1 มิถุนายน 2566
2 มิถุนายน 2566 Sci Delight ที่ปรึกษา ชูกิจ ลิมปิจำ�นงค์ จุมพล เหมะคีรินทร์ บรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ บรรณาธิการอำ นวยการ นำ�ชัย ชีววิวรรธน์ บรรณาธิการบริหาร ปริทัศน์ เทียนทอง บรรณาธิการจัดการ รักฉัตร เวทีวุฒาจารย์ กองบรรณาธิการ ศศิธร เทศน์อรรถภาคย์ วัชราภรณ์ สนทนา วีณา ยศวังใจ ภัทรา สัปปินันทน์ อาทิตย์ ลมูลปลั่ง นักเขียนประจำ ชวลิต วิทยานนท์ รวิศ ทัศคร พงศธร กิจเวช ป๋วย อุ่นใจ วริศา ใจดี นครินทร์ ฉันทะโส ธนกฤต ศรีวิลาศ ถกล ตั้งผาติ บรรณาธิการศิลปกรรม จุฬารัตน์ นิ่มนวล ศิลปกรรม เกิดศิริ ขันติกิตติกุล A Team Bulletin ติดต่อกองบรรณาธิการ โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1177 อีเมล [email protected] ผู้ผลิต ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1177 โทรสาร 0 2564 7016 เว็บไซต์ http://www.nstda.or.th/sci2pub/ facebook นิตยสารสาระวิทย์ Editor’s Note สารบัญ Cover Story Sci Variety หน้าต่างข่าววิทย์-เทคโนฯ โลก ห้องภาพสัตว์ป่าไทย สภากาแฟ เลขเปลี่่ยนโลก 3 9 9 24 อ๋อ ! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 12 16 18 54 48 42 43 36 59 ระเบยงข่าววิทย์-เทคโนฯ ไทย ี 20 31 Sci Infographic ร้อยพันวิทยา เปิดโลกดาราศาสตร์ 52 ปั้้นน้ำำเป็็นปลา สาระวิทย์ในศิลป์ Sci Quiz Sci เข้าหู โน้ตความรู้ฉบับย่อ คำ คมนักวิทย์ 58 56 มาถึึงเดืือนมิิถุุนายน ประเทศไทยเราก็็เข้้าสู่่ฤดููฝนอย่่างเต็็มรููปแบบ อากาศที่่เคยร้้อนอบอ้้าวก็็เริ่่มคลายตััวลง เป็็นลำดัำ ับ แต่่ในช่่วงเวลากลางวัันแสงแดดก็็ยัังคงร้้อนแรงอยู่่ ดููเหมืือนว่่าเราคงต้้องพร้้อมปรัับตััวรัับอากาศร้้อน ตลอดทั้้�งปีีในประเทศไทยครัับ สำำหรัับนิิตยสารสาระวิิทย์์ฉบัับต้้อนรัับฤดููฝนเดืือนมิถุิุนายน พ.ศ. 2566 มาพร้้อมกัับ Cover Story “เห็็ดพิิษอัันตราย ภััยร้้ายฤดููฝน” เรื่่�องอัันตรายที่่มาคู่่ฤดููฝน เพราะช่่วงนี้้�จะเป็็นฤดููกาลของการเก็็บเห็็ดป่่าในธรรมชาติิ ซึ่่งเห็็ดป่่ามีี ความสำคัำ ัญทั้้�งในแง่่ของการเป็็นแหล่่งอาหารและรายได้้ของชุุมชน แต่่ด้้วยเห็็ดมีีความหลากหลายทางชีีวภาพสููง มีีทั้้�งเห็็ดกิินได้้และเห็็ดมีีพิิษ เห็็ดพิิษบางชนิิดมีีรููปร่่างคล้้ายกัับเห็็ดกิินได้้อย่่างมาก โดยเฉพาะอย่่างยิ่่งเห็็ดอ่่อนใน ระยะดอกตููม จึึงทำำ ให้้เกิิดความเข้้าใจผิิด และเป็็นสาเหตุุให้้ประชาชนเจ็็บป่่วยและเสีียชีวิีิตจากการรัับประทานเห็็ดพิิษ จำำนวนมากทุุกปีี บทความนี้้�จะช่่วยให้ผู้้อ่่านรู้้จัักเห็็ดพิิษได้ดี้ ยิ่่ ีงขึ้้�นครัับ แต่่อย่่างที่่เราได้้ยิินกัันบ่่อย ๆ ว่่าเหรีียญมีีสองด้้าน ในด้้านการใช้้ประโยชน์์ทางยาและอาหารนั้้�น เห็็ดก็็มีีคุุณค่่าไม่่ แพ้้ใคร ในคอลััมน์ร้์ ้อยพัันวิิทยาฉบัับนี้้� อ.รวิิศได้้เขีียนบทความเล่่าอีีกแง่มุุ่มหนึ่่งของการใช้้ประโยชน์์เห็็ดทางยาและ ทางอาหาร พร้้อมด้้วยสููตรปรุุงซุุปเห็็ดสููตรเด็็ดที่่ผู้้อ่่านนำำ ไปทำำ ได้้ไม่่อยากไว้้ให้อ่้ ่านกัันด้้วยครัับ อีีกหนึ่่งเรื่่�องสำคัำ ัญที่่ต้้องระวัังในฤดููฝนก็คื็ือ “โรคไข้้หวััดใหญ่่” ซึ่ง่ ป้้องกัันได้้โดยการฉีีดวััคซีีนป้้องกัันโรคไข้้หวััดใหญ่่ ปีีละ 1 ครั้้�ง สามารถฉีีดได้ทุุ้กเพศทุุกวััย ในเด็็กสามารถฉีีดได้ตั้้�งแต่่อายุุ 6 เดืือน ขึ้้�นไป ส่่วนในหญิิงตั้้�งครรภ์์ควรฉีีด เพื่่�อป้้องกัันลููกน้้อยที่่เพิ่่งคลอดยัังไม่่ถึึงเกณฑ์์ที่่จะฉีีดวััคซีีนครัับ ขอให้ผู้้อ่่านสาระวิิทย์ทุ์ุกท่่านดููแลสุุขภาพช่่วงหน้้าฝน และมีสุีุขกาพกายและใจที่่แข็็งแรงตลอดช่่วงฤดููฝนนี้้�ครัับ ปริิทััศน์์ เทีียนทอง บรรณาธิิการ เมื่่อเข้้าสู่่�ฤดู� ฝน ต้้องระวัังเห็็ูดพิิษอัันตราย วัชราภรณ์ สนทนา
3 มิถุนายน 2566 เห็็ดพิิษอัันตราย ภััยร้้ายฤดููฝน วัชราภรณ์ สนทนา Cover Story ฤดููฝนคืือฤดููกาลของการเก็็บเห็็ดป่่าในธรรมชาติิ ซึ่่�งต้้องยอมรัับว่่าเห็็ดป่่ามีีความสำำคััญ ทั้้�งในแง่่ของ การเป็็นแหล่่งอาหารและรายได้้ของชุุมชน แต่่ด้้วยเห็็ดมีีความหลากหลายทางชีีวภาพสููง มีีทั้้�งเห็็ดกิินได้้ และเห็็ดมีีพิิษ เห็็ดพิิษบางชนิิดมีีรููปร่่างคล้้ายกัับเห็็ดกิินได้้อย่่างมาก โดยเฉพาะอย่่างยิ่่� งเห็็ดอ่่อนในระยะ ดอกตููม จึึงทำำ ให้้เกิิดความเข้้าใจผิิด และเป็็นสาเหตุุให้้ประชาชนเจ็็บป่่วยและเสีียชีีวิิตจากการรัับประทาน เห็็ดพิิษจำำนวนมากทุุกปีี ล่่าสุุดมีีข่่าวชาวบ้้านตำำบลกกสะทอน อำำเภอด่่านซ้้าย จัังหวััดเลย จำำนวน 9 คน เก็็บเห็็ดระงากหรืือระโงกหิินที่่�มีีพิิษนำำ ไปทำำอาหารบริิโภค จนเกิิดอาการท้้องร่่วง และมีีผู้้เสีียชีีวิิตจำำนวน 2 คน เห็็ดพิิษอัันตราย ภััยร้้ายฤดููฝน
4 มิถุนายน 2566 Cover Story สำำ รวจเห็็ดพิิษ คร่่าชีีวิิตคนไทย ทีมนักวิจัยพิพิธภัณฑ์เห็ดราของธนาคารจุลินทรีย์ ธนาคาร ทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี ชีวภาพแห่งชาติ สำ�นักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานเห็ดรา ได้ให้ข้อมูลตัวอย่างเห็ดพิษที่พบบ่อยในประเทศไทยและ เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในแต่ละปี เห็ดในกลุ่มเห็ดระโงกพิษ อย่างเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือ เห็ดไข่ตายซาก มีพิษร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เห็ดชนิดนี้คล้ายคลึง กับเห็ดระโงกขาวหรือเห็ดไข่ห่านที่รับประทานได้ หากสังเกต เบื้องต้นจะพบว่าเห็ดระโงกหินมีเกล็ดขาวขนาดเล็ก ฝุ่นผงสีขาว ปกคลุมบนหมวกดอก และก้านกลวง ขณะที่เห็ดระโงกขาว หมวกเรียบมัน กลางหมวกดอกอมเหลืองเล็กน้อย และก้านตัน เนื้อแน่น แต่ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่นิยมบริโภคเห็ดระโงกขาว ในช่วงดอกเห็ดบานแล้ว แต่จะนิยมเก็บช่วงเห็ดอ่อน ซึ่งมีลักษณะ ดอกเห็ดตูมคล้ายไข่ กลมรี จึงยากต่อการจำ�แนก เห็็ดระโงกหิิน, ระงาก, ตายซาก เห็็ดระโงกขาวหรืือเห็็ดไข่่ห่่าน
5 มิถุนายน 2566 Cover Story Cover Story ต่อมาคือเห็ดถ่านครีบเทียน มักสับสนกับเห็ดถ่านและเห็ดนกเอี้ยง โดยเห็ดถ่านครีบเทียนมีสารพิษกลุ่มโคพรีน (coprine) ทำ�ให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ความดันโลหิตสูง ปากชา มีอาการขาดน้ำ� หัวใจล้มเหลว เห็ดถ่านเลือด มีลักษณะคล้ายกับเห็ดถ่านใหญ่ ซึ่งเห็ดถ่านเลือดหากมีรอยโดนสัมผัสหรือโดนใบมีด จะมีสีแดงติดบริเวณ เนื้อเห็ด หากรับประทานเข้าไปจะทำ�ให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย จนกระทั่งเกิดอาการตับและไตวายและเสียชีวิต เห็็ดถ่่าน เห็็ดนกเอี้้�ยง เห็็ดถ่่านครีีบเทีียน เห็็ดถ่่านเลืือด เห็็ดระโงกพิิษสีีน้้ำตาล เห็็ดระโงกยููคา เห็ดระโงกพิษสีน้ำ ตาล คล้ายกับเห็ดระโงกยูคาจนไม่สามารถจำ�แนกด้วย ตาเปล่า มีพิษรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และเป็นชนิดใหม่ที่พบในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2560
6 มิถุนายน 2566 Cover Story กลุ่มเห็ดคล้ายกับเห็ดโคน เป็นเห็ดอีกชนิดที่มีพิษรุนแรงถึง ชีวิต พบระบาดได้มากเพราะมีลักษณะเหมือนกับเห็ดโคนที่ได้รับ ความนิยมมาก นอกจากนี้ยังมีเห็ดพิษที่มีการเก็บผิดเป็นประจำ�ทุกปี ก่อให้ เกิดอาการเจ็บป่วย แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต คือ เห็ดหัวกรวด ครีบเขียว มีความคล้ายคลึงกับเห็ดนกยูงและเห็ดกระโดงที่ รับประทานได้ โดยในช่วงที่เป็นดอกอ่อนจะคล้ายกันมาก เมื่อเห็ด เริ่มแก่สปอร์ของเห็ดหัวกรวดครีบเขียวจะเปลี่ยนสีและทำ�ให้ครีบ ใต้ดอกมีสีเขียวปนเทา ส่วนสปอร์ของเห็ดนกยูงจะเป็นสีขาวไม่ เปลี่ยนสี เมื่อแก่ครีบใต้ดอกจะมีสีขาว สำ�หรับอาการที่เกิดจาก การบริโภคเห็ดชนิดนี้ไม่ถึงกับเสียชีวิต แต่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียภายใน 5 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เห็็ดโคน เห็็ดหมวกจีีน เห็็ดหััวกรวดครีีบเขีียว เห็็ดนกยููง
7 มิถุนายน 2566 Cover Story Cover Story สำ�หรับสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ด พิษส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากผู้ที่ไม่ชำ�นาญในการเก็บเห็ด หลาย กรณีเป็นลูกหลานที่กลับบ้านหลังจากทำ�งานในเมือง เมื่อเห็น เห็ดอยากเก็บมารับประทาน และคิดว่าเป็นเห็ดชนิดเดียวกับที่พ่อ แม่เคยทำ�อาหารให้ แต่ไม่รู้ว่ามีกลุ่มเห็ดพิษที่รูปร่างคล้ายกัน จึง ทำ�ให้เกิดอันตราย สะท้อนให้เห็นการขาดช่วงการสืบทอดความรู้ ในการจำ�แนกเห็ดป่าจากปู่ย่าตายายจากพ่อแม่สู่ลูกหลาน อีกกรณี หนึ่งคือป่าบ้านตนเองแทบไม่เหลือเห็ดแล้วจึงย้ายไปเก็บเห็ดใน ป่าพื้นที่อื่น ทำ�ให้ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ เก็บเห็ดพิษมาบริโภคโดยรู้ เท่าไม่ถึงการ นอกจากนี้อาจมาจากการที่ชาวบ้านเก็บเห็ดทุกชนิด ใส่ตะกร้ารวมกัน ซึ่งเห็ดพิษหนึ่งดอกมีพิษในแทบทุกส่วน ตั้งแต่ สปอร์ หมวก ครีบ ก้าน ทำ�ให้พิษหล่นไปปนเปื้อนกับเห็ดชนิดอื่น ๆ การล้างทำ�ความสะอาดอาจไม่ช่วยให้พิษของเห็ดที่ปนมาในตะกร้า เดียวกันหมดไป เมื่อนำ�ไปบริโภคย่อมมีโอกาสได้รับพิษ ที่สำ�คัญ สารพิษจากเห็ดบางชนิดมีความเป็นพิษรุนแรงมาก โดยสารพิษ เพียงระดับไมโครกรัมก็เป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ สร้้างคลัังข้้อมููลคััดแยก “เห็็ดพิิษ” ด้้วยลายพิิมพ์์ เพปไทด์์ การจัดจำ�แนกเห็ดพิษเป็นเรื่องที่ยากมากและต้องอาศัยความ เชี่ยวชาญ ที่ผ่านมาทีมวิจัยพิพิธภัณฑ์เห็ดราทำ�งานสนับสนุน ศูนย์พิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กระทรวง สาธารณสุข ในการตรวจวินิจฉัยชนิดของเห็ดป่าที่มีพิษ หากแต่ ตัวอย่างเห็ดพิษที่ได้มามักจะเป็นชิ้นส่วนที่มีลักษณะรูปร่างไม่ สมบูรณ์ ล่าสุดทีมวิจัยพัฒนา “คลังข้อมูลเห็ดกินได้และเห็ดพิษ ในประเทศไทย” จากการวิเคราะห์ “ลายพิมพ์เพปไทด์” (กรดอะมิโน สายสั้น ๆ ที่เป็นส่วนสร้างสารพิษของเห็ด) ในตัวอย่างเห็ด ด้วย เครื่องวัดมวล MALDI-TOF (matrix-assisted laser desorption/ ionization-time of flight) ทำ�ให้ได้ลายพิมพ์มวลเพปไทด์ของ เห็ดแต่ละชนิดที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสายพันธุ์ และรวบรวมเป็น คลังข้อมูลสำ�หรับใช้เป็นเครื่องมือในการจัดจำ�แนกชนิดเห็ดและ ความเป็นพิษ ซึ่งปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เห็ดรามีการจัดทำ�ลายพิมพ์ มวลเพปไทด์ของเห็ดในประเทศไทยแล้วมากกว่า 200 ตัวอย่าง
8 มิถุนายน 2566 Cover Story ข้อดีของการพัฒนาวิธีจำ�แนกชนิดเห็ดด้วยการวิเคราะห์ ลายพิมพ์เพปไทด์ คือใช้ตัวอย่างปริมาณน้อย และแม้สภาพ ตัวอย่างเห็ดจะเหลือเป็นเพียงเศษซากหรือแย่แค่ไหนก็ยังใช้ตรวจ วิเคราะห์ได้ ที่สำ�คัญต้นทุนการตรวจวิเคราะห์ต่อครั้งมีราคาถูก ทราบผลภายในไม่เกิน 30 นาที และมีความแม่นยำ� ดังนั้นหากมี เคสผู้ป่วยจากการบริโภคเห็ดพิษ ที่บางครั้งตัวอย่างเห็ดที่ได้มาจะ ไม่สมบูรณ์ ก็สามารถนำ�เข้าเครื่องวิเคราะห์ลายพิมพ์มวลเพปไทด์ แล้วนำ�ผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคลังข้อมูลที่จัดทำ�ไว้ ก็จะทราบ ทันทีว่าเป็นเห็ดพิษชนิดใด ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลแก่แพทย์ที่รักษา ผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ ทราบถึงชนิดเห็ดพิษที่ต้องระวังได้ทันการณ์ ลดอัตราการเสียชีวิต จากการบริโภคเห็ดพิษได้มากขึ้น “คาถา 3 ช.” ช่่วยปลอดภััยจากเห็็ดพิิษ สำ�หรับข้อควรระวังในการรับประทานเห็ดในฤดูฝนนี้ แนะนำ� ว่าถ้าไม่มีความชำ�นาญในการแยกชนิดของเห็ด ไม่ควรเก็บเห็ด ป่ามาบริโภคเด็ดขาด เพราะการจำ�แนกเห็ดจะดูเพียงหมวกหรือ สีแต่ลำ�พังไม่ได้ ต้องดูเห็ดครบทุกลักษณะทั้งดอก ต้องอาศัย ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน จึงอยากให้ผู้ที่บริโภคเห็ดและชาวบ้านที่ เก็บเห็ด ยึดหลัก 3 ช. เพื่อความปลอดภัยจากเห็ดพิษ ได้แก่ 1. ไม่ชัวร์ คือ ทั้งคนกินและคนเก็บเห็ด หากไม่แน่ใจว่ารู้จักเห็ด ชนิดนั้น ๆ ก็ไม่ควรเก็บ-ไม่ควรกิน 2. ไม่เชี่ยวชาญ คือ ถ้าไม่รู้ว่า เห็ดชนิดนั้น อันตรายหรือไม่ ให้สอบถามได้ที่สายด่วน 1422 กรมควบคุมโรค และ 3. ไม่ชิม คือ ไม่ควรกินหรือชิมเห็ดที่ไม่ คุ้นเคยเพื่อลดความเสี่ยงและปลอดภัยจากเห็ดพิษ นอกจากนี้ควรเลี่ยงการเก็บเห็ดที่โดนฝนชะโดยตรงซึ่งอาจชะ เอาสีดอกและเกล็ดบนหมวกของเห็ดให้หลุดไปหรือทำ�ให้ลักษณะ บางอย่างของเห็ดเปลี่ยนไปได้ ที่สำ�คัญก่อนเก็บเห็ดหรือก่อน ปรุงอาหารต้องพิจารณาเห็ดทุกดอกอย่างรอบคอบ เพราะเห็ดที่ มีพิษเพียงดอกเดียวก็เสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ ส่วนประชาชนทั่วไป ควรเลือกซื้อเห็ดกับร้านค้าที่เชื่อถือได้ เลือกเห็ดที่สด และควร บริโภคทันที ไม่ควรเก็บเห็ดไว้นานเพราะอาจมีการเจริญเติบโต ของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยได้ ศึกษาข้อมูลเห็ดเพิ่มเติมที่ : เฟซบุ๊ก Macrofungi of Thailand (เห็ดราไลเคน จากป่าของไทย) https://m.facebook. com/groups/730883133682369/ เว็บไซต์ https://oer.learn.in.th/nbt การวิเคราะห์ลายพิมพ์มวลเพปไทด์ (peptide mass fingerprinting) ด้วยเครื่องวัดมวล MALDI-TOF (matrixassisted laser desorption/ionization-time of flight) ใช้เทคนิคการยิงแสงเลเซอร์ไปยังตัวอย่างที่ต้องการตรวจสอบ จนเพปไทด์เกิดการแตกตัวเป็นไอออน (อนุภาคที่มีประจุ) ก่อนเดินทางไปยังตัวจับสัญญาณ (detector) ได้ผลการตรวจสอบ เป็นกลุ่มมวลเพปไทด์เรียงลําดับจากมวลขนาดเล็กไปหามวล ขนาดใหญ่ ซึ่งนำ�มาประยุกต์ใช้จำ�แนกชนิดเห็ดและความ เป็นพิษได้ ภัทรา สัปปินันทน์
