151
บทบญั ญัติของศาสนาอิสลามและกฎหมายบ้านเมืองเท่านNัน ความหมายโดยสรุปก็คือ หาก
คาํ แนะนาํ ดงั กล่าวมีขอ้ เทจ็ จริงทีIปรากฏอยา่ งแจง้ ชดั วา่ มีเนNือหาหรือสIิงทIีใหป้ ฏิบตั ิตามนNนั ขดั ต่อ
กฎหมายบา้ นเมืองหรือไม่เป็ นไปตามกฎหมายหรือหลกั การศาสนาอิสลาม กรณีเช่นนNีจึงจะไม่
จาํ ตอ้ งมีหนา้ ทIีปฏิบตั ิตาม
นอกจากนNี กรณีทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ไม่ปฏิบตั ิตามคาํ แนะนาํ หรือการให้
คาํ ปรึกษาของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยหรือคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั นอกจากจะถือไดว้ ่าเป็ นการไม่ปฏิบตั ิหนา้ ทIีตามความในอนุมาตรานNีแลว้ ยงั ถือว่าเป็ น
การบกพร่องต่อหน้าทีIอนั เป็ นเหตุให้กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดผูน้ Nนั ตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่ง
ก่อนวาระโดยผลของกฎหมายไดอ้ ีกดว้ ย
“(4) สนับสนุนสัปปุรุษในการปฏิบัติศาสนกิจ ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและช่วยเหลือ
ซึ<งกนั และกนั ในทางทชี< อบตามบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม”
หน้าทีIทีIสําคญั ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดตามอนุมาตรานNีมี 2 ประการ
ดว้ ยกนั คือ (1) การสนบั สนุนใหส้ ัปปุรุษปฏิบตั ิศาสนกิจตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม และ (2)
การส่งเสริมใหเ้ กิดความสามคั คีและช่วยเหลือซIึงกนั และกนั ในทางทIีชอบตามบญั ญตั ิแห่งศาสนา
อิสลาม ซIึงจะเห็นไดว้ ่า หน้าทIีสําคญั สองประการดงั กล่าว นอกจากจะทาํ ให้สัปปุรุษมีความ
เคร่งครัดในหลกั การศาสนาอิสลามแลว้ ยงั ก่อให้เกิดความรัก ความสามคั คีปรองดอง ความ
เขา้ ใจซIึงกนั และกนั โดยไม่มีการแตกแยกเกิดขNึนในหมู่สัปปุรุษในมสั ยดิ นNนั ทNงั หมด อนั จะนาํ มา
ซIึงความสงบเรียบร้อยภายในมสั ยดิ อีกดว้ ย
การทIีจะดาํ เนินการตามหนา้ ทีIดงั กล่าวไดจ้ าํ เป็ นทีIจะตอ้ งมีการจดั โครงการหรือกิจกรรม
ในทางศาสนาเกิดขNึน โดยอาจจะเริIมต้นจากมัสยิดหรือสัปปุรุษของมัสยิดนNันเป็ นผูร้ ิเริIม
ก็ได้ กรณีเช่นนNีคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดย่อมมีหน้าทีIทIีจะตอ้ งส่งเสริมสนับสนุน
รวมทN ังช่ วยเห ลื อใน การจัดกิ จกรรมห รื อโครงการดังกล่าวให้สามารถสําเร็ จลุล่วงไป ตาม
วตั ถุประสงคท์ Iีไดต้ Nงั ไว้ หากเป็นการกระทาํ ทIีชอบดว้ ยกฎหมายและหลกั การของศาสนาอิสลาม
การสนบั สนุนหรือช่วยเหลืออาจจะกระทาํ ในรูปของการให้เงินหรือทรัพยส์ ิน หรืออาจจะเป็ น
การอนุญาตใหใ้ ชส้ ถานทIีหรือทรัพยส์ ินของมสั ยดิ กไ็ ดท้ Nงั สิNน
บทบาทหน้าทIีนNีในการส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือนNีมิไดจ้ าํ กดั แต่เฉพาะผูท้ ีIทาํ
หนา้ ทีIอิหม่าม คอเต็บ หรือบิหลนIั เท่านNนั หากแต่รวมถึงกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ทุกคนมี
หน้าทIีทIีจะตอ้ งปฏิบตั ิด้วยทNงั หมด อย่างไรก็ดี การปฏิบัติหน้าทีIของคณะกรรมการอิสลาม
152
ประจาํ มสั ยิดจะกระทาํ มิได้หากไม่มีการจดั ให้มีการประชุมเพืIอพิจารณาดาํ เนินการในเรIือง
ดังกล่าว ด้วยเหตุนNี จึงจาํ เป็ นอย่างยิIงทIีคณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดจะต้องมีการจดั
ประชุมอย่างเป็ นประจาํ ทุกเดือนหรือทุกสองเดือนหรือตามทIีเห็นสมควร มิใช่การดาํ เนินการ
ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดกระทาํ โดยอิหม่าม คอเต็บ หรือบิหลนัI คนใดคนหนIึง
เท่านNนั
“(5) พจิ ารณามมี ตริ ับมุสลมิ เข้าเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ”
อาํ นาจในการพิจารณาและมีมติในเรIืองดังกล่าวถือเป็ นการออกคาํ สIังทางปกครอง
ประเภทหนIึง ถึงแมว้ ่าตามบทบญั ญตั ิมาตรา 4 (9) แห่งพระราชบญั ญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการทาง
ปกครอง พ.ศ. 2539 จะไดก้ าํ หนดไวว้ า่ “พระราชบญั ญตั ินNีมิใหใ้ ชบ้ งั คบั แก่การดาํ เนินกิจการของ
องค์การทางศาสนา” ซIึงหมายความรวมถึงองค์กรบริหารกิจการศาสนาอิสลามดว้ ยก็ตาม แต่
กรณียอ่ มสมควรอยา่ งยงิI ทIีจะตอ้ งดาํ เนินการใหส้ อดคลอ้ งกบั กฎเกณฑต์ ามทีIกฎหมายไดก้ าํ หนด
ด้วย เพราะนอกจากจะทาํ ให้การพิจารณามีมติในเรIืองดงั กล่าวมีขอ้ เท็จจริงและขอ้ กฎหมาย
รวมทNงั ขอ้ สนบั สนุนในการใหเ้ หตุผลเพืIอมีมติ อนั จะทาํ ใหบ้ ุคคลทีIไดร้ ับผลกระทบจากการออก
คาํ สIังดงั กล่าวมีความพึงพอใจเนืIองจากไดร้ ับทราบถึงขอ้ เท็จจริงและเหตุผลในเรืIองดงั กล่าวทIี
ชดั เจนแลว้ การดาํ เนินการดงั กล่าวยงั ไม่มีลกั ษณะทIีเป็ นการเลือกปฏิบตั ิต่อบุคคลโดยไม่เป็ น
ธรรมหรือเป็นการใชด้ ุลพินิจทีIไม่ชอบดว้ ยกฎหมายแต่อยา่ งใด
ถึงแมว้ ่ากฎหมายจะมิไดก้ าํ หนดคุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งห้ามของการเป็ นสัปปุรุษ
ประจาํ มัสยิดไวเ้ ป็ นมาตราแยกต่างหากอย่างชัดเจนก็ตาม แต่เมืIอพิจารณาจากบริบทของ
พระราชบัญญัติฉบับนNีทNังหมดแล้ว จะเห็นได้ว่า มีการกาํ หนดลกั ษณะต้องห้ามทIีสําคญั ไว้
2 ประการ คือ (1) หา้ มมิใหเ้ ป็นสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ซอ้ นกนั สองแห่ง และ (2) ตอ้ งมิใช่บุคคลทีI
ฝ่ าฝืนหรือไม่ปฏิบตั ิตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม ดงั นNี คือ
(1) หา้ มมิใหเ้ ป็นสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ซอ้ นกนั สองแห่ง
โดยทีIมาตรา 4 ได้กาํ หนดบทนิยามคาํ ว่า “สัปปุรุษประจาํ มัสยิด” ให้หมายความว่า
มุสลิมทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดมีมติรับเข้าเป็ นสัปปุรุษมัสยิด และมีชIืออยู่ใน
ทะเบียนสัปปุรุษประจาํ มัสยิด แต่ผูน้ Nันจะเป็ นสัปปุรุษเกินกว่าหนIึงมัสยิดในเวลาเดียวกัน
ไม่ได้ จากความในตอนทา้ ยของบทนิยามดงั กล่าวถือเป็นการกาํ หนดลกั ษณะตอ้ งหา้ มอยา่ งหนIึง
กล่าวคือ ห้ามมิให้บุคคลใดเป็ นสัปปุรุษเกินกว่าหนIึงมัสยิดนัIนเอง ซIึงในประเด็นการเป็ น
สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ สองมสั ยดิ ซอ้ นกนั ไม่ไดถ้ ือเป็ นหลกั การทีIสาํ คญั ของกฎหมาย ดว้ ยเหตุนNี
153
ในการพิจารณาเพืIอมีมติรับบุคคลใดเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดไดน้ Nนั จะตอ้ งพิจารณา ว่าบุคคล
นNนั มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มดงั กล่าวหรือไม่ โดยอาจจะพิจารณาดูจากขอ้ เทจ็ จริงวา่ บุคคลนNนั ยงั คงเป็น
สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดใดอยหู่ รือไม่ แมว้ ่าบุคคลนNนั จะไดม้ ีการยา้ ยทะเบียนบา้ นไปอยใู่ นทอ้ งทีI
อืIนหรือจงั หวดั อืIนแล้วก็ตาม หากคณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดนNันยงั ไม่มีการลงมติ
จาํ หน่ายชIือออกจากทะเบียนสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ แลว้ ยอ่ มตอ้ งถือว่าบุคคลนNนั ยงั คงสภาพการ
เป็ นสัปปุรุษในมสั ยดิ นNนั อยตู่ ลอดเวลา กรณีเช่นนNียอ่ มถือวา่ มีลกั ษณะตอ้ งห้ามไม่อาจทีIจะมีมติ
รับเขา้ เป็นสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ใหม่ได้
(2) ตอ้ งมิใช่บุคคลทIีฝ่ าฝืนหรือไม่ปฏิบตั ิตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม
ลกั ษณะตอ้ งห้ามประการนNีเป็ นผลมาจากบริบทในมาตรา 35 (9) ทีIไดก้ าํ หนดไวว้ ่า “ให้
จาํ หน่ายชIือสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดออกจากทะเบียน เมืIอไดส้ อบสวนแลว้ ปรากฏว่าผูน้ Nนั กระทาํ
การฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบตั ิให้ถูกตอ้ งตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม” (ซIึงรายละเอียดเกีIยวกบั การ
พิจารณาว่าการกระทาํ ใดถือว่าเป็ นการฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบตั ิให้ถูกตอ้ งตามศาสนาอิสลามจะได้
อธิบายในหวั ขอ้ ดงั กล่าวโดยตรงต่อไป) ดว้ ยเหตุนNี หากมีขอ้ เท็จจริงทีIปรากฏชดั เจนว่า บุคคล
ดงั กล่าวเป็ นผูท้ Iีฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบตั ิให้เป็ นไปโดยถูกตอ้ งตามหลกั การของศาสนาอิสลามแลว้
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดย่อมไม่สมควรอย่างยิIงทีIจะมีมติรับเขา้ เป็ นสัปปุรุษประจาํ
มสั ยดิ นNนั เนืIองจากมีลกั ษณะตอ้ งหา้ มหรือมีความประพฤติทIีไม่เหมาะสม อนั เป็นเหตุใหอ้ าจถูก
จาํ หน่ายออกจากทะเบียนสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดนNันได้ กรณีจึงไม่เป็ นประโยชน์ทIีจะมีมติรับ
บุคคลดงั กล่าวเขา้ เป็นสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ
นอกจากนNี ในการพิจารณาของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดเพIือมีมติในเรIือง
ดงั กล่าวซIึงถือวา่ เป็นเรืIองสาํ คญั จาํ เป็นจะตอ้ งมีการนดั ประชุมและกาํ หนดวาระการพิจารณาเพืIอ
มีมติในประเด็นเรืIองการรับบุคคลนNันเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดหรือไม่ โดยมติจะตอ้ งระบุ
ขอ้ เทจ็ จริงพร้อมเหตุผลในการพิจารณาประกอบคาํ วนิ ิจฉยั ในเรIืองดงั กล่าวดว้ ย
อาจมีคาํ ถามว่า คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดมีอาํ นาจทIีจะกาํ หนดระเบียบหรือ
หลกั เกณฑใ์ นการพิจารณารับบุคคลเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ไดห้ รือไม่ คาํ ตอบ ผเู้ ขียนเห็นวา่
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ มีอาํ นาจตามความในมาตรา 35 (2) ประกอบกบั (5) ทIีจะวาง
ระเบียบปฏิบตั ิภายในของมสั ยิดเพIือให้การดาํ เนินงานของมสั ยิดเป็ นไปดว้ ยความเรียบร้อย
ซIึงเรIืองการพิจารณามีมติรับมุสลิมเขา้ เป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ยอ่ มถือวา่ เป็ นการปฏิบตั ิหนา้ ทีI
หรือดาํ เนินงานของมสั ยดิ อยา่ งหนIึงดว้ ย จึงมีอาํ นาจทIีจะดาํ เนินการได้
154
“(6) อํานวยความสะดวกและอบรมสั<งสอนให้สัปปุรุษประจํามัสยิดปฏิบัติศาสนกิจโดย
ถูกต้องเคร่งครัด”
หน้าทIีตามอนุมาตรานNีถือเป็ นการปฏิบตั ิภาระกิจหน้าทีIของมสั ยิดตามวตั ถุประสงคใ์ น
การจดั ตNงั ทNงั นNีเนIืองจากบทนิยามศพั ท์คาํ ว่า “มสั ยิด” มีหมายความว่า “สถานทIีซIึงมุสลิมใช้
ประกอบศาสนกิจโดยจะตอ้ งมีละหมาดวนั ศุกร์เป็ นปกติ และเป็ นสถานทIีสอนศาสนาอิสลาม”
ซIึงจะเห็นได้ว่า มสั ยิดนNันมีวตั ถุประสงค์สองประการคือ เป็ นสถานทIีทIีใช้ในการประกอบ
ศาสนกิจและเป็ นสถานทIีใชส้ าํ หรับการสอนศาสนาอิสลาม ดว้ ยเหตุนNี คณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ ซIึงถือวา่ เป็ นผแู้ ทนของมสั ยดิ จึงจาํ ตอ้ งมีหนา้ ทีIสาํ คญั สองประการตามไปดว้ ย คือ
การส่ งเสริ มให้มีการประกอบศาสนกิจและสIังสอนศาสนาอิสลามแก่สัปปุรุ ษประจํา
มสั ยิด ดงั นNัน การกาํ หนดหน้าทIีของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในการอาํ นวยความ
สะดวกและอบรมสัIงสอนให้สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดปฏิบตั ิศาสนกิจโดยถูกตอ้ งเคร่งครัด จึงถือ
เป็ นการปฏิบัติหน้าทีIตามวตั ถุประสงค์หรือเป็ นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนัIนเอง
โดยเฉพาะอย่างยIิง หากสัปปุรุษเป็ นบุคคลทIีเขา้ รับอิสลามใหม่ (มู่อลั ลฟั ) กรณีเช่นนNีย่อมเป็ น
หนา้ ทีIทIีจะตอ้ งให้ความรู้ความเขา้ ใจเกIียวกบั หลกั การศาสนาอิสลามอยา่ งเป็ นประจาํ ดงั จะเห็น
ไดจ้ ากมีหลายมสั ยดิ ทIีจดั โครงการอบรมศาสนาแก่ผเู้ ขา้ รับอิสลามใหม่ (มู่อลั ลฟั )
การอาํ นวยความสะดวก หมายถึง การจดั ให้มีสIิงจาํ เป็ นสําหรับการปฏิบตั ิศาสนกิจและ
การอบรมสIังสอนตามหลกั การศาสนาอิสลาม ดว้ ยเหตุนNี คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิด
นอกจากจะตอ้ งอาํ นวยความสะดวกและจดั ให้มีการอบรมสIังสอนเกIียวกบั การปฏิบตั ิศาสนกิจ
ตามหลกั การศาสนาอิสลามอยา่ งถูกตอ้ งและเคร่งครัดใหแ้ ก่สปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ แลว้ ยงั มีหนา้ ทีI
ทีIจะตอ้ งดูแลรักษาสถานทIีและทรัพยส์ ินของมสั ยิดให้อยู่ในสภาพทีIสามารถใชง้ านไดท้ Nงั การ
ประกอบศาสนกิจและการอบรมสงัI สอนศาสนาอิสลาม
นอกจากนNี หากกรณีมีกลุ่มบุคคลหรือองค์กรทางดา้ นศาสนาริเริIมจดั โครงการอบรม
ใหแ้ ก่บุคคลโดยทวIั ไปโดยมีการขอใชส้ ถานทIีของมสั ยดิ ในการดาํ เนินการตามโครงการดงั กล่าว
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดย่อมมีหน้าทIีทIีจะต้องอาํ นวยความสะดวกตามความใน
อนุมาตรานNี
“(7) ประนีประนอมข้อพพิ าทระหว่างสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ เมื<อได้รับการร้องขอ”
อาํ นาจหนา้ ทีIตามอนุมาตรานNีถือเป็นบทบาทสาํ คญั ยงIิ ในยคุ ปัจจุบนั ตามทีIไดก้ ล่าวมาแลว้
ว่า แนวโน้มของทุกประเทศทวIั โลกในอนาคต การระงบั ขอ้ พิพาทระหว่างบุคคลมกั จะใช้วิธี
155
ระงบั ขอ้ พิพาททางเลือกโดยการส่งเสริมใหท้ าํ การไกล่เกลีIยประนีประนอมระหวา่ งกนั ในขณะ
ทIีประเทศไทยกฎหมายทIีเกIียวกบั องคก์ รศาสนามีการกาํ หนดวธิ ีการระงบั ขอ้ พิพาททางเลือกนNีมา
ตNงั แต่ปี พ.ศ. 2540 แลว้ ซIึงถือไดว้ ่าอาํ นาจหนา้ ทีIดงั กล่าวน่าจะมีบทบาทสาํ คญั ในอนาคตอยา่ ง
มาก ทNงั นNีเนIืองจากคาํ วา่ “ประนีประนอม” หมายความวา่ “ยอมผอ่ นผนั ใหแ้ ก่กนั , ยอมผอ่ นปรน
, อะลุม้ อล่วยกนั หรือตกลงกนั ดว้ ยไมตรีจิต ซIึงจากความหมายดงั กล่าวโดยเฉพาะอยา่ งยงิI “การ
ทาํ ความตกลงกนั ดว้ ยไมตรีจิต” สามารถสะทอ้ นให้เห็นภาพของการยอมรับ การเขา้ ใจกนั การ
เห็นอกเห็นใจซIึงกนั และกนั ของคู่กรณีภายหลงั จากทIีไดม้ ีการระงบั ขอ้ พิพาททางเลือกนNีไดเ้ ป็ น
อยา่ งดี
ข้อพิพาทระหว่างสัปปุรุษประจาํ มัสยิดตามความในอนุมาตรานNีมีความหมายกวา้ ง
เนืIองจากถอ้ ยคาํ ของกฎหมายไม่ไดร้ ะบุว่าเป็ นขอ้ พิพาทในเรIืองใด แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้
ขอบเขตของกฎหมายและภาระหนา้ ทีIขององคก์ รศาสนาอิสลามแลว้ กรณียอ่ มตอ้ งจาํ กดั ขอบเขต
ในการระงบั ขอ้ พิพาทไวแ้ ต่เฉพาะในเรIืองทีIเกีIยวขอ้ งกบั หลกั การศาสนาอิสลามเท่านNัน ทNงั นNี
เพราะคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดมีฐานะเป็ นองค์กรบริหารกิจการศาสนาอิสลามมี
หนา้ ทIีสาํ คญั สองประการคือ การสบั สนุนใหม้ ีการปฏิบตั ิศาสนกิจและการอบรมสงัI สอนสปั ปุรุษ
ประจาํ มสั ยดิ เท่านNนั
การใชอ้ าํ นาจหนา้ ทีIในการประนีประนอมขอ้ พิพาทระหวา่ งสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ นNนั จะ
สามารถกระทาํ ไดก้ ต็ ่อเมIือมีคาํ ร้องขอเท่านNนั ดว้ ยเหตุนNี หากคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
ไม่มีความรู้ความสามารถในการประนีประนอมขอ้ พิพาทตามหลกั การของศาสนาอิสลามแลว้
ยอ่ มเป็นผลทาํ ใหส้ ปั ปุรุษไม่เชIือมนIั ในศกั ยภาพของผทู้ ีIจะทาํ หนา้ ทีIประนีประนอมขอ้ พิพาท อนั
อาจจะส่งผลทาํ ให้ไม่เกิดการร้องขอให้ประนีประนอมขอ้ พิพาททีIเกิดขNึนมากเท่าทีIควรจะเป็ น
เพราะฉะนNัน คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดจึงตอ้ งศึกษาหาความรู้ รวมทNงั อาจจะตอ้ ง
ไดร้ ับการอบรมในเรIืองวิธีการประนีประนอมขอ้ พิพาท เพืIอเพิIมศกั ยภาพในการดาํ เนินการใน
เรIืองดงั กล่าวให้มีประสิทธิภาพเป็ นอย่างดี จนเป็ นทIียอมรับหรือมนัI ใจของปวงสัปปุรุษหรือ
บุคคลโดยทวัI ไป ซIึงหากผูใ้ ดสนใจสามารถศึกษาคน้ ควา้ เพIิมเติมไดจ้ ากหนงั สือเรืIอง “เทคนิค
การไกล่เกลIียตามวถิ ีอิสลาม” ปรากฏตามลิงคน์ Nี
https://www.facebook.com/100000869707499/posts/4061011973937753/?d=n
156
“(8) จัดให้มีและรักษาสมุดทะเบียนสัปปุรุษประจํามัสยิด และตรวจตราแก้ไขเพิ<มเติม
สมุดทะเบียนดงั กล่าวให้ถูกต้องตรงตามความเป็ นจริง”
โดยทีIทะเบียนสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดถือเป็ นสิIงสําคญั ในการทIีจะบริหารกิจการอิสลาม
ประจาํ มสั ยิดให้เป็ นผลสําเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแลว้ ในกรณีทIีจาํ เป็ นตอ้ งมีการ
คดั เลือกกรรมการแทนตาํ แหน่งทIีวา่ ง กรณียอ่ มจาํ เป็นจะตอ้ งอาศยั ทะเบียนสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ
เป็ นหลกั ฐานในการดาํ เนินการจดั ทาํ บัญชีสัปปุรุษทีIจะมีสิทธิคดั เลือก ดังนNัน กฎหมายจึง
กาํ หนดให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดมีหน้าทีIในการจดั ให้มีและรักษาสมุดทะเบียน
สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ และตรวจตราแกไ้ ขเพิIมเติมสมุดทะเบียนดงั กล่าวใหถ้ ูกตอ้ งตรงตามความ
เป็ นจริงเนืIองจากอาจมีการรับสัปปุรุษใหม่หรือมีการจาํ หน่ายชIือสัปปุรุษออกจากทะเบียน
สปั ปุรุษไดต้ ลอดเวลา
ในการดําเนินการจัดทําทะเบียนสัปปุรุ ษประจํามัสยิดตามความในอนุมาตรานNี
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดม้ ีการออกระเบียบวา่ ดว้ ยวิธีการดาํ เนินงานและ
ควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ พ.ศ. 2560 เพIือกาํ หนดหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการในการจดั ทาํ ทะเบียน การรับสัปปุรุษ
ขNึนทะเบียน การแก้ไขให้เป็ นปัจจุบัน การเก็บรักษาทะเบียนสัปปุรุษดังกล่าว เป็ นต้น ซIึง
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ จาํ เป็ นจะตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบดงั กล่าวอยา่ งเคร่งครัดดว้ ย
มิฉะนNนั จะถูกถือวา่ บกพร่องต่อหนา้ ทีIอนั เป็นเหตุใหต้ อ้ งพน้ จากตาํ แหน่งตามกฎหมายได้
“(9) จําหน่ายช<ือสัปปุรุษประจํามัสยิดออกจากทะเบียน เมื<อได้สอบสวนแล้วปรากฏว่า
