The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ati002009, 2022-03-23 20:51:39

02 รายงานวิชาการจังหวัดกระบี่2564

- 29 -


3.5 ธรณีวิทยาโครงสราง


ธรณีวิทยาโครงสรางเปนผลกระทบที่เกดจากการเคลื่อนที่และการเปลี่ยนแปลงของ


แผนเปลือกโลกตั้งแตอดีตถงปจจุบัน การเคลื่อนที่ตลอดเวลาของแผนเปลือกโลกทำใหเกิดการสะสม
แรงเครียดหรือแรงเทคโทนิคบนผิวโลก ทั้งแรงดึง แรงกดดัน และแรงเฉือน ทำใหเปลือกโลกคดโคงโกงงอ



เปนรูปประทุนคว่ำและประทนหงาย หลังจากนั้นกอเปนเทือกเขาตามมา ซึ่งเกดรอยแตก รอยแยก และ








รอยเลือน อาจเปนชองทางใตดินใหหนหลอมละลายใตผวโลกแทรกดันตัวขนมา
พื้นที่จังหวัดกระบี่มีโครงสรางธรณีวิทยาที่เปนรองรอยหลักฐานจากกระบวนการแปรสัณฐาน
ของเปลือกโลก ที่มวิวัฒนาการมาตั้งแตมหายุคพาลีโอโซอิก ดังนั้นแรงที่มากระทำตอเปลือกโลกแหงนี้

จึงมีอยูมากมาย ประกอบไปดวยโครงสรางรอยเลื่อน รอยแตก-แนวแตก และโครงสรางการโคงงอของ
ชั้นหิน จังหวัดกระบี่ มีลักษณะธรณีวิทยาโครงสราง ดังนี้
3.5.1 รอยเลื่อน (Fault)
รอยเลื่อนเปนโครงสรางธรณีวิทยาที่เดนชัดในพนที่จังหวัดกระบี่ ประกอบดวยโครงสราง
ื้
รอยเลื่อน 3 แนว ไดแก แนวรอยเลื่อนทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉยงใต (NE-SW)



แนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉยงใต (NW-SE) และแนวเหนือ-ใต (N-S) โครงสรางรอยเลื่อนและ
แนวแตกในทิศตะวันออกเฉยงเหนือเปนกลุมรอยเลื่อนในแนวรอยเลื่อนคลองมะรุย ซึ่งสามารถสังเกตเห็น

แนวหนาผารอยเลื่อนตามแนวหนาผาหินปูนยุคเพอรเมยนไดชัดเจน แนวรอยเลื่อน NE-SW และ NW-SE

ี่
ท ำให เกิ ด fault block structure ที่ ตะกอ น เท อ รเชียรีขอ งแอ งกระบ มี การสะสม ตั ว
(นิรันดร ชัยมณี, 2534) สวนแนวรอยเลื่อนขนาดเล็กกวาในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือเปนแนวรอยเลื่อน

ที่มีการเคลื่อนตัวตามทิศทางเกดแนวแรงคลายตัวที่มีความสัมพันธในทศทางทำมุมกับแนวรอยเลื่อน

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

3.5.2 รอยแตก-แนวแตก (Fracture-Joint)




รอยแตก-แนวแตกที่ปรากฏใหเหนบนเนื้อหินเปนผลของการลดแรงเครียด โดยเฉพาะ

ในเนื้อหินแข็งมักปรากฏรอยแยกใหเห็นเสมอ ในพื้นที่จงหวัดกระบี่แนวแตกปรากฏใหเห็นชัดเจน


บนหินทราย หินทรายแปง ของหมวดหินลำทบ มีทิศทางทำมุมกน 2 ทิศทาง โดยมีทิศทางเดนประมาณ


ตะวันตกเฉยงเหนือ-ตะวันออกเฉยงใต ซึ่งทิศทางดังกลาวเปนทิศทางที่ทำมุมกับแนวทิศทางของรอยเลื่อน



คลองมะรุย ซึ่งเชื่อวาเปนแนวแตกที่เกิดจากแรงคลายตัวอนเนื่องมากจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน

คลองมะรุย สวนรอยแตกในแนวทศตะวันออกเฉยงเหนือเปนรอยแตกที่อยูในทิศทางเดียวกบรอยเลื่อน



คลองมะรุย

- 30 -


3.5.3 การโคงงอของชั้นหิน (Folding)


โครงสรางการโคงงอของชั้นหินไมเดนชัดนัก แสดงแนวแกนชั้นหินคดโคงรูปประทุนหงายใน

ทิศทางประมาณเหนือ-ใต (N-S) ปรากฏในหมวดหินลำทับที่บริเวณทางหลวงหมายเลข 44 และบริเวณ

ตอนใตของอำเภอเขาพนมเปนแนวยาวจนถึงตอนกลางของอำเภอคลองทอม แสดงแนวแกนชั้นหน
โคงรูปประทุนในทศตะวันตกเฉียงเหนือ - ตะวันออกเฉยงใต (NW-SE) บริเวณทิศตะวันออกของ



อำเภอคลองทอม พบโครงสรางรูปประทุนอยูบริเวณเกาะลันตาใหญ แนวแกนของรอยคดโคงอยูในทิศทาง

เกอบเหนือ-ใต (NNW-SSE) เปนสันเขาอยูกลางเกาะลันตาใหญ และมีการเอยงเทของแกนชั้นหิน

คดโคงไปทางทิศเหนือ (นรนัตน บุญกันภัย, 2548)
3.5.4 รอยชั้นไมตอเนื่อง (Unconformity)




ลำดับชั้นหินมีรอยชั้นไมตอเนื่องระหวางมหายุคพาลีโอโซอกและมหายุคซีโนโซอิก โดยม

การขาดหายไปของหมวดหนยุคไทรแอสซิก หรือหมวดหินไสบอนซึ่งเปนหมวดหินที่อยูระหวางหมวดหินปูน
ของกลุมหินราชบุรียุคเพอรเมียนตอนกลางทอยูดานลาง และหมวดหินคลองมีนยุคจูแรสซิกตอนบน
ี่

3.6 ธรณีวิทยาประวัติ

พนที่จังหวัดกระบ หนที่ปรากฏใหเห็นพบตั้งแตกลุมหินแกงกระจาน อายุคารบอนิเฟอรัส-
ื้

ี่

เพอรเมียน กลุมหินราชบุรี อายุเพอรเมียน กลุมหนทุงใหญ อายุจูแรสซิก-ครีเตเชียส กลุมหินกระบี่

อายุเทอรเชียรี จนถึงตะกอนอายุควอเทอรนารี นอกจากนั้นยังพบหินอัคนีแทรกซอนและหินอัคนีพุดวย

ี่
ธรณีวิทยาประวัติของจังหวัดกระบเริ่มตั้งแตชวงคารบอนิเฟอรัสถงเพอรเมียนตอนกลาง
ลักษณะภูมิศาสตรบรรพกาลจะเปนบริเวณทะเลลึก พบการสะสมตัวของหินโคลนสลับหินทรายแปงและ




หินดินดาน ของหมวดหินแหลมไมไผ แสดงถงมีการสะสมตัวจากอทธิพลของกระแสน้ำขุนขน (turbidity
current) ที่เกดในสภาพแวดลอมเนินตะกอนรูปพัดกนสมุทร (submarine fan environment) ในขณะที่

มีการสะสมตัวของตะกอนเนื้อละเอียด จะมีอิทธิพลของธารน้ำแข็ง (glaciomarine) ที่เปนตัวกลางที่นำพา
ตะกอนขนาดใหญมาตกตะกอนรวมดวย ทำใหเกิดการสะสมตัวของหินโคลนปนกรวดของหมวดหินเกาะเฮ
บางบริเวณมีการตกตะกอนสะสมตัวอยูบริเวณลาดทวีป ซึ่งมีความลาดชันมากกวา ทำใหตะกอนที่ยังไม
แข็งตัวบางสวนมีการเคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของโลกไปตามที่ลาดชัน ทำใหเกิดโครงสรางแบบเลื่อนไถล

(slump structure) และยังพบวาในชวงอายุเพอรเมียนตอนลาง หมวดหินเกาะเฮมีการตกตะกอนสะสม



ตัวในบริเวณขอบทวีปสถิต (inner shelf) ซึ่งน้ำทะเลคอนขางตื้น โดยมอทธิพลของลมพายุเขามามีสวน

สำคัญเปนชวง ๆ ตลอดจนบทบาทของธารน้ำแข็ง (glaciomarine) ททำใหเกิดหินทิ้งธารน้ำแข็ง
ี่


(dropstone) หินสวนใหญเกดจากการตกตะกอนซ้ำ (resedimented deposition) อนเนื่องมาจาก
ดินถลม (debris flow) อัตราการสะสมตัว เปนไปอยางรวดเร็ว (เลิศสิน รักษาสกุลวงศ และธนิศร วงศวา
นิช, 2536)

- 31 -




ในชวงยุคเพอรเมียนตอนตนถงเพอรเมียนตอนกลาง มีการสะสมตัวของหนโคลน หินทราย
แปง หนทรายของหมวดหินเขาพระ และหินทรายชั้นหนาของหมวดหินเขาเจา พบซากดึกดำบรรพของ

แบรคคิโอพอด และไบรโอซัว จากลักษณะโครงสรางภายในและการลำดับชั้นหิน เชื่อวาตกตะกอนสะสม


ตัวในทะเลตื้นที่มีอทธิพลของคลื่นและอาจมการระเบิดของภูเขาไฟเขามาเกยวของ ซึ่งทำให
ี่


สภาพแวดลอมของการดำรงชีวิตของสัตวดึกดำบรรพเปลี่ยนไป สัตวที่อยูกบที่ เชน แบรคคิโอพอด จึงตาย
เปนจำนวนมาก
ในชวงยุคเพอรเมียนตอนกลางสภาพพนดินในบริเวณนี้ มีการจมตัวอยางชา ๆ และ
ื้

มีสภาพอากาศที่อบอุน ไมมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศอยางรุนแรง ทำใหเกดการสะสมตัวของ
หินปูนอยางกวางขวาง สภาพภูมิศาสตรบรรพกาลนาจะเปนทะเลเปด ซึ่งติดตอกับมหาสมุทร น้ำคอนขาง
สะอาด จึงทำใหไดหินปูนที่มีเนื้อสะอาด อยางไรก็ตามจากการสะสมตัวสูงขึ้นของหินปูน ทำใหความลึก

ของระดับน้ำลดลง จงพบซากดึกดำบรรพ foraminifera ในภายหลังบางสวนของหินปูนที่สะสมตัว

มีความสูงใกลเคียงระดับน้ำหรือโผลพนน้ำในเวลาน้ำลง จึงทำใหไดหินปูนที่มีธาตุแม็กนีเซียมปนอยูดวย

มาก
ในชวงยุคจูแรสซิกมีการสะสมตัวของหินดินดาน หินปูนและหินโคลน ของหนวยหินตอนลาง

ของหมวดหินคลองมีน จากลักษณะของโครงสรางภายในและซากดึกดำบรรพ แสดงถึงสภาวะแวดลอม


ของการตกตะกอนในทะเลสาบน้ำจืด (lacustrine environment) และอาจไดรับอทธิพล จากการรุกล้ำ
ของน้ำทะเลเปนครั้งคราว ในขณะที่หนวยหินตอนบนพบชั้นหินทรายสีแดงแสดงถงสภาวะการตกตะกอน


ื้
บนพนทวีป ซึ่งมการตกตะกอนตอเนื่องไปถึงยุคครีเตเชียสของหมวดหินลำทับ ภายใตสภาวะแวดลอม

แบบทางน้ำโคงตวัด โดยหินทรายและหินกรวดมนสะสมตัวในบริเวณรองน้ำ ในขณะที่หินทรายแปง

หินโคลนและหินดินดานสะสมตัวบริเวณที่ราบน้ำทวมถึง (เลิศสิน รักษาสกลวงศ และธนิศร วงศวานิช,
2536)

การแปรสัณฐานที่สงผลใหมีการเคลื่อนตัวของแผนเปลือกโลกตามแนวรอยเลื่อนคลองมะรุย
ซึ่งอยูในแนวทิศตะวันออกเฉยงเหนือไปทางขวา (dextral fault) เชื่อวามสาเหตุมาจากการมดตัวของ



แผนเปลือกโลกอินเดีย หรือ อินเดีย-ออสเตรเลีย ลงไปใตแผนเปลือกโลกยูเรเซียใกลแนวรองลึกกนสมุทร
ในทะเลอนดามัน ราว 140 ลานปที่แลว หรือในระหวางชวงปลายยุคจูแรสซิกตอกบตนยุคครีเตเชียส


(กรมทรัพยากรธรณี, 2544) ตะกอนบกจากทางน้ำอายุ 140-66.4 ลานปที่แลว เกดขึ้นเมื่อกระบวน


การแปรสัณฐานสิ้นสุดลง (สันต อัศวพัชระ และนริศรา นามันซาบีดีน, 2549)
ึ้

การแทรกดันตัวของหินแกรนิตเขาพนมเบญจาเกดขนจากการแปรสัณฐานรอบใหม


ในกระบวนการกอเทือกเขาหิมาลัย (Himalayan orogeny) ราว 66.4 ลานป ไดกระตุนใหเกด

ื้
ระบบการเคลื่อนตัวในแนวเหนือ-ใต ซึ่งเปนสาเหตุหลักของการกอรูปรางแองสะสมตะกอนใหมในพนที่

จังหวัดกระบี่ รวมทั้งวิวัฒนาการการขยับตัวอกครั้งของรอยเลื่อนคลองมะรุยไปทางซายเชนเดียวกบ

กลุมรอยเลื่อนระนอง ภายหลัง 66.4 ลานป ในยุคเทอรเชียรีตอนกลาง แองสะสมตะกอนนี้สะสมตะกอน
ไดกลุมหินกระบี่ โดยเริ่มสะสมตัวภายใตอทธิพลของน้ำทะเลแลวคอย ๆ เปลี่ยนสภาพแวดลอม


ชายฝงทะเล ตอมาผลของการยกตัวของแองทำใหสภาพแวดลอมเปลี่ยนไปเปนแมน้ำโคงตวัดและ
ทะเลสาบ การกำหนดอายุของกลุมหินกระบี่จากซากบรรพชีวิน gastropods และซากสัตวมีกระดูกสัน



