รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๙๖ ๑๕. คณะกรรมการที่ปรึกษา ๑. ผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานที่ปรึกษา ๒. รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ รองประธานที่ปรึกษา ๓. หัวหน้ากลุ่มนาระภาษาไทย กรรมการ ๑๖. คณะกรรมการดำเนินงาน ๑. พระอังคาร ธมฺมธโร ประธานกรรมการ ๒. พระอภิเชษฐ์ อภิโชโต รองประธานกรรมการ ๓. คณะนักเรียนจิตอาสา กรรมการ ๔. พระอังคาร ธมฺมธโร (ใจสดใส) กรรมการและเลขานุการ ๑๗. ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๑. ปลูกฝังให้ผู้เรียน มีนิสัยรักการอ่าน บูรณาการร่วมในกระบวนการเรียนการสอนในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยในทุกระดับชั้น ๒. ได้เปิดโอกาสส่งเสริมให้นักเรียน ครูมีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ รักการอ่าน รักการเขียน และรักการค้นคว้า ๓. ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีกระบวนการอ่าน สร้างองค์ความรู้และความคิดไปใช้ใน การตัดสินใจแก้ปัญหา และสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ๔. เป็นแรงกระตุ้นให้นักเรียน มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้พัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง ****************************************************************************** ลงชื่อ ......................................... ผู้เสนอโครงการ ลงชื่อ ...................................... ผู้เห็นชอบโครงการ พระอังคาร ธมฺมธโร (ใจสดใส) (นายธวัชชัย ด้วงมะโน) นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูผู้ช่วย ลงชื่อ ........................................... ผู้อนุมัติโครงการ (ว่าที่ร้อยตรี วงศ์เทวัญ ณ ลำพูน) ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๙๗ ๓.๖ การวิจัยในชั้นเรียน (ต่อเนื่องจากภาคเรียนที่ ๑) ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้วิจัย พระอังคาร ธมฺมธโร บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่าง ๒๐ คน ใช้วิธีการแบบเลือกเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจใช้เวลาในการทำการวิจัยทั้งหมด ๔ เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ t-test และการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า : หลังจากการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ของนักเรียน ประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีการพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕ และความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC อยู่ในระดับมาก มีเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ ๔.๐๐ คำหลัก : ทักษะการอ่านจับใจความ , การสอนโดยใช้เทคนิค CIRC
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๙๘ ๑. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ และทักษะ ทัศนคติ ตลอดจนการเสริมสร้างความสามารถของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ การจัดการศึกษา ต้องมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมได้อย่างมีความสุข ปัจจุบัน โลกกำลังอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยผลการพัฒนาดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย มนุษย์จึงต้องมีการพัฒนาด้านความรู้ ให้คิดอย่าง มีวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ เพื่อตัดสินและหาทางแก้ปัญหาของตนเองได้ (อำรุง จันทวานิช, ๒๕๔๒ : คำนำ) การอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ การอ่านทำให้ เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ พฤติกรรม ทัศนคติและค่านิยมต่าง ๆ รวมทั้ง ช่วยเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต พัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต การอ่านจึงมีความสำคัญ ต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่ง และการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) นั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ จากความร่วมมือกันของผู้เรียนโดยจัดให้เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการเรียนรู้กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่ผู้สอน ได้มอบหมายมาให้จัดเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบประชาธิปไตย ที่ทำให้ผู้เรียนได้มีบทบาทสำคัญ และได้มีความรับผิดชอบต่อกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเท่าเทียมกัน (Airms. ๒๐๐๗ : ๓๗๔) จากรายงานสถิติการอ่านหนังสือของประชากรวัยเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ พบว่าประชากรไทยมีอัตราการอ่านหนังสือ เพิ่มมากขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อน (พ.ศ.๒๕๕๔) กล่าว คือ ในระดับก่อนประถมศึกษามีอัตราการอ่าน ร้อยละ ๗๔.๖ ประถมศึกษา ร้อยละ ๘๓.๕ มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ ๙๐.๘ มัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ ๙๓.๒ สถิติรวมการอ่านหนังสือของคนไทยอายุ ๖ ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือร้อยละ ๘๑.๘ มีผู้ไม่อ่าน ร้อยละ ๑๘.๒ คิดเป็นจำนวนสูงถึง ๑๑.๒ ล้านคน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ๒๕๕๗) แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังประสบปัญหาเรื่องการอ่านอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งหากนักเรียนไม่ใส่ใจ ในด้านการอ่านแล้ว จะส่งผลให้ทักษะในด้านการเขียนพลอยด้อยลงไปด้วย เพราะหากนักเรียน สามารถอ่านได้ดี ทักษะการเขียนก็ต้องดีขึ้นตามไปด้วยเนื่องจากทั้งสองทักษะมีความสัมพันธ์กัน ดังคำกล่าวของ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, (๒๕๔๒ : ๒) ว่า ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน เป็นทักษะ ที่สำคัญของการใช้ภาษา ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทักษะที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้และการถ่ายทอดทางภาษา คือ ทักษะการอ่านและการเขียน เนื่องจากการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ในการแสวงหาความรู้ การอ่านด้วยวิธีที่ถูกต้อง สามารถนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะช่วยให้เกิดความชำนาญ และมีความรู้กว้างขวาง การอ่านจึงเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอน ดังนั้น การที่ผู้เรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดี จึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ครูเป็นผู้จัดเตรียมให้ด้วยวิธีการที่สนุกสนานเพลิดเพลิน
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๙๙ กระตุ้นเร้าความสนใจในการอ่าน อีกทั้งยังต้องเกิดจากความสนใจของผู้อ่าน หรือผู้เรียนต้องมีนิสัย รักการอ่าน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้อ่านด้วยความสนุกสนานอย่างมีความสุขสม่ำเสมอ จากสาเหตุดังกล่าวในฐานะที่คณะผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ วิชาภาษาไทย ประสบปัญหาเช่นกัน คือ นักเรียนอ่านจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านไม่ค่อยได้ เมื่อให้อ่านจับใจความ อาจเป็นข้อคิด ความคิดสำคัญของข้อความ ซึ่งเป็นข้อความที่คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไว้ทั้งหมด นักเรียนไม่สามารถบอกได้ว่าใจความของเรื่องคืออะไร มีจำนวน ๑๐ คน จาก ๒๐ คน ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดจากการไม่ได้ฝึกฝนทักษะในด้านการอ่านจับใจความอย่าสม่ำเสมอ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเพื่อส่งเสริมศักยภาพของ ผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ๒. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาล วัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๓. สมมุติฐานการวิจัย หลังจากการใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ CIRC เพื่อพัฒนาทักษะการ อ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความที่สูงขึ้น ๔. ตัวแปรในการวิจัย ๑ ตัวแปรอิสระ (ต้น) ได้แก่ เทคนิคการสอนแบบ CIRC ๒ ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการอ่านจับใจความ ในภาษาไทย ๕. ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC เสริมทักษะการอ่านใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ซึ่งกำหนดขอบเขตการวิจัยดังนี้ ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๒๐ คน โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการ ใช้วิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๑๐ คน โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบล พระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีปัญหาทักษะการอ่านจับใจความ ขอบเขตด้านเนื้อหา ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้วิจัยจะใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้เทคนิค การสอนแบบร่วมมือ CIRC เสริมทักษะการอ่านจับใจความที่มีอยู่ในหนังสือเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๐ ขอบเขตด้านเวลา การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๔-สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๔ ขอบเขตด้านสถานที่ สถานที่ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยวิทยาเขตล้านนา ใช้ในการพัฒนาโครงการวิจัยและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและโรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระ สิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนปฏิบัติการสอน เก็บข้อมูลจาก ภาคสนาม ๖. นิยามศัพท์เฉพาะ การจัดการเรียนรู้แบบ CIRC คือ รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ ที่ใช้ในการสอนอ่านและเขียน โดยเฉพาะ รูปแบบนี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๓ กิจกรรม คือ กิจกรรมการอ่านแบบเรียน การสอนการอ่านเพื่อความเข้าใจ และการบูรณาการภาษาไทยกับการเรียน การอ่านจับใจความ คือ การอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่อง เพื่อจับใจความหรือข้อคิด ความคิดสำคัญของเรื่องที่อ่าน ซึ่งเป็นข้อความที่คลุมข้อความอื่น ๆ ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ไว้ทั้งหมด โดยประกอบด้วยใจความสำคัญและใจความรอง เพื่อขยายใจความสำคัญของเรื่อง ๗. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑. ทำให้นักเรียนได้ทราบหลักการอ่านจับใจความในภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ๒.ได้มีเทคนิคการสอนแบบ CIRC เป็นแนวทางในการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้เสริมทักษะ การฟัง พูด อ่าน เขียน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๘. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีดังต่อไปนี้ ๑.. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC ๒.. แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการอ่าน ๓. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๑ ๑. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC ความหมายการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค CIRC การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หรือเทคนิค CIRC (Cooperation Integrated Reading and Composition) เป็นเทคนิคการสอนเทคนิคหนึ่งที่ออกแบบขึ้นเพื่อใช้สอนการอ่านและการเขียน โดยเฉพาะ ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นนับว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้กระบวนการกลุ่มให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์และเกิดความสำเร็จร่วมกัน ของกลุ่ม ซึ่งการเรียนแบบร่วมมือมิใช่เป็นเพียงจัดให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ทำรายงาน ทำกิจกรรม ประดิษฐ์หรือสร้างชิ้นงาน อภิปราย ตลอดจนปฏิบัติการทดลองแล้วผู้สอนทำหน้าที่สรุปความรู้ด้วยตนเอง เท่านั้น แต่ผู้สอนจะต้องพยายามใช้กลยุทธ์วิธีให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการประมวลสิ่งที่มาจาก การทำกิจกรรมต่าง ๆ จัดระบบความรู้สรุปเป็นองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นหลักการสำคัญ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้สอนจะต้องเลือกเทคนิคการจัดการเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียน และผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมที่จะร่วมกัน ทำกิจกรรมรับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกันโดยที่กลุ่ม จะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ทั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ไปทำการศึกษาค้นคว้า จากงานวิจัยของนักวิชาการหลาย ๆ ท่าน พอจะให้ความหมายได้ดังนี้ กนกวรรณ ภู่ทิม (๒๕๖๐ : ๒๑) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ (CIRC) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจัดกลุ่มนักเรียนแบบคละความสามารถ กลุ่มละ ๔-๕ คน ในการเรียนร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบและความรู้ร่วมกัน ภาวนา ดาวเรือง (๒๕๕๐ : ๖๙) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ ( CIRC) หมายถึง วิธีการในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนที่เอื้อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ ร่วมกันโดยจัดเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถต่างกัน ซึ่งแต่ละคน จะต้องมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น มีความรับผิดชอบและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้และปฏิบัติงาน ภายในกลุ่ม รวมทั้งการให้กำลังใจแก่กันโดยยึดหลักว่า ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนในกลุ่ม คือ ความสำเร็จของกลุ่ม สุวิมาลย์ ยืนยั่ง (๒๕๕๖ : ๒๗) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย คละเพศ คละความสามารถ ระคับเก่ง ปานกลาง อ่อน ทำกิจกรรมร่วมกันมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเด็กเก่งจะช่วยเหลือเด็กอ่อนสมาชิกทุกคนต้องร่วมมือกัน จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (CIRC) ข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือหรือ CIRC หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่ม โดยคละความสามารถที่แตกต่างกันเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมกันรับผิดชอบงานในกลุ่มที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้เกิดเป็นความสำเร็จของกลุ่มตามเป้าหมาย นอกจากนี้ครูอาจจะให้รางวัลแก่ทีมที่ทำกิจกรรมบรรลุเป้าหมายเพื่อเสริมกำลังใจผู้เรียน
