51
การพ้นจากตาํ แหน่งของจุฬาราชมนตรี
มาตรา 9 จุฬาราชมนตรีพ้นจากตาํ แหน่งเมื<อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) มพี ระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตาํ แหน่งเพราะขาดคุณสมบตั ิ
หรือมลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 7
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิเกIียวกบั การพน้ จากตาํ แหน่งของจุฬาราชมนตรีนNีมีลกั ษณะทIีคลา้ ยคลึงกบั การ
พ้นจากตําแหน่งของผูด้ ํารงตําแหน่งโดยทIัวไป เพียงแต่ว่าเหตุแห่งพ้นจากตําแหน่งของ
จุฬาราชมนตรีมีเพียง ˆ ประการเท่านNัน ทNงั นNี เพืIอเป็ นการหลกั ประกนั การปฏิบตั ิหน้าทีIของ
จุฬาราชมนตรีในฐานะผูน้ าํ กิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย สามารถปฏิบตั ิหนา้ ทIีของตน
ไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและเป็ นไปตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม โดยไม่จาํ ตอ้ งเกรงกลวั อาํ นาจหรือ
อิทธิพลของผใู้ ดในการทIีจะทาํ ใหต้ อ้ งพน้ จากตาํ แหน่งไดด้ ว้ ยเหตุต่างๆ เช่นตาํ แหน่งอืIนๆ
เหตุในการพน้ จากตาํ แหน่งทNงั สามประการไดแ้ ก่ (‡) ตาย (h) ลาออก (ˆ) ขาดคุณสมบตั ิ
หรือมีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามทIีกฎหมายกาํ หนด เหตุเนIืองจากการตายถือเป็นเหตุปกติโดยทวัI ไปทีI
ต้องระบุไว้ เนIืองจากเมIือบุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตายแล้วย่อมไม่อาจทีIจะดาํ รงตาํ แหน่ง
ดงั กล่าวไดอ้ ีกต่อไป การตายถือเป็ นขอ้ เท็จจริงทIีเกิดขNึนไม่สามารถทIีจะอาศยั การตีความหรือ
การอนุมานได้ ดว้ ยเหตุนNี ในการพิจารณาจึงตอ้ งนาํ หลกั ฐานทีIแสดงให้เห็นวา่ ผนู้ Nนั ถึงแก่ความ
ตายกเ็ พียงพอแลว้ ทIีจะถือวา่ มีเหตุใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งได้ ซIึงจะมีผลในทนั ทีเมIือถึงแก่ความตาย
52
สําหรับเหตุแห่งการพน้ จากตาํ แหน่งกรณีลาออกนNนั เป็ นการแสดงเจตนาฝ่ ายเดียวและ
ถือเป็ นสิทธิเฉพาะตวั ของผูด้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าวทีIประสงคจ์ ะลาออกดว้ ยความสมคั รใจ และ
การลาออกจะมีผลเมIือใดเป็ นไปตามความประสงคข์ องผูล้ าออก เพราะฉะนNนั หากการลาออก
เกิดจากการข่มขู่ บงั คบั ขู่เข็ญ หรือใชก้ ลฉ้อฉลดว้ ยประการใดๆ ทาํ ให้เกิดการจาํ ยอมตอ้ งเซ็น
ใบลาออก กรณีเช่นนNีไม่อยใู่ นความหมายของคาํ วา่ “ลาออก” ทIีจะเป็นเหตุใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งได้
โดยทวIั ไปแลว้ การแสดงเจตนาลาออกอาจกระทาํ ดว้ ยวาจาหรือเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรก็ได้ การ
ลาออกดว้ ยกบั วาจานNนั จะตอ้ งเป็ นทIีรับทราบของบุคคลทีIเกีIยวขอ้ งโดยชดั แจง้ ว่าผูน้ Nนั ประสงค์
จะลาออกดว้ ยความสมคั รใจ เช่น มีการกระทาํ ต่อหน้า หรือในทีIประชุม หรือมีการประกาศ
เผยแพร่ภาพให้รับทราบโดยทวัI ไป เป็ นตน้ ซIึงในเรIืองนNี คณะกรรมการกฤษฎีกาโดยทีIประชุม
ใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย ไดเ้ คยวินิจฉยั ปัญหาการลาออกของรัฐมนตรี (เรIืองเสร็จทีI ’ˆ/hihi)
วา่ รัฐมนตรีทีIประสงคจ์ ะลาออกอาจแสดงเจตนาลาออกดว้ ยวาจาหรือเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรก็ได้
โดยการลาออกดว้ ยวาจาจะตอ้ งกระทาํ ดว้ ยวิธีแสดงให้รู้ถึงเจตนาว่ามีความประสงคจ์ ะลาออก
อยา่ งแน่นอน มิใช่เป็ นเพียงการปรารภ ปรึกษาหารือ หรือกล่าวลอยๆ ส่วนการลาออกเป็ นลาย
ลกั ษณ์อกั ษรนNนั อาจอยใู่ นรูปหนงั สือราชการหรือจดหมายส่วนตวั ซIึงมีขอ้ ความทIีแสดงให้รู้ถึง
เจตนาทIีขอลาออกจากตาํ แหน่งรัฐมนตรี
สําหรับกรณีของผูด้ าํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรี หากประสงคท์ Iีจะลาออกก็จะตอ้ งมีการ
จดั ทาํ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรเพืIอเสนอต่อนายกรัฐมนตรีทูลเกลา้ ต่อพระมหากษตั ริยเ์ พืIอทรงโปรด
เกล้าฯ ให้ลาออกจากตําแหน่ งได้ ทNังนNี เนืI องจากเป็ นบุคคลในตําแหน่ งทีI สําคัญ ซIึ ง
พระมหากษตั ริยท์ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งตNงั ดว้ ยเหตุนNี การให้พน้ จากตาํ แหน่งจึงตอ้ ง
โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งเช่นเดียวกนั ดว้ ย
คาํ ถาม วา่ กรณีทIีผดู้ าํ รงตาํ แหน่งหนIึงไดม้ ีการเซ็นชืIอในใบลาออกไวล้ ่วงหนา้ โดยไม่ได้
มีการระบุวนั ทีIทีIจะลาออกไว้ ต่อมาเมIือมีการลงวนั ทีIในภายหลงั แลว้ จะถือว่าเป็ นเหตุให้ผูน้ Nนั
ตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งเนIืองจากการลาออกเมืIอถึงกาํ หนดเวลาตามทIีไดล้ งไวห้ รือไม่
คาํ ตอบ เรืIองในทาํ นองเดียวกนั นNี คณะกรรมการกฤษฎีกาไดเ้ คยวินิจฉัยเกIียวกบั การ
แสดงเจตนาลาออกว่า จะต้องเป็ นเจตนาทีIแท้จริงของผูด้ าํ รงตาํ แหน่งเท่านNัน (เรIืองเสร็จทIี
’k’/hiˆh บนั ทึก เรIือง เทศมนตรีเมืองอุทยั ธานี ลาออกจากตาํ แหน่ง) สรุปความไดว้ ่า นาย ฉ.
เทศมนตรี ไดท้ าํ ใบลาออกโดยระบุวา่ มีกิจธุระส่วนตวั ไม่สามารถปฏิบตั ิงานในตาํ แหน่งได้ จึง
ขอลาออก แต่ยงั มิไดก้ รอกขอ้ ความใหค้ รบถว้ นโดยเวน้ ขอ้ ความในส่วนวนั ทีIขอลาออกไว้ อีกทNงั
53
ยงั ปรากฏวา่ ไดป้ ฏิบตั ิงานในตาํ แหน่งต่อเนืIองตลอดมา มิไดแ้ สดงใหเ้ ห็นวา่ ไม่อาจปฏิบตั ิหนา้ ทีI
ดงั ทีIไดร้ ะบุไวใ้ นใบลาออก เมืIอ นาย ฉ. ทราบว่า มีการนาํ ใบลาออกนNนั ไปยืIนต่อผูว้ ่าราชการ
จังหวดั และได้มีการกรอกข้อความทีIเวน้ ว่างไวใ้ ห้ครบถ้วนว่า ขอลาออกตNังแต่วนั ทIี h…
กรกฎาคม hiˆˆ เป็นตน้ ไป นาย ฉ. กไ็ ดไ้ ปชNีแจงคดั คา้ นในวนั เดียวกนั นNนั วา่ ตนมิไดป้ ระสงคจ์ ะ
ลาออกจากตาํ แหน่งเทศมนตรีในขณะนNัน คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า จากข้อเท็จจริง
ดงั กล่าวไดย้ นื ยนั ใหเ้ ห็นวา่ นาย ฉ.ไม่มีความตNงั ใจอยา่ งแทจ้ ริงทีIจะลาออกจากตาํ แหน่งแต่อยา่ ง
ใด เจตนาลาออกของนาย ฉ. จึงยงั ไม่เกิดขNึน และใบลาออกนNนั ยงั ไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทIี
จะถือเป็นหลกั ฐานยนื ยนั วา่ นาย ฉ. ประสงคใ์ ชส้ ิทธิลาออก
คาํ ถาม หากมีการเขียนหนังสือลาออกไวล้ ่วงหน้าแลว้ ต่อมาเมืIอยงั ไม่ถึงกาํ หนดเวลา
ตามทIีไดล้ งไวใ้ นหนงั สือลาออก ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งนNนั ประสงคท์ ีIจะยกเลิกหนงั สือลาออกนNนั จะ
กระทาํ ไดห้ รือไม่
คาํ ตอบ ปัญหาในทาํ นองเดียวกนั นNี คณะกรรมการกฤษฎีกาไดเ้ คยวินิจฉยั ไวแ้ ลว้ วา่ การ
ลาออกจะมีผลเมืIอผูล้ าออกได้แสดงเจตนาลาออกและการแสดงเจตนานNันต้องผูกพันได้
ขอ้ เท็จจริงปรากฏว่า หนังสือลาออกไดล้ งวนั ทีIไวล้ ่วงหน้า อีกทNงั ไดก้ าํ หนดเงIือนเวลาให้การ
แสดงเจตนาลาออกมีผลในวนั ทีI hh สิงหาคม hik‡ ดงั นNนั ก่อนถึงวนั ดงั กล่าว หนงั สือลาออกจึง
ยงั ไม่มีผลผูกพนั แมผ้ ูม้ ีอาํ นาจจะไดร้ ับหนังสือและอนุญาตให้ลาออก เมIือวนั ทีI ‡† สิงหาคม
hik‡ แลว้ ก็ตาม การอนุญาตนNนั ยงั ไม่มีผลใดๆ จนกว่าจะถึงวนั ทีI hh สิงหาคม hik‡ ตามเงIือน
เวลาทีIกาํ หนดไว้ และเจา้ ของหนังสือยงั มีสิทธิทIีจะเพิกถอนได้ เมIือผูน้ Nันไดเ้ พิกถอนหนังสือ
ลาออกโดยแจง้ ดว้ ยวาจาในทีIประชุมและมีหนงั สือยืนยนั ต่อผูท้ าํ หน้าทIีประธานฯ ในขณะนNนั
การแสดงเจตนาลาออกตามหนงั สือลาออกดงั กล่าวยอ่ มสิNนผลไป (เรืIองเสร็จทีI ’jk/hik‡)
สําหรับเหตุแห่งการพ้นจากตาํ แหน่งประการทีI ˆ คือ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ
ต้องห้ามตามมาตรา ’ ดังทีIได้กล่าวมาแล้วว่า ผูท้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีจะต้องดาํ รง
คุณสมบตั ิตามทIีกฎหมายกาํ หนด และจะตอ้ งไม่มีลกั ษณะตอ้ งห้ามตามทีIมีกฎหมายกาํ หนดไว้
เช่นเดียวกนั ตลอดเวลาทีIดาํ รงตาํ แหน่งอยู่ หากปรากฏวา่ ในขณะหนIึงขณะใดบุคคลดงั กล่าวขาด
คุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะตอ้ งห้ามอยา่ งหนIึงอยา่ งใด ยอ่ มถือไดว้ ่ามีเหตุให้ตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่ง
ตามความในอนุมาตรานNีแลว้ ทนั ที แต่อยา่ งไรกด็ ี คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามบทบญั ญตั ิ
มาตราดงั กล่าวกาํ หนดไวม้ ีลกั ษณะทIีเป็ นนามธรรมเป็ นอย่างมาก จาํ เป็ นตอ้ งมีการพิจารณา
วินิจฉัยจากข้อเท็จจริงทIีเกิดขNึนจึงจะสามารถถือได้ว่า เป็ นผูข้ าดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ
54
ตอ้ งห้ามตามกฎหมายดงั กล่าว ซIึงกรณีของผูด้ าํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีนNีมิไดม้ ีการกาํ หนด
องค์กรทIีจะมีอาํ นาจในการวินิจฉัยเกีIยวกบั การขาดคุณสมบตั ิหรือการมีลกั ษณะตอ้ งห้ามไว้
แต่ประการใด ความเห็นของผูเ้ ขียนเห็นว่า ในกรณีนNีจะตอ้ งตีความเพIือแกไ้ ขปัญหาทีIเกิดขNึน
โดยหากปรากฏขอ้ เท็จจริงว่า ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะตอ้ งห้ามเกิดขNึนจริง
ผูท้ Iีมีหน้าทีIเกีIยวขอ้ งไม่ว่าจะเป็ นคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือรัฐมนตรี
รักษาการตามกฎหมาย ยอ่ มสามารถเสนอเรืIองต่อนายกรัฐมนตรีเพืIอพิจารณาดาํ เนินการต่อไป
ได้
55
สิทธิในการสวมเสื2อครุยและ
การประดบั เขม็ พระปรมาภไิ ธย
มาตรา 10 จุฬาราชมนตรี กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการอิสลาม
ประจําจังหวัด และกรรมการอิสลามประจํามัสยิด มีสิทธิสวมเสื/อครุยและประดับเข็มพระ
ปรมาภไิ ธย ท/งั นี/ ตามระเบียบว่าด้วยการน/ัน
คาํ อธิบาย
บทบัญญัติในมาตรานNีเป็ นการกาํ หนดสิทธิในการสวมเสNือครุยและการประดับเข็ม
พระปรมาภิไธยของจุฬาราชมนตรี กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั และกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิด สิทธินNีไม่ใช่เป็ นสิทธิทีIเกิดขNึนใหม่ตาม
พระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี หากแต่ไดเ้ คยมีการกาํ หนดใหส้ ิทธิดงั กล่าวไวแ้ ลว้ ตามมาตรา 9 ของพระ
ราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช 2488 ดว้ ยเหตุนNี การกาํ หนดสิทธิ
ตามมาตรานNีจึงถือเป็นการรักษาสิทธิทIีมีอยเู่ ดิม
การกาํ หนดสิทธิในการสวมเสNือครุยและประดบั เข็มพระปรมาภิไธยนNีจาํ เป็ นตอ้ งมีการ
ออกระเบียบหรือกฎหมายลาํ ดบั รองเพIือกาํ หนดรายละเอียดแห่งสิทธิ ซIึงแต่เดิมมาตรา 9 ของ
พระราชกฤษฎีกาฯ ไดก้ าํ หนดใหเ้ ป็นไปตามระเบียบทีIจะทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ กาํ หนดขNึน
ซIึงต่อมาไดม้ ีการออกประกาศสํานกั นายกรัฐมนตรี ลงวนั ทIี 7 พฤศจิกายน 2488 และประกาศ
สํานักนายกรัฐมนตรี (ฉบบั ทIี 2) ลงวนั ทีI 13 พฤศจิกายน 2497 เรืIอง ระเบียบการสวมเสNือครุย
และประดับเข็มพระปรมาภิไธย โดยกําหนดให้กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั กรรมการอิสลามประจาํ สุเหร่า และรวมถึงเจา้ หนา้ ทีIฝ่ ายอิสลาม
56
มีสิทธgิตามประกาศดงั กล่าว ซIึงจะเห็นไดว้ ่า บุคคลทีIมีสิทธิในการสวมเสNือครุยและประดบั เขม็
พระปรมาภิไธยเดิมนNัน มิได้กําหนดให้จุฬาราชมนตรี ได้รับสิ ทธิ ซIึงอาจจะเนIืองจาก
จุฬาราชมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาดงั กล่าวมีสถานะเป็นขา้ ราชการส่วนพระองคซ์ Iึงมีสิทธิตาม
กฎหมายทีIจะไดร้ ับเครIืองราชอิสริยาภรณ์อยแู่ ลว้ ต่อมา เมIือมีการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิการ
บริหารองคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ไดก้ าํ หนดให้จุฬาราชมนตรีมีสถานะทีIแตกต่างไปจาก
เดิม โดยมีฐานะเป็ นผนู้ าํ กิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย มิไดเ้ ป็ นขา้ ราชการส่วนพระองค์
อีกต่อไป ดว้ ยเหตุนNี มาตรา 10 จึงไดก้ าํ หนดใหจ้ ุฬาราชมนตรีมีสิทธิในการทIีจะสวมเสNือครุยและ
ประดบั เขม็ พระปรมาภิไธยตามกฎหมายดงั กล่าวดว้ ย
การกาํ หนดให้ผูบ้ ริหารองคก์ รศาสนาอิสลามในทุกระดบั ไดร้ ับสิทธิในการสวมเสNือครุย
และประดบั เข็มพระปรมาภิไธยดงั กล่าวถือเป็ นการเชิดชูเกียรติของผูด้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าว
อยา่ งยิIง อีกทNงั ยงั เป็ นเครืIองบ่งชNีให้เห็นถึงความสําคญั ของการแต่งตNงั ตาํ แหน่งผูบ้ ริหารองคก์ ร
ศาส น าอิ ส ลาม ทN ังห ม ด ใน ก ารช่ วยเห ลื องาน ราช ก ารเกIี ยวกับ ก ารบ ริ ห ารราช ก ารแผ่น ดิ น
โดยเฉพาะในส่วนทIีเกีIยวขอ้ งกบั กิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย จึงมีการกาํ หนดใหไ้ ดร้ ับ
สิทธิดงั กล่าวเป็นกรณีพิเศษแตกต่างไปจากบุคคลโดยทวัI ไป
ภ าย ห ลังจ าก ทIี มี ก าร ป ร ะ ก าศ ใช้พ ร ะ ร าช บัญ ญัติ ฉ บับ นN ี แ ล้ว ก็ ไ ด้มี ก าร อ อ ก ร ะ เบี ย บ
กระทรวงมหาดไทยว่าดว้ ยการสวมเสNือครุยและประดบั เขม็ พระปรมาภิไธย พ.ศ. 2548 โดยได้
กาํ หนดรายละเอียดของเสNือครุยและเข็มพระปรมาภิไธยให้มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั ทIีประกาศ
สาํ นกั นายกรัฐมนตรี ลงวนั ทIี 7 พฤศจิกายน 2488 และประกาศสาํ นกั นายกรัฐมนตรี (ฉบบั ทIี 2)
ลงวนั ทีI 13 พฤศจิกายน 2497 เรืIอง ระเบียบการสวมเสNือครุยและประดบั เข็มพระปรมาภิไธย
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช ๒๔๘๘ ไดก้ าํ หนดไว้
โดยครุยมีลกั ษณะเป็ นเสNือคลุมเปิ ดอก ส่วนเข็มพระปรมาภิไธย มี ๒ ชNนั และกาํ หนดให้สิทธิ
สวมเสNือครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธยได้ในขณะดาํ รงตาํ แหน่งเท่านNัน หากพน้ จาก
ตาํ แหน่งไปแลว้ ก็ใหส้ ่งคืนเขม็ พระปรมาภิไธย การสวมเสNือครุยใหก้ ระทาํ ไดใ้ นโอกาสเนIืองใน
งานสําคญั ทางศาสนาอิสลาม เช่น วนั เมาลิดินนบีมุฮัมมดั (ซ.ล.) วนั อีดิNลฟิ ฏร์ และวนั อีดิNล
อฎั ฮา หรือในงานพระราชพิธี หรือรัฐพิธี เป็นตน้
57
การจดั ต2งั อสิ ลามวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย
มาตรา 11 เมื<อเห็นสมควร กระทรวงศึกษาธิการอาจจัดต/งั "อสิ ลามวทิ ยาลยั " ขนึ/ เพ<ือให้
การศึกษาและอบรมทางวชิ าการศาสนา วชิ าการทวั< ไป และวชิ าชีพได้
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิมาตรานNี หากพิจารณาถอ้ ยคาํ จะเห็นไดว้ า่ เป็นเรืIองทIีเกีIยวกบั อาํ นาจหนา้ ทีIของ
กระทรวงศึกษาธิการในการทIีจะจัดตNังอิสลามวิทยาลัยขNึนเพืIอจัดให้มีการศึกษาอบรมทาง
วิชาการศาสนาอิสลาม รวมถึงอาจจะมีการเรียนการสอนเกีIยวกบั วิชาการทวัI ไปและวิชาชีพร่วม
ดว้ ยก็ได้ บทบญั ญตั ิดงั กล่าวไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสังคมมุสลิมแต่ประการใด แต่ในสายตา
