The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kungnang Suebwong, 2023-07-31 22:52:45

การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

รายงานการศึกษา (ผอ.พิษณุ)

Keywords: สหกรณ์

รายงานการศึกษาเอกสารวิชาการส่วนบุคคล (IS) การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดย นายพิษณุ พินรอด ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ ๘๐ สถาบันดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช 256๖


สถาบันดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย เอกสารการศึกษาส่วนบุคคลนี้ อนุมัติให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอบรมหลักสูตรนักปกครอง ระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ ๘๐ พุทธศักราช 256๖ ของสถาบันดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย ลงชื่อ .......................................................... (นายสฤษดิ์ วิฑูรย์) อาจารย์ที่ปรึกษา


บทคัดย่อ การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่อยู่ ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์2) ศึกษาปัญหาของสหกรณ์เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการ นำมาบริหารจัดการความรู้พัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง และ 3) ศึกษาแนวทางและรูปแบบการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความ เข้มแข็งอย่างยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ตั้งสมมติฐานไว้2 ข้อคือ 1) การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เป็นปัจจัยทำให้ประสิทธิภาพ ความเข้มแข็งของสหกรณ์ต่างกัน และ 2) การพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะโดยการจัดให้มี การฝึกอบรม จะนำไปสู่การพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการศึกษาปัญหาในการบริหาร จัดการความรู้ ซึ่งปัญหาที่พบเป็นปัญหาจากการดำเนินงานของสหกรณ์ที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ด้าน คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะต้องนำปัญหาดังกล่าวไปกำหนดเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ ความรู้เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ตามบริบทของแต่ละสหกรณ์ต่อไป กระบวนการบริหารจัดการความรู้ให้แก่ผู้นำสหกรณ์ได้มีการกำหนดเป็นขั้นตอน ดังนี้ 1) กระบวนการซึ่ง เป็นที่มาของการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ 2) กระบวนการบริหารจัดการความรู้ให้แก่ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ 3) กระบวนการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการบริหาร จัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และ 4) กระบวนการติดตามและประเมินผล ผลการศึกษาสามารถตอบสมมติฐานการศึกษาได้ทั้ง 2 ข้อคือ สมมุติฐานข้อที่ 1 การบริหาร จัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นปัจจัยทำให้ประสิทธิภาพความเข้มแข็งของสหกรณ์ ต่างกัน ของผู้ศึกษาที่ตั้งไว้นั้น “ถูกต้อง” เนื่องจากบริบทที่เป็นประสิทธิภาพความเข้มแข็งของสหกรณ์ ทั้ง 4 ข้อนั้นมีความแตกต่างกัน สมมุติฐานข้อที่ 2 การพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะ โดยการจัดให้มีการฝึกอบรม จะนำไปสู่การพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ของผู้ศึกษาที่ตั้งไว้นั้น “ถูกต้อง” ซึ่งอธิบายได้จากผลการวิเคราะห์ระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ ก่อนคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เข้ารับการอบรม (ณ 30 กันยายน 2564) และหลังการเข้ารับ การอบรมเสร็จสิ้นแล้ว 1 ปี (ณ 31 มีนาคม 2566) พบว่าสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการมีระดับชั้นความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เป็นระดับชั้น 1 ทั้ง 10 สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ 100


กิตติกรรมประกาศ การจัดทำรายงานการศึกษาส่วนบุคคล เรื่อง การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์เพื่อพัฒนา สหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติประกอบการศึกษาอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 80 พุทธศักราช 256๖ ของสถาบันดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย ผู้ศึกษามุ่งเน้น ที่จะทำการศึกษาการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้นำและผู้บริหาร สหกรณ์ให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ในการวางแผนพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งผ่านเกณฑ์ชี้วัด ของแผนยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งนำรูปแบบของการบริหารจัดการความรู้ไปใช้ เป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุงสหกรณ์อื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป ผู้ศึกษาขอขอบคุณท่านอาจารย์สฤษดิ์ วิฑูรย์ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาแนวทางในการค้นคว้าวิจัย ตลอดจนแนวคิดใหม่ๆ ในการบริหารจัดการความรู้ จนทำให้รายงานฉบับนี้สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ สมบูรณ์ ขอขอบคุณน้อง ๆ จากสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์และกองแผนงาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและรวบรวมเอกสารเป็นอย่างดี และขอบคุณ ท่านสหกรณ์จังหวัดและคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้อนุเคราะห์ข้อมูล เกี่ยวกับการบริหารจัดการความรู้ในด้านการดำเนินงาน การบริหารการจัดการสหกรณ์และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานส่วนบุคคลฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการแนะนำ ส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป


สารบัญ บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค-ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 4 1.3 กรอบแนวคิดในการศึกษา 4 1.4 สมมติฐานการวิจัย 5 1.5 ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา 5 1.6 ขอบเขตของการศึกษา 5 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ด้านที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์) 7 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับสหกรณ์ 8 2.3 การจัดระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ 10 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) 11 2.5 แนวคิดเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผลการฝึกอบรม 15 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 17 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 17 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 18 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 19 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล 19


สารบัญ (ต่อ) บทที่ 4 ผลการศึกษา 20 4.1 ตอนที่ 1 การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการ 20 เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 4.2 ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ 40 ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป้าหมาย บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ 47 5.1 สรุปผลการศึกษา 47 5.2 อภิปรายผลการศึกษา 57 5.3 ข้อเสนอแนะ 58 บรรณานุกรม 60 ประวัติผู้จัดทำเอกสารการศึกษาส่วนบุคคล 62


สารบัญตาราง ตารางที่ 1 จำนวนสหกรณ์และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่ผ่านการอบรม 18 หลักสูตรการพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะ เป็นรายสหกรณ์ในปี 2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตารางที่ 2 จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างสหกรณ์และ 40 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่ผ่านการอบรม การบริหารจัดการความรู้ในปี พ.ศ. 2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตารางที่ 3 แสดงจำนวนและร้อยละของข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง 41 ตารางที่ 4 แสดงการวิเคราะห์ระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์เป้าหมาย 42 ก่อนเข้าร่วมโครงการ ตารางที่ 5 แสดงแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ 43 จากการเข้ารับอบรม ตารางที่ 6 แผนงาน/โครงการที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ นำเสนอต่อ 44 ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประจำเดือน และสหกรณ์นำไปขับเคลื่อนต่อ ตารางที่ 7 แสดงระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์หลังเข้าร่วมโครงการ 1 ปี 45 (ณ 31 มีนาคม 2566) ตารางที่ 8 แสดงการเปรียบเทียบระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ ก่อน และ หลัง 46 การอบรมรม การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะ ตารางที่ 9 เปรียบเทียบระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ ก่อน และ หลัง 56 การอบรมรมการบริหารจัดการความรู้ให้แก่ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะ


สารบัญภาพ แผนภูมิที่ 1 วงจร P-D-C-A อย่างต่อเนื่อง 33 แผนภูมิที่ 2 รูปแบบวงจรการบริหารจัดการความรู้ของผู้นำสหกรณ์ 59 เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจรูปแบบหนึ่ง จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของคนที่มีพื้นฐานแนวความคิดและอุดมการณ์เดียวกันที่จะใช้ หลักการและวิธีการสหกรณ์เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการดำรงชีพทางเศรษฐกิจในสังคมหรือชุมชนนั้น ๆ ด้วยการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความสมัครใจ มีสิทธิและเสรีภาพในการดูแล กิจการสหกรณ์ด้วยความเท่าเทียมกัน แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับในการประกอบธุรกิจอย่างเที่ยงธรรม อันจะนำไปสู่ความอยู่ดี กินดีมีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคมโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 แบ่งประเภทสหกรณ์ออกเป็น 7 ประเภท ตามลักษณะของการประกอบอาชีพของสมาชิก สหกรณ์และพื้นฐานของชุมชน ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ปัจจุบันมีสหกรณ์ทุกประเภทรวมกัน จำนวน 7,616 สหกรณ์ และมีจำนวนสมาชิกกว่า 11.36 ล้านคน โครงสร้างการบริหารงานของสหกรณ์ประกอบด้วย บรรดาสมาชิกสหกรณ์เป็นผู้ถือหุ้นโดยมี คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรดาสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ มีฐานะเป็นผู้นำสหกรณ์ในการทำหน้าที่บริหารกิจการ กำกับดูแลและขับเคลื่อนกิจการสหกรณ์ให้บรรลุ เป้าหมาย สามารถแก้ไขปัญหาในการดำรงชีพและตอบสนองความต้องการของบรรดาสมาชิกทั้งด้าน เศรษฐกิจและสังคม ให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลาได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น คณะกรรมการดำเนินการจึงต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถและ ทักษะควบคู่กับการใช้คุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการของสหกรณ์ เพื่อให้ สมาชิกเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธาและมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ รวมทั้งได้รับการยอมรับ และเชื่อมั่นในความมั่นคงจากภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ ด้วย ฉะนั้น ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจาก สมาชิกสหกรณ์เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จึงต้องมีองค์ความรู้ ที่หลากหลาย เช่น การดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ การบริหารการเงิน ภาวะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศและต่างประเทศ การตลาดในสถานการณ์ปัจจุบัน การบริหารงานบุคคล บทบาทผู้นำสหกรณ์ กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ จึงจะเป็นคณะกรรมการที่สามารถสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่สหกรณ์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีกรรมการสหกรณ์รวมกันทุกประเภท จำนวน 69,754 คน


2 รัฐบาลได้มีการนำระบบสหกรณ์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศมาหลายยุคสมัย รวมถึงได้มีการกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งเสริมสนับสนุนสหกรณ์ ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 มาตรา 69 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงส่งเสริมและบำรุงการประกอบ เกษตรกรรมเพื่อเพิ่มพูนผลิตผลทั้งในทางปริมาณและคุณภาพและพึงสนับสนุนการสหกรณ์เพื่อผลเช่นว่า นั้นด้วย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในหลายฉบับต่อมา ได้กำหนดบทบัญญัติที่มีสาระสำคัญ เกี่ยวกับสหกรณ์ไว้อย่างต่อเนื่อง เช่น การมีเสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์การส่งเสริม สนับสนุน และการคุ้มครองระบบสหกรณ์ สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนด บทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุนสหกรณ์ไว้ในหมวดต่าง ๆ ประกอบด้วย หมวด 3 สิทธิและ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย (มาตรา 42) หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ (มาตรา 75 วรรคสาม) และ หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ (มาตรา 258) ซึ่งเนื้อหาสาระโดยสรุปได้ให้เสรีภาพในการรวมตัวกัน เป็นสหกรณ์ ด้วยมีความมุ่งหมายเพื่อรับรองหลักประกันเสรีภาพของบุคคลในการรวมตัวกัน รวมถึง กำหนดหลักการในการดูแลระบบสหกรณ์ ตลอดจนแผนดำเนินการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจยังได้ กำหนดให้มีการดำเนินการสร้างกลไก เพื่อส่งเสริมสหกรณ์ ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเหมาะสม ขจัดอุปสรรคและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจต่อไป แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และแผนปฏิรูปประเทศได้ให้ความสำคัญ สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มดำเนินกิจการในชุมชน และการสร้างมูลค่าของสินค้าในภาคเกษตร อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยกำหนดรายละเอียดไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน ประเด็นหลักเกษตรสร้างมูลค่า และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร แผนแม่บทย่อยการพัฒนาระบบนิเวศ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และพัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรทางการเกษตร เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสม การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการเกษตรและระบบติดตามเฝ้าระวังสินค้าเกษตรให้ทัน ต่อสถานการณ์ การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชนเพื่อดำเนินกิจการร่วมกัน การส่งเสริม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการและ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดหรือกลุ่มผู้บริโภค การส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ เกษตรในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมทั้งได้กำหนดตัวชี้วัดตัวหนึ่งภายใต้แผนแม่บทย่อย การพัฒนาระบบนิเวศ การเกษตรคือ สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน) ที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มีความเข้มแข็งในระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้น


