41 ตางรางที่ 2 แบบแผนการทดลอง ก่อนการทดลอง ทำการทดลอง หลังทดลอง T1 x T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง X แทน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา T1 แทน ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา T2 แทน ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1.1 แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จำนวน 8 แผน แผนละ 40 นาทีสัปดาห์ละ 1 แผน รวม 8 สัปดาห์ 1.2 แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย แบบประเมิน 3 ทักษะ ดังนี้ 1.2.1 ทักษะการสังเกต จำนวน 5 ข้อ 1.2.2 ทักษะการจำแนกประเภท จำนวน 5 ข้อ 1.2.3 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล จำนวน 5 ข้อ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง และพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาเอกสารคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 2.1.2 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสาร และตำราที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 2.1.3 ดำเนินการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จำนวน 8 แผน โดยมีแผนการจัดประสบการณ์1 แผนใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาใน
42 การจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ทุกวันจันทร์และวันพุธ ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ที่ใช้ในการทดลองแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาดังแสดงตารางที่ 3
43 ตารางที่ 3 หน่วยการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา สัปดาห์ ที่ วันที่ทำการ ทดลอง กิจกรรม ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1 จันทร์ พุธ ชุดพรางตัว หลากสี การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 2 จันทร์ พุธ แพบรรทุกไข่ มังกร การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 3 จันทร์ พุธ ที่อยู่อาศัยของ สัตว์ การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 4 จันทร์ พุธ ของเล่นจาก เศษวัสดุ การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 5 จันทร์ พุธ กระถางต้นไม้ วิเศษ การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 6 จันทร์ พุธ ผจญภัยของลิง จ๋อ การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 7 จันทร์ พุธ ตะกร้าผลไม้ การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล 8 จันทร์ พุธ สะพานข้าม แม่น้ำ การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำและการสื่อความหมายข้อมูล
44 2.1.4 นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา เสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข 2.1.5 นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฐมวัยศึกษา จำนวน 3 ท่าน เพื่อ พิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม 2.1.6 นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ที่ปรับปรุง แก้ไขแล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง โดยขั้นตอนการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้างตามลำดับดัง แสดงในภาพที่ 3
45 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามแนวสะเต็มศึกษา ดำเนินการสร้างการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา จำนวน 16 แผน โดยมีแผนการจัดกิจกรรม 1 แผน ใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลา ในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ทุกวันจันทร์และวันพุธ ในกิจกรรม เสริมประสบการณ์ นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา เสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา เสนอผู้เชี่ยวชาญ ด้านปฐมวัย จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม และสอดคล้อง ขององค์ประกอบของแผนการจัดประสบการณ์ตามจุดประสงค์แล้วนำมาปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่อง นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง
46 2.2 การสร้างแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางด้านวิทยาสาสตร์มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 2.2.1. ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การสร้างแบบทดสอบทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2.2.2. วิเคราะห์เนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อวางแผนการสร้าง แบบทดสอบ 2.2.3. ศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับแบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย 2.2.3. สร้างแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย แบบทดสอบมี 3 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ด้านทักษะ การสังเกต จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 2 แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ด้านทักษะจำแนก จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 3 แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ด้านทักษะการจัด กระทำและสื่อความหมายข้อมูล จำนวน 5 ข้อ 2.2.4 สร้างคู่มือในการดำเนินการทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ให้สอดคล้องกับแบบทดสอบแต่ละชุดที่สร้างขึ้น 2.2.5 นำแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคู่มือดำเนินการทดสอบ ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) 2.2.6 หาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดความสามารถทักษะพื้นฐานทางด้าน วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตามเกณฑ์ดังนี้ +1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ได้ 0 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ได้ -1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแบบทดสอบไม่สามารถวัดทักษะ แล้วนำคะแนนที่ได้จำกผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item Objective Congruence : IOC) ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00
47 2.2.7 นำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ได้แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่า ดัชนีความสอดคล้อง IOC นำแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคู่มือดำเนินการ ทดสอบ มาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
48 ภาพที่ 4 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สร้างคู่มือในการดำเนินการทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ให้สอดคล้องกับแบบทดสอบแต่ละชุดที่สร้างขึ้น นำแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคู่มือดำเนินการทดสอบ ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) หาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดความสามารถทักษะพื้นฐานทางด้าน วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) แล้วนำคะแนนที่ได้จำกผู้เชี่ยวชาญ มาคำนวณหาดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item Objective Congruence : IOC) ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 นำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ได้แล้วนำคะแนน ที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC นำแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์และคู่มือดำเนินการทดสอบ มาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การสร้างแบบทดสอบทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
49 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. นำแบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์ และปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำไปให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองดำเนินการทดสอบ ก่อนการจัด ประสบการณ์ 2. ดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา จำนวน 8 เรื่อง เรื่องละ 1 แผน รวม 8 แผน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ 3. หลังจากดำเนินการทดลองการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ครบ ตามกำหนดในแผนการจัดประสบการณ์แล้ว ผู้วิจัยนำแบบทดสอบทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยฉบับเดิม ให้เด็กกลุ่มทดลองทดสอบหลังการจัดประสบการณ์ 4. นำคะแนนไปวิเคราะห์ข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. นำคะแนนที่ได้จากการรทดสอบมาเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการ ทดลองโดยการใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent Sample) 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการศึกษาคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย 1.1 ดัชนีความสอดคล้องที่ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ (IOC) ในการวิจัย มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้(ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538)
