The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์สากล ม.5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Malai Giny, 2020-12-21 03:59:42

ประวัติศาสตร์สากล ม.5

ประวัติศาสตร์สากล ม.5

ประวตั ศิ าสตร์สากล
ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 5

ผู้จัดทา
นางสาวมาลยั เกือ้ กจิ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม

โรงเรียนมธั ยมวดั นายโรง
สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 1
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ

เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ าประวตั ิศาสตร์สากล
ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 5

ผู้จดั ทา
นางสาวมาลยั เกือ้ กจิ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
โรงเรียนมัธยมวดั นายโรง
สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 1

ปี การศึกษา 2562

2

คานา

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าพ้ืนฐาน ประวตั ิศาสตร์สากล ระดบั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 เล่มน้ี เรียบ
เรียงข้ึนตามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้ีวดั กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
สาระที่ 4 ประวตั ิศาสตร์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551

โดยไดแ้ บ่งเน้ือหาออกเป็ น 5 หน่วยการเรียน ประกอบดว้ ย เวลาและยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร์
สากล การสร้างองคค์ วามรู้ใหมท่ างประวตั ิศาสตร์สากล อารยธรรมของโลกยคุ โบราณ เหตุการณ์สาคญั ทาง
ประวตั ิศาสตร์ที่มีผลต่อโลกปัจจุบนั และสถานการณ์สาคญั ของโลกในคริสตศ์ ตวรรษที่ 21 โดยแต่ละหน่วย
การเรียนรู้ไดม้ ีการนาเสนอขอ้ มูล พร้อมภาพประกอบ รวมท้งั แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ที่ไดแ้ นะนาใหน้ กั เรียนไป
ศึกษาเพ่มิ เติม

นางสาวมาลยั เก้ือกิจ

สารบัญ 3

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เวลาและยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตร์สากล หน้า
-ความหมาย ความสาคญั ของประวตั ิศาสตร์
-การนบั และเทียบศกั ราช 4
-การแบ่งยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์ตะวนั ตกและตะวนั ออก 7
9
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวตั ศิ าสตร์สากล
-ความสาคญั และประโยชน์ของวธิ ีการประวตั ิศาสตร์ 22
-ข้นั ตอนของวธิ ีการประวตั ิศาสตร์ 22
-หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์สากล 24

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อารยธรรมของโลกยุคโบราณ 26
-อารยธรรมและปัจจยั ที่มีผลตอ่ การกาเนิดอารยธรรมของโลก 27
-อารยธรรมเมโสโปเตเมีย 29
-อารยธรรมอียปิ ต์ 33
-อารยธรรมกรีก 36
-อารยธรรมโรมนั 40
-อารยธรรมจีนโบราณ 45
-อารยธรรมอินเดียโบราณ 49
-การติดต่อระหวา่ งโลกตะวนั ออกกบั โลกตะวนั ตก 51

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 เหตุการณ์สาคัญทางประวตั ศิ าสตร์ 69
ทมี่ ีผลต่อโลกปัจจุบนั
80
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 5 สถานการณ์สาคญั ของโลกใน
คริสต์ศตวรรษท่ี 21

บรรณานุกรม

4

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
เวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์สากล

ความหมาย ความสาคัญของประวตั ศิ าสตร์
ประวตั ิศาสตร์ (องั กฤษ: history; รากศพั ทภ์ าษากรีก หมายถึง “การสอบถาม ความรู้ที่ไดม้ าโดยการ

สอบสวน,ไต่ถาม”) เป็ นการคน้ พบ รวบรวม จดั ระเบียบและนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต
ประวตั ิศาสตร์ยงั อาจหมายถึง ช่วงเวลาหลงั มีการประดิษฐ์ตวั อกั ษรข้ึน ประวตั ิศาสตร์เป็ นสาขาการวิจยั ซ่ึง
ใช้การ บรรยายเพ่ือพิจารณาและวิเคราะห์ลาดบั ของเหตุการณ์ เหตุการณ์ในอดีตก่อนมีบนั ทึกลายลักษณ์
อกั ษรเรียกวา่ ยคุ ก่อนประวตั ิศาสตร์

ในบรรดานักวิชาการ นักประวตั ิศาสตร์ชาวกรีกในศตวรรษท่ี 5 ก่อนคริสตกาล เฮโรโดตสั ถูก
พิจารณาวา่ เป็ น “บิดาแห่งประวตั ิศาสตร์” ไดเ้ ขียนหนงั สือชื่อ The Histories เล่าเร่ืองกรีกช่วงที่ทาสงคราม
กบั จกั รวรรดิ เปอร์เซีย ท้งั ไดเ้ ล่าเรื่องผูค้ นและสถานท่ีท่ีไดพ้ บเห็น รวมท้งั เร่ืองราวและตานานท่ีสาคญั ไว้
อยา่ งละเอียด เขาร่วมกบั ธูซิดดิดีส นกั ประวตั ิศาสตร์ร่วมสมยั ก่อต้งั รากฐานของการศึกษาประวตั ิศาสตร์
สมยั ใหม่ อิทธิพลของ พวกเขา ร่วมกบั แบบแผนทางประวตั ิศาสตร์อ่ืนในส่วนอื่นของโลก ไดก้ ่อใหเ้ กิดการ
ตีความธรรมชาติของ ประวตั ิศาสตร์ไปต่างๆ นานา ซ่ึงไดว้ ิวฒั นามาเป็ นเวลาหลายศตวรรษและยงั มีการ
เปลี่ยนแปลงอยใู่ นปัจจุบนั

อ.ี เอช. คาร์ เจ้าของผลงาน What is History?
“ประวตั ิศาสตร์” เป็นคาที่มีความหมายหลากหลาย แต่ความหมายท่ีสาคญั ท่ีใชโ้ ดยทว่ั ไปคือ
1) เหตุการณ์ในอดีตท้งั หมดของมนุษย์ หรืออดีตท้งั หมดของมนุษยต์ ้งั แต่มีมนุษยเ์ กิดข้ึนมาในโลก
จนถึง วนิ าทีท่ีพ่งึ ผา่ นมา
2) หมายถึงเรื่องราวของบางเหตุการณ์ท่ีเคยเกิดข้ึนมาในอดีตที่เรารู้หรือเข้าใจ น่ันคือสิ่งที่นัก
ประวตั ิศาสตร์สร้างข้ึนมาเก่ียวกบั อดีตท่ีผา่ นพน้ ไป
นกั ปรัชญาประวตั ิศาสตร์ท่ีมีชื่อเสียงใหค้ าอธิบายถึงคาวา่ “ประวตั ิศาสตร์” ไว้ เช่น

5

1. เซอร์ ชาร์ลส์ โอมัน (Sir Charles Oman) มีความเห็นว่า ประวตั ิศาสตร์ คือ “การตรวจสอบ
หลกั ฐาน ท้งั ประเภทเอกสารและวตั ถุ เพื่อวเิ คราะห์เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องกนั แลว้ หาขอ้ สรุป เป็ นไปไม่ได้
ท่ีเราจะสามารถ ไดข้ อ้ เทจ็ จริงที่สมบูรณ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนในอดีตได้ แต่เราอาจจะสามารถอธิบาย
ขอ้ เท็จจริงบางอย่าง ท่ีได้จากการตรวจสอบ และวิเคราะห์หลกั ฐานเหล่าน้นั ซ่ึงเป็ นขอ้ เท็จจริงท่ีพอจะ
ยอมรับกนั ได้

2. ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) กล่าววา่ “ประวตั ิศาสตร์หรือเรื่องราวของ ชีวิตของประเทศชาติ
และมนุษยชาติซ่ึงจะมองโดยตรงและสรุปรวมเป็ นคาพูดไวว้ า่ การบรรยายชีวติ ของผคู้ นเพียงกลุ่มเดียวโดย
มิไดร้ วมถึงมนุษยชาติน้นั ดูจะเป็ นไปไม่ได”้ (มี งานเขียนที่เป็ นอมตะ คือเรื่อง War and Peace (สงคราม
และสนั ติภาพ)

3. อาร์. จี. คอลลิงวดู (R. G. Collingwood) อธิบายวา่ ประวตั ิศาสตร์คือ วธิ ีการวจิ ยั หรือการไต่สวน
... โดยมีจุดมุ่งหมายจะศึกษาเก่ียวกบั ... พฤติการณ์ของ มนุษยชาติที่เกิดข้ึนในอดีต

4. อี. เอช. คาร์ (E. H. Carr) อธิบายว่า “ประวตั ิศาสตร์ คือ เร่ืองราวอนั ต่อเนื่องกนั ระหว่างการ
โตต้ อบ ระหวา่ งนกั ประวตั ิศาสตร์กบั หลกั ฐานขอ้ เท็จจริง เป็ นการถกเถียงระหวา่ งปัจจุบนั กบั อดีตที่ไม่มีท่ี
สิ้นสุด เป็ นการ ถกเถียงระหวา่ งสังคมในวนั น้ีกบั สังคมเมื่อวานน้ี เราจะเขา้ ใจปัจจุบนั ไดส้ มบูรณ์ก็ต่อเม่ือ
มองผา่ นจาก ปัจจุบนั เทา่ น้นั และเราจะเขา้ ใจปัจจุบนั ไดส้ มบูรณ์ก็เพราะอดีตช่วยส่องทางให้ ดงั น้นั บทบาท
ควบคู่กนั ของประวตั ิศาสตร์ ก็คือช่วยให้มนุษยเ์ ข้าใจสังคมในอดีต และช่วยให้มนุษยค์ วบคุมสังคมใน
ปัจจุบนั ไดด้ ีข้ึน”

5. อี.จี.คอลลิงวูด (E.G. Collingwood) ได้ให้คาจากดั ความ “ประวตั ิศาสตร์ คือ การค้นควา้ หา
ความรู้ อย่างหน่ึง ซ่ึงมีที่มาจากคาว่า การสืบสวนหรื อค้นคว้า (inquire) หรือการค้นควา้ หาความรู้
ประวตั ิศาสตร์จึงถือวา่ เป็นวทิ ยาศาสตร์แขนงหน่ึง ท้งั น้ีเนื่องจาก วชิ าวทิ ยาศาสตร์กค็ ือ กระบวนการคน้ ควา้
หาความรู้ โดยการต้งั ปัญหา ข้ึนก่อนแลว้ จึงคน้ หาคาตอบ ประวตั ิศาสตร์ก็เช่นกนั จึงอาจเป็ นวชิ าในแขนง
วทิ ยาศาสตร์ได้ ท้งั น้ีเพราะเป็ น การศึกษาโดยมีการหยิบยกปัญหาในทางประวตั ิศาสตร์ข้ึนพิจารณาแลว้ จึง
พยายามคน้ หาเหตุผลซ่ึงอาจทาไดจ้ าก การคน้ ควา้ รวบรวมหลกั ฐานต่างๆ มาเป็นขอ้ ยตุ ิหรือตอบปัญหาท่ีเรา
ไดก้ าหนดข้ึนนน่ั เอง”

6. จิตร ภูมิศกั ด์ิ “การศึกษาประวตั ิศาสตร์จึงเป็ นหัวใจแห่งการศึกษาความเป็ นมาของสังคม เป็ น
กญุ แจ ดอกสาคญั ที่จะไขไปสู่การปฏิบตั ิอนั ถูกตอ้ ง”

7. ดร.สืบแสง พรหมบุญ ไดใ้ ห้แนวคิดเก่ียวกบั ความหมายของประวตั ิศาสตร์อย่างกวา้ ง ๆ เป็ น
2 ประการคือ

1. ประสบการณ์ท้งั มวลในอดีตของมนุษยท์ ่ีเกิดข้ึนตามความเป็นจริง
2. การสร้างประสบการณ์ในอดีตในอตั ราที่เห็นว่ามีคุณค่าข้ึนมาใหม่ โดยอาศยั หลกั ฐานต่างๆ
ประกอบกบั ความคิดและการตีความของนกั ประวตั ิศาสตร์ นอกจากน้ี ยงั กล่าววา่ “ประวตั ิความเป็ นมาและ
ววิ ฒั นาการของมนุษยใ์ นอดีต มีความสาคญั ต่อมนุษยใ์ นปัจจุบนั และอนาคตอยา่ งมาก เพราะประสบการณ์

6

ของมนุษยเ์ ป็ นบ่อเกิดแห่งความรู้ที่สาคญั ยิ่ง เป็ นบทเรียนท่ีมีคุณค่าต่อมนุษยใ์ นสังคม ช่วยให้มนุษยม์ ี
ววิ ฒั นาการตามแนวทางอนั เหมาะสม และช่วยรักษาความ ต่อเน่ืองระหวา่ งอดีต ปัจจุบนั และอนาคต”

8. ดร.วจิ ิตร สินสิริ ให้ความเห็นวา่ “ประวตั ิศาสตร์ คือ บนั ทึกเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต เกี่ยวดว้ ย
เรื่อง เหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วฒั นธรรม ปรัชญา ท่ีมนุษยไ์ ดค้ ิด ไดส้ ร้างไว”้

9. โรเบิร์ต วี. แดเนียลส์ กล่าววา่ “ประวตั ิศาสตร์ คือ ความทรงจา วา่ ดว้ ยประสบการณ์ของมนุษย์
ซ่ึงถา้ ถูกลืมหรือละเลย ก็เท่ากบั วา่ เราไดย้ ุติแนวทางอนั บ่งช้ีวา่ เราคือมนุษย์ หากไม่มีประวตั ิศาสตร์เสียแลว้
เราจะ ไมร่ ู้เลยวา่ เราคือใคร เป็นมาอยา่ งไร”

10. ศ.ดร.ธงชยั วนิ ิจจะกูล อธิบายคาวา่ ประวตั ิศาสตร์ หมายถึง “การเขา้ ใจอดีตน้นั คือประวตั ิศาสตร์
เราต้องเข้าใจว่าความรู้เก่ียวกับอดีตน้ันสร้างใหม่ได้เรื่ อย ๆ เพราะทัศนะมุมมองของสมัยที่เขียน
ประวตั ิศาสตร์น้นั เปล่ียนอยเู่ สมอ ”
ความต่อเน่ืองของเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร์

มนุษยใ์ นแต่ละอารยธรรม พยายามอธิบายจุดเริ่มตน้ และจุดสิ้นสุดของกาลเวลาแตกต่างกนั ข้ึนอยู่
กบั คติ ความเช่ือเก่ียวกบั กาเนิดของพิภพและมนุษย์ อิงอยูก่ บั ศาสนาของตน มนุษยเ์ รียนรู้จากประสบการณ์
วา่ กาลเวลา ท่ีผา่ นไปนาความเปล่ียนแปลงมาสู่สังคมมนุษย์ และความเปล่ียนแปลงน้นั สอดคลอ้ งกบั ความ
เปล่ียนแปลงของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติและสรรพสิ่ง ทาให้มนุษยต์ อ้ งสร้างแบบแผนหรือระบบการนบั
กาลเวลา และเม่ือการ กาหนดช่วงเวลาแบบต่างๆ เป็ นท่ียอมรับของสังคม ย่อมมีการนามาใชเ้ ก่ียวขอ้ งกบั
พิธีกรรม ความเช่ือเรื่อง ความ อุดมสมบูรณ์ ความผูกพนั กบั กาลเวลาไดป้ รากฏอยูใ่ นการเล่าเรื่องหรือการ
บนั ทึกอดีตอย่างชัดเจน ความต่อเน่ือง ของเวลาเป็ นที่ยอมรับในประเด็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนก่อน มี
อิทธิพลต่อเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนภายหลงั เพราะเหตุน้ี การกาหนดช่วงเวลาจึงเป็ นวิธีการที่ช่วยให้มนุษย์
สามารถลาดบั เหตุการณ์ได้ วา่ เหตุการณ์ใดเกิดข้ึนก่อน และ เหตุการณ์ใดเกิดข้ึนทีหลงั และมีความสัมพนั ธ์
กนั อยา่ งไร เน่ืองจากมนุษยใ์ นทุกสังคมต่างผูกพนั กบั อดีต และมองวา่ เหตุการณ์สาคญั ในอดีต เหตุการณ์
ปัจจุบนั และเหตุการณ์ที่จะเกิดข้ึนมีความสัมพนั ธ์กนั อีกท้งั กาลเวลาเป็ นผูน้ า ความเปลี่ยนแปลงมาให้ จึงมี
การอา้ งอิงถึงกาลเวลาดว้ ยคา เช่น ยุค (epoch) สมยั (period) ศกั ราช (era) พร้อมท้งั คาบ่งบอกคติความเชื่อ
เช่น ยุค “มืด” หรือ “สมยั ทรราชย”์ จึงเป็ นเคร่ืองมือท่ีจะทาความเขา้ ใจในการ เช่ือมโยงอดีต ปัจจุบนั และ
อนาคตเขา้ ด้วยกนั เห็นไดว้ ่า ส่ิงท่ีเราเห็นว่าเป็ นอดีต คร้ังหน่ึงก็เคยเป็ นอนาคตและ ปัจจุบนั มาก่อน นกั
ประวตั ิศาสตร์ศึกษาอดีตดว้ ยความเช่ือที่ว่า เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ท่ีเกิดข้ึน ณ ช่วงเวลาหน่ึง ส่งผล
กระทบถึงเหตุการณ์และปรากฏการณ์ท่ีติดตามมา นกั ประวตั ิศาสตร์มองความแตกต่าง ระหวา่ งเหตุการณ์ท่ี
เกิดข้ึนไดเ้ พราะอาศยั ความเขา้ ใจร่วมกนั เกี่ยวกบั เวลา ระบบปฏิทินเพื่อกาหนดช่วงเวลาจึง จาเป็นสาหรับให้
นกั ประวตั ิศาสตร์ศึกษาเร่ืองราวในอดีต โดยอา้ งอิงปฏิทินและระบบการนบั ช่วงเวลาอ่ืนๆ ซ่ึงยอมรับกนั ใน
แตล่ ะสังคม

7

การนับและเทยี บศักราช

ประวตั ิศาสตร์ คือ วิชาที่วา่ ดว้ ยเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกิดข้ึนมาแลว้ ผ่านไปตามกาลเวลา เป็ น

เรื่องท่ีมีความสาคญั ควรแก่การศึกษาและมีผลกระทบต่อทอ้ งถิ่นชุมชน สังคมโลก ได้มีการบนั ทึกไว้

เพอื่ ให้ ชนรุ่นหลงั รับรู้ความรู้เกี่ยวกบั เวลาในประวตั ิศาสตร์ จึงทาใหร้ ู้และเปรียบเทียบช่วงเวลาของการเกิด

เหตุการณ์วา่ ผา่ นมานานแลว้ เพยี งไร

ศกั ราช หมายถึง ปี ท่ีต้งั ข้ึนตามเหตุการณ์

วรรษ หมายถึง ปี

ทศวรรษ หมายถึง เวลาในระยะ 10 ปี

ศตวรรษ หมายถึง เวลาในระยะ 100 ปี

สหสั วรรษ หมายถึง เวลาในระยะ 1,000 ปี

ศก หมายถึง ยคุ สมยั ปี วธิ ีนบั ปี

ปี นกั ษตั ร หมายถึง การนบั ปี ที่กาหนด 12 ปี เป็น 1 รอบ คือ ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง

มะเส็ง มะเมีย มะแม วอก ระกา จอ กนุ

การนับเวลามี 2 แบบ คือ

1. นบั ตามปรากฏการณ์ของดวงอาทิตยท์ ่ีโลกโคจรรอบ เรียกว่า นับทางสุริยคติ เป็ นการนบั แบบ

สากลในปัจจุบนั และนบั ตามดวงจนั ทร์ท่ีโคจรรอบโลก เรียกวา่ นับทางจันทรคติ เป็ นการนบั เวลา แบบ

โบราณของดินแดนในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ปัจจุบนั ยงั มีใชบ้ า้ งในทางพระพทุ ธศาสนาและ โหราศาสตร์

2. นบั ตามกาเนิดของศาสนาที่สาคญั คือ

- พุทธศกั ราช (พ.ศ.) เริ่มจากปี ที่พระพุทธเจา้ ทรงปรินิพพาน โดยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลา้

เจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหใ้ ชเ้ ป็นทางการ เมื่อวนั ท่ี 23 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2455

- คริสตศ์ กั ราช (ค.ศ.) เร่ิมจากปี ที่พระเยซูประสูติ แตกตา่ งจากพทุ ธศกั ราช 543 ปี

- ฮิจเราะห์ศกั ราช (ฮ.ศ.) เริ่มจากวนั หนีภยั ของพระนบีมูฮมั หมดั จากเมืองเมกกะไปยงั เมือง

เมดินา แตกตา่ งจากพุทธศกั ราช 1,122 ปี

การนับและการเทยี บศักราชในประวตั ิศาสตร์ไทย 8

พ.ศ. ใชก้ นั แพร่หลายในประเทศที่ประชาชน ม.ศ. เป็ นศกั ราชท่ีเริ่มใชใ้ นอินเดียโดย
นบั ถือพระพทุ ธศาสนา เช่น ไทย ลาว พม่า และ พระเจา้ กนิษกะ แห่งราชวงศก์ ษุ าณะทรงต้งั ข้ึน
กมั พชู า โดยมีการเริ่มใช้ พ.ศ. มาต้งั แตส่ มยั อยธุ ยาใน และต่อมาไดแ้ พร่หลายไปยงั ดินแดนท่ีไดร้ บั
สมยั สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และใชอ้ ยา่ งเป็ น อารยธรรมอินเดีย มหาศกั ราชพบไดม้ ากใน
ทางการในสมยั รัชกาลท่ี 6 จนถึงปัจจุบนั จารึกสมยั สุโขทยั และจารึกในดินแดนไทยรุ่น
แรกๆ
ประเทศไทยเริ่มนบั พ.ศ.1 เม่ือพระพทุ ธเจา้
เสดจ็ ดบั ขนั ธ์ปรินิพพานไปแลว้ 1 ปี การเทียบมหาศกั ราชเป็ น พ.ศ. ใหบ้ วก
ดว้ ย 621
พ.ศ.
ม.ศ.

