การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการด าเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจ าวัน ของนักเรียนชั้นนมัธยศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การสอนแบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ธนกฤต กิ้วระแยง รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา พระพุทธศาสนา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการด าเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจ าวัน ของนักเรียนชั้นนมัธยศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การสอนแบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ธนกฤต กิ้วระแยง รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา พระพุทธศาสนา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นนมัธย ศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊ก ซอว์ ผู้วิจัย นายธนกฤต กิ้วระแยง สาขาวิชา พระพุทธศาสนา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์.ดร.ชาตรี ชุมเสน ครูพี่เลี้ยง ดร.พนิชย์ สิมลี คณะกรรมการประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับงานวิจัยนี้ เป็นส่วน หนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต .............................................................. หัวหน้าสาขา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม) วันที่.........เดือน.....................พ.ศ............. คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ .................................................................. ประธานคณะกรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ชุมเสน) ................................................................... กรรมการ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนประจันทร์ เสียงเย็น) ................................................................... กรรมการ (ดร.พนิชย์ สิมลี)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นนมัธยศึกษา ปีที่ 6 โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ผู้วิจัย นายธนกฤต กิ้วระแยง อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์.ดร.ชาตรี ชุมเสน อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนประจันทร์ เสียงเย็น ครูพี่เลี้ยง ดร.พนิชย์ สิมลี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียรู้ด้วยเทคนิค จิ๊กซอว์ในสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายใน ชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 จำนวน 27 คน ปี การศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ เรียนการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6/6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน สังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.96 อยู่ในระดับสูง สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6/6 ที่เรียนด้วยการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ พบว่า มีค่าเฉลี่ย คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเท่ากับ 6.55 คะแนน (̅= 6.55) คิดเป็นร้อยละ 26.22 และมี ค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 20.07 คะแนน (̅= 20.07) คิดเป็นร้อยละ 89.29 มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จด้วยความกรุณาจาก ผศ.ดร.ชาตรี ชุมเสน ผศ.สอนประจันทร์ เสียง เย็น อาจารย์ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้คำปรึกษาคำแนะนำ อ่าน และแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ จนสำเร็จสมบูรณ์ ทั้ง เสียสละเวลาและให้กำลังใจผู้วิจัยมาโดยตลอดจนสำเร็จ เรียบร้อย ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณ นายปัญญาพร อินธิเสน และ ดร.พนิชย์ สิมลี ที่ได้กรุณาเป็นกรรมการร่วม พิจารณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย และให้ข้อเสนอแนะ ตลอดระยะเวลาดำเนินการวิจัย ให้คำแนะนำ แก้ไขวิจัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณ คณะผู้บริหารสถานศึกษา ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ คณะครู และนักเรียนชั้น มัธยมศึกษปีที่6/6 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ที่ให้ความอนุเคราะห์ ทดลองใช้เครื่องมือในการวิจัย และให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจนได้ข้อมูลอย่างครบถ้วน สมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณบิดามารดา และครอบครัว ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนตลอดจน คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้วิจัยเสมอมา ขอขอบใจนางสาวสุภาวดี พาอยู่สุข และนางสาวจิราพร อยู่ยศ ที่คอยช่วยเหลือ และให้คำแนะนำ ทั้งเสียสละเวลาและให้กำลังใจผู้วิจัยมาโดยตลอดจนสำเร็จเรียบร้อย ประโยชน์และคุณค่าจากวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอกุศลแห่งความดีในครั้งนี้แด่พระคุณบิดา มารดา ผู้มี พระคุณ และครูอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในการทำวิจัย ทำให้ผู้วัยประสบ ความสำเร็จใน ครั้งนี้ ธนกฤต กิ้วระแยง
ค สาระบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1. บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 4 นิยามศัพย์เฉพาะ 5 ประโชนที่จะได้รับ 5 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกียวข้อง 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 7 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ 12 เอกสารที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียน 12 แผนการจัดการเรียนรู้ 14 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊ซอว์ 17 ความพึงพอใจ 18 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 20
ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า กรอบและแนวคิดกวิจัย 24 3. วิธีด าเนินการวิจัย 25 กลุ่มเป่าหมาย 25 รูปแบบในการทดลอง 25 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 26 การเก็บรวบรวมข้อมูล 28 การวิเคราะห์ข้อมูล 29 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 30 5. สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 37 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 37 สมมติฐานของการวิจัย 37 วิธีด าเนินการวิจัย 37 สรุปผลการวิจัย 38 อภิปรายผล 39 ข้อเสนอแนะ 40 เอกสารอ้างอิง 42 ภาคผนวก 44 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ รายชื่อผู้ช่วยผู้วิจัย 45 ภาคผนวก ข ตารางวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้กับเนื้อหา 47 แผนการจัดการเรียนรู้ 48 แบบประเมิน 61
จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อน-หลังเรียน 65 ภาคผนวก ค ข้อมูลการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 73 ภาคผนวก ง ประวัติย่อของผู้วิจัย 91
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้าที่ ตารางที่1 มาตฐานการเรียนรู้ ส 2.1 11 ตารางที่ 4.1 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือการจัดเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 31 ตารางที่ 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน 33 ตารางที่ 4.3 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และคะแนน ความก้าวหน้า 34 ตารางที่ 4.4 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน 36
ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1. กรอบแนวคิดในการวิจัย 24
1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีจุดมุ่งในการพัฒนาให้ผู้เรียน เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็น จุดหมายหรือ สัมฤทธิผลของการจัดการเรียนการสอนต่อผู้เรียนไว้ว่า ผู้เรียนควรมีคุณธรรมจริยธรรม มีความรู้ ความสามารถในการใช้ความรู้ในชีวิตจริง มีความสุข มีความรักชาติ และมีจิตสำนึก ดังนั้น หากพิจารณาจากจุดมุ่งดังกล่าว การจัดการศึกษาได้เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้เพื่อประกอบสัมมาชีพได้ และ ทำตนให้อยู่ร่วม ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยหลักสูตรแกนกลางได้จัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อตอบสนองต่อจุดมุ่งดังกล่าวโดยเฉพาะเกี่ยวกับ ศีลธรรม-จริยธรรม โดยได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียนว่า ผู้เรียนต้องมีความรู้เกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นที่ อยู่รอบข้าง และเชื่อมโยง ประสบการณ์ไปสู่โลกกว้าง มีทักษะกระบวนการ มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่ง เป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึก ในความ เป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ พื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบ อาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ บนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ แผนการศึกษาแห่งชาติมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่งให้เกิดการ พัฒนาด้านต่างๆ ได้แก่ 1) พัฒนาชีวิตให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการ ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข” 2) พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง และมีดุลยภาพใน 3 ด้านคือ เป็นสังคม คุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และสังคมสมานฉันท์ และเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งมี แนวนโยบาย เป้าหมาย และกรอบการด าเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง สามประการดังกล่าว ประกอบกับการคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตที่เน้นการใช้ความรู้ เป็นฐานของการ พัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประชากร สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นหลักสูตรที่เรียนตลาด 12 ปี การศึกษาตั้งแต่ละดับชั้นประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ ประกอบมาจากหลายแขนงวิชา จึงมีลักษณะสหวิทยาการ โดยนำวิทยาการจากแขนงวิชาต่างๆ มน สาขาสังคมศึกษาร์มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ จริยธรรม ประชากรศึกษา สิ่งแวดล้อม รัฐศาสตร์ สังคมวิทยาปรัชญาและศาสนา ตามขอบเขตที่ กำหนดไว้มี เป้าหมาย ความคาดหวังที่สำคัญ คือ ให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดี ในวิถีชีวิตประชาธิปไตย ภายใต้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สาระที่เป็นองค์ความรู้