9 มิถุนายน 2566 Cover Story ภัทรา สัปปินันทน์ Sci Delight นวััตกรรมยกระดัับ ‘การนำ ำ ส่่งสารสกั ั ด CBD ในกััญชา’ สร้้างจุุดขายเวชสำำ อางและท่่องเที่ ่ � ยวไทย แม้้ประเทศไทยจะอนุุญาตให้้นำำ กััญชามา ใช้้ประโยชน์์ทางการแพทย์์และการวิิจััยทาง วิิทยาศาสตร์์ได้้ถููกต้้องตามกฎหมายตั้้งแ�ต่่ ปีี พ.ศ. 2562 แต่่ปััจจุุบัันตลาดกััญชายััง คงมีมููีลค่่าต่ำำ� เหตุุจากยัังไม่่สามารถแปรรููป และใช้้ประโยชน์์ในอุุตสาหกรรมมููลค่่าสููง
10 มิถุนายน 2566 Sci Delight ศููนย์ ์ นาโนเทคโนโลยีีแห่่งชาติิ (นาโนเทค) สำำ�นัักงาน พััฒนาวิิทยาศาสตร์์และเทคโนโลยีีแห่่งชาติิ (สวทช.) พััฒนา “อนุุภาคนาโนสำำหรัับนำำ ส่่งสารสกััดแคนนาบิิไดออล (cannabidiol: CBD) ในกััญชาและกััญชง (Cannabis sativa L.)” เพื่่อลดข้้อจำำ�กััดในการใช้้สารสกััด ทั้้งในด้า้นการนำำ�ส่่งสารเข้าสู่่ร่ ้า่งกายและ การไม่่ทนทานต่่อสภาพแวดล้้อม ซึ่่งเป็็น อุุปสรรคสำำ�คััญที่่ขวางกั้้นการพััฒนาสาร สกััด CBD สู่่สารสำำ�คััญมููลค่่าสููงสำำ�หรัับ ประยุุกต์์ใช้้ในผลิิตภััณฑ์ต่์า่ง ๆ เชิิงพาณิิชย์์ ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านที่สอง คือ “ลดการเสื่อมสภาพของสาร” การ ห่อหุ้มด้วยอนุภาคระดับนาโนจะช่วยลด การโดนแสง ค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่ไม่ เหมาะสม รวมถึงออกซิเจนในอากาศที่ ทำ�ให้คุณสมบัติแอนติออกซิแดนต์ (antioxidant) ของสารเสื่อมสภาพ “การลดข้อจำากัดของสารสกัด CBD ทั้ง 2 ด้านนี้ได้สำาเร็จ จะทำาให้สารสกัด CBD ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดปริมาณการ ใช้สารสกัด CBD ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำาให้ต้นทุนการผลิตลดลง และยังลด อัตราเสี่ยงให้แก่ผู้ใช้งานที่อาจต้องสัมผัส สารปริมาณมากจนเกิดการระคายเคือง ซึ่งจะเป็นประโยชน์หากจำาเป็นต้องใช้สาร สกัด CBD ในปริมาณสูงเพื่อพัฒนายา รักษาโรคในอนาคต” ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัย เวชศาสตร์นาโน กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับ นาโน นาโนเทค สวทช. อธิบายถึงการพัฒนา อนุภาคนาโนสำ�หรับนำ�ส่งสารว่า ทีมวิจัย ได้พัฒนากระบวนการห่อหุ้มอนุภาคของ สารสกัด CBD ด้วยอนุภาคไขมันผ่าน เทคโนโลยีนาโนเอนแคปซูเลชัน (nanoencapsulation) เพื่อลดจุดอ่อนของสาร สกัด CBD ใน 2 ด้านหลัก ด้านแรกคือ “การนำ ส่งสาร” ที่ยังมีประสิทธิผลต่ำ� เนื่องจากสารสกัด CBD ละลายน้ำ�ได้น้อย ซึมผ่านผิวหนังได้ไม่ดี จึงมักสะสมอยู่ ที่หนังกำ�พร้าชั้นนอก การ ห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมันจะ ช่วยให้สาร CBD ซึมผ่านชั้น ผิวหนังของมนุษย์ได้ดีขึ้น สามารถละลายหรือนำ�ส่งสาร ออกฤทธิ์ไปยังเป้าหมายที่
11 มิถุนายน 2566 Sci Delight Sci Delight ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มนำ�สารสกัด CBD มาใช้เป็นสารสำ�คัญในผลิตภัณฑ์ เวชสำ�อางบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังจำ�กัด อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ประเภท น้ำ�มันเท่านั้น เพราะสาร CBD ละลายได้ดี ในน้ำ�มัน แต่จะแยกชั้นหรือตกตะกอนในน้ำ� การวิจัยและพัฒนาอนุภาคนาโนสำ�หรับ นำ�ส่งสารสกัดนับเป็นโอกาสที่ช่วยให้ คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด CBD รูปแบบใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น ดร.คทาวุธอธิบายว่า การห่อหุ้มด้วย อนุภาคไขมันจะช่วยเพิ่มสมบัติการละลาย น้ำ�ให้แก่สารสกัด CBD ทำ�ให้ผู้ประกอบ การหรือนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ใช้สาร CBD ในเวชสำ�อางประเภทซีรัมหรือน้ำ�ตบ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา ซึมเข้า ผิวได้รวดเร็ว ให้ความรู้สึกเบาสบายผิว เหมาะแก่การใช้เป็นประจำ�ทุกวันมากกว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักซึมเข้าผิวช้าได้ โดยสารสกัด CBD เป็นสารสำ�คัญที่มีจุด เด่นทั้งในด้านการเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอการ เสื่อมสภาพของเซลล์หรือการเกิดริ้ว รอยเหี่ยวย่น และยังช่วยลดการอักเสบ สมานแผล รวมถึงเพิ่มคอลลาเจนไฟเบอร์ (collagen fiber) ให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี “อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สารสกัด CBD มีแนวโน้มเติบได้สูง คือ กลุ่ม การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (health and wellness travel) เพราะเป็นที่ทราบกัน ดีว่าประเทศไทยอนุญาตให้ใช้กัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างถูก กฎหมาย ทำาให้มีนักท่องเที่ยวจากต่าง ประเทศจำานวนมากที่มองหากิจกรรม การท่องเที่ยวประเภทสปาที่มีการนำา สารสกัด CBD มาใช้เป็นสารสำาคัญใน ผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เป็นสูตรเฉพาะซึ่งออกฤทธิ์ได้ดีก็จะเป็น จุดแข็งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้ บริการในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกำาลัง กลับมาคึกคักได้” The Global Cannabis Report โดย Prohibition Partners ผู้ให้บริการข้อมูล เชิงลึกและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ชั้นนำ� ระดับโลกคาดว่าในปี พ.ศ. 2567 ตลาด กัญชาด้านสุขภาพและการแพทย์จะมี สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 และมีแนวโน้ม ว่าภาพรวมตลาดกัญชาจะมีมูลค่าสูงกว่า แสนล้านดอลลาร์สหรัฐและยังเติบโต อย่างต่อเนื่อง ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นฟัน เฟืองสำ�คัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบ การไทยให้คว้าส่วนแบ่งการตลาดนี้มา ครองได้สำ�เร็จ ผู้ประกอบการที่สนใจวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ หรือต้องการขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิต ติดต่อได้ที่ ดร.คทาวุธ นามดี นักวิจัยทีมวิจัยเวชศาสตร์นาโน ศูนย์นาโน เทคโนโลยีแห่งชาติ อีเมล katawut@ nanotec.or.th
12 มิถุนายน 2566 Sci Variety ภัทริน เกียรติกมลกุล เราได้้ยิินคำำว่่า “ลิิขสิิทธิ์์� ” กัับ “สิิทธิิบััตร” จากสื่่�อต่่าง ๆ อยู่่�บ่่อยครั้้�ง และหลายครั้้�งก็็มีีการใช้้คำำทั้้�งสอง นี้้�ผิิดความหมายไปจากที่่�ควรจะเป็็น อย่่างการพููดถึึงสิิทธิิบััตร แต่่เรีียกเป็็นลิิขสิิทธิ์์� อาจเกิิดจากความ คุ้้นชิินของคนทั่่�วไปที่่� ในชีีวิิตประจำำ วัันเกี่่�ยวข้้องกัับลิิขสิิทธิ์์� มากกว่่า ไม่่ว่่าจะจากเพลง หนัังสืือ หรืือ ภาพยนตร์์ และอาจจะมาจากความที่่�ชื่่�อก็็ค่่อนข้้างคล้้ายกัันเลยเกิิดความสัับสน หรืือบางคนอาจจะไม่่ สัับสนแต่่ยัังแยกความแตกต่่างระหว่่างลิิขสิิทธิ์์� กัับสิิทธิิบััตรไม่่ออก ความจริิงแล้้วลิิขสิิทธิ์์� กัับสิิทธิิบััตร เป็็นทรััพย์์สิินทางปััญญาคนละประเภทกััน มีีวััตถุุประสงค์์ในการใช้้แตกต่่างกัันอย่่างชััดเจน ความแตกต่่างระหว่่าง ลิิขสิ ิ ทธิ์ ์ � กัับสิ ิ ทธิ ิ บััตร Sci Variety
13 มิถุนายน 2566 Sci Variety Sci Variety เริ่่ � มกัันที่่ลิิขสิิทธิ์์� (copyright) ที่่มีสัีัญลัักษณ์์ © คืือ การ ให้้ความคุ้้มครองความคิิดริิเริ่่มสร้า้งสรรค์์ แก่่เจ้้าของผลงาน ซึ่่งต้้องใช้้สติิปััญญา ความรู้้ ความสามารถ และความวิิริิยะ อุุตสาหะของตนเองในการสร้้างสรรค์์ ผลงานนั้้น ๆ ขึ้้นมา โดยกฎหมายจะให้้ ความคุ้้มครองงานที่่ได้้สร้้างสรรค์์มาโดย อััตโนมััติิ (automatic protection) ซึ่่งงาน สร้้างสรรค์์ตามพระราชบััญญััติิลิิขสิิทธิ์์ พ.ศ. 2537 มีี 9 ชนิิด ได้้แก่่ 1) งานวรรณกรรม เช่่น หนัังสืือ บทความ บทกลอน โปรแกรมคอมพิิวเตอร์์ 2) นาฏกรรม เช่่น ท่่าเต้้น ท่่ารำำ� ที่่ ประกอบขึ้้นเป็็นเรื่่องราว 3) ศิิลปกรรม เช่่น ภาพวาด ภาพถ่่าย 4) ดนตรีีกรรม เช่่น ทำำ�นองเพลง เนื้้อร้้อง 5) โสตทััศนวััสดุุ เช่่น วีีซีีดีีคาราโอเกะ 6) ภาพยนตร์์ 7) สิ่่งบัันทึึกเสีียง เช่่น ซีีดีีเพลง 8) งานแพร่่เสีียงแพร่่ภาพ เช่่น รายการ โทรทััศน์์ 9) งานอื่่นใดในแผนกวรรณคดีี แผนก วิิทยาศาสตร์์ หรืือแผนกศิิลปะ เช่่น การเพนต์์ศิิลปะบนร่่างกาย ซึ่่งเจ้้าของลิิขสิิทธิ์์มีีสิิทธิิแต่่เพีียง ผู้้เดีียวที่่จะทำำ�อะไรกัับงานของตััวเอง ก็็ได้้ คนที่่จะนำำ�ผลงานนั้้นไปใช้้ก็็ต้้องขอ อนุุญาตจากเจ้้าของก่่อน หากนำำ�มาเผย แพร่่ต่่อสาธารณชนโดยไม่่ได้้รัับอนุุญาต จากเจ้้าของลิิขสิิทธิ์์ ก็็อาจเข้้าข่่ายการ ละเมิิดลิิขสิิทธิ์์ ไม่่ว่่าตั้้งใจหรืือไม่่ก็็ตาม ความพิิเศษอีีกอย่่างของงานลิิขสิิทธิ์์ คืือ จะได้้รัับความคุ้้มครองทัันทีีโดยไม่่ จำำ�เป็็นต้้องจดทะเบีียน แต่่เจ้า้ของผลงาน จะแจ้้งข้้อมููลลิิขสิิทธิ์์ต่่อกรมทรััพย์สิ์ ินทาง ปััญญาก็็ได้้เช่่นกััน โดยผลงานจะได้้รัับ ความคุ้้มครองตลอดอายุุของผู้้สร้า้งสรรค์์ และจะคุ้้มครองต่่อไปอีีก 50 ปีี นัับแต่่ ผู้้สร้้างสรรค์์ถึึงแก่่ความตาย อย่า่ งไรก็็ตามพระราชบััญญัติัลิิิขสิิทธิ์์ พ.ศ. 2537 มาตรา 7 กำำ�หนดให้้งานบาง อย่า่ ง ไม่ถื่ ือเป็็นงานลิิขสิิทธิ์์ งานเหล่านั้้ ่น ได้้แก่่ 1) ข่า่ วประจำำ�วัันและข้้อเท็็จจริิงต่า่ง ๆ ที่่ มีลัีักษณะเป็็นเพีียงข่า่วสาร เว้้นแต่มี่ ี การนำำ�ข้้อมููลดัังกล่า่วมาเรีียบเรีียงจน มีีลัักษณะเป็็นงานวรรณกรรม เช่่น การวิิเคราะห์์ข่่าว บทความ ผลงาน นั้้นอาจได้รั้ับความคุ้้มครองในลัักษณะ ของงานวรรณกรรม 2) รััฐธรรมนููญและกฎหมาย 3) ระเบีียบ ข้้อบัังคัับ ประกาศ คำำ�สั่่ง หรืือ หนัังสืือตอบโต้้อื่่นใดของหน่่วยงาน ของรััฐ 4) คำำ�พิิพากษา คำำ�สั่่ง คำำ�วิินิิจฉััย และ รายงานของทางราชการ 5) คำำ�แปลและการรวบรวมสิ่่งต่่าง ๆ ตามข้้อ 1) ถึึง 4) ที่่กระทรวง ทบวง กรม หรืือหน่่วยงานอื่่นใดของรััฐหรืือ ของท้้องถิ่่นจััดทำำ�ขึ้้น 6) ความคิิดขั้้นตอน กรรมวิธีิี ระบบ วิธีิีใช้้ หรืือทำำ�งาน แนวความคิิด หลัักการ การค้้นพบ ทฤษฎีีทางวิิทยาศาสตร์์ หรืือคณิิตศาสตร์์ นั่่นหมายความว่่าคนทั่่วไปใช้้งาน เหล่่านี้้ได้้โดยไม่่ต้้องขออนุุญาต แต่่ แนะนำำ�ว่่าควรอ้้างอิิงแหล่่งที่่มาของงาน เพื่่อให้้เครดิิตแก่่ผู้้สร้้างสรรค์์ผลงานด้้วย ในขณะที่่สิิทธิิบััตร (patent) จะ คุ้้มครองงานที่่เป็็นการประดิิษฐ์์ (invention) ที่่ต้้องใช้้กระบวนการในการวิิจััย และพััฒนา เช่่น สููตรสารเคมีี กรรมวิิธีี การผลิิต กลไกหรืือองค์์ประกอบของ อุุปกรณ์์หรืือเครื่่องจัักร และการออกแบบ ผลิิตภััณฑ์์ (product design) เช่่น รููปทรง โทรศััพท์์มืือถืือ รููปทรงรถยนต์์ โดยรััฐจะ ออกหนัังสืือสำำ�คััญให้้เพื่่อคุ้้มครองงานดััง กล่่าวในช่่วงระยะเวลาที่่กฎหมายกำำ�หนด ซึ่่งตามพระราชบััญญััติิสิิทธิิบััตร พ.ศ. 2522 จะแบ่่งออกเป็็น 3 ประเภท คืือ 1) สิิทธิิบััตรการประดิิษฐ์์ จะเป็็นสิ่่ง ประดิิษฐ์์ที่่ใหม่่ มีีขั้้นการประดิิษฐ์์ที่่ สููงขึ้้น อายุุการคุ้้มครอง 20 ปีี 2) อนุสิุิทธิบัิัตร จะเป็็นสิ่่งประดิิษฐ์ที่่ ์ ใหม่่ ไม่่มีีขั้้นการประดิิษฐ์์ที่่สููงขึ้้น อายุุการ คุ้้มครอง 6 ปีี ต่่ออายุุได้้ 2 ครั้้ง ครั้้งละ 2 ปีี 3) สิิทธิิบััตรออกแบบผลิิตภััณฑ์์ จะเป็็น การออกแบบผลิิตภััณฑ์์ รููปร่า่ง สีสัีัน ลวดลายภายนอกของผลิิตภััณฑ์์ที่่ ใหม่่เท่่านั้้น โดยไม่่คุ้้มครองถึึงกลไก การทำำ�งานภายในแบบผลิิตภััณฑ์์ นั้้น ๆ อายุุการคุ้้มครอง 10 ปีี สิิทธิิบััตรทั้้ง 3 ประเภทต้้องประยุุกต์์ ใช้้ในทางอุุตสาหกรรมได้้ โดยเจ้า้ของงาน