50 เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ ΣR แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 หาค่าความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยใช้ โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ 1.3 หาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร K-R20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KuderRichardson) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทำงสถิต 2. สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูล สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติประกอบด้วย 2.1 ค่าเฉลี่ย (X̅) 2.2 ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติในการเปรียบเทียบ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนว สะเต็มศึกษาก่อนและหลังกำรจัดประสบการณ์ โดยใช้กำรทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample
51 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลจากการทดลองและการแปลความหมายจากการวิเคราะห์ ข้อมูลเกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงใช้สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง X̅แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t-distribution ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาคันคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะพื้นฐานขทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. นำคะแนนที่ได้จากการรทดสอบมาเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการ ทดลองโดยการใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent Sample) 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้นำคะแนนแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ดังที่แสดงใน ตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ระยะการจัดประสบการณ์ N ̅ S.D. ก่อนการจัดประสบการณ์ 24 17.38 2.98 หลังการจัดประสบการณ์ 24 22.08 2.75
52 จากตารางที่ 4 พบว่า คะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.38 และหลังได้รับการจัดการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.08 ตามลำดับ 2. การเปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ผู้วิจัยได้นำคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มาหาค่าสถิติพื้นฐาน และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Sample ดังแสดงใน ตารางที่ 5 ตารางที่ 5 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ระยะการจัดประสบการณ์ N ̅ S.D. t ก่อนการจัดประสบการณ์ 24 6.63 1.93 หลังการจัดประสบการณ์ 24 10.83 2.44 จากตารางที่ 5 พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนว สะเต็มศึกษา มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 13.22*
53 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยในครั้งนี้ มุ่งศึกษาผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาก่อนและหลัง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา สมมุติฐานการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามแนวสะเต็มศึกษาสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในระดับชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 70 คน กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัยที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ในระดับชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 24 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
54 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา 2. แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย การดำเนินการจัดกิจกรรม ผู้วิจัยนำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด ประสบการณ์มาให้คะแนนและตรวจสอบความถูกต้อง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ ดังนี้ 1. นำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่านการ วิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำไปให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองดำเนินการทดสอบก่อนการจัด ประสบการณ์ 2. ดำเนินการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา จำนวน 8 เรื่อง เรื่องละ 1 แผน รวม 8 แผน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วดำเนินการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการ จัดประสบการณ์ (Posttest) กับเด็กปฐมวัยโดยใช้แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนการจัดประสบการณ์ 4. นำข้อมูลไปวิเคราะห์และสรุปผล การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. นำคะแนนที่ได้จากการรทดสอบมาเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการ ทดลองโดยการใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent Sample) สรุปผลการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา มีทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
55 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยครั้งนี้พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็ม ศึกษามีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่า ก่อนกำร จัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสามารถอภิปรายได้ว่า การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ช่วยส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ได้ เนื่องมาจากแผนการจัดประสบการณ์ทั้ง 8 แผน ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และได้ นำไปทดลองใช้เพื่อหาคุณภาพที่เหมาะสม ดังนั้นกิจกรรมตามแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสามารถนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเด็กจะได้เป็นผู้ดำเนินการทำกิจกรรมด้วย ตนเอง ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย 8 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมชุดพรางตัวหลากสี2) กิจกรรมแพ บรรทุกไข่มังกร 3) กิจกรรมที่อยู่อาศัยของสัตว์4) กิจกรรมของเล่นจากเศษวัสดุ5) กิจกรรมกระถาง ต้นไม้วิเศษ 6) กิจกรรมผจญภัยของลิงจ๋อ 7) กิจกรรมตะกร้าผลไม้8) กิจกรรมสะพานข้ามแม่น้ำ ในขั้นตอนการจัดประสบการณ์ครูได้ให้เด็กวางแผนการทำกิจกรรม โดยในขั้นที่ 1 ขั้นระบุปัญหา เด็กฟังนิทานที่คุณครูนำมาเล่า และในนิทานจะมีปัญหาที่ซ่อนอยู่ เด็กจะต้องใช้ประสาทสัมผัส ทางด้านการฟังและการมองเห็นเข้ามาช่วย เพื่อที่จะใช้ในการระบุปัญหาที่เกิดขึ้นของนิทานเรื่องนั้น ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะการสังเกตให้กับเด็กต่อมา ในขั้นที่ 2 ขั้นรวบรวมข้อมูล เด็กร่วมกันสืบค้น ข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กิจกรรมแพบรรทุกไข่มังกร เด็กต้องรู้ อะไรบ้าง และสิ่งที่สามารถลอยน้ำได้มีลักษณะอย่างไร เป็นต้น และในขั้นนี้เด็กได้แยกวัสดุอุปกรณ์ที่ เตรียมไว้ใส่ลงในแต่ละตะกร้า ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กเกิดทักษะการจำแนกประเภท และในขั้นที่ 6 ขั้น นำเสนอผลงาน เด็กแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลงานออกแบบ และชิ้นงานที่ได้ทำจากกิจกรรม โดยเด็กจะได้อธิบายถึงขั้นตอนการสร้างชิ้นงาน และสามารถบอกถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้าง ชิ้นงาน รวมไปถึงการเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน จะเห็นได้ว่าในขั้นนี้จะช่วยพัฒนาทักษะ การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลให้กับเด็ก สอดคล้องกับ บรูเนอร์ (Bruner) ว่าเป็น กระบวนการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้จากของจริงและขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรมสำหรับเด็ก ปฐมวัย เด็กควรจะได้เรียนรู้จากของจริงบรูเนอร์เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้เด็กค้นพบ การเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูมีบทบาทในการจัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์การเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท้า ทายความคิด และการกระทำเพื่อให้เด็กได้ใช้กระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหา บรูเนอร์ เชื่อว่าพัฒนาการ ทางสติปัญญาเป็นกระบวนการ ที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับ ไวก๊อตสกี้(Vygotsky) ที่ กล่าวไว้ว่า ในการเรียนรู้ของเด็กจะมีระยะห่างระหว่างสิ่งที่เด็กท ได้ด้วยตนเอง และสิ่งที่เด็กสามารถ จะทำหรือ เป็นไปได้โดยการพัฒนาไปสู่ระยะที่ทำได้หรือเป็นไปได้นั้นจำเป็นต้องมีพื้นที่รอยต่อ พัฒนาการที่เด็ก ได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น เช่น ครูเพื่อน ผู้เชี่ยวชาญ ครอบครัว หรือสื่อเทคโนโลยี