2 ของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประกอบด้วย 5 สาระ คือ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่ พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ และ สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ จัดการเรียนการสอนที่เน้นพัฒนา ค่านิยม จริยธรรม มุ่งให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวให้เข้า กับสภาพแวดล้อมเหล่านั้นและมีคุณลักษณะต่าง ๆ อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข ผู้เรียนจะต้องรู้จักพัฒนากระบวนการเรียนรู้ โดยรู้จักการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์มี วิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมี วิสัยทัศน์สามารถเผชิญสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในชีวิตประจำวันได้ การจัดการเรียนการสอนในวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเดินชีวิตในสังคม ที่อยู่ ในสาระที่ ๒ ของกลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรมนับว่ามีความสำคัญต่อจุดมุ่งของ หลักสูตร เพราะเป็นวิชาที่มุ่งเน้นการศึกษาด้านศีลธรรม-จริยธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของการ ดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมในสังคมอย่างปกติสุข การจัดการเรียนการ สอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความ เข้าใจจึงต้องอาศัยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ โดย การจัดการเรียนการสอน เกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป มักเริ่มจากให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กฎหมานในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจ แล้วจึงศึกษากฎหมายในชีวิตประจำวัน นั้น ๆ เป็นลำดับไป ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยสนใจเกี่ยวกับรายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเดินชีวิตใน สังคม เรื่องกฎหมานในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นการสอนให้ผู้เรียนได้เข้าใจความถึงหลักกฎหมายที่ใช้ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากสภาพปัญหาการเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเดินชีวิตใน สังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนนั้นจะพบทั้งในตัวครูผู้สอน และในตัวผู้เรียน เช่น ผู้สอนใช้การจัดการ เรียนรู้แบบบรรยาย ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ทำ ให้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของหลักสูตร ส่วนในด้านผู้เรียนนั้น เมื่อเกิดความ เบื่อหน่ายก็มักขาดความกระตือรือร้นและ ขาดความสนใจในการเรียน ทำให้ไม่เข้าใจรายละเอียดของ เนื้อหาวิชา ผู้วิจัยจึงสนใจเทคนิคการจัดการ เรียนรู้แบบจิกซอว์ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือที่มีการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ ผู้เรียนใช้แนวคิดการเชื่อมโยงความรู้โดยแบ่งผู้เรียนเป็น กลุ่ม ทุกกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรม เดียวกัน ผู้สอนจะแบ่งเนื้อหาของเรื่องที่จะให้เรียนรู้ ออกเป็นหัวข้อย่อยเท่ากับจำนวนสมาชิกแต่ละกลุ่ม และมอบหมายให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มศึกษาค้นคว้า คนละหัวข้อ ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะ เรื่องที่ตนได้รับมอบหมายให้ศึกษาจากกลุ่ม สมาชิกต่างกลุ่มที่ได้รับมอบหมายในหัวข้อเดียวกันก็จะทำการศึกษาค้นคว้าร่วมกัน จากนั้นผู้เรียนแต่ ละคนจะกลับเข้ากลุ่มเดิมของตนเพื่อทำหน้าที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญ อธิบายความรู้เนื้อหาสาระที่ตนศึกษา ให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟังเพื่อให้เพื่อนสมาชิกทั้งกลุ่มได้รู้ เนื้อหาสาระทุกหัวข้อย่อยและเกิดการเรียนรู้ ร่วมกัน การสอนโดยใช้เทคนิคแบบจิกซอว์นั้นเป็นการจัดการ เรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่มี ประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้นำรูปแบบการเรียนการสอนแบบแบบร่วมมือกันเรียนรู้มาใช้ในการเรียน การสอนรายวิชาสังคมศึกษา เนื้อหาสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ซึ่งจะมีการ
3 ให้นักเรียนนั้นได้รู้จักคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุและผล มีกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มและสร้างความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทำให้ทุกๆคนในห้องเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนสามารถสร้างความน่าสนใจ ในการเรียนเพิ่มมากขึ้นเพื่อดึงดูดให้นักเรียนนั้นหันกลับมาตั้งใจเรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระหน้าที่ พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นและมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน สังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ในรายวิชา หน้าที่พลเมืองและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สมมติฐำนกำรวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ในรายวิชาหน้าที่ พลเมืองและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน เป็นวิธีการสอนที่พัฒนาได้ดี ที่สุด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของกำรวิจัย 1. กลุ่มเป้ำหมำย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 27 คน
4 2. ตัวแปรที่ศึกษำ 2.1 ตัวแปรต้น คือ การใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 3. เนื้อหำที่ใช้ในงำนวิจัย เนื้อหาที่ผู้จัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือ วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระหน้าที่พละเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีรายละเอียด ดังนี้ 3.1 แผนการเรียนรู้ที่ 1 ความหมายและความสำคัญของกฎหมาย จำนวน 2 ชั่วโมง 3.2 แผนการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมาย และกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตนเองครอบครัวและ มรดก จำนวน 2 ชั่วโมง 3.3 แผนการเรียนรู้ที่ 3 กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมและสัญญา จำนวน 2 ชั่วโมง 3.4 แผนการเรียนรู้ที่ 4 กฎหมายอาญา จำนวน 2 ชั่วโมง 3.5 แผนการเรียนรู้ที่ 5 กฎหมายอื่นที่ควรรู้ จำนวน 2 ชั่วโมง 4. ระยะเวลำที่ใช้ในกำรวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิตในสังคม ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 5 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดใด้โดยการเเสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ พุทธิ พิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 2. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ที่ใช้กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี่ที่ 6/6
5 3. เทคนิค หมายถึง วิธีการสอนแบบจิ๊กซอว์ที่ใช้ในการช่วยกินกรรมหรืองานต่าง ๆ ที่มี ความหน้าสนใจ หรือช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ 4. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค จิกซอว์ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่แบ่ง นักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยแบ่ง กลุ่มนักเรียนกลุ่มละ 6 คน สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถ คละกัน เรียนรู้ร่วมกัน ผู้สอนกำหนดให้แต่ละคนในกลุ่ม ศึกษาเนื้อหา ย่อย ๆแตกต่างกัน โดยไปศึกษาร่วมกับสมาชิก ของกลุ่มหลักอื่น ๆ ที่ได้รับผิดชอบในหัวข้อย่อย เดียวกัน แล้วนำผลการศึกษามาอธิบายให้เพื่อนนักเรียนในกลุ่มหลัก ของตนฟังนักเรียนทุกคน รับผิดชอบต่อกลุ่มของตนร่วมกัน 5. การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการจัดการ เรียนรู้ที่จัดให้นักเรียนเรียนด้วยกันเป็น กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ ประมาณ 2-6 คน สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถคละกัน มี บทบาทหน้าที่ รับผิดชอบแตกต่างกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยอาศัยทักษะการทำงานกลุ่ม มีเป้าหมายร่วมกันคือ ความสำเร็จของกลุ่ม 6. ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึก ในทางที่ดีของนักเรียนที่มีความสุข เมื่อ ได้รับผลสำเร็จและ ได้ผลตอบแทนจากการเรียนโดยใช้รูปแบบซิปปาในด้าน เนื้อหาและด้านการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. ผลจากการวิจัยจะเป็นแนวทางสำคัญสำหรับครูผู้สอนสามารถนำรูปแบบการเรียนการ สอนแบบร่วมมือการจัดการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิกซอว์ไปปรับใช้กับวิชาหรือกลุ่มสาระอื่นๆได้ 2. ผลงานการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรมในการจัดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในอนาคต 3. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิกซอว์
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกียวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ที่ใช้แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตำรางานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ วิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ 2.1 ความหมาย 2.2 ขั้นตอนการสอน 3 เอกสารที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แผนการจัดการเรียนรู้ 4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอน 4.2 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ 4.3 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ 4.4 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ 5 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ 6 ความพึงพอใจ 7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 กรอบและแนวคิดการวิจัย
7 1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) สาระ การเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 1) จุดมุ่งหมายของกลุ่มสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ การดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตาม สภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัย ต่างๆ เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความ แตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และสังคมโลก 2) รายละเอียดของกลุ่มสาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นการเรียนรู้ว่าด้วยการอยู่ ร่วมกันใน สังคม ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถ ปรับตนเองกับ บริบทสภาพ แวดล้อม เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ มีความรู้ทักษะ คุณธรรม และ ค่านิยมที่เหมาะสม โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดสาระต่างๆไว้ดังนี้ 2.1 ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือ ศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้ง บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม 2.2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความ แตกต่างและความ หลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทย และสังคมโลก 2.3 เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก เศรษฐกิจ พอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน 2.4 ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการ ของ มนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบที่ เกิดจาก เหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆในอดีต ความ เป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก
8 2.5 ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การน าเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 3) สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่อ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธำรงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตในสัง มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ ดีงาม และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ บริโภคการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการ ของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ และความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆอย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้าน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถ วิเคราะห์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มี ความรัก ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
9 สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และ ความสัมพันธ์ของสรรพ สิ่งซึ่งมีผล ต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และเครื่องมือทาง ภูมิศาสตร์ ในการค้นหาวิเคราะห์ สรุป และใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง กายภาพ ที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรมมีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อมเพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืน 4) คุณภาพผู้เรียน 4.1 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1) ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น ที่อยู่อาศัย และเชื่องโยงประสบการณ์ไปสู่โลกกว้าง 2) ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีทักษะกระบวนการ และมีข้อมูลที่จำเป็นต่อ การ พัฒนาให้เป็น ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ มี ความเป็น พลเมืองดี มีความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันและการทำงานกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในกิจกรรม ของห้องเรียน และ ได้ฝึกหัดในการตัดสินใจ 3) ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนใน ลักษณะ การบูรณาการ ผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต มีความรู้พื้นฐานทาง เศรษฐกิจได้ข้อคิด เกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการ ออมขั้นต้นและวิธีการ เศรษฐกิจพอเพียง 4) ได้รับการพัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่ พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญา เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจใน ขั้นที่สูงต่อไป 4.2 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1) ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ทั้งเชิง ประวัติศาสตร์ ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจโดยเน้น ความเป็นประเทศไทย 2) ได้รับการพัฒนาความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีส่วนร่วมศาสนพิธี และพิธีกรรม ทางศาสนามาก ยิ่งขึ้น 3) ได้ศึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะ พลเมืองดีของ ท้องถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของท้องถิ่นตนเองมากยิ่งขึ้น 4) ได้ศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวของจังหวัดและภาคต่างๆของประเทศไทย กับ ประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่
10 พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพื่อขยายประสบการณ์ไปสู่การทำความเข้าใจ ในภูมิภาค ซีกโลกตะวันออกและ ตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต การจัดระเบียบทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากอดีตสู่ ปัจจุบัน 4.3 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1) ได้เรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก โดยการศึกษาประเทศ ไทย เปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคต่างๆในโลก เพื่อพัฒนาแนวคิด เรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สุข 2) ได้เรียนรู้และพัฒนาให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นนักคิดอย่างมี วิจารณญาณ ได้รับการพัฒนาแนวคิด และขยายประสบการณ์ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ในด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์ 3) ได้รับการพัฒนาแนวคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคต สามารถ นำมาใช้เป็น ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและวางแผนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม 4.4 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1) ได้เรียนรู้และศึกษาความเป็นไปของโลกอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น 2) ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้พัฒนาตนเองเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีค่านิยมอันพึงประสงค์ สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ใน สังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งมีศักยภาพเพื่อการศึกษาต่อในชั้นสูงตามความ ประสงค์ได้ 3) ได้เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาไทย ความภูมิใจในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ ของ ชาติไทยยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข 4) ได้รับการส่งเสริมให้มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคได้ อย่าง เหมาะสมมีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม มี ความรักท้องถิ่น และประเทศชาติ มุ่งทำประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสังคม 5) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ชี้นำตนเอง ได้ และ สามารถแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆในสังคมได้ตลอดชีวิต 5) มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดี งาม และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข
11 ตารางที่1 มาตฐานการเรียนรู้ ส 2.1 ระดับชั้น ชื่อหน่วยการเรียน มาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัด สาระส าคัญ ม.6 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม ส 2.1 ม.4-6/1 ม.4-6/3 ม.4-6/5 -กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว -กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญา เช่น ซื้อขาย ขายฝาก เช่า ทรัพย์ เช่าซื้อ กู้ยืมเงิน จำนำจำนอง -กฎหมายอาญา เช่น ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับชีวิต และร่างกาย -กฎหมายอื่นที่สำคัญ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ ปัจจุบัน กฎหมายการรับราชการทหาร กฎหมายภาษีอากร กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค -ข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน -คุณลักษณะพลเมืองดี ของประเทศชาติและสังคมโลก เช่น * เคารพกฎหมายและกติกาสังคม * เคารพสิทธิเสรีภาพของตนเองและบุคคลอื่น *มีเหตุผลเพราะฟังความคิดเห็นของผู้อื่น *มีความรับผิดชอบต่อตนเองสังคมชุมชนประเทศชาติและสังคม โลก *เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองการปกครอง -ความหมายและความสำคัญของวัฒนธรรม -ลักษณะและความสำคัญของวัฒนธรรมไทยที่สำคัญ -การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและแนวทางอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย -ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมสากล -วิธีการเลือกรับวัฒนธรรมสากล -อัตลักษณ์และความหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรม
12 2 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ 2.1 ความหมายและความเป็นมา การเรียนแบบร่วมมือหมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนทำ กิจกรรมต่างๆเป็นกลุ่ม โดยกลุ่มนั้นต้องประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน เพื่อให้แต่ละคนเห็น ความสำคัญขอเพื่อนนักเรียนในกลุ่มซึ่งจะขาดไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีความสามารถไม่เหมือนกันจึงต้องอาศัย ซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ คนที่เก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่าในด้านวิชาการ แต่คนที่เรียนอ่อนในด้าน วิชาการอาจเก่งด้านการพูด หรือด้านการช่วยเหลือและให้กำลังใจต่อกัน นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเห็นใจกัน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความผูกพันกัน โดยยึดหลักความสำเร็จของกลุ่มคือความสำเร็จของสมาชิกทุกคนใน กลุ่ม 2.2 ขั้นตอนการสอน 1) ขั้นเตรียม ประกอบด้วยครูเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับบทบาทของนักเรียน การ แบ่งกลุ่มการเรียน แจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียนในแต่ละบทเรียน แต่ละคาบ และฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่ จำเป็นสำหรับการทำกิจกรรมกลุ่ม 2) ขั้นสอน ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยการเข้าสู่บทเรียน แนะนำเนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูล และมอบหมายงานให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มได้รับงานเป็นชุด เพื่อฝึกความรับผิดชอบใน การคิดตัดสินใจแบ่งปันงานให้สมาชิกในกลุ่ม 3) ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการทำกิจกรรมกลุ่มตามที่ได้รับ มอบหมาย และจะช่วยเหลือกันเพื่อให้งานนั้นสำเร็จ เป็นการเสริมแรงและสนับสนุนกัน ให้กำลังใจกัน และ พึ่งพาอาศัยกัน 4) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบเป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน หรือไม่ ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล และต่อจากนั้นเป็นการทดสอบ 5) ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครู และนักเรียนช่วยกันสรุปบทเรียน ถ้า มีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติมและช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มหาจุดเด่นและสิ่งที่ควร ปรับปรุงแก้ไข 3 เอกสารที่เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครูโดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผลการ สร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ ผกาวัลย์ นามนัย (2562) ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ คุณลักษณะ และ ความสามารถของบุคลคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นผลการวัดการเปลี่ยนแปลงและ ประสบการณ์การ เรียนรู้ในเนื้อหารสาระที่เรียนมาแล้วว่าเกิดการเรียนรู้เท่าใด มีความสามารถชนิดใด โดยสามารวัดได้จาก
