การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ศิริญาดา แก้วดวง งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 256๖
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ศิริญาดา แก้วดวง ๖๒๑๐๐๑๐๑๑๓๑ งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 256๖
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ผู้วิจัย นางสาวศิริญาดา แก้วดวง อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.จรรยวรรณ เทพศรีเมือง ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิตสาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้ วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ พิทยาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับ ใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ๒/5 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวน นักเรียน 41 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ๑) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H จาก นิทาน เรื่องสั้น บทความและสารคดีจ านวน ๕ แผน ๕ ชั่วโมง ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนและหลังเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ จ านวน ๒๐ ข้อ ชนิด ๔ ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และการทดสอบ ค่าที(t-test) ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H หลังการ จัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ซึ่งสอดคล้องกับ สมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
ข กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ในครั้งนี้สามารถส าเร็จลุล่วงได้อย่าง สมบูรณ์ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดีจากอาจารย์จรรยวรรณ เทพศรีเมือง อาจารย์นิเทศ ที่กรุณาให้ค าปรึกษา แนะน า และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ อย่างละเอียดจน ครบถ้วยสมบูรณ์ ตลอดจนให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง เสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้ง ในความกรุณาและขอกราบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณพระคุณ นางสาวศรัญญา ชูศรีโสม ที่กรุณาดูแลให้ค าปรึกษาตลอดจนให้ ค าแนะน าในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยและการปฏิบัติหน้าที่การสอนรวมไปถึงนาง มยุรี อามาตรมนตรีและนางสาวจริยา แสงตัน ต าแหน่งครู วิทยฐานะครูช านาญการที่กรุณา ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนคณะครูภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยทุกท่าน ที่ช่วยให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการท าวิจัยและให้ก าลังใจเสมอมา ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๕ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูลและทดลองใช้เครื่องมือในการศึกษาวิจัย ในครั้งนี้ ท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณครอบครัวของผู้วิจัย ทุกท่านช่วยหล่อหลอมผู้วิจัยให้เป็นมนุษย์ ได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมสิ่งต่างๆ ที่ผู้วิจัยรักและสนใจด้วยดีเสมอมา ทั้งให้ก าลังใจและ ก าลังทรัพย์ แก่ผู้วิจัยจนส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่มิได้ เอ่ยนามมา ณ ที่นี้ ที่คอยช่วยเหลือ แนะน า และให้ก าลังใจตลอดมา ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ณ ที่นี้ ศิริญาดา แก้วดวง
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ........................................................................................................... ..................................ก กิตติกรรมประกาศ ............................................................................................................. .................ข สารบัญ ................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง ...................................................................................................... ................................ฉ บทที่ ๑ บทน า ....................................................................................................................................1 ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาการวิจัย .......................................................... ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์การวิจัย .....................................................................................................๔ ๑.๓ ขอบเขตการวิจัย ............................................................................................................๔ ๑.๔ สมมุติฐานการวิจัย .........................................................................................................๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะ ..........................................................................................................๕ ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย ........................................................................๖ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ..........................................................................................7 ๒.๑ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย .......8 ๒.๑.๑ หลักการของหลักสูตร .......................................................................................8 ๒.๑.๒ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร .................................................................................. 8 ๒.๑.๓ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้..........................................................................9 ๒.๑.๔ คุณภาพของผู้เรียน ...........................................................................................9 ๒.๑.๕ มาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ....................................................12 ๒.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้การสอนเทคนิค ................................... 16 2.2.1 ความหมายของการสอนเทคนิค 5W1H ........................................................ 16 2.2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอนเทคนิค 5W1H ......................... 16 2.3 ความสามารถในการอ่านจับใจความ ..........................................................................18 2.3.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ .............................................................. 18 2.3.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ ..............................................................19 2.3.3 ความส าคัญของการอ่านจับใจความ ..............................................................20 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ............................................................................................21 2.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน .......................................21 2.4.2 ลักษณะส าคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ..................................21 2.4.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์................................23 2.4.4 การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ..............................................24
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .....................................................................................................25 ๒.6 กรอบแนววิจัย ............................................................................................................ 27 บทที่ ๓ วิธีการด าเนินการวิจัย .......................................................................................................28 ๓.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง .........................................................................................28 ๓.๑.๑ ประชากร ....................................................................................................... 28 ๓.1.2 กลุ่มตัวอย่าง .................................................................................................. 28 ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย .............................................................................................29 ๓.๔ การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ...............................................................29 ๓.๔.๑ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ...........29 ๓.๔.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ................. 31 ๓.๖ การวิเคราะห์ข้อมูล .....................................................................................................33 ๓.๖.๒ สถิติพื้นฐาน ...................................................................................................34. 3.6.2 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ.................................................34 3.6.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน...................................................................34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………………………………………………………………………. 35 4.1 สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................... 35 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................... 35 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………. 39 5.1 วัตถุประสงค์การวิจัย ................................................................................................. 39 5.2 สมมุติฐานของการวิจัย .............................................................................................. 39 5.3 ขอบเขตของการวิจัย ................................................................................................. 39 5.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ........................................................................................... 40 5.5 วิธีด าเนินการทดลอง ................................................................................................. 40 5.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................................... 40 5.7 สรุปผลการวิจัย ......................................................................................................... 41 5.8 อภิปรายผล ............................................................................................................... 41 5.9 ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการวิจัย ............................................................................... 43 5.10 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป ...................................................................... 43 บรรณานุกรม ...................................................................................................................................33
จ สารบัญตาราง หน้า ตาราง ๑ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๑ การอ่าน .............................................................................. ๑๒ ตาราง ๒ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๒ การเขียน ............................................................................ ๑๓ ตาราง ๓ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด .................................................. ๑๔ ตาราง ๔ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย .......................................................... ๑๔ ตาราง ๕ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม .................................................... ๑๕ ตาราง 6 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและ สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง ........................................................................... ๒๙ ตาราง 7 แบบแผนการวิจัยจ าแนกตามตัวแปรตาม ..................................................................... ๒๙ ตาราง 8 คะแนนค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับ ใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้… 35 ตาราง 9 เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้ง ค าถาม 5W1H ……………………………………………………………………………………………… 3๘ ตาราง 10 ค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบและความเหมาะสมของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ......................... ๘๘ ตาราง 11 ค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H .. ๘๙ ตารางที่ 12 แสดงคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ........................................... ๙๑
