The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือรวมบทความด้านภาษาและวรรณคดีไทย ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษ์พานิช
สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thai Nsru, 2021-11-22 13:11:28

ระลึกคุณอนันต์

หนังสือรวมบทความด้านภาษาและวรรณคดีไทย ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษ์พานิช
สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

Keywords: ภาษาไทย,วรรณคดีไทย

๔๒

-ของคาวของหวานก็ครบครนั สารพันมีรสโอชา

-ตั้งไว้ในหนา้ พระลาน ชัยบานชา้ งปิ้งกระทิงพลา่
หมไู ก่วัวควายชมุ พา เปน็ แถวกลาดดาษดาเกลือ่ นไป

-เรง่ ตั้งเครื่องต้นอนั โอชา พรอ้ มท้ังสุราเมรัย

-ตั้งเรยี งเคียงไว้เปน็ อนั ดับ แกลม้ กบั สำรบั ขา้ วเหลา้ กลน่ั
ท้ังควายพล่าโคลาทอดมัน ชา้ งหันเกลอื่ นกลาดดาษไป

-จงแต่งโภชนาสาลี อนั มีเอมโอชโอชา
ทั้งเครือ่ งชยั บานมาถวาย พระสหายผู้ร่วมสงั ขาร์
กับองค์พระราชนดั ดา เลยี้ งพลโยธากมุ ภัณฑ์

-ช้างค่ัวแกงแพนงทอดมนั ครบครนั สำเร็จทั้งของหวาน
จดั แจงแต่งใส่เครอ่ื งอาน เทียบทานแตล่ ้วนโอชา

-ต้ังไว้ในทีพ่ ระลาน ทั้งเป็ดห่านควายปงิ้ กระทงิ หนั
ชา้ งพลา่ ชา้ งแกงชา้ งทอดมนั เหลา้ กลน่ั ใสต่ มุ่ เตม็ ไป

-พรอ้ มท้ังของคาวของหวาน เมรยั ชยั บานกลนั่ กล้า
มาถวายสมเด็จพระพี่ยา เลยี้ งทงั้ โยธาอสุรี

-ตั้งเรยี งเคียงไว้ในหนา้ ฉาน ทั้งเมรัยชยั บานกลนั่ กล้า
ช้างปงิ้ กระทงิ ทำนำ้ ยา เนื้อพล่าแลเสือทอดมัน

๔๓

หัน คือ หมุน เช่น หมูหัน การเตรียมสัตว์ที่นำมาหันจะต้องนำเอาเครื่องในทุกชนิด
ออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาเสียบเหล็กหรือไม้ยาว ซึ่งมีที่จับหมุนได้ ต่อจากนั้นทา
เครอ่ื งปรุงซึง่ ประกอบด้วยกระเทียม พรกิ ไทย รากผักชี น้ำปลา ซอี ิ๊วดำ น้ำสะอาด เสร็จแล้ว
นำไปยา่ งบนเตาใช้ไฟปานกลาง โดยคอ่ ย ๆ หมนุ ไม้ตลอดเวลาให้เหลืองเกรยี มทั้งตัว

นำ้ ยา คอื อาหารประเภทแกงชนิดหนึ่งรบั ประทานกับขนมจีน ปรงุ ด้วยน้ำพริกคล้าย
แกงคั่ว แต่ไม่ใส่ผิวมะกรูด รากผักชี และพริกไทย การทำน้ำยาหากใส่กระชายมากก็จะหอม
น่ารบั ประทาน น้ำยาใส่ปลาต้มและกะทิ เปน็ ต้น มีผักตา่ ง ๆ เชน่ ถ่วั งอก ใบแมงลัก พริกสด
และพริกป่นเป็นเครื่องชูรส ในการรับประทานหากน้ำยาชุ่มและเคล้าให้เข้ากับขนมจีนก็มี
รสอร่อย จะว่าสิ่งใดดีกว่ากันไม่ได้ คือทั้งคู่พอดีกัน จึงเกิดสำนวนว่า ขนมพอสมน้ำยา
น้ำยาต้องรอ้ นจึงจะอรอ่ ย หากเยน็ จะเสียรสจึงมีสำนวนว่า น้ำยาเยน็ มีความหมายว่า เฉ่อื ยชา
เป็นต้น

สัตว์ที่นำมาปรุงเป็นอาหารนอกจาก เป็ด ไก่ ช้างสาร วัว (โค) ควาย หมู ลา ห่าน
กระทิง เสือ ที่คนทั้งหลายรู้จักกันดีแล้ว ยังมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่เข้าใจว่าคนทั้งหลายไม่รู้จกั
ก็คือ ชุมพา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ เรื่อยมาจนถึงฉบับ
ปัจจุบัน คือ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ในแนวเดียวกันว่า ชุมพา คือ สัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่ง
ขนยาวคล้ายขนแกะ เข้าใจว่าพจนานกุ รมข้างต้นนา่ จะนำคำนมี้ าจากอกั ขราภิธานศรับท์ ของ
แดนบิช แบรดเลย์ เพราะในเอกสารฉบับนี้มี “ชุมภา เป็นชื่อสัตว์อย่างหนึ่ง ขนยาว, รูป
เหมือนแกะ, มาแต่เมืองเทศ”. แต่ในพจนานุกรมฉบับมติชนได้กล่าวว่า “ชุมพา น. แกะตัวผู้
เช่น เมื่อเสดจออกฬ่อช้างรันแทะ วัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ (ตราสาม
ดวง กฎมณเฑยี รบาล)”

การที่ ชุมพา มีความหมายว่า แกะ นั้น สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับ
ภาษาไทย ที่กล่าวว่า ชาวยิวมองว่าพระเจ้าคือนายชุมพา (ชุมพาบาล) ที่ทรงเลี้ยงดูพวกเขา
ดุจเลี้ยงแกะ ผู้เขียนมีความเห็นว่า คำว่า ชุมพา น่าจะเป็นคำยืมมาจากภาษาอังกฤษ คือ
sheep ที่ออกเสียงว่า ชีพ-เพอะ โดยออกเสียงสะกดเป็นเสียงระเบิด–ริมฝีปากทั้งคู่–ไมก่ ้อง–
หนัก ทำให้คนไทยในสมัยโบราณฟังและลากเข้าความเป็น ชุมพา ในลักษณะเดียวกับ
ฟอสฟอรสั เปน็ ฝาศภุ เรศ เฮนรี เบอรน์ ี เป็น หันแตรบารนี หรอื มาดาม เป็น หมาดำ เป็นต้น

๔๔

สิ่งทีน่ า่ สนใจอีกประการหนึ่งก็คือ เหตุใดพวกวเิ สทของกรงุ ลงกาจึงทำ ทอดมนั เลี้ยง
แขกบ้านแขกเมืองอยู่เป็นประจำ เหตุใดจึงไม่ทำห่อหมก หลน มัสมั่น หรืออาหารชนิดอื่น
ที่ปรากฏในกาพย์เห่เรือ บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
อาหารทีป่ รากฏในกาพย์เหเ่ รือดังกล่าวยังไม่มีในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ า
โลกหรอื อย่างไร หรอื จะเปน็ เพราะว่าองคพ์ ระผู้ทรงพระราชนิพนธ์โปรดเสวยทอดมนั ?

บรรณานกุ รม
กาญจนา นาคสกุล. (๒๕๒๘). คลงั คำไวพจน์. วารสารภาษาและวรรณคดี, ๑(๔) :

๑๐๘-๑๑๓.
จุลทศั น์ พยาฆรานนท์. (๒๕๔๒). ขนมจีน. สารานุกรมวฒั นธรรมไทยภาคกลาง

(เลม่ ๒, หนา้ ๕๑๓–๕๑๙). กรุงเทพฯ : มูลนธิ ิสารานุกรมวฒั นธรรมไทย ธนาคาร
ไทยพาณิชย.์
บุญมี พิบลู ยส์ มบตั ิ. (๒๕๔๒). ทอดมัน-หอ่ หมก, ขนมจีน. สารานกุ รมวัฒนธรรมไทย
ภาคกลาง (เล่ม ๖, หน้า ๒๔๘๐-๒๔๘๑) กรงุ เทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมไทย
ธนาคาร ไทยพาณิชย.์
พทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก,พระบาทสมเดจ็ พระ. (๒๕๔๐). บทละครรามเกียรติ์ เล่ม ๓.
กรงุ เทพฯ : ศลิ ปาบรรณาคาร.
___________.(๒๕๔๐). บทละครรามเกียรตเิ์ ล่ม ๔. กรงุ เทพฯ : ศลิ ปาบรรณาคาร.
___________.(๒๕๕๔).บทละครรามเกียรติ์เลม่ ๑. กรุงเทพฯ : เพชรกะรตั .
___________.(๒๕๕๔).บทละครรามเกียรติ์เลม่ ๒. กรงุ เทพฯ : เพชรกะรัต.
พจนานุกรมฉบับมติชน. (๒๕๔๗). กรงุ เทพฯ : มติชน.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (๒๕๑๙). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๔๙๓.
พิมพ์คร้ังที่ ๑๕. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์สว่ นทอ้ งถ่นิ กรมการปกครอง.
___________. (๒๕๒๕).พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕. กรุงเทพฯ :
อักษรเจริญทศั น์.

๔๕

ราชบณั ฑิตยสถาน. (๒๕๔๖). พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒. กรุงเทพฯ
: อักษรเจริญทศั น์.

___________. (๒๕๕๖). พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔. พมิ พค์ รั้งที่ ๒.
กรุงเทพฯ : นานมีบุค๊ สพ์ ับลิเคชนั่ ส์.

ร่นื ฤทัย สจั จพนั ธ์ุ. (๒๕๒๓). ความรู้ทั่วไปทางภาษาและวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลยั รามคำแหง.

สุวฒั นา เลยี บวนั . (๒๕๔๒). อาหารทอ้ งถิน่ ภาคกลาง. กรุงเทพฯ : อมรนิ ทร์พรนิ้ ตงิ้ แอนด์
พบั ลิชชิง่ .

หมอปรัดเล. (๒๕๑๔). อกั ขราภิธานศรัพย์ของหมอปรดั เล พ.ศ.๒๔๑๖. กรงุ เทพฯ :
องค์การคา้ คุรสุ ภา.

อุทพินธ์ุ จติ ราทร. (๒๕๔๒). "ทอดมันปลากราย" ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคกลาง
(เลม่ ๖, หน้า ๒๔๘๑).กรุงเทพฯ : มลู นธิ ิสารานุกรมวฒั นธรรมไทย ธนาคาร
ไทยพาณิชย.์

แหลง่ ข้อมลู จากอินเทอร์เนต็
แกงอ่วั แกงโบราณ. (ออนไลน์). สืบค้นเมอื่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘, จาก

http://rueanthai2.lefora.com/topic/3263032/.
นายชมุ พาบาล. (ออนไลน์). สืบค้นเมือ่ ๓ มิถนุ ายน ๒๕๕๘, จาก

http://www.kamsonbkk.com/index.php/bible/ecclesia-in-asia/4174-2013-09-19-
02-28-18
ปลาเห็ดคืออะไร?. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๓ มิถนุ ายน ๒๕๕๘, จาก
http://guru.sanook.com/13283/.

