รายงานวิชาการ
ฉบับที่ กธส. 14/2564
จังหวัดกระบี่: รายงานพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม
KRABI: LANDSLIDE SUSCEPTIBILITY REPORT
กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม
กรมทรัพยากรธรณี
กันยายน 2564
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
นายสมหมาย เตชวาล
ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม
นายนิมิตร ศรคลัง
ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานและข้อมูลธรณีพิบัติภัย
นายสุวิทย์ โคสุวรรณ
จัดพิมพ์โดย กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี
ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี
กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2621-9802 โทรสาร 0-2621-9651
พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2564
จำนวน 30 เล่ม
ู
ข้อมลการลงรายการบรรณานุกรม
จังหวัดกระบี่: รายงานพื้นที่ออนไหวต่อการเกิดดินถล่ม/-- กรุงเทพมหานคร :
่
กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี, 2564
179 หน้า : 84 ภาพประกอบ : 23 ตาราง
รายงานวิชาการ ฉบับที่ กธส. 14/2564
สารบัญ
สารบัญ III
สารบัญรูป VII
สารบัญตาราง XVI
บทคัดย่อ XVII
กิตติกรรมประกาศ XIX
บทที่ 1 บทนำ 1
1.1 ความเป็นมา 1
1.2 วัตถุประสงค์และเป้าหมาย 2
1.2.1 วัตถุประสงค์ 2
1.2.2 เป้าหมาย 2
1.3 ขอบเขตการศึกษา 2
1.3.1 งานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2
1.3.2 งานสำรวจภาคสนาม 2
1.3.3 งานศึกษาและวิเคราะห์ 2
1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3
บทที่ 2 วรรณกรรมปริทัศน์ 5
2.1 นิยามศัพท์ 5
2.2 ดินถล่ม 7
2.2.1 ความหมายของดินถล่ม 7
2.2.2 การจำแนกประเภทของดินถล่ม 7
2.3 ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดดินถล่ม 11
2.3.1 สภาพภูมิประเทศ (topography) 11
2.3.2 สภาพธรณีวิทยาและปฐพีวิทยา (Geology and Pedology) 12
2.3.3 สภาพพืชพรรณและการใช้ที่ดิน (vegetation and land use) 13
2.3.4 ปริมาณน้ำฝน 14
่
2.4 แนวความคิดเกี่ยวกับการทำแผนที่พื้นที่ออนไหวต่อการเกิดดินถล่ม 15
2.5 วิธีการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกดดินถล่ม 16
ิ
บทที่ 3 ข้อมูลพื้นฐาน 17
3.1 ที่ตั้งและอาณาเขต 17
3.2 ลักษณะภูมิประเทศ 17
3.3 ลักษณะภูมิอากาศ 19
3.4 ลักษณะธรณีวิทยา 21
3.4.1 ลำดับชั้นหิน 21
3.4.2 หินอัคนี 28
IV
3.5 ธรณีวิทยาโครงสร้าง 29
3.5.1 รอยเลื่อน (Fault) 29
3.5.2 รอยแตก-แนวแตก (Fracture-Joint) 29
3.5.3 การโค้งงอของชั้นหิน (Folding) 30
3.5.4 รอยชั้นไม่ต่อเนื่อง (Unconformity) 30
3.6 ธรณีวิทยาประวัติ 30
3.7 กลุ่มวิทยาหิน 33
3.7.1 กลุ่มวิทยาหิน CG1 33
3.7.2 กลุ่มวิทยาหิน CG2 33
3.7.3 กลุ่มวิทยาหิน SS2 34
3.7.4 กลุ่มวิทยาหิน SS3 35
3.7.5 กลุ่มวิทยาหิน FS1 36
3.7.6 กลุ่มวิทยาหิน FS2 36
3.7.7 กลุ่มวิทยาหิน FS4 37
3.7.8 กลุ่มวิทยาหิน CB1 37
3.7.9 กลุ่มวิทยาหิน CT 38
3.7.10 กลุ่มวิทยาหิน F-MET1 39
3.7.11 กลุ่มวิทยาหิน GR 39
3.7.12 กลุ่มวิทยาหิน VOL2 40
3.7.13 กลุ่มวิทยาหิน GY 41
3.7.14 กลุ่มวิทยาหิน COL 41
3.7.15 กลุ่มวิทยาหิน AL 42
3.7.16 กลุ่มวิทยาหิน TER 43
3.7.17 กลุ่มวิทยาหิน BEA 43
3.7.18 กลุ่มวิทยาหิน MC 44
บทที่ 4 วิธีการศึกษา 49
4.1 ขั้นรวบรวมข้อมูล 49
4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวิทยา 49
4.2.1 หลักการจำแนกกลุ่มวิทยาหินสำหรับการศึกษาดินถล่ม 50
4.2.2 ปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ในการจำแนกหน่วยหิน 50
้
4.3 การจัดการขอมูล 55
4.4 การทำแผนที่ร่องรอยดินถล่ม 56
4.5 การวิเคราะห์แบบจำลองดินถล่มทางคณิตศาสตร์ 61
4.5.1 Area cross tabulation 65
4.5.2 Frequency ratio (Fr) 65
4.5.3 การให้น้ำหนัก (weighting) 65
V
4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดินถล่ม (validation) 66
4.6.1 สมมุติฐาน 66
4.6.2 เทคนิคที่ใช้ในการตรวจสอบ 66
บทที่ 5 การวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม 69
5.1 แผนที่ร่องรอยดินถล่ม 69
5.2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับดินถล่ม 71
5.2.1 กลุ่มวิทยาหิน (Lithology) 71
5.2.2 หน้ารับน้ำฝน (Aspect) 75
5.2.3 ทิศทางน้ำไหล (Flow direction) 75
5.2.4 ระดับความสูง (Elevation) 75
5.2.5 ความลาดชัน (Slope) 76
5.2.6 การใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land use) 76
5.2.7 ระยะห่างจากโครงสร้างทางธรณีวิทยา
(The distance to geological structure) 76
5.3 การให้น้ำหนักกับปัจจัย (Weighting) 83
5.4 พื้นที่ความออนไหวต่อการเกิดดินถล่ม 84
่
5.5 การตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลอง 88
บทที่ 6 การสำรวจร่องรอยดินถล่มในพื้นที่สำรวจ 91
6.1 ประเภทดินถล่มชนิดการเลื่อนไถล (slides) 91
6.1.1 อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 91
6.1.2 อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ 92
6.1.3 อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 95
6.1.4 อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ 97
6.1.5 อำเภออาวลึก จังหวัดกระบี่ 99
่
6.1.6 อำเภอเมอง จังหวัดกระบี่ 101
ื
6.1.7 อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 102
6.2 ประเภทดินถล่มชนิดการไหล (flows) 103
6.2.1 อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ 103
6.2.2 อำเภอเมอง จังหวัดกระบี่ 106
ื
6.2.3 อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 106
6.3 ประเภทการเคลื่อนที่ซับซ้อน (complex) 107
6.3.1 อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ 107
่
6.3.3 อำเภออาวลึก จังหวัดกระบี่ 108
บทที่ 7 การทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของดิน 111
7.1 การเก็บตัวอย่างแบบไม่คงสภาพ (Disturbed Sampling) 111
7.2 ข้อมูลของตัวอย่างดินแบบไม่คงสภาพ 120
7.2.1 อำเภอเกาะลันตา 120
7.2.2 อำเภอเขาพนม 125
VI
7.2.3 อำเภอเมองกระบี่ 128
ื
7.2.4 อำเภอเหนือคลอง 134
7.2.5 อำเภอคลองท่อม 136
7.2.6 อำเภอปลายพระยา 142
7.2.7 อำเภอลำทับ 144
่
7.2.8 อำเภออาวลึก 149
7.3 วิธีการวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพของดิน 155
7.3.1 การหาค่าพิกัดของอัตตะเบิร์ก (Atterberg’s Limit) 161
7.3.2 การวิเคราะห์หาขนาดของเม็ดดิน (Graine Size Analysis) 161
7.3.3 การทดสอบหาความถ่วงจําเพาะของดิน (Specific Gravity of Soil) 161
7.4 คุณสมบัติทางกายภาพของดินของจังหวัดกระบี่ 162
7.4.1 กลุ่ม SM (Silty sands) 162
7.4.2 กลุ่ม SC (Silty sands) 162
7.4.3 กลุ่ม MH (Inorganic silts) 162
7.4.4 กลุ่ม ML (Inorganic silts and very fine sand) 163
7.4.5 กลุ่ม CH (Clay of high plastic) 163
7.4.6 กลุ่ม CL (Clay of low to medium plasticity) 164
บทที่ 8 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 171
8.1 บทสรุป 171
8.2 ข้อเสนอแนะ 172
เอกสารอ้างอิง 173
VII
สารบัญรูป
รูปที่ 2.1 ประเภทของดินถล่มจำแนกโดยอาศัยชนิดของการเคลื่อนที่ ชนิดของมวลเคลื่อนที่ธรรมชาติของ
การเคลื่อนที่ อัตราการเคลื่อนที่ และความชื้น 9
รูปที่ 3.1 แผนที่ภูมิประเทศและขอบเขตการปกครองจังหวัดกระบี่ 18
รูปที่ 3.2 แผนที่แสดงร่องความกดอากาศต่ำทิศทางลมมรสุมและทางเดินพายุหมุนเขตร้อนที่เข้าสู่
ประเทศไทย 20
รูปที่ 3.3 ปริมาณฝนรายเดือนเฉลี่ยจังหวัดกระบี่ ในชวงป พ.ศ. 2553 - 2563 21
รูปที่ 3.4 แผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดกระบี่ 22
รูปที่ 3.5 กลุ่มวิทยาหิน CG1 ในจังหวัดกระบี่ ก.หินกรวดมนหมวดหินสามจอม บริเวณบ้านทับไทร
ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ พิกัด 47P 523784 E 887649 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 91 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน ขนาดเม็ดกรวดขนาด granule ถึง
pebble และตะกอนทรายขนาดปานกลางถึงทรายหยาบ 33
รูปที่ 3.6 กลุ่มวิทยาหิน CG2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินกรวดมนฐานหมวดหินไสบอน แสดงชั้นหนาไปจนถึง
ชั้นหนามาก บริเวณบ้านคลองทราย ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P
475971 E 904055 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน
เม็ดกรวดเป็นหินปูน โดโลไมท์ และหินทรายแป้งสีแดง ขนาด granule ถึง cobble 34
รูปที่ 3.7 กลุ่มวิทยาหิน SS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายเนื้อควอตซ์หมวดหินเขาเจ้า แสดงชั้นหนา
ปานกลางถึงชั้นหนา บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม
จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 496604 E 925194 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 93 เมตร
ข. ลักษณะของหินทรายเนื้อควอตซ์ ขนาดตะกอนทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง
การคัดขนาดดีมาก 35
รูปที่ 3.8 กลุ่มวิทยาหิน SS3 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายแทรกสลับกับหินทรายแป้งหมวดหินเกาะเฮ
บริเวณบ้านบ้านโล๊ะบาหรา ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N
504987 E 840458 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินทรายแป้ง
สีเทา 35
รูปที่ 3.9 กลุ่มวิทยาหิน FS1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายแป้งซิลิสิไฟต์ หมวดหินเขาพระ
บริเวณบ้านคลองโขง ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 505002 E
836534 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 25 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินทรายแป้งซิลิสิไฟต์
36
รูปที่ 3.10 กลุ่มวิทยาหิน FS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโคลนแทรกสลับหินทรายชั้นบางมาก หมวดหิน
เขาพระ บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
พิกัด 47P 495893 E 925259 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 78 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของ
หินโคลน สีเทา 37
รูปที่ 3.11 กลุ่มวิทยาหิน CB1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโดโลไมต์ บริเวณฅบ้านเขาในช่อง ตำบลปลาย
พระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 P 481464 E 938054 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 79 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินโดโลไมต์ สีเทาอ่อน 38
VIII
รูปที่ 3.12 กลุ่มวิทยาหิน CT ในจังหวัดกระบี่ ก. หินควอร์ตไซต์ โผ่ปรากฏบริเวณน้ำตก บ้านคลองปกาสัย
ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 495809 E 911187 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 134 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินควอร์ตไซต์ สีดำ 38
รูปที่ 3.13 กลุ่มวิทยาหิน CT ในจังหวัดกระบี่ ก. หินไมก้าชีสต์ บริเวณน้ำตกบางเท่าแม่ ตำบลเขาต่อ
อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 469354 E 951126 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล
106 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินไมก้าชีสต์ 39
ิ
รูปที่ 3.14 กลุ่มวิทยาหิน GR ในจังหวัดกระบี่ ก. หินแกรนิตเนื้อดอก บริเวณที่ทำการชั่วคราวหน่วยพทักษ์
อุทยานแห่งชาติ ที่พล.1 ห้วยเหนียง บ้านเทพพนม ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
พิกัด 47P 496188 E 912679 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 288 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของ
หินแกรนิตเนื้อดอกแร่เฟลด์สปาร์ขนาด 1-5 เซนติเมตร 40
รูปที่ 3.15 กลุ่มวิทยาหิน VOL2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินไซยีไนต์สีเทาเข้ม บริเวณบ้านควนนกหว้า
ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 509708 E 896988 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 55 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินไซยีไนต์สีเทาเข้ม ผลึกเฟลด์สปาร์
ขนาด 0.3-1 เซนติเมตร 40
รูปที่ 3.16 กลุ่มวิทยาหิน GY ในจังหวัดกระบี่ ก. หินกีเซอไรต์ บริเวณริมศาลาวัดรักดีคีรีวัน บ้านใหญ่
ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 502483 E 907188 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 119 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินกีเซอไรต์ สีเทาถึงขาว 41
รูปที่ 3.17 กลุ่มวิทยาหิน COL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนเชิงเขา บริเวณริมถนนบ้านหนองเทา
ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 497002 E 910982 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 127 เมตร ข. ลักษณะตะกอนเชิงเขา พบเศษหินแกรนิต หินควอร์ตไซต์ และ
หินทราย ขนาด 0.1-2 เมตร 42
รูปที่ 3.18 กลุ่มวิทยาหิน AL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนน้ำพา บริเวณริมคลองอิปัน ตำบลปลายพระยา
อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 489956 E 945611 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล
48 เมตร ข. ลักษณะตะกอนน้ำพา ประกอบด้วยตะกอนทรายละเอียด 42
รูปที่ 3.19 กลุ่มวิทยาหิน TER ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนตะพักลำน้ำ บริเวณบ้านทับเที่ยง ตำบลปลาย
พระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 492249 E 947888 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 54 เมตร ข. ลักษณะตะกอนตะพักลำน้ำประกอบด้วยตะกอนทรายแป้ง 43
รูปที่ 3.20 กลุ่มวิทยาหิน BEA ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนทรายชายหาด บริเวณริมหาดบ้านคลองโตบ
ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 504809 E 834480N 47 N
ความสูงจากระดับน้ำทะเล 7 เมตร ข. ลักษณะตะกอนทรายชายหาด เศษเปลือกหอย และ
เศษปะการังปะปน 44
รูปที่ 3.21 กลุ่มวิทยาหิน MC ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนป่าชายเลน บริเวณข้างใต้สะพานสิริลันตา
ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 505133 E 845587 N
ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1 เมตร ข. ลักษณะตะกอนป่าชายเลน ประกอบด้วยดินเหนียว
ปนพีท 44
รูปที่ 3.22 แผนที่กลุ่มวิทยาหินจังหวัดกระบี่ 45
IX
รูปที่ 4.1 ตัวอย่างร่องรอยดินถล่มแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ล่าง) จากภาพ Google earth
จังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556 59
รูปที่ 4.2 (บน) ดินถล่มชนิดการไหลของเศษหินและดิน น้ำตกคลองนารายณ์ ตำบลคลองนารายณ์
อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ตำแหน่ง 48P 0193269 E 1392548 N (ล่าง) รอยดินถล่ม
ชนิดการเลื่อนไถลระนาบโค้ง บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
ตำแหน่ง 48P 02771880 E 1296422 N 60
รูปที่ 4.3 แผนภูมิการวิเคราะห์แบบจำลองดินถล่ม 61
รูปที่ 4.4 ตัวอย่างกราฟแสดงความถูกต้อง (success rate curve) ของแบบจำลอง 68
รูปที่ 5.1 แผนที่ร่องรอยดินถล่มในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ในช่วง 28 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2533-2560) 70
รูปที่ 5.2 แผนที่แสดงกลุ่มวิทยาหิน 18 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ 74
รูปที่ 5.3 แผนที่แสดงหน้ารับน้ำฝน 10 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ 77
รูปที่ 5.4 แผนที่แสดงทิศทางการไหลของน้ำ 8 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีระยะห่างแต่ละกลุ่ม 45 องศา
78
รูปที่ 5.5 แผนที่แสดงระดับความสูง 7 ช่วง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีระยะห่างแต่ละช่วง 200 เมตร 79
รูปที่ 5.6 แผนที่แสดงความลาดชัน 9 ช่วง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีระยะห่างแต่ละช่วง 10 องศา 80
รูปที่ 5.7 แผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดิน 8 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ 81
รูปที่ 5.8 แผนที่แสดงระยะห่างจากโครงสร้างทางธรณีวิทยา 16 ช่วง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีระยะห่าง
แต่ละช่วง 200 เมตร 82
รูปที่ 5.9 แผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มจังหวัดกระบี่ 87
รูปที่ 5.10 กราฟ AUC แสดงค่าความถูกต้องของแบบจำลองดินถล่ม 89
รูปที่ 6.1 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของหิน (rock slide) บนระนาบเรียบ (translational)
บริเวณบ่อยืมดิน บ้านเจ๊ะหลี ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N
506787E 836096N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของหิน (rock slide)
ข. วัสดุธรณีที่พบประกอบด้วยหินดินดาน หินทรายเนื้อละเอียด 92
รูปที่ 6.2 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณลาดไหล่เขาที่ทำการเกษตร ปลูกยางพารามีถนนตัดผ่าน เขาช่องเสียด
ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 520060E 905821N ก. ลักษณะ
พื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เศษ
หินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทราย ดินทรายแป้ง 93
รูปที่ 6.3 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณลาดไหล่เขาที่ทำการเกษตร ปลูกยางพารามีถนนตัดผ่าน เขาช่องเสียด
ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 520067E 905825N ก. ลักษณะ
พื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่
เศษหินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทราย ดินทรายแป้ง พบเศษหินทรายขนาดใหญ่
สุดประมาณ 80 เซนติเมตร 93
X
รูปที่ 6.4 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกยางพารา มีการตัดเนินเขาเพื่อเตรียมสร้างบ้าน
บ้านเขาใหญ่ ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 523787E 905362N
ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณี
ส่วนใหญ่เศษหินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดินเหนียว 94
รูปที่ 6.5 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกปาล์มน้ำมัน มีการตัดลาดเขาทำบ่อยืมดิน
บ้านเขาขวาง ตำบลห้วยยูง อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 510374E 904049 N
ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณี
ส่วนใหญ่เป็นเศษหินกรวดมนผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดินเหนียว 94
รูปที่ 6.6 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณพื้นที่ป่าที่เป็นลาดไหล่เขาที่มีถนนตัดผ่าน บ้านท่อนจมูกควาย
ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 529267 E 882863 N
ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณี
ส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดินเหนียว 95
รูปที่ 6.7 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณพื้นที่ป่าที่เป็นลาดไหล่เขาที่มีถนนตัดผ่าน ริมอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว
บ้านห้วยทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 531827 E
860271 N 96
รูปที่ 6.8 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ
(translational slide) บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่าน บ้านทรายทอง ตำบลเพหลา อำเภอ
คลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 517663E 894507N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่มชนิด
การเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ
(มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดินเหนียว 96
รูปที่ 6.9 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบโค้ง
(Rotational) บริเวณพื้นที่ตัดลาดเชิงเขาเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง สำนักสงฆ์บ้านภูผา ตำบลลำทับ
อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 N 537910 E 879480 N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่ม
ชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ
(มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดินเหนียว 97
ื่
รูปที่ 6.10 บริเวณพื้นที่เกษตรกรรมปลูกยางพารามีการตัดลาดเชิงเขาเพอขุดบ่อน้ำ บ้านภูผา ตำบลลำทับ
อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 537358 E 877948 N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่ม
ชนิดการเลื่อนไถลของ เศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทราย
หินทรายแป้งผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินเหนียวและดินทราย 98
รูปที่ 6.11 บริเวณพื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมันมีการตัดลาดเชิงเขาเพื่อทำบ่อยืมดิน บ้านภูผา
ตำบลลำทับ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 N 537338 E 877921 N ก. ลักษณะพื้นที่
ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็น
เศษหินทราย หินโคลนผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินเหนียวและดินทราย 98
XI
รูปที่ 6.12 บริเวณพื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมันมีการตัดถนนลูกรังผ่านลาดเชิงเขา บ้านคลองยา
ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 487507 E 916729 N ก. ลักษณะพนที่
ื้
ดินถล่มชนิด การเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษ
หินทรายผุ (มากกว่า 20 %) ปนดินทราย 99
รูปที่ 6.13 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ
(translational slide) บริเวณพื้นที่เกษตรกรรม ปลูก ปาล์มน้ำมัน มีการตัดลาดเขา
ทำบ่อยืมดิน บ้านใสดำ ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 461314 E
918065 N 100
รูปที่ 6.14 บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่าน ทางหลวงหมายเลข 4039 บ้านสมีหลัง ตำบลแหลมสัก
อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 462763 E 916974 N ก. ลักษณะพื้นที่ดินถล่ม
ชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) ข. วัสดุธรณีส่วนใหญ่เป็นเศษหินทรายผุ
(มากกว่า 20 %) ปนดินทรายและดินทรายแป้ง 100
รูปที่ 6.15 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ
(translational slide) บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่านทางเข้าดินแดงดอย ตำบลหนองทะเล
อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 476115 E 896665 N 101
รูปที่ 6.16 ลักษณะดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลของเศษหินและดิน (Debris slide) บนระนาบเรียบ
(translational slide) บริเวณลาดเชิงเขาถนนตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 4038 บ้านห้วยยาง
ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 518683 E 880086 N 102
รูปที่ 6.17 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขา
พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านคลองแห้ง ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
พิกัด 47 P 497140 E 914024 N 104
รูปที่ 6.18 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ
พื้นที่ป่าไม้ ที่ทำการชั่วคราวหน่วยพิทักษ์แห่งชาติ ที่พล.1 ห้วยเหนียง บ้านเทพพนม
ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 496188 E 912679 N 104
รูปที่ 6.19 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ
พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านต้นหาร ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
พิกัด 47P 495541 E 917460 N 105
รูปที่ 6.20 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ
พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านต้นหาร ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
พิกัด 47P 495978 E 916014 N 105
รูปที่ 6.21 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาใกล้ร่องน้ำ
พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านคลองกระบี่ใหญ่ ตำบลทับปริก อำเภอเมือง
จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 488874 E 913896 N 106
รูปที่ 6.22 ลักษณะดินถล่มชนิดการไหลของเศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) บริเวณเนินเขาถูกตัดลาด
เขาเพื่อทำบ่อยืมดิน พื้นที่เกษตรกรรมปลูกปาล์มน้ำมัน บ้านหินเพิง ตำบลคลองพน
อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 527257 E 868196 N 107
XII
รูปที่ 6.23 ลักษณะดินถล่มชนิดซับซ้อน บริเวณลาดเชิงเขาที่มีถนนลูกรังตัดผ่าน บ้านบางผึ้ง
ต ำ บ ล โคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ พิกัด 4 7 P 510278 E 890881 N
ก. ดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลแบบระนาบโค้ง (rotational slide) ข. ดินถล่มชนิด
การร่วงหล่น (fall) 108
รูปที่ 6.24 ลักษณะดินถล่มชนิดซับซ้อน บริเวณลาดเชิงเขาที่มีการขุดทำบ่อยืมดิน เขาลังตัง บ้านทุ่งสาริกา
ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 466945 E 936794 N ก. ดินถล่ม
ชนิดการเลื่อนไถลแบบระนาบโค้ง (rotational slide) ข. ดินถล่มชนิดการร่วงหล่น (fall) 108
รูปที่ 6.25 ลักษณะดินถล่มชนิดซับซ้อน บริเวณลาดเชิงเขาที่มีการขุดทำบ่อยืมดิน บ้านทุ่งคาตีกัน
ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 467663 E 933962 N ก. ดินถล่มชนิด
การเลื่อนไถลแบบระนาบโค้ง (rotational slide) ข. ดินถล่มชนิดการร่วงหล่น (fall) 109
รูปที่ 7.1 รายละเอียดข้อมูลการเก็บตัวอย่างตะกอนดินบนถุงกระสอบ 113
รูปที่ 7.2 ภาพร่างหน้าตัดการพุผังของหินแกรนิตแสดงระดับการผุพังตั้งแต่ระดับ I-VI กรอบสีแดงคือ
ตำแหน่งที่เลือกเก็บตัวอย่างดิน 113
รูปที่ 7.3 ตัวอย่างหน้าตัดดินที่แสดงระดับการผุพังของหินแกรนิต (zone III-VI) กรอบสีแดงแสดง
ตำแหน่ง 114
รูปที่ 7.4 แผนที่แสดงตำแหน่งการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี 119
รูปที่ 7.5 เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยางพารา บ้านนาทุ่งกลาง ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา
จังหวัดกระบี่ ความลึก 100-130 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย
กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุจากหินทราย
ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว
สีเทาอ่อน สีส้ม 121
รูปที่ 7.6 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม บ้านคลองย่าหนัด ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา
จังหวัดกระบี่ ความลึก 150-180 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย
กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของ
มวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่าง เป็นดินทรายปนดินเหนียว สีน้ำตาลอ่อน 122
รูปที่ 7.7 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยาง สวนปาล์ม บ้านคลองหมาก ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา
จังหวัดกระบี่ ความลึก 240-270 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2
แทรกสลับกับหินโคลนและหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุจากหินทราย
แทรกสลับกับหินโคลนและหินทรายแป้งที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะ
ตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย สีน้ำตาลอ่อน 123
รูปที่ 7.8 เก็บตัวอย่างบริเวณต้นยาง ทางหลวงหมายเลข 4245 บ้านทุ่งหยีเพ็ง ตำบลศาลาด่าน
อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ความลึก 150-180 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น
หินโคลน กลุ่มวิทยาหิน FS2 แทรกสลับหินดินดาน (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปน
ทรายแป้ง สีน้ำตาล 124
รูปที่ 7.9 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยาง คลองปกาสัย บ้านเทพพนม ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเขาพนม
จังหวัดกระบี่ ความลึก 120–150 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินควอร์ตไซต์
ั
กลุ่มวิทยาหิน CT (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินควอร์ตไซต์ ที่มีระดับการผุพง
ของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว สีน้ำตาล 126
XIII
รูปที่ 7.10 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา ข้างลำธารบ้านหน้าเขา ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม
จังหวัดกระบี่ ความลึก 320-350 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย
กลุ่มวิทยาหิน SS2(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของ
มวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย สีน้ำตาลเหลือง สีน้ำตาลแดง
สีเทา 127
รูปที่ 7.11 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม สวนยาง บ้านท่าคลอง ตำบลทับปริก อำเภอเมือง
จังหวัดกระบี่ ความลึก 250-280 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย
กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินโคลน (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว
สีแดง 129
รูปที่ 7.12 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา สวนปาล์ม บ้านห้วยโต้ ตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
ความลึก 270-300 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2
แทรกสลับกับหินโคลน (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับกับ
หินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียว
สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล 130
รูปที่ 7.13 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา สวนยาง บ้านดินแดงนุ้ย ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง
จังหวัดกระบี่ ความลึก 260-290 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินโคลน
กลุ่มวิทยาหิน FS2(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินโคลน ที่มีระดับการผุพังของ
มวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย สีเทาอ่อน สีส้ม 131
รูปที่ 7.14 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยางบ้านช่องพลี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
ความลึก 70-90 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2
(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง
(Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว สีเทาอ่อน สีส้ม 132
รูปที่ 7.15 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา ทางหลวงหมายเลข 4203 บ้านช่องพลี ตำบลอ่าวนาง
อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ความลึก 300–330 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น
หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินดินดานและหินโคลน (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและ
หินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับหินดินดานและหินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง
(Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่าง เป็นดินเหนียวปนทราย สีส้ม สีเทาอ่อน 133
รูปที่ 7.16 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนป่าเหนือคลอง ริมทางหลวงหมายเลข 4005 บ้านควนเกาะจันทร์
ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ความลึก 190-230 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะ
ของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจาก
หินทราย ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปน
ทรายแป้ง สีน้ำตาลอ่อน 135
รูปที่ 7.17 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขาบ้านบางเตียว ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม
จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 560-590 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย
กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินโคลน (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินร่วนปนทราย สีม่วง 136
XIV
รูปที่ 7.18 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านห้วยลึก ตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก
100-130 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินโคลน กลุ่มวิทยาหิน FS2
(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง
(Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล 138
รูปที่ 7.19 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว บ้านห้วยทรายขาว ตำบลทรายขาว
อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 230-260 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐาน
เป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย
ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย
สีแดง 139
รูปที่ 7.4 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม ทางหลวงหมายเลข 4038 บ้านทับไทร ตำบลพรุดินนา
อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 320–350 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐาน
เป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับกับชั้นหินทรายแป้งและหินโคลน (ค) หน้าตัดดิน
ของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับกับชั้นหินทรายแป้งและหินโคลนที่มี
ระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทรายแป้ง
สีเทาอ่อน สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล 140
รูปที่ 7.21 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนปาล์ม สวนยางพารา บ้านน้ำร้อน ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอ
คลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่ความลึก 330-360 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น
หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทรายที่มี
ระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว
สีส้มและสีเทาอ่อน 141
รูปที่ 7.22 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณศาลาพัก บ้านบางเท่าแม่ ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา
จังหวัดกระบี่ ความลึก 660–700 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินชีสต์
กลุ่มวิทยาหิน F-MET1 (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว สีน้ำตาล 143
รูปที่ 7.23 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา บ้านควนยาว ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่
ความลึก 150–180 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย SS2 แทรกสลับ
หินโคลนและหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทรายแทรกสลับ
หินโคลนและหินทรายแป้ง ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่าง
เป็นดินเหนียวปนทราย สีแดง 145
รูปที่ 7.24 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา บ้านไร่ใน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ความลึก
170-200 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทรายแป้งแทรกสลับหินโคลน
กลุ่มวิทยาหิน FS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทรายแป้งแทรกสลับ
หินโคลน ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปน
ทรายแป้ง สีขาว สีส้ม 146
รูปที่ 7.5 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา สวนยาง บ้านดินแดง ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่
ความลึก 460–490 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินโดโลไมต์ กลุ่มวิทยาหิน CB1
(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินโดโลไมต์ ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง
(Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินร่วนปนดินเหนียว สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล และ
แม่รัง 147
XV
รูปที่ 7.26 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านไร่คอก ตำบลลำทับ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ความลึก 130-160
ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินโคลน
ั
(ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย แทรกสลับหินโคลน ที่มีระดับการผุพง
ของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย สีแดงม่วงเข้มอมน้ำตาล
148
่
่
รูปที่ 7.6 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านเขาใหญ ตำบลเขาใหญ อำเภออาวลก จงหวดกระบ ความลึก 270-300 ซม.