๑ บทที่ ๑ บทน า ๑.๑ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหาการวิจัย การอ่านเป็นวิธีการหนึ่งที่มนุษย์สามารถใช้แสวงหาความรู้หรือข้อมูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นใกล้ตัวหรือไกลตัวก็ตาม ท าให้เราเป็นคนก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น สามารถน าข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีความรู้ทัดเทียมผู้อื่น ซึ่งส่งผลต่อการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น การอ่านมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่งดังที่ กานต์มณี ศักดิ์เจริญ (2546: 89-108) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นสิ่งส าคัญอย่างหนึ่ง ในการด าเนินชีวิต เพราะการอ่านจะมี ส่วนช่วยสร้างความส าเร็จในการด าเนินชีวิต ผู้ใดมีความสามารถในการอ่านหนังสือเป็นพิเศษ มักจะมี ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพและในชีวิตมากกว่าคนที่อ่านหนังสือได้น้อยและอ่านช้า การอ่านแทรกอยู่ ในกิจกรรมทุกประเภททุกแห่ง เพราะในการสื่อสาร ซึ่งกันและกันในชีวิตประจ าวันต้องอาศัย การอ่านเพื่อความเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการได้กล่าวถึงความส าคัญของการอ่านไว้อย่าง หลากหลาย เช่น ชนมณี แก้วพิกุล (2553: 23) กล่าวว่า การอ่านมีความส าคัญต่อชีวิตมนุษย์ทุกคน การอ่านช่วยพัฒนาสติปัญญา ท าให้เป็นคนทันสมัย ทันเหตุการณ์ ท าให้เป็นคนรอบรู้ ท าให้เกิด การเรียนรู้ตลอดชีวิต ท าให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ ให้มีความเชื่อมั่น ในตนเอง ได้รับการยอมรับเชื่อถือและศรัทธา การอ่านยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีของมนุษย์ ทุกชาติทุกภาษา การอ่านก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน และการอ่านยังช่วยให้มนุษย์สามารถด ารงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า ก า รอ่านมีค ว ามส าคัญต่อชีวิตมนุษย์ทุกคนเป็นเครื่องมือ ที่ใช้ในการเส าะแสวงหาคว ามรู้ เพื่อช่วยพัฒนาสติปัญญา ท าให้เป็นคน ที่ทันสมัย และ ทันเหตุการณ์ ท าให้เป็นคนรอบรู้ สามารถพัฒนาศักยภาพมากขึ้น อีกทั้งสามารถน าข้อมูลที่ได้จาก การอ่านมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้รับการยอมรับเชื่อถือและศรัทธาการอ่านยังเป็น การสร้างความเข้าใจอันดีของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิต และจิตวิญญาณของผู้อ่านให้เป็นไปในทางที่ดี ด้วยความส าคัญของการอ่าน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จึงได้ก าหนดการอ่านเป็นสาระหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยจากทั้งหมด 5 สาระการเรียนรู้ ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 กา รเขียนสาระที่ 3 ก ารฟังดูและพูด สา ระที่ 4 หลัก ภ าษ าไท ย แ ล ะ ส า ร ะ ที ่ 5 ว ร รณ ค ดีแ ล ะ ว ร รณ ก ร ร ม ซึ ่ง ก า ร อ ่าน นั้นนับเป็นสาระที่มี ความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งเพราะผู้ที่มีทักษะในการอ่านสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างง่ายดาย ผู้ที่จ าเป็นต้องศึกษา หาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาตนเอง และพัฒนางานย่อมต้องอาศัยการอ่าน เป็นพื้นฐาน ในการบรรลุถึงเป้าหมายของชีวิต เนื่องจากข้อมูลความรู้ในปัจจุบัน มักเผยแพร่เป็น เอกสารสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การอ่านช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้และสามารถ น าความรู้มาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ก า รเป ลี ่ยน แป ลงที ่เ กิด ขึ้นไ ด้อ ย ่างเหมาะสมท าให้มี
๒ คุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ใน สังคมอย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553: 10) จากแนวคิดดังกล่าวจะเห็นวาการอ่านมีความส าคัญและมีความจ าเป็นอย่างยิ่งในการ ด ารงชีวิตของมนุษย์เพราะนอกจากการอ่านจะเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้และการอ่านยังเป็น การหาความบันเทิงจากงานเขียนหรือสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วยเหตุนี้ผู้สอนจึงควร จัดการเรียนรูที่เนินให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความส าคัญและพัฒนากระบวนการอ่านของตนเองให้มี ประสิทธิภาพ น าการอ่านไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างดีและมีความสุข การอ่านมีหลากหลายรูปแบบ แต่การอ่านที่เป็นพื้นฐานส าคัญที่จะท าให้ต่อยอดไปสู่การอ่าน ประเภทอื่นได้ดีก็คือการอ่านจับใจความ ดังที่แววมยุรา เหมือนนิล (2541: 17) ได้กล่าวถึงการอ่าน จับใจความว่า เป็นความเข้าใจเรื่องที่อ่านในระดับต้นและเป็นพื้นฐานส าคัญมากส าหรับการอ่าน ระดับสูงต่อไป เช่น ถ้านักเรียนอ่านจับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ ก็คงไม่สามารถอ่านเพื่อวิจารณ์ว่า เรื่องนั้นดีหรือไม่ดีได้เลยในท านองเดียวกันกับ กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551: 111) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ เป็นทักษะเบื้องต้นที่ผู้อ่านจะต้องฝึกฝนตนเองเพื่อ ให้สามารถจับใจความส าคัญ ของเรื่องที่อ่านได้ เพราะจะเป็นส่วนส าคัญที่ท าให้ผู้อ่าน ท าความเข้าใจเนื้อหาและวัตถุประสงค์ ที่ผู้เขียนน าเสนอมายังผู้อ่าน โดยผู้อ่านควรเริ่มต้นค้นหาข้อคิดส าคัญที่ปรากฏในเรื่องให้ได้ก่อน แล้วน าข้อคิดที่ได้เหล่านั้นมาประมวลเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ใจความส าคัญของเรื่องนั้นๆ การอ่านจับใจความมีความส าคัญอย่างมากกับการอ่านที่จะท าให้การอ่านนั้นเกิดประโยชน์ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริและบาหยัน อิ่มส าราญ (2547: 43 - 45) กล่าวถึงความส าคัญของการอ่าน จับใจความ ว่าการอ่านจับใจความมีความส าคัญต่อการด ารงชีวิตมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เพราะการอ่านและการฟังจะท าให้ผู้คนได้รับข่าวสารข้อมูลความรู้ และได้ รับทราบความเคลื่อนไหวตลอดจนข้อคิดเห็นต่างๆ ของผู้คนในสังคม ผู้รับสารจะได้รับ ประโยชน์จาก การอ่านอย่างเต็มที่ ถ้าผู้รับสารสามารถรับสารที่ผู้ส่งสารส่งให้อ่านอย่างครบถ้วนและ ถูกต้อง กระบวนการส าคัญที่สุดที่จะท าให้ผู้รับสารสามารถรับสารจากเรื่องที่อ่านได้ก็คือการอ่าน จับใจความ ฉะนั้นการอ่านจับใจความ จึงนับเป็นหัวใจของการอ่าน ถึงแม้การอ่านและการอ่านจับใจความจะมีความส าคัญต่อการเรียนรู้และก าหนดให้เป็น เนื้อหาในการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยมาอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม แต่พบว่าการอ่านก็ยังคงเป็น ปัญหา กล่าวคือ นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่านและไม่ชอบอ่าน ดังที่นพรัตน์ เจริญผล (2549: 2) กล่าวถึงปัญหาด้านการอ่านที่เกิดจากตัวผู้เรียนว่าเกิดจากการที่นักเรียนไม่สนใจเรียนภาษาไทย ไม่มีนิสัยรักการอ่าน อ่านแล้วจับประเด็นส าคัญของ เรื่องไม่ได้ ไม่มีความสามารถในการเขียนถ่ายทอด เรื่องที่อ่าน ให้ผู้อื่นรับรู้ได้ สรุปเรื่องไม่ได้ ได้แต่น าเรื่องราวที่อ่าน มาเขียนต่อกันเป็นตอนๆ ซึ่งสอดคล้องกับอรอุมา ลือฉาย (2548: 3) กล่าวว่าจากสภาพการจัดการเรียนการสอน วิชาภาษาไทยพบว่าผู้เรียนมีปัญหาในเรื่องทักษะการอ่านมากที่สุด กล่าวคือ ผู้เรียนอ่านแล้วไม่เข้าใจ ในสาระส าคัญของเรื่องที่ อ่านแล้วไม่สามารถสรุปความ จากเรื่องที่อ่านได้ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนอยู่ในระดับไม่น่าพอใจ
๓ จากการสัมภาษณ์นางสาวศรัญญา ชูศรีโฉม ครูผู้สอนภาษาไทย โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สรุปได้ว่าปัญหาการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน อุดรพิชัยรักษ์พิทยา เป็นปัญหาที่ส าคัญมากควรได้รับการปรับปรุงโดยเร็วเพราะการอ่านเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้ หากนักเรียนมีความสามารถในการอ่านอยู่ในระดับต่ าจะท าให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทยต่ าลง ด้วยปัญหาทางการอ่านและการอ่านจับใจความ ที่พบใน โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา สรุปได้ ๓ ประการ ดังนี้ประการแรกอ่านโดยไม่ตั้งวัตถุประสงค์นักเรียน ไม่สามารถบอกวัตถุประสงค์ของการอ่านได้ ประการที่สองนักเรียนบางส่วนยังอ่านหนังสือไม่คล่อง และประการสุดท้ายนักเรียนอ่านจับใจความไม่ได้ หรือจับใจความได้ไม่ถูกต้องจะจับใจความได้เพียง เรื่องสั้นๆ ข้อความสั้นๆ และใช้วิธีลอกข้อความหรือเนื้อเรื่องไม่สามารถสรุปโดยใช้ภาษาของตนเองได้ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดกิจกรรมโดยเทคนิคการตั้งค าถามยังมีบทบาท ส าคัญยิ่งต่อการจัดเรียนการสอนการอ่านจับใจความ การถาม เป็นการกระตุ้นความคิดของผู้เรียน การใช้ค าถามอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะ การคิด วิเคราะห์วิจารณ์ได้ดี (อาภรณ์ ใจเที่ยง,2546: 182) การใช้ค าถามในการสอนอ่านจับใจความ เป็นเทคนิคการสอน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นหาสาระความรู้ และสรุปแนวคิดหลังจากการอ่านได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะทราบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอนโดยการตั้งค าถาม ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน การถามค าถามจะกระตุ้นความคิดของผู้เรียน เร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการอ่าน การตั้งค าถามที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนากระบวนการคิด การตีความ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดความรู้ การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ส่งเสริม ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลและคิดน าไปใช้ได้ดี ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนสนับสนุนให้ ผู้เรียนคิด เสนอความคิดเห็นและปรึกษาหารือกัน จนเกิดความเข้าใจสามารถสรุปเป็นแนวคิดได้ และเสริมสร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต (นภาลัย สุวรรณธาดา, 2548: 42-44) นอกจากการใช้ค าถาม โดยทั่วไปแล้วนั้นเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H เป็นเทคนิคในการ ตั้งค าถ าม รูปแบบหนึ่งที่ส่งผลให้เกิด ทักษะก า รอ่าน ก า รคิดวิเคร าะห์ ก า รแก้ปัญห า และการจับใจความความ ซึ่งประกอบไปด้วย What? (อะไร) เป็นการถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร มีอะไร เกิดขึ้นบ้างและมีรายละเอียดเป็นอย่างไร Where? (ที่ไหน) เป็นการถามถึงสถานที่หรือต าแหน่ง แห่งหนที่ชัดเจน When? (เมื่อไร) เป็นการถามว่าเมื่อใดที่ เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือเมื่อใดเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีก Why? (ท าไม) เป็นการถามว่าเพราะเหตุใดเรื่องนั้นจึงเกิดขึ้น Who? (ใคร) เป็นการถามว่า ใครที่เป็นต้นเรื่อง เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นบุคคลส าคัญ เป็นตัวประกอบ หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่จะได้รับผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและลบ How? (อย่างไร) เป็นการถามถึงรายละเอียดในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือก าลังจะเกิดขึ้นว่าจะมีความ เป็นไปในลักษณะใด (ธงชัย ชิวปรีชา, 2549: 9-11) ในท านองเดียวกัน เพ็ญพิสุทธิ์ ใจสนิท (2555: 36) กล่าวไว้ว่า 5W1H คือ อะไร ที่ไหน เมื่อไร ท าไม ใคร อย่างไร ค าถามเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากความสงสัย ในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่าเด็กเริ่มคิด เพราะเมื่อเด็กเกิดความสงสัยแสดงว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กกระตุ้นให้ เด็กเกิดสภาวะที่เรียกว่าไม่สมดุล (Disequilibrium) เด็กจึงหาค าตอบเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล (Equilibrium) ท าให้เกิดปัญญาเป็นความรู้ ความเข้าใจที่กลายเป็นพื้นฐานการคิดของเด็กต่อไปและ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ของชวนพิศ คชริน (2555)