๔๖

๔๗
คำสอนใครไมย่ ิ่งใหญเ่ ท่าใจสอนตน

บทคดั ยอ่
สังคมจะมีความสุขได้เพราะคนในสังคมมีเมตตาธรรมต่อกัน ความเมตตานอกจาก
จะเอื้อกันด้วยทรพั ย์สิน โอกาส และอื่น ๆ แล้ว การบอกกล่าวตักเตือน อบรม สั่งสอน ยัง
เป็นรูปแบบหนึ่งของความเมตตา จากการศึกษาวรรณกรรมไทยประเภทมีโครงเรื่อง (Plot)
ตัวละครในเรื่องที่มีประสบการณ์มากกว่ามักให้ข้อคิดเกี่ยวกับความประพฤติที่ควรเลิกหรือ
ควรกระทำแก่ตัวละครที่ด้อยประสบการณ์กว่าอยู่เสมอในลักษณะบิดามารดาสอนบุตร
อาจารย์สอนศิษย์ พี่สอนน้อง เปน็ ต้น แตถ่ ้าหากพิจารณาอยา่ งถ่องแท้จะพบว่า การรอคำ
สอนจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา จะมีข้อขัดข้องมากกว่าการสอนตนเอง ตามพุทธวัจนะที่ว่า
“อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนด้วยตนเอง”

*ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครสวรรค์ ปีท่ี ๒ ฉบับท่ี ๑ มกราคม-มิถนุ ายน ๒๕๕๘

๔๘

บทนำ
สังคมจะอยู่ได้เพราะคนในสังคมมีเมตตาธรรมต่อกัน ทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เพราะเมตตาแปลว่าความรักและความเอ็นดู ปรารถนาจะให้ผู้อื่น
ได้สุข ซึ่งเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่อันมี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ความเมตตาและ
ความกรุณาที่มีต่อกัน นอกจากจะให้กันด้วยทรัพย์สิน โอกาส บุญกุศล และอื่น ๆ แล้ว
ยังให้ด้วยการบอกกลา่ ว แนะนำ อบรม ส่ังสอน ได้ด้วย

ในวรรณกรรมไทยที่มีโครงเรื่อง (Plot) มักพบตัวละครที่มีประสบการณ์มากกว่าจะ
บอกกล่าว แนะนำ สั่งสอนตัวละครที่มีประสบการณ์ชีวิตที่น้อยกว่าอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเปน็
ในลักษณะบิดามารดาสอนบุตร อาจารย์สอนศิษย์ พี่สอนน้อง เป็นต้น ในบทความนี้จะได้
ยกตัวอยา่ งตวั ละครทม่ี ีการบอกกลา่ ว แนะนำ หรอื ส่งั สอนตวั ละครผู้ทีด่ ้อยประสบการณ์กว่า
ในบางเรือ่ งดังนี้

บิดาสอนบตุ รชาย
พลายแก้วหรอื ขนุ แผนในเรือ่ งเสภาขนุ ช้างขนุ แผน เป็นผู้มากไปด้วยประสบการณด์ ้าน

ความรัก มีภรรยาหลายคนตั้งแต่นางพิมพิลาไลยหรือนางวันทอง นางลาวทอง นางแก้ว
กิริยา นางบัวคลี่ ขุนแผนได้รับความทุกข์ระทมจากนางเป็นที่รักเหล่านี้เสียเป็นส่วนใหญ่
เมื่อขุนแผนรู้ว่าพลายงามบุตรชายแอบเข้าห้องนางศรีมาลาบุตรสาวพระพิจิตร ซึ่งเป็นผู้มี
พระคณุ ต่อขุนแผน และขุนแผนรู้ว่าพลายงาม “ไมป่ ระจักษ์เสนห่ ามาแตก่ ่อน” เพราะ “ด้วย
พึง่ แรกรจู้ กั ความรักนั้น กส็ ำคญั ทกุ อย่างแตข่ ้างดี” จึงให้ขอ้ คิดวา่

ลกู เอ๋ยยังไมเ่ คยรรู้ สร้าย ที่ความรกั กลับกลายแล้วหน่ายหนี
อันเจบ็ ปวดยวดยิง่ ทุกข์สิง่ มี ไมเ่ ท่าที่เจ็บช้ำระกำรัก
จะว่าเขาอื่นไกลไปไยเล่า ถงึ แม่เจ้าพ่อก็ช้ำระกำหนัก
ต้องทนทกุ ข์มากมายมาหลายพกั จักแหลน่ เลือดตาตกกระเด็น
เมื่อหนุ่มสาวคราวอยู่เป็นชู้ชืน่ ดงั จะกลืนไว้ได้มิใชเ่ ล่น
จนร่วมหอคลึงเคล้าทกุ เช้าเย็น ไม่คดิ เหน็ วา่ จะพรากไปจากกนั
พอไปทัพกลับมาเห็นหน้านิด มันปลดปลิดผลาญรักหกั สะบ้ัน

๔๙

ต้องคับแคน้ เพียงจะดนิ้ สนิ้ ชีวัน แตโ่ ศกศลั ย์โหยหาอยกู่ วา่ ปี
สู้พากเพยี รพยามยามตามมาได้ เทีย่ วบกุ ป่าฝ่าไพรพากนั หนี
ทนลำบากยากไรใ้ นพงพี ไม่อาลัยชีวเี พราะความรกั
พอพ้นภยั หมายใจวา่ พ้นทกุ ข์ จะรว่ มสุขอย่เู ยน็ เปน็ แหลง่ หลกั
เกิดวิบากผลกรรรมมานำชกั ให้ไอ้มารผลาญรกั ระยำไป
ความแค้นแสนที่จะชอกช้ำ กม็ ิรู้ว่าจะทำอยา่ งไรได้
เพราะตวั ต้องทนทกุ ขอ์ ยู่คุกใน ต้องเจบ็ ใจตรมมากวา่ สิบปี
(เสภาเรือ่ งขนุ ช้างขุนแผน ๒๕๔๕ : ๖๖๑-๖๖๒)

ขุนแผนสอนบุตรด้วยเข้าใจสัจธรรมแง่มุมหนึ่งของความรักเพราะเป็นผู้มากด้วย
ประสบการณ์ในเรื่องนี้ ต่างกับพระอภัยมณีซึ่งยังอ่อนประสบการณ์เรื่องความรักด้วยยัง
วยั หนุ่มยงั ไม่เคยรรู้ สรักร้าย จึงเปา่ ปีบ่ อกกบั สามพราหมณ์คือ โมรา สานน วิเชียร ว่า

ในเพลงปีว่ า่ สามพี่พราหมณเ์ อ๋ย ยังไม่เคยชมชิดพิสมยั
ถงึ รอ้ ยรสบุปผาสุมาลยั จะช่ืนใจเหมือนสตรไี มม่ ีเลย

(สุนทรภู่ ๒๕๕๓ก : ๑๐)

ถ้าสามพราหมณ์มาพบพระอภัยมณีในวัยเดียวกับขุนแผน เนื้อความในเพลงปี่คงจะ
เปลีย่ นไป เพราะพระอภยั มณีทกุ ขใ์ จเพราะนางสุวรรณมาลีและนางละเวงอย่ไู มน่ ้อย

ในการสอนนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในลักษณะของคำสอนที่มีคำว่า จง ต้อง หรืออย่า
เสมอไป การบอกกล่าวให้รู้ถึงข้อเท็จจริง ข้อผิดพลาดหรือผลสำเร็จจากประสบการณ์ของ
บุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อให้บุคคลอื่นนำไปพิจารณาเพื่อจะได้เลิกทำ เริ่มทำ หรือทำต่อไป
เพราะเห็นคุณเห็นโทษของสิ่งต่าง ๆ ก็เป็นแบบของการสอนแบบหนึ่ง หรือการไม่บอกให้รู้
แม้แต่เพียงคำเดียว หากแต่เว้นหรือประพฤติปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเป็นแบบอย่างให้
ผู้อืน่ ได้เรยี นรกู้ ็เปน็ รปู แบบของการสอนอยา่ งหนึง่ ด้วย เรียกว่าสอนด้วยการทำตวั อย่างให้เห็น
แต่การสอนแบบนี้ต้องอาศัยภูมิปัญญาของผู้ประสบพบเห็นด้วย หากรู้เห็นแล้วแต่ไม่มี
สติปัญญาที่จะคิดนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ การสอนแบบนี้ก็เปล่าประโยชน์

๕๐

หรือหากเกิดข้อผิดพลาดก็อาจจะคิดว่าไม่มีผู้ใดบอกกล่าวหรือสั่งสอนตน ฉะนั้นเมื่อขุนแผน
พูดกับพลายงามเช่นข้างต้นนั้นเหมือนเป็นการสั่งสอนอยู่ในทีว่า อย่าประมาทในเรื่องของ
ความรัก เพราะที่ใดมีรกั ท่นี ั่นมีทุกข์

มารดาสอนบตุ รชาย
ในลิลิตพระลอน้ัน พระนางบุญเหลือ (พระมารดา) สดุ ทีจ่ ะทดั ทานที่ไม่ให้พระลอราช

โอรสเดินทางไปหาพระเพือ่ นพระแพง ซ่งึ เปน็ พระธิดาของเมืองฝ่ายศตั รแู ล้ว จึงสอนพระลอว่า

....แตน่ ีจ้ อมทวีปจะจาก พรากแมพ่ รากบรุ ี ศรีกษตั รยิ ม์ ีเจ็ดสิง่ พระมิง่ แม่จงจำ
ยำคำแม่อยา่ คลา รตี ท้าวพระยาอยา่ คลาด อย่าประมาทลืมตน อยา่ ระคนคนเทจ็
รริ อบเสรจ็ จงึ ทำ คดิ ทุกคำจึงออกปาก อยา่ ให้ยากแกใ่ จไพร่ ไต่ความเมืองจงตรง
ดำรงพิภพให้เย็น ดับเข็ญนอกเข็ญใน ส่องใจดูทุกกรม อย่างมชมความเท็จ
รริ อบเสร็จเก้ือทางธรรม์ ที่จะกั้นกนั้ จงม่นั ทีจ่ ะคนั้ คนั้ จงเป็นกล สอ่ งต้นหนคนใช้
เลือกหาใจอันสตั ย์ ดัดมนตรีโดยยุกต์ ปลุกใจคนให้หาญ ผลาญเพรียงไพร่เพรียง
เมือง อาญาเรือ่ งเรือ้ ยราษฎร์ กนั นิกรอาจเกือ้ ไพร่ ดบั กลีอยา่ ให้ลุก อยา่ ชิงสุก
ก่อนห่าม อย่าล่ามม้าสองปาก อย่าลากพิษตามหลัง อย่าให้คนชังลักแช่ง
แต่งตนให้คนรัก ชักชวนคนสู่ฟ้า เบื้องหน้าเทพยอยศ จงปรากฏชอบแล้ว
อย่าได้แคล้วรำพึง คำนึงอย่ารู้มลาย จงอย่าหายยศพอ่ ต่อม้วยฟ้าหล้าสวรรค์
กัลป์ประลยั อยา่ รู้ลาญ ภบู าลเจา้ จงจำ ตามคำแมโ่ อวาท พ่อสดุ สวาทแก่แมเ่ ฮย
จงสวสั ดิแ์ ก่เจ้าเทอญ

(กรมศิลปากร กองวรรณคดแี ละประวัติศาสตร์ ๒๕๒๙ : ๓๘๓-๓๘๔)

ในเมือ่ ผู้สอนและผู้รับคำสอนอยชู่ นช้ันผู้ปกครอง คำสอนจึงมุง่ ให้ประพฤติปฏิบัติเพื่อ
ความสุขสงบของผู้ใต้ปกครอง คำสอนของพระนางบุญเหลือจึงเป็นคำสอนแก่ท้าวพระยา
มหากษัตริย์ โดยสรุปความรวม ๆ ได้ว่าจงอย่าประมาทลืมตัว อย่าสนับสนุนหรือชุบเลี้ยง
คนชั่วคนไม่มีสัตย์ ก่อนพูดก่อนทำสิ่งใดให้คิดให้พิจารณาให้รอบคอบ บำรุงอาณาประชา
ราษฎร์ให้มีความสุข ไมส่ รา้ งความเดือดรอ้ นให้แกเ่ ขา ไม่โลเลเหลาะแหละ พดู คำไหนให้เป็น

๕๑

คำนั้น ปลุกใจอาณาประชาราษฎร์ให้อาจหาญให้ซื่อตรงต่อบ้านเมือง ไม่ทำงานเหยาะแหยะ
ให้ทำจริงจัง ชักชวนผู้อื่นให้มีศีลธรรมสร้างบุญสร้างกุศล และเมื่อนั้นพระลอก็จะ “ตกน้ำ
ไมไ่ หล ตกไฟไม่ไหม้” เปน็ ทีส่ รรเสรญิ ของทั้งมนษุ ยแ์ ละเทวดา

คำสอนของพระนางบุญเหลือเข้าลักษณะของทศพิธราชธรรม คือ ธรรมะ ๑๐
ประการของผู้ปกครอง อันมี ทาน คอื การให้ การเสียสละ ศีล คอื ความประพฤติที่ดีงามท้ัง
กาย วาจา ใจ ให้ปราศจากโทษทั้งในด้านการปกครองและด้านศาสนา บริจาค คือการ
เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุขส่วนรวม ความซื่อตรง คือการสุจริตต่อหน้าที่ต่อมิตร
สหาย ตอ่ องค์กร หรอื ตอ่ หลกั การของตน ความอ่อนโยน คอื การมีอธั ยาศยั ทีไ่ มแ่ ขง็ กระด้าง
ทั้งต่อบุคคลที่เสมอตนหรือต่ำกว่าตน ความเพียร คือความพยายามบากบั่นจนกว่าจะ
ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความเกียจครา้ น ความไม่โกรธ คอื การไมแ่ สดงความโกรธ
ให้ปรากฏ ไมม่ ุ่งรา้ ย แม้จะลงโทษผู้ผดิ ก็ทำตามเหตุผล ความอดทน คอื อดทนต่อสิ่งท้ังปวง
รักษาอาการทางกาย วาจา ใจ ให้เรยี บรอ้ ย ความไมเ่ บียดเบียน คอื ไม่เบียดเบียนหรือบีบ
บังคับให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่น รวมทั้ง ความยุติธรรม คือถือความถูกต้องเที่ยงธรรมเป็นหลัก
ไม่เอียงเอนหวั่นไหวด้วยคำพูด อารมณ์หรือลาภสกั การะใด ๆ (สำนกั กิจการยุติธรรม ๒๕๕๙
: ออนไลน์) ทศพิธราชธรรมนี้ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น บุคคล
ธรรมดาทีเ่ ป็นผู้ปกครองในทกุ องคก์ รก็พึงใช้หลกั ธรรมนดี้ ้วย

