The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tharaphan.prasan, 2022-10-11 09:23:16

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 3

พระราชประวัติ รัชกาลที่ 3

พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยู่หวั

รัชกาลที่ 3 แหง่ ราชวงศจ์ กั รี )งบบั ปรบั ปรงบ (

ผเู้ รยี บเรยี งนายประสาร ธาราพรรค์

พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่มีพระราชประวัติแปลกอย่างย่ิงอีก
พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเพียงราชโอรสที่เกิด
จากเจา้ จอมเทา่ นั้น แตพ่ ระองค์ได้ข้ึนครองราชย์

พระองค์มีพระราชโอรสหลายพระองค์ หากจะให้โอรสข้ึนครองราชย์ก็
สามารถกระทาได้แต่เหตบใดพระองค์จึงไม่ให้พระราชองค์ขึ้นครองราชย์ และ
ทรงเปดิ ทางใหพ้ ระอนชบ าขึน้ ครองราชย์แทนพระโอรสของพระองค์

พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจ้าอยหู่ วั พระราชกรณยี กิจทสี่ าคัญ คอื ทรง
สร้างฐานเศรษฐกจิ การค้าไทยให้รบง่ เรอื ง

พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
พระชนกเรยี ก “เจา้ สวั ” ทรงคา้ ขาย
ทรงสนบั สนนบ มีเรอื สนิ คา้ อยา่ งมากมาย
ไมท่ รงหนา่ ย พาณชิ ยศาสตร์ ชาตริ งบ่ เรอื ง
ทรงตง้ั ระบบ เกบ็ ภาษี มหี ลายอยา่ ง
ธ ทรงสรา้ ง ความเจรญิ อย่างตอ่ เนอื่ ง
ทรงหาเงนิ เขา้ ทอ้ งพระคลงั ไทยประเทอื ง
ใครมเี รอ่ื ง มาตีกลอง วนิ จิ งัยเภรี
เงนิ คา้ ขาย ใสถ่ งบ แดง ใช้ยามยาก
คราวลาบาก ใชแ้ กไ้ ข ไทยสขบ ี

รชั กาลท่ี 5 ใชเ้ งนิ นี้ ได้เตม็ ท่ี
ชบบ ชวี ี ชาติพน้ ภยั ได้อศั จรรย์
การผา่ ตัด ศลั ยกรรม ทนั สมัย
เรือกลไฟ ตอ่ ขนึ้ ใหม่ ดบจเสกสรร
พมิ พ์หนังสอื ใชแ้ ทน่ พมิ พ์ เสรจ็ เร็วพลนั
การศกึ นน้ั คณบ หญงิ โม เปน็ ตานาน
สบื ราชสมบตั ิ ม่นั มอบหมาย เจา้ ฟา้ มงกบฎ
ใจบรสิ บทธิ์ วาจาสัตย์ ชนกลา่ วขาน
ทรงปลอ่ ยวาง การครองราชย์ ลดรา้ วราญ
ทรงสรา้ งฐาน เศรษฐกจิ ไทย ไดม้ น่ั คง

......................................................

ประสาร ธาราพรรค์ รอ้ ยกรอง

พระราชประวตั พิ ระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว

พระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์
ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศหล้า
นภาลัย และสมเด็จพระศรีสบราลัย ) เจ้าจอมมารดาเรียม ( ประสูติ ณ วัน
จันทร์ เดือน 4 แรม 10 ค่า ปีมะแม ตรงกับวันท่ี 31 มีนาคม พบทธศักราช
2330 ณ พระราชวังเดิม มีพระนามเดิมว่า "พระองค์ชายทับ" แรกเริ่มแต่
ประสูติ ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดารง
ฐานันดรศักด์ิเป็น หม่อมเจ้าชายทับ จนกระทั่งพระราชชนกได้อบปราชาภิเษก
ข้นึ เป็นสมเดจ็ พระมหาอปบ ราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หม่อมเจ้าชาย

ทบั จงึ ได้เล่ือนฐานันดรศักด์ิขึ้นเปน็ พระองค์เจ้าชัน้ โท ออกพระนามว่า พระเจ้า
หลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ

เม่ือปี พ.ศ.2349 พระราชบิดาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระมหา
อบปราชกรมบวรสถานมงคล จึงได้รับเล่ือนพระยศตามพระราชบิดาขึ้นเป็น
พระองค์เจ้า ต่อมาเม่ือพระชนมายบครบผนวชตามพระราชประเพณี
พระบาทสมเดจ็ พระพบทธยอดฟ้าจบฬาโลก สมเด็จพระอัยยิกาธิราชโปรดเกล้า
ฯ จัดพิธีผนวชให้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งทรงพระกรบณาโปรดเกล้าฯ
เสดจ็ ออกในพิธีผนวชคร้ังน้ีด้วยแม้จะมีอายบถึง 72 พรรษาแล้วก็ตาม ด้วยทรง
เป็นหลานปู่พระองค์ใหญ่ในตอนนั้น เม่ือผนวชแล้วทรงเสด็จไปจาพรรษา ณ
วัดราชสิทธาราม

เมื่อพระบวรราชชนก กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้เสด็จขึ้น
ครองราชย์เป็น รัชกาลที่ 2 ใน พ.ศ. 2352 พระองค์เจ้าชายทับ จึงได้เล่ือน
ฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าช้ันเอก ออกพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ
พระองคเ์ จ้าชายทบั

พ.ศ. 2365 ต่อมาเมื่อพระชนมายบได้ 26 พรรษา สมเด็จพระบรมชนก
นาถทรงสถาปนาข้ึนดารงพระยศเจ้ากรมมีพระนามกรมว่า “กรมหม่ืนเจษฎา
บดินทร์” ด้วยพระปรีชาสามารถในหลายแขนงวิชาไม่ว่าจะเป็นด้าน
พระพทบ ธศาสนา อักษรศาสตร์ รฐั ประสาสนศาสตร์ นิตศิ าสตร์ สถาปัตยกรรม
โดยเงพาะอย่างยิ่งทางด้านพาณิชยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทาให้เป็นที่วาง
พระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้กากับราชการโดยดารง
ตาแหน่งสาคัญ หลายตาแหน่ง เช่น กรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรม

ตารวจ และยังทรงนับหน้าท่ีพิจารณาพิพากษาความฎีกาแทนพระองค์อยู่
เสมอ ทาใหท้ รงรอบรู้ราชการต่าง ของแผน่ ดนิ เปน็ อยา่ งดี

ในวันที่ 21 กรกฎาคม พทบ ธศกั ราช 2367 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั
ในรัชกาล ที่ 2 ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคต โดยมิได้ตรัสมอบราช
สมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใด พระบรมวงศานบวงศ์ และบรรดาเสนาบดีผู้
เป็นประทานในราชการจึงปรกึ ษากัน เหน็ ควรถวายราชสมบตั แิ กพ่ ระเจ้าลกู ยา
เธอกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ อันที่จริงแล้วราชสมบัติควรตกแก่ เจ้าฟ้ามงกบฎ )
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( เพราะเจ้าฟ้ามงกบฎ เป็นราชโอรสที่
ประสูติจากสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลท่ี 2 โดยตรงส่วนกรมหม่ืนเจษฎา
บดินทร์ เป็นเพียงราชโอรสท่ีเกิดจากเจ้าจอมเท่าน้ัน โดยท่ีพระบาทสมเด็จ

พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แล้วว่าเม่ือส้ินรัชกาลพระองค์แล้ว
จะคืนราชสมบัติ ให้แก่สมเด็จพระอนบชา ) เจ้าฟ้ามงกบฎ( ดังน้ันพระองค์จึงไม่
ทรงสถาปนาพระบรมราชินี คงมีแต่เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้ึนครองราชย์ในวันท่ี 21 กรกฎาคม
พ.ศ. 2367 ขน้ึ 7 คา่ เดอื น 9 ปวี อกงศก มีพระชนมายไบ ด้ 37 พรรษา

เมื่อกรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์เสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติแล้ว ทรง
ออกพระนามเต็ม ตามพระสพบ รรณบัฏวา่ "พระบาทสมเดจ็ พระบรมราชาธิราช
รามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนา
กาศภาสกรวงศ์ องคป์ รมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก ดลิ กรตั นราชชาตอิ าชาว