3 ในการวัดมาตรฐานความเข้มแข็งของสหกรณ์ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับ แนะนำและส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดชั้นมาตรฐาน ความเข้มแข็งสหกรณ์ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้น 1 (ดีเยี่ยม) ระดับชั้น 2 (ดี) ระดับชั้น 3 (พอใช้) และระดับชั้น 4 (เตรียมเลิกกิจการ) โดยกำหนดตัวชี้วัดการจัดระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความสามารถในการให้บริการสมาชิก 2.ด้านประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 3.ด้านประสิทธิภาพในการจัดการองค์กรและ 4.ด้านประสิทธิภาพของการบริหารงาน ซึ่งกรมส่งเสริม สหกรณ์มีเป้าหมายในการพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ทุกประเภทให้เป็นไปตามตัวชี้วัดของแผน ยุทธศาสตร์ชาติ(สหกรณ์มีความเข้มแข็งในระดับชั้น 1 และชั้น 2 รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ภายในปี พ.ศ.2580) โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีการประกาศระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ปีละ 2 ครั้ง (มีนาคมและกันยายนของทุกปี) ทั้งนี้ เพื่อให้สหกรณ์รับทราบจุดแข็งจุดอ่อนของสหกรณ์สามารถพัฒนา และรักษาในส่วนที่เป็นจุดแข็ง พัฒนาและแก้ไขในส่วนที่เป็นจุดอ่อน เพื่อให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง อย่างยั่งยืนสามารถเป็นที่พึ่งของสมาชิกในชุมชน พร้อมทั้งยกระดับสหกรณ์ให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป :ซึ่งสถานะปัจจุบัน (มีนาคม 2566) สหกรณ์มีความเข้มแข็ง ในระดับชั้น 1 (ดีเยี่ยม) จำนวน 2,001 สหกรณ์ระดับชั้น 2 (ดี) จำนวน 3,849 สหกรณ์ ระดับชั้น 3 (พอใช้) จำนวน 507 สหกรณ์และระดับชั้น 4 (เตรียมเลิกกิจการ) จำนวน 1,259 สหกรณ์ การที่จะพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งต้องพัฒนาที่ตัวบุคคล ซึ่งเป็นผู้นำสหกรณ์ก่อนเป็นลำดับ แรก ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในฐานะที่เป็น ผู้นำสหกรณ์ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารงานสหกรณ์มีจิตสำนึกมีจริยธรรม มีคุณธรรม และตระหนักถึงความสำคัญในปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการพัฒนาสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็ง สร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป จึงได้กำหนด ภารกิจให้สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาและถ่ายทอด ความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2566 ได้จัดสรร งบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะเป็นรายสหกรณ์ เป้าหมายจังหวัดละ 2 แห่ง รวม 156 แห่ง แห่งละ 15 คน รวม 2,340 คน ผู้ศึกษามีแนวคิดว่า ควรมีกระบวนการบริหารจัดการความรู้กรรมการสหกรณ์อย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการศึกษาปัญหาในการ บริหารจัดการความรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการ ซึ่งเป็นผู้นำสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ไปขับเคลื่อนการบริหารงานสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งอย่างเป็น รูปธรรมและยั่งยืน จึงเสนอหัวข้อการศึกษาครั้งนี้ในหัวข้อเรื่อง การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ


4 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.2.1 เพื่อศึกษากระบวนการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่อยู่ใน ความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์ 1.2.2 ศึกษาปัญหาของสหกรณ์เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการนำมาบริหารจัดการความรู้ พัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง 1.2.3 เพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ของ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 1.3 กรอบแนวคิดในการศึกษา ผู้ศึกษาได้กำหนดกรอบแนวคิดในการศึกษาการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์ไว้ดังนี้ INPUT PROCESS OUTPUT OUTCOME กระบวนการบริหารจัดการความรู้ ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ประ เมิน ผล การ จัด การ ความ รู้โดย ผ่าน กระ บวน การ ฝึก อบรม 1.การบริหารจัดการความรู้ 1.การบ่งชี้ความรู้ 2.การสร้างและแสวงหาความรู้ 3.การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ 4.การประมวลและกลั่นกรองความรู้ 5.การเข้าถึงความรู้ 6.การแบ่งบันและแลกเปลี่ยนความรู้ 7.การเรียนรู้ 1.ผู้เข้า อบรมมี การจัดทำ แผนงาน/ โครงการ/ กิจกรรม อย่างน้อย 1 แผนงาน เสนอต่อที่ ประชุม กรรมการ ประจำ เดือน 1.1 สหกรณ์นำ แผนงาน/ โครงการ/ กิจกรรม ไปขับเคลื่อน อย่างเป็น รูปธรรม 1.ประสิทธิภาพการ จัดการความรู้ 1.การมีส่วนร่วม ของสมาชิก 2. การดำเนินธุรกิจ ของสหกรณ์ 3. การบริหารจัดการ 4.การแก้ไขปัญหา ของสหกรณ์ 1.2 สหกรณ์ ไม่ได้นำ แผนงาน/ โครงการ/ กิจกรรมไป ขับเคลื่อน 2.ปัญหาในการบริหารจัดการความรู้ ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ 1.ปัญหาจากตัวบุคคล 1)วุฒิการศึกษา 2)ประสบการณ์ 3)การนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอด 4)การคัดเลือกบุคลากรเข้าอบรม 2.สถานที่จัดเก็บองค์ความรู้ของ องค์กร 3.เทคโนโลยีขององค์กร 4.ลักษณะงานขององค์กร 2.กำหนดรูปแบบ/ นวตกรรมการจัดการ ความรู้ของ คณะกรรมการ ดำเนินการสหกรณ์ อย่างมีประสิทธิภาพ 2.ผู้เข้าอบรมไม่มีการจัดทำ แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม เสนอต่อที่ประชุมประจำเดือน ติดตามและ ประเมินผล


5 1.4 สมมติฐานการวิจัย 1.4.1 การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นปัจจัยทำให้ ประสิทธิภาพความเข้มแข็งของสหกรณ์ต่างกัน 1.4.2 การพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะโดยการจัดให้มีการฝึกอบรม จะนำไปสู่ การพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 1.5 ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา 1.5.1 ได้รู้ถึงกระบวนการบริหารจัดการความรู้ของสหกรณ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมส่งเสริมสหกรณ์ 1.5.2 ได้รับทราบปัญหาในการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ 1.5.3 มีแนวทางและรูปแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ในการพัฒนา สหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 1.6 ขอบเขตของการศึกษา 1.6.1 ศึกษาโดยการสุ่มตัวอย่างจากสหกรณ์เป้าหมายที่มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เข้า รับการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะปี พ.ศ.2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 10 แห่ง 1.6.2 เก็บข้อมูลจากการแบบสัมภาษณ์คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรพัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะปี พ.ศ.2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 10 แห่ง 1.6.3 เก็บข้อมูลจากการรายงานผลการดำเนินเดินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนากรรมการ สหกรณ์เข้มแข็งในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 จำนวน 10 แห่ง ใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1) รายงานการ ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประจำเดือนที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอแผนงาน/โครงการ/ กิจกรรมให้สหกรณ์ดำเนินการ 2) แผนงานหรือโครงการหรือกิจกรรมได้รับอนุมัติให้สหกรณ์นำไป ขับเคลื่อนหรือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม 1.6.4 เปรียบเทียบระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ก่อนที่คณะกรรมการดำเนินการเข้ารับการ ฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะปี พ.ศ.2565 กับระดับความเข้มแข็งของ สหกรณ์หลังจากที่คณะกรรมการดำเนินการเข้ารับการฝึกอบรม โดยใช้ระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ ณ 30 กันยายน 2564 เปรียบเทียบกับระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ ณ 31 มีนาคม 2566


6 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.7.1 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ หมายถึง สมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับการเลือกตั้งจาก ที่ประชุมใหญ่ให้เป็นผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ เป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการ อันเกี่ยวกับบุคลภายนอก และเป็นผู้นำของสหกรณ์ ในที่นี้ ประกอบด้วยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะเป็นรายสหกรณ์ในปี 2565 และ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่ยังไม่ได้เข้ารับการอบรม 1.7.2. ความเข้มแข็งของสหกรณ์ หมายถึง สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งตามเกณฑ์วัดระดับชั้นความ เข้มแข็งของสหกรณ์ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้น 1(ดีเยี่ยม) ระดับชั้น 2 (ดี) ระดับชั้น 3 (พอใช้) และระดับชั้น 4 (เตรียมเลิกกิจการ) โดยมีตัวชี้วัดการจัดระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ ออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความสามารถในการให้บริการสมาชิก 2.ด้านประสิทธิภาพในการดำเนิน ธุรกิจ 3.ด้านประสิทธิภาพในการจัดการองค์กรและ 4.ด้านประสิทธิภาพของการบริหารงาน 1.7.3 ความสำเร็จของสหกรณ์ หมายถึง สหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดีและผ่านเกณฑ์ มาตรฐานสหกรณ์ตามตัวชี้วัดของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระหว่างปี พ.ศ.2565-2566 1.7.4.องค์ประกอบการบริหารจัดการความรู้ในที่นี้ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ 1.การบ่งชี้ ความรู้ 2.การสร้างและแสวงหาความรู้3.การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ 4.การประมวลและกลั่นกรอง ความรู้5.การเข้าถึงความรู้6.การแบ่งบันและแลกเปลี่ยนความรู้7.การเรียนรู้


7 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษา การบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตาม แผนยุทธศาสตร์ชาติผู้ศึกษาได้นำแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางในการศึกษา ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านเกี่ยวกับสหกรณ์ 2. แนวคิดเกี่ยวกับสหกรณ์ 3. การจัดระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ 4. แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) 5. แนวคิดเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผลการฝึกอบรม 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ) ด้านเกี่ยวกับสหกรณ์ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และแผนปฏิรูปประเทศได้ให้ความสำคัญและ สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มดำเนินกิจการในชุมชนและการสร้างมูลค่าของสินค้าในภาคเกษตร อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยกำหนดรายละเอียดไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน ประเด็นหลักเกษตรสร้างมูลค่า และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร แผนแม่บทย่อยการพัฒนาระบบนิเวศ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และพัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรทางการเกษตร เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสม การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการเกษตร และระบบติดตามเฝ้าระวังสินค้าเกษตรให้ทัน ต่อสถานการณ์ การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชนเพื่อดำเนินกิจการร่วมกัน การส่งเสริมการ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการและ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้อง กับ ความต้องการของตลาดหรือกลุ่มผู้บริโภค การส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ เกษตรในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมทั้งได้กำหนดตัวชี้วัดตัวหนึ่งภายใต้แผนแม่บทย่อย การพัฒนาระบบนิเวศ การเกษตรคือ สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน) ที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มีความเข้มแข็งในระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้น


8 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับสหกรณ์ สหกรณ์ คือ องค์กรๆ หนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันด้วยความสมัครใจ เพื่อดำเนินงานทั้งใน ด้านความคิด ระบบบริหารจัดการผลผลิต และบุคคลโดยใช้หลักประชาธิปไตย เพื่อสนองความต้องการ (อันจำเป็น) ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อุดมการณ์สหกรณ์ คือ ความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามหลักการสหกรณ์ซึ่งจะนำไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม หลักการสหกรณ์ คือ แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าทางสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วยการที่สำคัญรวม 7 ประการ กล่าวคือ หลักการที่ 1 การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ หลักการที่ 5 การศึกษา ฝึกอบรมและสารสนเทศ หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ หลักการที่ 7 การเอื้ออาทรต่อชุมชน วิธีการสหกรณ์ คือ การนำหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและ สังคม เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชน โดยไม่ละเลยหลักการธุรกิจที่ดี กฎกระทรวง กำหนดประเภทสหกรณ์ที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ.2548 กำหนดไว้ 7 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1. สหกรณ์การเกษตร คือ สหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นในหมู่ผู้มีอาชีพทางการเกษตรรวมกันจัดตั้งขึ้น และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อนายทะเบียนสหกรณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการ ร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของสมาชิก และช่วย ยกฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดีขึ้น