มารดาสอนบุตรสาว
สังคมไทยในสมัยโบราณมีค่านิยมอย่างหนึ่งเกี่ยวกับลูกผู้หญิงก็คือการเป็นแม่เรือน

คอื จะต้องมีความรคู้ วามสามารถในการปรงุ อาหาร เยบ็ ปกั ถกั ร้อย เปน็ ต้น ฉะนั้นตัวละคร
ผู้เป็นมารดาในเรื่องมักจะสอนการเป็นแม่ศรีเรือนให้แก่บุตรสาวก่อนแต่งงานออกเรือน ให้
รจู้ กั ปรนนิบตั ิสามีในเรื่องตา่ ง ๆ ได้สมบรู ณ์ครบถ้วน ในบทเสภาเรือ่ งขนุ ช้างขนุ แผน เมื่อนาง
สร้อยฟ้าพระธิดาพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ จะต้องมาเป็นภรรยาของพลายงามหรือพระไวย นาง
เกสรพระมารดาได้สอนนางสรอ้ ยฟ้าเร่อื งการปรงุ อาหารว่า

..................................... ๕๒
ทำให้ผวั ถกู ใจไมม่ ีท้ิง
ถา้ รู้จกั ประกอบให้ชอบลนิ้ ................................
คงต้องง้อขอกนิ ทุกวนั ไป ยงั อีกสิ่งกอ็ าหารตระการใจ
เปน็ ต้นต้มตีนหมใู ห้ชรู ส ถงึ แก่สนิ้ เพราพร้งิ ไมท่ งิ้ ได้
ตับเหล็กสันในแลไข่ดนั จงใสใ่ จจัดหาสารพนั
พยายามเลีย้ งดูให้ชูใจ ไข่ไก่สดปลาต้มยำทำขยัน
เสน่ห์ปลายจวกั ไม่รจู้ ักทำ ห่ันให้ชนิ้ เลก็ เลก็ เหมือนเจ๊กทำ
ถงึ จะมีเมียใหม่ให้คมขำ
หลงใหลไมม่ ีน้ำก็จำคลาย
(เสภาเรือ่ งขนุ ช้างขนุ แผน ๒๕๔๕ : ๗๘๙)

สว่ นเรือ่ งหลบั นอนนางเกสรบอกวา่

ซ่งึ ภูบาลจะประทานให้มีผวั เจา้ อย่ากลัวช่วั รา้ ยหามีไม่
เปน็ สตรมี ีผัวท่ัวกันไป เพราะเป็นวิสัยแหง่ โลกยี ์
..................................... ................................
ด้วยวิสยั ในการประเวณี ย่อมอย่ทู ีด่ วงจิตพิสมยั
พอถึงกนั กป็ ระหวดั กำหนัดใน แตพ่ อได้รู้รสกห็ มดกลัว
ยิ่งหนมุ่ สาวคราวแรกภิรมยร์ ัก พอประจกั ษ์ได้เสียเปน็ เมียผัว
มักหลงใหลคลึงเคล้าเฝา้ พันพัว ราวกบั ตวั ขึ้นสวรรคช์ ั้นไตรตรึงศ์
เมือ่ แรกแรกรว่ มเรยี งเคียงเขนย อยา่ กลัวเลยจะพิโรธจะโกรธขงึ้
ต่อนานวนั ว่างวายคลายเคล้าคลึง นั่นแลจึงจะได้รู้ดูใจกนั
วิสยั ชายคล้ายกบั คชสาร ถา้ หมอควาญรทู้ ี่ดีขยนั
แตท่ ว่าว่าบางยกตกน้ำมัน ต้องรจู้ กั ผ่อนผันจึงเปน็ เพลง
(เสภาเรื่องขนุ ช้างขนุ แผน ๒๕๔๕ : ๗๘๘)

๕๓

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (๒๕๔๙ : ๙๒-๙๕) กล่าวว่า บทเสภาเรื่องขนุ ช้างขุนแผน
มีหลายสำนวน และเข้าใจว่าข้อความต่อไปนี้ซึ่งเป็นคำสอนของนางเกสรเป็นสำนวนของ
ครแู จ้ง เท่าที่ ม.ร.ว. คกึ ฤทธิ์ ปราโมช จำได้คือ

อนึง่ ต้มตีนหมูดใู ห้แน่ ถา้ เปื่อยแท้แล้วจงึ คว่ั ถ่วั ทองใส่
มะขามเปียกรสชาติมักขาดไป ต้องสอดใสน่ ้ำส้มจึงกลมละมุน
หนึ่งไข่ไก่องั ไฟแตห่ า่ งหา่ ง พอเปน็ ยางมะตมู ตอ่ ยออกขน้ ขุ่น
เอาไม้คนให้ขาวราวกบั วุ้น น้ำปลาญีป่ ุ่นเหยาะหนอ่ ยซอยหอมลง
หนึง่ ปลาไหลย่างไฟพอน้ำหยด ขดใส่หม้อลงทั้งตวั กับถ่ัวลิสง
ข้าวสารขาวซาวใส่ให้บรรจง ทบุ ตะไคร้ใส่ลงแล้วเค่ยี วไป
..................................... ................................
(ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช ๒๕๔๙ : ๙๓-๙๔)

ส่วนกับข้าวนั้นนอกจากมีรสอร่อยแล้ว ยังควรมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ฉะนั้นจึง
ต้อง

อตุ ส่าห์จำทำให้ผัวกินลอง ล้วนแตข่ องมีกำลงั ท้ังสามสิ่ง
ทำให้กินเนืองเนืองเปรือ่ งขนึ้ จรงิ ทุกสิง่ สิ่งของแท้เปน็ แนน่ อน
ทำให้กินทกุ วันหมัน่ สำเหนียก แม้ออ่ นเปียกก็จะแขง็ เป็นไม้ทอ่ น
พอตกค่ำขึ้นท้ายไมห่ ลบั นอน พายเรือคอนเหยาะเหยาะจนเคาะระฆงั

(ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช ๒๕๔๙ : ๙๕)

สว่ นการหลับนอนกับสามีนั้น กม็ ีการสอนวา่

..................................... แม้จะไปนิทรากบั สามี
งามปลืม้ อยา่ ลืมคำสอนสงั่ อุตส่าห์ฟังจำไว้ให้ถ้วนถี่
อันการปรนนิบัติของสตรี ถา้ ทำดีแล้วชายไมห่ นา่ ยใจ

๕๔

สู้ถอ่ มตวั ปรนนิบตั ิคอยจัดแจง เมือ่ เขาแข็งแล้วอย่าขดั อัชฌาสยั
รจู้ ิตผวั วา่ สมัครรกั เทา่ ไร กย็ กั ย้ายสา่ ยให้ถูกใจกัน
(ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช ๒๕๔๙ : ๙๓)

นางเกสรได้สอนละเอียดถี่ถ้วนเพราะชีวิตรักสามีภรรยาที่ครองเรือนได้อย่างมี
ความสุข นอกจากจะรู้เรื่องของตนแล้ว ยังต้องเข้าใจความเป็นผู้อื่นด้วย นางเกสรจึงสอน
สรอ้ ยฟ้าทั้งเรอ่ื งในทีแ่ จ้งและเร่อื งในที่ลับว่า “เมือ่ เขาแข็งแล้วอยา่ ขดั อัชฌาสัย” ชีวิตคู่จึงจะ
เป็นไปได้อยา่ งราบร่นื

บิดาสอนบตุ รสาว
ในเรื่องรามเกียรติ์ เมื่อพิเภกทูลให้ทศกัณฐ์ผู้พี่คืนนางสีดาให้แก่พระราม แต่

ทศกัณฐ์ไม่เชื่อกลับโกรธพิเภก และขับไล่พิเภกผู้น้องออกจากเมือง พิเภกจึงไปถวายตัวเป็น
ข้ารบั ใชพ้ ระราม และกอ่ นจะออกจากกรงุ ลงกาไป พิเภกได้สั่งลานางตรีชฎามเหสี ท้ังส่ังสอน
นางเบญกายธิดาอย่หู ลายประการ คำสอนนีไ้ มป่ รากฏในบทพระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเดจ็
พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก แต่ปรากฏในกลอนสภุ าษิต พิเภกสอนนางเบญกาย ของพระธรรม
สาตร (ศุข) ซึ่งกรมศิลปากรสันนิฐานว่าคงแต่งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยู่หวั มีความวา่

พิศโฉมเบญกายเสียดายนัก โอ้ลูกรักเปน็ กำพรา้ นา่ สงสาร
อนั สตรดี ีด้วยด้วยชายหมายประมาณ หญิงข้าวสารชายข้าวเปลือกเกลือกสุธา
เจา้ เปน็ บุตรสดุ ทีร่ ักของบิตเุ รศ ด่งั ดวงเนตรควรเมืองอย่เู บ้ืองขวา
เจา้ จงจำคำคดิ ถงึ บิดา จะเจรจาลกุ น่งั และนอนเดิน
อิรยิ าบถสีเ่ ปน็ ทีย่ ิ่ง รักษาสิ่งสตั ย์สุดสรรเสรญิ
สำรวมเนตรสงั เกตใจอย่าได้เมิน นงุ่ ประเชินหม่ เจยี มเสงี่ยมจน
สงวนงามยามอบั อาภัพญาติ อยา่ หมายมาตรพ่งึ ผู้ใดไมเ่ ป็นผล
เหน็ แต่หน้าแมล่ กู กันสองคน จะขัดสนไปข้างหน้าสารพนั

(พระธรรมสาตร ๒๔๗๐ : ๒๕-๒๖)

๕๕

ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ในลักษณะ “ชายเป็นช้างเท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลัง”
พิเภกจึงสอนเบญกายว่า “อันสตรีดีด้วยชายหมายประมาณ” และ “หญิงข้าวสารชาย
ข้าวเปลือกเกลือกสุธา” ก็คือ ชายนั้นเมื่อไปตกอยู่ที่ใดก็จะเจริญงอกงามเหมือนข้าวเปลือก
ที่จะงอกงามเป็นต้นได้ ส่วนข้าวสารนั้นตรงข้ามกับข้าวเปลือก ส่วนเรื่องกิริยามารยาทนั้น
อิริยาบถสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน จะต้องเรียบร้อยงดงามสำรวม และต้องสำรวมวาจาพร้อม
กับสำรวมใจด้วย นอกจากนี้ยังต้องสำรวมตา คือ ไม่ล่อกแล่ก ไม่เหลียวซ้ายแลขวา
ตลอดเวลา เพราะถือกันว่าเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพหรือส่อพิรุธ ที่สำคัญคือสำรวมใจ ทำใจให้
สงบไม่ซัดส่าย สรุปความว่าให้สำรวมอินทรีย์ ให้ระมัดระวัง หู ตา จมูก ลิ้น กาย และ
สำรวมใจด้วย

นอกจากนี้ในเรื่องการแต่งกายยามไรญ้ าติขาดมิตร ให้เข้าตำรา “นุง่ เจยี มห่มเจียม”
คอื การแตง่ แต่พองามและเหมาะสม สมควรแกฐ่ านะ พิเภกสอนว่า

จะเปน็ สาวคราวโศกรักษาศักดิ์ ให้รู้จักข้อผิดคดิ ข้อขำ
จะเจรจาอย่าให้คนเขาเคอื งคำ ถา้ จะทำสิ่งใดให้พนิ ิจ
จะน่งุ ผ้าทาแป้งและแตง่ องค์ พอสมทรงสารพันอย่าดดั จรติ
งามยศมารยาทท้ังผาดพิศ อย่าคบคดิ คนพาลสันดานโกง
............................................ ...............................................