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๒ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC วิธีสอนแบบร่วมมือกัน หรือเทคนิค CIRC เป็นวิธีสอนที่นำนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ ต่างกัน มาเรียนและปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน การเรียนรู้จะมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ แนะนำ มีความสัมพันธ์กัน ภายในกลุ่มมีการยอมรับคนเก่งและคนอ่อนเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มบรรลุผลตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ซึ่งแนวคิดในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันนี้มาจากนักการศึกษาต่างประเทศและนักการศึกษาไทยหลายท่าน ที่ได้ศึกษาทดลองรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ามา พอจะยกมาอ้างอิงได้ดังนี้ สลาวิน (ภาวนา ดาวเรือง ๒๕๕๐ : ๖๙ ; อ้างอิงจาก วัชรา เล่าเรียนดี ๒๕๔๘ : ๑๖๕) ได้เสนอแนะไว้ว่า วิธีสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้หรือวิธีสอนแบบร่วมมือกัน คือ การจัดการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียน เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละ ๔-๖ คน สมาชิกกลุ่มจะต้องช่วยกันเรียนรู้ร่วมกันปฏิบัติ กิจกรรมจนบรรลุผลสำเร็จและยังได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่าวิธีสอนแบบดังกล่าวช่วยให้ผู้เรียน มีความกระตือรือร้นภูมิใจในตนเอง ตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเองและต่อกลุ่ม ช่วยให้ผู้เรียน มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีการยอมรับผู้อื่นมากขึ้นสร้างความมั่นใจในตนเองและรู้คุณค่า ของตนเองมากขึ้น กนกวรรณ ภู่ทิม (๒๕๖๐ : ๒๑) กล่าวว่า วิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (CIRC) เป็นวิธีการสอนที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกนและกันสมาชิกในกลุ่มจะมีความสามารถแตกต่างกัน ส่งเสริมผู้เรียนให้รู้จักช่วยเหลือกัน คนที่เก่งกว่าช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มจะต้องร่วมกัน รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่ม เพราะยึดแนวคิดที่ว่าความสำเร็จของสมาชิกทุกคน จะรวมเป็นความสำเร็จของกลุ่มและได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ คือ ๑. ผู้สอนจะต้องจัดกลุ่มผู้เรียนให้มีสมาชิกคละปนตามความสามารถ คือ เก่ง ค่อนข้างเก่ง ปานกลาง ค่อนข้างอ่อน อ่อน ๒. ผู้เรียนต้องร่วมมือกนกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้เชื่อมโยงกับความรู้เดิมกับความรู้ ที่ต้องการศึกษา ใช้ทักษะในการทำงานร่วมกันจนสำเร็จ ๓. สมาชิกในกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อย่างมีเหตุผล มีการช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยกัน มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ๔. สมาชิกในกลุ่มมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย สมาชิกทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีความภาคภูมิใจในความสำคัญของตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเท่าเทียมกับสมาชิกคนอื่น การนำการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนสามารถใช้ได้ ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยผู้สอนจะเลือกเอาเทคนิคต่าง ๆ ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไปใช้ ให้เหมาะสมกับเรื่องที่สอน และสามารถนำไปใช้แทรกกับวิธีการสอนแบบอื่นได้ แต่ผู้สอนควรมีการ นำเข้าสู่บทเรียนก่อนที่จะเริ่มมีกิจกรรม และเมื่อเสร็จกิจกรรมการเรียนการสอนแล้วควรมีการสรุปเรื่องที่ เรียนด้วย ผู้สอนควรเตรียมใบงานหรือแบบฝึกหัดใบความรู้ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๓ ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ คือ ช่วยสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีกันระหว่างผู้เรียนในกลุ่มทำให้ผู้เรียนที่เก่งได้มีโอกาสช่วยเหลือ ผู้เรียนที่อ่อนเป็นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมด้านการมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจนมีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับ มีความร่วมมือกันในการทำงาน เพราะความสำเร็จของกลุ่มถือเป็นเป้าหมายสำคัญ ส่วนข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ คือ จำนวนสมาชิกในกลุ่มไม่ควรมีมากเกินไป และสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกัน ตลอดจนระยะเวลาที่ทำงานกลุ่มเดียวกัน ผู้สอนต้องรู้จักการร่วมกิจกรรมให้อยู่ภายในเวลาที่กำหนด พิมพันธ์ เดชะคุปต์, ๒๕๔๔ : ๔๓) ได้ออกแบบเทคนิคการเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ ไว้และได้แนะนำเทคนิคของการเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ จำนวน ๙ เทคนิค ที่เป็นเทคนิคที่ กระทำได้ง่ายสะดวกที่จะนำไปใช้ ดังนี้ ๒.๑ การพูดเป็นคู่ (Rally Robin) เป็นเทคนิคที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพูด-ตอบ แสดงความคิดเห็นเป็นคู่ ๆ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนใช้เวลาเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน ตัวอย่าง เช่น กลุ่มมีสมาชิก ๔ คน แบ่งเป็น ๒ คู่ คู่หนึ่งประกอบด้วยสมาชิกคนที่ ๑ และคนที่ ๒ แต่ละคู่จะพูด พร้อมกันไป โดยการให้ พูด ๒ ฟัง ๒ ในเวลาที่กำหนด จากนั้นให้ ๒ ชุด ๑ ฟัง ภายในเวลาที่กำหนดเช่นกัน ๑.๒ การเขียนเป็นคู่ (Rally Table) เป็นเทคนิคที่คล้ายกับการพูดเป็นคู่ทุกประการเช่นกัน เพียงการเขียนเป็นคู่ เป็นการร่วมมือเป็นคู่ ๆ โดยมีการเขียนหรือวาดใช้อุปกรณ์ กระดาษ ๒ แผ่น และปากกา ๒ ด้ามต่อกลุ่ม ๒.๓ การพูดรอบวง (Round Rein) เป็นเทคนิคที่สมาชิกของกลุ่มผลัดกันพูด ตอบ เล่า อธิบาย โดยไม่ใช้เขียน วาด แต่เป็นการพูดผลัดกันทีละคน ตามเวลาที่กำหนด จนครบ ๔ คน ๒.๔ การเขียนรอบวง (Round Table) เป็นเทคนิคที่เหมือนกับการพูดรอบวงแตกต่างกัน ที่เน้นการเรียน การวาด (ใช้อุปกรณ์ กระดาษ ๑ แผ่น และปากกา ๑ ด้ามต่อกลุ่ม) วิธีการ คือ ผลัดกันเขียน ลงในกระดาษที่เตรียมไว้ที่ละคนตามเวลาที่กำหนด เทคนิคนี้อาจดัดแปลงให้สมาชิกทุกคนเขียนคำตอบ หรือบันทึกผลการคิดพร้อม ๆ กันทั้ง ๔ คน ต่างคนต่างเขียนในเวลาที่กำหนด (ใช้อุปกรณ์ : กระดาษแผ่น และปากกาด้าม) มีการเรียกเทคนิคนี้ว่าการเขียนพร้อมกันรอบวง (Simultaneous Roundtable) ๒.๕ การแก้ปัญหาด้วยการต่อภาพ (Jigsaw problem Solving) เป็นเทคนิคที่สมาชิกแต่ละคน คิดคำตอบของคนเองไว้ จากนั้นกลุ่มต่อคำตอบของทุกคน มาร่วมกันอภิปราย เพื่อค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด ๒.๖ คิดเกี่ยวคิดคู่ร่วมกันคิด (Think Par Share) เป็นเทคนิคโดยการเริ่มจากปัญหา หรือโจทย์ คำถาม โดยสมาชิกแต่ละคน คิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อนแล้วให้นำคำตอบไป อภิปรายกับเพื่อนเป็นคู่ จากนั้นจึงนำคำตอบของแต่ละคู่มาอภิปรายพร้อมกัน ๔ คน เมื่อมั่นใจว่าคำตอบของตนถูกต้องหรือดีที่สุด จึงนำคำตอบเล่าให้เพื่อนฟัง ๒.๗ อภิปรายเป็นคู่ (Pair Discussion) เป็นเทคนิคที่เมื่อครูถามคำถามหรือกำหนดโจทย์แล้ว ให้สมาชิกที่นั่งใกล้กันร่วมกันคิด และให้อภิปรายเป็นคู่
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๔ ๒.๘ อภิปรายเป็นทีม (Team Discussion) เป็นเทคนิคที่เมื่อครูตั้งคำถามแล้วให้สมาชิกของกลุ่มทุกคน ร่วมกัน คิด พูด อภิปรายพร้อมกัน ๒.๙ ทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว (Team – Pair – Solo) เป็นเทคนิคที่เมื่อครูกำหนด ปัญหา หรือโจทย์ หรืองานให้ทำ แล้วสมาชิกจะทำงานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานแล้วเสร็จ จากนั้น จะแบ่งสมาชิกเป็นคู่ให้ทำงานร่วมกันเป็นคู่ จนงานสำเร็จแล้วถึงขั้นสุดท้ายให้สมาชิกแต่ละคน ทำงานคนเดียวจนสำเร็จ การเรียนแบบร่วมมือได้รับความสนใจในหมู่นักการศึกษา ครูอาจารย์ ในปัจจุบัน เป็นอย่างยิ่งการเรียนแบบร่วมมือมีทั้งเทคนิคที่นำมาใช้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องปรับและเทคนิคที่ต้องปรับ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนและเนื้อหาวิชา อย่างไรก็ตามการเรียนแบบร่วมมือก็นับเป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี โปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือ จะมีลักษณะกิจกรรมโดยรวม ดังนี้ ๑. การสอนเริ่มต้นจากครูเสมอ ๒. การฝึกปฏิบัติภายในทีม (Team Practice) นักเรียนทำงานในกลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกรวม ๔-๕ คน โดยมีความสามารถแตกต่างกัน เรียนรู้ด้วยกัน จากที่ครูได้มอบหมายให้ โดยการใช้ แผ่นงาน หรืออุปกรณ์ การฝึกอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เรียน นักเรียนจะได้ประเมินเพื่อนสมาชิก ในกลุ่มซึ่งกันและกัน ๓. นักเรียนได้ประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Individual Awareness) ทั้งในเรื่องของข้อความรู้ หรือทักษะที่เขาได้รับมาในบทเรียน ๔. คะแนนจากการประเมินนักเรียนแต่ละคนจะนำมารวมเป็นคะแนนของทีม (Team Recognition) ทีมใดที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้จะได้รับใบประกาศนียบัตรหรือได้รับรางวัลอื่น ๆ ตาม ข้อตกลง จากเทคนิคและวิธีข้างต้นสรุปได้ว่า วิธีสอนแบบ CIRC เป็นกระบวนการที่สำคัญมากที่เนื่องจาก การถ่ายทอดความรู้และกระบวนการนั้นครูจะเป็นผู้ที่เชื่อมระหว่างวิธีการและตัวผู้เรียน ซึ่งมีลักษณะ ที่สำคัญ ดังนี้ ในขั้นแรกครูกระตุ้นผู้เรียนว่าต้องรู้อะไรในสาระสำคัญของวิชานั้น ๆ โดยการถามความรู้เดิม ของนักเรียนในสิ่งที่เรียนมา ลำดับต่อมา เมื่อครูรู้ว่านักเรียนมีภูมหลังเป็นอย่างไร ครูจำเป็นต้องแสวงหาสิ่ง ที่นักเรียนต้องการรู้ โดยให้นักเรียนตั้งคำถามและมอบหมายงานให้ลำดับสุดท้าย ครูต้องให้นักเรียนสรุป สิ่งที่ตนรู้มาบันทึกหรือเขียนเป็นแผนภาพให้เข้าใจ และเป็นการสรุปความรู้ในแบบที่ง่าย ก่อให้เกิดความรู้ ที่คงทนแน่นอน นอกจากนี้ครูควรจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนที่เอื้อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ร่วมกันโดย จัดเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มควรประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถต่างกันเพื่อให้ละคน จะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมีความรับผิดชอบช่วยเหลือกันในการเรียนรู้และปฏิบัติงาน ภายในกลุ่มรวมทั้งการสอนให้เด็กรู้จักให้กำลังใจแก่กันโดยยึดหลักว่า ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนในกลุ่ม คือ ความสำเร็จของกลุ่ม