หลังทพบในชั้น ถานหิน ใหอายุไมโอซีนตอนกลางหรือประมาณ 45 ลานปมาแลว
ี่

- 32 -





(วราวุธ สุธีธร และเยาวลักษณ จงกาญจนาสุนทร, 2532) อยางไรกตามแองกระบี่ถกปดทับดวยตะกอน
ควอเทอรนารีชั้นบางที่มีความหนาไมเกิน 50 เมตร
การสะสมตัวของตะกอนรวนยุคควอเทอรนารีเริ่มดวยขบวนการผุพังของหินแข็งและทางน้ำ
ี่
สึกกรอนที่พัดพาตะกอนไปตามพนทลาดชันไมไกลจากแหลงกำเนิดในชวงตนยุคไพลสโตซีน
ื้
ดวยสภาพภูมิอากาศแบบรอนชื้น ทำใหพบชั้นแมรัง หรือดินลูกรังปดทับอยูบนพื้นดิน ในชวงตอนกลาง

ยุคไพลสโตซีน จากสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนครั้งหลังสุดของโลก สงผลใหภูมิอากาศมความชุมชื้นมากขึ้น

กระบวนการสึกกรอนโดยทางน้ำบนแผนดินเพมมากขึ้นดวย ชั้นตะกอนที่ลาดเนินและเชิงเขาบางสวน
ิ่

ขาดหายไปหลังการสะสมตัวดวยกระบวนการนี้ทำใหเกดภูมิประเทศแบบที่ลาดรอนคลื่น ในสวนที่อยูใกล

ภูเขาและมีการสะสมตัวของตะกอนตะพกลำน้ำโดยทางน้ำในสวนที่ลาดหางจากภูเขาออกไป
เมื่อหมดยุคไพลสโตซีน น้ำทะเลมระดับสูงและทวมเขามาในแผนดินในชวง interglacial

stage ทำใหตะกอนทะเลสะสมตัวเหนือชั้นตะกอนแผนดินเกา เกิดปาชายเลน มีการสะสมตัวของชั้นพีท


แบบไมตอเนื่อง ชวงทน้ำทะเลรุกเขามาจะมีการสะสมของตะกอนทะเลระดับตื้น อยางไรกตามน้ำทะเล

ี่


รุกเขามาเพียงชวงสั้นเทานั้น หลังชวงตอนกลางยุคโฮโลซีน น้ำทะเลเริ่มถอยกลับ มีการสะสมตัวของ

ตะกอนที่ไดรับอทธิพลจากน้ำขึ้น - น้ำลง ตะกอนทรายชายฝงทะเล และตะกอนทรายชายหาด
เนื่องมาจากการถอยกลับของน้ำทะเลสูระดับที่พบเห็นในปจจุบัน

- 33 -


3.7 กลุมวิทยาหิน

กลุมวิทยาหินที่พบในพนที่ศึกษาจงหวัดกระบี่นนแบงได ดงนี






ื้
3.7.1 กลุมวิทยาหิน CG1

กลุมวิทยาหิน CG1 หินกรวดมนที่มีเมดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน ประกอบดวย



หินกรวดมนที่มการคัดขนาดของเม็ดกรวดไมดี และไมแขงแกรง หินทรายเนื้อหยาบและหินโคลน
(เลิศสิน รักษาสกุลวงศ, 2545) หินโคลนสีแดงสลับหินทรายกรวดมน หินกรวดมนสลับหินทรายเนื้อหยาบ


ที่แสดงชั้นเฉยงระดับ และหินทรายเนื้อหยาบที่มีวัตถประสานไมดี มีรองรอยของซากพืช

(กรมทรัพยากรธรณี, 2556) แสดงลักษณะภูมิศาสตรหนาผาสูงชันบนยอดเขาที่จดเปนหมวดหินลำทับ
ื้


กลุมหนทุงใหญ โดยวางตัวตอเนื่องกันขึ้นไป การแผกระจายของกลุมวิทยาหนนี้พบครอบคลุมพนที่
ตอนกลางและฝงตะวันออกของอำเภอคลองทอม กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินสามจอม
(Ksc) กลุมหินทุงใหญ

















ก. ข.




รูปที่ 3.5 กลุมวิทยาหิน CG1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินกรวดมนหมวดหินสามจอม บริเวณบานทับไทร
ตำบลพรุดินนา อำเภอคลองทอม จ.กระบี่ พิกัด 47P 523784 E 887649 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล

91 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน ขนาดเมดกรวดขนาด granule ถึง pebble และตะกอนทรายขนาด
ปานกลางถึงทรายหยาบ


3.7.2 กลุมวิทยาหิน CG2



กลุมวิทยาหินที่ CG2 หินกรวดมนที่มีเม็ดกรวดเปนหนปูน ประกอบดวย หนกรวดมนฐาน
ที่มีเม็ดกรวดเปนหินปูน โดโลไมต และหินทรายแปงสีแดง ขนาด granule ถง cobble ชั้นหนาไปจนถึง

ชั้นหนามาก มีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนทรายแปงถงทราย (calcareous sand) หินทรายเนื้อทรายแปง


ปนกรวดเหลี่ยม การแผกระจายของกลุมวิทยาหินนี้พบบริเวณเขาหนองเคียน ตำบลเขาทอง อำเภอเมอง
กระบี่ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินไสบอน (Trsb)

- 34 -




















ก. ข.




รูปที่ 3.6 กลุมวิทยาหิน CG2 ในจังหวดกระบี่ ก. หินกรวดมนฐานหมวดหินไสบอน แสดงชั้นหนาไปจนถึง
ชั้นหนามาก บริเวณบานคลองทราย ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวดกระบี่ พิกัด 47P 475971 E

904055 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินกรวดมน เม็ดกรวดเปนหินปูน โดโลไมท
และหินทรายแปงสีแดง ขนาด granule ถึง cobble


3.7.3 กลุมวิทยาหิน SS2

กลุมวิทยาหิน SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ ประกอบดวย หินทรายอารโคส

หินทรายเนื้อควอตซ เปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเนื้ออารโคส หินทรายเนื้อควอตซ ชั้นบางไปจนถงชั้น

หนามาก มักแทรกสลับกบชั้นหนดินดาน หินทรายแปง และหินโคลน บางบริเวณพบหินตะกอนเนื้อแข็ง

ื้
หินปูนเลนสและสายแรควอรตรวมดวย การแผกระจายของกลุมวิทยาหินนี้พบครอบคลุมพนที่ตอนบน

ื้
และฝงตะวันออกของจังหวัด โดยพบเปนบริเวณกวางในพนที่อำเภออาวลึก อำเภอปลายพระยา



อำเภอเขาพนม อำเภอลำทบ และอำเภอคลองทอม กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหมวดหินลำทับ (Klt)
กลุมหินทงใหญ หมวดหินเขาพระ (CPkp) กลุมหินแกงกระจาน หมวดหนเขาเจา (CPkc) กลุมหน


ุ
แกงกระจาน และหมวดหินพุนพิน (Kpp) กลุมหินทุงใหญ

- 35 -




















ก. ข.



รูปที่ 3.7 กลุมวทยาหิน SS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายเนื้อควอรตซหมวดหินเขาเจา แสดงชั้นหนา

ปานกลางถึงชั้นหนา บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหนาเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
พิกัด 47P 496604 E 925194 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 93 เมตร ข. ลักษณะของหินทรายเนื้อควอรตซ
ขนาดตะกอนทรายละเอียดถึงทรายปานกลาง การคัดขนาดดีมาก


3.7.4 กลุมวิทยาหิน SS3

กลุมวิทยาหิน SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียดกึ่งแปรสภาพ

ประกอบดวย หินทรายแทรกสลับกบหินทรายแปง หินดินดาน และหินโคลนปนกรวด เม็ดกรวด
ประกอบดวย แรควอตซ หินทราย หินทรายแปง หินแกรนิต หินชีสต และหินปูน การแผกระจายพบ
แสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา ครอบคลุมพนที่ตอนลางของจังหวัด โดยพบเปนหยอม
ื้
บริเวณอำเภอเกาะลันตา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินเกาะเฮ (CPkh) กลุมหน

แกงกระจาน


















ก. ข.



รูปที่ 3.8 กลุมวทยาหิน SS3 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายแทรกสลับกับหินทรายแปงหมวดหินเกาะเฮ

บรเวณบานบานโละบาหรา ตำบลศาลาดาน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 504987 E

840458 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 18 เมตร ข. ลักษณะของหินทรายแปง สีเทา

- 36 -


3.7.5 กลุมวิทยาหิน FS1

ึ่

กลุมวิทยาหิน FS1 หินตะกอนเนื้อละเอยด บางสวนกงแปรสภาพ ประกอบดวย กลุมวิทยา

หินที่ประกอบดวย ตะกอนเนื้อละเอยดที่ไดรับแรงกระทำโดยกระบวนแปรสภาพ ประกอบดวย หินโคลน
เนื้อแนน สลับกับทรายเนื้อดิน หินโคลนซิลิสิไฟด (silicified mudstone) หินทรายแปงซิลิสิไฟด

การแผกระจายพบแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา พบบริเวณฝงตะวันตกของเกาะลันตา
ใหญ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับหมวดหินแหลมไมไผ (CPlp) และหมวดหินเขาพระ (CPkp)
ในกลุมหินแกงกระจาน


















ก. ข.



รูปที่ 3.9 กลุมวิทยาหิน FS1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินทรายแปงซิลิสิไฟต หมวดหินเขาพระ
บริเวณบานคลองโขง ตำบลศาลาดาน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47N 505002 E 836534 N
ความสูงจากระดับน้ำทะเล 25 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินทรายแปงซิลิสิไฟต


3.7.6 กลุมวิทยาหิน FS2

กลุมวิทยาหิน FS2 หินตะกอนเนื้อละเอยด เชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต ประกอบดวย



หินตะกอนเนื้อละเอยด (fined grained) ถงเม็ดละเอยดมาก (very fine grained) เม็ดตะกอน

ขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก หินโคลน หนทรายแปง และหินดินดาน มักแสดง





แนวแตกถี่และวางสลับชั้นกับหินทราย หินโคลน สวนใหญสีเทาถงเทาเขม สีเทาเขยว สีผุมสีน้ำตาลออน
น้ำตาล น้ำตาลแดง ซึ่งมกพบแทรกสลับหรือแทรกชั้นกบหินทรายขนาดละเอยดและชั้นหินบาง บางพนที่


ื้

ื้
ของหินโคลนพบ pebbly ดวย บางพนที่แสดงรูชอนไช และรูปู สวนหินทรายแปงมักสลับชั้นกับ
ชั้นหินโคลนและหินทราย ความหนาของชั้นหนทรายแปงมักมีขนาดไมหนาถึงปานกลาง บางที่อาจมี

แคลไซตเขามาตัด หินดินดานมักแสดงแนวแตกถี่และวางสลับชั้นกับหินทราย การแผกระจายพบแสดง
ลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินและภูเขา ครอบคลุมพนที่ฝงตะวันตกของอำเภอเมือง อำเภอเหนือคลอง
ื้


และอำเภอเกาะลันตา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบหมวดหนเขาพระ (CPkp)
กลุมหินแกงกระจาน และหมวดหินไสบอน (TRsb) หมวดหินคลองมีน (Jkm) กลุมหินทุงใหญ

- 37 -




















ก. ข.



รูปที่ 3.10 กลุมวิทยาหิน FS2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโคลนแทรกสลับหินทรายชั้นบางมาก หมวดหินเขาพระ
บริเวณริมถนนหมายเลข กบ.1020 ตำบลหนาเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 495893 E
925259 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 78 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินโคลน สีเทา


3.7.7 กลุมวิทยาหิน FS4


กลุมวิทยาหิน FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพช ประกอบดวย

หินตะกอนเนื้อละเอยด (fined grained) เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก


หินโคลน หินโคลนปนซากพช เนื้อปนปูน บางบริเวณพบแทรกสลับกบหินมารล ลิกไนต และหินทราย

ื้
ึ่
ี่

กงแขงตัว การแผกระจายแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนทเนิน ครอบคลุมพนที่ตอนกลางของจังหวัด
บริเวณแองกระบี่ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมหินกระบี่ (Tkb)
3.7.8 กลุมวิทยาหิน CB1
กลุมวิทยาหิน CB1 หินคารบอเนต จำพวกหินจำพวกหินคารบอเนตเนื้อผลึกและ
เนื้อโดโลไมตเปนสวนใหญ ประกอบดวย หินปูน หินปูนเนื้อโดโลไมต สีเทา สีดำ ชั้นหนามาก

ถึงไมแสดงชั้น มักมีสายแรแคลไซตขนาดเล็กๆดวย บางบริเวณพบแทรกสลับดวยหินทราย ดินดาน และ
หินเชิรตแทรกเปนเลนสในชั้นหิน การแผกระจายแสดงลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต
(karst topography) ภูเขาชัน และภูเขาลูกโดด พบครอบคลุมพื้นที่ตอนบนของจังหวัด โดยพบเปน



ื้
บริเวณกวางในพนที่อำเภอปลายพระยา อำเภออาวลึก และอำเภอเมองกระบี่ กลุมวิทยาหนนี้สามารถ
เชื่อมโยงไดกับ หมวดหินอุมลูก (Pul) และหมวดหินพับผา (Ppp) ในกลุมหินราชบุรี

- 38 -




















ก. ข.



รูปที่ 3.11 กลุมวทยาหิน CB1 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินโดโลไมต บริเวณบานเขาในชอง ตำบลปลายพระยา

อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47 P 481464 E 938054 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 79 เมตร
ข. ลักษณะเนื้อหินของหินโดโลไมต สีเทาออน


3.7.9 กลุมวิทยาหิน CT

กลุมวิทยาหิน CT หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ ประกอบดวย หินควอรตไซต มีสีขาว
สีเทาเขมถึงดำ การแผกระจายแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่เนินเขาใกลภูเขาหินแกรนิต พบเปนหยอม


บริเวณทศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอเมืองกระบี่ กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบ

หมวดหินเขาพระ (CPkp) กลุมหินแกงกระจาน

















ก. ข.