๔ สุรีรัตน์ พะจุไทย (2558) เพ็ญพิสุทธิ์ ใจสนิท (2555: 36) ผลการวิจัยไปในทิศทางเดียวกันว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ เพิ่มสูงขึ้น สามารถคิดได้อย่างเป็นล าดับขั้นตอน เรียงล าดับระบบการคิด จับใจความส าคัญของเรื่องที่อ่านได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะน าวิธีการสอนแบบเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ที่มีการส ารวจแล้ว ว่าใช้ได้ผลจริง มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ปีการศึกษา 256๖ อีกทั้งเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามเป้าหมายของการศึกษาในยุคปัจจุบัน ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดท าวิจัยในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้เรียน ท าให้ผู้เรียนมี ความรู้และทักษะในด้านการอ่านจับใจความส าคัญ และสามารถอ่านจับใจความส าคัญได้อย่างถูกต้อง สามารถบอกข้อคิดที่ได้จากเรื่องและน าไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวันได้อีกทั้งน าความรู้ที่ได้ไปต่อยอด ทักษะด้านวิชาภาษาไทยและวิชาอื่นๆได้ ๑.๒ วัตถุประสงค์การวิจัย 1.๒.๑ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค การตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการ สอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ก่อนเรียนและหลังเรียน ๑.๓ ขอบเขตการวิจัย 1.๓.๑ ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาอ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1๔ ห้อง จ านวน ๔๗๗ คน ประกอบด้วย ม.๒/๑ - ม.๒/๑๔ 2) กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ๒/5 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 41 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random Sampling) ๑.๓.๒ ขอบเขตด้านตัวแปร 1) ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ความสามารถในการอ่านจับใจความส าคัญ
๕ ๑.๓.๓ ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหา เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ เป็นเนื้อหาตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๑.๑ ใช้กระบวนการ สร้างความรู้และความคิดเพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้5 แผน ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องหลักการอ่านจับใจความ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องการอ่านจับใจความจากนิทาน - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องการอ่านจับใจความจากเรื่องสั้น - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องการอ่านจับใจความจากบทความ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องการอ่านจับใจความจากสารคดี ๑.๔ สมมุติฐานการวิจัย 1.๔.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย การอ่านจับใจความส าคัญโดยวิธีการสอน แบบเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๑.๔.๒ นักเรียนมีคะแนนหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยวิธีการสอนแบบ เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะ 1.๕.๑ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H หมายถึง การตั้งประเด็นถามตอบเพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ โดยใช้ค าถาม 5W1H ซึ่งเป็น ตัวอักษรตัวแรกของค าภาษาอังกฤษ 5 ค า ประกอบด้วย Who , What , When , Where ,Why และ How วิธีการใช้เครื่องมือนี้ประกอบด้วยการถามชุดค าถามอย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่จ าเป็นในการจัดท ารายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อ ระบุลักษณะที่แท้จริงของปัญหาและอธิบายออกมาอย่างแม่นย าและครบถ้วน ๑.๕.2 การอ่านจับใจความส าคัญ หมายถึง การอ่านโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเก็บสาระส าคัญ ความรู้ข้อมูลที่น่าสนใจและแนวความคิดหรือทัศนะของผู้เขียนของเรื่องที่อ่าน ๑.๕.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของ นักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์ จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้ มีคุณภาพนั้นได้มีผู้ให้ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้
๖ ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1) นักเรียนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้การโดยวิธีการสอนแบบเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H มีความสามารถในการอ่านจับใจความ และการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น สามารถน าไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้ 2) นักเรียนน าเอาองค์ความรู้ที่ได้จากเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ไปเป็นแนวทางในการ พัฒนาความรู้ความสามารถในการอ่านจับใจความและการอ่านคิดวิเคราะห์
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้วิธีการสอน เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.1.1 หลักการของหลักสูตร 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2.1.3 สาระมาตรฐานการเรียนรู้ 2.1.4 คุณภาพของผู้เรียน 2.1.5 มาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H 2.2.1 ความหมายของการสอนเทคนิค 5W1H 2.2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอน 2.3 เครื่องมือวัดการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H 2.3.1 ความสามารถในการอ่านจับใจความ 2.3.2 ความหมายของการอ่านจับใจความ 2.3.3 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ 2.3.4 ความส าคัญของการอ่านจับใจความ 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 2.4.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย
8 ๒.๑ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๒.๑.๑ หลักการของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑: ๖) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหลักการ ที่ส าคัญ ดังนี้ ๑) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล ๒) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ ๓) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ๔) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและ การจัดการเรียนรู้ ๕) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ๖) เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ ๒.๑.๒ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑: ๖-๗) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพจึง ก าหนดเป็น จุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ๑) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ๒) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต ๓) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย ๔) มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๕) มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข
9 ๒.๑.๓ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อน าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง มีประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม ไทยอย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๒.๑.๔ คุณภาพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ อ่านออกเสียงค า ค าคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของค าและข้อความที่อ่าน ตั้งค าถามเชิงเหตุผล ล าดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามค าสั่ง ค าอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ าเสมอและมี มารยาทในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจ าวัน เขียนจดหมายลาครูเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทใน การเขียนเล่ารายละเอียดและบอกสาระส าคัญ ตั้งค าถาม ตอบค าถาม รวมทั้งพูดแสดง ความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะน า หรือพูดเชิญชวน ให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด สะกดค าและเข้าใจความหมายของค า ความแตกต่างของค าและพยางค์ หน้าที่ของ ค าในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของค า แต่งประโยคง่ายๆ แต่งค า คล้องจอง แต่งค าขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ
10 เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและว ร รณก ร รมเพื่อน าไปใช้ ในชีวิตประจ าวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็กซึ่งเป็น วัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นส าหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจ าบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตาม ความสนใจได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นท านองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบาย ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของค า ประโยค ข้อความ ส านวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจค าแนะน า ค าอธิบายในคู่มือต่างๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความส าคัญ ของเรื่องที่อ่านและน าความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการด าเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดค า แต่งประโยคและเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยค าชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพโครง เรื่องและแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์และมีมารยาทในการเขียน พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟัง และดู ตั้งค าถาม ตอบค าถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดู โฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามล าดับขั้นตอนเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้า จากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด สะกดค าและเข้าใจความหมายของค า ส านวน ค าพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของค าในประโยค ชนิดของประโยค และค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้ค าราชา ศัพท์และค าสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี ๑๑ เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลง พื้นบ้านของท้องถิ่น น าข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจ าบทอาขยานตาม ที่ก าหนดได้ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นท านองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจ ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความส าคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ล าดับความอย่างมีขั้นตอนและความ เป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่านเขียน สื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยค าได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนค าขวัญ ค าคม ค าอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและประสบการณ์ ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียนโครงงาน
11 พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดูน าข้อคิด ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผล น่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจและใช้ค าราชาศัพท์ ค าบาลีสันสกฤต ค าภาษาต่างประเทศอื่นๆ ค าทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้าง ของประโยค รวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครส าคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อน าไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นท านองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน แสดงความคิดเห็น โต้แย้งและเสนอความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่ อ่าน เขียน กรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมินค่า และน าความรู้ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ ทางอาชีพ และน าความรู้ความคิดไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต มีมารยาทและ มีนิสัยรักการอ่าน เขียนสื่อสารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความ จากสื่อที่มีรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการ อ้างอิง ผลิตผลงานของตนเองในรูปแบบต่างๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของ ผู้อื่นและน ามาพัฒนางานเขียนของตนเอง ตั้งค าถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณในการเลือก เรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่ ฟัง และดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดูแล้วน าไปประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งที่เป็น ทางการและไม่เป็นทางการโดยใช้ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิด ใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทยใช้ค า และกลุ่มค าสร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งค าประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้ค าราชาศัพท์และค าสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการ สร้างค าในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมิน การใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตาม หลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษา
12 และวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการ เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้าน วรรณศิลป์ และน าข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๒.๑.๕ มาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อ น าไปใช้ ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการด าเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรอง ได้ถูกต้อง การอ่านออกเสียงประกอบด้วย บทร้อยแก้วที่เป็นบทบรรยายและบท พรรณนา บทร้อยกรอง เช่น กลอนบทละคร กลอน นิทาน กลอน เพลงยาว และกาพย์ห่อโคลง 2. จับใจความส าคัญ สรุปความและอธิบาย รายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน 3. เขียนผังความคิดเพื่อแสดงความเข้าใจใน บทเรียนต่างๆที่อ่าน 4. อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 5. วิเคราะห์และจ าแนกข้อเท็จจริง ข้อมูล สนับสนุน และข้อคิดเห็นจาก บทความที่อ่าน 6. ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อการโน้มน้าวหรือ ความสมเหตุสมผลของ งานเขียน การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น วรรณคดีในบทเรียน บทความ บันทึกเหตุการณ์ บทสนทนา บทโฆษณา งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ งานเขียนหรือบทความแสดงข้อเท็จจริง เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้ อื่น 7. อ่านหนังสือ บทความ หรือค า ประพันธ์ อย่างหลากหลายและประเมินคุณค่าหรือ แนวคิดที่ได้จากการอ่านเพื่อน าไปใช้แก้ปัญหา ในชีวิต การอ่านตามความสนใจ เช่น หนังสืออ่านนอกเวลา หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนก าหนด ร่วมกัน 8. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน ตาราง ๑ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๑ การอ่าน
13 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดตาม รูปแบบการเขียน ตัวอักษรไทย 2. เขียนบรรยายและพรรณนา การเขียนบรรยายและพรรณนา 3. เขียนเรียงความ การเขียนเรียงความเกี่ยวกับประสบการณ์ 4. เขียนย่อความ การเขียนย่อความจากสื่อต่างๆ เช่น นิทาน ค าสอน บทความทางวิชาการ บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราวในบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น นิทานชาดก 5. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขียนรายงาน การเขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า การเขียนรายงานโครงงาน 6. เขียนจดหมายกิจธุระ การเขียนจดหมายกิจธุระ จดหมายเชิญวิทยากร จดหมายขอความอนุเคราะห์ 7. เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็นหรือโต้แย้งในเรื่องที่อ่านอย่างมี เหตุผล การเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์และแสดงความรู้ ความคิดเห็นหรือโต้แย้งจากสื่อต่างๆ เช่น บทความ บทเพลง หนังสืออ่านนอกเวลา สารคดี บันเทิงคดี 8. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน ตาราง ๒ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๒ การเขียน
14 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณและพูดแสดงความรู้ ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค ์ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. พูดสรุปใจความส าคัญของเรื่องที่ฟังและดู การพูดสรุปความจากเรื่องที่ฟังและดู 2. วิเคราะห์ข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นและความ น่าเชื่อถือของข่าวสารจากสื่อต่างๆ 3. วิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องที่ฟังและดูอย่างมี เหตุผลเพื่อน าข้อคิดมาประยุกต์ใช้ในการ ด าเนินชีวิต การพูดวิเคราะห์และวิจารณ์จากเรื่องที่ฟัง และดู 4. พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ การพูดในโอกาสต่างๆ เช่น การพูดอวยพร การพูดโน้มน้าว การพูดโฆษณา 5. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้า การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหล่ง เรียนรู้ต่างๆ 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด ตาราง ๓ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทยการเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษาภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. สร้างค าในภาษาไทย การสร้างค าสมาส 2. วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญ ประโยครวมและประโยคซ้อน ลักษณะของประโยคในภาษาไทย ประโยคสามัญ ประโยครวม ๓. แต่งบทร้อยกรอง กลอนสุภาพ ๔. ใช้ค าราชาศัพท์ ค าราชาศัพท์ ๕. รวบรวมและอธิบายความหมายของค า ภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย ค าที่มาจากภาษาต่างประเทศ ตาราง ๔ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย
15 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็นวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ในระดับที่ยากขึ้น วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับ ศาสนา ประเพณี พิธีกรรม สุภาษิต ค าสอน เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ บันเทิงคดี บันทึกการเดินทาง 2. วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดีวรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นที่อ่านพร้อมยกเหตุผล ประกอบ 3. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่ อ่าน การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดี วรรณกรรมและวรรณกรรมท้องถิ่น 4. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 5. ท่องจ าบทอาขยานตามที่ก าหนดและบทร้อย กรองที่มีคุณค่าตาม ความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า บทอาขยานตามที่ก าหนด บทร้อยกรองตามความสนใจ ตาราง ๕ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ในหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานระบุไว้ว่านักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ จะส าเร็จการศึกษาได้ นักเรียนต้องจับใจความส าคัญสรุปความและอธิบาย รายละเอียดจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งระบุมาตรฐานและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับ การจับใจความส าคัญ สรุปความและอธิบายรายละเอียดจากเรื่องที่อ่านลงในหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งข้อมูลข้างต้นสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในงานวิจัยในเรื่องการออกแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะ สื่อการสอนและข้อสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัด ข้างต้น
16 ๒.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้การสอนเทคนิค 5W1H 2.2.1 ความหมายของการสอนเทคนิค5W1H ธงชัย ชิวปรีชา (2549 : 9-11) ได้ให้ความหมาย เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ว่าเป็นเทคนิคในการตั้งค าถามรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลให้เกิด ทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการจับใจความความ ซึ่งประกอบไปด้วย What? (อะไร) เป็นการถามว่า สิ่งนั้นคือ อะไร มีอะไร เกิดขึ้นบ้างและมีรายละเอียดเป็นอย่างไร Where? (ที่ไหน) เป็นการถามถึงสถานที่หรือ ต าแหน่งแห่งหนที่ชัดเจน When? (เมื่อไร) เป็นการถามว่าเมื่อใดที่ เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะ เกิดขึ้นเมื่อใด หรือเมื่อใดเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีก Why? (ท าไม) เป็นการถามว่า เพราะเหตุใด เรื่องนั้นจึงเกิดขึ้น Who? (ใคร) เป็นการถามว่า ใครที่เป็นต้นเรื่อง เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นบุคคลส าคัญ เป็นตัวประกอบ หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่จะได้รับผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและลบ How? (อย่างไร) เป็นการถามถึงรายละเอียดในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือก าลังจะเกิดขึ้นว่าจะมีความ เป็นไปในลักษณะใด เพ็ญพิสุทธิ์ ใจสนิท (2555: 36) ได้กล่าวไว้ว่า 5W1H คือ อะไร ที่ไหน เมื่อไร ท าไม ใคร อย่างไร ค าถามเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากความสงสัย ในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่าเด็กเริ่มคิด เพราะเมื่อ เด็กเกิดความสงสัยแสดงว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก กระตุ้นให้เด็กเกิดสภาวะที่เรียกว่าไม่ สมดุล (Disequilibrium) เด็กจึงหาค าตอบเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล (Equilibrium) ท าให้เกิดปัญญา เป็นความรู้ ความเข้าใจที่กลายเป็นพื้นฐานการคิดของเด็กต่อไป สรุปได้ว่าเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H เป็นเทคนิคที่ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะ การอ่าน การคิดวิเคราะห์การแก้ปัญหาและการจับใจความและกลายเป็นพื้นฐานการคิดของเด็ก ต่อไป 2.2.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอนเทคนิค ๕w1H รูปแบบ 5W1H เป็นรูปแบบการตั้งประเด็นถามตอบ เพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายที่ ก าหนดไว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค าถาม 6 ประเภทตามความคิดของบลูม (Bloom) โดย อมลวรรณ วีระธรรม (2549: 85-86) 1. Who ใคร คือบุคคลส าคัญที่เป็นตัวประกอบหรือผู้เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เช่นนี้บ้างใคร น่าจะเป็นคนที่ท าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้มากที่สุด 2. What ท าอะไร คือปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น เช่น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไร เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ หลักฐานที่ส าคัญที่สุดคืออะไร สาเหตุที่ท าให้เกิดเหตุการณ์นี้คืออะไร 3. Where ที่ไหน คือสถานที่หรือต าแหน่งที่เกิดเหตุการณ์ เช่น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด
17 4. When เมื่อไห ร่ คือเ วล าห รือเหตุก า รณ์นั้นได้เกิดขึ้นห รือจ ะเกิดขึ้น เช่นเหตุการณ์นั้น น่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เวลาใดที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ 5. Why ท าไม คือสาเหตุหรือมูลเหตุที่ท าให้เกิดขึ้น เช่น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถานที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น ท าไมจึงเกิดเรื่องนี้ 6. How อย่างไร คือรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก าลังจะเกิดขึ้นว่ามีความ เป็นไปได้ ในลักษณะใด เช่น เขาท าสิ่งนี้ได้อย่างไร ล าดับเหตุการณ์นี้ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีหลักฐาน ในการ พิจารณาอย่างไรบ้าง การใช้เทคนิค 5W1H ในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหานั้น ส่วนใหญ่เราจะใช้ในขั้นตอนของ การ วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการตั้งค าถาม Who is it about? What happened? When did it take place? Where did it take place? และ Why did it happen? การตั้งค าถามดังกล่าวจะท าให้เรา ได้ค าตอบในแต่ละประเด็น แต่ละข้อของค าถาม เทคนิค 5W1H จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลหรือปัญหา ได้เกือบทุกรูปแบบ เทคนิค 5W1H เป็นการคิดวิเคราะห์ (Analysis Thinking) ที่ใช้ความสามารถในการจ าแนก แยกแยะองค์ ประกอบต่างๆ ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ น ามาหา ความสัมพันธ์เชิง เหตุผล ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้น เพื่อค้นหาค าตอบที่เป็นความเป็นจริง หรือที่เป็นสิ่ง ส าคัญ จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาจัดระบบ เรียบเรียงใหม่ให้ง่ายแก่การท า ความเข้าใจ ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ 5W1H 1. ท าให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของ เหตุการณ์นั้น 2. ใช้เป็นฐานความรู้ในการน าไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา 3. ท าให้เราหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 4. ท าให้เราสามารถประมาณความน่าจะเป็นได้ การสอนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การคิดวิเคราะห์เป็นกระบวนการทางปัญญา ซึ่งผู้สอนต้องฝึกฝนให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนโดยมี นักการศึกษาได้ให้แนวทางในการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ ดังนี้คือ สุวิทย์ มูลค า (2556: 21) กล่าวว่าการสอนให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิค 5W1H ดังนี้ 1. What (อะไร) เกิดอะไรขึ้นบ้าง เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร หลักฐานและสาเหตุ ที่ส าคัญท าให้เกิดเหตุการณ์นี้คืออะไร 2. Where (ที่ไหน) เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นที่ใด 3. When (เมื่อใด) เวลาที่เหตุการณ์นั้นเกิด เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดและที่ใด