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๕ ขั้นตอนการสอนแบบ CIRC จากที่คณะผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ามา มีนักวิชาการศึกษาหลายท่านได้ให้ขั้นตอนในการสอนแบบ CIRC ไว้ดังนี้ ทิ ศน า แ ข ม ม ณี ( ๒ ๕ ๕ ๐ : ๗ ๐ ) ไ ด ้ ก ล่ า ว ถ ึงข ั ้นต อ นกา ร เร ีย นก าร สอนแบบ Cooperative Integrated Reading and Composition (CIRC) ไว้ดังนี้ ๑. ครูแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามระดับความสามารถในการอ่านผู้เรียนในแต่ละกลุ่มจับคู่ ๒ คน เอาที่ หรือ ๓ คนทำกิจกรรมการอ่านแบบร่วมกัน ๒. ครูจัดทีมใหม่ โดยให้แต่ละทีมมีผู้เรียนต่างระดับความสามารถอย่างน้อย ๒ ระดับ ทีมที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เขียนรายงาน แต่งความ ทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบต่าง ๆ และมีการให้คะแนนผลงานของแต่ละทีม ทีมใดได้คะแนน ๙๐ % ขึ้นไป จะได้ประกาศนียบัตร เป็น “ซุปเปอร์ทีม” หากได้รับคะแนนตั้งแต่ ๘๐ % - ๘๙ % ก็ได้รับรางวัลรองลงมา ๓. ครูพบกลุ่มการอ่านประมาณวันละ ๒๐ นาที แจ้งวัตถุประสงค์ในการอ่าน แนะนำ คำศัพท์ใหม่ ๆ ทบทวนศัพท์เก่า ต่อจากนั้นครูจะกำหนดและแนะนำเรื่องที่อ่านแล้วให้ผู้เรียนทำกิจกรรม ต่าง ๆ ตามที่ครูจัดเตรียมไว้ให้ เช่น อ่านเรื่องในใจแล้วจับคู่อ่านออกเสียงให้เพื่อนฟังและช่วยกัน แก้จุดบกพร่องหรือครูอาจจะให้ผู้เรียนช่วยกันตอบคำถาม วิเคราะห์ตัวละคร วิเคราะห์ปัญหา หรือทำนาย ว่าเรื่องจะเป็นอย่างไร เป็นต้น ๔. หลังจากกิจกรรมการอ่าน ครูนำการอภิปรายเรื่องที่อ่าน โดยครูจะเน้นการฝึกทักษะต่าง ๆ ในการอ่าน เช่น การจับประเด็นปัญหา การทำนาย เป็นต้น ๕. ผู้เรียนรับการทดสอบการอ่าน เพื่อความเข้าใจผู้เรียนจะได้รับคะแนนเป็นทั้งรายบุคคล ๖. ผู้เรียนได้รับการสอนและฝึกทักษะการอ่านสัปดาห์ละ ๑ วัน เช่น ทักษะการจับใจความสำคัญ ทักษะการอ้างอิง ทักษะการใช้เหตุผล เป็นต้น ๗. ผู้เรียนจะได้รับชุดการเรียนการสอนเขียน ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อการเขียนได้ ตามความ สนใจ ผู้เรียนจะช่วยกันวางแผนเขียนเรื่อง และช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องและตีพิมพ์ผลงานออกมา ๘. ผู้เรียนจะได้รับการบ้านให้เลือกอ่านและหนังสือที่สนใจ และเขียนรายงานเรื่องที่อ่านเป็น รายบุคคล โดยให้ผู้ปกครองช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการอ่านของผู้เรียนที่บ้าน โดยมีแบบฟอร์มให้ พเยาว์ สิ่งวี (๒๕๕๑ : ๑๑๔) กล่าวถึงขั้นตอน กระบวนการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอน แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค CIRC ดังต่อไปนี้ ๑. ขั้นเตรียมการ ครูแนะนำการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค CIRC แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ และเกณฑ์รางวัล โดยครูแบ่งกลุ่มย่อยโดยมีสมาชิกความสามารถต่างกันกลุ่มละประมาณ ๔ - ๖ คน ซึ่งครูแจ้งจุดประสงค์การอ่านแต่ละครั้ง ๒. ขั้นสอน ครูแนะนำคำศัพท์ และเนื้อเรื่องใหม่นักเรียนอ่านเนื้อเรื่อง หลังจากนั้น ครูและนักเรียนอภิปรายซักถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง โดยขั้นตอนการอ่านมีดังนี้
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๖ ขั้นจำ เป็นขั้นเริ่มแรกของการอ่านที่สมองจะต้องจำเรื่องราวให้ได้ จำความหมายของคำ ให้คำจำกัดความของคำยาก จำชื่อตัวละครและเหตุการณ์สำคัญ การที่จะรู้ว่านักเรียนมีความจำ เรื่องที่อ่านได้มากหรือน้อยก็ใช้การตั้งคำถามเรื่องที่อ่าน หรือให้สะกดคำ บอกความหมายและบอกคำ จำกัดความ ขั้นเข้าใจ เป็นขั้นที่นักเรียนสามารถเล่าเรื่องที่อ่านด้วยคำพูดของตนเองได้เข้าใจความคิดถ้อยคำ ประโยค และข้อความที่ให้คติสอนใจ สรุปเรื่องเป็นมโนทัศน์โดยใช้คำพูดของตน ดังนั้น การที่ครูจะประเมิน ว่านักเรียนมีความเข้าใจมากหรือน้อย ควรตั้งเป็นคำถามด้วยการให้เล่าเรื่องสรุปและเรียงลำดับเหตุการณ์ ของเรื่อง ๓. ขั้นกิจกรรมกลุ่ม ครูให้นักเรียนในกลุ่มทํากิจกรรมและฝึกทักษะตามใบงาน โดยมี ครูคอยแนะนำ ๔. ขั้นตรวจสอบผลงาน ครูให้สมาชิกในกลุ่มตรวจสอบผลงาน ๕. ขั้นสรุปและประเมินผล ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปและประเมินผลจากเรื่องที่เรียนโดย ครูเป็นคนตรวจให้คะแนน ซึ่งครูนำคะแนนจากใบงานมาเฉลี่ยเป็นคะแนนกลุ่มโดยกลุ่มใดได้ คะแนน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปได้รับรางวัลดาวทอง กลุ่มใดได้คะแนน ๘๐-๘๙ เปอร์เซ็นต์ ได้รับรางวัล ดาวเงิน ส่วนกลุ่มใดไม่ถึงเกณฑ์จะให้กำลังใจแทน ดังนั้น ลำดับขั้นตอนการสอนจึงพอจะสรุปลักษณะขั้นตอนที่สำคัญได้ ๒ ประเด็น คือ การเตรียมการสอน (Preparation) และกิจกรรมการเรียนการสอน (Learning and teaching activities) การเตรียมการสอน สิ่งที่ผู้สอนต้องคำนึงถึงในขั้นเตรียมการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC มี ๔ ประการ คือ ๑. การเตรียมเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้สอนเป็นแบบโครงสร้างข้อเขียน (Story grammar) ที่จัดเป็นชุด ๆ ตามระดับความสามารถของผู้เขียน ดังเช่น ข้อเขียนที่ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอฟกินส์ เป็นผู้สร้างขึ้นเองหรือครูผู้สอนสามารถที่จะเลือกเนื้อหาที่ใช้สอนประเภทเดียวกัน เช่น เรื่องที่เป็นตอนเดียวจบ หรือมากกว่าหนึ่งตอน ซึ่งจะอธิบายถึงฉาก ตัวละคร สถานที่ เวลา ที่มีเหตุการณ์ ดำเนินเรื่องไปอธิบาย เป้าหมายของตัวละคร การกระทำและผลจากการกระทำเป็นอย่างไรบ้างและเรื่องจบลง แบบใด หรืออาจจะใช้เรื่องที่ไม่สมบูรณ์ แล้วให้นักเรียนคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ควรจะจบลงอย่างไรเป็นต้น ๒. การจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม (Assigning students to teams) ครูเป็นผู้จัดกลุ่มนักเรียน เข้าเป็นกลุ่มอ่าน (Reading groups) ก่อนกลุ่มละ ๒ คน ครูควรเป็นผู้จัดการแบ่งกลุ่มเองเพื่อขจัดปัญหา นักเรียนที่ชอบพอและสนิทสนมกันมารวมกลุ่มกันและครูจะต้องคอยกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญ ของการเรียนเป็นกลุ่มความร่วมมือกันของสมาชิกในกลุ่มทุกคน ไม่เฉพาะแต่คู่ของตนเองเท่านั้น ครูอาจจะจัดกลุ่ม ใหม่เมื่อเรียนครบ ๔ - ๖ สัปดาห์ ๓. การจัดทำใบคะแนนของทีม (Team score sheet) เป็นแบบบันทึกคะแนนรายบุคคล ของนักเรียน แต่ละทีมประกอบด้วยรายชื่อสมาชิกในทีมและตารางคะแนนทดสอบเมื่อเรียนจบ แต่ละบทเรียน เช่น ความเข้าใจในการอ่าน อ่านออกเสียงคำศัพท์ หาความหมายของคำ การสอบสะกดคำ และการเขียน เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เป็นต้น ครูจะอธิบายการได้มาซึ่งคะแนนแต่ละอย่าง ทีมที่ได้ถึง ๙๐ คะแนนขึ้นไป จะได้รับเกียรติบัตร “Super team” ทีมที่ได้คะแนน ๘๐ - ๙๐ จะได้รับ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๗ เกียรติบัตร "Great team” และทีมที่ได้คะแนน ๗๐ - ๗๙ จะได้รับเกียรติบัตร “Good team” ครูควร อธิบายเกณฑ์การให้คะแนนและให้นักเรียนเป็นผู้กรอกรายชื่อสมาชิกในทีมเอง ๔. การจัดทำแบบฟอร์มบันทึกการทำงานที่ได้รับมอบหมาย (Assignment record form) ในแบบฟอร์มจะมีชื่อนักเรียน วันที่เรียนและตารางกิจกรรมที่ทำหลังการอ่านและในระหว่างการอ่าน อัจฉรา สุขกระโทก (๒๕๔๓ : บทคัดย่อ ) และขจรศักดิ์ สุนลี (๒๕๔๕ : ๓๓ -๓๔) กล่าวถึงการสอน โดยใช้เทคนิค CIRC มีขั้นตอนดังนี้ ๑. นำเสนอบทเรียนต่อชั้นเรียน ประกอบด้วยแจ้งจุดประสงค์การเรียน ทบทวนเนื้อหา คำศัพท์เก่า แนะนำเนื้อหา คำศัพท์ใหม่ และเกณฑ์การทดสอบ ๒. ขั้นปฏิบัติกิจกรรม ประกอบด้วยครูเสนอเรื่องให้อ่านปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มในการอ่าน ปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลตรวจสอบจากเพื่อน ฝึกปฏิบัติเพิ่มเติม ประเมินผล ๓. ขั้นประเมินผล ประกอบด้วยการซักถาม สนทนา อ่านออกเสียง ทดสอบความเข้าใจ ของเนื้อเรื่องและในหนึ่งสัปดาห์จะนำคะแนนทุกกิจกรรมของนักเรียนทุกคนมารวมเป็นคะแนนของทีม สรุปได้ว่า จากการศึกษาการสอนแบบ CIRC ข้างต้น คณะผู้วิจัยสามารถสรุปวิธีสอนแบบ CIRC ได้เป็น ๔ ขั้นตอน คือ ๑) เตรียมความพร้อม ๒) การสอน ๓) จัดกิจกรรมกลุ่ม และ ๔) สรุปและประเมินผล ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑. เตรียมความพร้อม ประกอบด้วย แจ้งจุดประสงค์การเรียน การแบ่งกลุ่มนักเรียน โดยให้คละความสามารถ กำหนดสัดส่วน เก่ง ปานกลาง อ่อน ให้เป็น ๑ : ๒ แนะนำวิธีการเรียนรู้ แบบ CIRC อธิบายถึงวิธีการวัดผลและประเมินผล การคิดคะแนนกลุ่ม วิธีการทำงานกลุ่ม สร้างแรงจูงใจใน การเรียนรู้แบบร่วมมือกัน ๒. การสอน ประกอบด้วย ครูทบทวนความรู้เดิม นำเสนอ บทเรียนใหม่และสอนวิธีสอนอ่าน เพื่อความเข้าใจ นักเรียนอ่านบทอ่าน ครูฝึกทักษะในการอ่านเพื่อจับใจความจากเรื่อง ๓ จัดกิจกรรมกลุ่ม ดำเนินการสอนเป็นไปตามกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันด้วย เทคนิค (CIRC ประกอบด้วยขั้น C (Cacteristic) คือ การให้นักเรียนฝึกปฏิบัติโดยจับคู่กันอ่าน ผลัดกันอ่าน แก้ในการอ่านของเพื่อน เข้ากลุ่มช่วยกันสรุป ชั้น IR (Integrated Reading ) จะเป็นการบูรณาการการสอนอ่าน นักเรียนร่วมกันทบทวน ร่วมกันคิดพิจารณา จับใจความสำคัญ บอกรายละเอียดจากเรื่องเรียงลำดับ เหตุการณ์ ตีความ และขั้น C (Congoution) คือ การเขียนสรุป และแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน ๔. สรุปและประเมินผล ประกอบด้วย นักเรียนช่วยกันสรุปบทเรียน นักเรียนทำแบบทดสอบ โดยลำพัง ไม่มีการช่วยเหลือกัน ตรวจให้คะแนน บันทึกคะแนนของสมาชิกในแต่ละกลุ่มรวมคะแนน แต่ละกลุ่ม เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของกลุ่ม
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๘ องค์ประกอบในการการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC เป็นการเรียนที่ผู้เรียนจะได้ทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งจากการที่คณะผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ามามีนักวิชาการศึกษาหลายท่านได้ให้องค์ประกอบไว้ดังนี้ ไสว ฟักขาว (๒๕๔๔ : ๑๙๓) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ ๕ ประการ ได้แก่ ๑. ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก (Positive Interdependence) หมายถึง การที่สมาชิก ในกลุ่มทำงานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มีการทำงานร่วมกันโดยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมใน การทำงานนั้น มีการแบ่งปันวัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลต่าง ๆ ในการทำงาน ทุกคนมีบทบาท หน้าที่และประสบความสำเร็จ ร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สึกว่า สามารถประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบ ความสำเร็จด้วย สมาชิกทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ หรือรางวัลผลงานกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน เช่น ถ้าสมาชิก ทุกคนช่วยกันทำให้กลุ่มได้คะแนน ๙๐% แล้วสมาชิกแต่ละคนจะได้คะแนนพิเศษเพิ่มอีก ๕ คะแนน เป็นรางวัล เป็นต้น ๒. การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Face To Face Pronotive Interaction) เป็นการ ติดต่อสัมพันธ์กันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การอธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนในกลุ่มฟังเป็นลักษณะ สำคัญของการติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรงของการเรียนแบบร่วมมือ ดังนั้น จึงควรมีการแลกเปลี่ยนให้ข้อมูล ย้อนกลับเปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ เพื่อเลือกในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ๓. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability) ความรับผิดชอบของ สมาชิกแต่ละบุคคลเป็นความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละบุคคลโดยมีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่ง กันและกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายกลุ่มโดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจและพร้อม ที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล ๔. การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interpersonal and Small Group Skills) ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะ เหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบผลสำเร็จ นักเรียนควรได้รับ การฝึกทักษะในการสื่อสาร การเป็นผู้นำ การไว้วางใจผู้อื่น การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ครูควรจัดสถานการณ์ที่จะส่งเสริมให้นักเรียนเพื่อให้นักเรียนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ จอห์น-สัน และจอห์นสัน ได้เพิ่มองค์ประกอบการเรียนรู้แบบร่วมมือขึ้น อีก ๑ องค์ประกอบ ได้แก่ ๕. กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วย ให้การดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ สมาชิกทุกคนต้องทำความเข้าใจ ในเป้าหมายการ ทำงานวางแผนปฏิบัติงานร่วมกันดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน ทิศนา แขมมณี (๒๕๕๐ : ๙๘) กล่าวว่า การเรียนรู้จะเป็นแบบร่วมมือได้ต้องมีองค์ประกอบ ที่สำคัญ ๕ ประการ ดังนี้