ของผูเ้ ขียนแลว้ เห็นว่า มีความหมายหรือมีผลทIีเป็ นนัยสําคญั แตกต่างไปจากเดิมในลกั ษณะทIี
ดอ้ ยคุณค่าลงไปดว้ ย ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดต่อไป
ถึงแม้ว่าบทบัญญัติมาตรา 11 จะใช้ถ้อยคําคําว่า “อาจจัดตNัง” อันมีความหมายว่า
กระทรวงศึกษาธิการจะตอ้ งไปพิจารณาว่าสมควรจะจดั ตNงั หรือไม่ก็ตาม แต่ทว่าในความเป็ น
จริ งแล้วได้มีการจัดตNังอิสลามวิทยาลัยตามนัยของบทบัญญัติมาตรานNีขNึนแล้วตNังแต่ปี
2493 ภายหลงั จากทIีไดม้ ีการประกาศใชพ้ ระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอิสลาม
พทุ ธศกั ราช 2488 ดงั จะเห็นไดจ้ ากการทีIบทเฉพาะกาลในมาตรา 45 ของพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี
ไดก้ าํ หนดให้ “อิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศไทย" ซIึงจดั ตNงั ขNึนตามพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการ
ศาสนูปถัมภ์ฝ่ ายอิสลาม พุทธศักราช 2488 ถือเป็ นอิสลามวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินNี
ความหมายโดยสรุป ก็คือ มิใช่เป็ นการกาํ หนดหน้าทIีให้กระทรวงศึกษาธิการจดั ตNงั อิสลาม
58
วิทยาลยั ขNึนใหม่แต่ประการใด หากแต่ให้อิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศไทยทีIมีอยู่เดิม ถือเป็ น
อิสลามวทิ ยาลยั ตามความในมาตรา 11 นNีเท่านNนั
ผเู้ ขียนเห็นวา่ หากพิจารณาแต่เพียงผิวเผินก็อาจจะเห็นวา่ บทบญั ญตั ิของทNงั สองกฎหมาย
นNนั มีความเหมือนกนั หรือใกลเ้ คียงกนั หรือมีผลเป็นอยา่ งเดียวกนั แต่อยา่ งไรกต็ าม หากพิจารณา
ถอ้ ยคาํ ของบทบญั ญตั ิในทNงั สองกฎหมายแลว้ จะเห็นไดว้ า่ มีความแตกต่างกนั ในรายละเอียดโดย
พระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลามฯ ไดก้ าํ หนดใหจ้ ดั ตNงั สถานการศึกษาเรียกวา่
"อิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศไทย" เพIืออิสลามศาสนิกจะไดศ้ ึกษา และรับการอบรมในทาง
ศาสนา ผูส้ ําเร็จการศึกษาจากวิทยาลยั นNีมีสิทธิเขา้ รับเลือกเพืIอรับพระราชทานเงินทุนส่งไป
เขา้ ศาสนาจารีต ณ นครเมกกะ ตามจาํ นวนทIีจะไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ กาํ หนดขNึนเป็ น
คราวๆ ซIึงจะเห็นไดว้ ่า มีการกาํ หนดในเรIืองการมีสิทธิไดร้ ับการคดั เลือกเพืIอรับพระราชทาน
เงินทุนเพืIอไปศึกษาศาสนาในต่างประเทศ คือ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ตาม
จาํ นวนทีIจะไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ เป็นคราวๆ ดว้ ย ในขณะทIีพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีมิได้
มีการกาํ หนดเรIืองการไดร้ ับทุนดงั กล่าวไวแ้ ต่อยา่ งใด
รวมทNงั ในพระราชบญั ญตั ิปัจจุบนั ใชช้ Iือแต่เฉพาะวา่ “อิสลามวทิ ยาลยั ” เท่านNนั ทNงั ทีIเดิมใช้
คาํ วา่ “อิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศไทย” อนั มีลกั ษณะทIีเป็ นวิทยาลยั อิสลามทIีไดร้ ับการรับรอง
วา่ เป็นองคก์ รเดียวในประเทศไทย ทNงั นNีเนืIองจากตามกฎหมายไทยแลว้ องคก์ รทีIจะต่อทา้ ยดว้ ย
กบั คาํ ว่า “แห่งประเทศไทย” ไดน้ Nนั จะตอ้ งเป็ นองคก์ รทIีมีความสาํ คญั และไดร้ ับการยอมรับต่อ
ทางราชการเป็ นกรณีพิเศษว่าดาํ เนินการในนามของชาติหรือประเทศไทย ทNงั นNี โดยเทียบเคียง
กับแนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรIื องเสร็จทIี 574/2561 บันทึกสํานักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา เรIือง การใชอ้ กั ษรหรือเครIืองหมายทีIแสดงว่าเป็ นสมาคม คณะบุคคล
หรื อบุคคล ซIึงดําเนินกิจกรรมเกIียวข้องกับการกีฬาในนามของชาติหรื อประเทศไทย,
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะทีI 8)) ดว้ ยเหตุนNี ผเู้ ขียนจึงเห็นวา่ บทบญั ญตั ิของพระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอิสลามฯ มีการระบุวตั ถุประสงค์ของการเป็ นสถาบันการศึกษา
อิสลามทIีชดั เจนกว่าพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี และมีการกาํ หนดสถานะของอิสลามวิทยาลยั แห่ง
ประเทศไทยในลักษณะทIีเป็ นสถาบันการศึกษาอิสลามในระดับชาติทIีดีกว่าบทบัญญัติใน
มาตรา ‡‡ นNีดว้ ย
นอกจากนNีแล้ว อีกประเด็นหนIึงทIีสําคัญก็คือ การทIีในปัจจุบันอิสลามวิทยาลัยแห่ง
ประเทศไทยอยใู่ นการดูแลของกระทรวงศึกษาธิการจึงมีการกาํ หนดให้มีสถานะเป็ นโรงเรียน
59
มธั ยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ แบบสหศึกษา รับนกั เรียนทNงั ชายและหญิงทวIั ไป สังกดั สาํ นกั งาน
เขตพNืนทIีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 1 กรณีจึงเป็ นผลทาํ ให้อิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศไทย
จะตอ้ งรับนักเรียนนักศึกษาทNงั ชายและหญิงโดยทวัI ไป ไม่แต่เฉพาะผูท้ ีIนับถือศาสนาอิสลาม
เท่านNัน จากเหตุผลดังทีIกล่าวขา้ งต้นจึงเห็นได้ว่า สถานะของอิสลามวิทยาลยั ตามกฎหมาย
ปัจจุบนั มิไดม้ ีลกั ษณะเป็นสถาบนั การศึกษาทีIมีวตั ถุประสงคเ์ ช่นทีIอิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศ
ไทยตามเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลามฯ ทIีมุ่งเนน้ เพืIอให้
อิสลามศาสนิกไดร้ ับการศึกษาหรือรับการอบรมทางศาสนาอิสลามเป็นพิเศษอีกต่อไป
60
หมวด 2
การจดั ตEงั และการเลกิ มสั ยดิ
61
การจดั ต2งั และการเลกิ มสั ยดิ
มาตรา 12 การสร้าง การจดั ต/งั การย้าย การรวม การเลกิ และการจดทะเบยี นมสั ยดิ
ให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการทกี< าํ หนดในกฎกระทรวง
การจดั ต/งั การรวม และการเลกิ มสั ยดิ ให้ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิภายในหมวด 2 ทNงั 4 มาตรา เป็นเรIืองทIีเกีIยวขอ้ งกบั การจดั ตNงั และการเลิกมสั ยดิ
ตามทIีไดเ้ คยกาํ หนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิมสั ยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 ซIึงถือไดว้ ่าเป็ นกฎหมาย
ฉบบั แรกทีIมีบทบญั ญตั ิเกIียวขอ้ งกบั มสั ยดิ โดยตรง ถึงแมว้ า่ ชืIอหมวดจะใชค้ าํ วา่ “การจดั ตNงั และ
การเลิกมสั ยิด” เท่านNัน แต่ทว่าเนNือหาของบทบญั ญตั ิภายในหมวดนNีมิใช่มีแต่เฉพาะการจดั ตNงั
และการเลิกมสั ยิด ยงั มีการกาํ หนดเกีIยวกบั การจดทะเบียน การรวม การยา้ ย รวมทNงั การดาํ เนิน
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ นการกาํ หนดให้มสั ยิดมีสภาพเป็ นนิติบุคคล การมีตวั แทนของมสั ยิดในการ
ดาํ เนินการทIีเกIียวขอ้ งกบั บุคคลภายนอกดว้ ย การทีIชืIอหมวดเขียนแต่เฉพาะการจดั ตNงั และการ
เลิกมสั ยิด ก็เนIืองจากประสงคท์ ีIจะนาํ ความหมายหรือเนNือหาทIีเป็ นสาระสาํ คญั บางส่วนมาระบุ
เป็ นชืIอหมวดเท่านN นั
ในเรIืองการจดั ตNงั มสั ยิดนับเป็ นสิIงทีIมีความสําคญั เป็ นอย่างมากเนืIองจากมิใช่เป็ นเรIืองทIี
เกIียวขอ้ งกบั หลกั การศาสนาอิสลามแต่เพียงอยา่ งเดียวเท่านNนั หากแต่มีความเกีIยวขอ้ งกบั อาํ นาจ
ในการปกครองดูแลสัปปุรุษ การมีชุมชนมุสลิม การมีกรรมสิทธgิในทีIดินและเขตพNืนทIีทIีเป็ น
ของมสั ยดิ ทNงั หมด ตลอดจนกิจการเกIียวกบั ศาสนาอิสลามทีIอยภู่ ายใตก้ ารดาํ เนินการของมสั ยิด
62
นNนั ดว้ ย ดงั นNนั ในการพิจารณาเพืIอใหม้ ีการจดั ตNงั มสั ยดิ ขNึนในประเทศไทยจึงตอ้ งคาํ นึงถึงปัจจยั
หรือองคป์ ระกอบเหล่านNีในการทีIจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่ดว้ ยเสมอ
เดิมทีพระราชบญั ญตั ิมสั ยิดอิสลามฯ ไดก้ าํ หนดเนNือหาสาระทIีเกีIยวขอ้ งกบั การขอจดั ตNงั
การจดทะเบียน การดําเนิ นงาน และการเลิกมัสยิดอยู่ในตัวกฎหมายเลย แต่สําหรับ
พระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีมิไดก้ าํ หนดบทบญั ญตั ิในลกั ษณะเช่นนNนั หากแต่กาํ หนดเพียงหลกั การ
ใหญ่ๆ ไวเ้ ท่านNนั โดยมาตรา 12 วรรคหนIึง กาํ หนดไวว้ า่ “การสร้าง การจดั ตNงั การยา้ ย การรวม
การเลิก และการจดทะเบียนมัสยิด ให้เป็ นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการทIีกําหนดใน
กฎกระทรวง” ซIึงจะเห็นไดว้ ่า บทบญั ญตั ิมาตรานNีไดก้ าํ หนดให้การดาํ เนินการ 6 กรณี คือ การ
สร้าง การจัดตNัง การยา้ ย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนนNันให้อาํ นาจแก่รัฐมนตรีผู้
รักษาการตามกฎหมายทีIจะออกกฎกระทรวงเพIือกาํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั เรIืองดงั กล่าวใน
ภายหลงั ซIึงการกาํ หนดในลกั ษณะเช่นนNีมีทNงั ขอ้ ดีและขอ้ ดอ้ ย ขอ้ ดีประการแรก คือ จะทาํ ให้
เนNือหาของกฎหมายมีจาํ นวนไม่มากเนIืองจากไม่จาํ ตอ้ งระบุเนNือหาในรายละเอียด หากแต่ระบุ
เฉพาะในส่วนทIีเป็ นสาระสาํ คญั เท่านNนั การเสนอกฎหมายใหร้ ัฐสภาพิจารณาจึงสามารถกระทาํ
ไดโ้ ดยง่าย ส่วนเนNือหาในรายละเอียดใหไ้ ปกาํ หนดในกฎกระทรวงซIึงเป็นกฎหมายลาํ ดบั รองทีI
รัฐมนตรีสามารถกาํ หนดไดใ้ นภายหลงั ขอ้ ดีประการทIีสอง การกาํ หนดไวใ้ นกฎกระทรวงนNนั
สามารถแกไ้ ขเปลีIยนแปลงไดง้ ่ายกวา่ การแกไ้ ขตวั พระราชบญั ญตั ิทIีจะตอ้ งเสนอต่อรัฐสภาเป็นผู้
พิจารณา
สาํ หรับขอ้ ดอ้ ยประการแรกก็คือ ตวั บทกฎหมายจะมีความไม่ชดั เจน ทาํ ให้ไม่อาจทราบ
รายละเอียดทIีเกีIยวกับการจดั ตNงั การสร้าง การยา้ ย การรวม การเลิก การจดทะเบียนว่าต้อง
ดาํ เนินการอย่างไร รวมทNงั หลกั เกณฑ์และวิธีการในการดาํ เนินการดงั กล่าวอาจจะถูกแกไ้ ข
เปลIียนแปลงไดเ้ สมอ เพราะเป็ นเพียงอาํ นาจของเจา้ หนา้ ทIีทIีจะแกไ้ ขเพืIอให้เกิดความเหมาะสม
ในแต่ละสถานการณ์ ผใู้ ชก้ ฎหมายมีหนา้ ทIีตอ้ งติดตามความเคลืIอนไหวของกฎหมายลาํ ดบั รอง
เหล่านNีว่ามีการแกไ้ ขไปอย่างไรบา้ ง เพIือทIีจะดาํ เนินการให้ถูกตอ้ งตามทIีกาํ หนดไว้ ขอ้ ดอ้ ย
ประการทีIสองก็คือ เนNือหาทIีจะกาํ หนดในกฎกระทรวงนNนั จะตอ้ งมิใช่สIิงทีIกระทบต่อสิทธิหรือ
หน้าทIีของประชาชนหรือเป็ นการจาํ กัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามทีIรัฐธรรมนูญหรือ
กฎหมายไดร้ ับรองไวแ้ ลว้
สาํ หรับเนNือหาทีIบทบญั ญตั ิมาตรา 12 วรรคสอง ไดก้ าํ หนดไวเ้ ป็นหลกั การสาํ คญั กค็ ือ การ
จดั ตNงั การรวม และการเลิกมสั ยดิ ใหป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา เหตุผลทIีกาํ หนดใหต้ อ้ งมีการ
63
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็เนIืองจากมีวตั ถุประสงคเ์ พืIอทIีจะให้ประชาชนทวัI ไปไดร้ ับรู้ถึง
การจดั ตNงั การรวมมสั ยดิ และการเลิกมสั ยดิ แต่ละแห่ง อนั เนIืองมาจากการดาํ เนินการในเรIืองการ
จดั ตNงั การรวม และการเลิกมสั ยดิ นNนั มีความสาํ คญั ตามทIีไดก้ ล่าวมาแลว้ ในตอนตน้ วา่ เป็นเรIืองทีI
เกIียวขอ้ งกบั ความสงบของกฎหมายบา้ นเมือง ชุมชนพลเมือง อาคาร ทIีดิน และทรัพยส์ ินดว้ ย
ต่อมา รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยไดอ้ อกกฎกระทรวง ฉบบั ทIี (2) พ.ศ. 2542 ออก
ตามความในพระราชบญั ญตั ิการบริหารองคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 เพืIอกาํ หนดรายละเอียด
เกีIยวกบั หลกั เกณฑใ์ นการสร้าง การจดั ตNงั การจดทะเบียนมสั ยดิ รวมทNงั กาํ หนดเกIียวกบั การยา้ ย
การรวม และการเลิกมสั ยิดดว้ ย ซIึงสาระสําคญั โดยสรุปก็คือ ขNนั ตอนแรก จะตอ้ งมีการยIืนขอ
ความเห็นชอบในการสร้างมสั ยิดต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั พร้อมทNงั เอกสารทีI
เกีIยวขอ้ ง เช่น แผนผงั การใช้ทIีดินและสิIงก่อสร้าง เขตทีIตNงั มสั ยิดและระยะห่างจากมสั ยิดอIืน
หนงั สือแสดงกรรมสิทธgิในทIีดินหรือสิทธิครอบครอง เป็ นตน้ ซIึงคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั จะตอ้ งพิจารณาใหแ้ ลว้ เสร็จภายใน 90 วนั เมIือไดร้ ับความเห็นชอบแลว้ จึงจะสามารถทาํ
การก่อสร้างมสั ยดิ ได้ ขNนั ตอนทีIสอง เมIือก่อสร้างมสั ยดิ แลว้ เสร็จ จะตอ้ งยนIื ขอความเห็นชอบใน
การจดั ตNงั มสั ยิดต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อีกครNังหนIึง เพIือพิจารณาว่าไดม้ ีการ
ก่อสร้างมสั ยิดเป็ นไปตามแบบแปลนหรือแผนผงั ทIีไดย้ Iืนขออนุญาตก่อสร้างไว้ จึงจะมีมติให้
ความเห็นชอบในการจดั ตNงั มสั ยดิ ต่อไปได้ ขNนั ตอนทีIสาม ใหย้ นIื คาํ ขอจดทะเบียนจดั ตNงั มสั ยดิ ต่อ
นายอาํ เภอทอ้ งทIี พร้อมทNงั เอกสารมติของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทีIอนุญาตใหจ้ ดั ตNงั
มสั ยิด รวมทNงั ใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารตามพระราชบญั ญตั ิควบคุมอาคารดว้ ย ขNนั ตอนทีIสีI
ให้นายอาํ เภอทอ้ งทีIเสนอเรIืองไปยงั พนักงานเจา้ หน้าทีIทีIรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
แต่งตNงั เป็นผพู้ ิจารณาใหค้ วามเห็นชอบในการจดทะเบียนจดั ตNงั มสั ยดิ ตามกฎหมายต่อไป
จากขNนั ตอนการดาํ เนินการทNงั 4 ขNนั ตามทIีกาํ หนดในกฎกระทรวง จะเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจน
วา่ ในการจดทะเบียนจดั ตNงั มสั ยดิ นNนั เป็นเรืIองทีIสาํ คญั และเกIียวขอ้ งทNงั ในดา้ นศาสนาอิสลามและ
ทางด้านการปกครอง ซIึงจะต้องมีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าทีIทีIเกIียวข้องกับเรืIองดังกล่าวเป็ น
ผพู้ ิจารณาใหค้ วามเห็นชอบตามขNนั ตอนต่างๆ ทีIกาํ หนดไว้ เป็นผลทาํ ใหก้ ารเกิดขNึนของมสั ยดิ จึง
กระทาํ ไดไ้ ม่ง่ายนกั ซIึงเดิมตามพระราชบญั ญตั ิมสั ยดิ อิสลามฯ ไดก้ าํ หนดขNนั ตอนไวแ้ ต่เพียงวา่
การจดทะเบียนจดั ตNงั มสั ยดิ นNนั ใหจ้ ดทะเบียนต่อพนกั งานเจา้ หนา้ ทIีโดยทIีอิหม่าม คอเตบ็ บิหลนIั
เป็นผขู้ อโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เท่านNนั ซIึงจะเห็นไดว้ า่ การ
จดั ตNงั มสั ยดิ แต่เดิมนNนั สามารถกระทาํ ไดง้ ่ายกวา่ แต่อยา่ งไรกต็ าม ขNนั ตอนทNงั สีIขNนั ตอนเป็นการ
64
กาํ หนดในกฎกระทรวง ซIึงถือวา่ เป็นกฎหมายลาํ ดบั รอง ดว้ ยเหตุนNี หากสังคมมุสลิมหรือบุคคล
ทีIเกีIยวขอ้ งเห็นวา่ ขNนั ตอนการจดทะเบียนจดั ตNงั มสั ยดิ เป็นสIิงทIีกระทาํ ไดย้ าก สมควรทIีจะแกไ้ ขก็
สามารถทIีจะเสนอต่อรัฐมนตรีผรู้ ักษาการตามกฎหมายใหแ้ กไ้ ขกฎกระทรวงดงั กล่าวไดโ้ ดยไม่
จาํ เป็นตอ้ งออกเป็นพระราชบญั ญตั ิแกไ้ ขขอ้ กาํ หนดในเรืIองดงั กล่าวแต่อยา่ งใด
อยา่ งไรก็ดี ผูเ้ ขียนมีขอ้ สังเกตเกีIยวกบั เอกสารสําคญั ทIีใชใ้ นการขอรับความเห็นชอบใน
การสร้างมสั ยดิ ซIึงอาจจะก่อใหเ้ กิดปัญหาตามมาในภายหลงั ได้ ทNงั นNี เนืIองจากตามกฎกระทรวง
ฉบบั ทีI 2 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิการบริหารองคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ.