14 มิถุนายน 2566 Sci Variety ต้้องไปยื่่นขอจดทะเบีียนต่่อสำำ�นัักสิิทธิบัิัตร ในประเทศที่่ต้้องการได้้รัับการคุ้้มครอง ซึ่่งจำำ�เป็็นต้้องเปิิดเผยรายละเอีียดและ สาระสำำ�คััญของงานประดิิษฐ์์นั้้น ดัังนั้้น หากต้้องการทำำ�การตลาดหรืือส่่งออก สิินค้้าไปยัังต่่างประเทศ สิ่่งที่่ควรทำำ�คืือ ยื่่นจดสิิทธิิบััตรในประเทศที่่สิินค้้าจะออก สู่่ตลาดต่่างประเทศ เพื่่อไม่่ให้้เกิิดการ ลอกเลีียนแบบสิินค้้าในประเทศนั้้น และ เป็็นประโยชน์์ในการบัังคัับใช้้สิิทธิิทาง กฎหมาย เพื่่อให้้เกิิดความเข้้าใจชััดเจนขึ้้น ระหว่่างลิิขสิิทธิ์์กัับสิิทธิิบััตร ขอยก ตััวอย่่างมาอธิิบายดัังนี้้ ตััวอย่า่งแรก ขออธิิบายให้้เข้า้ใจก่่อน ว่่าเมื่่อเราผลิิตผลิิตภััณฑ์์ขึ้้นมาหนึ่่งชิ้้น เราขอรัับความคุ้้มครองได้ทั้้ ้งลิิขสิิทธิ์์และ สิิทธิิบััตร หรืือแค่่อย่่างใดอย่่างหนึ่่งก็็ได้้ ขึ้้นอยู่่กัับว่่าผลิิตภััณฑ์์นั้้นเข้้าตามหลััก เกณฑ์์ของกฎหมายหรืือไม่่ ตััวอย่่างเช่่น โทรศััพท์์มืือถืือ เรายื่่นขอจดสิิทธิิบััตรการ ประดิิษฐ์์ในส่่วนโครงสร้้างหรืือระบบการ ทำำ�งานของโทรศััพท์์ได้้ ส่่วนรููปทรงของ โทรศััพท์์ก็็ยื่่นขอจดสิิทธิิบััตรออกแบบ ผลิิตภััณฑ์์ และส่่วนที่่เป็็นคู่่มืืออธิิบาย ฟัังก์์ชัันและวิิธีีการใช้้งาน หรืือซอฟต์์แวร์์ ที่่ใช้้ ก็็จะได้้รัับความคุ้้มครองลิิขสิิทธิ์์ ตััวอย่่างต่่อไปขอยกตััวอย่่างความ แตกต่่างระหว่่างลิิขสิิทธิ์์กัับสิิทธิิบััตรใน เรื่่องซอฟต์์แวร์์ (software) ที่่หลายคนมััก เข้า้ใจว่า่ ซอฟต์์แวร์์ได้รั้ับการคุ้้มครองด้้วย ลิิขสิิทธิ์์ประเภทงานวรรณกรรมเท่านั้้ ่ น ไม่่ สามารถขอรัับความคุ้้มครองเป็็นสิิทธิบัิัตรได้้ ความเข้า้ใจที่่คลาดเคลื่่อนนี้้อาจติิดหููมาจาก การรณรงค์์ให้้ใช้้ซอฟต์์แวร์์ที่่ถููกลิิขสิิทธิ์์ แต่่แท้้จริิงแล้้วถึึงซอฟต์์แวร์์จะได้รั้ับความ คุ้้มครองโดยกฎหมายลิิขสิิทธิ์์ที่่คุ้้มครอง รหััสต้้นฉบัับ (source code) ขณะที่่ สิิทธิิบััตรก็็จะไม่่ให้้แก่่การประดิิษฐ์์ที่่เป็็น ซอฟต์์แวร์์คอมพิิวเตอร์์ที่่มีีรหััสต้้นฉบัับ เพีียงอย่า่งเดีียว ต้้องมีีระบบการทำำ�งานที่่ เป็็นรููปแบบ ขั้้นตอน วิิธีีการการควบคุุม/ สั่่งการ หรืือลัักษณะการเชื่่อมต่่อไปยััง อุุปกรณ์ต่์า่ ง ๆ ในระบบด้้วย พููดง่า่ย ๆ คืือ ซอฟต์์แวร์์ที่่สร้้างสรรค์์ขึ้้นนั้้นต้้องมีีการ ทำำ�งานร่่วมกัับอุุปกรณ์์ เช่่น ระบบควบคุุม เครื่่องจัักร ระบบการมอนิิเตอร์์และแสดงผล จากตััวอย่่างเรื่่องโทรศััพท์์ ถ้้ามีีการ ใช้้ซอฟต์์แวร์์ที่่มีีระบบการทำำ�งานร่่วมกัับ ตััวโทรศััพท์์ ก็็จะจดสิิทธิิบััตรได้้ เนื่่องจาก เป็็นการประดิิษฐ์์ที่่เกี่่ยวกัับซอฟต์์แวร์์ (software-related invention) ที่่มีีการ เชื่่อมต่่อระหว่่างอุุปกรณ์์หรืือเครื่่องจัักร ที่่มีีซอฟต์์แวร์์เป็็นตััวควบคุุมนั่่นเอง แม้้ทรััพย์์สิินทางปััญญาประเภท ลิิขสิิทธิ์์และสิิทธิิบััตรมีีความแตกต่่างกััน แต่่ในความต่่างกัันนั้้นก็็ยัังมีีความเหมืือน กัันในความเป็็นทรััพย์์สิินที่่จัับต้้องไม่่ได้้ รวมถึึงการใช้้ประโยชน์์ในทรััพย์์สิินทาง ปััญญาในแง่่การให้สิ้ ิทธิิความเป็็นเจ้า้ของ กัับเจ้้าของผลงานเพีียงผู้้เดีียว ยกเว้้นมีี การตกลงไว้้เป็็นอย่่างอื่่น การเป็็นรางวััล ตอบแทนในการคิิด ริิเริ่่ม สร้้างสรรค์์ให้้ แก่่ผู้้ประดิิษฐ์์หรืือผู้้ออกแบบ การสร้้าง ให้้เกิิดวััฒนธรรมในการสร้้างสรรค์์อย่่าง ต่่อเนื่่อง และการสร้้างแรงจููงใจให้้เกิิด การถ่่ายทอดเทคโนโลยีี ท้้ายสุุดนี้้หากต้้องการนำำ�ผลงานของ คนอื่่นที่่มีีลิิขสิิทธิ์์หรืือมีีสิิทธิิบััตรคุ้้มครอง ไปใช้้ วิิธีีที่่ดีีที่่สุุดคืือต้้องขออนุุญาตจาก เจ้้าของผลงานก่่อน เพื่่อลดความเสี่่ยง ในการทำำ�ความผิิด ไม่่ว่่าจะเจตนาหรืือไม่่ เจตนาก็็ตาม เพราะถึึงแม้้ว่่าเจ้้าของผล งานจะไม่่ได้้ระบุุว่่าห้้ามลอกเลีียนแบบ ห้้ามนำำ�ไปใช้้ ก็็ไม่่ได้้แปลว่่าเราสามารถ ลอกเลีียนแบบ หรืือนำำ�ไปใช้้ได้้ หวัังเป็็น อย่่างยิ่่งว่่าบทความนี้้จะช่่วยให้้เข้้าใจได้้ อย่่างถููกต้้องว่่าลิิขสิิทธิ์์กัับสิิทธิิบััตรนั้้น ต่่างกัันอย่่างไร Sci Variety
15 มิถุนายน 2566 Sci Variety Sci Variety
16 มิถุนายน 2566 เยาวชนไทยวิิจััยสร้้างธุุรกิิจ ‘นวลลออ (Nuallaor)’ ซีีรััมเห็็ดเยื่่�อไผ่่ ‘Ross (รอส) บอดีีสููทพยุุงหลััง’ ป้้องกัันการบาดเจ็็บจากการยก เยาวชนไทยศิษย์เก่ายุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ นำ�ผลงานการวิจัย ‘ซีรัมจากเห็ดเยื่อไผ่วัตถุดิบทางการเกษตร ที่พบในชุมชน’ ซึ่งประสบความสำ�เร็จจากการแข่งขันในเวที GPSC Young Social Innovator โดย GPSC ปตท. มาทำ�วิจัยต่อกับ นาโนเทค สวทช. จนได้ ‘นวลลออ (Nuallaor)’ ผลิตภัณฑ์ intensive moisturizing serum สำ�หรับบำ�รุงผิวหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ความกระจ่างใส ลดริ้วรอย และเสริมความแข็งแรงให้แก่ผิว ผลจากการวิจัยและพัฒนานี้ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ทางการเกษตรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยทีมวิจัยได้หักรายได้ จากการจำ�หน่ายผลิตภัณฑ์นี้ร้อยละ 10 ไปช่วยพัฒนาชุมชนด้วย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ Nuallaor Official เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับพันธมิตรออกแบบและพัฒนา ‘Ross (รอส) ชุดบอดีสูทพยุงหลัง (Motion-assist exosuit) รุ่น Back support’ เพื่อให้ผู้ใช้งานหลังเป็นประจำ�อย่างบุคลากรทางการ แพทย์ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องยกของที่มีน้ำ�หนักมากได้ใช้ ป้องกันการบาดเจ็บ เมื่อผู้ใช้งานสวมใส่ Ross และปรับชุดให้กระชับบริเวณ กล้ามเนื้อ 4 จุด หน้าอก หลัง เอว และต้นขา ชุดจะช่วยควบคุม ให้ผู้ใช้งานออกแรงยกด้วยท่าทางที่เหมาะสม พร้อมช่วยเสริมแรง ในจุดที่สำ�คัญต่อการป้องกันการบาดเจ็บให้แก่ร่างกาย ทั้งนี้ Ross ผ่านการออกแบบให้มีราคาที่จับต้องได้เพื่อให้ คนไทยเข้าถึงการใช้งานได้จริง ที่สำ�คัญคือผลิตจากวัสดุในประเทศ เพื่อลดการนำ�เข้าและลดความเสี่ยงขาดแคลนวัสดุจากเหตุวิกฤต ต่าง ๆ ด้วย ปัจจุบันผลงานอยู่ในสถานะพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี แล้ว ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : MGR Online (https://bit.ly/3IU4nc3) ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : สวทช. (https://bit.ly/3MRagYT)
17 มิถุนายน 2566 ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : Thai Post (https://bit.ly/42riywg) MGR Online (https://bit.ly/3NgFLgg) นักวิจัยมหาวิทยาลัยรามคำาแหงเผยถึงผลการดำาเนินโครงการ พัฒนาเทคนิคการฟื้นฟูปะการัง ด้วยเทคนิคการทำาชิ้นส่วนปะการัง ขนาดเล็กและการเชื่อมโคโลนีปะการัง (เป็นเทคนิคที่เริ่มมีการวิจัย ผ้้ามััดย้้อมสีีธรรมชาติิจาก ‘เปลืือกมะพร้้าวและใบลิ้นจี่่ ้� ’�สิินค้้าท้้องถิ่นเ่�มืืองสามน้ำำ � วิสาหกิจชุมชนเกษตรสวนนอก ตำาบลบางยี่รงค์ อำาเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม รวมกลุ่มแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร ตกต่ำา ด้วยการแปรรูปมะพร้าวผลสดสู่ผลิตภัณฑ์น้ำามันมะพร้าว สกัดเย็น และนำาเปลือกมะพร้าวที่เหลือทิ้งมาใช้เป็นสีธรรมชาติ ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : สวทช. (https://www.nstda.or.th/r/7Yrkz) นัักวิิจััย ม.รามฯ เผยผลทดลองอนุุรัักษ์์ปะการัังด้้วยเทคนิิคการทำำชิ้้� นส่่วนขนาดเล็็ก และเชื่่�อมโคโลนีี สำาหรับทำา ‘ผ้ามัดย้อม’ โดยผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยี ต่าง ๆ เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การใช้ ‘เอนไซม์เอนอีซ’ ทำาความสะอาดและลอกแป้งออกจากผ้าในขั้นตอน เดียว ช่วยให้ผ้าย้อมสีติดมากยิ่งขึ้น และการใช้นาโนเทคโนโลยีสร้าง มูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ หลังจากนั้นกลุ่มวิสาหกิจฯ ยังได้ขยายผลการแก้ปัญหา ไปยังผู้เพาะปลูก ‘ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม’ ในจังหวัดที่กำาลังเผชิญปัญหา ผลผลิตน้อย โดยนำา ‘ใบลิ้นจี่’ มาใช้เป็นวัสดุสำาหรับทำาสีย้อมผ้า อีกชนิดด้วย ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้นำาผ้ามัดย้อมในชุมชนมาตัดเย็บ เป็นเสื้อผ้า หมวก ผ้าพันคอ กระเป๋า ฯลฯ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มี ความหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และ เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและการทำา ผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ สนใจด้วย ในต่างประเทศ แต่ยังไม่มีการทดลองในไทย) โดยการสนับสนุนจาก สำานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า ปะการังพ่อแม่พันธุ์ที่ทนต่อ ความเครียด อุณหภูมิ และความเข้มแสง ซึ่งนำามาขยายพันธุ์ที่โรง เพาะเลี้ยงและแปลงอนุบาลในจังหวัดชลบุรี สามารถเติบโตและ เชื่อมต่อกันเป็นโคโลนีขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดีภายใน 9 เดือน ถือ ได้ว่าวิธีการนี้ค่อนข้างประสบความสำาเร็จ น่าจะเหมาะจะใช้ฟื้นฟู ปะการังในน่านน้ำาไทย ทีมวิจัยจึงมีแผนที่จะเดินหน้าทำาแปลงอนุบาลเพื่อทดสอบต่อใน พื้นที่นำาร่อง 3 แห่ง คือ เกาะค้างคาว เกาะขามน้อย และเกาะล้าน เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพต่อไป
18 มิถุนายน 2566 ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : MGR online (https://bit.ly/3IXZXRG) หอมขจรฟาร์ม (https://bit.ly/3WRmWna) มหาวิทยาลัยสวนดุสิตร่วมกับจังหวัดสุพรรณบุรีและพันธมิตร เปิด ‘หอมขจรฟาร์ม’ เมืองต้นแบบเกษตรปลอดภัยอัจฉริยะ มุ่ง ถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย สู่เกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่น้ำ�ถึง ปลายน้ำ� ภายในฟาร์มประกอบด้วย 5 โครงการหลัก คือ ‘Homkhajorn garden’ เปิดให้คนภายนอกเช่าพื้นที่ปลูกผักสวนครัวและผลไม้ ‘Homkhajorn knowledge’ ศูนย์การเรียนรู้และวิจัยด้านโรงเรือน เพาะปลูก ‘Homkhajorn cosmetic’ ศูนย์แปรรูปผลผลิตทางการ เกษตรเป็นเครื่องสำ�อาง ‘Homkhajorn food and beverage’ ศูนย์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อ สุขภาพ และสุดท้ายคือ ‘แปลงอนุรักษ์พันธุกรรมพืช’ พื้นที่เก็บ รวบรวมพืชสายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ ‘หอมขจรฟาร์ม’ ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : TNN Online (https://bit.ly/3MXv94L) Enerygy Vault (www.energyvault.com) ชวนจัับตา ‘แบตเตอรี่่� แรงโน้้มถ่่วง’ กัักเก็็บพลัังงานสะอาดส่่วนเกิิน Enerygy Vault สตาร์ตอัปด้านพลังงานจากประเทศสวิตเซอร์- แลนด์พัฒนากระบวนการเก็บพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่ได้จากแหล่ง พลังงานสะอาดไว้ในก้อนอิฐขนาดใหญ่น้ำ�หนัก 24 ตันต่อก้อน โดยการดึงก้อนอิฐเหล่านั้นขึ้นไปเก็บไว้บนที่สูง เมื่อเจ้าของระบบ กักเก็บพลังงานมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบจะปล่อย ให้ก้อนอิฐตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง เพื่อแปลงพลังงานกลับ ข้อดี ของการกักเก็บพลังงานด้วยรูปแบบนี้คือมีราคาถูกกว่าการใช้ กระบวนการทางเคมีซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่เดิม ปัจจุบันบริษัทกำ�ลังเดินหน้าสร้างโพรเจกต์นี้ในประเทศจีนแล้ว ดูภาพความคืบหน้าของโครงการและติดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Enerygy Vault โพรเจกต์ ‘EVx’ ‘หอมขจรฟาร์์ม’ แหล่่งเรีียนรู้้-ท่่องเที่่�ยว กิิจกรรมเกษตรสมััยใหม่่ จัังหวััดสุุพรรณบุุรีี
