รักท่ีน่ีเสมือนบ้าน เพราะเริ่มรับราชการ
ท่ีนี่และเกษียณอายุราชการท่ีน่ี ชีวิตส่วนตัว
แ ล ะ ชี วิ ต ทา ง รา ช การมี ท้ง สุ ข เ ศร้ า ส า เ ร็ จ
ล้ ม เ ห ล ว ส ม บู ร ณ์ ขา ด พ ร่ อ ง ถู ก ต้ อ ง
ผดิ พลาด
แ ต่ ก็ ภู มิ ใ จ ท่ี มี ส ติ ร ะ ลึ ก รู้ อ ยู่ บ้ า ง ที่ น า
ความ ล้มเหลว ขาดพร่อง ผิดพลาด เป็น
เน้ือหาที่เรียน ทาให้เกิดความถูกต้อง สาเร็จ
และสมบูรณ์ สาหรบั ชีวติ หลงั ความตายต่อไป
ผชู้ ่วยศาสตราจารยส์ ุชาติ พงษ์พานิช
ระลกึ คุณอนนั ต์ ดว้ ยใจนิยมบชู า
ระลกึ คณุ อนันต์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษ์พานิช
วนั เดือนปเี กิด ๘ กนั ยายน ๒๔๙๒
การศึกษา กศ.บ. (ภาษาไทย)
นศ.บ.
กศ.ม. (ภาษาและวรรณคดีไทย) สาขาอุดมศึกษาและการฝกึ หดั ครู
ประวตั ิการทำงาน (เริม่ ) ข้าราชการชน้ั ตรี
- อาจารย์ตรี ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๔
- อาจารย์ ๑ วค.นว. ๓๐ กนั ยายน ๒๕๑๘
- อาจารย์ ๒ วค.นว. ๑ ตุลาคม ๒๕๒๓
- ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖
เคร่อื งราชอิสริยาภรณ์ทีไ่ ดร้ บั
จ.ม., ต.ม., ต.ช., ท.ม., ท.ช.
ประสบการณ์ทำงาน อาจารยผ์ สู้ อน
หัวหน้าสาขาเรอ่ื งภาษาไทย
หวั หน้าภาควชิ าภาษาไทย
หวั หน้าแผนกธรุ การ
รองหวั หน้าคณะวิชามนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์
รองหัวหน้าสำนกั งานอธิการบดี
ประธานสภาคณาจารย์และขา้ ราชการ
ด้วยใจนิยมบูชา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษ์พานิช เป็นท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีคุณูปการต่อ
สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
เป็นอย่างยิ่ง นอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้านทั้งด้านการใช้ภาษา ภาษาศาสตร์
วรรณคดี และได้อทุ ิศตนในการทำงานสอนถา่ ยทอดความรใู้ ห้แก่นกั ศึกษาอยา่ งเตม็ ภูมริ แู้ ละ
ความสามารถแล้ว ท่านยังสละเวลาทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาเพื่อทำ
ประโยชน์ให้แก่สาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัย อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย อาทิ
เปน็ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์ เปน็ บรรณาธิการ
ในการจัดทำหนังสือครูภาษาไทยของแผ่นดิน : พระอัจฉริยภาพทางภาษาไทยในพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกเนื่องในการประชุมสัมมนาทางวิชาการเฉลิม
พระเกียรติ ๗๒ พรรษา “ครูภาษาไทยของแผ่นดิน” และเป็นผู้ให้คำปรึกษาการทำผลงาน
วิชาการในการเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการให้แก่อาจารย์ในสาขาวิชา และรวมถึงอาจารย์
สาขาวิชาอืน่ ๆ ในคณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีกด้วย
ในวาระครบรอบ ๑ ปี การจากไปของผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษ์พานิช สาขาวิชา
ภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์จึงมีดำริ
ที่จะรวบรวมผลงานวิชาการบางส่วนของท่านอาจารย์มาจัดพิมพ์รวมไว้ด้วยกัน เพื่อจัดทำ
เป็นหนังสือที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว โดยหนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาหลักออกเป็น ๒ ส่วน
ได้แก่ ศึกษาสำเร็จทุกประการ และ ผ้กู อปรเกิดประโยชนศ์ ึกษา
ศึกษาสำเร็จทุกประการ เป็นการรวบรวมบทความ จำนวน ๕ เรื่อง คือ เรื่อง
มหาราชผู้ทรงเป็นครูภาษาไทยของแผ่นดิน เรื่อง เปรียบเทียบพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน ฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๒ กับ ๒๕๕๔ เรื่อง อาหารบนจานยักษ์
และเรื่อง คำสอนใครไม่ยิ่งใหญ่เท่าใจสอนตน ซึ่งเป็นบทความที่ได้รับการเผยแพร่ใน
วารสารและหนังสือเฉพาะกิจซง่ึ หาอ่านได้ยาก สว่ นบทความเรือ่ ง ลกั ษณะการใชส้ ัญลักษณ์
ในบทอัศจรรย์ เป็นการตัดตอนเนื้อหามาจากปริญญานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตเรื่อง
วิเคราะห์บทอัศจรรย์ในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.
๑๙๙๒-๒๔๑๑) ที่แม้จะเขียนขึ้นมายาวนานกว่า ๔๗ ปีแล้ว แต่ก็ยังมีความน่าสนใจ มี
คุณค่าทางด้านวรรณคดีศึกษา และมีผู้นำไปอ้างอิงอยู่เสมอ นอกจากนั้นยังได้รวบรวม
รายชื่อผลงานวิชาการและหนังสือที่ท่านอาจารย์ได้เขียนหรือรับผิดชอบทำหน้าที่เป็น
บรรณาธิการ มาจัดทำเป็นบรรณานุกรม เพ่อื อำนวยสะดวกแก่ผู้ต้องการสืบค้นข้อมลู ด้วย
ส่วน ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา เป็นรายชื่อนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะ
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ที่ได้รับ “ทุนการศึกษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษ์พานิช” ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๔ ซึ่งทุนการศึกษา
ดังกล่าวเกิดจากเงินตั้งต้นจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่ญาติของท่านอาจารย์ได้แสดงความ
จำนงมอบให้สาขาวิชาภาษาไทยฯ หลังจากพิธีฌาปนกจิ แล้ว สำหรบั จดั สรรเป็นทุนการศึกษา
ให้แก่นักศึกษาที่ขาดแคลน โดยเล็งเห็นว่าการสงเคราะห์นักศึกษาที่มีความลำบากและ
เดือดรอ้ นเป็นกิจทีท่ ่านอาจารย์ได้กระทำมาโดยตลอด
สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครสวรรค์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ “ระลึกคณุ อนนั ต์” ที่จัดทำขนึ้ “ด้วยใจนิยมบชู า”
เล่มนี้ จะเป็นเครื่องหมายแห่งกตเวทิตาคุณที่ฉายชัดให้เห็นถึงความเป็นผู้เปี่ยมด้วยภูมิรู้
ในศาสตร์และศิลป์ด้านภาษาไทยที่ท่านอาจารย์ได้ “ศึกษาสำเร็จทุกประการ” และเป็น
ประจักษ์พยานแห่งการเป็น “ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา” ของผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ
พงษ์พานิช ทไี่ ด้กระทำมาตลอดทั้งชวี ิตของท่าน... ตลอดไป
สารบญั
ระลึกคณุ อนันต์
ดว้ ยใจนิยมบูชา
ศึกษาสำเร็จทุกประการ : ๑
มหาราชผู้ทรงเป็นครูภาษาไทยของแผ่นดิน....................................................... ๓
เปรยี บเทียบพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ฉบับพทุ ธศักราช ๒๕๔๒
กบั ๒๕๕๔............................................................................................... ๙
อาหารบนจานยักษ์........................................................................................... ๓๕
คำสอนใครไมย่ ิ่งใหญ่เทา่ ใจสอนตน.................................................................. ๔๗
ลกั ษณะการใช้สญั ลกั ษณใ์ นบทอศั จรรย.์ .......................................................... ๖๓
บรรณานุกรมผลงานตา่ ง ๆ .............................................................................. ๗๘
ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา : ๘๐
รายชื่อนกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยทีไ่ ด้รับทุนการศึกษาผู้ชว่ ยศาสตราจารย์
สชุ าติ พงษ์พานิช ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๔.......................................... ๘๑
๑
ศกึ ษาสาเร็จทกุ ประการ
๒
๓
มหาราชผ้ทู รงเปน็ ครูภาษาไทยของแผ่นดิน*
คำว่า “ครู” เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตมีความหมายว่า หนัก คือ หนักด้วย
ภาระหน้าที่ในอบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้คู่คุณธรรม การสั่งสอนคนสามารถทำได้ ๒
ลักษณะ คือ สอนด้วยการบอกกล่าวแนะนำด้วยการพูดการเขียนอย่างหนึ่ง และสอนด้วย
การประพฤติปฏิบตั ิเป็นแบบอยา่ งให้ผอู้ ืน่ นำไปปฏิบตั ิตามอีกอยา่ งหนึง่
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นยิ่งกว่ากษัตริย์
ทรงเป็นพ่อหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นนักการศึกษา ทรงเป็นนักพัฒนา และทรงเป็นอื่น ๆ
อีกมากมาย รวมท้ังทรงเปน็ ครขู องแผน่ ดินด้วย ทีก่ ล่าวว่าทรงเปน็ ครูของแผ่นดินก็เพราะว่า
ทรงใฝ่รู้ ศึกษาค้นคว้า ทดลองวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จนเชี่ยวชาญในศาสตร์
สาขาต่าง ๆ เหลา่ น้ัน แล้วทรงนำเอาผลจากการศึกษาทดลองมาถ่ายทอดสงั่ สอนให้แกอ่ าณา
ประชาราษฎร์ รวมทั้งทรงประพฤติปฏิบัติในเรื่องที่ทรงเผยแพร่เหล่านั้นให้แบบอย่างเป็นที่
ประจักษ์แก่สาธารณชนอยู่เป็นนิจ พระองค์จึงทรงเป็นทั้งผู้รู้จริง ผู้รู้ประพฤติ และพระผู้รู้
แสดง ทำให้อาณาประชาราษฎรได้เรยี นรแู้ ละดำเนินรอยตามพระยคุ ลบาท
จากพระราชกรณยี กิจและพระราชจรยิ าวัตรน้อยใหญ่ เป็นเหตุให้บังเกิดความเจริญ
ชมุ่ เย็นในทกุ ๆ ด้าน ทุก ๆ เรื่องตลอดมา
*ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ครูภาษาไทยของแผ่นดิน : พระอัจฉริยภาพทางภาษาไทยในพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หนังสือที่ระลึกเนื่องในการประชุมสัมมนาทางวิชาการเฉลิมพระเกียรติ
๗๒ พรรษา "ครภู าษาไทยของแผ่นดิน" และตีพมิ พค์ ร้ังทีส่ อง ใน วารสารดงแมน่ างเมือง คณะ
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ ฉบับที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๒ -
มีนาคม ๒๕๔๓
๔
ในด้านภาษาไทยนั้น ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ได้เล่าไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาไทยเมื่อทรงเจริญวัยแล้ว คือ เมื่อพระชนมพรรษาราว ๑๓-๑๔
พรรษา ทรงได้ศึกษาภาษาไทยบ้างเล็กน้อยจากพระอาจารย์ที่ไปถวายพระอักษร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั อานนั ทมหิดล ณ ประเทศสวิตเซอรแ์ ลนด์ และเมื่อสมเด็จพระ
บรมเชษฐาธิราชเสด็จนิวัตพระนครครั้งสุดท้าย จึงได้ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจัง ด้วย
ทรงถือว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดของคนไทย และด้วยพระวิริยะอุตสาหะกอปรกบั
ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงศึกษาได้รวดเร็ว พระปรีชาสามารถทางด้าน
ภาษาไทยทีป่ รากฏแกส่ ายตาประชาชนครงั้ แรกก็คอื พระราชนิพนธ์เรือ่ งพระราชานุกิจรัชกาล