ไสย สมบทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์ สบริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินท
ราธาธิบดี ศรีสบวิบูลย คบณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย
พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสบทธิ มงกบฏ
ประเทศคตา มหาพบทธางกูร บรมบพิตร พระพบทธเจ้าอยู่หัว" นับเป็น "สมเด็จ
พระรามาธิบดีที่ 6"

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เงลิมพระปรมาภิไธย
ใหม่ เป็น "พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามิน
ทรวิโรดม บรมธรรมกิ มหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยหู่ ัว”
ออกพระนามโดยยอ่ วา่ "พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจา้ อยูห่ ัว"

ในวนั ที่ 11 พฤศจิกายน 2459 พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎบ เกลา้ เจ้าอยู่หัว
มปี ระกาศให้เงลิมพระปรมาภิไธย เปน็ "พระบาทสมเดจ็ พระรามาธิบดีศรสี นิ ท
รมหาเจษฎาบดินทร์ พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว" หรือ "พระบาทสมเด็จพระ
รามาธบิ ดีท่ี 3"

ในปี พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดบลยเดชได้
ถวายพระราชสมัญญาว่า "พระมหาเจษฎาราชเจ้า" และได้ใช้เป็นสร้อย พระ
นามสืบมาจนปจั จบบัน

รายพระนาม พระภรรยา เจ้าจอมมารดา พระโอรสและพระธิดาใน
พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อยูห่ ัว
เจา้ จอมมารดาน้อยเมอื ง

 พระองค์เจ้าหญงิ ใหญ่ )5 ตบลาคม พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2368)
 พระองค์เจ้าชายคเนจร )9 พฤษภาคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2421) กรม

หม่นื อมเรนทรบดินทร์ ทรงเป็นตน้ ราชสกบล คเนจร
 พระองค์เจ้าชาย )ไม่ปรากฏพระนาม( )10 พฤษภาคม พ.ศ. 2360 -

พ.ศ. 2360)
เจ้าจอมมารดาเฟือง

 พระองค์เจา้ ชายดา )4 กมบ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2359)
 พระองค์เจ้าชายโกเมน )4 พฤษภาคม พ.ศ. 2385 - พ.ศ. 2421) กรม

หมืน่ เชษฐาธเิ บนทร์ ทรงเปน็ ต้นราชสกลบ โกเมน
เจา้ จอมมารดาทรพั ย์

 พระองค์เจา้ ชายศิรวิ งศ์ )10 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2382) กรม
หม่ืนมาตยาพิทกั ษ์ ทรงเปน็ ต้นราชสกบล ศิรวิ งศ์

 พระองคเ์ จ้าหญงิ ลมอ่ ม )8 ธันวาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2439) ทรงได้รับ
สถาปนาเป็น พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสบดารัตนราช
ประยูร

เจา้ จอมมารดาจาด
 พระองค์เจ้าหญิง )ไม่ปรากฏพระนาม( )12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2355 -
พ.ศ. 2364)

 พระองค์เจ้าชายงอนรถ )4 มกราคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2393) ทรงเป็น
ต้นราชสกลบ งอนรถ

เจ้าจอมมารกาเอมน้อย
เจา้ จอมมารดาเอมน้อย

 พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์ )24 มกราคม พ.ศ. 2358 - พ.ศ. 2417) กรม
หมนื่ ภูมนิ ทรภกั ดี ทรงเปน็ ต้นราชสกลบ ลดาวัลย์

เจ้าจอมมารดาเขยี ว สบนทรกลบ ณ ชลบบรี
 พระองค์เจ้าหญิงพงา )28 มถิ นบ ายน พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2399)
 พระองค์เจ้าชายอบไร )16 ตบลาคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2416) กรมหม่ืน
อดลบ ยลกั ษณสมบัติ ทรงเปน็ ต้นราชสกบล อบไรพงศ์

เจ้าจอมมารดาเอมใหญ่
 พระองค์เจ้าชายชบมสาย )12 มีนาคม พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2411) กรมขบน
ราชสหี วิกรม ทรงเป็นตน้ ราชสกบล ชมบ สาย

เจ้าจอมมารดาเหม็น
 พระองคเ์ จา้ ชายเปียก )3 พฤษภาคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2398) ทรงเปน็
ตน้ ราชสกบล ปยิ ากร

เจ้าจอมมารดาพ่งึ
 พระองค์เจ้าหญงิ เกศนี )26 กันยายน พ.ศ. 2362 - พ.ศ. 2392)
 พระองค์เจ้าชายอรรณพ )26 ตบลาคม พ.ศ. 2363 - พ.ศ. 2409) กรม
หม่ืนอบดมรตั นราษี ทรงเปน็ ต้นราชสกบล อรรณพ

เจ้าจอมมารดาวัน
 พระองคเ์ จา้ ชายลายอง )1 มกราคม พ.ศ. 2367 - สมัยรัชกาลที่ 4) ทรง
เป็นตน้ ราชสกบล ลายอง

เจ้าจอมมารดาขา
 พระองคเ์ จ้าชายสบบ รรณ )17 ตบลาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2427) กรมขบน
ภูวนยั นฤเบนทราภิบาล ทรงเป็นต้นราชสกบล สบบ รรณ

เจ้าจอมมารดาคลา้ ย
 พระองค์เจ้าชายสิงหรา )10 ธันวาคม พ.ศ. 2369 - 5 กรกฎาคม พ.ศ.
2446) กรมหลวงบดนิ ทรไพศาลโสภณ ทรงเปน็ ตน้ ราชสกลบ สงิ หรา

เจา้ จอมมารดาสมั ฤทธิ์
 พระองค์เจ้าชายชมพูนบท )28 สิงหาคม พ.ศ. 2370 - 2 เมษายน พ.ศ.
2435) กรมขนบ เจรญิ ผลพูลสวัสด์ิ ทรงเป็นตน้ ราชสกลบ ชมพนู ทบ

เจ้าจอมมารดาหงมิ
 พระองคเ์ จา้ ชายกระวีวงศ์ )4 มถิ นบ ายน พ.ศ. 2345 - พ.ศ. 2355)

เจา้ จอมมารดาบาง
 พระองคเ์ จ้าหญงิ วลิ าส )5 ธนั วาคม พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2388) กรมหมื่น
อปั สรสบดาเทพ
 พระองค์เจา้ ชายลักษณานบคณบ )20 มกราคม พ.ศ. 2355 - พ.ศ. 2378)

เจ้าจอมมารดาอม่ิ คชเสนี
 พระองค์เจา้ หญงิ กมบท )21 กบมภาพันธ์ พ.ศ. 2356 - พ.ศ. 2364)
 พระองค์เจ้าหญิงนเิ วศน์ )พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2441)
 พระองคเ์ จ้าหญิงกัลยาณี )14 มิถบนายน พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2418)

เจ้าจอมมารดาสบดใหญ่
 พระองค์เจา้ หญิงดวงเดือน )27 กมบ ภาพันธ์ พ.ศ. 2354 - พ.ศ. 2414)
 พระองคเ์ จา้ หญงิ แสงจันทร์ )พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2421)

เจา้ จอมมารดาแยม้
 พระองค์เจ้าหญิงมาลี )21 มถิ นบ ายน พ.ศ. 2357 - พ.ศ. 2400)

เจ้าจอมมารดาน้อยลาว
 พระองค์เจ้าชาย )ไม่ปรากฏพระนาม( )11 มิถบนายน พ.ศ. 2358 - พ.ศ.
2364)

 พระองคเ์ จา้ หญิงสบบ งกช )พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2424)
เจา้ จอมมารดาย่สี ่บน

 พระองค์เจา้ หญิงเงินยวง )21 พฤษภาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2392)
 พระองค์เจ้าหญงิ พวงแกว้ )พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2392)
เจา้ จอมมารดาจนั
 พระองคเ์ จา้ หญงิ เสง่ยี ม )พ.ศ. 2358 - 22 มกราคม พ.ศ. 2432)
เจา้ จอมมารดาลูกจันทน์
 พระองคเ์ จา้ หญิง )ไมป่ รากฏพระนาม( )พ.ศ. 2360 - พ.ศ. 2361)
เจ้าจอมมารดาบวั
 พระองคเ์ จา้ หญงิ เลขา )21 พฤษภาคม พ.ศ. 2361 - พ.ศ. 2392)
 พระองคเ์ จ้าหญงิ เลก็ )พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2367)
เจ้าจอมมารดางิม
 พระองค์เจ้าหญิงกินรี )26 ตบลาคม พ.ศ. 2362 - 12 เมษายน พ.ศ.