การนับศักราชแบบไทย

จ.ศ. ร.ศ.

จ.ศ. เป็ นศกั ราชของพมา่ สมยั พกุ ามก่อนแพร่เขา้ มา ร.ศ. เป็ นศกั ราชที่พระบาทสมเดจ็ พระ
ในดินแดนประเทศไทย นิยมใช้ในหลักฐานทาง จุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงมีพระราชดาริข้ึนใช้
ประวตั ิศาสตร์ไทยสมยั ต่างๆ ท้งั สมยั สุโขทยั อยธุ ยา ในกลางรัชสมยั ของพระองค์ โดยเริ่มนบั ร.ศ.1
รัตนโกสินทร์ตอนตน้ และลา้ นนา ในปี ที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็ นราชธานี
คอื พ.ศ. 2325
การเทียบจุลศกั ราชเป็ น พ.ศ. ใหบ้ วกดว้ ย 1181
การเทยี บรตั นโกสนิ ทรศ์ กเป็น พ.ศ. ใหบ้ วก

ดว้ ย 2324

หลกั เกณฑ์การเทยี บศักราช

ม.ศ. + 621 = พ.ศ. พ.ศ. – 621 = ม.ศ.

จ.ศ. + 1181 = พ.ศ. พ.ศ.- 1181 = จ.ศ.

ร.ศ. + 2324 = พ.ศ. พ.ศ.- 2324 = ร.ศ.

กลียคุ ศกั ราช + 2558 = พ.ศ. พ.ศ.+ 2558 = กลียคุ ศกั ราช

ค.ศ. + 543 = พ.ศ. พ.ศ.- 543 = ค.ศ.

ฮ.ศ. + 1122 = พ.ศ. พ.ศ.- 1122 = ฮ.ศ.

9

ภาพ การแบ่งประวตั ศิ าสตร์ตามช่วงเวลา : ประวตั ศิ าสตร์สากล

เกณฑ์กาหนดสมัยก่อนประวตั ศิ าสตร์และสมัยประวตั ิศาสตร์
ยุคหรือสมยั เป็ นคาที่ใช้บอกช่วงเวลาของเหตุการณ์ เพ่ือกาหนดขอบเขตของเวลาที่มีความหมาย

และเป็นท่ี เขา้ ใจร่วมกนั ไดง้ ่ายข้ึน และส่ือสารกนั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตรงกนั นกั วชิ าการทางดา้ นโบราณคดีและ
ประวตั ิศาสตร์นิยม กาหนดพฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ของมนุษยชาติออกเป็ น 2 ยคุ หรือสมยั ดว้ ยกนั คือ
สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ กบั สมยั ประวตั ิศาสตร์ โดยแต่ละสมยั ยงั มีการแบ่งออกเป็นสมยั ยอ่ ยอีก

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-historical Period) คือ ช่วงเวลาที่มนุษยย์ ังไม่มีตัวอักษรจดบันทึก
เรื่องราวของสังคม นกั โบราณคดีเป็ นผูศ้ ึกษาเร่ืองราวของสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์เป็ นหลกั โดยศึกษาจาก
ซากพิมพ์ ดึกดาบรรพห์ รือพิมพห์ ิน โบราณสถาน โบราณวตั ถุ โครงกระดูก ส่ิงของเคร่ืองใช้ ภาพวาดตาม
ผนงั หรือบนส่ิงของ ต่าง ๆ เป็ นตน้ โดยสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์มีการแบ่งเป็ นยุคยอ่ ย คือ ยุคหินกับยุคโลหะ
ท้งั น้ียุคหินยงั มีการแบ่ง ออกเป็ นยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ ส่วนยุคโลหะก็มีการแบ่งเป็ นยุค
สาริดกบั ยคุ เหลก็

สมัยประวัติศาสตร์ (Historical Period) คือ ช่วงเวลาท่ีมีหลักฐานท่ีเป็ นลายลักษณ์อักษรบอกเล่า
เรื่องราวของสังคมน้ัน ๆ อกั ษรน้ันอาจเป็ นตวั อกั ษร ของชนชาติอ่ืนก็ได้แต่นามาใช้บนั ทึกคาพูด เป็ น

10

เรื่องราวของ สังคมตน โดยสมยั ประวตั ิศาสตร์มีการแบ่งเป็ นสมยั ยอ่ ย คือ สมัยโบราณ สมัยกลาง สมัยใหม่

และสมยั ปัจจุบัน
ตามเหตุผลการจาแนกยคุ สมยั ดงั น้ี สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ และสมยั ประวตั ิศาสตร์ของสงั คมแต่ละ

สังคม (หรือประเทศ) จะเร่ิมตน้ ไม่ตรงกนั ข้ึนอยูก่ บั เง่ือนไขการมีตวั อกั ษรบนั ทึกเร่ืองราวของแต่ละสังคม
นอกจากน้นั การแบง่ และกาหนดสมยั ยอ่ ยในสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ก็ยงั มีความแตกต่างกนั เนื่องจากแต่ละ
ภูมิภาคตา่ งก็มี พฒั นาการแตกต่างกนั ไป
สมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ (Pre-historical Period)

เนื่องจากสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ยงั ไม่มีตวั อกั ษรใชบ้ นั ทึกเร่ืองราว นกั โบราณคดีจะศึกษาเร่ืองราว
สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์โดยอาศยั หลกั ฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เคร่ืองมือเครื่องใช้ อาวุธ
ต่างๆ เคร่ืองมือหิน เครื่องป้ันดินเผา เครื่องประดบั ตลอดจนถ้า เพิงพา ภาพวาดที่มนุษยอ์ ยูอ่ าศยั และวาดไว้
เป็นตน้ และ เนื่องจากสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์มีอายยุ าวนานมาก นกั โบราณคดีจึงตอ้ งมีการแบง่ เป็นสมยั ยอ่ ย
โดยใชห้ ลกั เกณฑ์ สาคญั คือ ความกา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยกี ารทาเครื่องมือเคร่ืองใชเ้ ป็นหลกั ในการแบ่ง
ซ่ึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ยคุ ใหญ่ ๆ คือ ยคุ หิน กบั ยุคโลหะ

1. ยุคหิน (Stone Age) เป็ นยุคท่ีมนุษยเ์ ริ่มรู้จกั นาหินมาปรับใชเ้ ป็ นเคร่ืองมือเครื่องใชห้ รืออุปกรณ์
และอาวธุ นกั โบราณคดี กาหนดให้ยุคหินของมนุษยส์ มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ (สากล) อยรู่ ะหวา่ ง 2.5 ลา้ นปี
ถึงประมาณ 4,000 ปี มาแลว้ แต่ เน่ืองจากส่ิงท่ีเหลือเป็ นหลกั ฐานอยู่จนถึงปัจจุบนั มีเพียงชนิดเดียวคือหิน
ดงั น้นั เราจึงเรียกยุคน้ีว่า ยุคหิน ท้งั น้ี ยุคหินตามพฒั นาการเทคโนโลยีการท าเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ยงั แบ่ง
ออกเป็น 3 ยคุ ยอ่ ย คือ ยคุ หินเก่า ยคุ หินกลาง และ ยคุ หินใหม่ ดงั น้ี

1.1 ยุคหินเก่า (Palaeolithic Period หรือ Stone Age) อยู่ระหว่าง 2,500,000 – 10,000 ปี มาแล้ว
มนุษยใ์ นยุคน้ีอาศยั อยใู่ นถ้าหรือเพิงผา ยงั ไม่มีความคิดสร้างที่อยูอ่ าศยั โดยใชว้ สั ดุธรรมชาติหรือต้งั รกราก
ถาวร ดารงชีวิตดว้ ยการล่าสัตว์ หาปลา และเก็บหาผลไมใ้ นป่ า เม่ืออาหารตามธรรมชาติหมดก็อพยพไปหา
แหล่งอาหารท่ี อื่นต่อไป มนุษยย์ ุคหินเก่ารู้จกั ประดิษฐ์เคร่ืองมืออย่างหยาบ ๆ เครื่องมือท่ีใช้ทว่ั ไป คือ
เครื่องมือหินกะเทาะ ที่มี ลกั ษณะหยาบ ใหญ่ หนากะเทาะเพียงดา้ นเดียวหรือสองดา้ น ไม่มีการฝนให้เรียบ
มนุษยย์ ุคหินเก่ารู้จกั นาหนังสัตว์ มาทาเป็ นเคร่ืองนุ่งห่ม รู้จกั ใชไ้ ฟเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ให้แสง
สวา่ ง ให้ความปลอดภยั และหุงหาอาหาร มี การฝังศพ ทาพิธีกรรมเกี่ยวกบั การตาย และมีการนาเครื่องมือ
เคร่ืองใชแ้ ละอาวธุ ต่าง ๆ ของผตู้ ายฝังไวใ้ นหลุมดว้ ย นอกจากน้ีมนุษยย์ คุ หินเก่ายงั รู้จกั สร้างสรรคง์ านศิลปะ
ซ่ึงพบภาพวาดตามผนงั ถ้าท่ีใชส้ ีฝ่ นุ สีตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ สีดา น้าตาล ส้ม แดงอ่อน และเหลือง ภาพที่วาดส่วนใหญ่
เป็ นภาพสัตว์ เช่น ววั กระทิง มา้ ป่ า กวางแดง เป็ นตน้ ภาพวาด ที่มีช่ือเสียงของมนุษยย์ คุ หินเก่าอยูท่ ่ี ถ้าลาส
โก ประเทศฝรั่งเศส

หลกั ฐานเคร่ืองมือหินท่ีนกั โบราณคดีพบตามที่ต่างๆ เช่น ทวีปยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย และทวีป
อเมริกา ทาให้มีการต้งั ชื่อมนุษยย์ ุคน้ีตามสถานท่ีที่พบหลกั ฐาน เช่น มนุษยช์ วา พบท่ีเกาะชวา ประเทศ
อินโดนีเซีย มนุษยป์ ักกิ่ง พบที่ถ้าใกลก้ รุงปักก่ิง ประเทศจีน มนุษยน์ ีแอนเดอร์ธลั พบที่หุบเขาแอนเดอร์

11

ประเทศเยอรมนี มนุษย์ โครมนั ยองพบที่ถ้าโครมนั ยอง ประเทศฝรั่งเศส มนุษยโ์ ครมนั ยอง เป็นมนุษยย์ คุ หิน
เก่ารุ่นสุดทา้ ย (อายรุ ะหวา่ ง 30,000-17,000 ปี มาแลว้ ) ที่คน้ พบและมีลกั ษณะเหมือนมนุษยป์ ัจจุบนั

เคร่ืองมือ เครื่องใช้ในยุคหินเก่า มนุษย์โครมนั ยอง

1.2 ยุคหินกลาง (Mesolithic Period หรือ Middle Stone Age) อยู่ระหว่าง 10,000-6,000 ปี มาแล้ว

มนุษยย์ ุคน้ีรู้จกั ทาเครื่องมือหินท่ีมีความประณีตมากข้ึนดว้ ยการกะเทาะผวิ ดา้ นใดดา้ นหน่ึงหรือท้งั สองดา้ น
ออกให้ เกิดความคม ทาให้เคร่ืองมือหินในยุคน้ีมีรูปทรงท่ีเหมาะแก่การใชง้ านมากข้ึนกวา่ เดิม เครื่องมือยุค
หินกลางที่พบ มีท้งั เคร่ืองมือสับ ตดั ขุด และทุบ หลกั ฐานเคร่ืองมือหินของมนุษยใ์ นยคุ หินกลางพบในทวปี
ยุโรปและทวีปเอเชีย โดยพบคร้ังแรกในเวียดนาม เรียกวา่ วัฒนธรรมฮัวบิเนียน จดั เป็ นวฒั นธรรมยุคหิน
กลางของประเทศในเอเชีย ตะวนั ออกเฉียงใต้ รวมท้งั ประเทศไทยดว้ ย

เครื่องมือวฒั นธรรมฮัวบเิ นียน ยุคหินเก่า

1.3 ยุคหินใหม่ (Neolithic Period หรือ New Stone Age) อยรู่ ะหวา่ ง 6,000 – 4,000 ปี มาแลว้ มนุษย์
ยคุ น้ีมีความเจริญทางวตั ถุมากกวา่ ยคุ หินกลาง รู้จกั ควบคุมธรรมชาติมากข้ึน รู้จกั พฒั นาการท าเครื่องมือหิน
อยา่ งประณีตโดยมีการขดั ฝนหินท้งั ชิ้นใหเ้ ป็นรูปร่างลกั ษณะต่างๆ เพ่ือใหเ้ คร่ืองมือมีประสิทธิภาพในการใช้
สอย มากข้ึนกว่าเคร่ืองมือรุ่นก่อนหนา้ น้ี เช่น มีดหินท่ีสามารถตดั เฉือนไดแ้ บบมีดโลหะ มีการต่อดา้ มยาว
เพื่อใชแ้ ผน่ หิน ลบั คมเป็นเสียมขดุ ดิน หรือตอ่ ดา้ มไมส้ าหรับจบั เป็ นขวานหิน สามารถป้ันหมอ้ ดินและใชไ้ ฟ
เผา สามารถทอผา้ จาก เส้นใยพชื และทอเป็นเชือกทาเป็ นแหหรืออวนจบั ปลา ลกั ษณะสาคญั อีกประการหน่ึง

12

ท่ีจาแนกมนุษยย์ ุคหินใหม่ ออกจากมนุษยย์ คุ หินกลางก็คือการท่ีมนุษยย์ คุ น้ีรู้จกั การเพาะปลูกและเล้ียงสัตว์
ในระดบั ท่ีซบั ซ้อนมากข้ึน เช่น มี การปลูกขา้ วและพืชอื่นๆ เช่น ถวั่ ฟัก บวบ และเล้ียงสัตวห์ ลายชนิดมาก
ข้ึน เช่น แพะ แกะ และ ววั ซ่ึงก็คงท้งั ไวใ้ ช้ งานและเป็นอาหาร

วฒั นธรรมยุคหินใหม่พบอยูท่ ว่ั โลก แต่หลกั ฐานสาคญั ที่มีลกั ษณะโดดเด่น คือ การสร้างอนุสาวรีย์
หิน (Megalithic) ท่ีมีช่ือเสียง คือ สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ในประเทศองั กฤษสันนิษฐานวา่ สร้างข้ึนเพื่อใช้
คานวณ เวลาทางดาราศาสตร์ เพอ่ื พิธีกรรม เพอื่ บวงสรวงดวงอาทิตยเ์ พอ่ื ผลผลิตทางการเพาะปลูก

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ในประเทศองั กฤษ

การที่มนุษยย์ คุ น้ีรู้จกั ทาการเพาะปลูกและผลิตอาหารได้ ทาใหพ้ วกเขาสามารถอยูร่ วมกนั เป็ นหลกั
แหล่ง ไม่ตอ้ งเท่ียวเร่ร่อนหาอาหารดังแต่ก่อน จึงทาให้เกิดเป็ นสังคมหมู่บา้ นข้ึน มีการสร้างกฎเกณฑ์
ขอ้ บงั คบั มาใช้ในการ ปกครองเพื่อความสงบสุขของสังคม มีการแบ่งแยกหนา้ ท่ีการงานและรู้จกั ร่วมมือ
ช่วยเหลือกนั และกนั ทาใหพ้ วก เขามีเวลาวา่ งท่ีจะใชไ้ ปเพือ่ การสร้างสรรคศ์ ิลปวฒั นธรรมมากข้ึน ตวั อยา่ งก็
คือการขุดคน้ พบซากหมู่บา้ นสมยั หินใหม่ในประเทศสวติ เซอร์แลนด์ที่สร้างดว้ ยไมแ้ ละดินเหนียวบนเสาท่ี
ปักอยู่ในพ้ืนทะเลสาบหรือบนที่ลุ่ม ซ่ึง แสดงให้เห็นการก่อสร้างที่ใช้เสาทบั คานอนั เป็ นแบบแผนการ
ก่อสร้างพ้ืนฐานที่ใชอ้ ยูจ่ นถึงปัจจุบนั และการรู้จกั ประดบั ลวดลายบนเคร่ืองป้ันดินเผาที่มีหลายแบบ เช่น
ลายเลขาคณิต ลายกน้ หอย เป็นตน้

13

เครื่องป้ันดนิ เผา ในยุคหินใหม่

2. ยุคโลหะ (Metal Age) เร่ิมเม่ือประมาณ 4,000ปี มาแลว้ มนุษยย์ คุ น้ีมีความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยี
ข้ึนอยา่ งเห็นไดช้ ดั อนั แสดงถึง การพฒั นาความสามารถทางความคิด ดว้ ยการมีความสามารถนาโลหะมาทา
เป็นเคร่ืองมือเคร่ืองใชน้ น่ั เอง ในระยะแรกของยคุ โลหะจะพบวา่ พวกเขารู้จกั หลอมทองแดงและดีบุกซ่ึงเป็ น
โลหะท่ีใช้อุณหภูมิไม่สูงนกั ในการ หลอม ต่อมาจึงพฒั นาความรู้และเทคโนโลยีข้ึนมาจนสามารถหลอม
เหล็กได้ ซ่ึงการหลอมเหล็กต้องใช้อุณหภูมิสูง นักโบราณคดีจึงแบ่งยุคโลหะออกเป็ น 2 ยุคตามความ
แตกตา่ งของระดบั เทคโนโลยแี ละวสั ดุท่ีนามาใชท้ าเครื่องมือ เคร่ืองใช้ ดงั น้ี

เคร่ืองเมืองเครื่องใช้ ในยคุ โลหะ

2.1 ยคุ สาริด (Bronze Age) การเริ่มตน้ ของยคุ สาริดในแต่ละภูมิภาคจะตา่ งกนั ไปแต่ส่วนใหญ่จะเริ่ม
ระหวา่ งประมาณ 4,000 ปี มาแลว้ ในช่วงเวลาน้ีมนุษยร์ ู้จกั นาทองแดงผสมกบั ดีบุกหลอมรวมกนั กลายเป็ น
โลหะ ผสมที่เราเรียกวา่ สาริด มาใชท้ าเป็นเคร่ืองมือเครื่องใช้และอาวธุ ท่ีมีคุณภาพดีกวา่ ที่ทาจากหินขดั มาก
การดารงชีวติ ของมนุษยย์ ุคน้ีก็เปล่ียนไปจากการเป็ นชุมชนเกษตรกรรมเล็กๆ กลายเป็ นชุมชนขนาดใหญ่ที่
เราเรียกวา่ ชุมชนเมือง มีการจดั แบ่งความสัมพนั ธ์ของคนในสังคมตามความสัมพนั ธ์และความสามารถ ซ่ึง

14

พฒั นาการน้ีทาให้ สังคมมีความมน่ั คงและมีการส่ังสมอารยธรรมไดอ้ ยา่ งรวดเร็วกวา่ ท่ีผ่านมา แหล่งอารย
ธรรมสาคญั ที่มีพฒั นาการ จากสังคมสมยั หินใหม่ สู่สมยั สาริด เช่น แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ใน
ภูมิภาคเอเชียตะวนั ตก แหล่งอารยธรรม ลุ่มแม่น้าไนล์ ในประเทศอียปิ ต์ แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ ใน
ประเทศอินเดีย และแหล่งอารยธรรมลุ่มแมน่ ้าฮวงเหอ ในประเทศจีน เป็นตน้

