The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนกรมหลวงชุมพร15.พ.ย.65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by puts_24, 2022-11-24 12:31:48

หนังสือเรียนกรมหลวงชุมพร15.พ.ย.65

หนังสือเรียนกรมหลวงชุมพร15.พ.ย.65

95

1. ความรู้เก่ียวกับข้อมูลท่ัวไปที่สาคัญของบริษัท เช่น การบริการ เส้นทางนาเท่ียว เบอร์โทรศัพท์
หรือแฟกซ์ สถานท่ีตดิ ตอ่ เพ่อื ประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั งิ านและให้ข้อมูลแก่นักท่องเทย่ี ว

2. ความรู้โดยรวมของประเทศไทย เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม การเมือง การ
ปกครอง ศาสนา เทศกาลงานประเพณีทส่ี าคญั วัฒนธรรมความเปน็ อยู่ของผู้คนในแตล่ ะภาค

3. สถานที่ท่องเท่ียว ประเพณี วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองในท้องถิ่น สถานท่ีเที่ยวเบอร์
โทรศัพท์ หรือ แฟกซ์ สถานท่ีติดตอ่ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวท่องเท่ียว
ในท้องถ่ินท้ังท่ีเป็นธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น เช่น อาคารบ้านเรือน วัด โบราณสถาน และผลิตภัณฑ์
พื้นเมือง เช่น เคร่ืองจักสาน ผ้าทอ งานแกะสลัก การแสดงของท้องถ่ิน เช่น มโนราห์ ฟ้อนเล็บ ระบา
ชาวเขา เทศกาลและประเพณตี า่ ง ๆ เชน่ ลอยกระทง สงกรานต์ บุญบ้ังไฟ งานแหเ่ ทยี นพรรษา ฯลฯ

4. ขั้นตอนและวิธีการเข้าออกเมือง การเก็บภาษี การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เก่ียวข้อง
มัคคุเทศก์ต้องให้คาแนะนานักท่องเที่ยว และดูแลให้การติดต่อกับฝ่ายต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่าง
ราบร่นื

5. ต้องมีความรู้ในการใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะในการพูด อ่าน และเขียน เป็นอย่างดี ส่ิงท่ี
สาคญั ทส่ี ดุ คอื สามารถพดู บรรยายใหน้ ักทอ่ งเท่ยี วเข้าใจเรอื่ งราวต่าง ๆ ได้

6. ตอ้ งมกี ารประสานงานและความสัมพันธ์ทีด่ ีกับธรุ กจิ อื่น ๆ ท่ีเกย่ี วข้องกบั การทอ่ งเที่ยว เพ่ือช่วย
ให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบร่ืน และก่อให้เกิดความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวมากที่สุด เช่น การ
คมนาคมขนส่ง ทพ่ี กั ร้านอาหาร ธุรกจิ บันเทงิ และร้านขายของที่ระลกึ

4. มคี วำมรักงำน
มัคคุเทศก์ต้องมีความภาคภูมิใจในอาชีพของตน มีใจรักในงานบริการ มีความรับผิดชอบในหน้าท่ี
ต้ังใจปฏิบัติงานให้มีคุณภาพมากที่สุด อดทนต่อปัญหา พยายามปรับปรุงแก้ไขในส่วนบกพร่องของตนเอง
และรักษามาตรฐานการทางานทด่ี ใี หไ้ ดต้ ลอดไป
5. มศี ลิ ปะในกำรพดู
การพูดเป็นศาสตร์และศิลป์ หมายถึง การพูดมีกฎเกณฑ์สาหรับเรียนรู้และการปฏิบัติ
ขณะเดียวกันก็อาศัยความสามารถเฉพาะตัวของผู้พูดด้วย มัคคุเทศก์ต้องมีการเตรียมตัวท่ีดีสาหรับการ
อธิบาย การลาดับเน้ือหา ถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย รู้จักกาลเทศะ ควรพูดเรื่องใด เวลาใด ใช้ภาษา
ใหเ้ หมาะสมกับเพศ วัย และสถานการณ์
มัคคุเทศก์เป็นผู้ท่ีอยู่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะฉะนั้นผู้เรียนจึงควรจะได้เรียนรู้และทาความ
เข้าใจเก่ียวกับหน้าท่ีและความรับผิดชอบ คุณลักษณะอันจาเป็นที่จะทาให้ชื่อเสียงของประเทศชาติเป็นท่ี
ร้จู กั ท่วั โลกและชว่ ยเพิม่ พูนจานวนนักทอ่ งเท่ียวใหเ้ ข้ามาเท่ียวในประเทศไทยไดม้ ากขนึ้