9 2. สหกรณ์ประมง คือ สหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นในหมู่ชาวประมง เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ในการประกอบอาชีพ ซึ่งชาวประมงแต่ละคนไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ตามลำพัง บุคคลเหล่านี้ จึงรวมกันโดยยึดหลักการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3. สหกรณ์นิคม คือ สหกรณ์การเกษตรในรูปแบบหนึ่ง ที่มีการดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกิน ให้ราษฎร การจัดสร้างปัจจัยพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่อยู่อาศัยควบคู่ไปกับการดำเนินการ จัดหาสินเชื่อ ปัจจัยการผลิตและสิ่งของที่จำเป็น การแปรรูปการเกษตร การส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งกิจการ ให้บริการสาธารณูปโภคแก่สมาชิก 4. สหกรณ์ร้านค้า คือ สหกรณ์ที่มีผู้บริโภครวมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดหาสินค้า เครื่องอุปโภค บริโภคมาจำหน่ายแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป โดยจดทะเบียนตามกฎหมายสหกรณ์ในประเภทสหกรณ์ ร้านค้า มีสภาพเป็นนิติบุคคลซึ่งสมาชิกผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นเจ้าของ สมาชิกลงทุนร่วมกันในสหกรณ์ ด้วยความสมัครใจเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในการ ซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคและเพื่อผดุงฐานะ ทางเศรษฐกิจของตนและหมู่คณะ 5. สหกรณ์ออมทรัพย์คือ สถาบันการเงินแบบหนึ่งที่มีสมาชิกเป็นบุคคลซึ่งมีอาชีพอย่าง เดียวกัน หรือที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกรู้จักการออมทรัพย์ และให้ กู้ยืมเมื่อเกิดความจำเป็นหรือเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์งอกเงยและได้ รับการจดทะเบียนตาม พระราชบัญญัติสหกรณ์ สามารถกู้ยืมเงินได้เมื่อเกิดความจำเป็นตาม หลักการช่วยตนเอง และช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน 6. สหกรณ์บริการ คือ สหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ โดยมีประชาชน ไม่น้อยกว่า 10 คน ที่มีอาชีพอย่างเดียวกัน ได้รับ ความเดือดร้อนในเรื่องเดียวกันรวมตัวกันโดย ยึดหลักการประหยัด การช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริม ให้เกิดความมั่นคงในอาชีพต่อไป 7. สหกรณ์เครดิตยูเนียน คือ สหกรณ์อเนกประสงค์ ตั้งขึ้นโดยความสมัครใจของสมาชิก ที่อยู่ในวงสัมพันธ์เดียวกัน เช่น อาศัยในชุมชนเดียวกัน ประกอบอาชีพเดียวกัน หรือในสถานที่เดียวกัน หรือมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อการรู้จักช่วยเหลือตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้สมาชิกประหยัดและออม เพื่อการรู้จักช่วยตนเองเป็นเบื้องต้นและเป็นพื้นฐานในการสร้างความมั่นคง แก่ตนเองและครอบครัว


10 2.3 การจัดระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ โดยใช้ผลการจัดระดับชั้นของสหกรณ์เป็นตัวชี้วัดการประเมินผล ความสำเร็จของการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งการจัดระดับชั้นของสหกรณ์ แบ่งเป็น 4 ชั้น และมีหลักเกณฑ์ในการประเมินการจัดชั้นของสหกรณ์ ทั้งหมด 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านความสามารถในการให้บริการสมาชิก (การมีส่วนร่วม) โดยสามารถประเมินได้จากธุรกิจ ด้านต่างๆ ที่สหกรณ์ดำเนินงานอยู่นั้น สามารถให้บริการกับสมาชิกได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมสมาชิกได้ครบ ทุกคนหรือไม่ มากน้อยเพียงใด โดยวัดผลจากจำนวนสมาชิกที่ใช้บริการ/ร่วมทำธุรกิจกับสหกรณ์ อย่างน้อย คนละ 1 ด้าน 2. ด้านประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยสามารถประเมินจากอัตราส่วนทางการเงินของ สหกรณ์ ซึ่งผลมาจากการบริหารงานและการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ โดยมีอัตราส่วนที่ใช้เป็นเกณฑ์ ประเมิน 7 อัตราส่วน คือ 1) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 2) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของทุน 3) อัตรา ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 4) อัตราส่วนทุนหมุนเวียน 5) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อกำไรก่อนหัก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 6) อัตราส่วนทุนสำรองต่อสินทรัพย์ และ 7) อัตราส่วนหนี้ระยะสั้นที่ชำระได้ตาม กำหนด 3. ด้านประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร (ควบคุมภายใน) โดยสามารถประเมินจากคุณภาพของ การควบคุมภายในของสหกรณ์ แบ่งได้ 5 ระดับ คือ (1) ระดับดีมาก มีผลการควบคุมภายในเท่ากับ 4 คะแนน (2) ระดับดี มีผลการควบคุมภายใน เท่ากับ 3 คะแนน (3) ระดับพอใช้ มีผลการควบคุม ภายใน เท่ากับ 2 คะแนน (4) ระดับต้องปรับปรุง มีผลการควบคุมภายใน เท่ากับ 1 คะแนน และ (5) ระดับไม่มีการควบคุมภายใน มีผลการควบคุมภายใน = 0 คะแนน 4. ด้านประสิทธิภาพของการบริหารงาน (ข้อบกพร่อง) โดยสามารถประเมินผลจาก การดำเนินงาน คณะกรรมการและหรือฝ่ายจัดการของสหกรณ์ เกิดการทุจริตหรือมีข้อบกพร่องในการ บริหารงานเกิดขึ้นหรือไม่ จากหลักเกณฑ์การประเมินผล ตามเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ทั้ง 4 ด้าน สามารถแบ่งระดับชั้นของสหกรณ์ ออกเป็น 4 ระดับชั้น คือ


11 1. ระดับชั้น 1 (ดีเยี่ยม) เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าหรือเท่ากับ ร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุม ภายในระดับ ดี ถึงระดับ ดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องจากการดำเนินงานหรือมีข้อบกพร่องแต่ได้ดำเนินการ แก้ไขแล้วเสร็จสมบูรณ์ 2. ระดับชั้น 2 (ดี) เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ระหว่างร้อยละ 60 - 69 และ มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายใน ในระดับ พอใช้ และเป็นสหกรณ์ที่มีข้อบกพร่องซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จแต่ต้องติดตามหรือ อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข 3. ระดับชั้น 3 (พอใช้) เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ต่ำกว่าร้อยละ 60 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายใน ต้องปรับปรุง หรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน และเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องและยังไม่เริ่มดำเนินการ แก้ไข 4. ระดับชั้น 4 (เตรียมเลิกกิจการ) เป็นสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่นายทะเบียนสหกรณ์/ นายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรสั่งเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) การบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กร สามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้ องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1) ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำ ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม ซึ่งนพ.วิจารณ์ พานิช ได้ระบุว่าการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมาย อย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 1) บรรลุเป้าหมายของงาน 2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน 3) บรรลุ เป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ 4) บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทร ระหว่างกันในที่ทำงาน


12 การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดความรู้ที่จำเป็น หรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมขององค์กร 2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ 3) การปรับปรุงดัดแปลงหรือ สร้างความรู้บางส่วนให้เหมาะต่อการใช้งาน 4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน 5) การนำ ประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด“ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ 6) การจดบันทึก“ขุมความรู้”และ“แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งานและปรับปรุงเป็น ชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และบูรณาการ เป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่น ที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) อยู่ในมือ และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (ทักษะในการ ปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว มีคนเข้าใจผิดเริ่มดำเนินการโดยเข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยาม ผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบ ความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการ ของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม 2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็น นวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ 3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ 4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้ งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้ งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการ ความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา 3 ประเด็น ได้แก่ 1) งาน โดยพัฒนางาน 2) คน โดยพัฒนาคน 3) องค์กร โดยเป็นองค์กรการเรียนรู้


13 ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือหลุมพราง ข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือการจัดการความรู้เทียมหรือปลอม เป็นการ ดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่ม ดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทางถูกวิธีก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิดก็จะเดินไปสู่ ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ การจัดการระบบการจัดการความรู้เป็นแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ แท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชนในที่ทำงาน ดังกล่าวแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียม จะนำไปสู่การดำเนินการจัดการความรู้แบบเทียม และไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการความรู้ในที่สุด แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุดคือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด ทำตามแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการจัดการความรู้อย่างแท้จริง องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process) 1. คน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ 2. เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น 3. กระบวนการความรู้เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม กระบวนการบริหารจัดการความรู้(Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้ เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน 1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้อะไร ปัจจุบันมีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด และอยู่ที่ใคร 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) เป็นการสร้าง แสวงหา รวบรวมความรู้ทั้งภายใน/ภายนอก รักษาความรู้เดิม แยกความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้วออกไป


14 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการกำหนดโครงสร้าง ความรู้ แบ่งชนิด ประเภท เพื่อให้สืบค้น เรียกคืน และใช้งานได้ง่าย 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) เป็นการปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ 5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการแบ่งปัน สามารถทำได้ หลายวิธีการ โดยกรณีที่เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีที่เป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) จัดทำเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น 7. การเรียนรู้ (Learning) เป็นการนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้ และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้น จากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มี ความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ ด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการ ความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการ ฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอน สุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ


15 ผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม การไม่ยอมรับในตัวบุคคล หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได้การบริหารจัดการความรู้ ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราช กฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนด ขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความ มีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน 2.5 แนวคิดเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผลการฝึกอบรม การติดตามและประเมินผลการฝึกอบรม ควรพิจารณาจากผลการฝึกอบรม (Outputs) ซึ่งได้แก่ ปฏิกิริยา การเรียนรู้ พฤติกรรมและผลลัพธ์หรือผลกระทบ ประเด็นที่ควรพิจารณาตรวจสอบ ในการประเมินผลการฝึกอบรม ผลที่ได้จากการฝึกอบรม (Outputs) เป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการศึกษา วิเคราะห์เพื่อประเมินผลการฝึกอบรมทั้งระบบ โดยอาจแบ่งการประเมินผลในช่วงนี้ออกได้เป็น 4 ระดับ คือ 1. ขั้นปฏิกิริยา (Reaction) ของผู้เข้าอบรม หมายถึง ความคิดเห็น ความรู้สึก และทัศนคติที่ ผู้เข้าอบรมมีต่อสิ่งต่อไปนี้ คือ ความเหมาะสมของหลักสูตรและหัวข้อวิชา การดำเนินการฝึกอบรม ของวิทยากรและประโยชน์ของการฝึกอบรมต่อการปฏิบัติงานของผู้เข้าอบรม ความเหมาะสมในการบริหาร โครงการฝึกอบรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ 2. ขั้นการเรียนรู้ (Learning) ของผู้เข้าอบรม ว่าเกิดการเรียนรู้จริงหรือไม่ โดยอาจแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ ผู้เข้าอบรมเกิดการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์หลักของโครงการหรือไม่ และผู้เข้าอบรมได้รับความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากความรู้สึกของตนเองเพียงใด 3. ขั้นพฤติกรรม (Behavior) ของผู้เข้าอบรม เมื่อกลับไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานแล้วว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หรือไม่ โดยอาจแยกประเด็นพิจารณา คือ ผู้เข้าอบรมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ตามที่คาดหวังไว้ในวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่


16 4. ขั้นผลลัพธ์ (Outcomes หรือ Results) อาจแยกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ 4.1 ผลที่องค์กรได้รับ มีประเด็นที่ควรพิจารณา คือ 1) ผลงานทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 2) ผลลัพธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การลดค่าใช้จ่าย ลดการสูญเสียหรือของ เสีย จากการผลิตหรือการดำเนินงาน ลดอุบัติเหตุ และลดความสิ้นเปลืองต่าง ๆ 3) การลดความขัดแย้ง หรือข้อร้องเรียนซึ่งมีผลมาจากการบริหารงาน หรือการดำเนินงานของ ผู้ผ่านการอบรม และ 4)ความพึงพอใจ หรือความนิยมของผู้รับบริการ หรือหน่วยงานที่ประสานงานหรือดำเนินงานเกี่ยวเนื่องด้วยกับผู้ผ่าน การอบรม 4.2 ผลที่ผู้เข้าอบรมเองได้รับ อาจพิจารณาได้จาก 1) มีทักษะด้านต่าง ๆ พร้อมที่ปฏิบัติงาน ในหน้าที่ความรับผิดชอบ และ 2) มีทักษะด้านต่าง ๆ ในการผู้บริหารงานสหกรณ์


17 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การศึกษาเรื่องการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งการวิจัยเชิงคุณภาพ จะทำให้ได้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่มีรายละเอียดชัดเจน สามารถนำมาวิเคราะห์ในเชิงตรรกะได้(Analytic Induction) ทั้งนี้เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามระเบียบวิธีการวิจัย ผู้ศึกษาจึงกำหนดขั้นตอนการศึกษา ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร (Population) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จากสหกรณ์ที่ได้รับการ คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติปี พ.ศ.2565 จำนวน 2,280 คน จากสหกรณ์ 152 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง (Sample) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษาครั้งนี้ คือ กรรมการดำเนินการสหกรณ์จากสหกรณ์ที่ได้รับกา คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ศึกษากำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สมการคำนวณการกำหนด กลุ่มตัวอย่างของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) ณ ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 90 ความคลาดเคลื่อน ร้อยละ 10 ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 คน ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสมการ ดังนี้ = 1 + 2 เมื่อ n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างของจำนวนสมาชิกสหกรณ์ N แทน จำนวนสมาชิกสหกรณ์ e แทน ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ร้อยละ 10 ดังนั้น คำนวณจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่จะใช้ทำการศึกษาได้ ดังนี้ แทนค่า = 2,280 1 + (2,280)(0.1 )2 = 95.71 ≈ 100 จากนั้นนำมากำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้แทนของสหกรณ์ละ 10 คน จะได้ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง


18 ตารางที่ 1 จำนวนสหกรณ์และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการพัฒนา กรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะเป็นรายสหกรณ์ในปี 2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชื่อสหกรณ์ จังหวัด กรรมการได้รับการ จัดการความรู้ (คน) จำนวนกลุ่ม ตัวอย่าง (คน) 1) สหกรณ์แปลงใหญ่ไม้ผลเมืองปราจีนบุรี จำกัด ปราจีนบุรี 15 10 2) สหกรณ์การเกษตรภูเวียง จำกัด ขอนแก่น 15 10 3) สหกรณ์การเกษตรเมืองขอนแก่น จำกัด ขอนแก่น 15 10 4) สหกรณ์กยท.บึงสวรรค์ก้าวหน้า จำกัด เลย 15 10 5) สหกรณ์การเกษตรสามง่าม จำกัด พิจิตร 15 10 6) สหกรณ์การเกษตรพรหมบุรี จำกัด สิงห์บุรี 15 10 7) สหกรณ์การเกษตรเมืองอ่างทอง จำกัด อ่างทอง 15 10 8) สหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองปรงสามัคคี จำกัด เพชรบุรี 15 10 9) สหกรณ์การเกษตรกันตัง จำกัด ตรัง 15 10 10)สหกรณ์การเกษตรนาบอน จำกัด นครศรีธรรมราช 15 10 รวม 150 100 จากนั้นทำการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากรายชื่อ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้ง 10 แห่ง จนครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความ เข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นการศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ เกี่ยวกับกระบวนการบริหารจัดการ ความรู้ของสหกรณ์ ปัญหาในการจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ไม่ว่าจะเป็นปัญหา จากบุคลากรสหกรณ์ ปัญหาจากตัวองค์กร ปัญหาจากการดำเนินงานของคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์ จากนั้นนำมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้แนวทางสำหรับการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนา สหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ


19 ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการ ดำเนินการสหกรณ์เป็นการศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดระดับชั้นความเข้มแข็ง ของสหกรณ์ ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามสถานภาพของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งเป็น คำถามปลายเปิด (Open-ended questions) โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. สร้างคำถามของแบบสอบถามตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา 3. ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหาและปรับปรุงแบบสอบถาม เพื่อให้ได้เครื่องมือวัดที่สมบูรณ์ 3.3 การเก็บรวมรวมข้อมูล 3.3.1 ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ได้แก่ ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ผู้ศึกษาทำการเก็บข้อมูลจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ โดยทำการรวบรวมข้อมูลจนครบตาม จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้และเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับ กระบวนการบริหารจัดการความรู้ของสหกรณ์ ปัญหาในการจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากบุคลากรสหกรณ์ ปัญหาจากตัวองค์กร ปัญหาจากการดำเนินงานของ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ 3.3.2 ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของแบบสอบถามแต่ละชุดก่อนนำไปวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติ 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.4.1 ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสาร ใช้วิธีวิเคราะห์เอกสารเนื้อหา (Content Analysis) นำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา 3.4.2 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ (Interview) ใช้วิธีวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analysis Induction) โดยนำข้อมูลมาเรียบเรียงและจำแนกอย่างเป็นระบบ จากนั้นนำมาตีความหมายเชื่อมโยง ความสัมพันธ์และสร้างข้อสรุปข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมได้โดยทำไปพร้อมกับการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้เพื่อ จะได้ศึกษาประเด็นต่างๆ ได้ลึกซึ้ง เมื่อประเด็นใดวิเคราะห์แล้วไม่มีความชัดเจนก็จะดำเนินการจัดหาและ จัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ เหล่านั้น เพื่อตอบคำถามหลักตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ในการศึกษาครั้งนี้


20 บทที่ 4 ผลการศึกษา การศึกษาในบทนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนา สหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการบริหาร จัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์ 2) ศึกษาปัญหาในการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และ 3) ศึกษาแนวทาง และรูปแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติโดยผู้ศึกษาได้ ตั้งสมมติฐานการศึกษาไว้ 2 ประเด็น ประเด็นแรกการบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการ ดำเนินการสหกรณ์เป็นปัจจัยทำให้ประสิทธิภาพความเข้มแข็งของสหกรณ์ต่างกัน และประเด็นที่สอง การพัฒนากรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะโดยจัดให้มีการฝึกอบรม จะนำไปสู่การพัฒนาสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติซึ่งผลการศึกษาปรากฏตามรายละเอียด ดังนี้ ตอนที่ 1 การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความ เข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการ ดำเนินการสหกรณ์เป้าหมาย 4.1 ตอนที่ 1 การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความ เข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติประกอบด้วย 1. กระบวนการซึ่งเป็นที่มาของการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ 2. ปัญญาการบริหารจัดการความรู้การดำเนินงานของสหกรณ์ 3. การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์


21 1. กระบวนการซึ่งเป็นที่มาของการบริหารจัดการความรู้ผู้นำสหกรณ์ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารพบว่า ตามพระราชพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11 กำหนดไว้ว่า ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการหรือหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้มีลักษณะ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการ ในสังกัดหรือหน่วยงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน โดยสำนักงาน กพร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้กำหนดไว้ในคู่มือแผนการจัดการความรู้โครงการ พัฒนาส่วนราชการให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ในส่วนราชการ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและให้แนวทางในการจัดทำแผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) ที่ชัดเจนและ เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่จัดการ ฝึกอบรมและการบริหารจัดการความรู้ให้แก่บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์และบุคลากรของสหกรณ์ ได้กำหนดแผนการจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้นำสหกรณ์โดยการ เชื่อมโยงนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้านการสร้างความเข้มให้แก่สหกรณ์กับแนวทางการบริหาร กิจการสหกรณ์เพื่อให้สหกรณ์มีการบริหารจัดการความรู้ในสหกรณ์ที่เป็นการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดันให้บุคลากรสหกรณ์สามารถนำหลักการของการจัดการความรู้ (KM) มาประยุกต์ใช้ในการรวบรวม ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณ ของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด หรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์) โดยกระบวนการถ่ายทอดผ่านการพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้การฝึกอบรม การลงมือปฏิบัติ รวมถึงระบบ พี่เลี้ยง มากลั่นกรองความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคลากรให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์ อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็น ความรู้แบบรูปธรรม) ในรูปแบบของการจัดการ ฝึกอบรมเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และนำมาจัดทำเป็นคู่มือการปฏิบัติงาน เป็นการพัฒนา ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน ผ่านการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรจากการจัดการความรู้ อย่างเป็นระบบ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรภายในหน่วยงาน มีบุคลากร อาจารย์ ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียที่สะท้อนผลการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการในการจัดการความรู้


22 วิธีการบริหารจัดการความรู้ของสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริม สหกรณ์ ได้นำเอาแนวคิดของ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ซึ่งได้ระบุไว้ว่าการจัดการความรู้สามารถใช้เป็น เครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 1) บรรลุเป้าหมายของงาน 2) บรรลุ เป้าหมายการพัฒนาคน 3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ 4) บรรลุความเป็น ชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน โดยจัดให้มีประชุมผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอด เทคโนโลยีการสหกรณ์ 20 แห่ง (ศูนย์ฯแต่ละแห่งมีภารกิจในการให้การศึกษาอบรมเพื่อพัฒนา บุคลากรสหกรณ์) ซึ่งกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหาร จัดการความรู้ให้แก่ผู้นำสหกรณ์ซึ่งได้ข้อสรุปแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการความรู้ในให้แก่ กรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 6 ประการ ได้แก่ 1. การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่อการบริหารกิจการของสหกรณ์ 2. การเสาะหาความรู้ที่ผู้นำสหกรณ์ต้องการ 3. การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งาน 4. การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของสหกรณ์ 5. การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ สกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ 6. การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็น ชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการ 6 ประการนี้ให้เป็นเนื้อเดียวกัน มีเป้าหมายเพื่อบริหารการจัดการความรู้ เพื่อพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองค์กร ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เริ่มที่งานหรือเป้าหมาย ของงาน คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้(Operation Effectiveness) ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การสนองตอบ (Responsiveness) เป็นการสนองตอบความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงานสหกรณ์และสนองตอบความ ต้องการของชุมชนส่วนรวม 2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรม ด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการของสหกรณ์


23 3) ขีดความสามารถ (Competency) ของสหกรณ์และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อน สภาพการเรียนรู้ของสหกรณ์ 4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) จากการบริหารสหกรณ์ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งมีเกณฑ์ชี้วัดที่ความเข้มแข็งของสหกรณ์ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดให้มีประชุม ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ 20 แห่ง ครั้งที่ 2 ขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ได้มีการกำหนด กระบวนการจัดการความรู้ให้แก่ผู้นำสหกรณ์ตามหลักของกระบวนการความรู้ตามทฤษฎี ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน คือ 1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) เพื่อค้นหาว่าที่สหกรณ์มีความรู้อะไรบ้าง รูปแบบใด อยู่ที่ใคร และความรู้อะไรที่สหกรณ์ จำเป็นต้องมี ทำให้สหกรณ์ทราบว่าขาดความรู้อะไรบ้าง หรือการทำแผนที่ความรู้ (Knowledge Mapping) เพื่อเสาะหาว่าความรู้ใดมีความสำคัญสำหรับสหกรณ์แล้วจัดลำดับความสำคัญของความรู้ เหล่านั้น เพื่อให้สหกรณ์วางขอบเขตของการจัดการความรู้และสามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) จากแผนที่ความรู้(Knowledge Mapping) สหกรณ์จะทราบว่ามีความรู้ที่จำเป็นต้องมีอยู่ หรือไม่ ถ้ามีแล้วสหกรณ์ก็จะต้องหาวิธีการในการดึงความรู้จากแหล่งต่างๆ ที่อาจอยู่กระจัดกระจาย มารวมไว้เพื่อจัดทำเนื้อหาให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ สำหรับความรู้ที่จำเป็นต้องมี แต่ยังไม่มีนั้น สหกรณ์อาจสร้างความรู้จากความรู้เดิมที่มีอยู่ หรือนำความรู้จากภายนอกสหกรณ์มาใช้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขั้นตอนนี้ประสบความสำเร็จคือ บรรยากาศและวัฒนธรรมของสหกรณ์ที่เอื้อให้ บุคลากรของสหกรณ์มีความกระตือรือร้นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อใช้ในการสร้างความรู้ ใหม่ ๆ ตลอดเวลา นอกจากนี้ระบบสารสนเทศก็มีส่วนช่วยให้บุคลากรสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันได้ รวดเร็วและการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ จากภายนอกก็ทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