รูปที่ 3.12 กลุมวทยาหิน CT ในจังหวดกระบี่ ก. หินควอรตไซต โผปรากฏบรเวณน้ำตก บานคลองปกาสัย
ตำบลกระบี่นอย อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 495809 E 911187 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล
134 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินควอรตไซต สีดำ

- 39 -


3.7.10 กลุมวิทยาหิน F-MET1

กลุมวิทยาหิน F-MET1 หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ ไดแก หินชนวน หินชีสต หินไมกาชีสต

หินควอรตชีสต หินควอรตไมกาชีสต หินฟลไลต โดยหินตนกำเนิดกอนแปรสภาพ มาจากหมวดหินเขาพระ

ี่
และหมวดหินแหลมไมไผ การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนทเนินและภูเขา ใกลภูเขา

หินแกรนิต ครอบคลุมพื้นที่ฝงตะวันตกของอำเภอปลายพระยา กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบ
หมวดหินเขาพระ (CPkp) และหมวดหินแหลมไมไผ (CPlp) ในกลุมหินแกงกระจาน ที่ถูกแปรสภาพเปน


จำพวกหินแปรที่มีริ้วขนาน

















ก. ข.





รูปที่ 3.13 กลุมวิทยาหิน CT ในจังหวดกระบี่ ก. หินไมกาชีสต บริเวณน้ำตกบางเทาแม ตำบลเขาตอ

อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 469354 E 951126 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 106 เมตร
ข. ลักษณะเนื้อหินของหินไมกาชีสต


3.7.11 กลุมวิทยาหิน GR

กลุมวิทยาหิน GR หินแกรนิต ประกอบดวย หินแกรนิต กราโนไดออไรต และเพกมาไทต
ลักษณะเนื้อดอก ผลึกหยาบ ประกอบไปดวยแรควอตซ เฟลดสปาร และไบโอไทต เปนแรพน มีแรดอก
ื้
เปนแรเฟลดสปารที่แสดงหนาผลึกกึ่งสมบูรณ ขนาดประมาณ 2 - 5 เซนติเมตร บางแหงมีการเรียงตัวของ

แรดอก สวนเพกมาไทต มีสีเทา เทาเขม สวนสีผุมีสีน้ำตาลเหลือง การแผกระจายตัวแสดงลักษณะ
ี่

ี่
ภูมประเทศเปนทภูเขาและเทือกเขา ครอบคลุมพนทตอนกลางของจังหวัดกระบี่ กลุมวิทยาหินนี้สามารถ
ื้





เชอมโยงไดกบหนแกรนตยุคครเทเชยส (Kgr)




- 40 -




















ก. ข.

















รูปที 3.14 กลมวทยาหิน GR ในจงหวัดกระบี ก. หนแกรนิตเนอดอก บรเวณททำการชัวคราวหนวยพทักษ

อุทยานแหงชาติ ที่พล.1 หวยเหนียง บานเทพพนม ตำบลหนาเขา อำเภอเขาพนม จังหวดกระบี่ พิกัด 47P

496188 E 912679 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 288 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินแกรนิตเนื้อดอก
แรเฟลดสปารขนาด 1–5 เซนติเมตร
3.7.12 กลุมวิทยาหิน VOL2
กลุมวิทยาหน VOL2 หินอัคนีภูเขาไฟที่ประกอบดวยแรสีจาง ประกอบดวย หินไซอีไนต

มีสีเทาเขม เนื้อดอก ประกอบดวยเฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบรนดเปนหลัก หินไรโอไลต

เนื้อละเอียด และหนไรโอไลต ลักษณะเนื้อดอก สีเทาออน และหินกรวดภูเขาไฟ ประกอบดวยเม็ดกรวด

ของหินไรโอไรต ไซยีไนต หินทราย และหินปูน การแผกระจายตัวแสดงลักษณะภูมิประเทศเปนที่ยอดเขา
ทรงกรวย ครอบคลุมพนที่ฝงตะวันออกของอำเภอเหนือคลอง กลุมวิทยาหินนี้สามารถเชื่อมโยงไดกบ

ื้
หินไซยีไนตยุคเทอรเชียรี (Sy) และหินไรโอไลตยุคครีเทเชียส (Krh)










ก. ข.





รูปที่ 3.15 กลุมวิทยาหิน VOL2 ในจังหวัดกระบี่ ก. หินไซยไนตสีเทาเขม บริเวณบานควนนกหวา




ตำบลโคกยาง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ พกัด 47P 509708 E 896988 N ความสงจากระดบนำทะเล


55 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินไซยีไนตสีเทาเขม ผลึกเฟลดสปารขนาด 0.3-1 เซนติเมตร

- 41 -


3.7.13 กลุมวิทยาหิน GY


กลุมวิทยา GY หินกีเซอไรต ประกอบดวย หินกเซอไรต สีเทาถึงขาว สีครีม สีผุสีน้ำตาล

เหลือง เนื้อแนน ประกอบดวยผลึกเนื้อซิลิกาขนาดละเอยดมากและเฟลสปาร การแผกระจายตัวพบ
แสดงลักษณะภูมิประเทศเนินเขา ครอบคลุมพนที่ฝงตะวันตกเฉยงใตของอำเภอเขาพนม กลุมวิทยาหินนี้
ื้

สามารถเชื่อมโยงไดกับหินกีเซอไรตยุคควอเทอรนารี (gy)

















ก. ข.




รูปที่ 3.16 กลุมวทยาหิน GY ในจังหวัดกระบี่ ก. หินกีเซอไรต บริเวณริมศาลาวัดรักดีคีรีวัน บานใหญ
ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม จังหวดกระบี่ พิกัด 47P 502483 E 907188 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล

119 เมตร ข. ลักษณะเนื้อหินของหินกีเซอไรต สีเทาถึงขาว

3.7.14 กลุมวิทยาหิน COL

กลุมวิทยาหิน COL ประกอบดวย ตะกอนกรวดเปนสวนใหญ อาจมีตะกอนทราย ทรายแปง

และดินเหนียว ชั้นตะกอนกงแข็งตัวชั้นนี้ประกอบดวยเศษหินจากหินแกรนิต หินทราย หินดินดาน
ึ่
หินควอรตไซต หลายๆขนาด ประกอบกบมีตะกอนทราย ทรายแปงและดินศิลาแลงมาทับถมรวมดวย



ทำใหชั้นตะกอนมีการคัดขนาดทไมดี การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะภูมิประเทศที่ราบเชิงเขา

ี่
ครอบคลุมพื้นที่ฝงตะวันออกและฝงตะวันตกของจังหวัด โดยพบเปนบริเวณกวางในพนที่อำเภอปลายพระยา
ื้

อำเภออาวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม อำเภอลำทับ และอำเภอคลองทอม กลุมวิทยาหินนี้
สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนเศษหินเชิงเขา (Qc) ซึ่งเปนตะกอนที่ยังไมแข็งตัวและตะกอนกึ่งแข็งตัว

- 42 -




















ก. ข.



รูปที่ 3.17 กลุมวิทยาหิน COL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนเชิงเขา บริเวณริมถนนบานหนองเทา ตำบลกระบี่นอย
อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พิกัด 47P 497002 E 910982 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 127 เมตร
ข. ลักษณะตะกอนเชิงเขา พบเศษหินแกรนิต หินควอรตไซต และหินทราย ขนาด 0.1-2 เมตร


3.7.15 กลุมวิทยาหิน AL

กลุมวิทยาหิน AL ตะกอนน้ำพา ประกอบดวย ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และ
ี่
ดินเหนียว มักพบซากเปลือกหอย ใบไม และชั้นพีท การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะภูมิประเทศทราบ
ื้
หรือคอนขางราบขนาดใหญ ครอบคลุมพนที่ตอนกลาง และฝงตะวันออกของจงหวัด กลุมวิทยาหินนี้

สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนน้ำพา (Qa) ซึ่งเปนตะกอนยังไมแข็งตัวและตะกอนกึ่งแข็งตัวของตะกอน
น้ำพาเดิมและปจจุบัน



















ก. ข.




รูปที่ 3.18 กลุมวิทยาหิน AL ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนน้ำพา บรเวณริมคลองอิปน ตำบลปลายพระยา
อำเภอปลายพระยา จังหวดกระบี่ พิกัด 47P 489956 E 945611 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 48 เมตร

ข. ลกษณะตะกอนน้ำพา ประกอบดวยตะกอนทรายละเอียด


- 43 -


3.7.16 กลุมวิทยาหิน TER


กลุมวิทยาหิน TER กลุมตะกอนตะพกลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และ
ดินเหนียว การแผกระจายพบแสดงลักษณะภูมิประเทศที่ราบแคบ ๆ สองฟากฝงของลำน้ำ ครอบคลุม
พื้นที่ตอนบน ตอนกลาง และฝงตะวันออกของจังหวัด สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนตะพักลำน้ำ (Qt)



















ก. ข.



รูปที่ 3.19 กลุมวิทยาหิน TER ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนตะพักลำน้ำ บริเวณบานทับเที่ยง ตำบลปลายพระยา
อำเภอปลายพระยา จังหวดกระบี่ พิกัด 47P 492249 E 947888 N ความสูงจากระดับน้ำทะเล 54 เมตร

ข. ลักษณะตะกอนตะพักลำน้ำประกอบดวยตะกอนทรายแปง

3.7.17 กลุมวิทยาหิน BEA




กลุมวิทยาหิน BEA กลุมตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา ไดแก ทราย กรวด

ทรายแปง มีเศษเปลือกหอย เศษปะการัง และเศษซากพชปะปน การแผกระจายตัวพบแสดงลักษณะ
ภูมประเทศชายหาด ครอบคลุมพนที่ฝงตะวันตกของจังหวัด บริเวณอำเภอเมองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง
ื้


และอำเภอเกาะลันตา สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนชายหาดปจจุบัน (Qb)

- 44 -




















ก. ข.




รูปที่ 3.20 กลุมวิทยาหิน BEA ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนทรายชายหาด บริเวณริมหาดบานคลองโตบ

ตำบลเกาะลันตาใหญ อำเภอเกาะลันตา จังหวดกระบี่ พิกัด 47P 504809 E 834480N 47 N ความสูงจาก
ระดับน้ำทะเล 7 เมตร ข. ลักษณะตะกอนทรายชายหาด เศษเปลือกหอย และเศษปะการังปะปน


3.7.18 กลุมวิทยาหิน MC

ึ้
กลุมวิทยาหิน MC ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขนถึง ประกอบดวย

ดินเหนียวปนพท ดินเหนียวปนทรายแปง ดินเหนียวปนทราย ทรายแปง ดินเหนียว ตะกอนดินเหนียวมักมี
สีดำ ชั้นดินเหนียวมักพบซากเปลือกหอย ใบไมทับถมอยูในชั้นดินเหนียวนี้ การแผกระจายตัวพบแสดง

ลักษณะภูมิประเทศปาชายเลน ครอบคลุมพื้นที่ฝงตะวันตกของอำเภออาวลึก อำเภอเมองกระบี่


อำเภอเหนือคลอง และอำเภอเกาะลัน ตะกอนปาชายเลน สามารถเชื่อมโยงไดกับกลุมตะกอนที่ราบ

น้ำทะเลขึ้นถึง (Qtf/Qmc)

















ก. ข.






รูปที่ 3.21 กลุมวทยาหิน MC ในจังหวัดกระบี่ ก. ตะกอนปาชายเลน บริเวณขางใตสะพานสิรลันตา
ตำบลเกาะลันตานอย อำเภอเกาะลันตา จังหวดกระบี่ พิกัด 47N 505133 E 845587 N ความสูงจาก

ระดับน้ำทะเล 1 เมตร ข. ลกษณะตะกอนปาชายเลน ประกอบดวยดินเหนียวปนพท



- 45 -














































































รูปที่ 3.22 แผนที่กลุมวิทยาหินจังหวัดกระบี่(กรมทรัพยากรธรณี, 2564)

- 46 -


ตารางที่ 3.2 คำอธิบายแผนที่กลุมวิทยาหินจังหวัดกระบี่

คำอธิบาย
(EXPLANATION)


กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP

CG1 (Ksc) หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน กลุมวิทยาที่ประกอบดวยหินกรวดมน

CG1 เปนสวนใหญ หินกรวดมนประกอบดวยเม็ดแรควอตซ หินทราย หินเชรต หินควอตซไซต หินภูเขาไฟ
เม็ดกรวดมีขนาด 1-5 เซนติเมตร เนื้อพื้นมีสีน้ำตาลแดง แทรกสลับกับหนทรายเม็ดหยาบถงหยาบมาก


มีสีเทา สีเหลืองชั้นหินหนาถึงหนาปานกลาง การประสานตัวกลางๆถึงไมดี
CG2 (Trsb) หินกรวดมน ทมีเม็ดกรวดเปนหนปูน กลุมวิทยาที่ประกอบดวยหินกรวดมนฐาน ทมี

ี่
ี่


เม็ดกรวดเปนหนปูน โดโลไมต หินทราย หินทรายแปงสีแดง ขนาด granule-cobble ชั้นหนาไปจนถึง
CG2 ชั้นหนามาก มีตัวเชื่อมประสานเปนตะกอนทรายละเอยดถึงทรายปานกลาง (calcareous sand) และ

ั้

หินทราย สีขาว สีเทา ประกอบดวยเม็ดตะกอนขนาดละเอยด การคัดขนาดปานกลาง ชนหินหนา
ปานกลางถึงหนา
ี่
SS2 (Klt/CPkp/CPkc/Kpp) หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ กลุมวิทยาหินทประกอบดวย
ื้
ื้


SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซเปนสวนใหญ ไดแก หินทรายเนออารโคส หินทรายเนอควอตซ
ชั้นหินบางไปจนถึงชนหนามาก มักแทรกสลับกับชนหินดินดาน หินทรายแปง และหินโคลน บางบริเวณ
ั้
ั้
พบหินตะกอนเนื้อแข็ง หินปูนเลนสและสายแรควอรตรวมดวย
SS3 (CPkh) หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียดกึ่งแปรสภาพ กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย
SS3 หินทรายแทรกสลับกบหนทรายแปง หินดินดาน และหนโคลนปนกรวด เม็ดกรวดประกอบดวย