2540 ขอ้ 2 ไดก้ าํ หนดว่า “บุคคลใดประสงค์จะสร้างมสั ยิดให้ยืIนคาํ ขอรับความเห็นชอบต่อ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามแบบ บอ. 1 ท้ายกฎกระทรวงนNี พร้อมด้วยเอกสาร
ดงั ต่อไปนNี (1) แผนผงั แสดงการใช้ทีIดินและสิIงก่อสร้างของมสั ยิด (2) แผนทIีแสดงเขตทีIตNงั
มสั ยดิ และระยะห่างจากมสั ยดิ อIืน (3) สาํ เนาหนงั สือสาํ คญั แสดงกรรมสิทธgิหรือสิทธิครอบครอง
ทีIดินทIีใช้สร้างมสั ยิด (4) สําเนาหนังสือสัญญาซIึงเจา้ ของกรรมสิทธgิหรือผูม้ ีสิทธิครอบครอง
ทีIดินตามกฎหมายทาํ กบั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั แสดงความจาํ นงว่าจะให้ทIีดิน
ดงั กล่าวเพืIอสร้างมสั ยิด” ซIึงเอกสารประกอบคาํ ขอรับความเห็นชอบในการจดั ตNงั สร้างมสั ยิด
ตาม (1) (2) (3) นNนั มีความชดั เจนและเป็ นประโยชน์ในการพิจารณาคาํ ขอ แต่สาํ หรับเอกสาร
ตาม (4) นNนั เป็ นเพียงเอกสารหนงั สือสัญญาทีIแสดงความจาํ นงว่าจะให้ทIีดินดงั กล่าวเพIือสร้าง
มสั ยดิ เท่านNนั กรณียอ่ มไม่มีความชดั เจนวา่ ทีIดินแปลงนNนั จะตกเป็นของมสั ยดิ ในอนาคตหรือไม่
เนืIองจากยงั มิไดม้ ีการโอนกรรมสิทธgิและจดทะเบียนโดยถูกตอ้ งตามกฎหมาย ดว้ ยเหตุนNี หาก
ผูใ้ ห้สัญญาไม่ปฏิบตั ิตามหรือละเมิดสัญญา กรณีก็ยอ่ มไม่มีสภาพบงั คบั ให้ตอ้ งดาํ เนินการตาม
สัญญาได้ หากแต่สามารถเรียกร้องไดเ้ ฉพาะความรับผิดทางแพ่งเท่านNนั ดงั นNนั จึงเป็ นผลทาํ ให้
ไม่มีทีIดินทีIจะสร้างมสั ยิดโดยถูกตอ้ งตามกฎหมาย ดว้ ยเหตุนNี จึงเห็นว่าสมควรยกเลิกเอกสาร
ดังกล่าวเสียหรือกาํ หนดเงืIอนไขในการใช้เอกสารดังกล่าวให้มีความชัดเจนมากยิIงขNึนและ
สามารถมีสภาพบงั คบั ไดต้ ามกฎหมายดว้ ย
นอกจากนNีแลว้ ในปัจจุบนั ไดเ้ กิดปัญหาเกีIยวกบั เรIืองนNีในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอยา่ งยงิI
จงั หวดั ทIีมิไดม้ ีชุมชนมุสลิมเกิดขNึน หากแต่มีการจดั ตNงั หรือมีการก่อสร้างมสั ยดิ เพIือใหผ้ เู้ ดินทาง
หรือบุคคลในละแวกใกลเ้ คียงมาละหมาดวนั ศุกร์ร่วมกนั ซIึงกรณีเช่นนNียงั ไม่อาจถือไดว้ ่าเป็ น
มสั ยิดทIีสมควรได้รับการจดทะเบียนตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนNี แต่ควรจะ
พิจารณาให้มีสถานะในทางกฎหมายไดเ้ พียงเป็ น “มู่ซ็อลลา” หรือ “บาลยั หรือบาแล”ในภาษา
65
มาลายู ซIึงหมายถึง สถานทIีประกอบศาสนกิจในศาสนาอิสลามโดยทIีมิไดม้ ีชุมชนมุสลิมเกิดขNึน
ในบริเวณดงั กล่าวตามทIีไดก้ ล่าวรายละเอียดในบทนิยามคาํ วา่ “มสั ยดิ ” ในตอนตน้ แลว้
มสั ยดิ จดทะเบียนมฐี านะเป็ นนิตบิ ุคคล
มาตรา 13 ให้มัสยิดที<ได้จดทะเบียนจัดต/ังต่อพนักงานเจ้าหน้าท<ีแล้ว มีฐานะเป็ นนิติ
บุคคล โดยให้คณะกรรมการอิสลามประจํามัสยิดเป็ นผู้แทนของมัสยิดในกิจการที<เกี<ยวกับ
บุคคลภายนอก เพ<ือการนี/ คณะกรรมการอิสลามประจํามัสยิดอาจมอบหมายให้กรรมการคน
หน<ึงหรือหลายคนทาํ การแทนกไ็ ด้
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิมาตรานNีกาํ หนดให้มสั ยิดทีIไดจ้ ดทะเบียนต่อพนักงานเจา้ หน้าทIีแลว้ มีฐานะ
เป็ นนิติบุคคล ซIึงเดิมในพระราชบญั ญตั ิมสั ยิดอิสลามฯ ก็มีการกาํ หนดในมาตรา 5 ในลกั ษณะ
เช่นเดียวกนั คือ ให้มสั ยิดซIึงไดจ้ ดทะเบียนต่อหน้าพนกั งานเจา้ หน้าทีIแลว้ เป็ นนิติบุคคล ซIึงจะ
เห็นไดว้ า่ แมถ้ อ้ ยคาํ จะใชแ้ ตกต่างกนั เลก็ นอ้ ย คือ ใชว้ า่ “จดทะเบียนต่อหนา้ พนกั งานเจา้ หนา้ ทีI”
ซIึงเป็ นถอ้ ยคาํ โบราณแต่ความหมายหรือนัยคงมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกนั กล่าวคือ เมืIอ
พนักงานเจ้าหน้าทีIได้รับจดทะเบียนมสั ยิดใดให้เป็ นมสั ยิดตามกฎหมายแลว้ ย่อมมีผลทาง
กฎหมายทาํ ใหม้ สั ยดิ นNนั มีสภาพเป็นนิติบุคคลในทนั ที
การมีสถานะเป็ นนิติบุคคลในทางกฎหมายถือว่าเป็ นสิIงทIีมีความสาํ คญั อยา่ งยIิง เพราะว่า
นิติบุคคล หมายถึง บุคคลทIีกฎหมายสมมติขNึนเพืIอให้มีความสามารถ มีสิทธิ หนา้ ทIี และความ
66
รับผิดชอบไดต้ ามกฎหมายเหมือนกบั บุคคลธรรมดา เวน้ แต่ สิทธิและหนา้ ทIีบางอยา่ งซIึงบุคคล
ธรรมดามีอยู่โดยธรรมชาติหรือมีอยู่โดยเฉพาะเท่านNัน นิติบุคคลจะมีไม่ได้ เช่น สิทธิในดา้ น
ครอบครัว สิทธิในทางการเมือง เป็ นตน้ ดว้ ยเหตุนNี เมืIอมสั ยิดมีสถานะเป็ นนิติบุคคลในทาง
กฎหมายย่อมเป็ นผลทาํ ให้มัสยิดเป็ นองค์กรทIีมีสภาพอยู่จริง มีชIือ มีความสามารถ มีการ
แสดงออกโดยใชช้ ืIอของตนเอง สามารถแสดงเจตนาหรือตดั สินใจหรือทาํ นิติกรรมในเรIืองหนIึง
เรืIองใดได้ รวมทNงั สามารถทีIจะรับทรัพยส์ ินหรือถือกรรมสิทธgิในทีIดินหรืออสงั หาริมทรัพย์ หรือ
เป็นผคู้ รอบครองสิทธิต่างๆ ในนามของตนเองไดด้ ว้ ย นอกจากนNีแลว้ มสั ยดิ ยงั อาจไดก้ รรมสิทธgิ
ในทIีดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
อีกดว้ ย ทNงั นNี เป็นไปตามแนวคาํ พิพากษาฎีกาทIี 239/2514
เหตุผลทีIตอ้ งมีการกาํ หนดให้เป็ นนิติบุคคลก็เนืIองจากเดิมก่อนทีIจะมีพระราชบญั ญัติ
มสั ยิดอิสลามฯ มสั ยิดหรือสุเหร่าในขณะนNนั ไม่มีสถานะทIีเป็ นนิติบุคคล จึงมีปัญหาในการถือ
กรรมสิทธgิในทีIดินหรือการครอบครองอสังหาริมทรัพยห์ รือทรัพยส์ ินต่างๆ เมIือมีผูอ้ ุทิศหรือ
วะก๊าฟให้ ดว้ ยเหตุนNี โต๊ะอิหม่ามหรือบุคคลหนIึงบุคคลใดจึงตอ้ งถือกรรมสิทธgิในทIีดินหรือ
ทรัพยส์ ินนNนั แทนมสั ยิด โดยการใส่ชIือบุคคลดงั กล่าว เมืIอเวลาผ่านไปบุคคลนNนั ไดเ้ สียชีวิตลง
ทายาทเข้ามารับมรดกของผูถ้ ึงแก่ความตายโดยอาจจะรู้หรือไม่รู้ถึงการทIีบุคคลนNันได้ถือ
กรรมสิทธgิในทีIดินหรือทรัพยส์ ินแทนมสั ยิด จึงมีปัญหาในการฟ้องร้องเป็ นคดีในศาลอยตู่ ลอด
มา ด้วยเหตุนNี การจดทะเบียนมสั ยิดเป็ นนิติบุคคลจึงสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านNีได้โดยผูท้ Iี
ประสงคจ์ ะอุทิศทIีดินหรือบริจาคทรัพยส์ ินให้กบั มสั ยิดก็สามารถใส่ชืIอมสั ยิดในฐานะเป็ นนิติ
บุคคลผูร้ ับมอบทรัพยส์ ินนNันได้ โดยไม่จาํ เป็ นตอ้ งมอบให้บุคคลหนIึงบุคคลใดใส่ชืIอแทนอีก
ต่อไป
อยา่ งไรก็ตาม การถือกรรมสิทธgิในทIีดินเพIือการศาสนาขององคก์ รศาสนาทุกศาสนานNนั
กฎหมายไดก้ าํ หนดขอ้ จาํ กดั เกีIยวกบั จาํ นวนในการถือครอง และเงืIอนไขในการทIีตอ้ งไดร้ ับ
อนุญาตไวใ้ นประมวลกฎหมายทีIดิน มาตรา 84 ความวา่
“การไดม้ าซIึงทIีดินของวดั วาอาราม วดั บาดหลวงโรมนั คาธอลิค มูลนิธิเกIียวกบั คริสตจ์ กั ร
หรือมสั ยดิ อิสลาม ตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากรัฐมนตรี และใหไ้ ดม้ าไม่เกิน ๕๐ ไร่
ในกรณีทIีเป็ นการสมควร รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ไดม้ าซIึงทีIดินเกินจาํ นวนทIีบญั ญตั ิไวใ้ น
วรรคแรกกไ็ ด้
67
บทบญั ญตั ิในมาตรานNีไม่กระทบกระเทือนการไดม้ าซIึงทีIดินทIีมีอยแู่ ลว้ ก่อนวนั ทีIประมวล
กฎหมายนNีใช้บงั คบั และการไดม้ าซIึงทีIดินของมสั ยิดอิสลามโดยทางบทบญั ญตั ิแห่งศาสนา
อิสลามในจงั หวดั ทีIมีตาํ แหน่งดะโตะ๊ ยตุ ิธรรม”
สําหรับในส่วนของการดาํ เนินการของมสั ยิดซIึงเป็ นนิติบุคคลนNันตามกฎหมายเดิม คือ
พระราชบญั ญตั ิมสั ยิดอิสลามฯ มิไดม้ ีการกาํ หนดให้บุคคลใดเป็ นผูแ้ ทนของมสั ยิด จึงถือเป็ น
ช่องวา่ งของกฎหมาย เมืIอมีกรณีพิพาทเกิดขNึนจนเป็นคดีความกนั ศาลฎีกาจึงไดว้ ินิจฉยั ในฎีกาทีI
2211/2514 ว่า มสั ยิดซIึงไดจ้ ดทะเบียนเป็ นนิติบุคคลแลว้ นNัน เมIือกรรมการมสั ยิดซIึงกฎหมาย
บญั ญตั ิให้มีหนา้ ทIีจดั การทรัพยส์ ินของมสั ยิดไดล้ งมติให้ดาํ เนินคดีกบั จาํ เลยซIึงอยใู่ นทIีดินของ
มสั ยดิ เจา้ หนา้ ทIีบริหารของมสั ยดิ อนั ไดแ้ ก่ อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนัI ก็ยอ่ มดาํ เนินการแต่งตNงั
ทนายความให้ฟ้องคดีในนามของมสั ยิดได้ อนั จะเห็นไดว้ ่า ศาลฎีกาไดต้ ีความอุดช่องว่างของ
กฎหมายในขณะนNันโดยการให้คณะกรรมการมัสยิดทIีมีหน้าทIีจดั การทIัวไปในกิจการและ
ทรัพยส์ ินของมสั ยดิ เป็นผแู้ ทนของมสั ยดิ เพIือแกป้ ัญหาทีIกฎหมายมิไดก้ าํ หนดเอาไวช้ ดั เจน
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ความในตอนท้าย ของบทบัญ ญัติมาตรา 13 ของ
พระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีจึงไดก้ าํ หนดว่า “ให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดเป็ นผูแ้ ทนของ
มสั ยดิ ในกิจการทIีเกีIยวกบั บุคคลภายนอก” โดยเหตุทIีเมIือมสั ยดิ เป็นนิติบุคคลแลว้ แต่ทวา่ มสั ยดิ
มิไดม้ ีสภาพตวั ตนเช่นบุคคลธรรมดายอ่ มไม่สามารถทIีจะกระทาํ การในทางกายภาพ เช่น การซNือ
ขาย การจดทะเบียน การลงนามในสญั ญาต่างๆ ไดเ้ ช่นคนปกติ ดว้ ยเหตุนNี ในการดาํ เนินการของ
มสั ยิดจึงจาํ เป็ นจะตอ้ งมีผูแ้ ทนของนิติบุคคล ซIึงบทบญั ญตั ิมาตรานNีกาํ หนดให้คณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ เป็ นผแู้ ทนของมสั ยดิ ในการดาํ เนินการหรือกระทาํ นิติกรรมต่างๆ เกIียวกบั
บุคคลภายนอก ซIึงการทIีคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ จะสามารถแต่งตNงั ผแู้ ทนของมสั ยดิ
ไดก้ ็ดว้ ยการประชุมร่วมกนั และมีมติในเรIืองใดเรIืองหนIึง ซIึงอาจจะมีมติเป็ นการทวIั ไปมอบให้
บุคคลหนIึงบุคคลใดเป็นผแู้ ทนตลอดไป หรืออาจจะมีมติเป็นการเฉพาะในแต่ละเรืIองกไ็ ด้
68
การจดทะเบียนเลกิ มสั ยดิ
มาตรา 14 มสั ยดิ ทเ<ี ป็ นนิตบิ ุคคลอาจเลกิ ได้โดยการจดทะเบียนเลกิ มสั ยดิ ต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที< บรรดาทรัพย์สินของมสั ยดิ ทเี< ลกิ ตามวรรคหน<ึง ให้โอนไปยงั มสั ยดิ ทเี< ป็ นนิตบิ ุคคล
ทอ<ี ยู่ใกล้ทสี< ุด ถ้าไม่อาจทาํ ได้ให้โอนไปยงั มสั ยดิ ทเี< ป็ นนิตบิ ุคคลทอี< ยู่ในลาํ ดบั ถดั ไป เว้นแต่เป็ น
ทรัพย์สินทไ<ี ด้มาโดยมผี ู้อทุ ศิ ให้ และผู้อทุ ศิ ให้ได้แสดงเจตนาไว้เป็ นอย่างอื<น
คาํ อธิบาย
ตามกฎหมายเดิม การดาํ เนินการเกIียวกบั การเลิกมสั ยดิ นNนั พระราชบญั ญตั ิมสั ยดิ อิสลามฯ
ไดก้ าํ หนดถึงสาเหตุหรือเหตุผลในการเลิกมสั ยดิ รวมทNงั จะตอ้ งมีขNนั ตอนและวิธีการเพืIอมีคาํ สIัง
ใหเ้ ลิกมสั ยดิ ไดต้ ามทIีกาํ หนดในมาตรา 10 ซIึงระบุวา่ “มสั ยดิ ใดมีสัปบุรุษนอ้ ย หรือมีพฤติการณ์
อยา่ งอIืนอนั ไม่สามารถจะดาํ รงอยูไ่ ด้ หรือเลิกร้างไป ให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
เป็ นผูร้ ายงานไปยงั คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพIือขอคาํ สIังให้เลิกมสั ยิด
นNัน” วรรคสองไดก้ าํ หนดว่า “เมืIอคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดส้ Iังให้เลิก
มสั ยิดนNันแลว้ ก็ให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั แจง้ ไปยงั พนักงานเจา้ หน้าทีIซIึงไดร้ ับ
จดทะเบียนมสั ยดิ นNนั จากบทบญั ญตั ิของมาตราดงั กล่าวจะเห็นไดว้ า่ ในการเลิกมสั ยดิ นNนั จะตอ้ ง
ปรากฏเหตุอย่างใดอย่างหนIึงใน 3 อย่างคือ (1) มีสัปบุรุษน้อย (2) มีพฤติการณ์อย่างอIืนอนั
ไม่สามารถจะดํารงอยู่ได้ หรือ(3) เลิกร้างไป ซIึงสาเหตุทNังสามประการมีลักษณะทIีเป็ น
นามธรรม ไม่ชดั เจนนกั และเป็ นขอ้ เทจ็ จริงทีIจะตอ้ งพิสูจน์ให้เกิดความชดั เจนขNึนรวมทNงั เป็ นทIี
ยอมรับไดด้ ว้ ย เช่น กรณีทIีจะถือวา่ มีสปั บุรุษนอ้ ย หมายถึงมีจาํ นวนเหลือกIีคน ? หากเหลือเพียง
1 คน 5 คน หรือ 10 ถือว่าน้อยหรือไม่? กรณีทIีมีพฤติการณ์อนั ไม่สามารถจะดาํ รงอยู่ได้คือ
อะไรบา้ ง? รวมทNงั การเลิกร้างไปนNันมีความหมายรวมถึงการทIีคณะกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยิดประสงคท์ ีIจะเลิกกนั เองหรือสัปบุรุษประสงคใ์ ห้มีการเลิกมสั ยิดไดด้ ว้ ย ซIึงจะเห็นไดว้ ่า
69
กฎหมายเดิมมีปัญหาในการตีความอยา่ งแน่นอนหากจะมีการเลิกมสั ยดิ เกิดขNึนจริง ส่วนขNนั ตอน
และวิธีการนNันไม่ยุ่งยากนักเนIื องจากเมืIอปรากฏเหตุอย่างใดอย่างหนIึ งดังกล่าวแล้ว
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีหน้าทีIเป็ นผูร้ ายงานต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยเพืIอให้มีคาํ สัIงเลิกมสั ยิดนNันได้ หลงั จากนNันจึงให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั แจง้ ไปยงั พนกั งานเจา้ หนา้ ทIีซIึงไดร้ ับจดทะเบียนมสั ยดิ ไว้
สําหรับการเลิกมัสยิดตามพระราชบัญญัติฉบับนNีมิได้มีการกาํ หนดเหตุทIีจะต้องเลิก
เหมือนกับพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามฯ หากแต่มีขNันตอนและวิธีการทIีมากขNึนกว่าเดิม
เนIืองจากในการเลิกมสั ยิดจะตอ้ งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพืIอให้ประชาชนและผูท้ Iี
เกีIยวขอ้ งไดร้ ับทราบดว้ ย โดยบทบญั ญตั ิในมาตรา 14 นNีมีลกั ษณะเช่นเดียวกบั การจดทะเบียน
จดั ตNงั มสั ยดิ กล่าวคือ จะตอ้ งนาํ ความในมาตรา 12 มาใชป้ ระกอบในการพิจารณาดว้ ย เนIืองจาก
บทบญั ญัติมาตรา 14 ได้กาํ หนดไวแ้ ต่เพียงว่า ”มสั ยิดทIีเป็ นนิติบุคคลอาจเลิกได้ด้วยการจด
ทะเบียนเลิกมสั ยิดต่อพนกั งานเจา้ หนา้ ทีI” ส่วนรายละเอียดเกIียวกบั การจดทะเบียนเลิกมสั ยิด
นNันตอ้ งเป็ นไปตามความในมาตรา 12 คือ เป็ นไปตามทีIกาํ หนดในกฎกระทรวง ซIึงต่อมา
รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยไดอ้ อกกฎกระทรวง ฉบบั ทIี 2 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน
พระราชบญั ญตั ิการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 เพIือกาํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั
วธิ ีการเลิกมสั ยดิ ไวใ้ นขอ้ 10 วา่ ใหป้ ระธานกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ หรือกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิดคนหนIึงยืIนคาํ ขอรับความเห็นชอบให้เลิกมสั ยิดต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั เมืIอคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ให้ความเห็นชอบแลว้ ให้ผูย้ Iืนคาํ ขอยืIนขอจด
ทะเบียนเลิกมสั ยดิ ต่อพนกั งานเจา้ หนา้ ทIี ให้พนกั งานเจา้ หนา้ ทIีบนั ทึกสาเหตุแห่งการเลิกมสั ยดิ
ลงในทะเบียนการจดั ตNงั มสั ยิด และแจง้ ต่อผูว้ ่าราชการจงั หวดั เพืIอดาํ เนินการให้มีการประกาศ
การเลิกมสั ยดิ ในราชกิจจานุเบกษา
จากขอ้ กาํ หนดของกฎกระทรวงดงั กล่าวจะเห็นไดว้ า่ การเลิกมสั ยดิ สามารถกระทาํ ไดง้ ่าย
กวา่ เดิมหลายประการ เช่น ไม่จาํ เป็ นตอ้ งปรากฏเหตุทIีจะตอ้ งเลิกมสั ยดิ เพียงแต่ให้ผทู้ IีเกีIยวขอ้ ง
ดาํ เนินการยนืI คาํ ขอยกเลิกมสั ยดิ ต่อเจา้ หนา้ ทีIทIีกาํ หนดไวแ้ ละใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ทIีบนั ทึกสาเหตุ
