The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เทคนิคการทบทวนวรรณกรรมสร้างกรอบแนวคิดการกำหนดตัวแปรต่างๆในงานวิจัย64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชาญวิทย์ หาญรินทร์, 2023-05-29 00:14:25

เทคนิคการทบทวนวรรณกรรมสร้างกรอบแนวคิดการกำหนดตัวแปรต่างๆในงานวิจัย64

เทคนิคการทบทวนวรรณกรรมสร้างกรอบแนวคิดการกำหนดตัวแปรต่างๆในงานวิจัย64

การทบทวนวรรณกรรม การสร้างกรอบแนวคิด สมมติฐานและตัวแปรในการวิจัย กิ่งกาญจน์ส านวนเย็น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 2. ระบุวัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องได้ถูกต้อง 3. อธิบายหลักการคัดเลือกวรรณกรรมที่เหมาะสมได้ถูกต้อง 4. ระบุแหล่งสืบค้นวรรณกรรมที่นิยมแพร่หลายได้ถูกต้อง 5. แยกแยะ และวิพากษ์วรรณกรรมที่ดีและวรรณกรรมที่เรียบเรียงไม่ถูกต้อง ได้ 6. อธิบายความหมายของกรอบแนวคิดการวิจัยได้ถูกต้อง 7. แยกแยะความแตกต่างระหว่างความหมายกรอบทฤษฎีและความหมาย กรอบแนวคิดการวิจัย


เน ื อ ้ หาส าหร ั บการเร ี ยนร ้ ู แบ่งเป็ น 3 ส่วน 1. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 2. กรอบแนวคิดในการวิจัย 3. สมมติฐาน ตัวแปร และการวัดตัวแปร


การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 1. ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม 2. วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรม 3. หลักการคัดเลือกวรรณกรรม 4. แหล่งสืบค้นวรรณกรรมที่แพร่หลาย 5. การเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี


ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม (Review Literature) การค้นคว้าเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการศึกษา และ/หรือ โจทย์วิจัยที่ก าหนด เพื่อให้นักวิจัยมีความรอบรู้ในเรื่องนั ้นมากขึ ้น จน สามารถท าการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างมีคุณภาพ • สถานการณ์ • ช่องว่าง ความรู้ ก่อน • แนวคิด ทฤษฎี • งานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ระหว่าง งานวิจัยที่ เกี่ยวข้องเพื่อ การอภิปราย หลัง


ความส าคัญของการทบทวนวรรณกรรม 1. เป็ นหลักฐานว่างานวิจัยที่ท ามีคุณค่าและเชื่อถือได้ในด้านวิชาการ 2. ท าให้ผู้ที่น างานวิจัยไปใช้มีความเชื่อมั่นในคุณภาพและความถูกต้อง ของแนวคิดและทฤษฎีที่น ามาใช้ 3. สามารถน าเสนอผลการวิจัยที่ชี ้ให้เห็นความสอดคล้องและความ ขัดแย้งกับผลงานวิจัยอื่น ๆ 4. ผู้อ่านได้สารสนเทศด้านแนวคิดและคุณลักษณะของการวัดในมิติ ต่างๆ


ความส าคัญของการทบทวนวรรณกรรม (ต ่ อ) 5. ท าให้ผู้เกี่ยวข้องได้เห็นพัฒนาการในมิติต่างๆ ของความรู้ในเรื่องที่ท า วิจัย 6. แสดงให้เห็นว่างานวิจัยที่จะท าเหมาะสมกับองค์ความรู้ที่มีอยู่ 7. ท าให้ใช้ทรัพยากรอย่างเป็ นประโยชน์สูงสุด


วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรม หาความส าคัญของ ปัญหา • ตรวจสอบความ ซ ้าซ้อน • ตรวจสอบบริบท ของการศึกษา • หาช่องว่างทาง ความรู้ หาแนวคิดที่ เกี่ยวข้อง • ตรวจสอบแนวคิด พื ้นฐาน • แนวคิดเบื ้องหลัง ตัวแปรที่ศึกษา แสดงความร ู้ ปัจจุบันที่มีอยู่ • แสดงขอบเขต และพรมแดนของ ความรู้ • ศึกษาแบบ แผนการวิจัยและ จุดอ่อนจุดแข็ง ของงานวิจัยที่ ผู้อื่นท ามาแล้ว สร้างกรอบคิดใน การวิจัย • แสดงความเข้าใจ ด้วยการสร้าง กรอบคิดการวิจัย • การออกแบบการ วิจัยที่เหมาะสม


ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ให้ความรู้และความเข้าใจที่สมบูรณ์และลึกซึ ้งแก่ผู้วิจัยในประเด็นที่ ศึกษา 2. ให้แนวทาง แบบแผนการวิจัย กระบวนการและขั ้นตอนในการวิจัย 3. ชี ้ให้เห็นช่องว่างหรือความไม่สมบูรณ์ขององค์ความรู้ น าไปสู่การตั ้ง ประเด็นปัญหาการวิจัย และพัฒนา/ปรับปรุงประเด็นปัญหาวิจัยของตน 4. ท าให้ทราบปัญหา อุปสรรค หรือข้อจ ากัดที่อาจเกิดขึ ้นกับการวิจัย


ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง (ต่อ) 5. ให้หลักฐานอ้างอิงถึงแหล่งที่มาของตัวแปรที่ศึกษาและความเกี่ยวพัน กับตัวแปรอื่น 6. ผู้อ่านและผู้น างานวิจัยไปใช้เข้าใจในตัวแปรที่ศึกษาสอดคล้องกับ ผู้วิจัย 7. มีหลักฐานอ้างอิงในการวิจัยท าให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ 8. ให้พื ้นฐานในการแปลความหมายผลของการวิจัย 9. ผู้วิจัยสามารถใช้สารสนเทศที่ได้รับจากการทบทวนวรรณกรรมเป็น พื ้นฐานในการออกแบบการวิจัย


ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม สืบค้น เขียน จัดการ เรียบเรียง


หลักการคัดเลือกและประเมินวรรณกรรมที่เหมาะสม 1. ผ ้ ู เข ี ยน พิจารณาความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ในเรื่องนั ้น 2. ความถ ู กต ้ อง เป็ นการตรวจสอบความถูกต้องของเนื ้อหา ความ สอดคล้องกับเนื ้อหากับโจทย์วิจัยที่ก าหนด 3. ความทันสมัย ควรพิจารณาเนื ้อหา ข้อมูลที่ทันสมัย มีการพิมพ์ ล่าสุดหรือไม่เกิน 5 ปี 4. แหล ่ งข ้ อม ู ล แหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบจากแหล่งปฐมภูมิจะมีความ น่าเชื่อถือมากกว่าแหล่งทุติยภูมิ


หลักการคัดเลือกและประเมินวรรณกรรมที่เหมาะสม 5. วิธีการเขียน ควรพิจารณาวรรณกรรมที่เข้าใจได้ง่าย มีการเรียบเรียงที่ ดี ไม่ซับซ้อนมาก 6. การอ้างอิง หนังสือหรือเอกสารนั ้น มีเอกสารอ้างอิงที่ทันสมัยและ น่าเชื่อถือเพียงใด 7. ส านักพิมพ์หนังสือ เอกสารที่พิมพ์ต่างส านักพิมพ์ก็จะมีคุณภาพที่ แตกต่างกัน


แหล่งสืบค้นวรรณกรรมที่แพร่หลาย 1. ประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์ 1.1 หนังสือ ต าราวิชาการทั่วไป 1.2วารสารวิจัยและวารสารวิชาการ 1.3รายงานผลการวิจัย วิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ 1.4รายงานการประชุม สัมมนาวิชาการ 1.5วารสารปริทัศน์ 1.6 หนังสืออ้างอิง 1.7 ดัชนีวารสารและสาระสังเขป (bibliography directory) 1.8 หนังสือบรรณานุกรม (bibliography)


แหล่งสืบค้นวรรณกรรมที่แพร่หลาย 2. ประเภทโสตทัศนวัสดุ เป็ นวรรณกรรมที่ไม่จัดท าเป็ นสิ่งพิมพ์ ได้แก่ 2.1 ทัศนวัสดุ (visual materials) เช่น รูปภาพ แผนภูมิ แผนที่ ฯลฯ 2.2 โสตวัสดุ (audio materials) เช่น แผ่นเสียง แถบบันทึกเสียง ฯลฯ 2.3 โสตทัศนวัสดุ (audio visual materials) เช่น ภาพยนตร์ วิดิทัศน์ (video tape) เครื่องรับโทรทัศน์