ผู้น/ันกระทาํ การฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏบิ ัตใิ ห้ถูกต้องตามบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม”
อาํ นาจตามมาตรานNีมีความสําคญั เนืIองจากมีผลกระทบต่อสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดทIีถูก
จาํ หน่ายชืIอออกจากทะเบียน ดว้ ยเหตุนNี จึงไดก้ าํ หนดเหตุไวอ้ ยา่ งชดั เจนวา่ เมIือไดส้ อบสวนแลว้
ปรากฏขอ้ เท็จจริงว่า ผูน้ Nนั ไดก้ ระทาํ การฝ่ าฝื นหรือไม่ปฏิบตั ิให้ถูกตอ้ งตามบญั ญตั ิแห่งศาสนา
อิสลาม หรืออีกนยั หนIึงก็คือ บุคคลนNนั ฝ่ าฝื นกระทาํ ในสิIงทIีศาสนาห้ามไว้ เช่น การดืIมสุรา การ
เล่นพนัน การผิดประเวณี เป็ นตน้ หรือละเลยไม่ปฏิบตั ิในสIิงทIีเป็ นขอ้ ใชข้ องศาสนา เช่น ไม่
ปฏิบตั ิศาสนกิจกระทาํ การละหมาด ไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ไม่ออกซะกาตเมIือมีทรัพยส์ ิน
ถึงจาํ นวนและครบรอบปี เป็นตน้
อยา่ งไรกต็ าม คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดเ้ ห็นถึงความสาํ คญั เกีIยวกบั
การใชอ้ าํ นาจตามมาตรานNีในการจาํ หน่ายชIือสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ออกจากทะเบียน จึงไดม้ ีการ
157
ออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่าดว้ ยวิธีพิจารณาการจาํ หน่ายชIือ
สัปปุรุษประจาํ มัสยิด พ.ศ. 2560 กาํ หนดรายละเอียดเกIียวกับหลกั เกณฑ์หรือวิธีการในการ
สอบสวนและการพิจารณาลงมติจาํ หน่ายชIือสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ออกจากทะเบียน ซIึงเป็นผลทาํ
ให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ทNงั หมดจะตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบดงั กล่าวอยา่ งเคร่งครัด
เช่นเดียวกนั ดว้ ย
“(10) จัดให้มีทะเบียนทรัพย์สิน เอกสาร และบัญชีรายรับรายจ่ายของมัสยดิ ให้ถูกต้องตรง
ความเป็ นจริง และจัดทํารายงานผลการดําเนินงาน ฐานะการเงิน และทรัพย์สินของมัสยิด แล้ว
รายงานให้คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ทราบภายในเดือนมนี าคมของทุกปี ”
หน้าทีIตามบทบัญญัตินNีมีลกั ษณะทIีคล้ายคลึงกับของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยตามมาตรา 18(8) และของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ตามมาตรา 26(12)
ดงั ทีIไดก้ ล่าวมาแลว้ ซIึงไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดจะตอ้ งจดั ทาํ ทะเบียน
ทรัพยส์ ิน เอกสารและบญั ชีรายรับรายจ่ายของสาํ นกั งานคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ให้
ถูกตอ้ งตามความเป็ นจริง และตอ้ งจดั ทาํ รายงานผลการดาํ เนินงาน ฐานะการเงินและทรัพยส์ ิน
รวมทNงั ยงั จะตอ้ งเสนอต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทราบปี ละหนIึงครNังภายในเดือน
มีนาคมของทุกปี ดว้ ย ทNงั นNี เนIืองจากกฎหมายมีเจตนารมณ์ทีIตอ้ งการจะให้มีการตรวจสอบใน
เรืI องการเงินและผลการดําเนินงานของคณะกรรมการในแต่ละปี ซIึงผู้ตรวจสอบก็คือ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อนั มีลกั ษณะเป็นการตรวจสอบภายในนนัI เอง
“(11) ดูดวงจนั ทร์และแจ้งผลการดูดวงจนั ทร์ต่อคณะกรรมการอสิ ลาม ประจาํ จงั หวดั ”
โดยทีIในการปฏิบตั ิศาสนกิจต่างๆ ตามหลกั การศาสนาอิสลามนนัI ไดถ้ ูกกาํ หนดให้ตอ้ ง
ปฏิบตั ิตามวนั เวลาสาํ คญั ทIีกาํ หนดในปฏิทินอิสลาม ซIึงเป็นปฏิทินในทางจนั ทรคติทIียดึ หลกั การ
เห็นดวงจนั ทร์เป็นการกาํ หนดเดือนใหม่ ดว้ ยเหตุนNี การดูดวงจนั ทร์จึงถือเป็นเรืIองสาํ คญั ในการ
กําหนดวนั สําคัญทางศาสนาเพืIอให้ปวงมุสลิมทIัวประเทศได้ปฏิบัติศาสนกิจในวนั เวลา
เดียวกนั ดว้ ยเหตุนNี กฎหมายจึงไดก้ าํ หนดใหม้ ีระบบในการกาํ หนดวนั สาํ คญั ทางศาสนาขNึนโดย
ให้อาํ นาจหนา้ ทIีแก่จุฬาราชมนตรีทีIจะประกาศแจง้ ผลการดูดวงจนั ทร์เพืIอกาํ หนดวนั สาํ คญั ทาง
ศาสนาตามความในมาตรา 8(3) โดยหน้าทีIในการดูดวงจนั ทร์เป็ นของคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ ตามความในมาตรา 35 (11) นNี ส่วนคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีหนา้ ทีIใน
การสอบสวนผลการดูดวงจนั ทร์ของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ ในจงั หวดั นNนั ซIึงจะเห็น
158
ไดว้ ่า เป็ นการปฏิบตั ิหนา้ ทีIร่วมกนั ของคณะกรรมการอิสลามในระดบั ต่างๆ โดยมีขNนั ตอนและ
วิธีการดงั นNีคือ เมืIอ จุฬาราชมนตรีไดป้ ระกาศกาํ หนดวนั เวลาทีIให้มีการดูดวงจนั ทร์เพIือกาํ หนด
วนั สาํ คญั ทางศาสนาแลว้ คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ มีหนา้ ทIีดูดวงจนั ทร์ตามวนั เวลาทีI
จุฬาราชมนตรีประกาศกาํ หนดแลว้ รายงานผลการดวงจนั ทร์ต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั เพIือพิจารณาสอบสวนใหไ้ ดค้ วามจริงวา่ ผลการดูดวงจนั ทร์นNนั ถูกตอ้ งและมีพยานรับรอง
ตามหลกั การศาสนาอิสลามครบถว้ นหรือไม่ หลงั จากนNนั จึงรายงานไปยงั สาํ นกั จุฬาราชมนตรี
เพืIอให้จุฬาราชมนตรีและผูท้ รงคุณวุฒิพิจารณารายงานผลการดูดวงจนั ทร์ของคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ ทวIั ประเทศ หลงั จากนNนั จึงมีการออกประกาศจุฬาราชมนตรีเพIือกาํ หนดวนั
สาํ คญั ทางศาสนาอิสลามต่อไป
“(12) ส่งเสริมการศึกษาและจดั กจิ กรรมทไ<ี ม่ขดั ต่อบัญญตั แิ ห่งศาสนา อสิ ลาม”
หนา้ ทีIในการส่งเสริมการศึกษาและจดั กิจกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมอืIนในทางสงั คม
ทIีไม่ขดั ต่อบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามถือเป็นหนา้ ทIีประการสุดทา้ ยทีIมีความสาํ คญั เนIืองจากการ
จดั การศึกษาและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานNันถือเป็ นหน้าทIีตามวตั ถุประสงคห์ ลกั ใน
การจดั ตNงั มสั ยิด ซIึงคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดเป็ นผูแ้ ทนตามกฎหมาย ด้วยเหตุนNี
กฎหมายจึงได้กาํ หนดให้ทาํ หน้าทIีส่งเสริมในเรIืองดังกล่าว สําหรับการศึกษาและการจัด
กิจกรรมทีIไม่เกIียวขอ้ งกบั ศาสนาอิสลาม กฎหมายก็ไดก้ าํ หนดให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยิดมีหน้าทIีในการส่งเสริมดว้ ย เพียงแต่กาํ หนดเงIือนไขไวว้ ่าการศึกษาและการจดั กิจกรรม
ดงั กล่าวจะตอ้ งไม่ขดั กบั หลกั การศาสนาอิสลาม ดว้ ยเหตุนNี ในการส่งเสริมของคณะกรรมการ
อิสลามประจํามัสยิดจึงต้องพิจารณาว่า การจัดการศึกษาหรือกิจกรรมตามโครงการนNัน
มีรายละเอียดเนNือหา หรือวิธีการทIีขดั หรือแยง้ กบั บทบญั ญตั ิศาสนาอิสลามหรือไม่ เป็ นประการ
สําคัญ ตัวอย่างเช่น การจัดโครงการอบรมภาคฤดูร้อนประจาํ ปี โครงการแข่งขันกีฬาแก่
เยาวชน โครงการเยาวชนตน้ กลา้ ตา้ นยาเสพติด เป็นตน้
159
สิทธิในการร้องคดั ค้านกรณถี ูกจาํ หน่ายชื@อ
ออกจากทะเบยี นสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ
มาตรา 36 สัปปุรุษประจํามัสยิดผู้ถูกจําหน่ายชื<อตามมาตรา 35 (9) มีสิทธิย<ืนคําร้อง
คัดค้านต่อคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดภายในสามสิบวันนับแต่วันท<ีได้ประกาศให้
จําหน่ายชื<อออกจากทะเบียน และให้คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดพิจารณาวินิจฉัยให้
เสร็จภายในหน<ึงร้อยยี<สิบวันนับแต่วันท<ีได้รับคําร้องคัดค้าน มติของคณะกรรมการอิสลาม
ประจําจังหวัดให้เป็ นท<ีสุด การยื<นคําร้องคัดค้านและการพิจารณาวินิจฉัยคําร้องคัดค้านตาม
วรรคหน<ึง ให้เป็ นไปตามระเบยี บทคี< ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยกาํ หนด
คาํ อธิบาย
ความในมาตรานNีมีสาระสําคญั ทIีกาํ หนด 4 เรืIองด้วยกัน คือ(1) การใช้สิทธิยืIนคาํ ร้อง
คดั คา้ นของสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ถูกจาํ หน่ายชIือออกจากทะเบียน (2) การพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ น
(3) ผลการพิจารณาวินิจฉยั คาํ ร้องคดั คา้ น และ (4) ระเบียบของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยในเรืIองดงั กล่าว ซIึงจะไดก้ ล่าวรายละเอียดในแต่ละเรืIองดงั นNี
(1) การใช้สิทธิยืIนคาํ ร้องคดั คา้ นของสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดทีIถูกจาํ หน่ายชIือออกจาก
ทะเบียน
เมืIอสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดถูกจาํ หน่ายชืIอออกจากทะเบียนตามมติของคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยิดตามมาตรา 35 (9)แลว้ สัปปุรุษผูน้ Nนั ยอ่ มมีสิทธิทีIจะโตแ้ ยง้ โดยการยืIนคาํ
ร้องคดั คา้ นมติของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดได้ โดยกฎหมายไดก้ าํ หนดเงืIอนไขและ
เงIือนเวลาในการใช้สิทธิดงั กล่าวเอาไว้ กล่าวคือ ภายใตเ้ งIือนไขว่าสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดทีIถูก
160
