คำนำ
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate เล่มนี้ กรมพลศึกษาจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ ให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสูงขึ้น สอดคล้องกับการจัดการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อในปัจจุบัน และมอบให้แก่ผู้ฝึกสอน กีฬาเซปักตะกร้อ ระดับ T-Certificate ผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อทั่วไปและผู้สนใจได้ใช้ เป็นคู่มือในการฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ การดำเนินการได้รับความร่วมมือจากสมาคมตะกร้อ แห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาเซปักตะกร้อมาเป็นวิทยากรและร่วมจัดทำต้นฉบับ กรมพลศึกษาขอขอบคุณสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำคู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate จนสำเร็จลุล่วง เป็นอย่างดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ และผู้ที่สนใจทั่วไปได้ศึกษา ค้นคว้า และนำไปใช้ในการพัฒนาการฝึกสอน ฝึกซ้อม และ การจัดการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อให้มีมาตรฐานสูงขึ้น สนองต่อนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนา การกีฬาของชาติต่อไป กรมพลศึกษา สิงหาคม 2555
หน้า คำนำ สารบัญ หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 1 ตารางการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 14 ประวัติกีฬาตะกร้อ (TAKRAW) 15 ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อ (SEPAK TAKRAW) 16 คุณสมบัติของผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อที่ดี 20 หลักพื้นฐานในการฝึกซ้อมกีฬา 21 แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10 ประการ 21 หลักการฝึกสมรรถภาพทางกาย 28 วิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย 29 การอบอุ่นร่างกายและการคลายอุ่น (Cool Down) 35 ความสำคัญของจิตวิทยาต่อการกีฬา 40 หลักการสอนทักษะ 41 การสอนทักษะ (Skills Teaching) 41 การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) 44 การสร้างความชำนาญในการฝึกเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 47 การบังคับหรือการควบคุมลูกตะกร้อ 48 การรับและส่งลูกตะกร้อ 55 การพักลูกตะกร้อ 58 การฝึกทักษะหลายทักษะรวมกัน 62 หลักการฝึกการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อระดับพื้นฐาน 64 กติกาเซปักตะกร้อของสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ(ISTAF) 72 บรรณานุกรม 84 คณะกรรมการจัดทำคู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 85 สารบัญ SEPAK TAKRAW
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 1 1 ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ บรรยาย - - VCD - 1.00 วิวัฒนาการในการเล่นกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ และคุณสมบัติของผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อที่ดี 2 หลักพื้นฐานในการฝึกซ้อมกีฬา บรรยาย/สาธิต ✓ - Power point - 3 แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10 ประการ บรรยาย ✓ - Power point - 4 หลักการฝึกสมรรถภาพทางกาย บรรยาย/สาธิต ✓ - Power point - 5 วิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย บรรยาย/สาธิต ✓ ✓ VCD - 6 การอบอุ่นร่างกาย(Warm Up) บรรยาย ✓ ✓ VCD - และการคลายอุ่น (Cool Down) สาธิต 7 ความสำคัญของจิตวิทยาต่อการกีฬา บรรยาย ✓ - Power point - 8 บทบาทหน้าที่/ตำแหน่งการเล่น บรรยาย ✓ - Power point - 9 การฝึกปฏิบัติการอบอุ่นร่างกาย บรรยาย - ✓ VCD ✓ 1.00 กีฬาเซปักตะกร้อ สาธิต 10 การบังคับ/ควบคุมการฝึกลูกตะกร้อ บรรยาย - ✓ VCD ✓ 2.30 ด้วยการเดาะ สาธิต 11 ทักษะระดับพื้นฐานการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ บรรยาย ✓ - Power point - 2.00 12 การสร้างความชำนาญในการฝึกบังคับ/ บรรยาย ✓ ✓ VCD ✓ 5.00 ควบคุมลูกตะกร้อด้วยการเดาะ สาธิต 13 การสร้างความชำนาญในการฝึก บรรยาย ✓ ✓ VCD ✓ 3.30 การพักลูกและการรับ-ส่งลูกตะกร้อ สาธิต 14 หลักการฝึกการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อระดับพื้นฐาน บรรยาย/สาธิต ✓ ✓ VCD - 3.30 15 หลักการฝึกการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อระดับพื้นฐาน (ต่อ) บรรยาย/สาธิต ✓ ✓ Power point ✓ 3.30 16 กติกาเซปักตะกร้อของสหพันธ์เซปักตะกร้อ บรรยาย ✓ - Power point - 3.30 นานาชาติ(ISTAF) 17 การเล่นทีมและการตัดสิน บรรยาย/สาธิต ✓ ✓ - ✓ 2.00 รวม 35 หลักสูตรการฝึกอบรม ผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate หมายเหตุ : พิธีเปิดและปิดรวมอยู่ใน 35 ชั่วโมง ระยะเวลาดำเนินการ : จำนวน 5 วัน (ไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง) เนื้อหาหลักสูตร ลำดับ ที่ กิจกรรม เนื้อหา บรรยาย สาธิต อภิปราย ฝึกปฏิบัติสื่อนวัตกรรม เทคโนโลยี ทดสอบ ประเมินผล จำนวน ชั่วโมง 1.30 2.00 1.30
2 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate ายละเอียดประกอบหลักสูตรการฝึกอบรม ผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ หัวข้อเนื้อหา ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ วิวัฒนาการในการเล่น กีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ และคุณสมบัติของผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อที่ดี ระยะเวลา ทฤษฎี1 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ ความหมาย ประโยชน์ วิวัฒนาการในการเล่นกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ และคุณสมบัติของผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อที่ดี เนื้อหา 1. ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ 2. ความหมายของกีฬาตะกร้อ 3. ประโยชน์ในการเล่นกีฬาตะกร้อ 4. วิวัฒนาการในการเล่นกีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ 5. คุณสมบัติของผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อที่ดี กิจกรรมการเรียน 1. บรรยาย 2. อธิบาย 3. เปิด VCD 4. Powerpoint 5. ฉายสไลด์ 6. ตอบคำถาม 7. สอบถาม 8. แบ่งกลุ่ม สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. VCD 2. สไลด์/ Power point 3. รูปภาพ ร
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 3 หัวข้อเนื้อหา หลักพื้นฐานในการฝึกซ้อมกีฬาและแนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10 ประการ ระยะเวลา ทฤษฎี1 ชั่วโมง 30 นาที ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาทักษะพื้นฐานในการฝึกซ้อมกีฬา การโยน การเสิร์ฟ การรับและการเปิดลูกตะกร้อ การตั้งลูกตะกร้อ การรุก และการสกัดกั้น และแนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10 ประการ เนื้อหา 1. ทักษะพื้นฐานในการฝึกซ้อมกีฬา • ทักษะการยืนและการเคลื่อนไหว • ทักษะการโยนลูกตะกร้อ • ทักษะการเสิร์ฟลูกตะกร้อ • ทักษะการรับและเปิดลูกตะกร้อ • ทักษะการตั้งลูกตะกร้อ • ทักษะการรุกและการสกัดกั้น 2. แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10 ประการ กิจกรรมการเรียน 1. อธิบาย 2. อภิปราย 3. สาธิต สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม Power point
4 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate หัวข้อเนื้อหา หลักการฝึกสมรรถภาพทางกายและวิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย สำหรับกีฬาเซปักตะกร้อ ระยะเวลา ทฤษฎี2 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาหลักการฝึกสมรรถภาพทางกายและวิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย สำหรับกีฬาเซปักตะกร้อ เนื้อหา 1. หลักการฝึกสมรรถภาพทางกาย 2. วิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย • การฝึกความเร็ว (Speed Training) • การฝึกความแข็งแรง (Strength Training) • การฝึกความอดทน (Endurance Training) • การฝึกความอ่อนตัว (Flexibility Training) • การฝึกความคล่องแคล่วว่องไว (Agility Training) กิจกรรมการเรียน 1. อธิบาย 2. อภิปราย 3. สาธิต สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. สื่อ VCD 2. Power point 3. Projector
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 5 หัวข้อเนื้อหา การอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) และการคลายอุ่น (Cool Down) ระยะเวลา ทฤษฎี1 ชั่วโมง 30 นาที ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาการเตรียมร่างกาย เตรียมกล้ามเนื้อและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา จิตวิทยาการกีฬา บทบาทหน้าที่และตำแหน่งในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ เนื้อหา 1. จุดมุ่งหมาย 2. วิธีอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) 3. วิธีการคลายอุ่น (Cool Down) กิจกรรมการเรียน 1. อธิบาย 2. สาธิต 3. ฝึกปฏิบัติ สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. กรวย 2. VDO 3. Power point
6 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate หัวข้อเนื้อหา การฝึกปฏิบัติการอบอุ่นร่างกายกีฬาเซปักตะกร้อ ระยะเวลา ปฏิบัติ1 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาเกี่ยวกับการอบอุ่นร่างกาย ความสำคัญการอบอุ่นร่างกายแบบต่างๆ การยืดเหยียด กล้ามเนื้อ การคลายกล้ามเนื้อ การอบอุ่นร่างกายกีฬาเซปักตะกร้อ เนื้อหา 1. ความสำคัญของการอบอุ่นร่างกาย 2. การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ 3. การวิ่งวอร์ม 4. ท่าบริหารกายที่เกี่ยวข้องกับกีฬาเซปักตะกร้อ 5. การอบอุ่นร่างกายก่อนการแข่งขันโดยใช้ตะกร้อ กิจกรรมการเรียน 1. อธิบายและสาธิต 2. ฝึกปฏิบัติ สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. กรวย 2. VCD 3. Power point
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 7 หัวข้อเนื้อหา การบังคับ/ควบคุมการฝึกลูกตะกร้อด้วยการเดาะ ระยะเวลา ปฏิบัติ2 ชั่วโมง 30 นาที ขอบข่ายเนื้อหา การฝึกเดาะลูกตะกร้อในขอบเขตที่กำหนดไว้เช่น วงกลมหรือบนโต๊ะกลมที่มั่นคง และไม่เป็นอันตราย การฝึกเดาะลูกตะกร้อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (ไป-กลับ) การฝึกเดาะลูกตะกร้อ เคลื่อนที่เฉียงไปด้านซ้ายและด้านขวา (ไป-กลับ) การฝึกเดาะลูกตะกร้อข้ามศีรษะตัวเองแล้วกลับ ตัวไปรับลูกตะกร้อ เนื้อหา 1. การฝึกเดาะลูกตะกร้อเป็นวงกลมหรือบนโต๊ะกลม 2. การฝึกเดาะลูกตะกร้อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (ไป-กลับ) 3. การฝึกเดาะลูกตะกร้อเคลื่อนที่เฉียงไปด้านซ้ายและด้านขวา (ไป-กลับ) 4. การฝึกเดาะลูกตะกร้อข้ามศีรษะตัวเองแล้วกลับตัวไปรับลูกตะกร้อ กิจกรรมการเรียน 1. อธิบายรวมกลุ่ม 2. สาธิต 3. ฝึกปฏิบัติแยกกลุ่ม สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. สนามตะกร้อ 2. ลูกตะกร้อ 3. VCD