13 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในลักษณะต่าง ๆ และการวัดผลตามสภาพจริงหรือ ภาคปฏิบัติ เพื่อบอกคุณภาพ การศึกษา เพื่อบอกถึงคุณภาพการศึกษา ไพโรจน์ คะเชนทร์(2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคล อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่ บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพ ทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับ ความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไรตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการ ฝึกฝนด้วย ลดาวัลย์ แย้มครวญ (2559) ได้กล่าวถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการเรียนรู้ ที่ เกิดจากการจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัด ประเมินผล ได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัย วิมัณฑนา หงษ์พานิช (2560) ได้กล่าวถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้ จากการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นคุณลักษณะที่แสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวบุคคล หลังจาก ได้รับการเรียนการสอน การฝึกฝน และประสบการณ์ต่าง ๆ Good (1973, unpaged อ้างถึงใน รัตนา วงศ์ล่าม, 2560, หน้า 54) ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า หมายถึง ความสำเร็จของนักเรียนในด้าน ความรู้ ทักษะและสมรรถภาพสมอง ด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนต่อการเรียนรู้ Wehimeier (2000, p. 9 อ้างถึงใน รัตนา วงศ์ล่าม, 2560, หน้า 54) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ควรประกอบด้วย ส่วนสำคัญอย่าง น้อย 3 ส่วน คือความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพของด้านอื่น ๆ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอน ที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้าน พุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมอง ของผู้เรียนว่ามีความรู้ความสามารถในเรื่องเรียนหรือไม่ มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้อธิบายถึงความหมาย ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดั้งนี้ ชวลิต ชูกำแพง (2559) ได้อธิบายความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ชุดของคำถาม (tems) ที่สร้างขึ้นเพื่อนำไปใช้กับผู้เรียนให้แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมา ซึ่งอาจอยู่ในรูป ของการเขียนตอบ การพูด การปฏิบัติที่สามารถสังเกตได้ วัตให้เป็นปริมาณได้โดยมุ่งเน้นวัดความสามารถด้าน สมอง หรือพุทธิพิสัยเป็นหลัก
14 นันท์นภัส นิยมทรัพย์ (2560) ได้อธิบายความหมายของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องที่ใช้ในการวัดผลการศึกษาที่มีหลายประเภท ที่ครูผู้สอนจะต้องเลือกใช้ให้อย่างเหมาะสมกับ จุดประสงค์การเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หรือเครื่องมือที่ใช้โดยทั่วไป มี 2 ประเภท ได้แก่ 1. แบบปรนัยหรือเลือกตอบ (Selected-response items) แบ่งเป็น ถูกผิด แบบจับคู่และแบบหลาย ตัวเลือก 2. แบบอัตนัย (Constructed-response items) เป็นรูปแบบที่วัดความคิดขั้นสูง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่เติมคำ เรียงความหรือตอบสั่น ดังนั้น จรึงสรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในรูปของการเขียนตอบ การพูด การ ปฏิบัติที่สามารถสังเกตได้ วัตให้เป็นปริมาณได้โดยมุ่งเน้นวัดความสามารถด้านสมอง หรือพุทธิพิสัยเป็นหลัก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นับว่าเป็นเครื่องที่ใช้ในการวัดผลการศึกษาที่มีหลายประเภท ที่ ครูผู้สอนจะต้องเลือกใช้ให้อย่างเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ การวางแผนการสร้างและการเลือกชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับเนื้อหา ในการสร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาและสามารถวัดพฤติกรรมได้เหมาะสมกับเนื้อหา ควรมีการสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเป็นแนวทางในการ สร้างเหมือนกับการเขียนแบบสร้างบ้าน ที่เรียกกันว่า Test blueprint ตารางวิเคราะห์หลักสูตรประกอบด้วย หัวข้อเนื้อหา และวัตถุประสงค์การเรียนรู้กับพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดการสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเริ่มที่ การสร้างตาราง 2 มิติ คือแนวตั้งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด ประกอบด้วย ความจำ ความเข้าใจ การ นำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ส่วนแนวนอนเป็นหัวข้อเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาและ/หรือวัตถุประสงค์ของวิชานั้น จากนั้นจึงกำหนดน้ำหนักของเนื้อหา พิจารณาจากความสำคัญของเนื้อหานั้นๆ โดยอาจกำหนดน้ำหนักเป็นร้อยละ พร้อมกับกำหนดพฤติกรรมที่ ต้องการจะวัดและกำหนดความสำคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้ควบคู่ไปกับเนื้อหา สุดท้ายจึง กำหนดแบบทดสอบที่จะใช้วัด เช่น แบบถูกผิด แบบจับคู่ แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หรือแบบอัตนัย เป็นต้น 4 แผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและ นำเสนอตามลำดับ ดังนี้ 4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอนแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอน เป็นการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่ ผู้เรียน ในแต่ละครั้งไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน ได้มีนักการศึกษาหลายท่านให้ความหมายของแผนการจัดการ เรียนรู้ไว้ดังนี้ ศศิธร เวียงวะลัย (2556 : 51) ได้สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการ เรียนรู้หมายถึง แผนในการจัดการเรียนการสอนที่ครูหรือผู้สอนเป็นผู้จัดทำขึ้นภายใต้กรอบเนื้อหา สาระที่
15 ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยกำหนดดประสงค์วิธีการดำเนินการหรือกิจกรรมให้ ผู้เรียนบรรลุ วัตถุประสงค์ สื่อการเรียนรู้ และวิธีวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2558 : 347-348) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มี รายละเอียดสำคัญ ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นครูมืออาชีพ มีการเตรียมล่วงหน้า แผนการ จัดการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และจิตวิทยาการ เรียนรู้มาผสมผสาน กันหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนที่ตนเองสอนอยู่ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการ สอน สื่อนวัตกรรม และวิธีการวัดและประเมินผล 3) แผนการจัดการเรียนรู้ทำให้ครูผู้สอนและครูที่จะปฏิบัติการสอนแทน สามารถปฏิบัติการ สอนแทน ได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหลักฐานที่แสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผล ที่จะน าไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป 5) แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเชียวชาญในวิชาชีพครู ซึ่งสามารถ นำไปเสนอ เป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งได้ จรัสศรี พัวจินดาเนตร (2560 : 156) ได้สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการเรียนรู้หรือแผนการสอนหมายถึง เอกสารประกอบหลักสูตรชนิดหนึ่งที่ครูใช้เป็นคู่มือสำหรับจัด กิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่ออุปกรณ์การเรียนรู้และการวัดจุกประสงค์การเรียนรู้ของนักเรียนในแต่ละบท เพื่อให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร วัชรพล วิบูลยศริน (2561 : 243) ได้สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า แผนการ จัดการ เรียนรู้คือ แนวทางการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนเพื่อดำเนินการส่งผ่านเนื้อหาไปยังผู้เรียนผ่าน กิจกรรมและสื่อ การเรียนการสอน ประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ (สิ่งที่ผู้เรียนได้รับ) วิธีการบรรลุหรือไป ยังเป้าหมาย (ขั้นตอน กระบวนการ) และวิธีการวัดคุณภาพของการบรรลุเป้าหมาย (แบบทดสอบ ใบงาน การบ้าน และอื่น ๆ) สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึงเครื่องมือในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียน ตามที่กำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่ม 4.2 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ตีต้องสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่พึงประสงค์บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญตังต่อไปนี้ (กุลิสรา จิตรชญา วณิช, 2562 : 187)
16 3.1 เป็นแนวทางที่ตีและชัดเจนให้ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใด้บรรลุจุดประสงค์ 3.2 เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ เรียนรู้ มากที่สุด ในสักษณะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้สอนทำหน้าที่ เป็นผู้คอยให้ คำแนะนำ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 3.3 เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่ง ๆ ของผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และ สติปัญญาเรียนรู้ สื่อ การเรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผล ความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของ 3.4 เป็นกิจกรรมที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ มีจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ การ เรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผล ความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน 3.5 เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจาการเรียนรู้ไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน สรุปได้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพนั้น จะต้องเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ เรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะกระบวนการและเกิดการเรียนรู้ได้ตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีนั้นกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล ควรสอดคล้อง กับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระของรายวิชา อีกทั้งสื่อหรือนวัตกรรม การเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ควรสอดคล้อง สัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ 4.3 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เป็นประโยชน์โดยตรงกับครูผู้สอนและตัวผู้เรียน ดังนี้ (สุนัน ทาสุนทรประเสริฐ, ม.ป.ป., หน้า 3-4) 1) ครูมีโอกาสศึกษาหลักสูตร แนวการสอน การวัดผลประเมินผล รวมทั้งเอกสารหลักสูตร อื่นๆ ได้อย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม 2) ครูสามารถเตรียมกระบวนการเรียนการสอน ได้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพความ เป็นจริงได้มากกว่า เช่น ปัจจัยเครื่องอำนวยความสะดวกของโรงเรียน ทรัพยากรค่านิยมนละความเชื่อของ ท้องถิ่น 3) แผนการสอนของครูจะเป็นคู่มือที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับผู้เรียน ระยะเวลาจำนจนคาบ จำนวนชั่วโมง ที่ใช้จริงในแต่ละภาค โดยสรุปก็สามารถสอนได้ครบถ้วนและทันเวลา 4) ครูผู้สอนสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนด หลักสูตรกระบานการเรียนการสอน เช่น ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการหน่วยศึกษานิเทศก์ เป็นต้น 5) ทำให้เกิดความมั่นใจในการสอนมากขึ้น 6) ทำให้บทเรียนมีประ โยชน์ และมีความหมายต่อชีวิตจริงของผู้เรียน 7) เพิ่มความศรัทธาในตัวครูในหมู่นักเรียนและผู้ร่วมงาน 8) เป็นแนวทางการสอนสำหรับผู้อื่นที่จำเป็นต้องสอนแทน 9) เป็นหลักฐานในการวัดผลนักเรียน