จาํ หน่ายชIือออกจากทะเบียน จะตอ้ งยนืI ต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั และมีเงืIอนเวลา
ว่าจะตอ้ งยIืนภายในสามสิบวนั นบั แต่วนั ทIีไดป้ ระกาศให้จาํ หน่ายชIือออกจากทะเบียน การทีIไม่
ดาํ เนินการตามเงืIอนไขและเงIือนเวลาดงั กล่าวถือเป็นการใชส้ ิทธิโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย กรณี
ย่อมเป็ นผลทาํ ให้คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั อาจจะไม่รับคาํ ร้องคดั คา้ นดงั กล่าวได้
เนIืองจากเป็นการใชส้ ิทธิเมIือพน้ ระยะเวลาตามกฎหมายแลว้
(2) การพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ น
เมIือสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ไดใ้ ชส้ ิทธิยนืI คาํ ร้องคดั คา้ นมติของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยิดต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั โดยถูกตอ้ งตามทีIกฎหมายกาํ หนดแลว้ กรณียอ่ ม
ถือเป็ นหนา้ ทIีของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ทIีจะตอ้ งพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ นดงั กล่าว
และตอ้ งวนิ ิจฉยั ใหแ้ ลว้ เสร็จภายใน 120 วนั นบั แต่วนั ทีIไดร้ ับคาํ ร้องคดั คา้ นนNนั
กรณีอาจมีปัญหาว่า หากคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั พิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ น
ดังกล่าวไม่แล้วเสร็จภายในกาํ หนดเวลา 120 วนั ดังกล่าว ผลในทางกฎหมายจะเป็ นเช่นใด
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั จะสิNนสุดอาํ นาจในการพิจารณา หรือจะยงั คงสามารถ
พิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ นดงั กล่าวต่อไปได้ ซIึงในปัญหาเกีIยวกบั ระยะเวลาในการพิจารณาตามทIี
กฎหมายกาํ หนดนNี คณะกรรมการกฤษฎีกาไดเ้ คยวนิ ิจฉยั ไวแ้ ลว้ ในเรืIองการพิจารณาอุทธรณ์ของ
รัฐมนตรี (เรIืองเสร็จทIี 437 / 2534) ว่า ระยะเวลาทIีกฎหมายกาํ หนดให้พิจารณาแลว้ เสร็จนNีเป็ น
การกาํ หนดระยะเวลาเพIือเป็ นการเร่งรัดให้ตอ้ งรีบพิจารณาโดยเร็วเท่านNัน มิไดห้ มายความว่า
หากล่วงพน้ กาํ หนดเวลาดงั กล่าวไปแลว้ จะไม่มีอาํ นาจทีIจะพิจารณาเรืIองการคดั คา้ นดงั กล่าว
ได้ ซIึงจะเห็นได้ว่า เป็ นเรIืองในทาํ นองเดียวกนั กบั การใช้อาํ นาจของคณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ในการพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ น ดว้ ยเหตุนNี จึงเห็นว่าคณะกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ยอ่ มมีอาํ นาจทIีจะพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ นดงั กล่าวต่อไปไดแ้ มว้ า่ จะล่วงพน้ ระยะเวลา 120
วนั ดงั กล่าวแลว้ กต็ าม
(3) ผลการพิจารณาวนิ ิจฉยั คาํ ร้องคดั คา้ น
บทบญั ญตั ิในมาตรานNีไดก้ าํ หนดเกีIยวกบั ผลการพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ นของคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ จงั หวดั ไวว้ ่า มติของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ให้เป็ นทIีสุด ซIึงถอ้ ยคาํ
ทีIว่า “เป็ นทIีสุด” ในกรณีนNีหมายถึง เป็ นทีIสุดในแง่ของการบริหารกิจการศาสนาอิสลามตาม
พระราชบญั ญตั ินNีเท่านNนั กล่าวคือ เมIือคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดม้ ีมติเป็ นอยา่ งใด
แลว้ คู่กรณียอ่ มไม่สามารถทีIจะโตแ้ ยง้ หรือคดั คา้ นต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
161
ไทยไดอ้ ีก เนIืองจากเป็ นทีIสุดในทางบริหารไปแลว้ แต่อยา่ งไรก็ตาม มิไดม้ ีความหมายวา่ กรณี
นNีจะไม่สามารถนาํ ไปฟ้องร้องเป็ นคดีต่อศาลไดแ้ ต่อยา่ งใด เนIืองจากการใชส้ ิทธิฟ้องร้องคดีต่อ
ศาลนNนั ถือเป็นสิทธิพNืนฐานตามทีIรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทยไดร้ ับรองไว้ ซIึงมีศกั ดhิและ
คุณค่าในทางกฎหมายเหนือกวา่ บทบญั ญตั ิดงั กล่าว
(4) ระเบียบของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในเรIืองดงั กล่าว
ความในตอนท้ายของบทบัญญัตินNีได้ให้อาํ นาจแก่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง
ประเทศไทยในการทIีจะออกระเบียบปฏิบตั ิในเรIืองดงั กล่าวใหเ้ ป็ นไปในแนวทางเดียวกนั และมี
ความเป็ นธรรมแก่คู่กรณีทNงั สองฝ่ าย ซIึงต่อมาไดม้ ีการออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทย ว่าดว้ ยวิธีพิจารณาการจาํ หน่ายชืIอสัปปุรุษประจาํ มสั ยิด พ.ศ. 2560 กาํ หนด
รายละเอียดเกIียวกบั หลกั เกณฑ์หรือวิธีการในการยืIนคาํ ร้องคดั คา้ นและการพิจารณาวินิจฉัยคาํ
ร้องคดั คา้ น ซIึงเป็นผลทาํ ใหค้ ณะกรรมการ และผทู้ ีIเกIียวขอ้ งทNงั หมด จะตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบ
ดงั กล่าวอยา่ งเคร่งครัดดว้ ย
162
อาํ นาจหน้าทข:ี องอหิ ม่าม
มาตรา 37 อหิ ม่ามมอี าํ นาจหน้าที< ดงั ต่อไปนี/
(1) ปฏบิ ัตหิ น้าทใี< ห้เป็ นไปตามบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
(2) ปกครองดูแลและแนะนําเจ้าหน้าทขี< องมสั ยดิ ให้ปฏบิ ัตงิ านในหน้าทใี< ห้เรียบร้อย
(3) แนะนําให้สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ปฏบิ ัตใิ ห้ถูกต้องตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลามและ
กฎหมาย
(4) อาํ นวยความสะดวกแก่มุสลมิ ในการปฏบิ ัตศิ าสนกจิ
(5) สั<งสอนและอบรมหลกั ธรรมทางศาสนาอสิ ลามแก่บรรดาสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ
คาํ อธิบาย
คาํ ว่า “อิหม่าม” เป็ นคาํ ในภาษาอาหรับ มีความหมายว่า “ผูน้ าํ ” สําหรับภาษามาลายู
ใชค้ าํ ว่า “โต๊ะอีแม” และในมาตรา 4 ไดก้ าํ หนดบทนิยามคาํ ว่า “อิหม่าม” หมายความว่า ผูน้ าํ
ศาสนาอิสลามประจาํ มสั ยิด ดงั นน้ั อิหม่ามจึงเป็ นผูท้ Iีมีบทบาทสาํ คญั ยิIงทNงั ต่อความรู้สึกนึกคิด
และการปฏิบตั ิตามของประชาชนทIีเป็ นสัปปุรุษประจาํ มสั ยิด นอกจากนNีแลว้ อิหม่ามยงั เป็ น
บุคคลทIีชาวบา้ นยกยอ่ งนบั ถือว่าเป็ นผูท้ ีIมีความรู้ทNงั ทางดา้ นศาสนาและการประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนา อีกทNงั เป็นผทู้ ีIมีคุณธรรมหรือมีศีลธรรมอนั ดีในทอ้ งถIินนNนั ดว้ ยเหตุนNี กฎหมายจึงได้
กาํ หนดใหอ้ ิหม่ามตามบทบญั ญตั ินNีมีอาํ นาจหนา้ ทIีทีIมีความสาํ คญั อยา่ งยงิI อนั ถือไดว้ า่ เป็นอาํ นาจ
หน้าทIีเฉพาะตวั ของตาํ แหน่งอิหม่ามเท่านNัน รวมทNงั เป็ นอาํ นาจหน้าทIีทIีมีความครอบคลุมใน
ฐานะทีIเป็ นผนู้ าํ ทNงั ทางดา้ นการประกอบศาสนกิจและทางดา้ นการปกครองกิจการภายในมสั ยดิ
ดว้ ย ซIึงไดก้ าํ หนดอาํ นาจหนา้ ทีIไว้ 5 ประการดงั นNี คือ
163
“(1) ปฏบิ ตั หิ น้าทใี< ห้เป็ นไปตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลาม”
โดยทีIตามหลกั การศาสนาอิสลาม อิหม่ามถือเป็นผนู้ าํ สูงสุดทNงั ใน ในดา้ นศาสนาและการ
ปกครองเกIียวกบั การบริหารกิจการศาสนาอิสลามในระดบั ทอ้ งถIิน ซIึงบรรดาสัปปุรุษประจาํ
มสั ยิดทIีอยู่ภายใตก้ ารปกครองดูแลของอิหม่ามจะตอ้ งเชืIอฟังและปฏิบตั ิตามคาํ สIังหากไม่เป็ น
การฝ่ าฝื นต่อบทบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม ดว้ ยเหตุนNี กฎหมายจึงกาํ หนดให้อีมามตอ้ งปฏิบตั ิ
หน้าทIีให้เป็ นไปตามบทบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม ทNงั นNีโดยมีวตั ถุประสงคเ์ พืIอให้อิหม่ามนาํ
หลกั การศาสนามาใชใ้ นการดูแลปกครอง รวมทNงั เพIือเป็ นแบบอย่างทีIดีแก่บรรดาสัปปุรุษใน
มสั ยดิ นNนั อีกดว้ ย
แต่อยา่ งไรก็ตาม เท่าทีIผา่ นมาผทู้ Iีทาํ หนา้ ทีIอิหม่ามมกั จะละเลยไม่ปฏิบตั ิหนา้ ทIีของตนให้
เป็นไปตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามอยา่ งครบถว้ นโดยมิไดเ้ ป็นผนู้ าํ ตามความจริง หากแต่เป็น
เพียงผูน้ าํ การละหมาดและการประกอบศาสนกิจบางอย่างเท่านNัน จึงอาจเป็ นผลทาํ ให้สังคม
มุสลิมในระดบั ทอ้ งถิIนมีความแตกแยก ไม่สามคั คีปรองดองกนั ดว้ ยเหตุนNี แนวทาวการแกไ้ ข
ปัญหาในเรIืองนNีจึงสามารถกระทาํ ไดโ้ ดยการทีIอิหม่ามจะตอ้ งเป็ นผูน้ าํ ในการปฏิบตั ิหน้าทีIทNงั
ทางด้านการปกครองและทางด้านศาสนาอย่างแท้จริง รวมทNังจะตอ้ งมีการนําหลกั การของ
ศาสนาอิสลามมาใชท้ Nงั หมดนนIั เอง
“(2) ปกครองดูแลและแนะนําเจ้าหน้าทข<ี องมสั ยดิ ให้ปฏบิ ตั งิ านในหน้าทใ<ี ห้เรียบร้อย”
อาํ นาจหน้าทีIประการนNีเป็ นเรืIองของการปกครองดูแลการปฏิบตั ิหน้าทIีของเจา้ หน้าทีI
ภายในกิจการของมสั ยดิ ใหท้ าํ หนา้ ทIีเป็นไปดว้ ยความเรียบร้อย กล่าวคือ อิหม่ามไม่ไดท้ าํ หนา้ ทีI
เป็นประธานในทีIประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ เท่านNนั หากแต่จะตอ้ งเป็นผนู้ าํ
ในทางการปกครองกิจการของมสั ยิดนNนั โดยการสอดส่องดูแลการปฏิบตั ิหนา้ ทIีของเจา้ หนา้ ทีI