แห่งการเลิกลงในทะเบียนจดั ตNงั มสั ยิดเท่านNันก็เพียงพอ และทีIสําคญั คือ ผูว้ ่าราชการจงั หวดั
จะตอ้ งดาํ เนินการประกาศการเลิกมสั ยิดในราชกิจจานุเบกษา เพIือให้ประชาชนทวIั ไปไดร้ ับ
ทราบดว้ ย
70
ภายหลงั ทIีมีการจดทะเบียนเลิกมสั ยิดต่อพนกั งานเจา้ หนา้ ทIีแลว้ กฎหมายไดก้ าํ หนดให้
บรรดาทรัพยส์ ินของมสั ยดิ ทIีเลิกโอนไปยงั มสั ยดิ ทIีเป็นนิติบุคคลทีIอยใู่ กลท้ Iีสุด (โดยพิจารณาจาก
ระยะทางเป็ นหลกั ) ถา้ ไม่อาจทาํ ไดก้ ็ให้โอนไปยงั มสั ยิดทีIเป็ นนิติบุคคลทIีอยู่ในลาํ ดบั ถดั ไป
(พิจารณาจากระยะทางเป็นหลกั เช่นกนั ) โดยมีขอ้ ยกเวน้ ซIึงเป็นไปตามหลกั การศาสนาอิสลามวา่
หากทรัพยส์ ินของมสั ยิดนNันเป็ นทรัพยส์ ินทีIไดม้ าเนืIองจากมีผูอ้ ุทิศให้ และผูอ้ ุทิศนNันไดแ้ สดง
เจตนาไวอ้ ย่างชดั เจนว่าให้ทรัพยส์ ินนNันตกเป็ นของมสั ยิดใดหรือองค์กรใด กรณีเช่นนNีก็ย่อม
จะต้องดําเนินการให้เป็ นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ทIีอุทิศนNันตามความในข้อยกเว้นท้าย
บทบญั ญตั ิมาตรา 14 นNี
71
การคดั เลือกกรรมการอสิ ลาม
ประจาํ มสั ยดิ ชุดแรก
มาตรา 15 มัสยิดที<ได้จดทะเบียนแล้ว ให้ดําเนินการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจํา
มสั ยดิ ตามหมวด 5 ภายในเก้าสิบวนั นับแต่วนั จดทะเบยี น
คาํ อธิบาย
หากพิจารณาแต่เพียงผิวเผินจะเห็นวา่ บทบญั ญตั ิมาตรานNีมีสาระสาํ คญั แต่เฉพาะเรืIองการ
กาํ หนดระยะเวลาในการทIีตอ้ งจดั ใหม้ ีการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ภายหลงั จากทีI
ไดจ้ ดทะเบียนต่อพนกั งานเจา้ หนา้ ทIีแลว้ เท่านNนั ซIึงกาํ หนดให้ตอ้ งมีการคดั เลือกภายใน 90 วนั
นบั แต่วนั ทีIจดทะเบียน อนั มีระยะเวลาทีIแตกต่างไปจากการคดั เลือกตามปกติ เนIืองจากเป็นกรณี
การคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดชุดแรกนนัI เอง จึงจาํ เป็ นตอ้ งดาํ เนินการโดยรวดเร็ว
กวา่ การคดั เลือกตามระยะเวลาปกติทวIั ไป ซIึงกาํ หนดใหต้ อ้ งดาํ เนินการคดั เลือกภายในระยะเวลา
180 วนั นบั แต่วนั ทีIสิNนสุดวาระการดาํ รงตาํ แหน่งหรือตาํ แหน่งนNนั ไดว้ า่ งลง
แต่หากได้พิจารณาถ้อยคาํ ของบทบัญญัติมาตรา 15 นNีจะเห็นได้ว่า มีสาระสําคัญ 2
ประการทีIไม่อาจก้าวล่วงผ่านไปได้โดยไม่อธิบายลงในรายละเอียด ก็คือ (1) ถ้อยคําว่า
“คดั เลือก” และ (2) คาํ วา่ “ให้ดาํ เนินการ … ตามหมวด 5” ซIึงสาระสาํ คญั สองประการดงั กล่าว
เป็ นเรืIองทีIจะตอ้ งขยายความในรายละเอียดเพIือให้เกิดความเขา้ ใจทีIถ่องแท้และเป็ นไปตาม
เจตนารมณ์ของพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีอยา่ งแทจ้ ริง
ประการแรก ถอ้ ยคาํ วา่ “คดั เลือก” ถือเป็นใจความทIีสาํ คญั ทIีสุดของการดาํ เนินการในเรืIองนNี
เนืIองจากกฎหมายใชถ้ อ้ ยคาํ วา่ “คดั เลือก” มิใช่คาํ วา่ “เลือกตNงั ” เพราะวา่ ทNงั สองคาํ มีความหมายทIี
72
แตกต่างกนั อย่างสิNนเชิง ดว้ ยเหตุนNี การดาํ เนินการจึงไม่เหมือนกนั กล่าวคือ คาํ ว่า “คดั เลือก”
ตามความหมายทIีระบุในพจนานุกรมฉบบั ราชบญั ฑิตยสถาน หมายถึง “เลือกเอาทIีตอ้ งการไว,้
คัดเอาทีIไม่ต้องการออก” เช่น การคัดเลือกทหารหรือการคัดเลือกบุคคลดํารงตําแหน่ง
ข้าราชการพลเรือน เป็ นต้น ส่วนคําว่า “เลือกตNัง” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน หมายถึง “เลือกสรรบุคคลให้เป็ นผแู้ ทนหรือให้ดาํ รงตาํ แหน่งดว้ ยการออก
เสียงลงคะแนน เช่น เลือกตNงั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เลือกตNงั กรรมการ” จะเห็นไดว้ า่ ทNงั สอง
คาํ มีความหมายทีIแตกต่างกัน และใช้ในสถานการณ์ทีIแตกต่างกันด้วย การคัดเลือกใช้ใน
ความหมายทIีตอ้ งการเลือกเอาสิIงใดสิIงหนIึงทีIตอ้ งการนNนั ไว้ และคดั เอาสIิงทIีไม่ตอ้ งการออกไป
กรณีทIีจะนํามาใช้กบั การคดั เลือกคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดก็คือ การคดั บุคคลทีIมี
คุณสมบตั ิเหมาะสมและไม่มีลกั ษณะตอ้ งห้ามตามทีIกฎหมายกาํ หนดเพืIอเขา้ มาดาํ รงตาํ แหน่ง
เป็ นกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิด และคดั บุคคลทIีไม่มีคุณสมบัติหรือไม่เหมาะสมหรือมี
ลกั ษณะตอ้ งหา้ มออกไปนนัI เอง ส่วนการเลือกตNงั นNนั มิไดม้ ุ่งประสงคใ์ นเรืIองเกีIยวกบั คุณสมบตั ิ
เป็นสIิงสาํ คญั หากแต่เป็นดุลพินิจของผทู้ ีIมีสิทธิเลือกตNงั ทีIจะแสดงเจตนาในการเลือกบุคคลหนIึง
บุคคลใดเป็ นผูแ้ ทนของตนเองไดต้ ามความสมคั รใจ อนั มีลกั ษณะเป็ นเรIืองทIีเกIียวขอ้ งกบั สิทธิ
และเสรีภาพในทางการเมือง
ดว้ ยเหตุผลทIีไดก้ ล่าวขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่ การคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ มิได้
มีลกั ษณะเป็ นการเลือกตNงั ซIึงเป็ นวิธีการในทางการเมืองทีIจะตอ้ งมีการหาเสียงก่อนการเลือกตNงั
มีการจัดทีมหรื อรวมกลุ่มเพIือหาพวกพ้องสนับสนุนกลุ่มของตน หากแต่การคัดเลือก
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดนNันจะต้องพิจารณาดูจากคุณสมบัติเป็ นประการสําคญั
กล่าวคือ ควรจะตอ้ งคดั เลือกจากคุณสมบตั ิในการดาํ รงตาํ แหน่งว่าบุคคลใดมีความเหมาะสม
มากกวา่ กนั
ประการทีIสอง ความในตอนทา้ ยของมาตรา 15 ทIีกาํ หนดให้ดาํ เนินการคดั เลือก … ตาม
หมวด 5 ซIึงความหมายก็คือ ให้นาํ บทบญั ญตั ิว่าดว้ ยการคดั เลือกตามความในหมวด 5 ซIึงเป็ น
หมวดทีIวา่ ดว้ ยเรืIองเกIียวกบั กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ โดยเฉพาะ มาใชใ้ นการเลือกกรรมการ
ประจาํ มสั ยดิ ชุดแรกนNีดว้ ย ซIึงเมืIอไดพ้ ิจารณาบทบญั ญตั ิในหมวด 5 ไม่วา่ จะเป็นมาตรา 33 หรือ
มาตรา 34 จะกาํ หนดให้นําความในมาตรา 30 มาใช้ทNังสิNน อนั แสดงให้เห็นว่า สาระสําคญั
เกIียวกบั วิธีการและขNนั ตอนในการคดั เลือกได้ถูกกาํ หนดไวใ้ นมาตรา 30 ซIึงได้บญั ญัติไวว้ ่า
“ให้ประธานกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั หรือกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั ทีIได้รับ
73
มอบหมายจากประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เป็ นประธานในทีIประชุมสัปปุรุษประจาํ
มสั ยิด เพIือดาํ เนินการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด แลว้ เสนอคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั เพIือพิจารณาแต่งตNงั ทNงั นNี ตามระเบียบทIีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยกาํ หนด” ซIึงเมIือไดพ้ ิจารณาตวั บทแลว้ จะเห็นไดว้ า่ เนNือหาสาระของการคดั เลือกตามความ
ในมาตรา 30 นNีก็คือ การจัดให้มีการประชุมสัปปุรุษประจํามัสยิดขNึนเพIือทําการคัดเลือก
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดเป็ นใจความทีIสําคญั ทIีสุด เหตุผลทIีตอ้ งกาํ หนดให้มีการประชุม
สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ก็เนIืองจากประสงคท์ ีIจะให้ใชว้ ิธีการ ”ชูรออฺ” ตามหลกั การศาสนาอิสลาม
ในการคัดเลือกนIันเอง อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคัดเลือกตามเจตนารมณ์ของ
บทบญั ญตั ิมาตรานNีมีความแตกต่างจากการเลือกตNงั ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน ซIึง
ผเู้ ขียนจะขอกล่าวในรายละเอียดเกีIยวกบั การชูรออฺ เมIือถึงบทบญั ญตั ิในเรืIองนNีโดยตรงต่อไป
74
หมวด 3
คณะกรรมการกลางอสิ ลาม
แห่งประเทศไทย
75
คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 16 ให้มีคณะกรรมการคณะหน<ึงเรียกว่า "คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทย" ประกอบด้วยจุฬาราชมนตรีเป็ นประธานกรรมการ และกรรมการซึ<งทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งต/ังจากกรรมการอิสลามประจําจังหวัด ซึ<งเป็ นผู้แทนคณะกรรมการ
อสิ ลามประจําจังหวัด จังหวัดละหนึ<งคน และจากกรรมการอ<ืนซ<ึงคัดเลือกโดยจุฬาราชมนตรีมี
จาํ นวนหนึ<งในสามของจาํ นวนผู้แทนคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ถ้ามเี ศษให้ปัดทงิ/
การคดั เลือกผู้แทนคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั และการคดั เลือกกรรมการอื<นตาม
วรรคหน<ึง ให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการทกี< าํ หนด ในกฎกระทรวง
ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกันเองเป็ นรองประธานกรรมการ เลขาธิการ และ
ตาํ แหน่งอ<ืนตามความจาํ เป็ น
คาํ อธิบาย
ความในหมวด 3 นNีเป็ นเรIืองทIีเกIียวขอ้ งกบั คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
โดยเรIิมจากมาตรา 16 จนถึงมาตรา 22 ก่อนทีIจะกล่าวถึงรายละเอียดเกีIยวกบั คณะกรรมการ
ดงั กล่าว ผเู้ ขียนอยากจะปูพNืนฐานความรู้ความเขา้ ใจเกีIยวกบั การจดั องคก์ รบริหารกิจการศาสนา
อิสลามว่า มีความเป็ นมาอยา่ งไร มีการจดั แบ่งองคก์ รเป็ นอยา่ งไร พร้อมทNงั เจตนารมณ์ของการ
กาํ หนดโครงสร้างองคก์ รและกลไกต่างๆให้เห็นภาพกวา้ ง เพIือประโยชน์ในการทIีจะวิเคราะห์
หรือตีความแกไ้ ขปัญหาทIีเกิดขNึนต่อไปในอนาคต
นับตNงั แต่ได้มีการเปลีIยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูราณาญาสิทธิราชยม์ าสู่
ระบอบประชาธิปไตยในปี พุทธศักราช 2475 เป็ นต้นมา รัฐบาลในสมัยนNันได้มีการออก
76
กฎหมายทีIเกีIยวขอ้ งกบั การบริหารราชการแผน่ ดินทีIสาํ คญั ฉบบั หนIึงคือ พระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ย
ระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศกั ราช 2476 อนั ถือเป็นกฎหมายทีIออกโดย
คาํ แนะนาํ และยินยอมของสภาผูแ้ ทนราษฎรและมีการกาํ หนดรายละเอียดเกีIยวกบั การบริหาร
ราชการแผน่ ดินขNึนในประเทศ ขNึนเป็นครNังแรก ซIึงขณะนNนั ใชค้ าํ วา่ “สยาม” โดยในมาตรา 4 ได้
กาํ หนดให้จดั ระเบียบราชการบริหารราชอาณาจกั รสยามแบ่งออกเป็ น 3 ระดบั ดว้ ยกนั คือ (1)
ราชการบริหารส่วนกลาง (2) ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และ (3) ราชการบริหารส่วนทอ้ งถIิน
ซIึงมีผลใชบ้ งั คบั ตNงั แต่วนั ทีI 9 ธนั วาคม 2476 เป็นตน้ มา โดยระเบียบราชการบริหารส่วนกลางได้
แบ่งออกเป็ น กระทรวง ทบวง และกรม สําหรับระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาค แบ่ง
ออกเป็ นจงั หวดั และอาํ เภอ โดยในจงั หวดั ไดจ้ ดั ให้มีกรมการจงั หวดั คณะหนIึงมีหนา้ ทIีบริหาร
ราชการแผน่ ดินในจงั หวดั นNนั ส่วนระเบียบราชการบริหารส่วนทอ้ งถIิน ไดก้ าํ หนดใหม้ ีทอ้ งถิIน
และราชการทIีเกIียวขอ้ งคือ ผูใ้ หญ่บา้ น กาํ นัน แพทยป์ ระจาํ ตาํ บล ส่วนทอ้ งถIินก็คือ เทศบาล
ตาํ บล เทศบาลเมืองและนครบาล รวมทNงั สหเทศบาล
ต่อมารัฐบาลไดอ้ าศยั บทบญั ญตั ิของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ทีIกาํ หนดให้
ประชาชนชาวไทยมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาโดยพระมหากษตั ริยท์ รงเป็ นอคั ร
ศาสนูปถมั ภก และไดค้ าํ นึงถึงประชาชนชาวไทยในบางทอ้ งทีIซIึงนบั ถือศาสนาอิสลามสมควรทIี
จะสงเคราะห์และคุม้ ครองอิสลามศาสนิกของพระองคใ์ หป้ ระกอบศาสนกิจตามศรัทธา สมกบั ทIี
เป็นประชาชนของประเทศไทยอนั เป็นประเทศเอกราช จึงไดม้ ีการออกพระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ย
การศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช 2488 โดยมีการจดั องค์กรและกลไกในการบริหาร
ศาสนาอิสลาม แบ่งออกเป็ น 3 ระดบั เช่นเดียวกบั พระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยระเบียบราชการบริหาร
แห่งราชอาณาจกั รสยาม พุทธศกั ราช 2476 โดยให้ประกอบไปดว้ ย (1) คณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทย ซIึงมีจุฬาราชมนตรีเป็ นประธานกรรมการโดยตาํ แหน่ง (2) จดั ให้มี
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั สาํ หรับจงั หวดั ทIีมีประชาชนผนู้ บั ถือศาสนาอิสลามจาํ นวน
พอสมควรเพIือทาํ หนา้ ทIีให้คาํ ปรึกษาหารือแก่คณะกรรมการจงั หวดั ในกิจการทีIเกIียวแก่ศาสนา
อิสลามในจงั หวดั นNนั รวมทNงั (3) ใหค้ ณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จดั ใหม้ ีคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ สุเหร่า ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการจงั หวดั โดยให้โต๊ะอิหม่ามเป็ น
ประธาน ซIึงจะเห็นไดว้ า่ การจดั โครงสร้างและกลไกการบริหารกิจการศาสนาอิสลามมีลกั ษณะ
ทีIเลียนแบบมาจากการบริหารราชการแผ่นดินในสมยั นNันนIันเอง โดยในระดบั ภูมิภาคมีความ
เชIือมโยงกบั การบริหารราชการแผน่ ดินโดยกลไกของกรมการจงั หวดั หรือคณะกรรมการจงั หวดั
77
ซIึงเป็ นเสมือนผคู้ วบคุมดูแลคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และการจดั ให้มีคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ สุเหร่าดว้ ย ทNงั นNีโดยมีผูน้ าํ ศาสนาทNงั องคก์ รในระดบั ชาติ คือ จุฬาราชมนตรีเป็ น
ประธานกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยโดยตาํ แหน่ง และในระดบั ทอ้ งถIินมีโตะ๊ อิหม่ามเป็น
ประธานคณะกรรมการอิสลามประจาํ สุเหร่า
แ ต่ เดิ ม ค ณ ะก รรม ก ารก ล างอิ ส ล าม แ ห่ งป ระเท ศ ไท ยต าม พ ระราช ก ฤ ษ ฎี ก าดังก ล่ าว
ประกอบไปดว้ ย ประธานกรรมการซIึงเป็นอิสลามศาสนิกมีจาํ นวนไม่ตIาํ กวา่ หา้ นาย แต่งตNงั และ
ถอดถอนโดยพระบรมราชโองการตามคาํ แนะนาํ ของรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย โดยมี
หน้าทIีในการให้คาํ ปรึกษาหารือแก่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการในกิจการทIี
เกีIยวแก่ศาสนาอิสลาม สําหรับการแต่งตNงั คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตาม
พระราชบัญญัติฉบับนNี มาตรา 16 วรรคหนIึ งได้กําหนดแต่เฉพาะหลักการไว้ว่า ให้มี
คณะกรรมการคณะหนIึงเรียกว่า “คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย” ประกอบดว้ ย
จุฬาราชมนตรีเป็ นประธานกรรมการ และกรรมการซIึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แต่งตNงั จาก
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ซIึงเป็ นผูแ้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จงั หวดั ละ
หนIึงคน และจากกรรมการอIืนซIึงคดั เลือกโดยจุฬาราชมนตรีมีจาํ นวนหนIึงในสามของจาํ นวน
ผู้แทน ส่วนความในวรรคสองได้กําหนดรายละเอียดไว้ว่า การคัดเลือกให้เป็ นไปตาม
หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการทIีกาํ หนดในกฎกระทรวง