ที่ ๘ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานของ ม.จ.หญิง พูนพิศมัย
ดิศกลุ เพ่อื ให้มีพระราชานกุ จิ กรุงรตั นโกสินทรค์ รบ ๘ รชั กาล
ขณะที่ทรงพระราชนิพนธ์นั้น พระองค์มีพระชนมพรรษาเพียง ๑๘ พรรษา พระราช
นิพนธ์เรื่องนี้ผู้ใดได้อ่านก็กล่าวตรงกันว่า เป็นภาษาที่กระชับ กระจ่างชัดเจน สละสลวย
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีข้อบกพร่องทีผ่ ู้ใดจะสามารถติหรือแก้ไขได้เลย
โดยแท้
ได้กล่าวมาแต่ต้นแล้ววา่ ผู้เป็นครนู ั้นสามารถเป็นผู้รู้แสดงได้ ๒ ลักษณะ คอื เป็นครู
โดยการแนะนำบอกกล่าวเรื่องที่จะสอนด้วยการพูดหรือการเขียนประการหนึ่ง และเป็นครู
โดยการประพฤติปฏิบตั ิในสิ่งที่ถูกต้องดีงามเพื่อเป็นต้นแบบให้ผู้อืน่ ศรัทธาและนำไปประพฤติ
ปฏิบตั ิตามอีกประการหนึง่ ในด้านภาษาไทยน้ันพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงเป็นครูของ
แผน่ ดินท้ัง ๒ ลักษณะ
ในอันดับแรกจะขอกล่าวถึงความเป็นครูของพระองค์ในลักษณะแรกเสียก่อน คือ
ทรงเปน็ ครโู ดยการบอกกลา่ ว ตวั อยา่ งเช่น เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมการประชมุ
ทางวิชาการของชุมนมุ ภาษาไทย คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ในครั้งนั้นได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับภาษาไทยไว้หลาย
ประการ ขออญั เชิญพระราชดำริบางตอนมาเปน็ ตัวอยา่ งดังนี้
๕
“ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเปน็ สิ่งที่
สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาไว้
ให้ดี ประเทศไทยน้ันมีภาษาของเราเองจึงต้องหวงแหน ประเทศใกล้เคียงของ
เราหลายประเทศมีภาษาของตัวเอง แต่วา่ เขาไมค่ ่อยแข็งแรง เขาต้องพยายาม
หาทางที่จะต้องสร้างภาษาของตนเองไว้ให้มั่นคง เราโชคดีที่มีภาษาของตนเอง
แต่โบราณกาล จึงสมควรอยา่ งยิง่ ที่จะรกั ษาไว้”
“ในด้านการรกั ษาภาษาน้ันกม็ ีหลายประการ อยา่ งหนึ่งต้องรักษาให้
บริสุทธิ์ในด้านการออกเสียงให้บริสุทธิ์ให้ชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้
บรสิ ทุ ธิใ์ นด้านวิธีใช้”
“ขอมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ภาษาไทยหรือภาษาทั้งหลายที่ใช้ใน
ปัจจุบันเป็นภาษาที่มีชีวติ เป็นภาษาที่ประชาชนใช้ ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ความหมาย ถา้ เราบญั ญัติศพั ท์อะไรข้ึนมา กจ็ ะขอให้ประชาชนท้ังประเทศเป็น
ผู้ท่มี ีความคดิ ในด้านภาษาเป็นศพั ท์บญั ญตั ิกรกนั ท้ังชาติ หรอื เป็นวิทยากรที่มี
ความรู้ทั้งชาติไม่ได้ เราจะไปโกรธประชาชนแทนโกรธตัวเองไม่ได้ แก้ตัวไม่
หลุด ทางทีด่ ีเราบญั ญตั ิแล้วกต็ ้องลองดูวา่ เขาเข้าใจรเึ ปลา่ ”
ตัวอย่างที่จะขอยกในอันดับต่อมาก็คือ พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแ ก่
คณะกรรมการและสมาชิกของสมาคมฝึกพูดแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ และพระ
บรมราโชวาททีพ่ ระราชทานแกก่ รรมการสมาคมนกั เขียนแหง่ ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔
พระบรมราโชวาททั้ง ๒ ครั้ง แสดงถึงพระราชดำริเกี่ยวกับจรรยาบรรณของนักพูดและ
นกั เขียน ไว้ว่า
“คำพูดนมี้ ีพลงั พลงั นีถ้ า้ ใช้เปะปะเป็นสิง่ เสียหายต่อผู้อืน่ ได้ แตพ่ ลัง
นั้นเหมือนพลังของไม้กระบองที่เหวี่ยงอย่างแรงมีผลได้ หรือของอาวุธ หรือ
ระเบิด อยา่ งพลงั ของอาวุธปรมาณอู อกไปในทางทีพ่ ัง ทำให้พงั ก็พงั หมดได้ แต่
๖
ว่าถ้าทำในทางที่ดี ใช้พลังในทางที่ถูกต้อง ที่เป็นประโยชน์ ก็จะเป็นประโยชน์
ได้อย่างยิง่ ”
“นักเขียน นักประพันธ์ นักแต่ง นักแสดงออกซึ่งความคิด มี
ความสำคัญ และมีอิทธิพลอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของบ้านเมืองได้ ขอพูดแค่เพ่ือ
บ้านเมือง ไมข่ อพูดเพอ่ื ลทั ธิหรอื เพือ่ อะไร เข้าใจวา่ ทา่ นเป็นคนไทยทั้งน้ัน เราก็
ต้องทำประโยชน์แก่บ้านเมือง และถ้าขยายออกไปนิดหน่อย ก็ขยายไปให้เป็น
ประโยชนต์ อ่ เพือ่ นมนุษย”์
นอกจากจะทรงสั่งสอนผู้อื่นแล้ว พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัวก็ทรงปฏิบัติพระองค์
ในลักษณะ “ทำเหมือนอย่างที่สอนให้ผู้อื่นทำ” เพราะสิ่งใดที่มีพระราชดำรัสให้พสกนิกร
ประพฤติปฏิบัติ สิ่งนั้นก็จะปรากฏในพระราชจริยาวัตรด้วยทั้งสิ้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรม
หมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ตรัสไว้ว่า “พระบาทสมเด็จพระภูมิพลมหาราชของเราองค์นี้แหละ
ทรงพระราชสมภพในต่างประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์มาก แต่กลับทรงเป็นผู้สนพระราช
หฤทัย ทรงรักหวงแหน ทรงเป็นหว่ งภาษาไทยยิ่งกว่าผู้ใดในปฐพี”
สว่ นความเปน็ ครใู นลักษณะเปน็ แบบอย่างให้ผอู้ ืน่ ประพฤติปฏิบตั ิตามน้ัน มีอยู่อย่าง
เพียบพร้อมในพระราชจริยาวัตรของพระองค์ท่าน กล่าวคือ คุณสมบัติของผู้สื่อสารที่ดี
นอกจากจะมีความสามารถในด้านการคิดแล้ว ยังจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความจริงใจ
มีปฏิภาณไหวพริบ มีอารมณ์ขัน ตลอดจนมีความอดทนที่จะข่มใจเพื่อให้ผู้อื่นที่มีความคิด
ขัดแย้งกับตนได้มีโอกาสแสดงออก รวมทั้งมีสติที่จะคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่าง
เหมาะสมงดงาม คณุ สมบัติทงั้ หลายเหลา่ นีม้ ีอย่างเต็มเปี่ยมในพระราชจริยาวตั รให้มหาชนได้
พบเห็นอยู่ตลอดเวลา ในที่นี้จะยกตัวอย่างเฉพาะบางด้านบางประการ โดยเฉพาะในเรื่องมี
พระสติและปฏิภาณไหวพรบิ ในการสือ่ สาร
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เล่าถึงเหตุการณ์
เมื่อครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ไว้ว่า เมื่อเสด็จพระ
ราชดำเนินถึงมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ซึ่งถวายปริญญาบัตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งไม่พอใจนโยบายของรัฐบาลไทยใน
๗
สมัยนั้น ได้แสดงกิริยาอาการที่ไม่บังควรต่าง ๆ รวมทั้งโห่ฮาป่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวจะพระราชทานพระราชดำรัสตอบหลังจากได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาแล้ว
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวทรงเปิดพระมาลาทีท่ รงคู่กบั ฉลองพระองค์ครยุ แล้วหันพระองค์
ไปโคง้ คำนบั กลมุ่ ปัญญาชนเหลา่ นั้นอยา่ งงดงามนา่ ดทู ี่สดุ พระพกั ตรย์ มิ้ นิด ๆ พระเนตรมีแวว
เยาะหน่อย ๆ และมีพระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก ใจความว่า “ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอัน
มากในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงออกต่อแขกเมืองของท่าน”
รับสัง่ เพียงเทา่ นั้นแล้วกห็ นั พระองคม์ ารบั สง่ั ตอ่ ผู้ทีน่ ่ังฟงั อยใู่ นหอประชุม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าต่อไปอีกว่า เสียงที่โห่ฮานั้นเงียบลง
ทันทีราวกับปิดสวิตซ์ ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสด ๆ ถึง
วัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยว่า “ไทยเรามีความเจริญในทุก ๆ ด้านมาแล้วไม่น้อยกว่า ๗๐๐
ปี” หลังจากรับสั่งว่า ๗๐๐ ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนพึ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ แล้ว
โคง้ พระองคอ์ ยา่ งสภุ าพแล้วตรสั วา่ “ขอโทษลืมไปตอนน้ันยังไมม่ ีประเทศออสเตรเลียเลย”
หลังจากนั้นได้มีพระราชดำรัสถึงลักษณะของคนไทย ใจความว่า “แต่ไหนแต่ไรมา
คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรา
มักใชป้ ัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตผุ ลก่อน แล้วจงึ ตัดสินใจวา่ สิง่ ไรเปน็ อยา่ งไร ไม่สุม่ สีส่ มุ่ ห้า
ตัดสินใจอะไรตามใจชอบโดยไม่ใช้เหตุผล” และเมื่อเสร็จงานเรียบร้อยแล้ว รถพระที่น่งั ต้อง
ผ่านกลุ่มปัญญาชนกล่มุ น้ัน สมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถทรงเล่าวา่ “เขายังคงยืน
ดูเราอยู่อย่างเก่า แต่อากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บางคนหน้าตาเฉย ๆ เจื่อน ๆ ดูหลบตา
พวกเรา ไม่มีการมองอย่างประหลาดอีกแล้ว แต่บางพวกก็มีน้ำใจนักกีฬา พอที่จะยิ้มแย้ม
แจ่มใส โบกมือและปรบมือให้ตลอดทาง”
เหตุการณค์ รั้งนั้นแสดงให้เห็นพระสติและพระปฏิภาณไหวพรบิ อันเฉียบคม สามารถ
สยบผู้ที่ต่อต้านพระองค์อย่างไร้เหตุผล ด้วยพระราชจริยาวัตรซึ่งงดงามและประทับใจยิ่ง
สมกบั ทท่ี รงเป็นนักพูด “มือชั้นคร”ู โดยแท้
พระอารมณ์ขันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีผู้เล่าสู่กันมาอยู่เสมอ เรื่องของอารมณ์ขันหรือที่
ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sense of humour นั้น เป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการพูดการเขียนที่จะทำให้
ผู้รับสารประทับใจเพราะอารมณ์ขัน จะทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นคนคุ้นเคย คนที่ชัง
เปลี่ยนมาชอบ เปลี่ยนความจืดชืดให้กลายเป็นมีรสชาติ และความตึงเครียดเปลี่ยนเป็น
๘
ผ่อนคลาย หากผู้ใดได้อ่านหรือได้ฟังกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลใน
โอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีตามสถาบันการศึกษา ก็จะ
พบวา่ มีเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือของผู้เข้าเฝ้าฯ เปน็ ระยะ ๆ ตลอดเวลา
ผู้ใช้นามปากกว่า สุวิชา ได้เล่าว่า เมื่อครั้งน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่าให้ผู้ที่เข้าเฝ้าฯ บางกลุ่มฟังว่า “ไปกรุงเทพฯ ไปหลาย
แหง่ ทีเดียว ธนบุรกี ไ็ ปนะ ฝัง่ ธนนี่ธรรมดาไม่ค่อยได้ไป ไปไมถ่ กู คราวนเี้ ลยได้ไป ไปตามคลอย
มันไมใ่ ช่ซอยแล้วนี่ มีแต่เรือวิง่ ไปหมด ก็เลยกลายเปน็ คลอยไป” ที่รบั ส่ังวา่ “คลอย” ก็เพราะ
ทรงนำคำว่า “คลอง” ไปรวมกับคำว่า “ซอย” กก็ ลายเป็น “คลอย”
ในฐานะทีท่ รงเป็น “ครูผูเ้ ป็นตน้ แบบ” ทีช่ าวไทยจะลืมเสียมิได้อีกประการหนึ่งก็คือ
“การมีสัจ” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของผู้สื่อสารที่ดี กล่าวคือ เมื่อครั้งเสด็จ
พระราชดำเนินจากประเทศไทยเพื่อทรงไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ.