19 มิถุนายน 2566 ‘Cultural Pavilion’ ฮอลล์์คอนเสิิร์์ตเคลื่่�อนที่่� ได้้ แมวก็็ ‘ตด’ เหมืือนกัันแค่่ ‘ไม่่เหม็็น’ สถาปนิกออสเตรียสร้างฮอลล์คอนเสิร์ต ‘Cultural Pavilion’ ขนาด 390 ตารางเมตร ด้วยเทคนิคการสร้างแบบกึ่งสำ�เร็จรูป เพื่อให้ถอดประกอบฮอลล์แห่งนี้ไปใช้งานที่อื่นต่อได้สะดวก รวดเร็ว รวมถึงขยายขนาดของฮอลล์ตามความต้องการได้ แนวคิดในการออกแบบผลงานคือการเดินหน้าลดการปล่อย คาร์บอนจากอุตสาหกรรมบันเทิง โดยยังคงสุนทรียภาพอันงดงาม ของอาคาร ดูภาพฮอลล์นี้ได้ที่ https://bit.ly/3P4WCEp แมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘กินเนื้อ’ เป็นอาหารหลัก เพราะไม่ สามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารประเภทไฟเบอร์จากผักและ คาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็นตัวการที่ทำ�ให้เกิดกระบวนการหมักใน กระเพาะจนเกิดก๊าซต่าง ๆ ปริมาณมากได้ ส่งผลให้แมวเป็นสัตว์ ที่ผายลมน้อย การผายลมส่วนใหญ่ไร้เสียงและกลิ่น อย่างไรก็ตามหากพบว่าแมวที่เลี้ยงมีการผายลมบ่อยครั้งขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคในทางเดินอาหาร เช่น โรคลำ�ไส้ แปรปรวนในแมว (IBS) หรือมีการสะสมของแบคทีเรียในลำ�ไส้ มากเกินไป เจ้าของควรพาแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อเข้ารับการ ตรวจและรักษา ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : BBC Thai (https://bbc.in/3J0gi8w) ที่มาและรายละเอียดเพิ่มเติม : กรุงเทพธุรกิจ (https://bit.ly/45KSbVb) Urban Creature (https://bit.ly/3CfUp17) Moselikely (https://bit.ly/3P4WCEp)
20 มิถุนายน 2566 Sci Infographic
21 มิถุนายน 2566 Sci Infographic Sci Infographic
22 มิถุนายน 2566 Sci Infographic
23 มิถุนายน 2566 Sci Infographic Sci Infographic
24 มิถุนายน 2566 รวิศ ทัศคร เคยเป็นกรรมการบริหารและสมาชิกทีมบรรณาธิการวารสารทางช้างเผือก สมาคมดาราศาสตร์ไทย เคยทำางานเป็นนักเขียน ประจำนิตยสาร UpDATE นิตยสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น (มหาชน) จำากัด ปัจจุบันรับราชการ เป็นอาจารย์ประจำาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เห็็ดมัักจะถููกเอาไปจััดไว้้ในกลุ่่มเดีียว กัับพืืช แต่่อัันที่่�จริิงแล้้วเห็็ดเป็็น เชื้้�อราชั้้�นสููง ไม่่ใช่่ทั้้�งพืืชและสััตว์์ ร้อยพัน วิทยา รวิศ ทัศคร เห็็ดมัักจะถููกเอาไปจััดไว้้ในกลุ่่มเดีียว กัับพืืช แต่่อัันที่่�จริิงแล้้วเห็็ดเป็็น เชื้้�อราชั้้�นสููง ไม่่ใช่่ทั้้�งพืืชและสััตว์์ เห็ ็ ดต้้านมะเร็็ง ยาจากธรรมชาติ ิ เห็ ็ ดต้้านมะเร็็ง ยาจากธรรมชาติ ิ
25 มิถุนายน 2566 เห็ ็ ดต้้านมะเร็็ง ยาจากธรรมชาติ ิ เห็ ็ ดต้้านมะเร็็ง ยาจากธรรมชาติ ิ เห็ ็ ดในโลกนี้้เท่่าที่่เคยมีีการจำำ�แนกเอาไว้้นั้้นมีีมากถึึง 14,000 ชนิิด (สปีีชีีส์์) บางชนิิดก็็มีีพิิษ ไม่่ควรนำำ�มาบริิโภค เคยมีีรายงานว่่าเห็็ด ที่่รัับประทานได้้ในโลกนี้้มีีถึึง 3,000 ชนิิด มีี 200 ชนิิดที่่คนเรานิิยมนำำ�มารัับประทาน มีี 100 ชนิิดที่่มีีการผลิิตในเชิิงเกษตรกรรม และมีีเพีียงบางชนิิดที่่มีีการผลิิตในระดัับ อุุตสาหกรรม[1] ซึ่่งมีีการควบคุุมจึึงรัับประทานได้้อย่่างปลอดภััย ต่่างจากเห็็ดที่่เก็็บในป่่า ต้้องมีีการพิิจารณาชนิิดอย่่างระมััดระวััง มีเห็ดอยู่หลายชนิดที่มีสารต้านมะเร็งอยู่ในตัว ได้แก่ - เห็ดร่างแห (ชื่อสามัญ bamboo fungus, veiled lady ชื่อวิทยาศาสตร์ Dictyophora indusiata) - เห็ดนางรมสีทองหรือเห็ดนางรมทอง (ชื่อสามัญ golden oyster mushroom ชื่อ วิทยาศาสตร์ Pleurotus citrinopileatus) - เห็ดหูหนู (ชื่อสามัญ Jew’s ear, jelly ear, Judas’s ear ชื่อวิทยาศาสตร์ Auricularia auricula, A. polytricha, A. delicata) - เห็ดหัวลิงหรือเห็ดยามาบูชิตาเกะ (ชื่อสามัญ lion’s mane mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Hericium erinaceus, H. coralloides) - เห็ดไมตาเกะ (ชื่อสามัญ maitake, signorina mushroom หรือ chestnut Mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyporus frondosus) - เห็ดตีนแรด (ชื่อสามัญ Mongolia tricholoma ชื่อวิทยาศาสตร์ Tricholoma mongolicum) - เห็ดนางรม (ชื่อสามัญ oyster mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Pleurotus ostreatus) - เห็ดสนหรือเห็ดมัตสึทาเกะ (ชื่อสามัญ pine mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Tricholoma matsutake) - เห็ดกระดุมบราซิล (ชื่อสามัญ princess matsutake, Brazilian mushroom ชื่อ วิทยาศาสตร์ Agaricus blazei, A. subrufescens, A. brasiliensis, A. rufotegulis) - เห็ดกระชายหรือเห็ดขอนสนน้ำ�ผึ้งแบบไม่มีวงแหวน (ชื่อสามัญ ringless honey mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Armillaria tabescens) - เห็ดหอม (ชื่อสามัญ shiitake, sawtooth oak mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Lentinus edodes) - เห็ดหิมะหรือเห็ดหูหนูขาว (ชื่อสามัญ snow fungus ชื่อวิทยาศาสตร์ Tremella fuciformis) - เห็ดแครงหรือเห็ดตีนตุ๊กแก (ชื่อสามัญ split gill mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Schizophyllum commune) - เห็ดฟาง (ชื่อสามัญ straw mushroom ชื่อวิทยาศาสตร์ Volvariella volvacea) - เห็ดเข็มทอง (ชื่อสามัญ winter mushroom, enokitake ชื่อวิทยาศาสตร์ Flammulina velutipes) ร้อยพัน วิทยา
26 มิถุนายน 2566 เห็ดเหล่านี้ หากมีโอกาสอาจได้นำามา รีวิวให้ผู้อ่านฟังอีก แต่ในบทความฉบับ นี้เราจะเลือกมาสักสองสามชนิดเพื่อมา สนทนาบอกเล่าเรื่องราวของมันกันครับ เห็็ดหััวลิิงหรืือเห็็ดยามาบูู- ชิิตาเกะ (lion’s mane mushroom) เห็ดชนิดนี้พบได้ทั่วไปในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย มีการบริโภคมา หลายร้อยปีแล้วในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และ เกาหลี ในสูตรอาหารป่าและใช้รักษาโรค ในระบบย่อยอาหาร ในเห็ดแห้ง 100 กรัม จะมีโปรตีน 26.3 กรัม ไขมัน 4.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 44.9 กรัม ใยอาหาร 6.4 กรัม วิตามินบี 1 0.89 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 1.89 มิลลิกรัม และแคโรทีน 0.01 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังมีเกลือแร่ต่าง ๆ ในปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ แคลเซียม โครเมียม โคบอลต์ ทองแดง เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส โมลิบดีนัม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม โซเดียม กำามะถัน และสังกะสี มีการศึกษาพบว่านอกเหนือ จากผลในด้านการต้านมะเร็งและเนื้องอกแล้ว เห็ดหัวลิงยังมีคุณสมบัติช่วย ในด้านสุขภาพหลายอย่าง เช่น ต้านการ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร (antiulcer) กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ลด ความดันโลหิต ต้านเบาหวาน ต้านการ อักเสบ ปกป้องระบบประสาท และต้าน เชื้อจุลินทรีย์[2] เคยมีผู้ศึกษาว่าสารสกัดดอกเห็ด หัวลิงที่สกัดด้วยวิธีใช้น้ำาร้อน (hot water extraction: HWE) หรือใช้เอทานอล ร้อยพัน วิทยา เห็็ดหััวลิิงสดและแห้้ง ที่ความเข้มข้นร้อยละ 50 สกัดร่วมกับ การใช้ไมโครเวฟ (microwave assisted extraction: MWE) สามารถผลักดันให้ เกิดการตายของเซลล์ด้วยกระบวนการ ทำาลายตนเอง (proapoptosis) ของ CT-26 ที่เป็นเซลล์มะเร็งลำาไส้ใหญ่ของ หนูทดลอง ซึ่งการฉีดสารสกัดเห็ดเข้าไป ในช่องท้องของหนู (10 มิลลิกรัมต่อ น้ำาหนักตัว 1 กิโลกรัม) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะลดน้ำาหนักของเนื้องอกลงไปได้ถึง ร้อยละ 38 และยังขัดขวางการลุกลาม ของมะเร็งปอดในหนูทดลองไปได้ถึงร้อย 66 สำาหรับ HWE และร้อยละ 69 สำาหรับ MWE อีกด้วย[3], [4] โดยตัวอย่างที่นำามานี้ เป็นส่วนน้อยเท่านั้นยังมีงานการศึกษา อื่น ๆ อีกมากมายหลายชิ้นด้วยกัน
27 มิถุนายน 2566 ร้อยพัน วิทยา เมื่อมีการค้นพบสมบัติที่ดีต่าง ๆ ของเห็ดหัวลิงแล้ว จึงมีความพยายามในการแยก ส่วนประกอบของสารสกัดเห็ดว่ามีสารชนิดใดบ้างที่มีผลยับยั้งมะเร็ง ซึ่งพบว่าสารประกอบ ที่พบในเห็ดหัวลิงดังต่อไปนี้มีผลในการต้านมะเร็งทั้งสิ้น สารพอลิแซ็กคาไรด์ทั้งหมดที่สกัดจากเห็ดหัวลิง (Hericium erinaceus polysaccharide, HEPS) [5] HEG-5 ซึ่งเป็นสารประกอบเชิงซ้อนของพอลิแซ็กคาไรด์-โปรตีน (polysaccharide protein complex) จากการหมักเส้นใยเห็ดหัวลิง กรดไขมัน (9R,10S,12Z)-9,10-dihydroxy-8-oxo-12-octadecenoic acid สารในกลุ่ม γ-pyrones อันได้แก่ erinapyrones-A และ erinapyrones-B สารกลุ่ม γ-pyridine alkaloids โดยเฉพาะสาร erinacerin-P จากเส้นใยเห็ดหัวลิง สารในกลุ่ม γ-lactams และ γ-lactones สารในกลุ่ม phenolic derivatives ซึ่งได้แก่ isohericenone-J, hericenone-J, 4-[3’,7’-dimethyl-2’,6’-octadienyl]-2-formyl-3-hydroxy-5-methyoxybenzylalcohol, hericenone-I, hericenone-L, hericene-D, 3,4-dihydro-5-methoxy-2-methyl-2-(4’- methyl-2’-oxo-3’-pentenyl)-9(7H)-oxo-2H-furo-[3,4-h]benzopyran สารในกลุ่มเออร์โกสเทอรอล (ergosterols) และ ergosterol peroxide ซึ่งเป็นอนุพันธ์ สาร cerebroside E ซึ่งเป็นสารในกลุ่มของไกลโคสฟิงโกลิพิด (glycosphingolipid) ซึ่งเป็นกลุ่มไขมันที่มีขั้ว มีหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน มีการศึกษาในหญ้าปักกิ่งพบผล ในการยับยั้งมะเร็งอีกด้วย (สนใจอ่านเพิ่มเกี่ยวกับไกลโคสฟิงโกลิพิดในหญ้าปักกิ่งได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/en/knowledge/article/140/หญ้าปักกิ่ง/)
28 มิถุนายน 2566 ร้อยพัน วิทยา เห็็ดกระดุุมบราซิิลหรืือ เห็็ดบราซิิล (princess matsutake หรืือ Brazilian mushroom) เห็ดกระดุมบราซิลมีถิ่นกำ�เนิดที่เขต เมืองพีดาด (Piedade) ในรัฐเซาเปาลู (São Paulo) รวมถึงในแถบตอนใต้ของ ประเทศบราซิล และในประเทศเปรู นอกจากนี้ยังพบในรัฐแคลิฟอร์เนียและ รัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ที่ มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำ�ว่ากระดุมนี้เพราะเป็น เห็ดที่อยู่ในสกุล (genus) เดียวกับเห็ด กระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง (Agaricus bisporus) ที่คนไทยรู้จักกันดีนั่นเอง เห็ด ชนิดนี้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมานาน เช่น ในญี่ปุ่น เริ่มนำ�มาเพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 และมีการเพาะเชิงการค้าในจีน ที่มณฑลฝูเจี้ยนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ซึ่งในเมืองไทยของเรา ศูนย์วิจัยและ พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำ�เภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาวิจัยจนเพาะและ ขยายพันธุ์ได้ในปี พ.ศ. 2535 และพัฒนา ไปจนถึงขั้นเพาะเลี้ยงขยายในเชิงการค้า ได้สำ�เร็จ เห็ดชนิดนี้นำ�มาใช้ทั้งเป็นอาหารที่ ให้คุณค่าทางโภชนาการและในเชิงของ อาหารฟังก์ชัน (functional food) ที่นอก เหนือจากให้รสชาติและความอิ่มแล้ว ยังให้ผลในการเสริมสร้างสุขภาพและ ป้องกันโรค เห็ดกระดุมบราซิลเมื่อใช้ ประกอบอาหารจะให้รสชาติกลมกล่อม และมีกลิ่นคล้ายอัลมอนด์ ปกติจะใช้ดอก แห้งหรือดอกสดใส่ลงในเมนูอาหารหรือ น้ำ�ซุป น้ำ�สต๊อก หรือใส่ตุ๋นกับซี่โครงแบบ เห็็ดหััวลิิงสดและแห้้ง