24 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เมื่อมีเนื้อหาความรู้ที่ต้องการแล้ว สหกรณ์ต้องจัดความรู้ให้เป็นระบบ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถ ค้นหาและนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ มีการจัดทำสารบัญ และจัดเก็บความรู้ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เก็บรวบรวม ค้นหาและนำมาใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว การแบ่งชนิดหรือประเภทของความรู้ เช่น ความรู้ในการบริหารจัดการสินเชื่อ การบริการ การตลาด การรับฝากเงิน เป็นต้น 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) สหกรณ์ต้องประมวลความรู้ให้อยู่ในรูปแบบและภาษาที่เข้าใจง่าย และใช้ได้ง่าย ซึ่งอาจทำ หลายลักษณะคือ การจัดทำหรือปรับปรุงรูปแบบของเอกสารให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหกรณ์ทำให้ การป้อนข้อมูล การจัดเก็บ การค้นหาและการใช้ข้อมูลทำได้สะดวกและรวดเร็ว การใช้ภาษาเดียวกัน ทั่วทั้งสหกรณ์โดยจัดทำคำอภิธานศัพท์ของคำจำกัดความ ความหมายของคำต่าง ๆ ที่แต่ละหน่วยงานใช้ ในการปฏิบัติงานเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน มีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลารวมทั้งต้องให้ผู้ใช้ สามารถค้นหาและเปิดใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การเรียบเรียง ตัดต่อ และการปรับปรุงเนื้อห าให้มี คุณภาพดีในแง่ต่าง ๆ เช่น ครบถ้วน เที่ยงตรง ทันสมัยสอดคล้องและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ 5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) สหกรณ์ต้องมีวิธีการในการจัดเก็บและกระจายความรู้เพื่อให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ได้ โดยทั่วไป การกระจายความรู้ให้ผู้ใช้โดยการป้อนความรู้ คือการส่งข้อมูล/ความรู้ให้ผู้รับโดยผู้รับไม่ได้ร้องขอ เช่น การส่งหนังสือเวียนแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ หรือข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือปริการของ สหกรณ์ให้สมาชิกได้ทราบข่าว และการให้โอกาสเลือกใช้ความรู้ คือ การที่รับผู้รับสามารถเลือกรับหรือใช้ แต่เฉพาะข้อมูล/ความรู้ที่ต้องการเท่านั้น ซึ่งช่วยลดปัญหาการได้รับข้อมูล/ความรู้ที่ไม่ต้องการมากเกินไป สหกรณ์ต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการกระจายความรู้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้ข้อมูล ความรู้ 6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Access) สหกรณ์ต้องมีการแบ่งปันความรู้ประเภท Explicit เช่น การจัดทำเอกสาร จัดทำ ฐานความรู้ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เหมาะสม สามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น การแบ่งปันความรู้ประเภท Tacit สามารถทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความต้องการและวัฒนธรรมของ สหกรณ์ เช่น การตั้งทีมข้ามสายงาน lnnovation & Quality Circles (IQCs) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ Community of Practice หรือ CoP ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) การสับเปลี่ยนสายงาน (Job Rotation) และการยืมตัวบุคลากรมาช่วยงาน มีเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้


25 7. การเรียนรู้ (knowledge Access) วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการจัดการความรู้คือ การเรียนรู้ของบุคลากรและนำความรู้นั้น ไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและปรับปรุงสหกรณ์กล่าวคือหากสหกรณ์ใดก็ตามถึงแม้จะมี วิธีการในการกำหนด รวบรวม คัดเลือกถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้ที่ดีเพียงใดก็ตาม หากบุคลากรไม่ได้ เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ก็เป็นการสูญเปล่าของเวลาและทรัพยากรที่ใช้ การเรียนรู้ของบุคลากรจะทำ ให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ขึ้น ซึ่งจะไปเพิ่มพูนองค์ความรู้ขององค์กรที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้นี้ก็จะ ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความรู้ใหม่ ๆ อีกเป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่เรียกว่า “วงจรการเรียนรู้” ซึ่งวงจร ความรู้ เริ่มจาก องค์ความรู้ แล้วไปสู่ การนำความรู้ไปใช้ เมื่อนำความรู้ไปใช้แล้วก็จะทำให้ เกิดการเรียนรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งจะหมุนวนกลับไปเป็น องค์ความรู้ อีกครั้งหนึ่ง การบริหารความรู้ผู้นำสหกรณ์ในเบื้องต้น สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เลือกใช้เครื่องมือตามทฤษฎีกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการองค์ ความรู้ 15 เครื่องมือ คือ 1) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือชุมชนนักปฏิบัติ (Community of practice : CoP) 2) การศึกษาดูงาน (Study tour) 3) การทบทวนหลังปฏิบัติการหรือการถอดบทเรียน (After action review : AAR) 4) การเรียนรู้ร่วมกันหลังงานสำเร็จ (Retrospect) 5) เรื่องเล่าเร้าพลัง (Springboard Storytelling) 6) การค้นหาสิ่งดีรอบตัว หรือสุนทรียสาธก (Appreciative Inquiring) 7) เวทีเสวนา หรือสุนทรียสนทนา (Dialogue) 8) เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) 9) การเรียนรู้โดยการ ปฏิบัติ(Action Learning) 10) มาตรฐานเปรียบเทียบ (Benchmarking) 11) การสอนงาน (Coaching) 12) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) 13) ฟอรัม ถาม – ตอบ (Forum) 14) บทเรียนจากความผิดพลาด (Lesson Learning) และ 15) เวทีกลุ่มเฉพาะ (Focus Group) จากนั้นนำคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ ฝึกอบรมการบริหารจัดการความรู้ โดยการบริหารจัดการความรู้ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ จะถูกกำหนดเป็นเรื่องๆ ตามประเภทของงานหรือกิจกรรมที่สหกรณ์ต้องการเรียนรู้เช่น การบริหาร จัดความความรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์แต่ละประเภท การบริหารจัดการความเรื่อง ธรรมาภิบาลในสหกรณ์ หรือการบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งในสหกรณ์ เป็นต้น โดยแต่ละเรื่องจะใช้ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) และความรู้ที่กระจัด กระจายอยู่ในตัวบุคลากรให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในงานที่ดำเนินการ (Operation Effectiveness) ใน 5 ส่วน คือ


26 1) ตอบสนองความต้องการของสมาชิกสหกรณ์(Responsiveness) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ตอบสนองความต้องการของพนักงานสหกรณ์เอง และตอบสนองความต้องการของชุมชนส่วนรวม 2) สร้างนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรม ด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการของสหกรณ์ 3) เพิ่มขีดความสามารถ (Competency) ของสหกรณ์และของบุคลากรของสหกรณ์ให้มี การพัฒนาที่สูงขึ้น 4) เพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) โดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ต้องบริหารงาน สหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้อย่างยั่งยืน ตามเกณฑ์ชี้วัดความเข้มแข็งของสหกรณ์ ที่กำหนดในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 5) มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง 2. ปัญหาในการบริหารจัดการความรู้ของสหกรณ์ ผู้ศึกษาได้รวบรวมปัญหาการดำเนินงานของสหกรณ์จากเอกสารและจากการตอบ แบบสอบถามของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ แล้วนำมาจัดเป็นหมวดหมู่ พบปัญหาที่เกิดขึ้น ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะต้องนำปัญหาดังกล่าวไปบริหารจัดการความรู้ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสหกรณ์ให้มความเข้มแข็งตามบริบทของแต่ละสหกรณ์ต่อไป โดยปัญหา แยกตามประเด็นได้ดังนี้ 1. ปัญหาด้านบุคลากรของสหกรณ์ 1.1 สมาชิก เป็นปัญหาที่สำคัญในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ของประเทศไทย เพราะองค์กรทุกองค์กรจะสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อองค์กรนั้นมีทรัพยากร มนุษย์ที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งสมาชิกถือเป็นทรัพยากรหนึ่งขององค์กรที่มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ในฐานะ ผู้ให้บริการหรือดําเนินงานโดยตรง แต่เป็นผู้ใช้บริการและเป็นเจ้าของสหกรณ์นั่นเอง ในปัจจุบันสมาชิก สหกรณ์ส่วนใหญ่ ไม่ได้คำนึงถึงการเป็นเจ้าของสหกรณ์ตามอุดมการณ์ของสหกรณ์ที่ว่าเป็นความร่วมมือ กัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ไขปัญหา ในการประกอบอาชีพ และยกระดับความเป็นอยู่ของ ประชาชนให้ดีขึ้น แต่กลับมองเพียงแค่ต้องการ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น สหกรณ์ร้านค้าส่วนใหญ่ สมาชิกจะสนใจเพียงว่าสินค้า มีราคาถูกกว่าท้องตลาดเท่านั้น เป็นต้น นอกจากนี้สมาชิกบางรายยังขาด วินัยและความรับผิดชอบต่อสหกรณ์ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ และวัตถุประสงค์ที่สหกรณ์ กำหนด เช่น สหกรณ์การเกษตร สมาชิกบางรายกู้เงินไปโดยไม่ได้นําไปเพื่อการประกอบอาชีพ แต่กลับใช้


27 เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ทำให้เกิดการผิดนัดชําระหนี้ส่งผลเสียต่อสหกรณ์อาจเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้ (Non-Performing Loan : NPL) เป็นต้น ปัญหาอีกอย่างที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ คือ สิทธิในการเลือกกรรมการบริหาร สหกรณ์และผู้ตรวจสอบกิจการ เพื่อตรวจสอบการดําเนินงานของ สหกรณ์ซึ่งสมาชิกทุกคนมีสิทธิในความเสมอภาคกัน โดยมีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่เพื่อเสนอความคิดเห็น หรือออกเสียงเพื่อลงคะแนน โดยสมาชิก 1 ราย มีทุนเท่าใดก็ได้มีสิทธิในการออกเสียงเท่ากัน คือ 1 สิทธิ ซึ่งการที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการเลือก กรรมการบริหารสหกรณ์และผู้ตรวจสอบกิจการ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการทุจริต และการดําเนินงาน อย่างไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารสหกรณ์ นั้น ๆ ได้เพราะหากสมาชิก ไม่พิจารณาบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ มีความเป็นมืออาชีพ และมีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในการบริหารสหกรณ์แล้ว อาจเป็นช่องทาง ให้กลุ่มบุคคลที่ต้องการหา ผลประโยชน์รวมตัวกันเข้ามาทุจริตต่อสหกรณ์หรืออาจจะบริหารสหกรณ์ ไม่ประสบผลสำเร็จ ตามเป้าหมายที่วางไว้ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สมาชิกเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำเนินกิจการ แต่ปัจจุบัน ยังคงขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดการมีส่วนร่วมของกิจการสหกรณ์และขาดความมีวินัย ของสมาชิก ในการเป็นเจ้าของสหกรณ์จึงทำให้เกิดปัญหาที่สั่งสมมานานรอการแก้ไขอย่างจริงจังจากทั้ง สหกรณ์เองและหน่วยงานของรัฐ 1.2 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มาจากการได้รับ เลือกตั้งจากสมาชิก เพื่อให้ทำหน้าที่บริหารงานสหกรณ์แทนสมาชิกทั้งหมด โดยพัฒนาสหกรณ์ให้มี ความเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้ามั่นคง สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาแก่สมาชิก ถือว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญ ต่อความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของ สหกรณ์ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น จะเป็นเรื่องของการบริหารงาน ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์ บทบาทภารกิจ และไม่มีความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากในการก่อตั้งกลุ่มสหกรณ์ในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเป็นการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งโดยหวังผล การช่วยเหลือจากภาครัฐ การเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการก็จะเป็นการเลือกจากคนภายในกลุ่ม ที่จัดตั้ง โดยอาจจะไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารสหกรณ์ที่ดีพอและปัญหาที่สำคัญที่สุด ของคณะกรรมการดำเนินการ คือ ปัญหาการทุจริตแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ขาดธรรมา ภิบาลในการบริหารงาน มุ่งผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงองค์กร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ต่อการดําเนินงานของสหกรณ์ทั้งนี้ไม่ว่าการทุจริตมากน้อยเพียงใดและดำเนินการในลักษณะใดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ทั้งสิ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีความสำคัญ ต่อการดำเนินกิจการสหกรณ์แต่ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการบริหารงานที่ไม่มี ประสิทธิภาพ ขาดความรู้ความเข้าใจ ที่แท้จริง และปัญหาการทุจริตต่อหน้าที่ส่งผลให้สหกรณ์ไม่สามารถ ดำเนินกิจการให้มีประสิทธิภาพได้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หลายแห่งไม่มีความรู้ทางด้าน