่
ั
่
ี
ึ
ั
จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินทรายแป้ง
(ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินทรายปนดินเหนียว สีน้ำตาล 149
รูปที่ 7.28 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณเนินเขา บริเวณทางหลวงหมายเลข 4039 บ้านสมีหลัง ตำบลแหลมสัก
อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ความลึก 100-120 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็น
หินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2 (ค) หน้าตัดดินของชั้นดินและหินผุที่เกิดจากหินทราย
ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินร่วนปนทราย
สีส้ม 151
รูปที่ 7.29 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านปากช่อง ตำบลคลองยา อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
ความลึก 230-270 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินเชิร์ต กลุ่มวิทยาหิน SS2
(ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นทรายปนดินเหนียว สีน้ำตาลส้ม 152
รูปที่ 7.30 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณบ้านคลองยาเหนือ ตำบลคลองหิน อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
ความลึก 100-130 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย กลุ่มวิทยาหิน SS2
แทรกสลับหินทรายแป้ง (ค) ลักษณะตัวอย่างเป็นดินเหนียวปนทราย สีน้ำตาล และแม่รัง 153
รูปที่ 7.7 (ก) เก็บตัวอย่างบริเวณสวนยาง บ้านหนองหวายพน ตำบลอ่าวลึกเหนือ อำเภออ่าวลึก
จังหวัดกระบี่ ความลึก 400-430 ซม. จากผิวดิน (ข) ลักษณะของหินฐานเป็นหินทราย
กลุ่มวิทยาหิน SS2 แทรกสลับหินดินดาน หินโคลนและหินทรายแป้ง (ค) หน้าตัดดินของชั้นดิน
และหินผุที่เกิดจากหินทราย ที่มีระดับการผุพังของมวลหินสูง (Zone IV) (ง) ลักษณะตัวอย่างเป็น
ทรายปนดินเหนียว สีน้ำตาลแดง สีเทา 154
รูปที่ 7.32 แสดงระบบจําแนกดินโดยระบบ Unified Soil Classification 159
รูปที่ 7.33 แสดงระบบจําแนกดินโดยระบบ Unified Soil Classification 160
XVI
สารบัญตาราง
ตารางที่ 2.1 แสดงการจำแนกชนิดของดินถล่ม 10
ตารางที่ 2.2 แสดงการจำแนกระดับความเร็วในการเคลื่อนที่ของมวลดิน 11
ตารางที่ 3.1 คำอธิบายแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดกระบี่ 23
ตารางที่ 3.2 คำอธิบายแผนที่กลุ่มวิทยาหินจังหวัดกระบี่ 46
ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอัคนี 51
ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน 52
ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหินแปร 53
ตารางที่ 4.4 สรุปชนิดและแหล่งที่มาของข้อมูล 56
ตารางที่ 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถล่มจากการแปลความหมายภาพถ่ายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม 57
ตารางที่ 4.6 ปัจจัยที่นำมาใช้ในแบบจำลองดินถล่ม 62
ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงช่วงค่า AUC ที่ใช้อ้างอิงความถูกต้องของโมเดล 68
ตารางที่ 5.1 ความสัมพันธ์ระหว่างรอยดินถล่มกับปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดินถล่ม 72
ตารางที่ 5.2 การให้น้ำหนักด้วยวิธี Reliability weighting เรียงจากมากไปหาน้อย 83
ตารางที่ 5.3 การให้น้ำหนักด้วยวิธี Accountability weighting เรียงจากมากไปหาน้อย 83
ตารางที่ 5.4 การให้น้ำหนักด้วยวิธีเฉลี่ย Average weighting เรียงจากมากไปหาน้อย 84
ตารางที่ 5.5 ระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม 5 ระดับ จำแนกตามวิธี Natural Break 84
ตารางที่ 5.6 ระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม 5 ระดับ (ตร.กม.) จำแนกตามอำเภอ 85
ตารางที่ 5.7 แสดงค่าความถูกต้องของแบบจำลอง 88
ตารางที่ 7.1 เกณฑการผุพังของมวลหิน 112
์
ตารางที่ 7.2 แสดงตำแหน่งเก็บตัวอย่างแบบไม่คงสภาพครอบคลุมชุดหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ 115
ี
ตารางที่ 7.3 แสดงรายละเอยดตำแหน่ง ระดับความลึก จำนวน และประเภทงานทดสอบของตัวอย่าง
แบบไม่คงสภาพ 156
ตารางที่ 7.4 แสดงผลการทดสอบดินขั้นพื้นฐาน (ค่าพิกัดอัตตะเบิร์ก ความถ่วงจําเพาะของเม็ดดิน) 165
ตารางที่ 7.5 แสดงผลการทดสอบดินขั้นพื้นฐาน (การหาขนาดเม็ดดิน วิธีร่อนผ่านตะแกรงและ
วิธีไฮโดรมิเตอร์) 168
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตระดับความอ่อนไหว ต่อการเกิดดินถล่ม
ของพื้นที่จังหวัดกระบี่ ด้วยการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มในอนาคตด้วยแบบจำลองทางสถิติแบบ
สองตัวแปร (Bivariate probability) และการให้ค่าน้ำหนัก (Weighting) พิจารณาร่วมกับร่องรอยดินถล่มใน
อดีต ซึ่งได้จากการแปลข้อมูลภาพถ่ายดาวเที่ยม Google Image ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2564 และการสำรวจ
ภาคสนามเพิ่มเติม จำนวน 1,891 ร่องรอยดินถล่ม ควบคู่กับการวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิด
ดินถล่ม (Controlling factors) ทั้ง 7 ปัจจัย ได้แก่ (1) รับความสูง (2) ความลาดชัน (3) ระยะห่างจาก
โครงสร้างทางธรณีวิทยา (4) วิทยาหิน (5) การใช้ประโยชน์ที่ดิน (6) ทิศทางการไหลของน้ำ (7) หน้ารับน้ำฝน
จากการศึกษาในพื้นที่จังหวัดกระบี่พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระจายตัวของ
ร่องรอยดินถล่ม เรียงลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย (1) วิทยาหิน (2) การใช้ประโยชน์ที่ดิน (3) ความ
ลาดชัน (4) ระดับความสูง (5) ระยะห่างจากโครงสร้างทางธรณีวิทยา (6) หน้ารับน้ำฝน (7) ทิศทางการไหล
ของน้ำ ตามลำดับ โดยพบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดินถล่มที่มีนัยสำคัญกับการกระจายตัวของดินถล่ม
คือ วิทยาหินในกลุ่มวิทยาหิน GR หินแกรนิต และกลุ่มวิทยาหิน SS2 หินทรายอาร์โคส หินทรายเนื้อควอตซ์
พบการกระจายตัวของร่องรอยดินถล่มมากที่สุด ลำดับถัดมา คือ การใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นพื้นที่ป่าที่มีต้นไม ้
ใหญ่ ความลาดชันตั้งแต่ 10-60 องศา ความสูงตั้งแต่ 400-1,600 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ระยะห่าง
จากโครงสร้างทางธรณีวิทยา ระยะห่าง 0-800 เมตร หน้ารับน้ำฝนในทิศทางมรสุมจากทิศตะวันตกและ
ตะวันตกเฉียงใต้ ผลจากการวิเคราะห์จากแบบจำลอง ผลจาการวิเคราะห์จากแบบจำลองสามารถจำแนกพนที่
ื้
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับต่ำมาก (Very low) มีพื้นที่ครอบคลุม
ประมาณ 148.97 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 10.52 2) ระดับต่ำ (Low) มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 306.1
ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 21.61 3) ระดับกลาง (Moderate) มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 520.31 ตาราง
กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 36.75 4) ระดับสูง (High) มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 176.24 ตารางกิโลเมตร คิด
เป็นร้อยละ 12.45 5) ระดับสูงมาก (Very high) มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 264.34 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น
ร้อยละ 18.67 ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มสามารถนำไปอธิบาย
สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ที่ได้จากการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มสามารถนำไปใช้อธิบาย
สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ถึงสาเหตุของการเกิดดินถล่มได้อย่างถูกต้องและยังสามารถนำไปใช้เป็น
เครื่องมือในการวางแผนบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยในระดับท้องถิ่น (Local Zoning) เพื่อสนับสนุนการลด
ผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ทันต่อเหตุการณ์
คำสำคัญ : ดินถล่ม, แบบจำลองทางสถิติแบบสองตัวแปร (Bivariate probability), การให้ค่าน้ำหนัก
(Weighting), ระดับท้องถิ่น (Local zoning), ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดดินถล่ม
(Controlling factors)
กิตติกรรมประกาศ
คณะผู้จัดทำขอขอบคุณ ท่านผู้ตรวจราชการกรมทรัพยากรธรณี นางสุรีย์ ธีระรังสิกุล
ผู้ที่พัฒนาโครงการลดผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย ทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงภัย
ดินถล่ม ขอขอบคุณ นายนิมิตร ศรคลัง ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม และนายสุวิทย์ โคสุวรรณ
ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานและข้อมูลธรณีพิบัติภัย ที่ให้การสนับสนุน ด้านความรู้วิชาการ พร้อมคำแนะนำ
ตลอดจนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งภาคสนามและสำนักงาน นอกจากนี้ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการสำนักงาน
ทรัพยากรธรณีเขต 1 นายสุธี จงอัจฉริยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 3 นายทินกร ทาทอง
ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 4 นายสมศักดิ์ วัฒนปฤดา ที่ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ ทำให้
งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ั
ขอขอบคุณประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาพนธุ์สัตว์ป่า
และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติที่ให้ความร่วมมือทั้งในเรื่องการให้ข้อมูลดินถล่ม และแบ่งปันประสบการณ์
ที่ประสบรวมถึงการช่วยเหลือในการเข้าพื้นที่สำรวจ และสิ่งที่ประทับใจคือการมีน้ำใจของคนในท้องถิ่น
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดทำทุกคนที่ทำงานกันอย่างหนักตลอด 1 ปี ขอขอบคุณ
สถานที่ 5 จังหวัด ที่ให้คณะผู้จัดมีโอกาสได้เรียนรู้หลายๆอย่างทั้งทางวิชาการ และชีวิตการทำงาน
นอกจากนี้ขอขอบคุณทีมงานที่มีความสามัคคี คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสนอแนวคิด คำแนะนำต่างๆ
ทำให้ได้รายงานวิชาการเล่มนี้ออกมามีประสิทธิภาพและความถูกต้องมากที่สุด และคณะผู้จัดทำคาดหวัง
อย่างยิ่งว่ารายงานวิชาการเล่มนี้จะสามารถนำไปพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัติดินถล่ม และ
ใช้ประกอบการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติดินถล่มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
คณะผู้จัดทำ
กันยายน 2564
บทนำ
1.1 ความเป็นมา
ดินถล่มเป็นได้ทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่เกิดจากมนุษย์ที่สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและ
ทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย จะเห็นได้ว่าในระยะเวลาหลาย
ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ดินถล่มเกิดขึ้นในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อยขึ้น
เนื่องจากสภาพอากาศโลกทมีความแปรปรวนมากขึ้น รวมทั้งการรบกวนของมนุษย์ เช่น การขยายตัว
ี่
ของชุมชนเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม และมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินให้
เป็นไปตามความต้องการ จากปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนกระตุ้นให้ปัญหาดินถล่มมีความรุนแรง และมี
ความถี่ของการเกิดดินถล่มบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อ
การเกิดดินถล่มเพื่อเป็นแนวทางลด และบรรเทาความเสียหายจากพิบัติภัยดินถล่ม ด้วยเทคโนโลยี
สารสนเทศและเทคนิคการสำรวจระยะไกล (geographic information system and remote
sensing techniques) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในการศึกษาพิบัติภัยดินถล่มอย่างแพร่หลาย
ทั้งในการศึกษาในพื้นที่ขนาดใหญ่ (regional zoning) และรายพื้นที่ (local zoning) จัดเป็นเครื่องมือ
ในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลในรูปแบบสารสนเทศ
ที่ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูลเมื่อมีการสำรวจเพิ่มเติม
กรมทรัพยากรธรณีในฐานะหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรณีและธรณีพิบัติภัยของประเทศ ดำเนินการสำรวจ ศึกษา วิจัย ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิด
ิ
ธรณีพบัติภัยและติดตามพฤติกรรมของธรณีพิบัติภัยต่าง ๆ เพื่อประเมินสถานภาพ กำหนดขอบเขต
พื้นที่เสี่ยงภัย จัดทำแนวทางหรือมาตรการป้องกันบรรเทาผลกระทบจากธรณีพิบัติภัยต่าง ๆ พัฒนา
ขีดความสามารถในการคาดการณ์และพยากรณ์ความเสี่ยงต่อการเกิดธรณีพิบัติภัย เพื่อเพิ่มขีด
สมรรถนะในภารกิจหลักนั้น จึงได้เกิดโครงการจัดทำแผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มระดับ
รายละเอียด โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคนิคการสำรวจระยะไกล ควบคู่กับการสำรวจ
ภาคสนามมาใช้เพื่อทำความเข้าใจกับลักษณะสภาพแวดล้อมของพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม และใช้ใน
การจัดทำฐานข้อมูลในรูปแบบสารสนเทศที่ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนข้อมูล มีความรวดเร็ว และมี
ประสิทธิภาพ
- 2 -
1.2 วัตถุประสงค์และเป้าหมาย
1.2.1 วัตถุประสงค์
เพื่อกำหนดขอบเขตระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มของพื้นที่ด้วยแบบจำลอง
ทางสถิติ
1.2.2 เป้าหมาย
มีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มระดับ
รายละเอียด (landslide susceptibility model) ที่สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ง่าย
และแผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (landslide susceptibility map)
1.3 ขอบเขตการศึกษา
การศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มในระดับจังหวัด เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่มีลักษณะ
เป็นกริด (raster data) มีโครงสร้างเป็นช่องเหลี่ยม เรียกว่า จุดภาพ หรือ Grid cell เรียงต่อเนื่องกัน
ในแนวราบและแนวดิ่ง ในแต่ละจุดภาพสามารถเก็บค่าได้ 1 ค่า มีความละเอียดของข้อมูลอยู่ที่ 10
เมตร ซึ่งสามารถแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1.3.1 งานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน
1) รวบรวมและเตรียมฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ และภาพดาวเทียม
2) แปลความหมายร่องรอยดินถล่มเบื้องต้น ข้อมูลทางธรณีวิทยา โครงสร้าง
ทางธรณีวิทยา ธรณีสัณฐานวิทยา จากข้อมูลสัมผัสไกล ได้แก่ ภาพถ่ายทางอากาศ และภาพดาวเทียม
1.3.2 งานสำรวจภาคสนาม
1) ดำเนินการสำรวจตรวจสอบข้อมูลร่องรอยดินถล่มที่ได้จากการแปลข้อมูลดาวเทียม
พร้อมสำรวจร่องรอยดินถล่มปัจจุบันในภาคสนาม
2) สำรวจลักษณะธรณีวิทยาและแบ่งกลุ่มวิทยาหินในพนที่เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม
ื้
1.3.3 งานศึกษาและวิเคราะห์
ศึกษาวิเคราะห์แบบจำลองทางสถิติแบบสองตัวแปร (Bivariate probability) และ
การให้ค่าน้ำหนัก (weighting) เพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างรอยดินถล่มในอดีตในรูปแบบ
อัตราส่วนความน่าจะเป็นหรือความหนาแน่นของการกระจายตัวของดินถล่มในแต่ละกลุ่มย่อยใน
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับดินถล่ม
- 3 -
1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1) แบบจำลองในการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มในพื้นที่ต้นแบบที่สามารถ
นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำข้อมูลพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม ในพื้นที่อื่นในแต่ละภูมิภาค
ของประเทศ
2) ข้อมูลฐานและปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาการเกิดดินถล่มอยู่ในรูปแบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ (Geographic Information System, GIS) ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่
(Spatial data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์
ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้
3) มีข้อมูลฐานพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มสำหรับใช้ในการเป็นข้อมูลตั้งต้นใน
การกำหนดขอบเขตพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (landslide risk zoning)
4) แนวทางในการศึกษาลักษณะทางกายภาพของชั้นดินในพื้นที่ลาดชัน และวิธีการเลือก
เก็บตัวอย่างดินในชั้นที่อยู่ในแนวศักยภาพเลื่อนไถลเพื่อให้เข้าใจถึงกลไกและกระบวนการทำงานของ
การเกิดดินถล่ม
5) ข้อมูลทางวิศวกรรมขั้นพื้นฐานของชั้นดินและหินผุของหินฐานในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งเป็น
ข้อมูลสนับสนุนในการวิเคราะห์ชนิดของการเกิดดินถล่ม (landslide type) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากใน
การวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่ม
6) ข้อมูลชั้นดินที่อยู่ในแนวศักยภาพเลื่อนไถล และลักษณะดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย
7) ฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาวิจัยดินถล่ม ทั้งในเรื่องของการปรับปรุง
การวิเคราะห์แบบจำลองดินถล่มเพื่อให้ครอบคลุมขอมูลที่จะนำไปสู่การพยากรณ์และคาดการณ์ต่อไป
้
บทที่ 2
วรรณกรรมปริทัศน์
2.1 นิยามศัพท์
คำศัพท์ที่ใช้ในรายงานฉบับนี้ บางส่วนอ้างอิงจากพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2544) คู่มือการทำแผนที่ดินถล่ม (Fell, 2550) และหนังสือคำศัพท์จากคู่มือ
การประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
(United Nations Development Programme: UNDP, 2559) ทั้งนี้ คำศัพท์จะจัดเรียงตามลำดับ
ความสำคัญและความสัมพันธ์ของความหมาย ดังนี้
1) ภัยธรรมชาติ (natural hazard) คือ ภัยที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่มและ
โคลนถล่ม คลื่นใต้น้ำหรือสึนามิ การระเบิดของภูเขาไฟ วาตภัย อุทกภัย อื่น ๆ
2) ภัยพิบัติ (hazard) คือ ภัยเหตุการณ์ที่เกิดจากธรรมชาติหรือการกระทำของมนุษย์ที่
อาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตทรัพย์สิน ตลอดจนทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และ
สิ่งแวดล้อม
3) ความเสี่ยงภัย (risk) คือ ความเสี่ยงที่มีโอกาสหรือความเป็นไปได้ในการได้รับ
ผลกระทบทางลบจากการเกิดภัย โดยผลกระทบสามารถเกิดขึ้นกับชีวิต สุขภาพ การประกอบอาชีพ
ทรัพย์สิน และบริการต่าง ๆ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม หรือประเทศ
4) ดินถล่ม (landslide) คือ การเคลื่อนที่ของมวลหิน เศษหิน ดิน ตามลาดชัน
5) ดินถล่มมีพลัง (active landslide) คือ ดินถล่มที่ปัจจุบันยังมีการเคลื่อนตัว สามารถ
เป็นได้ทั้งการเคลื่อนตัวครั้งแรก (first-time) และการเกิดซ้ำ (reactivation)
6) ดินถล่มอุบัติซ้ำ (reactivated landslide) คือ การเคลื่อนตัวของมวลดินอีกครั้ง
หลังจากมีการหยุดเคลื่อนตัว
7) แผนที่ร่องรอยดินถล่ม (landslide inventory map) คือ แผนที่ดินถล่มที่แสดง
ตำแหน่ง จำแนก ปริมาณ กิจกรรม รวมถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ดินถล่มแต่ละพื้นที่ อีกทั้งเป็นพื้นฐานที่
สำคัญมากในการประเมินความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (landslide susceptibility) โอกาสเกิด
ดินถล่ม (landslide hazard) และความเสี่ยงภัย (landslide risk)
8) แผนที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (landslide susceptibility map) คือ แผนที่แสดง
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มเป็นการประเมินเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพของการจำแนก
ปริมาณ (หรือพื้นที่) และการกระจายเชิงพื้นที่ของดินถล่มที่มีอยู่หรืออาจเกิดขึ้นในพื้นที่อ่อนไหวต่อ
การเกิดดินถล่ม ยังอาจรวมคำอธิบายของความเร็วและความรุนแรงของดินถล่มที่มีอยู่หรือทอาจเกิดขึ้น
ี่
ความน่าจะเป็นที่อาจจะเกิดดินถล่ม ซึ่งบอกชนิดของดินถล่ม และตำแหน่งที่จะเกิด
9) แผนที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม (landslide hazard map) คือ แผนที่แสดงพื้นที่ที่มี
โอกาสเกิดดินถล่มเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการประเมินแผนที่ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มที่มี
การกำหนดรอบความถี่โดยประมาณ (ความน่าจะเป็นรายปี) ต่อการถล่มที่อาจจะเกิดขึ้น
- 6 -
10) ระดับหรือขอบเขตความรุนแรง (zoning) คือ พื้นที่ที่มีการจัดระดับความไวต่อการเกิด
ดินถล่ม ทั้งของพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก
ดินถล่ม
11) แผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (landslide risk map) คือ แผนที่แสดงผลการประเมิน
ความเสี่ยงดินถล่ม เป็นผลผลิตที่ได้จากการประเมินพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม ซึ่งบ่งบอกระดับ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อองค์ประกอบที่มีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยในพนที่หนึ่ง ๆ โดยมากแสดงผลเป็น
ื้
ระดับสี
12) ดิน (soil)
ก) ความหมายทางธรณีวิทยา คือมวลวัสดุที่เกิดจากการผุพังของผิวโลกจากหินหรือชั้น
ตะกอนและยังไม่จับตัวกันวางตัวบนหินดาน
ี
ข) ความหมายทางปฐพศาสตร์ คือเทหวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมพนโลกอยู่เป็นชั้นบาง ๆ
ื้
เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุซึ่งประกอบด้วยอินทรียวัตถุ
อนินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศ
ค) ความหมายทางวิศวกรรม คือวัตถุทางธรรมชาติที่เกิดจากการแปรสภาพหรือสลายตัว
ของหินและแร่ธาตุ ซึ่งทับถมกันในสภาพที่ไม่แน่นอาจจะมีอินทรียวัตถุเป็นส่วนประกอบด้วยหรือไม่ก็
ได้ แต่ “ดิน” หมายถึง กรวด (gravel) ทราย (sand) ทรายแป้ง (silt) และดินเหนียว (clay)
13) ดินกำเนิดโดยการสลายของหิน ณ ที่ตั้ง (residual soil) คือดินที่เกิดจากการผุพัง
ของหินต้นกำเนิดเนื่องจากขบวนการ ปฏิกิริยาต่อดินฟ้าอากาศ และตะกอนทับถมอยู่กับที่
14) ดินกำเนิดโดยการพัดพาไปตกตะกอน (transported soil) คือดินที่เกิดจาก
การถูกพัดพาจากแหล่งกำเนิดโดยตัวกลางและไปทับถมในอีกที่หนึ่ง ตัวกลางที่พัดพาอาจเป็นน้ำ
ลม ธารน้ำแข็ง
15) ตะกอนน้ำพา (alluvium) คือ กรวด หิน ดิน ทราย และสิ่งอื่น ๆ ที่เกิดจากการพดพา
ั
ของน้ำไปสะสมตัว ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น alluvial ตะกอนรูปพัดบริเวณที่ราบเชิงเขา
16) เศษหินเชิงเขา (colluvium) คือก้อนหินขนาดต่าง ๆ ที่แตกหักกระจัดกระจายมา
กองทับถมระเกะระกะอยู่เชิงเขาซึ่งเป็นการแตกสลายตัวของเขาหินระยะแรก โดยเริ่มผุพังจากที่สูง
ร่วงลงมาไปหาที่ต่ำเพราะแรงดึงดูดของโลก
17) ตัวอย่างแบบถูกรบกวน (disturbed sample) คือ ตัวอย่างดินที่ได้จากการตอก
ขุดหรือตักที่ทำให้ตัวอย่างดินเปลี่ยนสภาพเนื่องจากถกรบกวนจากแรงกระทำภายนอก
ู
18) ระบบจำแนกดินเอกภาพ (Unified Soil Classification System, USCS) คือ
ระบบการเรียกชื่อดินจากการจำแนกจากผลการทดสอบขนาดของเม็ดดินและการกระจายตัวของดิน
(grain size distribution) ขีดเหลว (liquid limit) และดัชนีพลาสติก (plastic index)
19) ระนาบการเลื่อนไถล (slip plane) คือ แนวระนาบที่หินผุหรือดินเคลื่อนตัวผ่าน
่
โดยปกติแนวระนาบจะประกอบไปด้วยชั้นที่แข็งรองรับด้านล่างชั้นดินที่ออนกว่า
20) วิทยาหิน (lithology) คือวิชาที่ว่าด้วยลักษณะทางกายภาพของหิน โดยการศึกษา
จากหินโผล่หรือหินตัวอย่าง
- 7 -
2.2 ดินถล่ม
2.2.1 ความหมายของดินถล่ม
ดินถล่ม (landslide) เกิดจากการเคลื่อนที่ของมวลดิน มวลหินลงมาตามลาดเขาด้วย
อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลก (Cruden and Varnes, 1996) สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
โดยมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวกระตุ้นหรือตัวเร่ง (triggering factors) เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก
อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชั้นน้ำใต้ดิน ส่งผลให้ชั้นดินและหินเสียสมดุลจนถึง
ขาดเสถียรภาพ กล่าวคือกลไกและกระบวนการควบคุมการเคลื่อนที่ของมวลดินที่เป็นผลจากน้ำฝน
เป็นตัวเร่ง และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดินเป็นสาเหตุ นอกจากนี้ปรากฏการณ์ดินถล่ม
สามารถเกิดขึ้นได้จากการกระทำของมนุษย์ เช่น การตัดถนน ตีนเขาถูกทำให้ขาดเสถียรภาพ
การตัดไม้ทำลายป่า ขาดพืชพรรณปกคลุมและยึดเกาะดินทำให้ง่ายต่อการเกิดการพังทลายและ
ดินถล่ม
2.2.2 การจำแนกประเภทของดินถล่ม
การจำแนกประเภทของดินถล่ม และการพังทลายของลาดเขา (รูปที่ 2.1) ซึ่งใช้ใน
รายงานฉบับนี้ ยึดหลักเกณฑ์การจำแนกของ British Geological Survey (BGS) เป็นแนวทาง
โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีพื้นฐานมาจากการจำแนกประเภทดินถล่มของ Varnes (1978) ซึ่งอาศัย
่
หลักการพื้นฐาน 2 อย่างในการจำแนก ได้แก 1) ชนิดของการเคลื่อนที่ (type of movement: falls,
topples, slides, spreads, flows) และ 2) ชนิดของมวลเคลื่อนที่ (type of material: rock,
debris, earth) (ตารางที่ 2.1) และการจำแนกระดับความเร็วในการเคลื่อนที่ของมวลดิน (Cruden
and Varnes, 1996) (ตารางที่ 2.2) ดินถล่มแต่ละประเภท สามารถอธิบายได้ดังนี้
1) การร่วงหล่น (falls) เป็นการเคลื่อนที่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก (extremely rapid)
เป็นการหลุด ร่วง กระดอน และกลิ้งอย่างเป็นอิสระภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกจากหน้าผาหรือพื้นที่
ลาดชันที่มีมุมเอียงเทสูง มักเกิดตามระนาบพื้นผิวที่มีการเคลื่อนที่ด้วยแรงเฉือนน้อยหรือไม่มีเลย เช่น
รอยแตกหรือรอยแยกในชั้นหิน สามารถจำแนกได้เป็น 3 แบบตามชนิดของวัสดุ ได้แก ่
ก) หินร่วง (rock fall) หินที่หลุดร่วง
ข) เศษหินและดิน (debris fall) ตะกอนดินเม็ดหยาบและหินที่หลุดร่วงบริเวณเชิงเขา
ค) ดินร่วง (earth fall) ตะกอนดินเม็ดละเอียดที่หลุดตกลงมา
2) การล้มคว่ำ (topples) เป็นการเคลื่อนที่ในลักษณะล้มคว่ำมาข้างหน้า (forward
rotation) ภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก โดยมีจุดหมุนหรือแกนของการหมุนอยู่ที่ฐานของระนาบ
รอยชั้นความไม่ต่อเนื่อง (basal discontinuities)
3) การเลื่อนไถล (slides) คือการเคลื่อนที่ของมวลบนระนาบการเฉือน (shear or
rupture surfaces) สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของระนาบการเคลื่อนที่ ได้แก่
การเลื่อนไถลบนระนาบโค้ง (rotational slide or slump) และการเลื่อนไถลบนระนาบเรียบ
(translational slide) การเลื่อนไถลบนระนาบโค้ง มีจุดเด่นคือ ระนาบของการเคลื่อนที่จะมีลักษณะ
โค้งคล้ายช้อน (spoon-like shape) หรือรูปประทุนหงาย (concave-upward failure surfaces)
- 8 -
ส่วนการเลื่อนไถลบนระนาบเรียบ (planar rupture surface) มวลวัสดุมักจะเคลื่อนที่บนระนาบที่
ค่อนข้างขนานกับความลาดชัน หรือตามระนาบรอยแตก และทิศทางการวางตัวของชั้นหิน
4) การแผ่ออกด้านข้าง (lateral spread) เป็นลักษณะการแตกและยืดออกด้านข้างของ