17 10) เป็นหลักฐานในการพิจารณาผลงานของครู 4.4 การจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ มีขั้นตอนรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ (อาภรณ์ ใจเที่ยง, 2553 : 230; กุลิสรา จิตรชญาวณิช, 2562 : 188) 1. วิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา เพื่อกำหนดหน่วยการเรียนรู้และรายละเอียดย่อยของเนื้อหาที่ จะ นำมาทำเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละครั้ง 2. วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชาและมาตรฐานรายวิชา เพื่อนำมาสู่การเขียนจุดประสงค์การ เรียนรู้โดยให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ เจตคติและค่านิยม 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้หรือเนื้อหา โดยเลือกและขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้องกับ ผู้เรียน ชุมชนท้องถิ่น และคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ 4. วิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้ หรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกรูปแบบการจัด กิจกรรม การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบทเรียน โดยกิจกรรมจะต้องมีความหลากหลายและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 5. วิเคราะห์กระบวนการวัดผลและประเมินผล โดยเลือกวิธีการวัดผลและประเมินผลให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ 6. วิเคราะห์สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ทัง ใน ชั้นเรียนละนอกชั้นเรียนให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เริ่มจากการนำหน่วยการเรียนรู้มาจัดทำเป็นแผนการจัดการ เรียนรู้ย่อยเป็นรายชั่วโมง หรือการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รวม ไม่แยกเป็นรายชั่วโมง ซึ่งแผนการจัดการ เรียนรู้ประกอบด้วย ชื่อหน่วย จุดประสงค์การเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และ สื่อและแหล่งเรียน 5 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์นักวิชาการและนักการศึกษา ได้ ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค จิ๊กซอว์ (Jigsaw) ไว้ดังนี้ ศศิธร เวียงวะลัย (2556 : 134) ได้กล่าวถึงการร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ แบบวิธีการติดต่อภาพความคิด โดยมีจุมมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือกันและพึ่งพากัน ในกลุ่ม มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มประมาณ 3-6 คน แต่ละกลุ่ม อังคณา ตุงคะสมิต อ้างอิงจาก สุคนธ์ สินธพานนท์ และจิตนา วีรเกียรติสุนทร (2556) การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เน้นให้ผู้เรียนภายในกลุ่มมัปฎิ สัมพันธ์ร่วมกัน แลกเปรียนความคิดเห็น ซึ่งความสามารถของสมาชิกที่แตกต่างกัน จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและสมาชิกกลุ่มต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อการเรียนรู้ เพราะยึดแนวทางความสำเร็จของ สมาชิกทุกคนจะกลายเป็นความสำเร็จกลุ่ม
18 สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลค า (2546, อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ, 2556) กล่าวว่า การ จัดการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้แนวคิดการต่อภาพ โดยแบ่ง ผู้เรียนเป็นกลุ่ม ทุกกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมเดียวกัน ผู้สอนจะแบ่งเนื้อหาของเรื่องที่จะ ให้เรียนรู้ออกเป็นหัวข้อ ย่อยเท่ากับจำนวนสมาชิกแต่ละกลุ่ม และมอบหมายให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาค้นคว้าคนละหัวข้อ ผู้เรียนแต่ ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่ตนได้รับมอบหมายให้ศึกษา จากกลุ่ม สมาชิกต่างกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย ในหัวข้อเดียวกันก็จะทำการศึกษาค้นคว้าร่วมกัน จากนั้น ผู้เรียนแต่ละคนจะกลับเข้ากลุ่มเดิมของตนเพื่อทำ หน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอธิบายความรู้เนื้อหาสาระที่ ตนศึกษา ให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟัง เพื่อให้เพื่อนสมาชิกทั้งกลุ่ม ได้รู้เนื้อหาสาระครบทุกหัวข้อย่อย และเกิด การเรียนรู้เนื้อหาสาระทั้งเรื่อง สไตน์บริงค์ และสตาล (Steinbrink; & Stahl. 1994, อ้างถึงใน รัชนี ทาเหล็ก, 2556) ได้ กล่าวว่า การเรียนร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ (Jigsaw) เป็นรูปแบบของการเรียนร่วมมือแบบหนึ่ง ลักษณะ ของการเรียน ร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ จะจัดนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะมีนักเรียน 6 คน มีระดับความรู้ แตกต่างกัน สมาชิก แต่ละคนในกลุ่มจะถูกกำหนดให้ไปเรียนร่วมกับสมาชิกกลุ่มอื่นๆ ในหัวข้อที่ ต่างกันแล้วทุกคนจะกลับมาที่กลุ่ม ของตน เพื่ออธิบายให้เพื่อนฟังถึงสิ่งที่ตนได้ไปเรียนมาร่วมกับ สมาชิกของกลุ่มอื่นๆ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2558) ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่า เป็นวิธีการจัดการ เรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยทั่วไปมีสมาชิก กลุ่มละ 4 คน สมาชิกใน กลุ่มมีความสามารถในการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มจะมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับการสอน และช่วย เพื่อนสมาชิกในกลุ่มให้เกิดการเรียนรู้ด้วย มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน คือ เป้าหมายกลุ่ม จากข้อความดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วย เทคนิคจิกซอว์ได้ว่า การเรียนเป็นกลุ่มแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ โดยแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่ม เรียกว่า กลุ่ม บ้าน ทุกกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ท ากิจกรรมเดียวกัน สมาชิกในกลุ่มแต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ไป ศึกษาค้นคว้าคนละหัวข้อที่จะมาช่วยในการทำกิจกรรมของกลุ่มตนเอง โดยแต่ละคนในกลุ่มนั้นจะนำความรู้ ในด้านต่างๆ แต่ละฐานของกลุ่มเชี่ยวชาญมาช่วยในการทำกิจกรรม เสมือนจิ๊กซอว์แต่ชิ้นที่ถูก นำมาต่อกัน โดย การนำความรู้ที่ได้กลับไปอธิบายหรือสอนเพื่อนสมาชิกในกลุ่มพื้นฐานของตนเอง พบว่าผลการเรียนร่วม แบบจิ๊กซอว์ ประสบความสำเร็จ ทำให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อกัน และเป็นมิตรที่ดีระหว่างกันและกันอย่าง น่า พอใจ นอกจากนี้เอรอนสันและคณะยังได้นำวิธีการเรียนร่วมมือด้วยเทคนิคบิ๊กซอว์นี้ไปปรับใช้กับ ผู้เรียน ในระดับชั้นอื่นๆ อีกด้วย 6 ความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, สถาบันวิจัยและพัฒนา (2557 : 5) ได้ให้ความหมายของความ พึง พอใจว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก หรือเจตคติที่ดี หรือความรู้สึกที่มีความสุขของบุคคล ต่อสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง เมื่อได้รับการตอบสนองตามที่ตนเองต้องการ
19 พรเทพ พัฒธนานุรักษ์และคณะ (2562 : 21) กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดี หรือทัศนคติที่ดีของบุคคลซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตนต้องการก็จะ เกิดความรู้สึกที่ดีในสิ่ง นั้นตรงกันข้าม หากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนอง ความไม่พึงพอใจก็จะ เกิดขึ้น น้ำลิน เทียมแก้ว(2561: 7) กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกที่ดีของลูกค้า ต่อเมื่อ ไดรับการบริการที่เป็นไปตามความคาดหวัง จากการให้บริการ ซึ่งเป็นไปไดทั้งทางบวกและทาง ลบ ก็ต่อเมื่อสิ่ง ใดนั้นสามารถตอบสนองความ ตองการหรือทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายได ก็จะเกิดความรู สึกบวกเป็นความรูสึกที่ พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสิ่งนั้นรูสึก ผิดหวัง ก็จะทำให้เกิดความรูสึก ทางลบเป็นความรูสึกไมพอใจ ราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 234) กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ มีนา อ่องบางน้อย (2563 : 36 ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติด้านบวก ระดับความสึกยินดี และเป็นสุขใจของผู้รับบริการ เมื่อได้รับการตอบสนองความ ต้องการ แต่ความพึงพอใจของแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ ทัศนคติความเชื่อและค่านิยม ของแต่ละบุคคล วิภาวี คำวงษ์ (2563 : 9) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง การทำให้ความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับบริการในสิ่งที่ดีเป็นที่ประทับใจ ตามที่ผู้รับบริการตั้งใจไว้หรือมากกว่าที่ คิดไว้ การจะทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ หน่วยให้บริการต้องวางระบบโครงสร้างที่ดีสอดคล้องสัมพันธ์กัน ทุก ฝ่าย เช่น ด้านเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทันสมัย ด้านบุคลากรที่ มีความรู้ความสามารถเข้าใจในหมีหน้าที่และต้องมี ใจรักในการให้บริการ ด้านสถานที่สะอาดพื้นที่เหมาะสมกับการให้บริการ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจเมื่อบริการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งจากองค์ประกอบอีกหลาย ๆ ต้านที่จะนำไปสู่จุดสูงสุดในเรื่องความพึง พอใจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา บัณฑิตวิทยาลัย (2563 : 6) ได้ให้ความหมายของความพึง พอใจ ไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือทัศนคติที่แสดงออกของแต่ละบุคคลซึ่งมักเกิดจากการ ได้รับการตอบสนองตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งความพึงพอใจในแต่ละส่วนนั้นย่อมมีความพึงพอใจแตกต่างกัน ออกไป สุภาวดี แช่อุ้ย และศิรัตน์ ดีสอน (2559) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่าความพึง พอใจหมายถึง ความสึกนึกคิด หรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดีหรือ ในด้านบวกและด้านลบ ซึ่งจะ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้น สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้น ทวีพงษ์ หินคา (อ้างใน พิกุลแก้ว สุขขา, 2557 : 25) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความชอบของ แต่ละบุคคลสามารถลดความตึงเครียดได้เมื่อสิ่งที่หวังได้รับการ ตอบสนองทำให้เกิดความพึงพอใจในสิ่งนั้น สรุปได้ว่าความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกชอบหรือพอใจของนักเรียนที่มีต่อสิ่งเร้าภายนอกใน การศึกษาครั้งนี้คือความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน วิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำดงชีวิตในสังคม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