แรควอตซ หินทราย หินทรายแปง หินแกรนิต หินชีสต และหินปูน
FS1 (CPlp/ CPkp) หินตะกอนเนื้อละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย
ตะกอนเนื้อละเอยดที่ไดรับแรงกระทำโดยกระบวนแปรสภาพ ประกอบดวย หินโคลนเนื้อแนน สลับกับ

FS1 ทรายเนื้อดิน หินโคลนซิลิสิไฟต หินทรายแปงซิลิสิไฟต หินโคลนซิลิสิไฟตมีสีเทา สีเทาจาง พบการผุพัง

เปนรูปทรงกลม มีแรไฟไรตเกดรวมดวย หินทรายแปงซิลิสิไฟตมีสีเทา มีแรไฟไรตขนาด 0.05-0.1

เซนติเมตรเกิดรวมดวย
FS2 (TRsb /Jkm/CPkp) หินตะกอนเนื้อละเอียด เชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต กลุมวิทยาหน

ที่ประกอบดวยหนตะกอนเนอละเอยด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก

ื้


หินโคลน หินทรายแปง และหินดินดาน หินโคลน สวนใหญสีเทาถึงเทาเขม สีเทาเขียว สีผุมีสีน้ำตาลออน
FS2 น้ำตาล น้ำตาลแดง ซึ่งมักพบแทรกสลับหรือแทรกชั้นกับหินทรายขนาดละเอียดและชั้นหินบาง บางพื้นที่
ของหินโคลนพบ pebbly ดวย บางพื้นที่แสดงรูชอนไช และรูปู สวนหินทรายแปงมักสลับชั้นกับ
ี่
ชั้นหนโคลนและหินทราย ความหนาของชั้นหินทรายแปงมักมีขนาดไมหนาถึงปานกลาง บางทอาจมี

แคลไซตเขามาตัด หินดินดานมักแสดงแนวแตกถี่และวางสลับชั้นกับหินทราย
FS4 (Tkb) หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช กลุมวิทยาหินที่ประกอบดวย
FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด เม็ดตะกอนขนาดดินเหนียวถึงทรายแปงเปนสวนใหญ ไดแก หินโคลน หินโคลน

ปนซากพืช เนื้อปนปูน บางบริเวณพบแทรกสลับกับหินมารล ลิกไนต และหินทรายกึ่งแข็ง

- 47 -


ตารางที่ 3.2 คำอธิบายแผนที่กลุมวิทยาหินจังหวัดกระบี่ (ตอ)

คำอธิบาย
(EXPLANATION)


กลุมวิทยาหิน
LITHOLOGIC GROUP

CB1 (P/Pul/Ppp) หินคารบอเนต กลุมวิทยาหินจำพวกหินคารบอเนตเนื้อผลึกและเนื้อโดโลไมต
CB1 เปนสวนใหญ ประกอบดวย หินปูน หินปูนเนื้อโดโลไมต สีเทา สีดำ ชั้นหนามาก ถึงไมแสดงชั้น มักมีสายแร
แคลไซตขนาดเล็กๆดวย บางบริเวณพบแทรกสลับดวยหินทราย หินดินดาน และหินเชิรต แทรกเปนเลนส

CT (CPkp) หินแปรสัมผัสทมากดวยแรควอตซ กลุมวิทยาหินที่เปนหินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ
ี่

CT โดยหินตนกำเนิดกอนแปรสภาพมาจากหมวดหินเขาพระ กลุมวิทยาหินCTประกอบดวย หินควอรตไซต

มีสีขาว สีเทาเขมถึงดำ
ี่
F-MET1 (CPkp/CPlp) กลุมวิทยาหนจำพวกหนแปรทมีริ้วขนาน โดยหินตนกำเนิดกอนแปรสภาพ




มาจากหมวดหินเขาพระ และหมวดหนแหลมไมไผ มีสีเทา เทาเขม สีดำ สีผุมีสีน้ำตาลถงน้ำตาลเขม





สีเหลือง ไดแก หินชนวน หินชีสต หินไมกาชีสต หินควอรตชีสต หินควอรตไมกาชีสต หินฟลไลต
GR (Kgr) หนแกรนิต กลุมวิทยาหินนี้ ประกอบดวย หินแกรนิต กราโนไดออไรต และเพกมาไทต

GR หินแกรนิตมีเนื้อดอกประกอบดวยแรควอตซ เฟลดสปาร และไบโอไทต หินกราโนไดออไรต แสดงผลึก

เนื้อเดียว สวนเพกมาไทต มีสีเทา เทาเขม สวนสีผุมีสีน้ำตาลเหลือง

ี่
VOL2 (Sy/Krh) หนอัคนีภูเขาไฟทประกอบดวยแรสีจาง ประกอบดวยหินอคนีที่มากดวยแรสีจาง


ไดแก หนไซยีไนต หินไรโอไลต และหินกรวดภูเขาไฟ ซึ่งหินไซอีไนต มีสีเทาเขม เนื้อดอก ประกอบดวย

VOL2 เฟลดสปาร ควอตซ และฮอรนเบรนดเปนหลัก หนไรโอไลต เนื้อละเอียด และหินไรโอไลต ลักษณะ


เนื้อดอก สีเทาออน และหินกรวดภูเขาไฟ ประกอบดวยเม็ดกรวดของหนไรโอไรต ไซยีไนต หนทราย



และหินปูน
GY GY (gy) หินกีเซอไรต กลุมวิทยาหินนี้ ประกอบดวย หินกีเซอไรต สีเทาถึงขาว สีครีม สีผุสีน้ำตาลเหลือง
เนื้อแนน ประกอบดวยผลึกเนื้อซิลิกาขนาดละเอียดมากและเฟลสปาร

COL (Qc) ตะกอนเชิงเขา ประกอบดวย ตะกอนกรวดเปนสวนใหญ อาจมีตะกอนทราย ทรายแปง
ึ่
ี้
COL และ ดินเหนียว ชั้นตะกอนกงแข็งตัวชั้นนประกอบดวยเศษหินจากหินแกรนิต หินควอรตไซต หินทราย
หินดินดาน หลายๆขนาด ประกอบกับมีตะกอนทราย ทรายแปงและดินศิลาแลงมาทับถมรวมดวย
ทำใหชั้นตะกอนมีการคัดขนาดที่ไมดี
AL (Qa) ตะกอนน้ำพา ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว มักพบซากเปลือกหอย
AL ใบไม และชั้นพีท
TER TER (Qt) ตะกอนตะพักลำน้ำ ไดแก ตะกอนกรวด ทราย ทรายแปง และดินเหนียว

BEA (Qb) ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา ไดแก ทราย กรวด ทรายแปง เศษปะการัง และ
BEA เศษซากพชปะปน ตะกอนทรายมีสีนำตาล สีขาว สีสม สีเทา การคัดขนาดไมดี กงทรงกลม


ึ่

ซึ่งทำปฏิกิริยากับกรด และมักพบเศษเปลือกหอยอยูดวย

MC (Qtf/Qmc) ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึง ประกอบดวย ดินเหนยวปนพีท
MC ดินเหนียวปนทรายแปง ดินเหนียวปนทราย ทรายแปง ดินเหนยว มีสีดำ มักพบซากเปลือกหอย


ใบไมทับถมอยูในชั้นดินเหนียวนี้ดวย



บทที่ 4


วิธีการศึกษา




4.1 ขันรวบรวมขอมูล


การศกษาและรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการทำแบบจำลองตาง ๆ เพื่อนำมาประยุกตใช










ในการศกษาพ้นทออนไหวตอการเกดดนถลมใหมีความยืดหยุน สามารถปรับเปลียนขอมลไดงาย และ



ทันสมัย โดยทำการเก็บรวบรวมขอมูล 3 ลักษณะ ดังนี้
1) รวบรวมขอมลพนฐานและปจจัยท่เกยวของกบการดินถลม เพ่อจัดทำฐานขอมูล









สารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย ขอมูลดานธรณีวิทยา ธรณีโครงสราง ขอมูลแบบจำลองภูมประเทศ



เชิงเลข (DEM) ปริมาณน้ำฝน และขอมูลตำแหนงรองรอยดินถลมในอดีต






2) การเกบรวบรวมขอมลเอกสารทเกยวของ จากแหลงเอกสารตาง ๆ เชน หองสมุด


ฐานขอมูลของกรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซตตาง ๆ





3) การรวบรวมผลงานท่เคยทำมากอนในพ้นทศึกษา โดยการคนหาจากฐานขอมูลของ
กรมทรัพยากรธรณี และเว็บไซตตาง ๆ

4.2 การสำรวจลักษณะทางธรณีวทยา
ื้

ี่




การสำรวจธรณวิทยาในพนทศกษา มจุดประสงคหลักเพ่อรวบรวมขอมลธรณวิทยาในสนาม




ทงหมด ไดแก ขอมูลชนิดหิน โครงสรางทางธรณวิทยา การแผกระจายตัวของหิน การลำดับชันหิน


















ความตอเนืองของชันหิน และขอมลเกยวกบธรณพบัตภัยดนถลมในพนทศกษา โดยการสำรวจธรณวิทยา




มีขั้นตอนการสำรวจดังตอไปนี้
1) การเตรียมขอมูลพื้นฐานกอนการเก็บขอมูลภาคสนาม ไดแก การเตรียมแผนที่ภูมประเทศ




ขอมลพนฐาน และการรวบรวมขอมลดานธรณวิทยาของพนทจากรายงานการสำรวจธรณวิทยาในพนท ี่








ื้






เชน แผนท่ธรณวิทยามาตราสวน 1:50,000 และแผนทธรณวิทยามาตราสวน 1:250,000 และรายงาน

จำแนกเขตเพอการจัดการดานธรณวิทยาและทรัพยากรธรณ จังหวัดนาน ป พ.ศ. 2549 จังหวัดอุตรดตถ 








ป พ.ศ. 2551 จังหวัดประจวบครีขันธ ป พ.ศ. 2551 จังหวัดอทัยธานี ป พ.ศ. 2551 และจังหวัดกระบี่
ป พ.ศ. 2556

2) การวางแผนการสำรวจโดยการกำหนดเสนทางการสำรวจใหครอบคลุมพ้นทเสี่ยงภัย


ดินถลม และตรวจสอบความถูกตองของขอมูลเดิม



3) การเตรียมอปกรณสำรวจภาคสนาม เชน คอนธรณีวิทยา (Geological hammer)



เข็มทศ (Compass) แฮนดเลนส (hand lens) สมุดบันทึก (Field notebook) อปกรณบอกพิกดตำแหนง
ดวยดาวเทียม (Global Positioning System, GPS) กลองถายรูป และอุปกรณเก็บตัวอยาง

- 50 -


4) สำรวจเกบขอมลขนรายละเอยด รวบรวม และบันทกขอมลทางธรณวิทยา เพอจัดกลุมหิน













ในพ้นท่ศึกษาตามลักษณะทางวิทยาของหิน เชน ขอมูลชนิดหิน การลำดับชั้นหิน การกระจายตัวของหิน


ธรณีวิทยาโครงสราง และถายภาพเพื่อใชประกอบการเขียนรายงาน


4.2.1 หลักการจำแนกกลุมวิทยาหินสำหรบการศกษาดินถลม



วิทยาหิน (lithology) เปนหนึงในปจจัยทีเกยวของกบการเกดดินถลม อีกทงเปน











หินตนกำเนิดของดินชนิดตาง ๆ ทมคณสมบัตทางวิศวกรรมทีอาจเกยวของกบประเภทการเกิดดินถลม









ชนิดตาง ๆ ทงนีขนอยูกับชนิดของดนทเปนผลมาจากกผุพงของชันหินตนกำเนิด ซงในการศกษาครั้งนี้ได 

ึ่













ทำการจำแนกลักษณะวิทยาหินแบบตาง ๆ ท่พบกระจายตวในพนทศกษาใหเปนหนวยหินทมีลักษณะ

วิทยาหินแบบตาง ๆ ทีมความคลายคลึงกันใหอยูรวมกันเปนกลุม เรียกวา กลุมวิทยาหิน (lithological





group) เพ่อบงชี้ความสัมพนธระหวางกลุมวิทยาหินกับรองรอยดนถลมท่เกิดขนทงในอดีตและปจจุบัน









ี่

และความสัมพนธระหวางกลุมวิทยาหินท่เปนหินตนกำเนิดดนกับกลุมดนชนิดตาง ๆ ทกระจายตัว

ในพื้นที่ศึกษาที่มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่แตกตางกันใหมีความชัดเจนมากขึ้น
4.2.2 ปจจัยที่เปนเกณฑในการจำแนกหนวยหิน

หนวยหิน (rock unit) หมายถึง เนือหินมลักษณะปรากฏทีสมำเสมอและสามารถทำแผนทีได 




ื้

ั้
ซึ่งหนวยหินถอเปนหนวยขนพนฐานสำหรับการทำแผนทีในระบบการจำแนกประเภทของวัสดุหินในสนาม

(Rock Material Field Classification system; RMFC) (Natural Resources Conservation Service,





2012) ซงในการศึกษาครั้งนี้ใชการทำแผนท่เพ่อระบุการกระจายตัว (distribution) ของกลุมวิทยาหิน









แบบตาง ๆ ทปรากฏบนพืนผิวภูมประเทศ โดยไดกำหนดกลุมวิทยาหินขนมาเปนหนวยหินเทานัน ไมไดม ี





การลำดับชั้นหินหรือพจารณาอายุและการวางตวของชันหินแตอยางใด พิจารณาจากลักษณะเดนของ


วิทยาหินแบบตาง ๆ ที่มีความคลายคลึงกัน เพื่อกำหนดเปนหนวยหินของกลุมวิทยาหินนั้น ๆ โดยใชเกณฑ
ึ่
การจำแนกวิทยาหินของ Dearman (1991) ซงเปนการจำแนกลักษณะวิทยาหินสำหรับงานใน
ทางวิศวกรรมและการทำแผนที่วิศวกรรมธรณี โดยประกอบดวยเกณฑหลัก ๆ 4 ประการ ไดแก 

1) ชนิดหินโดยทัวไป (genetic type)

