเป็นผู้มีความรู้ในทางการพูด และ การเขียน แต่จันทร์กับพุธวินาศกับลัคนาท้าให้ความรู้ความสามารถพิเศษท้าลาย ตนเองได้ นอกจากนั น นายระวัง ชวนเชย ได้กล่าวถึงชะตาของสุนทรภู่ดังนี เจ้า ชะตามีดวงจันทร์ (๒) เป็นเจ้าเรือนและจันทร์เอง ไปอยู่ภพวินาศเรือนพุธ (๔) ได้ คู่มิตร (๒,๔) เท่ากับตนุ วินาศ ดาว (๒,๔) แปลได้ความว่าต้าแหน่งหน้าที่ของเจ้า ชะตา (ตนุ) มีขึ นอย่างไม่คาดฝันหรือมีขึ นอย่างง่าย ๆ คราวนี มาพิจารณาดูภพกัม มะ กัมมะ หมายถึง การงานอาชีพ ภาระหน้าที่ ขณะที่ท่าน ภู่เกิดดาวพฤหัสบดี (๕) รออยู่เหนือศีรษะพอดี ดาวดวงนี ได้ ต้าแหน่งราชาโชค หมายถึง ความโออ่า เจ้าส้าราญ ความเด่นดังมีหน้าตาเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เมื่อพฤหัสบดีอยู่เรือน อังคาร (๓) และอังคารเองไปอยู่ ตนุ (ลั) จับคู่กับดาวศุกร์ (๖) ได้คู่มิตรศุกร์เอง ได้ต้าแหน่งราชาโชคอีกดวง เมื่อดาวสองดวงให้คุณแก่ลัคนา ท่านภู่ก็เลยดัง


ระเบิด หลุดจากภพกัมมะมาดูภพปัตนิ ปัตนิแปลว่าคู่ครอง ความรักเพศตรง ข้าม ฝ่ายตรงข้าม ในดวงชะตาเสาร์ (๗) ราหู (๘) ครองอยู่ในราศีเดียวกัน ดวง ชะตา ของผู้ใดก็ตาม ถ้ามีดาวคู่มิตร (๗,๘) อยู่ในภพปัตนิชาตินี ทั งชาติไม่ต้อง กลัวว่าจะหาเมียไม่ได้ มีเป็นเข่งกิโลมันน้อยไป ราหูมาจากภพมรณะ แปลว่า ความตายความสูญเสีย ความพลัดพรากเมื่อมาอยู่ในภพปัตนิเท่ากับมรณะ ปัตนิ ดาว ๗,๘ หมายความว่า ความตาย ความสูญเสีย ความพลัดพราก เมียของท่าน ภู่ไม่มีใครคนไหนอยู่ด้วยกันยืดเยื อจนแก่เฒ่า ตายจากกันไปสักคน สุนทรภู่..คนจังหวัดใดกันแน่ ! สถานีรถไฟบางกอกน้อย


ส้าหรับสถานที่ที่สุนทรภู่เกิดนั น ก.ศ.ร.กุหลาบได้กล่าวไว้ใน หนังสือสยาม ประเภท "ขุนสุนทรโวหาร(ภู่)เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) บ้านมีอยู่หลังป้อมวัง หลัง เป็นสะเตชั่นรถไฟสายเพชรบุรี ปัจจุบันคือบริเวณโรงพยาบาล ศิริราช หรือวังหลังเดิมและสถานีรถไฟบางกอกน้อยสายใต้นั่นเอง สุนทรภู่สมควรเป็นคนจังหวัดใด จะขอยกบทสรุปของค้าตอบที่สรุป “สุนทรภู่ คนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนระยอง” ของนักวิชาการ 3ท่านดังนี สุจิตต์ วงษ์เทศ 1. สุจิตต์ วงษ์เทศ ให้ข้อคิดดังนี “ผู้อ่านหลายท่านสอบถามผมว่าสุนทรภู่ น่าจะเป็นคนที่ไหนมากที่สุด ผมก็ตอบง่าย ๆ ว่า สุนทรภู่เกิดที่วังหลัง และ สุนทรภู่ก็เป็นคนฝั่งธนบุรี แถว ๆ โรงพยาบาลศิริราช หรือ แถวๆ ซอยวังหลัง หรือซอยบ้านช่างหล่อนี่แหละครับ” (สุจิตต์ วงษ์เทศ , หมายเหตุบรรณาธิการ, ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 7 ฉบับ ที่ 7 : พฤษภาคม 2529, หน้า 20.)


เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เนวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ให้ข้อคิดดังนี “บิดาเป็นชาวระยอง มารดา เป็นชาวเมืองเพชร ส่วนสุนทรภู่ก็เป็นชาวฝั่งธนฯ ตามทางสันนิษฐานว่าท่านเกิด ที่วังหลัง อันเป็นละแวกโรงพยาบาลศิริราชปัจจุบันนี ” (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ , ศิลปวัฒนธรรมปีที่ 7 ฉบับที่ 8 : มิถุนายน 2529, หน้า 58.)


3. รองศาสตราจารย์กมล การกุศล ให้ข้อคิดดังนี “เกิดที่ไหนก็เรียกว่าคน ที่นั่น ส่วนจะไปมีญาติโยมอยู่ที่ใดนั นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่จ้าเป็นต้องมีภูมิล้าเนา ตามญาติ จึงอยากเสนอเล่น ๆ ว่า สุนทรภู่ เป็นคนฝั่งธนบุรี” (รองศาสตราจารย์กมล การกุศล “หลานเมืองระยอง น้องเมืองเพชร , ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 7 ฉบับที่ 9 : กรกฎาคม 2529, หน้า 23.) สุนทรภู่ เกิดฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ เติบโต เล่าเรียนหนังสือ รับราชการ มี ครอบครัว ด้าเนินชีวิตเกือบทั งชีวิตที่กรุงเทพฯ เดินทางมาหาบิดาที่บ้านกร่้า ระยอง เพียงไม่กี่วัน และเมื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากมาพบบิดาแล้ว ก็ ไม่ได้มาบ้านกร่้า ระยองอีกเลย ดังนั นสุนทรภู่สมควรเป็นคนระยอง หรือ คน กรุงเทพฯ ย่อมมีบทสรุปอยู่ในตัวแล้วนั่นเอง