(พระธรรมสาตร ๒๔๗๐ : ๒๗-๒๘)

แม้จะอยู่ในยามที่ตกอับ เศร้าโศก แต่ก็ต้องมีศักดิ์ศรี ให้รู้จักพิจารณาว่าสิ่งใดถูก
สิ่งใดผิด ควรทำ ไม่ควรทำ การพูดจากค็ วรไพเราะอ่อนหวานอยา่ ให้ผฟู้ ังขัดเคืองหรอื ไมพ่ อใจ
ได้ ควรมี “สุนทรวาจา” คิดก่อนทำ วางตัวได้เหมาะสมงดงามทั้งโอกาสที่ดูอยา่ งผิวเผินและ
อยูอ่ ย่างเพ่งพิศ รวมท้ังอยา่ คบคนชวั่ เป็นมิตร

๕๖

พีส่ อนน้อง
ในเรือ่ งรามเกียรติน์ ้ัน เมื่อท้าวทศรถออกรบแล้วเพลารถหกั นางไกยเกษีมเหสีรองได้

ใช้แขนแทนตา่ งเพลารถ ท้าวทศรถจงึ ให้พรนางไกยเกษวี า่ หากทลู ขอสิง่ ใดก็จะประทานให้เป็น
การตออบแทน นางไกยเกษีจึงทูลขอให้พระพรตโอรสตนครองราชย์แทนพระราม และ “ให้
พระรามไปจากพระนคร สญั จรเดินไพรสิบสีป่ ี จึงกลับมาครองนคเรศ เป็นมงกฎุ เกศบุรศี รี”
(กรมศิลปากร ๒๕๔๐ : ๓๕๖) เมื่อพระลักษมณ์ทราบความเช่นนี้

........................................ .......................................
กก็ ร้ิวโกรธพิโรธดง่ั อัคคี จบั ศิลปอ์ นั มีฤทธิรอน
กวดั แกว่งสำแดงเดชา องอาจดัง่ พญาไกสร
ลงจากปราสาทอลงกรณ์ บทจรไปยังสนามจนั ทน์
คร้ันถึงจึงมีสิงหนนาท กระทืบบาทสะเทือนเลื่อนลนั่
เหวยใครอิจฉาอาธรรม์ ด้วยใจโมหนั ธ์ฉนั ทา
ทจุ รติ โลภล้นพ้นประมาณ สาธารณ์จงจิตริษยา
ใฝส่ งู ให้เกนิ พกั ตรา ขบั พี่ยากูไปอย่ไู พร
จะยกลูกมันผู้น้อง ให้ข้นึ ครองเมืองก็เปน็ ได้
อีชาติทรลกั ษณจ์ งั ไร กจู ะฆา่ ให้ม้วยชีวี

เมื่อพระราม

......................................... ผันพักตร์มาทอดทศั นา
จึงเหน็ พระลกั ษณ์สุริย์วงศ์ จับศรขนึ้ กง่ เงอื้ ง่า
ตกใจตะลึงท้ังกายา เอะไฉนอนุชามาก่อการณ์
แม้นกูจะนิ่งเสียบดั นี้ นา่ ที่น้องรักจักแผลงผลาญ
โลกาจะไหม้บรรลยั ลาญ ผ่านฟ้าก็รบี เสด็จมา
ครั้งถงึ เข้ากุมเอาคันศร งดกอ่ นจงฟงั พีว่ ่า
อย่าพึง่ หุนหนั โกรธา จะเลา่ กิจจาให้แจ้งใจ

......................................... ๕๗
เราจะรักษาสตั ยพ์ ระบิตเุ รศ
ให้ปรากฏไว้ในธาตรี .........................................
อันพระคุณเกดิ เกศเกศี
เจา้ พี่อยา่ ได้โกรธา

(กรมศิลปากร ๒๕๔๐ : ๓๗๐-๓๗๑)

พระลักษมณ์เป็นบุคคลที่สอนได้จึง “วางศรกับกรพระจักรา กอดเบื้องบาทาแล้ว
โศกี” (กรมศิลปากร ๒๕๔๐ : ๓๗๑)

กษัตริยส์ อนประชาชน
ในบทละครพูดคำกลอนเรื่องพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ

เกล้าเจ้าอยูห่ ัวนั้น เมื่อประชาชนทลู เชิญพระร่วงขนึ้ ครองราชย์เมืองสโุ ขทัย พระร่วงจึงขอให้
ทกุ คน

อย่าเห็นแกต่ วั มวั พะวง ลุ่มหลงรษิ ยาไม่ควรที่

อยา่ ต่างคนต่างแขง่ กันแย่งดี อยา่ ให้ช่องไพรที ีม่ งุ่ รา้ ย

แม้เราริษยากนั และกนั ไม่ช้าพลันจะพากนั ฉบิ หาย

ระวงั การยุยงส่งรา้ ย นน่ั แหละเครื่องทำลายสามัคคี

........................................... ...................................................

ไทยรวมกำลงั ตั้งม่ัน จะสามารถป้องกนั ขันแข็ง

ถงึ แม้วา่ ศัตรผู มู้ ีแรง มายทุ ธแ์ ย้งกจ็ ะปลาตไป

ขอเพียงไทยเราอยา่ ผลาญญาติ ร่วมชาติร่วมจิตเปน็ ข้อใหญ่

ไทยอย่ามุ่งทำร้ายทำลายไทย จงพรอ้ มใจพรอ้ มกำลังระวงั เมือง

ให้นานาภาษาเขานิยม ชมเกียรติยศฟเู ฟือ่ ง

ช่วยกันบำรุงความรงุ่ เรอื ง ให้ชือ่ ไทยกระเดือ่ งท่วั โลกา

ช่วยกนั เตม็ ใจใฝ่ผดงุ บำรงุ ท้ังชาติศาสนา

ให้อย่จู นสนิ้ ดินฟ้า วฒั นาเถิดไทยไชโย

(พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๕๒๐ : ๑๓๗-๑๓๙)

๕๘

พระร่วงทรงสอนอาณาประชาราษฎร์ ให้มีความสามัคคี ไม่อิจฉาริษยากัน เห็น
ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน หากทำได้เช่นนี้ ก็สามารถป้องกันภัยจากศัตรู
ได้ รวมท้ังร่วมกันสรา้ งความเจริญรงุ่ เรืองให้แก่ประเทศชาติ

อาจารยส์ อนศิษย์
ในเรื่องพระอภัยมณีนั้น เมื่อนางเงือกคลอดบุตร โดยมีฤๅษีที่เกาะแก้วพิสดารเป็น

ผู้เลยี้ งดแู ล้ว ฤๅษียงั ได้

............................................. ...................................................
สอนให้หลานอ่านเขียนพรำ่ เรยี นไป แล้วก็ให้วทิ ยาวิชาการ
รลู้ ่องหนทนคงเข้ายงยุทธ์ เหมือนสินสมุทรพ่ยี าทั้งกล้าหาญ
ได้เห็นแต่แม่มัจฉากบั อาจารย์ จนอายกุ ุมารได้สามปี
(สนุ ทรภู่ ๒๕๕๓ : ๒๙๓)

หลังจากน้ันฤๅษีจึงให้สดุ สาครออกตามหาพระอภัยมณีผเู้ ปน็ บิดา จนสุดสาครไปพบ
กับชีเปลือย และด้วยความอ่อนต่อโลกจึงถูกเล่ห์กลของชีเปลือยหลอกเอาไม้เท้าวิเศษและ
ม้านิลมงั กรไป ท้ังยงั ถกู ชีเปลือยผลกั ตกเหวสลบไปสามคนื เมือ่ สุดสาครฟนื้ รสู้ ึกตัวก็ระลึกถึง
ฤๅษี ฤๅษีจงึ ขีร่ ุ้งปรากฏตัวให้เหน็ ประคองสุดสาครไปบนเขา

แล้วสอนวา่ อยา่ ไว้ใจมนุษย์ มนั แสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถงึ เถาวลั ยพ์ นั เกี่ยวที่เลีย้ วลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนษุ ย์นที้ ีร่ ักอยสู่ องสถาน บิดามารดารกั มกั เป็นผล
ทีพ่ ง่ึ หนึง่ พึง่ ได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคดิ เหน็ จึงเจรจา
แม้นใครรกั รักม่ังชังชงั ตอบ ให้รอบคอบคิดอา่ นนะหลานหนา
รสู้ ิง่ ได้ไมส่ ู้รู้วชิ า รรู้ กั ษาตวั รอดเป็นยอดดี
(สุนทรภู่ ๒๕๕๓ : ๓๐๙)

๕๙

ฤๅษีสอนสุดสาครว่าอย่าไว้ใจคนโดยง่าย เพราะคนแต่ละคนนั้น สิ่งที่เขาพูดหรือทำ
อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เขาคิด เข้าลักษณะปากอย่างหนึ่งใจอย่างหนึ่งสุดจะหยั่งถึงได้ คนที่รัก
เราเชื่อใจได้อย่างแท้จริงคือพ่อและแม่ และเราก็ต้องรักษาตนเอง อีกทั้งต้องพึ่งตนเองให้ได้
เหมือนกบั พระพทุ ธพจน์ที่วา่ อตั ตาหิอัตตโนนาโถ ตนแลเปน็ ทีพ่ ึง่ แห่งตน นอกจากนี้จะต้อง
เป็นคนคิดก่อนพดู มิฉะน้ันจะเดือดรอ้ นเพราะคำพูด ดังมีผกู้ ลา่ วว่า ก่อนพดู เราเปน็ นายของ
คำพูด แต่เมื่อพูดไปแล้วคำพูดเป็นนายของเรา สิ่งที่ควรระลึกอีกอย่างหนึ่งก็คือควรศึกษา
หาความรแู้ ละใช้ความรพู้ าตนใหร้ อดพ้นจากปัญหา ความยากลำบาก และภยั อนั ตรายท้ังปวง
อย่าให้เข้าข่ายว่า “มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ต้องยึดคติที่ว่า “มีความรู้อยู่กับตวั กลวั
อะไร ชีวติ ไมป่ ลดปลงคงได้ดี” (สนุ ทรภู่ ๒๕๕๓ : ๗)

ส่วนคำสอนที่ว่า “แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ” นั้นอาจตีความได้สองนัยคือ นัยแรก
ชีวิตของสุนทรภู่ได้รับทุกข์ภัยจากคนรอบข้างอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องการเมือง (ดู
รายละเอียดในหนังสือนรชาติ ของสมภพ จันทรประภา) ฉะนั้นสุนทรภู่อาจมีความคิดแบบ
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในลักษณะของปุถุชนบางคน ส่วนอีกนัยหนึ่งคำว่า ชัง ทั้ง 2 คำ อาจมี
ความหมายไม่เหมือนกัน คำว่า ชัง คำหลังอาจหมายถึง ไม่ควรให้ความใกล้ชิดสนิทสนม
มากนัก ทั้งต่อคนที่เห็นว่าเขารังเกียจหรือไม่เป็นมิตรต่อเรา เพราะไม่ทราบว่าเขาจะมี
พฤติกรรมทีจ่ ะให้ผลร้ายตอ่ เราหรอื ไม่ อย่างไร

อนึ่ง เมือ่ เกิดศึกสงครามในหม่เู ครอื ญาติเปน็ เวลายาวนาน จึงสง่ ผลให้ฤๅษีเกาะแก้ว
พิสดารมาเทศน์โปรด ทำให้ “ฝ่ายกษัตริยข์ ตั ติยาสิบห้ากษตั ริย์ ต่างจบหัตถส์ าธุสะพระฤๅษี
โปรดปรึกษาวา่ จะให้เป็นไมตรี ข้าเหน็ ดีพร้อมพรักรกั และรกั กัน” (สุนทรภู่ ๒๕๕๓ข. : ๑๘๑)
ฤๅษีจงึ ได้เทศน์สอนวา่

คอื รูปรสกลิ่นเสียงไม่เที่ยงแท้ ย่อมเฒา่ แกเ่ กดิ โรคโศกสงสาร
ความตายหนึ่งพึงให้เห็นเป็นประธาน หวังนิพพานพ้นทุกขส์ นุกสบาย
ซ่งึ บ้านเมืองเคืองเข็ญถงึ เชน่ นี้ เพราะโลกยี ต์ ัณหาพาฉิบหาย
อนั ศีลห้าว่าอยา่ ทำให้จำตาย จะตกอบายภูมิขมุ นรก
หนึง่ วา่ อยา่ ลักเอาของเขาอืน่ มาชมชืน่ ฉอ้ ฉลคนโกหก
หนึ่งทำชู้คเู่ ขาเลา่ ลามก จะตายตกในกระทะอเวจี