แหล่งสืบค้นวรรณกรรมที่แพร่หลาย 3. ประเภทฐานข้อมูล (database) เป็ นวรรณกรรมขนาดใหญ่ที่รวมข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกัน เพื่อสะดวกในการใช้ การสืบค้นอาจใช้ Online ผ่านแหล่งผลิตฐานข้อมูล หรือผ่านระบบเครือข่าย หรือสืบค้นด้วย CD – ROM ก็ได้ 4. ประเภทอินเทอร์เน็ต การสืบค้นต้องผ่าน Search Engine ที่เชื่อมโยงไปยัง เว็บไซต์ต่างๆ ที่นิยมกันแพร่หลายและให้บริการฟรี


เนื้อหาที่ต้องทบทวนจากวรรณกรรม 1. สถานการณ์ที่เป็ นปัญหา เป็ นการทบทวนในสิ่งที่ชี ้บอกว่าเรื่องที่จะ ท า เป็ นปัญหา 2. แนวคิด ทฤษฎี ที่ใช้สนับสนุน ทฤษฎีที่กล่าวว่าอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง มีการน าไปใช้โดยตรงหรือว่าประยุกต์อย่างไรบ้าง และในการวิจัยครั ้งนี ้จะใช้ทฤษฎีอะไร 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ต้องทบทวนทั ้งเนื ้อหาวิชา เนื ้อเรื่อง ตัวแปรที่ ศึกษา และวิธีการวิจัยที่ ใคร ท าเรื่องอะไร กับใคร ที่ไหน ด้วยวิธีการ อย่างไร และผลการวิจัยและข้อสรุปเป็ นอย่างไร


เนื้อหาที่ต้องทบทวนจากวรรณกรรม (ต่อ) 4. เคร่ื องม ื อว ิ จ ั ยและเคร่ื องม ื อเก ็ บข ้ อม ู ล ต้องทบทวนว่า มีเครื่องมือ วิจัยและเครื่องมือเก็บข้อมูลของใครพอที่จะน ามาใช้กับการวิจัยของ เราได้บ้าง 5. สถต ิ แ ิ ละแนวทางการว ิ เคราะห ์ ข ้ อม ู ล จ าเป็ นต้องทบทวนด้วย จะ ได้ใช้เป็ นแนวทางในการก าหนดปัญหาการวิจัย สมมติฐาน ขอบเขต การนิยาม และแนวทางการวิเคราะห์ 6. ร ู ปแบบและล ี ลาการเข ี ยนรายงาน เพื่อให้รู้ว่าเมื่อต้องเขียน รายงานผลการวิจัยควรท าการทบทวนเพิ่มเติม หรือใช้เป็ นแนวทางใน การเขียนส่วนต่างๆ ของรายงาน


การเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี สิ่งที่ควรท า 1. บันทึกสาระ สถิติ/ข้อมูลส าคัญ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือสัมพันธ์กับ งานวิจัยที่ก าหนดไว้ 2. ท าบรรณานุกรมระบุชื่อผู้เขียน ปี ที่พิมพ์ ชื่อบทความ/ต ารา ชื่อวารสาร เลขหน้า ตามหลักการอ้างอิง 3. ย่อยและสังเคราะห์วรรณกรรมนั ้นให้เป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้วิจัย ควรเขียนทบทวนวรรณกรรมจากการย่อยหรือสังเคราะห์วรรณกรรมที่ ค้นคว้ามา ไม่ควรใช้วิธีตัดต่อหรือย่อเนื ้อหา


การเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี สิ่งที่ควรท า 4. การเขียน ควรตั ้งหัวข้อตามประเด็นการศึกษาที่ตั ้งไว้และเขียนในเชิง วิเคราะห์ว่า ในแต่ละประเด็นนั ้น มีความรู้ ทฤษฎี หรือ แนวความคิดอะไรที่ เกี่ยวข้องบ้าง และงานหลายๆ ชิ ้นมีข้อสรุปอะไรบ้างที่ร่วมกัน เหมือนหรือ ขัดแย้งกันในเรื่องอะไรบ้าง อย่างไร เป็ นต้น 5. การทบทวนวรรณกรรมต้องมีการอ้างอิง