บิดาของสุนทรภู่เป็นคนจังหวัดใด บริเวณอนุสาวรีย์สุนทรภู่เดิมเป็นที่ตั งของวัดป่าชลธาร บิดาของสุนทรภู่นั นมีชื่อว่า ขุนศรีสังหาร(พลับ) บิดาของสุนทรภู่เป็น ชาวบ้านกร่้า เขตอ้าเภอเมืองแกลง แขวงจังหวัดระยอง รับราชการฝ่ายทหารอยู่ ในสังกัดกรมทหารล้อมวังในกรมพระราชวังสถานพิมุข ต้าแหน่งเป็นปลัดกรม ขวา กรมอาสาวิเศษซ้ายเมื่อมีสุนทรภู่บิดาได้ลาออกจากราชการกลับไปบวชที่ บ้านเดิมของตนที่บ้านกร่้าเมืองแกลง นายเปลื อง ณ นคร ได้กล่าวถึงการออก บวชของบิดาสุนทรภู่ไว้ดังนี "ที่ออกบวชแล้วไปอยู่เมืองแกลงนั น คงมีญาติอยู่ที่ นั่นบ้างแล้ว แต่ไม่ใช่เหตุผล ทางการเมือง เพราะคนระดับขุนศรีสังหารคงไม่ มีผลกระทบ กระเทือนเหมือนขุนนางระดับสูง เป็นเรื่องบาดหมางกับคนรัก คือ แม่ของสุนทรภู่มากกว่า เลยตัดสินใจจากไป "


พ.ณ. ประมวญมารค หรือหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี พ.ณ. ประมวญมารค หรือหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ให้ข้อคิดที่ แตกต่างออกไปคือ "พ่อของสุนทรภู่เป็นทหารอยู่ในวังแล้วเกิดไปท้านางก้านัลใน วังคือแม่ของสุนทรภู่ท้อง จึงต้องหลบหนีออกไปบวชด้วยเกรงพระราชอาญา จากกฎมณเฑียรบาลมากกว่า" บิดาของสุนทรภู่ได้ออกบวชจ้าพรรษาอยู่ที่วัดป่าชลธาร ต้าแหน่งเจ้า อาวาสมีฐานานุศักดิ์ เป็นที่พระครูธรรมรังสี วัดป่าชลธารนี ตั งอยู่ที่บริเวณ อนุสาวรีย์สุนทรภู่ในปัจจุบันนี แต่เนื่องจากแต่เดิมนั นบริเวณนี เป็นที่ลุ่ม เมื่อมีฝน ตกน ้าจะท่วมบริเวณวัด จึงได้ท้าการย้ายที่ตั งวัดเสียใหม่ และเรียกชื่อวัดที่ย้าย ไปตั งอยู่ที่แห่งใหม่ว่า วัดป่ากร่้า


มารดาสุนทรภู่คนจังหวัดใด เทพ สุนทรสารทูล เทพ สุนทรสารทูลกล่าวไว้ในหนังสือชีวประวัติพระสุนทรภู่(ภู่ ภู่เรือหงส์) ของท่านกล่าวว่า มารดาสุนทรภู่ ชื่อ ช้อย เป็นชาวแปดริ ว แต่หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุรัชนี (พ.ณ.ประมวลมารค) สันนิษฐานว่ามารดา ของสุนทร เป็นชาวเมืองเพชร


นายเปลื อง ณ นคร นอกจากนั นนายเปลื อง ณ นคร ได้กล่าวถึงมารดาของสุนทรภู่ดังนี "แม่ ของสุนทรภู่เป็นคนเพชรบุรีแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเข้ามาอยู่ในวังที่กรุงเทพฯ ตั งแต่เมื่อไหร่ สมัยนั นเจ้านายเชื อพระวงศ์คุ้นเคยกับทางเพชรบุรีดี ที่นึก ประหลาดใจอยู่ประการหนึ่งก็คือในเรื่องพระอภัยมณีนั น สุนทรภู่กล่าวถึง พราหมณ์ไว้ หลายแห่งรวมทั งงานเรื่องอื่นของท่านด้วย แสดงว่าต้องเคยรู้จักกับ เชื อสายข้างแม่ที่เป็นพราหมณ์อยู่เมืองเพชรมาบ้างแล้ว ชีวิตจริงของท่านคง เคยเรียนรู้จากเรื่องไสยศาสตร์จากพราหมณ์ผู้ใหญ่มาบ้างเพราะเขียนเกี่ยวกับ เวทมนต์คาถาอยู่เสมอ" มารดาของสุนทรภู่เป็นแม่นมพระองค์เจ้าจงกล พระธิดาในกรมพระราชวัง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์กับเจ้าครอก ทองอยู่ต่อมา บิดามารดาของสุนทรภู่แยกทางกันเมื่อสุนทรภู่ยังเยาว์ มารดา สุนทรภู่คงอยู่ในวังหลังต่อไป ส่วนบิดาของสุนทรภู่ได้กลับบ้านเดิมที่แกลง และ ได้บวชในเวลาต่อมา


การศึกษาของสุนทรภู่ อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่วัดชีปะขาว หรือวัดศรีสุดาราม สุนทรภู่ได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดศรีสุดารามหรือวัดชีปะขาวฝั่งธนบุรี ซึ่ง สุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในนิราศสุพรรณ บทที่ 24 ดังนี วัดปขาวคราวเริ่มรู้ เรียนเขียน ท้าสุรทสอนเสมียน สมุทน้อย เดินรวางรวังเวียน หว่างวัด ปขาวเอย เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาดิห้างกลางสวน ฯ


วัดระฆังโฆษิตาราม นอกจากสุนทรภู่จะได้ศึกษาหาวิชาความรู้ที่วัดชีปะขาวแล้ว ยังมีสถานที่ อื่นที่ท่านได้เข้ารับการศึกษาด้วยซึ่ง หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุรัชนี ได้ทรงสันนิษฐาน ว่า สุนทรภู่ได้ไปร่้าเรียน ภาษาบาลีกับพระครูวิมังคลาจารย์ วัดระฆังโฆษิตาราม เรียนอ่านหนังสือไทยกับพระพุทธโฆษาจารย์(ศรี) วัดท้ายตลาดหรือวัดโมลีโลกย์


