101
หมวด :
คณะกรรมการอสิ ลาม
ประจาํ จงั หวดั
102
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 23 จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดตามมาตรา 13 ไม่น้อย
กว่าสามมัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ งประเทศไทยประกาศให้ จังหวัดน/ันมี
คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดคณะหนึ<งประกอบด้วย กรรมการมีจํานวนไม่น้อยกว่าเก้า
คนแต่ไม่เกินสามสิบคน การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจําจังหวัด ให้กระทรวงมหาดไทย
ดําเนินการให้อหิ ม่ามประจํามัสยิดในจังหวดั น/ันเป็ นผู้คัดเลือก ท/ังนี/ ตามหลกั เกณฑ์ และวธิ ีการ
ท<ีกําหนดในกฎกระทรวง ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกันเป็ นประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ เลขานุการและตําแหน่งอ<ืนตามความจําเป็ น ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศ
รายช<ือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็ นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ และ
กรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ในราชกจิ จานุเบกษา
คาํ อธิบาย
เนNือหาของความในหมวดสIีนNีเป็นเรIืองทIีเกีIยวขอ้ งกบั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
โดยในมาตรา 23 ได้บัญญัติเรืIองทIีสําคัญ 4 เรIืองด้วยกัน คือ (1) หลักเกณฑ์ในการจัดตNัง
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั (2) จาํ นวนกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั (3) การคดั เลือก
กรรมการ และ (4) วธิ ีการประกาศใหป้ ระชาชนไดร้ ับทราบ ซIึงรายละเอียดมีดงั ต่อไปนNี
หลกั เกณฑใ์ นการจดั ตNงั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
เดิมพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช 2488 มาตรา 7 ได้
กาํ หนดวา่ จงั หวดั ใดมีประชาชนผนู้ บั ถือศาสนาอิสลามจาํ นวนพอสมควร กระทรวงมหาดไทย
อาจจัดให้มีคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดขNึนได้ … ซIึงจะเห็นได้ว่า การจัดให้มี
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ถือเป็นดุลพินิจของกระทรวงมหาดไทยทIีอาจจะจดั ใหม้ ีขNึน
หรือไม่กไ็ ด้ ทNงั นNีโดยพิจารณาจากขอ้ เทจ็ จริงวา่ มีประชาชนผนู้ บั ถือศาสนาอิสลามในจงั หวดั นNนั
103
จาํ นวนพอสมควรหรือไม่ ซIึงคาํ ว่า “พอสมควร” นNัน มิไดม้ ีการกาํ หนดจาํ นวนไวช้ ัดเจนว่า
จะต้องมีจาํ นวนเท่าใดจึงจะถือว่าพอสมควร กรณีจึงเป็ นดุลพินิจ แต่สําหรับบทบัญญัติใน
พระราชบญั ญตั ินNีไดก้ าํ หนดไวอ้ ย่างชดั เจนในมาตรา 23 ว่า จงั หวดั ใดมีราษฎรนับถือศาสนา
อิสลามและมีมสั ยิดทีIได้มีการจดทะเบียนจดั ตNงั ขNึนตามมาตรา 13 ไม่น้อยกว่าสามมสั ยิด ให้
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประกาศให้จงั หวดั นNันมีคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั คณะหนIึง ซIึงจะเห็นได้ว่า กฎหมายปัจจุบนั มีการกาํ หนดหลกั เกณฑ์ทีIชัดเจน
มากกว่าพระราชกฤษฎีกาฉบบั เดิมเป็ นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม การกาํ หนดหลกั เกณฑ์ว่า
จะตอ้ งมีจาํ นวนมสั ยิดทีIจดทะเบียนแลว้ 3 มสั ยิดขNึนไป มิได้มีเหตุผลหรือทIีมาทIียึดโยงจาก
หลกั การศาสนาอิสลามหรือความจาํ เป็ นแต่อย่างใด ด้วยเหตุนNี จึงมีขอ้ สงสัยหรือคาํ ถามว่า
เหตุผลใดจึงกาํ หนดไวเ้ พียง 3 มสั ยิดเท่านNัน อนั ส่งผลทาํ ให้มีการจดั ตNงั คณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ไดง้ ่ายเกินไปหรือไม่ ซIึงในปัจจุบนั มีปัญหาเกIียวกบั กลุ่มบุคคลทIีต่อตา้ นการจดั ตNงั
มสั ยิดเกิดขNึนอย่างต่อเนIือง โดยกล่าวอา้ งว่าท้องทีIในบริเวณทีIจะตNงั มสั ยิดนNันไม่ได้มีชุมชน
มุสลิมเกิดขNึนแต่อยา่ งใด จึงมีคาํ ถามต่อไปวา่ การจดั ตNงั มสั ยดิ กรณีนNีมีวตั ถุประสงคแ์ อบแฝงเพIือ
ตอ้ งการทีIจะจดั ตNงั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขNึนในจงั หวดั นNนั ใช่หรือไม่ และปัญหาทIี
สาํ คญั อยา่ งยงIิ ก็คือ เมืIอมีการจดั ตNงั มสั ยดิ ขNึนสามแห่งในจงั หวดั นNนั แลว้ ยอ่ มเป็ นผลทาํ ให้มีการ
จดั ตNงั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เกิดขNึน และมีการแต่งตNงั ตวั แทนของจงั หวดั นNนั มาเป็น
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพIือทIีตอ้ งการจะควบคุมการบริหารกิจการศาสนา
อิสลามทNงั สามระดบั ใช่หรือไม่ ดว้ ยเหตุนNี จึงมีความพยายามทีIจะแกไ้ ขกฎหมายในเรIืองจาํ นวน
มสั ยดิ ทีIจดทะเบียนแลว้ เพIือกาํ หนดใหม้ ีจาํ นวนมากพอสมควรทีIสามารถบ่งบอกถึงความจาํ เป็ น
ทIีจะตอ้ งมีการจดั ตNงั คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขNึนอยา่ งแทจ้ ริง
จาํ นวนกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
เมIือปรากฏว่ามีจาํ นวนมสั ยิดครบตามหลกั เกณฑ์ในการจดั ให้มีคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ขNึนในจงั หวดั ไดแ้ ลว้ จาํ นวนกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIีสามารถมีไดน้ Nัน
กฎหมายมิไดก้ าํ หนดจาํ นวนทีIชดั เจนตายตวั ลงไป หากแต่ไดก้ าํ หนดเป็ นหลกั การหรือเป็ นช่วง
เอาไวว้ ่า ให้สามารถมีกรรมการไดจ้ าํ นวนไม่น้อยกว่าเกา้ คนแต่ไม่เกินสามสิบคน ทNงั นNี โดย
ต่อมาคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดอ้ าศยั อาํ นาจตามความในมาตรา 23 นNีออก
ประกาศคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เรืIอง กาํ หนดจาํ นวนกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ลงวนั ทIี 21 สิงหาคม 2542 ไดก้ าํ หนดหลกั เกณฑใ์ นการพิจารณาวา่ จงั หวดั ใดจะมี
104
จาํ นวนกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดเ้ พียงใดขNึนอยกู่ บั จาํ นวนมสั ยิดทีIมีอยใู่ นขณะนNนั เป็ น
ปัจจยั สาํ คญั ในการพิจารณาดงั นNี คือ
(1) จงั หวดั ทIีมีมสั ยดิ ตNงั แต่ 3 ถึง 5 มสั ยดิ ใหม้ ีกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดน้ อ้ ยกวา่
9 คน แต่ไม่เกิน 11 คน
(2) จงั หวดั ทIีมีมสั ยดิ ตNงั แต่ 6 ถึง 15 มสั ยดิ ใหม้ ีกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดน้ อ้ ยกวา่
9 คน แต่ไม่เกิน 15 คน
(3) จงั หวดั ทีIมีมสั ยิดตNงั แต่ 16 ถึง 50 มสั ยิด ให้มีกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดน้ อ้ ย
กวา่ 9 คน แต่ไม่เกิน 21 คน
(4) จงั หวดั ทีIมีมสั ยดิ ตNงั แต่ 51 ถึง 100 มสั ยดิ ให้มีกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดน้ อ้ ย
กวา่ 9 คน แต่ไม่เกิน 25 คน
(5) จงั หวดั ทีIมีมสั ยดิ ตNงั แต่ 100 มสั ยดิ ขNึนไป ให้มีกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดน้ อ้ ย
กวา่ 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน
การคดั เลือกกรรมการ
กฎหมายไดบ้ ญั ญตั ิให้กระทรวงมหาดไทยเป็ นผูด้ าํ เนินการจดั ให้มีการประชุมบรรดา
อิหม่ามประจาํ มสั ยิดในจงั หวดั นNันทNงั หมดเป็ นผูค้ ดั เลือก กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตาม
จาํ นวนทีIกฎหมายกาํ หนดไว้ ทNงั นNี โดยหลกั เกณฑ์และวิธีการในการคดั เลือกให้เป็ นไปตามทีI
กาํ หนดในกฎกระทรวง จากบทบญั ญตั ิของกฎหมายดงั กล่าวจะเห็นไดว้ า่ ผทู้ ีIดาํ เนินการจดั การ
ประชุม คือ กระทรวงมหาดไทย ส่วนผูท้ ีIมีอาํ นาจหรือทาํ หน้าทีIคดั เลือก คือ บรรดาอิหม่าม
ประจาํ มสั ยิดในจงั หวดั นNันทNงั หมด รวมทNงั หลกั การสําคญั คือ ตอ้ งเป็ นการคดั เลือก มิใช่การ
เลือกตNงั ตามทIีไดอ้ ธิบายมาแลว้ ขา้ งตน้ ส่วนรายละเอียดของการคดั เลือกใหเ้ ป็นไปตามทีIกาํ หนด
ในกฎกระทรวง ซIึงต่อมาไดม้ ีการประกาศใชก้ ฎกระทรวงทีIออกโดยอาศยั อาํ นาจตามความใน
มาตรานNีคือ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กร
ศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ไดก้ าํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั วิธีการและขNนั ตอนในการคดั เลือก
โดยสรุปสาระสาํ คญั ไดด้ งั นNี คือ
(1) ใหก้ ระทรวงมหาดไทยแจง้ ใหผ้ วู้ า่ ราชการเพIือจดั ใหม้ ีการประชุมอิหม่ามประจาํ มสั ยดิ
ในจงั หวดั นNนั โดยใหผ้ วู้ า่ ราชการจงั หวดั หรือผซู้ Iึงผวู้ า่ ราชการจงั หวดั มอบหมายเป็นประธานใน
ทีIประชุม (ขอ้ 9 วรรคหนIึง)
105
(2) ในการประชุมเพIือคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะตอ้ งมีอิหม่ามประจาํ
มสั ยิดในจงั หวดั มาประชุมไม่น้อยกว่ากIึงหนIึงของจาํ นวนอิหม่ามประจาํ มสั ยิดในจงั หวดั นNัน
เท่าทIีมีอยใู่ นขณะนNนั จึงจะเป็นองคป์ ระชุม (ขอ้ 9 วรรคสอง)
(3) ให้อิหม่ามแต่ละคนมีสิทธิทีIจะเสนอชIือผูส้ มควรดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ไดไ้ ม่เกินจาํ นวนของกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั นNนั (ขอ้ 9 วรรคสาม)
(4) ในกรณีทIีผไู้ ดร้ ับการเสนอชืIอมีจาํ นวนเท่ากบั จาํ นวนกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIี
จะทาํ การคดั เลือกในคราวนNัน ให้ถือว่าผูไ้ ด้รับการเสนอชIือเหล่านNันได้รับการคดั เลือกเป็ น
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั (ขอ้ 10)
(5) ในกรณีทีIมีผไู้ ดร้ ับการเสนอชืIอมีจาํ นวนมากกวา่ กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIีจะ
ทาํ การคดั เลือกในคราวนNัน ให้อิหม่ามประจาํ มสั ยิดทIีมาประชุมออกเสียงลงคะแนน (ขอ้ 11
วรรคหนIึง) โดยใหผ้ ไู้ ดร้ ับคะแนนสูงสุดเรียงตามลาํ ดบั ลงมาจนเท่ากบั จาํ นวนกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ทีIจะทาํ การคดั เลือก เป็ นผูไ้ ดร้ ับการคดั เลือกเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
(ขอ้ 11 วรรคสอง)
(6) ถา้ มีผไู้ ดร้ ับการคดั เลือกไดค้ ะแนนเท่ากนั จนเป็ นเหตุใหไ้ ม่สามารถเรียงตามลาํ ดบั ได้
กใ็ หป้ ระธานในทีIประชุมจบั สลาก (ขอ้ 11 วรรคสาม)
(7) ให้ผูว้ ่าราชการจงั หวดั แจง้ รายชืIอผูไ้ ดร้ ับการคดั เลือกเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ไปยงั กระทรวงมหาดไทย (ขอ้ 11 วรรคสีI)
วธิ ีการประกาศใหป้ ระชาชนไดร้ ับทราบผลการคดั เลือก
ภายหลงั จากทIีไดม้ ีการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดค้ รบตามจาํ นวนทIีจะพึง
มีได้ตามประกาศคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว กฎหมายได้กาํ หนดให้
คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกนั เอง เพIือทาํ หน้าทีIเป็ นประธานกรรมการ รองประธาน
กรรมการ เลขานุการและตาํ แหน่งอืIนตามความจาํ เป็ น ต่อจากนNนั จึงให้กระทรวงมหาดไทยนาํ
ผลการคดั เลือกทีIไดจ้ ดั ทาํ เป็ นประกาศรายชIือผูไ้ ดร้ ับการคดั เลือกเป็ นประธานกรรมการ รอง
ประธานกรรมการ เลขานุการ และกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ลงในราชกิจจานุเบกษา
เพืIอให้ประชาชนทวัI ไปไดร้ ับทราบโดยทวัI กนั ทNงั นNีโดยให้มีผลเป็ นการแต่งตNงั คณะกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั นบั ตNงั แต่วนั ทีIไดม้ ีการคดั เลือก
106
คุณสมบตั แิ ละลกั ษณะต้องห้ามของ
กรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 24 กรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ต้องมคี ุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้าม
ดงั ต่อไปนี/
(1) มคี ุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้ามตามตามมาตรา 17
(2) เป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ในจงั หวดั น/ันมาแล้วไม่น้อยกว่าหน<ึงปี ก่อนวนั คดั เลือก
(3) มภี ูมลิ าํ เนาอยู่ในจงั หวดั น/ันมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ<งปี ก่อนวนั คดั เลือก
คาํ อธิบาย
โดยทIีบทบัญญัติมาตรา 24 นNี เป็ นการกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไว้ h ประเภทคือ (‡) คุณสมบตั ิพNืนฐานทวัI ไป และ (h) คุณสมบตั ิ
เฉพาะทIียดึ โยงอยกู่ บั มสั ยดิ และจงั หวดั นNนั
(1) คุณสมบัตพิ ืน/ ฐานทว<ั ไป
ความใน (1) ไดก้ าํ หนดวา่ จะตอ้ งมีคุณสมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา 17 ซIึง
ถือเป็นการกาํ หนดคุณสมบตั ิพNืนฐานโดยทวIั ไป นนIั กค็ ือ คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มของผทู้ ีI
ดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยดงั ทIีไดก้ ล่าวมาแลว้ วา่ เป็นคุณสมบตั ิและ
ลกั ษณะตอ้ งหา้ มเช่นเดียวกบั ผทู้ ีIจะดาํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีนนัI เอง ยกเวน้ ใน 2 เรืIองเท่านNนั
คือ (1) มีอายไุ ม่ตIาํ กวา่ 40 ปี บริบูรณ์ และ (2) ไม่เป็นผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมือง ดว้ ยเหตุนNี จึง
เห็นไดว้ า่ ผทู้ Iีดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั มีคุณสมบตั ิพNืนฐานเช่นเดียวกนั ผเู้ ขียนไม่จาํ ตอ้ งกล่าวรายละเอียดอีกแต่อยา่ งใด
107
(U) คุณสมบตั เิ ฉพาะทมี< คี วามสัมพนั ธ์กบั มสั ยดิ และจงั หวดั น/ัน
ส่วนความใน (2) ทีIกาํ หนดไวว้ ่า จะตอ้ งเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดในจงั หวดั นNนั มาแลว้
ไม่นอ้ ยกวา่ หนIึงปี ก่อนวนั คดั เลือก ถือเป็ นคุณสมบตั ิเฉพาะของกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
เนIืองจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ทIีต้องการให้ผูท้ Iีจะดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นกรรมการต้องมีความ
สัมพนั ธ์ในการปฏิบตั ิศาสนกิจกบั บุคคลทีIนบั ถือศาสนาอิสลามภายในพNืนทีI จึงไดบ้ ญั ญตั ิให้มี
การยดึ โยงกบั มสั ยดิ ในจงั หวดั นNนั โดยกาํ หนดวา่ จะตอ้ งเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ในจงั หวดั นNนั
มาแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ หนIึงปี ก่อนวนั คดั เลือก ทNงั นNีเพราะคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เป็ นผู้
ทIีมีหนา้ ทีIในการควบคุมดูแลการบริหารงานของมสั ยดิ และกิจการศาสนาอิสลามภายในจงั หวดั
จึงสมควรอยา่ งยงิI ทีIจะตอ้ งเป็นบุคคลทIีเป็นสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ อยภู่ ายในจงั หวดั นNนั ดว้ ย
สําหรับความใน (3) ทีIกาํ หนดว่า จะตอ้ งมีภูมิลาํ เนาอยูใ่ นจงั หวดั นNนั มาแลว้ ไม่น้อยกว่า
หนIึงปี ก่อนวนั คดั เลือก คุณสมบตั ิประการนNีกฎหมายมีเจตนารมณ์ทIีตอ้ งการจะใหบ้ ุคคลดงั กล่าว
มีความเกIียวขอ้ งกบั จงั หวดั นNนั โดยการมีภูมิลาํ เนาหรือถิIนทIีอยภู่ ายในจงั หวดั นNนั เป็ นระยะเวลา
ไม่นอ้ ยกวา่ หนIึงปี ก่อนวนั คดั เลือก อนั แสดงให้เห็นถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคลนNนั กบั พNืนทีI
ภายในจงั หวดั เป็ นระยะเวลาพอสมควรเพราะนอกจากการเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
จะตอ้ งมาปฏิบตั ิหนา้ ทีIควบคุมดูแล การบริหารงานของมสั ยิดและกิจการศาสนาอิสลามภายใน
จงั หวดั นNันแลว้ ยงั สมควรทีIบุคคลนNันจะตอ้ งมีการยึดโยงกบั ผูท้ Iีนับถือศาสนาอิสลามภายใน
พNืนทIีดว้ ยในฐานะทีIเป็นตวั แทนของสงั คมมุสลิมในจงั หวดั นNนั
อยา่ งไรก็ตาม การกาํ หนดระยะเวลาเพียงหนIึงปี นNนั อาจจะไม่พอเพียงสาํ หรับการพิสูจน์
ถึงขอ้ เท็จจริงวา่ บุคคลนNนั มีความสัมพนั ธ์หรือเกIียวขอ้ งกบั กิจการศาสนาอิสลามภายในจงั หวดั
นNนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจนนกั ทNงั นNีเนIืองจากในปัจจุบนั มีการเจตนาทีIจะยา้ ยทะเบียนบา้ นเขา้ มาอยเู่ พืIอให้
