ร่างกายมนุษย์ หน่วยการเรียนรู้ที่3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 -ระบบอวัยวะในร่างกายของเรา นางสาวกนกวรรณ ตามีปลูก
ระบบอวัยวะ ในร่างกายของเรา
ระบบหมุนเวียนเลือด
ระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายของมนุษย์ท าหน้าที่คล้ายกับระบบขนส่งที่มี การล าเลียงสารอาหารและแก๊สออกซิเจน ไปยังเซลล์ต่างๆ และน าของเสีย เช่น แก๊ส คาร์บอน ไดออกไซด์ยูเรีย ไปก าจัดออกนอกร่างกาย ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด เลือดที่อยู่ภายในหลอดเลือด โดยเลือดจะท าหน้าที่ล าเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอื่นๆ ไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย
ร่างกายของมนุษย์ที่โตเต็มวัยมีเลือดอยู่ประมาณ 5-6 ลิตรคิดเป็นร้อยละ 7-8 ของน าหนักตัว - เซลล์เม็ดเลือดแดง - เซลล์เม็ดเลือดขาว - เกล็ดเลือด - พลาสมา ⭐️เลือดประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด
ชั นบน เป็นของเหลวใส -พลาสมา มีอยู่ประมาณร้อยละ 55 ของเลือด ชั นล่าง ประกอบด้วย -เซลล์เม็ดเลือดแดง -เซลล์เม็ดเลือดขาว -เกล็ดเลือด อยู่รวมกันประมาณร้อยละ 45 ของเลือด เลือดเป็นของเหลวสีแดง เมื่อสังเกตด้วยตาจะดูเหมือนว่าเป็นเนื อ เดียวกัน แต่ถ้าน าเลือดมาปั่นแยกให้ตกตะกอนจะพบว่าแยกเป็นชั นๆ พลาสมา เซลล์เม็ดเลือด แดง เซลล์เม็ดเลือดขาว +เกล็ดเลือด
พลาสมา - โปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด - แอนติบอดี - สารอาหาร - ฮอร์โมน - ยูเรีย - แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน ประกอบด้วยน าและสารหลายชนิด
เซลล์เม็ดเลือดแดง เลือดในร่างกายจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงอยู่เป็นจ านวนมากประมาณ 5-6 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์ มิลลิเมตร เป็นเซลล์ที่พบอยู่ในเลือด โดยจะพบเป็นส่วนใหญ่ มีรูปร่างกลมแบน ขนาดเล็ก ตรงกลางเว้าเข้า หากันทั งสองด้าน และไม่มีนิวเคลียส ⭐️เซลล์เม็ดเลือดแดงสร้างจากไขกระดูก โดยเซลล์ที่เกิดขึ นใหม่จะมีนิวเคลียส แต่เมื่อ เจริญเต็มที่นิวเคลียสจะสลายไป ก่อนปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด ในเซลล์เม็ดเลือดแดงมี เฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ โดยเฮโมโกลบินสามารถจับกับ แก๊สออกซิเจน ท าให้เซลล์เม็ดเลือดแดงจ าเลียงแก๊สออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ - เซลล์เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 100-120 วัน - จะถูกท าลายที่ตับและม้าม - โดยไขกระดูกจะสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงขึ นมาใหม่เป็นการทดแทนไปเรื่อยๆ
เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่และมีนิวเคลียสที่มีรูปร่างต่างๆ โดยปกติร่างกายจะมีจ านวนเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่ ประมาณ 5,000-11,000 เซลล์ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมที่ท าให้เกิดโรคในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวจะเพิ่มจ านวนขึ น - เซลล์เม็ดเลือดขาวท าหน้าที่เป็นหน่วยป้องกันที่ส าคัญของร่างกาย - เซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนใหญ่จะมีอายุ2-14 วัน - สร้างจากไขกระดูก เช่นเดียวกับเซลล์เม็ดเลือดแดง - เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสอยู่ตลอดชีวิตของเซลล์ ⭐️เซลล์เม็ดเลือดขาว มีหลายชนิดและมีลักษณะแตกต่างกัน บางชนิดท าหน้าที่จับ และท าลายเชื อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย บางชนิดท าหน้าที่สร้าง แอนติบอดีซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีน ท าให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหรือสิ่ง แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