20 7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พีรวัฒน์ แสงเขียว. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์สากลที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ชุดการเรียนประกอบกับสื่อประสม และเทคนิคจิ๊กซอว์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์สากลที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โคยใช้ชุดการเรียนประกอบกับสื่อประสม และเทคนิคจิ๊กซอว์ ที่มีประสิทธิภาพ (E/E) เท่ากับ 80/80 ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ เปรียบทียบ ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 จำนวน 38 คนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคามซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบไป ด้วย 1) แผนการขัดการเรียนรู้ จำนวน 13 แผน 2) ชุดการเรียน จำนวน 3 ชุด 3) แบบทคสอบวัคผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามดวามพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คู่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย แตะส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทคสอบ ค่าผลการวิจัยปรากฏ 1) ชุดการเรียน ประกอบกับสื่อประสม และเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องเหตุการณ์สำคัญทาง ประวัติศาสตร์สากลที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.60/82.2 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียน ประกอบกับสื่อประสม และเทคนิคจิ๊ก ซอว์ เรื่อง เหตุการณ์สำกัญทางประวัติศาสตร์สากลที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่า เท่ากับ 0.68013) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียน ประกอบกับสื่อประสม และเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง เหตุการณ์ สำคัญทางประวัติศาสตร์สากลที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ ณภัคร ช่วยแสง (2556, น.102) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคก ซอว์และแผนผังความคิด เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1)พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคกซอว์และแผนผังความคิด เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปยุโรปและทวีปแอฟริกา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคซอว์และแผนผังความคิด เรื่อง ภูมิศาสตร์ ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา 3)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนโดย กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกซอว์และแผนผังความคิด 4) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกยอ และแผนผังความคิดเรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา ศิริธร เชาวน์ชื่น (2556, น.112) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม ร่วมมือเทคนิคกซอว์ Jigsaw กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเรื่องอาณาจักรสุโขทัยชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคบิ๊ก ซอว์ (Jigsaw กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเรื่องอาณาจักรสุโขทัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและ 4) เพื่อศึกษาความเป็นผู้นำทางการ
21 เรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 28 คนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2555 โรงเรียนบ้านคำกลิ้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ได้มาโดย การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) นงนุช บุดดีสี (2557 น.108) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคจิ๊กซอว์ 2 เรื่อง ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคบิ๊กซอว์ 2 เรื่อง ภูมิศาสตร์ภูมิภาคของประเทไทย ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) กำหนดเกณฑ์ 80/80 ศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วย กิจกรรมแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนขอนักเรียน และศึกษาความคงทนของการเรียนรู้ อัษฎายุธ พุทโธ (2559, น.106) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ เรื่อง การหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ ประกอบผังความคิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการ จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบร่วมมือเทคนิคบิ๊กซอว์ ประกอบผังความคิดเรื่อง การหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2)กำหนดเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ การเรียนรู้ของนักเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษา ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองคูขาด อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ภาณุพงศ์ แก้วบุญเรือง (2562) ได้ทำวิจัยเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ และความคงทนในการเรียนรู้ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิคจิกซอว์ ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนจากการใช้การจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ กับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยและทดสอบประสิทธิภาพเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกลางดงปุณณ วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการสุ่ม แบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียน รู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิคจิกซอว์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการสอนจำนวน 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 1 ชุด รวม 50 ข้อ แบบทดสอบมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .38 – .77ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .20 – .84 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมีค่าเท่ากับ 0.55 และ 27 3) แบบสอบถามความ พึงพอใจ เป็นแบบสอบถามปลายปิดแบบมาตรประเมินค่า จำนวน 17 ข้อ และ แบบสอบถามปลายเปิดจำนวน 1 ข้อสถิติทใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาประสิทธิภาพด้วยค่า E1/E2
22 ค่าร้อยละ ค่าเฉลย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ ในการนำไปใช้จริงกับกลุ่ม ตัวอย่างมีค่าประสิทธิภาพ 80.40/80.90 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดย ใช้ เทคนิคจิกซอว์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยการจัดการการเรียนรู้แบบร่วม มือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ มีค่าคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 40.40 คิดเป็นร้อยละ 80.80 จากนั้นเว้นระยะไป 2 สัปดาห์หลังการ ทดลองแล้วทดสอบอีกครั้งพบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 41.23 คิดเป็นรอยละ 82.47 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 หลังการทดลอง 2 สัปดาห์พบว่า คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนไม่แตกต่างกัน เมื่อกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ทักษะการทำงานร่วมกันของนักเรียนหลังเรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ มีค่าคะแนนร้อยละอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 5) นักเรียนมีความพึงพอใจการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ในระดับมากที่สุด ( X = 4.56,S.D.=0.51) เอกพันธ์ โห้พันธ์ (2558) ได้ทำวิจัยเรื่องผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ วิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ในรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิก ซอว์ในรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1กับเกณฑ์ร้อยละ 60 3) ศึกษาทักษะการ ทำงานร่วมกันของนักเรียนที่สอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์และ 4) ศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองยางพิทยาคม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 39 คน ซึ่งจัดนักเรียน โดยคละความสามารถแล้วเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภูมิศาสตร์ ประเทศไทย จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการทางานร่วมกัน และแบบสอบถามความพึงพอใจสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ สูงกว่าก่อนเรียน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 3. ทักษะการทำงานร่วมกันด้านบทบาทการทางานร่วมกันและด้านพฤติกรรมการทางานร่วมกันของนักเรียน หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ อยู่ในระดับมาก 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ อยู่ในระดับมาก จิดาภรณ์ ถิ่นตองโขบ (2562) ได้ทำวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค จิ๊กซอว์กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เอื้อประโยชน์ต่อการ
23 พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น และเป็นการเพิ่มศักยภาพในตัวของผู้เรียนให้สูงขึ้น การศึกษาค้นคว้า ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1.เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของผู้เรียนที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของ อาณาจักรสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การศึกษา ค้นคว้าในครั้งนี้มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา อำเภอ โคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ( PurposiveSampling ) ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า เริ่มด าเนินการใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ใช้เวลาในการทดลอง 8 ชั่วโมง และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ 1.แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัยกลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่องพัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชนิดเลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือกที่ผู้ศึกษาคนคว้าสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ข้อ ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ เรื่องพัฒนาการของ อาณาจักรสุโขทัย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจในการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า ได้ดังนี้ 1.แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องพัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้า พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.50/91.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ กำหนดไว้ 2.ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น มีค่าเท่ากับ 0.8430 หมายความว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 84.30 3. นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักร สุโขทัย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจในการเรียนรู้ มีความพึงพอใจทั้งโดยรวมในระดับ มาก สรุปว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 84.30 และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก จึงเห็นสมควรว่าครูควรนำเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ไปจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนต่อไป