การวิเคราะห์ & สังเคราะห์ วรรณกรรม A A1 A2 A2.1 A2.1.1 A2.1.2 A2.2 A2.2.1 A3 New C A B


ตว ั อยา ่ งเคร ื ่ องม ื อการเร ี ยบเร ี ยงและสง ั เคราะห ์ วรรณกรรม ช่ื อผ ้ ู แต่ง ประเด็น เนื้อหาสาระ การน ามาใช้ใน งานวิจัย Putnam, 2002, Coleman, 1999 ทุนทางสังคม ทุนทางสังคมคือ ความสัมพันธ์ที่เป็ น ทรัพยากรที่มีอยู่ใน สังคมและชุมชน ที่ สมาชิกสามารถ หยิบใช้เพื่อการ สร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกันได้ ให้นิยาม ความหมายของทุน ทางสังคม เป็ นตัว แปรต้นของ การศึกษา


การเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี สิ่งที่ไม่ควรท า 1. ไม่ควรเขียนรายงานการทบทวนวรรณกรรมเป็ นชิ ้นๆ หรือ สรุปย่อ หนังสือทีละเล่มโดยไม่สังเคราะห์เนื ้อหาเข้าด้วยกัน การทบทวน วรรณกรรมเป็ นการศึกษาหาความรู้ในประเด็นที่ตั ้งขึ ้นว่ามีความรู้เดิม อะไรบ้าง แล้วน ามาประมวลเพื่อการศึกษาต่อยอด 2. ไม่ควรเขียนเรียงล าดับเวลา หรือ ตามตัวอักษรของงานที่ทบทวน ไม่ได้ประโยชน์ เท่าที่ควร


การเรียบเรียงวรรณกรรมที่ดี สิ่งที่ไม่ควรท า 4. การเขียนควรหลีกเลี่ยงการเสนอความคิดเห็นหรือวิจารณ์จาก ความรู้สึก สามัญส านึกมากกว่าจุดยืนทางหลักวิชาการ 5. ไม่ควรน าเอาข้อความส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เช่น ความรู้ทั่วไป หรือ งานที่มีความเกี่ยวข้องน้อยมากใส่เข้าไปในการทบทวนวรรณกรรม เพื่อให้ดูว่ามีเนื ้อหามาก


ตัวอย่างการเขียนทบทวนวรรณกรรมที่ดี


ตัวอย่างการเรียบเรียงวรรณกรรมที่ไม่ดี


ตัวอย่างการเรียบเรียงวรรณกรรมที่ไม่ดี (2)


กรอบแนวคิดและการสร้างกรอบแนวคิด 1. ความหมายของกรอบแนวคิด 2. ความแตกต่างระหว่างกรอบทฤษฎีและกรอบแนวคิดการวิจัย


กรอบแนวคิด (conceptual framework) หมายถึง กรอบแนวคิดในการวิจัย ที่ประกอบด้วยชุดของตัวแปรที่ มีความสัมพันธ์กัน มีการระบุทิศทางของความความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปร กรอบแนวคิดในการวิจัยควรวางอยู่บนฐานทาง ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาวิจัย และมีมโนภาพ (concept)ในประเด็นนั ้น การสร้างกรอบแนวคิดคือการ สังเคราะห์และประมวลตัวแปรและรูปแบบความสัมพันธ์ของตัว แปรที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม


ความแตกต่างระหว่างกรอบแนวคิดทางทฤษฎีและกรอบ แนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดของการวิจัยทางทฤษฎี (Theoretical Conceptual Framework) คือ กรอบแนวคิดที่มีตัวแปรทุกตัวเกี่ยวข้องกันจริงตามทฤษฎี ตัวแปรทุกตัวที่ก าหนดต้องมีงานวิจัยหรือทฤษฎีรองรับ นักวิจัยต้องเขียน อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลทุกตัวแปร


ความส าคัญของกรอบแนวคิดทางทฤษฎี 1. เป็ นที่มาของค าถามวิจัย และช่วยตั ้งค าถามวิจัย (General research questions) 2. ใช้วางกรอบความคิดการวิจัย (Provide conceptual framework) 3. ช่วยในการปรับค าถามวิจัยให้ชัดเจนและรัดกุม (Reformulate research questions)