2437)
 พระองคเ์ จา้ หญิงงววี รรณ )พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2429)
เจ้าจอมมารดาออ่ น
 พระองค์เจา้ หญงิ )ไม่ปรากฏพระนาม( )12 มกราคม พ.ศ. 2362 - พ.ศ.

2363)
เจา้ จอมมารดาเล็ก หรือ น้อยเล็ก ณ นคร

 พระองค์เจา้ หญงิ ประไพพกั ตร์ )13 มกราคม พ.ศ. 2364 - พ.ศ. 2417)

เจ้าจอมมารดาจนั ทรโ์ งม
 พระองค์เจา้ หญงิ )ไมป่ รากฏพระนาม( )พ.ศ. 2365 - สมัยรชั กาลที่ 2)

เจา้ จอมมารดาสาดใหญ่
 พระองคเ์ จา้ หญิง )ไม่ปรากฏพระนาม( )พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2367)

เจ้าจอมมารดานอ้ ยพระแสง
 พระองคเ์ จา้ หญงิ นรลักษณ์ )พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2405)

เจ้าจอมมารดานอ้ ยใหญ่ ณ นคร
 พระองคเ์ จ้าชายเงลมิ วงศ์ )พ.ศ. 2368 - พ.ศ. 2392)

เจา้ จอมมารดาปบก สนธิรตั น์
 พระองคเ์ จ้าหญงิ จามรี )21 พฤษภาคม พ.ศ. 2369 - 22 กันยายน พ.ศ.
2432)

เจ้าจอมมารดาหน่บ
 พระองค์เจ้าหญิงกฤษณา )16 กรกฎาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2407)

เจ้าจอมมารดาแกว้ บบณยรัตพนั ธบ์
 พระองคเ์ จ้าชายอมฤต )5 สิงหาคม พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2413) กรมหมื่น
ภบู ดรี าชหฤทัย

เจ้าจอมมารดาเจ๊ก
 พระองค์เจ้าชาย )ไม่ปรากฏพระนาม( )พ.ศ. 2369 - พ.ศ. 2371)

เจา้ จอมมารดาพลบั
 พระองคเ์ จา้ ชายจนิ ดา )16 ตบลาคม พ.ศ. 2370 - พ.ศ. 2392)

เจ้าจอมมารดาอึ่ง กัลยาณมิตร
 พระองค์เจ้าหญิงบบตรี )17 มิถบนายน พ.ศ. 2370 - 1 ธันวาคม พ.ศ.
2450) กรมหลวงวรเสรฐสบดา

เจา้ จอมทไ่ี ม่มพี ระราชโอรสหรอื พระราชธิดา
 เจ้าจอมพมบ่ สนธิรัตน์
 เจา้ จอมเครอื วลั ย์ บณบ ยรตั พนั ธบ์
 เจา้ จอมกลบี สงิ หเสนี
 เจา้ จอมมาลัย สงิ หเสนี
 เจา้ จอมอิม่ ปาณกิ บตบ ร
 เจ้าจอมนว่ ม
 เจ้าจอมพ่งึ
 เจ้าจอมพัน เทพหัสดิน
 เจา้ จอมอรณบ ไกรฤกษ์
 เจา้ จอมวัน ไกรฤกษ์
 เจา้ จอมน้อย สหบ รานากง
 เจา้ จอมยสี่ ่บน ณ นคร
 เจ้าจอมแสง
 เจ้าจอมกลีบ
 เจา้ จอมผัน

พระราชลัญจกรประจารัชกาลท่ี 3

เป็นรูปปราสาท เป็นพระราช สัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธย ว่า
"ทบั " อนั หมายถึง ท่อี ยู่ หรอื เรอื น

พระราชกรณยี กิจในพระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจา้ อยู่หัวในด้านต่าง มดี ังนี้

ด้านเศรษฐกิจ
เมอื่ พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยูห่ ัว ข้นึ ครองราชยส์ มบตั นิ นั้ ประเทศ

ไทยตกอยู่ในภาวะยากจนเป็นอันมาก เนื่องจากเม่ือตันกรบงรัตนโกสินทร์
ประเทศไทยได้ใช้เงินจานวนมากมายมหาศาลเพ่ือทานบบารบงบ้านเมืองขึ้นมา
ใหม่ ประกอบด้วยกรงบ ศรีอยธบ ยาสูญเสยี ทรพั ย์สินจากการพ่ายแพ้สงครามพระ

นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้ังระบบการจัดเก็บภาษีขึ้นมาหลายอย่างเพ่ือหาเงินเข้า
ท้องพระคลังหลวง ในรชั กาลของพระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หัวรัฐมีรายได้เขา้ ประเทศ
หลายอยา่ ง คือ จงั กอบ อากรฤชา ส่วย ภาษี เงินค่าราชการจากพวกไพร่ เงิน
ค่าผูกป้ีข้อมือจีน เป็นต้นรายได้ของรับมีเพ่ิมมากข้ึนกว่ารัชกาลก่อนทั้งนี้
เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงและการปรับปรบงการเก็บภาษีอากรจากรูปของ
สินคา้ และแรงงานเปน็ ชาระด้วยเงินตรา และท่ีสาคัญ คือ ภาษีที่ตั้งข้ึนมาใหม่
ถงึ 38 อยา่ ง ได้แก่
1. อากรบ่อนเบ้ีย คือ ต้ังโรงไว้ให้คนไปเล่นกัน นายอากรเป็นผู้เก็บค่าต๋งหัว

เบ้ียส่งหลวงส่วนท่ีเรียกบ่อนเบ้ียส่งหลวงส่วนท่ีเรียกว่า บ่อนเบ้ียจีนน้ัน
สาหรบั คนจนี เล่นกนั ตามประเพณีคนจนี
2. อากรหวย ก.ข. เป็นอากรแบบใหม่ แตค่ ล้ายกับอากรบ่อนเบ้ียของเดิม จึง
ยังเรยี ก อากรแตก่ ย็ กมาไว้ ในการเกบ็ ภาษี
3. ภาษเี บด็ เสร็จ เรยี กเก็บจากของลงสาเภา
4. ภาษขี องต้องหา้ ม 6 อยา่ ง
5. ภาษีพรกิ ไทย เรียกเก็บจากผซู้ ือ้ ของลงสาเภา
6. ภาษีพรกิ ไทย เรยี กเกบ็ สบิ ลดจากผูข้ าย
7. ภาษฝี าง
8. ภาษีไมแ้ ดง เรียกเกบ็ จากผซู้ อื้ ของลงสาเภา
9. ภาษีไม้แดง เรียกเกบ็ สิบลดจากผู้ขาย
10. ภาษเี กลอื
11. ภาษนี า้ มันมะพรา้ ว

12. ภาษนี ้ามนั ตา่ ง
13. ภาษีกระทะ
14. ภาษีต้นยาง
15. ภาษไี ม้ชัน
16. ภาษีฟืน
17. ภาษีจาก
18. ภาษีกระแซง
19. ภาษไี มไ้ ผป่ ่า
20. ภาษไี ม้รวก
21. ภาษีไมส้ ีสบก
22. ภาษีไมค้ ้างพลู
23. ภาษีไมต้ ่อเรือ ไดแ้ ก่ กง กระดาน จังกดู สมอ พงั งา
24. ภาษีไม้ซงบ
25. ภาษฝี ้าย
26. ภาษียาสบู
27. ภาษีปอ
28. ภาษีคราม
29. ภาษเี นอ้ื ปลาแหง้
30. ภาษีเยือ่ เคย
31. ภาษีนา้ ตาลทราย
32. ภาษีนา้ ตาลหม้อ