18 4. Why (ท าไม) สาเหตุหรือมูลเหตุที่เกิดขึ้น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ เหตุใด ท าไมจึงเกิดเรื่องนี้ 5. Who (ใคร) บุคคลส าคัญที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ เหตุการณ์นี้ใครอยู่บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง เหตุการณ์นี้ใครได้ประโยชน์ใครเสีย ประโยชน์ 6. How (อย่างไร) เขาท าสิ่งนี้ได้อย่างไร ล าดับเหตุการณ์นี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้างมีหลัก ในการพิจารณาคนดีอย่างไรบ้าง การสอนคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค 5W1H จะสามารถช่วยไล่ เรียงความชัดเจนในแต่ละเรื่องได้เป็นอย่างดี ท าให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทิศนาแขมมณี (2556: 53) ได้กล่าวสรุปไว้ว่าการสอนเพื่อพัฒนาการคิด ประกอบด้วย 1. การตั้งค าถาม ทั้งค าถามเดียวและค าถามแบบชุด 2. การใช้แผนที่ความคิด (Mind Mapping) ฝึกการวิเคราะห์และสังเคราะห์ 3. การเรียนรู้แบบปรึกษาหารือ 4. บันทึกการเรียนรู้ บันทึกข้อสงสัย ความรู้สึกส่วนตัว ความคิดที่เปลี่ยนไป 5. การถามตนเอง เรื่องการวางแผน จัดระเบียบ คิดไตร่ตรองในเรื่องการเรียนรู้ของตนเอง 6. การประเมินตนเอง เพื่อประเมินความคิดและความรู้สึกของตนเอง สรุปได้ว่า 5W1H เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยพัฒนาในด้านการคิด การตอบค าถาม โดย 5W หมายถึง Who (ใคร), What (ท าอะไร), Where (ที่ไหน), When (เมื่อไหร่), Why (ท าไม) และ 1H หมายถึง How (ผลเป็นอย่างไร) ที่จะมาเป็นตัวช่วยในการสร้างกระบวนการคิดและได้ผล และถูกถ่ายทอดออกมาเพื่อเกิดภาพลักษณ์ และองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ 2.3 ความสามารถในการอ่านจับใจความ 2.3.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ บรรเทา กิตติศักดิ์ (2537 : 117) ได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านจับใจความ ว่าคือการ ท าความเข้าใจประเด็นของเรื่องหรือข้อความที่อ่านสามารถจับสาระส าคัญของเรื่องได้แปล ความหมาย ของสิ่งที่อ่านได้และเข้าใจจุดมุ่งหมายส าคัญของเรื่องนั้นๆ ผกาศรี เย็นบุตร (2542 : 137) ให้ความหมายของการอ่านจับใจความไว้ว่าการ อ่านเพื่อ เก็บสาระส าคัญของเรื่องที่อ่าน เช่น เก็บจุดมุ่งหมายส าคัญของเรื่อง เก็บเนื้อเรื่อง เก็บแนวคิดหรือ ทัศนคติของผู้เขียน เก็บข้อเท็จจริงหรือความรู้สึก อารมณ์ของผู้เขียน เป็นต้น สาระส าคัญต่างๆนี้บางครั้งผู้อ่านก็สามารถจะเห็นได้ชัดเจนเพราะผู้เขียนบอกออกมาตรงๆ แต่บางครั้งผู้อ่านจะต้องใช้ความสามารถเชิงตีความ หรือการใช้วิจารณญาณ ตลอดจนประสบการณ์ ช่วยจึงจะค้นพบ วันเพ็ญ คุณพิริยะทวี (2548 : 46) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง กระบวนการอ่าน เพื่อท าความเข้าใจความหมายของข้อความหรือเนื้อเรื่อง สามารถตั้งค าถาม ตอบค าถาม และล าดับเหตุการณ์ได้ถูกต้อง
19 2.3.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความมีจุดมุ่งหมายหลายประการตามความต้องการของผู้อ่านดังที่มี นักการศึกษาได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ วรรณี โสมประยูร (2544 : 128) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความไว้ ดังนี้ 1. สามารถอ่านได้เร็วและจับใจความได้ดี 2. สามารถเพิ่มพูนความช านาญในการอ่าน และมีสมาธิในการอ่าน 3. สามารถน าสิ่งที่ได้จากการอ่านไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน 4. สามารถน าการอ่านไปใช้ในการปรับปรุงการด าเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ 5. สามารถบอกประโยชน์ของการอ่านและรักการอ่านหนังสือ 6. สามารถส่งเสริมให้เด็กรู้จักหาความหมายของค าศัพท์ โดยใช้หนังสืออ้างอิงจาก พจนานุกรมหรือปทานุกรม 7. สามารถส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ในสิ่งแวดล้อมและสนใจปัญหาและเหตุการณ์ ประจ าวันโดยการอ่าน ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2545: 42) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความไว้ ดังนี้ 1. ให้เข้าใจความที่อ่านได้ดี 2. ให้มีนิสัยที่ดีในการอ่าน 3. ให้มีวิจารณญาณในการอ่าน 4. ให้มีความรักความสนใจในการอ่านอย่างกว้างขวางและสม่ าเสมอ 5. ส่งเสริมให้อ่านได้รวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการ (2545: 189) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการอ่านจับใจความไว้ ดังนี้ 1. เพื่อให้รู้จักใจความส าคัญของเรื่องว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องของใคร ท าอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 2. เพื่อน าใจความส าคัญไปถ่ายทอดแก่ผู้อื่นให้เข้าใจ 3. เพื่อสรุปเนื้อเรื่องที่ได้อ่านนั้นเอาไปใช้ประโยชน์ในการอ่านต่อไป ศิริพร ลิมตระการ (2547: 99-100) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่าน จับใจความ ดังนี้ 1. ผู้อ่านจับใจความมุ่งอ่านรายละเอียดของเนื้อเรื่องโดยไม่ค านึงถึงอัตราความเร็ว ในการอ่าน เป็นการอ่านอย่างละเอียดเพื่อจะได้ไม่พลาดเนื้อหาส าคัญ ซึ่งผู้อ่านมีจุดมุ่งหมายเพื่อน า รายละเอียดของเรื่องไปใช้ประโยชน์ หรืออ่านเพื่อความเพลิดเพลิน 2. ผู้อ่านจับใจความมุ่งอ่านเรื่อง เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับตนเอง เป็นการอ่าน ที่ ผู้อ่านเคยมีความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อนแล้วแต่ลืมรายละเอียด จึงต้องอ่านอีกครั้ง ผู้อ่านไม่จ าเป็นต้อง
20 อ่านละเอียดทุกตอนแต่จะอ่านจับใจความอย่างคร่าวๆ เพื่อให้ระลึกได้ เป็นการทบทวนเนื้อเรื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจ 2.3.3 ความส าคัญของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความเป็นทักษะพื้นฐานที่มีความส าคัญ เพราะเป็นพื้นฐานในการอ่าน สามารถใช้แสวงหาความรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความส าคัญของการอ่าน จับใจความ ดังนี้ สมบัติ มหารส (2544 : 47) ได้กล่าวว่า การอ่านจับใจความ ท าให้ตนมีความฉลาด รอบรู้ และจะเป็นนักปราชญ์ได้ในอนาคต รวมถึงยังเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความพร้อมพัฒนานิสัย และทักษะความรู้ให้นักเรียนทุกคน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545 : 159-162) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของการอ่าน จับใจความ ว่าการอ่านจับใจความมีบทบาทส าคัญต่อการพัฒนาการศึกษา ด้วยการพัฒนาความรู้ ของตนเอง พัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยการน าความรู้มาพัฒนาอาชีพและระบบการใช้จ่าย การพัฒนา ด้านสังคมด้วยการน าความรู้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตในครอบครัว ศิวพร โกศิยะกุล (2546 : 13) ได้กล่าวถึงความส าคัญของการอ่านจับใจความ ว่าการอ่าน จับใจความเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ท าให้ได้รู้จักโลกที่กว้างขึ้นช่วยในการ ปรับตัวให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ ตลอดเวลา จุไรรัตน์ ลักษณะศิริและ บาหยัน อิ่มส าราญ (2547 : 42) กล่าวถึงความส าคัญ ของ การอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความมีความส าคัญต่อการด ารงชีวิตมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เพราะการอ่านและการฟังจะท าให้ผู้คน ได้รับข่าวสาร ข้อมูลความรู้ และได้รับทราบความเคลื่อนไหวตลอดจนข้อคิดเห็นต่างๆ ของผู้คนใน สังคม นอกจากนี้การอ่านยังสามารถพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย ผู้รับสารจะได้รับ ประโยชน์จาก การอ่านอย่างเต็มที่ ถ้าผู้รับสารสามารถรับสารที่ผู้ส่งสารส่งให้อ่านอย่างครบถ้วนและ ถูกต้องกระบวนการส าคัญที่สุดที่จะท าให้ผู้รับสารสามารถรับสารจากเรื่องที่อ่านได้ก็คือการ จับใจความ ฉะนั้นการจับใจความ จึงนับเป็นหัวใจของการอ่าน กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551: 111) กล่าวว่าการอ่านจับใจความเป็นทักษะ เบื้องต้น ผู้อ่านจะต้องฝึกฝนตนเองเพื่อ ให้สามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ เพราะจะเป็นส่วน ส าคัญที่ ท าให้ผู้อ่าน ท าความเข้าใจกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่เขียนน าเสนอมายังผู้อ่าน โดยผู้อ่าน ควรเริ่มต้นค้นหาข้อคิดส าคัญที่ปรากฏในเรื่องให้ได้ก่อน แล้วน าข้อคิดที่ได้เหล่านั้นมาประมวล เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ใจความส าคัญของเรื่องนั้นๆ ผู้อ่านจึงต้องท าความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ทั้งความหมายของค า ประโยค และเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งบางครั้งความหมายของค านั้นๆ ก็อาจมี นัยส าคัญทางความหมาย ดังนั้นผู้อ่านต้องท าความเข้าใจกับบริบทของเนื้อหาด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 2) กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นทักษะที่ใช้ใน ชีวิตประจ าวันทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ รวมทั้งการใช้เวลาว่างก็ใช้การอ่านจับใจความ
21 เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น สารที่อ่านจึงมีทั้งสารวิชาการให้ความรู้ด้านต่างๆ และสาระบันเทิงที่ให้ ความสนุกสนานคลายความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านสารประเภทใด ก่อนที่ผู้อ่านจะเริ่มเข้าสู้ รายละเอียดของเนื้อเรื่องมักจะค้นหาค าส าคัญ ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องเป็นอันดับแรก เพราะค าส าคัญ จะช่วยให้ผู้อ่านคาดเดาเรื่องราวได้ก่อนที่จะอ่านรายละเอียดต่อไป สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความเป็นทักษะที่มีความส าคัญและมีความจ าเป็นอย่างยิ่ง ส าหรับการอ่านเนื้อเรื่องให้เข้าใจและถือว่าเป็นหัวใจของการอ่านทั่วๆ ไป รวมถึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน Good (1973 : 7) ไ ด้ให้ ค ว า มห ม า ย ข อง ผ ล สั ม ฤท ธิ์ ( Achievement) ว่าหมายถึง ความส าเร็จ (Accomplishment) ความคล่องแคล่ว ความช านาญ ในการใช้ทักษะหรือ การประยุกต์ใช้ความรู้ต่างๆ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic Achievement) หมายถึง ความรู้หรือทักษะอันเกิดจากการเรียนรู้ในวิชาต่างๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว ซึ่งได้จากผลการทดสอบของ ครูผู้สอน หรือผู้รับผิดชอบในการสอนหรือทั้งสองอย่างรวมกัน อรทัย จันใด (2553 : 18) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ในการที่จะพยายามเข้าถึงความรู้ หรือทักษะซึ่งเกิดจากการกระท าที่ประสานกันต้อง อาศัยความพยายามอย่างมาก ทั้งองค์ประกอบทางด้านที่เกี่ยวข้องกับสติปัททา และองค์ประกอบที่ แสดงออกในรูปของความส าเร็จ ซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยาหรือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั่วไป ชนิดา ยอดสาลี และ กาญจนา บุทส่ง (2559 : 13) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้หรือทักษะที่ต้องใช้สติปัญญาและสมรรถภาพทางสมองที่ได้รับมาจากการสั่งสอน แสดงออกมา ในรูปความส าเร็จสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือพุทธิพิสัย ด้านจิต พิสัย ด้านทักษะ พิสัย และใช้แบบทดสอบความสามารถในการเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่เรียน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระท าของบุคคล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือจากการเรียนการสอนในชั้นเรียน สามารถประเมินหรือวัดได้จากการทดสอบหรือการสังเกต พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 2.4.2 ลักษณะส าคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน บลูม (Bloom, 2522 : 52) ได้กล่าวถึง ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนใน โรงเรียนไว้ว่าประกอบด้วย ด้านความรู้ความจ า หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้ มาแล้วเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ศัพท์นิยาม มโนทัศน์ ข้อตกลง การจัดประเภท เทคนิควิธีการ หลักการ
22 กฎ ทฤษฎี และแนวคิดที่ส าคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ นักเรียนที่มีความสามารถในด้านนี้จะแสดงออก โดย สามารถให้ค าจ ากัดความหรือนิยาม เล่า เหตุการณ์ จดบันทึก เรียกชื่อ อ่านสัญลักษณ์ และระลึก ข้อสรุปได้ การวัดพฤติกรรมด้านความรู้ความจ าลักษณะของข้อสอบจะถามเกี่ยวกับความรู้ความจ าไม่ เกินร้อยละยี่สิบของข้อสอบทั้งหมด ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย การแปลความ การตีความสร้างข้อสรุป ขยายความ นักเรียนมีความสามารถในด้านนี้จะแสดงออกโดยสามารถ เปรียบเทียบแสดงความสัมพันธ์ การอธิบายชี้แนะ การจ าแนกเข้าหมวดหมู่ ยกตัวอย่างให้เหตุผล จับใจความเขียนภาพประกอบ ตัดสินเลือก แสดงความเห็น อ่านกราฟแผนภูมิและแผนภาพได้ พฤติกรรมความเข้าใจ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ - ความสามารถอธิบายความเข้าใจต่างๆได้ด้วยตนเอง - ความสามารถจ าแนกหรือระบุความรู้ได้เมื่อปรากฏในรูป สถานการณ์ใหม่ - ความสามารถแปลความรู้จากสัญลักษณ์หนึ่งไปสู่อีกสัญลักษณ์หนึ่ง การวัดพฤติกรรมความเข้าใจ ลักษณะของข้อสอบจะถามให้นักเรียน อธิบายหรือ บรรยายความรู้ต่างๆ ด้วยค าพูดของตัวหรือให้ระบุข้อเท็จจริง มโนทัศน์ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ก าหนดให้หรือให้แปลความหมายสถานการณ์ ที่ก าหนดให้ซึ่งอาจอยู่ในรูป ของข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ หรือแผนภาพ เป็นต้น 1. ด้านการน าไปใช้เป็นการวัดความสามารถด้านการน าเอาความรู้ความเข้าใจ มาประยุกต์ใช้ หรือแก้ปัญหาในเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ใหม่ได้อย่างเหมาะสม การเขียนค าถามใน ระดับนี้อาจเขียนค าถามความสอดคล้องระหว่างวิชาและการปฏิบัติ ถามให้อธิบายหลักวิชา ถามให้แก้ปัญหาถามเหตุผลของภาคปฏิบัติ 2. ด้านการวิเคราะห์ เป็นการวัดความสามารถในการแยกแยะหรือแจกแจง รายละเอียดของเรื่องราว ความคิด การปฏิบัติออกเป็นระดับย่อย โดยอาศัยหลักการหรือกฎเกณฑ์ ต่างๆ เ พื ่อ ค้น พ บ ข้อ เ ท็จ จ ริง แ ละคุณส ม บัติบางประการ ค า ถ า ม ระดับการวิเ คราะห์ แบ่งออก 3 ประเภท คือ การวิเคราะห์ความส าคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ หลักการ 3. ด้านการสังเคราะห์เป็นการวัดความสามารถในการรวบรวมและผสมผสานใน ด้านรายละเอียดหรือเรื่องราวปลีกย่อย ของข้อมูลสร้างเป็นสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ความสามารถ ดังกล่าวเป็นพื้นฐานของความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ ค าถามระดับนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การสังเคราะห์ข้อความ การสังเคราะห์แผนงาน การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ 4. ด้านการวัดและประเมินค่า เป็นการวัดความสามารถในด้านการสรุปค่าหรือ ตีราคาเกี่ยวกับเรื่องราว ความคิด พฤติกรรมว่าดี- เลว เหมาะสม - ไม่เหมาะสม เพื่อหาจุดประสงค์ บางประการมาอ้างโดยใช้เกณฑ์ภายในและการประเมินโดยใช้เกณฑ์ภายนอก