8 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate หัวข้อเนื้อหา หลักการสอนทักษะ ระยะเวลา ทฤษฎี2 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาทักษะระดับพื้นฐานการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ หลักการสอนทักษะ เทคนิคและทักษะ ทักษะที่ง่าย ทักษะที่ยากสลับซับซ้อน การเรียนรู้ทักษะ และขั้นตอนการเรียนรู้ เนื้อหา 1. การสอนทักษะ (Skills Teaching) 2. เทคนิคและทักษะ (Techniques and Skill) 3. ทักษะที่ง่าย/ทักษะที่ยากสลับซับซ้อน (Simple and Complex Skills) 4. การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) 5. ขั้นตอนการเรียนรู้(Stages Learning) กิจกรรมการเรียน 1. บรรยาย 2. อภิปราย สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม Power point
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 9 หัวข้อเนื้อหา การสร้างความชำนาญการในการฝึกบังคับหรือการควบคุมลูกตะกร้อด้วยการเดาะ ระยะเวลา ปฏิบัติ5 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา การฝึกบังคับ หรือควบคุมลูกตะกร้อด้วยเท้า เข่า และศีรษะ เนื้อหา 1. การเดาะลูกตะกร้อด้วยหลังเท้า 2. การเดาะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 3. การเดาะลูกตะกร้อด้วยเข่า 4. การเดาะลูกตะกร้อด้วยศีรษะ กิจกรรมการเรียน 1. อธิบายและสาธิต 2. ฝึกปฏิบัติ สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. สนามตะกร้อ 2. ลูกตะกร้อ 3. VCD
10 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate หัวข้อเนื้อหา การสร้างความชำนาญในการฝึกการพักลูกและการรับ-ส่งลูกตะกร้อ ระยะเวลา ปฏิบัติ3 ชั่วโมง 30 นาที ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาและฝึกปฏิบัติวิธีการรับลูกตะกร้อ วิธีการส่งลูกตะกร้อ วิธีการพักลูกตะกร้อ วิธีการสร้างความชำนาญในการรับและการส่งลูกตะกร้อ ข้อแนะนำการรับและการส่งลูกตะกร้อ กระทบผนัง เนื้อหา 1. วิธีการรับลูกตะกร้อ 2. วิธีการส่งลูกตะกร้อ 3. วิธีการพักลูกตะกร้อ 4. วิธีการสร้างความชำนาญในการรับและการส่งตะกร้อ 5. ข้อแนะนำในการรับและการส่งลูกตะกร้อกระทบผนัง กิจกรรมการเรียน 1. อธิบาย-สาธิต 2. ปฏิบัติแยกกลุ่ม 3. อภิปราย-สรุป สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. สนามตะกร้อ 2. ลูกตะกร้อ 3. VCD
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 11 หัวข้อเนื้อหา หลักการฝึกเล่นกีฬาเซปักตะกร้อระดับพื้นฐาน ระยะเวลา ปฏิบัติ7 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาเกี่ยวกับหลักการฝึกเล่นกีฬาเซปักตะกร้อเบื้องต้น ได้แก่ การโยน การเสิร์ฟ การรับลูกเสิร์ฟ การตั้งหรือชงลูกตะกร้อ การรุก การสกัดกั้น การรับลูกตะกร้อที่เกิดขึ้นจาก การสกัดกั้นและการตั้งรับ เนื้อหา 1. การโยน 2. การเสิร์ฟ 3. การรับลูกเสิร์ฟ 4. การตั้งหรือการชงลูกตะกร้อ 5. การรุก 6. การสกัดกั้น 7. การรับลูกที่เกิดขึ้นจากการสกัดกั้น 8. การตั้งรับ กิจกรรมการเรียน 1. อธิบาย-สาธิต 2. ปฏิบัติแยกกลุ่ม 3. ถาม-ตอบ 4. อภิปราย-สรุป สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. สนามตะกร้อ 2. ลูกตะกร้อ 3. VCD
12 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate หัวข้อเนื้อหา กติกาเซปักตะกร้อของสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ(ISTAF) ระยะเวลา ทฤษฎี3 ชั่วโมง 30 นาที ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษากติกาการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อของสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ(ISTAF) เนื้อหา กติกาเซปักตะกร้อของสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ(ISTAF) กิจกรรมการเรียน 1. บรรยาย 2. อภิปรายร่วมกัน 3. ถาม-ตอบ สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม Power point
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 13 หัวข้อเนื้อหา การเล่นทีมและการตัดสิน ระยะเวลา ปฏิบัติ2 ชั่วโมง ขอบข่ายเนื้อหา ศึกษาเกี่ยวกับการประกอบทีมการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ ตำแหน่งการเล่น การตัดสิน และการจัดการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ เนื้อหา 1. การประกอบทีมการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 2. ตำแหน่งต่างๆ ในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 3. การฝึกปฏิบัติการตัดสินกีฬาเซปักตะกร้อ 4. การจัดการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ กิจกรรมการเรียน 1. ฝึกปฏิบัติ 2. แบ่งทีมจัดการแข่งขัน 3. ฝึกตัดสิน สื่อและอุปกรณ์การฝึกอบรม 1. สนามตะกร้อ 2. ลูกตะกร้อ 3. ใบบันทึกการตัดสิน
14 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificateตารางการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 08.30-09.30น. 09.30-10.30น. 10.30-12.00น. 13.00-15.00น. 15.00-16.30 น เวลา วันที่ พัก 12.00-13.00 น. 1 2 3 4 5 พิธีเปิด ประวัติความเป็นมาของ กีฬาตะกร้อ/เซปักตะกร้อ และคุณสมบัติของ ผู้ฝึกสอนกีฬา เซปักตะกร้อที่ดี(ทฤษฎี) หลักพื้นฐานในการฝึกซ้อมกีฬา แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10ประการ(ทฤษฎี) หลักการฝึกสมรรถภาพทางกาย วิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย สำหรับกีฬาเซปักตะกร้อ (ทฤษฎี) การอบอุ่นร่างกาย(Warm Up) และการคลายอุ่น(Cool Down) ความสำคัญของจิตวิทยา ต่อการกีฬาบทบาทหน้าที่/ ตำแหน่งการเล่น(ทฤษฎี) การฝึกปฏิบัติการอบอุ่น ร่างกายกีฬาเซปักตะกร้อ (ปฏิบัติ) การบังคับ/ควบคุมการฝึกลูกตะกร้อด้วยการเดาะ (ปฏิบัติ) ทักษะระดับพื้นฐาน การเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ (ทฤษฎี) การสร้างความชำนาญในการ ฝึกบังคับ/ควบคุมลูกตะกร้อ ด้วยการเดาะ(ปฎิบัติ) การสร้างความชำนาญในการฝึกบังคับ/ควบคุมลูกตะกร้อด้วยการเดาะ(ต่อ) (ปฏิบัติ) การสร้างความชำนาญในการฝึกการพักลูกและรับ-ส่งลูกตะกร้อ (ปฎิบัติ) หลักการฝึกการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อระดับพื้นฐาน (ทฤษฎีและปฏิบัติ) หลักการฝึกการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อระดับพื้นฐาน(ต่อ) (ปฏิบัติ) กติกาเซปักตะกร้อของสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ(ISTAF) (ทฤษฎี) -การเล่นทีม -การตัดสิน (ปฏิบัติ) พิธีปิด 14 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 15 คำว่า “ตะกร้อ” ตามพจนานุกรม หมายถึง ของเล่นชนิดหนึ่งที่สานด้วยหวาย สำหรับเตะเล่น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. 2542 ให้คำนิยามไว้ว่า ลูกกลม สานด้วยหวายเป็นตาๆ สำหรับเตะ ต้นกำเนิดตะกร้อเกิดขึ้นเมื่อใด สมัยใด ไม่สามารถบอกได้แน่นอน เพราะไม่ได้มี การจดบันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พงศาวดารและจดหมายเหตุต่างๆ พอจะวิเคราะห์ได้ว่า ตะกร้อมีมาในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานแล้ว ในขณะเดียวกันหลายประเทศ ต่างก็เข้าใจว่า ตะกร้อเกิดขึ้นในประเทศของตนและได้แผ่อิทธิพลเข้าไปในประเทศข้างเคียง มีผู้รู้ บางท่านกล่าวว่าตะกร้อเริ่มมีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตะกร้อทำด้วยหวายใช้เล่นกันในประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และที่น่าสนใจ คือพวกไดยัค บอร์เนียว มีตะกร้อหวายเล่น วิธีเล่นแบบเดียวกับไทย การเรียกชื่อของประเทศต่างๆ มีดังนี้ • พม่า สานด้วยหวาย เป็นแบบหลวมโปร่ง น้ำหนักเบา ขนาดเท่ารูตะกร้อของไทย เรียกว่า ชินลง (CHING LOONG) • ลาว สานด้วยหวายเส้นเล็ก มีรูถี่ยิบ น้ำหนักเบาขนาดเท่าลูกตะกร้อของไทย เรียกว่า กะต้อ (KATOR) • มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน สานด้วยหวาย มีสองหรือสามชั้น ไม่มีรู ลูกเล็กอยู่ข้างใน น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นน้อย ขนาดเล็กกว่าลูกตะกร้อของไทย เรียกว่า รากา (RAGA) • อินโดนีเซีย เรียกว่า ราโก (RAGO) • ฟิลิปปินส์ เรียกว่า ซีป้า (SIPA) • สาธารณรัฐประชาชนจีน นำเอาขี้เถ้ามาปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วห่อด้วยสำลีหรือผ้านุ่ม นำขนหางไก่ฟ้ามาปัก ลักษณะคล้ายหัวหอมที่มีใบอยู่ เรียกว่า แตกโก (T’EK K’AU) • สาธารณรัฐเกาหลี นำเอาดินหรือขี้เถ้าห่อด้วยสำลีหรือผ้านุ่ม นำขนหางไก่ฟ้ามาปัก ลักษณะคล้ายหัวหอมที่มีใบอยู่ คำเรียก เอามาจากภาษาจีน • ไทย สานด้วยหวายเป็นตาๆ ลักษณะลูกทรงกลม เรียกว่า ตะกร้อ (TAKRAW) คนไทยนิยมเล่นตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง และตะกร้อข้ามตาข่าย (แบบไทย) ประวัติกีฬาตะกร้อ (TAKRAW)
16 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate เซปักตะกร้อ สันนิษฐานว่าไม่ได้เป็นกีฬาดั้งเดิมของไทยอย่างแน่นอน เพราะคนไทย นิยมเล่นเฉพาะตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง และตะกร้อข้ามตาข่าย (แบบไทย) เท่านั้น ส่วนประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ เริ่มมีการเล่นตะกร้อข้ามตาข่ายในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือประมาณ ปี พ.ศ. 2488 โดยประเทศมาเลเซียได้ประกาศยืนยันว่า ตะกร้อ เป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิม เรียกว่า เซปัก รากา (SEPAK RAGA) เซปักตะกร้อมีประวัติความเป็นมา ดังนี้ พ.ศ. 2502 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาแหลมทอง (SEAP GAMES) ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ได้มีการสาธิตการเตะตะกร้อวง และตะกร้อพลิกแพลงร่วมกับนักกีฬา ตะกร้อพม่า พ.ศ. 2504 ประเทศพม่าเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาแหลมทอง (SEAP GAMES) ครั้งที่ 2 ขึ้นที่กรุงย่างกุ้ง นักกีฬาตะกร้อไทยได้ไปร่วมสาธิตการเตะตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง และตะกร้อ ข้ามตาข่าย พ.ศ. 2508 ประมาณเดือนเมษายน สมาคมกีฬาไทยในพระราชูปถัมภ์ ได้จัดงาน เทศกาลกีฬาไทย ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ครั้งนั้น สมาคมกีฬาตะกร้อจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้นำวิธีการเล่นตะกร้อของมาเลเซีย คือ “เซปัก รากา จาริง” (SEPAK RAGA JARING) มาเผยแพร่เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย โดยจัดให้มีการสาธิตกีฬาของทั้งสองประเทศ ใช้วิธีเล่นตามกติกาของประเทศมาเลเซีย 1 วัน และเล่นตามกติกาของประเทศไทย 1 วัน กติกาของไทย ตะกร้อไทยใช้กติกาการแข่งขันแบบเสิร์ฟข้ามตาข่ายคล้ายกับกีฬาแบดมินตัน มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. สนามแข่งขันและตาข่ายคล้ายกันกับกีฬาแบดมินตัน (ความยาวสนามสั้นกว่า) 2. จำนวนผู้เล่นและคะแนนการแข่งขัน • การเล่น 3 คน แต่ละเซ็ทจบเกมที่ 21 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซ็ท) • การเล่น 2 คน แต่ละเซ็ทจบเกมที่ 15 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซ็ท) • การเล่น 1 คน แต่ละเซ็ทจบเกมที่ 11 คะแนน (แข่งขัน 2 ใน 3 เซ็ท) 3. ผู้เล่นแต่ละคน แต่ละทีม สามารถเล่นได้ไม่เกิน 2 ครั้ง (2 จังหวะ) ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อ (SEPAK TAKRAW)