เร่อื งที่ 2 จิตอำสำ

1. จติ อำสำ

ควำมหมำย จิตอำสำ แยกคำศพั ทค์ อื จิต+อำสำ ทแ่ี ปลได้ว่ำ
จิต หมายถงึ ใจ สง่ิ ที่มีหนา้ ท่รี ู้คดิ และนกึ ธรรมชาติที่ร้อู ารมณส์ ภาพทนี่ ึกคิด ความคดิ
อำสำ หมายถงึ ความหวัง ความตอ้ งการ การรบั ทาโดยเตม็ ใจ สมคั ร ใจ แสดงตัวขอรับทาการนั้น
จิตอำสำ จิตอาสาจะมีลักษณะเดียวกันกับจิตสานึก (ความรู้สึกดีหรืออยากตอบแทนส่ิงท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม โลกมวลมนุษย์) หรือภาวะท่ีจิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อส่ิงเร้าจาก
ประสาท สมั ผัสทัง้ 5 คือ รูป เสียง กล่งิ รส และสงิ่ ที่สัมผัสได้ดว้ ยกาย จิตสาธารณะ จิตสานึกสาธารณะ จิต


96

บริการ จิตอาสา จิตสานึกทางสังคม คาศัพท์เหล่านี้มีลักษณะมีความหมายคล้ายคลึงกันหรือปฏิบัติในแง่
เดียวกนั โดยความหมาย ของศัพทเ์ หลา่ น้ที า่ นกล่าวความหมายเอาสรุปได้ 5 ประการ คอื

ประการท่ี 1 จติ สาธารณะ คือ จิตสานึกเพือ่ ส่วนรวมจติ สานึก (ความร้สู กึ ดีหรอื อยากตอบ แทน ส่ิง
ที่ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม โลกมวลมนุษย์) หรือภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัวสามารถตอบสนองต่อ ส่ิงเร้าจาก
ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป เสียง กล่ิง รส และส่ิงที่สัมผัสได้ด้วยกาย การตระหนักรู้และคานึงถึงส่วนรวม
รว่ มกนั , การคานึงถึงผู้อ่ืนร่วมสมั พนั ธ์เปน็ กลมุ่ เดยี วกนั

ประการท่ี 2 จิตสาธารณะ คือ จิตอาสา ที่แสดงออกมาในรูปของพฤติกรรม ท่ีเกิดข้ึนด้วย ความ
สมัครใจเพอื่ ส่วนรวม โดยการแสดออกด้วยการอาสาไม่มีใครบงั คบั 4

ประการที่ 3 จิตสาธารณะ คอื การสานึกสาธารณะ ซึง่ หมายถงึ การที่บุคคลตระหนักรแู้ ละ คานงึ ถึง
ประโยชน์สขุ ของสว่ นรวมและสังคม มองเห็นคณุ คา่ ของการเอาใจใส่ดูแลรักษาสง่ิ ต่างๆ ท่ีเป็นของสว่ นรวม

ประการท่ี 4 จิตสาธารณะ คือ จิตบริการท่ีเกี่ยวกับการคิด และการปฏิบัติในการให้ความ
ชว่ ยเหลือผ้อู นื่ เป็นการประพฤติปฏบิ ัตทิ ่มี ุ่งความสขุ ของผู้อ่นื ท่ีตั้งอยู่บนพ้นฐานของความต้ังใจดแี ละเจตนาดี

ประการท่ี 5 จิตสาธารณะ คือ จิตสานึกทางสังคมท่ีสานักงานและคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติได้
อธิบายว่าเป็นการรู้จักเอาใจใส่เป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องของส่วนร่วมท่ีเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติมี
ความสานึกและยดึ มั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมท่ีดีงาม ละอายต่อส่งิ ผิดเนน้ ความเรียบร้อย ประหยัด
และมคี วามสมดลุ ระหวา่ งมนุษย์กับธรรมชาติ