2.2 ยคุ เหลก็ (Iron Age) เร่ิมเม่ือประมาณ 3,200 ปี มาแลว้ เป็นช่วงของการพฒั นาการทางเทคโนโลยี
ท่ีต่อเน่ืองจากยคุ สาริด หลงั จากท่ีมนุษยส์ ามารถนาทองแดงมาผสมกบั ดีบุกและหลอมเป็นโลหะผสมไดแ้ ลว้
มนุษย์ ก็คิดคน้ หาวิธีนาเหล็กซ่ึงเป็ นโลหะท่ีมีความแข็งและทนทานกวา่ สาริดมาทาเป็ นเครื่องมือเคร่ืองใช้
และอาวธุ ดว้ ยการใชอ้ ุณหภูมิในการหลอมท่ีสูงกวา่ การหลอมสาริด แลว้ จึงตีโลหะเหลก็ ในขณะท่ียงั ร้อนอยู่
ให้เป็ นรูปทรงท่ีตอ้ งการเนื่องจากเหล็กใชท้ าเคร่ืองมือเคร่ืองใชม้ ีความเหมาะสมกบั งานการเกษตรที่ตอ้ งใช้
ความแขง็ แรงมากกวา่ สาริดและมีความทนทานกวา่ ดว้ ย จึงทาใหม้ นุษยย์ คุ เหล็กสามารถทาการเกษตรไดผ้ ล
ผลิตเพมิ่ มากข้ึนนอกจากน้ี เหลก็ ยงั ใชท้ าอาวธุ ที่มีความแขง็ แกร่งและทนทานกวา่ สาริด จึงทาใหส้ ังคมมนุษย์
ยคุ น้ีท่ีพฒั นาเขา้ สู่ยคุ เหล็กและเขา้ สู่ความเป็ นรัฐไดด้ ว้ ยการมีกองทพั ที่มีประสิทธิภาพกวา่ สามารถปกป้อง
เขตแดนของตนเองได้ดีกว่า ทาให้สังคม เมืองของตนมีความมนั่ คงปลอดภยั และในที่สุดก็สามารถขยาย
อิทธิพลไปยงั ดินแดนอ่ืน ๆ ไดใ้ นเวลาต่อมา

สมยั ประวตั ิศาสตร์ (Historical Period)
สมยั ประวตั ิศาสตร์ของสงั คมใดสงั คมหน่ึงจะเริ่มเมื่อสงั คมน้นั มีตวั อกั ษรใช้ การมีตวั อกั ษรใชท้ าให้

มีการส่ือสารที่มีประสิทธิภาพมากข้ึน กล่าวคือสามารถส่งขอ้ ความสื่อสารกนั ไดเ้ ป็ นระยะทางไกล สามารถ
บนั ทึกเร่ืองราว ตา่ ง ๆ ทาใหค้ นรุ่นหลงั เขา้ ใจเร่ืองราวของคนในอดีตได้ และสามารถถ่ายทอดความรู้จากคน
รุ่นหน่ึงไปยงั คนอีกรุ่น หน่ึงได้ สังคมมนุษยท์ ่ีมีตวั อกั ษรใชเ้ ป็นสังคมท่ีมีการจดั ระบบซบั ซอ้ นข้ึนจากการท่ี
มนุษย์มีการสะสมความรู้ และมีพฒั นาการทางความคิดท่ีซับซ้อนข้ึนนั่นเอง เน่ืองจากแต่ละสังคมมี
พฒั นาการทางความรู้ความคิดและ เทคโนโลยที ่ีต่างกนั สมยั ประวตั ิศาสตร์ของแต่ละประเทศจึงเร่ิมต่างกนั
เช่นเดียวกบั การที่สังคมแต่ละสังคม มีพฒั นาการผ่านสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์มาต่างกนั นัน่ เอง เนื่องจาก
บทเรียนน้ีเป็ นเร่ืองของประวตั ิศาสตร์สากล ซ่ึงหมายถึง ประวตั ิศาสตร์โลกตะวนั ตกนนั่ เอง การกาหนดยคุ
สมยั ทางประวตั ิศาสตร์สากลจึงใช้เกณฑ์ท่ีนักประวตั ิศาสตร์ ตะวนั ตกนิยมใช้ ซ่ึงก็แบ่งเป็ นสมยั โบราณ
สมยั กลาง สมยั ใหม่ และสมยั ปัจจุบนั

ประวตั ิศาสตร์สากล (ตะวนั ตก)
1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ (3,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 476) เริ่มเกิดข้ึนเป็ นคร้ังแรก

บริเวณ ดินแดนเมโสโปเตเมียแถบลุ่มแม่น้าไทกริส-ยูเฟรทีสและดินแดน อียิปต์แถบลุ่มแม่น้าไนล์ ท่ีชาว
เมโสโปเตเมียและชาวอียิปต์รู้จกั ประดิษฐ์ตวั อกั ษรไดเ้ ม่ือ 3,500 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช จากน้นั อิทธิพลของ
ความเจริญของสองอารยธรรมก็ไดแ้ พร่หลายไปยงั ทางใตข้ องยุโรปสู่เกาะครีตต่อมา กรีกไดร้ ับเอาความ
เจริญจากเกาะครีต และความเจริญของอียิปตม์ าสร้างสมเป็ นอารยธรรมกรีกข้ึน และเม่ือชาวโรมนั ในแหลม
อิตาลียึดครองกรีกได้ ชาวโรมนั ก็นาอารยธรรมกรีกกลบั ไปยงั โรม และสร้างสมอารยธรรมโรมนั ข้ึน ต่อมา

15

เมื่อชาวโรมนั สถาปนาจกั รวรรดิโรมนั พร้อมกบั ขยายอาณาเขตของตนไปอยา่ งกวา้ งขวาง อารยธรรม โรมนั
จึงแพร่ขยายออกไป จนกระทง่ั จกั รวรรดิโรมนั ล่มสลายลงเม่ือพวกอนารยชนเผ่าเยอรมนั เขา้ ยึดกรุงโรมได้
ใน ค.ศ. 476 ประวตั ิศาสตร์สมยั โบราณของชาติตะวนั ตกจึงสิ้นสุดลง

แหล่งอารยธรรมโบราณเริ่มแรกที่สาคญั ไดแ้ ก่
เมโสโปเตเมีย เร่ิมต้งั แต่ 3,500 ปี ก่อนคริสต์กาล ลุ่มแม่น้าไทกรีสและยูเฟรติส เร่ิมใช้ตวั อกั ษร
เรียกวา่ คิวนิฟอร์ม มีกษตั ริยท์ ี่สาคญั เช่น พระเจา้ ฮมั มูราบี ในท่ีสุดจกั รวรรดิเปอร์เซียไดเ้ ขา้ มาครองครอง
ราว 539 ปี ก่อนคริสตกาล
อยี ิปต์ เริ่มต้งั แต่ 3,100 ปี ก่อนคริสตก์ าล ประดิษฐต์ วั อกั ษรเฮียโรกลิฟฟิ ค (Hieroglyphic) ในช่วง
เวลา ใกลเ้ คียงกบั เมโสโปเตเมีย อียิปตเ์ จริญต่อเนื่อง จนถึงสมยั โรมนั เมื่อสิ้นสุดสมยั พระนางคลีโอพตั รา
ราชวงศ์ ปโตเลมี อียปิ ตจ์ ึงตกเป็นส่วนหน่ึงของจกั รวรรดิโรมนั
กรีก พฒั นาจากอารยธรรมไมนวลท่ีเกาะครีตราว 3,000 ปี ก่อนคริสตก์ าล กรีกปกครองเป็ นนครรัฐ
เรียกตนเองว่าเฮเลน และสร้างอารยธรรมเฮเลนนิค (Hellenic) ในสมยั พระเจา้ อเล็กซานเดอร์มหาราชแห่ง
นครรัฐ มาซิโดเนีย ไดข้ ยายอิทธิพลอารยธรรมกรีก ท่ีมีรูปแบบเฉพาะ เรียกวา่ เฮเลนนิสติค (Helenistic) ไปสู่
ดินแดนต่าง ๆ รวมอียิปต์และเปอร์เซีย เม่ือจกั รวรรดิโรมนั ยา้ ยศูนยก์ ลางความเจริญไปท่ีไบเซ็นไทต์ กรีก
ยงั คงเป็ นส่วนหน่ึงของ อาณาจกั รโรมัน จน ค.ศ. 600 จึงได้ตกอยู่ใต้อานาจของจกั รวรรดิออตโตมัน
(Ottoman Empire)
โรมัน เริ่มตน้ เมื่อราว 1,000 ปี ก่อนคริสต์กาล และพฒั นาเป็ นจกั รวรรดิยงิ่ ใหญ่ สิ้นสุดความเจริญ
เพราะ ถูกอนารยชนเยอรมนั นิคเขา้ มารุกรานหลายคร้ัง ใน ค.ศ. 476 ถือเป็ นการสิ้นสุดสมยั โบราณ และยา้ ย
ศูนยก์ ลางไปอยทู่ ่ีอาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออก เมืองหลวงคือ กรุงคอนสแตนติโนเปิ ล
ในเอเชีย ไดแ้ ก่ อารยธรรมลุ่มแม่นา้ สินธุ (ปากีสถานในปัจจุบนั ) บริเวณเมืองฮารัปปาและโมเฮ็นโจ
ดาโร ปรากฏหลกั ฐานอารยธรรมต้งั แต่ประมาณ 3,000 ปี ก่อนคริสตก์ าล ร่วมสมยั กบั อารยธรรมเมโสโปเต
เมียและอียปิ ต์ ต่อมาชาวอารยนั ไดอ้ พยพเขา้ มาครองครองดินแดนลุ่มแม่น้าสินธุและแมน่ ้าคงคา
จีน ไดแ้ ก่ อารยธรรมลุ่มแม่น้าฮวงโหหรือแม่น้าเหลือง ได้พบหลกั ฐานอกั ษรภาพ ใช้จารึกคา
ทานาย บนกระดองเต่า ในสมยั ราชวงศช์ าง ประมาณ 1,700 ปี ก่อนคริสตก์ าล จีนมีการรวมดินแดนต่างๆ ต้งั
เป็นอาณาจกั ร ต้งั แต่สมยั จกั รพรรดิจิ๋นซีฮอ่ งเต้ เป็นตน้ มา
2. ประวตั ิศาสตร์สมัยกลาง (ค.ศ. 476-ค.ศ. 1453)
เร่ิมต้งั แต่การสิ้นสุดของจกั รวรรดิโรมนั ตะวนั ตกใน ค.ศ. 476 เมื่อถูกพวกอนารยชนเยอรมนั เผ่า
วิสิกอธ (Visigoth) โจมตี ซ่ึงเหตุการณ์น้ีถือเป็ นจุดสิ้นสุดของจกั รวรรดิโรมนั ตะวนั ตก เม่ือจกั รวรรดิโรมนั
ตะวนั ตก ล่มสลายลงสภาพทวั่ ไปของกรุงโรมเตม็ ไปดว้ ยความวนุ่ วาย การเมือง เศรษฐกิจ และสงั คมอ่อนแอ
ประชาชน อดอยาก ขาดท่ีพ่ึง มีปัญหาเรื่องโจรผูร้ ้าย เนื่องจากช่วงเวลาน้ียุโรปตะวนั ตกไม่มีจกั รวรรดิที่
ย่ิงใหญ่ปกครอง ดงั เช่น จกั รวรรดิโรมนั นอกจากน้ียงั ถูกพวกอนารยชนเผ่าต่างๆ เขา้ มารุกราน ส่งผลให้
อารยธรรมกรีกและโรมนั อนั เจริญรุ่งเรืองในยโุ รปตะวนั ตกไดห้ ยุดชะงกั ลง นกั ประวตั ิศาสตร์สมยั ก่อนจึง

16

เรียกช่วงสมยั น้ีอีกชื่อหน่ึงว่า ยุคมืด (Dark Ages) หลงั จากน้นั ศูนยก์ ลางของอานาจยุโรปได้ยา้ ยไปอยู่ท่ี
เมืองไบแซนติอุม (Byzantium) ซ่ึงอยู่ใน ประเทศตุรกีปัจจุบนั โดยจกั รพรรดิคอนสแตนติน (Constantin)
เป็ นผูส้ ถาปนาจกั รวรรดิแห่งใหม่ท่ีมีความ เจริญรุ่งเรืองซ่ึงต่อมาเป็ นท่ีรู้จกั กนั ในชื่อ คอนสแตนติโนเปิ ล
(Constantinople)

ประวตั ิศาสตร์สมยั กลางน้ีเป็ นช่วงเวลาท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอารยธรรมตะวนั ตกจาก อารยธรรม
โรมนั ไปสู่ อารยธรรมคริสตศ์ าสนา เป็นสมยั ท่ีตะวนั ตกไดร้ ับอิทธิพลอยา่ งมากจากคริสตศ์ าสนา ท้งั ทางดา้ น
การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวฒั นธรรม นอกจากน้ีสังคมสมยั กลางยงั มีลกั ษณะเป็ นสังคมในระบบ
ฟิ วดลั (Feudalism) หรือสังคมระบบศกั ดินาสวามิภกั ด์ิ ท่ีขุนนางมีอานาจครอบครองพ้ืนที่ โดยประชาชน
ส่วนใหญม่ ีฐานะ เป็นขา้ ติดท่ีดิน (serf) และดารงชีวติ อยใู่ นเขตแมเนอร์ (Manor) ของขนุ นาง ซ่ึงเป็นลกั ษณะ
พิเศษของสังคมสมยั กลาง นอกจากน้ีในสมยั กลางน้ีไดเ้ กิดเหตุการณ์สาคญั คือ สงครามครูเสด ซ่ึงเป็ น
สงครามความขดั แยง้ ระหวา่ ง คริสตศ์ าสนากบั ศาสนาอิสลาม ที่กินเวลาเกือบ 200 ปี เป็นผลใหเ้ กิดการคน้ หา
เส้นทางการคา้ ทางทะเลและ วทิ ยาการดา้ นอื่นๆ ตามมา สมยั กลางสิ้นสุดใน ค.ศ. 1453 เมื่อพวกออตโตมนั เต
อร์กสามารถยดึ กรุงคอนสแตน- ติโนเปิ ล ของจกั รวรรดิโรมนั ตะวนั ตกได้

3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (ค.ศ. 1453-1945) ประวตั ิศาสตร์ตะวนั ตกสมยั ใหม่ถือว่าเริ่มตน้ ใน
ค.ศ. 1453 เป็ นปี ท่ีชนเผ่าเติร์กโจมตีและสามารถ ยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิ ลได้ เป็ นผลให้ศูนยก์ ลางความ
เจริ ญรุ่งเรื องกลับมาอยู่ในยุโรปตะวนั ตกอีกคร้ัง ในระหว่างน้ีในยุโรปตะวนั ตกเองกาลังมีความ
เจริญกา้ วหน้าทางดา้ นความคิดและศิลปวิทยาการต่างๆ จากพฒั นาการของการ ฟ้ื นฟูศิลปะวิทยาการที่
ดาเนินมา ยโุ รปจึงกลบั มารุ่งเรืองอีกคร้ัง ในคร้ังน้ีไดม้ ีการสารวจและขยายดินแดนออกไป กวา้ งไกลจนเกิด
เป็ นยุคล่าอาณานิคม ซ่ึงต่อมานาไปสู่ความขดั แยง้ ระหวา่ งประเทศ กลายเป็ นสงครามใหญ่ที่เรียก กนั ว่า
สงครามโลกถึงสองคร้ังภายในเวลาห่างกนั เพยี ง 20 ปี ในช่วงเวลาเกือบหา้ ร้อยปี ของประวตั ิศาสตร์สมยั ใหม่
มี เหตุการณ์สาคญั เกิดข้ึนมากมายท่ีโดดเด่นและมีผลกระทบยาวไกลต่อเนื่องมาจนถึงโลกปัจจุบนั ไดแ้ ก่
การสารวจ ทางทะเล การปฏิวตั ิทางวิทยาศาสตร์ การปฏิวตั ิอุตสาหกรรม การกาเนิดแนวคิดทางการเมือง
ใหม่ (เสรีนิยม ชาตินิยม และประชาธิปไตย) การขยายดินแดนหรือการล่าอาณานิคม (จกั รวรรดินิยม) และ
สงครามโลกสองคร้ัง เหตุการณ์สาคญั ๆ หลายประการในช่วงเวลาของประวตั ิศาสตร์โลกสมยั ใหม่ ไดส้ ่งผล
สืบเน่ืองต่อพฒั นาการของ ประวตั ิศาสตร์โลกสมยั ปัจจุบนั อยา่ งมากมาย

4. ประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน (ค.ศ. 1945-ปัจจุบัน) หรือเรียกกนั ว่า ประวตั ิศาสตร์ร่วมสมยั เริ่ม
ต้งั แต่สงครามโลกคร้ังที่ 2 สิ้นสุดลง ซ่ึงมีผลกระทบอยา่ งรุนแรงทวั่ โลกและก่อให้เกิดการ เปล่ียนแปลงท้งั
ทางดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม การเมืองการปกครองของสังคมโลกในปัจจุบนั โดยช่วงประวตั ิศาสตร์สมยั ปัจจุบนั
มีเหตุการณ์ ดงั น้ี

4.1 สมัยสงครามเย็น (ค.ศ. 1945-1991) เม่ือสงครามโลกคร้ังที่ 2 สิ้นสุดลงได้เกิดการขัดแย้ง
ทางดา้ นอุดมการณ์ทางการเมืองของสองอภิมหาอานาจ คือ สหรัฐอเมริกาผนู้ าค่ายประชาธิปไตยและสหภาพ
โซเวยี ตผนู้ าค่ายคอมมิวนิสต์ เพื่อแข่งขนั เกี่ยวกบั ลทั ธิความเช่ือทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

17

โดย ไม่ได้ทาสงครามเหมือนสงครามโลกที่ผ่านมา แต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเช่ือเป็ นหลักในการหา
พนั ธมิตรและประเทศ ใตอ้ ิทธิพล ประเทศเล็ก ๆ จึงจาเป็ นตอ้ งเขา้ ขา้ งและรับการสนบั สนุนจากฝ่ ายใดฝ่ าย
หน่ึง สงครามเยน็ สิ้นสุดลงเม่ือ ผนู้ าประเทศสหภาพโซเวยี ตไดป้ รับนโยบายการเมืองท้งั ภายในและภายนอก
ประเทศท่ีเนน้ การร่วมมือกบั นานา ประเทศในการแกป้ ัญหาต่างๆ และปฏิรูปประเทศใหเ้ ป็ นประชาธิปไตย
มากข้ึน ต่อมาเม่ือประเทศยโุ รปตะวนั ออก ซ่ึงเป็ นพนั ธมิตรของสหภาพโซเวียตไดแ้ ยกตวั ออกจากสหภาพ
โซเวียต ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรป ตะวนั ออกสิ้นสุดอานาจลงต่อมาใน ค.ศ. 1989
สหรัฐอเมริกากบั สหภาพโซเวียตตกลงลงนามร่วมกนั ที่เกาะมอลตา ประกาศการสิ้นสุดภาวะสงครามเยน็
บรรยากาศสันติภาพจึงแพร่กระจายไปทวั่ ภูมิภาคต่างๆของโลก ใน ค.ศ. 1990 ก าแพงเบอร์ลิน ซ่ึงเป็ น
สัญลกั ษณ์ของสงครามเยน็ ก็ถูกทาลายลง และปี ต่อมาเยอรมนีตะวนั ตกและเยอรมนี ตะวนั ออกก็รวมตวั เป็น
ประเทศเดียวกนั และในปลาย ค.ศ. 1991 สหภาพโซเวยี ตกล็ ่มสลาย สงครามเยน็ จึงสิ้นสุด อยา่ งเป็นทางการ

4.2 สมัยโลกาภิวัตน์ ต้ังแต่ช่วงคร้ังหลังของคริสต์ศตวรรษท่ี 20 เป็ นช่วงเวลาท่ีโลกมีความ
เจริญกา้ วหน้าทางดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้งั วิทยาการแขนงต่าง ๆ ทาให้สภาพความเป็ นอยู่
ของมนุษย์ โดยทว่ั ไปเจริญข้ึน มนุษย์สามารถเดินทางไปสารวจอวกาศและดาวเคราะห์ดวงอ่ืน ๆ รู้จกั
ประดิษฐค์ ิดคน้ เครื่องมือท่ี ทาใหส้ ะดวกสบาย ความเจริญทางดา้ นการแพทยท์ าใหม้ นุษยม์ ีชีวติ ยนื ยาวและมี
คุณภาพ การคมนาคมขนส่งขา้ มทวีปเป็ นไปอยา่ งรวดเร็ว หรือ การสื่อสารขอ้ มูลแพร่หลายท่ีส่ือภาพและ
เสียงโดยผา่ นทางดาวเทียม อินเทอร์เน็ต โทรศพั ทม์ ือถืออยา่ งรวดเร็วภายในเวลาไม่ก่ีวนิ าที

อย่างไรก็ตาม ความกา้ วหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พฒั นาไปอย่างไม่หยุดย้งั ได้
ส่งผลต่อมนุษยแ์ ละเกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาอยา่ งรวดเร็ว การเพิ่มข้ึนอยา่ งรวดเร็วของจานวนประชากร การ
ใช้ พลงั งานนิวเคลียร์ การเกิดสภาวะที่อุณหภูมิของโลกร้อนข้ึน จนมีผลทาให้น้าแขง็ ข้วั โลกและยอดเขาสูง
ละลาย ที่ เรียกวา่ ภาวะเรือนกระจก เป็นตน้ ดงั น้นั ในยคุ โลกาภิวตั น์นอกจากจะทาใหช้ ีวติ มนุษยส์ ุขสบายข้ึน
แต่ก็ส่งผลให้ เกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาดว้ ยเช่นกนั
การแบ่งยุคสมยั ประวตั ศิ าสตร์ตะวนั ออก