ในทุกตาํ แหน่งทีIในมสั ยิดนNันให้ปฏิบตั ิหน้าทีIเป็ นไปตามทIีกฎหมายและหลกั การศาสนาได้
กาํ หนดไว้ หากปรากฏว่ามีความบกพร่องหรือไม่ดาํ เนินการให้เป็ นไปตามกฎหมายหรือตาม
หลกั การศาสนาแลว้ อิหม่ามย่อมมีหน้าทีIทIีจะตอ้ งให้คาํ แนะนําเพืIอให้เจา้ หน้าทีIผูน้ Nันปฏิบตั ิ
เป็ นไปตามกฎหมายหรือหลกั การศาสนา กล่าวโดยสรุปก็คือ มีหน้าทIีดูแลและรับผิดชอบการ
ดาํ เนินกิจการภายในมสั ยดิ ทNงั หมด ทNงั นNี เพIือใหเ้ กิดความเรียบร้อย และเป็นประโยชน์แก่บรรดา
สปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ทNงั หมด
164
“(3) แนะนําให้สัปปุรุษประจํามัสยิดปฏิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติแห่งศาสนาอสิ ลามและ
กฎหมาย”
บทบาทหนา้ ทIีตามอนุมาตรานNีนบั ไดว้ า่ เป็นสIิงทีIสาํ คญั ยงIิ ในสังคมปัจจุบนั ซIึงศาสนาอืIน
มิไดม้ ีการกาํ หนดไวอ้ ยา่ งชดั เจน มีแต่เฉพาะศาสนาอิสลามเท่านNนั ทIีมีการกาํ หนดให้มีระบบใน
การแนะนาํ สIังสอนมุสลิมทุกคนอย่างน้อยสัปดาห์ละหนIึงครNังคือ การทีIมุสลิมทุกคนจะตอ้ ง
มาร่วมละหมาดวนั ศุกร์และรับฟังคุตบะฮใ์ นวนั ศุกร์ อนั ถือเป็นการตกั เตือนหรือแนะนาํ สงัI สอน
หลกั การศาสนาอิสลามประจาํ สัปดาห์ ซIึงตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามไดก้ าํ หนดเรIืองการ
ตกั เตือนกนั เป็ นหลกั การสําคญั ยิIงประการหนIึง เนืIองจากอิสลามเป็ นศาสนาแห่งการตกั เตือน
( )اﻟﺪﯾﻦ اﻟﻨﺼﯿﺤﺔและหากผใู้ ดเห็นการกระทาํ ความผิดเกิดขNึนยอ่ มมีหนา้ ทีIทีIจะตอ้ งดาํ เนินการ
ตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามดว้ ย ดงั ทIีมีฮ่าดีษเศาะฮีหฺมุสลิม รายงานจากท่านอบูสะอีด อลั คุด
รีย(์ ร่อฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ) วา่ แทจ้ ริงท่านนบี (ศอ็ ลลลั ลอฮุอะลยั ฮิวะซลั ลมั ) ไดก้ ล่าววา่
، َﻓ ِﺈ ْن َﻟ ْﻢ َﯾ ْﺴﺘَ ِﻄ ْﻊ َﻓ ِﺒ ِﻠ َﺴﺎ ِﻧ ِﮫ،َﻣ ْﻦ َرأَى ِﻣ ْﻨ ُﻜ ْﻢ ُﻣ ْﻨ َﻜ ًﺮا َﻓ ْﻠﯿُ َﻐ ِّﯿ ْﺮ ُه ِﺑ َﯿ ِﺪ ِه
َوذَ ِﻟ َﻚ أَ ْﺿ َﻌ ُﻒ ا ِﻹﯾ َﻤﺎ ِن،َﻓ ِﺈ ْن َﻟ ْﻢ َﯾ ْﺴﺘَ ِﻄ ْﻊ َﻓ ِﺒ َﻘ ْﻠ ِﺒ ِﮫ
“ใครกต็ ามในหมู่ของพวกท่านทIีเห็นความชวIั ร้าย เขาจงเปลIียนแปลงมนั ดว้ ยมือของเขา
หากเขาไม่สามารถกด็ ว้ ยลิNนของเขา และหากไม่สามารถกด็ ว้ ยหวั ใจของเขา ดงั กล่าวนNี
นNนั แสดงถึงระดบั ขNนั อีมานทIีอ่อนแอทีIสุดแลว้ ”
จากบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามดังกล่าวจึงเป็ นทIีมาหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายทIี
ประสงคจ์ ะกาํ หนดให้อิหม่ามมีหนา้ ทีIในการแนะนาํ ให้สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดปฏิบตั ิให้ถูกตอ้ ง
ตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามและกฎหมายนNี อนั จะเป็ นผลทาํ ให้อิหม่ามทาํ หน้าทIีในฐานะทIี
เป็นผนู้ าํ ทNงั ทางดา้ นศาสนาและทางดา้ นการปกครองอยา่ งแทจ้ ริงนนIั เอง
“(4) อาํ นวยความสะดวกแก่มุสลมิ ในการปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ”
โดยทIีคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ มีหนา้ ทIีประการสาํ คญั ประการหนIึงตามมาตรา
35 (6) ในการอาํ นวยความสะดวกและอบรมสงIั สอนใหส้ ปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ปฏิบตั ิศาสนกิจโดย
ถูกตอ้ งเคร่งครัด ดว้ ยเหตุนNี อิหม่ามในฐานะทIีเป็ นประธานของคณะกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยดิ โดยตาํ แหน่ง จึงจาํ ตอ้ งมีหนา้ ทIีในการอาํ นวยความสะดวกแก่มุสลิมในการปฏิบตั ิศาสนกิจ
ดว้ ย หากสังเกตถอ้ ยคาํ ตามอนุมาตรานNีใชถ้ อ้ ยคาํ วา่ “แก่มุสลิม” มิไดใ้ ชถ้ อ้ ยคาํ วา่ “แก่สัปปุรุษ
ประจาํ มสั ยิด” กรณีย่อมมีความหมายว่า หน้าทIีในการอาํ นวยความสะดวกเกีIยวกบั การปฏิบตั ิ
165
ศาสนกิจของอิหม่ามนNนั รวมถึงการปฏิบตั ิศาสนกิจของบุคคลภายนอกทIีตอ้ งการหรือประสงค์
จะใชส้ ถานทีIของมสั ยดิ ในการปฏิบตั ิศาสนกิจอีกดว้ ย
“(5) สั<งสอนและอบรมหลกั ธรรมทางศาสนาอสิ ลามแก่บรรดาสัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ”
สําหรับภารกิจหน้าทีIของอิหม่ามประการสุดทา้ ย คือ การสัIงสอนและอบรมหลกั ธรรม
ทางศาสนาอิสลามแก่บรรดาสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ ดว้ ยเหตุนNี อิหม่ามจึงตอ้ งเป็นบุคคลทIีมีความรู้
ความสามารถในทางศาสนาอิสลามอยา่ งแทจ้ ริง จนสามารถทีIจะสัIงสอนหรืออบรมหลกั ธรรม
ของศาสนาใหแ้ ก่บุคคลอIืนไดเ้ ป็ นอยา่ งดี เพราะฉะนNนั ในทีIประชุมสัปปุรุษเพืIอทาํ การคดั เลือก
อิหม่าม จึงจาํ เป็ นทIีจะตอ้ งพิจารณาคุณสมบตั ิของบุคคลทIีเหมาะสมอย่างยIิงในการทาํ หน้าทีI
ดงั กล่าวไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพเป็นประการสาํ คญั
ถึงแม้ว่าบทบัญญัติในมาตรานNีจะมิได้กาํ หนดกรอบระยะเวลาในการสัIงสอนอบรม
หลกั ธรรมทางศาสนาของอิหม่ามว่าจะตอ้ งดาํ เนินการเป็ นประจาํ อย่างไร ซIึงในทางปฏิบตั ิก็
มกั จะคิดวา่ ขNึนอยกู่ บั โอกาสทีIเหมาะสม และเป็นดุลยพ์ ินิจของอิหม่าม แต่อยา่ งไรก็ตาม ในทาง
กฎหมายหน้าทีIดังกล่าวถือว่าเป็ นหน้าทIีตามกฎหมายทีIต้องปฏิบัติอย่างเป็ นประจําหรือ
กําหนดให้เป็ นกิจลักษณะ อย่างน้อยทIีสุดต้องทุกหกเดือน ไม่ใช่แค่เทศนาเป็ นครNังคราว
เท่านNัน ด้วยเหตุนNี หากปรากฏว่าอิหม่ามผูใ้ ดมิได้มีการจดั การเรียนการสอนหรือการอบรม
ศาสนาอิสลามให้กบั บรรดาสัปปุรุษประจาํ มสั ยิด ยอ่ มถือไดว้ ่าบกพร่องต่อหนา้ ทีIตามความใน
มาตรานNี อนั เป็ นเหตุให้อาจถูกให้พน้ จากตาํ แหน่งตามกฎหมายได้ ทNงั นNี เนืIองจากตามระเบียบ
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยวา่ ดว้ ยการพน้ จากตาํ แหน่งของอิหม่าม คอเตบ็ และ
บิหลนัI พ.ศ. 2542 ขอ้ 6 (6) คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั มีมติให้พน้ จากตาํ แหน่งเพราะ
ไม่ปฏิบตั ิหน้าทIีตามทีIกฎหมายไดก้ าํ หนดไวเ้ ป็ นพิเศษเฉพาะสําหรับอิหม่าม เป็ นระยะเวลา
ติดต่อกนั ไม่นอ้ ยกวา่ หกเดือน
166
อาํ นาจหน้าทขี: องคอตบ็
มาตรา 38 คอเตบ็ มหี น้าทป<ี ฏบิ ัตใิ ห้เป็ นไปตามบัญญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลามในการแสดง
ธรรมแก่สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิมาตรานNีเป็นวิธีการเขียนกฎหมายเพืIอใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั การของศาสนาโดย
ทีIไม่จาํ ตอ้ งระบุเนNือหาในรายละเอียดไวแ้ ต่อย่างใด การกาํ หนดให้คอเต็บมีหน้าทีIปฏิบตั ิให้
เป็ นไปตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามในการแสดงธรรมแก่สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ นNนั มีลกั ษณะ
เป็ นการนาํ ความหมายตามบทนิยามของคาํ ว่า "คอเต็บ" ซIึงหมายความว่า “ผูแ้ สดงธรรมประจาํ
มสั ยดิ ” ตามความในมาตรา 4 มาบญั ญตั ิเป็ นเนNือหาของอาํ นาจหนา้ ทIีตามมาตรานNีนนัI เอง ทNงั นNี
โดยอา้ งอิงว่าให้ปฏิบตั ิเป็ นไปตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม อนั แสดงให้เห็นว่า หากบญั ญตั ิ
แห่งศาสนาอิสลามไดบ้ ญั ญตั ิอาํ นาจหนา้ ทีIของคอเต็บไวเ้ ช่นใด อาํ นาจหนา้ ทIีตามกฎหมายใน
มาตรานNีก็เป็ นเช่นนNันดว้ ย รวมทNงั มีวตั ถุประสงคท์ Iีตอ้ งการจะเปิ ดโอกาสให้องคก์ รทีIมีอาํ นาจ
หน้าทีIควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าทIีของคอเต็บตรวจสอบกันเองว่าคอเต็บได้ปฏิบัติหน้าทIี
เป็นไปตามทIีบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามไดก้ าํ หนดไวห้ รือไม่
คาํ ว่า “การแสดงธรรมแก่สัปปุรุษประจาํ มสั ยิด” หมายถึง การเทศนาหรือกล่าวคุตบะฮ์
ประจาํ วนั ศุกร์ ณ มสั ยดิ แห่งนNนั กฎหมายมีเจตนารมณ์ทีIจะกาํ หนดหนา้ ทีIเฉพาะตาํ แหน่งคอเตบ็
เท่านNัน และถือเป็ นหน้าทีIหลกั ทีIจะตอ้ งปฏิบตั ิเป็ นประจาํ โดยหากคอเต็บคนใดไม่ดาํ เนินการ
เทศนาหรือกล่าวคุตบะฮป์ ระจาํ วนั ศุกร์ ยอ่ มถือวา่ บกพร่องต่อหนา้ ทIีและอาจเป็นเหตุใหต้ อ้ งพน้
จากตาํ แหน่งไดต้ ามกฎหมาย
167
อาํ นาจหน้าทข:ี องบิหลน:ั
มาตรา 39 บหิ ลน<ั มหี น้าทปี< ฏบิ ัตใิ ห้เป็ นไปตามบญั ญตั แิ ห่งศาสนาอสิ ลามในการประกาศ
เชิญชวนให้มุสลมิ ปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ตามเวลา
คาํ อธิบาย
บทบญั ญตั ิมาตรานNีก็มีลกั ษณะและวิธีการเขียนเช่นเดียวกบั การกาํ หนดหนา้ ทIีของคอเต็บ
เนIืองจากกฎหมายมีความประสงค์ทีIต้องการจะกาํ หนดหน้าทIีของบิหลIันให้สอดคล้องกับ
หลกั การของศาสนาโดยทีIไม่จาํ ตอ้ งระบุเนNือหาในรายละเอียดไวแ้ ต่อยา่ งใด การกาํ หนดให้บิ
หลนัI มีหนา้ ทIีปฏิบตั ิให้เป็ นไปตามบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามในการประกาศเชิญชวนให้มุสลิม
ปฏิบตั ิศาสนกิจตามเวลานNนั ก็มีลกั ษณะเป็ นการนาํ ความหมายตามบทนิยามของคาํ ว่า "บิหลนัI "