56 เพื่อให้พวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายของตนเองได้และสอดคล้องกับ เบญจกาญจน์ใส่ละม้าย และชลาธิป สมาหิโต (2558, หน้า 107) ได้ทำการ วิจัยเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์สำหรับ เด็กปฐมวัยโดยผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเรื่อง อาชีพในท้องถิ่น จังหวัด สงขลา ผลการวิจัยพบว่า ความคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยรวมก่อนการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เรื่อง อาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.96 คะแนน และค่า เบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.84 ส่วนคะแนนความคิดสร้างสรรค์โดยรวมหลังการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเรื่อง อาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.36 คะแนน และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.52 เมื่อนำคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยใน ภาพรวมมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ พบว่า เด็กปฐมวัยมีผลคะแนน ความคิดสร้างสรรค์หลังการ ทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และภาวินี จิตต์โสภา (2565) ที่ได้ศึกษาการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม ของเด็กอนุบาล โดยใช้การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับกำรจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา มีทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการทำวิจัย ครั้งนี้ ดังต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1.1 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ครูผู้สอนต้องศึกษา หลักการ ขั้นตอนรวมถึงลักษณะกิจกรรมของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา เพื่อนำไปใช้ ได้อย่างถูกต้องและคลอบคลุมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย 1.2 ครูควรมีบทบาทในการดูแลให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเมื่อเด็กต้องการ ให้การเสริมแรง กล่าวคำซมเขยและถ้าเด็กมีปัญหาระหว่างทำกิจกรรมครูต้องให้ความช่วยเหลือเด็ก 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ที่มีต่อตัวแปรอื่น เช่น การวัด การพยากรณ์อันจะเกิดประโยชน์ต่อครูและเด็กปฐมวัยต่อไป 2.2 ควรมีการศึกษาวิจัยที่หลากหลาย เพื่อนำมาผลที่ได้มาพัฒนาร่วมกับการจัด ประสบการณ์ด้านอื่น ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีการพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆ ที่หลากหลาย
57 บรรณานุกรม
58 บรรณานุกรม กมลฉัตร กล่อมอิ่ม และคณะ. (2557). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติ วิสต์ด้วยการช่วยเสริมศักยภาพเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้าน การ แก้ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (หลักสูตรและ การ สอน). พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษาการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560. กรุงเทพมหานคร: องค์การรับส่งสินคาและพัสดุภัณฑ์ เกตุมณี เหมรา และชลาธิป สมาหิโต (2559). การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาเรื่องของดีเมืองร้อยเอ็ด เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). รูปแบบการเรียนการสอนปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ: มิตรสัมพันธ์กราฟ ฟิค. จิราณี เมืองจันทร์. (2557). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD แบบ ผสมผสานเรื่องคำสั่ง ควบคุมการทำงานของโปรแกรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (คอมพิวเตอร์ศึกษา). พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร. จำรัส อินทลาภาพร และคณะ (2558). การศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรูตามแนวสะเต็มศึกษา สําหรับผู้เรียนระดับประถมศึกษา. วารสารวิชาการ. ฉัตรวรรณ์ ลัญฉวรรธนะกร และนันทิยา น้อยจันทร์. (2558). การจัดกิจกรรม STEM สำหรับเด็ก ปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เอ็ดดูเคชั่นแนลเทคโนโลยี. ชลาธิป สมาหิโต. (2557). เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการจัดกิจกรรมบูรณาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทย. ชลินดา อริยเดช. (2556). ปฏิบัติการที่ 1 วิธีการทางวิทยาศาสตร์[ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2566 จาก https://hiperc.sru.ac.th/pluginfile.php/18094/mod_resource/content. ชุลีพร สงวนศรี. (2550). กิจกรรมการสอนเพื่อฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัย. ลพบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
59 ณัฐพล บุตรหิน. (2563). การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับ การ จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานเสริมด้วยคําถามปลายเปิด. โรงเรียน ชุมชน สามพร้าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1. เบญจกาญจน์ ใส่ละม้าย และชลาธิป สมาหิโต. (2558). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็ก ปฐมวัย โดยผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เรื่อง อาชีพในท้องถิ่น จังหวัดสงขลา. วารสารวิทยบริการ. พัทธนันท์ ไตรทามา. (2563). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา. ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (วิจัยหลักสูตร และการ สอน). สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. พรทิพย์ คิริภัทราชัย (2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่21 [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2566 จาก htpp://bu.ac.th2knowledgecenter/ executive_journal june 13/ pdf/aw07.pdf. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2558). พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพ. ภพ เลาหไพบูลย์. (2560) แนวการสอนวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช ภาวินี จิตต์โสภา. (2564). ผลการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของเด็กอนุบาลโดยใช้การ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษา ปฐมวัย). ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา. รัตติยาพร ฟูแสง. (2561). การพัฒนากิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยนเรศวร]. ลลิตา ช่างสุระ. (2561). ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาที่มีต่อทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์คบ. (การศึกษาปฐมวัย). อุดรธานี: มหาลัย ราชภัฏอุดรธาน วศิณีส์ อิศรเสนา ณ อยุธยา.(2560). เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ STEM Education (สะเต็มศึกษา). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วารุณี หนองห้าง. (2553). ทักษะการคิดพื้นฐานวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนหนองห้างพิทยา จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบ การ สอนเพื่อให้เกิดมโนมติของบรูเนอร์. ปริญญานิพนธ์ ศษ.ม. (หลักสูตรและการสอน). ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ศุภิสรา ฉิมนอก. (2562). การศึกษาผลการเรียนรู้และการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จากการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา. วารสารราชพฤกษ์.