24 ยุสนีย์ เจะมะ (2562) ได้ทำวิจัยเรื่อง ผลการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อผลการคิดเชิง วิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัด ปัตตานีการวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อผล การคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนกัเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนหญิงที่กำลัง ศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำนวน 90 คน แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่มเท่ากัน คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์จำ นวน 15คาบๆละ 45 นาทีและกลุ่มควบคุม ได้รับการจดัการเรียนการสอนแบบปกติ จำนวนและเวลาเท่ากัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และ 3) แบบทดสอบ วัดความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่า ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสงัคมศึกษาของนกัเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่1กลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) คะแนนความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสงัคมศึกษาของนกัเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1กลุ่มควบคุม หลังทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความสามารถการคิดเชิง วิจารณญาณวิชาสงัคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองสูงกว่าคะแนนของนักเรียนกลุ่ม ควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 8 กรอบและแนวคิดการวิจัย จากการศึกษาหลักการแนวคิดและประโยชน์ของการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊ก ซอว์ จึงกำหนดกรอบแนวคิดดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น รูปแบบการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊ก ซอว์ ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
25 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการเรียนรู้ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้ำหมำย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 6 นครอุดรธานี สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มาจาก การสุ่มแบบกลุ่ม 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 27 คน รูปแบบในกำรทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (Fitz-Gibbon, 1987: 113) T1 X T2 T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย
26 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ที่ ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม 2. กำรสร้ำงและกำรหำคุณภำพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน สังคมที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551หลักสูตร สถานศึกษา คู่มือครู แบบเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของกระทรวงศึกษาธิการและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.3 วิเคราะห์ 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนิน ชีวิตในสังคม ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 5 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 2.1.4.1 แผนการเรียนรู้ที่ 1 ความหมายและความสำคัญของกฎหมาย จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.2 แผนการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมายและกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัวและมรดก จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.3 แผนการเรียนรู้ที่ 3 กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญาและสัญญา จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.4 แผนการเรียนรู้ที่ 4 กฎหมายอาญา จำนวน 2 ชั่วโมง 2.1.4.5 แผนการเรียนรู้ที่ 5 กฎหมายอื่นที่ควรรู้ จำนวน 2 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การ เรียนรู้(รายชั่วโมง) สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม ที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระที่ปรึกษาแล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชา หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างผลการ
27 เรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการ จัดการเรียนรู้ (Index of Item-objective Congruence : IOC) โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67-1.00 2.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม ตามข้อเสนอแนะ 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ไป ใช้กับกลุ่มเป้าหมาย 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิชำหน้ำที่พลเมือง วัฒนธรรมและกำร ด ำเนินชีวิตในสังคม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ คู่มือครู คู่มือวัดและประเมินผลวิชาหน้าที่ พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ระดับชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การสร้างตาราง วิเคราะห์หลักสูตรเอกสารที่เกี่ยวข้องเทคนิคการเขียนข้อสอบ การสร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 2.3.2 วิเคราะห์เนื้อหา เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน เพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็น เนื้อหาย่อยๆ แล้วเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ให้ครอบคลุม เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร
28 2.3.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระ เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะในด้านความเหมาะสมของเนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว นำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 2.3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายต่อไป กำรเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การดำเนินการทดลอง และเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การสอนแบบร่วมมือดารจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ให้นักเรียนมีความรู้การสร้าง ข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชา หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ใช้เวลา 50 นาที ในสัปดาห์แรกก่อนทำการ ทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ใช้เวลา 50 นาที ในสัปดาห์แรกก่อนทำการ ทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน กับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 5 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 50 นาที 5. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับ วิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์(SPSS for Windows)
29 กำรวิเครำะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วย วิธีการทางสถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการหาค่าร้อยละ ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล ทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2. การทดสอบสมมติฐาน นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน หลังจากที่ได้รับกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคมโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ โดยใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์และ สังคมศาสตร์
30 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นนมัธยศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ผู้วิจัยจะนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 2 ตอน ตามวัตถุประสงค์ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ใน รายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือกัน เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ด าเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ใน รายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการด าเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจ าวัน ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผู้วิจัยได้นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิค จิ๊กซอว์ในรายวิชารายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ทำการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ในรายวิชารายวิชา หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน จำนวน 5 แผนการ จัดการเรียนรู้ แผนละ 2 ชั่วโมง รวมเป็น 10 ชั่วโมง ดังนี้ แผนการเรียนรู้ที่ 1 ความหมายและความสำคัญของกฎหมาย แผนการเรียนรู้ที่ 2 กฎหมาย และ กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตนเองครอบครัวและมรดก แผนการเรียนรู้ที่ 3 กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมและ สัญญา แผนการเรียนรู้ที่ 4 กฎหมายอาญา แผนการเรียนรู้ที่ 5 กฎหมายอื่นที่ควรรู้ สอนครบทุกแผนการ จัดการเรียนรู้ และทำการประเมินผู้เรียนโดยใช้ชิ้นงาน และให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ จากนั้นผู้วิจัยได้นำผลการทดลองของนักเรียนรายบุคคลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการ จัดการเรียนรู้ โดยนำแผนการจัดการเรียนรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค
31 จิ๊กซอว์ในรายวิชาพลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน สดงผลการ วิเคราะห์ข้อมูล ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 4.1 ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือการจัดเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 เลขที่ ผลคะแนนสอบ ก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) หลังเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) ความก้าวหน้า 1 9 25 +16 2 3 25 +23 3 6 25 +19 4 1 19 +18 5 16 21 +5 6 1 13 +12 7 3 22 +19 8 5 25 +20 9 8 13 +5 10 6 24 +18 11 5 12 +7 12 4 13 +9 13 3 25 +22 14 4 13 +9 15 11 20 +9
32 เลขที่ ผลคะแนนสอบ ก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) หลังเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) ความก้าวหน้า 16 9 16 +7 17 3 12 +9 18 6 22 +16 19 10 25 +15 20 20 25 +5 21 1 20 +19 22 3 18 +15 23 7 25 +18 24 13 24 +11 25 5 25 +20 26 4 16 +12 27 11 19 +8 คะแนนรวม 177 542 365 คะแนนเฉลี่ย 6.55 20.01 26.07 คะแนนร้อยละ 26.22 80.30 54.07 จากตารางที่ 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นนมัธย ศึกษาปีที่ 6/6 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่องเรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.55 คิดเป็นร้อยละ 26.22 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 20.01 คิดเป็นร้อยละ 80.30 คะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า