ซIึงหมายความวา่ ผปู้ ระกาศเชิญชวนใหม้ ุสลิมปฏิบตั ิศาสนกิจตามเวลา ตามความในมาตรา 4 มา
บญั ญตั ิเป็ นเนNือหาของหน้าทีIตามมาตรานNีเช่นเดียวกนั ทNงั นNีโดยอา้ งอิงว่าให้ปฏิบตั ิเป็ นไปตาม
บญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลาม อนั แสดงให้เห็นว่า หากบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามไดบ้ ญั ญตั ิอาํ นาจ
หน้าทีIของบิหลนIั ไวเ้ ช่นใด อาํ นาจหน้าทีIตามกฎหมายในมาตรานNีก็เป็ นเช่นนNนั ดว้ ย รวมทNงั มี
วตั ถุประสงคท์ Iีตอ้ งการจะเปิ ดโอกาสให้องคก์ รทIีมีอาํ นาจหน้าทIีควบคุมดูแลการปฏิบตั ิหน้าทีI
ของบิหลนัI ตรวจสอบกนั เองวา่ บิหลนIั ไดป้ ฏิบตั ิหนา้ ทIีเป็นไปตามทIีบญั ญตั ิแห่งศาสนาอิสลามได้
กาํ หนดไวห้ รือไม่
คาํ ว่า “การประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฏิบตั ิศาสนกิจตามเวลา” หมายถึง การเรียกร้อง
หรือการกล่าวอะซานก่อนการละหมาดประจาํ วนั ทNังห้าเวลา ณ มัสยิดแห่งนNัน กฎหมายมี
เจตนารมณ์ทIีจะกาํ หนดหน้าทIีเฉพาะตาํ แหน่งบิหลนัI เท่านNัน และถือเป็ นหน้าทีIหลกั ทIีจะตอ้ ง
168
ปฏิบัติเป็ นประจาํ โดยหากบิหลIันคนใดไม่ดาํ เนินการเรียกร้องหรือกล่าวอะซานก่อนการ
ละหมาดประจาํ วนั ทNงั หา้ เวลา ณ มสั ยดิ แห่งนNนั ยอ่ มถือวา่ บกพร่องต่อหนา้ ทีIและอาจเป็นเหตุให้
ตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งไดต้ ามกฎหมายดว้ ย
การพ้นจากตาํ แหน่งของกรรมการ
อสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
มาตรา 40 กรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ พ้นจากตาํ แหน่งเม<ือ
(1) ครบกาํ หนดวาระตามมาตรา 34 วรรคหน<ึง สําหรับกรรมการอ<ืนตามมาตรา 30 (4) ใน
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั มมี ตใิ ห้พ้นจากตาํ แหน่งเนื<องจากขาดคุณสมบัติ
หรือมลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา 32
(5) สัปปุรุษประจาํ มสั ยดิ ตามมาตรา 30 วรรคสอง จาํ นวนเกนิ กว่ากงึ< หนึ<งยื<นคาํ ร้องต่อ
คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ขอให้พ้นจากตาํ แหน่ง และคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ
จงั หวดั สอบสวนและวนิ ิจฉัยแล้วมมี ตใิ ห้พ้นจากตาํ แหน่ง
(6) คณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั สอบสวนแล้วเห็นว่ามคี วามประพฤตใิ นทางท<ี
จะนํามาซ<ึงความเสื<อมเสียแก่มสั ยดิ หรือบกพร่องต่อหน้าที< หรือดาํ เนินกจิ การของมสั ยดิ ไป
ในทางไม่สงบเรียบร้อย หรือขดั ต่อหลกั การของศาสนาอสิ ลาม หรือกระทาํ การอนั อาจเส<ือมเสีย
ประโยชน์ของมสั ยดิ และคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั วนิ ิจฉัยแล้วมมี ตใิ ห้พ้นจาก
ตาํ แหน่ง ในกรณที สี< อบสวนแล้วเห็นว่าพฤตกิ ารณ์แห่งความผดิ ทไ<ี ด้กระทาํ ยงั ไม่ถงึ ข/นั ให้พ้น
จากตาํ แหน่งคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั อาจวนิ ิจฉัยให้ภาคทณั ฑ์ไว้ก่อนกไ็ ด้
169
คาํ อธิบาย
โดยทIีคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ มีองคป์ ระกอบทIีสาํ คญั 2 ส่วน คือ กลุ่มผนู้ าํ ทาง
ศาสนาและกลุ่มกรรมการอIืน โดยกลุ่มผูน้ าํ ทางศาสนาไดแ้ ก่ อิหม่าม คอเต็บ และบิหลนIั ส่วน
กลุ่มกรรมการอืIนก็คือ บุคคลทีIสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดไดค้ ดั เลือกขNึนมาจาํ นวนไม่นอ้ ยกว่า 6 คน
แต่ไม่เกิน 12 คน ซIึงกลุ่มแรกดาํ รงตาํ แหน่งตลอดชีวติ ส่วนกลุ่มหลงั มีวาระการดาํ รงตาํ แหน่ง 4
ปี ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ ตอ้ งบญั ญตั ิเรืIองการพน้ จากตาํ แหน่งของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
ในแต่ละกลุ่มไวค้ นละมาตราเนIืองจากมีความแตกต่างกนั บทบญั ญตั ิในมาตรานNีเป็นการกาํ หนด
เหตุในการพน้ จากตาํ แหน่งของกลุ่มกรรมการอIืน ซIึงแบ่งออกเป็ นสIีประเภทคือ (1) ครบวาระ 4
ปี (2) เหตุพน้ จากตาํ แหน่งกรรมการอิสลามโดยทวัI ไป (3) เหตุทีIมาจากการร้องขอของสัปปุรุษ
ประจาํ มสั ยดิ (4) เหตุพิเศษทีIเกิดจากความประพฤติหรือการปฏิบตั ิหนา้ ทีI
เหตุทีIพน้ จากตาํ แหน่งตามความใน (1) เป็ นกรณีทIีครบวาระ 4 ปี ซIึงถือเป็ นการกาํ หนด
ระยะเวลาของการดาํ รงตาํ แหน่งไว้ เมืIอครบกาํ หนดเวลาดงั กล่าวยอ่ มเป็ นผลทาํ ให้ตอ้ งพน้ จาก
ตาํ แหน่งในทนั ที โดยไม่จาํ เป็นตอ้ งมีการออกคาํ สงIั หรือมีเหตุผลอืIนประกอบแต่อยา่ งใด
เหตุพน้ จากตาํ แหน่งตามความใน (2) (3) (4) เป็ นกรณีทีIมีเหตุเช่นเดียวกบั การพน้ จาก
ตาํ แหน่งของกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยตามมาตรา 20 และกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั ตามมาตรา 27 ดว้ ยเหตุนNี จึงไม่ขออธิบายในรายละเอียดเนIืองจากสามารถศึกษาคน้ ควา้
และเทียบเคียงจากบทบญั ญตั ิในเรืIองดงั กล่าวได้
เหตุพน้ จากตาํ แหน่งตามความใน(5) ถือเป็ นเหตุพิเศษทIีเกิดจากการร้องขอของสัปปุรุษ
ประจาํ มสั ยิดนNนั ซIึงประกอบไปดว้ ย 2 ส่วน คือ (1) จะตอ้ งมีสัปปุรุษประจาํ มสั ยิดตามจาํ นวน
เกินกวา่ กIึงหนIึงยนIื คาํ ร้องต่อคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ขอใหพ้ น้ จากตาํ แหน่ง และ (2)
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดท้ าํ การสอบสวนและวนิ ิจฉยั แลว้ มีมติใหพ้ น้ จากตาํ แหน่ง
ตามทีIร้องขอ หากไม่มีการร้องขอจากสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั
ก็ย่อมไม่สามารถทIีจะดาํ เนินการตามความในอนุมาตรานNีได้ ลกั ษณะของการบญั ญตั ิเหตุตาม
อนุมาตรานNีคลา้ ยคลึงกบั เหตุในการพน้ จากตาํ แหน่งของผใู้ หญ่บา้ นตามพระราชบญั ญตั ิลกั ษณะ
ปกครองทอ้ งทIี พระพุทธศกั ราช 2457 มาตรา 14 (6) ซIึงไดบ้ ญั ญตั ิว่า เมIือราษฎรผูม้ ีคุณสมบตั ิ
และไม่มีลกั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา 11 ในหมู่บา้ นนNันจาํ นวนไม่น้อยกว่ากIึงหนIึงของราษฎร
170
ผมู้ ีคุณสมบตั ิและไม่มีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา 11 ทNงั หมดเขา้ ชIือกนั ขอใหอ้ อกจากตาํ แหน่ง
ในกรณีเช่นนNันให้นายอําเภอสIังให้พ้นจากตําแหน่ง ซIึงจะเห็นได้ว่า การออกคําสIังของ
นายอาํ เภอให้ผูใ้ หญ่บา้ นตอ้ งพน้ จากตาํ แหน่งในกรณีนNีไม่จาํ ตอ้ งมีเหตุผลประกอบ เพียงแต่ว่า
ราษฎรเขา้ ชIือกนั ไม่น้อยกว่ากIึงหนIึงของทNงั หมด ก็สามารถออกคาํ สัIงไดแ้ ลว้ ทNงั นNี เนIืองจาก
ตาํ แหน่งผใู้ หญ่บา้ นมีทIีมาจากการเลือกตNงั ของราษฎรภายในหมู่บา้ นนNนั ดว้ ยเหตุนNี หากราษฎร
ส่วนใหญ่ไม่เห็นดว้ ยทีIจะให้ผใู้ หญ่บา้ นคนนNนั ดาํ รงตาํ แหน่งต่อไปก็ยอ่ มเป็ นสิทธิของราษฎรทIี
จะเขา้ ชืIอกนั ตามจาํ นวนทIีกฎหมายกาํ หนด ร้องขอต่อนายอาํ เภอเพืIอใหผ้ ใู้ หญ่บา้ นคนนNนั พน้ จาก
ตาํ แหน่งได้ แต่เมืIอพิจารณาเปรียบเทียบกบั ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดแลว้
ถึงแมว้ า่ ทีIมาของกรรมการดงั กล่าวจะมาจากการคดั เลือกของสปั ปุรุษประจาํ มสั ยดิ กต็ าม แต่กรณี
นNีมิไดม้ ีลกั ษณะเช่นเดียวกบั การเลือกตNงั ทIีจะตอ้ งยึดโยงกบั คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของคนใน
ทอ้ งถิIนนNนั เหมือนกบั เรIืองในทางการเมืองแต่อยา่ งใด ดว้ ยเหตุนNี ผูเ้ ขียนจึงไม่เห็นดว้ ยในการ
บญั ญตั ิเหตุในการพน้ จากตาํ แหน่งตามอนุมาตรานNี
สําหรับเหตุในการพ้นจากตําแหน่ งตาม (6) มีลักษณะเป็ นการใช้อํานาจของ
คณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ในการควบคุมดูแลความประพฤติและการปฏิบตั ิหนา้ ทีIของ
กรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดใน 4 กรณี คือ (1) มีความประพฤติในทางทIีจะนํามาซIึงความ
เสIือมเสียแก่มสั ยดิ (2) บกพร่องต่อหนา้ ทีI (3) ดาํ เนินกิจการของมสั ยดิ ไปในทางไม่สงบเรียบร้อย
หรื อขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลาม (4) กระทําการอันอาจเสืI อมเสี ยประโยชน์ของ
มสั ยดิ หากปรากฏมีขอ้ เทจ็ จริงกรณีใดกรณีหนIึงใน 4 กรณีเกิดขNึน ไม่วา่ จะดว้ ยเหตุทีIมีการร้อง
ขอจากสัปปุรุษหรือบุคคลใดก็ตาม หรือแมแ้ ต่กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดร้ ับทราบหรือ
เห็นเองกต็ าม ยอ่ มถือเป็นเหตุทีIทาํ ใหค้ ณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั สามารถหยบิ ยกปัญหา
เกีIยวกบั ความประพฤติและการปฏิบตั ิหนา้ ทIีของกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ คนนNนั ขNึนวนิ ิจฉยั
แลว้ มีมติใหพ้ น้ จากตาํ แหน่งได้
อยา่ งไรก็ตาม การใชอ้ าํ นาจของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ในกรณีนNี กฎหมาย
ไดก้ าํ หนดให้มีดุลพินิจทIีจะออกคาํ สIังอืIนทIีมิใช่การให้พน้ จากตาํ แหน่งไดด้ ว้ ย หากในกรณีทIี
สอบสวนแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งความผิดทีIได้กระทาํ นNันยงั ไม่ถึงขNนั ทIีต้องให้พ้นจาก