ตัวอย่างกรอบแนวคิดทางทฤษฎี การเลี ้ยงดู วิธีการสอนของครู ผลการเรียนเดิม รูปแบบการเรียน การเอาใจใส่ของ ครอบครัว ผลสมัฤทธ ิ ์ ทางการเรียน ปั จจ ั ยท่ี ม ี ผลต่อผลส ั มฤทธ ์ ิ ทางการเร ี ยน


ความแตกต่างระหว่างกรอบแนวคิดทางทฤษฎีและกรอบ แนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัย (Actual Conceptual Framework) คือ กรอบ แนวคิดที่นักวิจัยเลือกตัวแปรบางตัวที่เกี่ยวข้องจริงในบริบท สถานการณ์ หรือที่นักวิจัยคิดว่าเกี่ยวข้อง และเป็นตัวแปรที่มีค่าแปรเปลี่ยนจริง


ตัวอย่างกรอบแนวคิดการวิจัย การเลี ้ยงดู วิธีการสอนของครู รูปแบบการเรียน ผลสมัฤทธ ิ ์ ทางการเรียน


องค์ประกอบของกรอบแนวคิด 1. ทฤษฎีและมโนภาพ (concept) ที่เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับโจทย์วิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย 2. ชุดของตัวแปรและความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ชี ้ให้เห็นถึงสมมติฐานหรือ วิธีการใหม่ ที่น่าเชื่อถือ 3. นิยามของตัวแปรและนิยามความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ชัดเจน วัดได้ และ น่าเชื่อถือ 4. สามารถอธิบายการวัดและเครื่องมือในการวัดตัวแปรและความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ 5. ขอบเขตการวิจัยที่ชัดเจน 6. หลักฐานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือและทันสมัย


สมมติฐานในงานวิจัย (Hypothesis)


สมมติฐานการวิจัย การคาดคะเนค าตอบของค าถามวิจัยไว้ล่วงหน้า มักจะเป็ นการคาดเดา ผลของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวหรือมากกว่าสองตัว โดย อาศัยทฤษฎี และงานวิจัยอื่นๆ มาเป็ นฐานในการก าหนดสมมติฐาน สมมติฐานที่ดีต้องสามารถท าการทดสอบได้


ประเภทของสมมติฐาน 1. สมมติฐานทางวิจัย เป็ นข้อความที่เขียนคาดการณ์ อธิบาย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ ้น หรือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร เพื่อ เป็ นการสื่อความให้ทราบว่า ผู้วิจัยสงสัยและคาดการณ์ประเด็น ปัญหาวิจัยแต่ละประเด็นไว้อย่างไร และแสดงแนวทางการทดสอบ ปัญหาในแต่ละประเด็นไว้อย่างไร ตัวอย่าง 1. การเล ี ย ้ งดเ ู ดก ็ ของผ ้ป ู กครองม ี ผลตอ ่ ผลสม ั ฤทธ ิ ์ ทางการศก ึ ษาของ นักเรียน 2. ว ิ ธ ี การสอนของคร ู ม ี ผลตอ ่ ผลสม ั ฤทธ ิ ์ ทางการศก ึ ษาของนก ั เร ี ยน 3. ร ู ปแบบการเร ี ยนม ี ผลตอ ่ ผลสม ั ฤทธ ิ ์ ทางการศก ึ ษาของนก ั เร ี ยน


ประเภทของสมมติฐาน 2. สมมติฐานทางสถิติ เป็ นการน าเอาสมมติฐานทางวิจัยมาด าเนินการ ทางปฏิบัติด้วยวิธีการทดสอบทางสถิติและเขียนสัญลักษณ์สั ้นๆ ตัวอย่าง การฝึ กอบรมโดยหน่วยงานจัดเองได้ผลน้อยกว่าการฝึ กอบรมโดยหน่วยงานภายนอก H0 : 1 = 2 H1 : 1 > 2 เมื่อ 1 แทน ค่ามัชฌิมเลขคณิตของผลการฝึ กอบรมโดยหน่วยงานจัดเอง 2 แทน ค่ามัชฌิมเลขคณิตของผลการฝึ กอบรมโดยหน่วยงานภายนอก