60 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2557). ความรู้เบื้องต้นสะเต็ม (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2558). คู่มือจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1-3. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของ สกสค. สุธากร วสุโภคิน. (2561). วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. สืบค้นเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2566, จาก https://www.classstart.org/classes/1221 สรวงพร กุศลส่ง. (2563). เอกสารคำสอน ชุดวิชา วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. เพชรบูรณ์: มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แนวทางการจัดกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ฤดีรัตน์ อยู่อาจิน. (2562). ผลการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่มีต่อความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). นครสวรรค์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. Amanda, S. (2015). Robotics in the early childhood classroom: Learning outcomes from an 8-week robotics curriculum in pre-kindergarten through second grade. Retrieved from https://www.linkedin.com/in/amanda sullivan3b11a712 Amna N. Noho M.Pd. (2019). Enhance Creativity in the Science process skills Through the Inquiry Method in PAUD. Gorontalo Muhammadiyah University. Charlesworth, Rosalind; & Lind, Karen K. (2012). Math and Science for Young Children 7th ed. USA: WADSWORTH CENGAGE Learning. Lyn D. English & Donna T. King. (2015). STEM Learning through engineering design: fourth-grade students’ investigations in aerospace. Education: Queensland University of Technology. 56 Ricks, E. D. (2012). Cultivating early STEM learners: An analysis of mastery Classroom instructional practices, motivation, and mathematics achievement in young children. Doctoral dissertation, Howard University. Trisna MULYENI, Martini JAMARIS, Yetti SUPRIYATI (2019). Improving Basic Science Process Skills through Inquiry-Based Approach in Learning Science for Early Elementary Students. from https://www.tused.org/index.php/tused/home
61 ภาคผนวก
62 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ
63 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 1. นางสุพรรณี ใยปางแก้ว ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชนสามพร้าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1 2. นางสาวอมรรัตน์ พันธ์นพ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชนสามพร้าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1 3. อาจารย์ญาดา ช่อสูงเนิน อาจารย์สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
64 ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
65 ตารางที่ 6 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย แบบทดสอบทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย ข้อที่ประเมิน ผู้เชี่ยวชาญ คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 ∑R (IOC) 1. ทักษะการสังเกต ข้อที่ 1 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 2 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 3 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 4 0 +1 +1 2 0.67 ข้อที่ 5 +1 +1 +1 3 1.0 2. ทักษะการจำแนกประเภท ข้อที่ 1 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 2 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 3 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 4 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 5 +1 +1 +1 3 1.0 3. ทักษะการจัดกระทำและ สื่อความหมายข้อมูล ข้อที่ 1 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 2 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 3 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 4 +1 +1 +1 3 1.0 ข้อที่ 5 +1 +1 +1 3 1.0
66 ภาคผนวก ค ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
67 ตารางที่ 7 ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย แบบทดสอบทักษะ พื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย ข้อที่ ประเมิน ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) แปลผล 1. ทักษะการสังเกต ข้อที่ 1 0.79 0.54 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 2 0.71 0.52 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 3 0.58 0.58 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 4 0.71 0.49 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 5 0.63 0.59 นำไปใช้ได้ 2. ทักษะการจำแนก ข้อที่ 6 0.67 0.42 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 7 0.67 0.49 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 8 0.50 0.48 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 9 0.71 0.49 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 10 0.71 0.67 นำไปใช้ได้ 3. ทักษะการจัด กระทำและสื่อ ความหมาย ข้อที่ 11 0.75 0.50 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 12 0.67 0.49 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 13 0.67 0.54 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 14 0.67 0.47 นำไปใช้ได้ ข้อที่ 15 0.71 0.49 นำไปใช้ได้ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.87