29 มิถุนายน 2566 ร้อยพัน วิทยา เดียวกับที่ใช้เห็ดหอม เพื่อเพิ่มกลิ่นรส และคุณค่าทางโภชนาการ ถือเป็นอาหาร ที่มีราคาแพง โดยมีราคาในปี พ.ศ. 2565 อยู่ที่ 450–500 บาท ต่อเห็ดแห้ง 100 กรัม ตั้งแต่การค้นพบในยุค 60s มีการ ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดกระดุมบราซิลมากมาย ทั้งในแบบที่ทำ�ในหลอดทดลอง (in vitro) ในสัตว์ทดลอง (in vivo) และการทดลอง ทางคลินิก ซึ่งสาธิตให้เห็นว่ามีประโยชน์ ในการนำ�ไปประยุกต์ใช้งานทั้งทางยาและ โภชนเภสัช เนื่องจากเป็นอาหารฟังก์ชัน ที่มีความสามารถในการเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อ ต้านการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง รักษา สมดุลการทำ�งานของระบบภูมิคุ้มกัน (immunoregulating) ต่อต้านการกลาย พันธุ์ (antimutagenic) และการต้านอนุมูล อิสระ ทำ�ให้เห็ดกระดุมบราซิลได้รับความ สนใจเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน ในแง่ของการรักษาสมดุลการทำ�งาน ของระบบภูมิคุ้มกันและภูมิคุ้มกันต่อต้าน การเกิดเนื้องอก โดยเฉพาะผลของมันใน ด้านเซลล์กลืนกิน (phagocytic) และด้าน การต้านพิษในระดับยีน (antigenotoxic) ในระบบภูมิคุ้มกันของคนเรามีจำ�นวนเม็ด เลือดขาวที่เป็น NK Cell (natural killer cell) ประมาณร้อยละ 15 เซลล์เม็ดเลือด ขาวพวกนี้เป็นเซลล์ด่านแรกสุดที่จะคอย กำ�จัดและทำ�ลายเชื้อโรค ไวรัส มะเร็ง หรือสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายที่เข้ามาใน ร่างกาย โดยไม่ต้องรอการกระตุ้นหรือ สั่งการจากเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นก่อน ซึ่ง จากการทดลองในสัตว์พบว่า การป้อนสาร สกัดเห็ดกระดุมบราซิลให้หนูทดลองใน ปริมาณ 4–100 มิลลิกรัมต่อน้ำ�หนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 21 วัน จะช่วยเพิ่มการทำ�งานของ NK cell และแมโครฟาจ (macrophage) ซึ่งเพิ่มการหลั่งไซโทไคน์ (cytokine) ที่เกี่ยวข้องอย่าง IL-6 มากขึ้น[6] ทำ�ให้ เพิ่มความเป็นพิษต่อเซลล์ต่อการเริ่มเกิดและการลุกลามของเซลล์มะเร็งได้ สารต้านเนื้อ งอกและมะเร็งจากเห็ดกระดุมบราซิลคือพอลิแซ็กคาไรด์และสารประกอบเชิงซ้อนที่เกิด จากพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีโปรตีนจับอยู่ มีทั้งกลุ่มสารโมเลกุลใหญ่ เช่น polysaccharides [β-glucans, glucomannan, และ mannogalactoglucan] รวมถึง proteoglucans และ riboglucans และพวกโมเลกุลเล็กอย่างพวกอนุพันธ์ของเออร์โกสเทอรอล (ergosterols) และสารแอลคาลอยด์ต่าง ๆ โดยสารสำ�คัญในเห็ดกระดุมบราซิล มีดังนี้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเห็ดที่รับประทานได้และคุ้นเคยกันกว่า 15 ชนิดข้างต้น เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งจากสารพิษ นานาชนิดที่พวกเรารับเข้าไปทุกวันได้เป็นอย่างดี เราเล่าเนื้อหาวิชาการมามากแล้ว ก่อนจบบทความในตอนนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเรื่องเบา ๆ กันบ้าง ผู้เขียนมีสูตรซุป เห็ดกระดุมบราซิล (ใช้เห็ดแชมปิญองทำ�ก็ได้) มาฝากสองสูตร เผื่อใครอยากทดลอง นำ�ไปปรุงเพื่อสุขภาพกันครับ สารในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์จากเห็ดกระดุมบราซิล (A. blazei polysaccharides, ABP) ได้แก่ β-(1-6)-glucan, β-(1-3)-glucan, α-(1-6)- and α-(1-4)-glucan, glucomannan และอื่น ๆ โดยมีตัวหลักคือกลุ่ม β-D-glucan โดย β-(1-6)-(1-3)-glucans ที่ละลายน้ำ� ได้ใน ABP จะเป็นตัวที่ทำ�หน้าที่ส่วนใหญ่ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สารในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์จากเห็ดกระดุมบราซิลที่มีน้ำ�หนักโมเลกุลต่ำ� (low molecular weight polysaccharide: LMPAB) เช่น β-(1-3)-glucan FA-2-b-β ซึ่งเป็น RNA–protein complex ที่พบในเห็ดกระดุมบราซิล ซึ่งจากการ ทดลองแบบ in vitro พบว่ามีผลกดการเจริญเติบโตและการมีชีวิตของเซลล์มะเร็ง เม็ดเลือดขาวของมนุษย์สายพันธุ์ HL-60 ลงได้ สารในกลุ่มอนุพันธ์ของเออร์โกสเทอรอล (ergosterol derivatives) ทั้ง ergosterol และ อนุพันธ์คือ blazein และ agarol สารกลุ่มแอลคาลอยด์ (alkaloids) พบในสารสกัดเห็ดโดยใช้น้ำ�ร้อน (HWE) โดยมี agaritine ซึ่งเป็นแอลคาลอยด์ที่มีไฮดราซีนเป็นองค์ประกอบ พบว่าสารตัวนี้ขัดขวาง การเพิ่มจำ�นวนของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของมนุษย์จำ�นวน 4 สายพันธุ์ที่ใช้ทดลอง ในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ U937, Molt4, HL-60, และ K562 ลงได้
30 มิถุนายน 2566 ร้อยพัน วิทยา อ้างอิง 1. Dayani, S., & Sabzalian, M. R. (2018). Genetically modified plants as sustainable and economic sources for RUTFs. In Genetically engineered foods (pp. 49-84). Academic Press. 2. Friedman, M. 2015. Chemistry, nutrition, and health-promoting properties of Hericium erinaceus (Lion’s Mane) mushroom fruiting bodies and mycelia and their bioactive compounds. J. Agricult. Food Chem. 63: 7108–7123. 3. Kim, S.P. et al., 2013. Hericium erinaceus (Lion’s Mane) mushroom extracts inhibit metastasis of cancer cells to the lung in CT-26 colon cancer-transplanted mice. J. Agri. Food Chem. 61: 4898–4904. 4. Kim, S.P. et al., 2011. Composition and mechanism of antitumor effects of Hericium erinaceus mushroom extracts in tumor-bearing mice. J. Agric. Food Chem. 59: 9861–9869. 5. Yang, Y., Li, J., Hong, Q., Zhang, X., Liu, Z., & Zhang, T. (2022). Polysaccharides from Hericium erinaceus Fruiting Bodies: Structural Characterization, Immunomodulatory Activity and Mechanism. Nutrients, 14(18), 3721. 6. Kang, I.S. et al., 2015. Effects of Agaricus blazei Murill water extract on immune response in BALB/c mice. Han’guk Sikp’um Yongyang Kwahak Hoechi 44(11): 1629–1636. ทำ�แล้วได้รสชาติถูกปากหรือไม่อย่างไร ฝากข้อความผ่านมาทางกองบรรณาธิการได้ นะครับ พบกันฉบับหน้า สููตรที่่�สอง ซุุปเห็็ดกระดุุมบราซิิล ใส่่สาหร่่ายคอมบุุ วิิธีีทำำ� ก่่อนจะปรุุงให้้แช่่เห็็ดกระดุุมบราซิิลตากแห้้ง 45 กรััม และสาหร่่ายคอมบุุ 40 กรััม ในน้ำำ�ให้้ฟููก่่อน สััก 30 นาทีี แช่่ถั่่วดำำ� 115 กรััมในน้ำำ�ล่่วงหน้้าด้้วย 3 ชั่่วโมง พอครบเวลาแล้้ว เทน้ำำ�ที่่แช่่ทิ้้งไป จากนั้้นใส่่น้ำำ� 4 ลิิตรในหม้้อ ใส่่ข้้าวโพดสดลงไป 1 ท่่อน เพื่่อให้้น้ำำ�ซุุปหวาน ต้้มให้้เดืือด ใส่่น้ำำ�มัันงา ¼ ช้้อนชา ใส่่ถั่่วดำำ�กัับเห็็ดที่่แช่่น้ำำ�แล้้วลงไป ใส่่ลำำ�ไยอบแห้้ง 20 กรััม มะม่่วงหิิมพานต์์คั่่ว 100 กรััม ต้้มด้้วยไฟแรง 15 นาทีี ใส่่สาหร่่ายคอมบุุลงไปต้้มต่่อด้้วยไฟกลาง เป็็นเวลา 30–40 นาทีี แล้้วอุ่่นด้้วยไฟอ่่อนอีีก 45 นาทีี จากนั้้นแต่่งรสด้้วยเกลืือเล็็กน้้อย แล้้วเสิิร์์ฟ สููตรแรก แกงจืืดฟัักเขีียวไส้้กรอกโชริิโซ (Chorizo) ใส่่เห็็ดกระดุุมบราซิิล วิิธีีทำำ�ง่่ายมาก เพีียงต้้มน้ำำ� 1.7 ลิิตรให้้เดืือดในหม้้อ หั่่นฟัักใส่่ ลงไปพอประมาณ ต้้มให้้เดืือดต่่อสััก 10 นาทีี ใช้้ไส้้กรอกโชริิโซ 1-2 เส้้น มาหั่่นเป็็นแว่่น ใส่่ลงไป ใส่่เกลืือ และพริิกไทย ตามชอบ ต้้มต่่อด้้วยไฟอ่่อนราว 5 นาทีี จากนั้้นใส่่ เห็็ดกระดุุมบราซิิลสดลงไป 1 แพ็็ก ต้้มต่่ออีีก 5 นาทีี แต่่งหน้้าด้้วยผัักตามชอบ แล้้วยกเสิิร์์ฟ
31 มิถุนายน 2566 ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ | http://www.ounjailab.com นักวิจัยชีวฟิสิกส์และอาจารย์ประจำาภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ นักเขียน ศิลปินภาพสามมิติ และผู้ประดิษฐ์ฟอนต์ไทย มีความสนใจทั้งในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี งานศิลปะและบทกวี แอดมินและผู้ร่วมก่อตั้งเพจ FB: ToxicAnt เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นพิษ สภากาแฟ SDGs กัับเรื่่ � องราว แห่่งการพััฒนาที่่ � ยั่่ � งยืืน ตารางสีีสัันสดใส ไอคอนที่่�ดููซิิมเปิิล กัับคำำบรรยายสั้้�น ๆ ที่่�บ่่งบอกถึึงเป้้าหมายแต่่ละข้้อของ เป้้าหมายเพื่่�อการพััฒนาอย่่างยั่่�งยืืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ถููกเอามาแปะไปทั่่�ว พบได้้ตลอดในแทบทุุกวงการ จนกลายเป็็นอะไรที่่� เริ่่� มบููรณาการเข้้ามา เป็็นส่่วนหนึ่่�งของชีีวิิต โดยเฉพาะอย่่างยิ่่� งในแวดวงนัักวิิชาการและนัักวิิจััย
32 มิถุนายน 2566 สภากาแฟ ในช่่วงไม่่กี่่ปีีที่่ผ่่านมา SDGs กลายมาเป็็นเป็็นหนึ่่งใน เทรนด์์โลกที่่ได้้รัับการกล่่าวถึึงในแทบ ทุุกวงการ โดยมีีคีีย์์เวิิร์์ด “การพััฒนา อย่่างยั่่งยืืน” มาเป็็นกิิมมิิกที่่ทำำ�ให้้หลาย องค์์กรหัันมาให้้ความสำำ�คััญ จะทำ�อะไรก็ต้องเชื่อมโยงไปกับ SDGs ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าสำ�หรับนักวิจัย แล้ว buzzword อย่าง SDGs เป็นอะไรที่ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ใช่น้อย เพราะนอกจากจะคิดถึงโครงการวิจัยที่จะ ให้ตอบโจทย์สังคม และแผนที่รัดกุมเพื่อ จะไม่ให้โดนชาวบ้านปาดหน้าก่อนที่จะ พัฒนาโครงการจนเสร็จแล้ว ยังจะต้อง มาหาทางเชื่อมโยงกับอะไรสักอย่างที่ เกี่ยวกับความยั่งยืนอะไรนี่อีก คำ�ถามที่ว่าทำ�ไมต้องมานั่งคิดต่อ วนเวียนอยู่ในหัวผมอยู่พักใหญ่ จนทน ไม่ไหวต้องไปคุ้ยค้นความหมายและ รายละเอียดของแต่ละเป้าประสงค์ของ SDGs มาอ่าน ซึ่งก็ได้ไอเดียมาบ้างว่า ควรจะทำ�อะไร และจะนั่งจิ้มยังไงให้จุด ของงานวิจัยไปเชื่อมโยงกับจุดไหนสักจุด จาก 17 จุด ของ SDGs ในมุมนักวิจัย ในตอนแรก ส่วนตัว ผม แอบถามตัวเองว่าเรื่องนี้สำ�คัญตรงไหน การมานั่งหาทางเชื่อมจุด มันเหมือนเป็น อะไรที่ไม่น่าจะมีสาระ แถมยังเกิดคำ�ถาม ด้วยว่าจะมีใครเอาไปอ่านแบบจริง ๆ จัง ๆ หรือเปล่า หรือทำ�แค่พอเป็นอะไรที่ทำ�ให้มี เวลาที่มีกรรมการมาตรวจประเมินหรือจัด อันดับ (ranking) ถาม... “งานวิจัยที่นี่มี การเชื่อมโยงกับเป้า SDGs เป้าไหนบ้าง หรือเปล่า ?” จะได้ตอบไปอย่างภาคภูมิว่า “มีคร้าบบบบ” แต่มีแล้วดีไหมหรือจะไปต่ออย่างไรนั้น อาจจะเป็นอีกเรื่อง จับพลัดจับผลู วันนั้นเป็นวันคุมสอบ ที่ศาลายา ผมคุมสอบเสร็จเร็วและกำ�ลัง นั่งคุยเรื่องจิปาถะ เมาท์มอยกับอาจารย์ ท่านอื่นที่คุมสอบเสร็จแล้ว รอรถมารับ กลับเข้ากรุง หรือบางคนก็มาเร็ว ยังไม่ถึง เวลาที่ต้องจรลีไปห้องสอบ สายตาก็มองข้ามห้องไปสบตาปิ๊ง ๆ กับผู้บริหารท่านหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นั่งอยู่ห้องตรงข้าม และไม่กี่นาทีต่อมาท่านรองคณบดี รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชัย สิริพันธ์วราภรณ์ ก็เดินออกมา ในใจของผมเต้นตึ้กตั้ก ฤาท่าน จะอ่านปากเราผิดแล้วตีความไปว่าเราเมาท์
33 มิถุนายน 2566 สภากาแฟ เฮ้ย...ไม่เกี่ยว เราคุยเรื่องของกิน เราไม่ได้พูดถึงท่านเลย ใครจะบ้ากล้าไป เมาท์ระยะเผาขนเสียขนาดนั้น เดี๋ยวงาน จะเข้า ปรากฏว่าท่านเปิดประตูเข้ามา ทักทาย พร้อมทั้งชวนว่ามหาวิทยาลัยจะ จัดงานอบรมเกี่ยวกับ SDGs สนใจไป เข้าร่วมไหม คณะให้ความสำ�คัญเรื่องนี้ จริงจังและคิดว่าผมน่าจะสนใจ ผมหยิบไอแพดขึ้นมาส่องตาราง ตัวเอง พอเห็นว่าไม่ติดงานอะไรสำ�คัญ ก็เลยตอบตกลงไปในทันที และก็แอบ ตื่นเต้นเล็กน้อยกับการจะได้ไปอบรมอะไร ที่อินเทรนด์ขนาดนี้ คือที่จริงผมก็สนใจอยากรู้อยากเห็น เรื่อง SDGs อยู่ แต่ยังไม่เคยมีเวลาลงไป ขุดคุ้ยดูข้อมูลอย่างจริง ๆ จัง ๆ เคยเข้าไป ฟังเสวนาของศูนย์วิจัยและสนับสนุน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ SDG move อยู่แวบ ๆ แค่นั้น เลยไม่ได้รู้ใจความ สำ�คัญที่แท้ของเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน ระดับโลกที่กำ�ลังเป็นกระเเสอยู่ในขณะนี้ ไม่นานผมก็ได้จดหมายแจ้งตอบรับให้ เข้าร่วมอบรม และเมื่อแอบเห็นชื่อผู้ที่ไป เข้าร่วมอบรมด้วยก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะเป็น ระดับผู้บริหารล้วน ๆ ทั้งท่านรองและท่าน ผู้ช่วยคณบดีที่ทำ�หน้าที่ในการขับเคลื่อน องคาพยพระดับคณะจริง ๆ มาเอง พอถึงวันอบรม คุณป๋วยก็เลยทำ�ตัวลีบ เตรียมตัว (ไปกินของฟรี) และเตรียมใจ (ไปเรียนรู้สิ่งใหม่) น่าจะเป็นอะไรสักอย่าง ที่เกี่ยวกับความยั่งยืน และพอได้ฟังแนวคิด และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทั้งท่านนายกสภา ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร และท่านอธิการบดี ศาสตราจารย์ นพ.บรรจง มไหสวริยะ ก็ต้องบอกเลยว่าประทับใจ ในความรู้ลึกและรู้จริงเกี่ยวกับ SDGs อาจารย์บรรจงเล่าถึงประวัติของการ เกิดขึ้นมาของ SDGs อย่างกระชับ และ นั่นทำ�ให้ผมมองเห็นภาพชัดขึ้นว่าตาราง สี ๆ 17 ข้อนั้นโผล่มาได้อย่างไร เมื่อตอนเข้ายุคสหัสวรรษ เจเนอเรชัน Y2K ยุค ค.ศ. 2000 องค์การสหประชาชาติ ได้ตั้งเป้าหมายในการพัฒนายุคสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs) ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้าวยาก หมากแพง โรคระบาด และการศึกษา ปฐมวัยกันอย่างเท่าเทียม และเมื่อสถานการณ์ในโลกนั้นแปร เปลี่ยนไป มนุษยชาติต้องประสบกับปัญหา ใหม่ ๆ อย่างภาวะโลกรวน การอุบัติขึ้นของ โรคอุบัติใหม่ วิกฤตอาหาร มลภาวะทาง สิ่งแวดล้อม MDGs จึงอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ ที่ดีที่สุดที่จะตอบโจทย์ของมวลมนุษยชาติ ได้อีกต่อไป ในงานประชุมเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ในปี ค.ศ. 2012 ที่กรุงริโอเดอจาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล) ทางองค์การจึงเริ่มคิดและได้เปิดตัว โครงการเพื่อริเริ่มออกแบบเป้าหมายใหม่ สำ�หรับปี ค.ศ. 2030 เพื่อสร้างการพัฒนา ที่ยั่งยืน