ลักษณะสมมติฐานที่ควรจะเป็ น มีความ เกี่ยวข้อง (Relevanc e) มี ความสัมพันธ์ (Relations hip) มีขอบเขตของ สมมติฐาน (Scope) มี ความสามารถ ในการถูก ทดสอบ (Testabilit y) ความสามารถ ทดสอบซ ้า (repeatabil ity) การสรุปอ้างอิง (generaliza tion)


ตัวแปร (Variable)


ตัวแปร : ความหมาย • คุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ ที่มีชีวิต หรือ ไม่มี ชีวิต สามารถน ามาศึกษา วัดได้ นับได้ หรือ แจกแจงได้ • คุณลักษณะและคุณสมบัติเหล่านี ้เปลี่ยนแปลงได้ หรือ เปลี่ยน ค่าได้ เช่น น ้าหนัก ส่วนสูง อายุ ความดันโลหิต ระดับน ้าตาลใน เลือด ความคิดเห็น ความพึงพอใจ ความเป็ นผู้น า ความซึมเศร้า


ตัวแปรในงานวิจัย • ตัวแปรหลักในงานวิจัย คืออะไร? อยู่ที่ไหน? ตัวแปรหลักในงานวิจัย คือ ตัวแปรที่ต้องตอบประเด็นปัญหา ต่างๆ ที่ตั ้งไว้ในวัตถุประสงค์งานวิจัยและสมมติฐาน


แหล ่ งท ี ่ มาของตว ั แปร ตัวแปร ความรู้และ ประสบการณ์ ทฤษฎี งานวิจัยอื่น ๆ


ประเภทของตัวแปร 1. ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ตัวแปรที่ผลท าให้เกิด การเปลี่ยนแปลงต่อตัวแปรอื่นๆ 2. ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ ตัวแปรที่เป็ นผล ตัว แปรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากตัวแปรต้น 3. ตัวแปรสอดแทรก (Intervening Variable) คือตัวแปรที่อาจมี ผลกระทบต่อตัวแปรตาม แต่เราไม่อาจรู้ได้ล่วงหน้าว่าจะ เกิดขึ ้นหรือไม่ จึงไม่สามารถควบคุมได้


ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น ตัวแปรตามและตัวแปร สอดแทรก Independent Variables Dependent Variables Intervening Variable


การวัดค่าตัวแปร(measurement of variables) • การวัดค่า หมายถึง กระบวนการแปรสภาพแนวความคิด (concepts) ที่มีลักษณะเป็ นนามธรรมของตัวแปร ให้เป็ นข้อมูล ทางสถิติเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ (quantitative or qualitative data) เพื่อให้สามารถทดสอบเชิงประจักษ์ได้


ระดับการวัดค่าของตัวแปร 1. Nominal = แยกพวก 2. Ordinal = จัดล าดับ 3. Interval = ช่วงเท่า 4. Ratio = ช่วงเท่า + มีศูนย์แท้


ระดับการวัดตัวแปร 1. ระดับนามมาตรา (nominal scale)= การแบ่งกลุ่ม เป็ นการ แยกกลุ่ม ประเภท แต่ละกลุ่มมีลักษณะแตกต่างและแยกออก จากกันอย่างเด็ดขาด หน่วยที่มีคุณลักษณะเหมือนกันจะอยู่ใน กลุ่มเดียวกัน เช่น เพศ เชื ้อชาติ ศาสนา อาชีพ สถานภาพสมรส กลุ่มเลือด กลุ่มสี แต่ละกลุ่มไม่ได้บ่งบอกความแตกต่างในแง่ ของคุณค่า หรือคุณภาพ


ระดับการวัดตัวแปร 2. ระดับอันดับมาตรา (ordinal scale)= การจัดอันดับ การ แสดงความแตกต่างของคุณลักษณะมากขึ ้น ในแง่ของ มากกว่า น้อยกว่า ดีกว่า ต ่ากว่า เช่น ความคิดเห็น ระดับ การศึกษา ฐานะทางสังคม ตัวอย่าง ตัวแปร “ทัศนคติ” สามารถผันแปรเป็ น “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” “เห็นด้วย” “เฉยๆ” “ไม่เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง”


Click to View FlipBook Version