๖๐

หนึ่งสูบฝิ่นกนิ สรุ ามสุ าวาท ใครทำขาดศีลห้าสนิ้ ราศี
ใครซ่อื สตั ย์ถอื มน่ั ในขนั ตี จะถึงที่พระนิพพานสำราญใจ
อย่ากร้ิวโกรธขึง้ หึงสาพยาบาท นึกว่าชาติกอ่ นกรรมทำไฉน
เหมือนดมุ วงกงเกวยี นวงเวียนไป อย่าโทษใครนี่เพราะกรรมจึงจำเปน็
ประการหนึ่งซึง่ ขาดพระศาสนา ทั้งโลกาเกดิ ทกุ ขถ์ ึงยุคเข็ญ
ซ่งึ จะกลบั ดับรอ้ นให้ผอ่ นเย็น กต็ ้องเปน็ ไมตรปี รานีกัน
................................................ .............................................
อยา่ โทษเขาเรากผ็ ิดให้คิดเหน็ จึงจะเป็นสตั ยธ์ รรม์ในสัณฐาน
จงปรองดองครองสัตย์ปฏิญาณ ถอื ศีลทานเถิดอย่าหมายทำร้ายกนั
(สุนทรภู่ ๒๕๕๓ข. : ๑๘๐)

ฤๅษีสอนว่าที่เดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ เพราะตัณหาซึ่งพาให้หลงในรูป รส กลิ่น
เสียง ทั้งยังต้องคิดใหมว่ ่ารูปกายนี้เปน็ รังของโรค เป็นของไม่เที่ยง ย่อมแก่เฒ่าและแตกสลาย
ในที่สุด ไม่มีสุขใดที่แท้จริงนอกจากพระนิพพาน ทุกคนจะต้องมีศีล หากไม่มีศีลประจำใจ
ก็จะก่อกรรมไม่จบสิ้น อย่าโกรธและอาฆาตต่อกัน เลิกคิดโทษกัน เพราะกรรมเป็นเครื่อง
กำหนด หากล้างแค้นกัน บ่วงกรรมก็จะดำเนินไปอย่างไม่มีจุดจบ จงให้อภัยและเป็นไมตรี
ต่อกนั

ตามประวัติของสุนทรภู่มักจะกล่าวกันว่า สุนทรภู่บวชเพื่อหนีราชภัยในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จากเรื่องพระอภัยมณีทำให้สันนิษฐานได้ว่า สุนทรภู่
เข้าขา่ ย “บวชเรียน” คอื บวชแล้วศึกษาพระธรรมด้วย มิใช่บวชเพียงให้ผา้ เหลืองคุ้มภัยเท่าน้ัน
เพราะท่านสามารถประพันธใ์ ห้ฤๅษีสอนเรื่อง กมั มนุ า วตั ตตี โลโก สตั วโ์ ลกย่อมเป็นไปตาม
กรรม รวมท้ัง นิพพานังปรมัง สุขงั นิพพานเปน็ สขุ อย่างยิง่ ได้ตรงตามพระพุทธวจั นะ

ทางพระพุทธศาสนาท่านสอนให้บุคคลบำเพ็ญพรหมวิหารสี่ เมื่อบุคคลมีเมตตา
กรุณา ประจำใจแล้ว พรหมวิหารก็จะเป็นบาทฐานของศีลโดยเฉพาะศีล ๕ ข้อ ๑ ปาณา
ติปาตา เวรมณี งดเว้นทำชีวติ ให้สตั ว์ล่วงไป เมือ่ มีศีลบริสุทธิ์ ศีลจะเปน็ บาทฐานของสมาธิ
คือ การทำจิตให้นิ่งโดยปราศจากกิเลส แล้วสมาธิก็เป็นบาทฐานของปัญญา คือ ความรู้ทว่ั
รถู้ งึ เหตุผล รอู้ ยา่ งชดั แจ้ง รสู้ ิ่งทีค่ วรทำไมค่ วรทำ อนั เป็นเครือ่ งเตือนตนได้ ในลักษณะที่ท่าน

๖๑

เรียกว่า “ใจสอนใจ” โดยไม่ต้องคอยคำสอนจากบุคคลอื่น ซึ่งจะต้องขึ้นกับสถานที่และ
โอกาส แต่ใจตนสามารถสอนใจตนได้ทุกขณะจิต ฉะน้ันหากบุคคลใดอยใู่ นลกั ษณะใจสอนใจ
ดงั พุทธภาษิตทีว่ ่า อัตตนา โจทยตั ตานงั จงเตือนตนด้วยตนเอง ได้แล้ว บคุ คลนั้นนบั ว่าเปน็
บุคคลทีม่ โี ชคมีลาภอันประเสรฐิ ยิง่ นกั

บรรณานกุ รม
กจิ การยุติธรรม, สำนักงาน. (๒๕๕๙). ทศพิธราชธรรม. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙,

จาก http://www.oja.go.th/preview/detail.php?newsidx=652.
คกึ ฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. (๒๕๔๙). ขนุ ช้างขนุ แผนฉบับอา่ นใหม่. กรงุ เทพฯ : ดอกหญ้า.
ธรรมสาตร, พระ. (๒๔๗๐). คำกลอนสุภาษิตเรอ่ื งพาลีสอนนอ้ งและพิเภกสอนเบญกาย.

พิมพแ์ จกเป็นที่ระลึกในการปลงศพ นางอิ่ม ชืน่ สมทรง วนั ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๐
ณ วดั ประยรุ วงศาวาส.
มงกุฎเกล้าเจ้าอย่หู วั , พระบาทสมเดจ็ พระ. (๒๕๒๐). บทละครพูดคำกลอนเรือ่ งพระรว่ ง.
กรงุ เทพฯ : ศิลปาบรรณาคาร
ศิลปากร, กรม กองวรรณคดีและประวตั ิศาสตร.์ (๒๕๒๙). วรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนตน้ :
ลิลิตพระลอ. กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร.
_________. (๒๕๔๐). บทละครเรื่องรามเกียรติพ์ ระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ :
ศิลปาบรรณาคาร.
สุนทรภู่. (๒๕๕๓ก.) พระอภัยมณี เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : เพชรกะรตั .
_________. (๒๕๕๓ข.) พระอภัยมณี เลม่ ๒. กรุงเทพฯ : เพชรกะรัต.
เสภาเรื่องขนุ ชา้ งขนุ แผน ฉบับหอสมดุ แห่งชาติ.(2545). กรงุ เทพฯ : ศิลปาบรรณาคาร.

๖๒

๖๓

ลกั ษณะการใช้สัญลักษณ์ในบทอศั จรรย์*

บทอัศจรรยค์ ือบททีแ่ สดงสิ่งที่เปน็ ธรรมชาติในเรื่องเพศของมนุษยท์ ุกผู้ทุกนาม โดย
แสดงให้เห็นการประกอบกิจทางเพศในรูปของสัญลักษณ์นิยม เพื่อให้สอดคล้องกบั ศีลธรรม
และศิลปะในการแสดงออก คอื วรรณศิลป์

สัญลักษณ์เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อสมมติแทนอีกสิ่งหนึ่งที่ลึกซึ้งกว้างขวางกว่าตัว
สัญลักษณ์เอง เป็นการแนะให้คิดมากกวา่ ทีจ่ ะสรา้ งความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา และแนะ
ให้คิดไปได้หลายทาง คืออาจเป็นอย่างนั้นก็ได้หรืออาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ ต่างคนก็ต่างคิด
และตีความหมายแตกต่างกันออกไปตามเพศ วัย อายุสมอง หรือตามประสบการณ์ของตน
เพราะฉะน้ันการตีความหมายในเรื่องตา่ ง ๆ ความผิดถูกจงึ ไมเ่ ปน็ สิ่งสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่
ความลึกซึง้ กวา้ งขวาง และความสมเหตุผลในการตีความหมายจากสัญลกั ษณ์น้ัน ๆ

บทอศั จรรยน์ ั้น แม้จะไมส่ ามารถตีความออกไปในเรือ่ งอนื่ นอกจากเรอ่ื งเพศสัมพนั ธ์
ขั้นสงู สุดเพียงเรือ่ งเดียว แตร่ ายละเอียดตา่ ง ๆ กอ็ าจจะแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์
ในชีวติ และความนึกคดิ ของแต่ละคนได้ ผู้เขียนใคร่จะขอยกตวั อย่างในการตีความทีแ่ ตกตา่ ง
กันจากบทอศั จรรย์สักสองบท ดงั ต่อไปนี้

ตวั อย่างที่ ๑ ขนุ แผนได้นางแก้วกิรยิ า แขวนพาดฉากลงประจงจับ
ว่าพลางทางเปลื้องเคร่อื งคาด ก็ทอดทบั ระทวยลงดั่งทอ่ นทอง
อุ้มนางวางตกั สะพักรบั เกสรสาดหอมกลบตลบห้อง
พระพายชายพดั บุปผาชาติ พระจันทรผนั ผยองอยู่ยับยบั
ร้ิวริว้ ปลิวชายสไบกรอง ดาวกระเดน็ ใกล้เดือนดาราดับ
พระอาทิตย์ชิงดวงพระจันทรเ์ ดน่ แมลงทบั ท่องเที่ยวสะเทือนดง
หิง่ ห้อยพรอ้ ยไม้ไหวระยบั ขนุ ช้างขนุ แผน

*ตัดตอนมาจาก วิเคราะห์บทอศั จรรย์ในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยกรงุ ศรีอยุธยาถึงสมัยรตั นโกสินทร์
(พ.ศ.๑๙๙๒-๒๔๑๑) ปริญญานพิ นธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร

๖๔

จากตัวอยา่ งแรกนี้ให้ภาพพจนข์ องธรรมชาติทส่ี วยสดงดงาม นา่ รืน่ รมย์ กลา่ วคอื มี
ลมออ่ น ๆ พัดพาเอากลิ่นดอกไม้มาหอมกลบไปทั้งห้อง ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ และดวงดาว
ลอยเด่นอยใู่ นท้องฟ้า ท้ังหิ่งห้อยก็ส่งแสงแพรวพราวบนกง่ิ ไม้ และแมลงทับก็ท่องเที่ยวไปใน
ป่าดง ภาพพจน์ท้ังหมดนเี้ ปน็ สิ่งที่สมั พนั ธ์กบั ประสาทสมั ผสั ท้ังสาม คอื ตา จมกู และผิวหนัง
อันก่อให้เกิดความบันเทิงใจแก่ผู้อ่าน เพราะฉะนั้นประการแรกก็อาจตีความไปได้ว่ากวี
ต้องการแสดงให้เห็นว่าการเสพรสในวิถีแห่งความรักใคร่นั้นเป็นเรื่องสวยงาม สดชื่น และ
นา่ ยินดี สมกบั ธรรมชาติทเ่ี ป็นสญั ลกั ษณข์ องบทอศั จรรยน์ ี้

ประการที่สองอาจตีความได้ว่า “พระพายชายพัดบุปผาชาติ เกสรสาดหอมกลบ
ตลบห้อง” นั้น หมายถึง กลิ่นประจำตัวของชายหญิงซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ
ซึ่งกันและกันให้เกิดมีมากขึ้น และเมื่อการเล้าโลมสัมผัสของฝ่ายชายก่อให้ฝ่ายหญิงรู้สึก
คล้อยตามไปซึ่งเปรียบได้กับชายสไบทีไ่ หวไปตามแรงลมแล้ว ฝ่ายหญิงทีก่ วีใช้พระจันทร์เปน็
สัญลักษณ์ก็จะมีการตอบสนองอารมณ์และความปรารถนาของฝ่ายชาย โดยใช้ความว่า
“ผันผยองอยู่ยับยับ” เป็นเครื่องเปรียบ เมื่อทั้งคู่มีความพร้อมที่จะร่วมประกอบประเวณีกิจ
แล้ว พระอาทิตยซ์ ่งึ เปน็ สัญลักษณแ์ ทนฝา่ ยชายก็เร่มิ ชิงดวงกบั ฝ่ายหญิงคอื พระจันทร์ คำว่า
“ชงิ ดวง” นีเ้ ป็นช่อื ลายรูปแย่งดอกกันหรอื เกีย่ วเปน็ ดอกเดียวกนั ฉะนั้นคำนจี้ ึงเป็นสัญลักษณ์
แห่งพฤติกรรมทางเพศ เช่นเดียวกบั คำว่า “แมลงทบั ” ซ่งึ เติมคำว่า “แมลง” เข้ามาเพื่อเล่น
คำว่า “ทับ” หลังจากเมื่อพระอาทิตย์กับพระจนั ทร์เริม่ ชิงดวงกัน อารมณ์ตัวละครท้ังคู่ก็ทวี
ความสับสน ยุ่งเหยิง และหรรษายากที่จะอธิบายได้ กวีจึงใช้ความสามวรรคสุดท้ายเป็น
เคร่อื งอปุ มา