เซลล์เม็ดเลือดขาวมีจ านวนน้อยกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง นอกจากเซลล์เม็ดเลือดแล้วยังมีเกล็ดเลือดซึ่งเป็นชิ นส่วนของเซลล์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ นในไขกระดูก เกล็ดเลือด - เกล็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด - ท าให้เลือดหยุดไหลเมื่อมีบาดแผล - เกล็ดเลือดไม่มีนิวเคลียส และมีรูปร่างไม่แน่นอน - ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตรจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 200,000-500,000 เกล็ด - เกล็ดเลือดมีอายุประมาณ 7-10 วัน จากนั นจะถูกท าลายที่ตับและม้าม
แบ่งออกเป็นหมู่ 4 หมู่ด้วยกัน คือ เลือดหมู่ A B AB และ O โดยบุคคลจะมีเลือดหมู่ใดนั นขึ นอยู่กับแอนติเจน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งอยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง หมู่เลือด ชนิดของแอนติเจน บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง ชนิดของแอนติบอดี ในพลาสมา A แอนติเจน A แอนติบอดีB B แอนติเจน B แอนติบอดีA AB แอนติเจน A และแอนติเจน B ไม่มี O ไม่มี แอนติบอดีA และแอนติบอดีB ตารางแสดงชนิดของแอนติเจนและแอนติบอดีในเลือดหมู่ต่างๆ หมู่เลือด ระบบ A B O
การให้เลือดจะปลอดภัยเมื่อผู้รับและผู้ให้มีหมู่เลือดที่เข้ากันได้โดยผู้รับต้องมีแอนติบอดีไม่ตรง กับแอนติเจนของผู้ให้ เพราะถ้าแอนติเจนกับแอนติบอดีตรงกันจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจน และแอนติบอดี ท าให้เลือดจับกลุ่มกันตกตะกอนและอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ โดยปกติการให้ เลือดจะให้กับผู้ที่มีเลือดหมู่เดียวกัน แต่ถ้าไม่สามารถหาเลือดหมู่เดียวกันได้ก็สามารถให้เลือดหมู่ที่ ต่างกันได้ ตารางแสดงเลือดหมู่ที่เข้ากันได้ของผู้รับเลือดและผู้ให้เลือด ผ ู ร ้ บ ั ท ีมีเลือด ่ หมู่ ผ ู ใ้ หท ้ี ม ่ เ ี ลอ ื ดหม ู ่ A B AB O A ✓ ✗ ✗ ✓ B ✗ ✓ ✗ ✓ AB ✓ ✓ ✓ ✓ O ✗ ✗ ✗ ✓ การให้เลือด
เลือดไหลเวียนอยู่ภายในหลอดเลือด (blood vessel) ซึ่งถ้าสังเกตผิวหนังบริเวณต่างๆ ของ ร่างกายจะเห็นหลอดเลือดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณต่างๆ เช่น แขน ขา ล าตัว
1. หลอดเลือดอาร์เทอรี(arterial blood vessel) 2. หลอดเลือดเวน (venous blood vessel) 3. หลอดเลือดฝอย (capillary) หลอดเลือดแต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ⭐️หลอดเลือดของมนุษย์เเบ่งออกเป็น 3 ชนิด หลอดเลือดอาร์เทอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย
หลอดเลือดอาร์เทอรีเป็นหลอดเลือดที่ท าหน้าที่น าเลือดออกจากหัวใจ โดยการบีบตัวของหัวใจเพื่อน าเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย หลอดเลือดอาร์เทอรี่ ⭐️ลักษณะของหลอดเลือดอาร์เทอรี่ - มีผนังหนา เพราะประกอบด้วยเนื อเยื่อหลายชั น - ยึดหยุ่น ขยายตัวเพื่อรับแรงจากเลือดที่เกิดจากการบีบตัวของหัวใจได้ดี หลอดเลือดฝอย หลอดเลือดฝอยเป็นหลอดเลือดที่แตกแขนงเป็นร่างแหแทรกไปตามเนื อเยื่อของ ร่างกายและเชื่อมต่อระหว่างอาร์เทอรีขนาดเล็กกับเวนขนาดเล็ก หลอดเลือดฝอย เป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สและสารกับเซลล์ของร่างกาย
หลอดเลือดเวน หลอดเลือดเวนท าหน้าที่น าเลือดจากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่ หัวใจ - มีผนังบาง - มีความยืดหยุ่นน้อย ⭐️ลักษณะของหลอดเลือดอาร์เทอรี่ ในการไหลของเลือดภายในหลอดเลือดเวนเพื่อกลับเข้าสู่หัวใจนั น อาศัย การหดและคลายตัวของกล้ามเนื อของร่างกายบริเวณรอบๆ หลอดเลือด และลิ นกั นที่อยู่ภายในหลอดเลือดซึ่งจะท าหน้าที่ควบคุมการไหลของเลือด ให้ไปในทิศทางเดียว