มีคุณสมบตั ิครบถว้ นทIีจะเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดเ้ ท่านNัน แต่ทว่าโดยพNืนเพเดิม
ของบุคคลดงั กล่าวไม่มีความเกIียวขอ้ งกบั พNืนทีIหรือบุคคลภายในจงั หวดั นNนั แต่อยา่ งใด
หลกั เกณฑ์ในการพจิ ารณาเกย<ี วกบั ภูมลิ าํ เนา
โดยทีIในทางปฏิบตั ิทีIผ่านมามีปัญหาเกIียวกบั การพิจารณาภูมิลาํ เนาของบุคคลทีIจะดาํ รง
ตาํ แหน่งดงั กล่าวอยเู่ สมอ ดว้ ยเหตุนNี จึงขออธิบายรายละเอียดเกีIยวกบั คาํ วา่ ภูมิลาํ เนาให้มีความ
ชดั เจนเพIือประโยชน์ในการนาํ ไปใชแ้ กป้ ัญหาทีIเกิดขNึนต่อไป เนIืองจากคาํ ว่า “ภูมิลาํ เนา” ตาม
ความเขา้ ใจของคนทวIั ไป คือ การมีชIืออยใู่ นทะเบียนบา้ น ซIึงถือวา่ ถูกตอ้ งเพียงส่วนเดียวเท่านNนั
ทNงั นNีเพราะตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ไดใ้ หค้ วามหมายของภูมิลาํ เนาไวด้ งั นNี คือ
108
1. ภูมิลําเนาของบุคคลธรรมดาได้แก่ ถIินอันบุคคลนNันมีสถานทีIอยู่เป็ นแหล่ง
สาํ คญั (มาตรา 37)
2. ถา้ บุคคลธรรมดามีถิIนทีIอยหู่ ลายแห่ง ซIึงอยสู่ ับเปลIียนกนั ไปหรือมีหลกั แหล่งทIีทาํ การ
งานเป็นปกติหลายแห่ง ใหถ้ ือเอาแห่งใดแห่งหนIึงเป็นภูมิลาํ เนาของบุคคลนNนั (มาตรา 38)
3. ถา้ ภูมิลาํ เนาไม่ปรากฏ ใหถ้ ือวา่ ถิIนทIีอยเู่ ป็นภูมิลาํ เนา (มาตรา 39)
4. บุคคลธรรมดาซIึงเป็ นผไู้ ม่มีทีIอยปู่ กติเป็ นหลกั แหล่งหรือเป็ นผคู้ รองชีพในการเดินทาง
ไปมาปราศจากหลกั แหล่งทIีทาํ การงาน พบตวั ในถIินไหนให้ถือว่าถIินนNันเป็ นภูมิลาํ เนาของ
บุคคลนNนั (มาตรา 40)
5. ภูมิลาํ เนาย่อมเปลีIยนไปด้วยการยา้ ยถิIนทีIอยู่พร้อมด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะ
เปลIียนภูมิลาํ เนา (มาตรา 41)
นอกจากนNีแลว้ คณะกรรมการกฤษฎีกายงั ไดเ้ คยใหค้ วามเห็นในเรืIองเกIียวกบั ภูมิลาํ เนาไว้
ในบนั ทึก เรืIอง ภูมิลาํ เนาของผูส้ มคั รรับเลือกตNงั เป็ นกรรมการสุขาภิบาล สรุปความไดว้ ่า …
พระราชบญั ญตั ิการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มีจุดมุ่งหมายในเรืIองเกีIยวกบั การเก็บรักษาและ
ควบคุมการทะเบียนราษฎร การตรวจสอบพิสูจน์ตวั บุคคล และการประมวลผลขอ้ มูลทะเบียน
ประวตั ิราษฎรเป็ นสาํ คญั โดยมิไดม้ ีจุดมุ่งหมายในการกาํ หนดถIินทีIอยหู่ รือภูมิลาํ เนาของบุคคล
แต่อยา่ งใด ขอ้ สันนิษฐานตามมาตรา 29 แห่งพระราชบญั ญตั ิการทะเบียนราษฎรฯ ทีIกาํ หนดว่า
ผูใ้ ดมีชIืออยใู่ นทะเบียนบา้ นใดให้สันนิษฐานไวก้ ่อนว่า ผูน้ Nนั อยแู่ ละมีภูมิลาํ เนาอยู่ ณ ทIีนNนั จึง
เป็ นเพียงขอ้ สันนิษฐานเบNืองตน้ ไม่ใช่ขอ้ สันนิษฐานเด็ดขาด ดงั นNนั แมน้ จะปรากฏวา่ บุคคลใด
มีชืIออยใู่ นทะเบียนบา้ นแห่งหนIึง แต่ในทางขอ้ เทจ็ จริงบุคคลนNนั มีสถานทIีอยอู่ นั เป็นแหล่งสาํ คญั
อยทู่ IีอIืน ก็ตอ้ งถือวา่ บุคคลนNนั มีภูมิลาํ เนาตามขอ้ เทจ็ จริงทIีปรากฏนNนั ตามทีIกาํ หนดไวใ้ นมาตรา
37 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ …ในกรณีทIีมีปัญหาว่าผูส้ มัครรับเลือกตNังเป็ น
กรรมการสุขาภิบาลมีภูมิลาํ เนาอยู่ในเขตสุขาภิบาลทIีสมคั รรับเลือกตNงั หรือไม่นNัน หากไม่มี
ขอ้ เท็จจริงว่าผูส้ มคั รมีสถานทIีอยู่อนั เป็ นแหล่งสําคญั แตกต่างจากทะเบียนบา้ นแลว้ ทะเบียน
บา้ นก็ใชเ้ ป็นหลกั ฐานเบNืองตน้ สาํ หรับแสดงถึงภูมิลาํ เนาของผสู้ มคั รได้ แต่ถา้ ขอ้ เทจ็ จริงปรากฏ
วา่ ผสู้ มคั รมีสถานทIีอยอู่ นั เป็นแหล่งสาํ คญั เป็นทีIอIืนแตกต่างจากทะเบียนบา้ น กต็ อ้ งถือวา่ ผสู้ มคั ร
มีภูมิลาํ เนาตามขอ้ เทจ็ จริงทIีปรากฏนNนั จะถือตามทะเบียนบา้ นไม่ได้ ดว้ ยเหตุนNี จึงตอ้ งพิจารณา
ทNงั ทะเบียนบา้ นและขอ้ เทจ็ จริงของการอยอู่ าศยั ของบุคคลนNนั ประกอบกนั ทNงั สองประการ (เรืIอง
เสร็จทีI 100/2538)
109
วาระการดาํ รงตาํ แหน่งของ
กรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 25 กรรมการอิสลามประจําจังหวัดมีวาระการดํารงตําแหน่งหกปี เมื<อตําแหน่ง
กรรมการอิสลามประจําจังหวัดว่างลงให้มีการคัดเลือกกรรมการแทนภายในเก้าสิบวันนับแต่
วันที<ตําแหน่งว่าง ท/ังนี/ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการท<ีกําหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่ตําแหน่ง
กรรมการว่างลงก่อนถึงกาํ หนดตามวาระไม่เกนิ หน<ึงร้อยแปดสิบวนั และยงั มีกรรมการเหลืออยู่
ไม่น้อยกว่ากึ<งหน<ึงของจํานวนกรรมการที<ได้รับการคัดเลือกจะไม่ให้มีการคัดเลือกกรรมการ
แทนตําแหน่งท<ีว่างก็ได้ กรรมการท<ีได้รับการคัดเลือกแทนอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที<เหลืออยู่
ของผู้ซึ<งตนแทน
คาํ อธิบาย
เนNือหาของบทบญั ญตั ิในมาตรานNีเป็ นเรIืองเกIียวกบั วาระการดาํ รงตาํ แหน่งของกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั ซIึงมีลกั ษณะทีIคลา้ ยคลึงกบั วาระการดาํ รงตาํ แหน่งของกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยตามความในมาตรา 19 ประกอบกับมาตรา 20 วรรคสอง โดยมี
สาระสําคญั ทIีกาํ หนดในเรืIองจาํ นวนระยะเวลาของการดาํ รงตาํ แหน่งตามวาระมีกาํ หนด 6 ปี
เช่นเดียวกนั และกรณีการคดั เลือกกรรมการแทนตาํ แหน่งทีIวา่ งลงก่อนครบวาระ ภายใน 90 วนั
นบั แต่วนั ทีIตาํ แหน่งวา่ ง ทNงั นNีโดยตอ้ งดาํ เนินการให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการทIีกาํ หนด
ในกฎกระทรวง ซIึงหมายความวา่ ให้นาํ หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการตามทIีไดก้ าํ หนดในกฎกระทรวง
(พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิการบริหารองคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ใน
110
ส่วนทีIเกIียวข้องกับการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจําจังหวดั มาใช้บังคับโดยอนุโลม
นนIั เอง ดว้ ยเหตุนNี จึงสามารถดูเนNือหาและรายละเอียดไดใ้ นหวั ขอ้ ดงั กล่าวขา้ งตน้
ประเดน็ ทีIประสงคจ์ ะหยบิ ยกขNึนมากล่าวไว้ เพืIอใหท้ ราบถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายกค็ ือ
ขอ้ ยกเวน้ ทIีวา่ “เวน้ แต่ตาํ แหน่งกรรมการวา่ งลงก่อนถึงกาํ หนดตามวาระไม่เกินหนIึงร้อยแปดสิบ
วนั และยงั มีกรรมการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากIึงหนIึงของจาํ นวนกรรมการทIีไดร้ ับการคดั เลือก
จะไม่ให้มีการคดั เลือกกรรมการแทนตาํ แหน่งทIีว่างก็ได”้ ซIึงจะเห็นไดว้ ่า ขอ้ ยกเวน้ ดงั กล่าว
มีความแตกต่างจากทีIกาํ หนดในส่วนของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทNงั นNี เนIืองจาก
บทบาทและอาํ นาจหนา้ ทีIของทNงั สองกรรมการนNนั มีความแตกต่างกนั โดยในส่วนของกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั นNันถือเป็ นผูบ้ ริหารกิจการศาสนาอิสลามในระดับภูมิภาคหรือระดับ
จงั หวดั เท่านNนั แต่สาํ หรับบทบาท อาํ นาจหนา้ ทีI และความรับผิดชอบของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยมีฐานะเป็ นผูบ้ ริหารกิจการศาสนาอิสลามในระดับประเทศซIึงมี
ความสาํ คญั มากกว่า ดว้ ยเหตุนNี ขอ้ ยกเวน้ ในกรณีทIีไม่จาํ ตอ้ งมีการคดั เลือกแทนตาํ แหน่งทIีว่าง
ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั จึงมีเงIือนไข 2 องค์ประกอบด้วยกัน กล่าวคือ (1)
จะต้องมีระยะเวลาทีIเหลืออยู่ตามวาระไม่เกินหนIึงร้อยแปดสิบวนั และ (2) ยงั มีกรรมการ
เหลืออยไู่ ม่น้อยกว่ากIึงหนIึงของจาํ นวนกรรมการทีIไดร้ ับการคดั เลือก หากมีขอ้ เท็จจริงปรากฏ
ครบทNงั สององคป์ ระกอบ กรณียอ่ มไม่จาํ ตอ้ งจดั ใหม้ ีการคดั เลือกแทนตาํ แหน่งทIีวา่ งแต่ประการ
ใด ทNงั นNี เนืIองจากอาจจะเห็นว่า การปฏิบตั ิหนา้ ทIีของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตาม
จาํ นวนเท่าทีIเหลืออยู่ สามารถดาํ เนินการบริหารกิจการศาสนาอิสลามภายในจงั หวดั นNนั ต่อไปได้
โดยไม่จาํ ตอ้ งมีจาํ นวนกรรมการครบตามทีIกฎหมายกาํ หนดก็ได้ ซIึงแตกต่างจากกรณีของ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยทีIจาํ ต้องมีผูแ้ ทนของกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ทวัI ประเทศ และผูท้ รงคุณวุฒิทIีจุฬาราชมนตรีแต่งตNงั เป็ นองค์ประกอบสําคญั ในการ
พิจารณาวินิจฉัยเรืIองต่างๆ ซIึงอยู่ภายใต้อาํ นาจหน้าทีIของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทย
มีขอ้ สงั เกตทIีสาํ คญั คือ บทบญั ญตั ิมาตรา 25 ในเรIืองเกIียวกบั วาระการดาํ รงตาํ แหน่งของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั นNี มีเนNือหาทีIแตกต่างจากทIีไดก้ าํ หนดในส่วนของกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทยตามมาตรา 19 ทีIกาํ หนดว่า “…ในระหว่างทีIยงั มิไดม้ ีการแต่งตNงั
กรรมการใหม่ ให้กรรมการนNันปฏิบตั ิหน้าทIีไปก่อนจนกว่าจะไดท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ
แต่งตNงั กรรมการใหม่” อนั แสดงให้เห็นไดว้ ่า กรณีทีIกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั พน้ จาก
111
ตาํ แหน่งทNงั ชุดโดยยงั ไม่ไดม้ ีการแต่งตNงั กรรมการชุดใหม่ใหป้ ฏิบตั ิหนา้ ทIี กรรมการชุดเดิมยอ่ ม
ไม่สามารถทIีจะปฏิบตั ิหนา้ ทIีไปพลางก่อนได้ เนืIองจากไม่มีบทบญั ญตั ิรองรับในเรIืองดงั กล่าวไว้
เช่นเดียวกบั กรณีของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย แต่อยา่ งไรก็ตาม มีวิธีการทIี
สามารถแกไ้ ขปัญหาดงั กล่าวไดโ้ ดยการจดั ใหม้ ีการคดั เลือกคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
ก่อนระยะเวลาทีIจะตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งตามวาระทNงั ชุด เป็ นเวลาพอสมควร เนืIองจากจะตอ้ งมี
การนาํ เสนอรายชIือประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพืIอให้ประชาชนไดร้ ับทราบเป็ นการทวIั ไป
ดว้ ย
112
อาํ นาจหน้าทข:ี องคณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 26 ในจงั หวดั ทมี< คี ณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ให้คณะกรรมการมอี าํ นาจ
หน้าที< ดงั ต่อไปนี/
(1) ให้คาํ ปรึกษาและเสนอความเห็นเกย<ี วกบั ศาสนาอสิ ลามต่อผู้ว่าราชการจงั หวดั
(2) กาํ กบั ดูแลและตรวจตราการปฏบิ ตั งิ านของคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ใน
จงั หวดั และจงั หวดั อ<ืนตามทค<ี ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย
(3) ประนีประนอมหรือชี/ขาดคาํ ร้องทุกข์ของสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ซ<ึงเห็นว่าไม่ได้รับ
ความเป็ นธรรมจากคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
(4) กาํ กบั ดูแลการคดั เลือกกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ให้เป็ นไปโดยเรียบร้อย
(5) พจิ ารณาแต่งต/งั และถอดถอนกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
(6) สอบสวนพจิ ารณาให้กรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ พ้นจากตาํ แหน่งตามมาตรา 40
(4)
(7) ส<ังให้กรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ พกั หน้าทรี< ะหว่างถูกสอบสวน
(8) พจิ ารณาเกย<ี วกบั การจดั ต/งั การย้าย การรวม และการเลกิ มสั ยดิ
(9) แต่งต/งั ผู้รักษาการแทนในตาํ แหน่ง อหิ ม่าม คอเตบ็ และบหิ ลนั< เม<ือตาํ แหน่งดงั กล่าว
ว่างลง
(10) ออกหนังสือรับรองการสมรสและการหย่าตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
(11) ประนีประนอมข้อพพิ าทเกยี< วกบั เรื<องครอบครัวและมรดกตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนา
อสิ ลามเมื<อได้รับการร้องขอ
(12) จดั ทาํ ทะเบียนทรัพย์สิน เอกสารและบญั ชีรายรับรายจ่ายของสํานักงาน
113
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ให้ถูกต้องครบถ้วนเป็ นปัจจุบัน และรายงานผลการ
ดาํ เนินงาน ฐานะการเงนิ และทรัพย์สินให้คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยทราบปี ละ
หนึ<งคร/ังภายในเดือนมนี าคมของทุกปี
(13) ออกประกาศและให้คาํ รับรองเกยี< วกบั กจิ การศาสนาอสิ ลามในจงั หวดั
คาํ อธิบาย
เดิมพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช 2488 มาตรา 7 ได้
กาํ หนดแต่เพียงให้มีคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขNึน มีหน้าทีIให้คาํ ปรึกษาหารือแก่
คณะกรรมการจงั หวดั ในกิจการทีIเกีIยวแก่ศาสนาอิสลามในจงั หวดั นNนั ซIึงจะเห็นไดว้ ่า อาํ นาจ
หน้าทีIในส่วนทIีเกIียวข้องกับการบริหารองค์กรภายในจังหวดั หรือ การดําเนินการใดๆ ทีI
เกIียวขอ้ งกับสังคมมุสลิม มิได้มีการระบุไวใ้ ห้ชัดเจน หากแต่ใช้ถอ้ ยคาํ รวมๆ ว่า “กิจการทIี
เกIียวกบั ศาสนาอิสลาม” ซIึงมิไดม้ ีบทนิยามความหมายไวว้ ่าให้หมายถึงเรืIองใดบา้ ง ดว้ ยเหตุนNี
ในพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีจึงไดม้ ีการกาํ หนดบทบาทอาํ นาจหน้าทีIของคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ไวอ้ ยา่ งชดั เจนในมาตรา 26 ซIึงไดก้ าํ หนดไว้ 13 ประการดว้ ยกนั ดงั นNนั จึงจะขอ
กล่าวในรายละเอียดทีละหวั ขอ้ ดงั ต่อไปนNี
“(1) ให้คาํ ปรึกษาและเสนอความเห็นเกยี< วกบั ศาสนาอสิ ลามต่อผู้ว่าราชการจงั หวดั ”
อาํ นาจหนา้ ทีIตามอนุมาตรานNีดูเหมือนวา่ จะเป็ นอาํ นาจตามพระราชกฤษฎีกาเดิม แต่หาก
พิจารณาถอ้ ยคาํ ในรายละเอียดแลว้ จะเห็นไดว้ า่ มีความแตกต่างกนั กล่าวคือ เดิมกาํ หนดแต่เพียง
มีหนา้ ทIีให้คาํ ปรึกษาหารือแก่คณะกรรมการจงั หวดั แต่ถอ้ ยคาํ ตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีมีทNงั
การให้คาํ ปรึกษาและเสนอความเห็นเกIียวกบั ศาสนาอิสลามต่อผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ซIึงถอ้ ยคาํ วา่
“เสนอความเห็น” เป็ นกรณีทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อาจจะดาํ เนินการเองโดยไม่
จาํ ตอ้ งมีการร้องขอเหมือนกบั กรณีการใหค้ าํ ปรึกษา ดว้ ยเหตุนNี จึงกล่าวโดยสรุปวา่ อาํ นาจหนา้ ทIี
ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามมาตรานNีมีทNงั การให้คาํ ปรึกษากรณีทีIผูว้ ่าราชการ
จงั หวดั มีหนงั สือขอคาํ ปรึกษามา รวมทNงั สามารถให้ความเห็นแก่ผูว้ ่าราชการจงั หวดั แมว้ ่าจะมี
ไดม้ ีหนงั สือขอมาก็ตาม ซIึงจะเห็นไดว้ า่ บทบาทอาํ นาจหนา้ ทีIมีความกวา้ งกวา่ เดิม แต่เป็ นทIีน่า
เสียดายว่า อาํ นาจหน้าทIีตามมาตรานNี ในทางปฏิบัติเท่าทีIผ่านมา มักจะไม่ค่อยมีการเสนอ
114
ความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวดั ในกิจการทีIเกIียวกับศาสนาอิสลามตามเจตนารมณ์ของ
บทบญั ญตั ิในมาตรานNีมากเท่าทีIควร
“(2) กํากับดูแลและตรวจตราการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจํามัสยิดใน
จงั หวดั และจงั หวดั อื<นตามทค<ี ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย”
อาํ นาจหน้าทIีตามอนุมาตรานNีเป็ นเรIืองทIีเกีIยวขอ้ งกบั การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม
ภายในจงั หวดั และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งองคก์ รในระดบั จงั หวดั กบั องคก์ รในระดบั ทอ้ งถิIนคือ
มสั ยดิ วา่ มีลกั ษณะเป็นเช่นใด ซIึงแต่เดิมมิไดม้ ีการบญั ญตั ิเอาไว้ กฎหมายไดร้ ะบุวา่ ใหม้ ีอาํ นาจ
ในการกาํ กบั ดูแลและตรวจตราการปฏิบตั ิงานของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ในจงั หวดั
คาํ ว่า “กาํ กบั ดูแล” ยอ่ มมีความหมายทIีแตกต่างไปจากการ “ควบคุมบงั คบั บญั ชา” องคก์ รทีIทาํ
หนา้ ทีIกาํ กบั ดูแลสามารถควบคุมตรวจสอบองคก์ รทIีอยภู่ ายในการดูแลไดเ้ ฉพาะความชอบดว้ ย
กฎหมายเท่านNัน กล่าวคือ หากมีการกระทาํ ผิดกฎหมายหรือฝ่ าฝื นไม่เป็ นไปตามระเบียบทีI
กําหนดไว้ก็สามารถวินิจฉัยได้ว่า เป็ นการกระทําทีIไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบทีI
เกีIยวขอ้ ง แต่ไม่สามารถทีIจะเขา้ ไปตรวจสอบในเรืIองเกีIยวกับความเหมาะสมได้ กล่าวคือ
ไม่สามารถทIีจะเขา้ ไปสงIั การแทนองคก์ รนNนั ไดแ้ ต่อยา่ งใด ตวั อยา่ งทีIมกั จะหยบิ ยกขNึนมาเพืIอให้
เห็นภาพทีIชดั เจนกค็ ือ การเป็นกรรมการหรือผกู้ าํ กบั เส้นในการเล่นฟุตบอล หากผเู้ ล่นกระทาํ ผดิ
กติกา กรรมการหรือผกู้ าํ กบั เส้นสามารถทIีจะวินิจฉยั และสัIงลงโทษไดแ้ ต่ไม่สามารถทIีจะเขา้ ไป
เล่นแทนผูเ้ ล่นฟุตบอลนNันได้ เป็ นตน้ ส่วนองค์กรทีIทาํ หน้าทีIในการควบคุมบงั คบั บญั ชานNัน
มีอาํ นาจทีIมากกวา่ การกาํ กบั ดูแลโดยสามารถทีIจะเขา้ ไปตรวจสอบไดท้ Nงั ความชอบดว้ ยกฎหมาย
ของการกระทาํ ขององคก์ รและในเรืIองความเหมาะสมของการดาํ เนินการในเรIืองต่างๆ ได้ โดย
หากเห็นวา่ มีความไม่ชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่เหมาะสมเกิดขNึนกส็ ามารถทIีจะดาํ เนินการหรือสงัI
การแทนองคก์ รนNนั ไดด้ ว้ ย ตวั อยา่ งเช่น อาํ นาจหนา้ ทIีและความสัมพนั ธ์ระหว่างผูบ้ งั คบั บญั ชา
กบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชานนIั เอง
ส่วนการใชอ้ าํ นาจในการตรวจตราการปฏิบตั ิงานของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
นNันย่อมถือเป็ นหน้าทIีประจาํ ทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะต้องกาํ หนดหรือวาง
แนวทางในการดาํ เนินการตรวจตราเป็ นประจาํ และอยา่ งต่อเนIือง ทNงั นNี เพIือให้คณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ ปฏิบตั ิหนา้ ทIีของตนตามทีIกฎหมายไดบ้ ญั ญตั ิไว้ รวมทNงั จะตอ้ งเป็นไปตาม
หลกั การศาสนาอิสลามดว้ ย
115
“(3) ประนีประนอมหรือชี/ขาดคําร้องทุกข์ของสัปปุรุษประจํามัสยิด ซึ<งเห็นว่าไม่ได้รับ
ความเป็ นธรรมจากคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ”
อํานาจหน้าทIีตามอนุมาตรานNีมีลักษณะทีIเป็ นการกํากับดูแลการดําเนินการของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดอีกวิธีการหนIึง โดยการให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ
จังหวดั มีอํานาจในการทีIจะรับเรIืองร้องทุกข์ของสัปปุรุษประจํามัสยิดและสามารถทีIจะ
ดําเนิ น การป ระนี ป ระน อม ห รื อชNี ขาดคําร้องทุ กข์เห ล่านNัน ให้ ยุติ ลงได้ด้วย คําว่า
“ประนีประนอม” หมายความวา่ “ยอมผอ่ นผนั ใหแ้ ก่กนั , ยอมผอ่ นปรน, อะลุม้ อล่วยกนั หรือตก
ลงกนั ดว้ ยไมตรีจิต ส่วนคาํ วา่ “ชNีขาด” กค็ ือ การวนิ ิจฉยั ตดั สินนนัI เอง
การกาํ หนดให้สิทธิแก่สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดในอนั ทIีจะสามารถร้องทุกข์เกIียวกบั การ
ปฏิบตั ิงานหรือการทีIไม่ได้รับความเป็ นธรรมจากการดาํ เนินการของคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิดได้ ถือเป็ นการกาํ หนดกลไกสําหรับการควบคุมตรวจสอบการปฏิบตั ิหน้าทIีของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดไดเ้ ป็ นอย่างดี เพราะหากกาํ หนดแต่เฉพาะอาํ นาจในการ
กาํ กบั ดูแลและตรวจตราเท่านNนั ก็อาจจะเกิดช่องว่างในระหว่างทีIไม่ไดม้ ีการดูแลหรือตรวจตรา
ตามระยะเวลาทIีกาํ หนดได้ ดว้ ยเหตุนNี กฎหมายจึงบญั ญตั ิให้สิทธิแก่สัปปุรุษทีIจะสามารถร้อง
ทุกขใ์ นกรณีดงั กล่าวได้ กรณีจึงเป็ นการอุดช่องว่างในการดาํ เนินการกาํ กบั ดูแลและตรวจตรา
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ เพืIอใหม้ ีประสิทธิภาพมากยงIิ ขNึน
สําหรับอีกประเด็นหนIึงทIีสําคญั ก็คือ เหตุผลทIีกาํ หนดว่า “คาํ ร้องทุกข์ของสัปปุรุษทIี
เห็นว่าไม่ไดร้ ับความเป็ นธรรมจากคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด” ย่อมมีความหมายถึง
การปฏิบตั ิหน้าทีIและการดาํ เนินการใดๆ ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดทีIส่งผลให้
สัปปุรุษผนู้ Nนั ไม่ไดร้ ับความเป็ นธรรม ตวั อยา่ งเช่น การกาํ หนดใหส้ ิทธิประโยชน์กบั สัปปุรุษใน
เรืIองต่างๆ หรือแมแ้ ต่กรณีทIีสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ถูกจาํ หน่ายชIือออกจากทะเบียน ยอ่ มจะมีสิทธิ
ทIีจะยIืนคําร้องทุกข์คัดค้านคําสIังดังกล่าวต่อคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวดั ได้ ซIึง
บทบญั ญตั ิในมาตรา 36 ไดก้ าํ หนดรายละเอียดเกีIยวกบั การใชส้ ิทธิร้องคดั คา้ นในกรณีดงั กล่าว
ไวโ้ ดยเฉพาะซIึงต้องมีการดาํ เนินการตามหลกั เกณฑ์และวิธีการทีIกาํ หนดไวใ้ นบทบัญญัติ
ดงั กล่าวต่อไปดว้ ย
“(4) กาํ กบั ดูแลการคดั เลือกกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ให้เป็ นไป โดยเรียบร้อย”
อาํ นาจหนา้ ทีIตามอนุมาตรานNีเป็ นอีกกรณีหนIึงซIึงคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มี
อาํ นาจแต่เฉพาะการกาํ กบั ดูแลการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดเพIือให้มีการปฏิบตั ิ
116
เป็ นไปตามกฎหมายและระเบียบทีIเกIียวขอ้ ง รวมทNงั เพIือให้เกิดความเป็ นระเบียบเรียบร้อยดว้ ย
การกาํ กบั ดูแลการคดั เลือกกระทาํ โดยประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั หรือกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั ทีIไดร้ ับมอบหมายจากประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทาํ หนา้ ทีI
เป็ นประธานในทIีประชุมสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดเพืIอดาํ เนินการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยดิ ตามความในมาตรา 30 วรรคสIีทีIไดก้ าํ หนดไว้ ซIึงจะเห็นไดว้ า่ ลกั ษณะของอาํ นาจดงั กล่าว
เป็นการกาํ กบั ดูแล มิใช่การควบคุมบงั คบั บญั ชา กล่าวคือ ประธานในทีIประชุมการคดั เลือกยอ่ ม
มีหนา้ ทีIทีIจะตอ้ งดาํ เนินการให้การคดั เลือกเป็ นไปตามกฎหมายและระเบียบทIีเกIียวขอ้ ง รวมทNงั
ใหเ้ กิดความเรียบร้อยในระหวา่ งการคดั เลือกดงั กล่าวโดยหากมีผกู้ ระทาํ การฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบตั ิ
ให้เป็ นไปตามกฎหมายหรือระเบียบทีIเกIียวขอ้ งเกิดขNึนแลว้ ประธานในทIีประชุมยอ่ มมีอาํ นาจทีI
จะวินิจฉัยชNีขาดว่าเป็ นการกระทาํ ทีIชอบหรือถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ทNังนNีเพIือให้การ
ดาํ เนินการคดั เลือกเป็นไปโดยชอบดว้ ยกฎหมายและเป็นไปดว้ ยความเรียบร้อยนนIั เอง
“(5) พจิ ารณาแต่งต/งั และถอดถอนกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ”
อาํ นาจทIีสําคัญอีกประการหนIึงของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั ก็คือ การ
พิจารณาแต่งตNงั และถอดถอนกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด กรณีการแต่งตNงั กรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ ภายหลงั จากทIีไดม้ ีการคดั เลือกโดยทIีประชุมสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ แลว้ ผทู้ Iีทาํ หนา้ ทีI
ประธานในทีIประชุมการคดั เลือกจะตอ้ งนาํ เสนอผลการคดั เลือกต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั เพืIอพิจารณาแต่งตNงั กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดตามผลการคดั เลือกดงั กล่าว ซIึงการ
พิจารณาเรIืองดงั กล่าวจะตอ้ งมีการจดั ทาํ เป็ นวาระการประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ทIีชดั เจน โดยผทู้ Iีทาํ หนา้ ทIีประธานในทIีประชุมการคดั เลือกจะตอ้ งนาํ เสนอขอ้ เท็จจริงทIี
เกิดขNึนในระหว่างการคดั เลือกทNงั หมด รวมทNงั คาํ ร้องคดั คา้ น (ถา้ หากมี) เพืIอให้ทIีประชุมของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดพ้ ิจารณาอยา่ งรอบคอบและมีมติในเรIืองดงั กล่าวต่อไปวา่
จะเห็นควรแต่งตNงั กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดตามผลการคดั เลือกดงั กล่าวหรือไม่ อย่างไร
ทNงั นNีโดยจะตอ้ งปฏิบตั ิเป็ นไปตามความในมาตรา 30 วรรคสีIดว้ ย ซIึงจะไดก้ ล่าวรายละเอียดใน
หวั ขอ้ ถดั ไป สาํ หรับกรณีการถอดถอนกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ นNนั กถ็ ือเป็นการใชอ้ าํ นาจ
ตามกฎหมายของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามอนุมาตรานNีในการทIีจะถอดถอนให้
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดคนใดคนหนIึงตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่ง ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ ตอ้ งจดั ให้มี
การประชุมโดยมีการกาํ หนดวาระการพิจารณาเพืIอถอดถอนกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดคน
หนIึงคนใดทีIชดั เจนดว้ ยเช่นกนั ในการประชุมเพIือพิจารณาถอดถอนกรรมการอิสลามประจาํ
117
มสั ยดิ เป็ นกรณีทIีมีเหตุทIีทาํ ใหก้ รรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ คนใดคนหนIึงตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่ง
ตามเหตุทีIกาํ หนดไวใ้ นมาตรา 40 วรรคหนIึง (4)(5) และ(6) ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดต่อไป
“(6) สอบสวนพจิ ารณาให้กรรมการอสิ ลามประจํามัสยิดพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 40
(4)”
อาํ นาจหนา้ ทIีตามอนุมาตรานNีเกIียวเนืIองกบั การใชอ้ าํ นาจเพืIอถอดถอนกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิดคนใดคนหนIึงให้พน้ จากตาํ แหน่งตามเหตุทIีกาํ หนดในมาตรา 40 (4) ซIึงก่อนทีI
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะพิจารณาเรIืองดังกล่าวได้นNันจาํ ต้องมีการสอบสวน
ข้อเท็จจริงเกีIยวกับเหตุทีIทําให้ต้องพ้นจากตําแหน่งซIึงก็คือ กรณีการขาดคุณสมบัติหรือ
มีลกั ษณะตอ้ งห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ซIึงอาํ นาจตามมาตรานNีกฎหมายมิไดเ้ ขียนรายละเอียด
เกีIยวกบั การเสนอเรืIองวา่ การพน้ จากตาํ แหน่งของกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ นNนั เป็นกรณีทีIมี
การร้องเรียนหรือเป็ นกรณีทIีคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เห็นเองว่า บุคคลดงั กล่าวขาด
คุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามทIีกฎหมายกาํ หนดไว้ ดว้ ยเหตุนNี จึงเห็นวา่ สามารถกระทาํ
ไดท้ Nงั สองกรณี สาํ หรับกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ซIึงถูกคาํ สัIงใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งก็มีสิทธิทIี
จะยืIนคาํ ร้องคดั คา้ นต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ตามหลกั เกณฑ์และ
เงIือนไขทIีกาํ หนดไวใ้ นมาตรา 41 ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดต่อไป
“(7) สั<งให้กรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ พกั หน้าทร<ี ะหว่างถูกสอบสวน”
การสัIงให้กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ พกั หนา้ ทีIในระหวา่ งทIีถูกสอบสวน ถือเป็ นการ
ใชอ้ าํ นาจตามกฎหมายในการออกคาํ สIังอยา่ งหนIึงซIึงถือว่ามีผลกระทบต่อสิทธิและหนา้ ทีIของ
กรรมการผนู้ Nนั แมว้ า่ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครองจะยกเวน้ ไม่ใชบ้ งั คบั กบั
กิจการศาสนาก็ตาม แต่ทวา่ การทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะพิจารณาและมีมติออก
คาํ สงIั ใหพ้ กั หนา้ ทIีนNนั จะตอ้ งมีเหตุทีIสาํ คญั อยา่ งยงIิ ทีIไม่อาจจะใหก้ รรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ผู้
นNนั ปฏิบตั ิหนา้ ทIีไดต้ ่อไปในระหวา่ งทIีถูกสอบสวน ตวั อยา่ งเช่น
(1) มีพฤติการณ์ทีIแสดงใหเ้ ห็นวา่ หากใหค้ งอยปู่ ฏิบตั ิหนา้ ทีIต่อไปจะเป็นอุปสรรคต่อการ
สอบสวน
(2) กรณีทีIถูกตNงั กรรมการสอบสวนเนืIองจากมีความบกพร่องต่อหนา้ ทIีหรือพฤติการณ์ทIี
นาํ มาซIึงความเสIือมเสียแก่มสั ยดิ หรือทาํ ใหก้ ารดาํ เนินกิจการของมสั ยดิ ไม่สงบเรียบร้อย หากให้
118
คงปฏิบตั ิหนา้ ทIีอยตู่ ่อไปก็อาจทาํ ให้เกิดความเสIือมเสียในประโยชน์ของมสั ยดิ ในกรณีดงั กล่าว
ได้
(3) อยใู่ นระหวา่ งการถูกควบคุมตวั หรือถูกจบั กุมหรือคุมขงั จนไม่สามารถปฏิบตั ิหนา้ ทIี
ต่อไปได้
(4) การขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะตอ้ งห้ามในการเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
นNนั ก่อใหเ้ กิดผลทีIร้ายแรงอยา่ งยงิI อนั ไม่อาจทIีจะใหก้ รรมการผนู้ Nนั ปฏิบตั ิหนา้ ทIีไดต้ ่อไป
การออกคาํ สIังให้พกั หน้าทีIในระหว่างการสอบสวนนNีโดยปกติทัIวไปแลว้ มกั จะไม่
กาํ หนดให้มีผลยอ้ นหลงั และเมืIอการสอบสวนเสร็จสิNนลงคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
จะตอ้ งมีคาํ สIังอยา่ งใดอยา่ งหนIึงต่อไป เช่น ใหก้ รรมการผนู้ Nนั กลบั เขา้ ปฏิบตั ิหนา้ ทีIเช่นเดิม หรือ
ใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งดงั กล่าว
“(8) พจิ ารณาเกย<ี วกบั การจดั ต/งั การย้าย การรวม และการเลกิ มสั ยดิ ”
ดงั ทIีไดก้ ล่าวรายละเอียดมาแลว้ เกIียวกบั การจดั ตNงั การยา้ ย การรวม และการเลิกมสั ยิด
ว่าเป็ นเรIืองทีIมีความสําคญั อย่างยิIงเนืIองจากเกีIยวข้องทNังในเรืIองกิจการศาสนาอิสลามและ
การเมืองการปกครองของประเทศ ดว้ ยเหตุนNี บทบญั ญตั ิในมาตรา 12 จึงไดก้ าํ หนดไวว้ ่า การ
สร้าง การจดั ตNงั การยา้ ย การรวม การเลิก และการจดทะเบียนมสั ยิด ให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑ์
และวิธีการทีIกาํ หนดในกฎกระทรวง ซIึงต่อมาไดม้ ีการออกกฎกระทรวง ฉบบั ทีI (2) พ.ศ. 2542
ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ได้กําหนด
รายละเอียดในเรIืองดังกล่าวไว้ แล้ว สําหรับอาํ นาจตามอนุมาตรานNีเป็ นการให้อาํ นาจแก่
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ในการทIีจะพิจารณาและมีมติให้จดั ตNงั ยา้ ย รวม หรือเลิก
มสั ยดิ ภายในจงั หวดั ได้ อนั ถือเป็นการใชอ้ าํ นาจในกิจการศาสนาเป็นอนั ดบั แรกวา่ มีความจาํ เป็น
ทีIจะตอ้ งดาํ เนินการเช่นวา่ นNนั หลงั จากนNนั จึงตอ้ งดาํ เนินการตามหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และขNนั ตอน
ทIีกฎกระทรวงฉบบั ดงั กล่าวไดก้ าํ หนดไว้ อนั เป็ นเรืIองในทางปกครองประเทศของเจา้ หนา้ ทีIผมู้ ี
อาํ นาจตามกฎหมายต่อไป
ในการใชอ้ าํ นาจของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามอนุมาตรานNีแมว้ า่ จะมิไดม้ ี
การกาํ หนดรายละเอียดในการใชด้ ุลพินิจไวก้ ต็ าม แต่ในทางปฏิบตั ิคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั จะตอ้ งใชห้ ลกั การศาสนาอิสลามในการพิจารณาและมีมติในเรIืองดงั กล่าวเสมอ
119
“(9) แต่งต/ังผู้รักษาการแทนในตําแหน่งอหิ ม่าม คอเต็บ และบิหลน<ั เม<ือตําแหน่งดังกล่าว
ว่างลง”
อาํ นาจหนา้ ทีIในการแต่งตNงั ผรู้ ักษาการแทนถือเป็นอาํ นาจในทางบริหารอยา่ งหนIึง ซIึงผมู้ ี
อาํ นาจในฐานะทIีเป็ นผูบ้ งั คบั บญั ชาสามารถดาํ เนินการในเรืIองดงั กล่าวได้ ดว้ ยเหตุนNี จึงทาํ ให้
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีสถานะเป็ นเสมือนกบั ผูบ้ งั คบั บญั ชาทIีมีอาํ นาจในการ
บริหารงานในกรณีทีIตาํ แหน่งอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนIั ว่างลง ในการทIีจะสามารถแต่งตNงั ผู้
รักษาการแทนในช่วงเวลาทีIไม่มีผูด้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าวได้ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายมิได้
กาํ หนดหลกั เกณฑ์ วิธีการ หรือเงIือนไขในการแต่งตNงั ผูร้ ักษาการแทนไวว้ ่าจะตอ้ งมีคุณสมบตั ิ
เช่นใด ซIึงกรณีเช่นนNียอ่ มจะตอ้ งตีความวา่ เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทีI
จะแต่งตNงั ผูท้ ีIมีคุณสมบัติเหมาะสมในการทีIจะทาํ หน้าทIีรักษาการแทนอิหม่าม คอเต็บ และ
บิหลนัI ทIีวา่ งลงนNนั ได้ ซIึงในทางปฏิบตั ิ การจะแต่งตNงั ผใู้ ดจาํ ตอ้ งพิจารณาถึงคุณสมบตั ิในการทาํ