นอกจากน้ัน ยงั อาจตีความให้แตกต่างพิเศษออกไปกว่าประการท่สี อง ได้วา่ ลมนั้นมี
ลักษณะเลื่อนไหล มีทง้ั คณุ และโทษในเวลาเดียวกนั คอื ถ้ามีขนาดพอเหมาะก็ให้คุณให้ความ
เยน็ สบาย แต่ถ้ามีมากถึงข้ันพายุกจ็ ะให้โทษเสียมากกวา่ เพราะฉะนั้นในที่นี้พระพายจึงอาจ
เป็นสัญลักษณ์เพศชายที่สามารถเล้าโลมฝ่ายหญิง คือ บุปผชาติและสไบกรองให้มีความ
ปรารถนาทางเพศรสให้คล้อยตามไปกับตนได้ (เกสรสาดหอบกลบตลบห้อง ริ้วริ้วปลิวชาย
สไบกรอง) และเมื่อเป็นเช่นนี้การตอบสนองของฝ่ายหญิงก็ต้องมีขึ้นเป็นธรรมดา (พระจันทร์
ผนั ผยองอยยู่ ับยบั ) การร่วมเพศแสดงให้เห็นจากความที่ว่า“พระอาทิตยช์ ิงดวงพระจนั ทรเ์ ดน่ ”
ส่วน “ดาวกระเด็นใกล้เดือนดาราดับ” นั้น คำว่า “ดาว” มักจะให้ภาพสิ่งที่เล็ก ๆ น้อย ๆ

๖๕

มีแสงรบิ หรแ่ี ละมีอยมู่ ากมายบนท้องฟ้า เพราะฉะน้ันสัญลกั ษณ์ในเรือ่ งของเพศ ดาวอาจเป็น
สิ่งแทนของโลมชาติที่มีสภาพเป็นไปตามจังหวะธรรมชาติในการสืบพันธุ์ และในการเคลื่อน
ไปมาตามจังหวะของธรรมชาติในการร่วมเพศนี้ ปุ่มกระสัน (Clitoris) ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่า
อวัยวะเพศชายก็จะเคลื่อนไหวไปมาตามจังหวะดังกล่าวในลักษณะ “หิ่งห้อยพร้อยไม้ไหว
ระยับ” ส่วน “แมลงทับ” “ดง” และ “ท่องเที่ยว” กวีใช้เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศและ
พฤติกรรมทางเพศของตวั ละครตามลำดับ

ตวั อยา่ งที่ 2 ทา้ วอภัยนรุ าชได้นางศรสี าหง

...................................................... ..................................................

พลางกอดเกยี้ วเกลียวกลมภิรมย์รศ เหมือนแม่มดเจา้ เข้าเมาสุรา

รำฟ้อนอ่อนโยนตีโทนรับ เยื้องขยบั โยกย้ายซา้ ยขวา

ความอยากเหล้าเฝ้าดื่มไมล่ ืมตา จนผีออกกลอกหน้าไหว้อารกั ษ์

สุนทรภู่ : อภยั นรุ าช

บทอศั จรรยน์ อี้ าจตีความได้วา่ ประการแรก กวีต้องการแสดงให้เหน็ อำนาจของกามคุณ
กลา่ วคอื ความรอ้ นรนกระวนกระวายในอารมณ์ใครจ่ ะทำให้บคุ คลสามารถกระทำหรือเป็นไป
ได้ตา่ ง ๆ นานา และบางคร้ังก็ขาดสติสัมปชญั ญะเช่นเดียวกบั กริ ยิ าอาการของแมม่ ดที่เจ้าเข้า
และเมาสรุ า ความเปน็ ตวั ของตัวเองจะมีได้กต็ ่อเมื่อผีออกและสรา่ งเมาซง่ึ เป็นสัญลักษณ์ของ
ความสมปรารถนาแห่งอารมณ์ใคร่ ส่วนอีกประการหนึ่งอาจตีความว่า เป็นเพศสัมพันธ์ขั้น
สูงสุด เพราะคำกริยาทั้งหลาย เช่น รำฟ้อน โยน ตี รับ เยื้องซ้ายย้ายขวา นั้นแนะให้
คดิ ถงึ พฤติกรรมทางเพศได้ทง้ั สนิ้

จากตัวอย่างทั้งสองข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เรื่องสัญลักษณ์นิยมนั้นผู้อ่านสามารถ
แปลความหรือตีความหมายออกได้แตกต่างไปตามความคิด จินตนาการ และประสบการณ์
ของแต่ละคน ความสำคัญจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความผิดถูก หากแต่ขึ้นอยู่กับความลึกซึ้ง
กวา้ งขวาง และความสมเหตผุ ลในการตีความนั้น

ในเรื่องการใช้สัญลักษณ์ในบทอัศจรรย์นี้ ผู้เขียนใคร่สรุปว่ากวีใช้สัญลักษณ์ใน
ลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้

๖๖

๑. ใช้สญั ลักษณเ์ พือ่ แสดงความเป็นจริงในเรือ่ งกามตณั หา
๒. ใช้สัญลกั ษณ์แทนอารมณแ์ ละความรสู้ ึกทางเพศ
๓. ใช้สญั ลกั ษณแ์ ทน (อวัยวะ) เพศ และพฤติกรรมทางเพศ

๑. ใชส้ ัญลักษณ์เพือ่ แสดงความเป็นจริงในเรือ่ งกามตัณหา
เมื่อวรรณคดีคือบันทึกชีวิตของมนุษยชาติ วรรณคดีจึงสะท้อนให้เห็นสัจจะของชีวิต

ในแง่มุมต่าง ๆ เรื่องเพศหรือกามราคนั้นเป็นเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่กวีแสดงให้เห็น
สจั ธรรมเหล่าน้ัน คอื แสดงให้เห็นว่าความต้องการและความสมั พนั ธ์ทางเพศเป็นธรรมดาของ
มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย และย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อถึงวัยอันสมควร ไม่มีผู้ใดจะหลีกลี้หนี
ไปได้ เกิดสืบต่อกันมาตั้งแต่เริ่มมีมนุษยชาติจนถึงปัจจุบัน เปรียบได้กับความเชื่อของคน
โบราณที่เชื่อว่ากอ่ นทีฝ่ นจะตก จะต้องมีเมขลา-รามสรู ออกมาเลยี้ วไลล่ ่อแก้วและขว้างขวาน
ประหารกันทกุ ครงั้ ไป ดังข้อความที่วา่

ฝ่ายคนธรรพ์เป็นไรเข้าเรน้ ซ่อน ที่บัญชรพมิ านไชยไพศาล
ส่วนครุฑแนบนชุ นงพาล สองสมานรว่ มรสฤดีทวี
เปรียบดงั องค์ปโรตเทวัญ เมือ่ ฤดูวสันต์เกษมศรี
เมขลาชชู ว่ งดวงมณี อสุรรี ามสรู กโ็ กรธา
ถอื ขวานเหาะทะยานขยิกไล่ เวียนระไวในจังหวัดพระเวหา
นางแบแก้วแวววบั ให้จบั ตา อสรุ าขว้างขวานไปราญรอน
เมขลาล่อแก้วอสรุ นิ ทร์ ไม่สดุ สนิ้ ทีจ่ ะร่วมสโมสร
เกิดสำหรบั กปั กัลปน์ ิรันดร เหมือนสมรสมานสขุ สกุณนิ ทร์
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : กากกี ลอนสภุ าพ

นอกจากนี้กวียังแสดงให้เห็นอานุภาพแหง่ ความรักความใคร่ วา่ มีอำนาจมากมายล้น
ฟ้าดิน เป็นอำนาจที่มีกำลังแรงสามารถทำให้เกิดความปั่นป่วนโกลาหลได้อย่างน่าอศั จรรยใ์ จ
กวจี ึงได้กล่าวเปรียบเทียบไว้วา่

๖๗

...................................................... ..................................................
ร่วมภิรมย์สมสองทำนองใน แผน่ ดินไหวจนกระทงั่ หลงั อานนท์
ในนทีตีคลื่นเสยี งครนื้ ครึก ลน่ั พิลึกโลกาโกลาหล
หีบดนตรปี ี่พาทยร์ ะนาดกล ไม่มีคนไขดงั เสียงวังเวง
สุนทรภู่ : พระอภัยมณี

(ในบทสุดท้ายอาจตีความไปได้ว่าสิ่งต่าง ๆ ในการร่วมเพศนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ
และอารมณข์ องมนุษย์ ไม่มีผใู้ ดเป็นผู้วางกฎเกณฑ์วา่ จะต้องทำเช่นนั้นเชน่ นี้)

พิณพาทยร์ ะนาดฆอ้ ง ตะโพนกลองรอ้ งเป็นเพลง
ระฆังดงั วงั เวง โหง่งหงา่ งเหง่งเกง่ ก่างดัง
ท่านผู้หญงิ ตา่ งยดุ หลัง
ขุนนางตา่ งลุกวง่ิ พล้ังพลดั ตกหกคะเมน
พัลวนั ดนั ตึงตงั วิง่ อุตลุดฉดุ มือเณร
ลงโคลนเล่นเผน่ ผาดโผน
พระสงฆ์ลงจากกุฏิ สุนทรภู่ : กาพยพ์ ระไชยสรุ ยิ า
หลวงชีหนีหลวงเถร

ถนอมแนบแอบอุน่ ค่อยฉุนช่นื สำราญรน่ื ร่วมประทมภิรมย์ขวญั
ถงึ ขาวขำนำ้ ตาลยอ่ มหวานมนั ด้วยเชงิ ชั้นแนบชิดสนิทนาง
เหมือนม้าดีขข่ี ับสำหรับรบ ทั้งดีดขบโขกกดั สะบัดยา่ ง
ท้ังเรยี บรอ้ ยนอ้ ยใหญท่ ไี่ ว้วาง สนั ทัดทางถูกต้องคลอ่ งอารมณ์
สนุ ทรภู่ : พระอภยั มณี

๒. ใชส้ ญั ลักษณแ์ ทนอารมณ์และความรสู้ กึ ทางเพศ
อารมณ์ที่ปั่นป่วน กระสันรัญจวน และกระวนกระวายเร่าร้อนในบทรักของตัวละคร

นั้น กวสี ่วนมากมักแสดงออกในรูปของธรรมชาติอนั โกลาหล ครึกโครมและอึงอล เช่น

๖๘

พรา่ งพักตรพรายเนตร บย่ ลเดอื นตะวนั จนั ทร์
พยุหพโยมครร ชิตวิชลุ ดาพราย
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : อิเหนาคำฉนั ท์

...................................................... ..................................................
ป่วนปั่นกระสันเสียวเกลยี วกลม กเ็ กดิ ลมพายุใหญป่ ระลยั กลั ป์
พัดกระพือโผงผางจะล้างโลก พระสุเมรเุ อนโยกคลอนลน่ั
สะเทือนทอ้ งคงคาพนาวนั มืดอาทิตยม์ ิดจนั ทรจ์ ลาจล
ขนุ ช้างขุนแผน

กรกอดประทับแล้วรับขวัญ อย่าตระหนกอกสัน่ นะโฉมฉาย
ฤดีดาลซ่านจบั เนตรพราย ดังสายสนุ ีวาบปลาบตา
ฟ้าล่ันครนั่ ครนื้ คำรนเสยี ง กอ้ งสนน่ั สำเนียงในเวหา
ชอมุ่ คลุ้มดวงพระสรุ ยิ า เมขลาล่อแก้วแววเวียน
รามสรู ขวา้ งขวานทะยานไล่ ว่องไวเลยี้ วลดั ฉวดั เฉวยี น
หมายมิง่ ชงิ ช่วงดวงวิเชียร หนั เหียนเวียนวิง่ เป็นสิงคลี
พระพิรณุ รว่ งโรยโปรยต้อง มณฑาทองทิพรสสดศรี
ขยายแย้มผกามาลี ภุมรภี ิรมย์ชมชิด
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย : อิเหนา

จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนี้เห็นได้ว่า ในบางบทนอกจากแสดงอารมณ์แล้ว ใน
ขณะเดียวกันก็ยังแสดงถึงพฤติกรรมทางเพศอีกด้วย พฤติกรรมทางเพศนั้นแสดงทั้งในรูป
ของธรรมชาติที่ป่วนปั่น และในรูปของเทพนิยายคือ รามสูร-เมขลา การอ้างเทพนิยายเพื่อ
ให้คิดถึงลีลาในการกระทำสมคั รสังวาสนอกเหนืออารมณแ์ ละความรสู้ ึก ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ
บทอัศจรรยใ์ นเรือ่ ง ลักษณวงศ์ ของสุนทรภู่ ดังข้อความ

๖๙

ฝนสวรรค์ก็ล่นั ฟูอยฟู่ ุ้งฟ้า เมขลาลอ่ แลบออกแปลบแสง
รามสูรเดือดดาลทะยานแรง กก็ วดั แกว่งขว้างขวานเปน็ ควนั ดงั
แสงแก้วแวบแปลบพักตร์ยกั ษ์ขยิก นางแบพลิกปาปบั ขยับปั๋ง
แวบเปรยี้ งเสียงเปรื่องกระเดื่องดงั นางล่อพล้ังล้มแผละจนแก้วพลัด
อสุราขว้างขวานประหารเฉาะ ถกู จำเพาะกลางแปลงตะแคงขัด
อสุราแรงโรมกระโจมรดั นางพลิกพลัดฉวยแกว้ แล้วกำกาง
สนุ ทรภู่ : ลักษณวงศ์

สัญลักษณ์ในเรื่องของเพศไม่เพียงแต่มีเฉพาะเมขลา-รามสูรเท่านั้น กวียังใช้สิ่งอื่น
เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงถงึ เรื่องดงั กลา่ วในรูปต่าง ๆ กนั

๓. ใช้สญั ลักษณแ์ ทน (อวยั วะ) เพศ และพฤติกรรมทางเพศ
๓.๑ ใช้แมลงผึ้ง แมลงภู่ เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศชาย ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์

แทนอวัยวะเพศหญิง และใช้กิริยาอาการของดอกไม้ แมลงเป็นสัญลักษณ์แทนพฤติกรรม
ทางเพศ เชน่

...................................................... ..................................................