28 การบริหารงานสหกรณ์ ต้องให้ฝ่ายจัดการเป็นผู้ดำเนินการแทนทั้งหมด ยังมีความเข้าใจว่างานต่าง ๆ ของสหกรณ์เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่จะต้องปฏิบัติ เมื่อมอบหมายให้กระทำการใดๆ แล้วจะต้อง สำเร็จตามเป้าหมาย จึงมักปล่อยให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคนใดควบคุมงาน ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่มีการ ตรวจสอบหรือละเว้นการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ จึงเป็นจุดอ่อนหรือ จุดรั่วไหลเกิดขึ้นในหลาย สหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์อ่อนแอ มีข้อบกพร่องทางการเงินการบัญชีอยู่เป็นประจำ มีช่องโหว่ให้ทุจริต ต่อหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์ สมาชิกเสื่อมศรัทธา บุคคลภายนอกไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางใจ ที่จะทำธุรกรรมกับสหกรณ์ต่อไป 1.3 ปัญหาของฝ่ายจัดการ รวมถึงผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ทั้งหมด ที่มีลักษณะ เป็นลูกจ้าง ซึ่งได้รับเงินเดือนจากสหกรณ์ มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ นโยบาย และแผนงาน ตลอดจนมติที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ ปัญหาที่พบมาก คือ ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ ยังขาดความรู้ความสามารถ ขาดความเข้าใจในหลักวิธีการสหกรณ์ ระเบียบและข้อบังคับของสหกรณ์ อัตราการเข้าออกของเจ้าหน้าที่สหกรณ์หลายแห่งมีอัตราสูงมาก เพราะการทำงานในสหกรณ์ขนาดกลาง และขนาดเล็กยังไม่มั่นคงพอ อัตราเงินเดือนของเจ้าหน้าที่สหกรณ์บางแห่งยังน้อยกว่าภาคเอกชนและ ข้าราชการ มีความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงน้อย ยังไม่สามารถยึดเป็นอาชีพอย่างถาวรได้ โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่บัญชี เมื่อหางานใหม่ได้ก็ลาออกไป ทำให้สหกรณ์เป็นที่ฝึกงานให้คนใหม่อยู่เสมอ ทำให้งานของ สหกรณ์ไม่ต่อเนื่องและขาดประสิทธิภาพ สหกรณ์หลายแห่งที่มีผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความ เข้าใจในระบบการควบคุมภายใน มีความเข้าใจว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่เพิ่มขึ้น จึงไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ใส่ใจ พยายามหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตาม การควบคุมภายในที่กำหนด จึงทำให้การควบคุมภายในที่กำหนดไว้ ไม่รัดกุมพอ อาจเกิดข้อผิดพลาด รวมทั้ง การทุจริตได้โดยง่าย สร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ เป็นอุปสรรค ต่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของสหกรณ์ 1.4 ปัญหาของผู้ตรวจสอบกิจการ สหกรณ์หลายแห่ง พบว่า ผู้ทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบ กิจการ ของสหกรณ์ไม่เข้าใจระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ ยังขาดความรู้ด้านการเงินการบัญชีและการ ควบคุมภายในของสหกรณ์ ยังให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบกิจการสหกรณ์น้อย ไม่สามารถเขียน รายงานตรวจสอบกิจการ สะท้อนปัญหาของสหกรณ์ได้ชัดเจน ส่งผลให้มีข้อบกพร่องในการดำเนินงาน ที่ตรวจไม่พบ ทำให้ผู้ตรวจสอบกิจการเป็นเพียงผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์เท่านั้น ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ กิจการสหกรณ์ได้ตามเจตนารมณ์ของระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการตรวจสอบกิจการของสหกรณ์


29 2. ปัญหาด้านการจัดการภาครัฐ 2.1 ปัญหาโครงสร้างและระบบสหกรณ์ซึ่งสหกรณ์ของไทยอยู่ภายใต้ระบบราชการ มีกฎระเบียบ เป็นกรอบในการดําเนินงาน มีหน่วยงานราชการกำกับดูแล และคอยตรวจสอบการดำเนิน กิจการของ สหกรณ์ซึ่งดูเหมือนจะมีการควบคุมตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แต่ในความเป็นจริง การดำเนินการยังมีข้อบกพร่องด้านบุคลากรในการตรวจสอบ เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ค่อนข้างกว้าง ไม่สามารถควบคุมได้อย่างทั่วถึงทุกสหกรณ์และยิ่งมีการปรับโครงสร้างส่วนราชการในระดับ ภูมิภาคจากสหกรณ์อำเภอเป็นกลุ่มส่งเสริมแบบเคลื่อนที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และสหกรณ์ ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ ความสัมพันธ์ที่จะสามารถเข้าถึงสหกรณ์ก็ยิ่งน้อยลงไปด้วย ส่งผลถึงการกำกับดูแลที่ยิ่งห่างออกไป และการดําเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่อาศัยรัฐเป็นองค์กรหลัก ดำเนินการตามนโยบายและแผนงานซึ่งอาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในโลกปัจจุบัน อาจส่งผล ให้สหกรณ์ที่ไม่มีศักยภาพที่เพียงพอมีโอกาสล้มเหลวในการดำเนินกิจการได้นอกจากนี้ด้านบุคลากร ของภาครัฐยังขาดการประเมินและติดตามผลที่ชัดเจน โดยจะมีการประเมินเพียงแค่ภาพรวมเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถ แก้ปัญหาและหาแนวทางป้องกันได้ 2.2 ปัญหาด้านนโยบายและกฎหมายด้านนโยบายรัฐ เช่น การนำสหกรณ์ไปเป็นเครื่องมือ ในการดำเนินงานตามโครงการของรัฐบาลเพื่อการบรรลุเป้าหมายโครงการหรือแผนงาน ซึ่งไม่ใช่เป้าหมาย ของสหกรณ์โดยตรง ในด้านกฎหมาย มีประเด็นปัญหาในเรื่องบทบัญญัติที่มีรายละเอียดการปฏิบัติ มากเกินไป ไม่ยืดหยุ่น และใช้ปฏิบัติกับสหกรณ์ทุกประเภท ทุกขนาด ทุกพื้นที่ ทุกสหกรณ์เหมือนกันหมด โดยไม่แยกประเภทหรือรายละเอียดให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง 2.3 ปัญหาการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะเน้นการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นหลัก จึงละเลยการส่งเสริมให้ปฏิบัติตามหลักการสหกรณ์ และการส่งเสริมการใช้เครื่องมือการจัดการ องค์กรและการบริหารธุรกิจในการทำงาน 2.4 ปัญหาการกำกับ ควบคุม และตรวจสอบสหกรณ์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือในการกำกับสหกรณ์ มากกว่าการส่งเสริมให้สหกรณ์ใช้เครื่องมือหรือเทคนิคการจัดการควบคุม เช่น แผนงาน งบประมาณ เป้าหมาย การกำหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัดและการวัดความสำเร็จของงาน 2.5 ปัญหารูปแบบและโครงสร้างของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ไทยจะใช้รูปแบบและโครงสร้าง เดียวกันหมด ทั้งขนาดเล็กที่บริการสมาชิกในชุมชนและสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับชาติ ที่ดำเนินธุรกิจ ทั่วประเทศ รวมไปถึงขบวนการสหกรณ์ มีโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหกรณ์ไม่เป็นระบบทำให้ไม่มี ประสิทธิภาพ ขบวนการสหกรณ์อ่อนแอและไม่มีพลัง


30 2.6 ปัญหาระบบการบริหารจัดการสหกรณ์รูปแบบใหม่ ที่ต้องก้าวให้ทันต่อบริบทของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเชิงธุรกิจมากขึ้น โดยสหกรณ์ไทยเป็นสหกรณ์แบบดั้งเดิม ขาดระบบการบริหาร จัดการที่มีประสิทธิภาพเชิงการบริหารเมื่อเทียบกับระบบการบริหารธุรกิจภาคเอกชน เพราะมีระบบการ ตัดสินใจที่แตกต่างกัน ภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายโดยไม่ต้องจำกัดให้สหกรณ์ดำเนินธุรกิจแบบ เอกประสงค์(จดเบียนตามประเภทสหกรณ์แล้วต้องดำเนินธุรกิจตามประเภทสหกรณ์นั้นอย่างเดียว) เป็นดำเนินธุรกิจแบบเอนกประสงค์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับภาคเอกชนทั่วไปได้ 3. ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านเงินทุนไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของสมาชิก การขาดแหล่งเงินทุน แม้ว่าจะมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธกส.) แล้วก็ตาม แต่ ธกส. ก็ให้บริการเฉพาะสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น สำหรับสหกรณ์ รูปแบบอื่น ๆ ไม่ได้มีสถาบันการเงินโดยเฉพาะ ต้องอาศัยธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งดอกเบี้ยค่อนข้างสูงและไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหา การตลาด เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำไม่แน่นอน และการขาดประสิทธิภาพในการจัดการเพื่อการแข่งขัน กับภาคธุรกิจอื่น ซึ่งสหกรณ์ต้องแข่งขันกับพ่อค้าคนกลาง หรือนายทุน หรือธุรกิจประเภทอื่น ซึ่งคู่แข่งขัน มีความสามารถและข้อได้เปรียบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเงินทุนที่เหนือกว่า ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและเชี่ยวชาญในทางการค้าและธุรกิจมากกว่า ซึ่งสหกรณ์จำเป็นต้องพัฒนาบุลากร ให้มีทักษะสามารถแข่งขันและอยู่ในภาคธุรกิจต่อไปให้ได้ 4. ปัญหาการพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ 4.1 การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และทักษะที่เหมาะสม ซึ่งเกิดจากสหกรณ์มีปัญหา ในการสรรหาบุคลากรที่มีความรู้และทักษะที่เหมาะสมในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ ส่วนใหญ่บุคลากร สหกรณ์จะเป็นเครือญาติของกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ผู้นำหมู่บ้านหรือเครือญาติของฝ่ายจัดการ 4.2 การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรไม่เพียงพอและไม่สนับสนุนให้บุคลากรสหกรณ์ เกิดการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ โดยสหกรณ์ไม่ได้ให้ความสำคัญในด้านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร ซึ่งทำ ให้พนักงานไม่มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น 4.3 สภาพแวดล้อมการทำงานและการให้ค่าตอบแทนด้านสวัสดิการที่ไม่เอื้ออำนวยและ เพียงพอ


31 5. ปัญหาด้านภาพลักษณ์องค์กร โดยที่ผ่านมาจะมีข่าวใหญ่ ๆ เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในสหกรณ์อยู่บ่อยครั้ง แต่ละครั้ง สร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบกับบุคคลที่เป็นสมาชิกจำนวนมาก ปัญหาความขัดแย้งกันเองภายใน องค์กรทำให้มีการร้องเรียนซึ่งกันและกันส่งผลให้การดำเนินการพัฒนาสหกรณ์ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจาก ปัญหาทางด้านคดีความ ปัญหาเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อขบวนการสหกรณ์ส่งผลทำให้ไม่สามารถ ดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมงานกับสหกรณ์ และธุรกิจเอกชนไม่สนใจที่จะเข้า มาร่วมมือกับสหกรณ์ด้วย 6. ปัญหาแนวทางการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาแนวทางการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การเก็บบันทึกข้อมูลไม่ดี การจัดการระบบคลังสินค้าไม่ดี และกลยุทธทางการตลาดยังไม่ดี ซึ่งส่งผลให้การบริหารงานสหกรณ์ ขาดประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไรลดลง 7. ปัญหาอื่น ๆ นอกจากนี้สหกรณ์ยังพบปัญหาอื่น ๆ เช่น ขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายและการทำงาน ระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน ขาดการสื่อสารและความร่วมมือภายในองค์กรที่ไม่ดีขาดเทคโนโลยีในการ ปฏิบัติงานที่ทันสมัย และตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว 3. การบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ผู้ศึกษาพบว่าภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ของ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำเอาองค์ความรู้ต่าง ๆ จากที่ กล่าวข้างต้น มาดำเนินการจัดทำโครงการบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ทั้งคณะเป็นรายสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดให้มีการประชุม บุคลากรศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 ครั้งที่ 3 ขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางการบริหาร จัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการพัฒนา ความเข้มแข็งของสหกรณ์โดยคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในฐานะผู้นำสหกรณ์ต้องมีการบริหาร จัดการความรู้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยกับบทบาทหน้าที่ของกรรมการสหกรณ์ เพื่อให้กรรมการ ดำเนินการรับทราบบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้นำสหกรณ์ว่าต้องมีหน้าที่ทำอะไร หลักธรรมาภิบาล อุดมการณ์ หลักการและวิธีการดำเนินการในระบบสหกรณ์ สิ่งใดที่ต้องปฏิบัติ สิ่งใดไม่ควรปฏิบัติ