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๐๙ ๑. การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน คือ แต่ละคนในกลุ่มต้องรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ของตน และในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วย เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ๒. การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด การที่สมาชิกในกลุ่มมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันในทางที่จะช่วยให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย ๓. ความรับผิดชอบ ที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน กลุ่มจำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบ งานทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่าง ๔. การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อยการเรียนรู้ แบบร่วมมือจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยทักษะที่สำคัญ ๆ หลายประการ ซึ่งครูควรสอนและฝึกให้แก่ ผู้เรียนเพื่อช่วยให้ดำเนินงานไปได้ ๕. การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม การเรียนรู้แบบร่วมมือจะต้องมีการวิเคราะห์กระบวนการ ทำงานของกลุ่ม เพื่อช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ภาวนา ดาวเรือง (๒๕๕๐ : ๗๘) กล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญของเทคนิค CIRC ประกอบด้วย องค์ประกอบ ๓ ประการ ๑. กิจกรรมพื้นฐานด้านการอ่านและการเขียน (Basal Related Activities) ๒. การดำเนินการสอนของครู (Direct Instruction) ๓. การบูรณาการ การอ่านและการเขียน (Integrated Reading and Composition) โดยที่นักเรียนจะร่วมมือกันเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านและการเขียน ต่อจากการสอนโดยตรง จากครูทุกครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะเริ่มด้วยการสอนอ่านก่อน ประกอบด้วยสมรรถภาพการอ่านหลาย ๆ ด้าน เช่น การอ่านเพื่อความเข้าใจ การอ่านเพื่อสรุป การอ่านเพื่อจับใจความ และการอ่านเพื่อสื่อสาร หรือหาประเด็นสำคัญของเรื่องในการนำเทคนิค CIRC ไปใช้นั้นต้องเริ่มด้วยการสอนของครูทุกครั้ง โดยครู ต้องสอน อธิบาย ยกตัวอย่างการอ่านประเภทต่าง ๆ และรูปแบบการเขียนโดยทั่ว ๆ ไปให้นักเรียนรู้และ เข้าใจและฝึกปฏิบัติทุกขั้นตอนในการเรียนรู้แบบร่วมมือ สมาชิกกลุ่มจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือ ปรับแก้ไขให้แก่กันจนกว่าจะแน่ใจว่างานนั้นสมบูรณ์ที่สุด จากองค์ประกอบสำคัญในการการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ดังกล่าวข้างต้นสรุปได้๕ ประการ ด้วยกัน คือ ๑. มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยสมาชิกแต่ละคนมีเป้าหมายในการทำงานกลุ่มร่วมกัน ซึ่งจะต้องพึงพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของการทำงานกลุ่ม ๒. มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้สมาชิกได้ร่วมกันทำงานกลุ่มกันอย่าง ใกล้ชิด โดยการเสนอและแสดงความคิดเห็นกันของสมาชิกภายในกลุ่ม ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน ๓. มีความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน หมายความว่า สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละคนจะต้อง มีความรับผิดในการทำงาน โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจและพร้อมที่จะได้รับการทดสอบ เป็นรายบุคคล
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๐ ๔. มีการใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มย่อย ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานกลุ่ม ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้นักเรียนจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๕. มีการใช้กระบวนการกลุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วยให้ การดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในการวางแผนปฏิบัติงานและเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน โดยจะต้องดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน ๒. แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นความสามารถของมนุษย์และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ จึงถือว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การอ่านจึงมีนักวิชาการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ หลากหลายความหมายด้วยกัน ดังนี้ กินาริน ตันเสียงสม (๒๕๔๘ : ๒๙) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การรับรู้ความหมายและสร้าง ความเข้าใจจากอักษรหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่จะทำให้ผู้อ่านมีความรู้ ความเข้าใจที่ดีขึ้น รับรู้กระบวนการ ต่าง ๆ ในอันที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาในสายตาผู้อ่านขึ้น ทำให้เป็นคนทันสมัยทันโลกทันเหตุการณ์รู้เท่า ทันคนในสังคม อันจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เยาวรัตน์ ทองมี (๒๕๕๕ : ๒๓) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการที่ผู้อ่านแปลความหมาย จากตัวอักษรโดยผ่านทางความคิดในสมองแล้วเกิดความเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านโดยอาศัย ประสบการณ์เดิมมาใช้ในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่านและองค์ประกอบหลายอย่างอันจะทำให้แปล ความหมายนั้นถูกต้อง นงเยาว์ ทองกำเนิด (๒๕๕๘ : ๒๑) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการทางสมองในการสื่อ ความหมายระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านโดยที่ผู้อ่านต้องมีความเข้าใจในการแปลความหมาย ให้ได้ใจความ ที่สมบูรณ์สามารถสรุปและบอกความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความและ เรื่องราว เพื่อนำข้อมูลไป ใช้ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้ วรรณี โสมประยูร (๒๕๕๓ : ๑๒๘, อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด ๒๕๕๘ : ๒๑) กล่าวว่า การอ่านหมายถึง กระบวนการทางสมอง ที่ต้องใช้สายตาสัมผัส ตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจ ความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ โดยออกมาเป็นความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับ ผู้อ่าน ให้เข้าใจตรงกันและผู้อ่านสามารถนำ เอาความหมายนั้น ๆ ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จากความข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่าน หมายถึง การรับรู้ความหมายของสารจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์ ในสิ่งพิมพ์ จากลายลักษณ์อักษร ซึ่งจะเป็นการอ่านออกเสียงหรืออ่านในใจก็ได้ โดยผู้อ่านรับรู้ว่าผู้เขียน ส่งสารอะไรมาให้ผู้อ่าน ทั้งในด้าน ความรู้ ความคิด ความหมาย ความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นโดยลำดับขั้น ของการอ่านจะเริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจถ้อยคำแต่ละคำ ประโยค กลุ่มคำ ข้อความและเรื่องราวที่เรียง รายกันอยู่อย่างต่อเนื่อง
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๑ ความสำคัญของการอ่าน ปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร การอ่านจึงมีความสำคัญมากในชีวิตประจำวันของทุกคนข้อมูล หรือความรู้ในแทบทุกด้านได้รับการเผยแพร่ในรูปของสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มากมาย นักการศึกษาหลายท่านจึงได้ เสนอความสำคัญของการอ่านไว้ดังต่อไปนี้ เยาวรัตน์ ทองมี (๒๕๕๕ : ๒๓) กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านไว้ดังนี้ ๑. การอ่านหนังสือทำให้ได้เนื้อหาสาระความรู้มากกว่าการศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การฟัง ๒. ผู้อ่านสามารถฝึกการคิดและสร้างจินตนาการได้เองขณะอ่าน ๓. การอ่านส่งเสริมให้มีสมองดี มีสมาธินานกว่าสื่ออย่างอื่น ๔. ผู้อ่านเป็นผู้กำหนดการอ่านได้ด้วยตัวเอง ๕. ผู้อ่านเกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเองขณะที่อ่าน ๖. ผู้รักการอ่านจะรู้สึกว่ามีความสุข เมื่อได้สัมผัสหนังสือแม้ว่าปัจจุบันจะมีหนังสือในรูปของการ เก็บข้อมูลที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ก็ตาม จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสำราญ (๒๕๔๗ : ๙๑ ; อ้างอิงมาจาก นงเยาว์ ทองกำเนิด ๒๕๕๘ : ๒๒) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านดังต่อไปนี้ ๑. การอ่านทำให้ผู้อ่านได้รับสาระความรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่ทันต่อความคิด ความก้าวหน้าของโลกได้เช่นเดียวกับการรับสารจากสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ๒. หนังสือเป็นสื่อที่ดีที่สุด ใช้ง่ายที่สุดและมีราคาถูกที่สุดที่บุคคลทั่วไปใช้เพื่อศึกษาหาความรู้ และความเพลิดเพลิน ๓. การอ่านหนังสือเป็นการฝึกให้สมองได้คิด และเกิดสมาธิด้วย ฉะนั้นหากมีการฝึกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ทักษะด้านนี้พัฒนาและเกิดผลสัมฤทธิ์สูง ๔. ผู้อ่านหนังสือสามารถสร้างความคิดและจินตนาการได้เองขณะที่สื่ออย่างอื่น เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ฯ ล ฯ จะจำกัดความคิดของผู้อ่านมากกว่า ฉะนั้น การอ่านหนังสือจึงทำให้ผู้อ่านมีอิสระ ทางความคิดได้ดีกว่าการใช้สื่อชนิดอื่น มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (๒๕๔๘ : ๑๙) กล่าวว่าการอ่านช่วยให้คนเราได้คำตอบจากปัญหา ที่ต้องการแก้ หรือปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงทำให้แก้ปัญหาต่าง ๆ รอบ ด้านได้ด้วยตนเอง การอ่านช่วยเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของผู้อ่าน จากความสำคัญของการอ่านดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่าน มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อชีวิต ของคนเป็นอย่างมากเพราะเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารและการประกอบอาชีพทำให้ได้รับความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้รับความเพลิดเพลิน รับรู้ข่าวสารทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วมีความรอบรู้ ฉลาด และเป็นผู้ที่ประสบผลสำเร็จในชีวิตได้
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๒ ความหมายของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความเป็นทักษะที่มีความสำคัญในการเรียน เพราะเป็นทักษะพื้นฐานในการ แสวงหาความรู้ได้ มีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงความหมายของการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ จิราภรณ์ แก้วอรสาร (๒๕๖๑ : ๓๑) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การทำความเข้าใจ กับเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็น เรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง แปลความหมายของเรื่องที่อ่านเข้าใจ จุดมุ่งหมายของเรื่อง ตลอดจนเข้าใจในเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน ซึ่งรวมถึงแนวคิด ข้อมูล ทัศนคติ ในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนำมาเป็นความเข้าใจของผู้อ่าน สามารถนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ กินาริน ตันเสียงสม (๒๕๔๘ : ๓๒) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็นของเรื่อง แปลความหมายของเรื่องที่อ่านและเข้าใจจุดหมายของเรื่องที่อ่านได้ มูนาดา หมัดอะด้ำ (๒๕๔๗ : ๔๘) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านที่มีจุดประสงค์ เพื่อค้นหาสาระของเรื่องหรือหนังสือที่อ่าน ให้ได้ใจความสำคัญของเรื่องถูกต้องและชัดเจน เยาวรัตน์ ทองมี (๒๕๕๕ : ๒๙) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านให้เข้าใจใน เนื้อหาของบทอ่าน โดยสามารถสรุปใจความสำคัญลำดับเหตุการณ์ของเรื่องตอบคำถามจากเรื่อง ตั้งชื่อเรื่อง แยกแยะได้ว่าใจความข้อใดเป็นใจความสำคัญ ใจความใดเป็นใจความรอง นอกจากนี้ผู้อ่านควรจับ จุดประสงค์ทัศนคติขอผู้แต่งได้ด้วย จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การทำความเข้าใจ เนื้อเรื่องที่อ่าน แล้วสามารถเข้าใจเรื่องราว แปลความ จับใจความสำคัญของเรื่องได้ว่า เรื่องอะไร ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรแล้วสามารถสรุปใจความสำคัญได้ ความสำคัญของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความ มีความสำคัญต่อผู้อ่านมาก เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเรียนที่ใช้ใน การแสวงหาความรู้ มีผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านหลายคน ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่าน จับใจความสำคัญ ดังนี้ กินาริน ตันเสียงสม (๒๕๔๘ : ๓๒) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์ หรือวิเคราะห์งานเขียนเป็นส่วน ๆ ได้อย่างถี่ถ้วนรวมทั้งยังทำ ให้ผู้อ่านสนใจศึกษาเรื่องนั้นเป็นพิเศษ ถ้าผู้อ่านมีความสนใจเรื่องทำนองนั้นมาก่อน จิราภรณ์ แก้วอรสาร (๒๕๖๑ : ๓๒) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ มีความสำคัญต่อผู้อ่านเป็น อย่างมาก เพราะเป็นหัวใจสำคัญถือเป็นเครื่องมือของนักเรียนและบุคคลทั่วไปในการแสวงหาความรู้ ถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับใจความสำคัญได้ก็จะไม่สามารถจับประเด็นหลักของเรื่องนั้น ๆ ได้ วาสนา หาคขุนทด (๒๕๕๒ : ๒๓) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ เป็นหัวใจสำคัญในการอ่าน หนังสือ เพราะเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจ เรื่องที่อ่าน มีเจตคติที่ดีต่อการอ่าน รักการอ่าน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๓ จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และ บาหยัน อิ่มสำราญ (๒๕๔๗ : ๗๘) กล่าวว่า การอ่านจับใจควา ม มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะในยุคของข้อมูลข่าวสาร การอ่านจะทำให้ รับทราบข่าวสารข้อมูล ความรู้และความเคลื่อนไหว ตลอดจนความคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้คนในสังคมการอ่าน จับใจความสำคัญสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ปรีชา วันแว่น (๒๕๕๑ : ๒๒) กล่าวว่า การอ่านจับใจความ มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของ มนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของข้อมูลข่าวสาร เพราะการอ่านและการฟังจะทำให้ผู้คนได้รับ ข่าวสารข้อมูล ความรู้และได้รับทราบความเคลื่อนไหวตลอดจนความคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้คนในสังคม สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความมีความสำคัญต่อผู้อ่านอย่างมากเพราะเป็นเครื่องมือสำคัญ ของนักเรียนและบุคคลทั่วไปในการแสวงหาความรู้ถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับใจความสำคัญได้จะไม่สามารถ จับประเด็นหลักของเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างไรก็ตามครูผู้สอนย่อมมีบทบาทในการฝึกทักษะการอ่านและเป็น ผู้นำในการใช้ทักษะการอ่านด้านจับใจความ ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนการสอนของผู้เรียน จุดประสงค์ของการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความถือเป็นการอ่านประเภทหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้สามารถจับใจความสำคัญ ในแต่ละย่อหน้า หรือหลาย ๆ ย่อหน้าให้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งก่อนที่ผู้อ่านจะเริ่มอ่าน เพื่อจับใจความสำคัญ ควรทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายตามประเภทของการอ่านจับใจความ เพื่อพิจารณา ตัดสินว่าการอ่านของตนนั้นอยู่ในประเภทใด ทั้งนี้เพื่อการเลือกวิธีอ่านที่เหมาะสมต่อไปตามที่นักวิชาการ ศึกษาได้ให้แนวคิดไว้ดังนี้ คุษฎี ลีห์ละเมียร (๒๕๒๑ : ๖๗ - ๗๑) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการอ่านจับใจความ สรุปไว้ ดังนี้ ๑. อ่านเพื่อทราบข่าวสารและข้อเท็จจริง เป็นการอ่านอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องการจากการอ่าน คือ คำตอบสั้น ๆ ๒. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน มุ่งเน้นเพื่อความสนุกสนานได้รับการผ่อนคลายอารมณ์จากการอ่าน ๓. อ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจสามารถวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องที่อ่านได้อย่างคร่าว ๆ ๔. อ่านเพื่อจับใจความสำคัญ โดยอ่านละเอียดทุกตัวอักษรและสรุปใจความสำคัญในหลายแง่ เช่น เก็บเนื้อเรื่องสำคัญ เก็บความรู้หรือข้อมูลที่สำคัญ แนวความคิดของผู้เขียนและเก็บจุดมุ่งหมายสำคัญ ของเรื่อง ๕. อ่านเพื่อจับใจความสำคัญส่วนรวม เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาส่วนรวมของเรื่องอันจะทำให้มองเห็น ความสัมพันธ์ของรายละเอียดต่าง ๆ ๖. อ่านเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการใคร่ครวญหาเหตุผลและตรวจสอบความรู้สึกนึกคิด หลังการอ่านจบหรือคิดไปพร้อม ๆ กัน ๗. อ่านเพื่อเข้าถึงรส เพื่อให้เข้าใจและซาบซึ้งในรสของงานเขียนประเภทต่าง ๆ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๔ ศิริพร ลิมตระการ (๒๕๔ : ๙๙-๑๐๐) กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วการอ่านจับใจความ แบ่งได้เป็น ๖ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ ผู้อ่านจับใจความมุ่งอ่านรายละเอียดของเนื้อเรื่อง โดยไม่คำนึงถึงอัตราเร็ว ในการอ่าน เป็นการอ่านอย่างละเอียดเพื่อจะได้ไม่พลาดเนื้อหาที่สำคัญ ซึ่งผู้อ่านมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำ รายละเอียดของเรื่องไปใช้ประโยชน์หรืออ่านเพื่อความบันเทิง ประเภทที่ ๒ ผู้อ่านจับใจความมุ่งอ่านเรื่อง เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับตนเองเป็นการอ่านที่ผู้อ่าน เคยมีความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อนแล้วแต่ลืมรายละเอียดจึงต้องอ่านอีกครั้ง ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องอ่านละเอียด ทุกตอน แต่จะอ่านจับใจความอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้ระลึกได้ เป็นการทบทวนเนื้อเรื่องเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ประเภทที่ ๓ ผู้อ่านจับใจความมุ่งทำความคุ้นเคยกับคำศัพท์ใหม่ ๆ โดยใช้เนื้อหาของเรื่อง เป็นสื่อ การอ่านจึงมักใช้การสำรวจและตรวจสอบ ซึ่งการอ่านลักษณะนี้ผู้อ่านมักนำไปใช้ประโยชน์ในการ อ่านจับใจความเรื่องที่เป็นวิชาการในระดับสูง ประเภทที่ ๔ ผู้อ่านจับใจความมุ่งอ่าน เพื่อพัฒนาความคิดให้กว้างไกลเป็นการอ่านที่ผู้อ่านต้อง อ่านอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาข้อมูลให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด เช่น การอ่านโดยใช้วิธีคาดคะเน ตามแนวทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งลักษณะการคิดเช่นนี้จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถรวบรวมข้อมูลโดยใช้ วิธีอ่านจับใจความแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าต่อไป ประเภทที่ ๕ ผู้อ่านจับใจความมุ่งเน้นอัตราเร็วในการอ่าน เป็นการอ่านที่ผู้อ่านต้องการ จับใจความสำคัญของเรื่องในเวลาที่จำกัดและต้องอ่านให้ได้เนื้อเรื่องมากที่สุด ประเภทที่ ๖ ผู้อ่านจับใจความมุ่งอ่าน เพื่อศึกษาเนื้อหาของเรื่องที่ตนไม่เคยมีพื้นความรู้มาก่อน เป็นการอ่านที่ผู้อ่านมักใช้วิธีอ่านจับใจความในลักษณะสำรวจและตรวจสอบ คือ ในขั้นสำรวจจะใช้วิธี กวาดสายตาดูเนื้อหาอย่างคร่าว ๆ และชั้นตรวจสอบด้วยการอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จากจุดประสงค์ของการอ่านจับใจความดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความจะบรรลุ จุดประสงค์การอ่านว่าอ่านเพื่ออะไรหรือจะอ่านอย่างไรและที่สำคัญต้องพยายามจับใจความสำคัญของเรื่อง ให้ได้ ดังนั้น การฝึกอ่านจับใจความอยู่เสมอจะช่วยให้อ่านได้รวดเร็วขึ้นและจะเป็นประโยชน์ต่อตัวของ ผู้อ่านด้วย วิธีการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความควรมีวิธีอ่านเพื่อให้ได้ใจความที่สำคัญและสามารถสรุปได้ ซึ่งมีนักการศึกษา หลายท่านได้กล่าวถึงวิธีการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (๒๕๔๕ : ๙๕) ได้ให้ขั้นตอนการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ ๑. ขั้นจำ เป็นขั้นเริ่มแรกของการอ่านที่สมองจะต้องจำเรื่องราวให้ได้คำ ความหมายของคำ ให้คำจำกัดความของคำยาก จำชื่อตัวละครและเหตุการณ์สำคัญ การที่ครูจะรู้ว่านักเรียนมีความจำเรื่องที่ อ่านได้มากหรือน้อยก็ใช้วิธีการตั้งคำถามเรื่องที่อ่านหรืออาจให้สะกดคำ บอกความหมายและบอกคำจำกัดความ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๕ ๒. ขั้นเข้าใจ เป็นขั้นที่นักเรียนสามารถเล่าเรื่องที่อ่านด้วยคำพูดของตนได้ เข้าใจ ความคิด ถ้อยคำ ประโยคและข้อความที่คติสอนใจ สรุปเรื่องเป็นมโนทัศน์ใช้คำพูดของตน ดังนั้น การที่ครูจะประเมิน ว่านักเรียนมีความเข้าใจมากหรือน้อย ควรตั้งเป็นคำถามด้วยการให้เล่าเรื่อง สรุปเรื่อง และเรียงลำดับ เหตุการณ์ของเรื่อง ๓. ขั้นนำไปใช้ เป็นขั้นที่นักเรียนควรมีการฝึกนำถ้อยคำ ประโยคและเหตุการณ์ที่ได้จากการอ่าน ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่หรือนำไปใช้แก้ปัญหาวิชาอื่น ๆ ดังนั้น คำถามที่ใช้ จึงมักจะกำหนดเป็นสถานการณ์ให้นักเรียนพิจารณาในการนำความรู้มาใช้ประโยชน์ ๔. ขั้นวิเคราะห์ เป็นขั้นที่ให้นักเรียนแยกองค์ประกอบย่อยของแนวคิดที่ได้จากการอ่านการรู้จัก แยกความหมายของคำที่มีความหมายหลายอย่างสามารถบอกได้ว่าองค์ประกอบใดมีความสัมพันธ์กัน หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย ๕. ขั้นสังเคราะห์ เป็นขั้นที่ให้นักเรียนรู้จักสรุปแนวคิดที่ได้จากการอ่านการรู้จักแยกความหมายของคำที่มี ความหมายหลายอย่าง สามารถบอกได้ว่าองค์ประกอบใดมีความสัมพันธ์กันหรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย ๖. ชั้นประเมินคำ เป็นขั้นสูงสุดของการคิดที่ให้นักเรียนรู้จักตัดสินเรื่องที่อ่าน ว่าอะไร คือส่วนที่เป็นจริง และอะไรคือส่วนที่เป็นเท็จ พิจารณาและค้นหาคุณคำที่ปรากฏในเรื่อง ๔ ได้แก่ ความรัก ความกตัญญู ความซาบซึ้งและยังรวมไปถึงความเป็นเหตุเป็นผลด้วย เอกรินทร์ สี่มหาศาล (๒๕๔๖ : ๖) ได้กล่าวถึงวิธีการอ่านจับใจความไว้ดังนี้ ๑. อ่านผ่าน ๆ โดยตลอด เพื่อให้รู้เรื่องราวที่อ่านเกี่ยวกับอะไร มีใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ๒. อ่านให้ละเอียดอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ๓. เขียนเรียบเรียงใจความสำคัญของเรื่องด้วยสำนวนภาษาของตนเอง ๔. อ่านทบทวนเพื่อความถูกต้องอีกครั้งหนึ่งใน ปิยวรรณ ทองอนันติวงศ์ (๒๕๔๘ : ๘๙) ได้กล่าวถึง วิธีการอ่านจับใจความว่า ควรมีการจัด กิจกรรมที่หลากหลาย ใช้ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนควบคู่กันไปพร้อมกับการพูดถึงแบบ ฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกที่ต้องคิดแล้วเขียนออกมาแทนคำพูดของตัวผู้เรียนเอง ซึ่งการจัดกิจกรรมลักษณะ เช่นนี้ยังถือเป็นการสอนอ่านเพื่อการสื่อสารที่ดีมากอีกวิธีหนึ่งและได้สรุปขั้นตอนการสอนอ่านจับใจความ ไว้ ๗ ขั้นตอนดังนี้ ๑. การถามนำก่อนการอ่าน ๒. การทำความเข้าใจคำศัพท์ ๓. การอ่านเนื้อเรื่อง ๔. การทำความเข้าใจเรื่อง ๕. การถ่ายโอนข้อมูลในรูปแบบอื่น ๖. การทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค ๗. การประเมินผลและแก้ไข
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๖ พเยาว์ สิ่งรี (๒๕๕๑ : ๕๗) กล่าวว่า ขั้นตอนวิธีการอ่านจับใจความสามารถทำได้โดยเริ่มจากอ่าน ชื่อเรื่อง เนื้อเรื่อง จากนั้นอ่านอย่างคร่าว ๆ ก่อน จากนั้นถึงอ่านอย่างละเอียดโดยพิจารณาที่ละย่อหน้า เพื่อหาใจความสำคัญที่จะย่อหน้า และสามารถสรุปความสำคัญได้ ทักษะการอ่านจับใจความ เป็นทักษะ หนึ่งที่ครูควรฝึกฝนให้แก่ผู้เรียน โดยเริ่มจากขั้นจำ เข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า สรุปได้ว่า วิธีการอ่านจับใจความนั้น เป็นการอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้าใจนั้นต้องเริ่มตั้งแต่ระดับ ประโยค ย่อหน้าและเนื้อเรื่องทั้งหมดตามลำดับ การที่จะเข้าใจเรื่องราวทุกระดับนี้อยู่ที่ความสามารถในการ จับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ สามารถสรุปความสำคัญได้และยังเป็นทักษะหนึ่งที่ครูควรฝึกฝน ให้แก่ผู้เรียน โดยเริ่มจากขั้นจำ เข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า ขั้นตอนการอ่านจับใจความ เป็นการอธิบายวิธีการอ่านจับใจความตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้สามารถอ่านจับใจความได้อย่าง ถูกต้อง ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึง ขั้นตอนการอ่านจับใจความ ไว้ดังนี้ ประพนธ์ เรืองรณรงค์ (๒๕๔๕ : ๗-๑๓) กล่าวว่า การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ มีขั้นตอนดังนี้ ๑. อธิบายคำบางคำที่มีความหมายพิเศษหรือคำที่ควรทราบก่อน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเข้าใจ ความหมายในขณะที่อ่านจับใจความ ๒. ให้นักเรียนรู้จุดมุ่งหมายในการอ่าน หรืออาจมีการตั้งคำถาม เพื่อค้นหาคำตอบจะช่วยให้ นักเรียนอ่านจับใจความได้ดีขึ้น ๓. มีการสนทนาเกี่ยวกับเค้าโครงเรื่องที่จะอ่านหรือสนทนาเกี่ยวกับภาพหรือประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่จะให้อ่าน ๔. กำหนดเนื้อหา และเวลาที่ให้อ่านได้อย่างเหมาะสมกับระดับและความสามารถ ๕. ควรมีกิจกรรมต่อเนื่องหลังจากการอ่าน เช่น ให้ตอบคำถามหรือให้เขียนสรุปเรื่องราว เพื่อทดสอบความเข้าใจหรืออาจให้อ่านออกเสียงในเนื้อหานั้น กรมวิชาการ (๒๕๔๖ : ๑๘๙-๑๙๐) ได้เสนอถึงขั้นตอนการอ่านจับใจความไว้ว่า ๑. อ่านผ่าน ๆ โดยตลอดเพื่อให้รู้ว่าเรื่องที่อ่านว่าด้วยเรื่องอะไรจุดใดเป็นจุดสำคัญของเรื่อง ๒. อ่านให้ละเอียดเพื่อทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่อง เพราะจะทำให้ ความเข้าใจไม่ติดต่อกัน ๓. อ่านตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง ๔. เรียบเรียงใจความสำคัญของเรื่องด้วยตนเอง เสริมศรี หอทิมาวรกุล (๒๕๒๖ : ๓๙๑) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการอ่าน จับใจความสำคัญ ไว้ ๕ ขั้นตอน คือ ๑. อ่านเรื่องราวผ่าน ๆ โดยตลอด เพื่อให้รู้ว่าเรื่องนั้นว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง จุดใด ตอนใด เป็นจุดสำคัญของเรื่อง