ภมุ รนิ บินเคล้าสมุ าลยั แทรกไซ้เกสรปทมุ มาลย์

เชยซาบอาบสรอ้ ยเสาวรส สบุ งกชคลี่กลีบหอมหวาน

รว่ มภิรมย์สมสุขสำราญ ในสถานศาลาอารัญ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก : รามเกียรติ์

๓.๒ ใช้ กุ้ง ปลา พระยานาค จระเข้ มังกร เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศชาย
ใช้ หนอง สระ คลอง บึง ทะเล มหาสมุทร เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิง และใช้
กริ ยิ าอาการของสัตว์เหลา่ น้ันเป็นเคร่อื งเปรียบพฤติกรรมทางเพศ ตัวอย่างเชน่

๗๐

...................................................... ..................................................
อศั จรรย์ฟ้าลนั่ ฝนตกปรอ เสียงจอ้ ไหลอาบซาบแผ่นดิน
กงุ้ ปลาดใี จไล่ผดุ โผล่ แต่ล้วนตัวโตโตเข้าเคลา้ หิน
เทโพเทพาเทีย่ วหากิน ว่ายวารนิ ชำแรกแทรกถงึ พนื้
ขุนช้างขนุ แผน

นาคินทรว์ รินทร์ฤทธิคะนอง ฉลองลอ่ งสลลิ สาย
หย่ังหยาดวลาหกบรรลาย ผเดียงล้นธราดล
พระยาอศิ รานภุ าพ (อ้น) : อเุ ทนคำฉันท์

ดังกำลงั มงั กรสำแดงฤทธิ์ ให้มดื มิดกลางทะเลและเวหา
ลงเลน่ น้ำดำดิ่งถงึ สธุ า สะท้านกระท่งั หลังปลาอนนทน์ อน
สุนทรภู่ : พระอภัยมณี

บงั เกิดเป็นคลื่นคลง่ั ฝ่งั สมุทร กมุ ภาผดุ ฝา่ ระลอกกลอกกลงิ้

ฟ้าลัน่ ครน่ั ครนื้ ดงั ปืนยงิ พายุยงิ่ ฮือฮือกระพือพดั

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลยั : รามเกียรติ์

๓.๓ ใช้เรือแล่นเข้าคลอง เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศ และพฤติกรรมทางเพศ
เช่น

เรือไหหลำแลน่ ลอ่ งเข้าคลองน้อย ฝนปรอยฟ้าลน่ั สนนั่ เลื่อน
ไต้ก๋งหลงบา่ ยศีรษะเชือน เบอื นเข้าตดิ ตนื้ แตกกับตอ
ขุนช้างขุนแผน

๓.๔ ใช้ คางคก อึง่ อา่ ง ช้าง ม้า นกกระจอก เปน็ สญั ลกั ษณแ์ ทนอวัยวะเพศชาย ใช้
ตลิ่ง ซอง วิมาน เปน็ สญั ลกั ษณ์แทนอวยั วะเพศหญิง ดังข้อความ

๗๑

ฝนตกหา่ ใหญ่ใสซ่ ่ซู ู่ ท่วมคทู ว่ มหนองออกนองเจง่ิ
คางคกขึน้ กระโดดโลดลองเชิง อึง่ อา่ งเรงิ รา่ รอ้ งแล้วพองคอ
นกกระจอกออกจากวมิ านมะพรา้ ว ต้องฝนทนหนาวอยงู่ อนหง่อ
ขนคางหางเปียกอยมู่ อซอ ฝนก็พอขาดเม็ดเสร็จบนั ดาล
พระมหามนตรี (ทรัพย)์ : ระเดน่ ลนั ได

ดจุ สารเมามันบา้ งาไล่แทงงวงควา้
อยู่เคล้าคลกุ เอา ลิลิตพระลอ

...................................................... ..................................................
เหมือนคชสารควาญหมอขนึ้ คอทรง จะไสลงทา่ น้ำทำกระบวน
ขย้ันยอ่ รอรงั้ ถอยหลงั กลับ กระดิกผลบั ขืนขดั ฮึดฮดั หวน
ยิง่ ไสสน่ั หันเหซุนเซซวน กระหมวดมว่ นงวงเงยเสยส่ายงา
ต้องเกีย่ วหลู ลู่ ากกระชากชัก กับฮึกฮกั ฮูมแปร๋นแล่นถลา
ลงเลน่ น้ำดำกระเดอื กเสือกสธุ า กลบั เป็นบ้าแทงกระท่ังถงึ ฝง่ั ชล
สนุ ทรภู่ : สงิ หไตรภพ

๓.๕ ใช้ราหูอมจนั ทร์ เป็นสญั ลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิงชายและพฤติกรรมทางเพศ
เชน่

...................................................... ..................................................
สองชื่นร่นื รศภิรมยา ดั่งราหูจู่จบั พระจนั ทร
อ้าโอษฐ์โกรธเกร้ียวกระหยับย้ำ กรกำเรอื นรถจะสังหาร
แสงจันอบั ชอำ่ ในอัมพร ด้วยกำลังฤทธิรอนอสรุ นิ ทร์
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : กากกี ลอนสภุ าพ

๗๒

๓.๖ ใช้ดวงอาทิตยแ์ ละดวงจันทร์ เป็นสัญลักษณแ์ ทนอวัยวะเพศชายหญิงตามลำดับ
ตวั อยา่ งเช่น

ทินกรกรกา่ ยเกยี้ ว เมียงบัว
บัวบ่บานหุบกลัว ภู่ย้ำ
............................. ..........
............................. ..........
ลิลิตพระลอ

พระอาทิตย์ชิงดวงพระจนั ทร์เดน่ ดาวกระเด็นใกล้เดอื นดาราดบั
...................................................... ..................................................
ขนุ ช้างขนุ แผน

๓.๗ ใช้เมขลาล่อแก้วและรามสูรขว้างขวาน เป็นสัญลักษณ์แทนพฤติกรรมทางเพศ
โดยใช้แก้วมณีและขวานเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศหญิงและเพศชายตามลำดับ ตัวอย่าง
เชน่

ฝนสวรรคก์ ล็ ่ันฟูอยฟู่ ุ้งฟ้า เมขลาลอ่ แลบออกแปลบแสง
รามสรู เดือดดาลทะยานแรง กก็ วดั แกว่งขว้างขวานเปน็ ควันดัง
แสงแก้วแวบแปลบพักตร์ยกั ษ์ขยิก นางแบพลิกปาปับขยบั ป๋ัง
แวบเปรีย้ งเสียงเปรื่องกระเดื่องดงั นางล่อพล้ังล้มแผละจนแก้วพลัด
อสุราขว้างขวานประหารเฉาะ ถูกจำเพาะกลางแปลงตะแคงขัด
อสรุ าแรงโรมกระโจมรดั นางพลิกพลัดฉวยแกว้ แล้วกำกาง
สนุ ทรภู่ : ลกั ษณวงศ์

๗๓
๓.๘ ใช้ว่าวจฬุ าควา้ ปกั เป้าเปน็ สญั ลกั ษณ์แทนอวยั วะเพศหญิงและชาย ดังข้อความ

เกิดกลุ าคว้าวา่ วปกั เป้าตดิ กระแซะชิดขากบกระทบเหนยี ง
กุลาสา่ ยยา้ ยหนีแกต้ ีเอยี ง ปักเป้าเหวีย่ งยกั แผละกระแซะชิด
กลุ าโคลงไมส่ ู้คลอ่ งกระพลอ่ งกระแพล่ง ปักเป้าแทงตะละทีไมม่ ีผดิ
จะแก้ไขกไ็ มห่ ลดุ สุดความคดิ ประกบติดตกผางลงกลางดิน
สนุ ทรภู่ : พระอภยั มณี

๓.๙ ใช้การยิงปนื เป็นสัญลกั ษณ์แทนพฤติกรรมทางเพศ ดังข้อความที่ว่า

ด้วยรวดเรว็ เปลวไฟประลยั ราค เหมือนขนึ้ ปากนกบนิ ใสด่ ินหู
พอล่นั ฉบั ลบั ไกกไ็ ฟพรู เสียงฟุบฟฟู งุ้ ฟมู อยู่ตมู ตึง
สนุ ทรภู่ : พระอภยั มณี

๓.๑๐ ใช้แมลงทบั และปา่ ดง เปน็ สัญลักษณแ์ ทนอวยั วะเพศชายหญงิ ตามลำดบั
เช่น

...................................................... ..................................................
หิ่งห้อยพรอ้ ยไมไ้ หวระยับ แมลงทับท่องเที่ยวสะเทือนดง
ขนุ ช้างขนุ แผน

๓.๑๑ ใช้ลีลาของนาฏศิลป์เป็นสัญลักษณ์แทนพฤติกรรมทางเพศ โดยใช้ทศกัณฐ์
แทนเพศหญิง และพระรามแทนเพศชาย ดงั ข้อความ

อัศจรรยน์ ั้นเหมือนเช่นเขาเลน่ โขน ตีกลองโยนแยกเท้าท่ากราวเขน
เขยง่ หย่งก่งศรเอยี้ วออ่ นเอน ต่างจดั เจนจบั กุมตะลมุ บอน

๗๔

เปรียบเหมือนบททศพักตรเ์ ข้าหกั หาญ พระอวตารแผลงถกู เลม่ ลูกศร
เข้าปกั อกหกคะเมนระเนนนอน คอ่ ยหายเหือดเดอื ดรอ้ นผอ่ นสำราญ
สนุ ทรภู่ : พระอภยั มณี

๓.๑๒ ใช้ภูเขาเป็นสญั ลกั ษณข์ องอวยั วะเพศชาย ใช้ ถ้ำ เหว คูหา แผน่ ดิน ถนน ฯลฯ
เป็นสญั ลกั ษณแ์ ทนอวัยวะเพศหญิง ดังตวั อย่าง

พลาหกเทพบุตรกผ็ ลดุ พุ่ง เป็นฝนฟุ้งฟ้าแดงดงั แสงเสน
สีขรินทรอ์ ิสนิ ธรกอ็ ่อนเอน ยอดระเนนแนบน้ำแทบทำลาย
สนุ ทรภู่ : พระอภัยมณี

วุ้งเวิง้ คูหาสะเทือน ศิขรเลื่อนศลิ าขยาย
แวววับวะวามฉาย ชรอมุ่ ชรอำภางค์
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : อิเหนาคำฉนั ท์

๓.๑๓ ใช้ ดาว ต้นไม้ ป่าดง เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศ คือ โลมชาติ ดัง
ตัวอยา่ ง

พระอาทิตยช์ ิงดวงพระจนั ทรเ์ ดน่ ดาวกระเดน็ ใกล้เดอื นดาราดบั
...................................................... ..................................................
ขุนช้างขุนแผน

ฮือฮือพยุพดั พฤกษลดั ผะโผงผาง
ล้มลรู่ ะเนนกลาง ศิขรเรควนาดร
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : อิเหนาคำฉนั ท์

๗๕

๓.๑๔ ใช้ หิ่งห้อย และ ดวงมณี เป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศ คือ ปุ่มกระสัน
(Clitoris) ดงั ข้อความ