ความดันของเลือดในหลอดเลือดเวนจะน้อยกว่าในหลอดเลือดอาร์เทอรี หลอด เลือดที่อยู่ใกล้ผิวหนังและมองเห็นได้อย่างชัดเจนเป็นหลอดเลือดเวน ส่วนหลอดเลือด อาร์เทอรีมักจะพบอยู่ใต้ผิวหนังที่ลึกลงไป
หัวใจท าหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะเดียวกันจะรับเลือดจากร่างกายแล้วส่งไปยังปอด ⭐️หลอดเลือดอาร์เทอรีจะล าเลียงเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยการ ท างานของหัวใจ ซึ่งมีการบีบและคลายตัวเป็นจังหวะตลอดเวลา เพื่อท าหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปตามหลอดเลือด หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่ท างานหนักมาก
บน : เอเทรียม (Atrium) มีหน้าที่รับเลือดเข้าสู่หัวใจ ล่าง : เวนติเคิล (Ventricle) มีหน้าที่ส่งเลือดออกจากหัวใจ #ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่างมีลิ นหัวใจนั นเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ หัวใจห้อง หัวใจข้าง ขวา(right) : เลือดเสีย ออกซิเจนต่ า ซ้าย(left) : เลือดดีออกซิเจนสูง หัวใจของมนุษย์มี4 ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบน 2 ห้องและหัวใจห้องล่าง 2 ห้อง
การจับชีพจรสามารถจับได้ที่บริเวณต่างๆ ข้อมือ ข้อพับศอก ข้างคอ ขาหนีบ หลังเท้า การจับชีพจร ชีพจร คือ การขยายตัวและหดตัวของหลอดเลือดเเดงอย่างเป็นจังหวะ #คนปกติประมาณ 75 ครั ง ต่อนาที
อัตราการเต้นของหัวใจของคนปกติขณะพักจะอยู่ระหว่าง 60-100 ครั ง ต่อนาทีและมีจังหวะการเต้นคงที่สม่ าเสมอ อัตราการเต้นของหัวใจในแต่ละ คนอาจไม่เท่ากันขึ นอยู่กับเพศ อายุ นอกจากนี กิจกรรมที่ท ามีผลท าให้อัตรา การเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลงได้ อัตราการเต้นของหัวใจ
ในขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายและหัวใจคลายตัว เพื่อรับเลือดจะท าให้เกิดแรงที่เลือดกระท าต่อผนังหลอดเลือด เรียกว่า ความดันเลือด ความดันเลือด ⭐️ค่าแรกเป็นความดันสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวหรือเรียกว่าความดันซีสโทลิกหรือตัวบน ⭐️ค่าหลังเป็นความดันขณะที่หัวใจคลายตัวหรือความดันไดแอสโทลิกหรือตัวล่าง ประกอบด้วยตัวเลข 2 ค่า เช่น วัดความดันเลือดได้120/80 มิลลิเมตรปรอท หมายความว่า ความดันซีสโทลิกคือ 120 มิลลิเมตรปรอท ส่วนความดันโดแอสโทลิกคือ 80 มิลลิเมตรปรอท - โดยทั่วไปผู้ใหญ่จะมีความดันเลือดปกติขณะพักประมาณ 100-140 มิลลิเมตรปรอท - ในช่วงหัวใจบีบตัวและในช่วงหัวใจคลายตัว 60-90 มิลลิเมตรปรอท - ผู้ที่มีความดันเลือดสูงคือมีความดันเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท
ระบบหายใจ
โดยปกติมนุษย์หายใจเข้าและออกประมาณ 10-15 ครั งต่อนาทีหรือ ประมาณ 18,720 ครั งต่อวัน และการหายใจแต่ละครั งจะมีอากาศเข้าและ ออกจากร่างกายประมาณ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร การหายใจ คือ การน าแก๊สออกซิเจนเข้า ก าจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อน าออกซิเจนไปท าปฏิกิริยากับสารอาหาร จะได้พลังงาน (ATP)
กระดูกซี่โครง (rib) - โอบล้อมปอดทั ง 2 ข้างไว้ กะบังลม (diaphragm) - เป็นแผ่นกล้ามเนื อขนาดใหญ่อยู่ด้านล่างกั นระหว่างช่องอกกับช่องท้อง อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ได้แก่ นอกจากนี อวัยวะในระบบหายใจประกอบด้วย จมูก ท่อลมปอด ซึ่งภายในมีหลอดลมหลอดลมฝอยและถุงลม