68 ภาคผนวก ง ตัวอย่าง แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา
69 (ตัวอย่าง) แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา กิจกรรม การผจญภัยของลิงจ๋อ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถสังเกตและบอกลักษณะของวัสดุต่างๆที่จะนำมาสร้างภาชนะขนไข่ไก่ได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการทำกิจกรรมได้ 4. เด็กสามารถนำเสนอผลงานภาชนะขนไข่ไก่ได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) ขั้นนำ 1. ครูเล่านิทาน เรื่องการผจญภัยของลิงจ๋อ 2. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลง ดังนี้ 2.1 เด็กๆ ไม่ส่งเสียงดัง 2.2 เด็กๆ จะตั้งใจทำกิจกรรม ขั้นสอน 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับนิทานการผจญภัยของลิงจ๋อ โดยกระตุ้นด้วย คำถามเพื่อให้เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็กๆ คิดว่าจะใช้สิ่งของอะไรบ้างมาขนไข่ไก่ได้ 1.1.2 สิ่งที่จะนำมาใส่ไข่ไก่มีลักษณะอย่างไร 1.1.3 เด็กๆรู้จักภาชนะอะไรบ้างที่นำมาขนไข่ได้ 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการสร้างสิ่งของที่จะนำมาขนไข่ไก่ 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับ อุปกรณ์ที่ครูนำมาใช้ในการสร้างสิ่งของที่จะนำมาขนไข่ไก่ 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าหากมีสิ่งของในป่าจะสร้างที่ขนไข่ไก่ได้อย่างไร 2.2 เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับสิ่งของที่จะขนไข่ไก่ 2.3 เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับมาสร้างที่ขนไข่ไก่
70 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1 เด็กๆ ระดมความคิดในการสร้างที่ขนไข่ไก่ 3.2 เด็กๆ วาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างที่ขนไข่ไก่ 3.3 เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ไปสร้างสิ่งของที่จะนำมาขนไข่ไก่ 4. ขั้นวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆ แบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็กๆ ลงมือสร้างที่ขนไข่ไก่ตามแบบที่วาดไว้ 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันที่ขนไข่ไก่เสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้า ไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้นำชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข 6. ขั้นนำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมา นำเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรคในการทำงานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบ ว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทดลองใช้ที่ขนไข่ไก่ที่เด็กๆได้สร้างขึ้น สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. ใบไม้ 2. ใบตอง 3. เถาวัลย์ 4. กิ่งไม้ 5. ก้อนหิน 6. ดิน 7. ไข่ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. นิทานเรื่อง การผจญภัยของเจ้าจ๋อ 2. วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างภาชนะขนไข่ไก่ ประเมินพัฒนาการ 1. เด็กสามารถสังเกตและบอกลักษณะของวัสดุต่างๆที่จะนำมาสร้างภาชนะขนไข่ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการทำกิจกรรม 4. เด็กสามารถนำเสนอผลงานภาชนะขนไข่ไก่
71 ขั้นสรุป 1. เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรม โดยใช้คำถาม ดังนี้ 2.1 เด็กๆ ได้ทำอะไรบ้าง 2.2 สิ่งที่เด็กๆ สร้างคืออะไร 2.3 เด็กๆ ใช้วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง ภาคผนวก นิทานเรื่อง การผจญภัยของเจ้าจ๋อ เจ้าจ๋ออาศัยอยู่ในป่า กับคุณแม่อย่างมีความสุข เจ้าจ๋อมักจะอาสาช่วยคุณแม่ทำงานบ้านเป็น ประจำทั้งกวาดบ้าน ทิ้งขยะ ล้างจานและช่วยประกอบอาหารเท่าที่เจ้าจ๋อทำได้ วันหนึ่งคุณแม่ติดธุระ จึงขอให้เจ้าจ๋อ ช่วยไปซื้อไข่จากป้ากระต๊ากที่ฟาร์ม คุณแม่กําชับเจ้าจ๋อว่า ไข่บอบบาง แตกง่าย จึงต้อง ระมัดระวังดีๆ รุ่งเช้าเจ้าจ๋อออกเดินทางจากป่าด้วยความตื่นเต้น ห้อยโหน ต้นไม้ซ้ายทีขวาทีเดินข้ามสะพาน ไม้แคบๆ กระโดดข้ามหลุม ผ่านลำธาร ที่มีโขดหิน จึงกระโดดขึ้นไปบนโขดหิน กระโดดลงจากโขดหิน ลอดใต้อุโมงค์ ต้นไม้ระหว่างเดินทางนั่นเอง เจ้าจ๋อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้นำภาชนะมาใส่ไข่ กลับบ้าน จึงหัน ซ้ายมองขวาก็พบเพียงใบไม้ กิ่งไม้ เถาวัลย์ ก้อนหิน ดินเหนียว “ว้า...จะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย จะมีอะไรที่ นําไปใส่ไข่ได้บ้าง จะกลับ ไปเอาภาชนะตอนนี้ก็ไกลเกินไปแล้ว ” เจ้าจ๋อคิด “ เอาล่ะใช้สิ่งที่มีอยู่พวกนี้ ล่ะ เอ…แล้วจะทำอย่างไรให้ใส่ไข่ให้ใส่ไข่ได้จำนวนมากๆ โดยที่ไข่ไม่แตกก่อนจะถึงบ้านด้วย” เด็กๆ ช่วยเจ้าจ๋อคิดได้ไหม