ชนิดหินโดยทั่วไปประกอบดวยหินหลัก ๆ 3 ชนิด โดยแตละชนิดมรายละเอียดดังนี้




(1) หนอคนี (igneous rock): เปนหินท่เกิดจากการเย็นตวของแมกมา (magma) ทังที ่


เย็นตัวบนผิวโลกเรียกวา หินอคนีพุ (extrusive igneous rock) และเย็นตัวใตเปลือกโลกเรียกวา หินอคนี



แทรกซอน (intrusive igneous rock) ดังตารางที่ 4.1



(2) หินตะกอน (sedimentary rock): เปนหินทีมีการเกดหลากหลายรูปแบบ ไดแก





เกิดจากอนุภาคท่แตกหักมาจากท่อ่น (detritus or terrigenous sediment) เกดจากการตกผลึกของ
สารละลายเคมี หรือชีวเคมี (chemical or biochemical precipitation) และเกิดจากการทับถมของ
ซากอินทรียวัตถุ (organic material) ดังตารางที่ 4.2
(3) หินแปร (metamorphic rock): เปนหินทเกิดจากการแปรสภาพ อันเนื่องมาจาก





ความรอน (heat) ความดัน (pressure) และสารละลายเคม (chemical fluid) ซงสามารถแปรสภาพ
มาจากหินตนกำเนิดที่เปนไดทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร ดังตารางที่ 4.3

- 51 -



ตารางที่ 4.1 ตารางการจำแนกหินอคน (Dearman, 1991)

PYROCLASTIC IGNEOUS GENETIC GROUP

Massive Usual structure

At least 50% of Quartz, felspars, micas, Feldspar, Dark
grains are of dark minerals dark minerals minerals
igneous rock Composition

Acid Intermediate Basic Ultrabasic



Rounded grains: Very
Agglomerate Pegmatite coarse-

grained 60
Angular grains: Gabbro Coarse-
Volcanic breccia grained
Granite Diorite 2
Pyroxenite Medium-
Tuff Dolerite Peridotite grained 0.006 Predominant grain size (mm)


Fine-
Fine-grained tuff
grained 0.002
Rhyolite Andesite Basalt
Very fine- Very fine-
grained tuff grained

Volcanic Glassy
Glasses Amorphous



* A tuff containing both pyroclastic and detrital material, but predominantly pyroclastic, is called tuff.

- 52 -


ตารางที่ 4.2 ตารางการจำแนกหินตะกอน (Dearman, 1991)

CHEMICAL/
DETRITAL SEDIMENTARY GENETIC GROUP
ORGANIC

Bedded Usual structure

Salts,
Grains of rock, quartz, At least 50% of grains Carbonates, Composition
feldspar and clay minerals are of carbonate Silica
Carboneceous
Grains are of Very
rock fragment Saline rock: coarse-
Rudaceous Rounded grains: Calcirudite Halite grained 60

conglomerate
Anhydrite
Gypsum Coarse-

Angular grains: breccia grained 2
Grains are mainly
Arenaceous mineral fragments Calarenite Medium-

grained
Sandstone: grain are
mainly mineral fragments
Siltstone: Limestone (undifferntiated) Calcreous rocks: Fine- 0.006 Predominant grain size (mm)
Limestone

50% fine
Dolomite
Agilliceous or Lutaceous Mudstone grained Marlstone Calcisiltite Siliceous rocks: grained 0.002



particles
Shale:
Claystone:
Chalk

Fissile

50% very

mudstone
Very fine-
Calcilutite
fine-fine
grained
Flint
particles Chert grained
Carbonaceous
rock:
Lignite Glassy
Amorphous
Coal

- 53 -


ตารางที่ 4.3 ตารางการจำแนกหินแปร (Dearman, 1991)


METAMORPHIC GENETIC GROUP

Foliated Massive Usual structure


Quartz, felspar, micas, Quartz, felspar, micas, Composition
dark minerals dark minerals, carbonates

Tectonic
breccia Very
coarse-
grained
Migmatite 60
Hornfels
Marble Coarse-
Gneiss Granulite grained
Quartzite
2

Schist

Medium- Predominant grain size (mm)
Amphiolite grained
Phyllite 0.006


Slate Fine-
grained 0.002




Very fine-
grained
Mylonite

Glassy

Amorphous

- 54 -




2) ลักษณะโครงสรางทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass)
(1) เปนชัน (bedded): มกพบในหินตะกอน และชั้นตะกอนทมีการสะสมตัวเปนชั้น




บางครั้งอาจพบในหินอัคนีพุหรือหินอัคนีภูเขาไฟที่มการปะทุหลาก

(2) เปนริ้วขนาน (foliation): มักพบในหินแปร ท่เกดจากกระบวนการแปรแบบไพศาล



(regional metamorphism) และกระบวนการแปรในบริเวณเขตรอยเลือนและเขตรอยเฉอน ซงเปนการแปร

ึ่

แบบพลวัตร (dynamic metamorphism)







(3) เปนมวลหนาท่ไมแสดงช้น (massive): พบไดทวไปในหินทกชนิด โดยมกพบใน




หินอัคนีแทรกซอนจำพวกหินแกรนิต หินตะกอนท่เกดจากการสะสมตัวของสารละลายเคมเปนชันหนา

จำพวกหินปูน และหินแปรจำพวกหินออน (marble) หินควอตไซต (quartzite) และหินฮอรนเฟลส

(hornfels) เปนตน

3) ขนาดของอนุภาคทีเปนองคประกอบของหนที่ปรากฏเดนชัด (predominant grain size)


ซึ่งประกอบกันเปนเนื้อหน (texture)
(1) เมดหยาบมาก (very coarse-grained): ขนาดเสนผานศนยกลางใหญกวา 60 มลลิเมตร







(2) เมดหยาบ (coarse-grained): ขนาดเสนผานศนยกลาง 2-60 มลลิเมตร


(3) เมดปานกลาง (medium-grained): ขนาดเสนผานศนยกลาง 0.06-2 มลลิเมตร



(4) เมดละเอยด (fine-grained): ขนาดเสนผานศนยกลาง 0.002-0.06 มลลิเมตร


(5) เมดละเอยดมาก (very fine-grained): ขนาดเสนผานศนยกลางเล็กกวา 0.002 มลลิเมตร




(6) เนื้อแกว (glassy) หรือ อสัณฐาน (amorphous): เปนเนื้อที่ประสานกันเปนเนื้อเดียว
4) แรองคประกอบ (mineralogical composition)



แรองคประกอบ เปนหนึงในปจจัยททำใหมวลหินมคณสมบัติเฉพาะตาง ๆ ทางวิศวกรรม ไดแก 




ความแขงแรง ความถวงจำเพาะ และความคงทนตอการผุพัง การจำแนกลักษณะของแรองคประกอบ

สามารถแบงออกเปน 8 ลักษณะ ดังนี้
(1) เศษหิน (rock grains or lithic fragment): เปนเศษแตกหักของหินดั้งเดิม


(pre-existing rock) ทถกพัดพาจากตวกลางมาสะสมตัวเปนหินใหม มักพบในหินทราย หินกรวดมน และ




บางครั้งอาจพบในหินอคนีแทรกซอนชนิดหินภูเขาไฟที่เกิดจากการประทุหลาก เชน หินทัฟฟ (tuff)

(2) ควอตซ (quartz): เปนแรจำพวกแรสีจาง (felsic mineral) ในชุดปฏิกริยาของโบเวน



(Bowen’s reaction series) พบไดในหินทุกชนิด มความแข็งระดับ 7 ตามมาตรวัดความแขงของโมห
(Moh’s scale)
(3) เฟลดสปาร (feldspars): พบอยูในหินอัคนีทุกชนิด หินตะกอน และหินแปร
โดยแรเฟลดสปารประกอบดวย โพแทสเซียมเฟลดสปาร และแพลจิโอเคลสเฟลดสปาร

- 55 -


ื่
ี่

(4) แรชนิดเมฟก (mafic) แรสเขม (dark-coloured) และแรอนทเกี่ยวของกัน: แรชนิดเมฟก


หรือแรสีเขมในชุดปฏิกิริยาของโบเวนประกอบดวย แรจำพวกโอลิวีน (olivine) ไพร็อกซีน (pyroxene)






และแอมฟโบล (amphibole) โดยมกพบในหินอคนีชนิดอลตราเมฟก (ultramafic igneous rock)
ไดแก หินดนไนท (dunite) หินเพอริโดไทต (peridotite) และหินอคนีชนิดเมฟก (mafic igneous rock)






ไดแก หินบะซอลต (basalt) และหินแกบโบร (gabbro)

(5) แรดินเหนียว (clay minerals): แรดนเหนียวจัดเปนแรทมการเกิดแบบทตยภูมิ





(secondary mineral) กลาวคือ เกดจากการเปลี่ยนสภาพ (alteration) ของแรเดิมในหินจากการผุพง


ทางเคมของหิน (chemical weathering) ใหเกิดเปนแรใหม ตวอยางเชน แรเฟลดสปารทมีการผุพัง




ทางเคมแลวเปลียนสภาพเปนแรดนขาว (kaolinite) โดยการผุพงนี้สามารถพบไดในหินทุกชนิด




ที่อยูในลักษณะภูมิอากาศแบบรอนชื้น และแรดินเหนียวโดยสวนใหญพบเปนแรประกอบหินในหินตะกอน
ที่มีเนื้อคอนขางละเอียด ซึ่งมักพบมากในหินโคลน และหินดินดาน



(6) คารบอเนต (carbonates): ประกอบดวย แรทมองคประกอบเปนคารบอเนต (CO 3)





เปนหลัก เชน แคลไซต (calcite) อะราโกไนต (aragonite) และโดโลไมต (dolomite) มกพบมากใน

หินตะกอนที่ตกผลึกจากสารละลายเคมีและชีวเคมี ไดแก หินปูน หินโดโลไมต รวมถงหินแปรอยางหินออน


(7) วัตถุจำพวกเกลอกินระเหย (salt, evaporite) วตถจำพวกเนือปนซิลกา (siliceous



materials) และวัตถจำพวกเนื้อปนคารบอเนต (carbonaceous materials): วัตถุจำพวกเกลือหิน




ระเหยซ่งเกิดจากสารละลายเกลือ โดยทวไปจะไมพบโผลปรากฏบนผิวดิน วัตถุจำพวกเนือปนซิลิกา


ี่


ี่


โดยท่วไปมักพบเปนลักษณะหินท่ถูกแทนทดวยซิลิกา (silicification) เชน หินปูนทถกแทนทดวยซลิกา

(silicified limestone) สวนวัตถุจำพวกคารบอเนต โดยท่วไปมักพบในหินท่เกิดในสภาพแวดลอมรวมกบ




หินคารบอเนต เชน หินดนดานเนือคารบอเนต (carbonaceous shale) และหินโคลนเนือคารบอเนต


(carbonaceous mudstone) เปนตน
(8) แกว (glass): เปนเนื้อหินทีมลักษณะเปนแกว มีแกวเปนองคประกอบ โดยท่วไปมักพบ



เห็นไดไมมากนัก สวนใหญพบในหินอัคนีพุที่เย็นตัวบนผิวโลกอยางรวดเร็ว เชน หินออบซิเดียน (obsidian)
4.3 การจัดการขอมูล


ขอมูลพ้นฐานเบื้องตนจะถูกทำใหอยูในระบบขอมลสารสนเทศภูมิศาสตร ประกอบดวย








ขอมลดานธรณวิทยา ขอมลธรณโครงสราง ขอมูลลักษณะภูมประเทศ ขอมลแบบจำลองระดับสูงเชิงเลข








ปริมาณน้ำฝน การใชประโยชนทดิน และตำแหนงรองรอยดินถลมในอดีต ซ่งขอมลเหลานีจะถูกจัดเกบ




อยูในลักษณะเปนกริด (raster data) คอ ขอมลทมโครงสรางเปนชองเหลียม เรียกวา จุดภาพ หรือ grid cell









ึ่




ท่มการเรียงตอเนืองกนในแนวราบและแนวดง ซงมความละเอยด 10x10 เมตร และในรูปแบบขอมล






เชิงเสนสำหรับขอมลรองรอยดินถลม ท้งนี้การวิเคราะห การประมวลผล และการแสดงผลขอมลเชิงพนท ่ ี





จะอยูในรูปแบบระบบสารสนเทศภูมศาสตร ดังตารางท 4.4

ี่


- 56 -




ตารางท 4.4 สรุปชนิดและแหลงที่มาของขอมูล
คาพิกัด



ชนิดขอมูล ป รปแบบขอมูล ความละเอยด อางอิงทาง แหลงทีมา
ภูมิศาสตร 
ALOS PALSAR 2009 ขอมูลแสดงลักษณะ 12.5 เมตร(m) WGS84 https://vertex.daac.
DEM เปนกริด (raster data) asf.alaska.edu/#
Google images 1989- ขอมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84 Google earth pro
2021 เปนกริด (raster data)

การใชประโยชน 2020 ขอมูลแสดงลักษณะ 10 เมตร (m) WGS84 https://www.arcgis.
ที่ดิน (Landuse) เปนกริด (raster data) com/apps/instant/m
edia/index.html?appi
d=fc92d38533d4400
78f17678ebc20e8e2
แผนที่ธรณีวิทยา 2559 ขอมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 และ WGS84 กรมทรัพยากรธรณี
(vector Data) 1:250,000


แผนท 2527 ขอมูลแสดงทิศทาง 1:50,000 WGS84 กรมแผนททหาร


ภูมิประเทศ (vector Data)

ปริมาณนำฝน 2561 ขอมูลแสดงทิศทาง รายวัน WGS84 กรมอุตุนิยมวิทยา
(vector Data)

4.4 การทำแผนทีรองรอยดินถลม




แผนทีรองรอยดนถลมเปนแผนท่แสดงตำแหนง ความหนาแนน การกระจายตวของดนถลม


ึ่



ื้
ชนิดของดินถลม รวมถึงวันทเกิดเหตุการณดินถลมแตละพนท ซงมความสัมพนธกับปจจัยทควบคม

ี่






การเกดดนถลม เชน ลักษณะทางธรณวิทยา ธรณวิทยาโครงสราง ลักษณะภูมประเทศ และสภาพอากาศ














ดวยเหตุนี้การทำแผนท่รองรอยดนถลมจึงมความสำคญทใชสำหรับเปนขอมลตงตนในการทำนายการเกด

ดินถลมในอนาคตได



ในการศกษาครั้งนีจัดทำขอมลตำแหนงรองรอยดนถลม โดยอาศัยเทคนิคการรับรูระยะไกล





ดวยการแปลดวยสายตา (visual interpretation) จากภาพถายดาวเทยมภายใตแอปพลิเคชัน Google