32 ถ้าปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติจะมีความผิดอย่างไร พร้อมทั้งสหกรณ์ต้องรวบรวมความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ของกรรมการสหกรณ์ไว้เป็นเอกสารหรือ file ข้อมูลที่กรรมการดำเนินการสหกรณ์สามารถศึกษา ได้อย่างเป็นรูปธรรม มีสถานที่จัดเก็บหรือสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้โดยง่าย 2. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละธุรกิจสหกรณ์กรรมการ ดำเนินการสหกรณ์ทุกท่านต้องมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของสหกรณ์แต่ละประเภทที่สหกรณ์บริหาจัดการอยู่ มีการศึกษาความรู้ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ เข้าใจรายละเอียดการดำเนินธุรกิจแต่ละขั้นตอน มีใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีเอกสารใดที่กรรมการดำเนินการสหกรณ์ต้องตรวจสอบเป็นประจำและต่อเนื่อง เข้าใจระบบบัญชีอย่างผู้บริหารและรู้วิธีการตรวจสอบ พร้อมทั้งมีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่การจัดทำเป็น เอกสารที่สามารถศึกษาได้อย่างเป็นระบบ 3. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับข้อสังเกต/ข้อบกพร่อง สาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา ของสหกรณ์เมื่อสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์ ผู้สอบบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะรายงานผลการสอบ บัญชีสหกรณ์ พร้อมทั้งรายงานสถานะทางการเงินของสหกรณ์ประจำปี ซึ่งจะมีข้อสังเกตที่ตรวจพบในแต่ ละปี คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ต้องรับทราบและนำความรู้ที่มีอยู่มาบริหารจัดการแก้ไขข้อสังเกต/ ข้อบกพร่องของสหกรณ์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งรายงานผลให้ผู้สอบบัญชีและสำนักงานสหกรณ์ จังหวัดทราบ 4. การบริหารจัดการความรู้ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดปัญหาของสหกรณ์แบบ มีส่วนร่วม เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีการบริหารจัดการความรู้ร่วมกับบุคลากรทั้งภายใน และภายนอกสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์สถานภาพสหกรณ์ในปัจจุบันและวางแผนในอนาคตได้อย่าง ถูกต้อง มีการจัดทำวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติงานประจำปี การประมาณรายได้รายจ่าย ประจำปี และกำหนดกิจกรรมการดำเนินงาน/แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างปีได้ 5. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม เพื่อให้กรรมการ ดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมของสหกรณ์ที่จะต้อง ดำเนินงานในแต่ละปีให้ครอบคลุมทุกธุรกิจและทุกกระบวนงานของสหกรณ์ 6. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ไปสู่สมาชิก สหกรณ์และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยข้อง กรรมการดำเนินการสหกรณ์ต้องมีความรู้เพื่อใช้ในการกำหนด แนวทาง วิธีการเพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังผู้เกี่ยวข้องได้รับรู้ เช่น สมาชิกสหกรณ์ต้องรับทราบว่าสหกรณ์ มีการดำเนินธุรกิจอะไรบ้าง เมื่อสมาชิกมาใช้บริการกับสหกรณ์จะได้รับประโยชน์อย่างไร ส่งผลดีต่อชุมชน อย่างไร สหกรณ์มีการบริการอะไรใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิก


33 โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริม สหกรณ์ได้จัดทำหลักสูตร “พัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” และหลักสูตร “พัฒนาสมาชิก สร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความแข็งของสหกรณ์” ทั้ง 2 หลักสูตรเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องกัน เพื่อให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 – 20 นำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการได้อย่าง มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามตามเป้าหมาย ตัวชี้วัดในภาพรวมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีกรอบและ แนวทางในการดำเนินการ ดังนี้ กรอบแนวคิดการดำเนินการพัฒนาความรู้ให้แก่ผู้นำสหกรณ์ เพื่อพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง ของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โดยใช้วิธี PDCA ดำเนินการตาม 4 ขั้นตอน ดังนี้ แผนภูมิที่ 1 วงจร P-D-C-A อย่างต่อเนื่อง P – Plan คือ การวางแผน เริ่มต้นการวางแผนด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายของ โครงการ/ปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มไปจนถึงสุดสิ้นสุดโครงการ พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัด KPI และผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน จากนั้นจัดทำเป็นแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) D – DO คือ การปฏิบัติตามแผน การลงมือปฏิบัติงานตามแผนงานโครงการและวิธีการ ดำเนินการที่ได้กำหนดไว้ C – Check คือ การตรวจสอบ เป็นขั้นตอนของการประเมินโครงการว่าเป็นไปตามแผนงานที่ กำหนดไว้หรือไม่ หรือมีประเด็นอะไรบ้างที่สามารถทำได้ตามแผนและประเด็นอะไรบ้างที่ไม่สามารถทำได้ ตามแผนหรือทำแล้วไม่ได้ผล ซึ่งจะทำให้การดำเนินการโครงการสามารถบรรลุผลตามแผนที่กำหนดไว้ A – Act คือ การปรับปรุงการดำเนินการ คือการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนวิธีการหรือทรัพยากร บางอย่างเพื่อทำให้ผลลัพธ์กลับมาอยู่ในแผนงานหรือเส้นทางสู่เป้าหมายตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่วางแผนหรือกำหนดไว้ซึ่งเกิดจาก องค์ประกอบหรือปัจจัยภายใน/ภายนอกใดบ้าง แล้วจึงมากำหนดมาตรการแก้ไข ปรับปรุงต่อไป


34 หลังจากกำหนดมาตรการการบริหารจัดการความรู้ให้กับสหกรณ์แล้ว จึงนำมาจัดทำเป็นโครงการ ฝึกอบรมเพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีความเข้าใจ และสามารถนำหลักการบริหารจัดการ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ที่ 1-20 ดำเนินการตามวงจร P-D-C-A อย่างต่อเนื่อง จนสหกรณ์สามารถบริหารจัดการความรู้ การบริหารงานสหกรณ์ได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ซึ่งรายละเอียดโครงการที่ใช้ในการบริหารจัดการความรู้ ในปี 2565 ประกอบด้วย 2 โครงการ ดังนี้ 1. โครงการฝึกอบรมผู้นำสหกรณ์หลักสูตร “การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนากรรมการ สหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ 2. โครงการฝึกอบรม หลักสูตร พัฒนาสมาชิกสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความแข็งของ สหกรณ์สหกรณ์ 1. โครงการฝึกอบรมผู้นำสหกรณ์หลักสูตร “การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนากรรมการสหกรณ์ เข้มแข็งทั้งคณะ” วัตถุประสงค์เพื่อ 1. กำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่อการบริหารกิจการของสหกรณ์ 2. เสาะหาความรู้ที่ผู้นำสหกรณ์ต้องการ 3. ปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งาน 4. ประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของสหกรณ์ 5. นำประสบการณ์จากการทำงาน และประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ 6. จดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นรวบรวม เป้าหมายของงานที่ต้องบริหารจัดการความรู้เพื่อ 1) แก้ไขปัญหาให้แก่สหกรณ์ที่ประสบ ปัญหาขาดทุนสะสม และ/หรือ 2) แก้ไขปัญหาการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ ต่ำกว่าร้อยละ 65 ให้แก่สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งระดับชั้น 2 หรือ ชั้น 3


35 โดยมีขั้นตอนในการดำเนินโครงการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ปฏิบัติงาน ขั้นตอนที่ 2 ประชุมชี้แจงร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในเขตพื้นที่ ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาวิเคราะห์สหกรณ์เป้าหมายจากที่คัดเลือกจากขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนที่ 4 จัดฝึกอบรมการบริหารจัดการความรู้หลักสูตรแก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ขั้นตอนที่ 5 ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์เป้าหมาย ขั้นตอนที่ 1 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ปฏิบัติงาน สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนด รายละเอียดกิจกรรม/กระบวนการ พร้อมทั้งทำความเข้าใจขั้นตอนวิธีการดำเนินการและตัวชี้วัด ความสำเร็จตามโครงการ ผู้เข้าประชุม ผู้อำนวยการกลุ่ม ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ 1 – 20 และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและศูนย์ฯ 1 – 20 เจ้าหน้าที่โครงการ และผู้สังเกตการณ์ ผลที่ได้จากการดำเนินการขั้นตอนที่ 1 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์สามารถดำเนินการ ถ่ายทอดแนวความคิด รูปแบบการบริหารจัดการความรู้ให้แก่สหกรณ์ได้อย่างเป็นระบบ เข้าใจวิธีการ ปฏิบัติและดำเนินการไปในแนวทางเดียวกันทั้ง 20 ศูนย์ ขั้นตอนที่ 2 ประชุมชี้แจงร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในเขตพื้นที่ เมื่อศูนย์ฯ 20 แห่ง เข้าใจแนวทางปฏิบัติแล้วก็เริ่มดำเนินโครงการโดยลงพื้นที่ประสานงาน โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดที่รับผิดชอบทั้ง 76 จังหวัด โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ศึกษารายละเอียดการปฏิบัติงาน เป้าหมาย งบประมาณ และเงื่อนไขสำคัญซึ่งปรากฏอยู่ท้าย แผนปฏิบัติงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้เข้าใจและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งร่วมประชุม กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ ขั้นตอน วิธีการดำเนินการ กำหนดตัวชี้วัด KPI ของโครงการ พร้อมคัดเลือกสหกรณ์เป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย 1) สหกรณ์ที่ประสบปัญหาขาดทุนสะสม และ/หรือ 2) สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งระดับชั้น 2 หรือ ชั้น 3 ที่สมาชิกมีส่วนร่วมดำเนินธุรกิจกับ สหกรณ์ต่ำกว่า ร้อยละ 65


36 2. เมื่อศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 ได้รายชื่อสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแต่ละ จังหวัดแล้ว ให้ส่งรายชื่อสหกรณ์เป้าหมายให้สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เพื่อสำนักฯ จะได้ส่งรายชื่อสหกรณ์ให้สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยใช้เป็นเป้าหมายพัฒนาในส่วนของบุคคลากร ฝ่ายจัดการของสหกรณ์ควบคู่ไปกับหลักสูตรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ 3. ประสานสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพื่อแจ้งสหกรณ์เป้าหมายที่ได้รับการคัดเลือกต่อที่ประชุม คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประจำเดือน เพื่อให้คณะกรรมการเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการฝึกอบรม หลักสูตร “พัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” ผู้เข้าประชุม 1. สหกรณ์จังหวัด/ผู้แทน 2. ผู้รับผิดชอบ/ผู้ขับเคลื่อนโครงการของสำนักงาน สหกรณ์จังหวัด 3. ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ (1 – 20) 4. ผู้รับผิดชอบ/บริหาร โครงการของ ศูนย์ฯ (1- 20) ผลที่ได้จากการดำเนินการขั้นตอนที่ 2 ได้แก่ 1. รายงานผลการประชุมของศูนย์ฯที่ร่วมประชุม กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัด 2. รายชื่อสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแต่ละจังหวัด 3. รายงานผลการประชุม ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประจำเดือนในวาระที่แจ้ง ให้สหกรณ์ส่งคณะกรรมการดำเนินการเข้าร่วมโครงการ ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาวิเคราะห์สหกรณ์เป้าหมายจากที่คัดเลือกจากขั้นตอนที่ 2 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 – 20 ร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและสหกรณ์ เป้าหมายศึกษาวิเคราะห์สถานภาพสหกรณ์ โดยนำข้อมูลทุติยภูมิของสหกรณ์ที่มีอยู่ เช่น รายงานกิจการ ประจำปี งบทดลองประจำเดือน ระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์ปีปัจจุบันและย้อนหลัง รายงานของ ผู้สอบบัญชีหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการพูดคุยกับคณะกรรมการ ดำเนินการ ฝ่ายจัดการและสมาชิก เพื่อนำความรู้ของบุคลากรในสหกรณ์และและองค์ความรู้จาก ภายนอกที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์สหกรณ์เบื้องต้น เพื่อหาสาเหตุ แนวทางในการ แก้ไขและพัฒนาสหกรณ์ตามบริบทเป้าหมายของสหกรณ์ที่คัดเลือกต่อไป ***กรณีที่สหกรณ์เป้าหมายเป็นสหกรณ์ที่ขาดทุนสะสม อาจจะต้องหาสาเหตุของการขาดทุนในเชิงลึกหรือ แยกประเภทธุรกิจที่ทำให้สหกรณ์ขาดทุน กำหนดระยะเวลาการแก้ไขปัญหาอาจกำหนดเป็นแผนระยะสั้น และระยะยาวจนกว่ารายการที่เป็นรายได้สูงกว่ารายจ่ายอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าประชุม ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 – 20 ผู้แทนจากสำนักงานสหกรณ์ จังหวัด และผู้แทนจากสหกรณ์เป้าหมาย