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 17 4. ผู้เล่นแต่ละคน แต่ละทีม ช่วยกันไม่ได้ หากผู้ใดถูกลูกตะกร้อในจังหวะแรก ผู้นั้นต้องเล่นลูกให้ข้ามตาข่ายต่อไป 5. การเสิร์ฟแต่ละคนต้องโยนและเตะด้วยตนเองตามลำดับกับมือ เรียกว่า มือ 1 มือ 2 และมือ 3 มีลูกสั้น-ลูกยาว กติกาของมาเลเซีย เล่นแบบข้ามตาข่าย เรียกว่า เซปัก รากา จาริง ดัดแปลงการเล่น มาจากกีฬาวอลเลย์บอล โดยมีนักกีฬาฝ่ายละ 3 คน แต่ละคนสามารถเล่นลูกตะกร้อได้ไม่เกิน คนละ 3 ครั้ง/จังหวะ และสามารถช่วยกันได้ ต้องให้ลูกตะกร้อข้ามตาข่าย แต่ละเซ็ทจบเกมที่ 15 คะแนน แข่งขัน 2 ใน 3 เซ็ท เช่นเดียวกัน การสาธิตกีฬาตะกร้อระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย วันแรก เล่นกติกาของประเทศไทย ปรากฏว่าประเทศไทยชนะด้วยคะแนน 21 ต่อ 0 วันที่สอง เล่นกติกาของประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าประเทศมาเลเซียชนะด้วยคะแนน 15 ต่อ 1 จากผลของการสาธิต จึงได้มีการประชุมพิจารณาร่วมกัน กำหนดกติกาการเล่นกีฬา ตะกร้อขึ้นใหม่ เพื่อนำเสนอเข้าแข่งขันในกีฬาแหลมทอง (SEAP GAMES) ครั้งที่ 3 ดังนี้ • วิธีการเล่นและรูปแบบของสนาม ให้ถือเอารูปแบบของประเทศมาเลเซีย • อุปกรณ์การแข่งขัน (ลูกตะกร้อ-เน็ต) และขนาดความสูงของเน็ตให้ถือเอารูปแบบ ของประเทศไทย • ให้ตั้งชื่อว่า “เซปัก-ตะกร้อ” เป็นภาษาของ 2 ชาติรวมกัน กล่าวคือคำว่า “เซปัก” เป็นภาษามาเลเซีย แปลว่า “เตะ” คำว่า “ตะกร้อ” เป็นภาษาไทย หมายถึง “ลูกบอล” พ.ศ. 2508 เดือนธันวาคม ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง (SEAP GAMES) ครั้งที่ 3 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้บรรจุกีฬาเซปักตะกร้อชายทีมชุด ชิง 1 เหรียญทอง เป็นครั้งแรก มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว พ.ศ. 2520 ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง (SEAP GAMES) ครั้งที่ 9 และได้เปลี่ยนชื่อเป็นกีฬาซีเกมส์ (SEA GAMES) ครั้งที่ 9 โดยมีประเทศอินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ เพิ่มเข้ามา พ.ศ. 2526 กีฬาตะกร้อ เป็นกีฬาชนิดหนึ่งในสมาคมกีฬาไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อมาได้ก่อตั้งสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2526 โดยมี พันเอกจารึก อารีราชการัณย์ เป็นนายกสมาคมคนแรกจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2533 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ (ASIAN GAMES) ครั้งที่ 11 ณ กรุงปักกิ่ง ได้บรรจุกีฬาเซปักตะกร้อชายทีมชุดและทีมเดี่ยว เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนลูกตะกร้อหวาย (Rattan Ball) มาเป็นลูกตะกร้อพลาสติก (Synthetic Ball) เป็นครั้งแรกอีกด้วย
18 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate พ.ศ. 2540 ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (SEA GAMES) ครั้งที่ 19 ณ กรุงจากาตาร์ ได้บรรจุกีฬาเซปักตะกร้อหญิงทีมชุดและทีมเดี่ยวอีก 2 เหรียญทอง เป็นครั้งแรกรวมเป็น 4 เหรียญทอง พ.ศ. 2541 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ (ASIAN GAMES) ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร ได้เพิ่มกีฬาตะกร้อวง (Takraw Circle) ชายและหญิง อีก 2 เหรียญทองเป็นครั้งแรก รวมเป็น 6 เหรียญทอง พ.ศ. 2546 ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (SEA GAMES) ครั้งที่ 22 ณ กรุงฮานอย นอกจากกีฬาเซปักตะกร้อชิง 6 เหรียญทองแล้ว ยังได้บรรจุกีฬาที่มี การเล่นแบบเดียวกับเซปักตะกร้อที่เรียกว่า กีฬาเตะลูกขนไก่ (Shuttle Cock) เป็นครั้งแรก พ.ศ. 2548 ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (SEA GAMES) ครั้งที่ 23 ณ กรุงมนิลา ได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อประเภทคู่ (Double) และตะกร้อ ลอดห่วงสากล (Hoop Sepak Takraw) เป็นครั้งแรก พ.ศ. 2549 ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ (ASIAN GAMES) ครั้งที่ 15 “โดฮาเกมส์” ได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อคู่ (Double Sepak Takraw) เป็นครั้งแรก การจัดแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อในการแข่งขันระดับนานาชาติ กีฬาเซปักตะกร้อได้บรรจุเข้าในการแข่งขันระดับนานาชาติได้แก่ กีฬาแหลมทอง กีฬาซีเกมส์ และกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ดังนี้ กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2508 ประเทศมาเลเซีย กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2510 ประเทศไทย กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 5 ปี พ.ศ. 2512 ประเทศพม่า (ไม่มีการแข่งขัน) กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2514 ประเทศมาเลเซีย กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2516 ประเทศสิงคโปร์ กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 8 ปี พ.ศ. 2518 ประเทศไทย กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 9 ปี พ.ศ. 2520 ประเทศมาเลเซีย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 10 ปี พ.ศ. 2522 ประเทศอินโดนีเซีย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 11 ปี พ.ศ. 2524 ประเทศฟิลิปปินส์ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2526 ประเทศสิงคโปร์ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 13 ปี พ.ศ. 2528 ประเทศไทย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 14 ปี พ.ศ. 2530 ประเทศอินโดนีเซีย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 15 ปี พ.ศ. 2532 ประเทศมาเลเซีย
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 19 กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 16 ปี พ.ศ. 2534 ประเทศฟิลิปปินส์ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ปี พ.ศ. 2536 ประเทศสิงคโปร์ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ปี พ.ศ. 2538 ประเทศไทย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ปี พ.ศ. 2540 ประเทศอินโดนีเซีย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 20 ปี พ.ศ. 2542 ประเทศบรูไน กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 21 ปี พ.ศ. 2544 ประเทศมาเลเซีย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 22 ปี พ.ศ. 2546 ประเทศเวียดนาม กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 23 ปี พ.ศ. 2548 ประเทศฟิลิปปินส์ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ปี พ.ศ. 2552 ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ปี พ.ศ. 2554 ประเทศอินโดนีเซีย กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 11 ปี พ.ศ. 2533 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2537 ประเทศญี่ปุ่น กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ปี พ.ศ. 2541 ประเทศไทย กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 14 ปี พ.ศ. 2545 ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 15 ปี พ.ศ. 2549 ประเทศกาตาร์ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ปี พ.ศ. 2553 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
20 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate ผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อที่ดี ควรมีคุณลักษณะพื้นฐาน ดังนี้ 1. เป็นผู้ที่มีความสนใจและรักในกีฬาเซปักตะกร้อ 2. มีความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ทุ่มเท เอาใจใส่ และเสียสละ 3. มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และประสบการณ์เกี่ยวกับกีฬาเซปักตะกร้อ 4. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกติกา ระเบียบ และมารยาทในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ 5. มีความรู้ ความเข้าใจ และออกแบบวางแผนการฝึกซ้อมกีฬา 6. มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา 7. มีความรู้ด้านจิตวิทยาการกีฬา 8. มีคุณธรรม จริยธรรม คุณสมบัติของผู้ฝึกสอนกีฬา เซปักตะกร้อที่ดี
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 21 นักกีฬาจำนวนมิใช่น้อยที่ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกซ้อมอย่างมาก โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ที่ชัดเจนให้กับตนเองว่า ทำไปเพื่ออะไร และทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น ความไม่เข้าใจในกระบวนการ ของระบบการฝึกซ้อมที่ถูกต้อง ทำให้นักกีฬาไร้ทิศทางและขาดจุดมุ่งหมายในการดำเนินการ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่ตนเองปรารถนาหรือใฝ่ฝันไว้ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่คาดหวังจึงดูห่างไกล หรือมีโอกาสเป็นไปได้ยาก เช่น นักมวยสากลสมัครเล่นที่ปรารถนาจะได้เหรียญทองในกีฬา โอลิมปิกเหมือนอย่างเช่น สมรักษ์ คำสิงห์ หรือ นักยิงปืนที่ใฝ่ฝันจะเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิก เป็นต้น แต่จะมีนักกีฬากี่คนที่เข้าใจและรู้ว่าเส้นทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ตามจุดมุ่งหมายที่ตนเองต้องการหรือคาดหวังไว้คืออะไร หากบรรดานักกีฬาเหล่านี้โชคดีพอที่จะ ได้พบกับผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง รูปแบบและทิศทางในการซ้อม ก็จะถูกนำไปสู่ระบบที่ถูกต้อง โดยมิต้องเสี่ยงหรือเสียเวลากับการลองผิดลองถูกโดยไม่ทราบจุดหมาย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การที่นักกีฬาได้มีโอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจ ในหลักพื้นฐานการฝึกซ้อมกีฬาที่ถูกต้องด้วยตนเอง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นวิธีการเดียวที่จะไปสู่ความสำเร็จในการแข่งขันได้ แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ 10 ประการ แนวทางในการปฏิบัติเปรียบเสมือนแกนหลักหรือโครงสร้างสำคัญที่จะนำไปสู่ความ สำเร็จในการฝึก มีขั้นตอนที่สำคัญ 10 ประการ คือ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการฝึก สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามมากที่สุดในการฝึกซ้อมกีฬา เกือบทุกประเภท คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ (Set Goals) ที่ชัดเจนในแต่ละระดับขั้น ของการฝึกหรือออกกำลังกาย โดยจะต้องถามตัวเองก่อนว่าเล่นกีฬาเพื่ออะไร หรือเล่นกีฬาทำไม ซึ่งคำตอบที่ได้รับอาจจะมีหลากหลาย เช่น เล่นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน เล่นเพื่อการแข่งขัน เล่นเพื่อลดน้ำหนัก เล่นเพื่อรักษาสุขภาพ เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ ควรกำหนด เป้าหมายหลักและเป้าหมายรองให้ชัดเจน ตามลำดับความสำคัญ ก่อนเริ่มลงมือทำการฝึกซ้อม หลักพื้นฐาน ในการฝึกซ้อมกีฬา