33 ก่อนเรียนเพิ่มขึ้น 365 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 54.07 นั้นคือนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 จากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนหลังเรียน โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ซึ่งมีคะแนนเต็มก่อนเรียน และหลังเรียน 25 คะแนน และเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ดังแสดง รายละเอียดในตารางที่ 4.5 ตารางที่ 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ S.D. t ก่อนเรียน หลังเรียน 25 25 6.55 20.07 26.22 80.29 4.64 4.91 - 12.50 ** มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.55 คิดเป็นร้อยละ 26.33 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 20.07 คิดเป็นร้อยละ 80.29 และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการด าเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจ าวัน ของนักเรียนชั้นนมัธยศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ จากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ซึ่งมีคะแนนเต็มก่อนเรียน และหลังเรียน 25 คะแนน และมีคะแนนความก้าวหน้า ดังแสดงรายละเอียดใน ตารางที่ 4.6
34 ตารางที่ 4.3 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และคะแนนความก้าวหน้า เลขที่ ผลคะแนนสอบ ก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) หลังเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) ความก้าวหน้า 1 9 25 +16 2 3 25 +23 3 6 25 +19 4 1 19 +18 5 16 21 +5 6 1 13 +12 7 3 22 +19 8 5 25 +20 9 8 13 +5 10 6 24 +18 11 5 12 +7 12 4 13 +9 13 3 25 +22 14 4 13 +9 15 11 20 +9 16 9 16 +7 17 3 12 +9 18 6 22 +16
35 เลขที่ ผลคะแนนสอบ ก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) หลังเรียน (คะแนนเต็ม 25 คะแนน) ความก้าวหน้า 19 10 25 +15 20 20 25 +5 21 1 20 +19 22 3 18 +15 23 7 25 +18 24 13 24 +11 25 5 25 +20 26 4 16 +12 27 11 19 +8 คะแนนรวม 177 542 365 คะแนนเฉลี่ย 6.55 20.01 26.07 คะแนนร้อยละ 26.22 80.30 54.07 จากตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพลเมืองวัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ ร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.55 คิดเป็นร้อยละ 26.22 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 20.01 คิดเป็นร้อยละ80.30.คะแนนความก้าวหน้า เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเพิ่มขึ้น 26.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 54.07 จากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนหลังเรียน โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ซึ่งมีคะแนนเต็มก่อนเรียน
36 และหลังเรียน 25 คะแนน และเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ดังแสดง รายละเอียดในตารางที่ 4.7 ตารางที่ 4.4 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ S.D. t ก่อนเรียน หลังเรียน 25 25 6.55 20.07 26.22 80.29 4.64 4.91 - 12.50 ** มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคมของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน มี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ6.55คิดเป็นร้อยละ 26.22และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 20.07 คิดเป็นร้อยละ 80.29 และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
37 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นนมัธยศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การสอน แบบร่วมมือจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ โรงเรียนโรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อำเภอ เมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ในรายวิชาหน้าที่ พลเมืองและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือก การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ในรายวิชาหน้าที่ พลเมืองและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน เป็นวิธีการสอนที่พัฒนาได้ดี ที่สุด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียน เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีด าเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 8 ห้องเรียน 195 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้จาก การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 27 คนเพื่อเป็นกลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย
38 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคมที่จัด กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบ จำนวนทั้งสิ้น 5 แผน รวม 10 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยมี4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ แต่ละข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 มีความยากง่ายระหว่าง 0.67-1.00 ค่า อำนาจจำแนกของข้อสอบรายข้อ มีค่าตั้งแต่ 0.33-1.00และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับมี ค่า 0.96 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานีอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี การดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 3.1 เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การสอนแบบร่วมมือจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ให้นักเรียนมีความรู้การสร้าง ข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียน วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำ การทดลอง 3.2 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อน ทำการทดลอง 3.3 ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 5 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 3.4 ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน สังคม ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง และใช้แบบวัดทักษะที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่าผลการวิจัยครั้งนี้ สรุปได้ดังนี้ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตใน สังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 ในรายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม
39 เรื่องกฎหมายในชีวิตประจำวัน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์ มีประสิทธิภาพ 96.30/80.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตในประจำวัน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 นักเรียนได้คะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6.55 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 26.22 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 20.01 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.30 ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การอภิปรายผล ผลการศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือการ จัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 มีประเด็นในการนำมาอภิปรายผล ตามลำดับ ดังนี้ 1) ผลการศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 เรื่องกฎหมสยในชีวิตประจำวัน โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สืบเนื่องมาจากการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการ สอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ นักเรียนมีพัฒนาการด้านการ คิดวิเคราะห์ที่สูงขึ้น เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียน การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์จึงทำ ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ นริศรา เจะมุสา (2556) ที่ ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคนิคการสอน แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิกซอว์ ที่ มีต่อทักษะทางสังคมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ มีคะแนนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ มีทักษะทางสังคม มากกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิกซอว์ โดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เป็นการจัดการเรียนรู้ วิธีหนึ่ง ที่สามารถทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ทางสังคม ในการทํางานร่วมกันได้ในระดับมาก และสอดคล้องกับงานวิจัยของ รดาการ ปรางสุข และ สิทธิศักดิ์ (2561) จุลศิริพงษที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วย เทคนิคจิ๊กซอว์การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และ
40 พฤติกรรมการทำงานกลุ่มโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคจิกซอว์ ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเท่ากับ 14.02 คิดเป็นร้อยละ 46.73 และหลังเรียนเท่ากับ 23.31 คิดเป็นร้อยละ 77.70 คะแนน ความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 9.29 คิดเป็นร้อยละ 30.97 ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และสูงกว่าก่อนเรียนเท่ากับ 24.76 คิดเป็นร้อยละ 68.78 และหลังเรียนเท่ากับ 32.30 คิดเป็นร้อยละ 89.73 โดยมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 7.54 คิดเป็นร้อยละ 89.73 โดยมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเท่ากับ 7.54 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการ ดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือการ จัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 6.55 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 26.22 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 20.01 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 80.30 ซึ่งพบว่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาหน้าที่ พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน โดยใช้รูปแบบการ เรียนการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/6 เรียนผลรวมคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 177ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.55 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.64 คิดเป็น ร้อยละ 26.22 หลังเรียนผลรวมคะแนนเท่ากับ 542 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.01 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เท่ากับ 4.91 คิดเป็นร้อยละ 80.30 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ข้อเสนอแนะ จากการวิจัย พบว่ารูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือการจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊ก ซอว์ในรายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ที่ผู้วิจัยนำมาใช้ช่วยพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และ ผู้เรียนมีความคิดเห็นทางบวกต่อการเรียนด้วย รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ผู้วิจัยจึงมี ข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะที่ได้จาการวิจัย 1) ควรจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ในรายวิชาหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง กฎหมายในชีวิตประจำวัน จุดประสงค์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา สาระที่ หลากหลาย 2) การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือการจัดการ เรียนรู้ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ต้องมีการศึกษาเนื้อหาตามหลักทฤษฎีและความสอดคล้องกับเนื้อหาของ รายวิชา ควรคำนึงถึงความ เหมาะสมด้านเนื้อหา สื่อการเรียนการสอน ระยะเวลาในการสอน