สุนทรภู่เริ่มรับราชการครั งแรก ชีวิตวัยหนุ่มก่อนที่จะเข้ารับราชการนั น สุนทรภู่มีใจรักด้านกาพย์กลอน อาจเนื่องมาจาก ในวัยเด็กได้ซึมซับประสบการณ์ เกี่ยวกับวรรณกรรม และ ศิลปะการแสดงต่างๆ ที่เล่นกัน ในพระราชวังหลัง เช่น การขับขานวรรณคดี การ ขับเสภา การเล่นสักวา การละครฟ้อนร้า การบรรเลงมโหรีปี่พาทย์ รวมทั ง เมื่อ เติบโตขึ นได้รับการถ่ายทอดวิชาวรรณคดี และการประพันธ์จากพระภิกษุ ที่เป็น อาจารย์ สุนทรภู่ใฝ่ใจศึกษา และเพิ่มพูนประสบการณ์ในการประพันธ์ โดย รับจ้างแต่งเพลงยาวและบทดอกสร้อยสักวา คงเป็นเพราะลีลากลอนที่มีลักษณะ เฉพาะตัวและคารมที่คมคาย จึงท้าให้สุนทรภู่เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกวี และมี ชื่อเสียงมากขึ น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์)


เมื่อสุนทรภู่อายุได้ 18 ปี ได้รับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลัง สวนเรียกสามัญว่า เสมียนเดินสวน มีหน้าที่ตรวจรังวัดที่ดินและท้าโฉนดให้แก่ เจ้าของสวน เจ้าพนักงานพระคลังสวนก็จะเก็บเงินอากรตามโฉนด ปี 2348 ซึ่ง สุนทรภู่อายุเพียง18 ปีนี สุนทรภู่ได้แต่งเรื่องโคบุตรถวายพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์)พระองค์ ทรงเริ่มรับราชการในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นที่หลวงฤทธิ์นาย เวร จนกระทั่ง พ.ศ. 2323 ได้เลื่อนเป็นพระยาสุริยอภัย ผู้ส้าเร็จราชการเมือง นครราชสีมา เป็นก้าลังส้าคัญในการปราบปรามจลาจลในช่วงปลายรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาราชวงศ์ จักรีในปี พ.ศ. 2325 โปรดให้สถาปนาพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้า ฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ หลังเสร็จสงครามเก้าทัพแล้ว ทรงได้รับเลื่อนขึ น


เป็นกรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ ด้ารงพระเกียรติยศในที่กรมพระราชวังบวรสถานภิ มุข รับพระบัญชาตามแบบกรมพระราชวังหลังแต่ก่อนมา ชีวิตครอบครัวสุนทรภู่ วังในย่านวังหลังภาพในอดีต ในปี พ.ศ.2349 ขณะอายุได้ 19 ปี สุนทรภู่ได้ลาออกจากราชการกรมพระ คลังสวน มาอาศัยอยู่วังหลังกับมารดา และได้ลอบรักใคร่กับนางข้าหลวงในวัง หลังชื่อจัน ซึ่งเป็นชาวบ้านบุ ต่อมากรมพระราชวังหลังทรงทราบเรื่อง มีรับสั่งให้ น้าตัวสุนทรภู่ และนางจันมาลงโทษโบยและให้จองจ้าทั งสองไว้ สุนทรภู่ถูกจ้าอยู่ เกือบปีก็พ้นโทษ เนื่องจากกรมพระราชวังหลัง เสด็จทิวงคต ซึ่งพระองค์เสด็จ ทิวงคตเมื่อวันเสาร์ขึ น 10 ค่้า เดือนอ้าย เวลา บ่าย 4 โมง ตรงกับวันที่ 20 ธันวาคม 2349 สิริพระชนมายุ 61 พรรษา


วัดป่ากร่้า เมืองแกลง เมื่อสุนทรภู่พ้นโทษแล้ว ต่อมาได้ออกเดินทางมายังเมืองแกลง จังหวัด ระยอง เพื่อมาหาบิดาที่มาบวชอยู่ที่บ้านกร่้าเมืองแกลง และหวังที่จะบวชเพื่อลบ ล้างสิ่งอัปมงคลเคราะห์ร้ายที่กจองจ้า การเดินทางไปแกลงครั งนี เดินทางไปกับ ศิษย์รุ่นน้องสองคนคือ น้อยกับพุ่ม และมีนายแสงเป็นคนน้าทางออกจาก กรุงเทพฯ เดือนมิถุนายน 2350 เดินทาง 13 วัน ถึงแกลงได้พบบิดา คือพระครู อรัญธรรมรังสีสุนทรภู่ ในตอนแรกคิดว่าจะบวชอยู่กับบิดาแต่ไม่ได้บวช เพราะ เจ็บป่วย และรับประทานอาหารพื นบ้านไม่ได้ ดังค้าประพันธ์ของสุนทรภู่ที่ กล่าวไว้ในนิราศเมืองแกลงดังนี


เวลาเช้าก็ชวนกันออกป่า มันโม้หมาไล่เนื อไปเหลือหลาย พอเวลาสายัณห์ตะวันชาย ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง ทั งแย้บึ งอึ่งอ่างเนื อค่างคั่ว เขาท้าครัวครั นไปปะขยะแขยง ต้องอดสิ นกินแต่ข้าวกับเต้าแตง จนเรี่ยวแรงโรยไปไม่ใคร่มี สุนทรได้เดินทางจากแกลงกลับมาอยู่กรุงเทพฯ อีกครั ง และไม่เคย กลับไปแกลง ระยองอีกเลย ต่อมาพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ได้ทูลขอให้เจ้าครอกทอง อยู่ พระชายา ในกรมพระราชวังหลัง ทรงเป็นธุระสู่ขอนางจันให้กับสุนทรภู่ ใน ปี 2350 บิดาของนางจันเกรงใจเจ้าครอกทองอยู่จึงยอมยกนางจันให้กับสุนทรภู่ สุนทรภู่อยู่กินกับนางจันไม่นานก็เกิดการทะเลาะวิวาทกับนางจัน พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ต่อมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2350 สุนทรภู่ได้เดินทางตามเสด็จพระองค์ เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จกรมพระราชวังหลัง (สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์) ไปนมัสการพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี และได้แต่ง