ตาํ แหน่ง เช่น เป็ นการกระทาํ ความผิดเล็กน้อย ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบมากนัก หรือเป็ นการ
กระทาํ ความผิดครNังแรก และไดส้ ํานึกในความผิดดงั กล่าวแลว้ คณะกรรมการอิสลามประจาํ
171
จงั หวดั อาจวินิจฉยั ให้ภาคทณั ฑ์ โดยอาจทาํ เป็ นหนงั สือทณั ฑบ์ นหรือมีการว่ากล่าวตกั เตือนไว้
ก่อนกไ็ ด้
สิทธิในการร้องคดั ค้านของกรรมการอสิ ลาม
ประจาํ มสั ยดิ กรณถี ูกให้พ้นจากตาํ แหน่ง
มาตรา 41 กรรมการอิสลามประจํามัสยิดซึ<งพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 40 (4) (5) และ
(6) มสี ิทธิยื<นคาํ ร้องคดั ค้านต่อคณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยภายในสามสิบวนั นับ
แต่วันที<ได้รับทราบคําส<ัง และให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยพิจารณาวินิจฉัย
ให้เสร็จภายในเก้าสิบวนั นับแต่วนั ท<ีได้รับคาํ ร้องคดั ค้าน มติของคณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่ง
ประเทศไทยให้เป็ นท<ีสุด การย<ืนคําร้องคัดค้าน และการวินิจฉัยคําร้องคัดค้านตามวรรคหนึ<ง
ให้เป็ นไปตามระเบียบทคี< ณะกรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศไทยกาํ หนด
คาํ อธิบาย
บทบญั ญัติในมาตรานNีเป็ นการกาํ หนดสิทธิในการยืIนคาํ คดั คา้ นของกรรมการอิสลาม
ประจาํ มสั ยดิ ทIีถูกใหพ้ น้ จากตาํ แหน่ง โดยมีหลกั เกณฑ์ วธิ ีการและเงIือนไขดงั ต่อไปนNี คือ
เหตุในการใหพ้ น้ จากตาํ แหน่ง
หากเป็ นกรณีทีIคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ไดว้ ินิจฉัยและให้พน้ จากตาํ แหน่ง
ตามความในมาตรา 40 (4) (5) และ (6) กล่าวคือ (1) เนIืองจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะ
ตอ้ งห้ามตามกฎหมาย (2) สัปปุรุษประจาํ มสั ยิดจาํ นวนเกินกว่ากIึงหนIึงยIืนคาํ ร้องขอให้พน้ จาก
ตาํ แหน่ง (3) มีความประพฤติในทางทIีจะนํามาซIึงความเสIือมเสียแก่มสั ยิด หรือบกพร่องต่อ
172
หนา้ ทีI หรือดาํ เนินกิจการของมสั ยิดไปในทางไม่สงบเรียบร้อย หรือขดั ต่อหลกั การของศาสนา
อิสลาม หรือกระทาํ การอนั อาจเสืIอมเสียประโยชนข์ องมสั ยดิ
เงืIอนไขในการใชส้ ิทธิคดั คา้ น
กฎหมายได้กาํ หนดให้กรรมการอิสลามประจาํ มัสยิดทIีถูกพน้ จากตาํ แหน่งในกรณี
ดงั กล่าวมีสิทธิยนIื คาํ ร้องคดั คา้ นต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไดภ้ ายใน 30 วนั
นบั แต่วนั ทIีไดร้ ับทราบคาํ สIัง หากไม่มีการยIืนต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
และภายในกาํ หนด 30 วนั นับแต่วนั ทIีได้รับทราบคาํ สัIงกรณีย่อมไม่อาจใช้สิทธิคดั คา้ นการ
วนิ ิจฉยั และมีมติของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ได้
ระยะเวลาในการพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ น
กฎหมายไดก้ าํ หนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาคาํ ร้องคดั คา้ นของคณะกรรมการ
กลางอิสลามแห่งประเทศไทยไวว้ า่ จะตอ้ งพิจารณาวินิจฉยั ให้แลว้ เสร็จภายในเกา้ สิบวนั นบั แต่
วนั ทIีไดร้ ับคาํ ร้องคดั คา้ น ซIึงดงั ทีIไดอ้ ธิบายมาแลว้ ว่าระยะเวลา 90 วนั ถือเป็ นบทเร่งรัดในการ
พิจารณาเท่านNนั กรณียอ่ มไม่เป็ นการตดั อาํ นาจในการพิจารณาของคณะกรรมการกลางอิสลาม
แห่งประเทศไทยแมจ้ ะล่วงพน้ กาํ หนดเวลาดงั กล่าวกต็ าม
ผลการวนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กฎหมายได้กาํ หนดให้มติของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในการ
วินิจฉยั คาํ ร้องคดั คา้ นดงั กล่าวถือเป็ นทีIสุด ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อไปไดอ้ ีก แต่ทNงั นNี ไม่ตดั สิทธิ
ในการทีIจะฟ้องร้องดาํ เนินคดีต่อศาล ซIึงไดก้ ล่าวอธิบายรายละเอียดในหวั ขอ้ ก่อนหนา้ นNีมาแลว้
หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการในการยนIื คาํ ร้องคดั คา้ น และการวนิ ิจฉยั คาํ ร้องคดั คา้ น
บทบญั ญตั ิในมาตรานNีไดก้ าํ หนดให้อาํ นาจแก่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ
ไทยในการทีIจะกาํ หนดหลกั เกณฑ์และวิธีการในการยIืนคาํ ร้องคดั คา้ น และการวินิจฉัยคาํ ร้อง
คดั คา้ นในเรืIองนNี ซIึงต่อมาไดม้ ีการออกระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยวา่
ดว้ ยการสอบสวน การพิจารณา การยืIนคาํ ร้องคดั คา้ น และการวินิจฉัยคาํ ร้องคดั คา้ น กรณีให้
คณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ พน้ จากตาํ แหน่ง พ.ศ. 2542 อนั เป็นผลทาํ ใหผ้ ทู้ ีIเกีIยวขอ้ งไม่
ว่าจะเป็ นกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยิดในฐานะผูท้ ีIยIืนคาํ ร้องคดั คา้ น คณะกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ในฐานะผูส้ อบสวนและมีมติให้พน้ จากตาํ แหน่ง รวมทNงั คณะกรรมการกลาง
อิสลามแห่งประเทศไทยในฐานะผูว้ ินิจฉัยคาํ ร้องคดั คา้ น จะตอ้ งปฏิบตั ิตามหลกั เกณฑ์และ
173
วิธีการตามทีIระเบียบดังกล่าวได้กําหนดไวด้ ้วย จึงจะถือว่าเป็ นการดําเนินการทีIชอบด้วย
กฎหมาย
174
การประชุมคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ
มาตรา 42 การประชุมคณะกรรมการอสิ ลามประจาํ มสั ยดิ ให้นํามาตรา 21 มาใช้บงั คบั
โดยอนุโลม
คาํ อธิบาย
โดยทีIบทบญั ญตั ิในมาตรานNีได้ บญั ญตั ิในลกั ษณะเช่นเดียวกบั ทีIกาํ หนดในมาตรา 28 ใน
เรIืองการประชุมของคณะกรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ซIึงไดก้ าํ หนดใหน้ าํ ความในมาตรา 21
อนั เป็ นเรืIองการประชุมของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มาใช้บังคบั โดย
อนุโลม ด้วยเหตุนNี จึงเห็นว่าไม่จาํ เป็ นตอ้ งอธิบายรายละเอียดในเรืIองดงั กล่าวอีก เนืIองจาก
สามารถศึกษาคน้ ควา้ และเทียบเคียงไดจ้ ากบทบญั ญตั ิในมาตรา 28 และมาตรา 21 ขา้ งตน้ ได้
อยา่ งไรก็ตาม ผเู้ ขียนมีขอ้ สังเกตเกีIยวกบั การประชุมคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
ในทางปฏิบตั ิเท่าทีIผา่ นมา ในการดาํ เนินการของมสั ยดิ อิหม่ามมกั จะทาํ หนา้ ทีIเพียงลาํ พงั โดยไม่
มีการจดั ใหม้ ีการประชุมคณะกรรมการแต่อยา่ งใด ซIึงเป็นสิIงทIีไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมายเนIืองจาก
อิหม่ามมีฐานะเป็ นประธานในทIีประชุมของคณะกรรมการเท่านNนั การมีมติเพIือดาํ เนินการใน
เรืIองใดจะต้องเกิดจากผลของการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการอิสลามประจาํ มัสยิด
เท่านNนั หากการกระทาํ ใดเป็ นไปโดยไม่มีมติในทีIประชุม ยอ่ มไม่มีผลผกู พนั ต่อคณะกรรมการ
อิสลามประจาํ มสั ยดิ ซIึงเป็นผแู้ ทนนิติบุคคลแต่ประการใด นอกจากนNีแลว้ ในบางมสั ยดิ ถึงแมว้ า่
จะมีการจดั การประชุม แต่ทว่าเป็ นการจดั ประชุมโดยไม่มีวาระการพิจารณาทIีถูกต้องตาม
หลกั เกณฑข์ องกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรณียอ่ ม
ถือไดว้ า่ มติทีIเกิดขNึนจากการประชุมดงั กล่าว เป็นการกระทาํ ทีIมิชอบดว้ ยกฎหมายเช่นเดียวกนั
175
บทเฉพาะกาล
176
บทเฉพาะกาลรองรับผู้ดาํ รงตาํ แหน่งเดมิ
มาตรา 43 ให้ผู้ดาํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีอยู่ในวนั ทพี< ระราชบัญญตั นิ ีใ/ ช้บังคบั ดาํ รง
ตาํ แหน่งต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตาํ แหน่งตามมาตรา 9 ให้กรรมการกลางอสิ ลามแห่งประเทศ
ไทยและกรรมการอสิ ลามประจาํ จงั หวดั ซ<ึงดาํ รงตาํ แหน่งอยู่ในวนั ทพ<ี ระราชบญั ญตั นิ ีใ/ ช้บังคบั
ดาํ รงตาํ แหน่งต่อไปอกี สองปี นับแต่วนั ทพี< ระราชบัญญตั นิ ีใ/ ช้บงั คบั ให้กรรมการอสิ ลามประจาํ
มสั ยดิ ซึ<งดาํ รงตาํ แหน่งอยู่ในวนั ทพ<ี ระราชบัญญตั นิ ีใ/ ช้บงั คบั ดาํ รงตาํ แหน่งต่อไปจนกว่าจะพ้น
จากตาํ แหน่งตามมาตรา 40
คาํ อธิบาย
โดยทีIตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานไดใ้ ห้ความหมายของคาํ ว่า “บทเฉพาะ
กาล” ไวว้ า่ หมายถึง “บทบญั ญตั ิของกฎหมายทีIบญั ญตั ิใหใ้ ชเ้ ฉพาะในช่วงเวลาหนIึงหรือกบั เรืIอง
ใดเรืIองหนIึงทีIเกิดขNึนก่อนวนั ใช้บงั คบั บทกฎหมายนNัน” ดงั นNัน บทเฉพาะกาลจึงเป็ นเสมือน
สะพานทIีจะเชIือมต่อระหวา่ งกฎหมายเก่ากบั กฎหมายใหม่ในช่วงเรIิมแรกหรือช่วงหวั เลNียวหวั ต่อ
ของกฎหมาย หรือเพIือตอ้ งการให้มีการบงั คบั ใชก้ ฎหมายกบั เหตุการณ์บางอยา่ งทีIเกิดขNึนก่อน
หรือระหวา่ งกฎหมายทNงั สองฉบบั นNนั หรือเพืIอการรับรองสิทธิหรือสถานะเดิมของบุคคล หรือ
เพIือรองรับองคก์ รเดิมกรณีมีการเปลีIยนแปลงถ่ายโอนองคก์ รหรือเปลIียนแปลงรูปแบบองคก์ ร
ใหม่ หรือตอ้ งการทีIจะรองรับกฎหมายลาํ ดบั รองหรือลูกบทตามกฎหมายเดิมให้สามารถใช้
บงั คบั ไปพลางก่อน เป็นตน้
สําหรับกรณีตามมาตรานNีเป็ นการรองรับสถานะของบุคคลหรือองค์กรเดิมทีIมีอยู่ตาม