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๗ ๒. อ่านให้ละเอียด ทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่อง เพราะจะทําให้ ความเข้าใจไม่ต่อเนื่องกัน ๓. อ่านตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจในข้อความบางตอนให้แน่นอนและถูกต้อง ๔. ตอบคำถามสั้น ๆ อะไร ที่ไหน เมื่อไร หรือทำโน๊ตย่อ เพื่อทดสอบความเข้าใจของตนเอง ๕. เรียบเรียงใจความสำคัญของเรื่องด้วยตนเอง จากขั้นตอนข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความมีขั้นตอนในการฝึกอ่านที่สำคัญ คือ การอ่าน อย่างคร่าว ๆ โดยตลอดเรื่องอย่างรวดเร็ว ๑ ครั้ง เพื่อให้ได้สาระโดยรวมของเรื่องจากนั้นจึงอ่านสาระสำคัญ โดยละเอียดเพื่อจับใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า ตอบคำถามสั้น ๆ เช่น ใครทำอะไร ที่ไหน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตนเองแล้วจึงนำมาเรียบเรียงใจความสำคัญของเรื่องด้วยตนเอง หลักการอ่านจับใจความ เป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการอ่านจับใจความซึ่งมีนักการศึกษาหลาย ท่านกล่าวถึง หลักการอ่านจับใจความ ไว้ดังนี้ ทัศนีย์ ศุภเมธี (๒๕๔๒ : ๘๘) กล่าวถึง หลักการสอนอ่านจับใจความไว้ดังนี้ ๑. อธิบายคำบางคำที่มีความหมายพิเศษ หรือคำที่ควรทราบความหมายก่อนเพื่อให้ไม่ให้เกิด ปัญหาในการเข้าใจความหมายในขณะที่จับใจความ ๒. ให้ผู้เรียนรู้จุดมุ่งหมายในการอ่านหรืออาจมีการตั้งคำถามเพื่อให้ค้นคว้าหาคำตอบจะช่วยให้ ผู้เรียนอ่านจับใจความได้ดียิ่งขึ้น ๓. มีการสนทนาเกี่ยวกับเค้าโครงเรื่องที่จะอ่านก่อน หรือสนทนาเกี่ยวกับภาพหรือประสบการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง ๔. กำหนดเนื้อหาและเรื่องที่อ่านได้เหมาะสมกับระดับวัยและความสามารถ ๕. ควรจัดให้มีกิจกรรมต่อเนื่องหลังการอ่าน เช่น การให้ตอบคำถาม การสรุป เรื่องราว เพื่อทดสอบความเข้าใจหรือกิจกรรมการอ่านออกเสียงในเนื้อหานั้นอีก บันลือ พฤกษะวัน (๒๕๔๓ : ๒๘-๑๒๙) ได้เสนอแนะหลักการสอนอ่านจับใจความไว้ดังนี้ ๑. อ่านแบบคร่าว ๆ เพื่อสำรวจหาสิ่งที่สนใจหรือสิ่งที่ต้องการอ่านเรื่องราวหรือบทความอย่าง รวดเร็ว อ่านแล้วพิจารณาตรวจสอบเรื่องราว ๒. อ่านเพื่อเก็บใจความสำคัญ เป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การย่อความ ๓. ตั้งคำถามให้สอดคล้องกับประเด็นสำคัญของเรื่อง ๔. ตอบคำถามให้ตรงประเด็นให้ผู้เรียนขีดเส้นได้ที่ประโยคบอกใจความนั้น ๆ ๕. เรียบเรียงประโยคบอกใจความตามลำดับ สมบัติ ศิริจินดา (๒๕๔๙ : ๓๘) กล่าวถึงหลักการอ่านจับใจความสำคัญว่า ผู้อ่านต้องสามารถจับ ประเด็นสำคัญของเรื่องได้ครบถ้วนตามที่ผู้เขียนต้องการ โดยทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระส่วนรวมของงาน
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๘ เขียน แล้วตั้งคำถามว่างานเขียนนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เกี่ยวกับใคร ทำอะไร เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร อย่างไร การอ่านจับใจความสำคัญมี ๒ ลักษณะคือ ๑. จับใจความสำคัญโดยสรุป คือ การจับเฉพาะประเด็นสำคัญของเรื่องให้ทราบชื่อที่อ่าน เป็นเรื่องอะไร เกี่ยวกับใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ๒. จับใจความสำคัญอย่างละเอียด คือ การทำความเข้าใจรายละเอียดอื่น ๆ ที่อธิบายขยายความ หรือเพิ่มเติมใจความสำคัญให้เด่นชัดยิ่งขึ้นโดยเป็นการพิจารณาเรื่องของคำ สำนวน โวหาร น้ำเสียง อารมณ์ เจตนาของผู้เขียนที่แฝงอยู่ในงานเขียนนั้นตลอดจนตัวอย่างต่าง ๆ เป็นต้น ประโยชน์ของการอ่านจับใจความ การอ่านที่มีประสิทธิภาพ คือ การอ่านที่ผู้อ่านสามารถจับใจความสำคัญของเรื่อง สาระของเรื่อง ที่อ่านได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วรวมทั้งเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึง ประโยชน์ ของการอ่านจับใจความ ไว้ดังนี้ เถกิง พันธุ์เถกิงอมร (๒๕๒๘ : ๑๕) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านจับใจความไว้ว่า ๑. สามารถตัดสินใจได้ว่า หนังสือนั้นมีคุณค่าหรือสาระที่จะอ่านอย่างละเอียดหรือไม่ ๒. สามารถรู้ได้ว่าผู้อ่านนั้น มีความรู้และประสบการณ์ที่จะอ่านโดยตลอดเล่มหรือไม่ ๓. เป็นแนวทางให้ผู้อ่านสามารถไปค้นคว้าหาหนังสือที่ปรากฏในบรรณานุกรม อ่าน ประกอบ หนังสือนั้นได้ ๔. เป็นการประหยัดเวลาแก่ผู้อ่านที่มีเวลาจำกัด เช่น ในห้องสมุดหรือร้านขายหนังสือ เพื่อช่วย ในการตัดสินใจได้ว่าควรยืมหรือซื้อหนังสือเล่มนั้นหรือไม่ มูนาดา หมัดอะด้ำ (๒๕๕๗ : ๖๒) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านจับใจความไว้ว่า ๑. ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคำ อ่านจับประเด็นสำคัญ แยกข้อเท็จจริงข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความมีความเข้าใจสรุปความได้ ๒. ทำให้ผู้อ่านนำความรู้ที่ได้จากการอ่านจับใจความไปใช้แก้ปัญหา การตัดสินใจ คาดการณ์ และใช้การอ่านจับใจความเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการอ่าน การเขียน นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รู้จักแสวงหาความรู้และความบันเทิงด้วยตนเองได้และมีนิสัยรักการอ่าน กล่าวโดยสรุป ประโยชน์ของการอ่านจับใจความนั้น ผู้อ่านสามารถเข้าใจ ความหมายของคำ จับประเด็น วิเคราะห์เนื้อหา และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๑๙ การวัดและประเมินผลการอ่านจับใจความ กระบวนการในการตัดสินใจ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านจับใจความ ซึ่งมีนักการศึกษา หลายท่านกล่าวถึง การวัดและประเมินผลการอ่านจับใจความ ไว้ดังนี้ บันลือ พฤกษะวัน (๒๕๔๕ : ๙-๑๐) กล่าวถึงการตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน มีดังนี้ ๑. ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง ๑.๑ ตอบคำถามจากข้อเท็จจริงของท้องเรื่อง ๑.๒ ตอบคำถาม โดยการวิเคราะห์หาเหตุผลของเรื่อง ๑.๓ ตอบคำถามจากการสรุปเรื่อง หรือวิจารณ์ ไตร่ตรอง ๒. เล่าเรื่องและสรุปเรื่องที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. ประเมินและเลือกแบบจากตัวละคร ให้เหตุผลประกอบการเลือกหรือไม่เลือก ๔. แสดงประกอบนิทาน แสดงท่าใบ้ประกอบประโยค วลี หรือคำศัพท์ได้ ๕. หาความสัมพันธ์ของคำ เช่น กระต่ายกระโดด เต่าคลาน ๖. หาคำตรงข้ามเชิงความหมาย เช่น หิวอิ่ม ยิ้มบึง ๗. อธิบายคำคม คำพังเพย แล้วแต่งนิทานประกอบ ๘. ต่อนิทานที่เล่าไม่จบอย่างมีความต่อเนื่องและสมเหตุสมผล ๙. สรุป ตั้งชื่อเรื่องได้ครอบคลุมเนื้อเรื่อง พร้อมอธิบาย ๑๐. ปฏิบัติตามขั้นตอนการประกอบอาหาร ประดิษฐ์ หรือดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ๑๑. นำความเข้าใจจากสิ่งที่อ่านมาใช้ในการพยากรณ์แนวโน้มเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ ๑๒. วิจารณ์ ให้ข้อคิดและเสนอแนะแก้ไขเชิงยอมรับ ไม่ยอมรับ โต้แย้งด้วยเหตุผลของตน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (๒๕๔๕ : ๑๔๘-๑๕๐) ได้เสนอการประเมินการอ่านจับใจความ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานพิจารณาเนื้อเรื่องที่ผู้อ่านจับใจความ ไว้ ๒ วิธี คือ ๑. การใช้เครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบ ผู้อ่านจะต้องตอบคำถามได้ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป การยึด เกณฑ์นี้นักการศึกษามีความเห็นว่าผู้อ่านได้พลาดเนื้อเรื่องบางตอนไปร้อยละ ๓๐ แล้วหากยึดเกณฑ์ ประเมินที่ต่ำกว่านี้จะทำให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเหตุการณ์สำคัญของเรื่อง นักการศึกษาบางคน กำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากนี้ คือ Kress and John โดยเสนอแนะเกณฑ์ ในการประเมิน การอ่านจับใจความไว้ดังนี้ ๑.๑ ผู้อ่านที่สามารถตอบคำถามหรือเล่าเรื่องได้ถูกต้องในขอบเขตร้อยละ ๘๐-๑๐๐ มีความสามารถในการอ่านจับใจความอยู่ในระดับที่ ๑ ๑.๒ ผู้อ่านที่ตอบคำถามหรือเล่าเรื่องได้ถูกต้องในขอบเขตร้อยละ ๗๕-๘๙ มีความสามารถใน การอ่านจับใจความอยู่ในระดับที่ ๒
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๐ ๑.๓ ผู้อ่านที่ตอบคำถามหรือเล่าเรื่องได้ถูกต้องต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ แสดงว่ายังมีข้อบกพร่อง ในการอ่านจับใจความ พลาดประเด็นสำคัญของเนื้อเรื่อง ควรมีการอ่านทบทวนลักษณะการประเมินการ อ่านจับใจความของภาษาไทยควรใช้เกณฑ์การจับใจความได้ร้อยละ ๗๐ เป็นอย่างน้อยแล้วใช้หลักส่งเสริม ให้ผู้อ่านมีพัฒนาการในการจับใจความให้มากขึ้นควบคู่กับการพัฒนาอัตราเร็วในการอ่าน ๒. การใช้แบบประเมินค่า โดยใช้ระดับตัวอักษรแล้วตีค่าออกมาเป็นคะแนน เช่น เมื่อผู้อ่านประเมินการอ่านจับ ใจความของตนแล้วรวมคะแนนทั้งหมดในแต่ ละช่ อสมมติให้ แบบประเมินมีทั้งหมด ๒๐ ข้อ ถ้าทำเครื่องหมายในช่อง“มาก” ทุกช่องจะได้คะแนนเต็ม ๘๐ คะแนน ระดับคะแนนที่ได้มีขอบเขตดังนี้ ๗๒-๘๐ = ๔ ดี ๕๒-๗๑ = ๓ ค่อนข้างดี ๓๒-๕๑ = ๒ พอใช้ ๐-๓๑ = ๑ ปรับปรุง ผู้อ่านที่ประเมินการอ่านจับใจความของตนแล้วหากรวมคะแนนแล้วอยู่ในระดับ ๔ และ ๓ แสดงว่า มีความสามารถในการอ่านจับใจความที่น่าพอใจ แต่ถ้าผลที่ได้อยู่ในระดับ ๒ หรือ ๑ ผู้อ่านควรปรับปรุง เพื่อพัฒนาคุณภาพการอ่านจับใจความให้ดีขึ้น วิสาข์ จัติวัตร์ (๒๕๔๑ : ๒๙๕ - ๓๓๘) ได้แบ่งการประเมินผลการอ่านออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. การวัดผลอย่างเป็นทางการ (Formal Measures) คือการสร้างข้อสอบอย่างเป็นระบบ โดยให้นักเรียนทำข้อสอบที่สร้างไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ สอนแบบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Tests) เป็นการเปรียบเทียบคะแนนของนักเรียนกับคะแนนของกลุ่มนักเรียนทั้งหมดที่ทำ แบบทดสอบว่า นักเรียนคนนั้นสอบได้ในลำดับที่เท่าไรของกลุ่มโดยใช้แบบทดสอบแบบสำรวจ (Survey Test) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) และแบบข้อสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) ๑.๒ แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Test) ลักษณะของแบบทดสอบนี้ คล้ายคลึงกับแบบทดสอบแรก คือ มีข้อความเป็นตอน ๆ หรือเรื่องสั้น ๆ ให้ นักเรียนอ่านและเลือกตอบแต่ ไม่เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านกับเกณฑ์ปกติ หรือกับ นักเรียนกลุ่มอื่น คะแนนของนักเรียน ขึ้นอยู่กับผลสัมฤทธิ์การอ่านเกณฑ์นี้ถือว่านักเรียนมีความสำเร็จอยู่ระหว่างเกณฑ์ ร้อยละ ๘๐-๙๔) ๒.การวัดผลอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Measures) ได้แก่ กระบวนการเก็บข้อมูล หลากหลายรูปแบบซึ่งดำเนินไปพร้อมกับกระบวนการเรียนการสอน ครูสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ สัมฤทธิผลทางการอ่านได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน เช่น การสังเกตในชั้นเรียนการพูดคุยกับนักเรียน และการเขียนบันทึกประจำวันของนักเรียนตลอดจนการใช้แบบฟอร์มต่าง ๆ ในการ สังเกตการทดสอบอย่าง ไม่เป็นทางการมีดังนี้ ๒.๑ การสังเกตนักเรียน ๒.๒ รายการค้าอ่านที่คลาดเคลื่อนไปจากบทอ่าน ๒.๓ รายการคำอ่านอย่างไม่เป็นทางการ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๑ ๒.๔ การประเมินผลการเล่าเรื่อง ๒.๕ การประเมินผลตนเอง จากการวัดและประเมินผลการอ่านจับใจความดังกล่าว สรุปได้ว่า การวัดความสามารถในการ อ่านจับใจความให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้นั้นสามารถวัดได้หลายวิธี คือ แบบอัตนัย แบบทดสอบปรนัยแบบทดสอบแบบเลือกตอบ แบบถูกผิด แบบจับคู่ และแบบทดสอบกึ่งปรนัย ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ต้องการคำตอบสั้น ๆ ให้เติมหรือต่อให้สมบูรณ์ ๓.งานวิจัยที่เกี่ยงข้อง ผลการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้วิธีการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน เทคนิค CIRC ทางคณะผู้วิจัยได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ เยาวรัตน์ ทองมี (๒๕๕๕ : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ และการเขียนเรียงความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๑ โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค CIRC ผลการวิจัยพบว่า ๑) ทักษะด้านการอ่านจับใจความและการเขียนเรียงความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สูงกว่าก่อนจัดการจัดการเรียนรู้อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๒) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค CIRC โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการจัดการเรียน การสอนด้านบรรยากาศการเรียนการสอน และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนการสอน นงเยาว์ ทองกำเนิด (๒๕๕๘ : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผลการวิจัยพบว่า ๑) แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ประกอบด้วย แบบฝึกย่อย ๕ แบบฝึกและมีประสิทธิภาพ ๘๒.๔๒/๘๓.๑๙ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ ที่กำหนดไว้ ๒) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง มีระดับคะแนนสูงกว่า ก่อนการ ได้รับการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จิราภรณ์ แก้วอรสาร (๒๕๖๑ : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับ ใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ผลการวิจัยพบว่า ๑) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค CIRC สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มีประสิทธิภาพ (E/EL) เท่ากับ ๘๙.๔๔/๗๘.๕๖ ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ๗๕/๗๕ ๒) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๓) ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เท่ากับ ๐.๖๐๖๙ หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๐.๖๙