Earth Pro โดยมหลักการจำแนกลักษณะของดินถลมตามชนิดและลักษณะทเห็นบนภาพถาย ดังตารางท ่ ี









4.5 เปนการหาความแตกตางของพนทระหวางลักษณะรอยดินถลม ซงมกแสดงสีของดินอาจเปน สีน้ำตาล
ึ่
ี่
ื้
แดง หรือขาว (รูปท 4.1) ซึ่งเกดจากการเปดหนาดิน/หินในบริเวณนั้น กับลักษณะพนที่รอบขาง ซึ่งมักเปน




พ้นทปาสีเขียว หรือพ้นท่รางโลงเตียน (bare land) โดยสามารถตรวจจับรองรอยดินถลม และสามารถ



กำหนดตำแหนงจากภาพดาวเทยมโดยอาศัยความเขาใจเก่ยวกับชนิดของดินถลมกับลักษณะ


ภูมประเทศโดยรอบ รวมถงความเขาใจเกยวกบลักษณะของดนถลมท่แสดงออกมาบนภาพดาวเทยมหรือ









ภาพถายทางอากาศ โดยทั่วไปแลวมีเกณฑการแปลตามปจจัยตอไปนี้
1) ลักษณะธรณีสัณฐาน
2) ลักษณะทางน้ำ การผุพัง และระบบอุทกวิทยา
3) ลักษณะของสีของดน/หิน


- 57 -




4) ลักษณะพชพรรณทปกคลุม



5) กจกรรมของมนุษย และการใชประโยชนทดน





อยางไรกตามการเขาพนท่เพอตรวจสอบความถกตองของการแปลขอมูลจากภาพถาย





จะทำใหแผนที่รองรอยดินถลมมีความละเอียด แมนยำ และถูกตองมากยิ่งขน (รูปที่ 4.2)

ึ้

ตารางที 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ

ภาพดาวเทียม (ดัดแปลงจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996)
Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement
Fall and Morphology Distinct wall or free face in association with scree slopes (20 to 30 degrees)
topple and dejection cones; jointed rock wall (>50 degrees) with fall chutes.
Vegetation Linear scars in vegetation along frequent rock fall paths; vegetation density
low on active scree slopes.
Drainage No specific characteristics.

Rotational Morphology Abrupt changes in slope morphology characterised by concave (niche) and
slide convex (runout lobe) forms; often steplike slopes; semilunar crown and
lobate frontal part; back-tilting slope facets, scarps, hummocky morphology
on depositional part; D/L = ratio 0.3 to 0.1 slope 20 to 40 degrees.

Vegetation Clear vegetational contrast with surrounding, absence of land use indicative
for activity; differential vegetation according to drainage conditions.

Drainage Contrast with nonfailed slopes; bad surface drainage or ponding in niches or
back-tilting areas; seepage in frontal part of runout lobe.
Compound Morphology Concave and convex slope morphology; concavity often associated with
slide linear grabenlike depression; no clear runout but gentle convex or bulging
frontal part; back-tilting facet associated with (small) antithetic faults; D/L
ratio 0.3 to 0.1, relatively broad in size.
Vegetation As with rotational slides, although slide mass will less disturbed.

Drainage Imperfect or disturbed surface drainage, ponding in depressions and in rear part
of slide.

Translational Morphology Joint controlled crown in rock slides, smooth planar slip surface, relatively
slide shallow, certainly in surface material over bedrock; D/L < 0.1 and large width;
runout hummocky, rather chaotic relief, with block size decreasing with larger
distance.

Vegetation Source area and transportational path denuded, often with lineation in
transportation directions; differential vegetation on body in rock slides;
no landuse on body.

Drainage Absence of ponding below crown, disordered or absent surface drainage
on body; streams deflected or blocked by frontal lobe.

- 58 -



ตารางที 4.5 หลักการจำแนกลักษณะของดินถลมจากการแปลความหมายภาพถายทางอากาศและ
ภาพดาวเทียม (ดัดแปลงจากจาก Miller, 2007 และ Soeters and Westen, 1996) (ตอ)


Type of Characteristic based on morphology, vegetation, and drainage visible on stereo images
Movement

Lateral Morphology Irregular arrangement of large blocks tilting in various directions; block size
spread decreases with distance and morphology becomes more chaotic; large cracks
and linear depressions separating blocks; movement can originate on very
gentile slopes (<10 degrees).
Vegetation Differential vegetation enhancing separation of blocks; considerable contrast
with unaffected areas.

Drainage Disrupted surface drainage; frontal part of movement is closing off valley,
causing obstruction and asymmetric valley profile.
Earth flows Morphology One large or several smaller concavities, with hummocky relief in source area;
main scars and several small scars resemble slide type of failure; path
following stream channel and body is infilling valley, contrasting with
V-shaped valleys; lobate convex frontal part; irregular micromorphology with
pattern related to flow structures; slope > 25 degrees; D/L ratio very small.
Vegetation Vegetation on scar and body strongly contrasting with surrounding, land use
absent if active; linear pattern in direction of flow.

Drainage Ponding frequent in concave upper path of flow; parallel drainage channels on
both sides of body in valley; deflected or blocked drainage by frontal lobe.

Debris flow Morphology Large amount of small concavities (associated with drainage system) or one
major scar characterising source area; almost complete destruction along
path, sometimes marked by depositional levees; flattish desolate plain,
exhibiting vague flows structures in body of debris flow.
Vegetation Absence of vegetation everywhere; recovery will take many years.

Drainage Disturbed by main body; original streams blocked or deflected by body.

Mudslide Morphology Shallow concave niche with flat lobate accumulative part, clearly wider than
transportation path; irregular morphology contrasting with surrounding areas;
D/L ration0.05 to 0.01; slope 15 to 25 degrees.

Vegetation Clear vegetational contrast when fresh; otherwise differential vegetation
enhances morphological features.

Drainage No major drainage anomalies beside local problems with surface drainage.

- 59 -




































































รูปที 4.1 ตัวอยางรองรอยดินถลมแสดงสีขาว (บน) และสีแดง (ลาง) จากภาพ Google earth

จังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกลเคียง ถายภาพเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556

- 60 -













































































รูปที 4.2 (บน) ดินถลมชนิดการไหลของเศษหินและดิน นำตกคลองนารายณ ตำบลคลองนารายณ

อำเภอเมอง จังหวดจันทบุร ตำแหนง 48P 0193269 E 1392548 N (ลาง) รอยดินถลมชนดการเลื่อนไถล



ระนาบโคง บานโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ จังหวัดตราด ตำแหนง 48P 02771880 E

1296422 N

- 61 -




4.5 การวิเคราะหแบบจำลองดินถลมทางคณตศาสตร



ปจจัยท่นำมาวิเคราะหความออนไหวตอการเกดดินถลมทง 7 ปจจัย ไดแก ขอมูลวิทยาหิน
ั้





หนารับน้ำฝน ทิศทางการไหลของน้ำ ระดบความสูง ความลาดชัน การใชประโยชนท่ดิน และระยะหาง




จากโครงสรางทางธรณีวิทยา โดยจะถกแบงเปนกลุมยอย (reclassify) เพ่อเปนการจัดกลุมขอมูลกอน





การประมวลผล และทำชันระยะกนชน (multi-buffer) สำหรับขอมลธรณวิทยาโครงสรางและทางน้ำ


รายละเอยด ดงตารางท 4.6 การจัดเกบฐานขอมลจะอยูในรูปแบบกริด (raster data) ทมขนาดความละเอยด















10x10 เมตร เพอนำไปใชประมวลผลในแบบจำลองทางคณตศาสตร โดยแบงออกเปน 5 ขนตอนหลัก
ดังรูปที่ 4.3 โดยแตละขั้นตอนมีรายละเอียดดังตอไปนี้
10x10 เมตร




























รูปที่ 4.3 แผนภูมิการวิเคราะหแบบจำลองดินถลม

- 62 -



ตารางท 4.6 ปจจัยที่นำมาใชในแบบจำลองดินถลม

ปจจัย ลำดับ กลุม

1. วิทยาหิน 1 CG1 หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน

(Lithology)


2 CG2 หินกรวดมน ทมีเม็ดกรวดเปนหินปูน
3 CG3 หินกรวดมนเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซด

4 SS1 หินทรายเนื้อเกรยแวก

5 SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนอควอตซ
ื้

6 SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนือละเอยดกึงแปรสภาพ




7 SS4 หินทรายสีน้ำตาลแกมมวง ชั้นหนา

8 FS1 หินตะกอนเนื้อละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ

9 FS2 หินตะกอนเนื้อละเอียดเชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซด


10 FS3 หินตะกอนเนื้อละเอียด เนือปนปูน

11 FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช

12 CB1 หินคารบอเนต

13 CB2 หินคารบอเนตเนื้อดิน
14 CH หินตะกอนเนือผลึกซิลิกา

15 CT หินแปรสัมผัสทมากดวยแรควอตซ


16 F-MET1 หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ
17 F-MET2 หินตะกอนกึงแปรสภาพ

18 MU1 หินอัคนีชนิดเมฟกและอัลตราเมฟก

19 MU2 หินเซอรเพนทีไนทพบรวมกบหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟก

20 GR หินแกรนิต

21 VOL1 หินอัคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจางถงปานกลาง

22 VOL2 หินอัคนีภูเขาไฟประกอบดวยแรสีจาง

23 GY หินกีเซอไรต
24 COL ตะกอนเชงเขา

25 AL ตะกอนน้ำพา

26 TER ตะกอนตะพกลำน้ำ

27 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา

28 MC ตะกอนปาชายเลน และตะกอนทราบน้ำทะเลขนถึง





- 63 -




ตารางท 4.6 ปจจัยทีนำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ)


ปจจัย ลำดับ กลุม
2. หนารับน้ำฝน 1 Flat (-1)
(Aspect) 2 North (0-22.5)

3 Northeast (22.5-67.5)

4 East (67.5-112.5)
5 Southeast (112.5-157.5)

6 South (157.5-202.5)
7 Southwest (202.5-247.5)

8 West (247.5-292.5)
9 Northwest (292.5-337.5)

10 North (337.5-360)
3.ทิศทางการไหลของน้ำ 1 1 (90 deg)
(Flow Direction) 2 2 (135 deg)


3 4 (180 deg)
4 8 (225 deg)
5 16 (270 deg)


6 32 (315 deg)
7 64 (0 deg)

8 128 (45 deg)
4.ระดับความสูง (เมตร) 1 0-200
(Elevation) 2 200-400

3 400-600

4 600-800
5 800-1000

6 1000-1200

7 1200-1400
8 1400-1600

9 1600-1800
10 1800-2000
11 2000-2200

12 > 2200

- 64 -


ตารางที่ 4.6 ปจจัยที่นำมาใชในแบบจำลองดินถลม (ตอ)

ปจจัย ลำดับ กลุม

5.ความลาดชน (องศา) 1 0-10
(Slope) 2 10-20

3 20-30
4 30-40
5 40-50
6 50-60
7 60-70
8 70-80
9 80-90

6.การใชประโยชนที่ดิน 1 แหลงน้ำ (Water)
(Landuse) 2 พื้นที่ปามีตนไมใหญ (Trees)
3 ทุงหญา (Grass)

4 พืชพรรณในพื้นที่ลุมน้ำทวมถึง (Flooded Vegetation)
5 พื้นที่เกษตรกรรม (Crops)

6 พุมไม (Scrub/Shrub)
7 สิ่งปลูกสราง (Built Area)

8 พื้นที่โลงไมมีพืชพรรณใบเขียว (Bare Ground)
7. ระยะหางจาก 1 0-200

โครงสรางทางธรณีวทยา 2 200-400
(เมตร) 3 400-600
(The distance to 4 600-800
structure)
5 800-1000
6 1000-1200
7 1200-1400
8 1400-1600
9 1600-1800

10 1800-2000
11 2000-2200
12 2200-2400
13 2400-2600
14 2600-2800

15 2800-3000
16 >3000

- 65 -


4.5.1 Area cross tabulation




การนำขอมลปจจัยทเก่ยวของกับดินถลมมาหาความสัมพันธกบขอมูลดินถลมทเกดขึน









ในอดต หรือแผนทรองรอยดนถลม (ลักษณะจุด) โดยจุดประสงคของวิธีนี คือ การเปรียบเทยบลักษณะ












พ้นท่เดียวกันบนขอมูลสองตัว การรวมขอมูลท่มีพนท่ทับซอนกนของแตละปจจัยกบจุดรองรอยดินถลม





ในอดีต และนำออกมาในรูปแบบตาราง โดยคำนวณพืนทของปจจัยแตละกลุมททบซอนกบจุดดินถลม



การสรางตารางนำเอาตวแปรมาไขวกนตามแนวนอนและแนวตง ตารางทไดจะแสดงรายละเอยดของตวแปร










หนึ่งในแตละอีกคาตัวแปรหนึ่งที่ใชอธิบายความสัมพันธระหวางตัวแปรทังสอง
4.5.2 Frequency ratio (Fr)
การประเมนผลของความนาจะเปนของการเกดดนถลมดวยแบบจำลองทางสถต Bivariate







statistical model (ตัวอยางดูไดจาก Teerarungsigul (2006) และ Nawawitphisit (2010) ดวยการหา
ี่
ี่
ความสัมพันธที่เกยวของระหวางดินถลมและปจจัยทควบคุมดินถลม โดยแตละปจจัยสามารถคำนวณหาได

จากสมการที 1
สมการที่ 1


เมอไดความสัมพนธของดนถลมและปจจัยแตละกลุมแลว คา Frequency ratio ของแตละ






กลุมของปจจัย จะถกนำมาคำนวณเพอหาความออนไหวของพนทดนถลม (Landslide susceptibility








index, LSI) ตามสมการที่ 2
สมการที่ 2
4.5.3 การใหน้ำหนัก (weighting)