หนา้ ทีIอิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนIั เป็นอนั ดบั แรก ซIึงอาจจะพิจารณาแต่งตNงั จากบุคคลภายนอกทIี
มีความรู้ความสามารถหรือจากกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดคนหนIึงคนใดขNึนมาเป็ นผู้
รักษาการแทนก็ได้ ทNงั นNีโดยจะตอ้ งคาํ นึงถึงความสามารถในการบริหารกิจการศาสนาอิสลาม
ภายในมสั ยิดนNนั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามกฎหมายและหลกั การศาสนา รวมทNงั ทาํ ให้เกิดความสงบ
เรียบร้อยภายในมสั ยดิ ดว้ ย
“(10) ออกหนังสือรับรองการสมรสและการหย่าตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม”
อาํ นาจหน้าทIีในการออกหนงั สือรับรองการสมรสและการหยา่ ตามอนุมาตรานNีถือเป็ น
การนาํ หลกั การศาสนาอิสลามมาใชข้ องคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อยา่ งหนIึง ดว้ ยเหตุ
นNี ผูท้ ีIจะทาํ หน้าทีIเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จึงจาํ ตอ้ งเป็ นผูท้ Iีมีความรู้ความเขา้ ใจใน
หลกั การศาสนาอิสลามเกีIยวกบั เรIืองการสมรสและการหยา่ อยา่ งถ่องแท้ มิฉะนNนั จะไม่สามารถ
ทีIจะพิจารณาขอ้ เท็จจริงและขอ้ กฎหมายเกีIยวกบั การสมรสและการหยา่ ตามบญั ญตั ิแห่งศาสนา
อิสลามได้ ซIึงในทางปฏิบตั ิคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มกั จะแต่งตNงั อนุกรรมการทIีทาํ
หนา้ ทIีในการพิจารณาเรืIองนNีไวโ้ ดยเฉพาะ
อยา่ งไรก็ตาม หากตีความตามถอ้ ยคาํ ในบทบญั ญตั ินNีโดยเคร่งครัดแลว้ ยอ่ มจะตอ้ งถือวา่
อาํ นาจนNีเป็ นของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทีIจะตอ้ งพิจารณาและมีมติให้คาํ รับรอง
การสมรสหรือการหยา่ กรณีใดกรณีหนIึง การทIีคณะอนุกรรมการทIีจดั ตNงั ขNึนเพIือพิจารณาเรืIองนNี
120
นNนั ยงั ไม่อาจถือไดว้ า่ มีผลในทางกฎหมาย หากแต่จะตอ้ งเสนอใหค้ ณะกรรมการเป็นผพู้ ิจารณา
เห็นชอบอีกครNังหนIึง แต่อยา่ งไรกต็ าม ในทางปฏิบตั ิทIีผา่ นมา การทาํ หนา้ ทIีตามอนุมาตรานNีอาจ
กระทาํ โดยประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั หรือกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั คนใด
คนหนIึง หรือโดยเจา้ หนา้ ทIีของสาํ นกั งานก็ตาม แต่คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทNงั คณะ
ยอ่ มจะตอ้ งรับผดิ ชอบร่วมกนั ต่อบุคคลภายนอกและสงั คม หากคาํ รับรองเกIียวกบั การสมรสหรือ
การหยา่ นNนั เกิดขอ้ บกพร่องหรือขอ้ ผดิ พลาดขNึน
มีขอ้ สงั เกตทIีสาํ คญั เกีIยวกบั การรับรองการสมรสหรือการหยา่ 3 ประการ คือ
(1) รูปแบบของหนงั สือรับรองการสมรสหรือการหยา่ ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ทุกจงั หวดั ซIึงถือว่าเป็ นเอกสารทางการอย่างหนIึงทีIองค์กรบริหารกิจการศาสนาได้
ออกมาเพIือรับรองสถานะในทางศาสนาหรือทางกฎหมายแก่บุคคลหนIึงบุคคลใด จึงสมควรทIี
จะตอ้ งมีการกาํ หนดรูปแบบทIีเหมือนกนั และมีการประกาศใหป้ ระชาชนโดยทวIั ไปไดร้ ับทราบ
รูปแบบของหนงั สือรับรองดงั กล่าว ทNงั นNีเพIือเป็ นการคุม้ ครองสิทธิประโยชน์ของผูท้ Iีจะทาํ นิติ
สัมพนั ธ์ระหว่างกัน รวมทNังเพIือประโยชน์ในการติดต่อกับส่วนราชการทNังในประเทศและ
ต่างประเทศดว้ ย
(2) หลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงืIอนไขในการรับรองการสมรสหรือการหย่าของบุคคลทIีมี
สัญชาติอIืนทีIมิใช่สัญชาติไทย แมว้ ่าหากพิจารณาตามถอ้ ยคาํ ของตวั บทจะมิไดม้ ีขอ้ จาํ กดั ให้
รับรองการสมรสหรือการหยา่ ไดแ้ ต่เฉพาะบุคคลทีIมีสญั ชาติไทยเท่านNนั กต็ าม แต่การทIีจะรับรอง
สถานะของบุคคลหรือสถานะทางครอบครัวว่าเป็ นโสดหรือแต่งงานแลว้ ยอ่ มจะตอ้ งมีขอ้ มูล
พNืนฐานจึงจะสามารถตรวจสอบไดว้ ่าเป็ นเช่นใด ดว้ ยเหตุนNี หากผูน้ Nันเป็ นผูท้ IีมีสัญชาติอืIนทีI
ไม่ใช่สัญชาติไทย คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะมีความสามารถในการตรวจสอบและ
พิจารณาสถานะของบุคคลหรือสถานะทางครอบครัวของผูน้ Nันได้อย่างถูกต้องและแท้จริง
หรือไม่ โดยเฉพาะอยา่ งยIิงหากผูม้ ีสัญชาติอIืนนNันเป็ นสตรี การมีสถานะทางครอบครัวถือเป็ น
ปัจจยั สาํ คญั ในการทIีจะออกคาํ รับรองเรืIองการสมรสทIีชอบดว้ ยบญั ญตั ิศาสนาอิสลาม ดว้ ยเหตุ
นNี จึงมีปัญหาทIีตอ้ งพิจารณาว่าคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีอาํ นาจทีIจะออกหนังสือ
รับรองการสมรสและการหยา่ ใหก้ บั บุคคลทIีมิไดม้ ีสญั ชาติไทยไดห้ รือไม่
สาํ หรับในกรณีทIีคู่สมรสฝ่ ายหนIึงมีสัญชาติไทย คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ยอ่ ม
มีอาํ นาจทIีจะดาํ เนินการออกหนังสือรับรองการสมรสหรือการหย่าได้ และถือเป็ นอาํ นาจของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั แต่ละจงั หวดั ทีIจะพิจารณาขอ้ เท็จจริงในแต่ละกรณีเป็ น
121
สาํ คญั แต่ถา้ ว่าในการรับรองการสมรสหรือการหยา่ ในกรณีดงั กล่าวสมควรอยา่ งยIิงทIีจะตอ้ งมี
หลกั เกณฑ์ วิธีการ หรือเงืIอนไขในการพิจารณาเช่นเดียวกัน มิฉะนNันจะเกิดช่องว่างในการ
เลือกใช้บริการจากคณะกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั ทIีมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาไม่
เคร่งครัดนกั รวมทNงั จะตอ้ งมีการประสานงานกบั หน่วยงานทีIทาํ หนา้ ทีIให้การรับรองการสมรส
หรื อการหย่าของบุ คคลสัญ ชาติ ดังกล่าวเพืIอให้ทราบถึ งสถานะของบุ คคลหรื อสถานะทาง
ครอบครัวทีIชดั เจนก่อนเสมอ
(3) การเกบ็ ค่าธรรมเนียมในการออกหนงั สือรับรองการสมรสหรือการหยา่ ถึงแมว้ า่ การ
ออกหนังสือรับรองการสมรสหรือการหย่าจะเป็ นอาํ นาจของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ทIีจะสามารถกาํ หนดหลกั เกณฑ์และเงืIอนไขทีIจาํ เป็ นต่างๆ ไดก้ ็ตาม แต่โดยหลกั ทวIั ไป
ของกฎหมายมหาชนแลว้ การใชอ้ าํ นาจตามกฎหมายมหาชนยอ่ มมีผลกระทบต่อสิทธิและหนา้ ทีI
ของบุคคล ดงั นNัน การทีIจะกระทาํ การใดๆ ไดจ้ ะตอ้ งมีกฎหมายให้อาํ นาจไว้ และจะสามารถ
กระทาํ ไดเ้ ท่าทIีกฎหมายไดใ้ ห้อาํ นาจไวเ้ ท่านNัน การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนถือ
เป็ นการใชอ้ าํ นาจทางกฎหมายมหาชนทีIมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลเช่นเดียวกนั ดว้ ยเหตุนNี
การทีIคณะกรรมการจะกาํ หนดค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือรับรองดงั กล่าว จึงจาํ ตอ้ งมี
กฎหมายกาํ หนดใหส้ ามารถจดั เกบ็ ค่าธรรมเนียมดงั กล่าวได้ รวมทNงั ค่าธรรมเนียมดงั กล่าวจะตอ้ ง
ถูกกาํ หนดไวใ้ นกฎหมายเพืIอให้ประชาชนหรือผูท้ IีเกIียวขอ้ งไดร้ ับทราบและปฏิบตั ิตามดว้ ย
ตวั อยา่ งทีIเห็นไดช้ ดั เจน คือ กรณีการจดทะเบียนสมรสหรือการหยา่ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ คู่กรณีสามารถไปติดต่อทIีสาํ นกั ทะเบียนประจาํ เขตหรืออาํ เภอหรือทอ้ งถIินนNนั ได้
โดยไม่มีการจดั เก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนดงั กล่าวแต่อย่างใด เนIืองจากกฎหมายมิได้
กาํ หนดใหส้ ามารถเรียกเกบ็ ค่าธรรมเนียมไดน้ นัI เอง
“(11) ประนีประนอมข้อพพิ าทเกยี< วกบั เร<ืองครอบครัวและมรดกตามบัญญัติแห่งศาสนา
อสิ ลามเม<ือได้รับการร้องขอ”
การกาํ หนดใหค้ ณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีอาํ นาจหนา้ ทIีในการประนีประนอม
ขอ้ พิพาทเกIียวกบั เรIืองครอบครัวและมรดกอิสลามตามความในอนุมาตรานNีนับไดว้ ่าเป็ นการ
กาํ หนดบทบาททีIสําคญั ยIิงในปัจจุบนั ทNงั นNีเนIืองจากแนวโน้มของวิธีการระงบั ขอ้ พิพาททIีจะ
ได้รับการยอมรับและมีความพึงพอใจมากทีIสุ ดในอนาคตทัIวโลกคือ การไกล่เกลีIย
ประนีประนอม สาํ หรับประเทศไทยไดม้ ีการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิการไกล่เกลีIยขอ้ พิพาท
พ.ศ. 2562 เพIือรองรับกลไกการระงบั ขอ้ พิพาทนอกศาลให้เกิดขNึนเป็ นครNังแรกในประเทศไทย
122
ในขณะทIีพระราชบญั ญตั ิการบริหารองคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ไดก้ าํ หนดอาํ นาจหนา้ ทIี
ในการประนีประนอมขอ้ พิพาทให้แก่คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไวแ้ ลว้ ตNงั แต่ปี พ.ศ.
2540 ก่อนพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าวถึง 22 ปี ซIึงผยู้ กร่างพระราชบญั ญตั ิในขณะนNนั ประสงคท์ ีIจะ
ให้องคก์ รบริหารศาสนาอิสลามในระดบั จงั หวดั สามารถทีIจะขจดั หรือระงบั ขอ้ พิพาททีIเกิดขNึน
ระหว่างผูท้ ีIนับถือศาสนาอิสลามดว้ ยกนั ในเรืIองครอบครัวและมรดกให้ยุติลงภายในองค์กร
ศาสนาอิสลาม โดยไม่จาํ ตอ้ งใหม้ ีการฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาล เนืIองจากเป็นเรIืองทีIเกIียวขอ้ ง
กบั ศาสนาอิสลามซIึงศาลไม่อาจตดั สินโดยใชห้ ลกั การตามศาสนาอิสลามได้
คาํ ว่า “ประนีประนอม” แมจ้ ะมีความหมายว่า ยอมผ่อนผนั ให้แก่กนั , ยอมผ่อนปรน,
หรืออะลุม้ อล่วยกนั ก็ตาม แต่ความหมายตามอนุมาตรานNีน่าจะหมายถึง การประนีประนอมยอม
ความ หรือในบางกฎหมายอาจจะใช้ถอ้ ยคาํ ว่า “ไกล่เกลีIยประนีประนอม” ซIึงลว้ นแลว้ แต่มี
ความหมายเช่นเดียวกนั ทNงั สิNน กล่าวคือ เป็ นสัญญาซIึงผูเ้ ป็ นคู่สัญญาทNงั สองฝ่ ายระงบั ขอ้ พิพาท
อนั ใดอนั หนIึง ซIึงมีอยหู่ รือจะมีขNึนนNนั ใหเ้ สร็จไปดว้ ยต่างยอมผอ่ นผนั ใหแ้ ก่กนั โดยผลของการ
ประนีประนอมยอมความยอ่ มทาํ ให้ขอ้ เรียกร้องเดิมระงบั ไป แต่ละฝ่ ายจะไดส้ ิทธิตามขอ้ ความ
ในสัญญาทIีทํากันขNึนใหม่ สําหรับในหลักการศาสนาอิสลามนNัน การไกล่เกลีIยและการ
ประนีประนอมมีบญั ญตั ิไวต้ Nงั แต่ในอดีตและถูกระบุอยู่ในพระมหาคมั ภีร์อลั กุรอานซูเราะฮ์
อลั หุจญร็อต อายะฮท์ ีI 10
َ ﻟَﻌَﻠﱠ ُﻜ ْﻢ ﺗُ ْﺮ َﺣ ُﻤﻮ َنGِإﻧﱠ َﻤﺎ ا ْﻟ ُﻤ ْﺆ ِﻣﻨُﻮ َن ِإ ْﺧ َﻮةٌ ﻓَﺄَ ْﺻ ِﻠ ُﺤﻮا ﺑَ ْﯿ َﻦ أَ َﺧ َﻮ ْﯾ ُﻜ ْﻢ ۚ◌ َواﺗﱠﻘُﻮا ﱠ
ความว่า “แท้จริ งบรรดาผู้ศรัทธานNันเป็ นพีIน้องกัน ดังนNันพวกเจ้าจงไกล่เกลีIย
ประนีประนอมกนั ระหวา่ งพIีนอ้ งทNงั สองฝ่ ายของพวกเจา้ และจงยาํ เกรงอลั ลอฮฺเถิด หวงั วา่ พวก
เจา้ จะไดร้ ับความเมตตา”
ดว้ ยเหตุนNี การไกล่เกลIียประนีประนอมจึงถือเป็นวิธีการระงบั ขอ้ พิพาทตามหลกั การของ
อิสลามอยา่ งหนIึง ซIึงท่านศาสนทูตไดใ้ ชว้ ิธีการนNีในการระงบั ขอ้ พิพาททีIเกิดขNึน โดยมีเทคนิค
หลกั เกณฑ์ และวิธีการตามวิถีอิสลาม ซIึงหากผูใ้ ดสนใจสามารถศึกษาคน้ ควา้ เพิIมเติมไดจ้ าก
หนงั สือเรืIอง “เทคนิคการไกล่เกลIียตามวถิ ีอิสลาม” ปรากฏตามลิงคน์ Nี
https://www.facebook.com/100000869707499/posts/4061011973937753/?d=n
อยา่ งไรกต็ าม บทบญั ญตั ิมาตรานNีไดใ้ หอ้ าํ นาจแก่คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เมืIอ
มีการร้องขอของคู่กรณีใหท้ าํ การประนีประนอมขอ้ พิพาททีIเกิดขNึนระหวา่ งกนั ความหมายก็คือ
123
จะตอ้ งเป็ นกรณีทIีมีการร้องขอจากคู่กรณีทNงั สองฝ่ ายให้ทาํ การประนีประนอมเท่านNนั อนั แสดง
ให้เห็นถึงหลักการทIีสําคัญในการไกล่เกลีIยคือ การทIีคู่กรณี สมัครใจยินยอมทIีจะเข้าสู่
กระบวนการไกล่เกลIียนัIนเอง ประเด็นทีIสําคญั อีกประการหนIึงคือ กฎหมายมิได้กาํ หนดให้
สามารถอุทธรณ์หรือโตแ้ ยง้ ผลของการประนีประนอมของคณะกรรมการได้ ซIึงหมายความว่า
หากมีการจดั ทาํ สัญญาการประนีประนอมเกิดขNึนระหว่างคู่กรณีทีIพิพาทกนั ย่อมมีผลผูกพนั
คู่กรณีในฐานะทIีเป็ นสัญญาระหว่างกนั และหากคู่กรณีฝ่ ายใดฝ่ ายหนIึงไม่ปฏิบตั ิตามสัญญา
ดงั กล่าว คู่กรณีอีกฝ่ ายหนIึงสามารถนาํ สัญญานNนั ร้องขอต่อศาลเพืIอให้มีการปฏิบตั ิเป็ นไปตาม
สัญญานNันได้ตามพระราชบญั ญัติการไกล่เกลIียขอ้ พิพาท พ.ศ. 2562 มาตรา 32 วรรคหนIึง ทIี
กาํ หนดวา่ “เมIือคู่กรณีฝ่ ายหนIึงเรียกร้องใหค้ ู่กรณีอีกฝ่ ายหนIึงปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลงระงบั ขอ้ พิพาท
แลว้ แต่คู่กรณีฝ่ ายทีIถูกเรียกร้องนNนั ไม่ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลงระงบั ขอ้ พิพาท คู่กรณีฝ่ ายทีIเรียกร้อง
อาจยนIื คาํ ร้องขอต่อศาลเพืIอใหบ้ งั คบั ตามขอ้ ตกลงระงบั ขอ้ พิพาทได”้
“(12) จัดทําทะเบียนทรัพย์สิ น เอกสารและบัญชีรายรับ รายจ่ายของสํ านักงาน
คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดให้ถูกต้องครบถ้วนเป็ นปัจจุบัน และรายงานผลการ
ดาํ เนินงาน ฐานะการเงนิ และทรัพย์สินให้คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยทราบปี ละ
หนึ<งคร/ังภายในเดือนมนี าคมของทุกปี ”
หนา้ ทีIของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามอนุมาตรานNีมีลกั ษณะเช่นเดียวกนั กบั
หนา้ ทIีของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตามมาตรา 18(8) ทีIกาํ หนดใหต้ อ้ งจดั ทาํ
ทะเบียนทรัพยส์ ิน เอกสารและบญั ชีรายรับรายจ่ายของสํานักงานคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยให้ถูกตอ้ งตามความเป็ นจริง เพียงแต่หนา้ ทีIของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ไดม้ ีการกาํ หนดเพิIมเติมในเรIืองการจดั ทาํ รายงานผลการดาํ เนินงาน ฐานะการเงินและ
ทรัพยส์ ิน รวมทNงั ยงั จะตอ้ งเสนอต่อคณะกรรมการกลางอิสลามประเทศไทยทราบปี ละหนIึงครNัง
ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ดว้ ย ทNงั นNี เนืIองจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ทIีตอ้ งการจะให้มีการ
ตรวจสอบในเรืIองการเงินและผลการดาํ เนินงานของคณะกรรมการในแต่ละปี ซIึงผตู้ รวจสอบก็
คือ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อนั มีลกั ษณะเป็นการตรวจสอบภายในนนIั เอง
“(13) ออกประกาศและให้คาํ รับรองเกยี< วกบั กจิ การศาสนาอสิ ลามในจงั หวดั ”
อาํ นาจหน้าทIีตามอนุบญั ญตั ินNีมีลกั ษณะทีIคลา้ ยคลึงกบั อาํ นาจของคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยตามทีIไดก้ ล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ วา่ กฎหมายมิไดก้ าํ หนดนิยามความหมาย
124
เรIืองกิจการศาสนาอิสลามเอาไว้ กรณีจึงตอ้ งตีความตามหลกั การโดยทวัI ไปว่า หมายถึงกิจการ
ต่างๆ ทIีเกIียวขอ้ งกบั หลกั การตามศาสนาอิสลาม ไม่วา่ จะเป็นเรืIองซะกาต หรือกิจการฮจั ญก์ ต็ าม
ย่อมอยู่ในความหมายคาํ ว่ากิจการศาสนาอิสลามทNังสิNน หลงั จากนNันได้มีการเสนอเรIืองต่อ
คณะกรรมการกฤษฎีกาเพIือขอใหว้ ินิจฉยั ตีความในเรืIองนNี ซIึงคณะกรรมการกฤษฎีกาไดต้ ีความ
ว่า “กิจการศาสนาอิสลาม” มีความหมายรวมถึงการออกคํารับรองฮาลาลด้วย ดังนNัน
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จึงมีอาํ นาจทIีจะออกคาํ รับรองฮาลาลไดภ้ ายในจงั หวดั ของ
ตนตามมาตรา 26 (13) สาํ หรับกรณีจงั หวดั ทIีไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อาํ นาจใน
การออกคาํ รับรองฮาลาลยอ่ มเป็นของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
อยา่ งไรก็ตาม หากพิจารณาถอ้ ยคาํ ว่า “การออกประกาศและให้คาํ รับรองเกIียวกบั กิจการ
ศาสนาอิสลาม” ยอ่ มมีความหมายทีIกวา้ ง ซIึงการประกาศนNนั ทาํ ให้มีผลเป็ นการทวัI ไป ส่วนการ
ออกคาํ รับรองนNนั อาจจะมีผลเฉพาะบุคคล และการใหค้ าํ รับรองเกีIยวกบั กิจการศาสนาอิสลามนNี
ไม่แต่เฉพาะการออกคาํ รับรองในเรIืองฮาลาลเท่านNนั หากแต่หมายความรวมถึง การรับรองการ
เป็ นมุสลิมหรือการเขา้ รับอิสลาม การรับรองการเป็ นทายาทของผูต้ ายหรือผูจ้ ดั การศพ การ
รับรองการเป็นฟากีรฺหรือมิสกีน การรับรองการเป็นมะหฺรอมของหญิง เป็นตน้
125
การพ้นจากตาํ แหน่งของกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 27 นอกจากการพ้นจากตาํ แหน่งตามวาระตามมาตรา 25 กรรมการอสิ ลามประจาํ