33. ภาษีนา้ ตาลอ้อย
34. ภาษสี ารวจ
35. ภาษีเตาตาล
36. ภาษีจันอับ ไพ่ เทยี นไข เน้อื และขนมต่าง
37. ภาษีปนู
38. ภาษเี กวียนต่าง เรอื จ้างทางโยง

การเก็บภาษีอากรภายในประเทศน้ี พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต้ังระบบ
การเก็บภาษีโดยให้เอกชนประมูลรับเหมาผูกขาดไปเรียกเก็บภาษีจากราษฎร
เอง เรยี กว่า เจ้าภาษหี รอื นายอากร ซงึ่ ส่วนใหญ่ชาวจีนจะเป็นผู้ประมูลได้ การ
เก็บภาษีด้วยวิธีการนี้ ทาให้เกิดผลดีหลายประการในด้านเศรษฐกิจ ท้ัง
สามารถเกบ็ เงินเขา้ พระคลงั มหาสมบตั ไิ ด้สงู แลว้ ยงั ส่งผลดีทางด้านการเมือง
อีกด้วย คือ ทาให้เจ้าภาษีนายอากรท่ีส่วนใหญ่เป็นชาวจีนนั้น มีความ
จงรกั ภกั ดีต่อองคพ์ ระมหากษัตริย์ และมคี วามผูกพันกับแผ่นดินไทยแนบแน่น
ขึ้น

นอกจากน้ีรายได้ของรัฐอีกส่วนหน่ึง ยังได้มาจากการค้าขายกับชาว
ต่างประเทศได้ผลประโยชน์จากภาษีหลายช้ัน คือ ภาษีเบิกร่อง ภาษีขาออก
และการค้าแบบผูกขาดของพระคลัง นอกจากน้ีไทยยังส่งเรือสินค้าเข้าไป
ค้าขายในประเทศต่าง เน่ืองจากพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราช
หฤทัยและเชย่ี วชาญการสง่ เรือสินค้ามาตั้งแตค่ รัง้ ดารงพระยศเป็น พระเจา้ ลูก
เธอ กรมหม่ืนเจษฎาบดนิ ทร์ จนสมเด็จพระชนกนาถตรสั เรยี กพระองค์ท่านว่า
“เจ้าสัว” เม่ือพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ จึงทรงสนับสนบนการค้า ข้ึน
อีกเป็นจานวนมาก ทรงมเี รอื กาปนั่ พาณิชย์ประมาณ 11-13 ลา เรอื กาปนั่ ของ
ขนบ นางทสี่ าคัญอกี 6 ลา

รายได้จากการค้าสาเภาน้ีนับเป็นรายได้ท่ีสาคัญยิ่งอีกประเภทหน่ึง
เน่ืองจากเศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพม่ันคงและรัฐมีรายได้มากขึ้น
รายได้น้ีจึงได้นามาใช้ในการทานบบารบงบ้านเมือง การป้องกันประเทศ การ
ศาสนา และด้านอ่ืน ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในรัชสมัยของพระองค์เองและในรัช
สมยั ตอ่ มา กลา่ วคอื รายได้ของแผน่ ดนิ ในรชั กาลน้ปี รากฏวา่ สูงขน้ึ มาก บางปมี ี
จานวนมากถึง 25 ล้านบาท เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต เงินในท้องพระคลัง
หลวงซ่ึงหมายรวมถึงเงินค่าสาเภาด้วย เหลือจากการจับจ่ายของแผ่นดินมี
40,000 ชั่ง และด้วยทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยในด้านการสร้างและ
ปฏิสังขรณว์ ดั วาอารามตา่ ง ก่อนท่ีจะเสด็จสวรรคตทรงมีพระราชปรารภให้
แบ่งเงินส่วนนี้ไปทานบบารบงรักษาวัดที่ชารบดเสียหายและวัดท่ีสร้างค้างอยู่

10,000 ช่ัง ส่วนท่ีเหลืออีก 30,000 ชั่ง โปรดให้รักษาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการ
แผ่นดินต่อไป เงินจานวนดังกล่าวนี้กล่าวกันว่าโปรดให้ใส่ถบงแดงเอาไว้ ต่อมา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจบลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนามาใช้จ่ายเป็น
คา่ ปรบั ในกรณีพพิ าทระหว่างประเทศ เม่ือ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436) จะเห็นไดว้ า่
แม้สมเด็จพระน่ังเกลา้ เจา้ อยู่หัวจะทรงเสดจ็ สวรรคตไปแล้ว พระองค์ยังมีส่วน
ช่วยเหลือประเทศให้รอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศท่ี
เกดิ ขน้ึ ในขณะนัน้ ก็ดว้ ยเงินถบงแดงที่พระองค์ทรงเกบ็ สะสมไว้

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ สื่อที่ใช้
ในการแลกเปล่ียนและใช้ในระบบเศรษฐกิจและการค้าขายระหว่างประเทศ
จึงน่าจะเปน็ เงินเหรยี ญต่างประเทศทม่ี ีการยอมรบั กันในยบคนนั้ ในสมัยรัชกาล
ที่ 3 มีเงินต่างประเทศ เช่น เงินเม็กซิโก เงินเปรู และเงินรูปีของอินเดีย เป็น
ตน้ เป็นทย่ี อมรบั ในการแลกเปล่ยี นซ้ือขายสนิ คา้ กนั อยู่ในเมืองไทยแล้ว แม้ว่า
ส่อื ในการแลกเปลีย่ นสนิ ค้าของไทยในสมัยรชั กาลท่ี 3 จะเป็นเงินพดดว้ งก็ตาม
สันนิษฐานว่าเงินใน ถบงแดงน่าจะเป็นเงินต่างประเทศท่ีใช้เป็นสื่อในการ
แลกเปล่ียนในสมัยน้ัน ดังเช่น เหรียญรูปนกของเม็กซิโก ซึ่งใช้เป็นสื่อในการ
แลกเปล่ียนสินค้าที่หลายชาติให้การยอมรับในสมัยน้ัน เหรียญนกเม็กซิโก มี
ลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนมีรูปนกอินทรีย์อยู่ด้านหนึ่ง )รูปนกอินทรีย์กาง
ปีกปากคาบอสรพษิ เปน็ สญั ลักษณข์ องประเทศเม็กซิโก( ไทยจึงเรียก"เหรียญ
นก" นอกจากนีจ้ ากข้อสันนิษฐานท่เี ชอื่ วา่ เหรียญนกเม็กซิโกเป็นเหรียญเงินใน
ถบงแดง เนื่องจากเหรียญนกเม็กซิกันที่พบเป็นรูปพิมพ์ มีความพิเศษท่ีพิมพ์
กากับปี ค.ศ.1821-1921 (พ.ศ.2364-2464) ไว้ว่าเป็นที่ระลึกเม่ือครบรอบ

หน่งึ ศตวรรษท่นี าออกใช้ เหรยี ญดงั กลา่ วน่าจะเปน็ เหรียญเงินทีใ่ ชต้ รงกบั สมัย
รัชกาลท่ี 3 (พ.ศ.2367-2394) สอดคล้องกับหลักฐานเอกสารฝรั่งเศสที่
กล่าวถึงเงินค่าปรับสงครามของไทยท่ีชาระด้วยเหรียญเม็กซิกัน ในเอกสาร
ฝรงั่ เศสทีก่ ล่าวถึงเงินเม็กซกิ นั ทีบ่ รรทบกมาใส่เรอื มาจากสยามในเหตกบ ารณ์ ร.ศ.
112 มนี า้ หนกั ประมาณ 23 ตัน

เงินถบงแดง ไม่ได้เป็นเพียงแต่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
พระมหากษัตริย์ที่ทรงนามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตบ้านเมืองในเหตบการณ์
ร.ศ.112 เท่านั้นแต่เรื่องราวของเงินถบงแดงยังได้สะท้อนให้เห็นถึงการติดต่อ