22 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 2. เลือกชนิดหรือประเภทกีฬาให้เหมาะสมกับความสามารถและจุดมุ่งหมายของตนเอง การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ควรจะได้มีการประเมิน สมรรถภาพทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม รวมทั้งความสามารถทางการกีฬาด้วย เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเพียง 50 กิโลกรัม และมีโครงร่างเล็กอาจไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักกีฬา ประเภททุ่มน้ำหนัก เพราะกีฬาประเภทนี้เหมาะกับคนรูปร่างสูงใหญ่ มีความแข็งแรง และมีกำลัง กล้ามเนื้อสูงสุด ผู้ที่รูปร่างเล็กแต่แข็งแรงควรพิจารณาเลือกเล่นกีฬาประเภทยิมนาสติก หรือ คนที่ชอบสังคมและมีมนุษยสัมพันธ์ดี ควรพิจารณาเลือกเล่นกีฬาประเภททีม เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ฯลฯ ตรงกันข้ามหากเป็นคนที่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ควรเลือกเล่น กีฬาประเภทบุคคล เช่น กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน ฯลฯ แต่หากเป็นคนที่ชอบแข่งขันกับตนเอง ควรเลือกเล่นกีฬาประเภท กอล์ฟ สนุกเกอร์ โบว์ลิ่ง ยิงปืน ยิงธนู ฯลฯ 3. ตั้งเป้าหมายที่สามารถประสบความสำเร็จได้ในระดับที่ไม่ยากจนเกินไป ในแต่ละระดับของการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน ควรจะมีการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ ในแต่ละขั้นตอนหรือแต่ละระดับชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น เป้าหมายในแต่ละเกมการแข่งขัน เป้าหมายในแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์ แต่ละวัน และควรจะเป็นเป้าหมายที่ให้ผลในทางปฏิบัติจริง หากได้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น เป้าหมายระยะยาวต้องการเป็นนักกีฬาเทนนิส ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปีแรก ควรกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเทคนิค ทักษะพื้นฐานสำคัญของเทนนิสให้สมบูรณ์แบบ ขณะเดียวกันจะต้องสร้างประสบการณ์ด้วยการ เข้าร่วมเกมการแข่งขันเบื้องต้น เพื่อการพัฒนาทักษะความสามารถและความชำนาญเกมให้กับตนเอง ปีที่สอง เป้าหมายสำคัญควรมุ่งพัฒนาเทคนิคทักษะความสามารถเฉพาะตัว เพื่อพัฒนาฝีมือเข้าร่วม การแข่งขันที่มีระดับมาตรฐานสูงขึ้น ปีที่สาม เป้าหมายสำคัญควรมุ่งพัฒนาขีดความสามารถ เพื่อก้าวเข้าสู่เกมการแข่งขันระดับสูงสุดภายในประเทศ ปีที่สี่ มุ่งพัฒนาฝีมือเพื่อก้าวขึ้นสู่การแข่งขัน ระดับนานาชาติ ปีที่ห้า เน้นเป้าหมายสูงสุด คือ ประสบความสำเร็จในเกมการแข่งขันระดับนานาชาติ การกำหนดเป้าหมายข้างต้น จำเป็นต้องวางแผนการฝึกซ้อม โดยแบ่งระยะเวลา ที่มีอยู่ตลอดปีออกเป็นช่วงๆ เพื่อทำการฝึกซ้อมรายละเอียดในแต่ละด้าน ที่จะช่วยส่งผลให้การพัฒนา ขีดความสามารถทางด้านกีฬาเทนนิสก้าวไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลาที่กำหนดไว้ สิ่งสำคัญที่พึงตระหนักไว้เสมอในการฝึกซ้อม คือ จะทำอย่างไรให้การฝึกซ้อมสามารถดำเนินไป สู่เป้าหมายตามที่วางไว้ในแต่ละขั้นตอน ด้วยความรู้สึกที่ยอมรับได้หรือพึงพอใจกับผลงาน ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะต้องทำการฝึกซ้อมอย่างหนักในบางเวลา หรือต้องประสบกับความกดดัน อย่างหนักในบางโอกาสก็ตาม
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 23 4. วางแผนการซ้อม ในการวางแผนการซ้อมทุกด้านและทุกขั้นตอน จะต้องมุ่งนำไปสู่เป้าหมายเฉพาะด้าน ของชนิดหรือกีฬาประเภทนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นความหนัก-เบาในการฝึก เวลาพักระหว่างช่วงฝึก โดยแบ่งขั้นตอนการฝึกในแต่ละครั้งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 4.1 ขั้นอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) ในขั้นแรกของการปฏิบัติกิจกรรมการออกกำลังกายทุกครั้ง จะต้องเริ่มต้นด้วย การอบอุ่นร่างกายก่อนเสมอ เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของชีพจรและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปสู่กล้ามเนื้อ นอกจากนี้ควรยืดกล้ามเนื้อและเอ็นข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อรองรับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว หรือที่ต้องการความอ่อนตัวสูงสุด หากขาดการอบอุ่นร่างกายที่ดี จะไม่สามารถปฏิบัติทักษะหรือ กิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วยประสิทธิภาพหรือขีดความสามารถสูงสุดได้ ขณะเดียวกันอัตราการเสี่ยงต่อ การบาดเจ็บย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง การอบอุ่นร่างกายโดยทั่วไป ควรใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที เพื่อปรับอัตรา การไหลเวียนเลือดไปสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น และที่สำคัญคือ ช่วงปรับเพิ่มอุณหภูมิของกล้ามเนื้อ ให้สูงขึ้นประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเชื่อกันว่าที่อุณหภูมิประมาณ 103 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 39.5 องศาเซลเซียส กล้ามเนื้อจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตามจะต้องมีการยืดกล้ามเนื้อส่วนที่จำเป็นต้องใช้งานในกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วยทุกครั้ง เช่น แขน ขา หลัง สะโพก ลำตัว เป็นต้น สำหรับขั้นตอนในการอบอุ่นร่างกาย ควรเริ่มด้วยการยืดกล้ามเนื้อเบาๆ (Gentle Stretching) จากนั้นจึงเริ่มทำการอบอุ่นร่างกายทั่วไป โดยอาจใช้การเคลื่อนไหวที่เป็นลักษณะเฉพาะประเภทกีฬา ด้วยความเร็วเริ่มต้นช้าๆ เช่น นักกรีฑาอาจใช้การวิ่งเหยาะ นักว่ายน้ำใช้การลงว่ายน้ำในสระ นักจักรยานใช้การขี่จักรยาน ในขณะที่นักกีฬาเทนนิสหรือแบดมินตันอาจใช้การเหวี่ยงไม้แร็กเก็ต ควบคู่กับการเต้นฟุตเวิร์คในรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเป็นการอบอุ่นร่างกาย หลังจากนั้น จึงกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยการบริหารท่าต่างๆ เช่น กระโดดแยกเท้าตบมือเหนือศีรษะ กระโดดแยกเท้า สลับหน้า-หลังกลางอากาศ เป็นต้น ลักษณะของการอบอุ่นร่างกาย ให้เริ่มปฏิบัติจากช้าไปหาเร็ว เบาไปหาหนักตามลำดับ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกร้อนหรือมีเหงื่อซึมจึงเริ่มกายบริหารยืดกล้ามเนื้อ ตามชนิดกีฬา 4.2 ขั้นฝึกทักษะ (Skill Practice) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกกีฬาทุกชนิด โดยแต่ละชนิดจะมีเทคนิคทักษะเฉพาะด้าน แตกต่างกันออกไป และในการฝึกแต่ละครั้งควรเน้นทักษะอย่างมากไม่เกิน 1-2 ทักษะ เช่น ต้องการพัฒนาการเล่นกอล์ฟให้ดีขึ้น สิ่งแรกที่ควรเรียนรู้และให้ความสำคัญคือ ทักษะการจับไม้ (Grip) ที่ถูกต้อง จากนั้นฝึกทักษะการควบคุมวงสวิงและความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวให้ถูกต้องเป็นลำดับต่อไป
24 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate กีฬาบางชนิด เช่น กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน ควรเน้นสมรรถภาพและเทคนิค ทักษะเฉพาะด้านเป็นส่วนๆ ไป ซึ่งไม่ซับซ้อนเหมือนกีฬากอล์ฟ เทนนิส ยิมนาสติก ฯลฯ ในกรณีเช่นนี้ การฝึกสมรรถภาพด้านความเร็ว ความแข็งแรง ความอดทน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนการฝึกทักษะ อย่างไรก็ตามการฝึกซ้อมในช่วงนอกฤดูการแข่งขัน (Off-Season) อาจจะใช้วิธีการฝึกทักษะชนิดนั้นๆ มาประกอบไว้ในการฝึกซ้อมก็จะยิ่งช่วยให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น 4.3 ขั้นฝึกให้คล้ายคลึงกับสถานการณ์แข่งขันจริง (Match-Related Practice) ในขั้นนี้จะต้องพยายามจำลองรูปแบบสถานการณ์การฝึกซ้อมให้คล้ายคลึง กับสถานการณ์ในเกมการแข่งขันจริง ซึ่งไม่เพียงแต่จะกระตุ้นให้นักกีฬาพยายามแสดงออกซึ่ง ความสามารถที่แท้จริงอย่างเต็มที่เท่านั้น แต่ยังช่วยจูงใจให้นักกีฬาเกิดความกระตือรือร้นในการ ฝึกซ้อมอยู่เสมอ การฝึกในขั้นนี้ อาจจะใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 10-15 นาที เพื่อทำการ ฝึกเทคนิคทักษะที่จะนำไปใช้ในเกมการแข่งขันจริง เช่น ภายหลังการฝึกทักษะการกระโดดขึ้น ยิงประตูบาสเกตบอล (Jump Shots) แล้ว ในขั้นนี้ควรทดลองให้นักกีฬาเล่นเกมบาสเกตบอล กับเพื่อนร่วมทีมเหมือนกับการแข่งขันจริง แต่จะนับคะแนนที่ยิงประตูได้เฉพาะลูกที่กระโดดขึ้นยิง (Jump Shots) 4.4 ขั้นคลายความอุ่นร่างกายภายหลังการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน (Cool Down) การคลายอุ่นร่างกายภายหลังการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน นับเป็นความสำคัญ ส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมหรือแข่งขันทุกครั้ง เพราะเหตุว่าภายหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง กล้ามเนื้อจะเกิดอาการรัดตึง (Tight) ดังนั้น การกายบริหารยืดกล้ามเนื้อ (Strething Exercise) หรือการเคลื่อนไหวเบาๆภายหลังการฝึกซ้อม จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยบรรเทากรดแลคติก ออกจากร่างกาย นอกจากนี้การคลายอุ่นร่างกายหลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมจะช่วยให้อัตราการเต้น ของหัวใจค่อยๆ ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อการช่วยระบายของเสียออกจากร่างกาย ช่วยให้ร่างกาย ฟื้นสภาพกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น โดยทั่วไปการคลายอุ่นร่างกายในช่วงนี้จะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวหรือการบริหารกายที่ค่อยๆ ช้าหรือเบาลงตามลำดับ
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 25 การจัดลำดับขั้นตอนในการฝึกตารางแสดงตัวอย่าง สำหรับนักกีฬาจักรยานที่ต้องการพัฒนาเร็ว ในแต่ละประเภทเพื่อต้องการการแข่งขัน ตารางการฝึกซ้อม ขั้นอบอุ่นร่างกาย : กายบริหารยืดกล้ามเนื้อทั่วไป (Warm up) ขี่จักรยานอบอุ่นร่างกายระยะทาง 3-4 กิโลเมตร ด้วยความเร็วต่ำ กายบริหารประเภทเสริมสร้างความแข็งแรงทั่วไป เช่น กระโดด ตบมือเหนือศีรษะ กระโดดเตะสลับหน้า-หลัง เป็นต้น ยืดกล้ามเนื้อ ที่สำคัญในการเคลื่อนไหว ขั้นฝึกทักษะ : ฝึกขี่จักรยานระยะทาง 1,600 เมตร ภายในเวลา 2 นาที (Skill Practice) ฝึกขี่จักรยานด้วยความเร็วต่ำ (Slow Speed) 5 เที่ยว ขั้นฝึกจำลองสถานการณ์จริง: ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่ใช้ในการแข่งขันระยะทาง 5,000 เมตร (Match-Related Practice) ขั้นคลายอุ่น : ขี่จักรยานด้วยความเร็วต่ำระยะทาง 3,200-4,000 เมตร (Cool Down) กายบริหารยืดกล้ามเนื้อ การฝึกซ้อมจะประสบความสำเร็จหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นตั้งใจ (Concentration) และความเอาจริงเอาจังของนักกีฬา เนื่องจากการฝึกแต่ละครั้งมีจุดมุ่งหมาย เฉพาะด้านที่ต้องการเน้นให้เกิดผลที่เป็นประโยชน์แก่นักกีฬา ดังนั้น จึงต้องพยายามควบคุม และเน้นการฝึกให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิด อันตรายหรือการบาดเจ็บกับนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรฝืนสภาพร่างกาย เช่น วิ่งรอบสนาม ที่มีระยะทาง 400 เมตร จำนวน 10 รอบ โดยปกติจะใช้ความเร็วเฉลี่ยรอบละ 2 นาที แต่กำหนดให้ นักกีฬาพยายามวิ่งทำความเร็วเฉลี่ยให้ได้ 1.30 วินาทีต่อรอบ หรือหากนักกีฬาไม่สามารถวิ่งได้ครบ 10 รอบ ตามที่กำหนดไว้ ก็ไม่ควรฝืนหรือบังคับให้นักกีฬาวิ่งจนครบ เพราะจะเกิดผลเสียต่อร่างกาย มากกว่าผลดี