จงั หวดั พ้นจากตาํ แหน่งเม<ือ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยมมี ตใิ ห้พ้นจาก ตาํ แหน่งเพราะขาด
คุณสมบัตหิ รือมลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 24 ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื<อ
กรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ทพ<ี ้นจากตาํ แหน่งในราชกจิ จานุเบกษา
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิในเรIืองการพน้ จากตาํ แหน่งของกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั นอกจากกรณี
การครบวาระ 6 ปี แลว้ มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั การพน้ จากตาํ แหน่งของกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยตามทIีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 20 ซIึงไดก้ าํ หนดเหตุของการพน้ จากตาํ แหน่งไว้
3 กรณีคือ (1) ตาย (2) ลาออก และ(3) คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีมติให้พน้
จากตาํ แหน่งเพราะขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา 24 รวมทNงั ยงั ไดก้ าํ หนดให้
กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชืIอกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทีIพน้ จากตาํ แหน่งในราช
กิจจานุเบกษาเพIือใหป้ ระชาชนและผทู้ IีเกIียวขอ้ งไดร้ ับทราบเป็ นการทวัI ไปเช่นเดียวกบั กรณีของ
กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ด้วยเหตุนNี จึงมีรายละเอียดของคาํ อธิบายในเรIือง
126
ดงั กล่าวเทียบเคียงไดก้ บั ทIีไดบ้ รรยายไวใ้ นบทบญั ญตั ิมาตรา 20 สามารถศึกษารายละเอียดใน
หวั ขอ้ ดงั กล่าวขา้ งตน้ ได้
การประชุมของคณะกรรมการ
อสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 28 การประชุมคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ให้นํามาตรา 21 มาใช้บังคบั
โดยอนุโลม
คาํ อธิบาย
ตามทีIไดเ้ คยอธิบายไวแ้ ลว้ ขา้ งตน้ วา่ คณะกรรมการอิสลามในแต่ละระดบั มีลกั ษณะทีIเป็น
องค์กรกลุ่มเช่นเดียวกนั ดว้ ยเหตุนNีบทบญั ญตั ิทีIนาํ มาใช้กบั องค์กรกลุ่มเหล่านNีจึงมีลกั ษณะทIี
เหมือนกนั ดงั นNนั ในเรIืองการประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ในมาตรา 28 นNีจึง
ไดก้ าํ หนดให้นาํ ความในมาตรา 21 ทีIเป็ นเรืIองการประชุมของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทย ให้นํามาใช้กับการประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั ด้วยโดย
อนุโลม สาํ หรับหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการตามมาตรา 21 ไดก้ าํ หนดรายละเอียดสาํ คญั เกIียวกบั การ
ประชุมไว้ 3 เรIือง คือ (1) องคป์ ระชุม (2) การลงมติ และ (3) การดาํ เนินการกรณีทีIประธานไม่
อยหู่ รือไม่อาจปฏิบตั ิหนา้ ทีIได้ ซIึงรายละเอียดไดม้ ีคาํ อธิบายไวแ้ ลว้ ในมาตรา 21 ดว้ ยเหตุนNี จึง
ไม่ขอทีIจะนาํ มากล่าวซNาํ อีก
นอกจากการกําหนดให้นําความในมาตรา 21 มาอนุโลมใช้กับการประชุมของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั แลว้ ขอ้ เท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยไดอ้ าศยั อาํ นาจออกระเบียบตามความในมาตรา 18 (5) ออกระเบียบคณะกรรมการ
127
กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ว่าดว้ ยวิธีการดาํ เนินงานและควบคุมดูแลการบริหารงานของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด
พ.ศ. 2542 ซIึงในขอ้ 19 ของระเบียบทIีออกมาดงั กล่าวไดก้ าํ หนดว่า การประชุมคณะกรรมการ
(ซIึงรวมถึงคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ดว้ ย) ให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑ์และวิธีการใน
ข้อบังคับการประชุมทIีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกําหนด และต่อมา
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็ได้อาศยั อาํ นาจตามความในขอ้ 19 วรรคทา้ ย
ดังกล่าว ออกขอ้ บังคบั การประชุมคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ พ.ศ. 2542 โดยไดก้ าํ หนดหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการในรายละเอียดเกIียวกบั การ
จดั ใหม้ ีการประชุม เข่น การจดั ประชุม การนดั ประชุม การส่งระเบียบวาระ การจดั ระเบียบวาระ
การกาํ หนดเวลาเริIมประชุม การจดั ทาํ รายงานการประชุม การรับรองรายงานการประชุม การ
อภิปรายเพIือสนบั สนุนหรือคดั คา้ น การกล่าวพาดพิงถึงเรืIองส่วนตวั การควบคุมการประชุมของ
ประธานในทีIประชุม การพิจารณาเรืIองทIีเกIียวขอ้ งโดยหนา้ ทIีของคณะกรรมการ การเสนอเรืIอง
เพืIอพิจารณาเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรต่อประธานหรือเลขานุการ การลงมติหรือลงคะแนนโดยวิธี
เปิ ดเผยหรือโดยลบั การนับคะแนน การออกเสียงชNีขาดของประธานเพIือลงมติ การแต่งตNงั
คณะอนุกรรมการหรือคณะทาํ งาน การขาดประชุมทีIถือวา่ เป็นการลาออก การรักษาระเบียบและ
ความสงบเรียบร้อยในการประชุม เป็นตน้ ดว้ ยเหตุนNีเอง จึงทาํ ใหก้ ารประชุมของคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั จาํ ตอ้ งดาํ เนินการให้เป็ นไปตามหลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงIือนไขทIีกาํ หนด
ในขอ้ บงั คบั ของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในเรIืองดงั กล่าวดว้ ย และหาก
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ใดไม่ดาํ เนินการจดั ประชุมให้เป็ นไปตาม หรือสอดคลอ้ ง
กบั ขอ้ บงั คบั ดงั กล่าวในส่วนทีIเป็ นสาระสําคญั ย่อมมีผลทาํ ให้การประชุมนNันถือว่าไม่ชอบ
ดว้ ยกฎหมายและระเบียบขอ้ บงั คบั ทIีเกีIยวขอ้ ง การทีIจะพิจารณาว่าขอ้ บงั คบั การประชุมขอ้ ใด
ถือเป็ นสาระสําคัญทีIจะมีผลทําให้การประชุมนNันไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นNันจะต้อง
พิจารณาขอ้ เทจ็ จริงและรายละเอียดแต่ละเรืIองวา่ มีส่วนสาํ คญั ในการทIีจะเปิ ดโอกาสหรือใหส้ ิทธิ
แก่กรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั แต่ละคนในการได้รับรู้เรIืองราวต่างๆ ก่อนการประชุม
พอสมควร การมีความเป็ นอิสระในการเสนอความคิดเห็นของตน การออกคะแนนเสียงเพIือลง
มติในทIีประชุม จะตอ้ งไม่มีลกั ษณะเป็ นการกดดนั หรือบีบบงั คบั หรือถูกข่มข่โู ดยไม่สมคั รใจ
แต่อยา่ งใด
128
อยา่ งไรก็ตาม เมIือไดพ้ ิจารณารายละเอียดเกIียวกบั การประชุมของคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ตามทIีระบุในขอ้ บงั คบั ดงั กล่าวขา้ งตน้ แลว้ จะเห็นไดว้ ่า หลกั เกณฑ์และวิธีการ
ประชุมไดก้ าํ หนดโดยนาํ วธิ ีการประชุมของคณะกรรมการตามกฎหมายต่างๆ ซIึงเป็นการบริหาร
องคก์ รสมยั ใหม่มาใชใ้ นการประชุม ซIึงในบางเรืIองเป็นหลกั การทีIอาจจะไม่สอดคลอ้ งกบั วธิ ีการ
ตามหลกั การศาสนาอิสลาม อาทิเช่น การลงมติดว้ ยเสียงขา้ งมากโดยไม่ใชร้ ะบบการชูรออฺและ
การตัดสินใจโดยผูน้ ํา กรณีจึงเห็นได้ว่าเป็ นการดาํ เนินการในเรIืองดังกล่าวไม่เป็ นไปโดย
สอดคลอ้ งกบั ระบอบของอิสลามอยา่ งแทจ้ ริง
129
สํานักงานคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั
มาตรา 29 ให้มีสํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดมีฐานะเป็ นนิติบุคคลมี
หน้าที<เกี<ยวกับกิจการของคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด โดยมีคณะกรรมการอิสลาม
ประจําจังหวัดเป็ นผู้แทนของสํานักงานในกิจการที<เก<ียวกับบุคคลภายนอก เพ<ือการนี/
คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดอาจมีมติมอบหมายให้กรรมการคนหน<ึงหรือหลายคนทํา
การแทนก็ได้ และให้เลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดเป็ นผู้รับผิดชอบในกิจการ
ของสํานักงาน
คาํ อธิบาย
ดังทีIได้เคยอธิบายไวแ้ ลว้ ว่า แม้เดิมตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ าย
อิสลาม พุทธศกั ราช 2488 จะมีการบัญญัติให้อาํ นาจแก่กระทรวงมหาดไทยในการจดั ให้มี
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขNึน หากเห็นว่าจงั หวดั นNันมีประชาชนผูน้ ับถือศาสนา
อิสลามจาํ นวนพอสมควรก็ตาม แต่ทว่าไม่มีการกาํ หนดเกีIยวกบั สํานกั งานของคณะกรรมการ
ดงั กล่าวไวแ้ ต่อย่างใด บทบญั ญัติในมาตรานNีจึงถือเป็ นครNังแรกทIีได้กาํ หนดให้มีสํานักงาน
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขNึนในลกั ษณะเช่นเดียวกนั กบั สาํ นกั งานคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทย ซIึงผูเ้ ขียนไดเ้ คยอธิบายรายละเอียดในส่วนทIีเป็ นสาระสาํ คญั ของการ
กาํ หนดใหม้ ีสาํ นกั งาน 3 เรืIองดว้ ยกนั คือ (1) สถานะทางกฎหมายของสาํ นกั งาน (2) ผแู้ ทนของ
สํานกั งาน และ (3) ผูร้ ับผิดชอบในกิจการของสํานกั งานในส่วนทีIเกIียวขอ้ งกบั คณะกรรมการ
แลว้ ดว้ ยเหตุนNี จึงเห็นว่าไม่จาํ เป็ นตอ้ งอธิบายซNาํ อีกแต่อย่างใด ผูส้ นใจสามารถศึกษาคน้ ควา้
และเทียบเคียงจากคาํ อธิบายในบทบญั ญตั ิมาตรา 22 ได้
130
หมวด 9
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
131
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
มาตรา 30 ให้มคี ณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ คณะหน<ึง ประกอบด้วย
(1) อหิ ม่ามเป็ นประธานกรรมการ
(2) คอเตบ็ เป็ นรองประธานกรรมการ
(3) บิหลน<ั เป็ นรองประธานกรรมการ และ
(4) กรรมการอื<นตามจาํ นวนทท<ี ปี< ระชุมสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ น/ันกาํ หนดจาํ นวน
ไม่น้อยกว่าหกคนแต่ไม่เกนิ สิบสองคน
ให้สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ซึ<งมอี ายุต/งั แต่สิบห้าปี บริบูรณ์ขนึ/ ไปประชุมกนั คดั เลือกผู้ดาํ รง
ตาํ แหน่งตามวรรคหนึ<ง
ให้คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ เลือกกรรมการตาม (4) เป็ น เลขานุการหนึ<งคน
นายทะเบยี นหน<ึงคน เหรัญญกิ หนึ<งคน และตาํ แหน่งอื<นตาม ความจาํ เป็ น
ให้ประธานกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั หรือกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ทไี< ด้รับ
มอบหมายจากประธานกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั เป็ นประธานในทป<ี ระชุมสัปปุรุษประจาํ
มสั ยดิ เพื<อดาํ เนินการคดั เลือกกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ แล้วเสนอคณะกรรมการอสิ ลาม
ประจาํ จงั หวดั เพ<ือพจิ ารณาแต่งต/งั ท/งั นี/ ตามระเบยี บทคี< ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศ
ไทยกาํ หนด
คาํ อธิบาย
132
ดงั ทIีไดก้ ล่าวมาแลว้ วา่ พระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีไดม้ ีการจดั โครงสร้างขององคก์ รหรือกลไก
ในการบริหารจดั การเกีIยวกบั กิจการศาสนาอิสลามไดอ้ ย่างครบถว้ นสมบูรณ์และมีความเป็ น
ระบบอย่างยิIงโดยได้จัดให้มีองค์กรบริหารใน 3 ระดับด้วยกัน กล่าวคือ องค์กรบริหารใน
ระดบั ประเทศ คือ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย องคก์ รบริหารในระดบั ภูมิภาค
คือ คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และในหัวขอ้ นNีจะกล่าวถึงองค์กรบริหารในระดบั
ทอ้ งถิIน คือ คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ซIึงถือไดว้ า่ เป็นองคก์ รในระดบั รากหญา้ ทีIสาํ คญั
ยIิงของสังคมมุสลิม ทNงั นNีเนIืองจากองคก์ รบริหารในระดบั ทอ้ งถIินนNียอ่ มเป็ นองคก์ รทIีไดส้ ัมผสั
หรือประสบกบั ปัญหาของสงั คมมุสลิมไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง หากองคก์ รในระดบั รากหญา้ ทีIเลก็ ทIีสุดนNี
มีการบริหารจดั การทIีดีสามารถแกไ้ ขปัญหาและเยยี วยาความเดือดร้อนของสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ
ได้อย่างมีประสิ ทธิภาพแล้ว ย่อมเป็ นผลทําให้สังคมมุสลิมทNังในระดับภูมิภาคและใน
ระดบั ประเทศ มีความสงบเรียบร้อยตามไปดว้ ยอย่างแน่นอน ดว้ ยเหตุนNี ความในหมวด 5 จึง
เป็นเรืIองทIีเกIียวขอ้ งกบั คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ทNงั หมดโดยมีบทบญั ญตั ิมากทีIสุด คือ
มีจาํ นวนถึง 13 มาตราดว้ ยกนั ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดต่อไป
เมืIอไดพ้ ิจารณาบทบญั ญตั ิในมาตรา 30 แลว้ จะเห็นไดว้ ่า กฎหมายไดบ้ ญั ญตั ิเรIืองทIีเป็ น
สาระสําคญั 5 เรIืองดว้ ยกนั คือ (1) องค์ประกอบของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด (2)
ประธานในทIีประชุมสัปปุรุษ (3) วิธีการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด (4) ขNนั ตอนใน
การเสนอรายชืIอ และ (5) การให้อาํ นาจแก่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในการ
ออกระเบียบเพIือกาํ หนดรายละเอียดเกIียวกบั การคดั เลือกดงั กล่าว ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดที
ละหวั ขอ้ ดงั นNี
(1) องคป์ ระกอบของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
บทบญั ญตั ิมาตรานNีไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดมีองคป์ ระกอบทีI
สําคญั 2 ส่วนดว้ ยกนั คือ กลุ่มผูน้ าํ ทางศาสนาและกลุ่มกรรมการอืIน โดยกลุ่มผูน้ าํ ทางศาสนา
ไดแ้ ก่ อิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI ส่วนกลุ่มกรรมการอIืนก็คือบุคคลทีIสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดได้
คดั เลือกขNึนมาจาํ นวนไม่น้อยกว่า 6 คนแต่ไม่เกิน 12 คน โดยขNึนอยู่กบั มติทIีประชุมสัปปุรุษ
ประจาํ มสั ยดิ วา่ เห็นควรจะกาํ หนดจาํ นวนเท่าใด เหตุผลทีIตอ้ งกาํ หนดใหค้ ณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิดประกอบไปด้วยบุคคลสองกลุ่มดังกล่าว เนIืองจากการบริหารจดั การในระดับ
ทอ้ งถิIนหรือมสั ยิดนNันมิใช่เป็ นเรIืองทีIเกีIยวขอ้ งกบั การบริหารจดั การแต่เพียงอย่างเดียวเท่านNัน
หากแต่จะตอ้ งใชห้ ลกั การทางศาสนาอิสลามดว้ ย ดงั นNนั จึงจาํ เป็ นตอ้ งมีบุคคลทIีมีความรู้ความ
133
เขา้ ใจทางศาสนาอิสลามอยา่ งแทจ้ ริง เพราะจะตอ้ งมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยา่ งเป็ น
ประจาํ โดยเฉพาะอย่างยิIงการละหมาดวนั ศุกร์ และการสัIงสอนหลกั การตามศาสนาอิสลาม
ใหแ้ ก่ปวงสปั ปุรุษทIีประจาํ อยใู่ นมสั ยดิ นNนั
บุคคลในกลุ่มผนู้ าํ ทางศาสนาแต่ละตาํ แหน่งนNนั จะถูกกาํ หนดใหม้ ีอาํ นาจหนา้ ทีIทNงั ในการ
บริหารงานและการปฏิบัติพิธีกรรมในทางศาสนาอิสลามทIีแตกต่างกัน โดยหน้าทีIในการ
บริหารงานนNนั กฎหมายไดก้ าํ หนดใหอ้ ิหม่ามเป็นประธานกรรมการ ส่วนคอเตบ็ และบิหลนัI เป็น
รองประธานกรรมการ สาํ หรับหนา้ ทIีในทางศาสนาหรือการปฏิบตั ิพิธีกรรมทางศาสนานNนั ไดถ้ ูก
กาํ หนดไวใ้ นมาตรา 37 มาตรา 38 และมาตรา 39 ตามลาํ ดบั และในกรณีทIีบุคคลในกลุ่มผนู้ าํ ทาง
ศาสนาคนใดคนหนIึงไม่อาจปฏิบตั ิหน้าทIีได้ บุคคลภายในกลุ่มดงั กล่าวก็สามารถทีIจะปฏิบตั ิ
หนา้ ทIีแทนอีกบุคคลหนIึงได้ ในขณะทIีบุคคลในกลุ่มกรรมการอืIนไม่อาจทีIจะปฏิบตั ิหนา้ ทIีแทน
บุคคลทีIอยภู่ ายในกลุ่มผนู้ าํ ทางศาสนาคนใดคนหนIึงได้ ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดต่อไป
ถึงแมว้ ่ากฎหมายจะมิไดก้ าํ หนดคุณสมบตั ิในเรืIองเพศของผูบ้ ุคคลทีIอยใู่ นกลุ่มผูน้ าํ ทาง
ศาสนาไวโ้ ดยเฉพาะกต็ าม แต่ตามหลกั การศาสนาอิสลามแลว้ บุคคลทีIจะเป็นบุคคลในกลุ่มผนู้ าํ
ทางศาสนายอ่ มจะตอ้ งเป็ นเพศชายเท่านNนั ดว้ ยเหตุนNี จึงไม่อาจแปลความในความหมายอยา่ ง
กวา้ งว่ารวมถึงบุคคลทIีเป็ นเพศหญิงดว้ ยได้ ส่วนบุคคลในกลุ่มกรรมการอืIนนNนั ผูเ้ ขียนเห็นว่า
เมืIอมิได้มีขอ้ จาํ กดั ในทางศาสนาในการทีIจะห้ามบุคคลทีIเป็ นเพศหญิงทาํ หน้าทีIการบริหาร
จดั การกิจการภายในมสั ยิด กรณีย่อมสามารถให้บุคคลดงั กล่าวดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการอืIนได้