สัมพันธ์กับชาติตะวันตกท่ีเข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้ส่ง
อิทธิพลให้เกิดเหรียญกษาปณ์ไทยในสมัยต่อมา นอกจากน้ียังสะท้อนให้
เห็น พระราชวินิจงัยและพระวิสัยทัศน์ท่ียาวไกลของพระบาทสมเด็จพระน่ัง
เกล้าเจ้าอยูห่ ัว รัชกาลที่ 3 ทีท่ รงเลง็ เหน็ ภยั ที่คกบ คามเอกราชของประเทศชาติ
ของชาตติ ะวันตกในยบคนั้น กบั เหตบการณ์ที่อาจจะเกิดกับสยามประเทศในภาย
ภาคหน้า ซ่ึงเป็นไปตามที่ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าถึง 43 ปี"การศึกสงคราม
ข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี
อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาท่ีคิด ควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอา
อย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปเสียทีเดียว" พระราชดารัสของพระองค์
ซึ่งได้กล่าวในข้างตน้ เปน็ ส่ิงท่ีทนั สมัยและเปน็ สิ่งทค่ี นไทยในปจั จบบ นั ควรยึดถือ
ปฏิบตั ิตาม เงนิ ถบงแดงจึงเป็นเหมือนสิ่งเตือนสติคนไทยให้ดารงชีวิตด้วยความ
ไม่ประมาท รู้จักเก็บออมไว้เพื่อไว้ใช้เมื่อยามจาเป็นดังน้ันเงินถบงแดงที่
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสะสมและพระราชทานให้แก่
แผ่นดินนามาใชไ้ ถ่บา้ นไถเ่ มอื งจนสามารถชว่ ยกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ จึง
ถือเป็นเคร่ืองเตือนใจคนไทยให้น้อมราลึกถึงพระมหากรบณาธิคบณของ
พระมหากษัตรยิ ท์ ี่มตี อ่ ปวงชนชาวไทยและสยามประเทศ

ดา้ นการปกครอง

การปกครองยังคงยึดรูปแบบมาจากสมัยอยบธยาและกรบงธนบบรี คือ การ
ปกครองแบบบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในตาแหน่งสูงสบด
ของการปกครองประเทศ ทรงเป็นประมบขตาแหน่งรองลง มา คือพระมหา
อบปราช ซ่ึงดารงตาแหนง่ กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ตาแหนง่ บังคับบญั ชา
ในด้านการปกครองแยกต่อมา คืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร คือ พระสมบห
พระกลาโหม และฝ่ายพลเรือน คือ สมบหนายก ตาแหน่งรองลงมา เรียก
เสนาบดีจตบสดมภ์ คือ เสนาบดีเมืองหรือเวียง กรมวัง กรมพระคลัง และ
กรมนา สว่ นการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ยังคงจดั แบ่งออกเปน็ หวั เมืองชั้นนอก
หัวเมอื งช้นั ใน และหวั เมอื งประเทศราช

ดา้ นการทานบบ ารบงประเทศ

คลองสนบ ขั หอน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัตถบสถานต่าง ที่
สร้างมาต้ังแต่รัชกาลที่ 1 ทรบดโทรมลงเป็นอันมาก พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ข้ึนใหม่ อาทิ พระบรมมหาราชวัง และวัดต่าง
และยังทรงเปน็ พระธบระในการขบดคลองเพิม่ เตมิ คือ คลองสนบ ัขหอน คลองบาง
ขบนเทียนคลองพระโขนง และคลองแสนแสบ )คลองบางขนาก( ในรัชกาลนี้
บ้านเมืองขยายตัวมีการต้ังเมืองใหญ่ ข้ึนมาก เช่น เรณูนคร อานาจเจริญ
อาจสามารถอากาศอานวย หนองคาย เป็นต้น พระองค์ทรงประกาศว่า หัว
เมืองทางด้านตะวันออกเงียงเหนือเป็นส่วนหน่ึงของพระราชอาณาจักรไทย

และพระราชทานการทานบบารบงด้วยประการต่าง ให้มีความเจริญขึ้น
ทัดเทียมส่วนกลาง เป็นผลให้ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้าโขงยังคงเป็นส่วนหนึ่ง
ของพระราชอาณาจักรไทย ตราบเทา่ ทกบ วันนี้
ด้านการปอ้ งกันประเทศ

สมเดจ็ พระบวรราชเจา้ มหาศกั ดพิ ลเสพ
ในรัชสมัยของพระองค์แม้ว่าการสงครามทางด้านทิศตะวันตกระหว่าง
ไทยกับพม่าจะ เบาบางและส้ินสบดในรัชกาลท่ี 3 เพราะพม่ารบกับอังกฤษ แต่

บา้ นเมืองกไ็ มไ่ ดว้ ่างเว้นจากศกึ สงครามตลอดรชั กาลต้องยกทพั ไปสู้รบป้องกัน
พระราชอาณาเขตส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเงียงเหนือ ทิศ
เหนือและทิศใต้ ในรัชสมัยนี้มีเหตบการณ์ทาสงครามท่ีสาคัญ คือ เม่ือ พ.ศ.
2369 เจ้าอนบวงศ์เวยี งจันทนเ์ ป็นกบฎโปรดใหส้ มเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ
พลเสพ เป็นแม่ทัพไปปราบปรามและยึดเมืองเวียงจันทน์ได้ในปี พ.ศ. 2370
และ พ.ศ. 2376-2391

การทาสงครามกับญวนที่พยายามชิงเขมรไปจากไทย 4 คร้ัง และสู้รบ
กันในแผ่นดินเขมรส่วนนอก เป็นเวลานานถึง 15 ปี จนเลิกรบกัน ผลของ
สงครามทาให้ไทยได้เขมรมาอยู่ในปกครองอีกนอกจากน้ันยังมีการสร้างป้อม
ป้องกันศัตรูทางน้า เช่น ที่เมืองสมบทรสาครเป็นต้น ในปลายรัชกาลโปรดให้
สร้างเรือกาป่ันรบ กาปั่นลาดตระเวน ไว้รักษาพระนครและค้าขายนอกจากนี้
ยังทรงสร้างสมอาวบธยทบ โธปกรณไ์ ว้เปน็ อันมาก คลองต่าง ทข่ี ดบ ขนึ้ ในรัชสมยั
นอกจากต้งั พระราชหฤทัยจะให้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมแล้ว ยังใช้เป็นทางลัด
ไปมาระหวา่ งสงครามอีกดว้ ย

ด้านความสมั พันธ์กับต่างประเทศ

ในรชั สมยั พระนั่งเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ไทยจดั ส่งราชทตู อัญเชิญพระราชสาสน์
และเคร่ืองราชบรรณาการไปเจริญพระราชไมตรี กับประเทศจีน ใน พ.ศ.
2368 และการค้าระหวา่ งไทยกับจนี กด็ าเนนิ ไปไดด้ ้วยดีตลอดรัชสมัย ในขณะ
นั้นประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีและ
ตกลงทาสัญญาการค้า ซ่ึงเจรจาตกลงเรื่องการค้าไม่ประสบผลสาเร็จนัก ด้วย
ในตอนตน้ ทรงมนี โยบายไมย่ อมออ่ นขอ้ ให้กับประเทศตะวันตกดว้ ยระมดั ระวัง

ใน เกยี รตขิ องชาติ รวมถงึ ประโยชน์ของชาติเปน็ สาคญั การทาสญั ญาการคา้ ใน
ประเภทที่ไทยจะต้องเสีย เปรียบก็ไม่ทรงยินยอม ทรงพยายามท่ีจะรักษา
ประโยชน์ของชาติใหม้ ากท่ีสบด ที่ทรงกระทาเช่นน้ันไม่ใช่ว่าจะไม่ทรงตระหนัก
ถึงภัยจากการรบกรานของมหาอานาจ ตะวันตกท่ีมีต่อประเทศใกล้เคียง ทรง
เข้าพระทัยดี จึงได้พระราชทานกระแสรับส่ังเก่ียวกับการต่างประเทศไว้ใน
อนาคตก่อนหน้าที่จะเสด็จ สวรรคตว่า “การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็
เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีก็อยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียท่าแก่เขาได้
การงานสิ่งใดของเขาท่ีคิดควรจะเรียนเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือ
เลื่อมใสกันทีเดียว” อย่างไรก็ดีการติดต่อกับชาวตะวันตกเช่น มิชชันนารี
อเมริกัน ซึ่งเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ได้นาวิทยาการ
สมยั ใหมท่ งั้ ทางการแพทย์ การทหาร การช่าง ดาราศาสตร์เข้ามาเผยแพร่ ทา
ให้ชาวไทยได้เรียนรู้วิทยาการท่ีก้าวหน้าและทันสมัยน้ัน ก็ทรงเห็นชอบและ
ทรงสนบั สนบนอยู่ไม่น้อย