นิราศพระบาทในคราวนี ด้วยการไปนมัสการพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี ยัง เป็นระยะที่ไม่ได้คืนดีกัน สุนทรภู่ได้เขียนคร่้าครวญถึงแม่จันเอาไว้ในนิราศพระ บาทหลายตอน เห็นจันทน์สุกลูกเหลืองตลบกิ่ง แมงภู่บินร่อนร้องประคองหวง พฤกษาพ้องต้องนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทน์ให้หวั่นใจ แมงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นั่งพินิจนึกน่าน ้าตาไหล เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองพี่เคืองเรา อีกตอนหนึ่งในนิราศพระบาท สุนทรภู่ยังกล่าวถึงแม่จันในท้านองว่าเกรง ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันจะขาดสะบั นลง เหมือนเขาขาด ภาพวาด เขาขาด สระบุรี พี่พูดพูดเขาขาดแล้วหวาดจิต พี่ขาดมิตรมาไกลถึงไพรสัณฑ์ นึกเฉลียวเสียวทรวงถึงดวงจันทร์ จะขาดกันเสียเหมือนเขาพี่เศร้าใจ


สุนทรภู่หลังกลับจากพระบาทสระบุรีได้กลับมาคืนดีกับนางจันอีกครั งมีลูก ด้วยกันคนหนึ่งชื่อพัด สุนทรภู่อยู่กับนางจันไม่นานก็เลิกล้างกันไปคงด้วยเหตุผล การเป็นนักเลงสุราของสุนทรภู่นั่นเอง สุนทรภู่ได้น้าพัดบุตรชายไปฝากตัวไว้กับ เจ้าครอกทองอยู่เป็นผู้อุปการะ ถึงแม้จะเลิกร้างกันไปแล้ว แต่สุนทรภู่ก็ยังคร้่า ครวญถึงแม่จันอยู่เสมอ โดยกล่าวแทรกเอาไว้ในนิราศเรื่องต่างๆ ที่แต่งขึ น เช่น ในโคลงนิราศสุพรรณ สุนทรภู่ได้กล่าวถึงแม่จันว่า ยนย่านบ้านบุตั ง ตีขัน ขุกคิดเคยชมจรร แจ่มฟ้า ในนิราศพระประธมก็ได้กล่าวถึงแม่จันว่า เห็นต้นรักหักโค่นต้นสนัด เป็นรอยตัดรักขาดให้หวาดไหว เหมือนตัดรักหักสวาทขาดอาลัย ด้วยเห็นใจเจ้าเสียแล้วเจ้าแก้วตา


หลังจากสุนทรภู่อย่าร้างกับนางจันไม่นานก็ได้ภรรยาใหม่อีกคนหนึ่งชื่อนิ่ม เป็นชาวสวนบางกรวย สุนทรภู่มีความสัมพันธ์กับแม่นิ่มตั งแต่ยังครองคู่อยู่กับ แม่จัน คือได้แม่นิ่มเป็นภรรยา เมื่อสุนทรภู่ถูกจ้าคุกเนื่องจากท้าร้ายญาติผู้ใหญ่ แม่นิ่มก็เป็นผู้ส่งเสียสุนทรภู่ แม่นิ่มคลอดบุตรชายชื่อตาบ และคลอดในระยะที่ สุนทรภู่จวนจะพ้นโทษหรือพ้นโทษออกมาแล้ว นางนิ่มเมื่อมีบุตรแล้วก็เริ่มเจ็บ กระเสาะกระแสะมาตลอด และถึงแก่กรรมในเวลาต่อมา และเช่นเดียวกัน สุนทรภู่ได้น้าตาบลูกชายไปฝากไว้กับเจ้าครอกทองอยู่ให้อุปการะเลี ยงดู เช่นเดียวกับพัดบุตรชายคนโต และสุนทรภู่ยังมีความรักความอาลัยนางนิ่มเป็น อย่างมาก เมื่อคราวสุนทรภู่ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม สุนทรภู่ ได้กล่าวถึงแม่นิ่มไว้ในนิราศพระประธมดังนี ถึงคลองขวางบางกรวยระรวยจิต ไ ม่ ลืม คิดนิ่มน้อ ย ล ะห้ อ ยห า เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา โ อ้ สิ น อ า ยุ เ จ้ า ไ ด้ เ ก้ า ปี แต่ก่อนกรรมน้าสัตว์ให้พลัดพราก จึงจ้าจากนิ่มน้องให้หมองศรี เคยไปมาหาน้องในคลองนี เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน ้าตา สงสารบุตรสุดเศร้าทุกเช้าเย็น ด้ ว ยเป็น ก้ าพ ร้ า แม่ชะ แง้ห า เขม้นมองคลองบ้านดูมารดา เช็ดน ้าตาโทรมซาบลงกราบกราน หลังจากนางนิ่มตายได้ไม่นาน สุนทรภู่ก็มีภรรยาใหม่ชื่อม่วง นับว่าแม่ม่วง เป็นคู่ทุกข์คู่ยากของสุนทรภู่ เพราะอยู่ด้วยกันในช่วงที่สุนทรภู่ตกอับยากจนถึง ขนาดไม่มีบ้านเรือนอาศัย จนมีบุตรชายด้วยกันกับนางม่วงคนหนึ่งชื่อนิล เมื่อ สุนทรภู่ถวายตัวแด่สมเด็จฯเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ก็ได้พาแม่ม่วงมาอยู่ที่ พระราชวังเดิมด้วย สุนทรภู่ต่อมาก็เลิกร้างกับแม่ม่วง


สุนทรภู่เบื่อหน่ายชีวิตครอบครัวและกรุงเทพฯ ได้เดินทางไป เมือง เพชรบุรี เพื่อไปท้าโดยพึ่งบารมีหม่อมบุนนาค ดังข้อความที่กล่าวไว้ในนิราศเมือง เพชร ดังนี ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาท้าไร่ท้านาท่านการุญ เมื่อเจ็บป่วยช่วยรักษาจะหาคู่ จะขอสู่ให้เป็นเนื อช่วยเกื อหนุน ยังยากไร้ไม่มีของสนองคุณ ขอแบ่งบุญให้ท่านทั่วทุกตัวตน