⭐️กล้ามเนื อกะบังลมคลายตัวจะท าให้กะบังลมยกตัวสูงขึ น ⭐️กล้ามเนื อระหว่างกระดูกซี่โครงคลายตัวจะท าให้กระดูกซี่โครงลดต่ าลง ⭐️ช่องอกมีปริมาตรลดลง ⭐️ความดันภายในของอกเพิ่มขึ น การหายใจออก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอดเป็นการหายใจออก (exhalation) ⭐️กล้ามเนื อกะบังลมหดตัวจะท าให้กะบังลมลดต่ าลง ⭐️กล้ามเนื อระหว่างกระดูกซี่โครงหดตัวจะท าให้กระดูกซี่โครงยกตัวขึ น ⭐️ช่องอกมีปริมาตรเพิ่มขึ น ⭐️ความดันภายในช่องอกลดลง การหายใจเข้า อากาศจากภายนอกจึงเคลื่อนที่เข้าสู่ปอด เป็นการหายใจเข้า (inhalation)
การที่แก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศที่หายใจเข้าและหายใจออกมี ปริมาณเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากร่างกายน าแก๊สออกซิเจนที่ได้จากการหายใจเข้าไปใช้ใน กระบวนการสร้างพลังงานภายในเซลล์ ท าให้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ น การที่ ร่างกายจะได้รับแก๊สออกซิเจนและก าจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องอาศัยกระบวนการที่ เรียกว่า การแลกเปลี่ยนแก๊ส (gas exchange) การเเลกเปลี่ยนแก๊ส การแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ น 2 บริเวณ 1. บริเวณถุงลมในปอดกับหลอดเลือดฝอย 2. ระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเซลล์
ความจุอากาศของปอดของแต่ละบุคคลอาจมีค่าไม่เท่ากัน โดยเป็นค่าที่ได้จากปริมาตรของอากาศขณะหายใจเข้าเต็มที่แล้วผ่อนลมหายใจออกมาให้มากที่สุด ความจุอากาศของปอด เพศ : เพศชายจะมีความจุอากาศของปอดมากกว่าเพศหญิง อายุ : คนหนุ่มสาวจะมีความจุอากาศของปอดมากกว่าคนสูงอายุ ผู้ที่ออกก าลังกายอย่างสม่ าเสมอหรือนักกีฬาจะมีความจุอากาศของปอดมากกว่าคน ทั่วไป ⭐️ปัจจัยที่มีผลต่อความจุอากาศของปอด
คนปกติ มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด วัณโรค ปอดติดเชื อ เป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ความจุอากาศของปอดลดลง
ระบบขับถ่าย
การขับถ่ายเป็นการก าจัดของเสียที่เกิดขึ นจากกระบวนการเปลี่ยนแปลง ทางเคมีต่างๆ ของเซลล์ในสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เซลล์ไม่ต้องการ ผลิตภัณฑ์ที่เซลล์ไม่ต้องการ 1. สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ เช่น น า 2. สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ 3. ของเสียที่เป็นสารประกอบไนโตรเจน
ภายในเซลล์ของร่างกายมีทั งกระบวนการสลายสารอาหารและการสังเคราะห์สารต่างๆ ท าให้เกิดสารหลายชนิดทั งที่เป็นประโยชน์และของเสียที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ของเสียที่เกิดขึ น - แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ - แอมโมเนีย - ยูเรีย - กรดยูริก ⭐️ร่างกายจ าเป็นต้องก าจัดออก ผ่านทาง : ไต ผิวหนัง ปอด ล าไส้ใหญ่
ไต (kidney) ท่อไต (ureter) กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) ท่อปัสสาวะ (urethra) ⭐️มนุษย์ก าจัดของเสียในร่างกายได้หลายทาง เช่น - ปอดก าจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์โดยผ่านทางลมหายใจออก - ไตก าจัดของเสียต่างๆ - น าส่วนเกินในรูปปัสสาวะ #ในที่นี จะกล่าวเฉพาะเรื่องการขับถ่ายซึ่งมีไตเป็นอวัยวะหลัก อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสีย ได้แก่
ไตเป็นอวัยวะส าคัญที่สุดของระบบนี มี2 อัน รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วด า อยู่บริเวณในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว ไต ⭐️ท าหน้าที่ - กรองสาร ดูดซับน า ไอออน และสารอื่นๆ ที่จ าเป็นต่อร่างกายกลับเข้าสู่กระแสเลือด - ขับไอออน และสารอื่นๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ หรือมากเกินพอออกจากร่างกาย - เพื่อการปรับสมดุลความเป็นกรด–เบสของร่างกาย