๒๔๘๙ นั้น ได้ทรงบันทึกประจำวัน “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์เลนด์” ไว้ตอนหนึ่งวา่
“ถึงวันเบญจมบิตร รถแล่นเร็วไว้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมา
ดัง ๆ ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องลงไปบอกว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว
ข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้” และเวลาล่วงไปได้ ๓ ปีเศษ คือวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓
พระองค์ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ประชาชนชาวไทยว่า “เราจะปกครอง
แผ่นดินโดยธรรม เพ่อื ประโยชน์สขุ แหง่ มหาชนชาวสยาม”
นับตั้งแต่วันที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกประจำวัน และมีพระบรมปฐมราชโองการ
ในวันบรมราชาภิเษก จนถงึ วันนสี้ ิริรวมเวลาไดก้ ว่า ๕๐ ปี ตลอดระยะเวลาที่ผา่ นมา พระราช
จริยาวัตรและพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ได้แสดงให้เห็นพระสัจบารมีอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด
สมคำกล่าวที่ว่า “เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ” เป็นที่ประจักษ์ตาประจักษ์ใจแก่ประชาไทย
และชาวโลกทั้งหลายอย่างชัดแจ้งตลอดมาดุจ “พระโพธิสัตว์ผู้ทรงไม่เคยละทิ้งประชาชนทุก
กรณีและทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม” โดยแท้ ควรที่พสกนิกรทง้ั หลายในแผ่นดินทกุ ฐานะ
ทุกหน้าที่ ทุกตำแหน่ง จะได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม และ
ดำเนินรอยคามพระยุคลบาท “มหาราชผู้ทรงเป็นครขู องแผน่ ดิน” ในเรื่องการใช้ภาษาโดย
ทั่วกนั
๙
เปรียบเทยี บพจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พทุ ธศักราช ๒๕๔๒ กบั ๒๕๕๔
บทคดั ยอ่
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะศึกษาความแตกต่างระหว่างพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๔๒ กับ ๒๕๕๔ ผลการศึกษาพบว่าพจนานุกรมทั้งสอง
ฉบบั มีความแตกตา่ งกันในบางสว่ นของหัวข้อต่าง ๆ ดงั นี้ ๑. คำชแี้ จงหลักการจดั ทำและวิธีใช้
พจนานุกรม ๒. การเรียงลำดับคำและวิธีการเก็บคำ ๓. อักขรวิธี ๔. การบอกลักษณะของ
คำที่ใช้เฉพาะแห่ง ๕. การบอกคำตามหลักไวยากรณ์ ๖. การบอกคำอ่าน ๗. บทนิยาม
๘. ประวัติของคำ ๙. ภาพประกอบบทนิยาม ๑๐. ภาพประกอบท้ายเล่ม กล่าวโดยรวม
ความแตกต่างอยู่ในลักษณะต่าง ๆ คือ ปรับเปลี่ยน เพิ่มเติม หลอมรวม ตัดออก รวมทั้ง
พบว่ามีบางประเด็นหากราชบัณฑิตสถานให้รายละเอียดเพิ่มเติม หรือบางเรื่องจัดให้เข้า
ระบบเดียวกนั ให้มากกวา่ ทีเ่ ปน็ อยู่ ผู้ใชพ้ จนานุกรมกจ็ ะได้ประโยชน์มากยิง่ ขึ้น
*ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือรวมบทความเรื่อง “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน” ของ
คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครสวรรค์ เนื่องในวันภาษาไทยแหง่ ชาติ ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๗
๑๐
พจนานุกรมคือแหล่งรวบรวมคำที่ใช้ในภาษา เป็นแหล่งอ้างอิงที่มีความสำคัญ คือ
ให้ความรู้เรื่องอักขรวิธี การออกเสียง ความหมาย ตลอดจนที่มาของคำ แหล่งที่ผลิต
พจนานุกรมไทยมีหลายแหล่ง แต่แหล่งที่ควรแก่การสนใจคือราชบัณฑิตยสถาน เพราะสำนัก
นายกรัฐมนตรีได้มีประกาศกำหนดให้บรรดาหนังสือราชการ และการศึกษาเล่าเรียนใน
โรงเรียนใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นแม่แบบในการเขียนหนังสือไทย เพื่อให้มี
มาตรฐานเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดเอกภาพในด้านภาษาอันเป็นวัฒนธรรมและ
เอกลักษณข์ องชาติส่วนหนึ่ง
เพอ่ื ความสมบรู ณแ์ ละทนั สมัยอยูเ่ สมอ พจนานกุ รมควรมีการปรบั ปรุงเพิ่มเติมอย่าง
น้อย ๑๐ ปีต่อหนึ่งครั้งหรืออย่างมากไม่ควรเกิน ๒๐ ปี เพราะฉะนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖
ราชบัณฑิตยสถานได้จัดพิมพ์พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ออกเผยแพร่
แก่บุคคลทั่วไป (พิมพ์ครั้งที่ ๒) ด้วยการปรับปรุงแก้ไขมาจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย-
สถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเพิ่มเติมบทนิยามของศัพท์ทั่วไปซึ่งเป็นคำทีม่ ีใช้ในภาษาไทย และเปน็
ที่รู้จักกันแพร่หลาย แต่ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรม รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามของศัพท์
เฉพาะวิชา ได้แก่ ศัพท์กฎหมายไทย ศัพท์ประวัติศาสตร์ไทย ศัพท์พรรณพืช ศัพท์พรรณสัตว์
ศัพท์ดนตรีไทย ศัพท์ดนตรีสากล และราชาศัพท์ ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขานั้น ๆ และที่สำคัญคือเก็บคำศัพท์ที่พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในการพัฒนาเรื่องดิน น้ำ ป่าไม้ โครงการพระราชดำริ โครงการ
ตามพระราชประสงค์ โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ โครงการพระดาบส โครงการ
พัฒนาส่วนพระองค์ โครงการส่วนพระองคส์ วนจิตรลดา โครงการหลวง โครงการอันเนื่องมา
จากพระราชดำริ ไว้ด้วยเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็น
พระมหากษตั รยิ น์ ักพฒั นา
เมื่อศึกษาเปรียบเทียบพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ กับ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (ในส่วนเนื้อหาไม่รวมรูปลักษณ์) แล้วพบว่า
พจนานุกรมทั้ง ๒ ฉบับมีความแตกต่างกันในบางส่วนของหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ ๑. คำชี้แจง
หลักการจัดทำและวิธีใช้พจนานุกรม ๒. การเรียงลำดับคำและวิธีการเก็บคำ ๓. อักขรวิธี
๔. การบอกลักษณะของคำที่ใช้เฉพาะแห่ง ๕. การบอกคำตามหลักไวยากรณ์ ๖. การบอก
คำอา่ น ๗. บทนิยาม ๘. ประวัติของคำ ๙. ภาพประกอบบทนิยาม ๑๐. ภาพประกอบท้ายเลม่
๑๑
๑. คำชีแ้ จงหลักการจัดทำและวิธใี ชพ้ จนานกุ รม
ในหัวข้อนี้โดยส่วนใหญ่มีข้อความตรงกัน ส่วนที่ปรับปรุงมักจะเป็นการปรับเพื่อให้
ข้อความกระชับหรือขยายความเพ่อื ให้เกดิ ความชัดเจนยิง่ ขึ้น เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
๓. การเรียงลำดับคำ ... โดยปกติจะ ๓. การเรียงลำดับคำ ... โดยปกติจะ
ไม่ลำดับตามวรรณยกุ ต์ เช่น ไต้ก๋ง ไต้ฝุ่น ไต่ไม้ ไม่ลำดับคำตามวรรณยุกต์ เช่น ไต้ก๋ง ไต้ฝุ่น
แต่จะจัดวรรณยุกต์เข้าลำดับต่อเมื่อคำนั้นเป็น ไต่ไม้ แต่จะจัดวรรณยุกต์เข้าลำดับต่อเมื่อคำ
คำทม่ี ตี วั สะกดการันต์เหมือนกัน เช่น ไต ไต่ ไต้ นน้ั เป็นคำท่มี ตี วั สะกดการนั ตเ์ หมอื นกัน เช่น ไต
ไต๋ หรอื กระตุน่ กระตุ้น ไต่ ไต้ ไต๊* ไต๋ หรอื กระต่นุ กระตุ้น
คำที่มี ็ (ไม้ไต่คู้) จะลำดับอยู่ก่อน คำที่มี ็ (ไม้ไต่คู้) จะลำดับอยู่ก่อน
วรรณยกุ ต์ เชน่ เก็ง เก่ง เกง้ เก๋ง วรรณยกุ ต์ เชน่ เกง็ เกง* เก่ง เก้ง เก๊ง* เก๋ง
* เป็นคำที่มีเสียงวรรณยุกต์แต่ไม่มี
ความหมาย
๒. การเรียงลำดับคำและการเกบ็ คำ
๒.๑ การเรียงลำดับคำ มีวิธีการเหมือนกันตามที่ได้ชี้แจงไว้ แต่พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้แก้ไขข้อผิดพลาดในการเรียงลำดับคำที่ปรากฏใน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เรียง ฮ้าไฮ้ ก่อน ฮ้าเฮ้ย พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เรียง
ฮ้าเฮ้ย ก่อน ฮ้าไฮ้ ตามคำชแี้ จงทีว่ า่ เ- มากอ่ น ไ-
๒.๒ การเกบ็ คำ มีหลายกรณี คอื
๒.๒.๑ เพิ่มเข้า คือ คำที่ไม่เคยมีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๒ กป็ รากฏในพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เชน่
๑๒
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
-
เด็ดสะระตี่ (ปาก) ว. ยอดเยี่ยม เช่น
นกั มวยคู่นตี้ ่อยกันได้เด็ดสะระตี.่
๒.๒.๒ เอาออก คอื คำที่เคยปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ แต่ไมป่ รากฏในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
-
ก็ดี, ก็ได้ ๑ นิ. แสดงความหมายเป็น
ส่วน ๆ หรือเน้นความให้มีน้ำหนักเท่ากัน เช่น
บิดากด็ ี มารดาก็ดี ยอ่ มรักบุตร ยาน้กี ินกไ็ ด้ ทา
กไ็ ด้.
๒.๒.๓ รวม ๒ คำ เปน็ คำเดียว คอื ในพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ ปรากฏคำเป็น ๒ คำ แต่ปรากฏเป็นคำเดียวในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยนำความหมายของท้ัง ๒ คำมาไว้ด้วยกัน เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ทรทึง ๑ [ทฺระ-] (กลอน) ก. คอยท่า, ห่วงใย, ทรทึง [ทอระ-] (กลอน) ก. คอยท่า, ห่วงใย,
ทรรทึง กใ็ ช.้ (ข). บ่นถึง; ทรรทึง ก็ใช้. (ข. ทนฺทึง ว่า คอยท่า,
ทรทึง ๒ [ทฺระ-] (กลอน) ก. บ่น, บ่นถึง, รอคอย).
ทรรทึง กใ็ ช.้
๑๓
๒.๒.๔ แยกบางบทนิยามไปเก็บเป็นอีกคำหนึ่ง คือ ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมบทนิยามหลายแนวไว้ด้วยกัน แต่พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ จะนำบทนิยามคนละแนวมาเก็บไว้เปน็ คำต่างหาก เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดาล ๑ น. กลอนประตู... ดาล ๑ น. กลอนประตู...
ดาล ๒ ก. เกิดข้ึน, เป็นข้นึ , มขี นึ้ น. พ้ืน, ฝ่า ดาล ๒ น. พ้ืน, ฝ่า (ใชแ้ กม่ ือหรอื เท้า)...
(ใชแ้ ก่มอื หรือเท้า)... ดาล ๓ ก. เกิดข้ึน, เป็นข้ึน, มขี ึน้ ...
๒.๒.๕ นำลูกคำมาตั้งเป็นแมค่ ำ คือ คำบางคำปรากฏเป็นลูกคำในพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่มาปรากฏเป็นแม่คำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย-
สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ทะ ๑ ... ทะทัด ... ทะทา ... ทะทาย ... ทะ ๑ ...
ทะท่าว ... ทะ ๒ ...
ทะทดั ...
ทะทา้ ว ... ทะทกึ ... ทะทา ...
ทะ ๒ ... ทะเทียด ...
ทะงัน้ ...
ทะเทียด ...