72 (ตัวอย่าง) แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา กิจกรรม ตะกร้าผลไม้ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสังเกตและเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างตะกร้าผลไม้ได้ 2. เด็กบอกลักษณะของวัสดุที่สามารถสร้างตะกร้าผลไม้ได้ 3. เด็กจำแนกประเภทวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างตะกร้าผลไม้ได้ 4. เด็กออกแบบตะกร้าผลไม้จากวัสดุอุปกรณ์ที่เลือกได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) ขั้นนำ 1. ครูเล่านิทาน เรื่อง หนูดีกับตะกร้าผลไม้ 2. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลง ดังนี้ 2.1 เด็กๆ ไม่ส่งเสียงดัง 2.2 เด็กๆ จะตั้งใจทำกิจกรรม ขั้นสอน 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับนิทานเรื่องหนูดีกับตะกร้าผลไม้โดยกระตุ้น ด้วยคำถามเพื่อให้เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เกิดอะไรขึ้นบ้างในนิทานหนูดีกับตะกร้าผลไม้ 1.1.2 หนูดีจะสร้างตะกร้าผลไม้อย่างไร เพื่อให้บรรจุและหิ้วผลไม้ไปเยี่ยม คุณยายได้ 1.1.3 ถ้าเด็กๆ เป็นหนูดีจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะนำวัสดุเหล่านี้มาสร้าง ตะกร้าผลไม้ 1.2 เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการสร้างสิ่งของที่จะนำมาสร้างตะกร้าผลไม้ 1.3. แบ่งเด็กนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ ที่ครูนำมาใช้ในการสร้างสิ่งของที่จะนำมาสร้างตะกร้าผลไม้ 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
73 2.1 ครูต้องการทราบว่าหากมีสิ่งของในป่าจะสร้างที่ขนไข่ไก่ได้อย่างไร 2.2. เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับสิ่งของที่จะขนไข่ไก่ 2.3 เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับมาสร้างที่ขนไข่ไก่ 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆ ระดมความคิดในการสร้างตะกร้าผลไม้ 3.2. เด็กๆ วาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างตะกร้าผลไม้ 3.3 เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ไปสร้างสิ่งของที่จะนำมาสร้างตะกร้าผลไม้ 4. ขั้นวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆ แบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างตะกร้าผลไม้ตามแบบที่วาดไว้ 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างตะกร้าผลไม้เสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้นำชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข 6. ขั้นนำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมา นำเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรคในการทำงานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบ ว่าผลงานของกลุ่มนั้นๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทดลองใช้ที่ตะกร้าผลไม้ที่เด็กๆได้สร้างขึ้น ขั้นสรุป 1. เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรม โดยใช้คำถาม ดังนี้ 2.1 เด็กๆ ได้ทำอะไรบ้าง 2.2 สิ่งที่เด็กๆ สร้างคืออะไร 2.3 เด็กๆ ใช้วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. ผลไม้ 2. เชือก 3. กล่องกระดาษ 4. กล่องพลาสติก 5. หลอดดูด
74 6. ตะเกียบ 7. ขวดน้ำ 8. กรรไกร 9. เทปใส 10. หนังยาง 11. แก้วพลาสติก 12. จานกระดาษ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 3. นิทานเรื่อง หนูดีกับตะกร้าผลไม้ 4. วัสดุอุปกรณ์ในการทำตะกร้าผลไม้ ประเมินพัฒนาการ 1. เด็กสังเกตและเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างตะกร้าผลไม้ 2. เด็กบอกลักษณะของวัสดุที่สามารถสร้างตะกร้าผลไม้ 3. เด็กจำแนกประเภทวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาสร้างตะกร้าผลไม้ 4. เด็กออกแบบตะกร้าผลไม้จากวัสดุอุปกรณ์ที่เลือก ภาคผนวก นิทานเรื่อง หนูดีกับตะกร้าผลไม้ วันหนึ่งคุณแม่ให้หนูดีนำผลไม้ ไปฝากคุณยายซึ่งไม่สบาย อยู่บ้านห่างไกลออกไป คุณแม่ได้ เตรียมผลไม้ใส่ตะกร้าให้หนูดีพร้อมกำชับว่าให้หนูดีถืออย่างระมัดระวัง ให้หนูน้อยรีบไปรีบกลับอย่า แวะเถลไถลที่ไหน หนูน้อยรับคำแล้วออกเดินทางทันทีระหว่างทางหนูดีแวะเก็บดอกไม้สวยๆ ระหว่างทางหนูดีสะดุดก้อนหินล้มทำให้ตะกร้าผลไม้หลุดมือ และตะกร้าพังไม่สามารถใส่ผลไม้ได้แล้ว หนูดีจะมีวิธีการอย่างไร ที่จะนำผลไม้ที่คุณแม่ให้นำไปฝากคุณยายให้ถึงมือคุณยายได้ เด็กๆลองคิดหา วิธีว่าเราจะช่วยหนูดีได้อย่างไร…….
75 ภาคผนวก จ ตัวอย่าง แบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