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๒ ๔) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อยู่ในระดับมาก กนกกาญจน์ ศรีตะวัน (๒๕๕๔ : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน จับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซีไอ อาร์ ซี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผลการวิจัยพบว่า ๑) ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซี ไอ อาร์ ซี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๙๒.๑๑/๘๙.๘๙ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ๘๐/ ๘๐ ๒) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน เพื่อจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซี ไอ อาร์ ซี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๓) ดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อ จับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซี ไอ อาร์ ซี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เท่ากับ ๐.๘๑๔๗ หรือคิดเป็นร้อยละ ๘๑.๔๗ ๔) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วย ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซี ไอ อาร์ ซี สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ อยู่ในระดับมาก ภาวนา ดาวเรือง (๒๕๕๐ : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านการอ่าน เพื่อความเข้าใจและการเขียนสะกดคำยากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่จัดการเรียนการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค CIRC ผลการวิจัยพบว่า ๑) ผลการเรียนรู้ ด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC. แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .๐๕ ๒) ผลการเรียนรู้ด้านการเขียนสะกดคำยากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ก่อนและ หลัง - การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC. แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๓) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค CIRC. อยู่ในระดับเห็น ด้วยมาก ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านบรรยากาศในการเรียนรู้ นักเรียนมีความเห็นว่าชอบการจัดการเรียนการสอน ของ ครูทุกขั้นตอนเพราะได้มีส่วนร่วมด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีความเห็นว่าวิธีการสอน ของครูที่ใช้สอนทำให้บรรยากาศการเรียนสนุกสนานและน่าสนใจส่วนความคิดเห็นในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ นักเรียนมีความเห็นว่าการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการสอนอ่านและการ เขียนสะกดคำยาก มีประโยชน์ต่อการพัฒนานักเรียน กล่าวโดยสรุป งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค CIRC พบว่า มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูงและ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดแสดงว่า การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้การ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สามารถใช้ในการพัฒนานักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๓ ๙. วิธีดำเนินการวิจัย การสร้างชุดกิจกรรมเสริมทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC สำหรับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๓.๑ ประชากร ๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๑. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาล วัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๑๐ คน ๒. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๑.แผนการจัดการเรียนรู้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC เพื่อ พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนคิดถึงวิทยา ตำบลสบโขง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน ๑ ชุด ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงและพัฒนาจากของ มูนาดา หมัดอะด้ำ (๒๕๕๗ : ภาพผนวก), กนกกาญจน์ ศรีตะวัน (๒๕๖๐ : ภาพผนวก) และจิราภรณ์ แก้วอรสาร (๒๕๖๑ : ภาพผนวก) ชุดที่ ๑ เรื่องการอ่านจับใจความและการเขียนสรุปความจากบทความ รวมทั้งหมด ๘ แผน ๘ ชั่วโมง ๒.แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ จำนวน ๒๐ ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ๓.แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ๑๔ โดยแบ่งตามระดับความพึงพอใจเป็น ๕ ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน ๑๔ ข้อ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๔ ๓. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน ต่อไปนี้ ๑. บันทึกข้อมูลขออนุญาตผู้บริหารโรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ๒. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๘ ชุด ๓.แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ทั้งหมด ๓๐ คน จำนวน ๘ แผนแผนละ ๑ ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น ๘ ชั่วโมง ๔.เก็บคะแนนระหว่างเรียนและทดสอบก่อนและหลังเรียนชุดที่ ๑-๘ ของนักเรียนจำนวน ๒๐ คน หลังเรียนชุดที่ ๑-๘ ๕.แบบสอบถามความพึงพอใจ ๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการทดลองโดยใช้ค่าสถิติที (t-test) แบบอิสระ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. ๒๕๓๕ : ๑๗๖) ซึ่งมีสูตรดังนี้ สูตร t = D √ nD2−(D) 2 n−1 เมื่อ D คือ ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ N คือ จำนวนคู่ t คือ สถิติทดสอบ เมื่อนำผลที่ได้ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาคำนวณแล้ว ก็ดำเนินตามขั้นตอนตามขั้นดังนี้ ขั้นที่ ๑ ตั้งสมมติฐานงานวิจัย H๐ = การใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ไม่มีผลต่อการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ H๑ = การใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC มีผลต่อการพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๕ ขั้นที่ ๒ คำนวณค่า t จากสูตร ขั้นที่ ๓ หาค่า t จากตาราง α = .๐๕, df = n – ๑ ขั้นที่ ๔ เปรียบเทียบและสรุป ๑๐. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๑.หลังจากการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ มีการพัฒนาทักษะด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้นและมีความสามารถในการอ่านจับใจความ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนรียนอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๒.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC อยู่ใน ระดับมาก มีเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ ๔.๐๐ ๑๑. อภิปรายผลการวิจัย ๑) หลังจากใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ของการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถพัฒนาทักษะ ด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .๐๕ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ เยาวรัตน์ ทองมี (๒๕๕๕ : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ และการเขียนเรียงความ โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โดยทดลองกับนักเรียน โรงเรียนบ้านปล่องเหลี่ยม จำนวน ๓๓ คน ซึ่งได้มา โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง ผลการทดลองปรากฏ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่ได้รับการฝึกทักษะการอ่านจับใจความและการเขียนเรียงความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค CIRC หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ และก็สอดคล้องกับงานวิจัย ของ มูนาดา หมัดอะด้ำ (๒๕๕๗ : บทคัดย่อ) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้ผังกราฟิก ที่มีต่อความสามารถในการอ่านจับใจความ และเขียนสรุปความกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โดยทดลองกับนักเรียน โรงเรียนพัฒนาศาสตร์มูลนิธิ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จำนวน ๓๐ คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง ผลการทดลองปรากฏ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่ได้รับการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้ผังกราฟิกมีความสามารถในการอ่านจับใจความ การเรียนรู้ภาษาไทยหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๖ ด้านแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ที่ผู้วิจัยได้ปรับปรุง จากนักวิชาการได้นำปรับปรุงให้เหมาะสมกับนักเรียน โดยคำนึกถึงวัย เนื้อหา ความยากง่ายของหลักวิชา ก็พบว่าแบบฝึกการอ่านจับใจความมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ดีซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของ นงเยาว์ ทองกำเนิด (๒๕๕๘ : บทคัดย่อ) ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยทดลองกับนักเรียน โรงเรียนบ้านศรีประชากลุ่ม เครือข่ายชะเมา อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองเขต ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๗ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๒๔ คน ผลวิจัยปรากฏว่า แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ภาษาไทย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ ๘๒.๔๒/ ๘๓.๑๙ ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดและอีก งานวิจัยหนึ่งที่สอดคล้องกับเรื่องนี้เป็นงานวิจัยของ กนกกาญจน์ ศรีตะวัน (๒๕๕๔ : บทคัดย่อ) ซึ่งได้ทำ การวิจัยเรื่อง ผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซีไอ อาร์ ซี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยทดลองกับนักเรียน โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ ตำบลอิสาณ อำเภอ เมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต ๑ จำนวน ๖๑ คน ผลวิจัยปรากฏว่า ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซี ไอ อาร์ ซี ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ ๙๒.๑๑/๘๙.๘๙ ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ด้วยหตุผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ที่ได้รับการสอนโดยการใช้ เทคนิค CIRC มีความสามารถในการสรุปความใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน ๒) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ มีความพึงพอใจต่อการอ่านจับใจความภาษาไทยโดยใช้เทคนิค การสอน CIRC โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ สุกัลยา สัปทน และ สุภาพร แสนแทน (๒๕๕๒ : ๘๒) ที่พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ มีความพึงพอใจต่อกิจกรรม พัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทยโดยใช้เทคนิค CIRC อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเหตุผลการจัดการ เรียนรู้ แบบกลุ่ม ร่วมมือแบบ CIRC เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ส่งเสริม ให้เกิดความ ช่วยเหลือกันในกลุ่มของผู้เรียน และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของตน สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือ นักเรียนที่เรียนช้ามีเวลาฝึกฝนมากขึ้น เด็กที่เรียนเร็วมีโอกาส ช่วยเหลือเพื่อนที่อ่อนกว่าในกลุ่ม ช่วยให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม นักเรียนที่เรียนอ่อนได้รับ การยอมรับและเห็นคุณค่าของนักเรียนเก่ง และกิจกรรมกระบวนการกลุ่ม ทําให้ผู้เรียนได้มีโอกาส แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การให้ความเอาใจใส่ร่วมมือกัน เป็นการส่งเสริมทักษะทางสังคม นักเรียนมีความรับผิดชอบ มีความสามัคคี ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สามารถทํางานร่วมกันได้อย่างมีความสุข ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้เทคนิค CIRC อยู่ในระดับมาก มีคำเฉลี่ยโดยรวมทกับ ๔.๐๐ ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ อาจเป็นพราะการพัฒนา ทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC เป็นการส่งเสริมการอ่าน การเขียน การฟัง การพูด และการคิด รวมทั้งให้ผู้เรียนได้รวบรวมข้อมูลความรู้ทั้งหมดที่ผู้เรียนทำความเข้าใจ แล้วมาเขียนสรุปออกมาเป็นภาพรวมของเรื่องที่ได้เรียนรู้ วิธีนี้ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใดและจดจำได้นาน