ชั้นหิน (coherent rocks) หรือชั้นดินที่มีความเชื่อมแน่น (cohesive soils) เนื่องจากแรงดึง
(tension) หรือแรงเฉือน (shear) ส่วนใหญ่มักเกิดสัมพันธ์กับแผ่นดินไหว และปรากฏการณ์ดินไหล
(liquefaction) บนพื้นราบหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อย หรือเกิดจากการที่มีหินหรือดินที่แข็ง
และไม่อุ้มน้ำวางตัวทับอยู่บนชั้นดินที่อุ้มน้ำ เมื่อชั้นดินที่อุ้มน้ำถูกทับด้วยน้ำหนักที่มากก็จะไหลออก
ด้านข้าง ทำให้ชั้นดิน ชั้นหินที่อยู่ด้านบนแตกออกและยุบตัว
5) การไหล (flows) เป็นการเคลื่อนที่ในลักษณะคล้ายของไหล (flow-like movement)
ของวัสดุแห้งหรือวัสดุที่อิ่มตัวไปด้วยน้ำลงมาตามความลาดชันและแรงโน้มถ่วงของโลก สามารถแบ่ง
ออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดังนี้
ก) หินไหล (rock flow: deep creep) หรือ หินถล่ม (rock avalanche) เป็นการไหล
อย่างรวดเร็วที่สุด (extremely rapid) ของเศษหิน (fragmented rocks) จากกองหินที่เลื่อนไถล
(rock slide) หรือถล่ม (rock fall) มาก่อนหน้า
ข) เศษวัสดุธรณีไหล (debris flow) เป็นการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาก (very rapid)
ของเศษหินและตะกอนดินที่อิ่มตัวไปด้วยน้ำบนเส้นทางการไหลที่มีอยู่เดิม (established paths) เช่น
ร่องธาร (gullies) และร่องน้ำลำดับที่หนึ่งหรือสอง (first-or second-order drainage channels)
ปกติการไหลของเศษดินหินมักจะมาจากดินถล่มประเภทอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นบนทางลาดชัน โดยมีน้ำเป็น
ตัวกลางพัดพาเอาเศษหินและตะกอนดินไหลรวมถึงซากต้นไม้ก่อนที่จะไหลลงมากองทับถมบริเวณที่
ราบเชิงเขาในลักษณะของเนินตะกอนรูปพัดหน้าหุบเขา
ค) การถล่มของเศษวัสดุธรณี (debris avalanche) เป็นการไหลอย่างรวดเร็วมากถึง
มากที่สุด (very rapid to extremely rapid) ของเศษหินและตะกอนดินที่มีความชื้นหรืออิ่มตัวไป
ด้วยน้ำ (partially or fully saturated debris) สามารถพบได้ทั่วไปบนพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง
ง) ดินไหล (earth flow) เป็นการเคลื่อนที่ของชั้นดินหรือชั้นหินที่มีตะกอนขนาด
ละเอียดหรืออนุภาคของดินเหนียวเป็นองค์ประกอบหลัก (fine-grained materials or clay-bearing
rocks) มักเกิดบนพื้นที่ที่มีความลาดชันไม่สูงนัก (moderate slopes) โดยอัตราความเร็วในการไหล
จะแปรผันตรงกับปริมาณความชื้นในดิน
จ ) โคลนไหล (mud flow) หรือ ดินไหลแบบเร็วมาก (rapid earth flow)
เป็นการไหลอย่างรวดเร็วมากถึงมากที่สุด (very rapid to extremely rapid) ของตะกอนดินที่
ประกอบไปด้วยอนุภาคของทราย, ทรายแป้ง และดินเหนียว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และมีค่าความชื้น
ในสถานภาพพลาสติกของดิน (plastic index) > ร้อยละ 5
ฉ) การคืบตัว (creep) เป็นการคืบหรือไหลคลานอย่างช้า ๆ ด้วยอัตราความเร็วคงที่ ไป
ตามการเอียงเทของชั้นดินหรือหิน สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การคืบตามฤดูกาล
(seasonal creep) การคืบอย่างต่อเนื่อง (continuous creep) และการคืบแบบเร่ง (progressive
creep)
- 9 -
6) ดินถล่มแบบซับซ้อน (complex landslide) เป็นการเคลื่อนที่ของมวลดินมากกว่า
ื่
หนึ่งชนิด ในธรรมชาติมวลดินที่เกิดการเคลื่อนที่ก่อนมักไปกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนที่ในรูปแบบอน
ตามมา เช่นการเลื่อนไถลบนระนาบโค้งของชั้นดินบนไหลเขาสามารถไถลลงมาสู่ตีนเขาและมวลดิน
สามารถไหลต่อไปได้ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในดิน
รูปที่ 2.1 ประเภทของดินถล่มจำแนกโดยอาศัยชนิดของการเคลื่อนที่ ชนิดของมวลเคลื่อนที่ ธรรมชาติของ
การเคลื่อนที่ อัตราการเคลื่อนที่ และความชื้น (คัดลอกและดัดแปลงจาก Varnes, 1978)
- 10 -
ตารางที่ 2.1 แสดงการจำแนกชนิดของดินถล่ม (ดัดแปลงจาก Varnes, 1978)
ชนิดของมวลเคลื่อนที่ (type of Material)
ชนิดการเคลื่อนที่ ดินในเชิงวิศวกรรม (Engineering soils)
(type of Movement) ชั้นหิน (bedrock) predominately coarse predominately fine
> 20 % gravel and < 20 % gravel and
coarse grain coarse grain
การร่วงหล่นของหิน การร่วงหล่นของเศษหน การร่วงหล่นของดิน
ิ
การร่วงหล่น (falls)
(rock fall) และดิน (debris fall) (earth fall)
การล้มคว่ำของหิน การล้มคว่ำของเศษหินและดิน การล้มคว่ำของดิน
การล้มคว่ำ (topples)
(rock topple) (debris topple) (earth topple)
ระนาบโค้ง
ิ
การเลื่อน (rotational) การเลื่อนไถลของหิน การเลื่อนไถลของเศษหน การเลื่อนไถลของดิน
ไถล และดิน
(slides) ระนาบเรียบ (rock slide) (debris slide) (earth slide)
(translational)
การแผ่กระจายออก การแผ่กระจายออกด้านข้าง
การแผ่กระจายออกด้านข้าง ด้านข้างของหิน ของเศษหินและดิน การแผ่กระจายออกด้านข้าง
(lateral spreads) ของดิน (earth spread)
(rock spread) (debris spread)
การไหลของเศษหินและดิน การไหลของดิน
(debris flow) (earth flow)
การไหลของหิน โคลนไหล
การไหล (flows) (rock flow: Deep การถล่มของเศษวัสดุธรณี (mud flow หรือ
creep) debris avalanche rapid earth flow
การคืบตวของดิน (soil creep)
ั
การเคลื่อนที่แบบซับซ้อน มีชนิดการเคลื่อนที่ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
(complex) (combination of two or more principle types of movement)
- 11 -
ตารางที่ 2.2 แสดงการจำแนกระดับความเร็วในการเคลื่อนที่ของมวลดิน (Cruden and Varnes, 1996)
ระดับ
ความเรว คำอธิบาย ความเร็ว ความเร็วทั่วไป นัยสำคัญของการทำลายที่เป็นไปได ้
็
7 รวดเร็วที่สุด 5 x 10 5 เมตร/วินาที ความรุนแรงระดับสูงสุด; สิ่งก่อสร้างถูกทำลาย
3
โดยการปะทะกันของวัตถุที่เคลื่อนที่
มีการสูญเสียหลายชีวิต การอพยพเป็นไปได้
ยาก
6 รวดเร็วมาก 5 x 10 3 เมตร/นาที สูญเสียสิ่งมีชีวิตบ้าง; ความเร็วรวดเร็วมาก
1
จนยากจะทำให้อพยพได้ทุกคน
5 รวดเร็ว 5 x 10 1.8 เมตร/ชั่วโมง การอพยพยังเป็นไปได้; สิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สิน
-1
และเครื่องมือถูกทำลายเสียหาย
4 ปานกลาง 5 x 10 13 เมตร/เดือน สิ่งปลูกสร้างชั่วคราวและสิ่งปลูกสร้างที่ไวต่อ
-3
ความรู้สึกบางส่วนยังสามารถบำรุงซ่อมแซม
ชั่วคราวได้
-5
3 ช้า 5 x 10 1.6 เมตร/ปี การเยียวยาการก่อสร้างยังสามารถดำเนินต่อได้
ระหว่างการเคลื่อนไหวนี้; สิ่งปลูกสร้างที่ไม่ไว
ต่อความรู้สึกยังสามารถบำรุงซ่อมแซมโดยมี
การทำเป็นประจำถ้าการเคลื่อนไหวโดยรวม
ไม่มากเกินไปในระหว่างระยะเร่งความเร็ว
-7
2 ช้ามาก 5 x 10 16 มิลลิเมตร/ปี สิ่งก่อสร้างถาวรบางแห่งยังไม่ได้รับความ
เสียหาย
1 ช้าที่สุด < 5 x 10 < 16 มิลลิเมตร/ปี ยังไม่สามารถตรวจจับได้หากปราศจาก
-7
เครื่องมือวัด; การก่อสร้างยังเป็นไปได้แต่ควร
ระมัดระวัง
2.3 ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดดินถล่ม
2.3.1 สภาพภูมิประเทศ (topography)
ลักษณะภูมิประเทศที่มีอิทธิต่อความรุนแรงและโอกาสต่อการเกิดดินถล่ม คือ ความลาดชัน
(slope) ความยาวของความลาดชัน (slope length) ทิศทางของความลาดชัน (aspect of slope)
ระดับความสูงของพื้นที่ (elevation) และภูมิสัณฐาน (landform) ว่าเป็นลักษณะสันเขา อาทิ ยอดเขา
แหลม ยอดเขามน หน้าผา เชิงเขา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะมีบทบาทต่อการเคลื่อนที่หรือการเลื่อนไหลของ
มวลดินตามลาดเขา จากหลาย ๆ งานวิจัยพบว่าปัจจัยความลาดชันและความสูงของพื้นที่มีผลต่อระดับ
ื้
ความรุนแรงของการเกิดดินถล่ม กล่าวคือ เมื่อพนที่มีความลาดชันน้อยกว่า 5 องศา และความสูงน้อยกว่า
100 เมตร จะให้ความรุนแรงต่อการเกิดดินถล่มต่ำ (Anbalagan, 1992; Kingsbury and others, 1991)
ในขณะที่ระดับความรุนแรงต่อการเกิดดินถล่มจะสูงขึ้นเมื่อพื้นที่มีความลาดชันมากกว่า 45 องศา และ
- 12 -
ความสูงมากกว่า 300 เมตร อย่างไรก็ตามยังพบว่าพื้นที่ที่มีความลาดชันระหว่าง 21-40 องศา มีโอกาส
เกิดดินถล่มมากที่สุด (Lessing and others, 1983; Mehrotra and others, 1991) สำหรับในกรณีศึกษา
ที่บ้านกะทูนเหนือ อําเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ารอยดินถล่มที่ได้จากการแปลภาพถ่าย
ทางอากาศ จำนวน 1,826 รอยดินถล่ม ส่วนมากร้อยละ 70 พบอยู่ในบริเวณที่มีความลาดชันระหว่าง
30 องศา ถึง 60 องศา (วรวุฒิ ตันติวนิช, 2535)
ความสูงของพื้นที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดดินถล่ม เนื่องมาจากพื้นที่ที่มี
ื้
ื้
ความสูงมากย่อมมีการกัดเซาะพงทลายรุนแรง ตามหลักการของการปรับตัวของพนโลก พนที่ที่อยู่ในที่สูง
ั
ก็จะมีการกร่อน (erosion) มากตามไปด้วย เช่น การศึกษาได้จําแนกระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศตาม
ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มเป็น 3 ระดับ คือ ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มต่ำ พบที่ระดับความสูง
น้อยกว่า 100 เมตร ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มปานกลาง พบที่ระดับความสูง 100-300 เมตร และ
ระดับความรุนแรงที่เกิดดินถล่มสูง พบที่ระดับความสูงมากกว่า 300 เมตร (Anbalagan, 1992)
อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่สูงชันมาก เช่น หน้าผาหินส่วนใหญ่ประกอบด้วยชั้นหินมากกว่าชั้นดิน
จึงมีความคงทนมากกว่าบริเวณที่เป็นไหล่เขาหรือลาดเขา ดังตัวอย่างจากการศึกษาของศูนย์วิจัยป่าไม้
(2537) ได้รายงานผลการศึกษาการเกิดดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตำแหน่งที่พบดินถล่มในระดับความสูง
ต่ำกว่า 200 เมตร พบเพียง 14 แห่ง ที่ระดับความสูง 200-500 เมตร พบ 1,050 แห่ง ระดับความสูง
500-800 เมตร พบ 744 แห่ง และระดับความสูงมากกว่า 800 เมตร พบน้อยลงโดยพบเพียง 187 แห่ง
เนื่องจากบริเวณที่ศึกษาที่ระดับความสูงขึ้นเป็นชั้นหินมากกว่าชั้นดิน
2.3.2 สภาพธรณีวิทยาและปฐพีวิทยา (Geology and Pedology)
สภาพธรณีวิทยาที่แตกต่างกันให้ชั้นดินต่างชนิดกัน และความหนาต่างกัน เช่น หินแกรนิต
แสดงลักษณะไม่มีความเป็นเนื้อเดียวกัน (heterogeneous) มีอัตราการผุพังสูง แร่ที่เป็นองค์ประกอบ
เมื่อผุพังแล้วจะให้ชั้นดินเป็นตะกอนทราย หรือตะกอนทรายปนดินเหนียว (วรวุฒิ ตันติวนิช, 2535)
ส่วนหินภูเขาไฟ มีอัตราการผุพังสูง และให้ชั้นดินทรายปนดินเหนียว หรือดินเหนียว ส่วนหินตะกอน เช่น
หินดินดาน หินโคลน เมื่อผุพังจะให้ชั้นดินเหนียวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพื้นที่ที่มีลักษณะธรณีวิทยาเป็นหินแปร
เช่น หินชนวน (slate) หินควอร์ตไซต์ (quartzite) มีโอกาสเกิดดินถล่มได้ง่ายกว่าหินตะกอน
เช่น หินปูน หินโดโลไมต์ (limestone/dolomite) และหินทราย (Mehrotra and others, 1991)
นอกจากนี้การพิจารณาจากอัตราการผุพังอาจจะสามารถบ่งบอกถึงโอกาสเกิดดินถล่มได้ เช่น ปัจจัย
การผุพงสลายตัวของหินแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 หินมีการผุพงสลายตัวเร็วแต่โอกาสเกิดดินถล่มต่ำ
ั
ั
ได้แก่ หินควอร์ตไซต์ หินปูน หินแกรนิต หินแกบโบร และหินไนส์ กลุ่มที่ 2 หินมีการผุพังสลายตัว
ั
ปานกลาง มีโอกาสเกิดดินถล่มปานกลาง ได้แก่ หินดินดาน หินทรายแป้ง และกลุ่มที่ 3 หินมีการผุพง
สลายตัวช้าแต่มีโอกาสเกิดดินถล่มสูง ได้แก่ หินชนวน หินฟิลไลต์ และหินชิสต์ นอกจากนี้ยังพบว่าโครงสร้าง
ทางธรณีวิทยา มีผลต่ออัตราการผุพังของหิน โดยเฉพาะหินที่อยู่ในเขตรอยเลื่อน มีรอยแตก รอยแยกมาก
ส่งผลให้อัตราการผุพังสูงตามมาด้วย เนื่องจากมีช่องว่างให้น้ำและอากาศผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยาทางเคมีได้
ง่ายขึ้น (Anbalagan, 1992)
- 13 -
การเกิดดินถล่มระดับตื้น (shallow landslide) มีความหลากหลายทางชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ชนิดของดินที่เป็นผลมาจากการผุพังของชั้นหินต้นกำเนิด พสุทธิ์และคณะ (2533) ได้ศึกษาดินที่เกิดจาก
ิ
การผุพังสลายตัวของหินแกรนิต บริเวณที่เกิดดินถล่ม อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า
ดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย สามารถแบ่งเป็น 2 ชั้น คือ ดินชั้นบนเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย
(sandy clay loam) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดทรายร้อยละ 50-65 ดินชั้นล่างเป็นดินเหนียวปนทราย
(sandy clay) ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดทรายร้อยละ 30-45 จากข้อมูลนี้จะเห็นว่าดินทรายมี
แรงยึดเหนี่ยวของเม็ดดินมีน้อยทำให้เกิดการพังทลายได้ง่ายโดยปกติแล้วถ้าดินแห้งสนิทจะไม่มีแรงยึดเหนี่ยว
เกิดขึ้นเลย ดินจะมีแรงยึดเหนี่ยวเพิ่มขึ้นเมื่อดินได้รับความชื้นเพิ่มขึ้น และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อดินได้รับ
ความชื้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินขีดจํากัดพลาสติก (plastic limit: PL) ดินแทบจะไม่มีแรงยึดเหนี่ยวหรือ
ไม่มีเลย เมื่อดินได้รับความชื้นมากขึ้นจนถึงขีดจํากัดความเหลว (liquid Limit: LL) ดินจะอยู่ใน
สภาพเหลวและไหลได้ ค่าที่ได้จากผลต่างระหว่างค่าขีดจํากัดความเหลวกับค่าขีดจํากัดพลาสติก เรียกว่า
ดัชนีพลาสติก (plastic Index: PI) ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบปริมาณความชื้นที่สามารถเพ่มให้ดินได้โดยดิน
ิ
ไม่เปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว ซึ่งดินแต่ละชนิดมีค่า ดัชนีพลาสติกไม่เท่ากัน ดินที่มีค่าดัชนีพลาสติกต่ำ