76 คู่มือการใช้เครื่องมือ แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย คำชี้แจง 1. แบบทดสอบเชิงปฏิบัติฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย (อายุ 5 - 6 ปี) โดยกำหนดสถานการณ์ให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนก และ ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 2. แบบทดสอบเชิงปฏิบัติฉบับนี้ใช้ทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัย (อายุ 5 - 6 ปี) ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา ซึ่งทดสอบเด็กปฐมวัยเป็น รายบุคคล 3. แบบทดสอบเชิงปฏิบัติฉบับนี้ มีจำนวนทั้งหมด 15 ข้อ ดังนี้ 3.1 ทักษะการสังเกต จำนวน 5 ข้อ คะแนน 3.2 ทักษะการจำแนกประเภท จำนวน 5 ข้อ คะแนน 3.3 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล จำนวน 5 ข้อ 4. การตรวจให้คะแนนแบบทดสอบเชิงปฏิบัติฉบับนี้ มีการตรวจให้คะแนนความถูกต้อง ดังนี้ 4.1 ถ้าเด็กปฐมวัยปฏิบัติได้ถูกต้อง ให้ 1 คะแนน 4.2 ถ้าปฏิบัติไม่ได้ หรือไม่ปฏิบัติ ให้ 0 คะแนน 5. ระยะเวลาในการทดสอบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ใช้เวลาในการทำข้อ ละ 1 นาที หากเด็กทำเสร็จก่อน 1 นาทีให้เริ่มทำข้อต่อไปได้ ใช้เวลาในช่วงกิจกรรมอิสระ 6. ครูอ่านข้อคำถามแต่ละข้อให้เข้าใจ จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการทดสอบ และ บอกคำสั่งในข้อคำถามแต่ละข้อเพื่อให้เด็กปฐมวัยปฏิบัติตาม หากเด็กฟังคำสั่งไม่เข้าใจครูสามารถ บอกคำสั่งช้า หรือใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กปฏิบัติได้ 7. การบันทึกคะแนน ผู้ดำเนินการทดสอบจะต้องตรวจให้คะแนนความถูกต้องจากการ ปฏิบัติตามสถานการณ์ทีละข้อ แล้วบันทึกคะแนนไว้ในแบบบันทึกคะแนนทันทีหลังจากเสร็จสิ้น วิธีดำเนินการทดสอบ 1. ผู้ดำเนินการทดสอบจัดเตรียมวัสดุ และอุปกรณ์ตามสถานการณ์ในแต่ละข้อให้พร้อม 2. ให้เด็กเข้ารับการทดสอบทีละคน โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ผู้ดำเนินการทดสอบกล่าวทักทายเด็กเพื่อให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย และแนะนำวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบแต่ละข้อให้เด็กรู้จัก
77 2.2 ผู้ดำเนินการทดสอบบอกคำสั่งในข้อคำถามแต่ละข้อให้เด็กเข้าใจ แล้วให้เด็กลง มือปฏิบัติทีละข้อ 2.3 เมื่อเด็กปฐมวัยปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ดำเนินการข้อต่อไปจนครบทุกข้อ 3. เมื่อเด็กปฐมวัยปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยในแต่ละข้อแล้ว ให้ผู้ดำเนินการทดสอบตรวจให้ คะแนนความถูกต้อง และบันทึกคะแนนลงในแบบบันทึกคะแนน วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ 1. คู่มือในการทอสอบและแบบทดสอบ 2. วัสดุและอุปกรณ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละข้อของแบบทดสอบ 3. แบบบันทึกผลการให้คะแนน 4. นาฬิกาจับเวลา การหาคาความเที่ยงตรง IOC การหาค่าความเที่ยงตรง IOC ของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานการทางวิทยาศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา +1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ 0 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ -1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแน่ใจว่าแบบทดสอบไม่สามารถวัดทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ได้
78 (ตัวอย่าง) แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 1 แบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการสังเกต แบบทดสอบชุดที่ 1 ทักษะการสังเกต ข้อ แบบทดสอบเชิงปฏิบัติ คะแนน หมายเหตุ +1 0 -1 1 ผลไม้ในภาพใดที่มีสีแดง สีม่วง สีชมพู สีเหลือง สีส้ม และสีเขียว 2 ให้เด็กหยิบสิ่งที่มีผิวขรุขระ 3 ขวดใบใดที่มีเสียงดังที่สุด 4 ให้เด็กหยิบภาพรถยนต์ที่หันไปทางเดียวกับ ลูกศร 5 ให้เด็กหยิบสิ่งของที่มีผิวเรียบ ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………….…………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………….………………………
79 ข้อ 1 เวลา 1 นาที สถานการณ์ 1. ผู้ทดสอบนำเปลือกไม้ แผ่นกระดาษ แผ่นกระทราย มาวางบนโต๊ะ 2. ให้เด็กดูสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ คำสั่ง “ให้เด็กหยิบสิ่งที่มีผิวขรุขระ ให้เด็กหยิบเพียง 1 ภาพเท่านั้น” อุปกรณ์ 1. เปลือกไม้ 1 แผ่น 2. แผ่นกระดาษ 1 แผ่น 3. แผ่นกระดาษทราย 1 แผ่น 4. ตะกร้า 1 ใบ 5. โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อเด็กหยิบเปลือกไม้ ใส่ตะกร้า ให้ 0 คะแนน เมื่อเด็กหยิบแผ่นกระดาษ แผ่นกระดาษทราย หรือไม่ปฏิบัติ เฉลย เปลือกไม้ เปลือกไม้ แผ่นกระดาษ แผ่นกระดาษทราย
80 ข้อ 2 เวลา 1 นาที สถานการณ์ 1. ผู้ทดสอบนำขวดน้ำที่มีจำนวนปริมาณน้ำที่ต่างกันจำนวน 3 ขวด มาวางบนโต๊ะ 2. ให้เด็กใช้ช้อน-ส้อมโลหะเคาะขวดน้ำแต่ละใบ เพื่อฟังเสียง คำสั่ง “ขวดใบใดที่มีเสียงดังที่สุด ให้หยิบเพียง 1 ขวดเท่านั้น” อุปกรณ์ 1. ขวดแก้วใส่น้ำ 3/4 1 ขวด 2. ขวดแก้วใส่น้ำ 1/2 1 ขวด 3. ขวดแก้วใส่น้ำ 1/4 1 ขวด 4. โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อเด็กขวดใบที่ 3 ใส่ตะกร้า ให้ 0 คะแนน เมื่อเด็กหยิบแผ่นกระดาษ แผ่นกระเบื้อง หรือไม่ปฏิบัติ เฉลย ขวดใบที่ 3 ขวดใบที่ 1 `ขวดใบที่ 2 ขวดใบที่ 3