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 น้ี อังกฤษติดต่อกับไทยเพื่อขอความช่วยเหลือ ใน
การยกทัพไปพม่า รัชกาลท่ี 3 โปรดให้พระยารัตนจักร คบมกองมอญไป
ล่วงหน้า และโปรดให้เจ้าพระยามหาโยธา ) ทอเรีย ( คบมกองทัพมอญออกไป
ทางด่านพระเจดีย์ 3 องค์ พระยาชบมพรคบมกองเรือชบมพรไชยา ยกไปทางเรือ
เพื่อตีเมืองมะรดิ และเมืองทวาย พระยามหาอามาตย์กับพระยาวิชิตณรงค์ข้ึน
ไปเกณฑ์หัวเมืองฝ่ายเหนือ ยกทัพออกทางด่านแม่ละเมาการติดต่อกับ
ญวน ในรัชกาลที่ 3 ญวนสนับสนบนให้เจ้าอนบวงศ์แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฎต่อ
ไทย เท่ากับแสดงตนเป็นอริกับไทย ไทยจึงคิดปราบปรามญวนให้หายกาเริบ

เสียบ้าง จึงโปรดให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ) สิงห์ สิงหเสนีย์ ( เป็นแม่ทัพบก
ยกไปไลญ่ วนในประเทศเขมร จนจดไซ่ง่อน และให้เจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่
ทัพเรือ ตีหัวเมืองเขมรและญวนแถบชายทะเล ทาสงครามอยู่นานในที่สบดได้
เลกิ สงครามกนั

พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว ทรงโปรดให้นักองค์อิน เป็นเจ้าเมืองพระ
ตะบอง และให้นักองค์ด้วงไปครองเมืองมงคลบบรีติดต่อกับลาว ลาวมี
ความสัมพนั ธ์อันดีกบั ไทยมาต้งั แต่รชั กาลก่อนพอเปลี่ยนแผน่ ดนิ มาเปน็ รชั กาล
ท่ี 3 ลาวกม็ ที า่ ทีกระด้างกระเดอ่ื ง สาเหตบมาจากเจ้าอนบวงศ์มาถวายพระเพลิง
พระบรมศพรชั กาลท่ี 2 ในปี พ.ศ. 2368 และทูลขอครอบครัวชาวเวียงจันทน์
แตร่ ชั กาลที่ 3 ไม่โปรดให้

ท้าวสบรนารี

ปี พ.ศ. 2369 เกิดมขี ่าวลือว่าองั กฤษจะทาสงครามกบั ไทย เจา้ อนบวงศจ์ งึ
เข้ามากวาดตอ้ นผคู้ นของไทยไป ทรงโปรดให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พล
เสพเป็นแม่ทัพ แต่ไม่ทันได้สู้รบกัน เจ้าอนบวงศ์กวาดต้อนผู้คนไปจันทน์
คบณหญิงโมภรรยาปลัด เมืองนครราชสีมา เป็นหัวหน้ารวบรวมพวกเชลยไทย
ต่อสู้ พอทัพจากกรบงเทพ ฯ ยกข้ึนไปช่วย เจ้าอนบวงศ์ จึงถอยทัพกลับไป
เวียงจันทน์โดยวางกาลัง คอยต้านทานกองทัพไทย ที่ยกไปตีเวียงจันทร์ไว้ท่ี
เมืองหล่มเกา่ และ เมอื งภเู ขยี ว โปรดให้กรมพระราชวังบวร เป็นแม่ทพั ยกทพั
ผ่านนครราชสมี า ข้ึนไปตีเวียงจันทรส์ ายหน่งึ อีกสายหนึง่ ให้กรมหมื่นสบรินทร์

รักษ์เป็นแม่ทัพ ยกไปตีฝ่ายเจ้าอนบวงศ์ ที่มายึดเมืองอบบล และเมืองร้อยเอ็ด
แล้วไปบรรจบกับ กองทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์ อีกสายหน่ึงให้ เจ้าพระยาอภัย
ภูธรเปน็ แม่ทพั ยกไปตฝี า่ ยเจา้ อนบวงศ์ทีเ่ มอื งหลม่ สกั แล้วไป บรรจบทัพใหญ่ท่ี
เวยี งจนั ทร์ กองทพั ไทย ปราบกบฎเจา้ อนบวงศ์ได้ราบคาบ ตีกรบงเวยี งจนั ทร์แตก
จบั เจา้ อนวบ งศไ์ ด้

ในปี พ.ศ. 2371 พอเสร็จศึกทรงโปรดให้แต่งตั้งคบณหญิงโมเป็นท้าวสบร
นารี และแม่ทัพสาคัญที่ปราบพวกกบฎอีกสองท่านคือ พระยาราชสบภาวดี
และเจ้าพระยาอภัยภธู ร ได้ราบคาบ จนสามารถจงั เจา้ อนบวงศ์กับครอบครัวขัง
กรงประจานท่ีท้องสนามไชย หน้าพระที่น่ังพบทไธสวรรย์ จนตายการติดต่อกับ
อังกฤษ เม่ือเร่ิมรัชกาล ไทยเคยช่วยอังกฤษรบกับพม่า แต่ไม่สาเร็จ จน พ.ศ.

2368 ผู้สาเร็จราชการอังกฤษประจาอินเดียได้ส่ง ร้อยเอกเฮนร่ี เบอร์น่ี เป็น
ทูตเขา้ มาเจรจากบั ไทยใหช้ ่วยรบกับพม่า เมื่อรบชนะ อังกฤษไม่ได้ให้อะไรกับ
ไทย ไทยจึงหนั มาตกลงเรอ่ื งเมืองไทรบบรกี บั องั กฤษ

สญั ญาเบอรน์ ่ี
ไทยกับอังกฤษทาสัญญากัน เรียกว่า "สัญญาเบอร์น่ี" ท้ังสองฝ่ายได้ให้
สัตยาบัน เมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2369การติดต่อกับอเมริกา ได้เร่ิมขึ้นใน
รชั กาลที่ 3 น้ีเอง พ.ศ. 2375 ประธานาธบิ ดี แอนดรูว์ แจ็คสัน ส่งเอ็ดมันต์ โร
เบริ ์ต เปน็ ทูตเขา้ มาเพ่อื ทาสัญญาการค้า

ดา้ นเทคโนโลยีของไทยภายใตอ้ ทิ ธพิ ลของชาวตะวันตก

หมอเฮา้ ส์ พวกมชิ ชนั่ นารอี เมรกิ า
เม่ือ พ.ศ. 2371 การแพทย์ พวกมิชชั่นนารีจาหน่ายยาแก่คนท่ัวไป
ดาเนินการคร้ังแรกพักริมวัดเกาะตอนสาเพ็ง พ.ศ. 2379 เร่ิมมีการปลูกฝี
ป้องกันไข้ทรพิษ พ.ศ. 2379 การผ่าตัดตามวิธีศัลยกรรมแผนปัจจบบัน พ.ศ.
2390 การใช้ยาสลบ โดยหมอเฮ้าส์ พวกมิชชั่นนารีอเมริกา เป็นผู้ถ่ายทอด
ความรู้แก่คนไทย เช่น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาวิชา
ดาราศาสตร์ เดินเรือ วิชาช่าง และต่อกลเรือไฟได้เป็นครั้งแรก สมเด็จ
เจ้าพระยาบรมมหาศรีสบริยวงศ์ ได้ศึกษาวิชาการต่อเรือกาปั่นใบแบบฝรั่งเศส
ได้อย่างดี ต่อลาแรกได้สาเรจ็ เมื่อ พ.ศ. 2378 และตดั แปลงเปน็ เรอื รบ