26 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 5. ขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความสามารถ การขอคำแนะนำจากผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความสามารถและประสบการณ์ เป็นหนทางลัด ที่จะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงแก้ไขที่ดีขึ้น แม้จะเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถดีอยู่แล้วก็ตาม แต่การได้ผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สูงมาช่วยเหลือให้คำแนะนำ ย่อมเป็นประโยชน์และมีโอกาสผลักดันให้นักกีฬาก้าวไปสู่ความสำเร็จหรือสามารถพัฒนาไปสู่ ศักยภาพสูงสุดได้ ทั้งนี้ เนื่องจากนักกีฬาจำนวนมิใช่น้อยที่ต้องสูญเสียเวลาไปกับการฝึกซ้อม เทคนิคที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานกีฬาที่ถูกต้อง นับเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับแรก สุดของการเริ่มต้นฝึกซ้อมกีฬา อย่างไรก็ตามผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความรู้ ความสามารถและเชี่ยวชาญ จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแนะนำวิธีการฝึกที่เหมาะสมถูกต้องให้กับนักกีฬา ได้อย่างชัดเจน ในการฝึกซ้อมกีฬาในแต่ละครั้ง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาครั้งละนานๆ ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อการฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็อาจทำให้นักกีฬาก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้จะต้องขอคำแนะนำหรือให้ผู้ฝึกสอนที่มี ความสามารถช่วยวิเคราะห์ทักษะหรือเกมการเล่น รวมทั้งวางแผนการฝึกซ้อมและแก้ไขท่าทาง การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องด้วย 6. สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสโมสรหรือองค์กรทางการกีฬา การเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นสมาชิกสโมสรหรือองค์กรทางการกีฬา ไม่เพียงแต่จะทำให้ มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังจะทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ทัศนคติ กับสมาชิกที่ร่วมอยู่ในองค์กรนั้นด้วย นับเป็นสิ่งดีที่จะได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในการฝึกซ้อม และการแข่งขันกับเพื่อนสมาชิกในองค์กร ทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งขึ้น 7. รักษาสมรรถภาพทางกายให้พร้อมตลอดปี ในกรณีที่นักกีฬาไม่ต้องการเข้าร่วมเกมการแข่งขันมากกว่า 2-3 รายการต่อปี สิ่งสำคัญที่พึงตระหนักไว้ก็คือ จะต้องพยายามรักษาสมรรถภาพทางกายโดยทั่วไปให้คงไว้ตลอดปี แนวทางในการปฏิบัติ คือ ในช่วงนอกฤดูการแข่งขัน (Off-Season) ควรใช้เวลาในการพักฟื้นร่างกาย และส่งเสริมสมรรถภาพทางกายหรือความสามารถทางด้านความแข็งแรง ความอดทน รวมทั้ง พัฒนาความสามารถแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Capacity) ให้ดีขึ้น โดยมิต้องพะวงกับเกมการแข่งขัน ในกรณีการแข่งขันกีฬาที่ไม่ต้องการองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายหรือ ความสามารถดังกล่าวมากนัก นักกีฬาอาจใช้เวลาในช่วงฤดูการแข่งขันเข้าร่วมกิจกรรมทางกีฬาชนิดอื่น ที่สนใจเพื่อร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวออกกำลังกายอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยรักษาสมรรถภาพทางกาย โดยทั่วไปให้คงไว้
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 27 อย่างไรก็ตามหากนักกีฬาต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ ในชนิดกีฬาที่เล่น จะต้องเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย เพื่อการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวในกีฬาชนิดนั้น ให้สมบูรณ์หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของนักกีฬา ด้วยเหตุนี้การรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับนักกีฬาที่มุ่งหวัง จะประสบความสำเร็จหรือชัยชนะในการแข่งขัน 8. ป้องกันการบาดเจ็บ สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ของโปรแกรมการฝึกซ้อมที่ดีประการหนึ่ง คือ ช่วยลดอัตราเสี่ยง ต่อการบาดเจ็บ กีฬาบางชนิดมีอัตราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูงมาก เช่น ฟุตบอล ยูโด มวย รักบี้ ฮอกกี้ เป็นต้น ในขณะเดียวกันมีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตระหนักและยอมรับว่ากีฬาที่ไม่ได้มี การปะทะบางประเภทมีอัตราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูงเช่นกัน เช่น กรีฑาประเภทลู่และลาน เทนนิส ยิมนาสติก เป็นต้น ลักษณะของการบาดเจ็บเฉพาะชนิดกีฬาที่พบเห็นได้บ่อยๆ เช่น นักว่ายน้ำ มักจะ ประสบกับปัญหาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ ในขณะที่นักกรีฑามักจะประสบปัญหาการบาดเจ็บที่ต้นขา เข่า ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย เป็นต้น ส่วนนักกีฬาประเภทแร็กเกต มักจะประสบกับปัญหาทางด้านสายตา และข้อศอก ดังนั้นผู้ฝึกสอนกีฬาและนักกีฬาแต่ละชนิด จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจและรู้สาเหตุ ที่มาของปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในแต่ละชนิดกีฬา และเตรียมการแก้ไขป้องกันด้วยการจัดเตรียม โปรแกรมการฝึกซ้อมเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพความแข็งแรงเฉพาะชนิดกีฬาให้เหมาะสม เป็นการ ช่วยป้องกันและลดปัญหาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกันในบางชนิดกีฬาผู้ฝึกสอนกีฬา และนักกีฬาจะต้องรู้จักใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยป้องกันอันตรายหรือบาดเจ็บได้อย่างถูกต้อง เช่น ผู้รักษาประตูฮอกกี้จะต้องสวมหน้ากากป้องกันใบหน้าและศีรษะ นักฟุตบอลจะต้องสวมสนับแข้ง ทั้งในเวลาฝึกซ้อมและแข่งขัน เป็นต้น 9. จัดให้มีการฝึกเฉพาะด้านหรือเฉพาะชนิดกีฬา การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศสำหรับการแข่งขันกีฬาแต่ละชนิด ไม่มีสิ่งใดสำคัญ เท่ากับการมุ่งฝึกเฉพาะด้านหรือเฉพาะชนิดกีฬา เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถเฉพาะด้านที่สำคัญ และจำเป็นในแต่ละชนิดกีฬาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น นักยิงปืนต้องฝึกซ้อมทักษะการยิงปืน ในแต่ละท่าที่แข่งขัน นักว่ายน้ำต้องฝึกทักษะการว่ายน้ำ การกลับตัว การออกตัวให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น การฝึกเฉพาะเจาะจงในทักษะแต่ละชนิดกีฬาเป็นสิ่งจำเป็นที่สำคัญ ซึ่งจะมีผลช่วยให้ การประสานงานของระบบประสาทกล้ามเนื้ออันเป็นระบบกลไกสำคัญในการเคลื่อนไหวให้สามารถ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าหรือพัฒนาการที่เกิดขึ้นในแต่ละด้านของการฝึก
28 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate นอกจากนี้นักกีฬาจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ตลอดจนการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเฉพาะด้านที่สำคัญ เช่น ความแข็งแรง ความอดทน ความเร็ว ความอ่อนตัว เป็นต้น 10. สร้างความรู้สึกสนุกสนานหรือความรู้สึกที่ดีในการฝึก นักกีฬาที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับสูงสุดได้ จะต้องมีความรู้สึกที่ดีและสนุก ไปกับการฝึกซ้อม แม้จะหนัก เหนื่อย หรือยากลำบากเพียงใดก็ตาม ขณะเดียวกันการฝึกซ้อม ที่จำเจ ซ้ำซาก และหนักมากเกินไปจะเป็นสาเหตุที่มาของความเบื่อหน่าย และนำไปสู่สภาวะ การฝึกซ้อมที่หนักมากเกินไป (Overs training) ดังนั้น ในบางช่วงของการฝึกซ้อมจึงจำเป็นต้อง มีการหยุดพักผ่อนชั่วคราวช่วงสั้นๆ (Transition) หรือเปลี่ยนกิจกรรมการออกกำลังกาย เพื่อพักฟื้น และปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่ตรากตรำจากการฝึกซ้อมมาเป็นเวลานานหลายเดือน เป็นการ สร้างความรู้สึกที่ดีและความสดชื่นให้กลับคืนมาใหม่ สำหรับการฝึกซ้อมและการแข่งขันในช่วงฤดูกาลต่อไป การฝึกซ้อมที่ขาดจุดมุ่งหมาย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักกีฬาขาดแรงจูงใจ หรือความสนใจในการฝึกซ้อม การคาดหวังที่สูงเกินความเป็นจริงหรือเป็นไปไม่ได้เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นักกีฬาขาดความกระตือรือร้น สิ่งต่างๆดังกล่าวนี้มิได้ช่วยส่งเสริมหรือสร้างความรู้สึกที่ดี ในการฝึกซ้อมแต่อย่างใด หลักการฝึกสมรรถภาพทางกาย การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายของนักกีฬาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากจะขาดมิได้ การฝึกนักกีฬามิใช่ฝึกแต่ทักษะ เทคนิค และกลยุทธ์วิธีเท่านั้น ต้องฝึกและเสริมสร้างร่างกาย ให้แข็งแรง อดทน มีพลัง ความเร็ว ความว่องไว การฝึกนักกีฬาอย่างหนักทำให้นักกีฬาเหงื่อออกมาก เจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลำตัว จึงต้องสร้างความพร้อมทางด้านจิตใจ ความเป็นระเบียบวินัย เอาใจใส่ ในเรื่องการฝึกซ้อม ขยัน รู้จักรักษาสุขภาพ พักผ่อน และรับประทานอาหารที่ดีและเพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย ก่อนที่นักกีฬาจะฝึกอย่างหนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดผู้ฝึกสอนจะต้อง มีความรู้เรื่องหลักการฝึก มีความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกจริงได้ดี หลักการฝึก ควรประกอบด้วย 1. ฝึกจากน้อยไปหามาก เบาไปหนัก ฝึกจนกระทั่งร่างกายเจ็บปวด เหนื่อย ฝึกให้ เพียงพอกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล อย่าฝึกให้เหนื่อยมากไปหรือน้อยเกินไป จนนักกีฬาไม่รู้สึกว่าเหนื่อย ฝึกให้พอเหมาะพอดีกับความสามารถจึงจะได้ผลดี