23 2.4.3 ความหมายและประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของ นักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (2547 : 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ ความส าเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผล มาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จาก การทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548 : 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหมายถึงขนาดของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549 : 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลส าเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม และประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จ าแนก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่ จะท าให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย ของผู้เรียนแต่ละคน ประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ประเภทแบบที่ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีผู้เชี่ยวชาญให้ความหมายที่ แตกต่างกันออกไปหลายความหมายโดยมีใจความ ดังนี้ ไพโรจน์คะเชนทร์(2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardizedtests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถาม สิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้6 ประเภท คือ ความรู้ความจ า ความเข้าใจ การน าไปใช้การวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบ ผู้เรียนในชั้นเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมค าให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบค าตอบสั้น (Short answer) และแบบเลือกตอบ (Multiple choice) แบบทดสอบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจ ากัดค าตอบ (Restricted response items) และแบบไม่จ ากัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี(Extended response items)
24 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้างโดย ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของ แบบทดสอบ มีค าชี้แจงเกี่ยวกับการดาเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of BasicSkills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น พวงรัตน์ทวีรัตน์(2543 : 96) ได้จัดประเภทแบบทดสอบไว้3 ประเภท ดังนี้ 1. แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถ้ามีผู้ เข้าสอบจ านวนน้อยเพราะต้องใช้เวลามาก ถามได้ละเอียด เพราะสามารถโต้ตอบกันได้ 2. แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบที่เปลี่ยนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เนื่องจากจานวนผู้เข้าสอบมากและมีจานวนจ ากัด แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ 2.1 แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบที่ให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงค า พูดของตนเองในการแสดงทัศนคติความรู้สึก และความคิดได้อย่างอิสระภายใต้หัวเรื่องที่ก าหนดให้ เป็นข้อสอบที่สามารถ วัดพฤติกรรมด้านการสังเคราะห์ได้อย่างดีแต่มีข้อเสียที่การให้คะแนนซึ่งอาจ ไม่เที่ยงตรง ท าให้มีความเป็นปรนัยได้ยาก 2.2 แบบจ ากัดคาตอบ เป็นข้อสอบ ที่มีค าตอบถูกใต้เงื่อนไขที่ก าหนดให้อย่าง จ ากัด ข้อสอบแบบนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ แบบถูกผิด แบบเติมคา แบบจับคู่ และแบบเลือกตอบ 3. แบบปฏิบัติเป็นการทดสอบที่ผู้สอบได้แสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระท า หรือลงมือปฏิบัติจริงๆเช่น การทดสอบทางดนตรีช่างกล พลศึกษา เป็นต้น สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้างจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพ เป็นอย่างดีส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค าศัพท์เพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้เลือกแบบทดสอบ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบปฏิบัติในการวัดความสามารถในการน าค าศัพท์ไปใช้ในการสื่อสารด้านการพูด และการเขียนและเลือกแบบทดสอบแบบเขียนตอบที่จ ากัดค าตอบโดยการเลือกตอบจากตัวเลือก ที่ก าหนดให้ในการวัดความรู้ความเข้าใจความหมายของค าศัพท์และการน าค าศัพท์ไปใช้ในการฟัง และการอ่าน 2.4.4 การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นมีอยู่หลายหลายวิธีด้วยกันที่ผู้สอน สามารถน าไปปรับใช้กับผู้เรียนโดยค านึงถึงความหมายสมของแบบทดสอบเป็นหลักว่ามี ความสอดคล้องกับผู้เรียนในชั้นเรียนมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะเลือกใช้แบบทดสอบนั้นๆ กับการวิจัย และสิ่งส าคัญอีกประการที่ผู้สอนจ าเป็นต้องตระหนักถึงมากที่สุดคือความสอดคล้องระหว่าง จุดประสงค์ที่ต้องแบบทดสอบมีความเข้ากันได้กับผลสัมฤทธิ์และประเภทแบบทดสอบมากน้อย เพียงใดเนื่องจากการเลือกประเภทให้เหมาะสมนั้นมีความส าคัญอย่างมาก
25 ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ชวนพิศ คชริน (2555) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดการสอนแบบ 5W1H เพื่อ ส่งเสริมทักษะ การคิด วิเคราะห์ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนระดับประถมศึกษาการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนแบบ 5W1H ในการส่งเสริมทักษะ การคิดวิเคราะห์ รายวิชา ภาษาไทย ของนักเรียนระดับประถมศึกษา และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดการสอน แบบ 5W1H ในการส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียน บ้านน้ าฉา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 จ านวน 21 คน โดยผู้วิจัย เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบ 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนระดับประถมศึกษา จ านวน 5 ชุด กิจกรรม และ 2) แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการสอนแบบ 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์รายวิชา ภาษาไทย ของนักเรียนระดับประถมศึกษา มีประสิทธิภาพ 85.90/83.81 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ ก าหนดไว้ 2. ผลการใช้ชุดการสอนแบบ 5W1H ในการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ รายวิชา ภาษาไทย ของนักเรียนระดับประถมศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียน สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ ระดับ 0.05 รวิสรา จิตรบาน (2560) การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ความสามารถการคิดวิเคราะห์ จากการจัดการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H (3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์วรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม เครื่องมือที่ ใช้ในการศึกษาได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้จ านวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย คาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t-test ผลการศึกษา พบว่า 1. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.8/85.5 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนการ จัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม หลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ
26 เรียนรู้ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อยู่ในระดับมาก (̅ =4.47) ณัฐกานต์ เฟื่องมณี (2564) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านคิด วิเคราะห์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ 5W1H ร่วมกับ แผนผังความคิด ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของ การอ่าน คิดวิเคราะห์และ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนในการอ่านคิดวิเคราะห์ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้ แบบ 5W1H ร่วมกับ แผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ประชากร ได้แก่ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2562 จ านวน 150 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 2 ซึ่งได้มาวิธีการแบบเจาะจง เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการ จัดการเรียนรู้แบบ 5W1H ร่วมกับ แผนผังความคิด แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ผลการวิจัย พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิด ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี จ านวน 8 แผน เวลา 16 ชั่วโมง มีผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.5 และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก รุ่งทิพย์ปราโมทย์พันธุ์ (2562) 5W1H สาหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน ศรีนครมูลนิธิอ าเภอหาดใหญ่.จังหวัด สงขลา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิอ าเภอ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จ านวน 6 ห้อง รวม 270 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิอ าเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive.Sampling) เป็นนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/5 จ านวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแผนการสอนหัวข้อ “การอ่านจับใจความ ส าคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H” จ านวน 3 แผนการสอนรวม 3 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก จ านวน 10 ข้อ 10 คะแนน (ข้อสอบเป็นชุด เดียวกัน) ใช้เวลาทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 40 นาทีและชุดแบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้เทคนิค 5W1H ท้ายแผนการสอน จ านวน 3 แบบฝึก แบบฝึกที่ 1 เป็นอัตนัย จานวน 2 ข้อ 10 คะแนน แบบฝึกที่ 2 และ 3 เป็นปรนัย 4 ตัวเลือก แบบฝึกละ 1 ข้อรวม20 ข้อ 20 คะแนน รวม 3 แบบฝึก 30 คะแนน สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่า E1/E2 และ ค่า t-test ผลการวิจัย พบว่าแบบฝึกทักษะการอ่าน จับ ใจความส าคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิอ าเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เสริมทักษะการอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 มีประสิทธิภาพ 74.2/90.2 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้คือ
27 70/70. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ๒.6 กรอบแนววิจัย ในการวิจัย เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอน เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา โดยก าหนดกรอบ แนวคิดในการวิจัยดังต่อไปนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้โดยการใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบ ๕W1H 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ความสามารถในการอ่าน จับใจความส าคัญ ใจความ
28 บทที่ ๓ วิธีด าเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ และเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับ ใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัย รักษ์พิทยาผู้วิจัยจึงได้น าเสนอวิธีด าเนินการศึกษาตามหัวข้อ ดังนี้ ๑. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๒. แบบแผนการวิจัย ๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๔. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล ๖. การวิเคราะห์ข้อมูล ๗. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๓.๑.๑ ประชากร ประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1๔ ห้อง จ านวน ๔๗๗ คน ประกอบด้วย ม.๒/๑ - ม.๒/๑๔ ๓.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ๒/5 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 1 ห้อง จ านวน นักเรียน 41 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random Sampling) การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบ แผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, ๒๕๓๘: ๒๔๙) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางต่อไปนี้
29 กลุ่ม สอบก่อนเรียน ทดลอง สอบหลังเรียน E T1 X T2 ตารางที่ 6 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และสัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการหรือสื่อนวัตกรรมที่เลือกใช้ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ตารางที่ ๗ แบบแผนการวิจัยจ าแนกตามตัวแปรตาม ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 3.๓.๑ เครื่องมือวัดการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผน ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องหลักการอ่านจับใจความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องการอ่านจับใจความจากนิทาน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องการอ่านจับใจความจากเรื่องสั้น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องการอ่านจับใจความจากบทความ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องการอ่านจับใจความจากสารคดี ๓.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง เรื่องการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอน เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ชนิดตัวเลือก ๔ ตัวเลือก จ านวน ๒๐ ข้อ ๓.๔ การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ วิจัยก าหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ ๓.๔.๑ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ผู้ศึกษาได้ด าเนินการสร้าง ดังนี้ ๓.๔.๑.๑ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ของส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับคุณภาพผู้เรียน