๒.๒.๖ นำคำไวพจน์เป็นคำคู่เคียง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เปน็ คำไวพจน์ แตใ่ นพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เปน็ คำคู่
เคียงของคำต้ัง เช่น
๑๔
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ฮะเรียสมอ [หะเรียสะหฺมอ] ก. ปล่อยโซ่ ฮะเรียสมอ, ฮะเรียโซ่สมอ [หะเรียสะหฺ
สมอให้ยาวออกไปจากตัวเรือ, ฮะเรียโซ่สมอ ก็ มอ] ก. ปล่อยโซส่ มอให้ยาวออกไปจากตวั เรือ.
ว่า.
๒.๒.๗ นำคำไวพจน์มาเป็นลูกคำ คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ ปรากฏเป็นเพียงคำไวพจน์ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ นอกจากเป็นคำไวพจน์แล้วยงั นำมาเปน็ ลูกคำด้วย เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เฮ ๑ ก. อาการที่คนหมู่มากพรูไปยังที่แห่ง เฮ ๑ ก. อาการที่คนหมู่มากพรูไปยังที่แห่ง
เดียวกัน, เฮโล หรือ เฮละโล ก็ว่า. เฮโล เดียวกัน, เฮโล หรือ เฮละโล ก็ว่า. เฮโล, เฮ
สาระพา ว. เสียงร้องพร้อม ๆ กนั ... ละโล ... เฮละโลสาระพา ...
๓. อักขรวิธี
อกั ขรวิธีในที่นี้หมายถงึ รูปลกั ษณ์ของคำที่มีความหมายเหมือนเดิม ซ่งึ มีการปรับเปลี่ยน
ไปตา่ ง ๆ กัน ดงั นี้
๓.๑ เปลี่ยนการสะกดการันต์ คอื ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
สะกดการันต์อีกแบบหนึ่งต่างจากการสะกดการันต์ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เชน่
๑๕
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
แซด ว. มีเสียงเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์ เช่น แซ่ด ว. มีเสียงเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์ เช่น
คุยกันแซด. คยุ กนั แซด่ .
๓.๒ เพิ่มส่วนของคำให้ยาวขึ้น คือในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ เป็นคำทีม่ ีน้อยพยางค์ แต่ในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการเพิ่ม
พยางคใ์ ห้มากข้นึ เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรรมยุต น. ชื่อพระสงฆ์นิกายหนึ่ง, คู่กับ ธรรมยตุ กิ นิกาย น. ชอ่ื คณะสงฆ์นิกายหนึง่
มหานกิ าย, ธรรมยตุ กิ นิกาย กเ็ รียก. , คกู่ บั มหานิกาย, เรียกส้ัน ๆ วา่ ธรรมยุต.
๓.๓ เพิ่มคำคู่เคียง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คำตั้ง
หรือลูกคำทีม่ ีความหมายนั้น ๆ มีรูปคำเพียง ๑ รูป แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ มีรูปคำ ๒ รูป เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ญาติสืบสายโลหิต (กฎ) น. ญาติที่มี ญาติสืบสายโลหิต, ญาติสืบสายโลหิต
ความสัมพันธก์ นั ทางสายเลอื ด. (กฎ) น. ญาติที่มีความสัมพันธ์กันทาง
สายเลอื ด.
๑๖
๓.๔ ตัดคำคู่เคียง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คำตั้ง
หรอื ลูกคำทีม่ ีความหมายนั้น ๆ มีรปู คำมากกว่า ๑ รปู แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ ลดลงเหลือเพยี ง ๑ รูป เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
โดยสิ้นเชงิ , อยา่ งสิ้นเชิง ว. ทั้งหมดท้ังส้นิ , โดยสิ้นเชงิ ว. ท้ังหมด, ท้ังส้นิ , ทกุ ประการ,
เช่น เขาพ้นข้อหาโดยสิ้นเชิง. โครงการนี้ เชน่ เขาพน้ ขอ้ หาโดยส้นิ เชงิ . อยา่ งสิน้ เชงิ กว็ ่า.
ล้มเหลวอยา่ งส้ินเชงิ .
๔. การบอกลักษณะของคำทใ่ี ชเ้ ฉพาะแห่ง
การบอกลักษณะของคำที่ใช้เฉพาะแห่ง ซึ่งแสดงด้วยคำย่อในวงเล็บ เช่น (กฎ)
หมายถงึ เปน็ คำที่ใช้ในกฎหมาย ในประเดน็ นีม้ ีการปรบั เปลีย่ นไป ดังนี้
๔.๑ เพิ่มเขา้ คอื ในพจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไมป่ รากฏ แต่
ปรากฏในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เฌอเอม น. ชะเอม. เฌอเอม (กลอน) น. ชะเอม.
๔.๒ เอาออก คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีคำบอก
ลักษณะของคำที่ใช้เฉพาะแห่ง แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
ไม่ปรากฏ เช่น
๑๗
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ทหารกองประจำการ (กฎ) น. ผู้ซึ่งขึ้น ทหารกองประจำการ น. ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียน
ทะเบียนกองประจำการและได้เข้ารบั ราชการใน กองประจำการและได้เข้ารับราชการในกอง
กองประจำการจนกว่าจะได้ปลด, (ปาก) ทหาร ประจำการจนกวาจะได้ปลด, (ปาก) ทหาร
เกณฑ์. เกณฑ์.
๔.๓ เพิ่มคำคู่เคียง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีการ
บอกคำใช้เฉพาะแห่งจำนวนหนึ่ง แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้
เพิม่ ขึน้ เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เถียง ๒ (ถิ่น-อีสาน) น. เรือนพักชั่วคราวใน เถียง ๒ (ถิ่น-อีสาน, พายัพ) น. เรือนพัก
ทุ่งนา สำหรับอยู่เฝ้าข้าว. ชัว่ คราวในทงุ่ นา สำหรบั อย่เู ฝ้าข้าว.
๔.๔ เปลี่ยนการใช้เฉพาะแห่ง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ ระบุการใช้เฉพาะแห่งอย่างหนึ่ง แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ ระบกุ ารใช้อีกแหง่ หนึง่ เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ซับซี่ (โบ) ก. ซบุ ซิบพูดจากนั , กระซิบกัน. ซับซี่ (กลอน) ก. ซุบซิบพูดจากัน, กระซิบ
กัน, เช่น ความขำเขาซับซี่ในวัดที่ดรธาน
เปลย่ วนน้ น (ม.คำหลวง ชชู ก)
๑๘
๕. การบอกคำตามหลกั ไวยากรณ์
การบอกคำตามหลักไวยากรณ์ แสดงด้วยอักษรยอ่ อยหู่ น้าบทนิยาม เชน่ ก. หมายถึง
คำกริยา ในประเดน็ นีม้ ีการปรับเปลีย่ น ดังนี้
๕.๑ เพิ่มเข้า คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ปรากฏคำ
ตามหลกั ไวยากรณ์ แตป่ รากฏในพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดินพอกหางหมู (สำ) ที่ค่งั คา้ งพอกพนู ขนึ้ ดินพอกหางหมู (สำ) น. งานหรือหน้สี นิ
เรื่อย ๆ. เปน็ ต้นที่คัง่ ค้างพอกพูนข้นึ เรือ่ ย ๆ จนทำให้
ดิ่ง ว. แน่ว เช่น เสาต้นนี้ตั้งตรงดิ่ง ทางตรง ตอ้ งลำบากหรือยงุ่ ยากเดอื ดร้อน.
ดิง่ จมดิง่ ; เรียกโลหะรูปทรงกรวย ... ดิ่ง ว. ตรง เช่น เสาต้นนี้ตั้งตรงดิ่ง ทางตรง
ดิง่ จมดิ่ง; น. เรียกโลหะรปู ทรงกรวย ...
๕.๒ เอาออก คอื ในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้บทนิยาม
ของคำไว้หลายแนว จึงทำให้มีคำบอกไวยากรณ์หลายชนิด แต่ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ตัดบทนิยามบางบทออกจงึ ทำให้จำนวนคำบอกไวยากรณ์
ของคำลดลง เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดอก ๓ ว. คำประกอบให้ได้ความชดั ขนึ้ เชน่ ดอก ๓ (โบ) ว. คำประกอบใชใ้ นคำแยง้ หรือ
ฉนั ดอกไมใ่ ช่คนอืน่ ทำไมไ่ ด้ดอก, (ปาก) มักพูด ปฏิเสธ เช่น ได้แต่มัทรีที่แสนดื้อผู้เดียวดอก ไม่
ว่า หรอก เช่น ไม่ไปหรอก. ก. หลอก เช่น บ้าง รู้จกั ปลิน้ ปลอกพลกิ ไพล่เอาตวั หนี (ม. ร่ายยาว
ดอกลอ้ แล้วโลมคนื (ม. คำหลวง ชชู ก). มทั รี), (ปาก) มกั พดู วา่ หรอก เชน่ ไม่ไปหรอก.
๑๙
๖. การบอกคำอ่าน
ราชบัณฑิตยสถานชี้แจงว่าหากพยางค์ใดไม่น่ามีปัญหาในการอ่านก็ไม่บอกเสียงอ่าน
ไว้ ในเรื่องนี้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ แตกต่างจากพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ดงั นี้
๖.๑ เพิ่มเข้า คือไม่ปรากฏการบอกคำอ่านในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ปรากฏในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ข พยัญชนะตัวที่ ๒ เป็นอักษรสูง ใช้เป็น ข [ขอ] พยัญชนะตัวที่ ๒ เรียกว่า ขอไข่ เป็น
ตัวสะกดในแม่กกในคำที่มาจากภาษาบาลีและ อักษรสูง ใช้เป็นพยัญชนะต้น และเป็นตัวสะกด
สันสกฤต. ในแม่มาตรากกหรือแม่กกเช่น มุข เลข.
๖.๒ เอาออก คอื เคยปรากฏการบอกคำอ่านในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ไม่ปรากฏในพจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เดกซ์โทรส [-โทฺรด] น. กลูโคส. (อ. เดกซโ์ ทรส น. กลโู คส. (อ. dextrose).
dextrose).
๖.๓ เพิ่มการบอกคำอ่านเป็นคู่เคียง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ บอกคำอ่านเพียง ๑ แบบ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ บอกคำอ่านมากกวา่ ๑ แบบ เชน่
๒๐
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดุลพินิจ [ดุนละ-] น. การวินิจฉัยที่ ดุลพินิจ [ดุนละ-, ดุน-] น. การวินิจฉัยที่
เหน็ สมควร, ดุลยพนิ จิ กใ็ ช้. เห็นสมควร, ดุลยพนิ จิ กใ็ ช้.
๖.๔ ปรับเสียงให้เป็นระบบเสียงภาษาไทย คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย-
สถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ บอกคำอ่านอยู่นอกระบบเสียงภาษาไทย แต่ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ปรับให้เป็นเสียงในระบบเสียงภาษาไทย เชน่
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เซรา [เซฺรา] (กลอน) น. ซอกผา, ห้วย. เซรา [เซา] (กลอน) น. ซอกผา, ห้วย, เช่น
ป่าดงพงหลวงตระการ เซราะเซราเขาธาร ชร
ลดั ชล่องดองไพร (อนิรทุ ธ์)
๖.๕ เพิ่มพยางค์ คือการบอกคำอ่านในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ บอกคำอา่ นมากพยางค์กวา่ พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เดนมารก์ [-หมาฺ ก] น. ช่อื ประเทศ ... เดนมารก์ [เดนหมาฺ ก] น. ช่อื ประเทศ ...
๖.๖ เปลี่ยนเสียง คือในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ บอก
คำอ่านอย่างหนึ่ง แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกคำอ่านเป็นอีก
อยา่ งหนึง่ (ในทีน่ ี้จากเสียงยาวเป็นเสียงสั้น) เช่น
๒๑
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ซอมซ่อ [ซอมมะ-] ว. ไมโ่ อโ่ ถง, เช่น บา้ น ซอมซ่อ [ซอ็ มมะ-] ว. ไมโ่ ออ่ ่า,สอ่ ความขดั
ซอมซอ่ , ขะมุกขะมอม เช่น แตง่ ตัวซอมซอ่ . สน เช่น บา้ นซอมซ่อ, แต่งตวั ซอมซอ่ .
เบญจ-, เบญจะ [เบนจะ-] ว. ห้า .... เบญจ-, เบญจะ [เบ็นจะ-] ว. ห้า ....
๗. บทนิยาม
ในส่วนนิยามนั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีส่วนแตกต่างไป
จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หลายประการ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง
บางประการมาแสดงดงั นี้
๗.๑ เพิม่ จำนวนบทนิยาม คอื ในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
มีบทนิยามจำนวนหนึ่ง แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพิ่มจำนวน
บทนิยามให้มากยิ่งขนึ้ เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธนูศิลป์ น. ฝีมือยิงธนู, การฝึกหัดยิงธนู. ธนูศิลป์ น. ศิลปะในการยิงธนู, ฝีมือยิงธนู,
(ส.). การฝึกหดั ยงิ ธน.ู (ส.).