การแบ่งยคุ สมยั ประวตั ิศาสตร์ตะวนั ออกจะแบ่งยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร์ตามช่วงเวลาของแต่ละ
ราชวงศ์ หรือศูนยก์ ลางอานาจเป็ นเกณฑ์ การแบ่งยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร์จีน สามารถแบ่งออกได้เป็ น
ประวตั ิศาสตร์จีน สมัยโบราณ (2200 ปี ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 220) ประวตั ิศาสตร์จีนสมัยกลาง
(ค.ศ. 220 – ค.ศ. 1368) ประวตั ิศาสตร์จีนสมยั ใหม่ (ค.ศ. 1368 – ค.ศ. 1911) และประวตั ิศาสตร์จีนสมยั
ปัจจุบนั (ค.ศ. 1911 – ปัจจุบนั )
การแบ่งยุคสมยั ประวตั ิศาสตร์จีน

ประวตั ิศาสตร์จีนสมัยโบราณ
ช่วงเวลาการเร่ิมต้นจากรากฐานอารยธรรมจีน ต้งั แต่สมยั ประวตั ิศาสตร์ท่ีมีการสร้างสรรค์
วฒั นธรรมหยางเซา (Yang Shao) วฒั นธรรมหลงซาน (Lung Shan) อนั เป็ นวฒั นธรรมเคร่ืองป้ันดินเผาและ
โลหะสาริด ต่อมา เขา้ สู่สมยั ประวตั ิศาสตร์ ราชวงศต์ ่าง ๆ ไดป้ กครองประเทศ ไดแ้ ก่ ราชวงศเ์ ซียะ ประมาณ

18

2,205 – 1,766 ปี ก่อน คริสตศ์ กั ราช และราชวงศช์ างประมาณ 1,767 – 1,122 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช ช่วงเวลาท่ี
จีนเริ่มก่อตวั เป็ นรัฐท่ีมี รากฐานการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ราชวงศโ์ จว ประมาณ 1,122 – 256 ปี ก่อน
คริสตศ์ กั ราช ซ่ึงแบ่งออกเป็ น ราชวงศโ์ จวตะวนั ตก และราชวงศโ์ จวตะวนั ออก เม่ือราชวงศโ์ จวตะวนั ออก
เส่ือมลง เกิดสงครามระหวา่ งเจา้ ผคู้ รองรัฐต่าง ๆ ในท่ีสุดราชวงศฉ์ ิน รวบรวมด่อต้งั ราชวงศช์ ่วงเวลา 221 –
206 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช และสมยั ราชวงศ์ฮน่ั 206 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช – ค.ศ. 220) เป็ นสมยั ที่รวมศูนย์
อานาจจนเป็นจกั รพรรติ

เครื่องป้ันดนิ เผาหลงซาน (Lung Shan) เครื่องปันดนิ เผาหยางเชา (Yang Shao)

ประวตั ิศาสตร์จีนสมยั กลาง
อารยธรรมมีการปรับตัวเพ่ือรับอิทธิพลต่างชาติเข้ามาผสมผสานในสังคมจีน ที่สาคัญคือ
พระพุทธศาสนา แระวตั ิศาสตร์จีนสมยั กลางเริ่มสมยั ดว้ ยความวุ่นวายจากการล่มสลายของราชวงศ์ฮนั่
เรียกวา่ สมยั ความแตกแยก ทางการเมือง (ค.ศ. 220 – ค.ศ. 589) เป็ นช่วงเวลาการยึดครอบของชาวต่างชาติ
การแบ่งแยกดินแดน ก่อนท่ีจะมี การรวมประเทศในสมยั ราชวงศส์ ุย (ค.ศ. 581 – ค.ศ. 618) สมยั ราชวงศถ์ งั
(ค.ศ. 618 – ค.ศ. 907) ช่วงเวลาน้ี ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองสูงสุดก่อนท่ีจะแตกแยกอีกคร้ัง ในสมยั หา้ ราชวงศ์
กบั สิบรัฐ (ค.ศ. 907 – ค.ศ. 979) ต่อมา สมยั ราชวงศซ์ ่ง (ค.ศ. 960 – ค.ศ. 1279) สามารถรวบรวมประเทศจีน
ไดอ้ ีกคร้ัง และมีความเจริญรุ่งเรืองทาง ศิลปวฒั นธรรม จนกระทง่ั ชาวมองโกลสามารถยึดครองประเทศจีน
และสถาปนาราชวงศห์ ยวน (ค.ศ. 1260 – ค.ศ.1368)

ประวตั ศิ าสตร์จีนสมยั ใหม่
ประวตั ิศาสตร์จีนสมยั ใหม่เร่ิมใน ค.ศ. 1368 เม่ือชาวจีนขบั ไล่พวกมองโกลออกไป แลว้ สถาปนา
ราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 – ค.ศ. 1644) ข้ึนปกครองประเทศจีน และถูกโค่นล้มอีกคร้ังโดยราชวงศ์ซิง
(ค.ศ. 1664 – ค.ศ. 1911) ในช่วงปลายสมยั ราชวงศช์ ิงเป็นเวลาท่ีประเทศจีนถูกคุกคามจากชาติตะวนั ตก และ
จีนพา่ ยแพแ้ ก่ องั กฤษในสงครามฝ่ิน (ค.ศ. 1839 – ค.ศ. 1842) จนสิ้นสุดราชวงศใ์ น ค.ศ. 1911

19

ประวตั ศิ าสตร์จีนสมยั ปัจจุบัน
ประวตั ิศาสตร์จีนสมยั ปัจจุบนั เริ่มตน้ ใน ค.ศ. 1911 เมื่อจีนปฏิวตั ิเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม์ าเป็ นระบอบสาธารณรัฐโดย ดร.ซุน ยตั เซน (ค.ศ. 1911 – ค.ศ. 1949) ต่อมา
พรรคคอมมิวนิสต์ไดป้ ฏิวตั ิและได้ปกครองจีน จึงเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ต้งั แต่
ค.ศ. 1949 จนถึง ปัจจุบนั

เหมา เจ๋อตุง อนุสาวรียว์ ีรชนปฏิวตั ิของจีน

การแบ่งยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตร์อนิ เดีย
การแบ่งยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์อินเดีย แบ่งอกเป็ น สมยั โบราณ สมยั กลาง และสมยั ใหม่ แต่ละ

ยคุ สมยั จามีการแบง่ เป็นยคุ สมยั ยอ่ ยตามช่วงเวลาของแต่ละราชวงศท์ ่ีมีอิทธิพลเหนืออินเดียขณะน้นั

ประวตั ิศาสตร์อนิ เดียโบราณ
ประวตั ิศาสตร์อินเดียโบราณต้ังแต่สมยั อารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ โดยมีพวกดราวิเดียน เม่ือ
2,500 ปี ก่อน คริสตศ์ กั ราชจนกระทงั่ อารยธรรมแห่งน้ีล่มสลายลงเม่ือ 1,500 ปี ก่อนคริสตส์ ักราชเม่ือชนชาว
อารยนั อพยพเข้ามา ต้งั ถ่ินฐานและก่อต้งั อาณาจกั รหลายอาณาจกั รในภาคเหนือของอินเดีย นับว่าเป็ น
ช่วงเวลาท่ีการเร่ิมสร้างสรรค์ อารยธรรมอินเดียท่ีแทจ้ ริง มีการก่อต้งั ศาสนาต่าง ๆ เรียกวา่ สมยั พระเวท
(1,500 – 900 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช) สมยั มหากาพย์ (900 – 600 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช) ต่อมาอินเดียรวมตวั กนั
ในสมยั ราชวงศม์ คธ (600 – 300 ปี ก่อน คริสตศ์ กั ราช) และมีการรวมตวั อยา่ งแทจ้ ริงในสมยั ราชวงศเ์ มารยะ
(321 - 184 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช) ระยะเวลาน้ี เป็ นเวลาที่อินเดียเปิ ดเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยงั ดินแดน
ต่าง ๆ ต่อมาราชวงศ์เมารยะล่มสลายอินเดียก็เขา้ สู่สมยั แห่งการแตกแยกและการรุกรานจากภายนอก จาก
พวกกรีกและพวกกุษาณะ รยะเวลาน้ีเป็ นสมยั การผสมผสาน ทางวฒั นธรรมก่อนท่ีจะรวมเป็ นจกั รวรรดิได้
อีกคร้ังใน ค.ศ. 320 โดยราชวงศค์ ุปตะ (สมยั คุปตะ ค.ศ. 320 – คศ. 535)

20

จักรวรรดคิ ุปตะ
ประวตั ศิ าสตร์อนิ เดียสมัยกลาง
อินเดียเขา้ สู่สมยั กลาง ค.ศ. 535 – ค.ศ. 1525 สมยั น้ีเป็นช่วงเวลาของความวนุ่ วายทางการเมือง และ
การ รุกรานจากต่างชาติ โดยพาะชาวมุสลิม สมยั กลางจึงเป็ นสมยั ท่ีอารยธรรมมุสลิมเขา้ มามีอิทธิพลใน
อินเดีย สมยั กลาง แบ่งไดเ้ ป็ นสมยั ความแตกแยกทางการเมือง (ค.ศ. 535 – ค.ศ. 1200) และสมยั สุลต่านแห่ง
เดลลี (ค.ศ. 1200 – ค.ศ. 1526)
ประวตั ิศาสตร์อนิ เดียสมยั ใหม่
พวกโมกุลไดต้ ้งั ราชวงศโ์ มกุลถือวา่ สมยั โมกุล (ค.ศ. 1526 – ค.ศ. 1857) เป็ นการเร่ิมตน้ สมยั ใหม่
จนกระทงั่ องั กฤษเขา้ ปกครองอินเดียโดยตรงใน ค.ศ. 1585 จนถึง ค.ศ. 1947 อินเดียจึงไดร้ ับเอกราชจากรปะ
เทศองั กฤษ ภายหลงั ไดร้ ับเอกราชและถูกแบ่งออกเป็ นประเทศต่าง ๆ ไดแ้ ก่ อินเดีย ปากีสถาน และบงั คลา
เทศ (ค.ศ.1971) ประวตั ิศาสตร์อินเดียสมยั ใหม่ เป็ นช่วงเวลาท่ีวฒั นธรรมเปอร์เซียและวฒั นธรรมตะวนั ตก
เขา้ มามีอิทธิพลในสังคมอินเดีย ขณะที่ชาวอินเดียท่ีนบั ถือศาสนาฮินดูไดย้ ดึ มน่ั ในศาสนาของตนเองมากข้ึน
และเกิดความ แตกแยกในสังคมอินเดีย ดงั น้ันประวตั ิศาสตร์อินเดียสมยั ใหม่ สามารถแบ่งได้เป็ นสมยั
ราชวงศโ์ มกุล (ค.ศ. 1526 – ค.ศ. 1858) สมยั องั กฤษปกครองอินเดีย (ค.ศ. 1858 – ค.ศ. 1947) อยา่ งไรก็ตาม
สมยั ท่ีวฒั นธรรมมุสลิมเขา้ มามี อิทธิพลในอารยธรรมอินเดียเรียกรวมวา่ สมยั มุสลิม (ค.ศ. 1200 – ค.ศ. 1858)
หมายถึง รวมสมยั สุลตา่ นแห่งเดลฮีกบั สมยั ราชวงศโ์ มกลุ

ทชั มาฮาล

21

ตารางเปรียบเทยี บประวตั ิศาสตร์ไทยกบั ประวตั ิศาสตร์สากล

22

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
การสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวตั ิศาสตร์สากล

ความหมายของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์

วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ หมายถึง วิธีการหรือข้นั ตอนต่างๆ ที่ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ วิจยั เกี่ยวกบั
เร่ืองราวทางประวตั ิศาสตร์ โดยเฉพาะอาศยั จากหลกั ฐานที่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรเป็ นสาคญั ประกอบกบั
หลกั ฐานอ่ืนๆ เช่น ภาพถ่าย แถบบนั ทึกเสียง วดี ิทศั น์ หลกั ฐานทางโบราณคดี เป็ นตน้ ท้งั น้ีเพื่อให้สามารถ
ฟ้ื นอดีตหรือจาลองอดีตข้ึนมาใหม่ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งสมบูรณ์และน่าเช่ือถือ
ความสาคญั ของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์

วิธีการทางประวัติศาสตร์มีความสาคัญ คือ ทาให้เรื่องราว กิจกรรม เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน
ประวตั ิศาสตร์มีความน่าเช่ือถือ มีความถูกตอ้ งเป็นความจริง หรือใกลเ้ คียงความเป็นจริงมากที่สุด เพราะไดม้ ี
การศึกษาอย่างเป็ นระบบ อย่างมีข้นั ตอน มีความระมดั ระวงั รอบคอบ โดยผูไ้ ด้รับการฝึ กฝนในระเบียบ
วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์มาดีแลว้

สาหรับการศึกษาประวตั ิศาสตร์น้ัน มีปัญหาท่ีสาคญั อยู่ประการหน่ึง คือ อดีตท่ีมีการฟ้ื นหรือ
จาลองข้ึนมาใหม่น้นั มีความถูกตอ้ ง สมบูรณ์ และเชื่อถือไดเ้ พียงใด รวมท้งั หลกั ฐานที่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร
และไม่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรท่ีนามาใช้ เป็ นขอ้ มูลน้นั มีความสมบูรณ์มากนอ้ ยแค่ไหน เพราะเหตุการณ์ทาง
ประวตั ิศาสตร์มีอยู่มากมายเกินกว่าท่ีจะศึกษาหรือจดจาได้ หมด แต่หลกั ฐานท่ีใช้เป็ นขอ้ มูลอาจมีเพียง
บางส่วน ดงั น้นั วิธีการทางประวตั ิศาสตร์จึงมีความสาคญั เพ่ือใชเ้ ป็ นแนวทางสาหรับผูศ้ ึกษา ประวตั ิศาสตร์
หรือผฝู้ ึ กฝนทางประวตั ิศาสตร์จะไดน้ าไปใชด้ ว้ ยความรอบคอบ ระมดั ระวงั ไมล่ าเอียง และเพื่อใหเ้ กิดความ
น่าเชื่อถือ

ประโยชน์ของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์มีประโยชน์ท้งั ต่อการศึกษาประวตั ิศาสตร์ที่ทาให้ ได้ เรื่องราวทาง

ประวตั ิศาสตร์ท่ีน่าเชื่อถือ ประโยชน์อีกดา้ นหน่ึง คือ ผทู้ ี่ไดร้ ับการฝึ กฝนการใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์จะ
ทาให้เป็ นคนละเอียด รอบคอบ มีการตรวจสอบเรื่องราวท่ีศึกษา รวมท้งั นามาปรับใช้ในชีวิตประจาวนั ได้
โดยจะทาให้เป็ นผูร้ ู้จกั ทาการประเมินเหตุการณ์ต่างๆวา่ มีความน่าเชื่อถือเพียงใด หรือก่อนจะเชื่อถือขอ้ มูล
ของใคร กน็ าวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ไปตรวจสอบก่อน

ข้นั ตอนของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์

วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ประกอบด้วยข้นั ตอน ดังนี้

ข้ันตอนท่ี 1 การต้งั ประเด็นที่จะศึกษา นับว่าเป็ นข้นั ตอนแรกของวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ที่
นกั ประวตั ิศาสตร์ หรือผสู้ นใจทางประวตั ิศาสตร์มีความสนใจอยากรู้ เหตุการณ์ประวตั ิศาสตร์ตอนใดตอน
หน่ึง โดยต้งั ประเด็นคาถามวา่ ศึกษาเรื่องอะไรในช่วงเวลาใด ทาไมจึงตอ้ งศึกษา

23

ข้ันตอนท่ี 2 สืบคน้ และรวบรวมขอ้ มูล ขอ้ มูลทางประวตั ิศาสตร์ คือ หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ที่
สามารถสอบสวนเขา้ ไปใหใ้ กลเ้ คียงกบั ความเป็ นจริงท่ีเกิดข้ึนได้ ประกอบดว้ ยหลกั ฐานที่ไม่เป็นลายลกั ษณ์
อกั ษร เช่น โบราณสถาน โบราณวตั ถุ คาบอกเล่าของผูเ้ ห็นเหตุการณ์ และหลกั ฐานท่ีเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร
เช่น ศิลาจารึก จดหมายเหตุ บนั ทึกและเอกสารต่างๆ ในการสะสม และรวบรวมข้อมูล ต่าง ๆ เหล่าน้ี
นกั ประวตั ิศาสตร์จาเป็นตอ้ งใชว้ จิ ารณญาณของตนสารวจ เนื่องจากขอ้ มูลแต่ละประเภทเป็ นผลิตผลท่ีมนุษย์
สร้างสรรคข์ ้ึนโดยมีจุดประสงคท์ ี่แตกต่างกนั ดงั น้นั ตอ้ งคน้ หาตน้ ตอหรือสาเหตุของขอ้ มูลอยา่ งลึกซ้ึงเท่าท่ี
จะทาได้ เพือ่ ป้องกนั มิใหข้ อ้ เทจ็ จริงทางประวตั ิศาสตร์ถูกบิดเบือน

ข้ันตอนท่ี 3 การวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางประวตั ิศาสตร์ โดยการนาข้อมูลท่ีได้สืบคน้
รวบรวม คดั เลือก และประเมินไวแ้ ลว้ นามาพิจารณาในรายละเอียดทุกด้าน ซ่ึง นกั ประวตั ิศาสตร์ตอ้ งใช้
เหตุผลเป็นแนวทางในการตีความเพ่ือนาไปสู่การคน้ พบขอ้ เทจ็ จริงทางประวตั ิศาสตร์ที่ถูกตอ้ ง

ข้ันตอนท่ี 4 การคดั เลือกและประเมินขอ้ มูล นกั ประวตั ิศาสตร์จะตอ้ งนาขอ้ มูลท่ีไดร้ วบรวมไวม้ า
คดั เลือก และประเมินเพ่ือคน้ หาขอ้ มูลเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์ระหวา่ งขอ้ มูลกบั ขอ้ เท็จจริงทางประวตั ิศาสตร์ที่
ตอ้ งการทราบ

ข้ันตอนท่ี 5 การเรียบเรียงรายงานข้อเท็จจริงทางประวตั ิศาสตร์ที่ได้รับอันเป็ นผลมาจากการ
วเิ คราะห์และการตีความขอ้ มูล หรืออธิบายขอ้ สงสัย เพ่ือนาเสนอขอ้ มูลในลกั ษณะที่เป็ นการตอบตลอดจน
ความรู้ความคิดใหมท่ ี่ไดจ้ ากการศึกษาคน้ ควา้ ในรูปแบบการรายงานอยา่ งมีเหตุผล

การต้ังประเดน็ ที่
จะศึกษา

การเรียบเรียงรายงาน สืบค้นและรวบรวม
ข้อเทจ็ จริง ข้อมูล

การคัดเลือกและประเมิน การวเิ คราะห์และ
ข้อมูล ตีความข้อมูลทาง
ประวตั ิศาสตร์

ข้นั ตอนของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์

24

หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ (Historical Sources)
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยของสิ่งท่ีมนุษยป์ ระดิษฐ์ สร้างสรรค์ รวมท้งั

ร่องรอยของพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนในอดีต และเหลือตกคา้ งมาถึงปัจจุบนั ซ่ึงสามารถใชเ้ ป็ นเครื่องนาทางใน
การศึกษา สืบคน้ แสวงหาขอ้ เทจ็ จริงเกี่ยงกบั เร่ืองราวในอดีตของมนุษยไ์ ดใ้ นระดบั หน่ึง

ประเภทของหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
1. แบ่งตามยคุ สมยั

1.1 หลักฐานสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ คือ หลกั ฐานท่ีเกิดข้ึนในสมยั ที่ยงั ไม่มีการบนั ทึกเป็ นอกั ษร
แต่เป็นพวกซากโครงกระดูกมนุษย์ ซากส่ิงมีชีวติ ตา่ งๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ เคร่ืองประดบั ร่องรอยการต้งั ถ่ิน
ฐานของชุมชน ตลอดจนความพยายามท่ีจะถ่ายทอดประสบการณ์ของมนุษยก์ ่อนประวตั ิศาสตร์ ในลกั ษณะ
ของการบอกเล่าต่อๆกนั มา เป็นนิทานหรือตานานซ่ึงเราเรียกวา่ “มุขปาฐะ”

1.2 หลกั ฐานสมยั ประวตั ิศาสตร์ คือ หลกั ฐานสมยั ที่มนุษยส์ ามารถประดิษฐ์ตวั อกั ษร และบนั ทึก
ในวสั ดุต่างๆ มีร่องรอยท่ีแน่นอนเก่ียวกบั สังคมเมือง มีการรู้จกั ใชเ้ หล็ก และโลหะอ่ืน ๆ มาเป็ นเครื่องมือใช้
สอยที่ปราณีต มีร่องรอยศาสนสถานและประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาอยา่ งชดั เจน
2. แบ่งตามลกั ษณะหรือวธิ ีการบนั ทกึ