81 ชุดที่ 2 แบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการจำแนกประเภท แบบทดสอบชุดที่ 1 ทักษะการจำแนกประเภท ข้อ แบบทดสอบเชิงปฏิบัติ คะแนน หมายเหตุ +1 0 -1 1 ให้เด็กแยกภาพสัตว์ออกเป็นสองกลุ่มระหว่าง สัตว์ที่เรียกว่าแมลงกับแมง 2 ให้เด็กหยิบสิ่งของที่มีรูปทรงกลม 3 ให้เด็กหยิบภาพสัญลักษณ์ใบหน้า เมื่อเด็กๆ ได้ไปเที่ยวสวนสนุก จะแสดงสีหน้าแบบใด 4 ให้เด็กหยิบภาพที่มีความสัมพันธ์กันกับภาพ หมอ 5 ให้เด็กหยิบภาพที่มีความสัมพันธ์กันกับครก ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………….…………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………….………………………
82 ชุดที่ 2 แบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการจำแนกประเภท ข้อ 1 เวลา 1 นาที สถานการณ์ 1. ผู้ทดสอบนำภาพสัตว์ต่างๆ มาวางบนโต๊ะ 2. ให้เด็กดูภาพแต่ละภาพที่วางบนโต๊ะ คำสั่ง “ให้เด็กแยกภาพสัตว์ออกเป็นสองกลุ่มระหว่างสัตว์ที่เรียกว่าแมลงกับแมง” อุปกรณ์ 1. ภาพสัตว์ 6 ภาพ 2. ตะกร้า 2 ใบ 3. โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว ภาพที่ 4 ภาพที่ 5 ภาพที่ 6 ภาพที่ 1 ภาพที่ 2 ภาพที่ 3
83 เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อเด็กหยิบหมายเลข 2,3,6 ใส่ตะกร้าเดียวกัน และหยิบหมายเลข 1,4,5 ใส่ ตะกร้าเดียวกัน ให้ 0 คะแนน เมื่อเด็กหยิบแผ่นกระดาษ แผ่นกระเบื้อง หรือไม่ปฏิบัติ เฉลย หยิบหมายเลข 2,3,6 ใส่ตะกร้าเดียวกัน และหยิบหมายเลข 1,4,5 ใส่ตะกร้าเดียวกัน
84 ข้อ 2 เวลา 1 นาที สถานการณ์ 1. ผู้ทดสอบนำภาพครก ภาพดิน ภาพหิน ภาพอิฐ มาวางบนโต๊ะ 2. ให้เด็กดูสิ่งของที่วางบนโต๊ะ คำสั่ง “ให้เด็กหยิบภาพที่มีความสัมพันธ์กันกับครกเพียง 1 ภาพเท่านั้น” อุปกรณ์ 1. ภาพครก 1 ภาพ 2. ภาพดิน 1 ภาพ 3. ภาพหิน 1 ภาพ 4. ภาพอิฐ 1 ภาพ 5. ตะกร้า 1 ใบ 6. โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อเด็กหยิบภาพหิน ใส่ตะกร้า ให้ 0 คะแนน เมื่อเด็กหยิบภาพดิน ภาพอิฐ หรือไม่ปฏิบัติ เฉลย ภาพหิน ภาพดิน ภาพหิน ภาพอิฐ ภาพครก
85 ชุดที่ 3 แบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล แบบทดสอบชุดที่ 1 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ข้อ แบบทดสอบเชิงปฏิบัติ คะแนน หมายเหตุ +1 0 -1 1 ให้เด็กหยิบภาพสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน 2 ให้เด็กหยิบภาพสิ่งของที่ใช้เวลาฝนตก 3 ให้เด็กแยกสิ่งของออกเป็นสองกลุ่มตามวัสดุที่ ใช้ทำ 4 โบว์ชอบดอกไม้สีชมพู กิ๊กชอบดอกไม้สีเหลือง ตาลและวิว ชอบดอกไม้สีขาว ให้เด็กหยิบภาพ ดอกไม้ที่กิ๊กชอบ 5 ตอนเช้าตรู่ไก่ขันเสียงดัง ฝูงนกบินไปหา อาหาร มดแดงทำรังบนต้นไม้ ให้เด็กหยิบภาพ สัตว์ที่ทำรังบนต้นไม้ ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………….…………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………….………………………
86 ชุดที่ 3 แบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย - ด้านทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ข้อ 1 เวลา 1 นาที สถานการณ์ 1. ผู้ทดสอบนำภาพค้างคาว ภาพลิง ภาพผีเสื้อ มาวางบนโต๊ะ 2. ให้เด็กดูภาพแต่ละภาพ คำสั่ง “ให้เด็กหยิบภาพสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน หยิบเพียง 1 ภาพเท่านั้น” อุปกรณ์ 1. ภาพค้างคาว 1 ภาพ 2. ภาพลิง 1 ภาพ 3. ภาพผีเสื้อ 1 ภาพ 4. ตะกร้า 1 ใบ 5. โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อเด็กหยิบภาพค้างคาว ใส่ตะกร้า ให้ 0 คะแนน เมื่อเด็กหยิบภาพลิง ภาพผีเสื้อ หรือไม่ปฏิบัติ เฉลย ภาพค้างคาว ค้างคาว ลิง ผีเสื้อ
87 ข้อ 2 เวลา 1 นาที สถานการณ์ 1. ผู้ทดสอบนำภาพดอกไม้สีชมพู ดอกไม้สีขาว ดอกไม้สีเหลือง มาวางบนโต๊ะ 2. ให้เด็กดูภาพแต่ละภาพ คำสั่ง “โบว์ชอบดอกไม้สีชมพู กิ๊กชอบดอกไม้สีเหลือง ตาลและวิว ชอบดอกไม้สีขาว ให้เด็กหยิบภาพ ดอกไม้ที่กิ๊กชอบ เพียง 1 ภาพเท่านั้น” อุปกรณ์ 1. ภาพดอกไม้สีชมพู 1 ภาพ 2. ภาพดอกไม้สีขาว 1 ภาพ 3. ภาพดอกไม้สีเหลือง 1 ภาพ 4. ตะกร้า 1 ใบ 5. โต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน เมื่อเด็กหยิบภาพดอกไม้สีเหลือง ใส่ตะกร้า ให้ 0 คะแนน เมื่อเด็กหยิบภาพดอกไม้สีชมพู ดอกไม้สีขาว หรือไม่ปฏิบัติ เฉลย ภาพดอกไม้สีเหลือง ดอกไม้สีชมพู ดอกไม้สีขาว ดอกไม้สีเหลือง
88 ภาคผนวก ฉ ตัวอย่าง ภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา
89 การใช้แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา การใช้แบบทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา การใช้แบบทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา
90 (ตัวอย่าง) ภาพการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา กิจกรรมการผจญภัยของเจ้าจ๋อ 1. ระบุปัญหา เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับนิทานการผจญภัยของลิงจ๋อ 2. รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับสิ่งของที่จะขนไข่ไก่