๗.๒ เพิ่มรายละเอียด คือ มีการเพิ่มเติมรายละเอียดในบทนิยามของพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มากกว่าในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ เชน่
๒๒
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรรมจักร น. ช่อื ปฐมเทศนาทพ่ี ระพุทธเจ้า ธรรมจักร น. ช่อื ปฐมเทศนาทพ่ี ระพทุ ธเจ้า
ทรงแสดงแกพ่ ระเบญจวคั คีย์ เรียกเตม็ วา่ ธมั ม ทรงแสดงแก่พระเบญจวัคคีย์ เรียกเต็มว่า ธัมม
จกั กปั ปวัตนสูตร; แดนธรรมะ; เคร่อื งหมาย จักกัปปวัตนสตู ร; แดนธรรมะ; เคร่อื งหมาย
ทางพทุ ธศาสนา มรี ปู วงลอ้ ๘ ซีบ่ ้าง ๑๒ ซี่ ทางพุทธศาสนา มรี ูปวงลอ้ ๘ ซีบ่ ้าง ๑๒ ซีบ่ ้าง
บ้าง. (ส.). จัดเปน็ อุเทสิกเจดีย์. (ส.).
๗.๓ ปรับเปลี่ยนถ้อยคำ คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ใช้คำคำหนึ่ง แตใ่ นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ใช้อีกคำหนึ่ง เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรรมกาม น. ผใู้ ครธ่ รรม, ผนู้ ยิ มใน ธรรมกาม น. ผใู้ ครธ่ รรม, ผรู้ ักในธรรมะ.
ยตุ ิธรรม. (ส. ; ป. ธมฺ มกาม). (ส. ; ป. ธมฺ มกาม).
ธนาคาร น. นติ บิ คุ คลทต่ี ง้ั ขนึ้ ตามกฎหมาย ธนาคาร (กฎ) น.กิจการที่รับฝากเงนิ เปน็
บริษัทจำกดั หรอื บริษทั มหาชนจำกัด ทใี่ ชช้ อ่ื การทวั่ ไปและประกอบธุรกิจเกย่ี วกบั การเงิน
หรือคำแสดงช่อื ว่าธนาคาร ซึง่ ประกอบธรุ กิจ อน่ื ๆ. (ป.ธน+อคาร).
เกี่ยวกบั การเงินและธรุ กิจหลกั ทรพั ย์. (ป.ธน+
อคาร). ดอกไมเ้ จ้า น. ไมเ้ หลาอย่างรปู ของลับชาย
ขนาดต่าง ๆ ใชเ้ ป็นของแก้บนตามศาลเจ้าแม่,
ดอกไมเ้ จา้ น. ขนุ เพด็ ซึ่งใชเ้ ปน็ เคร่อื งบูชา ขนุ เพ็ด ทองระอา หรอื ปลดั ขกิ กเ็ รียก.
ตามศาลเจ้า.
๗.๔ ตัดบางบทนิยามออก คือ มีการตัดบทนิยามบางบทในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ออก ทำให้ไม่ปรากฏบทนิยามบางบทในพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เชน่
๒๓
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธนสมบตั ิ [ทะนะสมบดั ] น. การถึงพร้อม ธนสมบัติ [ทะนะสมบัด] น. ทรพั ยส์ มบตั ิ.
แห่งทรัพย์, ทรัพยส์ มบัติ. (ป). (ป).
๗.๕ ตัดรายละเอียด คอื ตดั รายละเอียดบทนยิ ามในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ย-
สถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ฉะนั้นบทนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ จึงมี
รายละเอียดทีน่ ้อยกว่า เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เดือนขาด น. เดอื นทางจนั ทรคติที่มี ๒๙ เดือนขาด น. เดอื นทางจนั ทรคติที่มี ๒๙
วัน วนั สนิ้ เดอื นตรงกับวนั แรม ๑๔ คำ่ เดอื น วัน คือเดอื นคี่ วนั ส้ินเดอื นตรงกบั วันแรม ๑๔
อา้ ย เดือน ๓ เดอื น ๕ เดือน ๗ เดอื น ๙ เดอื น คำ่ , คู่กบั เดอื นเต็ม.
๑๑, ค่กู ับเดอื นเตม็ .
๗.๖ สบั ทีบ่ ทนิยาม คอื มีการเรยี งลำดับบทนิยามในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตย-
สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ทีต่ า่ งจากพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรรมเจดีย์ น. เจดีย์ทีบ่ รรจุพระธรรมที่มกั ธรรมเจดีย์ น. คมั ภรี ท์ ีจ่ ารกึ พระธรรม เช่น
จารึกลงใบลาน, คมั ภีรท์ ีจ่ ารกึ พระธรรม เชน่ พระไตรปิฎก, เจดีย์ทีบ่ รรจุพระธรรมทีม่ ักจารกึ
พระไตรปิฎก. ลงใบลาน.
๒๔
๗.๗ แก้ไขให้ชัดเจนถูกต้องยิ่งขึ้น คือ มีการแก้ไขบทนิยามในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ชัดเจนถูกต้องกว่าพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดาลดั น. แก้ว. (ช). ดาลดั น. ดวงแก้ว. (ช).
๗.๘ สับที่คำอธิบาย คือ มีการสลับที่คำอธิบายเพิ่มเติมบทนิยาม ทำให้คำอธิบาย
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ต่างจากคำอธิบายของพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดนิ สอ น. เครอ่ื งเขียนอยา่ งหนงึ่ ทาดว้ ยวตั ถุ ดินสอ น. เคร่อื งเขยี นอยา่ งหนง่ึ ทาดว้ ยวตั ถุ
ต่าง ๆ ชนดิ ไสท้ าดว้ ยแกรไฟตผ์ สมดินเหนียวมไี ม้ ตา่ ง ๆ ชนดิ ไสท้ าดว้ ยแกรไฟตผ์ สมดนิ เหนยี วมไี ม้
หมุ้ เรียกว่าดนิ สอ หรอื ดินสอดา, ถา้ ทาจาก หมุ้ เรยี กวา่ ดนิ สอ หรอื ดินสอดา, ถา้ ไสม้ สี ตี ่าง ๆ
หนิ ชนวนเรียกวา่ ดนิ สอหิน, ถา้ ไสม้ ีสตี า่ ง ๆ เรียกว่า ดินสอสี, ถา้ ทาจากหนิ ชนวนเรยี กว่า
เรียกว่า ดินสอส.ี ดินสอหนิ ,.
๗.๙ เพิ่มตัวอย่าง คือ ไม่มีตัวอย่างประกอบบทนิยามในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ปรากฏตัวอย่างในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ เชน่
๒๕
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดงวาย (กลอน; แผลงมาจากตังวาย) น. ดงวาย (กลอน; แผลงมาจากถวาย) น. ของ
ของถวาย. ถวาย เช่น แต่งกระยาดงวาย ของฝากหมาก
ปลามาไหว้ (จารกึ นครชุม).
๗.๑๐ เพิ่มวรรคในตัวอย่าง คือ มีการเพิ่มวรรคของตัวอย่างในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้มากข้นึ กวา่ ตัวอยา่ งในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ซรอกซรัง [ซรฺ อกซฺรงั ] (แบบ) ก. ซกุ ซ่อน, ซรอกซรงั [ซะรอกซะรัง] (กลอน) ก. ซอก
ซ่อนเร้น, เช่น อย่าทนั เห็นแม่ออก ชสี ซู่ รอกซรงั ซอน บางทีเขียนเปน็ ซรอกซรงง กม็ ี เช่น อย่า
ไป. (ม. คำหลวง กุมาร), ซอกซงั กว็ า่ . ทนนเห็นแมอ่ อก ชสี ู่ ซรอกซรงงไป ดกี วา่ แล.
(ม. คำหลวง กุมาร), ซอกซงั กว็ ่า.
๗.๑๑ เปลี่ยนตัวอยา่ ง คอื ตวั อย่างที่ใชใ้ นพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ส่วนตัวอย่างที่ใช้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ เป็นอีกตัวอยา่ งหนึ่ง เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ผละ [ผลฺ ะ] ก. แยกออก เชน่ นักมวยชก ผละ [ผลฺ ะ] ก. แยกออก, ละไว้ เชน่ พอลกู
แลว้ ผละออก, ละท้งิ ไปโดยกะทนั หนั เชน่ ผละ โตก็ผละออกจากพ่อแม่, ทงิ้ ไปเชน่ ผละไปหา
ไปจากการประชมุ . คนรกั ใหม.่
๒๖
๗.๑๒ มีการใช้เครื่องหมายอัญประกาศ คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่มีการใช้เครื่องหมายอัญประกาศคร่อมความหมายของคำ แต่ในพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการใช้เครื่องหมายดังกล่าว เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรรมกาย น. กายคือธรรม ได้แก่ พระมหา ธรรมกาย น. “กายคือธรรม” ได้แก่ พระ
กรุณาธิคุณ พระปญั ญาธิคณุ และพระบริสทุ ธิ บริสทุ ธิคณุ พระปัญญาธิ-คณุ และมหา
คุณ;... กรุณาธิคุณ, ...
๗.๑๓ เพิ่มคำไวพจน์ คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ไมป่ รากฏคำไวพจน์ แต่ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีคำไวพจน์ เช่น
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ด้ามจวิ้ น. ชอ่ื พดั ชนดิ หนง่ึ ที่คลไ่ี ด้พับได้ ดา้ มจวิ้ น. ชอ่ื พัดชนดิ หน่งึ ทีค่ ลไ่ี ด้พบั ได้,
อย่างพัดจีน. ด้ามตวิ้ กว็ า่ .
๗.๑๔ ตัดคำไวพจน์ คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีคำ
ไวพจน์ แต่ในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไมป่ รากฏคำไวพจน์ เช่น
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธนบตั รย่อย น. ธนบตั รที่ราคานอ้ ยกวา่ ธนบตั รยอ่ ย น. ธนบตั รทีร่ าคาต่ำกวา่ ฉบับ
ฉบบั ที่มีราคามากกว่า, แบงก์ยอ่ ยกว็ ่า. ทีม่ ีราคาสงู เช่น ธนบัตรราคา ๕๐ บาท ๒๐
บาท เปน็ ธนบัตรย่อยของธนบัตร ๑๐๐ บาท.
๒๗
๗.๑๕ เปลี่ยนการโยงเป็นบทนิยาม คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ คำบางคำเป็นคำโยง (ให้ดูรายละเอียดในคำอื่น) แต่ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีบทนิยามในคำน้ัน เชน่
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธงพระครฑุ พา่ ห,์ ธงชัยพระครฑุ พา่ ห,์ ธงพระครฑุ พา่ ห,์ ธงชยั พระครฑุ พ่าห,์
ธงชยั พระครฑุ พา่ หใ์ หญ่ ดู ครฑุ พา่ ห์ทีค่ รฑุ . ธงชยั พระครุฑพ่าหใ์ หญ่ น. ชอ่ื ธงเป็น
ลักษณะธงสามชาย ๓ ผืน ...
๗.๑๖ เปลี่ยนบทนิยามเป็นการโยง คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ มีบทนิยาม แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีลักษณะ
เปน็ คำโยง เชน่
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ธรณีรอ้ งไห้ น. ชอ่ื เพลงไทยทำนองหน่งึ . ธรณีร้องไห้ ดู ธรณีกนั แสง.
ธรณีกนั แสง หรอื พสธุ ากนั แสง กว็ า่ .
๘. ประวัติของคำ
ประวัติของคำคือ การบอกที่มาของคำนั้น ๆ โดยเขียนไว้ในวงเล็บเป็นอักษรย่อ บาง
คำก็แสดงรูปเดิมในภาษานั้น ๆ ไว้ด้วย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ทั้ง ๒ ฉบับมีข้อ
แตกต่าง ดงั นี้
๘.๑ เพิ่มเข้า คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ได้แสดง
ประวัติของคำแตม่ ีการแสดงในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ เช่น
๒๘
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เดรจั ฉาน [-รดั ฉาน] น. สัตว์เวน้ จากมนษุ ย์ เดรจั ฉาน [-รดั ฉาน] น. สตั วเ์ วน้ จากมนุษย์
เชน่ หมู หมา วัว ควาย (มกั ใชเ้ ป็นดา่ ), ใชว้ ่า เช่น หมู หมา วัว ควาย (มกั ใชเ้ ป็นด่า), ใชว้ ่า
ดิรจั ฉาน หรอื เดียรจั ฉาน กม็ ี. ดิรจั ฉาน หรอื เดียรัจฉาน ก็มี. (ป. ตริ จฺฉาน; ส.