กฎหมายเดิม ใหถ้ ือวา่ เป็ นบุคคลหรือองคก์ รทีIชอบดว้ ยกฎหมายใหม่นNี ซIึงไดก้ าํ หนดไว้ 3 กรณี
คือ
177
(1) ผดู้ าํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรี
การทีIบทบัญญัติในมาตรา 43 กาํ หนดให้ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งจุฬาราชมนตรีอยู่ในวนั ทีI
พระราชบญั ญตั ินNีใชบ้ งั คบั ดาํ รงตาํ แหน่งต่อไปจนกวา่ จะพน้ จากตาํ แหน่งตามมาตรา 9 เป็นการ
รองรับสถานะของจุฬาราชมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอิสลาม
พุทธศกั ราช 2488 ให้ถือเป็ นจุฬาราชมนตรีตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี รวมทNงั ให้สามารถยงั คง
ดาํ รงตาํ แหน่งอยตู่ ่อไปไดจ้ นกวา่ จะพน้ จากตาํ แหน่งตามทีIกาํ หนดในพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีดว้ ย
ทNังนNีเพIือประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าทIีผูน้ ํากิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย ได้อย่าง
ต่อเนืIองโดยไม่จาํ เป็ นตอ้ งดาํ เนินการสรรหาและได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลาม
ประจาํ จงั หวดั ทวIั ประเทศ แลว้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีทูลเกลา้ ฯ เพืIอทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ ฯ แต่งตNงั เป็นจุฬาราชมนตรีตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีแต่อยา่ งใด
(2) ผดู้ าํ รงตาํ แหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกรรมการอิสลามประจาํ
จงั หวดั
กฎหมายไดก้ าํ หนดบทเฉพาะกาลรองรับใหก้ รรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและ
กรรมการอิสลามประจาํ จงั หวดั ซIึงดาํ รงตาํ แหน่งอยใู่ นวนั ทีIพระราชบญั ญตั ินNีใชบ้ งั คบั สามารถ
ดาํ รงตาํ แหน่งอยู่ต่อไปอีกสองปี นับแต่วนั ทIีพระราชบญั ญตั ินNีใช้บงั คบั กรณีการกาํ หนดบท
เฉพาะกาลรองรับโดยมีเงืIอนเวลาการดาํ รงตาํ แหน่งไวส้ องปี นNนั เนIืองจากตามกฎหมายเดิม คือ
พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช 2488 มิไดม้ ีการกาํ หนดวาระ
ในการดาํ รงตาํ แหน่งทNงั สองไวแ้ ต่อย่างใด ต่อมา เมIือมีการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิฉบบั นNี
ยอ่ มเป็นผลทาํ ใหค้ ณะกรรมการทNงั สองนNนั มีวาระในการดาํ รงตาํ แหน่งตามทIีกฎหมายกาํ หนดไว้
กล่าวคือ หกปี ดงั นNนั การทIีจะให้ผดู้ าํ รงตาํ แหน่งดงั กล่าวสามารถอยไู่ ดต้ ลอดไปโดยไม่มีวาระ
ยอ่ มไม่สามารถกระทาํ ไดอ้ ีกต่อไปเพราะขดั กบั เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบบั ใหม่ และการทIีจะ
ให้ออกจากตาํ แหน่งโดยทนั ทีก็ย่อมทาํ ให้ผูด้ าํ รงตาํ แหน่งอยู่เดิมไดร้ ับผลกระทบ ดว้ ยเหตุนNี
กฎหมายจึงจาํ เป็ นตอ้ งกาํ หนดบทเฉพาะกาลรองรับบุคคลทีIดาํ รงตาํ แหน่งอยเู่ ดิมให้อยไู่ ด้ แต่มี
กาํ หนดเวลาเพียงสองปี หลงั จากนNัน จึงตอ้ งดาํ เนินการตามทIีกฎหมายใหม่กาํ หนดไวอ้ ย่าง
ครบถว้ นต่อไป
(3) ผดู้ าํ รงตาํ แหน่งกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ
การทีIกฎหมายกาํ หนด บทเฉพาะกาลรองรับผูด้ าํ รงตาํ แหน่งกรรมการอิสลามประจาํ
มสั ยิดซIึงดาํ รงตาํ แหน่งอยู่ในวนั ทIีพระราชบญั ญตั ินNีใชบ้ งั คบั ไม่สามารถดาํ รงตาํ แหน่งต่อไป
178
จนกวา่ จะพน้ จากตาํ แหน่งตามมาตรา 40 เนIืองจากบทบญั ญตั ิมาตรา 40 ไดก้ าํ หนดวาระการพน้
จากตาํ แหน่งตามความใน (1) ครบกาํ หนดวาระตามมาตรา 34 วรรคหนIึง สําหรับกรรมการอIืน
ตามมาตรา 30 (4) ในคณะกรรมการอิสลามประจาํ มสั ยดิ กล่าวคือ เมIือครบกาํ หนดสีIปี นนัI เอง
สําหรับผูด้ าํ รงตาํ แหน่งอืIน เช่น อิหม่าม คอเต็บ และบิหลนIั ไม่มีการกาํ หนดบทเฉพาะ
กาลรองรับตาํ แหน่งดงั กล่าวไวโ้ ดยเฉพาะเนืIองจากการดาํ รงตาํ แหน่งของบุคคลดงั กล่าวทNงั ตาม
กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ไม่มีการเปลีIยนแปลงไปเพราะสามารถดาํ รงตาํ แหน่งไดต้ ลอด
ชีวติ เช่นเดียวกนั
179
บทเฉพาะกาลรองรับมสั ยดิ เดมิ
มาตรา 44 ให้มสั ยดิ ซ<ึงได้จดทะเบยี นตามพระราชบญั ญตั มิ สั ยดิ อสิ ลาม พ.ศ. 2490 เป็ น
มสั ยดิ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญตั นิ ี/
คาํ อธิบาย
โดยทีIปรากฏขอ้ เท็จจริงว่ามีมสั ยิดทIีได้จดั ตNงั ขNึนแลว้ ตามกฎหมายเดิมเป็ นจาํ นวนมาก
ประกอบกบั หลกั เกณฑ์และวิธีการในการจดั ตNงั มสั ยิดตามทIีกาํ หนดในพระราชบญั ญตั ิมสั ยิด
อิสลาม พ.ศ. 2490 และพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีมีความแตกต่างกนั โดยอาจจะเป็ นผลทาํ ให้มสั ยดิ
ทีIถูกจัดตNังตามกฎหมายเดิม ไม่เป็ นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการหรื ออาจจะไม่ครบ
องค์ประกอบในการจดั ตNงั มสั ยิดตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั ใหม่นNีได้ ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ เป็ นตอ้ ง
กาํ หนดบทเฉพาะกาลรองรับให้มสั ยดิ ซIึงไดจ้ ดทะเบียนตามพระราชบญั ญตั ิมสั ยดิ อิสลาม พ.ศ.
2490 ถือเป็ นมัสยิดตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินNีด้วย อนั เป็ นผลทาํ ให้มัสยิดเดิมไม่
จาํ เป็นตอ้ งขออนุญาตและจดทะเบียนเป็นมสั ยดิ ตามกฎหมายใหม่แต่อยา่ งใด
180
บทเฉพาะกาลรองรับ
อสิ ลามวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย
มาตรา 45 ให้ "อสิ ลามวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย" ซ<ึงจดั ต/งั ขนึ/ ตามพระราชกฤษฎกี าว่า
ด้วยการศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอสิ ลาม พทุ ธศักราช 2488 เป็ นอสิ ลามวทิ ยาลยั ตามพระราชบญั ญตั นิ ี/
คาํ อธิบาย
โดยทีIกฎหมายเดิม คือ พระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช
2488 ไดม้ ีการจดั ตNงั อิสลามวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทยขNึนเรียบร้อยแลว้ ต่อมา เมIือพระราชบญั ญตั ิ
ฉบับนNีมีผลใช้บังคับในมาตรา 11 ได้กําหนดให้กระทรวงศึกษาธิการอาจจัดตNัง "อิสลาม
วิทยาลยั " ขNึนเพIือใหก้ ารศึกษาและอบรมทางวิชาการศาสนา วิชาการทวIั ไป และวิชาชีพไดต้ ามทีI
เห็นสมควรอีก กรณีย่อมอาจเป็ นการจดั ตNงั ทIีซNําซ้อนกนั ได้ แมว้ ่าจะมีชIือและวตั ถุประสงค์ทีI
แตกต่างกนั ก็ตาม แต่กรณียอ่ มถือเป็นองคก์ รเดียวกนั ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ ตอ้ งกาํ หนดบทเฉพาะกาล
เพืIอรองรับให้อิสลามวิทยาลยั แห่งประเทศไทย ซIึงไดจ้ ดั ตNงั ขNึนตามพระราชกฤษฎีกาวา่ ดว้ ยการ
ศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พทุ ธศกั ราช 2488 เป็นอิสลามวทิ ยาลยั ตามพระราชบญั ญตั ินNีดว้ ย
181
บทเฉพาะกาลรองรับกฎหมายลาํ ดบั รองเดมิ
มาตรา 46 บรรดากฎกระทรวง ระเบยี บ ประกาศ และคาํ ส<ังทอี< อก ตามพระราชบัญญตั ิ
มสั ยดิ อสิ ลาม พ.ศ. 2490 และพระราชกฤษฎกี าว่าด้วยการ ศาสนูปถมั ภ์ฝ่ ายอสิ ลาม พทุ ธศักราช
2488 ให้ใช้บังคบั โดยอนุโลมก่อนจนกว่า จะมกี ฎกระทรวง ระเบยี บ ประกาศ และคาํ สั<งตาม
พระราชบัญญตั นิ ี/ แต่ท/งั นี/ ต้องไม่เกนิ สองปี นับแต่วนั ทพี< ระราชบญั ญตั นิ ีใ/ ช้บังคบั
คาํ อธิบาย
ดงั ทIีไดก้ ล่าวไวแ้ ลว้ ในมาตราก่อนหน้านNีว่า บทเฉพาะกาลมีวตั ถุประสงค์ หลายประการ
ดว้ ยกนั โดยวตั ถุประสงคป์ ระการหนIึงคือเพืIอทIีตอ้ งการจะรองรับกฎหมายลาํ ดบั รองหรือลูกบท
ตามกฎหมายเดิมให้สามารถใชบ้ งั คบั ไปพลางก่อนไดด้ ว้ ย จนกว่าจะมีกฎหมายลาํ ดบั รองหรือ
ลูกบททีIออกตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั นNีใชบ้ งั คบั ทNงั นNีเนืIองจากเหตุผลว่า เมIือกฎหมายเดิมถูก
ยกเลิกไปแล้วย่อมเป็ นผลทาํ ให้กฎหมายลาํ ดับรองหรือลูกบททIีออกโดยอาศัยอาํ นาจตาม
กฎหมายนNนั ยอ่ มสิNนผลไปดว้ ยในทนั ที ซIึงจะส่งผลกระทบต่อการบงั คบั ใชก้ ฎหมายทIีกาํ หนด
หลกั เกณฑ์หรือวิธีการในการปฏิบตั ิงานอย่างหลีกเลีIยงไม่ได้ ดว้ ยเหตุนNี จึงจาํ เป็ นตอ้ งมีบท
เฉพาะกาลรองรับใหบ้ รรดากฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคาํ สัIงทีIออกตามพระราชบญั ญตั ิ
มสั ยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 และพระราชกฤษฎีกาว่าดว้ ยการศาสนูปถมั ภฝ์ ่ ายอิสลาม พุทธศกั ราช
2488 ให้ใช้บงั คบั โดยอนุโลมก่อนจนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคาํ สIังตาม
พระราชบญั ญตั ินNี
แต่อยา่ งไรก็ตาม กฎหมายไดก้ าํ หนดเงืIอนเวลาในการทีIจะเร่งรัดให้มีการออกกฎหมาย
ลาํ ดบั รองหรือคาํ สัIงทีIเกีIยวขอ้ งต่อไปโดยเร็ว จึงไดก้ าํ หนดระยะเวลาไวว้ า่ ให้ใชบ้ งั คบั ไปพลาง
182
ก่อนไดแ้ ต่จะตอ้ งไม่เกินสองปี นบั แต่วนั ทีIพระราชบญั ญตั ินNีใชบ้ งั คบั ทNงั นNีเพIือให้หน่วยงานทIี
เกIียวขอ้ งรีบดาํ เนินการออกกฎหมายลาํ ดบั รองทีIเกีIยวขอ้ งต่อไปนนัI เอง
183