สุนทรภู่ได้กลับจากเพชรบุรีมาอยู่กรุงเทพฯอีกครั ง เมื่อเดือน 4 ปีระกา พ.ศ.2356 อายุได้ 27 ปี ได้กลับมาพึ่งบารมีพระองค์เจ้าปฐมวงศ์อีกครั ง จาก การสุนทรภู่ได้แต่งนิทานค้ากลอน เรื่อง โคบุตร ถวายพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ต่อมานายบุญยัง เจ้าคณะละครนอกบ้านขมิ น ได้อ่านเรื่องโคบุตร ซึ่งคนใน สมัยก่อน หากต้องการจะอ่านเรื่องของใครแต่ง ก็ต้องไปลอกเอามาอ่านเองแต่ ต้องเสียเงินให้เจ้าของบทประพันธ์นั นด้วย นายบุญยังประทับใจ ในลีลากลอน และการเดินเรื่องของสุนทรภู่เป็นอย่างมาก จึงได้ว่าจ้างให้สุนทรภู่มาร่วมคณะ ละครของตน โดยเป็นผู้เขียนบท และบอกบทละครให้กับคณะซึ่งเราจะพบ ประวัติช่วงนี ของสุนทรภู่ จากนิราศสุพรรณ โคลงบทที่ 27 เนื อหาดังนี บางมาดมิ่งมิดครั ง คราวงาน บอกบทบุญยังพยาน พยักหน้า ประทุนประดิษฐ์สถาน แทวฮ่อง หอเอย แหวนประดับกับผ้า พี่อ้างรางวัล


สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี ในปี พ.ศ.2358 สุนทรภู่ได้แต่งนิทานค้ากลอน เรื่อง พระอภัยมณี ถวายพระภิกษุเจ้าฟ้าชายมงกุฏ พระวชิรญาณภิกขุ (พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว) และเจ้าฟ้าชายจุฑามณีกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ในปี พ.ศ.2359 เกิดการทิ งบัตรสนเท่ห์กันชุกชุม จนกรมหมื่นศรี สุ เรนทร พระโอรสองค์ที่ 20 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถูก กล่าวหาเป็นผู้ทิ งบัตรสนเท่ห์ ถูกลงพระอาญาเฆี่ยนตีถึงสิ นพระชนม์ ซึ่งข้อความ ในบัตรสนเท่ห์มีดังนี


ไกรสรพระเสด็จได้ สึกชี กรมเจษฏาบดี เร่งไม้ พิเรนทรแม่นอเวจี ไป่คลาด อาจพลิกแผ่นดินได้ แม่นแม้นเมืองทมิฬ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ นอกจากกรมหมื่นศรีสุเรนทรจะสิ นพระชนม์ เนื่องด้วยบัตรสนเท่ห์แล้ว ยังมีผู้ถูกช้าระโทษถึงชีวิตด้วยเหตุนี อีกหลายราย สุนทรภู่เป็นผู้หนึ่งที่ถูกสงสัยว่า จะมีส่วนในการทิ งบัตรสนเท่ห์ สุนทรภู่เกิดความกลัวราชภัยได้หนีออกไปอยู่เมือง เพชรบุรีอีกครั งหนึ่ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ รัชกาลที่ 2 คงจะได้ทอดพระเนตรบัตรสนเท่ห์ที่สุนทรภู่เขียนขึ น จึงใดสืบเสาะหาตัว


ผู้เขียน เมื่อทรงทราบว่าเป็นสุนทรภู่ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้น้าตัว สุนทรภู่มารับราชการสุนทรภู่เข้ารับราชการมีความดีความชอบในความสามารถ ต่อกลอนของตน ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระ ราชนิพนธ์บทละคร เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางสีดาผูกคอตาย ซึ่งบทละครเดิมนั น ด้าเนินเรื่องไม่กระชับเหมาะแก่การที่จะน้าเป็นละคร ซึ่งมีข้อความดังนี เอาภูษาผูกศอให้มั่น แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่ หลับเนตรจ้านงปลงใจ อรไทก็โจนลงมา


บทพระราชนิพนธ์ตอนหนุมานเข้าแก้ไขนางสีดา ตอนเดิมมีดังนี บัดนั น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า ตัวสั่นเพียงสิ นชีวิต ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้ โลดโผนโจนตรงลงไป ด้วยก้าลังว่องไวทันที ครั นถึงจึงแก้ภูษาทรง ที่ผูกศอองค์พระลักษมี หย่อนลงยังพื นปัถพี ขุนกระบี่ก็โจนลงมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ ทรงต้องการแก้ไขบทของหนุ มานใหม่ ซึ่งสุนทรภู่ได้แก้ไขบทละครตอนนี ใหม่ดังนี บัดนั น วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย บทที่สุนทรภู่แก้นี เป็นที่พอพระทัยของรัชกาลที่ 2 อย่างยิ่ง และอีกครั ง หนึ่ง ในคราวที่รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ตอนศึกสิบขุนเป็นบท ชมรถของทศกัณฑ์ ดังนี


รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั งตระหง่าน กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ ฯ


รัชกาลที่ 2 จะทรงพระราชนิพนธ์ให้มีเนื อหาต่อไป ให้สมกับความ ยิ่งใหญ่ของราชรถทศกัณฑ์ ทรงติดขัด จึงโปรดให้สุนทรภู่แต่งต่อ ซึ่งสุนทรภู่ได้ แต่งต่อบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 ดังนี นทีตีฟองนองระลอก เคลื่อนกระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมาฯ กลอนที่สุนทรภู่แต่งขึ นถวายนั นรัชกาลที่ 2 ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง ต่อมาทรงแต่งตั งสุนทรภู่ให้ด้ารงต้าแหน่ง ขุนสุนทรโวหาร ในกรมพระอาลักษณ์ ส้าหรับต้าแหน่งขุนสุนทรโวหารนั น เทพ สุนทรศารทูล แย้งว่าน่าจะเป็น หลวง สุนทรภู่ มากกว่าเพราะต้าแหน่งข้าราชการในกรมอาลักษณ์นั น ต้าแหน่ง ขุน สุนทรโวหารไม่มี มีแต่ต้าแหน่งหลวงสุนทรโวหารเท่านั น


ท่าช้างในอดีต ท่าช้าง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชทานสถานที่ให้ สุนทรภู่อยู่ที่ ท่าช้าง ใกล้วังหลวง ซึ่งสุนทรภู่ได้กล่าวถึงบ้าน ของตนที่ท่าช้าง ในนิราศสุพรรณ บทที่ 15 ข้อความดังนี ท่าช้างหว่างค่ายล้อม แหล่งสถาน ครั งพระโกฏโปรดประทาน ที่ให้ เคยอยู่คู่ส้าราน ร่วมเย้า เจ้าเอย เห็นแต่ที่หมีได้ ภบน้องครองสงวน