ไตแต่ละข้างแบ่งเป็น 2 ชั น ได้แก่ ไตชั นนอกและไตชั นใน ซึ่งแต่ละชั นจะมี หลอดเลือดแทรกและแตกแขนงอยู่ทั่วไต ภายในไตประกอบไปด้วยหน่วยไต (nephron) เล็กๆ เป็นจ านวนมาก หน่วยไตมีส่วนประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นท่อ ส่วนที่เป็นหลอดเลือดฝอย ไต (ต่อ) ตรงปลายด้านหนึ่งของท่อจะพองออกเป็นกระเปาะเรียกว่าโบว์แมนแคปซูล (Bowrman's capsule) ภายในกระเปาะจะมีหลอดเลือดฝอยๆ พันกันเป็นก้อน กลมเรียกว่าโกลเมอรูลัส (stormerulus)
ท่อไต เป็นท่อ 2 อัน ที่น าน าปัสสาวะ ออกมาจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ เป็นถุงที่เก็บสะสมน าปัสสาวะ ผิวด้านในมีรอยย่น เรียกว่า รูแก ซึ่งจะขยายออกได้กระเพาะปัสสาวะปกติมีความจุได้ประมาณ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ผู้ใหญ่ปกติจะถ่ายปัสสาวะ 600-1600 มิลลิลิตร/วัน ในเด็กไม่สามารถกลั นปัสสาวะได้ เพราะระบบประสาทยังไม่สมบูรณ์ ท่อปัสสาวะ เป็นท่อที่น าปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะ ออกจากร่างกาย ท่อปัสสาวะ
ระบบประสาท
สมอง (brain) ไขสันหลัง (spinal cord) เส้นประสาท (nerve) ระบบประสาทของมนุษย์ประกอบด้วย ท าหน้าที่ในการควบคุมการท างานของอวัยวะทุกอวัยวะของร่างกาย รวมถึงการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า
สมองและไขสันหลังเป็นศูนย์กลางควบคุมการท างานของอวัยวะทุกส่วนของ ร่างกาย จึงเรียกว่า ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) สมองอยู่ภายในกะโหลกศีรษะ - มีน าหนักประมาณ 1.3 - 1.4 กิโลกรัม - แบ่งออกเป็นส่วนๆ (หน้า กลาง หลัง) - แต่ละส่วนจะท าหน้าที่แตกต่างกัน ระบบประสาทส่วนกลาง สมอง สมองประกอบด้วยส่วนหลักๆ ได้แก่ซีรีบรัม ซีรีเบลลัม และก้านสมอง สั่งการ ประมวลผล เรียนรู้จดจ า
เป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสมอง ท าหน้าที่เกี่ยวกับการจ า การคิด สติปัญญา การตัดสินใจ ความมีเหตุผล การพูด การเคลื่อนไหว การรับรู้และการตอบสนอง ท าหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการทรงตัวและการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื อต่างๆ ท าหน้าที่ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความรู้สึกร้อนหนาว และอุณหภูมิของร่างกาย ซีรีบรัม (cerebrum) ซีรีเบลลัม (cerebellum) ก้านสมอง (brain stem)
เป็นส่วนที่ต่อลงมาจากก้านสมองตามแนวยาวภายในช่องของกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง - เชื่อมต่อการท างานระหว่างสมองและเส้นประสาท - ส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังสมอง - เป็นศูนย์กลางควบคุมการตอบสนองอย่างทันทีทันใดของร่างกาย - ควบคุมปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ ⭐️หน้าที่หลักของไขสันหลัง คือ
ส่วนของระบบประสาทที่อยู่นอกสมองและไขสันหลัง เรียกว่า ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system) ซึ่งได้เเก่ เส้นประสาท ระบบประสาทรอบนอก - เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากสมองและไขสันหลังและเชื่อมไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย - ประกอบด้วยมัดของเส้นใยประสาทหลายๆ มัด เส้นประสาท เส้นประสาทสมอง : 12 คู่ เส้นประสาทไขสันหลัง : 31 คู่ - ท าหน้าที่รับข้อมูลจากอวัยวะต่างๆ แล้วส่งไปยังสมองและไขสันหลัง - ท าหน้าที่รับกระแสประสาทจากสมองและไขสันหลังส่งไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