ดา้ นการพมิ พ์

นอกจากน้ีหมอบรัดเลย์ยัง )ปี พ.ศ. 2379) ทาให้มีการพิมพ์หนังสือ
ภาษาไทยเป็นคร้ังแรกโดยพิมพ์คาสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาไทย เมื่อวันท่ี
26 ตบลาคม พ.ศ. 2379 ต่อมาปี พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์พิมพ์ปฏิทิน
ภาษาไทยข้ึนเป็นครั้งแรกในด้านการหนังสือพิมพ์งบับแรกในสมัยรัชกาลท่ี 3
หมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์แถลงข่าวรายปักษ์เป็นภาษาไทย ชื่อ
บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder) มีเร่ืองสารคดี ข่าวราชการ ข่าว
การคา้ ข่าวเบ็ดเตล็ด งบับแรกออกเมื่อวันท่ี 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387หนังสือ
บทกลอนเล่มแรกท่ีพิมพ์ขายและผู้เขียนได้รับค่าลิขสิทธิ์คือ นิราศลอนดอน
ของหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิสรางกูร( โดย หมอบรัดเลย์ ซ้ือ

กรรมสิทธ์ิไปพิมพ์ในราคา 400 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถบนายน พ.ศ. 2404 และ
ตีพิมพ์จาหนา่ ยคร้ังแรกเมื่อวนั ท่ี 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404เทคโนโลยขี องไทย
ภายใต้อทิ ธพิ ลของชาวตะวันตก
ด้านการศกึ ษา

วัดพระเชตพบ นวมิ ลมงั คลาราม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนบนการเล่า
เรียนเขียนอ่านสาหรับเด็ก เน่ืองจากแบบเรียนเดิมนั้นยากไปกาหนับเด็ก จึง
ทรงพระกรบณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชแต่งตาราเรียนภาษาไทย

ขึ้นมาใหม่ ในชอ่ื เก่า คอื หนงั สอื จนิ ดามณี นอกจากนน้ั ยงั ทรงพระกรบณาโปรด
เกล้าฯ ให้ผู้มีความรู้นาตาราต่าง จารึกลงบนศิลา ประดับไว้ตาม ฝาผนัง
อาคารต่าง ของวัดราชโอรสาราม วัดสบทัศน์เทพ วราราม โดยเงพาะท่ีวัด
พระเชตบพนวิมลมังคลารามอันเป็นวัดท่ีสาคัญท่ีทรงโปรดให้บูรณะ ในรัชกาล
ของพระองค์ ความรู้และตาราต่าง ท่ีโปรดให้จารึกไว้นั้นมีทั้งวิชาอักษร
ศาสตร์ แพทยศาสตร์ พทบ ธศาสตรแ์ ละโบราณคดี เชน่ ตาราโคลง งันท์ กาพย์
กลอน ตารายา ตาราโหราศาสตร์ พร้อมกันนั้นกท็ รงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตน
แสดงท่าบาบัดโรคลม กับคาโคลงบอกชนิดของลม ต้ังไว้ในศาลารายรอบเขต
พบทธาวาสทาให้ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ได้อย่าง
แพร่หลาย จนคนไทยท้ังหลายในยบคนั้นกล่าวว่า วัดพระเชตบพนวิมลมังคลา
ราม เป็นมหาวทิ ยาลยั แหง่ แรกของเมอื งไทย

ด้านศลิ ปกรรม

วัดอรณบ ราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร
การทานบบารบงศิลปกรรมในรัชสมัยน้ีแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ
ศิลปกรรมท่ีสร้างขึ้นมาใหม่ และศิลปะแบบพระราชนิยม โดยศิลปกรรมที่
สร้างข้ึนมาใหม่นี้ เงพาะด้านสถาปัตยกรรม เป็นศิลปะท่ีผสมผสานระหว่าง
ศิลปะไทย จีน และตะวันตก ด้วยติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศทาให้
อิทธิพลทางด้านศิลปะเข้ามาผสมผสาน ส่วนศิลปะแบบพระราชนิยม เป็น
ศิลปกรรมไทยที่มีลักษณะโดดเด่นมากเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ อย่าง
แท้จริง ซ่ึงยังหลงเหลือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาจนทบกวันน้ี ก่อนท่ีศิลปะ
ทางตะวันตกจะเข้ามาอิทธพิ ลในงานศิลปะไทยในยคบ ตอ่ มา

ดา้ นวรรณคดี

พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจ้าอยู่หวั ทรงเป็นกวที ีส่ ามารถพระองค์หน่ึง
ก่อนเสด็จข้นึ ครองราชย์ทรงสนพระราชหฤทัยในการประพันธ์ ไดท้ รงพระราช
นิพนธ์วรรณกรรมหลายเร่ือง คือ โคลงปราบดาภิเษกเงลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศหล้านภาลัย บทละครเร่ืองสังข์ศิลป์ชัยเพลงยาว
สงั วาส และบทเสภาบางตอนในเร่ืองขบนช้างขบนแผน เม่ือทรงครองราชย์ทรงมี
พระพระราชกรณียกิจมากมาย ทาให้ไม่มีเวลาในการ พระราชนิพนธ์
วรรณกรรมด้วยพระองค์เอง แต่ถึงกระน้ันก็ทรงทานบบารบงวรรณกรรมอย่าง

กว้างขวางโดยเงพาะวรรณคดีทางพระ พบทธศาสนาในรัชสมัยนี้ยังมีกวีท่ี
สาคญั เชน่ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานบชิตชิโนรส และสบนทรภู่
ซ่ึงมีชื่อเสียงมาต้ังแต่รัชกาลที่ 2 แล้ว วรรณคดีท่ีแต่งข้ึนมาในรัชสมัยนี้ ได้แก่
ลิลิตตะเลงพ่าย ปฐมสมโพธิกถา กฤษณาสอนน้องคางันท์ระเด่นลันได โคลง
สภบ าษิตโลกนิติ เปน็ ต้น
ดา้ นกวีและวรรณกรรม
กวคี นสาคัญในสมยั รชั กาลที่ 3 เปน็ กวที ี่สบื ต่อมาจากสมยั รัชกาลที่ 2 ท่คี วรจะ
กลา่ วถงึ มีดงั น้ี

1. พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หวั
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้สนพระทัยในด้านการประพันธ์

มากนัก ในสมัยรัชกาลท่ี 2 พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ วรรณคดีไว้ ท่ีสาคัญ

ไดแ้ ก่ บทละครนอกเรอื่ งสังข์ศิลป์ชัย เสภาเรือ่ งขบนช้างขบนแผนตอนขนบ ชา้ งตาม
นางวันทอง โคลงปราบดาภิเษก เมื่อขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็ทรงสนับสนบน
วรรณคดีที่เกี่ยวกับพระพบทธศาสนา ส่วนใหญ่เป็นผลงานของ สมเด็จกรม
พระปรมานชบ ิตชิโนรส

2. สมเด็จกรมพระปรมานบชติ ชิโนรส
พระนิพนธ์ท่ีสาคัญ ได้แก่ ลิลิตตะเลงพ่าย สมบทรโฆษคางันท์ ปฐมสมโพธิ

กถา ร่ายยาวมหาเวชสันดรชาดก 11 กัณฑ์ ) เว้นกัณฑ์มหาพนและมัทรี (
กฤษณาสอนนอ้ งคางันท์ ลลิ ติ พยบหยาตราพระกฐินทางสถลมารคและชลมารค
โคลงดั้นยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือครั้ง
ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตบพนวิมลมังคลาราม ตารางันท์มาตราพฤตและ
วรรณพฤต พระราชพงศาวดารกรบงศรอี ยธบ ยา

3. คบณพบม่ เป็นกวีหญิงคนแรกของไทย เป็นนักโต้สักวา ชอบโต้สักวาเรื่อง
อิเหนา โดยคบณพบ่มเป็นฝ่ายบบษบา ด้วยเหตบที่คบณพ่บมมีบ้านอยู่บนแพริมน้ามี
ความเช่ียวชาญ ในการบอกบทสักวา จนได้รับสมญาว่า “บบษบาท่าเรือจ้าง”
เพลงยาวเงลิม พระเกียรติ ) แต่งในสมัย ร. 5 ) เพลงยาวบวงสรวงงลองสระ
บางโขมด