34 มิถุนายน 2566 และในช่วงต้นปี ค.ศ. 2013 ตัวแทน จากประเทศต่าง ๆ 70 ประเทศก็ได้ เข้าร่วมกันระดมสมองเป็นครั้งแรก และ นำ�เสนอเป้าหมายฉบับร่างออกมา 17 ข้อ เป็นตุ๊กตาในช่วงกลางปี ค.ศ. 2014 แต่กว่า จะมีการถกกัน ต่อรอง ปรับแก้ ใน รายละเอียด ก็กลางปี ค.ศ. 2015 ถึงได้ มีประกาศออกมาใช้แทน MDGs อย่าง เป็นทางการ การออกแบบการพัฒนาเพื่อความ ยั่งยืนนั้นจะมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาเป็น หลักใหญ่อยู่สามอย่าง บางคนเรียกว่า 3P ประกอบไปด้วย “คน (people)” “ความ มั่งคั่ง (prosperity)” และ “โลก (planet)” น่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่เวลาได้ยิน คำ�ว่า SDGs หรือความยั่งยืนจะไปนึกถึง สิ่งแวดล้อม แนวลดขยะ ลดโลกร้อนกัน ก่อน แต่ถ้ามองในมุมของการพัฒนาจริง ๆ แน่นอนว่าถ้าอยากให้ยั่งยืน ประเด็นแรก ที่ต้องนึกถึงก็คือ “คน” สังคมจะดีได้ คนต้องแฮปปีมี ความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีเสียก่อน อาหารการกินต้องเพียงพอ ไม่มีความ อดอยากหิวโหย และที่สำ�คัญต้องไม่ ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะถ้าผู้คนอยู่ได้ อย่างยั่งยืน เรื่องอื่น ๆ ก็จะตามมา แต่ถ้าทุกคนยังปากกัดตีนถีบ เรื่องที่ ว่าจะช่วยโลกได้อย่างไร ในกลุ่มคนทั่วไป บางทีอาจจะไม่ใช่สิ่งแรกที่จะคำ�นึงถึง ส่วนประเด็นที่ 2 prosperity หรือความ มั่งคั่งนั้น ก็ค่อนข้างชัดเจน ถ้าออกแบบ ระบบให้ดี ให้งอกงามสะพรั่ง คุณภาพ ชีวิตดี ผู้คนมีการศึกษา มีความรับผิดชอบ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ� ความสุขในสังคมก็จะ เกิด และถ้าเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ด้วย แล้ว นี่คือความยั่งยืนของสังคมในอุดมคติ และประเด็นสุดท้าย planet ซึ่งก็คือ “โลกของเรา” สิ่งที่ควรคำ�นึงถึงคือจะทำ� อย่างไรให้พวกเราใช้โลกนี้อย่างรับผิดชอบ และไม่สร้างภาระให้คนยุคต่อไปมาตาม แก้ปัญหา ซึ่งยากมากกกก... ก ไก่ล้านตัว เพราะตอนนี้สถานการณ์มันเลยจุดที่ ควบคุมได้ไปมากแล้ว นอกจากนี้ปัญหาเรื่องโลกร้อน โลกรวน มันเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด และนั่นคือ เหตุผลที่สังคมส่วนใหญ่ให้ความสำ�คัญ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องโลกนี้เป็นพิเศษ มากจนกลบความสำ�คัญประเด็นอื่น ๆ แทบไม่เหลือ เมื่อไรที่มีคนพูดเรื่องความ ยั่งยืน ประเด็นสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ก็มักจะผุดขึ้นมาก่อนเสมอ… 3P ครอบคลุมเป้า SDGs ได้เกือบ ทั้งหมด ยกเว้นข้อ 16 และข้อ 17 ที่อาจจะ หลุดไปนิดนึง ซึ่งก็คือ peace (สันติภาพ) และ partnerships (การร่วมมือกัน) ซึ่งสำ�คัญมาก เพราะถ้ามีแต่สงคราม โอกาสที่จะพบหนทางยั่งยืนก็คงจะเป็น ไปไม่ได้ และถ้าอยากจะให้ยั่งยืนอย่าง แท้จริง ทุกฝ่ายคงต้องปรับตัวเข้าหา และร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ถ้าได้ครบตามเป้าทั้ง 17 ข้อสมบูรณ์ ความฝันแห่งการสร้างความยั่งยืนก็น่า จะเป็นจริงได้ ทว่าการจะบรรลุเป้าหมาย SDGs ให้ได้นั้นต้องใช้กลยุทธ์ที่แพรวพราวและ ชาญฉลาด รวบรวมทุกเทคนิค (technique) แทกติก (tactic) ทิป (tip) และทริก (trick) เข้ามาให้ครบ เพราะโดยส่วนมากระบบ และนโยบายอาจจะไม่เอื้ออำ�นวยเท่าใดนัก บางทีก็อาจจะเจอขวากหนาม หรือหนัก หน่อยก็อาจจะเจอทางตัน แต่การที่มีโอกาสได้เข้าไปนั่งฟัง แนวคิดเบื้องหลังของ SDGs และได้ เห็นตัวอย่างการปรับเปลี่ยนแนวทาง การบริหารจัดการเพื่อทำ�ให้มหาวิทยาลัย ไทยเริ่มมีการดำ�เนินการแบบ (กึ่ง) ยั่งยืน ได้บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ทำ�ให้ได้เปิดหู เปิดตา ส่วนตัวผมไม่ค่อยให้ความสำ�คัญกับ การจัดอันดับ แต่ในปี ค.ศ. 2023 ถ้าว่า ตามการจัดอันดับของ Times Higher Education มีมหาวิทยาลัยไทยดาหน้า กันเข้าไปติดท็อปของโลกด้าน SDGs กันเป็นแถว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ที่ 17 ส่วนมหิดลอยู่ที่ 38 จากการประเมิน มหาวิทยาลัยกว่า 1,500 แห่ง ซึ่งอย่างที่ บอกไปแล้วตอนต้น จะได้อับดับประมาณ นี้ถือว่าไม่ใช่ง่าย เพราะไม่ใช่แค่สร้าง ภาพรักษ์โลก เอาใจใส่ด้านสิ่งแวดล้อม เน้นกรีนอย่างเดียวแล้วจะได้ แต่ต้องมี เรื่องคน เรื่องธรรมาภิบาล ผลประกอบการ สันติภาพ และการสร้างพันธมิตรด้วย จึงจะมีสิทธิเข้าไปลุ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะนั่น หมายความว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทย มีความตื่นตัวมากในเรื่องของความยั่งยืน ที่จริงในการอบรมยังมีแนวคิดการ บริหารและโครงการอะไรอีกหลายอย่าง ที่น่าสนใจ แต่บอกเลยว่าถ้าจะทำ�ให้ สำ�เร็จและยั่งยืนได้จริง แค่ทำ�ให้ติดอันดับ คงไม่พอ สภากาแฟ
35 มิถุนายน 2566 การจัดอันดับจะเน้นว่าทำ�ได้ครบจบ เกณฑ์ไหม และถ้าหวังแค่เอาคะแนน บางทีแค่มี ไม่จำ�เป็นต้องดี ก็ได้คะแนน กันแล้ว และถ้ามหาวิทยาลัยอยากจะผลักดัน ให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงในองค์กร คงต้องมีการปรับไอเดียคนในองค์กรครั้ง ใหญ่ และยกเครื่องระบบกันแบบเอาจริง เอาจัง ซึ่งผมเชื่อว่าคนตัวเล็ก ๆ หน้างาน แม้จะมีแนวคิดที่สร้างสรรค์เพียงไรก็คง ไม่มีทางทำ�อะไรได้มาก ถ้าผู้บริหารและ ผู้สร้างนโยบายไม่พร้อมที่จะลงมา ช่วยเล่น แน่นอนว่าทุก P มีความสำ�คัญ แต่ใน มุมของผม สิ่งที่สำ�คัญที่สุดในการสร้าง ความยั่งยืนในองค์กรใหญ่ อาจจะเป็น เรื่องของพันธมิตรหรือ partnership ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้เรามักให้ความสำ�คัญ กับความร่วมมือระดับใหญ่อย่างระดับ ประเทศหรือระดับนานาชาติ แต่บางที partnership ที่สำ�คัญที่สุด อาจจะอยู่ใกล้แค่ปลายตา เพราะคนที่รู้ ปัญหาตัวจริงก็คือคนที่อยู่หน้างาน การอบรมที่ผมได้เข้าถือเป็นก้าวที่ดี ในการเริ่มทลายน้ำ�แข็งในหมู่คนทำ�งาน คือให้คนหน้างานได้คุยได้อภิปรายกันใน เรื่องปัญหาที่แต่ละคนได้ประสบพบเจอ และมันประสบความสำ�เร็จอย่างถล่ม ทลาย ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและยินดีที่จะ แชร์ประเด็นของตัวเองออกมา เพื่อระดม สมองหาหนทางแก้ปัญหา (ด้วยความหวัง ที่ว่ามันจะยั่งยืน) หากผู้บริหารที่ทำ�หน้าที่ออกนโยบาย เพื่อแก้ปัญหายินดีที่จะลงมารับฟัง หรือที่ ดีกว่าคือมาเป็นพันธมิตรกับคนหน้างานที่ รู้ลึกรู้จริงเรื่องปัญหา ผมเชื่อเหลือเกินว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ในตอนนี้เริ่มมี กลไกการ outreach ลงมาถึงคนหน้างาน กันมากขึ้น… สภากาแฟ ทั้งการจัดเวิร์กชอป การอบรมต่าง ๆ ที่มีผู้บริหารระดับสูงลงมาร่วมด้วย รวม ไปถึงการริเริ่มแนวคิดในการก่อตั้งแซนด์- บอกซ์ (sandbox) และเซฟโซน (safe zone) สำ�หรับความคิดเห็นและโครงการ ที่อาจจะเซนซิทิฟ เพราะถ้าเป้าสุดท้ายสำ�เร็จได้ ผมเชื่อ เหลือเกินว่าภาพองค์กรแห่งความยั่งยืน ที่แท้จริงนั้นคงอยู่ไม่ไกล
36 มิถุนายน 2566 เรียบเรียงโดย ธนกฤต ศรีวิลาศ และวัชรินทร์ อันเวช นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จากเพจ The Principia และเว็บไซต์ theprincipia.co เลข เปลี่ยนโลก หลายคนคงต้้องเรีียนวิิชาคณิิตศาสตร์์ผ่่านหููผ่่านตากัันมาแล้้วทั้้�งนั้้�น ไม่่ว่่ามัันจะง่่ายหรืือยาก สำำหรัับคุุณก็็ตาม ก็็ปฏิิเสธไม่่ได้้ว่่าวิิชานี้้�จำำเป็็นกัับชีีวิิตเราอย่่างยิ่่� ง ไม่่ว่่าจะทำำ อะไรก็็มัักมีีอะไรให้้ คำำนวณอย่่างเป็็นระบบอยู่่�ทุุกวััน ทั้้�งการซื้้�อของแล้้วรอเงิินทอน การกะเวลาการเดิินทาง หรืือ การตีีเลขเพื่่�อหาซื้้�อสลากกิินแบ่่งรััฐบาล เป็็นต้้น แต่่เอาเข้้าจริิงตััวอย่่างสุุดท้้ายที่่�ยกมาอาจจะไม่่ สามารถคำำนวณตรง ๆ ได้้อย่่างแม่่นยำำนััก จึึงไม่่ใช่่ทุุกคนที่่�จะได้้รัับรางวััลกลัับมา แต่่โชคดีีของ นัักลุ้้นเลขทุุกคนคืืออะไรรู้้ไหมครัับ ? แม้้ไม่่ได้้รางวััลกลัับมาแต่่คุุณจะได้้ความรู้้กลัับไป เพราะเรา สรรหาความรู้้สนุุก ๆ ที่่�ซ่่อนอยู่่�ในตััวเลขแต่่ละงวดมาให้้คุุณอ่่านกัันแล้้วที่่�นี่่� ... 6 5 และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะประกาศว่า งวดประจำาวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เลขท้ายสองตัวที่ออกได้แก่... 65ปีที่ครบรอบการจากไปของ โรซาลินด์ แฟรงคลิน (Rosalind Franklin) นักวิทยาศาสตร์สาวชาวอังกฤษ ที่ค้นพบปริศนาแห่งชีวิต แต่ไม่เคยได้รับเครดิต มากมายเท่าที่ควรจะเป็น เธอเสียชีวิตในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2501 ก่อนที่ผลงานที่ต่อยอด จากงานวิจัยของเธอจะได้รับรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2505 ด้วยชื่อของคนอื่น
37 มิถุนายน 2566 เลข เปลี่ยนโลก โรซาลินด์ แฟรงคลิน เกิดวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เธอเป็นคนที่เรียนเก่งมาก เมื่อถึง ระดับมัธยมได้เข้าเรียนในโรงเรียนสตรีเซนต์ปอล (St Paul’s Girls’ School) ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีไม่กี่แห่งที่มีการสอนวิชาฟิสิกส์ กับเคมี เมื่อถึงระดับอุดมศึกษา เธอได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ในสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และหลังจบก็ได้เลือก ทำ�งานในอาชีพนักวิจัยทางด้านเคมีและผลึกวิทยา โรซาลิินด์์ แฟรงคลิิน ที่่�มาภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Rosalindfranklin-in-paris.jpg ในปี พ.ศ. 2490 แฟรงคลินมีโอกาสย้ายไปทำ�งานวิจัยที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้การดูแลของฌัก แมริง (Jacques Mering) นักวิจัยชาวฝรั่งเศสผู้บุกเบิกการศึกษาโครงสร้าง ของวัสดุด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) เพื่อใช้ในการศึกษาสสารทั้งที่มีโครงสร้างเป็นผลึกและไม่เป็น ผลึก ที่นั่นแฟรงคลินมีความโดดเด่นอย่างมาก จากความชำ�นาญ ในการใช้วิทยาการผลิกศาสตร์รังสีเอกซ์ (X-ray crystallography) ซึ่งเป็นการใช้รังสีเอกซ์ในการถ่ายภาพตำ�แหน่งของอะตอม ต่าง ๆ ที่อยู่ในผลึกหรือโมเลกุลของสสารเพื่อทำ�การศึกษา คุณสมบัติต่าง ๆ รวมถึงโครงสร้างของโมเลกุล แฟรงคลินที่เป็นผู้บุกเบิกการใช้ผลิกศาสตร์วิเคราะห์ โครงสร้างของไวรัสสัตว์ก็เคยพบหลักฐานสำ�คัญผ่านการเก็บภาพ ดีเอ็นเอด้วยรังสีเอกซ์ ทำ�ให้เธอพบว่าดีเอ็นเอสามารถเปลี่ยน รูปร่างไปตามลักษณะแวดล้อมที่มีความชื้นต่างกัน และยังทำ�ให้ เธอมีภาพหลักฐานสำ�คัญที่ชื่อว่า โฟโต 51 (Photo 51) ซึ่งเป็น ภาพถ่ายจากการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ของดีเอ็นเอ และเป็นภาพที่ ชัดเจนที่สุดว่าดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นเกลียวคู่ ดีเอ็นเอเป็นโมเลกุลแห่งชีวิตที่มีความสำ�คัญมาก เพราะมัน คือสารชีวโมเลกุลที่เก็บรวบรวมลักษณะพันธุกรรมทั้งหมดของ สิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะหน้าตาของเราที่แตกต่างจากเพื่อน รูปร่างที่ แตกต่างจากสัตว์เลี้ยง หรือกระบวนการทางชีวภาพในร่างกาย โฟโต 51 (Photo 51) ภาพถ่่ายสำคััญที่่�ทำให้้โลกรู้้จัักโครงสร้้างของดีีเอ็็นเอ ที่่�มาภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Experimental_setup_of_Photo_51.svg