จากเนNือหาของบทบญั ญัติดงั กล่าวจะเห็นได้ว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทย ประกอบไปดว้ ย 2 ส่วน คือ (1) กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ซIึงเป็น
ผูแ้ ทนของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จงั หวดั ละหนIึงคน และ (2) กรรมการอIืนซIึง
จุฬาราชมนตรีเป็ นคนคัดเลือก จาํ นวนหนIึงในสามของกรรมการตาม (1) ซIึงจะเห็นได้ว่า
กรรมการตามองคป์ ระกอบทีIหนIึงมีลกั ษณะเช่นเดียวกบั ทIีพระราชกฤษฎีกาฉบบั เดิมไดก้ าํ หนด
ไว้ เพียงแต่กาํ หนดจาํ นวนไวช้ ดั เจนวา่ หา้ คนเท่านNนั ส่วนกรรมการตามองคป์ ระกอบทIีสอง ตาม
กฎหมายเดิมไม่ได้กําหนดไว้ หากแต่เป็ นการเพิIมตามพระราชบัญญัติฉบับนNี โดยให้
จุฬาราชมนตรีเป็ นคนคดั เลือก อนั จะเห็นไดอ้ ยา่ งชดั เจนวา่ การบริหารกิจการศาสนาอิสลามใน
ระดบั ประเทศนNนั จุฬาราชมนตรีมีส่วนสาํ คญั เป็ นอยา่ งยิIงในการทIีจะพิจารณาหรือมีมติเรIืองใด
เรืIองหนIึงตามอาํ นาจหนา้ ทีIทIีกฎหมายไดก้ าํ หนดไว้
สําหรับความในวรรคสองทIีกาํ หนดว่า “การคดั เลือกผูแ้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั และการคดั เลือกกรรมการอIืนตามวรรคหนIึง ให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑ์และวิธีการทIี
78
กาํ หนดในกฎกระทรวง” ต่อมาไดม้ ีการประกาศใชก้ ฎกระทรวงทีIออกโดยอาศยั อาํ นาจตาม
ความในมาตรานNีคือ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิการบริหาร
องคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ซIึงไดก้ าํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั วิธีการและขNนั ตอนในการ
คดั เลือกคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไวท้ Nงั สององคป์ ระกอบ กล่าวคือ
(1) องค์ประกอบทีIมาจากผูแ้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ให้ผูว้ ่าราชการ
จงั หวดั จดั ให้มีการประชุมคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เพIือคดั เลือกกนั เอง โดยให้ผูว้ ่า
ราชการจงั หวดั หรือผซู้ Iึงผวู้ า่ ราชการจงั หวดั มอบหมายเป็ นประธานในทIีประชุม ในการประชุม
จะตอ้ งมีกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มาประชุมไม่นอ้ ยกวา่ สองในสามของจาํ นวนกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั เท่าทIีมีอยใู่ นขณะนNนั โดยแต่ละคนมีสิทธิเสนอชืIอไดห้ นIึงชIือ และตอ้ งมี
ผรู้ ับรองไม่นอ้ ยกวา่ สามคน ถา้ มีผไู้ ดร้ ับการเสนอชIือเพียงชIือเดียว ใหถ้ ือวา่ ผนู้ Nนั เป็นผไู้ ดร้ ับการ
คดั เลือกเป็นผแู้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั แต่ถา้ มีผไู้ ดร้ ับการเสนอชืIอหลายชIือ ให้
ทีIประชุมออกเสียงลงคะแนนเป็ นการลบั ผูไ้ ดร้ ับคะแนนสูงสุดเป็ นผูไ้ ดร้ ับการคดั เลือกเป็ น
ผูแ้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ถา้ มีผูไ้ ดร้ ับคะแนนเสียงสูงสุดเท่ากนั ให้ใชว้ ิธีการ
จบั สลาก หลงั จากนNนั ให้ผวู้ ่าราชการจงั หวดั เสนอชIือไปยงั รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เพืIอนาํ ขNึนทูลเกลา้ ฯ แต่งตNงั เป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยเร็ว
(2) องคป์ ระกอบทีIมาจากกรรมการอืIนทIีจุฬาราชมนตรีคดั เลือก สาํ หรับกรรมการประเภท
นNี กาํ หนดใหจ้ ุฬาราชมนตรีคดั เลือกจากผทู้ Iีมีคุณสมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๗
ซIึงเห็นวา่ เหมาะสม เสนอไปยงั รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยเพืIอนาํ ขNึนทูลเกลา้ ฯ ต่อไป
สาํ หรับความในวรรคสามของมาตรา 16 นNีไดก้ าํ หนดใหค้ ณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยเป็ นผูท้ าํ การเลือกกรรมการดว้ ยกนั เอง เพIือทาํ หน้าทIีเป็ นรองประธานกรรมการ
เลขาธิการ และตาํ แหน่งอIืนตามความจาํ เป็น
อยา่ งไรกต็ าม มีปัญหาเกIียวกบั การดาํ รงตาํ แหน่งของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยในส่วนทIีมาจากผูแ้ ทนของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั กรณีทีIกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั นNันไดพ้ น้ วาระตามทีIกฎหมายกาํ หนดจะถือว่าขาดคุณสมบตั ิการเป็ นกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทยดว้ ยหรือไม่
คาํ ตอบ ปัญหาในเรืIองนNีได้มีการเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเป็ นทีI
เรียบร้อยแลว้ ซIึงมีความเห็นว่า กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในส่วนทีIมาจากผูแ้ ทน
ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั แต่ละจงั หวดั นNันคุณสมบตั ิการเป็ นกรรมการกลาง
79
อิสลามแห่งประเทศไทยประเภทนNีมีความสัมพนั ธ์เกีIยวโยงกบั การเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั โดยเฉพาะ ดว้ ยเหตุนNี เมืIอปรากฏขอ้ เท็จจริงว่า ผูแ้ ทนของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ไดพ้ น้ จากตาํ แหน่งเนืIองจากครบวาระ การดาํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าว กรณียอ่ มเป็นผลทาํ ให้
ขาดคุณสมบัติของการเป็ นผู้แทนของคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดทIีจะมาเป็ น
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยดว้ ยทนั ที
ข้อสังเกต ผเู้ ขียนมีความเห็นเกIียวกบั การคดั เลือกกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
ในส่วนของผแู้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIีกาํ หนดว่า ให้มีการคดั เลือกกนั เองนNนั
เป็ นการกาํ หนดทีIสอดคลอ้ งกบั หลกั การศาสนาอิสลามคือ หลกั การชูรออฺ ตามทIีไดก้ ล่าวมาแลว้
ขา้ งต้นว่าเป็ นการประชุมเพIือปรึกษาหารือร่วมกันโดยพิจารณาจากคุณสมบัติและลกั ษณะ
ตอ้ งหา้ มของบุคคลทIีไดร้ ับการเสนอชืIอ หากมีคุณสมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มเช่นเดียวกนั ก็
ให้พิจารณาจากวยั วุฒิและคุณวุฒิ ความรู้ความสามารถในทางศาสนา และการปฏิบตั ิตนอย่าง
เคร่งครัด เพIือใหไ้ ดบ้ ุคคลทIีมีความเหมาะสมมากทIีสุดในขณะนNนั ก่อน แต่ถา้ วา่ ในกฎกระทรวง
ไดก้ าํ หนดไวว้ า่ ถา้ มีผไู้ ดร้ ับการเสนอชIือหลายชIือ ให้ทIีประชุมออกเสียงลงคะแนนเป็ นการลบั
ซIึงการประชุมออกเสียงลงคะแนนลบั เป็ นวิธีการในระบอบประชาธิปไตยมากกว่าหลกั การ
ซูรออฺตามบัญญัติศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุนNี จึงสมควรอย่างยIิงทIีจะตอ้ งมีการแก้ไขเพิIมเติม
กฎกระทรวงในเรIืองดงั กล่าวใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั การศาสนาอิสลามอนั เป็นไปตามเจตนารมณ์
ของพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีอยา่ งแทจ้ ริง
80
คุณสมบตั แิ ละลกั ษณะต้องห้ามของ
กรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 17 กรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยต้องมคี ุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะ
ต้องห้าม ดงั ต่อไปนี/
(1) มคี ุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ยกเว้น (2) และ (10)
(2) มอี ายุไม่ตา<ํ กว่าสามสิบปี บริบูรณ์
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิมาตรา 17 นNี เป็ นการกาํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามของกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซIึงไดก้ าํ หนดวา่ จะตอ้ งมีคุณสมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตาม
มาตรา 7 ซIึงกค็ ือคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มของผทู้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรี ดว้ ยเหตุนNี
จึงทาํ ให้เห็นไดว้ า่ คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามไดก้ าํ หนดไวเ้ ช่นเดียวกบั ผทู้ ีIจะดาํ รงตาํ แหน่ง
จุฬาราชมนตรีกาํ หนด ยกเวน้ ใน 2 เรืIองเท่านNนั คือ (1) มีอายไุ ม่ตIาํ กวา่ 40 ปี บริบูรณ์ และ (2) ไม่
เป็นผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง
การทIีกาํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
ให้มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั ผูท้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีก็เนืIองจากถือเป็ นคุณสมบตั ิพNืนฐาน
ของผูท้ Iีจะดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นผูบ้ ริหารองคก์ รศาสนาอิสลามในทุกระดบั ดงั จะเห็นไดจ้ ากความ
ในมาตรา 7 ทIีกาํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามของจุฬาราชมนตรีนNนั อยใู่ นหมวด 1 ซIึง
เป็ นหมวดทวIั ไป สามารถนาํ มาใชก้ บั ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งอืIนไดท้ Nงั หมดนนIั เอง ดว้ ยเหตุนNี ผูเ้ ขียนจึง
81
ไม่จาํ เป็ นต้องอธิบายรายละเอียดของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามดังกล่าวอีกเนIืองจาก
สามารถดูคาํ อธิบายไดจ้ ากความในมาตรา 7 ของหมวด 1 ดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้
สําหรับขอ้ ยกเวน้ สองประการคือ เรIืองอายุขNนั ตIาํ นNันผูท้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีได้
กาํ หนดไวว้ ่า ตอ้ งมีอายไุ ม่ตIาํ กว่า 40 ปี บริบูรณ์ แต่สาํ หรับกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทย ความในอนุมาตราหนIึงไดก้ าํ หนดอายไุ วโ้ ดยเฉพาะคือ จะตอ้ งมีอายไุ ม่ตIาํ กวา่ 30 ปี บริบูรณ์
ซIึงถือวา่ เป็นอายทุ ีIตIาํ กวา่ อายขุ Nนั ตIาํ ของจุฬาราชมนตรี ทNงั นNีเพIือเปิ ดโอกาสใหบ้ ุคคลทีIมีวยั วฒุ ิไม่
สูงมากเช่นเดียวกบั ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีสามารถมาดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยได้ ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ ตอ้ งกาํ หนดขอ้ ยกเวน้ นNีไว้ ส่วนขอ้ ยกเวน้ ทีIสองเรืIอง
ตอ้ งไม่เป็ นผูด้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมืองนNนั ผูย้ กร่างเห็นว่าสมควรกาํ หนดห้ามแต่เฉพาะผูท้ ีIจะ
ดํารงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีเท่านNัน ส่วนกรรมการอืIนนNันไม่สมควรกําหนดข้อห้ามนNีไว้
เนIืองจากในหลกั การศาสนาอิสลามมิไดม้ ีการแบ่งแยกระหวา่ งฝ่ ายอาณาจกั รและฝ่ ายศาสนาจกั ร
ออกจากกนั เช่นบางประเทศทIีมีการกาํ หนดในรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลหรือผูด้ าํ รงตาํ แหน่งใน
หน่วยงานของรัฐจะตอ้ งมีความเป็ นกลางทางศาสนาโดยไม่มีการฝักใฝ่ ในศาสนาใดศาสนา
หนIึง ดงั จะเห็นไดจ้ ากบทบญั ญตั ิในมาตรา 31 วรรคสอง ในเรืIองคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ ม
ของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI ไดม้ ีการกาํ หนดไวว้ ่า “อิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI ไม่ถือเป็ น
นกั พรตหรือนกั บวช” อนั แสดงให้เห็นถึงหลกั การสําคญั ของพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีทIีไม่แยก
ระหวา่ งนกั การศาสนากบั นกั การเมืองออกจากกนั ดว้ ยเหตุนNี จึงยกเวน้ ลกั ษณะตอ้ งหา้ มดงั กล่าว
อนั เป็ นผลทาํ ให้กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และ
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดสามารถเป็ นผูด้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมืองได้ ดงั นNัน จึงปรากฏ
ขอ้ เท็จจริงให้เห็นว่าในอดีตทีIผ่านมา มีนักการเมืองหลายคนไดด้ าํ รงตาํ แหน่งเป็ นกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือแมแ้ ต่เลขาธิการกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ ในขณะทีIเป็ นวฒุ ิสมาชิกหรือสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร หรือมี
การสงั กดั พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนIึงอยใู่ นขณะเดียวกนั
82
อาํ นาจหน้าทขี: องคณะกรรมการกลาง
อสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 18 คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยมอี าํ นาจหน้าที< ดงั ต่อไปนี/
(1) ให้คาํ ปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการในการปฏบิ ัตติ ามพระราชบญั ญตั นิ ี/
(2) ให้คาํ ปรึกษาหรือข้อแนะนําเกย<ี วกบั ศาสนาอสิ ลามแก่คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ
จงั หวดั และคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
(3) แต่งต/งั คณะอนุกรรมการเพื<อปฏบิ ัตงิ านตามทค<ี ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่ง
ประเทศไทยมอบหมาย
(4) ออกระเบยี บเกย<ี วกบั การจดั การทรัพย์สินและการจดั หาผลประโยชน์ของสํานักงาน
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั และมสั ยดิ
(5) ออกระเบยี บวธิ ีการดาํ เนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
(6) ปฏบิ ตั หิ น้าทเ<ี ป็ นคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ในจงั หวดั ทไ<ี ม่มคี ณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จงั หวดั ในการนีค/ ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยจะมอบหมายให้
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ทใี< กล้เคยี งปฏบิ ตั หิ น้าทแี< ทนกไ็ ด้
(7) พจิ ารณาวนิ ิจฉัยคาํ ร้องคดั ค้านตามมาตรา 41
(8) จดั ทาํ ทะเบยี นทรัพย์สิน เอกสารและบัญชีรายรับรายจ่ายของสํานักงาน
คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยให้ถูกต้องตามความเป็ นจริง
(9) ออกประกาศและให้คาํ รับรองเกยี< วกบั กจิ การศาสนาอสิ ลาม
83
(10) ส่งเสริมสนับสนุนการจดั กจิ กรรมทางศาสนา และการศึกษาศาสนาอสิ ลาม
(11) ประสานงานกบั หน่วยราชการทเ<ี กยี< วข้องในกจิ การทเี< กยี< วกบั ศาสนาอสิ ลาม
(12) ปฏบิ ตั หิ น้าทอี< <ืนตามทก<ี าํ หนดไว้ในพระราชบญั ญตั นิ ี/
คาํ อธิบาย
เมืIอไดก้ ล่าวถึงทIีมา การคดั เลือก และคุณสมบตั ิของการเป็ นคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยแลว้ สIิงสําคญั ทIีจะตอ้ งกล่าวต่อไปก็คือ อาํ นาจหน้าทีIตามทีIพระราชบญั ญตั ิ
ฉบบั นNีไดก้ าํ หนดไวโ้ ดยในมาตรา 18 ใหค้ ณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีอาํ นาจ
หนา้ ทIีไว้ 12 ประการซIึงจะขอกล่าวทีละเรIือง ดงั ต่อไปนNี
“(1) ให้ คําปรึกษาแก่ รัฐมนตรีว่ าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่ าการ
กระทรวงศึกษาธิการในการปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ี”/
อาํ นาจหนา้ ทIีในการให้คาํ ปรึกษาแก่รัฐมนตรีทNงั สองกระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย
และกระทรวงศึกษาธิการ (ซIึงในปัจจุบนั ได้เปลIียนเป็ นกระทรวงวฒั นธรรม ตามการแก้ไข
รัฐมนตรีผูร้ ักษาการตามกฎหมายดังได้กล่าวมาแลว้ ในหัวขอ้ เรIืองรัฐมนตรีผูร้ ักษาการตาม
กฎหมาย) อาํ นาจหนา้ ทีIประการนNีถือไดว้ า่ เป็ นสIิงทIีมีความสาํ คญั ทIีสุด จึงไดม้ ีการกาํ หนดไวใ้ น
อนุมาตราแรก เนIืองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็ นองคก์ รบริหารศาสนา
อิสลามในระดับประเทศ ด้วยเหตุนNี จึงต้องกาํ หนดให้มีอาํ นาจหน้าทIีในสถานะของผูใ้ ห้
คาํ ปรึกษาในกิจการทีIเกีIยวขอ้ งกบั ศาสนาอิสลามแก่รัฐมนตรีผรู้ ักษาการตามกฎหมายในทNงั สอง
กระทรวง
อาํ นาจหน้าทIีในการให้คาํ ปรึกษาดังกล่าว ย่อมมีความหมายในทNังสองนัยเนIืองจาก
กฎหมายกาํ หนดให้มีทNงั อาํ นาจและหนา้ ทีIคู่กนั กล่าวคือ กรณีทIีรัฐมนตรีมีหนงั สือขอคาํ ปรึกษา
ในเรืIองใดเรIืองหนIึงต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพIือใหค้ วามเห็น ซIึงในกรณี
นNีจะถือว่าเป็ นหน้าทIี หรืออาจเป็ นกรณีทีIคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็ นผูท้ ีI
ประสงคจ์ ะเสนอความเห็นในเรืIองทีIเกIียวกบั กิจการศาสนาอิสลามและเห็นวา่ จาํ เป็นทIีจะตอ้ งให้
รัฐมนตรีทIีเกIียวขอ้ งไดร้ ับทราบ ซIึงกรณีนNีถือวา่ เป็นอาํ นาจทีIสามารถกระทาํ ไดโ้ ดยไม่จาํ เป็นตอ้ ง
มีการขอจากรัฐมนตรี
84
อยา่ งไรก็ตาม การปฏิบตั ิหนา้ ทIีของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยทIีผา่ นมา
หนา้ ทีIในการให้คาํ ปรึกษาแก่รัฐมนตรีทNงั สองกระทรวงนNนั อาจจะมีไม่มากเท่าทIีควร ซIึงอาจจะ
เป็ นเพราะว่ารัฐมนตรีมิได้มีหนังสือขอคาํ ปรึกษามาแต่อย่างใด แต่ทว่าอาํ นาจในการเสนอ
ความเห็นหรือใหค้ าํ ปรึกษาในกิจการทีIเกีIยวขอ้ งกบั ศาสนาอิสลามในกรณีทIีคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยเห็นวา่ จาํ เป็นจะตอ้ งใหค้ าํ ปรึกษาโดยไม่มีการร้องขอจากรัฐมนตรีกต็ าม
จะเห็นได้ว่า ทีIผ่านมามีจํานวนน้อยมากยิIงกว่ากรณี แรกด้วยซNําไป ซIึงผู้เขียนเห็นว่าใน
สถานการณ์ปัจจุบนั มีความเขา้ ใจทIีคลาดเคลืIอนเกีIยวกบั หลกั การของศาสนาอิสลามเกิดขNึนเป็ น
จาํ นวนมากขNึน สมควรอย่างยิIงทIีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยน่าจะตอ้ งให้
คาํ ปรึกษาหรือเสนอแนะต่อรัฐมนตรีในการดาํ เนินการเพืIอแกไ้ ขปัญหาดงั กล่าวให้หมดสิNนไป
โดยอาศยั อาํ นาจตามบทบญั ญตั ิในอนุมาตรานNีได้
“(2) ให้คําปรึกษาหรือข้อแนะนําเกี<ยวกับศาสนาอิสลามแก่คณะกรรมการอิสลามประจํา
จงั หวดั และคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ”
อาํ นาจหนา้ ทีIตามอนุมาตรานNีเป็นเรืIองภายในองคก์ รบริหารกิจการศาสนาอิสลามดว้ ยกนั
ซIึงกฎหมายไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในฐานะทIีเป็ นองคก์ รใน
ระดับประเทศ (ซIึงมีผูแ้ ทนจากคณะกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั ทIัวประเทศ) เป็ นผูใ้ ห้
คาํ ปรึกษาหรือขอ้ แนะนําแก่คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ โดยขอ้ แนะนาํ หรือคาํ ปรึกษาทุกขอ้ ทีIออกมาแลว้ นNนั ในทางกฎหมายจะถือวา่ เป็ น
กฎเกณฑภ์ ายในทีIหน่วยงานในลาํ ดบั ถดั ไป กล่าวคือ คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด จาํ ต้องปฏิบัติหรือดาํ เนินการให้เป็ นไปตามขอ้ แนะนํา
ดงั กล่าวอยา่ งเคร่งครัดดว้ ย ดงั จะเห็นไดจ้ ากบทบญั ญตั ิในมาตรา 35 ไดก้ าํ หนดใหค้ ณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยิดมีหน้าทIีในการ (3) ปฏิบตั ิตามคาํ แนะนําชNีแจงของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ในเมIือไม่ขดั ต่อบญั ญตั ิแห่ง
ศาสนาอิสลามและกฎหมาย ทNงั นNี เพราะนอกจากจะเป็ นความเห็นหรือขอ้ แนะนาํ ขององคก์ รทIี
อยใู่ นระดบั สูงกว่าแลว้ ยงั ถือเป็ นการวางหลกั การทวัI ไปในเรืIองนNนั เพIือให้มีการปฏิบตั ิเป็ นไป
ในแนวทางเดียวกนั อีกดว้ ย แต่โดยทีIพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีไม่ไดก้ าํ หนดเกีIยวกบั ความผดิ ในทาง
วินยั หรือจริยธรรมคุณธรรมของกรรมการอิสลามในทุกระดบั จึงเป็ นผลทาํ ให้อาจมีการฝ่ าฝื น
หรือไม่ปฏิบตั ิใหเ้ ป็นไปตามขอ้ แนะนาํ ดงั กล่าวได้
85
“(3) แต่งต/ังคณะอนุกรรมการเพ<ือปฏิบัติงานตามที<คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยมอบหมาย”
อาํ นาจในการแต่งตNงั คณะอนุกรมมการเพIือปฏิบตั ิงานตามทีIมอบหมายให้กระทาํ นNัน
เป็ นอาํ นาจโดยทวIั ไปของคณะกรรมการ ทNงั นNี เนืIองจากอาํ นาจหน้าทีIของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยนNนั มีเป็นจาํ นวนมาก ดงั นNนั ในการปฏิบตั ิหนา้ ทIีดงั กล่าวกอ็ าจจะตอ้ งมี
การมอบหมายโดยการแต่งตNงั คณะอนุกรรมการชุดต่างๆ เพืIอทาํ หนา้ ทIีแทนคณะกรรมการไดซ้ Iึง
ถือเป็ นการทIีกฎหมายได้เปิ ดโอกาสให้สามารถกระทาํ ได้ตามทีIเห็นสมควร ซIึงผลจากการ
แต่งตNงั คณะอนุกรรมการในเรืIองใดเรIืองหนIึงแลว้ ยอ่ มเป็นผลทาํ ใหค้ ณะอนุกรรมการนNนั มีอาํ นาจ
หน้าทีIกระทาํ การแทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ตามกฎหมายโดยไม่
จาํ เป็นจะตอ้ งนาํ เรืIองดงั กล่าวเพIือขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยผูม้ อบอาํ นาจอีกแต่ประการใด ซIึงในทางปฏิบตั ิทIีผ่านมาคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยกไ็ ดม้ ีการแต่งตNงั คณะอนุกรรมการ เพIือปฏิบตั ิหนา้ ทีIในเรIืองต่างๆ มากมายอาทิเช่น
อนุกรรมการฝ่ ายกิจการฮาลาล อนุกรรมการฝ่ ายประสานงาน เป็นตน้
“(4) ออกระเบียบเก<ียวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผลประโยชน์ของสํานักงาน
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั และมสั ยดิ ”
อาํ นาจหน้าทIีตามอนุมาตรานNีถือเป็ นอาํ นาจในทางนิติบญั ญตั ิของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยในการทIีจะออกกฎระเบียบเกIียวกบั การจดั การทรัพยส์ ินและการจดั หา
ผลประโยชน์ เพืIอให้สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และมสั ยิดทวIั ประเทศได้
ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือขNันตอนตามทีIกําหนดไวใ้ นระเบียบ และเพืIอให้การ
ปฏิบตั ิงานของเจา้ หนา้ ทีIทIีเกีIยวขอ้ งกบั เรIืองดงั กล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกนั ดว้ ย ซIึงต่อมาไดม้ ี
การออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าดว้ ยการจดั การทรัพยส์ ินและ
การจดั หาผลประโยชน์ของสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และมสั ยิด พ.ศ.
2542 และล่าสุดได้มีการออกระเบียบ กอท. ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สิ นและการจัดหา
ผลประโยชน์ของสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และมสั ยิด พ.ศ. 2560 ซIึงได้
กาํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั การจดั การทรัพยส์ ิน การดูแลรักษา การจดั หาผลประโยชน์ การรับ
ทรัพยส์ ิน การเช่าทรัพยส์ ิน การให้บุคคลอIืนไดใ้ ชท้ รัพยส์ ินหรือไดส้ ิทธิบางอย่าง การทาํ นิติ
กรรมทIีเกีIยวขอ้ งกบั ทรัพยส์ ินต่างๆ เป็นตน้
86
“(5) ออกระเบียบวิธีการดําเนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ”
อาํ นาจหนา้ ทีIตามอนุมาตรานNีกม็ ีลกั ษณะเป็นการออกกฎระเบียบภายในเพIือใหห้ น่วยงาน
ในลาํ ดบั รองตอ้ งปฏิบตั ิตามเพIือให้เป็ นไปในแนวทางเดียวกนั รวมทNงั ยงั สามารถควบคุมดูแล
การบริหารงานขององคก์ รดงั กล่าวใหเ้ ป็นไปดว้ ยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ซIึงต่อมาได้
มีการออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าดว้ ยวิธีการดาํ เนินงานและ
ควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ พ.ศ. 2542 และล่าสุดไดม้ ีการแกไ้ ขปรับปรุงโดยการออกระเบียบคณะกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าดว้ ยวิธีการดาํ เนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ พ.ศ. 2560 โดยได้
มีการกาํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั การจดั ตNงั คณะกรรมการบริหารสํานักงาน การประชุม การ
คดั เลือก อาํ นาจหนา้ ทIีของกรรมการในตาํ แหน่งต่างๆ การปฏิบตั ิหนา้ ทีIเมืIอพน้ จากตาํ แหน่งตาม
วาระ การประกาศและให้คาํ รับรอง ทIีเกีIยวกับกิจการศาสนาอิสลาม การเงินการคลงั การ
ควบคุมดูแลโดยทัIวไป การออกระเบียบต่างๆ การจดั ทาํ ทะเบียนสัปบุรุษ และการรายงาน
เกีIยวกบั ทรัพยส์ ินของมสั ยดิ เป็นตน้
“(6) ปฏิบัติหน้าท<ีเป็ นคณะกรรมการอสิ ลามประจําจังหวดั ในจังหวดั ท<ีไม่มีคณะกรรมการ
อิสลามประจําจังหวัด ในการนี/คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจะมอบหมายให้
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ทใี< กล้เคยี งปฏบิ ตั หิ น้าทแี< ทนกไ็ ด้”
เหตุผลทีIตอ้ งมีการกาํ หนดอาํ นาจหน้าทIีตามอนุมาตรานNีเนืIองจากในปัจจุบนั ยงั มีการ
แต่งตNงั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไม่ทวัI ทุกจงั หวดั ในประเทศไทย เพราะในมาตรา 23
ไดก้ าํ หนดหลกั เกณฑไ์ วว้ า่ หากจงั หวดั ใดมีราษฎรนบั ถือศาสนาอิสลามและมีมสั ยดิ ตามมาตรา
13 ไม่นอ้ ยกวา่ สามมสั ยดิ จึงใหค้ ณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประกาศใหจ้ งั หวดั
นNนั มีคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั คณะหนIึงได้ ซIึงขอ้ เทจ็ จริงปรากฏวา่ ในบางจงั หวดั ยงั
ไม่มีการจดั ตNงั มสั ยิดทีIจดทะเบียนโดยถูกตอ้ งตามกฎหมายครบสามแห่ง กรณีจึงไม่อาจทีIจะ
จดั ตNงั ได้ ด้วยเหตุนNี จึงมีความจาํ เป็ นทIีจะตอ้ งให้อาํ นาจแก่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยในการปฏิบตั ิหนา้ ทIีแทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ในจงั หวดั นNนั ได้ หรือ
87
อาจจะมอบหมายให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ใดจงั หวดั หนIึง ซIึงเป็ นจงั หวดั ทีIอยู่
ใกลเ้ คียงกนั ปฏิบตั ิหนา้ ทีIแทนกไ็ ด้
“(7) พจิ ารณาวนิ ิจฉัยคาํ ร้องคดั ค้านตามมาตรา 41”
อาํ นาจของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตามอนุมาตรานNีมีมีลกั ษณะทีI
คลา้ ยคลึงกบั การเป็นผทู้ Iีมีอาํ นาจพิจารณาอุทธรณ์คาํ สงัI ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวธิ ีปฏิบตั ิราชการทาง
ปกครอง กล่าวคือ เมIือคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ได้มีคาํ สIังให้กรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ ผใู้ ดผหู้ นIึงพน้ จากตาํ แหน่งดว้ ยเหตุดงั ต่อไปนNี คือ (1) ขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะ
ต้องห้ามตามกฎหมาย (2) สัปปุรุ ษประจํามัสยิดจํานวนเกินกว่ากIึงหนIึ งยIืนคําร้องต่อ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขอให้พน้ จากตาํ แหน่ง และ (3) มีความประพฤติในทางทIี
จะนาํ มาซIึงความเสืIอมเสียแก่มสั ยิด หรือบกพร่องต่อหน้าทIี หรือดาํ เนินกิจการของมสั ยิดไป
ในทางไม่สงบเรียบร้อย หรือขดั ต่อหลกั การของศาสนาอิสลาม หรือกระทาํ การอนั อาจเสืIอมเสีย
ประโยชน์ของมสั ยดิ ซIึงคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดท้ าํ การสอบสวนและวนิ ิจฉยั แลว้
เห็นว่า เขา้ ตามองคป์ ระกอบดงั กล่าวจึงมีมติให้พน้ จากตาํ แหน่ง กรณีเช่นนNีกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิดผูน้ NันมีสิทธิยืIนคาํ ร้องคดั คา้ นต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้
ภายในสามสิบวนั นบั แต่วนั ทีIไดร้ ับทราบคาํ สงIั ดว้ ยเหตุนNี อาํ นาจหนา้ ทีIของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยในเรIืองนNีจึงมีลักษณะเป็ นการพิจารณาคาํ ร้องคดั ค้านมติดังกล่าว
ได้ และกฎหมายไดก้ าํ หนดกรอบระยะเวลาให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
จะตอ้ งพิจารณาวินิจฉยั ให้แลว้ เสร็จภายในเกา้ สิบวนั นบั แต่วนั ทีIไดร้ ับคาํ ร้องคดั คา้ น รวมทNงั ยงั
ไดก้ าํ หนดใหม้ ติของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยใหเ้ ป็นทIีสุดดว้ ย
“(8) จัดทําทะเบียนทรัพย์ สิ น เอกสารและบัญ ชีรายรับรายจ่ ายของสํ านักงาน
คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยให้ถูกต้องตามความเป็ นจริง”
ความในอนุมาตรานNีมีลกั ษณะทIีเป็ นหนา้ ทIีทีIกาํ หนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยจะตอ้ งกระทาํ ก็คือ การจดั ทาํ ทะเบียนทรัพยส์ ินและเอกสาร รวมทNงั บญั ชีรายรับ
รายจ่ายของสํานกั งานให้ถูกตอ้ งตามความเป็ นจริง เหตุผลทีIจาํ ตอ้ งกาํ หนดหนา้ ทีIดงั กล่าวไวก้ ็
เนืIองจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ทีIตอ้ งการจะให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมี
การจดั ทาํ บญั ชีทรัพยส์ ินและบญั ชีรายรับรายจ่ายของสาํ นกั งานเพIือใหม้ ีการตรวจสอบ ซIึงอาจจะ
เป็ นการตรวจสอบภายในหรือจากองค์กรภายนอกก็ได้ แต่ทว่าเป็ นทีIน่าเสียดายยิIงเนIืองจาก
88
กฎหมายมิไดม้ ีการกาํ หนดกรอบระยะเวลาทีIจะตอ้ งปฏิบตั ิวา่ ตอ้ งกระทาํ เป็นประจาํ ทุกปี หรือไม่
รวมทNงั มิไดก้ าํ หนดให้ตอ้ งรายงานหรือเสนอทะเบียนทรัพยส์ ินและเอกสารหรือบญั ชีดงั กล่าว
ต่อองคก์ รใดเพIือตรวจสอบหรือไม่ อยา่ งใด
“(9) ออกประกาศและให้คาํ รับรองเกยี< วกบั กจิ การศาสนาอสิ ลาม”
อาํ นาจตามอนุมาตรานNีถือไดว้ า่ มีความสาํ คญั เป็ นอยา่ งยงิI ในปัจจุบนั เนIืองจากเป็ นการให้
อาํ นาจในการออกประกาศและให้คาํ รับรองเกIียวกบั กิจการศาสนาอิสลาม ซIึงคาํ ว่า “กิจการ
ศาสนาอิสลาม” เมIือมิไดม้ ีการกาํ หนดนิยามความหมายเอาไว้ กรณีจึงตอ้ งตีความตามหลกั การ
โดยทวัI ไปว่า หมายถึงกิจการต่างๆ ทIีเกีIยวขอ้ งกบั หลกั การตามศาสนาอิสลามหรือทีIศาสนา
อิสลามไดก้ าํ หนดหลกั เกณฑ์ในเรืIองนNนั ไว้ ต่อมาเมIือมีการออกคาํ รับรองเกีIยวกบั เรืIองฮาลาล
ในสินคา้ หรือผลิตภณั ฑ์ต่างๆ จึงเกิดปัญหาเกีIยวกบั องคก์ รทIีมีอาํ นาจหน้าทีIในเรIืองดงั กล่าวว่า
เป็ นอาํ นาจขององคก์ รใด ดว้ ยเหตุนNี จึงไดม้ ีการเสนอเรIืองต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาเพIือขอให้