(PI = 5) เช่น ดินทรายแป้ง เมื่อได้รับความชื้นเพยงเล็กน้อย จะเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวได้ง่ายกว่าดินที่
ี
มีค่าดัชนีพลาสติกสูง (PI = 20) เช่น ดินเหนียวต้องได้รับความชื้นเข้าไปมากกว่าจึงจะเปลี่ยนสภาพเป็น
ของเหลว
2.3.3 สภาพพืชพรรณและการใช้ที่ดิน (vegetation and land use)
พืชพรรณและสิ่งปกคลุมดินมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ เช่น พื้นที่เกษตรกรรม
พื้นที่ป่าที่มีความหนาแน่นมาก พื้นที่ที่มีพืชพรรณหนาแน่นปานกลาง พื้นที่ที่มีพืชพรรณปกคลุมน้อย และ
พื้นที่ที่ไม่มีสิ่งปกคลุม (Anbalagan, 1992) เนื่องจากพชช่วยทำให้ดินร่วนซุย เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนแทรกซึม
ื
และไหลผ่านลงสู่ดินชั้นล่างได้ดี นอกจากนี้รากพืชยังช่วยยึดอนุภาคดินไม่ให้แตกหลุด และเลื่อนไหลได้ง่าย
คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (2540) ได้รายงานการศึกษาสภาพดินถล่มบริเวณ
ไหล่เขาของเทือกเขาหลวงในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าบริเวณที่เกิดดินถล่มส่วนใหญ่เป็นบริเวณ
ลาดไหล่เขาที่มีการถางป่าเพื่อปลูกยางพารา ซึ่งมีระบบรากฝอย ขาดรากแก้วยึดเกาะชั้นดิน เป็นปัจจัยที่
ส่งเสริมให้เกิดการขาดเสถียรภาพง่ายขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นด้วยปริมาณน้ำฝน (วรวุฒิ ตันติวนิช, 2535)
แม้ว่าบางแห่งมีความลาดชันไม่มากนัก แต่รอยแผลที่เกิดดินถล่ม จะเปิดกว้าง ส่วนบริเวณที่เป็นป่าซึ่งมีสภาพ
ค่อนข้างสมบูรณ์มีการเกิดดินถล่มบ้าง แต่รอยแผลของการถล่มจะเกิดในบริเวณที่มีความลาดชันสูง
นอกจากนี้อัตราการแทรกซึมของน้ำยังเป็นปัจจัยเสริมในการเกิดดินถล่ม เช่น บริเวณป่าผลัดใบ
(deciduous forest) อัตราการแทรกซึมของน้ำมีค่ามากกว่า 1,270 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง สวนป่าสน
(Pine forest) มีค่าระหว่าง 36-1,270 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง (Hornbeck and Reinhart, 1964) ยังพบว่า
ในดินชั้นฮิวมัสหรือโอ อัตราการแทรกซึมของน้ำมีค่าสูงถึง 5,994 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ดินชั้นเอ
มีค่าระหว่าง 1,600-3,353 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และดินชั้นบี (B horizon) มีค่าระหว่าง 230-432
มิลลิเมตรต่อชั่วโมง (Trimble and others, 1951)
กรณีศึกษาในประเทศไทยบริเวณพนที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือซึ่งเป็นป่าดิบเขาก็พบเช่นเดียวกันว่า
ื้
แทบไม่มีน้ำไหลบ่าบนผิวหน้าดินเลย (นิวัติ เรืองพานิช, 2513) เปรียบเทียบกับพื้นที่ร้างปรากฏว่า
ปริมาณน้ำไหลบ่า บนผิวหน้าดินมีมากกว่าพื้นที่ป่าดิบเขาถึง 2 เท่า (นิพนธ์ และคณะ, 2516) โดยภายใต้
- 14 -
สภาพป่าที่ปกคลุมด้วยเนื้อดินปนทรายหรือเนื้อดินเหนียวที่ปกคลุมไปด้วยฮิวมัส และเศษซากพืชจะมี
อัตราการแทรกซึมน้ำไม่แตกต่างกันมากนัก โดยให้เหตุผลว่าช่องว่างของดินในระดับความลึกประมาณ
60 เซนติเมตร จากผิวดินแทบจะไม่แตกต่างกัน Hoover (1950) หมายความว่าบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำที่มี
ป่าไม้ปกคลุมจะไม่มีน้ำไหลบ่าบนผิวหน้าดิน น้ำในลำธารที่เห็นเป็นน้ำที่ไหลผ่านดินล่าง (subsurface
flow) เท่านั้นที่ลงสู่ลำธาร (นิวัติ เรืองพานิช, 2513; Hoover and Hursh, 1943; Hewlett and
ื
Hibbert, 1967; Tsukamoto, 1966) อีกทั้งประเภทของป่ายังพบความแตกต่างของปริมาณน้ำที่พช
ดูดซับไว้ในดิน เช่น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณผสมไม้สัก และป่าเต็งรัง มีค่าประมาณ
ื
ร้อยละ 30, 9, 19, 39, และร้อยละ 62 ของปริมาณฝน ตามลำดับ จะเห็นว่าพื้นที่ป่าดิบเขามีน้ำที่ถูกพช
ดูดซับไว้น้อยที่สุด เนื่องจากมีลักษณะของใบเป็นมันและมีขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้สภาพของ
ื
ื่
ั
่
บรรยากาศยังเต็มไปด้วยเมฆหมอกและมีคาความชื้นสัมพทธ์สูง ในขณะที่ป่าชนิดอน ๆ มีน้ำที่ถูกพชดูดซับไว้
ประมาณ 40% ถึง 60% (Tangtham, 1999)
2.3.4 ปริมาณน้ำฝน
จากปัจจัยสำคัญดังที่กล่าวมาแล้ว ปริมาณน้ำฝนยังเป็นปัจจัยภายนอกที่มากระตุ้นให้ระบบ
และกลไกลการพังทลายของดิน หรือการเคลื่อนที่ของมวลดินเกิดขึ้นเร็วขึ้น กล่าวคือ เมื่อมีฝนตก
ึ
น้ำฝนจะซึมลงไปในดินด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ระยะแรกการแทรกซม (infiltration) ของน้ำฝนลงไป
ในดินค่อนข้างเร็ว เนื่องจากความชื้นในดินยังมีน้อย เมื่อมีฝนตกนานขึ้นในดินจะมีความชื้นมากขึ้น
ึ
ั
อัตราการแทรกซมจะช้าลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กบประเภทของเนื้อดิน ถ้าเป็นดินเนื้อหยาบอตราการแทรกซึมของ
ั
น้ำลงไปในดินก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว จำพวกดินทราย แต่ถ้าเป็นดินเนื้อละเอียด จำพวกดินเหนียว
การแทรกซึมค่อนข้างช้า ปริมาณน้ำที่แทรกซึมลงไปในดินจะไปกักเก็บไว้ในช่องว่างในดิน (soil pore)
ถ้าปริมาณน้ำมีมากกว่าที่ดินจะเก็บกักไว้ได้ก็จะไหลผ่านลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินหรือชั้นน้ำบาดาล
(groundwater) ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมายังพื้นดินแทรกซึมลงไปในดินขึ้นอยู่กับอัตราการแทรกซึม
ึ
(infiltration rate) ถ้าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในอัตราน้อยกว่าอัตราการแทรกซม น้ำฝนจะแทรกซึมลงใน
ดินทั้งหมด แต่ถ้าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในอัตราที่มากกว่าอัตราการแทรกซึม น้ำฝนที่เหลือจาก
การแทรกซึมลงในดินก็จะเกิดการไหลบ่าผิวดิน (surface runoff) ลงสู่ที่ต่ำ กรณีที่มีพืชพรรณหรือป่าไม้
ขึ้นปกคลุมพื้นดิน ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาบางส่วนจะถูกยึดไวโดยใบกิ่งก้าน และลำต้น จะมมากหรือน้อย
ี
ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชพรรณหรือประเภทของป่าไม้ เมื่อน้ำฝนที่ตกแทรกซึมลงในดิน ดินก็จะได้รับความชื้น
เพิ่มขึ้นทำให้ดินมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีผลทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างมวลดินด้วยกันหรือระหว่างมวลดินกับ
ึ้
ิ่
หินลดลงขณะเดียวกันแรงต้านต่อการยึดเหนี่ยวหรือแรงผลักดันมีเพมมากขน ประกอบกับสภาพพนที่ตาม
ื้
ลาดไหล่เขามีความลาดชัน และมีแรงโน้มถ่วงของโลก จึงเป็นสาเหตุให้ดินและหินแตกหลุดออกจากกัน
และเกิดการถล่มลงมา ดังตัวอย่างของ ปริญญา นุตาลัย และวันชัย โสภณสกุลรัตน์ (2532) พบว่าเมื่อมี
ปริมาณฝนตกตั้งแต่ 260 มิลลิเมตรขึ้นไป ภายในเวลา 24 ชั่วโมง จะเกิดดินถล่มตามลาดไหล่เขาหลายแห่ง
อย่างไรก็ตามนอกจากปริมาณน้ำฝนที่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมแล้ว ยังมีปัจจัยจากความสัมพันธ์ของ
ความถี่และปริมาณน้ำฝน พบว่าจำนวนของการเกิดดินถล่มมีความสัมพันธ์กับความถี่และปริมาณน้ำฝน
กล่าวคือ ในระดับรุนแรงมากต้องมีปริมาณฝนตกสะสม มาแล้ว 2 วัน มากกว่า 140 มิลลิเมตร และ
ความหนาแน่น (rainfall intensity) ของฝนมากกว่า 35 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ในระดับรุนแรงต้องมี
ปริมาณฝนตกสะสมมาแล้ว 2 วัน ปริมาณน้ำฝนระหว่าง 80-140 มิลลิเมตร ความหนาแน่นของฝน
- 15 -
มากกว่า 15 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และระดับรุนแรงน้อยต้องมีปริมาณฝนตกสะสมมาแล้ว 2 วัน
ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 40 มิลลิเมตร ความหนาแน่นของฝนมากกว่า10 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และ
การคาดคะเนปริมาณและความหนาแน่นของฝนสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ กล่าวคือระดับรุนแรงน้อย
ต้องมีฝนตกติดต่อกันมากกว่า 3 วัน มีปริมาณฝนระหว่าง 270-300 มิลลิเมตร และความหนาแน่นของ
ฝนระหว่าง 90-100 มิลลิเมตรต่อวัน ระดับปานกลาง ต้องมีฝนตกติดต่อกันมากกว่า 2 วัน มีปริมาณฝน
ระหว่าง 280-300 มิลลิเมตร และความหนาแน่นของฝนระหว่าง 140-150 มิลลิเมตรต่อวัน ระดับรุนแรง
ต้องมีฝนตกมากกว่า 6 วัน มีปริมาณฝนระหว่าง 480-500 มิลลิเมตร และความหนาแน่นของฝน ระหว่าง
80-85 มิลลิเมตรต่อวัน (Nianxueo and Zhupingo, 1992) อย่างไรก็ตามการศึกษาปริมาณน้ำฝน
ที่มีผลต่อการเกิดดินถล่มยังต้องพิจารณาร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งมีวงจร
การเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาลและเป็นสาเหตุหลักในการเคลื่อนตัวของมวลดิน
2.4 แนวความคิดเกี่ยวกับการทำแผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ คือ “ภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
ภายในบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอาจสร้างความเสียหาย” (Varnes, 1984) คำจำกัด
ความรวมถึงขนาดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และคาบอุบัติซ้ำของการเกิด (Carrara and Pike, 2008) ซึ่งขนาด
จะเป็นตัวบ่งบอกความรุนแรงของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางพฤติกรรมและพลังของ
การทำลายล้าง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงการระบุสถานที่ที่อาจเกิดปรากฏการณ์ เวลาจะเป็น
ตัวบ่งชี้ถึงความถี่ของเหตุการณ์ (temporal frequency)
การประเมินอันตรายจากภัยพิบัติดินถล่มจึงต้องคำนึงถึง ขนาดที่ตั้ง และเวลาของทั้งปัจจัย
ควบคุมและปัจจัยกระตุ้น (Ayalew and Yamagishi, 2005; Dahal and others, 2008) อย่างไรก็ตาม
เป็นการยากที่จะทำนายคุณลักษณะที่สำคัญทั้งสามประการดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่จะ
เกิดเหตุการณ์ นอกจากนี้ทั้งตัวแปรภายใน (ปัจจัยควบคุมดินถล่ม) และตัวแปรภายนอก (ปัจจัยกระตุ้น)
ถูกใช้ในการกำหนดการเกิดภัยพิบัติดินถล่มในพื้นที่ (Cevik and Topal, 2003) ตัวแปรภายในที่เป็น
ตัวกำหนดความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม ประกอบด้วย ธรณีวิทยาของชั้นหิน (bedrock geology)
ธรณีสัณฐานวิทยา (geomorphology) ความหนาของชั้นดิน (soil depth) ชนิดของดิน (soil type)
ระดับของความลาดชัน (slope gradient) หน้ารับน้ำฝนของความลาดชัน (slope aspect) ความนูนลาด
(slope convexity) ความเว้าโค้งลาด (slope concavity) ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
(elevation) คุณสมบัติทางวิศวกรรมของวัสดุธรณีที่มีความลาดชัน รูปแบบของการใช้ประโยชน์ที่ดิน
(land use pattern) รูปแบบของทางน้ำ (drainage pattern) และอื่น ๆ (Dahal and others, 2008)
ตัวแปรภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดดินถล่มในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว ประกอบด้วย ฝนตกหนัก
แผ่นดินไหว การประทุของภูเขาไฟ (Cevik and Topal, 2003) หรือการละลายของหิมะ (Malamud and
others, 2004)
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (landslide susceptibility) นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง
(Akgün and Bulut, 2007) และใช้แทนที่คำว่า “ความเสี่ยงภัยดินถล่ม” (landslide hazard) เนื่องจาก
สามารถกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มได้โดยไม่ต้องอ้างถึงเวลาและขนาด (Dai and Lee, 2001) นอกจากนี้
ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดดินถล่มในอนาคตในพื้นที่ที่กำหนด ขึ้นอยู่กับ
- 16 -
ทั้งสองตัวแปรคือตัวแปรภายในที่เป็นปัจจัยควบคุมการเกิดดินถล่ม และตัวแปรภายนอกที่เข้ามากระตุ้นมี
ความแตกต่างขึ้นอยู่กับเฉพาะพื้นที่ และเกิดขึ้นชั่วคราว
แผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มพิจารณาจากการกระจายตัวของการเกิดดินถล่มใน
อดีตและปัจจัยควบคุมต่าง ๆ (Nandi and Shakoor, 2010) ด้วยเหตุนี้ จึงมีความสำคัญต่อการระบุ
การเกิดดินถล่มในอดีตอย่างแม่นยำ และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แสดงถึงลักษณะ
ทางกายภาพและเหตุการณ์ดินถล่มที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดความอ่อนไหวที่เชื่อถือได้ของการเกิดดินถล่ม
ในอนาคต (Park and Chi, 2008) โดยขั้นตอนสำหรับการประเมินและการทำแผนที่ความอ่อนไหวใน
การเกิดดินถล่มในอดีตที่ผ่านมา มีความยากลำบากและใช้เวลานาน (Dahal and others, 2008)
แต่เนื่องจากการพัฒนาของระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GIS) และแอพพลิเคชั่นทางคอมพิวเตอร์ ทำให้ใน
ปัจจุบันการวิเคราะห์ความอ่อนไหวในการเกิดดินถล่มสามารถทำได้ง่ายขึ้น (Dahal and others, 2008)
2.5 วิธีการศึกษาพื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม
วิธีการทางสถิติ คือ การวิเคราะห์ร่วมกันของปัจจัยที่ทำให้เกิดดินถล่มในอดีตถูกกำหนดใน
เชิงสถิติและการคาดการณ์เชิงปริมาณจะทำขึ้นสำหรับพื้นที่ที่ไม่มีดินถล่มในปัจจุบันแต่มีสภาพที่คล้ายคลึง
กัน (Soeters and van Westen, 1996) ในปัจจุบันแนวทางทางสถิติถือเป็นเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด
สำหรับการประเมินความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม (Dai and others, 2001) เนื่องจากเป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ ง่ายต่อการปรับปรุง และสามารถทำซ้ำได้ (He and Beighley, 2008) วิธีการทางสถิติ
ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ภัยพิบัติดินถล่มในโครงการนี้คือ วิธีการวิเคราะห์แบบสองตัวแปร (Bivariate
statistical analysis)
การวิเคราะห์ทางสถิติสองตัวแปรหลัก คือ (1) ตัวแปรปัจจัยที่ควบคุมดินถล่ม เช่น
สภาพธรณีวิทยา ความลาดชัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และอื่น ๆ และ (2) แผนที่การกระจายตัวของ