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 29 2. ต้องฝึกอยู่เสมอเป็นประจำ ทำให้ร่างกายเกิดความเคยชินกับสภาพของกีฬานั้นๆ 3. ต้องคำนึงถึงการเพิ่มความหนักเป็นระยะๆ เพื่อให้ร่างกายมีการปรับตัว ความหนัก จะเพิ่มขึ้น ต้องคำนึงว่าเพิ่มเมื่อใด เพิ่มเท่าไหร่ ฝึกวันละกี่ชั่วโมง อาทิตย์ละกี่ครั้ง ต้องมีโปรแกรม ละเอียดในการฝึก 4. ต้องฝึกท่าทาง ทักษะการเคลื่อนไหวให้เหมือนกับสภาพจริงๆ ไม่ฝึกกีฬาอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ยกเว้นการยกน้ำหนัก เพื่อให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องเกิดความแข็งแรง ฝึกจนให้เกิด ทักษะขึ้นอัตโนมัติไปด้วย (Automatic Skill Level) วิธีการฝึกสมรรถภาพทางกาย • การฝึกความเร็ว (Speed Training) ความเร็ว คือ คุณสมบัติส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Inherited) และอีกส่วนหนึ่งได้มาจากการเรียนรู้ (Learned) หรือการฝึก มีนักกีฬาจำนวนมิใช่น้อย ที่ยังเข้าใจผิดคิดว่าความเร็วเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ไม่สามารถฝึกให้ดีขึ้นได้ นักกีฬาที่สามารถประสบ ความสำเร็จได้จะต้องมีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดเท่านั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาถึงชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อในร่างกาย เส้นใยกล้ามเนื้อ เป็นชนิด Type II คือ เส้นใยกล้ามเนื้อที่มีบทบาทรับผิดชอบในด้านความเร็ว และความแข็งแรง เส้นใยชนิดนี้สามารถหดตัวได้อย่างรวดเร็ว และให้แรงตึงตัวหรือแรงเบ่งได้สูงสุด สามารถทำงานได้ดี ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 2 นาที ถึงแม้ว่าการฝึกความเร็วจะไม่สามารถเพิ่มเส้นใยกล้ามเนื้อชนิด Type IIb ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะทางด้านความเร็วให้สูงขึ้นได้ ความเร็ว คือ ปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ ต้องเรียนรู้การเดินก่อนที่จะสามารถวิ่งได้ และต้องเรียนรู้การวิ่งก่อนที่จะสามารถวิ่งได้เร็วขึ้น ในการวิ่งขั้นพื้นฐานต้องการการประสานงานของกล้ามเนื้อมากกว่า 10 มัด ดังนั้น ยิ่งฝึกการเคลื่อนไหว หรือการประสานงานของกล้ามเนื้อได้มากเท่าใด ประสิทธิภาพหรือความเร็วจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ประการสุดท้าย ความเร็วของขาขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ ความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) และกล้ามเนื้อน่อง (Calf) ซึ่งมีส่วนช่วย ในการพัฒนากำลังในแต่ละช่วงก้าวและความเร็วในการก้าวเท้าวิ่ง การฝึกซ้อมความเร็ว สามารถแบ่งตามรูปแบบของลักษณะการเคลื่อนไหวในแต่ละ ประเภทของกีฬา ดังนี้
30 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate • ความเร็วแบบระเบิด (Burst Speed) กีฬาบางประเภทต้องการการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วฉับพลันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 5-10 วินาทีหรือต่ำกว่า ซึ่งเป็นการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน และต้องการการหดตัวของ กล้ามเนื้อสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า คือส่วนสำคัญ ยิ่งสำหรับการเคลื่อนไหวแบบแรงระเบิดของความเร็วขาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้น การพัฒนา เสริมสร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าจึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับนักกีฬา ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล รักบี้ฟุตบอล ฮอกกี้ เทนนิส แบตมินตัน เบสบอล และกีฬาชนิดอื่น ที่ต้องการการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วฉับไว สำหรับรูปแบบของการฝึกซ้อมสามารถกระทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะ ของการเคลื่อนไหวและความต้องการในแต่ละชนิดกีฬา เช่น การวิ่งขึ้น-ลงเนิน การวิ่งขึ้นอัฒจันทร์ การออกแรงผลักดันกับเครื่องฝึกสกรัมบี้ การกระโดดเชือก หรือการฝึกจังหวะเร็วของขา ด้วยการวิ่ง หลบหลีกสิ่งกีดขวางที่จัดวางไว้ด้วยความเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถเสริมความเร็วแบบระเบิดในช่วงสั้นๆ ได้ตลอดเวลา เช่น ในระหว่างที่ทำการฝึกซ้อมวิ่งระยะทาง 3-5 กิโลเมตร ผู้ฝึกสอนกีฬาอาจกำหนดเงื่อนไขให้นักกีฬา วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 5-10 วินาที ในทุกๆ ช่วงนาทีที่วิ่งไปหรืออาจจะสลับด้วยการกระตุก เข่าสูงเร็ว ซอยเท้าเร็วเท่าที่จะสามารถกระทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ อีกวิธีหนึ่งที่สามารถกระทำได้ คือ มุ่งเน้นการฝึกความเร็วโดยเฉพาะหลังจากนักกีฬาอบอุ่นร่างกายพร้อมแล้ว กำหนดให้นักกีฬา ฝึกวิ่งด้วยความเร็วที่ระยะทาง 10-50 เมตร ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความต้องการและจุดมุ่งหมายที่จะนำไปใช้ในแต่ละชนิดกีฬา แต่จะต้องไม่ลืมเน้นความเร็วของขา เพราะมิใช่การฝึกเพิ่มประสิทธิภาพแบบใช้ออกซิเจน ทางที่ดีควรจำลองรูปแบบการวิ่งให้คล้ายคลึง กับสภาพการเคลื่อนไหวที่เป็นจริงในกีฬาแต่ละชนิด เช่น การวิ่งเร็วเต็มที่สลับกับการหยุดหรือเปลี่ยน จังหวะทิศทางการวิ่งเป็นช่วงๆ หรือการวิ่งซิกแซ็กเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักฟุตบอลและนักบาสเก็ตบอล เป็นต้น ขณะที่การฝึกจังหวะการก้าวเท้าทางด้านข้าง (Lateral Sidesteps) เป็นสิ่งสำคัญ และ จำเป็นสำหรับนักเทนนิส ข้อแนะนำในการฝึกความเร็วแบบแรงระเบิดให้ได้ผลดีควรให้นักกีฬาเริ่มต้น จากท่ายืนแล้วออกตัววิ่ง ค่อยๆปรับเร่งความเร็วขึ้นตามลำดับเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากกำลังความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว ท่าทางการวิ่งที่ถูกต้อง คือ องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งของการฝึกความเร็วที่จะละเลยหรือมองข้ามมิได้ ผู้ฝึกสอนกีฬาที่ดี จะต้องมีความละเอียดและพิถีพิถันในการสอนหรือแนะนำท่าทางการเคลื่อนไหว เช่น การก้าวเท้า การยกเข่า การตวัดส้นเท้า การวางเท้าสัมผัสพื้น ให้นักกีฬาได้ฝึกปฏิบัติจนเกิดเป็นทักษะอัตโนมัติ ที่ถูกต้องในการเคลื่อนไหว ส่งผลให้การพัฒนาความเร็วเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 31 การฝึกความเร็วระยะทางช่วงสั้นๆ (Short-Distance Speed Training) สามารถ กระทำได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในระยะแรกของการฝึกอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดขึ้น และจะค่อยๆทุเลาลงจนในที่สุดจะไม่มีอาการดังกล่าวปรากฏ ลักษณะเช่นนี้ คือ ข้อบ่งชี้ถึง ความเร็วที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจากการฝึก • การฝึกความแข็งแรง (Strength Training) ความแข็งแรงถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับนักกีฬาเกือบทุกชนิด ความแข็งแรง ของร่างกายส่วนบนจะช่วยเพิ่มกำลังในการขว้างและการตีให้กับนักกีฬา ขณะที่ความแข็งแรง ของร่างกายส่วนล่างจะเพิ่มความเร็วและพลังขาของนักกีฬา แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงจะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ โดยความจริงแล้วจุดมุ่งหมายหลักที่สำคัญประการหนึ่ง ของการฝึกความแข็งแรง คือ การป้องกันการบาดเจ็บ หลักการสำคัญของการฝึกความแข็งแรง คือ หลักการใช้ความหนักมากกว่าปกติ ในการฝึก (Overload Principle) เป็นเงื่อนไขในการพัฒนาความแข็งแรงด้วยการสร้างความกดดัน (Pressing) ให้กล้ามเนื้อแสดงออกซึ่งความสามารถที่ระดับความแข็งแรงด้วยการสร้างความกดดัน (Pressing) ให้กล้ามเนื้อแสดงออกซึ่งความสามารถที่ระดับเกือบสูงสุด (At Near-Maximum Ability) น้ำหนักหรือความต้านทานที่ใช้ในการฝึกควรอยู่ในเกณฑ์ที่นักกีฬาสามารถยกได้ 5-6 ครั้งติดต่อกัน และเมื่อนักกีฬาได้รับการพัฒนาความแข็งแรงเพิ่มขึ้น จึงปรับน้ำหนักหรือความต้านทานเพิ่มขึ้น ด้วยการให้ฝึกแต่ละท่า 3-4 เซ็ต แต่ละเซ็ตยก 5-10 ครั้ง ฝึกสัปดาห์ละ 3-4 วัน ในกรณี ที่ความแข็งแรงคือหัวใจสำคัญที่เป็นเป้าหมายหลักสำหรับกีฬาชนิดนั้น ผู้ฝึกสอนกีฬาอาจจำเป็น จะต้องให้นักกีฬาฝึกถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนหลักในการฝึกแบบ Progression Principle เป็นเงื่อนไขการฝึกที่ผู้ฝึกสอนกีฬา ควรปรับเพิ่มความหนักอย่างต่อเนื่องตามลำดับ เพื่อสร้างความกดดันและกระตุ้นให้กล้ามเนื้อ ต้องปรับความแข็งแรงขึ้นตามลำดับด้วยเช่นกัน ภายหลังการฝึกยกน้ำหนักที่ระดับความหนักต่างกัน ผ่านพ้นไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ต่อเนื่องในการฝึก จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีการปรับตัวเข้าหา ความแข็งแรงสูงสุดตามลำดับ ในการฝึกความแข็งแรงพึงระลึกไว้เสมอว่า ควรกระทำให้สิ้นสุดมุมการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อ ซึ่งถ้าจะให้บังเกิดผลสูงสุดควรพัฒนาความอ่อนตัว และรักษาสภาพความอ่อนตัว ให้สม่ำเสมอในการฝึก
32 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate นอกเหนือจากการฝึกความแข็งแรงด้วยการยกน้ำหนัก การให้นักกีฬาวิ่งทางไกลก็ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงหรือกำลังขาให้กับนักกีฬาอย่างได้ผลเช่นเดียวกัน ส่วนนักว่ายน้ำอาจจะใช้วิธีการฝึกกับความต้านทานที่เป็นลักษณะเฉพาะชนิดกีฬา เพื่อเสริมสร้าง ความแข็งแรงกายส่วนบน เช่น สวมเสื้อ T-Shirt ว่ายน้ำ หรือการว่ายน้ำลากทุ่น (Buoy) เป็นต้น • การฝึกความอดทน (Endurance Training) นอกเหนือจากความเร็ว ความแข็งแรง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสมรรถภาพทาง กายที่สำคัญแล้ว ความอดทนนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการที่จะสามารถ ปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน นักกีฬาประเภทวิ่งระยะไกล ย่อมต้องการความอดทนของขาเป็นสำคัญ ในขณะที่ความอดทนของแขนและไหล่เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับนักกีฬาประเภททุ่ม พุ่ง ขว้าง และประเภทใช้แร็กเกต วิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งความอดทน ดังกล่าว นักกีฬาจะต้องฝึกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยใช้ความพยายามหรือความหนักเกือบสูงสุด (Submaximal Effort) ในกรณีที่ต้องการความอดทนสูงสุด นักกีฬาควรได้รับการฝึกหรือการออกกำลัง เป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อถูกใช้หมดไป ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้น ให้มีการกระจายของเส้นเลือดฝอยในมัดกล้ามเนื้อ และเกิดการพัฒนาของเอนไซม์แบบใช้ออกซิเจน ในระดับสูงสุดเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามความต้องการความอดทนในแต่ละชนิดกีฬามีระดับ แตกต่างกันออกไป บางชนิดต้องการความอดทนระยะยาว ในขณะที่บางชนิดต้องการความอดทน เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ความหนักค่อนข้างสูง ดังนั้น ยิ่งใช้ความเร็วในการวิ่งหรือการเคลื่อนไหว สูงมากเท่าใดไกลโคเจนที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อจะถูกใช้หมดไปเร็วมากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การฝึก ให้นักกีฬาใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลา 10-15 นาที จึงเป็นวิธีการฝึกความอดทน ที่ให้ผลดีวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงตระหนักไว้เสมอ คือ การฝึกความอดทนเฉพาะส่วนจะมีผลต่อ กล้ามเนื้อเฉพาะส่วนที่ได้รับการฝึกเท่านั้น เช่น การฝึกความอดทนให้กล้ามเนื้อขามิได้หมายความว่า แขนจะได้รับการพัฒนาความอดทนไปด้วย และในทำนองเดียวกันการฝึกความอดทนกล้ามเนื้อแขน ก็มิได้หมายความว่าขาจะได้รับการพัฒนาความอดทนพร้อมกันไปด้วย • การฝึกความอ่อนตัว (Flexibility Training) ความอ่อนตัวช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางด้านความเร็วและความแคล่วคล่องว่องไว รวมทั้งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับกีฬาเกือบทุกชนิด ยิ่งกว่านั้นความอ่อนตัวช่วยป้องกัน