37 ผลที่ได้จากการดำเนินการขั้นตอนที่ 3 ได้ข้อมูลของสหกรณ์เป้าหมายในการนำไปใช้เป็น แนวทางในการแก้ไขและพัฒนาสหกรณ์ ตลอดจนได้ข้อมูลที่มีการประมวลผลและวิเคราะห์เบื้องต้นแล้ว เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการจัดอบรมให้กับสหกรณ์เป้าหมาย ขั้นตอนที่ 4 จัดฝึกอบรมการบริหารจัดการความรู้หลักสูตรแก่คณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์ หลักสูตร “พัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” เนื้อหาการบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยกับบทบาทหน้าที่ของกรรมการสหกรณ์ วิธีการบริหารจัดการความรู้ให้ความรู้โดยวิธีการบรรยายจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อซักถามเพื่อให้ได้ข้อสรุปของความรู้และวิธีการปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน 2. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละธุรกิจของสหกรณ์ วิธีการบริหารจัดการความรู้โดยให้บุคลากรสหกรณ์ซึ่งหัวหน้าฝ่ายของแต่ละธุรกิจ สหกรณ์ ประกอบด้วย ผู้จัดการสหกรณ์ หัวหน้าฝ่ายบัญชีหัวหน้าฝ่ายการเงิน หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อ หัวหน้า ฝ่ายตลาด หัวหน้าฝ่ายบริการหรืออื่น ๆ มาชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละฝ่ายโดยละเอียด แก่คณะกรรมการดำเนินการทั้งคณะ เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการทราบขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละ ฝ่ายอย่างละเอียด พร้อมทั้งซักถาม วิจารณ์ ข้อดี ข้อเสียของขั้นตอนการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจ พร้อมทั้งสามารถวางแผนเชื่อมโยงการทำงานของแต่ละฝ่ายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ 3. การบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับข้อสังเกต/ข้อบกพร่อง/แนวทางแก้ไขของสหกรณ์ วิธีการบริหารจัดการความรู้ บรรยายโดยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ (ที่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี สหกรณ์) จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด มาเป็นผู้บรรยาย พร้อมทั้งชี้แจงสาเหตุการระบุ ข้อสังเกต/ข้อบกพร่องในรายงานของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ประจำปี คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ จะต้องร่วมกันระดมความรู้ที่มีอยู่หาสาเหตุ/แนวทาง/วิธีการในการแก้ไขปัญหา/ข้อสังเกต/ข้อบกพร่อง ของสหกรณ์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว


38 4. การบริหารจัดการความรู้ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และกำหนดปัญหาของสหกรณ์แบบ มีส่วนร่วม วิธีการบริหารจัดการความรู้บรรยายโดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงาน สหกรณ์จังหวัดที่เป็นที่ตั้งสหกรณ์โดยมีศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ และฝ่าย จัดการสหกรณ์เข้าร่วมการฝึกอบรมด้วย คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะต้องบริหารจัดการความรู้ ร่วมกับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์สถานภาพสหกรณ์ในปัจจุบันและ วางแผนในอนาคตได้อย่างถูกต้อง มีการจัดทำวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติงานประจำปี การประมาณรายได้รายจ่ายประจำปี และกำหนดกิจกรรมการดำเนินงาน/แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างปี 5. กิจกรรม Workshop เพื่อให้กรรมการทั้งคณะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการและจัดทำ แผนงาน/กิจกรรมของสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยวัตถุประสงค์กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา โดยให้ สอดคล้องกับบริบทของสหกรณ์แต่ละแห่ง (เช่น ถ้าเป็นสหกรณ์ที่ขาดทุนสะสม กิจกรรมต้องสอดคล้องกับ การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ที่ไม่ทำให้ขาดทุน หรือพัฒนาการดำเนินธุรกิจด้านอื่นที่ทำให้สหกรณ์มีรายได้ เพิ่มขึ้น โดยอาจกำหนดเป็นแผนระยะยาว 3 ปี หรือ 5 ปี ) ผลที่ได้จากกิจกรรม Workshop คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่เข้ารับการฝึกอบรมนำเสนอแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมของสหกรณ์ เป็นรายสหกรณ์ เพื่อจะได้นำกลับไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประจำเดือน เพื่อให้สหกรณ์ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป โดยแผนงาน/โครงการ/ กิจกรรมที่เสนอ ต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนา/แก้ไขปัญหาของสหกรณ์อยู่ด้วย ขั้นตอนที่ 5 ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์เป้าหมาย ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 ประสานงานร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ดำเนินการติดตามและประเมินสหกรณ์เป้าหมายตามกรอบการติดตามและประเมินผล ดังนี้ 1. คณะกรรมการสหกรณ์นำเสนอแผนงาน/กิจกรรมต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ประจำเดือน พร้อมทั้งขับเคลื่อนแผนงาน/กิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม 2. สหกรณ์ติดตามผลให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาของแผน และผู้รับผิดชอบรายงานผล การดำเนินการต่อคณะกรรมการดำเนินการทุกเดือนจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ 3. สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเข้าติดตาม เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์แก้ไขปัญหาและอุปสรรค พร้อมสรุปผลการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมให้สหกรณ์จังหวัดทราบทุกเดือน 4. ศูนย์ถ่ายทอดฯที่ 1-20 ติดตามและรายงานผลให้สำนักฯ ทราบทุก 3 เดือน


39 2.2 โครงการฝึกอบรม หลักสูตร “พัฒนาสมาชิกสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความแข็ง ของสหกรณ์สหกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อ ขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการที่ผู้เข้ารับอบรมได้นำเสนอในการฝึกอบรม หลักสูตร “การบริหารจัดการความรู้เพื่อพัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” และผู้เข้าอบรมได้นำ แผนงาน/โครงการไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ประจำเดือน และที่ประชุม คณะกรรมการดำเนินการประจำเดือนเห็นชอบและอนุมติแผนงาน/โครงการให้สหกรณ์มอบหมาย ผู้รับผิดชอบไปขับเคลื่อต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายของงานที่ต้องบริหารจัดการความรู้ สหกรณ์สามารถถ่ายทอดกิจกรรมของแผนงาน/ โครงการ ไปสู่สมาชิกสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมได้สัมฤทธิ์ผล ตามวัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินการ 1. ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 – 20 นำสหกรณ์เป้าหมายจากโครงการฝึกอบรม หลักสูตร “พัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” มาใช้เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการ 2. ประสานงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและสหกรณ์เป้าหมาย เพื่อกำหนดวันจัดทำโครงการ 3. ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 – 20 ดำเนินโครงการฝึกอบรม หลักสูตร “พัฒนา กรรมการสหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้ได้แผนงาน/กิจกรรมของสหกรณ์ในการพัฒนา/ แก้ไขปัญหาของสหกรณ์ที่ให้จะประธานกลุ่ม/สมาชิกชั้นนำ นำไปขับเคลื่อนกับสมาชิก ขั้นตอนการดำเนินการจัดฝึกอบรม ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 – 20 ร่วมกับ สหกรณ์เป้าหมายจัดฝึกอบรมหลักสูตร พัฒนาสมาชิกสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความแข็งของ สหกรณ์ โดยการนำแผนงาน/กิจกรรมของสหกรณ์ที่ได้จากโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “พัฒนากรรมการ สหกรณ์เข้มแข็งทั้งคณะ” ไปชี้แจงให้ประธานกลุ่ม/สมาชิกชั้นนำ เพื่อนำไปถ่ายทอดให้สมาชิกมีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อน พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายที่จะให้ประธานกลุ่มไปดำเนินการ การติดตามและประเมินผล ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 ประสานงาน/ร่วมกับ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ดำเนินการติดตามและประเมินสหกรณ์เป้าหมายตามกรอบการติดตามและ ประเมินผล


40 4.2 ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ให้แก่คณะกรรมการ ดำเนินการสหกรณ์เป้าหมาย ในตอนที่ 2 นี้ผู้ศึกษาได้นำผลการการเข้ารับการฝึกอบรมการบริหารจัดการความรู้ ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทั้งคณะและการพัฒนาสมาชิกสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างความ แข็งของสหกรณ์สหกรณ์ มาวิเคราะห์หาผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการความรู้ให้แก่ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป้าหมาย โดยการสุ่มตัวอย่างจากสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือก ให้คณะกรรมการดำเนินการเข้ารับการฝึกอบรม ได้จำนวนสหกรณ์เป้าหมาย 10 สหกรณ์ คณะกรรมการ ดำเนินการสหกรณ์ตอบแบบสอบถามสหกรณ์ละ 10 คน รวมจำนวน 100 คน โดยมีผลการวิเคราะห์ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มี คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนากรรมการสหกรณ์เข้มแข็ง ในปี พ.ศ.2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 10 แห่ง ๆ ละ 10 คน รวมจำนวน 100 คน ตารางที่ 2 จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างสหกรณ์และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ที่ผ่านการอบรมการบริหารจัดการความรู้ในปี พ.ศ. 2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชื่อสหกรณ์ จังหวัด จำนวนกลุ่มตัวอย่าง (คน) 1) สหกรณ์แปลงใหญ่ไม้ผลเมืองปราจีนบุรี จำกัด ปราจีนบุรี 10 2) สหกรณ์การเกษตรภูเวียง จำกัด ขอนแก่น 10 3) สหกรณ์การเกษตรเมืองขอนแก่น จำกัด ขอนแก่น 10 4) สหกรณ์กยท.บึงสวรรค์ก้าวหน้า จำกัด เลย 10 5) สหกรณ์การเกษตรสามง่าม จำกัด พิจิตร 10 6) สหกรณ์การเกษตรพรหมบุรี จำกัด สิงห์บุรี 10 7) สหกรณ์การเกษตรเมืองอ่างทอง จำกัด อ่างทอง 10 8) สหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองปรงสามัคคี จำกัด เพชรบุรี 10 9) สหกรณ์การเกษตรกันตัง จำกัด ตรัง 10 10)สหกรณ์การเกษตรนาบอน จำกัด นครศรีธรรมราช 10 รวม 100


41 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การวิเคราะห์ หาค่าความถี่ (frequency) และค่าร้อยละ (percentage) ปรากฏดังตารางที่ ตารางที่ 3 แสดงจำนวนและร้อยละของข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง สถานภาพส่วนบุคคล จำนวน (คน) ร้อยละ 1. เพศ ชาย 65 65.00 หญิง 35 35.00 รวม 100 100.00 2. อายุ ต่ำกว่า 30 ปี 0 0.00 30 - 40 ปี 3 3.00 41 - 59 ปี 43 43.00 60 ปีขึ้นไป 54 54.00 รวม 100 100.00 3.วุฒิการศึกษา ประถมศึกษา 44 44.00 มัธยมศึกษา 40 40.00 ปวส. 4 4.00 ระดับปริญญาตรี 9 9.00 สูงกว่าปริญญาตรี 3 3.00 รวม 100 100.00 จากตาราง แสดงจำนวนและร้อยละของข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ที่เข้ารับการฝึกอบรมในปี 2565 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 100 ของกลุ่ม ตัวอย่าง เป็น เพศชายมากที่สุดจำนวน 65 คน ร้อยละ 65.00 เพศหญิงจำนวน 35 คน ร้อยละ 35.00 ไม่มีผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี อายุระหว่าง 30 – 40 ปีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 3.00 อายุระหว่าง 41 – 59 ปี จำนวน 43 คน คิดเป็นร้อยละ 43.00 อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากที่สุด จำนวน 54 คน คิด เป็นร้อยละ 54.00 มีวุฒิการศึกษาระดับระดับประถมศึกษามากที่สุด จำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 44.00 ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 ระดับ ปวส. จำนวน 4 คน คิดเป็น ร้อยละ 4.00 ระดับปริญญาตรี จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 9.00 และสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 3.00


42 2. วิเคราะห์ระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์เป้าหมายก่อนเข้าร่วมโครงการ (ณ 30 กันยายน 2564) ตารางที่ 4 แสดงการวิเคราะห์ระดับชั้นความเข้มแข็งของสหกรณ์เป้าหมายก่อนเข้าร่วมโครงการ ชื่อสหกรณ์ ระดับคะแนนชี้วัดความเข้มแข็งของสหกรณ์ ระดับชั้น ความเข้มแข็ง ของสหกรณ์ การมีส่วนร่วม ของสมาชิก การดำเนิน ธุรกิจสหกรณ์ การบริหารจัดการ สหกรณ์ การแก้ไขปัญหา ของสหกรณ์ 1) สหกรณ์แปลงใหญ่ไม้ ผลเมืองปราจีนบุรี จำกัด 0 3 3 4 2 2) สหกรณ์การเกษตรภู เวียง จำกัด 2 2 3 4 2 3) สหกรณ์การเกษตร เมืองขอนแก่น จำกัด 4 2 4 2 2 4) สหกรณ์ กยท.บึง สวรรค์ก้าวหน้า จำกัด 4 2 2 4 2 5) สหกรณ์การเกษตร สามง่าม จำกัด 4 1 3 4 2 6) สหกรณ์การเกษตร พรหมบุรี จำกัด 0 2 3 4 2 7) สหกรณ์การเกษตร เมืองอ่างทอง จำกัด 2 2 3 4 2 8) สหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนอง ปรงสามัคคี จำกัด 4 4 2 4 2 9) สหกรณ์การเกษตร กันตัง จำกัด 4 2 3 2 2 10)สหกรณ์การเกษตร นาบอน จำกัด 4 0 3 4 2


Click to View FlipBook Version