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๗ และหากได้บรรยายภาพของตนให้ผู้อื่นฟังก็จะทำให้มีความแม่นยำในเนื้อหาเรื่องนั้นมากขึ้น ซึ่งสอดกล้อง กับงานวิจัยของ สมสมร ทีภูเวียง (๒๕๕๒ : ๖๙) ที่ศึกษากี่ขวกับผลของการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ที่มีต่อ ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและความสามารถในการทำงานกลุ่มของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกมาปีที่ ๒ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้สืบเนื่องจากผู้เรียนยินดีและเต็มใจกับการแบ่งกลุ่มที่ได้รับและเห็นประโยชน์ที่สามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การปรึกษาหารือมีส่วนร่วมในกิจกรรมช่วยเหลือเกื้อถูลในการเรียนรู้กับเพื่อน ทำให้ผู้เรียนกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง สามารถแยกแยะข้อมูลค้นหาใจความสำคัญของข้อมูล เข้าใจเนื้อหาได้อย่างชัดจน และช่วยให้จัดระเบียบข้อมูล สรุปและนำเสนอข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดทักษะในการเขียนสรุปความได้เป็นอย่างดี มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ส่งผลให้การเรียนดีขึ้น ๑๒. ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาพิจารณาแล้วเห็นว่าควรมีข้อเสนอแนะ แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและผู้ที่สนใจเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ ๑. ครูผู้สอนที่จะนำเทคนิคการสอนแบบ CIRC ไปใช้ ควรศึกษารายละเอียดของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคการสอนแบบ CIRC ให้เข้าใจ เพื่อจัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์ และกิจกรรมให้ถูกต้องหรือเหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อให้การปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนไปอย่างมีลำดับ ขั้นตอนและบรรลุตามวัตถุประสงค์ ๒. ควรมีสร้างแบบฝึกการอ่านเพื่อเพิ่มทักษะการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ CIRC ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับชั้นอื่น ๆ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๘ บรรณานุกรม กนกกาญจน์ ศรีตะวัน. ผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซีไอ อาร์ ซี สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓. มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๔. กนกวรรณ ภู่ทิม. การศึกษาความสามารถในการอ่านจับใจความและการเขียนสื่อความวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑. มหาวิทยาลัยบูรพา ปีที่พิมพ์, ๒๕๖๐. กรมวิชาการ. (๒๕๓๒) รายงานการวิจัยเรื่องการวิจัยสังเคราะหกระบวนหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตน. กรมวิชาการ. การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๖. กรมวิชาการ. หลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. ๒๕๒๕ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓). กรุงเทพฯ : กรุณา ปางวิภาศ. การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ รายวิชาภาษาไทยระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC กับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค SQ๔R. มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๖. กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์. ทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๑. กินาริน ตันเสียงสม. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านจับใจ ความสําคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่สอนด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD กับวิธีสอนแบบปกติ. มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๘. กุลวดี ทดแทนคุณ. ภาษาไทย (พิมพ์ครั้งที่๒). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๒. โกวิท วัชรินทรางกูร. การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและการเขียนเรียงความของนักเรียน โดย ใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑. มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๖. จิราภรณ์ แก้วอรสาร. ผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ปีที่พิมพ์, ๒๕๖๑. จุไรรัตน์ ลักษณะ, ศิริบาหยัน อิ่มสำราญ. การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โครงการตำราและหนังสือ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๗. ไฉไล เมืองพระฝาง. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค CIRC เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการอ่านจับใจความ. มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๘. ชมพูนุท บุญอากาศ. ผลการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับเทคนิคการสะท้อนคิดที่มีต่อความสามารถ ในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษและเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓. มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๙.
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๒๙ ดุษฎี มีห์ละเมียร, “อ่านหนังสืออย่างไร, วารสารราชบัณฑิตยสาน ๔,๑ (กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๒๑ ) ตติยา ไผ่วงษ์. การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โดยใช้วิธี ซี ไอ อาร์ ซี. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๔. เถกิง พันธุ์เถลิงอมร. การอ่านทั่วไป. นครศรีธรรมราช : โครงการตำราและเอกสารวิชาการ วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปีที่พิมพ์, ๒๕๒๘. ทัศนีย์ ศุภเมธี. วิธีสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ปีที่พิมพ์,๒๕๕๖. ทิศนา แขกมณี. ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๘. ทิศนา แขกมณี. รูปแบบการเรียนการสอนทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธิดา ทิพย์สุข. การพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC. มหาวิทยาลัยศิลปกร ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๒. นงเยาว์ทอง กำเนิด. การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง. มหาวิทยาบูรพา ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๘. นพดล จันทร์เพ็ญ. การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ ปีที่พิมพ์, ๒๕๓๑. บันลือ พฤกษะวัน. แนวพัฒนาการอ่านเร็ว คิดเป็น. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช ปีที่พิมพ์ ๒๕๔๕. บุ๊ค พอยท์ ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๖. ประพนธ์ เรืองรณรงค์. กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยช่วงชั้นที่ ๓ (ม.๑-ม.๓).กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว. ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๘. ปรีชา วันแว่น. การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญแบบคิดวิเคราะห์จากบทความสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๑. ปิยวรรณ ทองอนันติวงศ์. ผลการสอนอ่านจับใจความภาษาอังกฤษโดยใช้หลักการบูรณาการของเมอร์ ด็อค(MIA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ . มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๘. พเยาว์ สิ่งวี. ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค CIRC สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ปีที่พิมพ์๒๕๕๑. พรรณรัศมี เง่าธรรมสาร. (๒๕๓๓).การเรียนแบบทำงานรับผิดชอบร่วมกัน.สารพัฒนาหลักสูตร, พริกหวานกราฟฟิก. ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๕. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์(พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ปีที่พิมพ์, ๒๕๓๕. พิมพันธ์ เดชะคุปต์.การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : แนวคิดวิธีและเทคนิคการสอน ๑. กรุงเทพฯ:เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์ ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๑.
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๓๐ พูลศรี กิจเฉลา. การศึกษาความเข้าใจในการอ่าน ความสามารถในการเขียนภาษาไทย และความสนใจ ในการเรียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ได้รับการสอนโดยการใช้กิจกรรม การเรียนแบบ CIRC กับการสอนตามคู่มือครู. มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๔. ภาวนา ดาวเรือง. การพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนสะกดคำยาก ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่จัดการเรียนการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC. มหาวิทยาลัย ศิลปกรปีที่พิมพ์, ๒๕๕๐. มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ . อ่านเป็น : เรียนก่อน – สอนเก่ง. กรุงเทพฯ : นามมีบุ๊คพับลิเคชั่น ๔๘ ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๘. มูนาดา หมัดอะด้ำ. ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับการใช้ผังกราฟิก ที่มีต่อความสามารถในการอ่านจับใจความ และเขียนสรุปความกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยทักษิณ ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๗. เยาวรัตน์ ทองมี. การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและการเขียนเรียงความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC. มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๕. เยาวลักษณ์ สาระโน. การใช้ชุดการสอนนิทานเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยของนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปีที่พิมพ์, ๒๕๕๐. รัชนี เหรัญกิจ. ชุดกิจกรรมสำหรับครูเพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๖. วรพรรณ สิทธิเลิศ. ผลของการเรียนโดยวิธี ซี ไอ อาร์ ซี ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจ ภาษาอังกฤษ และความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศในชั้นเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่พิมพ์, ๒๕๓๗. วรรณี โสมประยูร. (๒๕๔๔). การสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา. วารสารวิชาการ. วรรณี โสมประยูร. (๒๕๕๓). เทคนิคการสอนภาษาไทย.กรุงเทพฯ : ดอกหญ้าวิชาการ. วาสนา หาคขุนทด. การศึกษาผลการใช้แบบเรียนการ์ตูนภาพยกระดับ สำหรับพัฒนาทักษะการอ่าน วิสาข์ จัติวัตร์. การสอนอ่านภาษาอังกฤษ. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๑. ศิริพร ลิ้มตระการ. (๒๕๓๔), การอ่านเร็วอย่างเข้าใจ. กรุงเทพฯ : สมาคมการอ่านแห่งประเทศไทย. ศิริวรรณ อินทร์พ่วง. ผลของการใช้วิธีสอนแบบซี ไอ อาร์ ซี ที่มีต่อการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ปีที่พิมพ์, ๒๕๔๐. สมบัติ ศิริจินดา. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารธุรกิจ. สุพรรณบุรี : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณ
รายงานการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ๑๓๑ ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ประมวลภาพการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ณ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ภาคการศึกษาที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ กิจกรรมเปิดภาคเรียน
Activities กิจกรรมทอดผ้าป่าที่วัด ณ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง
Activities บรรยากาศในช่วงที่สอนในห้องเรียน
Activities กิจกรรมวันสุนทรภู่ วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ ณ โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง บรรยากาศในช่วงที่สอนแบบ On line เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดทำให้ต้องสอนออนไลน์
ภาคผนวก ข บันทึกการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา
ภาคผนวก ค หนังสือส่งตัวไปสถานศึกษา
ภาคผนวก ง คำสั่งแต่งตั้งครูพี่เลี้ยง คำสั่งโรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ที่ / ๒๕๖๔ เรื่อง แต่งตั้งครูพี่เลี้ยงเพื่อให้คำปรึกษากับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ……………………………………………………………………………. ด้วยโรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง ได้รับนักศึกษาฝึกปฏิบัติการสอนและฝึกปฏิบัติวิชาชีพครู จากมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา เพื่อฝึกปฏิบัติการสอนและฝึกปฏิบัติวิชาชีพครู เพื่อให้การฝึกประสบการณ์ของนักศึกษาเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย จึงแต่งตั้งบุคคลต่อไปนี้เป็นครูพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษาฝึกปฏิบัติการสอนและฝึกปฏิบัติวิชาชีพครู ดังนี้ ๑. นางสาวนุชธิดา เทพลิขิตกุล ครูเชี่ยวชาญ วิชาเอกพลศึกษา เป็นครูพี่เลี้ยง นายฉัตรมงคล การังใจ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาเอกพลศึกษา ๒. นายธวัชชัย ด้วงมะโน ครู ค.ศ.๑ วิชาเอกภาษาไทย เป็นครูพี่เลี้ยง พระอังคาร ธมฺมธโณ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาเอกภาษาไทย พระอภิเชษฐ์ อภิโชโต นักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาเอกภาษาไทย ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ดังนี้ ๑. เสนอแนะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ๒. จัดเอกสารประกอบการสอนและสื่อการสอนที่เกี่ยวข้อง ๓. ร่วมวัดผลประเมินผลนักเรียน ตามกลุ่มสาระที่ทำการสอน ๔. ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่ได้รับมอบหมาย ขอให้ผู้ได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและตั้งใจ เพื่อประโยชน์ของทางราชการต่อไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ สั่ง ณ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ลงชื่อ ว่าที่ร้อยตรีวงศ์เทวัญ ณ ลำพูน) ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง
ภาคผนวก จ แบบประเมินจากครูพี่เลี้ยง