ตริ ฺยญฺจ, ตริ ยฺ ก).
๘.๒ เพิ่มรูปเดิม คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ แสดงแต่
เพียงว่าคำนั้นมาจากภาษาใด โดยไม่แสดงรูปเดิมในภาษานั้น แต่ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ แสดงรูปเดิมเพิ่มเข้ามาด้วย เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
เดาะ ๒ น. นม. (ข.). เดาะ ๒ น. นม. เชน่ เดาะกะใดไดเลยี ม
ลอดเคล้น (นิ. นรินทร์). (ข. เฎาะ).
๘.๓ เปลี่ยนอักขรวิธีของรูปเดิม คือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๔๒ แสดงว่ารูปเดิมของคำนั้นแบบหนึ่ง แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ เปลี่ยนแปลงอกั ขรวธิ ีเป็นอีกแบบหนึ่ง เชน่
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๕๔
ดำเนียน (แบบ) ก. ตเิ ตยี น. ดำเนียน (แบบ) ก. ตเิ ตยี น.
(ข. ฎเํ นยี ล). (ข. ฎํเณียล).
๒๙
๙. ภาพประกอบบทนิยาม
ภาพประกอบบทนิยามในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน ทั้ง ๒ ฉบับมีเหมือนกัน
๗๔ ภาพ เช่น ภาพกระแตเวียน ระวิง วงพาด แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
๒๕๕๔ มีมากกว่าพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ ๒๕๔๒ อยู่ ๑ ภาพ คอื ภาพเตียบ
(ภาชนะใส่ของกินลกั ษณะคล้ายพานปากคลุ่มมีฝาครอบทรงกรวย ทั้งตัวภาชนะและฝาย่อมมุ
ไม้สิบสอง)
๑๐. ภาพประกอบทา้ ยเล่ม
หมวดใหญ่ของภาพประกอบท้ายเล่ม โดยส่วนรวมมีตรงกัน เช่น ภาพลายไทย
ภาพเครื่องดนตรี ภาพเรือชนิดต่าง ๆ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
มีภาพประกอบบางหมวดเพิ่มขึ้น คือ หมึก แมงดา กุ้ง กั้ง ส่วนรายละเอียดของหมวดต่าง ๆ
ที่มีตรงกันมีคลาดเคลื่อนกันบ้าง เช่น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
มีภาพเรือดั้ง เรือแซง เพิ่มขึ้น หรือในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
ไมป่ รากฏภาพแมลงเต่าบ้า ซง่ึ เคยปรากฏในพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นต้น
ขอ้ นา่ สังเกตบางประการของพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔
๑. ตดั คำบางคำออกทง้ั ทีย่ งั มีใชอ้ ยู่ เชน่ กด็ ี กไ็ ด้ (มีในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ย-
สถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)
๒. บางครั้งไม่ได้แยกลูกคำบางคำไปตั้งเป็นแม่คำต่างหาก เพราะความหมายไม่ได้
แสดงถึงความเกี่ยวเนื่องกับคำตั้ง เช่น กบเต้น (ชื่อเพลงไทย) ไม่ควรเป็นลูกคำแม่คำว่า กบ
(ชือ่ สตั วส์ ะเทิ้นนำสะเทิ้นบก) ควรแยกเหมือนคำวา่ ชะนี ทีเ่ ป็นช่อื สัตว์กบั ชะนีทเ่ี ปน็ ช่อื ทเุ รียน
๓. ไม่ได้บอกความหมายของ นิบาต ซึ่งเป็นชนิดของคำตามหลักไวยากรณช์ นิดหนึ่ง
(มีความหมายอยใู่ นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒) หากไม่ปรากฏคำที่เป็น
คำ นิบาต กค็ วรตดั ตัวยอ่ นิ. ออก
๔. บางคำไม่ได้ให้บทนิยามที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น ชักว่าว ให้บทนิยามแต่เพียงว่า
“ทำให้ว่าวลอยขึ้นไปด้วยดึงสายป่านให้ว่าวกินลม เป็นต้น” ไม่ได้ให้บทนิยามว่า “การสำเร็จ
๓๐
ความใคร่ด้วยตนเองของผู้ชาย” ซึ่งเป็นบทนิยามที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปของทุกภาคทุกท้องถิ่น
หากราชบัณฑิตยสถานเห็นว่า เป็นบทนิยามในฐานะภาษาปาก ก็สามารถโต้แย้งได้ว่า มีการ
แสดงบทนิยามในฐานะภาษาปากอยู่มาก เช่น ตะใภ้ (ปาก) = สะใภ้ ตะลอน ๆ (ปาก) = ไปที่
นั่นที่นีห่ ลายแหง่
๕. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีการเก็บคำในภาษาถิ่นบางคำของทุกถิ่น
เช่น กง้ (ถน่ิ -พายัพ) กรอง ๔ (ถ่นิ -ปักษใ์ ต้) กระจี้ (ถ่นิ -โคราช) กระแด้ง (ถน่ิ -อีสาน) กระซวย
(ถิ่น) แต่ที่ไม่มีคำอธิบายว่ามีหลักในการเก็บคำภาษาถิ่นอย่างไร ฉะนั้นควรมีการแจ้งให้
ราชบัณฑิตยสถานทราบว่ายังมีคำภาษาถิ่นอีกหลายคำ เช่น แหงะ (เหลียวหลัง) แงะ (หรือไง
หรอื อย่างไร) อ๋อย (เลือ่ น, เคลื่อน เช่น อ๋อยตอ๊ ก) แซะ ๆ (พรำ ๆ)
๖. มีการนำลูกคำบางคำไปเป็นคำตั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น เทว- ๑ มีลูกคำ ๑๙
คำ คือ เทวทัณฑ์ เทวทูต เทวธรรม เทวธิดา เทวนาครี เทวนิยม เทวรูป เทวโลก เทววิทยา
เทวสถาน เทวาคาร เทวารัณย์ เทวาลัย เทวามาส เทวินทร์ เทเวนทร์ เทเวศ เทเวศร์ เทเวศวร์
แต่นำไปเก็บเป็นแม่คำเพียง ๖ คำ คือ เทวาคาร เทวารัณย์ เทวาลัย เทวามาส เทวินทร์ และ
เทเวนทร์
๗. ควรมีการปรับการออกเสียงคำ (การบอกคำอ่าน) ให้อยู่ในระบบเสียงภาษาไทย
เสียทั้งหมด เพื่อสะดวกแก่การออกเสียง กล่าวคือ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เคยกำหนดให้ออกเสียงคำ ชรงำ ชรง่อน ชรลั่ง ว่า [ชฺระ-], บฤงคพ ว่า [บฺริง-],
ดฤถี ว่า [ดฺรึ-], สรลน ว่า [สฺระ-], จรวจ ว่า [จฺรวด] วฤก ว่า [วฺรึก], ส่วนในพจนานุกรมฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ปรับเปลี่ยนเป็น บฤงคพ เปน็ [บอรงิ -], ดฤถี เปน็ [ดะรึ-, ดะ
ริ], ชรงำ เปน็ [ชะระ-] ฉะนั้นควรปรับ [สรฺ ะ-] [จรฺ ะ] [วรฺ ะ] ให้อยู่ในระบบเสียงภาษาไทยด้วย
หากมีการแจ้งว่าให้ออกเสียงควบตามภาษาเดิม เช่น จรวจ มาจากภาษาเขมร ซึ่งใช้
จฺรวจ แต่ก็แย้งได้ว่าแม้ภาษาเดิมเป็นภาษาเขมรใช้ จฺรมุะ (จ ควบ ร) ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ก็ให้ออกเสียงแยกพยางค์ (ไม่ควบ) เป็น จรมูก [จะระหฺมูก]
หรือภาษาเดิมไม่ได้ควบ คือ ส.วฤก; ป.วก ภาษาไทยให้ออกเสียงควบ วฤก [วฺรึก] หรือภาษา
เดิมควบ คือ ส. ตฺฤถี ภาษาไทยก็ให้ออกเสียงไม่ควบ ดฤถี [ดะรึ-, ดะริ-] นอกจากนี้คำที่
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่ได้บอกที่มา คือ จรวดจรี และจรวดไจร
๓๑
บางพยางค์ก็ให้ออกเสียงควบ บางพยางค์ก็ให้ออกเสียงไม่ควบ เป็น [จฺรวดจะรี] และ [จฺะ
หรวดจะไร] ทำให้ไม่ทราบเหตผุ ลของการกำหนดการออกเสียง
๘. คำบางคำควรบอกเสียงอ่าน เชน่ ภิงสนะ, ภิงสระ เพราะท้ัง ๒ คำ นี้ สามารถออก
เสียงเรียงพยางค์กไ็ ด้หรอื เปน็ อกั ษรนำก็ได้
๙. บางครั้งคำคู่เคียงขึ้นต้นด้วยคำเต็มและตามด้วยคำที่สามารถเข้าสมาสได้ เช่น
ภาพ, ภาพ- แต่บางคร้ังกข็ ึ้นต้นด้วยคำทีเ่ ข้าสมาสได้ แล้วตามด้วยคำเตม็ เช่น ภัทร-, ภัทระ
ควรทำให้เปน็ ระบบเดียวกัน
๑๐. การบอกประวัติของคำ (ที่มาของคำ) มี ๒ ลักษณะ ลักษณะแรกแสดงรูปคำใน
ภาษาเดิม เช่น คุกกี้ ... (อ. cookie) โกษ ๒ ... (ส. โกฺษณิ) ลักษณะที่ ๒ แสดงว่า รูปคำใน
ภาษาไทยตรงกับคำใดในภาษาอังกฤษ เช่น เจตคติ ... (อ. attitude) หรือ เงินรายปี ... (อ.
annuity)
๑๑. การบอกเสียงอ่านคำที่มาจากภาษาทางตะวันตก บอกเหมือนรูปเขียน ผู้อ่าน
จะต้องใส่เสียงวรรณยุกตต์ ามความนิยมหรอื ความเคยชินเอง เช่น เมตร [เมด]
๑๒. คำ หีนยาน ให้อา่ น [หีนะยาน, หีนนะยาน, ฮีนะยาน] สว่ น ทัฬหี ให้อ่าน [ทนั ฮี]
๑๓. เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช้ว่า “ใช้แก่” เช่น ฉัน ก. กิน (ใช้แก่ภิกษุสามเณร) แต่มี
บางคำใช้วา่ “ใช้กับ” เช่น ฉอก ว. แหว่ง, เว้า (ใช้กับลักษณะของผม) [พจนานุกรมคำใหมข่ อง
ราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์เมือ่ พ.ศ. ๒๕๕๔ นิยมใช้วา่ “ใช้กบั ” เช่น เตม็ ตา ว. อย่างชัดเจน (ใช้
กับการเห็น) ขัดจรวด ก. สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (ใช้กบั เพศชาย) ขาวปลอด ก. ขาวตลอด
ไม่มีสีอืน่ ปน (ใช้กับขนของสัตว์บางชนิด) แต่ก็มีบา้ งที่ใชว้ ่า “ใช้แก”่ เช่น กระฉูด ก. พงุ่ ออกโดย
แรง (ใช้แกข่ องเหลว)]
๑๔. เกือบทุกรูปพยัญชนะบอกชอ่ื เช่น ก [กอ] แตบ่ างรูปไม่ได้บอก เชน่ ฌ ช
ข้อสังเกตข้างต้นนี้อาจมีเหตุผลบางประการที่ราชบัณฑิตยสถานไม่ได้ชี้แจงแสดงไว้
หรืออาจเป็นเช่นที่นายกราชบัณฑิตยสถานได้กล่าวไว้ว่า “การจัดทำพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานเป็นงานยาก มีความละเอียด จึงอาจยังมีข้อผิดพลาดอยู่ จึงขอให้ผู้ใช้
พจนานกุ รมแจ้งให้ราชบัณฑติ ยสถานทราบเพ่อื ให้ดำเนินการแก้ไขต่อไป”
๓๒
บรรณานกุ รม
ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๖). พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒. กรงุ เทพฯ
: นานมีบ๊คุ ส์,.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔.
พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน,
๓๓
๓๔
๓๕
อาหารบนจานยักษ์
บทคัดยอ่
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจินตนาการของผู้ประพันธ์ เรื่อง รามเกียรติ์
บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เกี่ยวกับชนิดของ
อาหารของเมืองลงกา ว่าจะมีความพิเศษพิสดารต่างจากอาหารของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร
ผลการศึกษาพบว่า ยักษ์ก็มีอาหารเชน่ เดียวกบั มนุษย์ เชน่ ข้าว แกง พะแนง อว่ั ทอดมัน
และเหล้า สว่ นกรรมวิธีการในการปรุงกม็ ี หุง ต้ม ปงิ้ จี่ ทอด ตา่ งแตเ่ พียงวัตถดุ บิ ที่นำมา
ปรุงเปน็ เนือ้ สัตวข์ นาดใหญ่ให้สมกับเปน็ อาหารของยักษ์ มี ช้าง กระทิง โค ลา ชมุ พา เป็นต้น
*ตีพมิ พใ์ น หนังสือรวมบทความเรื่อง “ของสวรรคเ์ สวยรมย์ : ภูมิปญั ญาด้านอาหารการกนิ ใน
ภาษาและวรรณกรรมไทย” ของ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘
๓๖
จินตนาการเปน็ องคป์ ระกอบอยา่ งหนึ่งของวรรณศิลป์ ซ่งึ เป็นเครื่องประกอบรูปแบบ
ให้หนงั สือเล่มหนึ่งมีคุณภาพมากน้อยต่างกันตามฝีมือของผู้ประพนั ธ์ เราอาจแบง่ จินตนาการ
ออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คอื จินตนาการสมจรงิ และจินตนาการเหนือจรงิ จินตนาการ
สมจริงสามารถพบเห็นได้จากวรรณกรรมบางประเภท เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรม
ประเภทนี้มีผู้เรียกว่า วรรณกรรมแนวสัจนิยม (Realism) เป็นวรรณกรรมมุ่งเสนอภาพชีวิต
อย่างตรงไปตรงมา โดยผู้เสพจะยอมรับและรู้สึกได้ว่าเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นจริงได้
ส่วนจินตนาการเหนือจริงหากปรากฏในวรรณกรรม ก็เรียกกันว่า วรรณกรรมแนวจินตนิยม
(Romanticism) เปน็ วรรณกรรมทีไ่ ม่นิยมเหตุผล มุง่ เสนอเรื่องราวที่มีลักษณะที่พิเศษแตกต่าง
ไปจากปกติธรรมดาทั่วไป เป็นเรื่องเหนืออำนาจมนุษย์และเหนือธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ใช้
สถานทีต่ า่ งแดนตา่ งโลก เปน็ เรอ่ื งของผีสางเทวดา จิตวิญญาณ เรื่องแปลกพสิ ดาร เปน็ ต้น
รามเกียรติ์ บทพระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็น
วรรณกรรมแนวจินตนิยมเรื่องหนึ่งทีน่ ่าสนใจ เพราะมีตัวละคร พฤติกรรมของตวั ละคร ฉาก
และอื่น ๆ ในลักษณะเหนือจริงเกือบทั้งเรื่อง ตัวละครก็มีอมนุษย์ที่เป็นทั้งเทวดา ยักษ์
พญานาค รวมทั้งสัตว์หลายชนิดที่มีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ ใน
ด้านฉากมีทั้งสวรรค์ บาดาล ด่านน้ำกรด เป็นต้น ส่วนพฤติกรรมของตัวละครก็มี
หลากหลาย เช่น การแปลงกาย การเหาะเหินเดินอากาศ การต้องคำสาป การถอดดวงใจ
และด้วยเหตุผลที่วรรณกรรมข้างต้นอุดมไปด้วยจินตนาการแบบเหนือจริง จึงทำให้ผู้เขียน
อยากทราบเรอ่ื งอาหารการกินของยักษว์ า่ จะเป็นเชน่ ไร
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ กล่าวว่า ยักษเ์ ป็นอมนุษยพ์ วกหนึ่ง
มีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัว มีเขี้ยวงอก โดยมากมักมีฤทธิ์เหาะได้ สามารถจำแลงแปลงตัวได้
ใจดำอำมหิต ชอบกินมนษุ ย์และสตั วเ์ ปน็ อาหาร แตเ่ มื่อได้ศึกษารามเกียรติ์ฉบับดงั กลา่ วแล้ว
กลับพบว่ายักษ์ก็มีอาหารเช่นเดียวกับมนุษยเ์ รา ไม่เคยปรากฏว่ายักษ์ได้นำเอามนุษย์หรือลิง
ไปเป็นอาหาร เหมือนที่สหัสเดชะที่ร้องตะโกนวา่ “จับไอ้ลิงขาวบ่าวรามลักษมณ์ กูจะหักคอ
เคี้ยวเสียเดี๋ยวนี้” กล่าวคือเมื่อทศกัณฐ์จะใช้หรือชักชวนให้ลูกหลานญาติมิตรสหาย ช่วย
ออกรบกับฝ่ายพระรามแทนตน ก่อนออกรบทศกัณฐ์ก็จะจัดเลี้ยงตัวแทนเหล่านั้นให้อิ่มหมี
พีมนั เสียก่อนแทบทุกคร้ัง ดงั นี้
๓๗
เมือ่ จดั เลีย้ งท้าวสหัสเดชะเจ้าเมืองปางตาล และ มลู พลมั อปุ ราช ทศกณั ฐก์ ็
แล้วมีพระราชวาที สงั่ มหาเสนีคนขยนั
จงบอกเจ้าพนกั งานทั้งน้ัน ให้แต่งเครอ่ื งอนั โอฬาร
มาถวายสมเดจ็ พระเชษฐา เลยี้ งทง้ั โยธาทวยหาญ
ขา้ วเหล้าเปด็ ไก่ชยั บาน ของคาวของหวานทุกสิง่ ไป
……………………………….. …………………………………….
นางวิเสทนอกคนขยนั
บดั นั้น แบง่ ปันกันตามพนักงาน
แจ้งหมายวิ่งผลุนพลั วนั ครบสิง่ ของคาวของหวาน
บ้างค่ัวบา้ งแกงแพนงปงิ้ เทียบทานแตล่ ้วนโอชา
แกลม้ กับเมรยั ชยั บาน ………………………………….
……………………………… สหสั เดชะยกั ษี
อสุรปี ราศรัยทศกณั ฐ์
เมื่อนั้น
เสวยเสรจ็ โภชนาสาลี
ส่วนของแม่ทพั นายกอง และพลทหาร
บดั น้ัน ฝา่ ยนางวิเสทนอกซ้ายขวา
หงุ ต้มปิ้งจีเ่ ป็นโกลา ยำพลา่ อตุ ลดุ วุ่นไป
ช้างสารค่วั แกงแพนงอ่ัว ควายวัวทอดมันชบุ ไข่
แกล้มกับสำหรบั เมรัย เสร็จแล้วยกไปตามกนั
ตั้งเป็นระเบียบเรยี บเรียง ในหมูท่ ีเ่ ลยี้ งพลขนั ธ์
ของหวานของคาวครบครัน เหล้าตม้ เหล้ากลัน่ อยา่ งดี
อาหารก็มีข้าว หากแปลตามรูปศัพท์ สาลี ก็คือข้าวสาลี ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง
เปน็ พรรณไม้ต่างประเทศ นิยมนำเมลด็ มาบดเปน็ แป้งเรยี กว่า แป้งสาลี ใชท้ ำขนมปัง เป็นต้น
๓๘
นอกจากของหวานซึ่งไม่ได้บอกรายละเอียดแล้ว ก็มี กับแกล้ม คือของกินกับเหล้า ซึ่งไม่ได้
ให้รายละเอียดเช่นกัน สว่ น กับขา้ ว คอื สิ่งที่ปกติใชก้ นิ พรอ้ มกับขา้ วน้ัน กรรมวิธีในการปรุง
ก็ไมต่ า่ งจากกับขา้ วของมนุษย์เพราะมีแกง คัว่ พะแนง ปงิ้ จี่ หงุ ต้ม ยำ พลา่ อ่วั ทอด ส่วน
วัตถุดิบทีน่ ำมาปรุงก็เป็นเนื้อสัตว์ขนาดใหญใ่ ห้สมกบั เป็นอาหารของยักษ์ เช่น ช้าง ววั ควาย
หงุ คอื การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สกุ ด้วยวิธีต้มหรอื เคย่ี ว เปน็ ต้น เชน่ หุงข้าว หงุ ยา
ต้ม คือ การนำเอาของเหลว เช่น น้ำ ใส่ภาชนะแล้วทำให้ร้อน ให้เดือด หรือให้สุก
เช่น ต้มน้ำให้ร้อน ต้มน้ำให้เดือด ต้มน้ำให้สุก ถา้ เอาของอืน่ ใส่ลงในน้ำนั้น ก็เรียกว่าต้มของ
น้ัน ๆ เชน่ ต้มไข่ ต้มไก่ ต้มข้าว ต้มเข็มฉดี ยา ต้มผ้า
แกง คือ กับข้าวประเภทที่เป็นน้ำมีชื่อเรียกต่าง ๆ ตามวิธีที่ปรุงและเครื่องปรุง เช่น
แกงจืด แกงเผด็ แกงส้ม แกงค่ัว แกงต้มส้ม แกงเป็นอาหารที่มีสว่ นประกอบ คอื เนื้อสตั ว์ ผัก
เคร่อื งปรงุ รสและกลิน่
ควั่ มี ๒ ความหมาย ความหมายที่ ๑ คอื การเอาของใส่กระเบือ้ งหรือกระทะตั้งไฟ
ให้ร้อนแล้วคนไปจนสุกหรือเกรียม ของที่นำมาคั่วมักจะเป็นของแห้ง เช่น ถั่ว งา มะพร้าว
ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ การคนบ่อย ๆ จะทำให้ของที่ค่ัวเหลืองท่ัวกัน ในการคั่วควรใช้ไฟออ่ นเพ่ือ
ไม่ให้ของที่นำมาคัว่ ไหม้งา่ ย ของที่นำมาคว่ั อาจไมใ่ ชอ่ าหารก็ได้ เชน่ ในการสู้รบสมัยโบราณ
มีการคั่วกรวด ควั่ ทราย เพ่อื สาดใสข่ ้าศึกทป่ี ีนกำแพงเมอื ง ส่วนความหมายที่ ๒ คอื ชื่อแกง
ที่ใสก่ ะทิชนิดหนึ่งคล้ายแกงเผ็ด แต่มีรสออกเปร้ยี ว ในการแกงใช้น้ำพริกแกงเผ็ด จะใช้ปลา
มาโขลกใสน่ ้ำแกงหรอื บางคร้ังเพิ่มกระชายเข้าไปด้วยก็ได้ แกงค่วั มี ๓ ประเภท คอื
๑. แกงคั่วที่ไม่ใส่กระชาย มีรสเค็ม เผ็ด มัน หวานเล็กน้อย เช่น แกงคั่วสับปะรด
แกงอ่อมมะระ
๒. แกงค่ัวทีใ่ สก่ ระชาย มีรสเค็ม เผ็ด มนั หวานเล็กน้อย หอมกระชาย เชน่ แกงอ่อม
ใบยอ แกงขเี้ หล็ก แกงลูกตำลึง แกงฟักทองกบั ปูม้า
๓. แกงคั่วที่มีรสเปรี้ยว เรียกว่า แกงค่ัวส้ม มีรสเค็ม เผ็ด มัน เปรี้ยว หวานเล็กน้อย
ใช้น้ำพริกแกงควั่ รสเปรยี้ วมาจากมะนาว น้ำส้มมะขาม หรอื น้ำมะกรดู เชน่ แกงเทโพ แกงคั่ว
ส้มหนอ่ ไม้ดอง
๓๙
น้ำพริกแกงคั่วจะใช้ พริกแห้ง ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด กระเทียม หอมแดง เกลือ
พรกิ ไทย กะปิ (กระชาย) หรอื ใส่ปลาย่าง ปลาเคม็ หรอื กุ้งโขลกในน้ำแกง