วินิจฉัยตีความในปัญหาเกีIยวกับการใช้อาํ นาจตามอนุมาตรานNี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้
ตีความว่า “กิจการศาสนาอิสลาม” มีความหมายรวมถึงการออกคาํ รับรองฮาลาลดว้ ย ดงั นNัน
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จึงมีอาํ นาจทIีจะออกคาํ รับรองฮาลาลไดภ้ ายในจงั หวดั ของ
ตนตามมาตรา 26(13) สาํ หรับกรณีจงั หวดั ทIีไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อาํ นาจใน
การออกคาํ รับรองฮาลาลย่อมเป็ นของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตาม
ความหมายในอนุมาตรานNีนนIั เอง
“(10) ส่งเสริมสนับสนุนการจดั กจิ กรรมทางศาสนา และการศึกษาศาสนาอสิ ลาม”
บทบญั ญตั ิอนุมาตรานNีเป็ นอาํ นาจหน้าทIีในลกั ษณะกวา้ งๆ ทIีกาํ หนดให้คณะกรรมการ
กลางอิ สลามแห่ งป ระเท ศไท ยสามารถส่ งเสริ มสนับ สนุ น การจัดกิ จกรรมท างศาสน าและ
การศึกษาศาสนาอิสลามได้ คาํ ว่า “ส่งเสริม” มีความหมายถึง การช่วยเหลือหรือเกNือหนุน ซIึงก็
คือ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอาจจะดาํ เนินการจดั ทาํ เองหรืออาจจะเป็ นการ
ช่วยเหลือสนบั สนุนหน่วยงานต่างๆ หรือแมแ้ ต่ภาคเอกชนในการดาํ เนินกิจกรรมทางศาสนาและ
การศึกษาศาสนาอิสลามไดใ้ นทุกรูปแบบ ซIึงในทางปฏิบตั ิทIีผ่านมาไดม้ ีการจดั ตNงั ฝ่ ายต่างๆ
ภายในคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพIือ กาํ หนดใหม้ ีองคก์ รหรือบุคคลากรทIีทาํ
หน้าทIีในการส่งเสริมหรือสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาอิสลามในเรIือง
89
ต่างๆ โดยเฉพาะ อาทิเช่น ฝ่ ายวิชาการและศาสนา ฝ่ ายกิจการฮัจญ์ ฝ่ ายซะกาตและสังคม
สงเคราะห์ ฝ่ ายงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฝ่ ายกิจการเยาวชนและสตรี เป็นตน้
“(11) ประสานงานกบั หน่วยราชการทเี< กย<ี วข้องในกจิ การทเ<ี กย<ี วกบั ศาสนาอสิ ลาม”
อาํ นาจหน้าทIีตามอนุมาตรานNีถือไดว้ ่าเป็ นอาํ นาจหน้าทIีทIีกาํ หนดไวโ้ ดยเฉพาะในการ
ประสานงานกบั หน่วยราชการทีIเกีIยวขอ้ ง ทNงั นNีเนืIองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยเป็ นองค์กรส่วนกลางในระดบั ชาติ ซIึงประกอบไปดว้ ยผูแ้ ทนของคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ในภูมิภาคต่างๆ ทวIั ประเทศ จึงยอ่ มรับรู้และเขา้ ใจปัญหาทIีเกิดขNึนกบั สังคมมุสลิม
ในแต่ละทอ้ งถIินไดเ้ ป็นอยา่ งดี ดว้ ยเหตุนNี จึงกาํ หนดใหค้ ณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยมีหนา้ ทีIในการประสานงานกบั หน่วยราชการทIีเกีIยวขอ้ งในกรณีทีIเกิดปัญหาขอ้ ขดั ขอ้ งหรือ
ค วาม เข้าใจทีI ไม่ ถู ก ต้อ งห รื อ ค ล าด เค ลืI อ น เพIื อ ให้ ส่ วน ราช ก ารได้รั บ ท ราบ ถึ งปั ญ ห าห รื อ
ขอ้ ขดั ขอ้ ง รวมทNงั แนวทางในการแกไ้ ขดงั กล่าวดว้ ย ซIึงในทางปฏิบตั ิทีIผ่านมา คณะกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดแ้ ต่งตNงั ฝ่ ายประสานงานขNึนโดยเฉพาะเพIือปฏิบตั ิหน้าทIีให้
เป็นไปตามอาํ นาจหนา้ ทIีดงั กล่าว
“(12) ปฏบิ ตั หิ น้าทอ<ี ื<นตามทก<ี าํ หนดไว้ในพระราชบญั ญตั นิ ี”/
สําหรับความในอนุมาตรานNีเป็ นบทบญั ญตั ิทีIเปิ ดกวา้ งไวห้ ากมีการกาํ หนดหนา้ ทIีอืIนใน
พระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี ซIึงไดแ้ ก่ อาํ นาจหนา้ ทีIในการประกาศใหม้ ีคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ขNึนในจงั หวดั ใดจงั หวดั หนIึงได้ โดยมีหลกั เกณฑแ์ ละเงืIอนไขทีIจะตอ้ งพิจารณาก็คือ ใน
จงั หวดั นNนั จะตอ้ งมีราษฎรนบั ถือศาสนาอิสลามและมีการจดั ตNงั มสั ยดิ ไม่นอ้ ยกวา่ สามมสั ยดิ ตาม
ความในมาตรา 23 เป็นตน้
90
วาระการดาํ รงตาํ แหน่งของ
กรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 19 กรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยซ<ึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งต/ัง
มีวาระการดํารงตําแหน่งหกปี และอาจได้รับแต่งต/ังอีกได้ เมื<อกรรมการพ้นจากตําแหน่งตาม
วาระให้มีการคดั เลือกเพื<อดาํ เนินการแต่งต/ังใหม่ภายในเก้าสิบวนั นับแต่วนั ครบกาํ หนดตามวาระ
ในระหว่างทยี< งั มไิ ด้มกี ารแต่งต/งั กรรมการใหม่ ให้กรรมการน/ันปฏิบัตหิ น้าทไ<ี ปก่อนจนกว่าจะได้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งต/งั กรรมการใหม่
คาํ อธิบาย
หลกั การในเรIืองวาระการดาํ รงตาํ แหน่งนNี กฎหมายเดิมคือ พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการ
ศาสนู ปถัมภ์ฝ่ ายอิสลาม พุทธศักราช 2488 มิได้กําหนดวาระการดํารงตําแหน่ งของ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประไทยไวแ้ ต่อย่างใด ทNงั นNีเนIืองจากอาจเป็ นเพราะจาํ นวน
กรรมการมีไม่มากนัก รวมทNังเป็ นการแต่งตNังและถอดถอนโดยพระบรมราชโองการตาม
คาํ แนะนาํ ของรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย กรณีจึงเป็นเรืIองของรัฐมนตรีผรู้ ักษาการตาม
กฎหมายทIีจะใชอ้ าํ นาจดุลพินิจในการพิจารณาเห็นสมควรแต่งตNงั และถอดถอนผใู้ ดตามทIีเห็นวา่
เหมาะสมได้ ซIึงในทางปฏิบัติการแต่งตNังและถอดถอนของรัฐมนตรี นNันก็จําต้องมีการ
ปรึกษาหารือกบั จุฬาราชมนตรีในฐานะประธานกรรมการโดยตาํ แหน่งอยา่ งแน่นอน เนIืองจาก
เป็ นผูท้ Iีไดร้ ับการยอมรับจากสังคมมุสลิมและจุฬาราชมนตรีก็สามารถพิจารณาบุคคลทIีมีความ
เหมาะสมทีIจะดาํ รงตาํ แหน่งไดเ้ ป็นอยา่ งดี แต่อยา่ งไรกต็ าม การทีIไม่ไดเ้ ขียนรายละเอียดเกีIยวกบั
91
การแต่งตNงั และถอดถอนไวโ้ ดยเฉพาะก็อาจเป็ นช่องว่างให้กบั ผูท้ Iีตอ้ งการจะไดด้ าํ รงตาํ แหน่ง
ดังกล่าวได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระราชบัญญัติฉบับนNีจึงได้มีการกาํ หนดวาระการดาํ รง
ตาํ แหน่งของคณะกรรมการในระดบั ต่างๆ ไวเ้ ป็ นครNังแรก อนั แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของ
กฎหมายทีIไม่ประสงค์จะให้ผูท้ Iีดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการอยู่ในตาํ แหน่งติดต่อกันเป็ นระยะ
เวลานานเกินไป ซIึงจะเป็นการตดั โอกาสบุคคลอืIนซIึงมีความรู้ความสามารถสามารถผลดั เปลIียน
เขา้ มาเป็ นกรรมการเพIือทาํ หน้าทIีหรือให้ความเห็นทีIมีความหลากหลายและเป็ นประโยชน์ต่อ
การดาํ เนินการของคณะกรรมการต่อไป
สําหรับบทบญั ญตั ิในมาตรา 19 ไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยมีวาระการดาํ รงตาํ แหน่งหกปี ซIึงการกาํ หนดวาระในการดาํ รงตาํ แหน่งว่าสมควรจะมีกีIปี
นNัน โดยหลกั แลว้ ขNึนอยู่กบั นโยบายและวตั ถุประสงคข์ องกฎหมายนNันเป็ นสําคญั โดยจะตอ้ ง
สอดคลอ้ งกบั ภารกิจของกรรมการนNัน ๆ เพืIอให้มีระยะเวลาพอสมควรในการปฏิบตั ิหน้าทIี
รวมทNงั มีความเป็ นอิสระในการทาํ งานดงั กล่าวดว้ ย ซIึงโดยปกติทวIั ไปหรือในทางการเมืองแลว้
มกั จะมีการกาํ หนดวาระการดาํ รงตาํ แหน่งไวเ้ พียงสIีปี เท่านNนั สาํ หรับเหตุผลทีIกาํ หนดวาระไว้
หกปี อาจเนืIองมาจากมีความประสงคท์ Iีจะใหแ้ ตกต่างจากการดาํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง และถือ
ว่าเป็ นตาํ แหน่งทีIสําคญั สมควรทIีจะกาํ หนดให้มีวาระการดาํ รงตาํ แหน่งทIียาวกว่าปกติ เพืIอให้
สามารถปฏิบตั ิหนา้ ทIีไดอ้ ยา่ งต่อเนืIองเป็นระยะเวลาพอสมควร
ส่วนถ้อยคาํ ทีIว่า “และอาจได้รับแต่งตNังอีกได้” ถือเป็ นเจตนารมณ์ของกฎหมายทีI
ประสงคจ์ ะใหผ้ ทู้ ีIเคยดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมาแลว้ สามารถดาํ รง
ตาํ แหน่งติดต่อกนั หลายวาระก็ไดโ้ ดยไม่มีขอ้ จาํ กดั ซIึงแตกต่างจากกฎหมายอIืนทIีอาจจะกาํ หนด
วา่ กรรมการจะดาํ รงตาํ แหน่งติดต่อกนั สองวาระไม่ได้ เพืIอทIีจะเปิ ดโอกาสใหบ้ ุคคลอืIนมาดาํ รง
ตาํ แหน่งเป็นกรรมการในวาระทีIไดเ้ วน้ วา่ งนNนั
สําหรับเหตุผลของการบญั ญตั ิความในตอนทา้ ยทีIว่า “ในระหว่างทIียงั มิไดม้ ีการแต่งตNงั
กรรมการใหม่ ให้กรรมการนNันปฏิบตั ิหน้าทีIไปก่อนจนกว่าจะไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ
แต่งตNงั กรรมการใหม่” นNนั เนืIองจากโดยหลกั ทวIั ไปในการตีความกฎหมายของคณะกรรมการ
กฤษฎีกา เมIือมีการดาํ รงตาํ แหน่งจนครบวาระแลว้ ผทู้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งจะตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งโดย
ผลของกฎหมายในทนั ทีเมIือครบกาํ หนดเวลาตามวาระนNนั โดยไม่มีอาํ นาจทIีจะดาํ เนินงานใด ๆ
ในนามของคณะกรรมการอีกต่อไป ดงั นNนั หากกฎหมายประสงคท์ Iีจะให้กรรมการซIึงพน้ จาก
ตาํ แหน่งตามวาระนนั้ อยใู่ นตาํ แหน่งเพIือดาํ เนินงานต่อไปจนกวา่ กรรมการซIึงไดร้ ับแต่งตงั้ ใหม่
92
เขา้ รับหน้าทีIก็จะตอ้ งมีการเขียนบทบญั ญตั ิรองรับกรณีดงั กล่าวไว้ กรณีจึงเป็ นทีIมาของการ
บญั ญตั ิความในตอนทา้ ยของมาตรา 19 นNี
การพ้นจากตาํ แหน่งของ
กรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 20 นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระตามมาตรา 19 กรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทย พ้นจากตาํ แหน่งเม<ือ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีมติให้พ้นจากตําแหน่งเพราะขาด
คุณสมบัตหิ รือมลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 17
ในกรณีที<ตําแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื<นใด นอกจากถึงคราวออกตามวาระให้มี
การคัดเลือกและดําเนินการแต่ งต/ังกรรมการแทนตําแหน่ งที<ว่ างภายในเก้ าสิ บวันนับแต่ วันที<
ตําแหน่งว่าง ท/ังนี/ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการท<ีกําหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่ระยะเวลาการ
ดํารงตําแหน่งที<ว่างเหลือไม่เกินหนึ<งร้อยแปดสิบวันจะไม่คัดเลือกกรรมการแทนตําแหน่งท<ีว่าง
กไ็ ด้ กรรมการทไ<ี ด้รับแต่งต/งั แทนอยู่ในตาํ แหน่งได้เพยี งเท่าวาระทเ<ี หลืออยู่ของผู้ซ<ึงตนแทน ให้
กระทรวงมหาดไทยประกาศรายช<ือกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยทพี< ้นจากตาํ แหน่งใน
ราชกจิ จานุเบกษา
93
คาํ อธิบาย
นอกจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจะมีวาระในการดาํ รงตาํ แหน่งคราว
ละ 6 ปี แลว้ ยงั มีการกาํ หนดเหตุทIีตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งก่อนวาระ หากมีกรณีดงั ต่อไปนNีเกิดขNึน
คือ (1) ตาย (2) ลาออก หรือ (3) ขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามทIีกฎหมายกาํ หนด ซIึง
ในกรณีนNีองคก์ รทีIจะเป็ นผพู้ ิจารณาก็คือ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเอง เหตุทีI
ต้องพน้ จากตาํ แหน่งก่อนวาระทNังสามกรณีขา้ งต้นมีลกั ษณะเช่นเดียวกับเหตุทีIต้องพน้ จาก
ตาํ แหน่งของจุฬาราชมนตรี ตามความในมาตรา 9 ดว้ ยเหตุนNี รายละเอียดเกีIยวกบั การพิจารณา
ให้พน้ จากตาํ แหน่ง ผูเ้ ขียนจึงไม่จาํ ตอ้ งอธิบายอีก เนืIองจากสามารถเทียบเคียงไดจ้ ากคาํ อธิบาย
ในส่วนของจุฬาราชมนตรีทIีไดก้ ล่าวมาแลว้ ในตอนตน้
นอกจากนNีแลว้ การพน้ จากตาํ แหน่งก่อนวาระของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยในส่วนทีIมาจากผู้แทนของคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวดั จังหวดั ละหนIึงคน
นNนั คณะกรรมการกฤษฎีกาไดเ้ คยตีความว่า คุณสมบตั ิในการเป็ นกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยประเภทนNีมีความสัมพนั ธ์เกIียวโยงกับการเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
โดยเฉพาะ ดว้ ยเหตุนNี เมืIอปรากฏขอ้ เท็จจริงว่า ผูแ้ ทนของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
ใดไดพ้ น้ จากตาํ แหน่งเนIืองจากครบวาระ การดาํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าว กรณียอ่ มเป็ นผลทาํ ใหข้ าด
คุณสมบตั ิทIีสาํ คญั คือ การเป็นผแู้ ทนของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อนั จะส่งผลทาํ ให้
ไม่สามารถดาํ รงตาํ แหน่งเป็นคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ กรณีจึงตอ้ งถือวา่
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ผูน้ Nันไดพ้ น้ วาระตามทีIกฎหมายกาํ หนด ตามความในมาตรานNี
ดว้ ย
สําหรับความในวรรคสองของมาตรา 20 ไดก้ าํ หนดเกIียวกบั กรณีทีIตาํ แหน่งกรรมการ
ว่างลงเนIืองจากเหตุทNงั สามกรณี ไดก้ าํ หนดให้มีการคดั เลือกและดาํ เนินการแต่งตNงั กรรมการ
แทนตาํ แหน่งทีIว่างภายในเกา้ สิบวนั นบั แต่วนั ทีIตาํ แหน่งว่าง ทNงั นNี ตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการทIี
กาํ หนดในกฎกระทรวง โดยบุคคลทีIได้รับแต่งตNังให้เป็ นกรรมการแทนสําหรับกรณีนNีจะ
สามารถอยูใ่ นตาํ แหน่งดงั กล่าวไดเ้ พียงเท่าวาระทีIเหลืออยูข่ องผูซ้ Iึงพน้ จากตาํ แหน่งก่อนวาระ
นNัน สมมุติว่ากรรมการคนหนIึงมีเหตุถึงแก่ความตายในขณะทีIดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยไดเ้ พียง 2 ปี เมIือไดจ้ ดั ใหม้ ีการคดั เลือกผทู้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยแทนผูท้ Iีถึงแก่ความตายแลว้ กรรมการทีIไดร้ ับแต่งตNงั ใหม่เพIือทดแทน
94
กรรมการเดิมยอ่ มสามารถดาํ รงตาํ แหน่งอยใู่ นวาระไดเ้ พียง 4 ปี ทIีเหลือเท่านNนั ทNงั นNี โดยมีเหตุผล
ทีIตอ้ งการจะให้มีวาระการดาํ รงตาํ แหน่งเท่ากบั กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยคนอืIน
และครบตามวาระพร้อมกนั นนIั เอง
อย่างไรก็ตาม การจดั ให้มีการคดั เลือกกรรมการทดแทนตามมาตรานNีมีขอ้ ยกเวน้ ไวว้ ่า
หากระยะเวลาการดาํ รงตาํ แหน่งทIีวา่ งเหลือไม่เกินหนIึงร้อยแปดสิบวนั กรณีเช่นนNีจะไม่จดั ใหม้ ี
การคดั เลือกกรรมการแทนตาํ แหน่งทีIวา่ งกไ็ ด้
การให้พน้ จากตาํ แหน่งตามมาตรานNีกฎหมายกาํ หนดให้กระทรวงมหาดไทยจาํ ตอ้ ง
ประกาศรายชIือกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยทีIพน้ จากตาํ แหน่งในราชกิจจานุเบกษา
ทNงั นNีเนIืองจากในขณะทีIแต่งตNงั ให้ดาํ รงตาํ แหน่ง กฎหมายไดก้ าํ หนดให้มีการประกาศลงในราช
กิจจานุเบกษาเพืIอให้ประชาชนไดร้ ับทราบ ดงั นNัน เมืIอเวลาทIีจะให้พน้ จากตาํ แหน่งก็จาํ ตอ้ ง
ประกาศใหร้ ับทราบโดยทวIั ไปเช่นเดียวกนั ดว้ ย
สําหรับรายละเอียดเกIียวกบั หลกั เกณฑ์และวิธีการในการคดั เลือกกรรมการในกรณีนNี
บทบัญญัติในวรรคสองได้กําหนดให้เป็ นไปตามทIีกําหนดในกฎกระทรวง ซIึงได้มีการ
ประกาศใช้กฎกระทรวงทีIออกโดยอาศยั อาํ นาจตามความในมาตรานNีคือ กฎกระทรวง (พ.ศ.