30 ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ๓.๔.๑.๒ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้เวลาที่ใช้และ มาตรฐาน การเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๓. ๔.๑.๓ ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการสอนวิธีการอ่านจับใจความ ส าคัญโดยการสอนเทคนิค 5W1H มาใช้ ๓.๔.๑.๔ ศึกษาหลักสูตรและโครงสร้างสถานศึกษาของโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์วิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ๓.๔.๑.๕ ก าหนดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งการวัดผล และประเมินผลการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับเนื้อหาจุดประสงค์และ การเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ พิทยา ๓.๔.๑.๖ ศึกษาเนื้อหาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้วิธีการ สอน เทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๓.๔.๑.๗ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอน เทคนิค 5W1H จ านวน ๕ แผน รวม ๕ ชั่วโมง ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องหลักการอ่านจับใจความ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องการอ่านจับใจความจากนิทาน - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องการอ่านจับใจความจากเรื่องสั้น - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องการอ่านจับใจความจากบทความ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องการอ่านจับใจความจากสารคดี โดยแต่ละแผนประกอบด้วยสาระส าคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ และการวัดการประเมินผลการเรียนรู้ โดยกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามรูปแบบการจัดการ เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอน การด าเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ๕ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมของนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับใจความ ส าคัญ โดยจะมีมีผู้เข้าสอนเป็นเกริ่นน าเข้าสู่บทเรียนเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเรียนของนักเรียน ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นขั้นตอนที่ครูผู้สอนอธิบายเทคนิคการสอนแบบ 5W1H ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ได้เข้าใจถึงเทคนิคและเป็นการชี้แนะเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถน าทักษะไปประยุกต์ใช้ไป พร้อมๆ กับด าเนินกิจกรรมการอ่านจับใจความส าคัญเพื่อให้ผู้เรียนได้เกินการเห็นภาพมากขึ้นใน ขณะที่ผู้เรียนเรียนรู้ ส่วนใจความส าคัญของขั้นนี้คือการอธิบายหลักการที่นักเรียนนั้นจะได้มีการ
31 ร่วมกันอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียนและมีการถกกันจากเนื้อหาในการเรียน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเรียนรู้ ขั้นสรุป เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้จัดแสดงผลงานของตนเองให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนได้รับชม ร่วมกัน และยังมีการร่วมกันอภิปรายการอ่านจับใจความส าคัญร่วมกันระหว่างผู้เรียนและคุณครู เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่ถูกต้องจากการเรียนรู้ร่วมกัน อีกทั้งยังมีการแฝงการเทคนิคการเสริมแรงเพื่อให้ ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่ดีในการเรียนเอาไว้ในกระบวนการสรุปเนื้อหาการเรียนรู้อีกด้วย ๓.๔.๑.๘ ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ๓.๔.๑.๙ น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ ก าลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการสุ่มแบบไม่เจาะจง จ านวน 3 คน ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มี ทั้งชั้นเรียนในคาบนั้น เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข เกี่ยวกับการจับใจความของ เนื้อหาการเรียน ๓.๔.๑.๑๐ น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ ก าลังศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาปีการศึกษา ๒๕๖๖ ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จ านวน ๑๒ คน (ทดลองกลุ่มเล็ก) ประกอบด้วย นักเรียนที่มี ความสามารถอยู่ในระดับเก่ง 4 คน ปานกลาง 4 คน และอ่อน 4 คน เพื่อหาข้อบกพร่อง เกี่ยวกับเวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหา และชุดกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จากนั้น ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ ๓.๔.๑.๑๑ น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์พร้อมน าใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็น นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1๔ ห้อง จ านวน ๔๗๗ คน ประกอบด้วย ม.๒/๑ - ม.๒/๑๔ ๓.๔.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความ ส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็น แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี ๔ ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ ๓.๔.๒.๑ ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัด การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ 3.๔.๒.๒ สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ๓.๔.๒.๓ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี ๔ ตัวเลือก จ านวน ๒๐ ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระ และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
32 ๓.๔.๒.๔ น าแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทย การวิจัยและด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนี ความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวน การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนนเป็น + ๑ เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนนเป็น ๐ เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนนเป็น - ๑ เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้ไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่ คาดหวัง ๓.๔.๒.๕ น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อค าถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งที่ใช้ได้มีค่าได้ระหว่าง ๐.50 - ๑.๐๐ ทุกข้อ ๓.๔.๒.๖ น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลอง (Try Out) กับนักเรียน ที่ก าลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ที่เรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ผ่านมาแล้วและไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย จ านวน ๓๐ คน แล้วน าคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ หาค่าความยากง่าย (P) และค่าอ านาจจ าแนก (r) เป็น รายข้อ ๓.๔.๒.๗ น าข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจ านวน ๒๐ ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน KR-๒๐ ๓.๔.๒.๘ น าแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์วิทยา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนาม ต่อไป ๓.๕ การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้ วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาผู้วิจัยมี ขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ ๓.๕.๑ ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ เกี่ยวกับ เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ๓.๕.๒ ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผล การศึกษาของ (สมนึก ภัททิยธนี, ๒๕๔๙: ๒๐๒-๒๓๒) ๓.๕.๓ ติดต่อประสานงานกับครูในโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลอง จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ๓.๕.๔ เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖
33 ๓.๕.๕ จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ และประเมินความ สอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) ๓.๕.๖ สร้างแบบทดสอบ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ ๓.๕.๗ สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือก คุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ๓.๕.๘ ก่อนการทดลองให้นักเรียนท าแบบทดสอบ (Pre-test) วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็น คะแนนก่อนเรียน ๓.5.๙. ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบ การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เอง ใช้เวลา ๕ ชั่วโมง โดยผู้วิจัยด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดย ใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ จ านวน ๕ แผน รวม ๕ ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะท าการ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนไปด้วย ๓.๕.๑๐ เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่มเดิมในโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน ๓.๕.๑๑ เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นน าผลที่ได้ไป วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป ๓.๕.๑๒ หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ๓.๕.๑๓ น าคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบ ประเมินทักษะการอ่านจับใจความมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน ๓.๖ การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าข้อมูลที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติต่างๆ ดังนี้ 3.6.1 สถิติพื้นฐาน 1. ค่าร้อยละ (Percentage) 2. ค่าเฉลี่ย (X ) 3. ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ซึ่งในการค านวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จะค านวณผลโดย ใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (Statistical Package for the Social Sciences for Windows) 3.6.2 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ
34 1. หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ค านวณโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์แบบทดสอบส าเร็จรูป 2. หาค่าความยากง่าย (p) ค่าอ านาจจ าแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ค านวณโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ แบบทดสอบส าเร็จรูป 3. หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ค านวณโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์แบบทดสอบส าเร็จรูป 3.6.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน ของนักเรียนด้วยการทดสอบที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Dependent Sample) บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับ ใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H เพื่อให้การเสนอเป็นไปตามล าดับขั้นตอน ผู้วิจัยจึงได้ก าหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและ การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลตามล าดับ ดังนี้
35 4.1 สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลความหมายการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ก าหนดสัญลักษณ์ ต่างๆ ที่ใช้แทนความหมายดังนี้ N แทน จ านวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง X แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน D̅แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแตกต่าง t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณา t – distribution * แทน นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 1. ค่าสถิติพื้นฐานของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้น าคะแนนของเด็กเป็นรายบุคคลจากผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดย ใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H จ านวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์หา ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ดังตารางที่ 8 ตารางคะแนนค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน ร้อยละ คะแนนหลังเรียน ร้อยละ 1 9 45.00 18 90.00
36 2 ๑๐ 50.00 ๑๗ 85.00 3 ๗ 35.00 19 95.00 4 ๑๒ 60.00 ๑๖ 80.00 5 ๑๐ 50.00 ๑๗ 85.00 6 ๑๖ 80.00 ๒๐ 100.00 7 ๑๑ 55.00 ๒๐ 100.00 8 ๑๐ 50.00 ๑๗ 85.00 9 ๙ 45.00 19 95.00 10 ๑๑ 55.00 ๒๐ 100.00 11 ๑๒ 60.00 ๑๘ 90.00 12 ๖ 30.00 ๑๖ 80.00 13 ๑๑ 55.00 19 95.00 14 ๖ 30.00 ๑๖ 80.00 15 ๑๐ 50.00 ๑๘ 90.00 16 ๑๐ 50.00 20 100.00 17 ๑๑ 55.00 19 95.00 18 ๖ 30.00 18 90.00 19 ๗ 35.00 ๑๘ 90.00 20 ๑๑ 55.00 ๒๐ 100.00 21 ๘ 40.00 ๑๕ 75.00 22 ๖ 30.00 ๑๗ 85.00 23 ๙ 45.00 ๑๕ 75.00 24 ๗ 35.00 ๑๕ 75.00 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน ร้อยละ คะแนนหลังเรียน ร้อยละ 25 ๘ 40.00 ๑๗ 85.00 26 ๕ 25.00 ๑๕ 75.00 27 ๗ 35.00 ๑๔ 70.00 28 ๗ 35.00 ๑๘ 90.00 29 ๘ 40.00 ๑๗ 85.00