38 มิถุนายน 2566 เลข เปลี่ยนโลก มอริิส วิิลคิินส์์ ที่่�มาภาพ : Public Domain via Website der National Institutes of Health: http:// www.ihm.nlm.nih.gov เจมส์์ วััตสััน ที่่�มาภาพ : Nobel Foundation archive คนที่ต่างจากต้นไม้ สามารถอธิบายได้ทั้งหมดด้วยดีเอ็นเอ แต่ใน ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วหน้าตาของดีเอ็นเอเป็นอย่างไร และมันทำ�งานอย่างไร การแข่งขันกันศึกษาโครงสร้างของดีเอ็นเอ ระหว่างนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงดุเดือดมาก ทุกคนทำ�งานอย่าง ขยันขันแข็งเพื่อจะเป็นคนแรกที่พบโครงสร้างที่ถูกต้องของ ดีเอ็นเอ ทางฝั่งสหรัฐอเมริกาก็มีไลนัส พอลิง (Linus Pauling) นักวิจัย ด้านชีววิทยาโมเลกุลชื่อดังในยุคนั้น เสนอแบบจำ�ลองของโครงสร้าง ดีเอ็นเอที่เขาคิดขึ้นมาเอง แต่มันเป็นแบบจำ�ลองที่ผิด เพราะเขา คิดว่าดีเอ็นเอมีสามสาย ถ้าหากว่าเขาได้เห็น Photo 51 ของ แฟรงคลิน เขาจะต้องรู้โครงสร้างที่แท้จริงของดีเอ็นเอแน่นอน มอริส วิลคินส์ (Maurice Wilkins) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน ของแฟรงคลิน นำ� Photo 51 ไปให้นักวิทยาศาสตร์อีกสองคน คือ เจมส์ วัตสัน (James Watson) และฟรานซิส คริก (Francis Crick) ซึ่งศึกษาเรื่องโครงสร้างดีเอ็นเออยู่แล้ว และภาพนั้นทำ�ให้ พวกเขาเดาภาพสามมิติของโครงสร้างดีเอ็นเอถูกต้อง จึงทำ� การศึกษาต่อจนได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอที่ ถูกต้องสมบูรณ์ โดยตั้งต้นเรื่องราวมาจากภาพที่เป็นผลงานของ แฟรงคลิน ท้ายที่สุดทั้งมอริส วิลคินส์, เจมส์ วัตสัน, และฟรานซิส คริก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ในปี พ.ศ. 2505 ในขณะที่โรซาลินด์ แฟรงคลิน กลับไม่มีชื่ออยู่ในนั้น เหตุผลที่ไม่มีชื่อของเธอในการรับรางวัลโนเบลครั้งนั้นเป็น เพราะว่ารางวัลโนเบลไม่เสนอชื่อให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่ง โรซาลินด์ แฟรงคลิน เสียชีวิตไปก่อนหน้างานประกาศรางวัลจาก โรคภัยมากมายที่รุมเร้า ในปี พ.ศ. 2501 ด้วยวัย 37 ปี ซึ่งเป็นเรื่อง ที่น่าเสียดายอย่างมาก เพราะผลงานของเธอคือตัวแปรสำ�คัญที่ ทำ�ให้การศึกษาโครงสร้างดีเอ็นเอประสบความสำ�เร็จ ช่วงบั้นปลายชีวิต แฟรงคลินพบว่าตัวเองมีเนื้องอกสองก้อน ในช่องท้อง และได้รับการผ่าตัดตั้งแต่เดือนกันยายนปี พ.ศ. 2496 เธอต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังมุ่งมั่นใน การทำ�งานวิจัยและผลิตบทความทางวิชาการออกมาเรื่อย ๆ โดย กลุ่มวิจัยของเธอตีพิมพ์บทความวิจัยหลายสิบฉบับ จนกระทั่งใน ช่วงต้นปี พ.ศ. 2501 ร่างกายของเธอกลับทรุดลง แฟรงคลินเข้า ทำ�งานในฐานะนักวิจัยสมทบได้แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะเสียชีวิต ฟรานซิิส คริิก ที่่�มาภาพ : https://simple. wikipedia.org/wiki/Francis_Crick#/ media/File:Francis_Crick_1995.jpg ลงด้วยโรคปอดบวมและมะเร็งรังไข่ระยะที่สอง ด้วยอายุ 37 ปี 9 เดือน ในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2501 ก่อนการมอบรางวัลโนเบล ให้แก่การค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอแค่เพียง 4 ปีเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 หนังสือที่เขียนโดย เจมส์ วัตสัน ชื่อ ว่า The Double Helix ก็ถูกตีพิมพ์ออกมา โดยมีเนื้อหาบางส่วนที่ เขายกย่องแฟรงคลินไว้ว่า เขาไม่มีทางชนะรางวัลโนเบลได้ หรือ ไม่แม้แต่ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยชื่อดังชิ้นนั้น หากว่าเขาไม่ได้พบเจอ กับโรซาลินด์ แฟรงคลิน
39 มิถุนายน 2566 เลข เปลี่ยนโลก 9 9 เล่าถึงเรื่องราวของนักเคมีคนสำ�คัญยังหลากอารมณ์และน่าสนใจขนาดนี้ เรื่องต่อไปที่เราอยากจะเล่าถึงก็เป็นธาตุเคมีที่มีคุณสมบัติ พิเศษและมีประวัติการค้นพบที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แถมยังใช้ชื่อนักวิทยาศาสตร์มาตั้งเป็นชื่อธาตุเคมีนี้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าเรื่องราวของ ธาตุเคมีที่ว่านี้มาพร้อมกับตัวเลขอะไร ไปฟังประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดที่สองของเดือนที่แล้วพร้อมกันเลย งวดประจำาวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เลขท้ายสองตัวที่ออกได้แก่... สำ�หรับเลข 99 นี้ น่าจะเป็นเลขที่ถูกตาต้องใจใครหลายคน เนื่องจากเลข 9 นั้นถือเป็นเลขมงคลตามความเชื่อของทั้งคนไทย และคนจีนเลยทีเดียว แต่ในแง่ของวิทยาศาสตร์ เลข 99 นี้ก็มี ความหมายไม่น้อยเช่นเดียวกัน หนึ่งในเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ ที่อยากจะเอามาพูดคุยกันในครั้งนี้เป็นเรื่องของธาตุชนิดหนึ่งที่ อาจจะไม่คุ้นเคยในวิชาเคมี แต่ต้องคุ้นชื่อของมันแน่ ๆ นั่นก็คือ ธาตุไอน์สไตเนียม (Einsteinium) ซึ่งเป็นธาตุลำ�ดับที่ 99 ในตาราง ธาตุนั่นเอง ธาตุไอน์สไตเนียมมีสัญลักษณ์ธาตุในตารางธาตุคือ Es และมีเลขอะตอม 99 เป็นธาตุที่มีตำ�แหน่งอยู่ในแถวล่างสุด ของตารางธาตุ ไม่สามารถพบได้ในธรรมชาติ และมีความ เป็นกัมมันตภาพรังสีสูง โดยมีค่าครึ่งชีวิตซึ่งเป็นเวลาที่สาร กัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัวจนเหลือครึ่งหนึ่งอยู่ที่ 20.47 วัน ที่สำ�คัญยังเป็นธาตุที่หนักมากที่สุดในขณะนี้ที่นำ�มาศึกษาได้ใน ห้องปฏิบัติการทางเคมีอีกด้วย
40 มิถุนายน 2566 เลข เปลี่ยนโลก ถึงแม้จะมีชื่อของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก อย่างแอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อยู่ในชื่อธาตุนั้นด้วย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบธาตุที่ว่านี้แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์การค้นพบธาตุไอน์สไตเนียมต้อง ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ซึ่งในปีนั้นได้มี การทดสอบอาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ (thermonuclear weapon) หรือระเบิดไฮโดรเจน (hydrogen bomb) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยระเบิดรุ่นแรก มีชื่อว่า ไอวี ไมก์ (Ivy Mike) ที่บริเวณหมู่เกาะ มาร์แชลล์ (Marshall Islands) แถบมหาสมุทร แปซิฟิก จากการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนในครั้งนั้น มีการค้นพบธาตุไอน์สไตเนียมเป็นครั้งแรกหลัง จากการระเบิดของไอวี ไมก์ โดยพบเพียงแค่ 200 อะตอมเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2504 ก็มี ทีมวิจัยที่สังเคราะห์ธาตุนี้ในห้องปฏิบัติการได้สำ�เร็จ โดยในตอนแรกทีมวิจัยที่ค้นพบตั้งใจจะตั้งชื่อธาตุ นี้ว่า แพนดะโมเนียม (Pandamonium) ซึ่งมาจาก ชื่อโครงการเจ้าของผลงานระเบิดดังกล่าว ที่มี รหัสย่อว่า แพนดา (Panda) แต่ในเวลาต่อมาก็ได้ เปลี่ยนมาตั้งชื่อเป็นไอน์สไตเนียม เพื่อเป็นเกียรติ แก่ไอน์สไตน์ ด้วยความที่ธาตุไอน์สไตน์เนียมเป็นธาตุที่มี กัมมันตรังสีสูงมาก เพราะเกิดขึ้นมาหลังจากการ ระเบิดของอาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ สามารถปล่อย พลังงานความร้อนและรังสีออกมาปริมาณมหาศาล ธาตุไอน์สไตเนียมจึงเป็นธาตุที่ยากต่อการนำ�มา ศึกษา เราจึงไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าธาตุปริศนานี้ มากนัก จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา มีทีมวิจัย จากห้องปฏิบัติการลอว์เรนซ์ เบิร์กลีย์ (Lawrence Berkeley National Laboratory) สังเคราะห์ สารประกอบของธาตุไอน์สไตน์เนียมได้สำ�เร็จ เป็นครั้งแรก โดยใช้ไอโซโทปของธาตุไอน์สไตน์เนียม การทดสอบระเบิิดไฮโดรเจน ที่่�มาภาพ : Public Domain via National Nuclear Security Administration
41 มิถุนายน 2566 อ้างอิง 1. https://th.wikipedia.org/wiki/โรซาลินด์_แฟรงคลิน 2. https://www.takieng.com/stories/24266 3. https://www.matichonweekly.com/column/article_664497 4. https://mgronline.com/science/detail/9630000124635 5. https://www.sciencefocus.com/the-human-body/how-we-unravelled-the-structure-of-dna/ 6. https://www.sciencefocus.com/science/10-amazing-women-in-science-history-you-really-should-know-about/ 7. https://pubchem.ncbi.nlm.nih.gov/element/Einsteinium#section=Description 8. https://www.nature.com/articles/s41586-020-03179-3 9. https://theconversation.com/einsteinium-100-years-after-einsteins-nobel-prize-researchers-reveal-chemical-secrets-of-element-that-bears-hisname-154447 10. https://www.nytimes.com/2021/02/07/science/einsteinium-chemistry-elements.html https://www.sciencealert.com/chemists-have-carried-out-the-first-ever-measurements-on-the-element-einstei E-254 เพียง 200 นาโนกรัม เข้ามาต่อเป็นส่วนหนึ่งในโมเลกุล ของสารประกอบคาร์บอนเชิงซ้อนที่มีชื่อว่า ไฮดรอกซิไพริดิโนน (hydroxypyridinone) ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร เนเจอร์ (Nature) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำ�คัญ ที่เราจะทำ�ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของสารมากขึ้น โดยยิ่งเรา ทำ�ความเข้าใจธรรมชาติและพฤติกรรมของมันได้มากเท่าไร เราก็ ยิ่งนำ�มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้มาก เท่านั้น เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขทั้งสองงวดนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วย เรื่องราวน่ารู้มากมาย และในเดือนหน้าก็คงไม่ต่างกัน รอติดตามอ่าน ได้ในฉบับต่อไปว่าเลขท้ายสองตัวของผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งสองงวดจะมีเรื่องราวความรู้อะไรที่เอามาเล่าให้ฟังกันอีก ไม่ว่าการเสี่ยงโชคงวดนี้จะเป็นอย่างไร โปรดจำ�ไว้ เราพร้อม มอบความรู้ใหม่ ๆ ให้คุณเสมอ แบบไม่ต้องรอโชคช่วย... #แม้คุณ จะไม่ถูกหวยแต่คุณจะรวยความรู้ #พบกันใหม่งวดหน้า การเรืืองแสงจากการปล่่อยรัังสีีของธาตุุไอน์์สไตน์์เนีียม ที่่�มาภาพ : https://commons.wikimedia.org/wiki/ File:Einsteinium.jpg เลข เปลี่ยนโลก
42 มิถุนายน 2566 ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ห้องภาพ สัตว์ป่าไทย นกต ี นเทียน Himantopus himantopus เป็นนกขนาดกลาง ประมาณ 37-38 เซนติเมตร ปากยาว เรีียวแหลม และมีีสีีดำำ คอยาว ปีีกยาวแหลม หางยาวปานกลาง ขายาวมาก พบตามแหล่่งน้ำ�ำ ขนาดใหญ่่ ทั้้� งน้ำำ �จืืดและน้ำำ � ทะเล ตามบึึง บาง หนอง ทะเลสาบ อ่่างเก็็บน้ำำ � นากุ้้�ง นาเกลืือ ชายเลน ผสมพัันธุ์์�ช่่วง เดืือนเมษายนถึึงมิิถุุนายน ทำำรัังอยู่่รวมกัันเป็็นกลุ่่ม บนหญ้้าหรืือเนิินดิินใกล้้ ๆ แหล่่งน้ำำ � โดยขุุดดิิน เป็็นแอ่่งตื้้�น ๆ เพื่่�อรองรัับไข่่
43 มิถุนายน 2566 เปิดโลก ดาราศาสตร์ พงศธร กิจเวช (อัฐ) Facebook: คนดูดาว stargazer วััดบรมนิิวาสเป็็นวััดสำำคััญวััดหนึ่่� งของไทยทั้้�งในด้้าน ดาราศาสตร์์และด้้านศิิลปะ แต่่กลัับเป็็นเรื่่�องแปลก ที่่�น้้อยคนจะรู้้จัักวััดนี้้� ปริ ิ ศนาดาว ในโบสถ์์วััดบรมนิ ิ วาส ภาพด้้านนอกของโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ถ่่ายโดยผู้้เขีียน
44 มิถุนายน 2566 เปิดโลก ดาราศาสตร์ วััดบรมนิิวาสตั้้งอยู่่ใกล้้ตลาดโบ๊๊เบ๊๊ แขวงรองเมืือง เขตปทุุมวััน กรุุงเทพมหานคร เดิิมชื่่อ “วััดบรมสุุข” สร้า้งโดยชาวบ้า้น แล้้วถวาย พระบาทสมเด็็จพระนั่่งเกล้า้เจ้า้อยู่่หััว รััชกาลที่่ 3 ทรงรัับเป็็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ 3 ทรงถวายต่อให้พระวชิรญาณภิกขุซึ่งต่อมาได้ ทรงลาผนวชแล้วขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2494 พระวชิรญาณทรงสั่งให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดให้สมกับเป็น พระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2377 ในสมัย รัชกาลที่ 3 จนแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทาน นามใหม่ว่า “วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร” สิ่งสำ�คัญสิ่งหนึ่งที่ทรงสั่งคือโปรดให้ขรัวอินโข่งยอดจิตรกร แห่งรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 3-4 วาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในโบสถ์วัดบรมนิวาส ขรัวอินโข่งเป็นศิลปินหัวก้าวหน้า เป็นจิตรกรไทยคนแรกที่ ประยุกต์ผสมผสานศิลปะการวาดภาพแบบไทยและตะวันตกเข้า ด้วยกัน ใช้ลักษณะจิตรกรรมประเพณีของไทย ร่วมกับฉากหลังที่มี ระยะใกล้ไกลสมจริงแบบตะวันตกที่เรียกว่า ทัศนมิติ (perspective) ผลงานโดดเด่นของขรัวอินโข่งอยู่ในโบสถ์วัดบวรนิเวศและ วัดบรมนิวาส ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดบรมนิวาสมีอยู่ทั้ง 4 ด้าน เริ่มจากล่างสุดเป็นลายดอกกุหลาบ เหนือขึ้นไปตรงช่องระหว่าง หน้าต่างเป็นกิจวัตรประจำ�วันของพระสงฆ์ และภาพอสุภกรรมฐาน พิจารณาซากศพแบบต่าง ๆ เพื่อให้ปลง เหนือหน้าต่างเป็นภาพ ปริศนาธรรม 12 ภาพ และบนสุดเกือบติดเพดานเป็นภาพดาว ต่าง ๆ ภาพภายในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ถ่่ายโดยผู้้เขีียน