โดยเฉพาะอยา่ งยIิงกิจกรรมทีIตอ้ งการความรู้ความเขา้ ใจ ความเห็นอกเห็นใจกนั ความละเอียด
อ่อนโยน หรือสุขมุ เยอื กเยน็ ตวั อยา่ งเช่นเรIืองทีIเกีIยวขอ้ งกบั สตรีและเดก็ เรืIองเกีIยวกบั การสงั คม
สงเคราะห์ เรืIองการไกล่เกลีIยขอ้ พิพาทระหว่างกนั เป็ นตน้ การเปิ ดโอกาสให้บุคคลทีIเป็ นเพศ
หญิงทาํ หนา้ ทIีดงั กล่าวน่าจะเกิดประโยชนแ์ ก่มสั ยดิ และสงั คมมุสลิมไดเ้ ป็นอยา่ งดี
(2) ประธานในทีIประชุมสปั ปุรุษ
กฎหมายไดก้ าํ หนดใหป้ ระธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เป็นประธานในทIีประชุม
สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ หรืออาจจะมอบหมายให้กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั คนหนIึงคนใดทาํ
หนา้ ทีIเป็ นประธานในทIีประชุมสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ เพืIอดาํ เนินการคดั เลือกก็ได้ ซIึงจะเห็นได้
อยา่ งชดั เจนวา่ เป็นการใชอ้ าํ นาจของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามความในมาตรา 26
(4) ในการกาํ กบั ดูแลการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดให้เป็ นไปโดยเรียบร้อยนนัI เอง
และในทางปฏิบตั ิประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อาจจะแต่งตNงั คณะกรรมการคดั เลือก
134
ขNึนมาคณะหนIึง อนั ประกอบไปด้วยประธานกรรมการอิสลามประจาํ จังหวดั หรือบุคคลทIี
ประธานมอบหมาย และกรรมการคดั เลือกในจาํ นวนทีIเหมาะสมและเห็นสมควรเพืIอทาํ หนา้ ทีI
ต่างๆ อนั จะนาํ มาซIึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการคดั เลือกครNังดงั กล่าว
(3) วธิ ีการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
บทบญั ญตั ิในมาตรา 30 วรรคสอง ไดก้ าํ หนดวิธีการทIีเป็ นสาระสําคญั ในการคดั เลือก
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ในทNงั สองกลุ่มบุคคลไวว้ า่ ใหส้ ปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ซIึงมีอายตุ Nงั แต่
สิบห้าปี บริบูรณ์ขNึนไป ประชุมเพืIอคดั เลือกผูด้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าว คาํ ว่า “สัปปุรุษ” ประจาํ
มสั ยดิ มีความหมายครอบคลุมบุคคลทNงั ทีIเป็นเพศชายและเพศหญิง แต่ทNงั นNีตอ้ งมีอายตุ Nงั แต่ 15 ปี
บริบูรณ์ขNึนไป ซIึงโดยปกติตามหลกั กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผูท้ ีIจะบรรลุนิติภาวะตอ้ งมีอายุ
ครบ 20 ปี บริบูรณ์ บุคคลทีIมีอายุ 15 ปี สามารถกระทาํ ได้แต่เฉพาะการทาํ พินัยกรรมเท่านNัน
เหตุผลทIีมีการกาํ หนดใหบ้ ุคคลทีIมีอายุ 15 ปี มีสิทธิคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ไดน้ Nนั
น่าจะมีทีIมาจากหลกั การศาสนาอิสลาม คือ การบรรลุศาสนภาวะเมIืออายุครบ 15 ปี บริบูรณ์
นนIั เอง
โดยทIีผูเ้ ขียนไดอ้ ธิบายรายละเอียดเกีIยวกบั ความแตกต่างระหว่างการคดั เลือกกบั การ
เลือกตNงั ไวแ้ ลว้ ในตอนตน้ ดว้ ยเหตุนNี ในส่วนของการคดั เลือกคณะกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยดิ ตามความในมาตรา 30 นNีก็คือ การจดั ให้มีการประชุมสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ขNึนเพืIอทาํ การ
คดั เลือก ซIึงถือไดว้ า่ เป็นหวั ใจหรือสิIงทIีสาํ คญั ทีIสุด เหตุผลทีIตอ้ งกาํ หนดใหม้ ีการประชุมสปั ปุรุษ
ประจาํ มสั ยิดก็เนIืองจากประสงคท์ ีIจะให้ใชว้ ิธีการ ”ชูรออฺ” ตามหลกั การศาสนาอิสลามในการ
คดั เลือกนIันเอง อนั แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคดั เลือกตามเจตนารมณ์ของบทบญั ญัติ
มาตรานNีมีความแตกต่างจากการเลือกตNงั ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน จากเหตุผล
ดังกล่าวขา้ งต้นในการประชุมสัปปุรุษประจาํ มสั ยิด ผูท้ ีIทาํ หน้าทIีประธานในทIีประชุมย่อม
จะตอ้ งนาํ วิธีการตามหลกั การศาสนาอิสลามในเรIืองดงั กล่าวมาใชเ้ ป็ นหลกั ทNงั นNีเนืIองเนืIองจาก
หลกั การชูรออฺ คือ การปรึกษาหารือในระหว่างสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดดว้ ยกนั โดยมีการพูดคุย
และเสนอความเห็นเกีIยวกบั บุคคลทีIมีคุณสมบตั ิทีIเหมาะสมทีIจะดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ เพืIอร่วมการคดั เลือกบุคคลทีIมีความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั วา่ เป็ นบุคคลทีIมีความ
เหมาะสมอย่างยิIง อนั จะเป็ นผลทาํ ให้ไม่เกิดความแตกแยกขNึนในระหว่างผูท้ ีIเขา้ ประชุม โดย
จะตอ้ งไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่มีการหาเสียง ไม่มีการเกณฑบ์ ุคคลเพIือเขา้ ทาํ การประชุม
135
หรือมีการเสนอตวั เองใหถ้ ูกคดั เลือก อนั มีลกั ษณะทIีขดั แยง้ กบั วิธีการชูรออฺตามหลกั การศาสนา
อิสลาม
นอกจากนNีแลว้ ความในมาตรา 30 วรรคสามไดก้ าํ หนดว่า ภายหลงั ทIีไดม้ ีการคดั เลือก
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดตามจาํ นวนทีIกาํ หนดไวแ้ ลว้ ให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ
มัสยิดเลือกกรรมการในส่วนทีIเป็ นกรรมการอืIน (ทIีมิใช่อิหม่าม คอเต็บ และบิหลัIน) เป็ น
เลขานุการหนIึงคน นายทะเบียนหนIึงคน เหรัญญิกหนIึงคน และตาํ แหน่งอืIนๆ ตามทีIเห็นว่ามี
ความจาํ เป็ น เพIือทาํ หน้าทีIในการบริหารกิจการศาสนาอิสลามประจาํ มสั ยิดนNนั ตามทIีกฎหมาย
กาํ หนดต่อไป
(4) ขNนั ตอนในการเสนอรายชืIอ
ภายหลังจากทIีได้มีการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดได้ครบตามจาํ นวนทIี
กาํ หนด รวมทNงั มีการเลือกกรรมการด้วยกนั ดาํ รงตาํ แหน่งต่างๆ ครบเรียบร้อยตามความใน
มาตรา 30 วรรคสามแล้ว ประธานในทIีประชุมมีหน้าทIีตามมาตรานNีในการทีIจะเสนอต่อ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เพIือพิจารณาแต่งตNงั ต่อไป ซIึงในขNนั ตอนการพิจารณาแต่งตNงั
นNันกฎหมายมาตรา 26 (5) ไดก้ าํ หนดให้เป็ นอาํ นาจหน้าทIีของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ในการพิจารณาแต่งตNงั และถอดถอนกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด ซIึงกรณีนNีจะตอ้ งมี
การจดั วาระการประชุมเพืIอพิจารณาเรIืองดงั กล่าวทีIชดั เจนดว้ ย โดยหากทIีประชุมมีมติเห็นชอบ
กบั การคดั เลือกผลการคดั เลือกคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ตามทีIเสนอมากรณียอ่ มถือวา่
บุคคลทีIไดร้ ับการคดั เลือกเป็นคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ตNงั แต่วนั ทีIมีมติเป็นตน้ ไป แต่
หากทีIประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีมติไม่อนุมตั ิให้แต่งตNงั เป็ นกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ กรณีเช่นนNีจาํ ตอ้ งไดร้ ับความเห็นชอบดว้ ยคะแนนเสียงไม่นอ้ ยกวา่ สองใน
สามของจาํ นวนทNงั หมดทีIมีอยู่ในขณะนNัน (ทNงั นNี ตามความในขอ้ 27 วรรคสอง ของระเบียบ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าดว้ ยการคดั เลือกและแต่งตNงั กรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ พ.ศ. 2542 ซIึงจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดในหวั ขอ้ ถดั ไป)
(5) การใหอ้ าํ นาจแก่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในการออกระเบียบ
โดยทIีความในตอนท้ายของมาตรา 30 วรรคสIี ได้เขียนโดยใช้ถอ้ ยคาํ ว่า “ทNงั นNี ตาม
ระเบียบทีIคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกาํ หนด” ซIึงมีความหมายวา่ กฎหมายได้
ให้อาํ นาจคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในการทIีจะออกระเบียบเกีIยวกบั การ
ดาํ เนินการตามความในมาตรา 30 วรรคสIีนNีทNงั หมด ซIึงก็คือ เรIืองทีIเกIียวขอ้ งกบั การทีIประธาน
136
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทาํ หนา้ ทีIประธานในทIีประชุมและการมอบหมายใหผ้ อู้ Iืนกระทาํ
การแทน รวมทNงั การเสนอเรIืองต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เพIือพิจารณาแต่งตNงั
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ตามผลการคดั เลือกดงั กล่าว ซIึงต่อมา ไดม้ ีการออกระเบียบ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าดว้ ยการคดั เลือกและแต่งตNงั กรรมการอิสลาม
ประจํามัสยิด พ.ศ. 2542 กําหนดรายละเอียดในเรืIองต่างๆ เช่น การประกาศกําหนดวัน
คดั เลือก สถานทีIคดั เลือกเพืIอใหส้ ัปปุรุษของมสั ยดิ ทราบล่วงหนา้ ไม่นอ้ ยกวา่ 45 วนั การจดั ทาํ
บญั ชีผมู้ ีสิทธิคดั เลือก การปิ ดประกาศบญั ชีรายชIือก่อนวนั คดั เลือกไม่นอ้ ยกวา่ 45 วนั เพืIอใหผ้ มู้ ี
สิทธิไดต้ รวจสอบและขอแกไ้ ขให้ถูกตอ้ งก่อนวนั คดั เลือกไม่น้อยกว่า 15 วนั การกาํ หนดให้
อาํ นาจในการแต่งตNงั คณะกรรมการคดั เลือกขNึนมาคณะหนIึงเพืIอทาํ หน้าทIีดาํ เนินการคดั เลือก
ตรวจหลกั ฐาน บนั ทึกคะแนน บนั ทึกเหตุการณ์และกรณีทIีเกิดขNึนในระหว่างการดาํ เนินการ
คดั เลือกไวเ้ ป็นหลกั ฐาน กาํ หนดวธิ ีการลงมติและการวนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการคดั เลือก (ใหถ้ ือ
เสียงขา้ งมากโดยความเห็นชอบของประธานคณะกรรมการคดั เลือก) การประชุมของสัปปุรุษ
ในทIีประชุม การเสนอชIือบุคคลทIีสมควรเป็นกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ การลงคะแนนและ
การออกเสียงคดั เลือกโดยวิธีเปิ ดเผยและการคดั เลือกโดยวิธีลบั (ซIึงโดยหลกั แลว้ กาํ หนดให้
กระทาํ โดยวิธีลบั เวน้ แต่ทIีประชุมสัปปุรุษฝ่ ายขา้ งมากจะร้องขอให้กระทาํ โดยวิธีเปิ ดเผย)
หลกั เกณฑ์ในการทกั ทว้ งการปฏิบตั ิหน้าทIีของคณะกรรมการคดั เลือก วิธีการลงคะแนนเสียง
การกําหนดเกIียวกับหีบบัตรและบัตรเลือกตNัง กรณีทีIถือว่าบัตรเสีย การนับคะแนน การ
ดาํ เนินการกรณีมีการร้องคดั คา้ นผลการคดั เลือก และการเสนอผลการคดั เลือกต่อคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั เพIือมีมติแต่งตNงั คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ เป็นตน้
อยา่ งไรกต็ าม ผเู้ ขียนมีขอ้ สงั เกตเกีIยวกบั รายละเอียดในขอ้ กาํ หนดของระเบียบดงั กล่าว มี
ลกั ษณะเป็นการนาํ วิธีการเลือกตNงั ในกรณีทวัI ไปมาใชก้ บั การคดั เลือกตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี
ซIึงน่าจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายทีIประสงค์ทีIจะให้มีการคดั เลือกโดยวิธีการตาม
หลกั การของศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็ น เรIืองการลงคะแนนโดยวิธีลบั การกาํ หนดให้มีบตั ร
เลือกตNงั วธิ ีการลงคะแนนเสียง การกาํ หนดบตั รเสีย และการนบั คะแนน เป็นตน้
137
คุณสมบตั แิ ละลกั ษณะต้องห้าม การพ้นจาก
ตาํ แหน่งของอหิ ม่าม คอเตบ็ และบหิ ลนั@
มาตรา 31 อหิ ม่าม คอเตบ็ และบิหลนั< ต้องมคี ุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้าม
ดงั ต่อไปนี/
(1) มคี ุณสมบตั แิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 17
(2) อ่านพระคมั ภรี ์อลั กรุ อานได้ถูกต้อง
(3) สามารถนําในการปฏบิ ัตศิ าสนกจิ ได้ถูกต้องตามบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
(4) มคี วามสามารถแสดงธรรมได้
(5) เป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ น/ันมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวนั ก่อนวนั คดั เลือก
อหิ ม่าม คอเตบ็ และบหิ ลนั< ไม่ถือเป็ นนักพรตหรือนักบวช
การพ้นจากตาํ แหน่งของอหิ ม่าม คอเตบ็ และบหิ ลนั< ให้เป็ นไปตามระเบียบที<
คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยกาํ หนด
คาํ อธิบาย
เนNือหาสาระสําคญั ของบทบญั ญตั ินNีมีอยู่ไดก้ นั 2 เรืIองคือ (1) คุณสมบตั ิและลกั ษณะ
ตอ้ งห้ามของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI และ (2) การพน้ จากตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเต็บ และ
บิหลนัI
ในส่วนของคุณสมบตั ิของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI นNนั แบ่งออกไดเ้ ป็ น 3 ลกั ษณะคือ
(1) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามพNืนฐานทัIวไป (2) คุณสมบัติพิเศษเฉพาะตาํ แหน่งผูน้ ํา
ทางดา้ นศาสนาอิสลาม และ (3) คุณสมบตั ิทีIแสดงถึงความสมั พนั ธ์หรือความเชืIอมโยงกบั มสั ยดิ
138
(1) คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มพNืนฐานทวIั ไป
ความในมาตรา 31 (1) ไดก้ าํ หนดให้อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนIั จะตอ้ งมีคุณสมบตั ิและ
ไม่มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา 17 (ซIึงเป็นคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มของกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทย) อนั แสดงใหเ้ ห็นวา่ อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนัI จะตอ้ งมีคุณสมบตั ิและ
ลกั ษณะตอ้ งห้ามพNืนฐานทวัI ไปเช่นเดียวกบั ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยหรือกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั นนัI เอง ดว้ ยเหตุนNี จึงสามารถศึกษาคน้ ควา้ รายละเอียด
และคาํ อธิบายเกีIยวกบั คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามดงั กล่าวไดต้ ามหัวขอ้ ทีIไดก้ ล่าวมาแลว้
ขา้ งตน้
(2) คุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะตาํ แหน่งผนู้ าํ ทางดา้ นศาสนาอิสลาม
คุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI ลกั ษณะนNีมีแต่เฉพาะ
กรรมการซIึงเป็ นกลุ่มผูน้ าํ ทางดา้ นศาสนาเท่านNันโดยกาํ หนดคุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะสามเรIือง
ดว้ ยกนั คือ (1) ตอ้ งสามารถอ่านพระคมั ภีร์อลั กุรอานไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง (2) ตอ้ งสามารถนาํ การ
ปฏิบตั ิศาสนกิจไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม และ(3) จะตอ้ งมีความสามารถใน
การแสดงธรรมในทางศาสนาอิสลามไดด้ ว้ ย
คุณสมบัติลกั ษณะนNีถือเป็ นคุณสมบัติหรือความสามารถเฉพาะบุคคลทีIจะต้องมีอยู่
ตลอดเวลาทNงั อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนIั เนืIองจากถือวา่ บุคคลทNงั สามเป็ นกลุ่มบุคคลทIีเป็ นผนู้ าํ
ทางดา้ นศาสนาอิสลามประจาํ มสั ยดิ นNนั นนัI เอง ในกรณีทีIบุคคลหนIึงบุคคลใดไม่สามารถปฏิบตั ิ
หน้าทIีของตนไดก้ ็สามารถให้บุคคลทIีอยูใ่ นกลุ่มผูน้ าํ ทางศาสนาคนใดคนหนIึงสามารถปฏิบตั ิ
หน้าทIีแทนบุคคลดังกล่าวได้เสมอ เนIืองจากมีคุณสมบัติพิเศษในลักษณะนNีเช่นเดียวกัน
จึงสามารถทาํ หนา้ ทIีแทนกนั ได้ ในขณะทีIกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในกลุ่มของกรรมการ
อืIนมิไดม้ ีการกาํ หนดคุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะในลกั ษณะเช่นนNี กรณีจึงไม่อาจทีIจะทาํ หนา้ ทIีแทน
อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนัI ในกรณีทีIไม่อาจปฏิบตั ิหนา้ ทีIได้
นอกจากนNี ความในวรรคสองของมาตรา 31 ยงั ไดอ้ ธิบายถึงลกั ษณะหรือสถานะของ
อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนัI ไวอ้ ีกวา่ “อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนIั ไม่ถือเป็นนกั พรตหรือนกั บวช”
การทIีกฎหมายไดบ้ ญั ญตั ิสถานะไวเ้ ช่นนNีมีเจตนารมณ์ทีIตอ้ งการจะชNีให้เห็นว่า บุคคลทNงั สาม
ตาํ แหน่งนNนั แมว้ า่ จะเป็นกลุ่มบุคคลผนู้ าํ ทางดา้ นศาสนาอิสลามกต็ าม แต่กรณียอ่ มไม่อาจถือได้
ว่า อิหม่าม คอเต็บ และบิหลนIั มีสถานะเป็ นนกั พรตหรือนกั บวชเช่นศาสนาอIืนแต่อยา่ งใด ซIึง
การเป็นบุคคลทIีมีสถานะเป็นนกั พรตหรือนกั บวชนNนั มีกฎหมายกาํ หนดขอ้ หา้ มในเรIืองต่างๆ ไว้
139
อาทิเช่น บทบญั ญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ได้กาํ หนดให้พระภิกษุ สามเณร