สมเดจ็ กรมพระยาเดชาดิศร
4 . สมเดจ็ กรมพระยาเดชาดิศร พระนามเดมิ พระองค์เจา้ ชายม่ัง (พ.ศ. 2336-
2402)เป็นพระราชโอรสองค์ท่ี 15 ในพระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศล้านภาลัย
เปน็ ผชู้ านาญในการ ประพันธโ์ คลงส่ีสภบ าพ ผลงานที่สาคญั คือ การ
ชาระโคลงโลกนิติ นริ าศเสด็จไปทัพเวียงจันทน์ โลกนติ คิ าโคลง

5. พระมหามนตรี ) ทรพั ย์ ( แต่งบทละครส้นั ลอ้ เร่อื งอิเหนาชอ่ื เรอื่ ง ระเดน่
ลันได โคลงฤาษีดัดตน เพลงยาวกลบทชื่อกบเต้นสามตอน เพลงยาวแคะไคล้
พระมหาเทพ)ทองปาน(

6. คบณสบวรรณ เป็นกวีผู้หญิงอีกคนในสมัยน้ัน แต่งเพลงยาวนิราศ เรื่องกรม
หม่ืนอปั สรสดบ าเทพประชวร บทละครเรื่องพระมเหลเถไถและอบณรบทร้อยเรื่อง
ในรชั กาลต่อมา

กรมหลวงวงศาธริ าชสนทิ
7. กรมหลวงวงศาธริ าชสนทิ พระนามเดมิ พระองคเ์ จ้าชายนวม เปน็ พระ
ราชโอรสองคท์ ่ี 49 ในพระบาทสมเดจ็ พระพบทธเลศิ ล้านภาลยั พระองค์
เจา้ ชายนวมเปน็ ศษิ ยข์ องกรมสมเดจ็ พระปรมานชบ ติ ชโิ นรส เรือ่ งทที่ รงนิพนธไ์ ว้
ไดแ้ ก่ โคลงจนิ ดามณี โคลงนริ าศพระประธมพระประโทน โคลงนริ าศสบพรรณ
8. นายมี )หมน่ื พรหมสมพัตสร( แตง่ นริ าศถลาง นิราศเดือน นริ าศพระแทน่
ดงรงั นริ าศสพบ รรณ

ดา้ นความเปน็ อยู่

กลองวนิ จิ งยั เภรี
พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลทบกข์สบขของราษฎร ด้วยมีพระบรมราช
วินิจงัยว่า ไม่ทรงสามารถจะบาบัดทบกข์ให้ราษฎรได้ หากไม่เสด็จออกนอก
พระราชวัง เพราะราษฎรจะร้องถวายฎีกาได้ต่อเม่ือพระคลังเวลาเสด็จออก
นอกพระราชวังเท่า นั้น จึงโปรดให้นากลองวินิจงัยเภรีออกตั้ง ณ ทิมดาบ
กรมวัง ใน เพ่ือราษฎรผู้มีทบกข์จะได้ตีกลองร้องถวายฎีกาไปทูลเกล้า
ทูลกระหม่อมถวาย เพ่ือให้มีการชาระความกันต่อไป โดยพระองค์จะคอย
ซักถามอยู่เนอ่ื ง ทาใหต้ บลาการ ผ้ทู าการพพิ ากษาไม่อาจพลกิ แพลงคดเี ปน็ อน่ื
ได้

ด้านการแพทย์

หมอบรดั เลย์
พ.ศ. 2379 ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีศาสนาจารย์และนายแพทย์ชาว
อเมริกันและอังกฤษเดินทางเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาเพิ่มมากข้ึน หน่ึงใน
จานวนน้ีคือศาสนาจารย์ แดน บีช บรัดเลย์ เอ็ม.ดี. หรือท่ีคนไทยรู้จักกันดีใน
นามของ หมอบรัดเลย์ ได้เป็นผู้ริเริ่มให้มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และการ
งี ด วั ค ซี น ป้ อ ง กั น อ หิ ว า ต ก โ ร ค แ ล ะ ก า ร ท า ผ่ า ตั ด ขึ้ น เ ป็ น ค รั้ ง แ ร ก ใ น ก รบ ง
รตั นโกสินทร์ เรมิ่ มี การผา่ ตัดตามวิธศี ัลยกรรมแผนปัจจบบ ัน พ.ศ. 2390 การ
ใช้ยาสลบ โดยหมอเฮ้าส์

ดา้ นเทคโนโลยี
พวกมิชชั่นนารีอเมริกา เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ทันสมัยให้แก่คนไทย เช่น

พระบาทสมเดจ็ พระป่ินเกล้าเจา้ อยหู่ ัวทรงศึกษาวชิ าดาราศาสตร์ เดนิ เรอื วชิ า
ชา่ ง และต่อกลเรอื ไฟได้เปน็ คร้งั แรก สมเดจ็ เจ้าพระยาบรมมหาศรีสบรยิ วงศ์ ได้
ศึกษาวิชาการต่อเรือกาปั่นใบแบบฝรั่งเศสได้อย่างดี ต่อ ลาแรกได้สาเร็จ
เม่ือ พ.ศ. 2378 และดดั แปลงเป็นเรือรบ

ดา้ นดาราศาสตร์และวทิ ยาศาสตรเ์ บื้องตน้
หมอเฮ้าส์ มชิ ชันนารี ผู้ท่ที าให้คนไทยรู้จกั ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลื่อมใสและแต่งต้ังให้เป็นที่
ปรึกษาการศึกษา การศึกษาภาษาอังกฤษ มิชชันนารีอเมริกันชื่อ เจสซี่ คาส
แวส์ ได้ถวายการสอนภาษาอังกฤษ แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ขณะที่
ทรงผนวชอยู่ท่ีวัดบวรนิเวศน์ขนบธรรมเนียมและประเพณี จากการท่ีมีพวก
มชิ ชนั นารมี าอย่ใู นไทย ทาให้มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น
เลกิ ประเพณีเข้าเฝา้ โดยไมใ่ ส่เส้ือ

สรปบ เหตกบ ารณ์สาคัญในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจ้าอยู่หวั
- เกิดสบริยบปราคาถึง 5 ครงั้
- พ.ศ. 2367 มีเหตบการณส์ าคญั ดงั น้ี

- พระบาทสมเด็จพระพบทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต ขณะมี
พระชนมายบได้ 57 พรรษา ครองราชยไ์ ด้ 15 ปี
- พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวปราบดาภิเษกเป็น
พระมหากษตั รยิ ์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศจ์ ักรี
- โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดพิธีให้อบปราชาภิเษกพระองค์เจ้า
อรโบ ณทัยขน้ึ เปน็ ที่ "กรมพระราชวังบวรสถานมงคล"
- โปรดเกล้าฯ ใหส้ ง่ กองทพั ไทยไปชว่ ยองั กฤษรบพม่า
- พ.ศ. 2368 เฮนรี เบอร์นี ขอเขา้ มาทาสัญญาคา้ ขาย
- พ.ศ. 2369 มเี หตบการณส์ าคัญดงั น้ี:
- ลงนามในสญั ญา เบอร์นี
- เจ้าอนบวงศ์เป็นกบฏ โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เป็น
แม่ทัพใหญ่ยกไปปราบ กาเนิดวีรกรรมท้าวสบรนารี (คบณหญิงโม(
และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสภบ าวดี )สิงห์ สิงหเสนี( แม่ทัพหน้า
เป็นเจา้ พระราชสบภาวดี ว่าทีส่ มบหนายก
- พ.ศ. 2370 เริม่ สร้างพระสมทบ รเจดยี ์
- พ.ศ. 2371 ร้อยเอกเจมส์โลว์ จัดพิมพ์หนังสือภาษาไทยเป็นครั้งแรก
มิชชนั นารอี เมริกันเดินทางมาเผยแพรศ่ าสนาในเมืองไทย


Click to View FlipBook Version