2.1 หลักฐานประเภทลายลักษณ์อกั ษร ไดแ้ ก่ จารึก ตานาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ บนั ทึกความ
ทรงจา เอกสารทางวชิ าการ ชีวประวตั ิ จดหมายส่วนตวั หนงั สือพมิ พ์ นิตยสาร วารสาร กฎหมาย วรรณกรรม
ตารา วิทยานิพนธ์ งานวิจยั ในการศึกษาประวตั ิศาสตร์ในประเทศไทย มีการเนน้ การฝึ กฝนทกั ษะการใช้
หลกั ฐานประเภทลายลกั ษณ์อกั ษร เป็นส่วนใหญ่ จนอาจกล่าวไดว้ า่ หลกั ฐานประเภทน้ีเป็นแก่นของงานทาง
ประวตั ิศาสตร์ไทย

2.2 หลักฐานไม่เป็ นลายลักษณ์อักษร ไดแ้ ก่ หลกั ฐานโบราณคดี เช่น โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
เงินตรา หลกั ฐานจากการบอกเล่า ท่ีเรียกวา่ “มุขปาฐะ” หลกั ฐานดา้ นภาษา เก่ียวกบั พฒั นาการของภาษาพดู
หลกั ฐานทางศิลปกรรม ไดแ้ ก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ หลกั ฐาน
ประเภทโสตทศั น์ ไดแ้ ก่ ภาพถ่าย ภาพสไสด์ แผนท่ี โปสเตอร์ แถบบนั ทึกเสียง แผน่ เสียง ภาพยนตร์ ดวง
ตราไปรษณียากร
3. แบ่งตามลาดับความสาคัญ

3.1หลักฐานช้ันต้น (Primary sources) อนั ได้แก่หลกั ฐานที่บนั ทึกไวโ้ ดยผูท้ ่ีเกี่ยวขอ้ งโดยตรง
หรือรู้เห็นเหตุการณ์ดว้ ยตนเอง เช่น สนธิสัญญา บนั ทึกคาให้การ จดหมายเหตุ กฎหมาย ประกาศของทาง
ราชการ ศิลาจารึก จดหมายโตต้ อบ และท่ีไมเ่ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร เช่น ภาพเขียนสีผนงั ถ้า เคร่ืองมือเครื่องใช้
เครื่องประดบั เจดีย์

3.2 หลกั ฐานรอง (Secondary sources) ซ่ึงไดแ้ ก่บนั ทึกของผทู้ ี่ไดร้ ับทราบเหตุการณ์จากคาบอกเล่า
ของบุคคลอื่นมาอีกต่อหน่ึง หนงั สือประวตั ิศาสตร์ท่ีมีผูเ้ ขียนข้ึนภายหลงั โดยอาศยั การศึกษาจากหลกั ฐาน

25

ช้นั ตน้ ก็ยงั ถือวา่ เป็ นหลกั ฐานรองอยนู่ น่ั เอง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ไดก้ ล่าวไวว้ า่ การแบ่งประเภทของหลกั ฐาน

เป็ นช้นั ตน้ และช้นั รอง มีประโยชน์ในการประเมินความน่าเช่ือถือของหลกั ฐาน หลกั ฐานช้นั ตน้ มกั ไดร้ ับ

น้าหนกั ความน่าเช่ือถือจากนกั ประวตั ิศาสตร์มาก เพราะไดม้ าจากผูร้ ู้เห็นใกลช้ ิดกบั ขอ้ เทจ็ จริง ในขณะที่

หลกั ฐานรองไดร้ ับน้าหนกั ความน่าเช่ือถือนอ้ ยลง อยา่ งไรก็ตาม ไม่ควรถือในเร่ืองน้ีอยา่ งเคร่งครัดมากนกั

เพราะหลกั ฐานช้นั ตน้ ก็อาจให้ขอ้ เท็จจริงผิดพลาดได้ เช่นผบู้ นั ทึกไมม่ ีความเขา้ ใจอยา่ งแทจ้ ริงในเหตุการณ์

ท่ีตนบนั ทึก หรืออาจจะต้งั ใจปกปิ ดบิดเบือนความจริงเพื่อประโยชนข์ องตนหรือคนท่ีตนรักเคารพ เป็ นตน้

ในทางตรงกนั ขา้ ม เอกสารช้นั รองที่บนั ทึกไวโ้ ดยผูไ้ ม่มีส่วนไดเ้ สีย แมว้ ่าห่างไกลจากเหตุการณ์ แต่ก็

สอบสวนขอ้ เทจ็ จริงอยา่ งถ่องแทแ้ ลว้ ก็อาจใหค้ วามจริงที่ถูกตอ้ งกวา่ กไ็ ด้

ตัวอย่างหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์สากล

สมยั โบราณ สมยั กลาง สมยั ใหม่ สมยั ปัจจุบนั

1. หลกั ฐานประเภท 1. งานเขียนสะทอ้ นถึง 1. คาประกาศอิสรภาพ 1. อารยธรรมและทุน

ลายลกั ษณ์อกั ษรเช่น ความศรัทธาที่มีตอ่ ของสหรัฐอเมริกา นิยม คริสตศ์ ตวรรษท่ี

อกั ษรเฮียโรกลีฟิ กของ ศาสนาคริสต์ เช่น (Declaration of 15-17

อียปิ ตโ์ บราณ อกั ษรคูนิ เทวนคร independence) 2. ศึกษาประวตั ิศาสตร์

ฟอร์ม ประวตั ิศาสตร์ของพวก 2. รัฐธรรมนูญ แห่ง (A Study of History)

ของชาวสุเมเรียน แฟรงก์ สหรัฐอเมริกา โดยอาร์โนลด์ ทอยนบ์ ี

อกั ษรฟิ นิเชียน (History of Franks) 3. ประวตั ิศาสตร์ความ (Arnold Toynbee)

อกั ษรกรีก อกั ษรโรมนั 2. งานเขียนประเภท เสื่อม 3.หลกั ฐานเกี่ยวกบั ยคุ

2.งานเขียน บนั ทึกเหตุการณ์ และการสิ้นสุดของ จกั รวรรดินิยม

ประวตั ิศาสตร์ ปัจจุบนั จกั รวรรดิโรมนั

สมยั กรีก เช่น มหากาพย์ คือ แอนนลั และแมกนา (The Dec and Fall of

อีเลียด และโอดีสซี และ คาร์ตา the Roman Empire)

สงครามเปอร์เซียหรือ (Magna Carta)

ประวตั ิศาสตร์สงคราม

เปอร์เซีย

( The Persian Warsin

History of Persian War)

หรื อตานานของเฮโร

โดตสั

ของโรมนั เช่น ผลงาน

ของลิวี

26

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
อารยธรรมของโลกยุคโบราณ

อารยธรรมและปัจจัยทม่ี ีผลต่อการกาเนิดอารยธรรมของโลก
การสร้างสรรค์ผลงานของมนุษยชาติในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกถือเป็ นอารยธรรมที่ช้ีวดั ความ

เจริญกา้ วหนา้ ของสังคมมนุษย์ ท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงสติปัญญาความสามารถของมนุษยใ์ นการพฒั นาตนเอง
ให้เจริญกา้ วหนา้ รวมท้งั ช้ีใหเ้ ห็นถึงคติความเช่ือ ตลอดจนวิถีชีวิตของผูค้ นในดินแดนต่าง ๆ ซ่ึงอารยธรรม
ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกลว้ นกาเนิดมาจากบริเวณลุ่มแม่น้าท้งั สิ้น เน่ืองจากมนุษยต์ อ้ งอาศยั น้าเป็ นปัจจยั
สาคญั ในการดาเนินชีวติ

ความหมายของอารยธรรม

อารยธรรม (องั กฤษ: Civilization) โดยทวั่ ไปหมายถึง ความเจริญทางวฒั นธรรมประวตั ิศาสตร์
อารยธรรม หมายถึง การศึกษาความซับซ้อนของระบบสังคม เพ่ือให้เห็นถึงความสัมพนั ธ์ของ
องคป์ ระกอบต่าง ๆ ในระบบสังคมน้นั ๆ โดยมุ่งเนน้ ใหเ้ ห็นถึงเหตุปัจจยั การเกิดและการล่มสลายของอารย
ธรรมน้นั รวมถึงอิทธิพลของอารยธรรมน้นั ต่ออารยธรรมอื่น ๆ
องค์ประกอบอารยธรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย วฒั นธรรม สังคม (ลกั ษณะ การอยู่ร่วมกัน)
เศรษฐกิจ (การจดั สรรทรัพยากร) ศิลปะ (จิตรกรรม วรรณกรรม ประติมากรรม)การเมืองการปกครอง
(กฎหมายอานาจทางการเมือง การรวมกลุ่ม การทาสงคราม) ปัญญาความคิด (การสร้างระบบความรู้
วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี การสร้างทฤษฎีต่าง ๆ)

ปัจจัยทมี่ ีผลต่อการเกดิ อารยธรรม

1. สภาพแวดลอ้ มทางภูมิศาสตร์
สภาพแวดลอ้ มทางภูมิศาสตร์ประกอบดว้ ยลกั ษณะท่ีต้งั ภูมิอากาศ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ปัจจยั ทางภูมิศาสตร์ที่สาคญั ไดแ้ ก่ ลกั ษณะท่ีต้งั ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนที่ต้งั อยใู่ กลแ้ หล่ง
น้าจะมีโอกาสใชท้ รัพยากรน้าในการบริโภค เพาะปลูก และเล้ียงสัตว์ นอกจากน้ียงั สามารถใชแ้ ม่น้าเป็ น
เส้นทางคมนาคมเพื่อติดต่อกบั โลกภายนอกและคา้ ขายหรือแลกเปล่ียนวฒั นธรรมทาให้เกิดการพฒั นา
ความเจริญในดา้ นตา่ งๆ
2. ความเจริญกา้ วหนา้ ในการคิดคน้ เทคโนโลยี
การขยายชุมชนเป็ นสังคมใหญ่ทาให้เกิดปัญหาในการจดั สรรทรัพยากรให้เพียงพอสาหรับสมาชิก
ในชุมชนน้นั ดงั น้นั ผูน้ าในสังคมน้นั น้นั จึงตอ้ งประดิษฐ์และคิดคน้ หาวิธีการต่าง ๆ เช่น การคิดคน้ ระบบ
ชลประทานเพอ่ื ทดแทนน้าเขา้ ไปในพ้นื ท่ีที่อยหู่ ่างไกลจาก ริมแมน่ ้า การก่อสร้างอ่างเกบ็ น้าเพื่อกกั เก็บน้าไว้
ใช้ในฤดูแล้ง การสร้างประตูระบายน้า เทคโนโลยีเหล่าน้ีนับว่าเป็ นความเจริญข้ันสูงท่ีสร้างความ
เจริญรุ่งเรืองให้แก่อาณาจกั รสมยั โบราณเช่น เมโสโปเตเมีย อียิปต์ และจีน นอกจากน้ียงั มีความสามารถใน

27

การคานวณและการประดิษฐเ์ ครื่องทุ่นแรง ใหเ้ กิดสถาปัตยกรรมสาคญั ของโลก เช่น กาแพงเมืองจีน พีระมิด
ในอียปิ ต์ และปราสาทหินนครวดั ของพวกเขมรโบราณในประเทศกมั พูชา

3. ความคิดในการจดั ระเบียบสงั คม
การอยูใ่ นสังคมเมืองขนาดใหญ่มีการสร้างกฎเกณฑ์ และระเบียบต่างๆ เพื่อใหท้ ุกคนไดอ้ ยูร่ ่วมกนั
อย่างมีความสุข โดยมีตรากฎหมายเป็ นเคร่ืองมือในการปกครอง ผูป้ กครองดินแดนน้นั ยงั ไดส้ ร้างระบบ
เศรษฐกิจให้มนั่ คง เช่น พวกสุเมเรียนในอาณาจกั รเมโสโปเตเมียได้คิดคน้ จดั เก็บภาษี รวมท้งั มาตราช่งั
ตวง วดั
แหล่งกาเนิดอารยธรรมของโลกตะวนั ตกยคุ โบราณ
อารยธรรมที่สาคัญของโลกตะวนั ตกที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมและความเจริญของมนุษย์ใน
สมยั ตอ่ ๆ มา มีดงั น้ี
อารยธรรมเมโสโป เตเมยี (Mesopotamia)

ภาพท่ี 1 แผนทแี่ สดงทตี่ ้งั อารยธรรมเมโสโปเตเมยี ในสมัยโบราณ
ทม่ี า : shorturl.at/blU46

ภาพที่ 2 แผนทแี่ สดงลาดบั เหตุการณ์ประวตั ศิ าสตร์โลกยคุ เมโสโปเตเมยี
ทมี่ า : shorturl.at/blU46

28

เมโสโปเตเมียเป็ นแหล่งอารยธรรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหน่ึง เมโสโปเตเมีย แปลว่า ดินแดน
ระหวา่ งแม่น้าสองสายคือ แม่น้าไทกรีสและยูเฟรทีส (ปัจจุบนั คือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศอิรักและ
แม่น้าไหลลงสู่อา่ วเปอร์เซีย) ทาใหม้ ีลกั ษณะเป็นรูปโคง้ พระจนั ทร์เส้ียว เรียกวา่ “ดินแดนวงพระจนั ทร์เส้ียว
ไพบูลย”์ (Fertile Crescent) ระหวา่ งสองฝั่งแม่น้าท้งั สองสายเป็ นพ้ืนดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การ
เพาะปลูก ทาใหก้ ลุ่มชนชาติต่างๆ เขา้ มาทามาหากินและสร้างอารยธรรมข้ึน รวมท้งั ถ่ายทอดอารยธรรมจาก
กลุ่มหน่ึงสู่กลุ่มหน่ึง ทาใหเ้ กิดอารยธรรมแบบผสม
พฒั นาการของมนุษย์และมรดกทางอารยธรรม

สุเมเรียน เป็ นชนชาติที่เข้ามาสร้างอารยธรรมในดินแดนน้ีเม่ือประมาณ 4,000-2,500 ปี ก่อน
คริสตศ์ กั ราช ซ่ึงต้งั อยใู่ นบริเวณภาคตะวนั ออกเฉียงใตข้ องที่ราบเมโสโปเตเมียท่ีเรียกวา่ “ซูเมอร์ (Sumer)”
ต่อมาชาวสุเมเรียนไดค้ ิดคน้ อกั ษรคูนิฟอร์มหรืออกั ษรลิ่ม (Cuneiform) อกั ษรชนิดแรกของโลก ซิกกูแรต
เป็นวหิ ารขนาดใหญ่ เป็นทีประทบั ของเทพเจา้ ซิกกแู รตที่มีช่ือเสียงมากที่สุด คือ ซิกกแู รตแห่งนครเออร์

อะมอไรท์หรือบาบิโลน ไดส้ ร้างประมวลกฎหมายฮมั มูราบี (The Code Hammurabi) เป็ นกฎหมาย
ลายลักษณ์อกั ษรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีบทลงโทษแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เพ่ือใช้เป็ นหลกั ในการ
ปกครองพวกบาบิโลนใหม่ (แคลเดียน) มีกษตั ริยท์ ี่ย่ิงใหญ่ที่สุด คือ เนบูคดั เนซซาร์ (Nebuchadnezzar) ทรง
สร้างสวนลอยบาบีลอน (Babylon Hanging Gardens) ซ่ึงเป็นสวนขนาดใหญ่ลดหลนั กนั ลงมา แต่ละช้นั ปลูก
ตน้ ไมน้ านาชนิด ถือเป็นสิ่งมหศั จรรย์ 1ใน 7 อยา่ งของโลกยคุ โบราณ

ฟิ นิเชียน ไดน้ าอกั ษรภาพของอียปิ ตท์ ่ีพฒั นาแลว้ มาประดิษฐ์เป็ นพยชั นะ 22 ตวั ซ่ึงต่อมาชาวกรีก
นาไปพฒั นาเป็ นภาษาละตินและกลายเป็ นตน้ กาเนิดของภาษาในยโุ รป เช่นภาษาองั กฤษ และไดส้ ร้างเรือใบ
ขนาดใหญ่รวมท้งั เมืองทา่ ขนาดใหญด่ ว้ ย

ชาวเปอร์เซีย ไดน้ าศาสนาโซโรแอสเตอร์ (Zoroaster) เขา้ มาเผยแผ่และมีอิทธิพลต่อความเชื่อใน
ศาสนา เช่น คริสต์ และอิสลาม

อกั ษรคูนิฟอร์ม ซิกกูแรต (วหิ ารบูชาเทพเจ้า) สวนลอยแห่งบาบิโลน

29

อารยธรรมอยี ปิ ต์ (ลุ่มแม่นา้ ไนล์) (Egypt)

ภาพท่ี 3 แผนทแ่ี สดงทต่ี ้ังอารยธรรมอยี ปิ ต์ (ลุ่มแม่นา้ ไนล์) ในสมยั โบราณ
ทมี่ า : shorturl.at/osOU5

ภาพท่ี 4 แผนทแี่ สดงลาดับเหตุการณ์ประวตั ศิ าสตร์โลกยุคอารยธรรมอยี ิปต์
ทม่ี า : shorturl.at/gpz39
อียปิ ตต์ ้งั อยตู่ อนบนของแอฟริกา ทางทิศตะวนั ตก และตะวนั ออกเป็ นทะเลทรายมีแม่นา้ ไนลไ์ หล
จากทิศใตไ้ ปทางทิศเหนือลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
อารยธรรมอียิปต์เริ่มจากสองฝั่งแม่น้าไนล์ “อียิปต์” เป็ นชื่อที่ชาวกรีกเรียกบริเวณแม่น้าไนล์ว่า
อียิปต์ ชาวอียิปต์เรียกดินแดนตนเองว่า “ดินแดนสีดา” (black land) อียิปต์มีดินที่อุดมสมบูรณ์ ฤดูน้า
หลาก น้าพดั พาตะกอนดินดามาทบั ถมสองฝ่ังและบริเวณปากแม่น้าเป็ นดินดอน สามเหลี่ยมน้าท่วมเดือน
กรกฎาคมเม่ือน้าลดลงจะทิง้ โคลนตะกอนไวเ้ ป็นป๋ ุยเหมาะในการ เพาะปลูก

30

การต้งั อาณาจกั รอียิปต์มีความสัมพนั ธ์กบั ธรรมชาติ ที่ราบลุ่มแม่น้าไนล์ขนาบด้วย ทะเลทราย
สะฮารา และทะเลทรายทางตะวนั ตก ทะเลแดง อาณาจกั รเริ่มมีชุมชนเล็ก ๆ เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อน
คริสตกาล
อยี ปิ ต์สมัยโบราณประกอบด้วย

1. อียปิ ตบ์ น (Upper Egypt) อยทู่ างทิศใตบ้ ริเวณที่แม่น้าไหลผา่ นภูเขา หุบเขา เนินเขาที่ แหง้ แลง้
2. อียปิ ตล์ ่าง (Lower Egypt) อยบู่ ริเวณท่ีแมน่ ้าแตกสาขาเป็ นรูปพดั ไหลลงสู่ทะเลเมดิ เตอร์เรเนียน

รูปภาพภาพแกะสลกั กษัตริย์นาร์เมอร์มีชัยชนะเหนืออยี ปิ ต์ล่าง

ประมาณ 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล กษตั ริย์นาร์เมอร์ (Narmer) หรือเมเนส (Menes) แห่งอียิปต์บน
สามารถรวมอาณาจกั รอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเขา้ ด้วยกนั ต้งั เมืองหลวงที่ เมมฟิ ส และต้งั ราชวงศ์แรก
ปกครองอียิปต์ต้งั แต่ 3,000 ปี ก่อนคริสตกาลจนถึง 332 ปี ก่อนคริสตกาล มีราชวงศ์ท้งั หมด 30 ราชวงศ์
แบ่งช่วงเวลาออกเป็น 3 สมยั

1. สมยั อาณาจกั รเก่า 3,100 – 2,050 ปี ก่อนคริสตกาล นาร์เมอร์ต้งั ตนเป็ นฟาโรห์ปกครองมี อานาจ
สูงสุดทรงเป็ นผสู้ ืบเช้ือสายจากดวงอาทิตย์ การปกครองเรียกระบบเทวาธิปไตย สมยั น้ีนิยมสร้างปิ รามิด ๆ ท่ี
สาคญั คือท่ีเมืองกิเซห์ ท่ีใหญ่ท่ีสุดคือ ปิ รามิดของฟาโรห์คูฟู สร้างเมื่อ 2500 ปี ก่อน คริสตกาลสูง 481 ฟุต
คลุมพ้ืนที่ 32 ไร่คร่ึง ปิ รามิดประมาณ 60 แห่ง เรียงรายอยทู่ างฝ่ังตะวนั ตกใกล้ แม่น้าไนล์ จากความเช่ือวา่
วิญญาณเป็ นอมตะและจะปกปักรักษาอาณาจกั รอียิปต์ จึงมีการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเป่ื อยโดยการทา
เป็นมมั ม่ี