พะแนง คือแกงคั่วไก่หรือเนื้อสัตว์อื่น เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็นแกงน้ำข้นโดยใช้
ถว่ั ลิสงคัว่ โขลกปนไปกับน้ำพริกเพอ่ื ให้ข้นและมัน อ่อนรสเผ็ด มักปรุงให้ออกหวาน บางคร้ัง
ใส่มะขามเปียกให้มีรสเปรยี้ วเลก็ น้อย โดยปกติไมน่ ิยมใสผ่ ักเป็นสว่ นประกอบ แต่ใช้พริกชี้ฟ้า
สีแดงหั่นแฉลบ และใช้ใบมะกรดู ฉกี หรอื ซอยโรยแตง่ หน้า
อั่ว คือชื่อแกงคั่วชนิดหนึ่ง เป็นแกงโบราณทีป่ ัจจุบันไม่ค่อยเปน็ ที่รู้จัก เกิดจากการ
นำของเหลือมาปรุงใหม่ โดยเอาน้ำยาขนมจีนที่เหลือเป็นน้ำแกง แล้วใช้เนื้อปลาและ
ถั่วฝักยาวผสมลงไป ในภาษาเหนือ อั่ว มีความหมายว่า สอดแทรกเข้าไปในระหว่าง เรียก
ไส้กรอกวา่ ไส้อว่ั ซ่งึ เปน็ การถนอมอาหารวิธีหนึ่งเชน่ เดียวกบั การทำแหนม การทำไส้อั่วนิยม
ใช้เนือ้ หมคู ลกุ เคล้ากับเคร่อื งปรุงซึ่งมีพริก กระเทียม หอมแดง ข่า ตะไคร้ รากผกั ชี เกลือ ขมนิ้
กะปิ (บางครั้งใส่ดีปลีด้วย) ที่ได้โขลกจนละเอียดแล้วห่ันผักชีและต้นหอมผสมด้วย เสร็จแล้ว
ยัดใส่ไส้ที่ไม่ใช่ไส้อ่อนซึ่งล้างสะอาดและเคล้าใบตะไคร้ให้หายกลิ่นคาว ในการยัดจะไม่ยัดให้
แน่น หากแน่นจะแตกเวลาปิ้ง หลังจากนั้นผูกหัวท้ายขดเป็นวงกลมแล้วนำไปย่าง โดยใช้
ไฟออ่ น เมื่อสุกแล้วหน่ั เป็นชนิ้ หรอื พอคำสำหรับรบั ประทาน
ทอด คือการทำให้อาหารสุกด้วยน้ำมันที่ร้อนจัดหรือน้ำมันเดือด มักใช้กระทะใส่
น้ำมันตั้งบนเตาไฟ อาจจะใช้น้ำมันน้อย ๆ พอไม่ให้ของที่ทอดติดกระทะหรืออาจจะใช้น้ำมัน
มาก ๆ และทอดในน้ำมันเดือดก็ได้ ไม่ว่าจะทอดของชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ จะต้องทอดทีละ
ด้าน เมือ่ ด้านหนึง่ เหลืองหรอื เกรยี มแล้วก็กลับอีกด้านหนึ่งให้ถกู น้ำมนั แตจ่ ะไมใ่ ช้ตะหลิวคน
ไปมาเหมือนรวน คัว่ หรอื ผดั การทอดน้ำมนั น้อย ๆ เช่น ทอดปลา ทอดเนื้อ ที่ใสน่ ้ำมันมากขึน้
เล็กน้อย เช่น ทอดไข่ดาว ทอดหมู ทอดหอย และที่ใส่น้ำมันมากจนท่วมของที่ทอด เช่น ทอด
ปาท่องโก๋ ทอดกล้วยแขก ทอดข้าวเม่า ในการทอดหากไฟแรงมากของที่ทอดจะไหม้ หากไฟ
ออ่ นจะอมน้ำมนั
จี่ ในทางภาษาหมายถึง เผา เข้าคกู่ นั เปน็ คำวา่ เผา เปน็ เผาจี่ ในด้านการทำอาหาร
หมายถึง การทำอาหารให้สุกในกระทะที่ทาน้ำมันน้อย ๆ โดยการกลับไปกลับมาให้สุกตาม
ต้องการ เช่น การทำขนมแป้งจี่ ขนมบ้าบิ่น การจี่ควรใช้ไฟปานกลางอาจลดไฟลงบ้างใน
บางระยะ เพอ่ื ให้อาหารสกุ ทัว่ กนั
๔๐
ปิ้ง คือการทำให้สุกโดยวางไว้บนตะแกรงเหนือไฟ โดยปกติใช้ไฟปานกลางใช้เวลา
น้อยกว่าย่างเพราะไฟแรงกว่าย่าง การปิ้งมี ๒ ลักษณะ คือ แบบห่อใบตองและไม่ห่อใบตอง
ในการปิ้งต้องหมั่นกลับไปกลับมาจนข้างนอกอ่อนนุ่มหรือแห้งกรอบ ข้างในสุกแต่อย่าให้สุก
มาก หากสุกมากจะไม่อร่อย อาหารที่นำมาปิ้งอาจเป็นของแห้ง เช่น ข้าวเกรียบ เนื้อเค็ม
ปลาแห้ง หรอื อาหารในลกั ษณะงบ คอื อาหารประเภทแกงที่ไม่ใสน่ ้ำหรือกะทิ แต่ใส่มะพร้าว
ขดู ผสมพรกิ แกง ใสว่ ตั ถดุ ิบที่จะทำอาหาร เช่น ปลา เห็ด ผงึ้ อ่อน
ยำ คอื ชื่ออาหารที่ปรงุ ด้วยผักและเนอื้ สัตว์ เปน็ ต้น มี ๓ รส คอื เปรยี้ ว เค็ม หวาน
ในสมัยโบราณนิยมยำใส่มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว เช่น ยำถั่วพู ยำหนังหมู ต่อมามียำที่ไม่ใส่
มะพร้าว เช่น ยำวุ้นเส้น การคลุกยำต้องทำน้ำยำให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงคลุกเคล้าวัตถดุ ิบ
ท้ังหมดเข้าด้วยกนั และควรรับประทานทันที หากทิง้ ไว้นานจะชืดไม่อรอ่ ย
พล่า คืออาหารประเภทยำ เพราะมีกรรมวิธีและรสชาติคล้ายกัน ต่างที่พล่า
เนื้อสัตว์จะสุกน้อยกว่าหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น พล่ากุ้ง บางครั้งใช้เนื้อสด ๆ โดยทำให้สุกโดยใช้
ของเปรยี้ ว เชน่ มะนาว
อาหารหรือกรรมวิธีการปรุงอาหารอีกอย่างหนึ่งคือ ทอดมัน (ชุบไข่) ทอดมันเป็น
ของกินชนิดหนึ่ง เอาปลาหรือกุ้งผสมกับน้ำพริกแกง โขลกให้เข้ากันจนเหนียวแล้วทอดใน
น้ำมัน ทอดมันของแต่ละท้องถิ่นอาจมีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน เช่น หลายท้องถิ่นทอดมัน
จะจิม้ อาจาด (ของเคยี งแกเ้ ลี่ยนปรงุ ด้วยแตงกวา หัวหอม เปน็ ต้น แช่น้ำส้มหรอื น้ำกระเทียมดอง
ปรงุ รสเปรีย้ ว หวาน เค็ม) บางท้องถ่นิ เช่น ชลบรุ ี ปรุงรสหวานผสมในเนื้อทอดมัน จึงไม่ต้อง
ใช้อาจาด ส่วนชาวจังหวัดเพชรบุรีนิยมรับประทานทอดมันกับขนมจีน พร้อมอาจาดเป็น
ของว่างหรือของกินภายในมื้อ หรือเลี้ยงกันเป็นกรณีพิเศษ ด้านการเรียกชื่อนั้นบางท้องถ่ิน
เชน่ นครสวรรค์ ตาก พิจติ ร เรียกทอดมนั วา่ ปลาเหด็ บางท่านอธิบายวา่ ที่เรยี กวา่ ปลาเห็ด
เพราะเมื่อนำไปทอดขอบของแผ่นปลาบิดไปบิดมาคล้ายขอบของดอกเห็ด ส่วน “ข้อมูล
สนับสนุนจากหนงั สือ ๑๐๘ ซองคำถามของสำนักพมิ พ์สารคดี” กลา่ วว่า
คำอธิบายของอาจารย์บรรจบ พนั ธุเมธา และอาจารย์ทองสืบ ศุภะ
มาร์ค ดูจะน่าเชื่อถือมากกว่า ทั้งสองท่านอธิบายว่า “ปลาเห็ด” เป็นคำที่มา
จากภาษาเขมรซึ่งเขียนว่า “ปฺรหิต” เวลาอ่านออกเสียงว่า “ปฺรอเฮด” ใน
๔๑
พจนานุกรมภาษาเขมรเขาได้อธิบายไว้ว่า “เครื่องประสมหลายอย่างเป็น
เครื่องช่วยอาหารทำให้มีรสอร่อย เป็นเครื่องช่วยกับข้าว ทำด้วยปลาหรือ
เนื้อสับให้ละเอียด แล้วคลกุ ให้เข้ากนั กับเคร่อื งผสมหลายอย่าง เชน่ แป้งข้าว
เจา้ ป้ันเปน็ กอ้ นเลก็ ๆ แล้วทอดน้ำมันหรอื นำไปแกง
คำอธิบายของท่านผู้รู้ทั้งสองท่านนี้ ดูน่าเชื่อถือกว่าคำสันนิษฐานที่เกี่ยวกับดอกเหด็
เพราะในการปรุงทอดมันของไทยบางท้องถิ่นนั้น นอกจากจะมีเนื้อสัตว์และน้ำพริกแกงแล้ว
ยังผสมแป้งข้าวเจ้า ผักหั่นฝอยบางอย่าง เช่น ถั่วฝักยาวหรือถั่วพูผสมลงไปด้วย นอกจากนี้
ยังใช้ไข่เป็นส่วนผสมด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือทอดมันของกรุงลงกานั้นเป็นทอดมันชุบไข่
เช่นเดียวกับอาหารทอดบางชนิด เช่น พริกหยวกชุบไข่ กะปิชุบไข่ ซึ่งใช้เป็นกับข้าวของข้าวแช่
หรอื ผักตา่ ง ๆ ชบุ ไขซ่ ง่ึ ใช้เปน็ เคร่อื งจมิ้ ของน้ำพริกตา่ ง ๆ ปัจจุบันมีผู้พลิกแพลงนำเอาทอดมัน
ไปหุ้มไข่ อาจเป็นไข่นกกระทา ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่ที่ใช้ก็มีทั้งรสจืดและไข่เค็ม แล้วนำลงทอด
เรียกวา่ ทอดมนั ลักษณะนวี้ ่า ทอดมันซอ่ นไข่
ส่วนน้ำเมาที่ใช้เลี้ยงกองทัพท้าวสหัสเดชะในครั้งนั้น ก็มีทั้งเหล้าต้ม เหล้ากลั่น และ
เมรัย เหล้า คือ น้ำเมาที่กลั่นหรือหมักแล้ว น้ำเมาที่กลั่นจากโรงงานมักมีความเข้มข้นของ
เอทิลแอลกอฮอล์ประมาณ ๒๘ ดีกรีหรือ ๔๐ ดีกรี เรียกโดยทั่วไปว่า เหล้าโรงหรือเหล้าขาว
ภาษาทางการใช้ว่า สุรา ส่วนน้ำเมาทีเ่ กิดจากการหมักหรือการแช่ที่ไม่ได้กลั่นเรียกว่า เมรยั
ตัวอย่างน้ำเมาประเภทเมรัยก็เช่น กะแช่ ซึ่งใช้ข้าวเหนียวนึ่งหมักกับแป้งเชื้อ ส่วน ชัยบาน
มีความหมายว่า เครื่องดื่มในการมีชัย บาน มาจากคำว่า ปานะ ภาษาบาลีซึ่งแปลว่า
เครื่องดื่มหรือน้ำสำหรับดื่ม คำนี้ปรากฏในคำว่า น้ำปานะ (น้ำที่จัดให้ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานดื่ม
เชน่ น้ำผลไม้ น้ำเต้าหู้) อฐั บาน (น้ำผลไม้ ๘ อย่าง ที่ภิกษุสามารถฉนั ได้ในเวลาวิกาล คอื หลัง
เทีย่ งจนถงึ อรุณขึน้ ) และศรสี ัจปานกาล (การดื่มน้ำสาบานตนตอ่ พระมหากษตั รยิ ์)
อนึง่ แม้การจดั เลยี้ งยกั ษ์ตนอืน่ ๆ ทีม่ าชว่ ยรบ คอื แสงอาทิตย์ ท้าวสัตลุงและตรเี มฆ
วิรุญจำบัง ท้าวทัพนาสูร พวกวิเสท (ผู้ทำกับข้าวของหลวง) ของกรุงลงกาก็ยัง แกง ค่ัว
พะแนง ปงิ้ พลา่ และทำทอดมนั เหมือนเชน่ เดิม เพียงแต่มี หนั และ นำ้ ยา เพิม่ ขนึ้ เทา่ นั้น ดังนี้