สุนทรภู่รับราชการใกล้ชิดเบื องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์เสด็จไปที่ใดจะให้สุนทรภู่ตามเสด็จไป ด้วยเสมอ ดังค้าประพันธ์ที่สุนทรภู่ได้กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทอง ข้อความดังนี เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา สิ นแผ่นดินสิ นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ นเหมือนกลิ่นสุคนธ์ สุนทรภู่ถูกโทษทัณฑ์ติดคุก สุนทรภู่รับราชการมาจนถึงปี พ.ศ.2367 ก็เกิดเหตุมีอันต้องถูกโทษ ทัณฑ์ถึงจ้าคุก ด้วยเหตุที่สุนทรภู่ดื่มสุราเมามายจนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับญาติ ผู้ใหญ่ของตน ถึงขนาดสุนทรภู่ลงมือท้าร้ายร่างกายญาติผู้ใหญ่ถึงบาดเจ็บสาหัส ต่อมาก็มีฎีกากล่าวโทษสุนทรภู่ในเรื่องดังกล่าวข้างต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย ทรงทราบ รับสั่งให้จ้าคุกสุนทรภู่ไว้


จากการที่สุนทรภู่ถูกจองจ้าในคราวนี สุนทรภู่ได้แต่งกลอนนิทานเรื่องขุน ช้างขุนแผนตอนก้าเนิดพลายงาม ซึ่งจะพบเค้าเงื่อนปรากฏในเนื อเรื่องนี พรรณนาถึงลักษณะการจองจ้ากล่าวไว้ในตอนพลายงามมาหาขุนแผนที่ติดคุก และจะขอยู่ดูแลขุนแผน แต่ขุนแผนปฏิเสธและได้กล่าวถึงความล้าบากของ คุก ตารางดังนี ขุนแผนว่าจะอยู่ดูไม่ได้ ในคุกใหญ่ยากแค้นมันแสนเข็ญ เหมือนกับอยู่ในนรกตกทั งเป็น ไม่ว่างเว้นโทษทัณฑ์สักวันเลย แต่พ่อนี ท่านเจ้ากรมยมราช อนุญาตให้อยู่ทับในหับเผย คนทั งหลายนายมุลก็คุ้นเคย เขาละเลยพ่อไม่ต้องถูกจองจ้า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด้ารงราชานุภาพ


จากการที่สุนทรภู่ถูกจองจ้าในครั งนี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระ ยาด้ารงราชานุภาพ ได้สันนิษฐานว่าสุนทรภู่คงได้แต่ง นิทานค้ากลอนเรื่องพระ อภัยมณี โดยทรงอ้างอิงหลักฐานจากเนื อหาค้าประพันธ์ที่สุนทรภู่แต่งไว้ตอน ก้าเนิดพลายงาม ขุนแผนติดคุกและหาเลี ยงชีพโดยการสานกระทายขาย ซึ่งทรง ตีความว่าสุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีนั่นเอง ซึ่งค้าประพันธ์ดังนี อยู่เปล่ าเปล่ าก็จนพ้นก้ าลัง อุตส่ าห์นั่งท้ าก า รส านก ระท าย ให้นางแก้วกิริยาช่วยทารัก ขุนแผนถักขอบรัดกระหวัดหวาย ใบละบาทคาดได้โดยง่ายดาย แขวนไว้ขายทั งเรือนออกเกลื่อนไป สุนทรภู่พ้นจองจ้า สุนทรภู่ถูกจองจ้านานเท่าใดไม่มีหลักฐาน ปรากฏและเหตุที่สุนทรภู่พ้น จองจ้าก็ด้วยความสามารถทางด้านค้าประพันธ์ของตนนั่นเองทั งนี เนื่องมาจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯทรงพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทองตอน เจ้าเงาะก้าลังเล้าโลมนางรจนา ที่กระท่อมปลายนา ทรงแต่งถึงบทกลอนที่ว่า มันก็จริงกระนั นนั่นแหละ เจ้าเยาะเย้ยว่าเงาะไม่งามแงะ


ทรงติดกลอนพระราชนิพนธ์ต่อไม่ได้ จึงรับสั่งให้เสนาบดีมาถามกลอน สุนทรภู่ ถ้าหากสุนทรภู่แต่งกลอนได้พอพระทัยจะทรงอภัยโทษให้ สุนทรภู่ได้ แต่งกลอนต่อของรัชกาลที่ 2 ข้อความดังนี "แฮะ แฮะ ว่าเล่นหรือว่าจริง" เมื่อเสนาบดีน้ากลอนที่สุนทรภู่ต่อให้ทรงทราบพระองค์ก็พอพระทัย และ อภัยโทษให้กับสุนทรภู่เมื่อสุนทรภู่ได้กลับรับราชการอีกครั ง ได้โปรดเกล้าฯให้ สุนทรภู่ท้าการสอนหนังสือพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระโอรสในเจ้าฟ้า กุณฑลทิพยวดี และต่อมาสุนทรภู่ได้แต่งเรื่อง สวัสดิ์รักษาถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ใน เวลาต่อมา


พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในปี พ.ศ.2367 ตรงกับวันพุธที่ 21 กรกฎาคม แรม 11 ค่้า เดือน 8 ปี วอก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากทรงพระ ประชวรได้ 8 วัน สิริพระชนมายุได้ 58 พรรษา เสด็จด้ารงราชสมบัติอยู่ 16 พรรษา พระองค์ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันมิได้ทรงมอบ ราชสมบัติแก่ผู้ใดพระราชวงศ์และข้าราชการจึงปรึกษากันถวายราชสมบัติแก่ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในเจ้าจอม มารดาเรียมภายหลังสถาปนาเจ้าจอมมารดาเรียมเป็นสมเด็จพระศรีสุลาลัยเมื่อ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ นครองราชย์ ในปี พ.ศ. 2367 ในปี เดียวกันนี สุนทรภู่ก็ได้ออกบวช ขณะที่ท่านมีอายุได้ 38 ปี ซึ่งท่านได้กล่าวถึง การบวชของท่านไว้ในร้าพันพิลาปตอนต้นเรื่องมีเนื อหาดังนี