2. สมยั อาณาจกั รกลาง 2,050-1,560 ปี ก่อนคริสตกาล หลงั จากอาณาจกั รเก่าสิ้นสุดลงเกิดความ
ระส่าํ ระสาย กษตั ริยร์ าชวงศ์ท่ี 12 รวมอียปิ ตเ์ ป็ นปักแผน่ ยา้ ยราชธานีมาอยูท่ ี่เมือง ธีบส์ (Thebes) ทางอียปิ ต์
บน มีการขดุ คลองเช่ือมแมน่ ้าไนล์ ตอ่ มาถูกพวกฮิกซอสรุกรานและปกครองอียปิ ตเ์ ป็น เวลา 110 ปี

3. สมยั อาณาจกั รใหม่ (สมยั จกั รวรรดิ) 1,560 -1087 ปี ก่อนคริสตกาล เจา้ ชายอาโมสขบั ไล่ พวก
ฮิกซอสจากอียิปต์ ต้งั ราชวงศ์ท่ี 18 ปกครอง สมยั น้ีรุ่งเรืองสุดในสมยั ฟาโรห์ทตั โมสที่ 3 มีการ ฝังศพตาม
หน้าผาริมฝั่งแม่น้าไนล์ 332 - 30 ปี ก่อนคริสตกาลตกอยู่ภายใตก้ ารครอบครองของกรีกและมาซิโดเนีย
หลงั จาก 30 ปี ก่อนคริสตกาลตกอยภู่ ายใตอ้ าณาจกั รโรมนั

31

พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ทแี่ สดงถึงการสร้างอารยธรรม

ปิ รามดิ ทค่ี ูฟู ปิ รามดิ แห่งเมืองกซิ ่า

ศาสนาและความเช่ือ อียิปต์นบั ถือเทพเจ้าหลายองค์เทพเจา้ ท่ีสาคญั คือเทพเจา้ เร หรือ รา มีความ
เชื่อเร่ืองชีวิตหลงั ความตายและการฟ้ื นคืนชีพจึงสร้างปิ รามิดเพอ่ื ใช้เป็ นสุสานเก็บรักษาศพ ดว้ ยการทามมั มี
และเขียนคมั ภีร์ของคนตาย (Book of the Dead) ใส่ไวใ้ นท่ีฝังศพ เช่ือวา่ วญิ ญาณ เป็นอมตะ

ภาพเขยี นเทพเจ้า

เม่ือ ราว 4,000 ปี ก่อนคริสตกาล มีการประดิษฐ์อักษรฮีโรกลิฟ มีความหมายว่า “อักษรอัน
ศกั ด์ิสิทธ์ิ” เพราะใชบ้ นั ทึกเร่ืองราวเก่ียวกบั ศาสนา บนั ทึกเป็ นอกั ษรภาพแสดงความหมายสิ่งต่าง ๆ ใชภ้ าพ
แทนเสียงและพยญั ชนะ ตอ่ มาดดั แปลงเป็ นอกั ษรหวดั เรียก อกั ษรฮีราติก บนั ทึกเรื่องราว ทว่ั ไปของรัฐและ
พระ ใชท้ างธุรกิจ อกั ษรเดโมติก เป็ นตวั เขียนง่ายๆและสะดวกนิยมเขียนในหมู่ ประชาชน

32

อกั ษรฮีโรกลฟิ
การทากระดาษจากตน้ กก เรียกปาปิ รัส อียปิ ตท์ ากระดาษเป็ นชาติแรก “paper” มาจากคาวา่ papyrus
หมึกเขียนใชย้ างไมล้ ะลายน้าผสมเขม่า ปากกาทาจากกา้ นตน้ ออ้
การบนั ทึกด้วยอกั ษรฮีโรกลิฟเป็ นความลบั ตลอด 2,000 ปี ไม่มีผูใ้ ดใช้หรือแปลความหมาย ได้
ความลบั ดงั กล่าวถูกคน้ พบในค.ศ. 1799 ทหารฝรั่งเศสช่ือบูรชาร์ด พบแผน่ หินชนวน จารึก อกั ษรฮีโรกลีฟ
อกั ษรเดโมติก และอกั ษรกรีกโบราณ ที่เมืองโรเชตตา ในประเทศอียิปตใ์ น ค.ศ. 1822 นกั โบราณคดีชาว
ฝร่ังเศส ชื่อ ฟรองซัวส์ ชองโปลิยอง สามารถถอดข้อความอักษรฮีโรกลีฟ ได้โดยเทียบเคียงกับ
อกั ษรกรีกโบราณ

ศิลาโรเซตตา
อียิปต์มีความเจริญด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีการศึกษาว่าหัวใจเป็ นศูนย์กลางของระบบ
หมุนเวียนโลหิตสมองควบคุมแขนขา มีการทามมั มีเพ่ือเก็บรักษาศพ ดา้ นคณิตศาสตร์ เรขาคณิตมีการ
คานวณหาปริมาตรของปิ รามิด วหิ าร คิดคน้ ระบบการนบั เลข คานวณค่าบวก ลบ และหาร คานวณหาพ้ืนท่ี

33

สามเหล่ียม ส่ีเหลี่ยมผืนผา้ และพ้ืนที่รูปทรงกระบอก คิดคน้ ปฎิทินทาง สุริยคติปี หน่ึงมี 12 เดือน เดือน
หน่ึงมี 30 วนั และเพ่ิมอีก 5 วนั เป็ นวนั สาคญั ในช่วงเดือนสุดทา้ ย ปลายปี รวมเป็ น 365 วนั ศึกษาตาแหน่ง
ดวงจนั ทร์ดวงดาว

การปกครอง กษตั ริย์เป็ นผูน้ าทางศาสนาและกองทพั ปกครองโดยใช้พระราชอานาจผ่าน คณะ
ขา้ ราชการ มีตาแหน่งวเิ ชียร์ (vizier) เป็นผปู้ ฏิบตั ิราชการควบคุมการบริหาร

กล่าวไดว้ ่าความรู้ทางวิทยาการของชาวอียิปตท์ างปรัชญา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การแพทย์
การชลประทาน สถาปัตยกรรมมีอิทธิพลต่ออารยธรรมตะวนั ตกในสมยั ต่อมา
อารยธรรมกรีก (Greek)

ปัจจัยทางภูมศิ าสตร์กบั การอาณาจักร
อารยธรรมกรีกเดิมต้งั อยู่บนชายฝ่ังทะเลอีเจียนตอนใต้ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทะเลดามี
ภูมิอากาศแบเมดิเตอร์เรเนียน พ้ืนท่ีเป็ นภูเขาเป็ นอุปสรรค์ ในการติดต่อกนั ระหว่างนครรัฐทาให้มีการ
ปกครองตนเองเป็ นอิสระไม่ข้ึนต่อกนั และพ้ืนท่ีไม่ เหมาะในการทาการเกษตร จากท่ีมีอาณาเขตติดทะเลทา
ให้มีความเจริญทางการคา้ กรีกเรียกตนเอง ว่า “ เฮเลน” เรียกดินแดนวา่ “ เฮลสั ”หรือกรีซ (Greek) เรียก
อารยธรรมวา่ “เฮเลนิค” อารยธรรมกรีกเริ่ม ประมาณ 1000 - คริสตศ์ ตวรรษท่ี 4 ก่อนคริสตกาล

ภาพที่ 5 แผนทอ่ี าณาจักรไมนวน ไมชีเนียนและกรีกโบราณ

ภาพที่ 6 แผนทลี่ าดับเหตุการณ์กรีซและโลกสมยั โบราณ
ทมี่ า : shorturl.at/gpz39

34

บริเวณแถบคาบสมุทรเพลลอปปอนเนซุสเป็ นที่อยูข่ องชนหลายกลุ่ม ประชาชนเป็ นชนชาติ อินโด
ยูโรเปี ยน ประวัติศาสตร์ในดินแดนน้ีเริ่ มจากได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมไมนวนจาก เกาะครี ต
3,000 – 1,500 ปี ก่อนคริสตกาล ต่อมาเป็นช่วงอารยธรรมไมซีเนียน ท่ีเจริญช่วง ประมาณ 1,700 - 1 ปี ก่อน
คริสตกาล ชาวไมซีเนียนมีความเจริญ รู้จกั ประดิษฐอกั ษรท่ีเรียกวา่ ลิเนียร์ บี (Linear B)เขียนลงบนแผน่ ดิน
เหนียว ทาการคา้ และเป็ นนกั รบ ช่วง 1,100 - 850 ปี ก่อน คริสตกาลพวกดอเรียนส์รุกรานเป็ นช่วงกรีกเขา้ สู่
ยุคมืด ประชาชนยากลาบากไม่สนใจความรู้ท่ีมี มาแต่เดิมเช่น การช่าง การเขียน เม่ือประมาณ 850 – 480
ปี ก่อนคริสตกาลความเจริญท่ีเคยมี ฟ้ื นฟูข้ึนใหม่ มีการปกครองแบบนครรัฐ (polis) และต่อมาเริ่มมีการ
คา้ ขาย เกิดนครรัฐต่าง ๆ บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทะเลดา เช่น สปาร์ตาและเอเธนส์ ยุคคลาสสิก
(Classical Period) ช่วง 480 – 323 ปี ก่อนคริสตกาลในช่วงน้ีมีมหากาพยข์ องโฮเมอร์เขียนเรื่องราวของ
สงครามทรอย อีเลียดและโอเดสซี เป็ นท่ีมาของขนบธรรมเนียมและบรรทดั ฐานทางสังคม คุณธรรมสูงสุด
คือ ความเสียสละ ความกลา้ หาญ รักเกียรติยศและเสรีภาพท้งั การบูชาเทพเจา้ ตอ่ มาเปอร์เชียรุกรานกรีกเมื่อ
490 ปี ก่อนคริสตกาลมีการสู้รบท่ีเมืองมาราธอน กรีกมีชัยชนะ มีนักว่ิงเพื่อไปแจง้ ข่าวชยั ชนะแก่ชาว
เอเธนส์โดยวิ่งในระยะทาง 26 ไมล์เม่ือแจง้ ข่าวก็เสียชีวิต เฮโรโดตสั ได้เขียนหนังสือ เก่ียวกบั สงคราม
เปอร์เซีย เป็นบนั ทึกทางประวตั ิศาสตร์ มีการอา้ งอิงหลกั ฐานและอธิบายเหตุผล เร่ืองราวน้นั

กรีกมีหลายนครรัฐๆท่ีมีความเขม้ แขง็ คือนครรัฐเอเธนส์ และนครรัฐสปาร์ตา ต่างแก่งแยง่ กนั เป็ น
ผนู้ าของสมาพนั ธรัฐเพื่อต่อตา้ นการรุกรานจากเปอร์เซีย นครรัฐเอเธนส์ไดร้ ับเลือกเป็ นผนู้ า สมาพนั ธรัฐทา
ให้เอเธนส์เร่ิมมีอิทธิพลมากข้ึน ช่วง 431 – 404 ก่อนคริสตกาลมีการสู้รบกนั ระหวา่ งนครรัฐท้งั สองโดยมี
นครรัฐต่าง ๆ สนบั สนุนเรียกวา่ สงคราม เพลอปปอนนิเชียน ( Peloponnesian war) สู้รบนาน 27 ปี เอเธนส์
เป็นฝ่ ายพา่ ยแพ้ ขณะท่ีท้งั สองฝ่ ายเสียหาย ออ่ นลา้ จากการทาสงคราม นครรัฐมาซิโดเนียเริ่มมีความเขม้ แข็ง
ต่อมาปี 338 ก่อนคริสตก์ าลพระเจา้ ฟิ ลลิป ที่ 2 แห่งมาซิโดเนียยดึ ครองกรีก 323 – 146 ปี ก่อนคริสตกาลพระ
เจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่ง มาซิโดเนียครองราชย์ต่อได้ขยายอานาจไปถึงแอฟริกาและเอเชียใต้
อารยธรรมยคุ ท่ีพระเจา้ อเลก็ ซานเดอร์มหาราชปกครองเรียกอารยธรรมสมัยเฮเลนิสติค (Hellenistic)
มรดกทางอารยธรรม

การปกครอง 621 ปี ก่อนคริสตกาล ดราโกนากฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงมาใช้ ประมาณ 508 ปี
ก่อนคริสตก์ าล เอเธนส์เริ่มระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยทางตรง เร่ิมโดย เพลิคลิส (Pericles) เป็ น
ผูน้ าเอเธนส์ทาให้ประชาชนมีอานาจปกครองตนเอง แทนแบบเดิมที่ขนุ นางปกครอง(คณาธิปไตย)และการ
ปกครองโดยชนช้นั สูง ท่ีมงั่ คงั่ (อภิชนาธิปไตย) รวมท้งั แบบคนเดียวปกครอง(ทรราชย)์ โดยให้ พลเมืองท่ีมี
สิทธิออกเสียงในสภาเป็ นพลเมืองชาย อายุ 21 ปี บริบูรณ์สามารถแสดงความคิดเห็นในการบริหารนครรัฐ
อภิปรายเก่ียวกบั กฎหมายใหม่ แตผ่ หู้ ญิงและทาสไม่ไดร้ ับสิทธิน้ี
รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยของเอเธนส์

1. สภาราษฏร สมาชิกคือผูท้ ี่มีสิทธิลงคะแนนเสียงท้งั หมด ทาหนา้ ท่ีพจิ ารณาร่างกฏหมาย

35

2. สภาห้าร้อย หรือสภาสูง เลือกมาจากเผ่าต่าง ๆ 10 เผ่า ๆ 50 คนอยู่ในวาระ ๆ 1 ปี ทาหน้าท่ีนิติ
บญั ญตั ิ บริหาร และที่ปรึกษา

3. ตุลาการ การพิจารณาคดีโดยศาลประชาชนเรียกว่า เฮลิอากา ประกอบด้วยลูกขุน 6,000 คน มา
จากพลเมืองชาวเอเธนส์แบ่งเป็น 10 คณะๆ 500 คน สารอง 1,000 คน ทาหนา้ ที่ตดั สินคดี

ระบบออสตราซิซึม (Ostracism) คือการออกเสียงขบั ไล่นักการเมืองเพ่ือป้องกันนักการเมือง ที่
ประพฤติตวั ไม่ดี ใช้อานาจในทางที่ผิด ประชาชนเขียนช่ือนักการเมืองผู้น้ันลงบนแผ่นอิฐเผา เรียกว่า
ออสตรากา (ostraka) หากนบั ได้ 60,000 เสียงผนู้ ้นั ตอ้ งถูกเนรเทศเป็ นเวลา 10 ปี

นครรัฐสปาร์ตาเป็ นรัฐทหารปกครองโดยกลุ่ม ผนู้ าสามถึง 4 คนเนน้ ความเด็ดขาด ประชาชนตอ้ งมี
คุณภาพ แขง็ แรง ชายทุกคนตอ้ งเป็นทหาร

ภาพการประชุมการเมืองการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์
ศิลปกรรม นิยมความงามของสรีระมนุษย์ ประติมากรรมหินอ่อนท่ีเหมือนจริง สถาปัตยกรรม
หวั เสาแบบตา่ ง ๆ รองรับหลงั คาวหิ าร เนน้ ที่หวั เสามี 3 แบบคือ

36

วหิ ารพาร์เธนอน วหิ ารเทพอพอลโล

วิทยาการแนวคิด กรีกสนใจโลกนอกตวั มนุษย์ อยากรู้อยากเห็น เน้นการต้งั คาถาม และ แสวงหา
คาตอบอยา่ งมีเหตุผล หาขอ้ สรุปจากความคิดสร้างสรรค์ นกั ปรัชญาที่มีช่ือเสียงคือ เพลโต (กลุ่มจิตนิยม)
ศึกษาความจริงเร่ือง “แบบ” ถือวา่ ผปู้ กครองที่ดีตอ้ งเป็นนกั ปราชญร์ อบรู้ โสเครติส ถือวา่ เนน้ หลกั จริยธรรม
“ความรู้คือคุณธรรม ”(knowledge is virtue) สอนใหม้ นุษยพ์ จิ ารณาตวั เอง เสมอ ยดึ ถือการรู้จกั ตนเอง ใชก้ าร
ถาม-ตอบเพื่อแสวงหาคาตอบ ศิษย์ของโสเครติสคืออริสโตเติล มีแนวคิดวา่ “ปัญญาเป็ นความสุขสูงสุด”
เปิ ดโรงเรียนช่ือ The Academy อาร์คิเมดิส แห่งไซราคิวส์ คน้ พบความถ่วงจาเพาะ ปโตเลมี เสนอทฤษฎี
การหกั เหของแสง พีทากอรัส คิดสูตรคณิตศาสตร์วา่ ดว้ ยมุมท่ีถูกตอ้ งของสามเหลี่ยม ฮิปโปคราติส บิดา
ทางการแพทยค์ ิดระบบการวนิ ิจฉยั โรคโดย การเฝ้าสงั เกตอาการ

ศาสนา กรีกนับถือเทพเจ้าหลายองค์ มีการแข่งขนั กีฬาโอลิมปิ กเพ่ือถวายแด่เทพซูส ที่ยอด เขา
โอลิมปัส เมืองโอลิมเปี ย

อารยธรรมโรมนั

ภาพท่ี 7 แผนทแ่ี สดงของอาณาจักรจักรวรรดิโรมนั
ทม่ี า: shorturl.at/CGHU0

37

พฒั นาการของมนุษย์และมรดกอารยธรรมโรมัน
ปัจจัยทางภูมศิ าสตร์ อาณาจกั รโรมนั ต้งั อยูบ่ นคาบสมุทรอิตาลี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีท่ีราบลุ่ม

แม่น้าไทเบอร์และท่ีราบชายฝ่ังทะเล มีภูเขาสลับ กรุงโรมต้ังอยู่บนฝั่งแม่น้าไทเบอร์ บนเนินเขาทาง
ตอนกลางของอิตาลี ลกั ษณะภูมิประเทศสามารถป้องกนั ภยั รุกรานไดด้ ี บริเวณคาบสมุทรอิตาลีเป็ นท่ีอยูข่ อง
กลุ่มชนชาวกรีก โรมนั และอีทรัสกนั

ภาพที่ 8 แผนทล่ี าดบั เหตุการณ์ของอาณาจักรจักรวรรดิโรมัน
ทมี่ า : shorturl.at/gpz39
การก่อต้ังกรุงโรม ประมาณศตวรรษท่ี 8 ก่อนคริสตกาล ตามตานานเร่ิมเมื่อพวกลาตินมาต้งั ถ่ินฐาน
บริเวณลุ่มน้าไทเบอร์เรียกท่ีราบลาติอุมโดยกษตั ริย์ นูมิเตอร์ ต้งั ถ่ินฐาน ต่อมาถูกอมูเลียส ผู้ เป็ นนอ้ งชิงราช
สมบตั ิ และจบั หลานคือ โรมิวลุสและเรมุสใส่ตะกร้าลอยน้าไทเบอร์แม่สุนขั ป่ าพบและเล้ียงดู เม่ือโตข้ึนจึง
ชิงราชสมบตั ิคืนต้งั อาณาจกั รข้ึนเมื่อ 753 ปี ก่อนคริสต์กาลต้งั ชื่ออาณาจกั ร ว่า โรม จนถึง 509 ปี ก่อน
คริสต์กาล ชาวอีทรัสกนั อพยพมาจากเอเชียไมเนอร์มีอิทธิพลช่วง ศตวรรษที่ 7-6 ก่อนคริสต์กาลปกครอง
ชาวโรมนั มีการถ่ายทอดอารยธรรมของอีทสั กนั เช่น ศิลปกรรมการสร้างหลงั คาทรงโดม การแต่งกาย การ
ใชอ้ าวธุ มดั หวายมีขวานสอด (ฟาสซิส) ประมาณ 510 ปี ก่อนคริสตก์ าล ชาวอีทรัสกนั ถูกชาวโรมนั โค่นลม้
อานาจขบั ไล่ออกไปจากอาณาจกั ร โรมนั ขยายอานาจปกครองทวั่ คาบสมุทรอิตาลีและเริ่มปกครองตนเอง
แบบสาธารณรัฐ เมื่อ 509 ปี ก่อนคริสต์กาล ช่วงที่ขยายอาณาเขตไปในยุโรปและแอฟริกาตอนเหนือคือ
246 -146 ปี ไดท้ าสงครามกบั นครคาร์เธจเรียกสงครามปิ วนิค (Punic Wars) มีการรบ 3 คร้ัง
218 – 201 ปี ก่อนคริสต์กาลเกิดสงครามปิ วนิคคร้ังท่ี 2 ผูน้ านครคาร์เธจชื่อฮนั นิบาลยกทพั มายงั
โรมนั ด้วยกองทพั ช้าง จากสเปนผ่านฝรั่งเศสและขา้ มภูเขาแอลป์ สไปอิตาลี สุดท้ายโรมนั มีชยั ชนะเมื่อ
146 ปี ก่อนคริสต์กาล และขยายอาณาเขตไปรอบทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนยึดครองกรีกเม่ือ 100 ปี ก่อน
คริสตก์ าล โรมนั มีกองทพั ท่ีเขม้ แขง็ มีระเบียบวนิ ยั มีความสามารถในการรบ กองทพั สามารถเคลื่อนกาลงั ได้
รวดเร็วเพราะมีการสร้างถนนเชื่อมโยงเป็ นเครือข่ายถนนตดั ตรงใช้ระบบนา หินผิวเรียบมาวางพ้ืนถนน
ถนนสายแรกคือสายแอมเปี ยน (Appian) ในกรุงโรม โรมนั รับเอา อารยธรรมของอีทรัสกนั มาคือการต่อสู้