45 มิถุนายน 2566 เปิดโลก ดาราศาสตร์ ดาวภายในโบสถ์วัดบรมนิวาสมีทั้งหมด 9 ดวง แต่ละดวงไม่มี ชื่อกำ�กับไว้ แต่มี 4 ดวง ที่เราสามารถบอกได้ว่าเป็นดาวอะไร คือ 1. ดวงอาทิตย์ เป็นกระจกวงกลมสีขาว มีรัศมีสีส้มเหลืองแผ่ ออกมาโดยรอบ อยู่ทางด้านหลังพระประธาน มีจารึกใต้ภาพ ว่า “พระอาทิตย์เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้า” 2. ดวงจันทร์ เป็นวงกลมสีเหลือง อยู่เหนือประตูทางเข้าโบสถ์ 3. ดาวพฤหัสบดี เป็นวงกลมสีเหลือง มีเส้นแถบแนวนอน 2 แถบใหญ่ ที่เรียกว่า เข็มขัด เป็นเอกลักษณ์ของดาว พฤหัสบดี และมีจุด 4 จุด ล้อมรอบ นั่นคือดวงจันทร์บริวาร ทั้ง 4 ดวง ของดาวพฤหัสบดี ที่ค้นพบในสมัยนั้น 4. ดาวเสาร์ เป็นวงกลมสีน้ำ�ตาล มีวงแหวนขนาดใหญ่ล้อม รอบดาว เป็นเอกลักษณ์ของดาวเสาร์ ลักษณะภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ที่วาดเหมือนจริงเหมือนเห็นจากกล้องดูดาว (กล้องโทรทรรศน์) นั้นนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เพราะก่อนหน้านี้จะวาด ดาวต่าง ๆ เป็นจุด ส่วนดาวที่เหลืออีก 5 ดวง เป็นปริศนาว่าคือดาวอะไรบ้าง? ผมสันนิษฐานว่า ตำ�แหน่งดาวที่ปรากฏอาจไม่ได้เรียงสะเปะ สะปะตามความชอบใจ แต่เป็นตำ�แหน่งดาวในวันสำ�คัญที่มี ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ถ้าเราทราบว่าเป็นวันไหน อาจช่วยพอ ให้ทราบว่าดาวอีก 5 ดวง คือดาวอะไรบ้าง ที่สันนิษฐานเช่นนี้เนื่องจากรัชกาลที่ 4 ทรงสนพระทัยใน ดาราศาสตร์อย่างมาก โชคดีที่มีภาพหนึ่งอาจเป็นกุญแจไขปริศนานี้ได้ นั่นคือภาพคน กำ�ลังส่องกล้องดูดาว เป็นภาพที่อยู่ทางซ้ายหลังองค์พระประธาน ภาพวาดดวงอาทิิตย์์ในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ที่่�มาภาพ : หนัังสืือ ถอดรหัสั ภาพผนััง พระจอมเกล้้า-ขรััวอิินโข่่ง หน้้า 188 ภาพดาวเสาร์์ในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ถ่่ายโดยผู้้เขีียน ภาพวาดดวงจัันทร์์ในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ถ่่ายโดยผู้้เขีียน ภาพดาวพฤหััสบดีีในโบสถ์์ วััดบรมนิิวาส ถ่่ายโดยผู้้เขีียน ภาพวาดคนส่่องกล้้องในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ที่่�มาภาพ : หนัังสืือ ถอดรหััส ภาพผนััง พระจอมเกล้้า-ขรััวอิินโข่่ง โดย วิิไลรััตน์์ ยัังรอต และ ธวััชชััย องค์์วุุฒิิเวทย์์ สำนัักพิิมพ์์มิิวเซีียมเพรส 2559 หน้้า 197
46 มิถุนายน 2566 เปิดโลก ดาราศาสตร์ สิ่งที่น่าสนใจมากคือ คนกำ�ลังเล็งกล้องดูดาวไปที่ภาพ ดวงอาทิตย์ ปกติเราจะไม่เอากล้องดูดาวส่องดวงอาทิตย์โดยไม่มี อุปกรณ์ป้องกันคือแผ่นกรองแสงอาทิตย์ (solar filter) ถ้าไม่มี แผ่นนี้แล้วใช้กล้องดูดาวส่องดวงอาทิตย์อาจทำ�ให้ตาบอดได้ เนื่องจากกล้องดูดาวจะรวมแสงอาทิตย์ให้แรงขึ้น อาจนึกถึง แว่นขยายที่รวมแสงอาทิตย์แล้วทำ�ให้กระดาษลุกไหม้ นักดาราศาสตร์มักใช้กล้องดูดาวส่องดวงอาทิตย์เมื่อมี ปรากฏการณ์สุริยุปราคา ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำ�คัญที่นาน ๆ จะเกิด สักครั้ง นอกจากภาพคนส่องกล้องดูดาวแล้ว เหนือภาพดวงอาทิตย์ ยังมีภาพดาวเป็นวงกลมสีดำ� ลักษณะเหมือนดวงอาทิตย์ขณะ เกิดสุริยุปราคา ภาพวาดในโบสถ์์วััดบรมนิิวาสที่่�สัันนิิษฐานว่่าอาจเป็็นภาพดวงอาทิิตย์์ ขณะเกิิดสุุริิยุุปราคา ที่่�มาภาพ : หนัังสืือ ถอดรหัสั ภาพผนััง พระจอมเกล้้า-ขรััวอิินโข่่ง หน้้า 187 ดังนั้นภาพดาวต่าง ๆ ในโบสถ์วัดบรมนิวาสอาจเป็นตำ�แหน่ง ดาวขณะเกิดสุริยุปราคาครั้งใดครั้งหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากสุริยุปราคาทั้งหมดที่เห็นในประเทศไทยใน ช่วงตั้งแต่เริ่มบูรณะวัดบรมนิวาสจนถึงสิ้นสมัยรัชกาลที่ 4 คือ ปี พ.ศ. 2377-2411 ใช้แอปดูดาวจำ�ลองภาพตำ�แหน่งดาวขณะ เกิดสุริยุปราคาเวลาที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์มากที่สุด แล้ว เปรียบเทียบกับตำ�แหน่งดาวต่าง ๆ ในโบสถ์วัดบรมนิวาส พบว่า สุริยุปราคาเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2400 ซึ่งตรงกับวันแรม 15 ค่ำ� เดือน 10 ตำ�แหน่งดาวในแอปดูดาวและตำ�แหน่งดาวใน โบสถ์วัดบรมนิวาสมีความใกล้เคียงกัน ยิ่งกว่านั้นยังมีเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำ�คัญคือ ประกาศ มหาสงกรานต์ พ.ศ. 2399 ว่าจะเกิดสุริยุปราคาตอนสิ้นเดือน 10 (ตามปฏิทินจันทรคติไทย) ในปี พ.ศ. 2400 นับเป็นประกาศทาง ราชการฉบับแรกของไทยที่แจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าเรื่อง การเกิดสุริยุปราคา เอกสารนี้ช่วยย้ำ�ว่าสุริยุปราคาครั้งนี้มีความ สำ�คัญ ภาพถ่่ายสุุริิยุุปราคาวัันที่่� 21 สิิงหาคม 2560 ที่่�สหรััฐอเมริิกา โดย สถาบัันวิิจััยดาราศาสตร์์แห่่งชาติิ ภาพถ่่ายในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส ทางซ้้ายพระประธานเป็็นภาพวาดคนส่่อง กล้้องดููดาว เหนืือเศีียรพระประธานเป็็นภาพวาดดวงอาทิิตย์์ และเหนืือ ดวงอาทิิตย์์เกืือบติิดขอบบนเป็็นภาพวาดดวงอาทิิตย์์ขณะเกิิดสุุริิยุุปราคา ที่่�มาภาพ : หนัังสืือ ถอดรหัสั ภาพผนััง พระจอมเกล้้า-ขรััวอิินโข่่ง หน้้า 181
47 มิถุนายน 2566 เปิดโลก ดาราศาสตร์ ดาวทั้งหมดนี้เป็นดาวในระบบสุริยะ (solar system) ดังนั้น จึงทำ�ให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดบรมนิวาสมีความสำ�คัญ อย่างมากคือ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปดาวในระบบสุริยะ ครั้งแรกของไทย ภาพวาดดาวในระบบสุุริิยะ ที่่�มาภาพ : NASA ภาพแผนผัังตำแหน่่งดาวในโบสถ์์วััดบรมนิิวาส จากการสัันนิิษฐานคืือ ๑. ดวงอาทิิตย์์ ๒. ดาวพฤหััสบดีี ๓. ดาวเนปจููน ๔. ดวงจัันทร์์ ๕. ดาวยููเรนััส ๖. ดาวเสาร์์ ๗. ดาวอัังคาร ๘. ดาวพุุธ ๙. ดวงอาทิิตย์์ ขณะเกิิดสุุริิยุุปราคา ที่่�มาภาพ : หนัังสืือ ถอดรหัสั ภาพผนััง พระจอมเกล้้า-ขรััวอิินโข่่ง หน้้า 182 อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และยังมี ปัญหาบางอย่างเช่น ไม่มีดาวศุกร์ ซึ่งเป็นดาวที่สว่างมากอันดับ 3 รองจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ รายละเอียดข้อมูลและภาพประกอบเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ จากบทความเรื่อง “จุดเปลี่ยนจักรวาล ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ระบบสุริยะแห่งแรกของไทยในโบสถ์วัดบรมนิวาส” โดย พงศธร กิจเวช ตามลิงก์แรกที่ปักหมุดไว้ใน Facebook Page คนดูดาว stargazer ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงสันนิษฐานว่าตำ�แหน่งดาวในโบสถ์ วัดบรมนิวาสอาจเป็นตำ�แหน่งดาวขณะเกิดสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2400 ทำ�ให้ได้ชื่อดาวต่าง ๆ ตามลำ�ดับจากด้านหลังองค์พระประธาน เวียนย้อนเข็มนาฬิกาไปรอบโบสถ์ (มาทางซ้ายของพระประธาน) ดังนี้คือ 1. ดวงอาทิตย์ 2. ดวงอาทิตย์ขณะเกิดสุริยุปราคา 3. ดาวพุธ 4. ดาวอังคาร 5. ดาวเสาร์ 6. ดาวยูเรนัส 7. ดวงจันทร์ 8. ดาวเนปจูน 9. ดาวพฤหัสบดี
48 มิถุนายน 2566 สาระวิทย์ ในศิลป์ วริศา ใจดี (ไอซี) เด็กสาย(พันธุ์)วิทย์สานศิลป์ ชอบเรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ สนใจเรื่องเกี่ยวกับอวกาศ และสัตว์เลี้ยงตัวจิ๋ว เวลาว่างชอบทำางานศิลปะ กำาลังค้นหาสูตรผสมที่ลงตัวระหว่างวิทย์กับศิลป์ Facebook : I-see Warisa Jaidee Detecting Earth 2.0 Part I: Radial Velocity ขอต้้อนรัับเข้้าสู่่�ปิิดเทอมฤดููร้้อน (ที่่�อเมริิกา) หลัังจากที่่�หยุุดพัักสอบ ปลายภาคไปหนึ่่�งฉบัับ ฉบัับนี้้�ฉัันกลัับมาพร้้อมกัับบทความที่่�ขอออก นอกอวกาศสัักหน่่อย ฉัันกำำลัังจะพาทุุกคนมาค้้นหาดาวดวงใหม่่
49 มิถุนายน 2566 สาระวิทย์ ในศิลป์ สืืบเนื่่องจากวิิชาดาวเคราะห์์นอกระบบที่่ฉัันเพิ่่ง เรีียนจบไปเมื่่อเทอมที่่ผ่่านมา กัับบทสนทนาใน ห้้องเรีียน นำำ�ฉัันไปสู่่การค้้นหาคำำ�ตอบของคำำ�ถามที่่เฝ้้าสงสััยมา นาน “เราพบเจอดาวดวงอื่่นมากมาย แล้้วเมื่่อไหร่่จะเจอมนุุษย์์ ต่่างดาวบ้้างล่่ะ” เพื่อวิเคราะห์ว่าเราจะมีโอกาสค้นหาระบบที่มีดาวฤกษ์คล้าย ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ที่น่าอยู่แบบโลกเจอในเร็ว ๆ นี้ไหม มาลองสมมติกันว่าเราเป็นเอเลี่ยนที่กำ�ลังค้นหาโลกโดยใช้ เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันกันดีกว่า เริ่มจากวิธีการตรวจจับ ดาวเคราะห์นอกระบบ (exoplanet) ซึ่งหากนับดาวเคราะห์นอก ระบบ รวมดาวเคราะห์ทุกดวงที่โคจรรอบดาวแม่ (host star) ของมันที่อยู่นอกระบบสุริยะ แล้วอ้างอิงตามทฤษฎีเนบิวลาที่ฉัน เคยเล่าไว้ในสาระวิทย์ฉบับที่ 120 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ที่ว่า ทุกการกำ�เนิดของดาวฤกษ์ย่อมมีโอกาสเกิดดาวเคราะห์ นั่นแปลว่า ภายในจักรวาลเต็มไปด้วยดาวเคราะห์อีกมากมายหลายรูปแบบ ที่เราอาจคาดไม่ถึง และก็มีโอกาสเป็นไปได้ว่ามนุษย์โลกไม่ได้ โดดเดี่ยว อย่างไรก็ตามการตรวจจับดาวเคราะห์นอกระบบ ไม่ใช่ ว่าคว้ากล้องมาส่องแล้วก็สามารถโบกมือทักทายกับเพื่อน ต่างดาวได้เลยนะ เพราะการส่องดูดาวฤกษ์ที่เปล่งแสงจ้า แถม มีขนาดใหญ่เบ้อเร่อ เรายังเห็นมันเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ขาว ๆ เท่านั้น นับประสาอะไรกับดาวเคราะห์ดวงเล็กอย่างโลกที่อาศัย แสงสะท้อนจากดาวฤกษ์เพื่อให้เรามองเห็น คงเล็กจิ๋วยิ่งกว่าจุด เป็นแน่แท้ แต่...แต่...แต่...มันมีวิธีที่มากมายกว่านั้นในการบ่งบอกถึงความ เป็นอยู่ของระบบดาวอันไกลโพ้น ต่อไปนี้ฉันจะตีแผ่แต่ละวิธีการ พร้อมลองวิเคราะห์ให้ดูว่า หากเราคือเอเลี่ยนแล้วพยายามตรวจ จับหาโลก เราจะต้องใช้เครื่องมือที่มีความละเอียดขนาดไหนกัน วิธีหลัก ๆ ทางดาราศาสตร์ที่ใช้ตรวจหาดวงดาวได้แก่ radial velocity, transit และ direct imaging เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนกันเลย วิธีแรก ๆ ที่นักดาราศาสตร์ใช้ ค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบ คือ การวัด “radial velocity” หรือ ความเร็วแนวรัศมี ซึ่งเป็นความเร็วในทิศทางเข้าหาหรือออกจาก ผู้สังเกต เราอาจเคยเห็นภาพเคลื่อนไหวจำ�ลองของโลกและ ดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะโคจรเป็นวงโดยมีดวงอาทิตย์ตั้งอยู่ เป็นจุดศูนย์กลางระบบ รู้หรือไม่ว่าดวงอาทิตย์เองก็มีการโคจร ด้วยเช่นกัน จุดศูนย์กลางที่แท้จริงของระบบคือจุดศูนย์กลางมวล (center of mass) แต่เนื่องจากดวงอาทิตย์มีมวลเยอะมาก จุดศูนย์กลางมวลนี้เลยต้องอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เอามาก ๆ เหมือน ถ้าเราจับโลกกับดวงอาทิตย์มาเล่นเกมกระดานหกกัน จุดหมุน ของกระดานหกอยู่ตรงกลางเป๊ะ แน่นอนว่าดวงอาทิตย์จะจมดิ่ง ส่วนโลกจะลอยเคว้ง แต่ถ้าเราค่อย ๆ ขยับจุดหมุนหรือแท่ง สามเหลี่ยมนี้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับ น้ำ�หนักอันมหาศาลนั้น มวลของระบบจะสมดุลพอดี โดยดาวทั้งคู่ อยู่ในระนาบเดียวกันดังภาพ ดวงอาทิิตย์์กัับโลกบนกระดานหกแบบมีีจุุดหมุุนตรงกลาง (บน) กัับจุุดหมุุนเยื้้�องมาทางใกล้้ดวงอาทิิตย์์มากกว่่า (ล่่าง) ในการหาตำ�แหน่งของจุดศูนย์กลางมวลของระบบ เราใช้สูตร การหาตำ�แหน่งจุดศูนย์กลางมวลของระบบซึ่งเป็นสัดส่วนกับมวล ของวัตถุในระบบดังนี้ เมื่อ M แทนมวลของวัตถุในระบบ และ r แทนระยะห่างของ วัตถุนั้น ๆ จากจุดศูนย์กลางมวลของระบบ, ตัวย่อ S แทนดวง อาทิตย์ และ E แทนโลก
50 มิถุนายน 2566 https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK https://www.nstda.or.th/r/lIcXK เมื่อจัดเรียงเสียใหม่และแทนค่าตัวเลขเข้าไป เราจะพบว่า ระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงจุดศูนย์กลางมวลมีค่าเท่ากับ เอาละ เมื่อเรารู้แล้วว่าใน 1 ปี ดวงอาทิตย์ของเราต้องโคจร วงจิ๋วรอบจุดศูนย์กลางมวลเป็นวงกลมรัศมี 500 กิโลเมตร เราก็ สามารถหาความเร็วในการโคจรนี้โดย ความเร็ว = ระยะทางหรือเส้นรอบวงของวงโคจรกลมหาร ด้วยเวลา (ในที่นี้เราประมาณว่าระยะจากโลกถึงจุดศูนย์กลางมวลของ ระบบมีค่าประมาณ 1 หน่วยดาราศาสตร์ เท่ากับระยะห่างระหว่าง โลกกับดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์มีมวลเท่ากับสามแสนเท่าของ มวลโลก) แสดงวงโคจรของโลกและดวงอาทิิตย์์ที่ ่� ต่่างโคจรรอบจุุดศููนย์์กลางมวล ของระบบ เราจะพบว่าจุดศูนย์กลางมวลที่บอกว่าต้องอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ มาก ๆ เนี่ย จริง ๆ แล้วมันอยู่ ณ ตำาแหน่ง 500 กิโลเมตร ซึ่งสั้น กว่ารัศมีของดวงอาทิตย์ที่ใหญ่ราว 7 แสนกิโลเมตรเสียอีก นั่น แปลว่า จุดศูนย์กลางมวลของระบบโลกถึงดวงอาทิตย์นี้อยู่ข้าง ในดวงอาทิตย์เลย การโคจรรอบจุดศูนย์กลางมวลของดวงอาทิตย์ เมื่อเทียบกับโลกแล้ว เป็นวงโคจรที่เล็กจิ๋วจนแทบจะไม่เห็นถึงการ เคลื่อนไหว พอจะเริ่มเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่าเอเลี่ยนที่พยายามวัด ความเร็วที่เล็กจิ๋วนี้เพื่อสืบหาความมีอยู่ของดาวเคราะห์โลก เป็น งานยากมาก ! หลังแปลงหน่วยออกมาเราจะพบว่า ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วย ความเร็วเท่ากับ 9 เซนติเมตรต่อวินาที ซึ่งช้าพอ ๆ กับเจ้าตัวสลอท เดินเลยละ พอจะเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมว่า การตรวจจับการ เคลื่อนที่ที่มีความเร็วระดับเจ้าตัวสลอทเดินจากระยะที่อยู่ ไกลโพ้น มันยากเพียงไหน สาระวิทย์ ในศิลป์ คลิิกที่่�ภาพเพื่่�อดููภาพเคลื่่�อนไหวการโคจรของดาวฤกษ์์และดาวเคราะห์์ เราจะสัังเกตได้้ว่่าดาวฤกษ์์ตรงกลางมีีการเคลื่่�อนที่่�เล็็กน้้อยไปด้้วย เนื่่�องจากแรงดึึงดููดของดาวเคราะห์์ ที่่�มาแอนิิเมชัันแบบจำลอง : https://astro.unl.edu/naap/esp/animations/ radialVelocitySimulator.html