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 33 การบาดเจ็บ แต่ถึงแม้ว่าความอ่อนตัวจะเป็นสิ่งที่ได้มาหรือสร้างขึ้นได้โดยอาศัยความสม่ำเสมอ หรือเพียงแค่ใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ดูเหมือนนักกีฬาที่มีความสามารถจำนวนไม่น้อย ละเลยหรือมองข้ามที่จะให้เวลาและความสำคัญในการฝึก การฝึกความอ่อนตัวควรกระทำภายหลังจากที่ได้มีการอบอุ่นร่างกายพร้อมแล้ว หรือเมื่ออุณหภูมิกล้ามเนื้อได้รับการปรับให้สูงขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากเอ็นและกล้ามเนื้อที่ได้รับการ อบอุ่นจะมีความยืดหยุ่นตัวดีกว่าเมื่อตอนที่ยังมิได้รับการอบอุ่น นอกจากนี้การฝึกความอ่อนตัว หรือการบริหารความอ่อนตัวควรจะกระทำซ้ำอีกครั้งในช่วงการคลายอุ่นหรือช่วงการอบอุ่นร่างกาย หลังการฝึกซ้อม (Cool Down) ในการฝึกความอ่อนตัว มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานในการยืดกล้ามเนื้อที่สำคัญอยู่ 3 วิธี คือ การยืดกล้ามเนื้อแบบกระทำเป็นจังหวะ (Ballistic Stretching) การยืดกล้ามเนื้อ แบบหยุดนิ่งค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายของการเคลื่อนไหว (Static Stretching) และการยืดกล้ามเนื้อ แบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบประสาทกล้ามเนื้อ (Proprioceptive Neuromuscular Facilitation : PNF) การยืดกล้ามเนื้อแบบกระทำเป็นจังหวะ (Ballistic Stretching) ใช้วิธีการ เคลื่อนไหวเป็นจังหวะซ้ำๆ โดยอาศัยการยืด การหดตัวดึงกลับของกล้ามเนื้อและเอ็นส่วนที่ต้องการยืดนั้น ในลักษณะที่เกินกว่ามุมการเคลื่อนไหวปกติเล็กน้อย การยืดกล้ามเนื้อแบบหยุดนิ่งค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายของการเคลื่อนไหว (Static Stretching) ใช้วิธีการยืดกล้ามเนื้อจนกระทั่งถึงจุดที่รู้สึกว่ามีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ณ จุดนี้ให้ควบคุม ท่าการเคลื่อนไหวนิ่งค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที การยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบกล้ามเนื้อ (Proprioceptive Neuromuscular Facilitation : PNF) ใช้วิธีการหดตัวและยืดกล้ามเนื้อสลับกันของกลุ่มกล้ามเนื้อที่ต้องการยืด การยืดกล้ามเนื้อควรจะเริ่มต้นยืดกล้ามเนื้อที่ก่อให้เกิดปัญหาการบาดเจ็บน้อยที่สุด สรุปการสร้างความอ่อนตัว 1. การขาดการออกกำลังกาย อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ความอ่อนตัวอยู่ในระดับต่ำ 2. คนอายุมาก หากไม่สนใจการฝึกความอ่อนตัว จะทำให้สมรรถภาพความอ่อนตัว ลดน้อยลง 3. เพศหญิงมีสมรรถภาพความอ่อนตัวดีกว่าเพศชายในวัยเดียวกัน 4. ปริมาณไขมันเป็นอุปสรรคของความอ่อนตัว 5. ความอ่อนตัวระดับต่ำ เป็นอุปสรรคต่อการฝึกทักษะการกีฬาและเป็นสาเหตุ ของการปวดกล้ามเนื้อและปวดหลัง
34 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 6. ความอ่อนตัวเป็นองค์ประกอบสำคัญของสมรรถภาพ ความเร็ว ความคล่องแคล่ว ว่องไว การทรงตัวและพลังของกล้ามเนื้อ 7. การฝึกความอ่อนตัวกับเด็กที่มีอายุน้อย ดีกว่าฝึกในผู้ใหญ่ 8. การฝึกความอ่อนตัว ต้องใช้เวลาติดต่อกันนานพอสมควร จึงจะประสบความสำเร็จ และขณะฝึกความอ่อนตัว ควรหายใจเข้า-ออกปกติ ไม่ควรกลั้นหายใจ • การฝึกความคล่องแคล่วว่องไว (Agility Training) ความคล่องแคล่วว่องไวเป็นองค์ประกอบของสมรรถภาพทางกายที่สำคัญ อีกรายการหนึ่ง หมายถึง ความสามารถของร่างกายที่จะเคลื่อนที่และเปลี่ยนทิศทางได้โดยไม่เสียหลัก หรือเสียการทรงตัว เช่น การหลอกล่อหรือการหลบหลีกคู่ต่อสู้ในสนามแข่งขัน ความคล่องแคล่วว่องไว ของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เช่น ความแข็งแรง พลังความทนทาน ความเร็ว ความอ่อนตัว และการทรงตัว หากระดับความสามารถของร่างกายมีระดับต่ำ ความคล่องแคล่วว่องไว ก็อยู่ในระดับต่ำไปด้วย ดังนั้น การพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวจะต้องพัฒนารายการต่างๆ เหล่านี้ไปด้วย วิธีการฝึกความว่องไว มีดังนี้ 1. วิ่งอย่างเร็วไปข้างหน้า แล้วรีบกลับโดยวิ่งอย่างเร็ว 2. วิ่งเก็บของ 10 เมตร โดยวิ่งอย่างเร็ว 3. วิ่งซิกแซ็ก 10 เมตร โดยวิ่งอย่างเร็ว 4. วิ่งเปลี่ยนทิศทางทำสัญญาณในระดับใกล้ๆ ทำ 10 ครั้งๆ ละ 12-15 วินาที 5. กระโดดข้ามหลังเพื่อนแล้วลอดใต้ท้องเพื่อน 10-15 ครั้ง ทำอย่างรวดเร็ว
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 35 ารอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) และการคลายอุ่น (Cool Down) การอบอุ่นร่างกาย (Warm Up) จุดมุ่งหมาย • เพื่อกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายสำหรับความพร้อมที่จะหลั่งสารพลังงาน • เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย • เพื่อลดระยะเวลาการหดตัวและการตอบสนองของกล้ามเนื้อ • เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ • เพื่อพัฒนาความแข็งแรงเอ็นยึดข้อต่างๆ เอ็นข้อต่อที่คอ ไหล่ เข่า ข้อเท้า ข้อศอก การฝึกด้วยทักษะกีฬาชนิดนั้นๆ วิธีอบอุ่นร่างกาย • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว (Dinamic Stretching) • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบอยู่กับที่ (Static Stretching) หลังจากยืดเหยียดกล้ามเนื้อและกายบริหารแล้ว จะใช้แบบฝึกทักษะต่อเพื่อเตรียม ความพร้อมระหว่างกล้ามเนื้อต่างๆ กับการสั่งการด้วยสายตา เช่น แบบฝึกทักษะการรับ-ส่งลูกตะกร้อ เป็นต้น การอบอุ่นร่างกายโดยทั่วไป ประกอบด้วย • การวิ่งเหยาะๆ การบริหารกล้ามเนื้อด้วยการยืดเหยียด (Streching) • มีระยะเวลาความเข้มให้พอเหมาะ โดยไม่เกิดความเมื่อยล้า เมื่อเหงื่อเริ่มออกแสดงว่า อุณหภูมิในร่างกายถึงจุดเหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม การอบอุ่นร่างกายสำหรับนักกีฬาเซปักตะกร้อ ควรเริ่มจากการวิ่งช้าๆ การบริหารร่างกาย จากนั้นจึงเป็นท่าเฉพาะ เพื่อเตรียมความพร้อมร่างกายไว้แข่งขัน โดยใช้เวลา ไม่ควรเกิน 20-30 นาที หากเกินจะเป็นการใช้พลังงานมากไป ควรเก็บพลังงานไว้ใช้ขณะแข่งขันจริง คำว่า “เหมาะสมหรือพอเหมาะ” จะเปลี่ยนแปลงตามตัวบุคคลและสภาพอากาศ ก
36 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate การคลายอุ่น (Cool Down) จุดมุ่งหมาย • เพื่อลดการสะสมของกรดแลคติคในกล้ามเนื้อ • เพื่อลดการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อที่เกิดหลังจากการออกกำลังกาย • เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับสู่ภาวะปกติ • เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดจากกล้ามเนื้อเข้าสู่หัวใจ • เพื่อช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย หลังจากการออกกำลังกายอย่างหนัก • ช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นหรือความอ่อนตัว (Flexibility) วิธีการคลายอุ่น • ลดความหนักของกิจกรรมลงอย่างช้าๆ เช่น การเดินหรือวิ่งช้าๆ 5-10 นาที • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching Exercise) ควรยืดเหยียดแบบคงค้าง ไว้กับที่ (Static Stretching) ซึ่งสามารถทำได้ 2 แบบ คือ • การยืดเหยียดด้วยตัวเอง (Active Stretching) • การยืดเหยียดโดยผู้อื่นกระทำให้ (Passive Stretching) • ภาพชุดแสดงท่าการอบอุ่นร่างกายและการคลายอุ่น • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง (Active Stretching)
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 37 การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง (Active Stretching)
38 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง (Active Stretching) การยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยผู้อื่นกระทำให้ (Passive Stretching)
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 39 การยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยผู้อื่นกระทำให้ (Passive Stretching)
40 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate ผู้ฝึกสอนควรปลูกฝังนักกีฬาให้มีการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจตั้งแต่เริ่มเล่นกีฬา เซปักตะกร้อ ในระดับเยาวชนและค่อยๆ พัฒนาฝึกฝนจนกระทั่งเข้าสู่การแข่งขันในระดับสูงขึ้น จิตวิทยาการกีฬาไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้นักกีฬาเซปักตะกร้อประสบความสำเร็จ ทางการกีฬาเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมและความมีน้ำใจนักกีฬาควบคู่กันไปด้วย วิธีการฝึกทักษะทางจิตใจ ที่นำมาใช้ในกีฬาเซปักตะกร้อมีหลากหลายวิธี แต่ละวิธี มีวัตถุประสงค์ การใช้แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ นักกีฬาควรฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยระยะเวลาการฝึกแต่ละวิธี ประมาณ 20 – 30 นาที / ครั้ง จำนวน 3 – 5 วัน / สัปดาห์ ตัวอย่างการฝึกทักษะทางจิตใจ สำหรับนักกีฬาเซปักตะกร้อ มีดังนี้ 1. การกำหนดเป้าหมาย นักกีฬาเซปักตะกร้อต้องกำหนดเป้าหมายเพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับตนเองว่า จะสามารถดิ้นรนฟันฝ่าอุปสรรคในการฝึกซ้อมและการแข่งขัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สูงกว่าและยากขึ้น 2. การพูดและการคิดกับตนอง ต้องรู้ว่าประโยคใดก่อให้เกิดการกระตุ้นและทำให้ ตนเองมีความพร้อมสำหรับการแข่งขัน หรือก่อให้เกิดความวิตกกังวล ควรมีการคิดและพูดกับตนเอง ทางบวกอยู่เสมอ 3. การจินตภาพ เป็นกระบวนการระลึกถึงข้อมูลที่ได้รับจากประสบการณ์ แล้วปรับข้อมูลให้เป็นภาพที่มีความหมาย โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การฝึกทักษะการเสิร์ฟ ในกีฬาเซปักตะกร้อ เป็นต้น 4. การควบคุมการหายใจ ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและเกิดความสงบทางใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์กดดัน เช่น การเสิร์ฟเพื่อทำแต้มสำคัญ 5. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อที่เกิดความตึงเครียดทั้งจากการทำงาน ของร่างกายและจิตใจผ่อนคลายลงได้ อันจะนำไปสู่การปรับตัวของร่างกายและจิตใจให้กลับคืนสู่ สภาวะปกติโดยเร็ว วามสำคัญของจิตวิทยา ค ต่อการกีฬา