38

เรียกว่า กลาดิเอเตอร์ (gladiator) สู้ในสนามกีฬาที่สร้างด้วย หินท่ีเรียกว่า แอมฟิ เธียเตอร์ (amphitheatres)
กีฬาที่ไดร้ ับการนิยมมากคือการแข่งรถศึก จดั ใน สนามแข่งเรียก เซอร์คสั (circus)

โคลอสเซียม ถนนสายแรกคือสายแอมเปี ยน

(Appian)

การล่มสลายของจักรวรรด์ิโรมัน ในค.ศ. 476 โรมมนั เส่ือมถูกยึดครองโดยอนารยชนเผา่ เยอรมนั

ต่าง ๆ มีพวกแวนดลั ออสโตกอท วทิ ิกอทรุกรานนาโดยโอโดเอเซอร์ต้งั ตนเองเป็ นกษตั ริยป์ กครอง โรมนั
ยา้ ยศูนยก์ ลางไปท่ีไบเซ็นไทน์ เรียกวา่ โรมนั ตะวนั ออก มีเมืองหลวงอยทู่ ี่กรุง คอนแสตนติโนเปิ ล

มรดกทางอารยธรรม

การปกครอง โรมนั แบ่งสมยั การปกครองเป็ น 2 ระยะ คือ สมยั สาธารณรัฐ เริ่มเมื่อ 509 -27 ปี ก่อน
คริสต์กาล และสมยั จกั รวรรดิเร่ิมเมื่อ 27 ปี ก่อนคริสต์กาลถึง ค.ศ. 476 จกั รพรรดิองค์แรกท่ี ปกครองคือ

ออกสุ ตุส

1. การปกครองแบบสาธารณรัฐ กงสุล มีจานวน 2 คน มีอานาจเท่ากนั เลือกจากชนช้นั สูงคือพวก
แพทริเชียน อยใู่ นตาแหน่งคร้ัง ละ 1 ปี ทาหนา้ ท่ีเป็นประมุขในการบริหาร การทหาร นิติบญั ญั ติ และตุลาการ

สภาเซเนท ประกอบดว้ ยสมาชิก 300 คนเรียก เชเนเตอร์ เลือกจากพวกแพทริเซียนโดยกงสุล เป็นผู้

แต่งต้งั อยู่ในตาแหน่งตลอดชีวิต ทาหน้าที่ควบคุมการคลัง ต่างประเทศ ตดั สินคดี ประกาศ สงคราม
บญั ญตั ิกฎหมาย

สภาราษฎร (สภาสามัญ Assembly) ประกอบด้วยประชาชนชาวโรมมนั ท้งั พวกแพทริเชียนและ
เพลเบียน เรียกวา่ โคมิตาคิวริเอตา มีหน้าที่แต่งต้งั กงสุลและเจา้ หนา้ ที่บริหาร ให้ความยนิ ยอมหรือ ปฏิเสธ
กฏหมายท่ีกงสุลและสภาซีเนทนาเสนอ

พวกเพลเบียนมกั ถูกกรีดกนั จากตาแหน่งทางกงสุล และสภาซีเนท ในปี 450 ก่อนคริสตก์ าล ไดม้ ี

การร่างกฎหมายเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรฉบบั แรก เรียก “กฎหมายสิบสองโต๊ะ” (Law of the Twelve Tables)

ระบุสิทธิและหนา้ ท่ีของชนท้งั สอง ใหส้ ิทธิเพลเบียนออกกฎหมายร่วมกบั แพทริเชียน และมีสภาของตนเอง
เรียก ไทรเบิล ทาหนา้ ที่ออกกฎหมายและแต่งต้งั ผแู้ ทนของตน เรียก ทรีบูน จานวน 10 คน และมีบทลงโทษ

ที่รุนแรง

39

ตอนปลายจูเลียส์ ซีซาร์ ดารงตาแหน่งกงสุล เกิดการขดั แยง้ กนั ในสภาเซเนท ซีซาร์จึงรวบ อานาจ
นากองทพั รีเจนท์ท่ีชนะศึกจากแควน้ โกล ยกทพั เขา้ สู่กรุงโรมต้งั ตนเป็ นกษตั ริยใ์ นปี 49 ก่อนคริสต์กาล
ต่อมาไดถ้ ูกสมาชิกสภาเซเนทลอบสงั หารในปี 44 ก่อนคริสตก์ าล

การประชุมกฎหมายสิบสองโต๊ะในโรม
2. สมัยจักรวรรดิ
การปกครองแบบสาธารณรัฐของโรมเหมาะสมกบั สภาพแวดลอ้ มและดินแดนในขณะน้นั ต่อมามี
การแผข่ ยายอาณาจกั รรูปแบบการปกครองจึงเปลี่ยนเป็ นจกั รวรรดิ มีจกั รพรรดิเป็ นประมุข สูงสุด อานาจ
การปกครองอยทู่ ่ีจกั รพรรดิเพียงผูเ้ ดียวรูปแบบการปกครองดินแดนต่าง ๆ แตกต่างกนั เช่น ใหก้ รีกปกครอง
แบบนครรัฐ การปกครองมีการเช่ือมโยงอานาจสู่ส่วนกลางและการกระจายอานาจ เร่ิมในสมยั ปี 27 ก่อน
คริสตก์ าล จกั รพรรดิคนแรกคือ ออกุสตุส สภาพการเมืองมีการแยง่ ชิงอานาจ ช่วง ค.ศ. 96 – 180 เป็ นสมยั
สันติภาพโรมนั (Pax Romana) ประชาชนทุกคนเสมอภาคกนั อยภู่ ายใตก้ ฏหมายสิบสองโต๊ะจนถึง ค.ศ. 476
โอโดเอเซอร์ แม่ทพั เผ่าเยอรมนั บุกยึดกรุงโรม ปลดจกั รพรรดิ โรมิวลุส ออกุสตุส ความเจริญย้ายไปที่
อาณาจกั รไบแซนไทน์ ( โรมนั ตะวนั ออก) จกั รพรรดิคอนแสตนตินสร้าง เมืองหลวงท่ีไบเซ็นตอุม ต่อมา
เปล่ียนชื่อเป็นคอนสแตนติโนเปิ ล
วทิ ยาการ และแนวคดิ
โรมนั เป็ นนกั ปฏิบตั ิรับการถ่ายทอดอารยธรรมจากอีทรัสกนั และอารยธรรมกรีกนามา พฒั นาเนน้
การใชป้ ระโยชนท์ างปฏิบตั ิ
ระบบสาธารณสุขเน้นสุขภาพอนามยั มีการสร้างส้วมที่เป็ นของชุมชน นาน้าส้มสายชูมา ใช้ทา
ความสะอาดฆ่าเช้ือโรคในห้องส้วม มีที่อาบน้าสาธารณะ มีการสร้างระบบการขนส่งน้า ขนาดใหญ่เรียก
อะควีดกั ต์ (Aqueduct) สร้างเพื่อลาเลียงน้าจากแม่น้าสู่ตวั เมือง ท่ีสาธารณะ และมี ท่อระบายน้าเสียจากตวั
อาคารฝังไวใ้ ตด้ ิน การแพทย์ ผา่ ตดั เอาเด็กออกทางหนา้ ทอ้ งแบบซีซาร์

40

การใชอ้ ิฐ หินจากลาวา ในการก่อสร้างงานขนาดใหญ่ เช่น วหิ าร และคอลอสเซียม ใชห้ วั เสาแบบ
ดอริก ไอโอนิคและคอรินเธียน อาคารสร้างแบบประตูโคง้ (Arch) หลงั คาทรงโดม การสร้างถนนอดั หินและ
ทรายเป็นช้นั ๆ ปูทบั ดว้ ยแผน่ หิน

ความเช่ือในเทพเจา้ รับอิทธิพลมาจากกรีก นกั ปรัชญาเมธีที่สาคญั เช่น ซิเซโร นาเอากฎธรรมชาติ
มาผนวกเขา้ กบั แนวคิดรัฐโลกความยตุ ิธรรมตามธรรมชาติ

นกั กวีที่เด่น คือ เวอร์จิล (70 - 43 ปี ก่อนคริสตก์ าล) เขียนมหากาพย์ เร่ือง เอเนียด เพื่อเชิดชู เกียรติ
ของจกั รพรรดิ ออกุสตุส

สะพานส่งนา้ (Aqueduct) มหากาพย์ เรื่อง เอเนียด

อารยธรรมสาคญั ของโลกตะวนั ออก
อารยธรรมจีนโบราณ

ภาพท่ี 9 แผนทแี่ สดงทตี่ ้ังอารยธรรมจีนในสมัยโบราณ
ทมี่ า : shorturl.at/yIU27

41

ภาพที่ 10 แผนทลี่ าดบั เหตุการณ์ของอารยธรรมจีน
ทม่ี า : shorturl.at/yIU27

ประวตั คิ วามเป็ นมาของอารยธรรมจีน
ประเทศจีนเป็ นประเทศท่ีมีอารยธรรมยาวนานท่ีสุดประเทศหน่ึง โดยหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ท่ี

สามารถคน้ ควา้ ไดบ้ ่งช้ีว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี รากฐานท่ีสาคญั ของอารยธรรมจีนคือ การสร้าง
ระบบภาษาเขียน และการพฒั นาแนวคิดลทั ธิขงจ๊ือ เม่ือประมาณ ศตวรรษท่ี 2 ก่อน ค.ศ. ประวตั ิศาสตร์จีนมี
ท้งั ช่วงท่ีเป็ นปึ กแผ่นและแตกเป็ นหลายอาณาจกั รสลบั กนั ไป ในบางคร้ังก็ถูกปกครองโดยชนชาติอ่ืน
วฒั นธรรมของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซ่ึงถ่ายทอดไปท้งั การอพยพ การคา้ และ
การยดึ ครอง

อารยธรรมจีนเกิดข้ึนคร้ังแรกที่ลุ่มแม่น้าฮวงโห คือท่ีราบตอนปลายของแม่น้าฮวงโหและแม่น้าแยง
ซีเกียง อารยธรรมจีนเจริญโดยได้รับอิทธิพลจากภายนอกน้อยเพราะทิศตะวนั ออกติดมหาสมุทรแปซิฟิ ก
ทางตะวนั ตกและทิศเหนือเป็ นทุ่งหญา้ ทะเลทราย และเทือกเขา จีนถือวา่ ตนเป็ นศูนยก์ ลางของโลก เป็ น
แหล่งกาเนิดความเจริญ แหล่งอารยธรรมยุคหินใหม่ ที่พบมีอายุประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสตก์ าลท่ีตาบล
ยางเชา เรียกวฒั นธรรมยางเชา มณฑลเฮอหนาน และวฒั นธรรมลุงชาน ที่เมือง ลุงชาน มณฑลชานตุง พบ
เครื่องมือ เคร่ืองใชท้ าดว้ ยหิน กระดูกสตั ว์ เครื่องป้ันดินเผา กระดูกววั กระดองเต่าเส่ียงทาย

จีนเป็ นชาติท่ีมีความเจริญมาต้งั แต่สมยั โบราณ มีอารยธรรมเก่าแก่จนไดช้ ่ือวา่ เป็ นอู่อารยธรรมของ
ชาติตะวนั ตก (ชนชาติในทวปี เอเชีย) อาจแบง่ ยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์ของจีนได้ ดงั น้ี

1. สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์
ยุคหินเก่า จีนเป็ นดินแดนท่ีมนุษยอ์ าศยั เป็ นเวลานานที่สุดในทวีปเอเชีย หลกั ฐานที่พบคือ มนุษย์
หยวนโหม่ว (yuanmou man) มีอายุประมาณ 1,700,000 ปี ล่วงมาแลว้ พบท่ีมณฑลยูนนาน ภาคตะวนั ตก
เฉียงใตข้ องจีน และพบโครงกระดูกมนุษยป์ ักก่ิง

42

ยุคหินกลาง มีอายปุ ระมาณ 10,000 ปี - 6,000 ปี ล่วงมาแลว้ ใชช้ ีวติ ก่ึงเร่ร่อน ไมม่ ีการต้งั หลกั แหล่ง
ถาวร มีการพบเคร่ืองถว้ ยชาม หมอ้ มีการล่าสัตว์ เก็บอาหาร เคร่ืองมือหินที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั คือ หินสับ
ขดู หวั ธนู

ยุคหินใหม่ มีอายุประมาณ 6,000 ปี - 4,000 ปี ล่วงมาแล้วเร่ิมต้ังหลักแหล่งเป็ นชุมชน รู้จัก
เพาะปลูกขา้ วฟ่ าง เล้ียงสัตว์ ทอผา้ ปลูกบา้ นมีหลงั คา ในยุคหินใหม่น้ีมีมนุษยท์ าเครื่องป้ันดินเผาที่สวยงาม
มากข้ึน และเขียนลายสี

ยุคโลหะ มีอายุประมาณ 4,000 ปี ล่วงมาแลว้ หลกั ฐานที่เก่าสุดคือมีดทองแดง แลว้ ยงั พบเคร่ือง
สาริดเก่าที่สุด ซ่ึงนามาใชท้ าภาชนะต่าง ๆเช่น ท่ีบรรจุไวน์ กระถาง กระจกเงา มีขนาดใหญแ่ ละสวยงาม มาก
โดยเฉพาะสมยั ราชวงศช์ าง และ ราชวงศโ์ จว

2. สมัยประวัติศาสตร์ แหล่งอารยธรรมของจีนถือกาเนิดในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้าฮวงโห ท้งั น้ีจีน
เขา้ สู่ “สมยั ประวตั ิศาสตร์” ในสมยั ราชวงศช์ าง (Shang Dynasty) ระหวา่ ง 1,776-1,112 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช
เมื่อมีการใชต้ วั หนงั สือรูปภาพ เขียนบนกระดูกสตั วห์ รือกระดองเตา่
อารยธรรมจีนในสมัยราชวงศ์ต่าง ๆ มีดังนี้

สมัยราชวงศ์ชาง (Shang Dynasty) (1,776-1, 122 ปี ก่อนคริสตกาล) เป็ นราชวงศ์แรกของจีนต้งั
ชุมชนข้ึนมาในลกั ษณะรัฐนคร เป็นสงั คมเกษตรกรรม ในสมยั น้ีมีการยกยอ่ งและบูชาบรรพบุรุษประดุจเทพ
เจา้ องคห์ น่ึง และเช่ือวา่ ในธรรมชาติมีเทพเจา้ สิงสถิตอยดู่ ว้ ย

จารึกบนกระดองเต่า

สมัยราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) ( 1, 122 – 249 ปี ก่อนคริสตกาล) ในตอนปลายราชวงศช์ างกษตั
ริยอ์ ่อนอานาจลงเน่ืองจากความป่ันป่ วนภายในอาณาจกั รจึงถูกเจา้ ครองแควน้ โจวยึดอานาจและต้งั ราชวงศ์
โจวข้ึนปกครอง ในระยะน้ีกษตั ริยเ์ รียกตวั เองว่า “โอรสแห่งสวรรค์” เป็ นเจา้ ของแผ่นดินทวั่ ประเทศและ
สวรรคไ์ ดม้ อบอานาจให้มาปกครองมนุษยเ์ รียกวา่ “อาณัติแห่งสวรรค์” เป็ นสมยั ท่ีมีนกั ปราชญส์ าคญั ของ
จีนเกิดข้ึนหลายท่าน เช่น ขงจื๊อ เล่าจื๊อ และเป็ นสมยั ที่เกิดลทั ธิท่ีสาคญั คือ ลทั ธิขงจื๊อ ท่ีมีแนวทางในหลกั
ปรัชญาที่ให้ความสาคญั ในเร่ืองมนุษยธรรมและจารีตประเพณี สอนใหท้ ุกคนอยูร่ ่วมกนั ในสงั คมดว้ ยความ
สงบสุข คือ มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม เน้นความสัมพนั ธ์และการทาหน้าที่ของผูค้ นในสังคม ระหว่าง
จกั รพรรดิกบั ราษฎร บิดากบั บุตร พ่ชี ายกบั นอ้ งชาย สามีกบั ภรรยา เพ่ือนกบั เพ่อื น เนน้ ความกตญั ญู เคารพผู้
อาวโุ ส ใหค้ วามสาคญั กบั ครอบครัว และ เนน้ ความสาคญั ของการศึกษา ส่วนลทั ธิเต๋า เล่าจื๊อ ที่มีแนวทาง

43

เน้นการดาเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ตอ้ งมีระเบียบแบบแผนพิธีรีตองใดใด เน้นปรับตวั เขา้ หาธรรมชาติและ
ลทั ธิน้ีมีอิทธิพลตอ่ ศิลปิ น กวี และจิตรกรจีน

สมัยราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน (Qin Dynasty) ( 221-206 ปี ก่อนคริสตกาล) เป็ นสมัยท่ีจีนเร่ิ มเป็ น
จกั รวรรดิกษตั ริยซ์ ่ึงมีพระองค์เดียวและมีชื่อเสียงมาก คือ พระเจ้าชิวัง่ ตี่ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็ นสมยั ท่ีบงั คบั
ให้มีการใช้ภาษาเขียน มาตราชั่ง ตวง วดั เหรียญกษาปณ์เหมือนกนั ทว่ั ประเทศ นอกจากน้ียงั ได้จากดั
แนวความคิดต่าง ๆ ตาราและหนงั สือถูกเผาทิ้งและทาลายรวมท้งั ตาราของขงจ้ือดว้ ย แต่พระองคไ์ ดส้ ร้าง
กาแพงเมืองจีนเพอื่ ป้องกนั การรุกรานของคนเถื่อนนอกด่าน ซ่ึงภายหลงั ไดก้ ลายเป็นสิ่งมหศั จรรยข์ องโลก

จ๋ินซีฮ่องเต้ กาแพงเมืองจีน

สมัยราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty) ( 206 ปี ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) ราชวงศ์ฮน่ั สถาปนาโดย
หลิวปัง หัวหนา้ กบฏชาวนา มีความเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าฮ่ันหวูตี ทรงฟ้ื นฟูปรัชญาและวรรณกรรม
ใหม่ รับรองลทั ธิขงจ้ือให้เนลทั ธิของรัฐ และนาเอาปรัชญาของขงจ้ือมาใชเ้ ป็ นหลกั ในการปกครองประเทศ
มีการสอบคดั เลือกคนที่มีความรู้ความสามารถจริง ๆ เขา้ มาทางาน และโปรดให้มีการจดั ต้งั โรงเรียนเพื่อ
ฝึ กอบรมเตรียมตวั ผูท้ ่ีจะรับราชการต่อไปดว้ ย ระบบจอหงวนหรือการสอบเข้ารับราชการน้ีจีนไดใ้ ช้สืบต่อ
กนั มา และไดย้ กเลิกไปในตน้ คริสตศ์ ตวรรษที่ 20 ในปลายราชวงศฮ์ นั่ เกิดศึกสงครามแยง่ ชิงอานาจกนั จน
แผน่ ดินแตกเป็ นสามอาณาจกั รรู้จกั กนั ในสมัยสามก๊ก และถือวา่ ราชวงศฮ์ น่ั เป็นยคุ ทองดา้ นการคา้ ของจีน มี
การค้าขายกบั อาณาจกั รโรมนั อาหรับ และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าท่ีเรียกว่า เส้ นทางสายแพรไหม
(Silk Rood)

ระบบการสอบจอหงวน เคร่ืองมือวดั แผ่นดินไหว

44

สมัยราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) (ค.ศ. 618-907) สมยั น้ีเจริญรุ่งเรืองมากจนไดช้ ่ือว่าเป็ นยุคทอง
ของวัฒนธรรมจีน มีเมืองหลวงอยู่ทีเมืองฉางอาน เป็ นสมยั ที่ขยายอาณาจกั รออกไปไดก้ วา้ งขวาง ทาให้มี
การรับวฒั นธรรมต่างชาติแลว้ ยงั เป็ นสมยั ที่มีการเผยแพร่วฒั นธรรมไปยงั ดินแดนใกลเ้ คียง เช่น ญี่ป่ ุน เกาหลี
เป็ นตน้ นอกจากน้ียงั เป็ นสมยั ท่ีพระพุทธศาสนาซ่ึงเผยแผเ่ ขา้ มาในจีนเป็ นเวลานานน้นั เจริญรุ่งเรืองมาก มี
การพระภิกษุ (ถังซาจง๋ั ) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิ ฎก ในชมพูทวีป และแปลวรรณคดีท่ีเกี่ยวข้องกบั
พระพทุ ธศาสนาเป็นภาษาจีน