นกั พรต และนกั บวช เป็ นบุคคลทีIตอ้ งห้ามมิให้ใชส้ ิทธิเลือกตNงั รวมทNงั ยงั อาจส่งผลทาํ ให้เป็ น
บุคคลทีIเสียสิทธิในการทีIเขา้ ชืIอเสนอกฎหมายอีกดว้ ย ดงั นNัน ผูท้ Iีดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นอิหม่าม
คอเตบ็ และบิหลนัI จึงไม่ตอ้ งหา้ มทีIจะใชส้ ิทธิเลือกตNงั ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแต่อยา่ งใด
(3) คุณสมบตั ิทีIแสดงถึงความสมั พนั ธ์หรือความเชIือมโยงกบั มสั ยดิ
คุณสมบตั ิในประการนNีมีลกั ษณะทIีคลา้ ยคลึงกบั กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ใน
มาตรา 24 (2) ทีIกาํ หนดให้ กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะตอ้ งเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดใน
จงั หวดั นNันมาแลว้ ไม่น้อยกว่าหนIึงปี ก่อนวนั คดั เลือก แต่สําหรับผูด้ าํ รงตาํ แหน่งเป็ นอิหม่าม
คอเตบ็ และบิหลนัI กฎหมายในมาตรา 31 (5) กาํ หนดไวเ้ พียงวา่ จะตอ้ งเป็นสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ
นNันมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวนั ก่อนวนั คัดเลือก ซIึงถือเป็ นระยะเวลาทีIสNันกว่ากรณีของ
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทNงั นNี อาจจะเนIืองมาจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ทIีตอ้ งการให้มี
ความผกู พนั ระหวา่ งมสั ยดิ กบั บุคคลดงั กล่าวเพียงชวัI ระยะเวลาหนIึงเท่านNนั ประกอบกบั ผทู้ Iีดาํ รง
ตาํ แหน่งเป็ นอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI นNันเป็ นกลุ่มบุคคลทีIจะตอ้ งมีคุณสมบตั ิพิเศษเฉพาะ
ทางดา้ นศาสนาอิสลามซIึงอาจจะมีจาํ นวนน้อยหรือหาไดย้ ากกว่าผูท้ Iีจะมาดาํ รงตาํ แหน่งเป็ น
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIีไม่ตอ้ งมีคุณสมบตั ิพิเศษทางดา้ นศาสนาอิสลามแต่อยา่ งใด
ในส่วนของความในวรรคสามของมาตรา 31 ทIีได้กาํ หนดเกีIยวกับเรืIองการพน้ จาก
ตาํ แหน่งไวว้ ่า “การพน้ จากตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนIั ให้เป็ นไปตามระเบียบทIี
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกาํ หนด” อนั ถือไดว้ ่า กฎหมายไดใ้ ห้อาํ นาจแก่
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในการกาํ หนดระเบียบเกีIยวกบั การพน้ จากตาํ แหน่ง
ของบุคคลทNงั สามไวโ้ ดยเฉพาะ ซIึงต่อมาไดม้ ีการออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยว่าด้วยการพ้นจากตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลัIน พ.ศ. 2542 ซIึงได้
กาํ หนดรายละเอียดเกีIยวกบั กรณีการพน้ จากตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนัI ไว้ 8 กรณี
รวมทNงั กาํ หนดสิทธิในการยืIนคาํ ร้องคดั คา้ นต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
เพIือให้พิจารณาวินิจฉัย อีกทNังยงั ได้กาํ หนดให้การยIืนคาํ ร้องคดั คา้ นและการวินิจฉัยคาํ ร้อง
คดั คา้ นจะตอ้ งปฏิบตั ิหรือนาํ ขอ้ กาํ หนดตามระเบียบของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยวา่ ดว้ ยการสอบสวน การพิจารณา การยนืI คาํ ร้องคดั คา้ น และการวนิ ิจฉยั คาํ ร้องคดั คา้ น กรณี
ใหก้ รรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ พน้ จากตาํ แหน่ง พ.ศ. 2542 มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลมดว้ ย
140
ระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยดงั กล่าวไดก้ าํ หนดเหตุทีIพน้ จาก
ตําแหน่งของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลัIนไว้ 8 กรณี ด้วยกันคือ (1) ตาย (2) ลาออก (3)
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีมติใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งเพราะขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะ
ตอ้ งห้าม (4) สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดเกินกว่ากIึงหนIึงยIืนคาํ ร้องต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ขอใหส้ อบสวนและวินิจฉยั เพIือมีมติใหพ้ น้ จากตาํ แหน่ง (5) มีความประพฤติในทางทีIจะ
นาํ มาซIึงความเสIือมเสียแก่มสั ยดิ หรือบกพร่องต่อหนา้ ทีI หรือดาํ เนินกิจการมสั ยดิ ไปในทางทIีไม่
สงบเรียบร้อยหรือขดั ต่อหลกั การศาสนาอิสลาม หรือกระทาํ การอนั อาจเสืIอมเสียประโยชน์ของ
มสั ยิด (6) ไม่ปฏิบตั ิหนา้ ทIีตามทIีกฎหมายไดก้ าํ หนดไวเ้ ป็ นพิเศษเฉพาะสาํ หรับอิหม่าม คอเต็บ
และบิหลนัI เป็นระยะเวลาติดต่อกนั ไม่นอ้ ยกวา่ หกเดือน (7) คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
มีมติใหพ้ น้ เนืIองจากไม่สามารถปฏิบตั ิหนา้ ทIีอิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนIั ไดเ้ ป็ นเวลาไม่นอ้ ยกวา่
หนIึงปี และ (8) กรณีมสั ยดิ ถูกยบุ เลิก ซIึงจะเห็นไดว้ า่ เหตุทIีทาํ ใหต้ อ้ งพน้ จากตาํ แหน่งมีลกั ษณะ
ทีIคลา้ ยคลึงกบั เหตุของกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดทIีตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งตามมาตรา 40 ซIึง
จะไดอ้ ธิบายในรายละเอียดในหวั ขอ้ ต่อไป
อยา่ งไรกต็ าม ผเู้ ขียนมีขอ้ สงั เกตเกีIยวกบั การยกร่างบทบญั ญตั ิในมาตรา 30 นNีวา่ มีลกั ษณะ
ทIีแปลกหรือแตกต่างไปจากการยกร่างตามปกติ 2 ประการ คือ
ประการแรก โดยทวIั ไปแลว้ เนNือหาของมาตราใดมาตราหนIึงจะตอ้ งมีเรIืองทีIสาํ คญั เพียง
เรIืองเดียวเท่านNัน ซIึงมาตรา 30 นNีได้บัญญัติเรืIองสําคัญ 2 เรIือง คือ คุณสมบัติและลักษณะ
ตอ้ งห้าม รวมทNงั เหตุในการพน้ จากตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนIั ดว้ ย ซIึงปกติแลว้
จะตอ้ งยกร่างโดยแยกคนละมาตรากนั
ประการทีIสอง การยกร่างบทบญั ญตั ิทIีเกีIยวขอ้ งกบั เหตุในการใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งมกั จะ
มีการบญั ญตั ิไวใ้ นกฎหมายทีIชดั เจนโดยไม่อาจกาํ หนดไวใ้ นกฎหมายลาํ ดบั รองเช่นระเบียบใน
ลักษณะนNีได้ ทNังนNี เนืIองจากเรIืองดังกล่าวถือเป็ นเรIืองสําคัญทIีมีผลทําให้ผูน้ Nันต้องพ้นจาก
ตาํ แหน่งซIึงได้ถูกแต่งตNงั ไวต้ ามกฎหมาย การจะให้พน้ จากตาํ แหน่งย่อมจะตอ้ งเป็ นผลจาก
บทบญั ญตั ิของกฎหมายเช่นเดียวกนั ดว้ ย อยา่ งไรก็ดี ผยู้ กร่างกฎหมายอาจมีเหตุผลพิเศษเฉพาะ
เนIืองจากผูท้ ีIดาํ รงตาํ แหน่งอิหม่าม คอเต็บ และบิหลนัI นNนั มิไดม้ ีการกาํ หนดวาระเอาไว้ หากแต่
สามารถดาํ รงตาํ แหน่งไดต้ ลอดชีวิต ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ ตอ้ งกาํ หนดเหตุในการพน้ จากตาํ แหน่งใน
ลกั ษณะทIีมีความพิเศษแตกต่างไปจากวธิ ีการปกติกเ็ ป็นได้
141
คุณสมบตั แิ ละลกั ษณะต้องห้าม
ของกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
มาตรา 32 กรรมการตามมาตรา 30 (4) ต้องมคี ุณสมบตั แิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้าม
ดงั ต่อไปนี/
(1) มคี ุณสมบตั แิ ละไม่มลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 17
(2) เป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ น/ันมาแล้วไม่น้อยกว่าเก้าสิบวนั ก่อนวนั คดั เลือก
(3) มภี ูมลิ าํ เนาอยู่ในจงั หวดั ทมี< สั ยดิ น/ันต/งั อยู่ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวนั ก่อนวนั คดั เลือก
คาํ อธิบาย
โดยทีIไดก้ ล่าวไปแลว้ ว่าคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดประกอบไปดว้ ยกลุ่มบุคคล
สองกลุ่ม คือ กลุ่มผนู้ าํ ทางศาสนาและกลุ่มกรรมการอืIน โดยกลุ่มผนู้ าํ ทางศาสนาไดแ้ ก่ อิหม่าม
คอเต็บ และบิหลนIั ส่วนกลุ่มกรรมการอIืนก็คือ บุคคลทีIสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดไดค้ ดั เลือกขNึนมา
จาํ นวนไม่น้อยกว่า 6 คนแต่ไม่เกิน 12 คน โดยเหตุผลทีIตอ้ งกาํ หนดให้คณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ ประกอบไปดว้ ยบุคคลสองกลุ่มดงั กล่าว เนืIองจากการบริหารจดั การมสั ยดิ นNนั เป็ น
เรIืองทีIเกIียวขอ้ งทNงั การบริหารจดั การและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ไม่วา่ จะเป็ น
การละหมาดวนั ศุกร์ หรือการสัIงสอนหลกั การตามศาสนาอิสลามใหแ้ ก่ปวงสัปปุรุษทีIประจาํ อยู่
ในมสั ยิดนNนั เมIือมาตรา 31 ไดก้ าํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามของอิหม่าม คอเต็บ และ
บิหลนIั ไปแลว้ ดงั นNนั บทบญั ญตั ิมาตรานNีจึงเป็ นการกาํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มของ
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในส่วนทIีเป็ นกรรมการอIืน ซIึงเมืIอไดพ้ ิจารณาดูบทบญั ญตั ิใน
มาตรา 32 แลว้ จะเห็นไดว้ ่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ทีIจะกาํ หนดคุณสมบตั ิของการเป็ นกรรมการ
142
อิสลามประจาํ มสั ยิดในส่วนทีIเป็ นกรรมการอIืนไว้ 2 ลกั ษณะ คือ (1) คุณสมบตั ิและลกั ษณะ
ตอ้ งหา้ มพNืนฐานทวIั ไป และ (2) คุณสมบตั ิทีIแสดงถึงความสัมพนั ธ์หรือความเชืIอมโยงกบั มสั ยดิ
และจงั หวดั ทIีมสั ยดิ นNนั ตNงั อยู่
(1) คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มพNืนฐานทวัI ไป
ความในมาตรา 32 (1) ได้กําหนดให้กรรมการอิสลามประจํามัสยิดในส่วนทIีเป็ น
กรรมการอืIน จะตอ้ งมีคุณสมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา 17 (ซIึงเป็ นคุณสมบตั ิ
และลกั ษณะตอ้ งห้ามของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยหรือกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ) อนั มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั ทีIกาํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามพNืนฐานทวัI ไปของ
อิหม่าม คอเตบ็ และบิหลนัI ดว้ ยเหตุนNี จึงไม่จาํ เป็นตอ้ งอธิบายซNาํ อีกแต่อยา่ งใด
(2) คุณสมบตั ิทIีแสดงถึงความสัมพนั ธ์หรือความเชืIอมโยงกบั มสั ยิดและจงั หวดั ทIีมสั ยิด
นNนั ตNงั อยู่
สาํ หรับคุณสมบตั ิในลกั ษณะนNีก็มีความคลา้ ยคลึงกบั คุณสมบตั ิของอิหม่าม คอเตบ็ และ
บิหลนIั กล่าวคือ กฎหมายมีเจตนารมณ์ทีIจะตอ้ งการให้กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในส่วนทIี
เป็ นกรรมการอIืน จะตอ้ งมีความสัมพนั ธ์หรือความเชืIอมโยงกบั มสั ยิดหรือจงั หวดั ทีIมสั ยิดนNัน
ตNงั อยู่เป็ นระยะเวลาพอสมควรดว้ ย ดงั นNัน ความในมาตรา 32 (2) จึงไดก้ าํ หนดว่า จะตอ้ งเป็ น
สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดนNันมาแลว้ ไม่น้อยกว่าเกา้ สิบวนั ก่อนวนั คดั เลือก และใน (3) กาํ หนดว่า
จะตอ้ งมีภูมิลาํ เนาอยู่ในจงั หวดั ทีIมสั ยิดนNันตNงั อยู่ไม่น้อยกว่าเกา้ สิบวนั ก่อนวนั คดั เลือก ทNงั นNี
เพืIอให้กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในส่วนทIีเป็ นกรรมการอIืน มีความเชืIอมโยงหรือสัมพนั ธ์
กบั มสั ยดิ ทีIตนเองมีภูมิลาํ เนาและเป็นสปั ปุรุษอยเู่ ป็นช่วงระยะเวลานานพอสมควร
อยา่ งไรก็ตาม ผูเ้ ขียนมีขอ้ สังเกตว่าการกาํ หนดระยะเวลาทีIให้กรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยิดในส่วนทีIเป็ นกรรมการอIืน มีความเกIียวโยงหรือสัมพนั ธ์กบั มสั ยิดและจงั หวดั ทIีตนอาศยั
อยู่ในทNังสองกรณีนNันมีระยะเวลาทีIสNันเกินไป เนืIองจากอาจเป็ นช่องว่างทาํ ให้เกิดการยา้ ย
ภูมิลาํ เนาหรือทีIอยู่อาศยั เพืIอมาดาํ รงตาํ แหน่งเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดได้โดยง่าย
เกินไป สมควรทIีจะตอ้ งกาํ หนดระยะเวลาให้ยาวขNึนกว่าเดิมเช่นเดียวกบั กรณีคุณสมบตั ิของ
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามมาตรา 24 (2) ทีIกาํ หนดว่าจะตอ้ งเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยิด
ในจงั หวดั นNันมาแลว้ ไม่น้อยกว่าหนIึงปี ก่อนวนั คดั เลือก ซIึงถือว่าเป็ นระยะเวลาทIีเหมาะสมใน
การทIีจะพิสูจน์ถึงความเชืIอมโยงและความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลนNนั กบั มสั ยดิ ทีIประสงคจ์ ะมา
เป็นกรรมการไดช้ ดั เจนยงIิ ขNึนนนIั เอง
143
การคดั เลือกอหิ ม่าม คอเตบ็ หรือบหิ ลนั:
แทนตาํ แหน่งทว:ี ่างลง
มาตรา 33 เม<ือตาํ แหน่งอหิ ม่าม คอเตบ็ หรือบหิ ลน<ั ว่างลงให้นําวธิ ีการตามทบี< ัญญตั ใิ น
มาตรา 30 มาใช้เพ<ือดาํ เนินการคดั เลือกผู้ดาํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าวแทนภายในหนึ<งร้อยแปดสิบวนั
นับแต่วนั ทตี< าํ แหน่งว่าง
คาํ อธิบาย
โดยทีIกรณีของผูด้ าํ รงตาํ แหน่งอิหม่าม คอเต็บ หรือบิหลนัI นNนั มิไดม้ ีการกาํ หนดวาระ
ในการดาํ รงตาํ แหน่งไว้ หากแต่สามารถดาํ รงได้ตลอดชีวิต เวน้ แต่จะมีเหตุทIีทาํ ให้พน้ จาก
ตาํ แหน่งตามทIีกาํ หนดในมาตรา 31 วรรคสามเท่านNนั จึงจะเป็นผลทาํ ใหต้ าํ แหน่งอิหม่าม คอเตบ็
หรือบิหลIันว่างลง ด้วยเหตุนNี จึงจาํ เป็ นต้องกาํ หนดให้มีการคัดเลือกผูด้ าํ รงตาํ แหน่งแทน
ตาํ แหน่งอิหม่าม คอเต็บ หรือบิหลนIั ทIีว่างลงเป็ นการเฉพาะในมาตรานNี สาํ หรับการกาํ หนดให้
นาํ วิธีการตามทIีบญั ญตั ิในมาตรา 30 มาใชใ้ นการคดั เลือกนNนั น่าจะหมายถึงมาตรา 30 วรรคสอง
และวรรคสีI กล่าวคือ ให้สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดซIึงมีอายตุ Nงั แต่สิบห้าปี บริบูรณ์ขNึนไปประชุมกนั
คดั เลือก และให้ประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั หรือกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIี
ไดร้ ับมอบหมายจากประธานกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั เป็ นประธานในทIีประชุมสัปปุรุษ
ประจาํ มสั ยิด เพIือดาํ เนินการคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด แลว้ เสนอคณะกรรมการ
อิสลามประจําจังหวัดเพIือพิจารณาแต่งตNัง ทNังนNี โดยจะต้องนําข้อกําหนดตามระเบียบ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าดว้ ยการคดั เลือกและแต่งตNงั กรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิด พ.ศ. 2542 มาใช้สําหรับการคดั เลือกตามมาตรานNีดว้ ย ซIึงรายละเอียดเกIียวกบั
144
การคดั เลือกดงั กล่าวไดอ้ ธิบายไวแ้ ลว้ ในมาตรา 30 ดว้ ยเหตุนNี จึงสามารถศึกษาและคน้ ควา้ ไดใ้ น
หวั ขอ้ ทIีไดอ้ ธิบายผา่ นมาแลว้
สาํ หรับเหตุผลทIีกาํ หนดใหม้ ีการคดั เลือกผดู้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าวแทนภายใน 180 วนั นบั
แต่วนั ทีIตาํ แหน่งว่างนNัน เนIืองจากการจดั ให้มีการคดั เลือกตามความในมาตรา 30 จะต้องมี
ขNนั ตอนและวิธีดาํ เนินการในรายละเอียดตNงั แต่การจะทาํ บญั ชีรายชIือ การกาํ หนดสถานทีIและวนั
เวลาในการคดั เลือก การจดั ให้มีการประชุมสัปปุรุษ การจดั ตNงั คณะกรรมการคดั เลือก วิธีการ
คดั เลือก การคดั คา้ นผลการคดั เลือก และการเสนอรายชืIอเพIือให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั พิจารณามีมติแต่งตNงั ซIึงจะเห็นไดว้ า่ จาํ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาพอสมควรในการดาํ เนินการใน
เรืIองดงั กล่าว ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ เป็นตอ้ งกาํ หนดระยะเวลาทีIยาวนานพอสมควรเพIือใหผ้ ทู้ Iีมีหนา้ ทีI
และรับผิดชอบในเรืIองดงั กล่าว สามารถเตรียมความพร้อมในการดาํ เนินการคดั เลือกให้เป็ นไป
ดว้ ยความเรียบร้อยนนIั เอง
145
วาระการดาํ รงตาํ แหน่งกรรมการอสิ ลาม
ประจาํ มสั ยดิ และการคดั เลือกแทนตาํ แหน่งทวี: ่าง
มาตรา 34 กรรมการตามมาตรา 30 (4) มีวาระการดํารงตําแหน่ งสี<ปี เม<ือตําแหน่ ง
กรรมการว่างลง ให้นําวิธีการตามที<บัญญัติในมาตรา 30 มาใช้เพื<อดําเนินการคัดเลือกกรรมการ
แทนภายในหนึ<งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันท<ีตําแหน่งว่าง เว้นแต่ตําแหน่งกรรมการดังกล่าวว่าง