เนืองจากคาความสำคญของปจจัยทนำมาวิเคราะหการเกดดนถลมนันไมเทากัน การนำ













วิธีการใหน้ำหนักกับแตละปจจัยมาใชเพอเพมความถูกตองและแมนยำมากยิ่งข้น (ตวอยางดไดจาก




Pantanahiran (1994) และ Teerarungsigul (2006)) ในรายงานนี้นำ 2 วิธีการใหน้ำหนักมาหาคาเฉลีย
โดยแตละวิธีการมีการคำนวณคือ
1. Reliability probability method (RP) = the value of factor corresponding to
landslide
สมการที่ 3


2. Accountability probability method (AP) = the value of landslide accounted
for by factor
สมการที่ 4

- 66 -


3. คาเฉลี่ยทั้งสองวิธีดานบน (RP และ AP)


สมการที่ 5



ื่
เมอไดคาน้ำหนักเฉลียของแตละปจจัยจะถูกนำมาคูณกบ คา Frequency ratio ของแตละ
กลุมของปจจัย และจะถูกนำมาคำนวณเพื่อหาความออนไหวของพื้นทดินถลม
ี่
4.6 การตรวจสอบแบบจำลองดินถลม (validation)




ในการทำแผนทพนทออนไหวตอการเกดดินถลมสิงทสำคญและมความจำเปนมาก
ี่
ี่
ื้





คือ การตรวจสอบโมเดล (Chung and Fabbri, 2003) การตรวจสอบทไดผลจริง คอ การทมเหตการณ




ี่



ดินถลมเกดข้นจริงในบริเวณทโมเดลไดทำนายไว หรือ ท่เรียกวา “Wait and See” (Neuhauser and








Terhorst, 2007) แตปญหาก็คอตองรอเปนเวลานานกวาเหตการณดินถลมจะเกิดข้นหรืออาจจะ


ไมเกดเลย (Van Den Eeckhaut and others, 2006) การทำนายหรือโมเดลก็กลายเปนสิ่งที่ไรประโยชน








ไปเลย ดังนันแทนทจะรอใหธรรมชาตเปนสิ่งพสูจนวาโมเดลททำถกตองหรือไม การทดสอบ
ึ่
ี่

ทางคณตศาสตรจึงถกนำมาชวยในการบงชีความถูกตองของโมเดล (Carrara & Pike, 2008) ซงโมเดลทดี


ตองมีความนาเชื่อถือทางสถิติดวย
4.6.1 สมมุติฐาน




สมมตฐานหลักในการตรวจสอบแบบจำลองดินถลมสามารถแบงออกเปน 2 สมมุตฐาน คอ





ี่

ี่
(1) เหตการณดินถลมทเกิดขึ้นสัมพนธกับตัวแปรตาง ๆ ไดแก ธรณีวิทยา ภูมประเทศ การใชประโยชนทดิน







และปาไม และ (2) เหตการณดนถลมทจะเกดในอนาคตถกกระตนโดยตวแปรเฉพาะ ไดแก ปริมาณน้ำฝน




และแผนดินไหว
4.6.2 เทคนิคที่ใชในการตรวจสอบ



วิธีการสำหรับตรวจสอบแบบจำลองดินถลมมอยูหลากหลายวิธี โดยวิธีทีนิยมใชกันมาก



ไดแก วิธีการตรวจสอบเชิงคณภาพ (qualitative method) จะใชวิธีการซอนทับขอมูลดินถลมบน
แบบจำลองการเกดดินถลมและวิเคราะหดวยตาเปลา และวิธีการตรวจสอบเชิงปริมาณ (quantitative)


จะใชความเกยวของของดนถลม และโซนของพบัตภัยดนถลม โดยใชการคำนวณทางคณตศาสตรเขามาชวย








ี่
ตัวอยางเทคนิคทใช ไดแก 



(1) การตรวจสอบภาคสนามและการซอนทบแบบงาย (ground-truthing and simple overlay)
ในการประเมินพนทออนไหวตอการเกิดดนถลม การตรวจสอบแบบจำลองสามารถทำไดโดย






การไปตรวจสอบภาคสนาม หรือใชการแปลภาพถายทางอากาศ





(2) กราฟบอกความถกตองของโมเดล (success rate curve) กบกราฟความถกตองของ




การทำนาย (prediction rate curve) สามารถเปนตัวทดสอบความถูกตองของโมเดลได ซ่งท้งสองวิธีนี ้







มลักษณะคลายคลึงกน จะตางกันตรงท่ขอมูลดนถลมทใชในการตรวจสอบโมเดล โดยแบบกราฟบอก

ความถูกตองของโมเดลจะใชขอมลดนถลมชุดเดยวกบขอมูลดินถลมทใชในการสรางโมเดล ซ่งสามารถ









ี่
บอกไดวาโมเดลททำออกมามคาความถกตองหรือมีผลลัพธดีขนาดไหน แตการตรวจสอบโมเดลแบบกราฟ

- 67 -








ความถกตองของการทำนายจะใชขอมูลดนถลมคนละชุดกับดนถลมทใชในการสรางโมเดล ซงผลของ







การตรวจสอบสามารถบอกไดวาโมเดลทีสรางขึนมความถกตองมากนอยเพยงใดและใชในการทำนาย



การเกดดนถลมในอนาคตไดหรือไม สามารถทำไดโดยการเปรียบเทียบรองรอยดนถลมกับระดับความ







ออนไหว (susceptibility classes) ทไดจากโมเดล โดยมวิธีการงาย ๆ โดยใชโปรแกรมทาง GIS ใน




การรวม (ซอนทับ) ขอมลดินถลมและขอมลความออนไหว (susceptibility) จะไดตำแหนงพกเซล (pixel)



ทีมีคาดินถลมและไมมดนถลม แลวนำผลรวมของตำแหนงท่มีคาดนถลมไปสรางกราฟ โดยคา






ความออนไหวจะอยูในแนวนอน (X-axis) คาผลรวมตำแหนงที่มดินถลมอยูในแนวตั้ง (Y-axis)




(3) การตรวจสอบแบบจำลองโดยใชวิธีกราฟแสดงความถกตอง การตรวจสอบแบบจำลอง




ในรายงานฉบับนีเลือกใชวิธีกราฟแสดงความถกตอง โดยใชรองรอยดนถลมชุดเดียวกบท่ใชในการทำ





แบบจำลอง เปนการนำคาตำแหนงของความออนไหวมาสรางกราฟรวมกบคาการสะสมตวของตำแหนง

ดินถลมที่ตกอยูบนพื้นทออนไหวนั้น ๆ ดังรูปที่ 4.4
ี่



(4) การแปลความหมายกราฟ กราฟทไดเรียกวา Success rate curve ซงสามารถคำนวณ











พนทใตกราฟได เรียกวา AUC-Area under curve ดังตารางที 4.7 ถาหากเสนกราฟอยูบนเสนทแยงมม





ของคา 0 ถง 1 (หรือ 0 ถง 100%) แสดงวากราฟมความเหมาะสม ยิ่งเสนกราฟอยูเหนือเสนทแยงมุมข้น

ไปมากเทาไหรแสดงวาแบบจำลองมความเหมาะสมมากเทานัน (Remondo et al., 2003) และถาหาก






คา AUC ใกล 1 มากเทาใด แสดงวา แบบจำลองนันมคาความถูกตองและสามารถนำไปใชประโยชน



ในการทำนายพื้นที่ออนไหวตอการเกดดินถลมได

- 68 -







































รูปที่ 4.4 ตัวอยางกราฟแสดงความถูกตอง (success rate curve) ของแบบจำลอง



ตารางที่ 4.7 ตารางแสดงชวงคา AUC ที่ใชอางอิงความถูกตองของโมเดล (Hasanat and others, 2010)

AUC Performance

0.90-1.00 Excellent (A)
0.80-0.90 Good (B)

0.70-0.80 Fair (C)
0.60-0.70 Poor (D)

0.50-0.60 Fail (F)

บทที่ 5


การวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม





การวิเคราะห์พื้นที่อ่อนไหวต่อดินถล่มเป็นการวิเคราะห์พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มในอนาคต

ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และเทคนิคการรับรู้ระยะไกล โดยใช้แบบจำลองทางสถิติ Bivariate
probability และการให้ค่าน้ำหนัก (Weighting) ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ผลการวิเคราะห์อธิบาย

ค่าความสัมพันธ์ระหว่างร่องรอยดินถล่มและปัจจัยที่ควบคุมดินถล่ม 7 ปัจจัย คือ วิทยาหิน หน้ารับน้ำฝน
ทิศทางน้ำไหล ระดับความสูง ความลาดชัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และระยะห่างจากโครงสร้าง

ทางธรณีวิทยา และการให้ค่าน้ำหนักกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับดินถล่ม



5.1 แผนที่ร่องรอยดินถล่ม


แผนที่แสดงตำแหน่งของดินถล่มที่เกิดในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้จากการแปลภาพถ่าย

ดาวเทียมในช่วง 28 ปี ที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2533–2560 และการสำรวจภาคสนามพบ 325 ร่องรอย
ดินถล่มในพื้นที่ศึกษา (รูปที่ 5.1) และการสำรวจในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินถล่ม พบว่าพื้นที่เสี่ยงภัยอยู่ตาม

ภูมิประเทศภูเขาสูง และบริเวณลาดไหล่เขาที่มีลักษณะธรณีวิทยาประกอบด้วยหินทรายอาร์โคส
หินทรายเนื้อควอตซ์ บางพื้นที่พบร่องรอยดินถล่มบริเวณหินแกรนิต กราโนไดออไรต์ และเพกมาไทต์

เป็นต้น โดยพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินถล่มกระจายตัวอยู่บริเวณอำเภอเมืองกระบี่ อำเภอคลองท่อม

อำเภอปลายพระยา อำเภอเขาพนม อำเภออ่าวลึก อำเภอเกาะลันตา อำเภอลำทับ อำเภอเหนือคลอง
จากการศึกษาพบชนิดดินถล่มทั้งหมด 3 ชนิด คือ ดินถล่มชนิดเลื่อนไถล (slide) ชนิดไหล (flow) และ

การเคลื่อนที่แบบซับซ้อน (complex) ตัวอย่างเช่น เขาช่องเสียด ตำบลพรุเตียว อำเภอเขาพนม
(รูปที่ 6.2) สํารวจพบดินถล่มชนิดการเลื่อนไถลแบบระนาบโค้ง (rotational slide) ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณ

ไหล่เขามีการตัดถนนผ่าน

- 70 -
















































































รูปที่ 5.1 แผนที่รองรอยดินถลมในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ในชวง 28 ปที่ผานมา (พ.ศ. 2533-2560)

- 71 -





5.2 ปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลม


การวิเคราะหพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถลมดวยวิธี Bivariate approach (Frequency ratio)
อาศัย 7 ปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลม (Landslide controlling factors) มาหาคาความสัมพันธระหวาง
รอยดินถลมในอดีตในรูปแบบอัตราสวนความนาจะเปน (b/a) หรือความหนาแนนของการกระจายตัวของ

ดินถลมในแตละกลุมยอยในปจจัยที่เกี่ยวของกับดินถลม ในตารางที่ 5.1




5.2.1 กลมวิทยาหิน (Lithology)
หินแตละชนิดมีความแตกตางทั้งทางกายภาพ และคุณสมบัติทางเคมี ทำใหพื้นที่มีความเสี่ยง
ตอการเกิดดินถลมมากนอยแตกตางกันออกไป ดังนั้นเพื่อใหการวิเคราะหคาความออนไหวตอดินถลม

มีความถูกตอง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่จำแนกวิทยาหินออกเปน 18 กลุม (รูปที่ 5.2 และตารางที่ 5.1 ) คือ 1) หินตะกอน
เนื้อละเอียด เชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต (FS2) 2) หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน
(CG1) (3) ตะกอนตะพักลำน้ำ (TER) 4) หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช (FS4)
(5) ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา (BEA) 6) ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึง (MC)

7) ตะกอนเชิงเขา (COL) 8) ตะกอนน้ำพา (AL) 9) หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ (CT)
10) หินคารบอเนต (CB1) 11) หินแกรนิต (GR) 12) หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ (SS2)
13) หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดต่ำ (F-MET1) 14) หินอัคนีภูเขาไฟที่ประกอบดวยแรสีจาง (VOL2)

15) หินกีเซอไรต (GY) 16) หินตะกอนเนื้อละเอียด บางสวนกึ่งแปรสภาพ (FS1) 17) หินทรายแทรกสลับกับ
ึ่

หินตะกอนเนื้อละเอยดกงแปรสภาพ (SS3) 18) หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนหินปน (CG2) พบการกระจายตัวของ

รองรอยดินถลมหนาแนนมากบริเวณพื้นที่ที่พบหินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ (83.19%
ของรองรอยดินถลม) ซึ่งมีการผุพังที่ใหชั้นดินหนาประมาณ 0.50 เมตร นอกจากนี้ยังพบการกระจายตัวของ
รอยดินถลม (% of Landslide scar) ในหินหินแกรนิต กราโนไดออไรต และเพกมาไทต (8.80) หินคารบอเนตเนื้อผลึกและ

เนื้อโดโลไมต (4.64) และตะกอนน้ำพาและตะกอนตะพักลำน้ำ (1.55)

- 72 -



ตารางที่ 5.1 ความสัมพันธระหวางรอยดินถลมกับปจจัยที่ควบคุมการเกิดดินถลม

% of
% of Total Frequency Ratio
ปจจัย กลุม Classes Landslide
Area (a) = (b/a)
Scar (b)
1. วิทยาหิน 1 FS2 หินตะกอนเนื้อละเอียด เชื่อมประสานดวยเหล็กออกไซต 3.09 0.48 0.16
(Lithology) 2 CG1 หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนแรควอตซและเศษหิน 0.29 0.05 0.18
3 TER ตะกอนตะพักลำน้ำ 10.23 0.32 0.03
4 FS4 หินตะกอนเนื้อละเอียด หินโคลน หินโคลนปนซากพืช 5.63 0.00 0.00
5 BEA ตะกอนชายหาด และตะกอนสันทรายเกา 0.49 0.00 0.00