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 41 การสอนทักษะ (Skills Teaching) บทบาทของผู้ฝึกสอนกีฬาที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การทำหน้าที่เปรียบเสมือนครู ผู้ฝึกสอนกีฬา จำเป็นต้องรู้ว่าจะช่วยเหลือหรือพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถให้กับนักกีฬา ของตนได้อย่างไร ซึ่งมิใช่เน้นแต่เพียงด้านสมรรถภาพทางกายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การสอนจึงหมายถึง การช่วยเหลือนักกีฬาให้ได้มาซึ่งความรู้ ทักษะ ความสามารถ ตลอดจนการมีแนวคิดและทัศนคติ ที่ดีหรือถูกต้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของนักกีฬา ยิ่งการถ่ายทอดหรือการสอน ของผู้ฝึกสอนกีฬามีความชัดเจนและถูกต้องมากเท่าใด ก็จะยิ่งหล่อหลอมให้นักกีฬามีความเพียบพร้อม และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดีประจำตัวของนักกีฬา ซึ่งจะสามารถ สังเกตได้จากการแสดงออกซึ่งทักษะ ความสามารถ ในการเคลื่อนไหวของนักกีฬาได้ ดังนี้ • สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับช่วงจังหวะเวลา • ใช้แรงน้อยแต่มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว • ไม่รีบร้อนลนลาน มีความสัมพันธ์ในทุกจังหวะของการเคลื่อนไหว • มีความรวดเร็ว แน่นอน แม่นยำในการเคลื่อนไหว • มีความสม่ำเสมอและความกลมกลืนในแต่ละอิริยาบถของการเคลื่อนไหว • บรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการ สิ่งที่พบว่าเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของผู้ฝึกสอนกีฬาส่วนหนึ่ง คือ จะทำอย่างไร ให้นักกีฬาที่ฝึกหัดใหม่ (Beginner) สามารถปฏิบัติการเคลื่อนไหวจากจุดเริ่มต้นที่ไม่ค่อยมั่นใจ และไม่ค่อยถูกต้องในการปฏิบัติทักษะนั้น ไปสู่การมีทักษะที่ดีเยี่ยมและสามารถเคลื่อนไหวได้ เช่นเดียวกับนักกีฬาชั้นยอด เนื่องจากการฝึกทุกอย่างมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพราะเป็น กระบวนการของการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ต้องอาศัยระยะเวลาและความต่อเนื่องในการปฏิบัติ ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ในแต่ละสภาวะของการสอน ทักษะในทุกระดับและทุกวัย ประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สอนกีฬา ตลอดจน ความสามารถในการประยุกต์ใช้หลักทฤษฎีการฝึกซ้อม เพื่อให้นักกีฬาได้มาซึ่งทักษะความสามารถ เป็นสิ่งที่อาจจะทดแทนด้วยวิธีอื่น นอกจากผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องสั่งสมประสบการณ์และความรู้ ให้กับตนเอง ด้วยการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติเพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับนักกีฬาอย่างถูกต้อง ตามขั้นตอน หลักการสอนทักษะ
42 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate • เทคนิคและทักษะ (Techniques and Skill) เทคนิคนับเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเสริมสร้างทักษะความสามารถให้กับนักกีฬา เทคนิค คือ วิถีทางที่จะช่วยแก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน การเคลื่อนไหวของร่างกายภายใต้กฎ กติกาการแข่งขันของกีฬาแต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ความสามารถในการที่จะปฏิบัติเทคนิคได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นแตกต่างจากการปฏิบัติทักษะ เพราะนักกีฬาจะต้องมีทักษะที่ดีจึงจะสามารถปฏิบัติเทคนิคได้อย่างถูกต้องและมีความแน่นอนแม่นยำ รวมทั้งรู้ว่าช่วงเวลาใดหรือสถานการณ์แบบไหนจะต้องใช้เทคนิคอะไร เพื่อให้การปฏิบัติทักษะ การเคลื่อนไหวนั้นบรรลุผลสูงสุด ด้วยเหตุนี้ การสอนทักษะให้กับนักกีฬาจึงไม่เพียงแต่สอนความ หลากหลายของเทคนิคและทักษะให้กับนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องสอนถึงความสำคัญแต่ละทักษะ ตลอดจนวิธีการปฏิบัติเทคนิคและทักษะ และช่วงเวลาหรือจังหวะที่ควรจะใช้เทคนิคและทักษะนั้นด้วย ดังนั้นสถานการณ์ต่างๆ ในเกมการแข่งขันจะช่วยกระตุ้นเร้าและสร้างประสบการณ์ให้กับนักกีฬา ได้แสดงออกซึ่งความสามารถในการใช้เทคนิคและทักษะได้อย่างดี ขณะเดียวกันนักกีฬาจำเป็นต้อง ได้รับคำแนะนำหรือชี้แนะถึงสิ่งที่ได้กระทำ เพื่อการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป อนึ่ง ทักษะการเคลื่อนไหวที่มีอยู่นั้นมากมายหลายรูปแบบ ซึ่งในความหลากหลายนี้ อาจจำแนกตามสถานการณ์ของเกมการแข่งขันได้ เช่น สถานการณ์ที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมเปิด (Open Environment) หรือสถานการณ์ที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมปิด (Close Environment) ในอีกลักษณะหนึ่งอาจจำแนกทักษะออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ทักษะที่ง่ายหรือไม่ซับซ้อน (Simple) กับทักษะที่ยากหรือมีความซับซ้อน (Complex) ซึ่งการจำแนกในลักษณะนี้จะถูกนำมาใช้มาก ในการสอนทักษะให้กับนักกีฬาที่เริ่มฝึกหัดใหม่ • สภาวะแวดล้อมเปิดและปิด (Open and Closed Environment) สถานการณ์ทักษะปิด หมายถึง สภาวะแวดล้อมของการปฏิบัติทักษะคงที่และมีความแน่นอน ชัดเจนในการปฏิบัติ นักกีฬาสามารถที่จะวางเฉยต่อสถานการณ์แวดล้อมรอบตัวและทุ่มเท ความมุ่งมั่นตั้งใจให้กับความพยายามที่จะแสดงออกซึ่งความสามารถอย่างเต็มที่ กรีฑาประเภท ทุ่ม พุ่ง ขว้าง เป็นตัวอย่างหนึ่งของเกมการแข่งขันที่สถานการณ์ของการปฏิบัติทักษะจัดอยู่ใน สภาวะแวดล้อมที่ปิด เพราะนักกีฬาจะต้องปฏิบัติทักษะตามขั้นตอนทุกครั้ง ไม่ว่าสถานการณ์ หรือสภาวะแวดล้อมรอบตัวจะเป็นอย่างไร เมื่อนักกีฬาจำเป็นต้องตอบสนองต่อปัจจัยภายนอกในระหว่างเกมการแข่งขัน การปฏิบัติทักษะ การเคลื่อนไหวจึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เปิด (Open Situation) ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ในการ
คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate 43 วิ่งแข่งขันระยะทาง 1,500 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะแวดล้อมเปิด นักกีฬาจะละเลยหรือวางเฉย ต่อสถานการณ์รอบตัวไม่ได้ ทุกคนจะต้องคอยหาจังหวะหรือฉวยโอกาสที่เปิดให้เร่งแซง หรือหนีคู่แข่งขันตลอดเวลา เช่นเดียวกับกีฬาฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมันตัน ซึ่งสถานการณ์ แวดล้อมจะขึ้นอยู่กับสภาพเกมการแข่งขันและคู่แข่งขันเป็นสำคัญ ส่วนการแข่งขันประเภทวิ่งระยะสั้น ยิงปืน ยิงธนู จัดอยู่ในสถานการณ์ของทักษะปิด (Close Skill) ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการปฏิบัติทักษะของนักกีฬาผู้นั้นเป็นสำคัญ ในสภาวะแวดล้อมแบบเปิด แผนการ วิธีการ กลยุทธ์ และความสามารถในการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าของนักกีฬาในการใช้เทคนิคและทักษะได้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา มีความสำคัญมากกว่าในสภาวะแวดล้อมปิด อย่างไรก็ตามการสอนเทคนิคและทักษะที่ได้ผล มากที่สุดคือ การสอนในสถานการณ์ปิด (Closed Situation) จนกว่าเทคนิคจะได้รับการพัฒนา เป็นอย่างดีแล้ว ในขั้นตอนต่อไปจึงเริ่มประยุกต์การสอนไปสู่สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับเกม การแข่งขันจริง จากนั้นค่อยๆ ปรับไปสู่สถานการณ์ในสภาวะแวดล้อมเปิดที่มีความหลากหลาย รูปแบบต่อไป เพื่อให้นักกีฬาเกิดแนวความคิดสร้างสรรค์จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ในสภาวะ แวดล้อมต่างๆ จากการฝึก เหตุการณ์ทุกอย่างที่ผู้ฝึกสอนกีฬาได้พบเห็นการปฏิบัติเทคนิคและทักษะของนักกีฬา ในระหว่างเกมการแข่งขัน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมเปิดหรือปิดก็ตาม เปรียบเสมือนกระจกเงา ที่สะท้อนให้เห็นถึงการถ่ายทอดของผู้ฝึกสอนกีฬาว่าได้สอนอะไรให้กับนักกีฬาของตนบ้าง และไม่ว่ารูปแบบของทักษะการเคลื่อนไหวที่แสดงออกจะเป็นประเภทใดหรือมีความยากง่าย และสลับซับซ้อนเพียงใด สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าการฝึกก็คือ ผู้ฝึกสอนกีฬาจะมีวิธีการสอนทักษะกีฬานั้นอย่างไร ให้นักกีฬาเกิดความคิด ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติทักษะนั้นได้โดยง่าย • ทักษะที่ง่ายและทักษะที่ยากสลับซับซ้อน (Simple and Complex Skills) ทักษะกีฬาที่ง่าย (Simple Sports Skills) คือ ทักษะที่นักกีฬาแต่ละคนสามารถกระทำได้ โดยใช้เวลาฝึกหัดเพียงเล็กน้อย ส่วนทักษะที่ยาก (Complex Skills) คือ ทักษะที่นักกีฬาแต่ละคน กระทำได้โดยยาก แตกต่างกันในแต่ละบุคคล เพราะว่า “สิ่งที่เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนคนหนึ่ง อาจจะกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนอีกคนหนึ่ง” ดังนั้น ผู้ฝึกสอนกีฬาที่ดีจะต้องตระหนักถึงความแตกต่างของนักกีฬาแต่ละบุคคล ด้วยเสมอ จึงจะช่วยให้การฝึกซ้อมและการปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทของผู้ฝึกสอนกีฬาสามารถ บรรลุผลสำเร็จได้อย่างดี
44 คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ T-Certificate นอกจากนี้ ทักษะเดียวกันปฏิบัติโดยนักกีฬาคนเดียวกัน ในช่วงเวลาของการเจริญเติบโต และสภาวะของประสบการณ์ที่ต่างกัน ยังส่งผลให้เกิดความยากง่ายแตกต่างกัน การที่จะอธิบายว่า ทักษะใดเป็นทักษะที่ยากหรือทักษะที่ง่ายสำหรับนักกีฬา ยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการการเจริญเติบโต และการสั่งสมประสบการณ์ของนักกีฬาแต่ละคนด้วย การสอนทักษะ (Coaching Skills) ยังหมายความรวมไปถึงการที่ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องประเมินผลนักกีฬาที่เข้ารับการฝึกว่าสามารถ เข้าถึงการเรียนรู้ทักษะและสามารถนำทักษะไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง หรือเหมาะสม เพียงใด นอกจากนี้ การที่ระบุว่าทักษะใดมีความยากง่ายเพียงใดๆ มิใช่อยู่กับความเห็นของ ผู้ฝึกสอนกีฬาเพียงฝ่ายเดียว ยังต้องรับฟังความคิดเห็นหรือคำยืนยันจากนักกีฬาผู้ปฏิบัติทักษะนั้นด้วย การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) การเรียนรู้ทักษะ เป็นกระบวนการทางกลไกของระบบประสาทที่ไม่สามารถมองเห็น ได้ด้วยตา แต่สามารถสังเกตความก้าวหน้าได้จากทักษะการเคลื่อนไหวและความสามารถ ที่ได้รับการพัฒนาจากการเรียนรู้ทักษะนั้น เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ้นภายในร่างกาย และจิตใจ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานของระบบประสาท สมอง และหน่วยความจำ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ทำการฝึกหรือปฏิบัติทักษะใดทักษะหนึ่ง หน่วยความจำจะพยายามเรียนรู้การปฏิบัติทักษะนั้น ยิ่งลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติทักษะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องและสมบูรณ์ถูกต้องมากน้อยเท่าใด หน่วยความจำจะจดจำลำดับขั้นตอนของการเคลื่อนไหวของทักษะนั้นไว้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ มากเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้ทักษะดังกล่าวในการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหว หน่วยความจำ จะเรียกใช้ทักษะนั้นได้อย่างถูกต้องและสามารถปฏิบัติทักษะนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกขั้นตอน การเคลื่อนไหว หน่วยความจำของสมองที่ทำหน้าที่จดจำและควบคุมเทคนิคการเคลื่อนไหว เฉพาะด้านทักษะ เรียกว่า โปรแกรมการเคลื่อนไหว (Motor Programe) ซึ่งสามารถพัฒนาได้ ด้วยการคิดและระบบการสอนที่ดี โปรแกรมการเคลื่อนไหวจะเริ่มทำหน้าที่ทันทีที่มีการเรียนรู้ ทักษะ และจะพัฒนาด้วยกระบวนการเรียนรู้ให้ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ โปรแกรมการ เคลื่อนไหวของนักกีฬาที่มีความสามารถสูง จึงมีความสมบูรณ์มากกว่านักกีฬาทั่วไป ซึ่งเกิดจาก การพัฒนาความคิดและระบบการสอนที่ลำดับขั้นตอนถูกต้อง ส่งผลให้การปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ของนักกีฬามีความถูกต้อง แน่นอน แม่นยำในทุกจังหวะ และทุกสถานการณ์