แต่ปีวอกออกขาดราชกิจ บรรพชิตพิศวาสพระศาสนา เหมือนลอยล่องท้องชะเลอยู่เอกา เห็นแต่ฟ้าฟ้าก็เปลี่ยวสุดเหลียวแล สุนทรภู่หนีราชภัยออกบวช พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว การขึ นครองราชย์ของรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวนั่นเอง ซึ่งในสมัยที่พระองค์ยังมีพระอิสรยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ไม่พอพระทัยเนื่องจากทรงขัดเคืองสุนทรภู่ ว่าแกล้ง ปรามาสดูถูกพระองค์หน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ส้าหรับเรื่องราวก็คือในคราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระ ราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาเพื่อน้าไปใช้ในการเล่นละคร และได้ทรงแบ่งตอน นางบุษบาเล่นธาร เมื่อคราวท้าวดาหาไปใช้บนได้พระราชทานให้พระเจ้าลูกยา


เธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงนิพนธ์ เมื่อพระองค์ทรงนิพนธ์แล้ว ก่อนจะถึงวัน จะอ่านถวายต่อหน้าพระที่นั่งรัชกาลที่ 2 ได้วานให้สุนทรภู่อ่านตรวจสอบ เสียก่อน สุนทรภู่ตรวจสอบแล้วเห็นดีในส้านวนเนื อหาที่ทรงนิพนธ์หามีที่ใด สมควรแก้ไขไม่ เมื่อถึงเวลาที่กรมหมื่นเจษฎาฯ ต้องอ่านถวายหน้าพระที่นั่ง รัชกาลที่ 2 และต่อหน้ากวีในราชส้านักเมื่อถึงตอนหนึ่งมีข้อความว่า น ้าใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหวฯ สุนทรภู่ได้ขอท้วงติงข้อความดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมแลเห็นตัวนั นแลเห็น ตัวอะไร และขอแก้ข้อความใหม่ดังนี น ้าใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหวฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตรัสสั่งให้แก้ตามที่สุนทรภู่กราบ บังคมทูล และอีกคราวหนึ่ง กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงนิพนธ์บทละครเรื่อง สังข์ทอง ตอนท้าวสามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่ เป็นค้าปรารภของท้าวสามลใน การจัดการเลือกคู่ครั งนี กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงอ่านถวายหน้าพระที่นั่ง ข้อความดังนี จ้าจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนาฯ


เจ้าฟ้ามงกุฎ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ครั นเมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์อ่านถวาย สุนทรภู่แย้งถามขึ นต่อหน้า พระที่นั่งรัชกาลที่ 2 ว่า ลูกปรารถนา นั น ปรารถนาอะไร กรมหมื่นเจษฎา บดินทร์ฯ ต้องทรงแก้ใหม่ว่า จ้าจะปลูกฝังเสียยังแล้วให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หาฯ สุนทรภู่ได้ท้าการอันมิบังควรต่อพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ถึงสอง ครั งสองคราหน้าพระที่นั่ง ท้าให้พระองค์ไม่พอพระทัยในตัวของสุนทรภู่อย่างยิ่ง และสาเหตุส้าคัญที่สุนทรภู่กล้าแสดงอาการดูหมิ่นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่น เจษฎาบดินทร์นั นสุนทรภู่คงคิดว่าพระองค์ท่านจะขึ นครองราชย์และผู้ที่สุนทรภู่ คิดว่าจะต้องขึ นครองราชย์แทนพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ คือ เจ้าฟ้ามงกุฎพระราชโอรสองค์ใหญ่ ซึ่งทรงมีสิทธิในราชบัลลังก์โดยฐานะ


ถ้าหากจะพิจารณาบทนิพนธ์ของพระยาตรัง เรื่องโคลงดั นเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จฯพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งได้นิพนธ์ขึ น ในปีพ.ศ.2351 ตอนที่พรรณนาว่าด้วยพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งมีข้อความดังนี ปางองค์อิศรราชเจ้า จอมกษัตริย์ หวังหน่อนฤบดินทร์ ธเรศท้าว ให้สืบสิริพัฒน์ พรราช เรืองพระยศอคร้าว ครอบครอง เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันโดยการที่รัชกาลที่ 2 เสด็จ สวรรคตโดยปัจจุบันและยังมิได้ทรงสถาปนาผู้ใดขึ นเป็นรัชทายาท ขณะนั นพอดี กับเจ้าฟ้ามงกุฎผนวชอยู่ ซึ่งผนวชได้ เพียง 15 วัน ในช่วงขณะนั นกรมหมื่น เจษฎาบดินทร์ทรงมีอ้านาจเป็นอันมากทางฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราช บริพารประชุมร่วมกันอันเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ นครองราชย์ เมื่อ กรม


หมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ขึ นครองราชย์ สุนทรภู่กลัวราชภัยจะมีมาถึงตน ซึ่งหนทาง ที่จะปลอดภัยที่สุดมีเพียงหนทางเดียว ก็คือการออกบวช เพราะคนในสมัยก่อน จะอโหสิกรรมให้อภัยแก่กันเมื่อบุคคลผู้นั นบวชเรียน และอีกประการกก็คือ พระบาทสมเด็จฯพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคารพพระสงฆ์มาก ถ้าบวชเป็น พระใครจะอุปถัมภ์ก็เห็นจะไม่ทรงติเตียน สุนทรภู่บวชกี่ครั งเคยสึกแล้วกลับมาบวชอีกหรือไม่ วัดระฆังโฆษิตาราม เป็นเรื่องที่แปลกอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับชีวประวัติของสุนทรภู่ คือ มี การกล่าวถึงว่าสุนทรภู่ไม่ได้บวชเพียงครั งเดียว แต่ได้บวชถึง 2 ครั ง โดยครั งแรก สุนทรภู่ได้ออกบวชในปี พ.ศ. 2367 คงบวชที่ วัดระฆังโฆษิตาราม โดยพระองค์