6 MC ตะกอนปาชายเลน และตะกอนที่ราบน้ำทะเลขึ้นถึง 8.86 0.00 0.00
7 COL ตะกอนเชิงเขา 36.51 0.27 0.01
8 AL ตะกอนน้ำพา 6.95 1.55 0.22
9 CT หินแปรสัมผัสที่มากดวยแรควอตซ 0.09 0.00 0.00
10 CB1 หินคารบอเนต 6.74 4.64 0.69
11 GR หินแกรนิต 1.09 8.80 8.10
12 SS2 หินทรายอารโคส หินทรายเนื้อควอตซ 18.30 83.19 4.55

13 F-MET1 หินแปรที่มีริ้วขนานเกรดตำ 0.67 0.64 0.96
14 VOL2 หินอัคนีภูเขาไฟที่ประกอบดวยแรสีจาง 0.14 0.00 0.00
15 GY หินกีเซอไรต  0.48 0.00 0.00
16 FS1 หินตะกอนเนื้อละเอียด บางสวนกงแปรสภาพ 0.20 0.05 0.27
ึ่

17 SS3 หินทรายแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอยดกึ่งแปรสภาพ 0.14 0.00 0.00
18 CG2 หินกรวดมน ที่มีเม็ดกรวดเปนหินปูน 0.01 0.00 0.00
2. หนารับน้ำฝน 1 Flat (-1) 1.37 0.16 0.12
(Aspect) 2 North (0-22.5) 5.92 4.58 0.77
3 Northeast (22.5-67.5) 10.68 7.93 0.74
4 East (67.5-112.5) 13.38 12.29 0.92
5 Southeast (112.5-157.5) 12.04 12.13 1.01
6 South (157.5-202.5) 13.17 13.57 1.03
7 Southwest (202.5-247.5) 11.86 14.21 1.20
8 West (247.5-292.5) 13.92 17.99 1.29
9 Northwest (292.5-337.5) 11.53 12.19 1.06
10 North (337.5-360) 6.13 4.95 0.81
3. ทิศทางการ 1 1 17.65 15.11 0.86
ไหลของน้ำ 2 2 6.46 7.66 1.19
(Flow
direction) 3 4 19.64 18.83 0.96
4 8 6.63 10.16 1.53
5 16 19.99 20.43 1.02
6 32 6.21 8.19 1.32
7 64 17.70 13.78 0.78
8 128 5.72 5.85 1.02
4.ระดับความสูง 1 0-200 21.15 0.53 0.03
(เมตร) 2 200-400 73.19 36.33 0.50
(Elevation)
3 400-600 4.52 45.37 10.04
4 600-800 0.79 12.61 15.98
5 800-1000 0.22 2.71 12.34
6 1000-1200 0.08 1.70 20.43
7 1200-1400 0.04 0.64 15.95
8 1400-1600 0.01 0.11 8.31

- 73 -



ตารางที่ 5.1 ความสัมพันธระหวางรอยดินถลมกับปจจัยที่ควบคุมการเกิดดินถลม (ตอ)

% of
% of Total Frequency Ratio
ปจจัย กลุม Classes Landslide
Area (a) = (b/a)
Scar (b)
5.ความลาดชัน 1 0-10 79.72 11.07 0.14
(องศา) (Slope) 2 10-20 12.00 26.40 2.20
3 20-30 4.77 30.02 6.29
4 30-40 2.30 23.95 10.40
5 40-50 0.80 7.66 9.52
6 50-60 0.30 0.90 3.04
7 60-70 0.10 0.00 0.00
8 70-80 0.00 0.00 0.00
9 80-90 0.00 0.00 0.00
6.การใช 1 แหลงน้ำ (Water) 2.55 0.59 0.23
ประโยขนที่ดิน 2 พื้นที่ปามีตนไมใหญ (Trees) 80.61 97.02 1.20
(Landuse)
3 ทุงหญา (Grass) 0.79 0.11 0.14

4 พืชพรรณในพื้นที่ลุมน้ำทวมถง(Flooded Vegetation) 0.06 0.00 0.00
5 พื้นที่เกษตรกรรม (Crops) 5.68 0.11 0.02
6 พุมไม (Scrub/Shrub) 3.74 1.81 0.48
7 สิ่งปลูกสราง (Built Area) 6.40 0.37 0.06
8 พื้นที่โลงไมมีพืชพรรณใบเขยว (Bare Ground) 0.17 0.00 0.00

7. ระยะหางจาก 1 0-200 16.61 26.30 1.58
โครงสรางทาง 2 200-400 15.57 23.16 1.49
ธรณีวิทยา
(เมตร) 3 400-600 13.54 17.47 1.29
(The distance 4 600-800 11.20 14.27 1.27
to geological 5 800-1000 8.95 6.82 0.76
structure)
6 1000-1200 7.18 4.69 0.65
7 1200-1400 5.73 3.94 0.69
8 1400-1600 4.54 1.76 0.39
9 1600-1800 3.57 1.06 0.30
10 1800-2000 2.84 0.05 0.02
11 2000-2200 2.25 0.00 0.00
12 2200-2400 1.76 0.05 0.03
13 2400-2600 1.38 0.00 0.00
14 2600-2800 1.13 0.05 0.05
15 2800-3000 0.89 0.11 0.12
16 >3000 2.86 0.27 0.09

- 74 -





















































































รูปที่ 5.2 แผนที่แสดงกลุมวทยาหิน 18 กลม ในพนทจังหวัดกระบี่



- 75 -



5.2.2 หนารับน้ำฝน (Aspect)







หนารับน้ำฝนหรือทศทางรบน้ำฝนมความเกยวของกบบริเวณดานรบแสงแดด ลม และนำฝน




ซึ่งสงผลตอการเกิดดินถลม ทิศทางรับน้ำฝนสามารถแบงออกเปน 10 กลุม คือ 1) พื้นที่ราบ Flat
2) ทิศเหนือ North (0-22.5 องศา) 3) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ Northeast (22.5-67.5 องศา)
4) ทิศตะวันออก East (67.5-112.5 องศา) 5) ทิศตะวันออกเฉียงใต Southeast (112.5-157.5 องศา)
6) ทิศใต South (157.5-202.5 องศา) 7) ทิศตะวันตกเฉียงใต Southwest (202.5-247.5 องศา)

8) ทิศตะวันตก West (247.5-292.5 องศา) 9) ทิศตะวันตกเฉยงเหนือ Northwest (292.5-337.5 องศา)
และ 10) ทิศเหนือ North (337.5-360 องศา) (รูปที่ 5.3) จากการเปรียบเทียบกับรองรอยดินถลมพบวา
ทิศทางรับน้ำฝนที่มีอิทธิพลตอการเกิดดินถลมคือ ทิศตะวันออกเฉียงใต (Fr=1.008)
ทิศใต (Fr=1.030) ทิศตะวันตกเฉียงใต (Fr=1.198) และทิศตะวันตก (Fr=1.293) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
(Fr=1.057) และซึ่งนาจะมีสัมพันธกับลมมรสุมที่พัดผานทั้งสองดานของจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีลมมรสุม

ตะวันตกเฉียงใต พัดผานมหาสมุทรอินเดีย ทำใหมีปริมาณน้ำฝนมากที่ในชวงเดือนพฤษภาคมถึงกนยายน
และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผานอาวไทยพาเอาฝนมาตก แตมีปริมาณนอยกวาจังหวัดที่อยู

ทางดานตะวันออกของภาคใต เนื่องจากมีทิวเขาทางทิศตะวันออกของภาคใตปดกั้นลมไว
(รายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3)


5.2.3 ทิศทางน้ำไหล (Flow direction)

ทิศทางน้ำไหลเปนปจจัยที่เกี่ยวของกับการเกิดดินถลม บงบอกถึงทิศทางการไหลของทางน้ำ
และการกัดเซาะในพื้นที่ ทิศทางน้ำไหลสามารถแบงออกเปน 8 กลุม มีระยะหางแตละชวง 45 องศา คือ

1) ทิศตะวันออก (90 deg) 2) ทิศตะวันออกเฉียงใต (135 deg) 3) ทิศใต (180 deg) 4) ทิศตะวันตก
เฉียงใต (225 deg) 5) ทิศตะวันตก (270 deg) 6) ทิศตะวันตกเฉยงเหนือ (315 deg) 7) ทิศเหนือ North

(0 deg) และ 8) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ Northeast (45 deg) (รูปที่ 5.4) จากการเปรียบเทียบกับ
รองรอยดินถลมพบวาทิศทางน้ำไหลที่มีความสัมพันธตอการเกิดดินถลม คือ ทิศทางน้ำไหล

ทางทิศตะวันตกเฉียงใต มีความสัมพันธสูงสุดกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr=1.53)
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (Fr=1.32) ทิศตะวันออกเฉียงใต (1.19) ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (Fr=1.02)
และทิศตะวันตกมีความสัมพันธกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr=1.02) ตามลำดับ


5.2.4 ระดับความสูง (Elevation)


ระดับความสูงของพื้นที่ถูกจำแนกออกเปน 7 ชวง มีชวงหาง 200 เมตรตั้งแต 0-1,400 เมตร
ของแตละกลุม (รูปที่ 5.5) เพื่อใหเห็นความแตกตางของพื้นที่ จากการศึกษาพบวาชวงระดับความสูงตั้งแต
200-1,400 เมตร มีความสัมพันธอยางมีนัยสำคัญกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr≥1)

โดยมีความสัมพันธสูงสุดระหวางรองรอยดินถลมในอดีตกับระดับความสูง 800–1,000 เมตร (Fr=20.43)
ระดับความสูง 400–600 เมตร (Fr=15.98) ระดับความสูง 1,000–1,200 เมตร (Fr=15.95) ระดับความสูง
600–800 เมตร (Fr=12.34) ระดับความสูง 200–400 เมตร (Fr=10.04) และระดับความสูง 1200–1400 เมตร
(Fr=8.31) ตามลำดับ

- 76 -



5.2.5 ความลาดชน (Slope)

มุมของความลาดชัน (Slope angle) เปนปจจัยหลักของการวิเคราะหเสถียรภาพความลาดชัน

(Lee and Min, 2001) ในพื้นที่ศึกษาแบงความลาดชันออกเปน 9 ชวง ระยะหางแตละชวง 10 องศา

โดยมีความลาดชันตั้งแต 0-90 องศา (รูปที่ 5.6) พบวามีการกระจายตัวของรองรอยดินถลมมีความสัมพนธ
กับพื้นที่ที่มีความลาดชันเปนชวงกวาง ตั้งแต 10–60 องศา (Fr≥1) และความสัมพันธสูงสุดกับการกระจาย
ตัวของรองรอยดินถลม ในบริเวณความลาดชัน 30-40 องศา (Fr=10.40) ความลาดชัน 40-50 องศา

(Fr=9.52) ความลาดชัน 20-30 องศา (Fr=6.29) ความลาดชัน 50-60 องศา (Fr=3.04) ความลาดชัน
10-20 องศา (Fr=2.20) ตามลำดับ อยางไรก็ตามพบวาที่พื้นที่ความลาดชันสูงมากตั้งแต 60 องศา
ไมพบรองรอยดินถลม เนื่องจากพื้นที่รองรับดวยหินแข็งเปนสวนใหญมีความคงทน เสถียรภาพสูงและใหชั้นดินนอย


5.2.6 การใชประโยชนที่ดิน (Land use)


การใชประโยชนที่ดินหรือลักษณะของสิ่งปกคลุมดินเปนปจจัยที่สงผลตอเสถียรภาพของชั้นดิน/หน

และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำบริเวณผิวดินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ แบงลักษณะการใชประโยชนที่ดิน
ออกเปน 8 กลุม คือ 1) แหลงน้ำ (Water) 2) พื้นที่ปามีตนไมใหญ (Trees) 3) ทุงหญา (Grass) 4) พืชพรรณ
ในพื้นที่ลุมน้ำทวมถึง (Flooded Vegetation) 5) พื้นที่เกษตรกรรม (Crops) 6) พุมไม (Scrub/Shrub)

7) สิ่งปลูกสราง (Built Area) 8) พื้นที่โลงไมมีพืชพรรณใบเขียว (Bare Ground) (รูปที่ 5.7)
จากการเปรียบเทียบกับรองรอยดินถลม พบวาการใชประโยชนที่ดินที่มีความสัมพันธตอการเกิดดินถลม
คือพื้นที่ปามีตนไมใหญ (Trees) มีความสัมพันธสูงสุดกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลม (Fr=1.20)


5.2.7 ระยะหางจากโครงสรางทางธรณีวิทยา (The distance to geological structure)


ธรณีวิทยาโครงสรางเปนปจจัยหนึ่งที่สงผลตอเสถียรภาพของชั้นหิน/ดิน ที่แสดงถึงการผุพัง
เนื่องจากมีแนวรอยเลื่อนคลองมะรุย และกลุมแนวแตกพาดพานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ (รายละเอียด
เพิ่มเติมหัวขอที่ 3.5 บทที่ 3) ระยะหางจากโครงสรางทางธรณีวิทยาเปน 16 ชวง มีระยะหางแตละชวง
200 เมตร (รูปที่ 5.8) พบวาพื้นที่ที่อยูใกลโครงสรางทางธรณีวิทยาและมีระยะหางไมเกิน 800 เมตร


มีความสัมพันธกับการกระจายตัวของรองรอยดินถลมอยางมีนัยสำคัญ (Fr≥1) โดยมีความสัมพนธระหวาง
รองรอยดินถลมกับระยะหางระหวาง 0-200 เมตร (Fr=1.58) ระยะหางระหวาง 200-400 เมตร
(Fr=1.49) ระยะหางระหวาง 400-600 เมตร (Fr=1.29) ระยะหางระหวาง 600-800 เมตร (Fr=1.27)
ตามลำดับ

- 77 -
























































































รูปที 5.3 แผนทีแสดงหนารบนำฝน 10 กลม ในพนทจังหวดกระบี ่




- 78 -



























































































รูปที 5.4 แผนทีแสดงทิศทางการไหลของนำ 8 กลม ในพนทจังหวดกระบี มระยะหางแตละกลม 45 องศา




Click to View FlipBook Version