การเกิดดินถล่ม โดยค่าน้ำหนักจะถูกคำนวณให้แต่ละชั้น (class) ของแผนที่ปัจจัยที่เป็นสาเหตุ
(Soeters and Van Westen, 1996; Süzen and Doyuran, 2004) การจัดอันดับชั้นของข้อมูลโดยใช้
ความหนาแน่นของการเกิดดินถล่ม (Ayalew and Yamagishi, 2005) วิธีการนี้จะสมมติว่าปัจจัยทั้งหมด
ไม่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (Suzen and Doyuran, 2004) วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติแบบสองตัวแปร
นี้ถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ (Thiery and
others, 2007) ซึ่งข้อจำกัดอาจรวมถึงการสูญเสียคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลด้วย
การลดความซับซ้อนของข้อมูลเฉพาะเรื่องที่ให้ตัวแปรปัจจัยมากเกินไปจนเกิดข้อผิดพลาดของ
ค่าความอ่อนไหวของข้อมูล การแปลงค่าปัจจัยต่อเนื่องให้เป็นแบบไม่ต่อเนื่องมีแนวโน้มที่จะต้องอาศัย
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดขอบเขตของชั้นข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติแบบสองตัวแปร
มีวิธีการต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งประกอบด้วย วิธีการอัตราส่วนของความถี่ (Pradhan and Lee,
2010) วิธีการค่าน้ำหนักของหลักฐาน (Regmi and others, 2010) วิธีการค่าของข้อมูล (information
value method) (Süzen and Doyuran, 2004) แบบจำลองความน่าจะเป็นของ Bayesian และปัจจัย
ความแน่นอน (certainty factors) (Soeters and van Westen, 1996)
บทที่ 3
ขอมูลพื้นฐาน
3.1 ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดกระบี่เปนจังหวัดภาคใตของประเทศไทย ตั้งอยูบริเวณภาคใตทางฝงทะเลตะวันตก
ั
ึ
ติดกบทะเลอนดามัน ระหวางเสนละติจูดที่ 7 องศา 12 ลิปดาเหนือ ถง 8 องศา 41 ลิปดาเหนือ และ
ั
ระหวางเสนลองจจูดที่ 98 องศา 36 ลิปดาตะวันออก ถึง 99 องศา 25 ลิปดาตะวันออก อยูหางจาก
ิ
ิ
กรุงเทพมหานครตามเสนทางรถยนตประมาณ 783 กโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 4,708 ตารางกิโลเมตร
ิ
อาณาเขตติดบรเวณใกลเคียงไดแก
ทิศเหนือ ติดตอกับจังหวัดพังงาและจังหวัดสุราษฎรธานี
ทิศใต ติดตอกับจังหวัดตรังและทะเลอันดามัน
ทิศตะวันออก ติดตอกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดตรัง
ทิศตะวันตก ติดตอกับจังหวัดพังงาและทะเลอันดามัน
3.2 ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศทั่วไปของจังหวัดกระบี่ ประกอบดวย
1) บริเวณเทือกเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางมากกวา 200 เมตร สวนใหญ
จะวางตัวอยูในแนวเหนือ-ใต ยอดเขาสูงสุดสูงถึง 1,402 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่เขาพนม
อำเภอเขาพนม อยูทางตอนเหนือของพื้นที่ เทือกเขานี้เปนตนกำเนิดของแมน้ำหลายสาย เชน
คลองปกาสัย คลองกระบี่ใหญ คลองกระบี่นอย ครอบคลุมพื้นที่อำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก
อำเภอเขาพนม และอำเภอเมืองกระบี่
2) บริเวณเขาโดดหรือเนินเตี้ยๆ สลับกบลูกคลื่นลอนลาด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
ั
ปานกลาง 100-300 เมตร กระจายอยูทั่วบริเวณพื้นที่ ไดแกอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก อำเภอเขาพนม
อำเภอเกาะลันตา อำเภอลำทับ อำเภอคลองทอม และอำเภอเมืองกระบี่
3) บริเวณที่ราบลุม กระจายตัวทั่วทั้งจังหวัด มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ประมาณ 20-60 เมตร ครอบคลุมอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก อำเภอเขาพนม อำเภอเหนือคลอง
อำเภอลำทับ และอำเภอคลองทอม
ี่
4) บริเวณทราบชายฝง อยูทางตอนใตและตะวันตกของจังหวัด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
ปานกลางประมาณ 0-10 เมตร พื้นที่ชายฝงสวนใหญเปนปาชายเลน ชายฝงยาวประมาณ 160 กิโลเมตร
พบตั้งแตอำเภออาวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง และอำเภอเกาะลันตา
ั
5) บริเวณเกาะ อยูทางตอนใตของจงหวัด พบเกาะนอกชายฝงจำนวน 130 เกาะ พบอยูใน
เขตอำเภอเมือง อำเภอเหนือคลอง และอำเภอเกาะลันตา
- 18 -
รูปที่ 3.1 แผนที่ภูมิประเทศและขอบเขตการปกครองจังหวัดกระบี่
- 19 -
3.3 ลักษณะภูมิอากาศ
ุ
กระบี่เปนจังหวัดที่ตั้งอยูติดทะเล อณหภูมิตลอดทั้งปมีคาคงที่ไมเปลี่ยนแปลงมากและ
ั
ิ
มีฝนตกชุกในฤดูฝนเพราะอยูทางดานรับลม จึงไดรับอทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตที่พดผาน
ุ
ิ
มหาสมทรอนเดียอยางเต็มที่ สวนฤดูหนาวอากาศไมหนาวจัดเพราะอยูไกลจากอิทธิพลของอากาศหนาว
ั
ี
และบางครั้งมีฝนตกไดเนื่องจากลมมรสุมตะวันออกเฉยงเหนือที่พดผานอาวไทยพาเอาฝนมาตก
แตปริมาณนอยกวาจังหวัดที่อยูทางดานตะวันออกของภาคใต (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2563)
1) ฤดูกาล ฤดูกาลของจังหวัดกระบี่พิจารณาตามลักษณะลมฟาอากาศของประเทศไทยแบง
ั
ออกเปน 3 ฤดูดังนี้ ฤดูรอน เริ่มตั้งแตกลางเดือนกุมภาพนธถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะนี้เปนชวงวาง
ี
ั่
ของฤดูมรสุม จะมีลมจากทิศตะวันออกเฉยงใตพดปกคลุมทำใหเกดอากาศรอนอบอาวทวไป
ั
ิ
เดือนเมษายนเปนเดือนที่มีอากาศรอนที่สุด ฤดูฝน เริ่มตั้งแตกลางเดือนพฤษภาคมถงกลางเดือนตุลาคม
ึ
ั
จะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต พดปกคลุมประเทศไทยและรองความกดอากาศต่ำพาดผานภาคใต
ี
เปนระยะๆ ในชวงเดือนตุลาคมอกดวย จงทำใหมีฝนตกมากตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว เริ่มตั้งแตกลางเดือน
ึ
ตุลาคมถงกลางเดือนกมภาพนธซึ่งเปนฤดูมรสุม ตะวันออกเฉยงเหนือ จะมีลมเย็นและแหงจาก
ึ
ุ
ี
ั
ี
ี่
ุ
ั
ั
ทิศตะวันออกเฉยงเหนือพดผาน ทำใหมีอากาศเย็น จงหวัดกระบอยูใกลทะเลอณหภูมิจะลดลงเล็กนอย
อากาศจึงไมหนาวเย็นมากนักและตามชายฝงจะมีฝนตกทั่วไป (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2563)
ุ
2) พายุหมุนเขตรอน พายุหมนเขตรอนที่ผานบริเวณภาคใตและสงผลกระทบตอจงหวัด
ั
ํ
กระบี่ สวนมากเปนพายุดีเปรสชันที่มีกาลังออนจากทะเลจีนใตและมหาสมุทรแปซิฟกจะทำใหมี
ฝนตกหนักและลมกระโชกแรง บางครั้งทำใหเกดน้ำทวมได กาลังแรงของลมและคลื่นในทะเลจะทำ
ํ
ิ
อนตรายแกเรือใน ทะเลและอาคารบานเรือนทอยูตามชายฝง จากสถิติในคาบ 69 ป ตั้งแต พ.ศ. 2494-
ี่
ั
2562 พบวามีพายุหมุนเขตรอนเคลื่อนผานเขาสูจังหวัดกระบี่ 10 ลูก โดยเคลื่อนผานเขามาใน
เดือนมกราคม 1 ลูก (2562) เดือนตุลาคม 2 ลูก (2509 และ 2514) เดือนพฤศจิกายน 5 ลูก (2505
ี
2509 2520 2536 และ 2553) และเดือนธันวาคม 2 ลูก (2509 และ 2517) พายุที่มความรุนแรงและ
ทำความเสียหายใหแกจังหวัดกระบี่และภาคใตเปนบริเวณกวาง ไดแกพายุโซนรอน “แฮเรียต”
ี่
พายุนี้กอตัวขึ้นในทะเลจีนใตใกลปลายแหลมญวนเมื่อวันท 24 ตุลาคม 2505 แลวเคลื่อนตัวเขามาใน
ั
อาวไทยพรอมกบทวีกําลังแรงขนเปนพายุโซนรอนและไดเคลื่อนเขา ประเทศไทยบริเวณจังหวัด
ึ้
ั
นครศรีธรรมราช ผานสุราษฎรธานีระหวางวันที่ 25-26 ตุลาคม 2505 แลวลงสูทะเลอนดามัน พายุนี้ได
ทำความเสียหายเกือบทุกจังหวัดในภาคใตโดยมีผูเสียชีวิตถึง 395 คน และบาดเจ็บ 445 คน ทรัพยสินของ
ทางราชการและเอกชนเสียหายคิดเปนมูลคาถึง 1,320 ลานบาท นับเปนความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่
รายแรงที่สุดของประเทศไทย (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2563)
3) ปริมาณฝน เนื่องจากจังหวัดกระบี่อยูฝงทางดานตะวันตกของภาคใต ซึ่งรับลมมรสุม
ตะวันตกเฉยงใตอยางเต็มที่ในฤดูฝนทำใหฝนตกมากในฤดูฝน สวนในฤดูหนาวแมจะไดรับอิทธิพลจาก
ี
็
ี
ี
ํ
มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือบางในกรณีที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมกาลังแรงแตกมฝนตกนอย
เนื่องจากถูกทิวเขาทางดานตะวันออกของภาคใตปดกั้นลมไวปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปประมาณ 2,174.4
มิลลิเมตร ฝนตกประมาณ 153 วัน เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือนกันยายน มีฝนเฉลี่ย 330.3 มิลลิเมตร
ฝนตกประมาณ 20 วัน ฝนตกสูงสุดใน 24 ชั่วโมงเคยตรวจได 241.6 มิลลิเมตร ที่อำเภอเกาะลันตา
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2562 (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2563)
- 20 -
รูปที่ 3.2 แผนที่แสดงรองความกดอากาศต่ำทิศทางลมมรสุมและทางเดินพายุหมุนเขตรอนที่เขาสูประเทศไทย
(กรมอตุนิยมวทยา, 2564)
ุ
ิ
- 21 -
ั
รูปที่ 3.3 ปริมาณฝนรายเดือนเฉลี่ยจังหวดกระบี่ ในชวงป พ.ศ. 2553 - 2563 (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2564 :
ุ
ั
่
ี
ิ
ิ
สถานีอุตุนิยมวิทยากระบ และสถานีอตุนยมวทยาเกาะลนตา)
3.4 ลักษณะธรณีวิทยา
ลักษณะทางธรณีวิทยาของจังหวัดกระบี่ตามขอมูลแผนที่ธรณีวิทยามาตราสวน 1:50,000
(กรมทรัพยากรธรณี, 2548; 2549; 2550; 2553; 2555; 2556) และรายงานการจำแนกเขตเพอ
ื่
การจัดการดานธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี (กรมทรัพยากรธรณี, 2556) ประกอบดวยหินตะกอน
(sedimentary rock) เปนสวนมาก แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาและเนินเขา หินที่มีอายุแกที่สุด
คือ กลุมหินแกงกระจาน ยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมียน ตอมาเปนกลุมหินราชบุรี ยุคเพอรเมียนที่
ื้
พบหินปูนคารบอเนตกระจายทั่วพนที่ แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต (karst topography) จากนั้น
เปนหมวดหินไสบอน ยุคไทรแอสซิก กลุมหินทุงใหญยุคจูแรสซิก - ครีเทเชียส และกลุมหินกระบี่
ั
ยุคเทอรเชียรี และถูกปดทับดวยตะกอนรวนในยุคควอเทอรนารี และมีหินอคนีแทรกซอน
(intrusive igneous rock) ในบางพื้นที่ แผนที่ธรณีของจังหวัดกระบี่และคำอธิบายแผนที่ (รูปที่ 3.4)
3.4.1 ลำดับชั้นหิน
การลำดับชั้นหินของจังหวัดกระบี่ สามารถอธิบายจากหินอายุแกไปหาหินอายุออนไดดังนี้
3.4.1.1 หินยุคคารบอนิเฟอรัส-เพอรเมียน
1) กลมหินแกงกระจาน (Kaengkrachan Group; CPk) ประกอบดวยสวนลางเปน
ุ
ิ
หินโคลนปนกรวด หินดินดาน หินทรายแปง หินเชิรต หินทรายเนื้อภูเขาไฟ หนทรายเนื้อซิลิกา (silicified
sandstone) สีเทา เทาเขียว และน้ำตาล มซากหอยแบรคิโอพอด ไบรโอซัว ปะการัง และไครนอยด
ี
สวนตอนบนประกอบดวย หินทราย หินปูนเนื้อดิน หินดินดาน และหินเชิรต ซึ่งวางตัวอยางตอเนื่องกบ
ั
หินยุคเพอรเมียน กลุมหินแกงกระจาน มีการจดแบงออกเปน 4 หมวดหิน ไดแก หมวดหินแหลมไมไผ
ั
หมวดหินเกาะเฮ หมวดหินเขาพระ และหมวดหินเขาเจา มีรายละเอียด ดังนี้
- 22 -
รูปที่ 3.4 แผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดกระบี่ (กรมทรัพยากรธรณี, 2564)
- 23 -
ตารางที่ 3.1 คำอธิบายแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดกระบี่
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
ยุค หินตะกอน หินชั้น และหินแปร
PERIOD SEDIMENTARY AND METAMORPHIC ROCKS
ึ
Qa ตะกอนน้ำพา และตะกอนที่ราบน้ำทวมถง ประกอบดวยทราย ทรายแปง กรวด และ
ดินเหนียว
Qb ตะกอนชายหาด ทรายรวน ขนาดละเอียด การคัดขนาดดี มีซากพืช และเปลือกหอย
ปะปนมาก
ควอเทอรนารี Qmc ตะกอนปาชายเลน ดินเหนียวปนพีท ดินเหนียวปนทรายแปง สีเทา หรือสีเทาปนเขยว
ี
QUATERNARY ปกคลุมดวยปาชายเลน
ั
ี
Qt ตะกอนตะพกลุมน้ำ ทรายหยาบ และกรวดละเอยด สลับดินเหนียว ทรายแปง และ
ทรายละเอียด
Qc ตะกอนเศษหินเชิงเขา ทรายแปง ทราย ดินเหนียว แมรังและเศษหิน
เทอรเชียรี Tkb หินโคลน หินโคลนปนซากพืช ชั้นบาง เนื้อปนปูน หินโคลนที่มีซากดึกดำบรรพมาก หินมารล
TERTIARY ลิกไนต และหินทรายกึ่งแข็งตัว
ครีเทเชียส Kpp หินทราย สีแดงอิฐ เม็ดทรายมีขนาดละเอียดถึงปานกลาง อารโคสิก และเนื้อปนไมกา
ี
CRETACEOUS มีชั้นขนาดปานกลาง พบชั้นเฉยงระดับ และพบชั้นหินทรายแปง หินโคลนเปนชั้นบางสลับ
E
ิ
ั้
E Ksc หินกรวดมน และหนทรายที่มีตะกอนทรายขนาดหยาบ ชั้นหนา มีชนเฉียงระดับ หินโคลน
สีน้ำตาลแดง พบซากพืช
ึ
ี
Klt หินทราย สีน้ำตาลออน สีน้ำตาลแดง เม็ดทรายมีขนาดละเอยดถงปานกลาง อารโคสิก
ชั้นบางถึงหนาปานกลาง พบชั้นเฉียงระดับ หินโคลน สีน้ำตาลแดง
ั
้
JKI หินทรายอารโคส หินโคลน หินทรายแปงสีนำตาลแดง การวางชั้นเฉียงกบแนวระดับ
หินกรวดมนและหินทรายในตอนบนของการลำดับชั้นหิน
จูแรสซิก
ี
JURASSIC Jkm หินทราย หินทรายแปง หินดินดาน หินปูน สีเทาแกมเขียว เขยวออน เทาแกมแดง
มวงแกมแดง ถึงสีเทาดำ ชั้นบางถึงชั้นปานกลาง แสดงริ้วรอยคลื่น รอยพิมพนูนของ
รูหนอน
ไทรแอสซิก Trsb หินทรายแปง สีแดงอิฐ มีหินปูนเนื้อโดโลไมต แทรกสลับเปนเลนสชั้นบางๆ พบ
TRIASSIC ซากดึกดำบรรพจำพวกหอยกาบคู แกสโตรพอด และเศษพืช หินทราย สีน้ำตาลออน
เพอรเมียน Pul หินปูน หินปูนเนื้อโดโลไมต สีเทา และสีเทาดำ ไมแสดงชั้น มีหินเชิรตเปนแลนส
PERMIAN
Ppp หินปูน หินปูนเนื้อโดโลไมต สีเทา และสีเทาดำ ชั้นบางถึงหนาปานกลาง พบซากดึกดำบรรพ
จำพวกไบรโอซัว ฟวซูลินิด ปะการัง และไครนอยด
ู
ิ
้
ื
ี
ิ
P หินดินดานสีเทา หนทรายสนำตาลแกมเหลอง และแทรกสลับดวยหนปน มีลักษณะเปนเลนส
ื
พบซากดึกดำบรรพของฟวซูลินิด แบรคิโอพอด ปะการัง และเศษพช
- 24 -
ตารางที่ 3.1 คำอธิบายแผนที่ธรณีวิทยาจังหวัดกระบี่ (ตอ)
คำอธิบาย
(EXPLANATION)
ยุค หินตะกอน หินชั้น และหินแปร
PERIOD SEDIMENTARY AND METAMORPHIC ROCKS
CPk หินดินดาน สีน้ำตาลออน ชั้นบาง หินทรายอารโคสิก สีน้ำตาลออน เม็ดทรายมีขนาดละเอียด
ถึงปานกลาง ชั้นหนา หินทรายแปง และหินเชิรต
CPkc หินทรายเนื้ออารโคส สีขาวถึงสีเทาจาง การคัดขนาดดี เนื้อปานกลาง ชั้นบาง พบ
ซากดึกดำบรรพ จำพวก Posidnomya sp.