หน่วยย่อยที่ส าคัญของสมองและไขสันหลัง ได้แก่ เซลล์ประสาท (neuron หรือ nerve cell) ซึ่งมีอยู่มากมายหลายพันล้านเซลล์ เซลล์ประสาทประกอบด้วย • ตัวเซลล์(cell body) : ประกอบด้วย ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส • ส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเซลล์ที่เรียกว่า เส้นใยประสาท (nerve fiber) ส่วนเส้นใยประสาทมี2 ชนิด คือ • เดนไดรต์(dendrite) : รับกระแสประสาท • แอกซอน (axon) : ส่งกระแสประสาท
1. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron) - รับข้อมูลจากสิ่งเร้า 2. เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron) - ส่งกระแสประสาทไปยังหน่วยปฏิบัติงานหรืออวัยวะต่างๆ 3. เซลล์ประสาทประสานงาน (interneuron) - รับและส่งกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาทรับ ความรู้สึก และเซลล์ประสาทสั่งการ ประเภทของเซลล์ประสาท เซลล์ประสาทแบ่งออกตามหน้าที่ได้เป็น 3 ชนิด คือ
การเคลื่อนที่ของกระแสประสาท ซึ่งจะเคลื่อนจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ระหว่างเซลล์ประสาทจะมี ช่องว่างแคบๆ ซึ่งกระแสประสาทไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้ โดยตรง ต้องอาศัยสารเคมีที่สร้างจากบริเวณปลายแอกซอน เพื่อไปกระตุ้นให้เกิด กระแสประสาทในเซลล์ถัดไป โดยขณะที่กระแสประสาทเคลื่อนมาถึง บริเวณปลายแอกซอน สารเคมีดังกล่าวจะแพร่ผ่านช่องว่างแคบๆ ไปยัง ปลายเดนไดรต์ของอีกเชลล์หนึ่ง จึงท าให้เกิดกระแสประสาทขึ นได้ ⚡️การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทจะอยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้า
ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างทันทีทันใดโดยไม่ทันได้คิด เรียกว่า ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์(reflect action) เมื่อมีสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง สารเคมีการสัมผัส มากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกตามอวัยวะ รับความรู้สึกของร่างกาย เช่น ตา หู จมูก ลิ น ผิวกาย อาจท าให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยา ตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ นโดยอัตโนมัติ การตอบสนองที่ผ่านสมองจะใช้เวลามากน้อยต่างกัน ขึ นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองของแต่ละคน
ระบบสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์คือ คุณสมบัติอย่างหนึ่ง ของสิ่งมีชีวิต เพื่อด ารงค์เผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนั นๆ ประเภทของการสืบพันธุ์ ⭐️ไม่อาศัยเพศ การเเบ่งตัว/ การเเตกหน่อ/ การสร้งสปอร์/ การงอกใหม่ ⭐️อาศัยเพศ ใช้เซลล์สืบพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วยอวัยวะที่ส าคัญ ได้แก่ อัณฑะ ถุงอัณฑะ หลอดเก็บอสุจิ ท่อน าอสุจิ องคชาติ ท่อปัสสาวะ ต่อมสร้างน าเลี ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก ต่อมคาวเปอร์
โดยอัณฑะ (testis) ท าหน้าที่สร้างอสุจิซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้อสุจิที่สร้าง ขึ นจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่หลอดเก็บอสุจิเพื่อให้อสุจิเจริญเติบโตเต็มที่ อสุจิจะเคลื่อนที่ จากหลอดเก็บอสุจิไปตามหลอดน าอสุจิ ในระหว่างการเคลื่อนที่จะมีของเหลวที่ สร้างจากต่อมหลายชนิด ได้แก่ ของเหลวจากต่อมสร้างน าเลี ยงอสุจิส าหรับเป็น อาหารของอสุจิของเหลวจากต่อมลูกหมาก มีเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดในช่อง คลอดของเพศหญิงให้เป็นกลาง และของเหลวจากต่อมคาวเปอร์ซึ่งช่วยหล่อลื่น ขณะมีเพศสัมพันธ์ ของเหลวจากต่อมดังกล่าวจะรวมกับอสุจิเรียกว่าน าอสุจิ แล้วจะเคลื่อนที่ไปตาม ท่อปัสสาวะในองคชาติและหลั่งออกสู่ภายนอกร่างกาย