ภาพวาดพระถงั ซาจงั๋
สมัยราชวงศ์ซ้องหรือสุ้ง (Song Dynasty) (ค.ศ. 960-1279) ในสมยั น้ีมีการฟ้ื นฟูลทั ธิขงจ้ือข้ึนมา
ใหม่และมีความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาการเกิดข้ึนหลายอยา่ ง เช่น การรักษาโรคดว้ ยการฝังเขม็ การใชเ้ ข็มทิศ o
การประดิษฐแ์ ทน่ พมิ พห์ นงั สือไดเ้ ม่ือปี ค.ศ. 1045 นอกจากน้ีประเพณกี ารรัดเท้าสตรีกไ็ ดเ้ ร่ิมข้ึนในราชวงศ์
น้ีด้วย ในระยะแรกนิยมกันในชนช้ันสูง ระยะต่อมาก็มาแพร่หลายไปสู่ชนช้ันล่างและได้ยกเลิกไปใน
คริสตศ์ ตวรรษท่ี 20
สมัยราชวงศ์หยวน หรือหงวน (Yuan Dynasty) (ค.ศ. 1279 – 1368) เป็ นราชวงศ์ของชนเผ่า
มองโกล หรือ หงวนสีโจว๊ ฮอ่ งเต้ มีผนู้ าชื่อกุบไลขา่ น เป็นสมยั ท่ีมีชาวต่างชาติเขา้ มาติดต่อคา้ ขาย รับราชการ
เช่น มาร์โค โปโล
สมัยราชวงศ์หมงิ หรือเหมง็ (Ming or Meng Dynasty) (ค.ศ.1368-1644) ตน้ ราชวงศเ์ ป็นชาวนาช่ือ
ชู เยยี ง ชาง เป็นราชวงศข์ องจีนท่ีสามารถสร้างจกั รวรรดิจีนข้ึนมาไดใ้ หม่โดยการขบั ไล่พวกมองโกลออกไป
ศิลปวฒั นธรรมลอกเลียนแบบประเพณีเก่าของจีนโดยเฉพาะของราชวงศถ์ งั มีการสร้างพระราชวงั ตอ้ งหา้ ม
ในปี ค.ศ. 1406
สมัยราชวงศ์ชิงหรือเช็ง (Qing or Cheng Dynasty) (ค.ศ.1644-1911) เป็ นราชวงศส์ ุดทา้ ยของจีน
ก่อนสถาปนาระบบสาธารณรัฐ เป็ นราชวงศเ์ ผา่ แมนจูซ่ึงเป็ นชนต่างชาติเขา้ มาปกครองจีน เป็ นสมยั ที่มีการ
ตรวจตรากฎขอ้ บงั คบั ของสังคมบางประการ เช่น ห้ามนาสตรีจีนเขา้ ไปเป็ นนางห้ามในวงั ใหช้ ายจีนไวผ้ ม
หางเปี ยและใส่เส้ือแมนจู สตรีจีนไม่ต้องแต่งตวั อย่างแมนจูและไม่ตอ้ งรัดเทา้ ในราชสานักมีขุนนาง
ตาแหน่งสาคญั เกิดข้ึน คือ ขนั ที ซ่ึงเป็ นชายท่ีถูกตอนแล้วรับใช้อยู่ในเขตวงั ช้ันใน ขนั ทีจะมีบทบาทอยู่
เบ้ืองหลงั ราชสานกั มาก

45

การแบ่งยคุ สมัยทางประวตั ิศาสตร์ของจีน แบ่งได้เป็ น 4 ยุค ดงั นี้
1. ประวตั ศิ าสตร์สมยั โบราณ (หรือสมยั คลาสสิก) เร่ิมต้งั แตส่ มยั ราชวงศช์ าง (Shang Dynasty) และ
สิ้นสุดในสมยั ราชวงศโ์ จว (Chou Dynasty) ประมาณ 1,776 -221 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช จีนมีความเจริญรุ่งเรือง
ทางดา้ นปรัชญา เช่น ลทั ธิขงจ้ือ (Confucianism) ลทั ธิเต๋า (Taoism)
2. ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิ เริ่มต้งั แต่สมยั ราชวงศ์จิ๋น (Chin Dynasty) เมื่อประมาณ 221
ก่อนคริสต์ศกั ราช จนกระทง่ั ถึงตอนปลายของสมยั ราชวงศช์ ิง หรือเช็ง (Ching Dynasty) ซ่ึงเป็ นราชวงศ์
สุดทา้ ยของจีน ในปี ค.ศ. 1912 เป็ นช่วงเวลายาวนานกวา่ 2,000 ปี เป็ นยุคที่จีนผนวกดินแดนอนั กวา้ งใหญ่
ไพศาลใหร้ วมอยภู่ ายใตจ้ กั รวรรดิเดียวกนั
3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มต้งั แต่ตอนปลายสมยั ราชวงศเ์ ช็ง( Ching Dynasty ) เป็ นตน้ มาเป็ นยคุ
ท่ีจีนเผชิญหนา้ กบั ภยั คุกคามจากลทั ธิจกั รวรรดินิยมตะวนั ตก เกิดการปฏิวตั ิลม้ ลา้ งราชวงศเ์ ช็ง และสถาปนา
ระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐข้ึนแทนที่ เป็ นยคุ ท่ีจีนตกต่าบา้ นเมืองระส่าระสายจนเกิดการปฏิวตั ิเขา้
สู่ระบอบสงั คมนิยมในปี ค.ศ.1949ในท่ีสุด
4. ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เริ่มต้งั แต่จีนปฏิวตั ิเปล่ียนแปลงการปกครองเขา้ สู่ระบอบสังคมนิยม
หรือคอมมิวนิสต์ ในปี ค.ศ.1949 เป็นตน้ มาจนถึงปัจจุบนั

อารยธรรมลุ่มแม่นา้ สินธุ (อารยธรรมอนิ เดยี ) (Indus Valley Civilization)

ภาพที่ 11 แผนทแ่ี สดงทตี่ ้งั อารยธรรมล่มุ แม่นา้ สินธุ
ทม่ี า : shorturl.at/nsxPS

46

ภาพที่ 12 แผนทลี่ าดบั เหตุการณ์ของอารยธรรมลุ่มแม่นา้ สินธุ
ทม่ี า : shorturl.at/yIU27

อารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ เร่ิมประมาณ 2,500 - 1,500 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช โดยชาวดราวิเดียน
ต่อมา 1,500 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช – คริสตศ์ กั ราชท่ี 6 เป็ นอารยธรรมท่ีชาวอารยนั สร้างข้ึน จนกลายเป็ น
แบบแผนของอินเดียตอ่ มา

อนุทวีปอินเดียมีเทือกเขาฮินดูกูชอยูท่ างตะวนั ตกเฉียงเหนือและเทือกเขาหิมาลยั อยู่ทางทิศเหนือ
ทางตะวนั ตกและออก ตอนใต้ ติดทะเล ทาใหอ้ ินเดียโบราณติดต่อกบั ภายนอกไดย้ าก ทางท่ีจะเขา้ สู่อินเดีย
ไดค้ ือทางช่องเขาตะวนั ตกเฉียงเหนือ เป็นทางที่พอ่ คา้ และผรู้ ุกรานจากเอเชียกลางเขา้ สู่อนุทวปี

อารยธรรมลุ่มน้าสินธุ ถูกสร้างข้ึนโดยชาวดราวิเดียน (มิลกั ขะหรือ ทมิฬ) ชนพ้ืนเมืองเดิมของ
อินเดียผวิ ดา ร่างเลก็ จมูกแบนพดู ภาษาตระกูลดราวิเดียน (ทมิฬ ) มีการคน้ พบหลกั ฐานเม่ือ ค.ศ. 1856 เม่ือมี
การก่อสร้างทางรถไฟบริเวณลุ่มน้าสินธุ คน้ พบซากสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ค.ศ.1920 ปรากฏเป็ นรูปเมือง
บริเวณเมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเฮนโจดาโร(Mohenjo Daro) อายุประมาณ 2500 ปี ก่อน
คริสต์ศกั ราช หลกั ฐานที่คน้ พบจดั เป็ นอารยธรรมยุคโลหะมีสังคมเมือง ป้อมปราการขนาดใหญ่ มีสระ
อาบน้าสาธารณะนักโบราณคดีสันนิฐานว่าอาจเป็ นท่ีประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา มีการวางผงั เมือง
ตดั ถนน มีกาแพงอิฐ บา้ นเรือนสร้างดว้ ยอิฐ มีระบบระบายน้าสองท่อดินเผาอยขู่ า้ งถนน เพ่ือรับน้าท่ีระบาย
จากบา้ น มีอกั ษรภาพใช้พบโบราณวตั ถุรูปแกะสลกั หินชายมีเครามีแถบผา้ คาดมีตราประทบั ตรงหน้าผาก
รูปสาริดหญิงสาว รูปแกะสลกั บนหินเน้ืออ่อน เครื่องประดบั สร้อยทองคา สร้อยลูกปัด มีการเพาะปลูกพืช
เกษตรเช่นฝ้าย ขา้ วสาลี ถง่ั งา ขา้ วโพด พบหลกั ฐานการคา้ กบั ต่างแดนท้งั ทางบกและทางทะเล เช่นเปอร์
เชีย แอฟกานิสถาน เมโสโปเตเมีย ธิเบต โดยพบโบราณวตั ถุหอยสังขจ์ ากอินเดีย หินสี เงิน อญั มณีจากเปอร์
เชีย แอฟกานิสถาน หยกจากธิเบต และมีการขุดคน้ พบอารยธรรมน้ีกวา่ 100 แห่งบริเวณแม่น้าสินธุ ส่วน
ใหญ่อยใู่ นปากีสถาน

47

ต่อมาชาวอินโด-อารยนั ผิวขาว ร่างสูง จมูกโด่งพูดภาษาตระกูลอินโด- ยโู รเปี ยน(ภาษาสันสกฤต)
อพยพมาจากแถบทะเลสาบแคสเปี ยน บุกรุกเขา้ มาทางเทือกเขาฮินดูกูช มายงั ลุ่มน้าสินธุขยายความเจริญมา
ทางลุ่มแม่น้าคงคา ชาวดราวิเดียแพส้ งครามตอ้ งเคลื่อนยา้ ยลงไปทางใต้ สู่ภาคกลางและภาคใตข้ องอินเดีย
ตอ่ มาถูกชาวมุสลิมเตอร์กรุกรานทาใหศ้ าสนาอิสลามเขา้ มาเผยแพร่ในอินเดีย

เมืองบริเวณเมืองฮารัปปา เมืองโมเฮนโจดาโร

อนิ เดียสมัยโบราณแบ่งเป็ น 5 สมยั
1. สมัยอินโด- อารยนั รุกราน (2,500- 2,000 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช) เป็ นสมยั ที่มีการรุกรานระยะแรก

และเกิดการสู้รบระหวา่ งชาวดราวเิ ดียนและอารยนั มีการขยายตวั ไปทางตะวนั ออก
2. สมัยพระเวท (2,000 -1,000 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช) สมยั ท่ีอารยนั ไดร้ ับชยั ชนะ มีการต้งั ถิ่นฐานและ

สถาปนาเป็ นอาณาจกั รเล็กๆ มีราชาเป็ นผูน้ าทางการปกครอง พวกมิลกั ขะหรือดราวิเดียนถอยลงไปอยู่ทาง
ตอนใต้ อารยนั รับเอาขนบธรรมเนียมประเพณีของดราวเิ ดียนมาใช้ ตอ่ มาพวกอารยนั ไดก้ าเนิดระบบวรรณะ
ข้ึน เพื่อแบ่งแยกและรักษาความบริสุทธ์ิทางเช้ือชาติมีคมั ภีร์พระเวท เป็ นคมั ภีร์ทางศาสนาและวิถีชีวิต
วฒั นธรรมของอารยนั

3. สมยั มหากาพย์ (1,000 – 500 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช ) เกิดอาณาจกั รใหมบ่ ริเวณลุ่มน้าคงคามีลกั ษณะ
เป็ นนครรัฐอิสระ “ ราชา” เป็ นผูป้ กครอง แบบราชาธิปไตย (monarchy) มีฐานะเป็ นสมมุติเทพ เช่น
อาณาจกั รมคธ วชั ชั อวนั ตี วิเทหะ ฯลฯ มีการแบ่งวรรณะชดั เจน 4 วรรณะ พราหมณ์ กษตั ริย์ (นกั รบ)
แพศย์ ศูทร (ทาส) มีการติดต่อคา้ ขายทางเรือ กบั อาณาจกั รเมโสโปเตเมีย อียิปต์ อาราเบีย สมยั น้ีจะมี
วรรณกรรมที่สาคญั คือ มหากาพยม์ หาภารตยุทธ เป็ นสงครามกลางเมืองท่ีทุ่งกุรุเกษตรระหว่างตระกูล
ปาณฑพและเการพตน้ ตระกูลเป็ นเช้ือสาย อินโด-อารยนั มีการสอดแทรกบทบาทหน้าท่ีของคนที่อยู่ใน
สังคม ดงั ปรากฎใน “ภควทั ตีคา” สอนในคนทาหนา้ ที่ของตนในสงั คมใหค้ รบถว้ ย และมหากาพยร์ ามายณะ
ที่สะทอ้ นให้เห็นถึงการแบ่งช้นั วรรณะ การขยายอาณาเขตของอารยนั ไปทางตอนใตท้ าสงคราม ปราบ
ชาวดราวเิ ดียน

48

ภาพเขยี นการรบในมหาภารตะ มหากาพย์รามายณะ

4. สมัยจักรวรรดิ ( 321 ก่อนคริสตศ์ กั ราช – ค.ศ. 220) ช่วง 6 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช มีอาณาจกั รทาง

เหนือที่เขม้ แข็ง 2 อาณาจกั รคือ มคธ นาโดย (พระเจา้ พิมพิสาร) และแคว้ นโกศล ที่ขยายอานาจปกครอง
ดินแดนตะวนั ตกเฉียงเหนือของอินเดีย ตอ่ มาถูกเปอร์เชียรุกราน ตน้ ศตวรรษที่ 3 ก่อนค.ศ. พระเจา้ อเลก็ ซาน
เดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย (กรีก) ยกทพั มารุกรานครองตอนเหนือของอินเดีย ทาใหอ้ ินเดียไดร้ ับอิทธิพล
การเขียนอกั ษรแบบอารบิคจากเปอร์เชีย (ต่อมาพฒั นาเป็ นอกั ษร ขโรษติ โดยพระเจา้ อโศกมหาราชใชเ้ ขียน
จารึก) การทาเหรียญเงิน

ช่วง 4 ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช เกิดจกั รวรรดิท่ีย่งิ ใหญ่คือ โมริยะ หรือเมารยะ ยดึ แคว้ นมคธ แลว้ ขยาย
อาณาจกั รไปทางตะวนั ตกเฉียงเหนือ ตะวนั ตก ภาคเหนือ ใต้ มีการติดตอ่ คา้ ขายกบั เอเชียไมเนอร์ กรีก เมโส
โปเตเมีย มีกษตั ริยอ์ งคแ์ รกคือพระเจา้ จนั ทรคุปต์ กษตั ริยท์ ่ีมีชื่อเสียงคือพระเจา้ อโศกมหาราช ( 273-236
ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช) มีอานาจหลกั การปกครองที่สาคญั ใชจ้ ากคมั ภีร์อรรถศาสตร์ (เกาฏิลยะ) แสดงใหเ้ ห็นวา่
กษตั ริยท์ รงมีอานาจสูงสุด ในการบริหารราชการ ตรากฏหมาย การศาล การทหาร สมยั น้ีมีการสร้างถนน
เชื่อมภาคตะวนั ตกเฉียงเหนือ กบั กรุงปาฏลีบุตร ทาสามะโนประชากร ต่อมาพระเจา้ อโศกมหาราชได้หัน
มานับถือศาสนาพุทธ ทรงให้มีการจารึกบนเสาหินท่ีต้งั อยู่ตามดินแดนต่างๆเป็ นหลกั ของศีลธรรมท่ี
สอดคลอ้ งกบั ทุกศาสนา (เรียก หวั เสาสมยั พระเจา้ อโศกมหาราช)

ราชวงศ์โมริยะได้สิ้นสุดลงราว 186 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช ต่อมา ค.ศ. ท่ี 1 พวกกุษาณะผูเ้ ร่ร่อน
ปกครองตอนเหนืออินเดียมีกษตั ริยท์ ี่สาคญั คือ พระเจา้ กนิษกะปกครองดินแดนท่ีเรียกวา่ แควน้ คนั ธาระ ทรง
นบั ถือพุทธใหก้ าเนิดนิกายมหายานโปรดใหจ้ ารึกคาสอนของพระพทุ ธองคล์ งบน แผน่ ทองแดง

49

พระสถูปทสี่ ัญจี หวั เสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราช พระพุทธรูปสมัยคันธาระ

5. สมัยคุปตะ (ค.ศ. 320-550) ถือว่าเป็ นยุคทองของฮินดูทางตอนเหนือ ตน้ คริสต์ ศตวรรษท่ี 4

พระเจา้ จนั ทรคุปตท์ ี่ 1 ต้งั ราชวงศค์ ุปตะที่เมืองปัตลีบุตร โอรสของพระองค์ ชื่อ พระเจา้ สมุทรคุปต์ ทรงขยาย
ดินแดนออกไปกวา้ งไกล ทรงทาเหรียญทองสลกั เรื่องราวเกี่ยวกบั พระองค์ แลว้ นาไปไวท้ ี่เสาหินของพระ

เจา้ อโศก ราชวงศค์ ุปตะรุ่งเรืองมากในสมยั ของพระเจา้ จนั ทรคุปต์ ที่ 2 (ค.ศ.376-415) เพราะนอกจากจะชนะ

พวกสากะแลว้ ทรงรวมดินแดนตะวนั ออกและทางเหนือไวใ้ นอานาจ ทรงสนบั สนุนศิลปะ วิทยาศาสตร์

วรรณคดี กวที ี่มีช่ือเสียงในสมยั น้ี คือ กลิทษั

การปกครองสมยั คุปตะเป็นแบบกระจายอานาจไปตามทอ้ งถิ่น การคา้ เจริญข้ึนมาก มีการคา้ ขายมาก
ข้ึนกบั เอเซียตะวนั ออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย กมั พูชา และประเทศไทย พอ่ คา้ ที่ร่ารวยนิยม
บริจาคเงินเพ่ือสร้างงานสาคญั ทางศาสนา เช่น สถูปท่ีสัญจี อมาราวาตี ฯลฯ วดั พุทธกลายเป็ นเจา้ ของที่ดิน

มากมาย ภาษาสันสกฤตกลายเป็ นภาษาของผูร้ ู้หนังสือและเป็ นภาษาที่ใช้ในราชการ มีหนังสือกามสูตร

เกิดข้ึน เป็นหนงั สือท่ีช้ีถึงความสาคญั ของชีวติ คู่และเพศสัมพนั ธ์

การตดิ ต่อระหว่างโลกตะวนั ออกกบั โลกตะวนั ตก

การตดิ ต่อระหว่างโลกตะวนั ออกกบั ตะวนั ตกเกดิ จากปัจจัย ดงั น้ี
การติดต่อแลกเปล่ียนค้าขาย ในระยะแรกน้นั สินคา้ ท่ีเป็ นที่ตอ้ งการ ไดแ้ ก่ แร่เหล็ก ดีบุก ทองแดง
และเงิน เพื่อใชส้ าหรับผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธและเครื่องประดบั จึงไดม้ ีการเดินทางหาแหล่งวตั ถุดิบ
ต่อมาจึงไดม้ ีวิวฒั นาการในการคา้ ขายและการแลกเปลี่ยนสินคา้ โดยเฉพาะสาหรับชนช้นั ปกครอง เช่น ผา้
ไหมจากจีนเป็ นที่นิยมของชาวโรมนั ช้นั สูง เคร่ืองเทศและพริกไทย เป็นเครื่องปรุงอาหารและยาสาหรับชาว
ยุโรป เส้นทางการคา้ ระหวา่ งดินแดนตะวนั ออกและตะวนั ตกในระยะแรกใชท้ างบก เส้นทางท่ีสาคญั คือ
เส้นทางสายไหม (Silk Road) เชื่อมระหว่างจีนไปยงั เอเชียตะวนั ตกและเดินทางต่อไปยงั ยุโรป ต่อมาเมื่อ
ความเจริญดา้ นการเดินเรือและการสารวจทางทะเลประสบความสาเร็จ เส้นทางคา้ ขายทางทะเลจึงไดม้ ี
ความสาคญั แทนท่ี

การขยายอานาจทางการเมือง ในสมยั โบราณจกั รวรรดิท่ีมีความเขม้ แข็งทางการทหารจะขยาย
อานาจและอิทธิพลทางการเมืองเขา้ ครอบครองดินแดนต่าง ๆ เช่น ในสมยั พระเจา้ อเล็กซานเดอร์มหาราช


Click to View FlipBook Version