คารบอนิฟอรัส CPkp หินทราย หินทรายแปง สีเทาเขียว ไมแสดงชั้นถึงชั้นบางมาก และแสดงรองรอยของสิ่งมีชีวิต
่
ี
ี
ึ
็
CARBONIFEROUS เมดขนาดทรายแปงถงทรายละเอยด เหลยมถึงคอนขางกลม การคัดขนาดไมดีถึงปานกลาง
CPkh หินทรายและหินโคลนเนื้อกรวด สีเทาแกมเขียวถึงเทา เม็ดกรวดประกอบดวย ควอตซ
หินทราย หินทรายแปง หินแกรนิต หินดินดาน หินซีสตและหินปูน
CPlp หินโคลนเนื้อแนน สีดำ ชั้นบาง แสดงชั้นหินชัดเจน มีทรายเปนริ้วบางๆแทรกสลับกับ
หินทรายเนื้อดิน หินทรายเนื้อควอตซ หินทรายแปง หินโคลนเนื้อปนกรวด
ยุค หินอัคนี
PERIOD IGNEOUS ROCKS
ควอเทอรนารี gy กีเซอไรต สีขาวขุน เนื้อผลึกซอนรูปของควอตซ และเฟลตสปาร แตกเปนเหลี่ยม
QUATERNARY
เทอรเชียรี sy หินไซอีไนต สีเทาเขม เนื้อดอก ประกอบดวยเฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบรนดเปนหลัก
ั
็
ิ
ั
TERTIARY ผลึกของแรเฟลดสปาร เหนชดเจน ขนาดไมเกิน 2 เซนติเมตร อาจพบหนอคนีพุระดับตื้น
อยูดวย
Krh หินไรโอไลต เนื้อละเอียด และหินไรโอไลต ลักษณะเนื้อดอก สีเทาออน
ครีเทเชียส Kgr หินแกรนิตเขาพนม : หินแกรนิต เนื้อดอก ประกอบดวยแรควอตซ เฟลดสปาร และไบโอไทต
CRETACEOUS แรดอกเฟลดสปารแสดงหนาผลึกกงสมบูรณ ขนาดประมาณ 2-5 เซนติเมตร บางแหง
ึ่
มีการเรียงตัวของแรดอก
- 25 -
(1) หมวดหินแหลมไมไผ (Leam Mai Phai Formation; CPlm) เปนหมวดหินที่มี
ื้
อายุแกที่สุดของพนที่ วางตัวในแนวประมาณตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต สวนใหญพบ
กระจายตัวบริเวณเกาะลันตาใหญ ไมพบบนแผนดินใหญ ลักษณะโดยทั่วไปประกอบดวยหินโคลนและ
ี
ึ
หินดินดานเปนสวนใหญ สีเทา เปนชั้นบางถงหนาปานกลาง บางบริเวณมลักษณะเปนชั้นบาง มีหินทราย
เนื้อละเอียดและหินทรายแปง เปนชั้นบาง แสดงชั้นอยางดีสลับอยู
(2) หมวดหินเกาะเฮ (Ko He Formation; CPkh) พบกระจายตัวครอบคลุมพนที่บริเวณ
ื้
ดานเหนือของเกาะลันตาใหญ ลักษณะทั่วไปจะเปนหินทรายเนื้อละเอียด สีน้ำตาล ขนาดเม็ดปานกลางถึง
หยาบมาก การคัดขนาดไมดี ลักษณะหินมักไมคอยสด มีการผุพงสูง และหินทราย หินโคลน สีเทาเขม
ั
พบบริเวณอำเภอเกาะลันตา
(3) หมวดหนเขาพระ (Khao Phra Formation; CPkp) สวนใหญกระจายตัวบริเวณ
ิ
ี่
ทั้งทเปนเกาะตาง ๆ เชน เกาะยาว เกาะโบยนอย เกาะโบยใหญ และเกาะลันตา สวนที่พบกระจายตัวบน
บก เชน บริเวณอาวน้ำ อําเภออาวลึก บานเขาดิน อําเภอเขาพนม เปนตน ลักษณะทั่วไปจะเปนหินโคลน
ี
หินดินดาน สีเทา-สีเทาเขม เนื้อแนน แขง สลับดวยหินทราย สีเทา เนื้อละเอยดถึงหยาบปานกลาง
็
บางบริเวณมีหินเชิรตสลับอยูดวย พบกระจายตัวทางทิศตะวันตกและตอนกลางของจังหวัด และบริเวณ
อำเภอเกาะลันตา
(4) หมวดหินเขาเจา (Khao Chao Formation; CPkc) เปนหมวดหินที่อยูบนสุดของ
กลุมหินแกงกระจาน กระจายตัวครอบคลุมพนที่เปนหยอม ๆ ของเกาะลันตาใหญ เกาะลันตานอย และ
ื้
ี่
บางสวนบนพนแผนดินใหญ เชน บริเวณเขาปูน ทเปนรอยตอระหวางอาเภออาวลึก และอําเภอเขาพนม
ํ
ื้
ิ
ี
ลักษณะทั่วไปจะเปนหนทราย สีเทา เนื้อหินประกอบดวยแรควอตซเปนสวนใหญ เนื้อละเอยดถึงหยาบ
ปานกลาง หินทรายปนกรวด และหินทรายเนื้อเถาภูเขาไฟ ที่เปนชั้นหนา แสดงชั้นเฉียงระดับ พบเล็กนอย
บริเวณอำเภอเกาะลันตา อาวลึก และเขาพนม
3.4.1.2 หินยุคเพอรเมียน
1) กลุมหินราชบุรี (Ratburi Group; P) มีลักษณะชั้นหินประกอบดวย หินปูน หินปูนเนื้อ
โดโลไมต มีหินเชิรตแทรกเปนกอนและเปนชั้น หินโดโลไมตมีซากฟวซูลินิด หอยแบรคิโอพอด ปะการัง
และไบโอซัว แอมโมนอยด และไครนอยด สวนมากมีลักษณะเปนเขาโดด มีหินปูนผลึกสีเทาออน แทรก
สลับดวยหินดินดานและหินทราย พบกระจายตัวหนาแนนบริเวณอำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก
อำเภอเมองกระบี่ และพบเล็กนอยบริเวณอำเภอเขาพนม อำเภอลําทับ และอำเภอคลองทอม
ื
กลุมหินราชบรีมีการจัดแบงออกเปน 5 หมวดหิน ตามลําดับจากอายุแกที่สุดไปออนที่สุด ไดแก หมวดหิน
ุ
ุ
ิ
ั
ทุงนางลิง หมวดหนทรายเมองครุฑ หมวดหินพบผา หมวดหินพนมวัง และหมวดหินอมลูก จังหวัดกระบี่
ื
ปรากฏหินปูนยุคเพอรเมียน จำนวน 2 หมวดหิน ไดแก
(1) หมวดหินพับผา (Phab Pha Formation; Ppp) เปนเขาหินปูนที่มีลักษณะเปน
ึ
ิ
ชั้นซอนกัน ประกอบดวยหนปูนและหินปูนเนื้อโดโลไมต มีเปนชั้นบางถงหนาปานกลาง บางสวนมีหินเชิรต
เปนเลนสแทรกอยู มีซากดึกดําบรรพอยูทั่วไป ไดแก ไบรโอซัว ฟวซูลินิด ปะการัง และไครนอยด
พบกระจายตัวที่บริเวณเกาะผักเบี้ย
- 26 -
(2) หมวดหินอุมลูก (Um Luk Formation; Pul) ลักษณะเปนหินปูนชั้นหนาถึงหนามาก
ุ
เนื้อแนนแข็ง บางสวนมีหนเชิรตเปนเลนสแทรกอยู พบหมวดหินอมลูกเปนเขาหินปนลูกโดดทั้งในทะเล
ิ
ู
ํ
และกระจายมายังบนแผนดิน พบซากดึกดําบรรพจําพวกปะการัง พบกระจายตัวบริเวณอาเภอเมืองกระบี่
อําเภออาวลึก อําเภอเขาพนม และอําเภอลําทับ เปนตน
3.4.1.3 หินยุคไทรแอสซิก
ิ
ึ้
1) หมวดหินไสบอน (Sai Bon Formation, Trsb) ประกอบดวย ชั้นหนจากลางขนบน
คือ หินทรายเนื้อทรายแปงปนกรวดเหลี่ยม หินโคลนและหินทรายแปง สลับกับหินโคลนและหินทรายแปง
ที่มีหินปูนเนื้อโคลน หินโดโลไมตแทรกสลับเปนเลนสหรือชั้นบาง ๆ พบซากดึกดําบรรพจําพวกหอยสองฝา
(pelecypods) และพบหนทรายเนื้อควอตซ หมวดหินไสบอนวางตัวแบบไมตอเนื่องอยูบนกลุมหินปูน
ิ
ราชบุรี ยุคเพอรเมียน พบกระจายตัวบริเวณอำเภอคลองทอม ตอนบนของอำเภอเกาะลันตาและ
อำเภอปลายพระยา
3.4.1.4 หินยุคจูแรสซิก-หินยุคครีเทเชียส
1) กลุมหินทุงใหญ (Thung Yai Group) แบงออกเปน 4 หมวดหิน ตามลําดับจากอายุ
ุ
ิ
จากแกไปออน คือ หมวดหนคลองมีน หมวดหินลําทับ หมวดหินสามจอม และหมวดหินพนพน หมวดหิน
ิ
ุ
ิ
ี
ี
ยอยของกลุมหนทงใหญที่มีอายุอยูในชวงจูแรสซิกมเพยงหมวดหินเดียว คือ หมวดหินคลองมีน
และหมวดหินยอยของกลุมหินทุงใหญที่มีอายุอยูในชวงยุคครีเทเชียส ประกอบดวย 3 หมวดหิน เรียงจาก
หินที่มีอายุแกไปออน คือ หมวดหินลําทับ หมวดหินสามจอม และหมวดหินพุนพิน มีลักษณะดังนี้
ิ
(1) หมวดหนคลองมน (Khlong Min Formation; Jkm) สามารถแบงออกเปน หมูหิน
ี
ตอนลาง ประกอบดวยหินปูนเนื้อดินสีเทาเขม แสดงชั้นชัดเจน แตละชั้นหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร
พบไมกลายเปนหินจํานวนมาก หมูหินตอนกลาง ประกอบดวยหินดินดาน หินทรายเนื้อปูน และหินทราย
แปง พบเศษถานหิน และพบซากดึกดําบรรพของสัตวมีกระดูกสันหลัง เชน กระดองเตา ฟน และ
เกล็ดปลา และหมูหินตอนบน ประกอบดวย หนทรายเนื้อปูน หินดินดาน ตอนบนมีหินทราย หินโคลน
ิ
และหินดินดาน พบเปนพื้นที่เล็ก ๆ บริเวณอำเภออาวลึก และคลองทอม
ิ
(2) หมวดหนลำทบ (Lam Thap Formation; Klt) พบเปนหยอมๆ อยูบริเวณ
ั
ื้
ื้
ดานตะวันออกบนพนแผนดินใหญ และพบครอบคลุมพนที่ทั้งหมดของเกาะยาวใหญ ลักษณะการลำดับ
ี
ชั้นหินประกอบดวยหินทรายสีเทา สีมวงแดง เนื้อละเอยดถึงหยาบ หินทรายแปง หินโคลน
ึ
และหินดินดาน เปนชั้นบางถงหนาปานกลาง มีหินกรวดมนสลับบาง สวนใหญพบที่อำเภอลำทับ
อำเภอคลองทอม อำเภอเขาพนม และอำเภออาวลึก
ี
(3) หมวดหินสามจอม (Sam Chom Formation; Ksc) มลักษณะเดนคือ มีภูมิสัณฐาน
ู
ึ้
คลายหินปน ลำดับชั้นหินจากลางขนบนประกอบดวย หินโคลนสีแดงสลับหินทรายกรวดมน หินกรวดมน
และหินกรวดมนสลับหินทรายเนื้อหยาบที่แสดงชั้นเฉียงระดับ และมีรองรอยของซากพืช การกระจายตัว
ของหมวดหินสามจอมนี้ในพื้นที่พบเปนหนาผาสูงชันบนยอดเขาที่จัดเปนหมวดหินลำทับ โดยวางตัว
ตอเนื่องกันขึ้นไปคือเขาครอบกระทะและเขาหลักไก อำเภอคลองทอม
(4) หมวดหินพุนพิน (Phun Phin Formation; Kpp) พบบริเวณภูเขาเนินเตี้ย เนื่องจาก
หินมีความคงทนตอการผุพงต่ำ พบเปนหยอมเล็ก ๆ ในพนทสำรวจระวางบานเหนือคลอง และระวาง
ั
ี่
ื้
คลองยา บนทเนินตามแนวตัดถนนของทางหลวงหมายเลข 44 ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 6 และ
ี่
- 27 -
ิ
หลักกิโลเมตรที่ 9 ประกอบดวยหินทราย หินทรายแปง หินโคลน หินกรวด สีสม สีแดงอฐถึงสีสมแดง
ขนาดชั้นหนา สารเชื่อมประสานซิลิกา การเชื่อมประสานไมดีหนบริเวณนี้มีการผุพังสูง จนแทบกลายเปน
ิ
เนื้อดินทั้งหมด
3.4.1.5 หินยุคเทอรเชียรี
ิ
1) กลุมหนกระบี่ (Krabi Group, Tkb) หนกลุมนี้ประกอบดวย หินดินดาน หินดินดาน
ิ
ิ
เนื้อปูนผสม หินทราย และหินทรายแปงสีน้ำตาล น้ำตาลเหลืองและขาว หนปูน บางแหงแทรกสลับดวย
ยิปซัมบาง และยังเปนแหลงกาเนิดเชื้อเพลิง เชน ถานหินลิกไนต หินน้ำมัน และยังมีดินเบาบอลเคลย
ํ
ิ
ึ่
เกดรวมดวย พบซากหอยกาบเดียวและรองรอยใบไมในบางชั้นหน หินกงแข็งตัว หินโคลน หินทรายแปง
ิ
หินทราย หินมารล พบซากหอยสกลวิวิพารัสและยิปซัมแพรกระจายทวไป พบซากสัตวมีกระดูกสันหลัง
ุ
ั่
เปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม 27 ชนิด กลุมหินกระบี่เกิดการสะสมตัวในแองโดดระหวางภูเขา ในบริเวณ
จังหวัดกระบี่ คือ แองกระบี่ กลุมหินกระบี่โผลใหเห็นเปนบริเวณแคบหลายบริเวณ เชน ที่สุสานหอยกระบี่
บริเวณแหลมโพธิ์ บานหินราว บานเกาะยาว คลองทาปลิง (กรมทรัพยากรธรณี, 2556)
3.4.1.6 ตะกอนยุคควอเทอรนารี (Quaternary Sediment)
ิ
ประกอบไปดวยตะกอนรวนและตะกอนกงแข็งตัว ที่ผุพงจากหนตนกำเนิดแลวถูกพัดพาจาก
ั
ึ่
ที่สูงหรือภูเขาทั้งที่อยูรอบๆ โดยตัวกลางที่แตกตางกัน เชน ทางน้ำ คลื่น กระแสน้ำขน-ลง เปนตน ทำให
ึ้
เกดการสะสมตัวของตะกอนบนหินแข็ง และพบกระจายตัวตามแนวลุมน้ำ แมน้ำ และที่ราบทั่วไป สามารถ
ิ
แบงตะกอนอายุควอเทอรนารี ไดเปน 5 หนวยตะกอน ไดแก
ิ
1) ตะกอนเศษหนเชิงเขาและตะกอนหนผุ (Colluvial and residual deposits; Qc
ิ
ี
and Qr) ตะกอนเหลานี้เกดจากหินผุสะสมตัวอยูกับที่หรือเคลื่อนที่ไปเพยงเล็กนอย ลักษณะของตะกอน
ิ
จะแตกตางกันไปในแตละบริเวณ ขนอยูกบหินตนกำเนิดที่จะใหตะกอนเหลานั้น ลักษณะทวไป
ั
ึ้
ั่
ประกอบดวย ดิน ทราย ทรายแปง กรวด ดินเหนียว และเศษหน บางแหงพบวามีดินลูกรังบาง ตะกอน
ิ
ี
ไมแขงตัว การคัดขนาดไมดี รูปรางเหลี่ยมถงคอนขางเหลี่ยม กอนกรวดมีขนาดตั้งแตขนาดละเอยดถง
ึ
ึ
็
ขนาดกอนหินมนขนาดใหญ แสดงรองรอยของโครงสรางหินเดิม พบกระจายตัวตามพื้นที่เนินเขาและ
ที่เนินลอนลาดคลื่น
2) ตะกอนตะพักลำน้ำ (Terrace deposits; Qt) เกิดจากทางน้ำพดพาตะกอนมาสะสม
ั
ั่
ั
ตัวเปนตะพกยกระดับขึ้นมา ลักษณะทวไปประกอบดวย ทราย กรวด ทรายแปง ศิลาแลง และลูกรัง
(กรมทรัพยากรธรณี, 2556)
3) ตะกอนน้ำพา (Alluvial deposits; Qa) เกดจากทางน้ำพัดพาตะกอนมาสะสมตัวตาม
ิ
รองน้ำ คันดินแมน้ำ และแองน้ำทวมถึงในบริเวณที่ราบลุม ลักษณะทั่วไปประกอบดวย ทราย กรวด และ
เศษหิน
ิ
4) ตะกอนที่ลมราบน้ำขึ้นถึง (Tidal flat deposits; Qtf) เกดจากการสะสมตัวดวย
ุ
ึ
ิ
อทธิพลของกระแสน้ำขึ้นลงของน้ำทะเลในบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นถง ในทนี้ไดรวมเอาตะกอนปาชายเลน
ี่
ตะกอนหลังปาชายเลน ตะกอนเลนใตน้ำ และตะกอนทรายใตน้ำ ตะกอนสันดอนทราย ทรายในรองน้ำ
บริเวณที่ลุมราบน้ำขึ้นถง และสันทรายนอกฝง เอาไวดวยกัน ประกอบดวย ทราย ทรายแปง ทรายเลน
ึ
ี
ดินเคลย เศษไม รากไม สารอินทรียตาง ๆ และทรายละเอยดที่แขวนลอยมากับน้ำขึ้น-น้ำลง โดยน้ำทะเล
ึ
เขามาตามลำคลองเล็ก ๆ ที่มีอยูมากมายบนที่ราบน้ำทวมถง ขอบเขตของพนทหนวยตะกอน
ี่
ื้
ที่ลุมราบน้ำขึ้นถึงเห็นชัดเจนตามแนวขอบปาชายเลนและปากแมน้ำ
- 28 -
5) ตะกอนชายหาดปจจุบัน (Recent beach deposits; Qb) เกดจากกระแสคลื่น
ิ
ชายฝงพดพาตะกอนมาสะสมตัวตามแนวชายหาดปจจุบัน มีการแผกระจายตัวอยูบริเวณถัดเขามาใน
ั
ิ
แผนดินประมาณ 200-300 เมตร ลึกที่สุดประมาณ 2 กโลเมตรที่บริเวณแหลมหาด ดานเหนือของ
ี
ึ
เกาะยาวใหญ ลักษณะตะกอนประกอบดวยทรายรวน ขนาดหยาบถงละเอยด มีซากพืชและเปลือกหอย
ปะปน
3.4.2 หินอัคนี
หินอัคนีในพื้นที่ศึกษา จำแนกเปน 2 ชนิด ตามลักษณะการเกิดของหิน ไดแก
ี
3.4.2.1 หินอัคนแทรกซอน (intrusive igneous rock)
ื้
1) หินแกรนิตยุคครีเทเชียส (Kgr) ปรากฏในพนที่ทางดานทิศตะวันตกของอำเภอเขาพนม
บริเวณเขาพนมเบ็ญจา ที่แทรกดันเขามาในหินทรายกลุมหินแกงกระจาน มีลักษณะเนื้อดอก ผลึกหยาบ
ประกอบไปดวยแรควอตซ เฟลดสปาร และไบโอไทต เปนแรพื้น (groundmass) มีแรดอก (phynocryst)
เปนแรเฟลดสปารที่แสดงหนาผลึกกงสมบูรณ (subhedral crystal) ขนาดประมาณ 2-5 เซนติเมตร บาง
ึ่
แหงมีการเรียงตัวของแรดอก ในเนื้อหินพบเห็นกอนผลึกแปลกปลอม (xenocryst) ของแรไบโอไทต
สีดํา ขนาด 4-5 เซนติเมตร
ี
3.4.2.2 หินอัคนพุ (extrusive igneous rock)
ุ
1) หินไรโอไลตยคครีเทเชียส (Krh) ปรากฏเปนหยอมเล็กๆ บนเขานอจูจี้ อำเภอ
คลองทอม แทรกดันตัวเขามาในหมวดหินลำทับ มีลักษณะเนื้อละเอียด และเนื้อดอก สีเทาออน
(กรมทรัพยากรธรณี, 2548)
ื้
ุ
2) หินไซอีไนตยคเทอรเชียรี (Sy) พบในพนที่สำรวจระวางบานเหนือคลอง มีลักษณะ
เนื้อดอก สีเทาเขม ประกอบดวย เฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบลนดเปนหลัก ผลึกของแรเฟลดสปาร
เห็นชัดเจน ขนาดไมเกิน 2 เซนติเมตร อาจพบหินอัคนีพุระดับตื้นอยูดวย (กรมทรัพยากรธรณี, 2532)
ุ
3) หนกีเซอรไรตยคควอเทอรนารี (Gy) หินกีเซอรไรตเปนหนที่เกดจากการสะสมตัวใหม
ิ
ิ
ิ
จากแรซิลิกา มีสีขาวน้ำนม ครีม เทาอมน้ำตาล เนื้อแนน ประกอบดวย ผลึกซิลิกาเนื้อละเอยดมาก
ี
เฟลดสปารเมื่อผุกลายเปนเคลยสีขาว พบทางดานทิศตะวันตกเฉียงใตของอำเภอเขาพนม