ลงเนื<องจากคณะกรรมการอสิ ลามประจําจังหวดั มีมติให้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 40 (4) และ
ผู้ท<ีพ้ นจากตําแหน่ งได้ ย<ืนคําร้ องคัดค้ านต่ อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ งประเทศไทยตาม
มาตรา 41 ระยะเวลาหนึ<งร้อยแปดสิบวนั ให้นับแต่วนั ที<คณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศ
ไทยมีมติ ถ้าตําแหน่งกรรมการว่างลงก่อนถึงกาํ หนดตามวาระไม่เกนิ หน<ึงร้อยแปดสิบวันจะไม่
ดําเนินการคัดเลือกกรรมการแทนตําแหน่งที<ว่างก็ได้ กรรมการท<ีได้รับการคัดเลือกแทนอยู่ใน
ตาํ แหน่งเท่ากบั วาระทเ<ี หลืออยู่ของผู้ซ<ึงตนแทน
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิในมาตรานNีมีสาระสาํ คญั ทีIกาํ หนดไว้ 2 ประการดว้ ยกนั คือ (1) วาระการดาํ รง
ตาํ แหน่งสําหรับกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในส่วนของกรรมการอIืนทีIมิใช่อิหม่าม คอเต็บ
หรือบิหลนัI และ (2) การคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ทดแทนตาํ แหน่งทีIวา่ งลง
(1) วาระการดาํ รงตาํ แหน่ง
สําหรับกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในส่วนของกรรมการอืIนทีIมิใช่อิหม่าม คอเต็บ
หรือบิหลนIั นNัน กฎหมายได้กาํ หนดให้มีวาระในการดาํ รงตาํ แหน่ง 4 ปี เหตุผลทีIตอ้ งมีการ
กาํ หนดวาระในการดาํ รงตาํ แหน่งไวก้ ็เนIืองจากตาํ แหน่งดังกล่าวมิได้เกIียวข้องกับความรู้
146
ความสามารถเฉพาะบุคคล และหากใหด้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าวเป็ นระยะเวลายาวนานก็อาจจะทาํ
ให้การบริหารจดั การมีความเฉืIอยชาหรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าทIีควร ดว้ ยเหตุนNี จึงควรเปิ ด
โอกาสให้มีการผลดั เปลIียนบุคคลอIืนเขา้ มาทาํ หน้าทIีในกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดได้ และ
การกาํ หนดวาระสีIปี จะเห็นไดว้ า่ เป็นจาํ นวนทีIสNันกวา่ วาระของกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
ทIีกาํ หนดไวห้ กปี ก็อาจจะเนIืองจากการบริหารงานของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ นNนั มี
ขอบเขตความรับผิดชอบอยแู่ ต่เฉพาะภายในเขตมสั ยิดและเฉพาะสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดเท่านNนั
ระยะเวลาสีIปี จึงน่าจะเพียงพอทีIจะสามารถพิสูจน์ไดว้ า่ บุคคลดงั กล่าวมีความรู้ความสามารถใน
การบริหารจดั การกิจการศาสนาอิสลามภายในมสั ยิดได้ผลดีหรือไม่ อย่างไร ด้วยเหตุนNี จึง
สามารถกาํ หนดระยะเวลาในการดาํ รงตาํ แหน่งทีIสNนั กวา่ ได้
(2) การคดั เลือกกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ทดแทนตาํ แหน่งทีIวา่ งลง
เมืIอกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ในส่วนของกรรมการอืIนทีIมิใช่อิหม่าม คอเตบ็ หรือ
บิหลนัI อยู่ครบตามวาระสีIปี แลว้ หรือมีเหตุให้ตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งก่อนวาระก็ตาม กรณีย่อม
จะตอ้ งจดั ให้มีการคดั เลือกกรรมการแทนภายใน 180 วนั นบั แต่วนั ทีIตาํ แหน่งว่าง เมIือคดั เลือก
กรรมการใหม่แทนกรรมการเดิมไดแ้ ลว้ กฎหมายก็ไดก้ าํ หนดให้กรรมการทIีไดร้ ับการคดั เลือก
แทนอยใู่ นตาํ แหน่งเท่ากบั วาระทIีเหลืออยขู่ องผซู้ Iึงตนแทนเท่านNนั
อยา่ งไรกต็ าม กฎหมายไดก้ าํ หนดขอ้ ยกเวน้ ทIีอาจจะไม่ตอ้ งจดั ใหม้ ีการคดั เลือกกรรมการ
ใหม่เพIือทดแทนกรรมการเดิมทีIว่างลงก็ได้ หากปรากฏว่าตาํ แหน่งกรรมการว่างลงก่อนถึง
กาํ หนดตามวาระไม่เกินหนIึงร้อยแปดสิบวนั กล่าวโดยสรุปเพIือให้เข้าใจได้ง่ายก็คือ หาก
ระยะเวลาทีIเหลืออยู่ตามวาระนNันมีจาํ นวนไม่เกิน 180 วนั กรณีเช่นนNีก็อาจจะไม่ดาํ เนินการ
คดั เลือกกรรมการแทนตาํ แหน่งทีIว่างก็ได้ แต่ทว่าผลของการไม่จดั ให้มีการคดั เลือกแทนยอ่ ม
ทาํ ให้กรรมการในตาํ แหน่งนNนั ว่างลงโดยไม่อาจนบั จาํ นวนกรรมการผูน้ Nนั เป็ นองคป์ ระชุมได้
รวมทNงั กฎหมายก็มิไดม้ ีการกาํ หนดใหผ้ ทู้ Iีพน้ จากตาํ แหน่งไปแลว้ ปฏิบตั ิหนา้ ทีIไปพลางก่อนได้
แต่อยา่ งใด
ในกรณีทIีตาํ แหน่งกรรมการดงั กล่าววา่ งลงเนIืองจากคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
ไดม้ ีมติให้พน้ จากตาํ แหน่งตามมาตรา 40 (4) (กล่าวคือ เนIืองจากขาดคุณสมบตั ิหรือมีลกั ษณะ
ตอ้ งห้ามตามกฎหมาย) และผูท้ Iีพน้ จากตาํ แหน่งนNนั ไดย้ ืนI คาํ ร้องคดั คา้ นต่อคณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยตามมาตรา 41 ระยะเวลาหนIึงร้อยแปดสิบวนั ให้นับตNังแต่วนั ทีI
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดม้ ีมติใหพ้ น้ จากตาํ แหน่ง ทNงั นNี เนืIองจากกฎหมาย
147
ประสงคท์ Iีตอ้ งการจะให้รอผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยใน
เรืIองดงั กล่าวเป็นทีIยตุ ิก่อนจึงจะดาํ เนินการต่อไปได้ และหากระยะเวลาทีIเหลืออยตู่ ามวาระมีไม่
เกิน 180 วนั กรณีนNีกอ็ าจจะไม่จดั ใหม้ ีการคดั เลือกกรรมการแทนตาํ แหน่งทีIวา่ งกไ็ ด้
อาํ นาจหน้าทขี: องคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
มาตรา 35 คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ มอี าํ นาจหน้าท<ี ดงั ต่อไปนี/
(1) บาํ รุงรักษามสั ยดิ และทรัพย์สินของมสั ยดิ ให้เรียบร้อย
(2) วางระเบียบปฏบิ ัตภิ ายในของมสั ยดิ เพื<อให้การดาํ เนินงานของมสั ยดิ เป็ นไปด้วยความ
เรียบร้อย
(3) ปฏบิ ตั ติ ามคาํ แนะนําชี/แจงของคณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทย และ
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ในเมื<อไม่ขดั ต่อบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลามและกฎหมาย
(4) สนับสนุนสัปปุรุษในการปฏบิ ัตศิ าสนกจิ ส่งเสริมให้เกดิ ความสามคั คแี ละช่วยเหลือ
ซ<ึงกนั และกนั ในทางทชี< อบตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
(5) พจิ ารณามมี ตริ ับมุสลมิ เข้าเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ
(6) อาํ นวยความสะดวกและอบรมสั<งสอนให้สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ โดย
ถูกต้องเคร่งครัด
(7) ประนีประนอมข้อพพิ าทระหว่างสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ เมื<อได้รับการร้องขอ
(8) จดั ให้มแี ละรักษาสมุดทะเบียนสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ และตรวจตราแก้ไขเพมิ< เตมิ
สมุดทะเบียนดงั กล่าวให้ถูกต้องตรงตามความเป็ นจริง
(9) จาํ หน่ายชื<อสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ออกจากทะเบยี น เม<ือได้สอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้
148
น/ันกระทาํ การฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏบิ ัตใิ ห้ถูกต้องตามบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
(10) จดั ให้มที ะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบญั ชีรายรับรายจ่ายของมสั ยดิ ให้ถูกต้องตรง
ความเป็ นจริง และจดั ทาํ รายงานผลการดาํ เนินงาน ฐานะการเงนิ และทรัพย์สินของมสั ยดิ แล้ว
รายงานให้คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ทราบภายในเดือนมนี าคมของทุกปี
(11) ดูดวงจนั ทร์และแจ้งผลการดูดวงจนั ทร์ต่อคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั
(12) ส่งเสริมการศึกษาและจดั กจิ กรรมทไ<ี ม่ขดั ต่อบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
คาํ อธิบาย
การบริหารกิจการศาสนาอิสลามในระดบั ทอ้ งถIินหรือรากหญา้ นNนั จะมีประสิทธิภาพและ
ผลสัมฤทธgิเป็ นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ ยอ่ มขNึนอยกู่ บั การปฏิบตั ิให้เป็ นไปตาม
อาํ นาจหน้าทIีของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดตามบทบญั ญตั ิในมาตรานNีเป็ นประการ
สาํ คญั ซIึงถือเป็ นหัวใจของการบริหารกิจการศาสนาอิสลามในระดบั ทอ้ งถIิน ดว้ ยเหตุนNี จึงขอ
อธิบายถึงบทบาทและอาํ นาจหนา้ ทIีของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดโดยเรียงตามลาํ ดบั
ในแต่ละอนุมาตราดงั ต่อไปนNี
“(1) บาํ รุงรักษามสั ยดิ และทรัพย์สินของมสั ยดิ ให้เรียบร้อย”
กรณียอ่ มถือเป็ นหนา้ ทีIสาํ คญั ยงIิ ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ในอนั ทIีจะตอ้ ง
ดูแลบํารุ งรักษามัสยิดและทรัพย์สิ นของมัสยิดให้เป็ นทีIเรี ยบร้อย คําว่า “บํารุ งรักษา”
หมายถึง การทาํ งานทีIทาํ ให้สินทรัพยน์ Nนั สามารถทาํ งานไดต้ ามความประสงคข์ องเจา้ ของหรือ
ผูใ้ ช้ หรืออยู่ในสภาพทIีพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนNี การบาํ รุงรักษาจึงรวมถึงการ
ซ่อมแซมใหค้ งสภาพเดิมดว้ ย ทNงั นNี เนืIองจากมสั ยดิ และทรัพยส์ ินของมสั ยดิ ส่วนใหญ่แลว้ เกิดขNึน
จากการร่วมมือร่วมใจในการก่อสร้างและจากการบริจาคของปวงสัปปุรุษหรือบุคคลทวัI ไป
ดงั นNนั คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดจึงมีหนา้ ทIีในอนั ดบั แรกทIีตอ้ งบาํ รุงรักษามสั ยิดและ
ทรัพยส์ ินให้คงอยตู่ ลอดไปตามเจตนารมณ์ของผอู้ ุทิศ ส่วนคาํ วา่ “เรียบร้อย” หมายถึง มีความ
สงบ เป็ นระเบียบ หรือปราณีต ซIึงก็หมายความว่า ในการดูแลบาํ รุงรักษาทรัพยส์ ินนNันตอ้ ง
กระทาํ อย่างดี เพืIอให้มีความเป็ นระเบียบเรียบร้อยเสมือนหนIึงเป็ นทรัพยส์ ินของตนเองทIี
ประสงคจ์ ะใหม้ ีสภาพทีIถาวรและคงทนตลอดไปนนัI เอง นอกจากนNีแลว้ ผเู้ ขียนยงั มีความเห็นอีก
149
วา่ หนา้ ทIีตามอนุมาตรานNียอ่ มรวมถึง การกระทาํ ทีIจะทาํ ใหท้ รัพยส์ ินทIีมีผอู้ ุทิศหรือบริจาคใหแ้ ก่
มสั ยดิ นNนั เป็นไปโดยชอบดว้ ยกฎหมายดว้ ย เช่น การดาํ เนินการจดทะเบียนทรัพยส์ ินทีIเป็นทIีดิน
หรืออสงั หาริมทรัพยใ์ นนามของมสั ยดิ ซIึงเป็นนิติบุคคลใหถ้ ูกตอ้ งตามกฎหมายดว้ ย
นอกจากนNีแลว้ ในทางปฏิบตั ิทIีผ่านมา บางมสั ยิดมีทรัพยส์ ินทIีอยู่ในการดูแลมากมาย
เนIืองจากมีผูอ้ ุทิศให้จาํ นวนมาก แต่ทว่าทรัพยส์ ินเหล่านNันกลบั มิไดใ้ ชใ้ ห้เกิดประโยชน์อย่าง
เตม็ ทีI ซIึงอาจจะเนIืองมาจากการทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ไม่มีความรู้ความสามารถ
ในการบริหารจดั การ หรืออาจจะเป็ นเพราะไม่มีเวลาทีIจะดาํ เนินการในเรIืองดงั กล่าวให้เป็ น
ผลสมั ฤทธgิ จึงทาํ ใหท้ รัพยส์ ินเหล่านNีมิไดก้ ่อเกิดประโยชนแ์ ก่สงั คมมุสลิมในทอ้ งถิIนเท่าทีIควรจะ
เป็ น ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันมีการนําประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินหรือทIีดินวะก๊าฟมา
ดาํ เนินการออกเป็นตราสาร “ศุกกู ” (Sukuk) (ซIึงมาจากภาษาอาหรับ ﺻﻜﻮكแปลวา่ ใบรับรอง
ทางการเงิน (Financial Instruments) ตราสาร “ศุกูก” หรือตราสารหนNีอิสลาม เป็ นตราสาร
การเงินทIีใหผ้ ลตอบแทนจากการลงทุนทีIไม่อยใู่ นรูปของดอกเบNีย ไม่เกีIยวพนั กบั ธุรกิจตอ้ งหา้ ม
ต่างๆ และผลตอบแทนจากการลงทุนก็มาจากการมีส่วนร่วมในธุรกรรมและรับความเสีIยง
ร่วมกนั เช่น การใหเ้ ช่าทรัพยส์ ิน วา่ จา้ งทาํ ของ วา่ จา้ งใหบ้ ริหารจดั การเงินลงทุน ฯลฯ ซIึงเป็นไป
ตามหลักชะรีอะฮ์ของศาสนาอิสลาม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทNังแก่ตัวทรัพย์สิน ผูใ้ ช้
ประโยชน์และมสั ยดิ ดว้ ย ดงั นNนั คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ โดยเฉพาะอยา่ งยงIิ ผบู้ ริหาร
มสั ยิดสมควรทีIจะพิจารณาดาํ เนินการในเรืIองดงั กล่าวให้มากยIิงขNึน สิIงต่างๆ ทีIไดก้ ล่าวมาแลว้
ทNงั หมดขา้ งตน้ ย่อมถือเป็ นหน้าทIีสําคญั อย่างยIิงสําหรับคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดทีI
จะตอ้ งปฏิบตั ิ ดงั จะเห็นไดว้ า่ มีการกาํ หนดใหอ้ ยใู่ นลาํ ดบั แรกของอาํ นาจหนา้ ทีIตามกฎหมายใน
มาตรานNี
“(2) วางระเบียบปฏิบัติภายในของมัสยิดเพื<อให้การดําเนินงานของมัสยิดเป็ นไปด้วย
ความเรียบร้อย”
อาํ นาจหนา้ ทIีตามอนุมาตรานNีเป็ นเรIืองของการออกกฎระเบียบภายในของมสั ยดิ เพIือให้
การดาํ เนินงานเป็ นไปดว้ ยความเรียบร้อย ซIึงถือเป็ นการใชอ้ าํ นาจในทางนิติบญั ญตั ิ และคาํ ว่า
“เป็ นไปด้วยความเรียบร้อย” ย่อมหมายถึง มีความสงบและเป็ นระเบียบเรียบร้อยเกิดขNึน
ดว้ ย เพราะฉะนNนั ในการออกระเบียบดงั กล่าวจึงจาํ ตอ้ งคาํ นึงถึงสภาพบงั คบั ทีIจะตอ้ งเป็ นการ
ทวัI ไปโดยไม่เจาะจงให้มีผลใชบ้ งั คบั กบั บุคคลหนIึงบุคคลใดโดยเฉพาะ รวมทNงั จะตอ้ งมีความ
เป็ นธรรมแก่บุคคลเหล่านNนั เป็ นประการสาํ คญั ดว้ ย นอกจากนNีแลว้ กฎระเบียบดงั กล่าวจะตอ้ งมี
150
ความสอดคลอ้ งหรือไม่ขดั แยง้ กบั กฎหมายบา้ นเมือง หรือระเบียบทIีคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยหรื อคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดได้ออกมาใช้บังคับอีกด้วย
ตวั อย่างเช่น การออกระเบียบเกIียวกับการให้เช่าทIีดินวะก๊าฟเพIือการอยู่อาศยั หรือระเบียบ
เกีIยวกบั การใช้ทรัพยส์ ินของมสั ยิด โดยมีการกาํ หนดสภาพบงั คบั หรือบทลงโทษในกรณีทIี
สัปปุรุษไม่ปฏิบตั ิให้เป็ นไปตามระเบียบ เช่น การลงโทษปรับเป็ นเงิน หรือกาํ หนดขอ้ ห้ามมิให้
ฝังศพในกโุ บร์ของมสั ยดิ หรือหา้ มมิใหม้ ีการละหมาดญ่านาซะฮใ์ หแ้ ก่ศพนNนั เป็นตน้ ซIึงจะเห็น
ได้ว่า สภาพบังคับหรือบทลงโทษดังกล่าวมีลักษณะทีIเป็ นกฎหมายและกระทบต่อสิทธิทIี
กฎหมายไดร้ ับรองไว้ รวมทNงั อาจจะขดั กบั หลกั การศาสนาทีIจาํ เป็ นจะตอ้ งจดั ให้มีการละหมาด
ญ่านาซะฮ์ให้แก่ศพดงั กล่าว การออกระเบียบโดยมีสภาพบงั คบั ดงั กล่าวย่อมถือไดว้ ่าเป็ นการ
ดาํ เนินการทีIไม่เป็นไปดว้ ยความเรียบร้อยนนัI เอง
นอกจากนNีแลว้ การออกระเบียบทีIมีลกั ษณะเป็นการกีดกนั หรือแบ่งแยกสปั ปุรุษทIีมีความ
คิดเห็นหรือการปฏิบตั ิทีIแตกต่างกนั ในรายละเอียดของศาสนา ยอ่ มถือเป็ นสิIงทIีไม่สมควรอยา่ ง
ยงIิ ทNงั นNี เนืIองจากจะไม่ก่อใหเ้ กิดความสงบและความเป็ นระเบียบเรียบร้อยในกิจการของมสั ยดิ
แลว้ ยงั ถือเป็ นการทาํ ลายหรือบนIั ทอนความเป็ นพีIน้องมุสลิมให้มากยิIงขNึนอีกดว้ ย การกระทาํ
ดังกล่าวย่อมถือว่าเป็ นการกระทาํ ทIีสวนทางกับการปฏิบัติตามอาํ นาจหน้าทIีทIีกฎหมายได้
กาํ หนดไวใ้ นอนุมาตรานNีอยา่ งชดั แจง้ และอาจถือเป็ นเหตุหนIึงทIีจะทาํ ให้ตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่ง
เนIืองจากเป็นการดาํ เนินกิจการของมสั ยดิ ไปในทางทIีไม่สงบเรียบร้อยอีกดว้ ย
“(3) ปฏิบัติตามคําแนะนําชี/แจงของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และ
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ในเม<ือไม่ขดั ต่อบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลามและกฎหมาย”
ข้อกาํ หนดตามอนุมาตรานNีถือเป็ นหน้าทIี มิใช่อาํ นาจทIีอาจจะกระทาํ หรือไม่กระทาํ
ก็ได้ เพราะคาํ ว่า “หนา้ ทIี” คือ กิจทีIจะตอ้ งกระทาํ ดว้ ยความรับผิดชอบ ซIึงหมายถึง สIิงทีIจะตอ้ ง
ปฏิบตั ิตามเนืIองจากกฎหมายไดก้ าํ หนดไวเ้ ช่นนNนั ดว้ ยเหตุนNี เมืIอคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยหรือคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดใ้ ห้คาํ แนะนาํ หรือคาํ ชNีแจง หรือ
แมแ้ ต่ใหค้ าํ ปรึกษาในเรIืองใดแก่คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ แลว้ กรณียอ่ มถือเป็นหนา้ ทIี
ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดทุกคนทีIจะต้องปฏิบัติตามคาํ แนะนําดังกล่าวอย่าง
เคร่งครัด
อยา่ งไรก็ตาม หน้าทีIตามกฎหมายในเรืIองนNีมีการกาํ หนดขอ้ ยกเวน้ ไวว้ ่า “ เมืIอไม่ขดั ต่อ
บญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามและกฎหมาย” ซIึงหมายความวา่ ใหก้ ระทาํ ไดเ้ ท่าทีIไม่ขดั หรือแยง้ ต่อ