...................................................... ..................................................
หิ่งห้อยพรอ้ ยไมไ้ หวระยับ แมลงทับท่องเที่ยวสะเทือนดง
ขนุ ช้างขุนแผน

ถำ้ ทองคะนองลน่ั สนนั่ บน่ั จะเอยี งเอน
แทน่ แกว้ วราเชนทร์ กระฉอ่ นช่วงมณีพราย
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : อิเหนาคำฉนั ท์

๓.๑๕ ใช้บทรกั ของตวั ละครในวรรณคดีเรอ่ื งอื่นเป็นเครือ่ งเปรยี บเทียบ ตวั อยา่ งเชน่

...................................................... ..................................................
นางหยิกข่วนพระยิ่งเรยี งเข้าเคยี งพักตร์ ยิง่ หยิกหนักพระยิง่ จูบประจงชม
ดงั ระเดน่ ปางอยใู่ นคหู า สมพาสนุชบษุ บาภิรมย์สม
สองสำเริงละเลงิ ลานสำราญรมย์ ดังตรโี ลกจะถลม่ ทำลายลง
สนุ ทรภู่ : ลกั ษณวงศ์

๓.๑๖ ใช้กิริยาอาการของนกเอี้ยงที่พยายามจะเกาะควายที่เปื้อนโคลนเลน เป็น
เคร่อื งเปรียบเทียบพฤติกรรมทางเพศ ดงั ข้อความทีว่ ่า

นางรำภาสามีคลุกคลีเคล้า เหมือนถา่ นเกา่ เพลงิ พล่งุ สนิ้ สงุ้ เสียง
เข้าอิงแอบแนบขา้ งอยูก่ ลางเตียง เหมือนนกเอี้ยงเลยี้ งควายตะกายเลน
สนุ ทรภู่ : พระอภัยมณี

๗๖

๓.๑๗ ใช้ฝนตกและการพ่นน้ำของสัตว์ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของพฤติกรรมทางเพศ
คอื การขบั น้ำหลอ่ ลื่น (Preocital secretion) และการเคลือ่ นน้ำกามในเพศชาย ตัวอย่างเชน่

พระพิรุณก็เซง็ ซซู่ ่า พรอ้ ยพรา่ บานจติ พิสมยั
ดงั่ ได้เสวยสวรรคช์ ั้นตรงึ ไตร งวยงงหลงใหลท้ังสองรา
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก : ดาหลงั

พระพิรุณก็โปรยต้อง บษุ ปแย้มผกาขยาย
เรณรู ำพายขจาย ภมรเคล้าละอองอร
รสคันธกำจร
ซอกไซ้ผกาตฤบ ............................
......................... วชิรช่วงวรากร
กระทืบเทา้ จะทำลาย
กัลยางคโยนดวง มแลบแลบมเลืองสาย
อสูรรามโกรธร ชอ่ำชอ่ สมุ ามาลย์
เจา้ พระยาพระคลงั (หน) : อิเหนาคำฉนั ท์
ลากโลห่ ะแล่นไล่
ตระบดั พรรษาปราย

อัศจรรยบ์ ันดาลเดือนพยบั ชอุ่มดับเวหาทุกราศี
ภุชงค์ลงเล่นโบกขรณี ผุดพน่ ชลธีบนั เทิงใจ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลยั : รามเกียรติ์

๓.๑๘ ใช้คลื่นในทะเลมหาสมุทร ฯลฯ เป็นสัญลักษณ์แทนการขับน้ำหล่อลื่น (Lubricant)
ในเพศหญิง เชน่

พระสมทุ รตีฟองนองระลอก คลื่นกระฉอกฟัดฝั่งกุลาหล

เมฆมวั ท่วั ทิศโพยมบน ฝนสวรรคพ์ ลอยพรมสุมาลี

พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก : รามเกียรติ์

๗๗

สญั ลักษณ์ต่าง ๆ ที่กวีกำหนดขนึ้ เพอ่ื สมมติแทนให้เห็นถงึ เพศและพฤติกรรมทางเพศ
นี้ จะเห็นได้ว่ากวีนำเอาลักษณะเด่นหรือลักษณะสำคัญในด้านรูปสมบัติหรือคุณสมบัติของ
สิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องเปรียบ เช่น ใช้ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แทนเพศหญิง ใช้แมลงและงู
เป็นสญั ลักษณ์แทนเพศชาย เปน็ ต้น

อนึ่ง การตีความหมายสัญลักษณ์ในบทอัศจรรย์แต่ละบทน้ัน ผู้อ่านจะต้องพิจารณา
ความข้างเคียงเป็นสำคญั จะใช้ความหมายทีเ่ คยกกั ตนุ ไว้ในใจ (stock response) เสมอไปไม่ได้
เพราะในบางครั้งกวีก็ใช้สญั ลักษณ์อย่างเดียวกัน แต่หมายไปถึงสิ่งต่างกัน เช่น พระจันทร์
ในบทหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหญิง (พระอาทิตย์ชิงดวงพระจันทร์เด่น) แต่อีกบทหนึ่งกลับ
กลายไปหมายถงึ เพศชาย (สองชื่นรน่ื รสภิรมยา ดังราหูจูจ่ บั พระจันทร) ดงั นเี้ ปน็ ต้น

๗๘

บรรณานุกรมผลงานต่าง ๆ

วิทยานิพนธ์
สชุ าติ พงษ์พานิช. (๒๕๑๗). วิเคราะห์บทอัศจรรยใ์ นวรรณคดไี ทยตั้งแตส่ มัยกรงุ ศรี

อยธุ ยาถึงสมยั รตั นโกสินทร์ (พ.ศ. ๑๙๙๒-๒๔๑๑). ปรญิ ญานิพนธ์การศึกษา
มหาบณั ฑิต บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร.

งานวิจัย
สชุ าติ พงษพ์ านิช. (๒๕๕๑). เปรยี บเทยี บพจนานกุ รมราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ กับ

พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ : หมวดอกั ษร ก-ฆ.
รายงานการวจิ ัย สถาบนั วิจยั และพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภฏั นครสวรรค์.

บทความ
สชุ าติ พงษพ์ านิช. (๒๕๔๑). กลวิธีการอา่ นอยา่ งเขา้ ใจ. วารสารดงแม่นางเมือง. ๒

(มิถุนายน-ธนั วาคม).
___________. (๒๕๔๓). มหาราชผทู้ รงเปน็ ครภู าษาไทยของแผ่นดิน. วารสารดงแม่นางเมือง.

๓ (ธนั วาคม-มีนาคม).
___________. (๒๕๕๗). เปรียบเทียบพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ฉบับพทุ ธศกั ราช.

๒๕๔๒ กบั ๒๕๕๔. มีวิชาเหมือนมีทรพั ย์อยู่นับแสน. นครสวรรค์ : รมิ ปิง
การพมิ พ.์
___________. (๒๕๕๘). อาหารบนจานยกั ษ.์ ของสวรรคเ์ สวยรมย์ : ภูมิปัญญาดา้ นอาหาร
การกินในภาษาและวรรณกรรมไทย. นครสวรรค์ : รมิ ปิงการพิมพ.์
___________. (๒๕๕๘). คำสอนใครไมย่ ิง่ ใหญเ่ ท่าใจสอนตน. วารสารวิชาการ คณะ
มนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์ ปีที่ ๒ ฉบบั ท่ี ๑
มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๘.

๗๙

หนงั สือ
สุชาติ พงษพ์ านิช. (๒๕๓๕). เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ๒๖๑๑๑๐๒ ภาษาศาสตร์

สำหรบั ครู. นครสวรรค์ : ภาควชิ าภาษาไทย คณะวิชามนษุ ยศาสตรแ์ ละ
สงั คมศาสตร์ สหวิทยาลยั พทุ ธชินราช วิทยาลยั ครูนครสวรรค์.
___________. (๒๕๓๖). การเขียนเพื่อการสอ่ื สาร. กรุงเทพมหานคร : พัฒนาศึกษา.
___________. (๒๕๔๖). อ่านได้อ่านด.ี นครสวรรค์ : สถาบันราชภฏั นครสวรรค.์
___________. (๒๕๔๖). เอกสารคำสอนรายวิชาหลักภาษาไทย. นครสวรรค์ : สถาบนั
ราชภัฏนครสวรรค.์
___________. (๒๕๕๐). การอ่านเพื่อพฒั นาตน. นครสวรรค์ : คณะมนษุ ยศาสตร์และ
สงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.
สุชาติ พงษ์พานิช, บรรณาธิการ. (๒๕๓๙). การวิเคราะห์เพลงประกอบการละเล่นพนื้ บ้าน
จากตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค.์ นครสวรรค์ :
ศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรม สถาบนั ราชภัฏนครสวรรค์.
___________. (๒๕๓๙). ตำนานเมืองพระบาง : ตอนประวตั ิแม่น้ำเจ้าพระยา. นครสวรรค์
ศนู ยศ์ ลิ ปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏนครสวรรค์.
___________. (๒๕๔๓). ครภู าษาไทยของแผน่ ดนิ : พระอจั ฉรยิ ภาพทางภาษาไทย
ในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว. หนงั สือทีร่ ะลึกเนือ่ งในการประชุมสมั มนา
ทางวิชาการเฉลิมพระเกยี รติ ๗๒ พรรษา "ครภู าษาไทยของแผน่ ดิน" จดั โดยสถาบัน
ราชภฏั นครสวรรค์ วันที่ ๔-๘ สิงหาคม ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร : ธนธชั การพมิ พ์.

๘๐

ผ้กู อปรเกดิ ประโยชนศ์ กึ ษา

๘๑

รายชือ่ นกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย
ท่ไี ดร้ ับ “ทุนการศึกษาผชู้ ่วยศาสตราจารย์สุชาติ พงษพ์ านชิ ”

ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๔

นกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ช้ันปีที่ ๑

ทุนการศึกษาละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๗ ทนุ

รหสั ประจำตัวนักศึกษา ชือ่ -นามสกุล

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๐๓ นางสาวแพววรรณ์ วอ่ งสาริกิจ

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๑๐ นางสาวดาวพระศุกร์ ดงน้อย

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๔๓ นางสาวสุภาภรณ์ พุ่มพวง

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๔๔ นางสาวอรณิชา มงคล

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๕๘ นางสาวดสุ ิตา กลิ่นสาหร่าย

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๕๙ นางสาวปรยี นันท์ ผลประเสรฐิ

๖๔๑๑๒๖๘๒๐๖๓ นางสาวดนิตา อ้นทอง

นกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ชัน้ ปีที่ ๒

ทนุ การศึกษาละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๗ ทนุ

รหสั ประจำตัวนกั ศึกษา ชื่อ-นามสกุล

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๐๓ นางสาววิวัฒณี ยอดวตั ร์

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๑๕ นางสาววิภารัตน์ ทองสอาด

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๒๐ นางสาววิลาสินี ปัจฉมิ ะ

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๒๑ นางสาวธนญั ญา สีชา

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๓๑ นางสาววรรณกร บญุ เกษม

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๓๘ นางสาวศภุ ลักษ์ เพง็ ผล

๖๓๑๑๒๖๘๒๐๓๙ นางสาวภิญญาพชั ญ์ จันทรท์ า

๘๒

นกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ ๓

ทุนการศึกษาละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๕ ทนุ

รหัสประจำตัวนกั ศึกษา ชือ่ -นามสกลุ

๖๒๑๑๒๖๘๒๐๑๓ นางสาวศรัญรัตน์ จงเพียร

๖๒๑๑๒๖๘๒๐๒๑ นางสาวกชพร ยมิ้ ประเสรฐิ

๖๒๑๑๒๖๘๒๐๓๑ นางสาวธนวรรณ เสลา

๖๒๑๑๒๖๘๒๐๓๙ นางสาวกมลชนก รำพึงกิจ

๖๒๑๑๒๖๘๒๐๔๔ นางสาวธนั ย์ชนก วานิ่ม

นกั ศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ช้ันปีที่ ๔

ทุนการศึกษาละ ๑,๒๐๐ บาท จำนวน ๗ ทุน

รหัสประจำตัวนักศึกษา ชื่อ-นามสกุล

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๒๙ นายธีรสทุ ธิ์ มีสวสั ดิกลุ

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๓๓ นางสาวหนึง่ ฤทยั ไทยขำ

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๔๑ นางสาวอัญชสา ทีฆะสขุ

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๕๔ นางสาวปี่ยฉตั ร ชาญพะนดั

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๕๙ นางสาวเพ็ชรรตั น์ จนั ทร

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๘๓ นายวิทวสั สุวรรณมาโจ

๖๑๑๑๒๖๘๒๐๘๕ นางสาวหทัยภัทร ชูวัง

๘๓


Click to View FlipBook Version