เจ้าประถมวงศ์เจ้านายเก่าของสุนทรภู่เป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อบวชแล้วได้จ้าพรรษาที่ วัดราชบูรณะ หรือวัดเลียบ สุนทรภู่จ้าใจต้องออกบวช ทั งๆ ที่ท่านเป็นผู้ที่ยัง เกาะติดอยู่กับสุราและนารีอย่างเหนียวแน่น ต่อมาท่านได้ออกธุดงค์ไปตามหัว เมืองต่าง ๆ เป็นระยะเวลา ประมาณ 3 ปีได้กลับมาอยู่วัดราชบูรณะอีกครั ง วัดราชบูรณราชวรวิหารหรือวัดเลียบ ปี พ.ศ. 2371 ขณะที่สุนทรภู่อยู่ที่วัดราชบูรณะหรือวัดเลียบนั นท่านเกิด อธิกรณ์กระท้าการอันไม่เหมาะสมแก่สมณะเพศ ถูกบัพพาชนียกรรมขับไล่ให้ไป


เสียจากวัด มูลเหตุที่เกิดอธิกรณ์นั น กรมพระยาด้ารงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐาน ว่าสุนทรภู่คงต้องหาเสพสุราเพราะวิสัยสุนทรภู่นั นเวลาจะแต่งกลอนถ้ามีฤทธิ์ สุราเป็นเชื ออยู่แล้วแต่งคล่องนักนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปกรได้ท้า เชิงอรรถอธิบายเพิ่มเติมพระนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระยาด้ารงราชานุภาพ ตอนนี ว่า "เห็นจะไม่ใช่เรื่องสุราเข้าใจว่าเป็นเรื่องรักผู้หญิง" เมื่อสุนทรภู่เกิดอธิกรณ์อยู่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) ไม่ได้ จึงคิดจะออกไป อยู่เสียตามหัวเมืองจึงแต่งเพลงยาว ทูลลาเจ้าฟ้ากลาง เจ้าฟ้าปิ๋ว ในเพลงยาว นั นมีค้าคร่้าครวญและถวายโอวาทแต่งเพราะดีหลายแห่ง แห่งหนึ่งว่า "นิจจาเอ๋ยเคยรองละอองบาท โปรดประภาษไพเราะเสนาะเสียง แสนละม่อมน้อมพระองค์ด้ารงเรียง ดังเดือนเคียงแข่งคู่กับสุริยา จงอยู่ดีศรีสวัสดิ์พิพัฒน์ผล ให้พระชนม์ยั่งยืนหมื่นพรรษา ได้สืบวงศ์พงศ์มกุฎอยุธยา บ้ารุงราษฎร์ศาสนาถึงห้าพัน เหมือนสององค์ทรงนามพระรามลักษณ์ เป็นปิ่นปักปกเกศทุกเขตขัณฑ์ ประจามิตรคิดร้ายวายชีวัน เสวยชั นฉัตรเฉลิมเป็นเจิมจอม จะไปจากฝากสมเด็จพระเชษฐา จงรักพระอนุชาอุตส่าห์ถนอม"


วัดภูเขาทอง อยุธยา สุนทรภู่ออกจากวัดราชบูรณะไปคราวนี กลับแต่งนิราศอีกคือ นิราศภูเขา ทอง เห็นจะแต่งเมื่อปีขาล พ.ศ.2371 เมื่อออกเรือไป กล่าวความถึงเรื่องที่ต้องไป จากวัดราชบูรณะว่า "โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหาร แต่นี นานนับทิวาจะมาเห็น หวนร้าลึกนึกน่าน ้าตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลท้ารานทาง จะยกหยิบบดีเป็นที่ตั ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง จึงอ้าลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณในสาคร"


วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง) สุนทรภู่ไปกรุงเก่าอยุธยา พร้อมด้วยหนูพัดลูกชายคนโตและคนแจวเรือ อีก 1 คน เมื่อพระสุนทรภู่ กลับจากกรุงเก่าแล้ว ในปี พ.ศ.2372 ท่านได้ไปจ้า พรรษา อยู่ ณ "วัดอรุณราชวราราม"(วัดแจ้ง) ที่วัดอรุณฯ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ ทรงฝากพระโอรสองค์กลาง "เจ้า ฟ้ากลาง" พระชันษาได้ 10 พรรษา (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบ้าราบปรปักษ์) กับโอรสน้อย "เจ้าฟ้าปิ๋ว" พระชันษา 7 พรรษา ให้พระสุนทรภู่ท้าการสอน หนังสือให้ และสุนทรภู่ได้แต่งสุภาษิตค้ากลอนขึ นถวายเจ้าฟ้าทั ง 2 พระองค์ คือ เพลงยาวถวายโอวาท"


วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ปี พ.ศ.2374 สมเด็จพพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ประทับจ้าพรรษาอยู่ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ได้ทรงชวนพระ สุนทรภู่ข้ามฝากจากวัดอรุณฯ มาจ้าพรรษา ณ วัดพระเชตุพนฯ และพระสุนทรภู่ ก็ได้มาจ้าพรรษาที่วัดพระเชตุพนฯ ตามค้าชวนของกรมพระปรมานุชิตชิโนรสฯ ปี พ.ศ.2375 พระสุนทรภู่ได้ลายแทงยาอายุวัฒนะ ได้เดินทางไปตามลาย แทงไปวัดเจ้าฟ้าอากาศนารถนรินทร์ เพื่อหายาอายุวัฒนะ โดยไปกับหนูตาบ พร้อมกับศิษย์ อีก 3 คน คือนายจัน นายมาก และนายบุนนาค แต่ไม่ได้ยา อายุวัฒนะตามต้องการ และสุนทรภู่ได้แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้าขึ น ปี พ.ศ.2375 พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระโอรสในพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้า ฯ ได้ผนวชและประทับจ้าพรรษา ณ วัดพระเชตุพน ฯ พระองค์ ทรงคุ้นเคยกับพระสุนทรภู่เป็นอย่างดี เมื่อทรงสึกลาเพศแล้วได้มาประทับอยู่วัง


ท่าพระ หรือมหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบัน ได้ชวนพระสุนทรภู่มาจ้าพรรษา ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เพื่อสะดวกแก่การที่จะทรงอุปถัมภ์ ณ วัดมหาธาตุฯ สุนทรภู่ได้แต่งกลอนเฉลิมพระเกียรติพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับ นิราศอิเหนา ตอน บุษบาถูกลมหอบ ถวายพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ต่อมา พ.ศ.2376 พระ สุนทรภู่ได้เดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในต้าบลท่าเรือ อ้าเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สุนทรภู่สึก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร(ภูเขาทอง)


Click to View FlipBook Version