37 ตารางที่ 8 ตารางคะแนนค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ จากตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ขอมูลพบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.88 และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.55 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สูงกว่าก่อน เรียน 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์ร่วมกับกิจกรรมการทดลอง มาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้ว น ามาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติ t-test for Dependent samples ดังตารางที่ 9 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N X S.D. D̅ t ก่อนเรียน 40 8.88 2.34 30 ๖ 30.00 ๑๕ 75.00 31 ๘ 40.00 ๑๗ 85.00 32 ๑๒ 60.00 ๑๙ 95.00 33 ๑2 60.00 2๐ 100.00 34 ๙ 45.00 ๑๖ 80.00 35 ๕ 25.00 ๑๗ 85.00 36 ๘ 40.00 ๑๘ 90.00 37 ๙ 45.00 ๑๘ 90.00 38 ๘ 40.00 ๑๕ 75.00 39 ๘ 40.00 19 95.00 40 ๑๐ 50.00 ๑๙ 95.00 X 8.88 17.55 S.D. 2.34 1.74
38 8.68 28.09* หลังเรียน 40 17.55 1.74 *มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 9 เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้ง ค าถาม จากตารางที่ 9 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H มี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.88 และ 17.55 ตามล าดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับครูและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการ เรียนการสอนรายวิชาภาษาไทย ในการพิจารณาเลือกเทคนิคการสอนที่ช่วยส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ ให้กับผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีล าดับ ขั้นตอนของการวิจัยและผลของการศึกษาค้นคว้า โดยสรุปดังนี้
39 5.1 วัตถุประสงค์การวิจัย 5.1.๑ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิคการตั้ง ค าถาม5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 5.1.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอน เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา ก่อนเรียนและหลังเรียน 5.2 สมมุติฐานของการวิจัย 5.2.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย การอ่านจับใจความส าคัญโดยวิธีการสอนแบบ เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5.2.๒ นักเรียนมีคะแนนหลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความส าคัญ โดยวิธีการสอนแบบ เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยาหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5.3 ขอบเขตของการวิจัย 5.3.๑ ประชากร ประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1๔ ห้อง จ านวน ๔๗๗ คน ประกอบด้วย ม.๒/๑ - ม.๒/๑๔ 5.3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ๒/5 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 1 ห้อง จ านวน นักเรียน 41 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random Sampling) 5.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความส าคัญ โดยใช้วิธีการสอนเทคนิค 5W1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งผู้วิจัยเขียนขึ้นและผ่านการ ตรวจ แก้ไข ปรับปรุงจากผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นได้น ามาปรับปรุงการใช้ภาษาในข้อค าถามให้เหมาะสม และจัดท าเป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อน าไปใช้กับกลุ่มทดลอง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจ านวน 20 ข้อ หลังจากนั้นได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วน าผลการทดลองมาวิเคราะห์หาคุณภาพเพื่อ คัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
40 5.5 วิธีด าเนินการทดลอง การทดลองครั้งนี้ด าเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยมีล าดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ท าการทดสอบนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญเป็นการสอบก่อนการทดลอง (Pretest) 2. ด าเนินการจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ 3. เมื่อด าเนินการครบ 5 แผนการจัดการเรียนรู้แล้วท าการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความส าคัญหลังการทดลอง (Posttest) ด้วยแบบทดสอบฉบับเดียวกับก่อนการทดลอง 4. น าข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบในข้อ 1 และ ข้อ 3 มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ 5.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การ อ่านจับใจความส าคัญ โดยอาศัยการแจกแจงของ (t – test dependent - sample) 5.7 สรุปผลการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ 5.8 อภิปรายผล จากผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคการ ตั้งค าถาม 5W1H หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้วิจัยได้น ากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือกับเทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H มาใช้ ร่วมกันในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อท าให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น การเรียนรู้แบบร่วมมือ ผู้วิจัยมีความเห็นว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จัดให้มีการท างานร่วมกัน สร้างความรู้สึกเท่าเทียมกันให้กับสมาชิกโดยการจัดกลุ่มคละความสามารถมีการแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนเองและ ส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความส าเร็จตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ซึ่งใน
41 การท ากิจกรรมกลุ่มนั้นนักเรียนมีการอธิบายความรู้ให้เพื่อน การที่ผู้เรียนอยู่ในวัยเดียวกันสามารถ สื่อสาร สื่อความหมายแก่กันและกันได้ง่ายและท าความเข้าใจกันได้ดี การที่นักเรียนได้ร่วมกันแสดง ความคิดเห็นและได้ปรึกษาหารือกันท าให้ได้มีการกรองข้อมูลในการสรุปเรื่องและหาค าตอบที่ตรง ประเด็นที่สุดท าให้ผลการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องกับ กรองแก้ว ประยงค์ หอม (2558: 55-56) ที่พบว่าผลสัมฤทธิ์ในด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจที่ได้รับการสอนโดยใช้ศึกษา โครงสร้างเรื่องเล่ากับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเจตคติต่อการเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้โครงสร้าง เรื่องเล่ากับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยรวมอยู่ในระดับมาก และจากการศึกษางานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของพรสุดา อินทร์สาน (2558) และโสภิตา มูลเทพ (2563) ผลการวิจัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย นอกจากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกการปฏิบัติงานแบบเป็น กลุ่ม การอ่านจับใจความที่เป็นทักษะการอ่านที่มีขั้นตอนในการอ่านแล้วหากผู้เรียนได้มีแนวการอ่านที่ ชัดเจนจะท าให้อ่านเรื่องได้ดีขึ้นเหตุนี้ผู้วิจัยจึงใช้การตั้งค าถามมาเป็นแนวทางในการอ่าน ดังที่ กรมวิชาการ (2545: 49-50) กล่าวว่า การสอนการอ่านจับใจความเป็นการสอนอ่านเพื่อมุ่งเน้นเนื้อ เรื่อง ไม่พะวงกับ การอ่านออกเสียง โดยครูแนะน าให้ตั้งค าถาม โดยครูแนะน าให้ตั้งค าถามส าหรับ ถามตัวเองจากเรื่องที่ อ่านว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอะไร ที่ไหน อย่างไร และในการสอนของครูควร แนะน าแนวทางให้ก่อน เพื่อที่จะช่วยให้การอ่านจับใจความได้ผลดี เช่น ให้นักเรียนรู้จักจุดมุ่งหมาย ของ การอ่านหรืออาจมี การตั้งค าถามเพื่อค้นหาค าตอบจะช่วยให้นักเรียนอ่านจับใจความได้ดีขึ้น หรือควรมีกิจกรรมต่อเนื่อง หลังจาก การอ่าน เช่น ให้ตอบค าถาม หรือให้เขียนสรุปเรื่องราวเพื่อ ทดสอบความเข้าใจ สอดคล้องกับอาภรณ์ ใจเที่ยง (2546: 182) ที่กล่าวว่าการจัดกิจกรรมโดย เทคนิคการตั้งค าถามยังมีบทบาทส าคัญยิ่งต่อการจัดเรียนการสอนการอ่านจับใจความ การถามเป็น การกระตุ้นความคิดของผู้เรียน การใช้ค าถามอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์วิจารณ์ได้ดี เช่นเดียวกันกับที่นักวิชาการอีกหลายท่านกล่าวถึงการใช้เทคนิคการ ตั้งค าถามในการจับใจความในทิศทางเดียวกัน ว่าการใช้ค าถามในการสอนอ่านจับใจความ เป็นเทคนิค การสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นหาสาระความรู้ และสรุปแนวคิดหลังจากการอ่านได้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะทราบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอนโดยการตั้งค าถามซึ่งเป็น การเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน การถามค าถามจะกระตุ้นความคิดของผู้เรียน เร้าให้ ผู้เรียนเกิดความสนใจในการอ่าน การตั้งค าถามที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนากระบวนการคิด การตีความ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดความรู้ การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลและคิดน าไปใช้ได้ดี ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนสนับสนุน ให้ผู้เรียนคิด เสนอความคิดเห็น และปรึกษาหารือกัน จนเกิดความเข้าใจสามารถสรุป เป็นแนวคิดได้ และเสริมสร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2555: 231; สุนันทามั่นเศรษฐวิทย์ , 2542: 117-121 และ เสาวลักษณ์ นภาลัย, 2548: 42-44) นอกจากการใช้ค าถามโดยทั่วไปแล้วนั้น เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H เป็นเทคนิคใน การ ตั้งค าถามรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลให้เกิด ทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการ จับใจความซึ่งค าถามประกอบไปด้วย What? (อะไร) เป็นการถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร มีอะไร เกิดขึ้น
42 บ้างและมีรายละเอียดเป็นอย่างไร Where? (ที่ ไหน) เป็นการถามถึงสถานที่ หรือต าแหน่งแห่งหนที่ ชัดเจน When? (เมื่อไร) เป็นการถามว่า เมื่อใดที่ เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นเมื่อใด หรือเมื่อใดเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นอีก Why? (ท าไม) เป็น การถามว่า เพราะเหตุใดเรื่องนั้นจึงเกิดขึ้น ท าไมแต่ละเหตุการณ์จะต้องเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ Who? (ใคร) เป็นการถามว่า ใครที่เป็นต้นเรื่อง เป็นเจ้าของเรื่อง เป็นบุคคลส าคัญ เป็นตัวประกอบ หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่จะได้รับผลกระทบอัน อาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านบวกและลบ How? (อย่างไร) เป็นการ ถามถึงรายละเอียดในสิ่งที่เกิดขึ้นไป แล้ว หรือก าลังจะเกิดขึ้นว่าจะมีความเป็นไปในลักษณะใด (ธงชัย ชิวปรีชา, 2549: 9-11) ซึ่งค าถาม ดังกล่าวเป็นค าถามส าคัญที่ถามเกี่ยวกับเนื้อหาหลักของเรื่องที่อ่าน ดังนั้นเมื่อนักเรียนใช้ค าถามเป็น แนวในการอ่านเรื่องท าให้นักเรียนเข้าใจเรื่องที่อ่าน เก็บสาระส าคัญของเรื่องได้ถูกต้องและง่ายขึ้น สอดคล้องกับดวงพร เฟื่องฟู (2560: 59) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้ เทคนิค 5W1H เพื่อเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่าน จับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H โดยมีคะแนน ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 จ านวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 81.25 ชุดกิจกรรมการอ่าน จับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H มีประสิทธิภาพ 84/87.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H โดยรวมมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมาก จากผลการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคการตั้งค าถาม 5W1H สามารถท าให้นักเรียนเกิดทักษะด้าน การอ่านจับใจความ จึงถือว่าการวิจัยในครั้งนี้สามารถน าไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ พัฒนาต่อไปได้ 5.9 ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการวิจัย 5.9.1 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนควรช่วยเหลือแนะน า รวมถึงใช้ค าถามกระตุ้น ความคิด ยกตัวอย่างการตั้งค าถามและตอบค าถามให้บ่อยครั้ง เพื่อนักเรียนจะได้มีแนวทางในการ น าไปปฏิบัติตามได้มากขึ้น 5.9.2 ในการจัดการเรียนรู้ การมีปฏิสัมพันธ์และการยอมรับกันในสมาชิกกลุ่มเป็นสิ่งที่ ส าคัญเพื่อท าให้นักเรียนไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ครูควรสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนที่อาจถูกเพื่อน ละเลยหรือไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มและช่วยเหลือให้นักเรียนมีบทบาทเท่าเทียมกันทุกคน 5.9.3 ฝึกให้นักเรียนแต่ละคนได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นที่เท่าเทียมกัน และให้ทุก คนยอมรับในความคิดเห็นของแต่ละบุคคล 5.10 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 5.10.1 ควรมีการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความโดย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น แผนภาพความคิด เป็น ต้น