2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ซIึงได้
กาํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั เรIืองนNีไวใ้ นขอ้ 8 ความว่า เมIือตาํ แหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยซIึงเป็นผแู้ ทนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั หรือเป็นกรรมการอIืนซIึงคดั เลือก
โดยจุฬาราชมนตรีว่างลงเพราะเหตุอืIนใด นอกจากถึงคราวออกวาระ ให้นาํ ขอ้ 6 หรือขอ้ 7 ซIึง
เป็ นหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกตามปกติ มาใช้บังคับกับการคัดเลือกผู้แทน
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั หรือการคดั เลือกกรรมการอIืนเพืIอดาํ เนินการแต่งตNงั แทน
ตาํ แหน่งทีIว่างด้วย (ซIึงสามารถดูรายละเอียดได้ในหัวข้อเกIียวกับการคัดเลือกและแต่งตNัง
กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได)้
95
การประชุมคณะกรรมการกลาง
อสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 21 ในการประชุมคณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย ต้องมีกรรมการมา
ประชุมไม่น้อยกว่าก<ึงหนึ<งของจํานวนกรรมการท/ังหมดเท่าที<มีอยู่ จึงจะเป็ นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าท<ีได้ ให้รองประธาน กรรมการปฏิบัติหน้าที<
แทน ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้ าที<ได้
ให้กรรมการที<มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ<งเป็ นประธานในที<ประชุม มติของที<ประชุมให้ถือ
เสียงข้างมาก กรรมการคนหน<ึงให้ มีเสียงหน<ึงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที<ประชุมออกเสียงเพ<ิมขึน/ อีกเสียงหนึ<งเป็ นเสียงชี/ขาด แต่ถ้าเป็ นมติให้กรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทยพ้นจากตําแหน่ง มติดังกล่าวต้องมีเสียงไม่น้อยกว่าสามในส<ีของ
จาํ นวนกรรมการท/งั หมดเท่าทมี< อี ยู่
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิในมาตรานNีเป็ นเรืIองทIีเกีIยวขอ้ งกบั หลกั เกณฑ์และวิธีการในการประชุมของ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทNงั นNีเนIืองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยถือเป็ นองคก์ รกลุ่ม ซIึงการตดั สินใจทIีจะดาํ เนินการอยา่ งหนIึงอยา่ งใดจะตอ้ งมีการ
ประชุมเพIือลงมติ อันถือเป็ นการแสดงเจตนาขององค์กรกลุ่ม ด้วยเหตุนNี การประชุมจึงมี
ความสําคญั เป็ นอยา่ งมากในการทีIจะปฏิบตั ิหน้าทีIอยา่ งใดอยา่ งหนIึงตามทIีกฎหมายกาํ หนดไว้
เพราะหากไม่มีการประชุมแล้วย่อมไม่อาจถือได้ว่ามีการแสดงเจตนาเกิดขNึน และหากการ
96
ประชุมไม่เป็นไปตามหลกั เกณฑห์ รือวิธีการทีIบทบญั ญตั ิมาตรา 21 นNีกาํ หนดไวก้ ย็ อ่ มไม่อาจถือ
ไดว้ า่ มีการประชุมเกิดขNึนจริง เพราะเป็นการกระทาํ ทIีไม่ชอบดว้ ยกฎหมายนนIั เอง
สําหรับหลกั เกณฑ์และวิธีการตามมาตรา 21 ไดก้ าํ หนดรายละเอียดสําคญั เกIียวกบั การ
ประชุมไว้ 3 เรIือง คือ (1) องคป์ ระชุม (2) การลงมติ และ (3) การดาํ เนินการกรณีทIีประธานไม่
อยหู่ รือไม่อาจปฏิบตั ิหนา้ ทีIได้
ประการทIีหนIึง องค์ประชุม ซIึงกฎหมายไดก้ าํ หนดไวว้ ่า ในการประชุมคณะกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทย จะตอ้ งมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากIึงหนIึงของจาํ นวน
กรรมการทNงั หมดเท่าทIีมีอยู่ จึงจะเป็ นองค์ประชุม คาํ ว่า “ไม่น้อยกว่ากIึงหนIึง” มีความหมาย
ว่า จะตอ้ งมีจาํ นวนตNงั แต่ครIึงหนIึงขNึนไป จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม ส่วนคาํ ว่า “กรรมการ
ทNงั หมดเท่าทีIมีอย”ู่ หมายความว่า จาํ นวนกรรมการทNงั หมดทIีมีตวั ตนอยจู่ ริงๆในขณะนNนั มิใช่
การนบั จาํ นวนตามการคาํ นวณโดยไม่มีตวั ตนอยจู่ ริง เช่น กรณีทIีมีกรรมการถึงแก่ความตายหรือ
ลาออกไปแลว้ โดยยงั ไม่มีการคดั เลือกขNึนมาแทนตาํ แหน่งทIีว่างนNนั กรณีนNียอ่ มไม่อาจนบั รวม
ได้ เป็นตน้
ประการทIีสอง การลงมติของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมี 2 กรณี
ด้วยกันคือ กรณีปกติ และกรณีพิเศษ สําหรับกรณีปกติ กฎหมายได้กาํ หนดไวว้ ่า มติของ
ทีIประชุมนNันให้ถือเสียงขา้ งมาก โดยกรรมการคนหนIึงให้มีเสียงหนIึงในการลงคะแนน แต่ถา้
หากผลของการลงคะแนนมีหลายฝ่ ายและแต่ละฝ่ ายมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานใน
ทIีประชุมออกเสียงเพิIมขNึนอีกเสียงหนIึงเป็ นเสียงชNีขาดและให้ถือว่าเป็ นมติของทีIประชุม การ
กาํ หนดให้ถือเสียงขา้ งมากนNนั เป็ นวิธีการในระบอบประชาธิปไตย มิใช่การชูรออฺ ตามหลกั การ
ของอิสลาม แม้ว่าก่อนการลงมติจะได้มีการเปิ ดโอกาสให้กรรมการในทIีประชุมสามารถ
อภิปรายหรือเสนอความเห็นกนั อยา่ งกวา้ งขวางแลว้ จึงลงมติ อนั จะถือวา่ มีการปรึกษาหารือก่อน
ตามหลกั ชูรออฺก็ตาม แต่ทว่าการตดั สินใจในกรณีนNีก็คือ การลงมติของกรรมการทีIเขา้ ร่วม
ประชุมในขณะนNนั โดยใชเ้ สียงขา้ งมากเป็ นมติของทIีประชุม มิใช่การให้ผูน้ าํ ในทIีประชุมเป็ น
ผูต้ ดั สินใจเลือกความคิดเห็นหนIึงความคิดเห็นใดโดยใช้ดุลพินิจของตนตามหลกั การชูรออฺ
แต่อยา่ งใด
สาํ หรับการลงมติในกรณีพิเศษ เช่น กรณีการประชุมเพIือมีมติให้กรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยคนใดคนหนIึงพน้ จากตาํ แหน่งก่อนวาระตามความในมาตรา 20 กรณีเช่นนNี
กฎหมายได้กาํ หนดไวว้ ่า “แต่ถา้ เป็ นมติให้กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยพน้ จาก
97
ตาํ แหน่ง มติดงั กล่าวตอ้ งมีเสียงไม่น้อยกว่าสามในสIีของจาํ นวนกรรมการทNงั หมดเท่าทIีมีอยู่”
ซIึงแตกต่างกบั กรณีปกติทIีถือเสียงขา้ งมาก เหตุผลก็เนIืองจากการลงมติให้กรรมการคนใดคน
หนIึงพน้ จากตาํ แหน่งนNันถือเป็ นเรIืองทีIมีความสําคญั กฎหมายจึงกาํ หนดให้ต้องมีมติพิเศษ
กล่าวคือ จะตอ้ งมีกรรมการจาํ นวนสามในสIีของจาํ นวนกรรมการทNงั หมดเท่าทีIมีอยใู่ นขณะนNนั
เห็นด้วยว่าให้กรรมการคนนNันพน้ จากตาํ แหน่ง กรณีเช่นนNีจึงจะถือว่า คณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยมีมติใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งได้
ประการทIีสาม การดาํ เนินการกรณีทIีประธานไม่อยหู่ รือไม่อาจปฏิบตั ิหนา้ ทีIได้ ซIึงโดย
ปกติประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยตาํ แหน่ง ก็คือ จุฬาราชมนตรีจะ
ทาํ หน้าทีIประธานในทีIประชุมเสมอ สําหรับในกรณีทIีจุฬาราชมนตรีไม่อยู่หรืออยู่แต่ไม่อาจ
ปฏิบตั ิหนา้ ทIีได้ ไม่วา่ กรณีใดๆ กฎหมายไดก้ าํ หนดไวว้ า่ ใหร้ องประธานกรรมการปฏิบตั ิหนา้ ทีI
แทน ถา้ ประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบตั ิหน้าทIีได้ ก็ให้
กรรมการทีIมาประชุมเลือกกรรมการคนหนIึงเป็นประธานในทIีประชุม เพIือทาํ หนา้ ทIีประธานใน
ทีIประชุมครNังนNนั
98
สํานักงานคณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย
มาตรา 22 ให้มีสํานักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีฐานะเป็ นนิติ
บุคคล มีหน้ าท<ีเก<ียวกับกิจการของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ งประเทศไทย โดยมี
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็ นผู้แทนของสํานักงานในกิจการท<ีเก<ียวกับ
บุคคลภายนอก เพื<อการนี/คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอาจมีมติมอบหมายให้
กรรมการคนหน<ึงหรือหลายคนทําการแทนก็ได้ และให้เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยเป็ นผู้รับผดิ ชอบ ในกจิ การของสํานักงาน
คาํ อธิบาย
เดิมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช 2488 แม้จะมี
บทบญั ญตั ิเกIียวกบั คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยกาํ หนดให้เป็ นองคก์ รกลุ่ม
เช่นเดียวกนั แต่ทว่าไม่มีการกาํ หนดเกีIยวกบั สํานกั งานของคณะกรรมการดงั กล่าวไวแ้ ต่อยา่ ง
ใด บทบญั ญตั ิในมาตรานNีจึงถือเป็ นครNังแรกทIีไดก้ าํ หนดให้มีสํานักงานคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยขNึน รวมทNงั ไดม้ ีการกาํ หนดเรืIองทีIสาํ คญั ของสาํ นกั งานคณะกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทย 3 เรIืองดว้ ยกนั คือ (1) สถานะทางกฎหมายของสํานักงาน (2)
ผูแ้ ทนของสาํ นกั งาน และ (3) ผูร้ ับผิดชอบในกิจการของสาํ นกั งาน ซIึงจะไดก้ ล่าวรายละเอียด
ในแต่ละเรIืองต่อไป
เรืIอง สถานะทางกฎหมายของสาํ นกั งาน
99
โดยทIีกฎหมายไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีลกั ษณะเป็ น
องคก์ รกลุ่ม ซIึงหมายถึง องคก์ รทIีประกอบไปดว้ ยบุคคลหลายคนทาํ หน้าทIีอย่างหนIึงอย่างใด
ร่วมกนั การดาํ เนินการขององคก์ รกลุ่มจึงตอ้ งมีการประชุมและลงมติเพืIอแสดงเจตนาเสมอโดย
มตินNันต้องถือเสียงข้างมากของทีIประชุม แต่อย่างไรก็ตาม องค์กรกลุ่มดังกล่าวไม่อาจจะ
ดาํ เนินการในนามของตนเองได้ เพราะไม่ไดม้ ีสภาพเป็ นบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา
จึงทาํ ให้การถือกรรมสิทธgิหรือครอบครองทรัพยส์ ินไม่อาจใส่ชIือในนามขององค์กรกลุ่ม
ได้ ดว้ ยเหตุนNี กฎหมายจึงไดก้ าํ หนดใหม้ ีสาํ นกั งานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
ขNึนเพืIอให้มีสภาพเป็ นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลทีIรวมตวั กนั เป็ นคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทย เพืIอให้มีหน้าทIีในการทีIจะถือครองทรัพยส์ ิน กระทาํ นิติกรรม หรือ
กระทาํ การอืIนใดในนามของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยนัIนเอง ทNงั นNีโดยใน
การถือกรรมสิทธgิหรือครอบครองทรัพยส์ ินจึงตอ้ งกระทาํ ในนามหรือใส่ชืIอของสํานักงาน
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
เรืIอง ผแู้ ทนของสาํ นกั งาน
เมIือสํานักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีสถานะเป็ นนิติบุคคลแยก
ต่างหากจากตวั คณะกรรมการ แต่ทวา่ สาํ นกั งานมิไดม้ ีสภาพเป็นบุคคลจริงๆ เช่นบุคคลธรรมดา
ดว้ ยเหตุนNี ในการดาํ เนินการของสาํ นกั งานจึงตอ้ งมีผแู้ ทนนิติบุคคลเป็นผกู้ ระทาํ การเสมอ ดงั นNนั
กฎหมายจึงไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็ นผแู้ ทนของสาํ นกั งาน
ในกิจการทIีเกีIยวกบั บุคคลภายนอก โดยในการปฏิบตั ิหนา้ ทIีจริงนNนั คณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยอาจมีมติมอบหมายให้กรรมการคนหนIึงหรือหลายคนทาํ การแทนก็ได้ ซIึงจะ
เห็นไดว้ ่า ความสัมพนั ธ์ระหว่างสํานักงานและคณะกรรมการมีลกั ษณะทIีเป็ นความสัมพนั ธ์
ระหว่างนิติบุคคลและผูแ้ ทนนิติบุคคลนนัI เอง ดงั นNนั การดาํ เนินการหรือการปฏิบตั ิหนา้ ทีIยอ่ ม
ตอ้ งกระทาํ การโดยคณะกรรมการทีIจะตอ้ งมีการจดั ประชุมและลงมติเพIือแสดงเจตนาในเรIืองใด
เรIืองหนIึง หลงั จากนNัน จะตอ้ งมีการมอบหมายให้บุคคลหนIึงบุคคลใดไปดาํ เนินการตามมติ
ดงั กล่าว และหากกรณีทีIตอ้ งมีการถือกรรมสิทธgิหรือครอบครองทรัพยส์ ินก็จะตอ้ งใส่ชIือหรือ
กระทาํ ในนามของสาํ นกั งานเท่านNนั
เรIือง ผรู้ ับผดิ ชอบในกิจการของสาํ นกั งาน
อนั ทีIจริงการกาํ หนดให้มีนิติบุคคลและผูแ้ ทนนิติบุคคลในการดาํ เนินการต่างๆ ก็น่าจะ
เพียงพอสาํ หรับการปฏิบตั ิหนา้ ทีIตามกฎหมายไดแ้ ลว้ แต่อยา่ งไรกต็ าม บทบญั ญตั ิมาตรานNียงั ได้
100
กาํ หนดผรู้ ับผดิ ชอบในกิจการของสาํ นกั งานทIีเกีIยวขอ้ งกบั บุคคลนอกภายนอกไวโ้ ดยกาํ หนดให้
เลขาธิ การคณ ะกรรมการกลางอิสลามแห่ งป ระเท ศไท ยเป็ น ผู้รับ ผิดชอบ ใน เรืI อง
ดงั กล่าว ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกบั เลขาธิการอาจจะ
เปรียบเทียบไดเ้ ช่นเดียวกบั คณะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการนนIั เอง ดว้ ยเหตุนNี
หน้าทีIของเลขาธิการนอกจากจะเป็ นเลขานุการของคณะกรรมการแลว้ ยงั มีหน้าทIีเป็ นเสมือน
หวั หนา้ สาํ นกั งานทIีจะตอ้ งดาํ เนินการตามมติของคณะกรรมการ อนั เป็ นเรืIองทIีเกIียวขอ้ งกบั งาน
ธุรการหรืองานทวัI ไปของสาํ นกั งานเท่านNนั สาํ หรับงานในดา้ นการบริหาร การกาํ หนดนโยบาย
การออกกฎ การวางระเบียบทIีเกIียวขอ้ งและการปฏิบตั ิหน้าทIีตามกฎหมายย่อมถือเป็ นอาํ นาจ
หน้าทีIของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยทIีเป็ นองค์กรกลุ่มในอันทIีจะต้อง
พิจารณาตดั สินใจ ดาํ เนินการและรับผิดชอบตามทIีไดม้ ีมติดว้ ย โดยกรรมการแต่ละท่านยอ่ มมี
ความเป็นอิสระทIีจะใชด้ ุลพินิจของตนเองในการเสนอความเห็นต่อทIีประชุมและลงมติในเรืIองทีI
สําคญั อยา่ งมีความรับผิดชอบ ซIึงในทางปฏิบตั ิทีIผ่านมาเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยมีบทบาททIีสาํ คญั ในการขบั เคลืIอนองคก์ รและบางครNังมีการชNีนาํ ความเห็นหรือ
การลงมติของคณะกรรมการในเรืIองต่างๆ เป็ นอย่างมาก อนั จะเห็นไดว้ ่า เป็ นการกระทาํ ทีIไม่
สอดคลอ้ งกบั เจตนารมณ์ของบทบญั ญตั ิดงั กล่าว