2. คำศพั ทเ์ กย่ี วข้อง
คาว่า”จิตอำสำสำธำรณะ” หรือ “จิตสำนึกสำธำรณะ” (Public Consciousness) เป็น
คาศัพท์ใหมใ่ นทางสังคมศาสตร์ซ่ึงกาลงั ไดร้ บั ความสนใจจากแวดวงนกั วชิ าการพัฒนาอยา่ งกว้างขวางในทาง
ปฏิบัติ เมื่อกล่าวถึงคาว่า “จิตอาสาสาธารณะ” หรืออาจจะเป็นคาอ่ืนๆ เช่น “จิตอาสา” “จิตสานึกเพ่ือ
สังคม” “จิตสานึก เพื่อส่วนรวม ” “จิตสานึกเพื่อมวลชน” ๆลๆ คาเหล่าน้ีล้วนมีความหมายท่ีใกล้เคียงกัน
มากขึ้นอยูก่ ับผู้ใชว้ ่าเป็นคน กลุ่มไหน ซึ่งอาจแยกย่อยออกไปตามความสนใจเฉพาะกลุ่ม เชน่ จิตสานึกทาง
การเมืองในการสร้างประชาธิปไตย ให้เกิดข้ึนในสังคม จิตสานึกด้านสิ่งแวดล้อมของเยาวชนในชุมชน
ท้องถิ่นหรอื จติ สานกึ ทางสงั คมเชน่ การพัฒนา ชมุ ชนหรอื ช่วยเหลอื คนยากไร้ (อริสา สขุ สม: 2553)
โดยสรุปจิตสาธารณะ/จิตอาสาสาธารณะ หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระทาของบุคคลท่ี เกิดข้ึน
โดย ความสมัครใจ ปรารถนาที่จะช่วยเหลือ ช่วยแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นในสังคม และตระหนักถึงความ
รับผิดชอบต่อสังคม มีสานึกในระบบคุณธรรม และจริยธรรมท่ีดีงามด้วยการเอาใจใส่ดูแล เป็นธุระ
ปรารถนาที่จะ ช่วยเหลือสังคม ต้องการแก้ไขปัญหาของสังคมด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในเร่ืองที่เป็น
ประโยชนต์ ่อสว่ นรวม
3. จิตสำนึกต่อสังคม (Social Consciousness)
บุญสม หรรษาคิริพจน์ (2542: 71-73) ใช้คาว่า จิตสานึกที่ดีในสังคมในท่ีนี้หมายถึง สังคม ใน
ชุมชนของตน การปฏิบัติตนให้มีจิตสานึกที่ดีต่อชุมชนของตน ลือ การปฏิบัติและการมีส่วนร่วมที่ดีใน
กิจกรรม ของชุมชน การช่วยกันดูชุมชนของตน การให้ความร่วมมือการ เสียสละกาลังกาย กาลงั ทรัพย์เพื่อ
การรักษาความ ปลอดภัยในชุมชน เพ่ือสาธารณูปโภคในชุมชน การให้ความเป็นมิตรและมีน้าใจต่อกัน สุ
พจน์ทรายแก้ว (2546: 50) นิยามจิตสานึกต่อสังคมว่า หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจ ของบุคคลเก่ียวกับ
การมองเหน็ คุณค่า หรอื การให้คุณค่าแก่การมีปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคมและสง่ิ ต่าง ๆ ที่มีอยใู่ น สังคม ทไ่ี มม่ ีผใู้ ด


97

ผหู้ น่งึ เปน็ เจ้าของ หรอื เป็นส่งิ ทีค่ นในสังคมเปน็ เจา้ ของรว่ มกนั เปน็ ส่ิงทส่ี ามารถสังเกตได้จาก ความรู้สึกนึก
คิดหรือพฤติกรรมท่ีแสดงออกมา สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี (2547) นิยาม จิตสานึกต่อสังคม หมายถึง ภาวะที่
รตู้ ัวของบุคคลท่ี มีความโน้มเอียงทางความคิด ความรู้สึกก่อนท่ีจะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีส่วนช่วย
ให้ผู้คนในสังคมเกิดการ เปล่ียนแปลง หรือได้รับการส่งเสริมด้านต่าง ๆ ในทิศทางท่ีดีขึ้น โดยสรุปจิตสานึก
ต่อสังคม หมายถึง ลักษณะทาง 10 จิตใจหรือภาวะที่รู้ตัวของบุคคลท่ีมีความโน้มเอียงทางความคิดและ
ความร้สู ึกเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่าหรือให้ คุณคา่ แก่การมีปฏิสัมพันธ์กบั บุคคล หรือสิ่งของท่ีมอี ยู่ในสังคม
ท่ีไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ หรือเป็นส่ิงที่เป็นเจ้าของ ร่วมกัน มีจิตสานึกท่ีดีต่อชุมชนของตน โดยช่วยกันดูแล
สังคมชุมชน เลียสละกาลังกาย กาลังทรัพย์ เข้าร่วม กิจกรรมที่มีส่วนช่วยให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง
หรอื ส่งเสริมดา้ นต่างๆ ในทิศทางทีด่ ขี นึ้

4. จิตสำนกึ เพื่อสว่ นรวม
การมีความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คมหรอื การให้ความสาคัญกบั ส่วนรวม หรอื ส่ิงอนั เป็น สาธารณะสมบัติ
เช่น ป่าไม้แม่น้าลาธาร ทางสาธารณะ สวนสาธารณะ ไฟฟ้าสาธารณะ ทางหลวง ตลอดจนของ หลวงและ
ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นต้น ไม่เห็นแก่ตัวทาลายล้างให้จนเสียหายเสื่อมโทรม สูญสิ้น ในทัศนะของ
พระพุทธศาสนานั้น จิตสานึกเพื่อสว่ นรวมหมายถึง จิตทป่ี ระกอบด้วยความ เอ้ือเฟ้ือเกื้อกูล หรอื ความคิดที่
มุ่งที่จะทาแต่ประโยชน์เก้ือกูลทั้งแก่ตนและผู้อื่น ตลอดจนสาธารณะทั่วไป โดยมี เมตตาจิต (ปรารถนาดี)
และกรุณาจิต (ความคิดร่วมด้วยช่วยแก้ปญั หา) เป็นพน้ื ฐาน ผู้ท่ีปลูกจติ สานึกเพอ่ื สว่ นรวม ให้เจริญงอกงาม
ในจิตใจได้มากเพียงใด ย่อมสามารถแก้วิกฤตปัญหาความเห็นแก่ตัว ทาให้เป็นคนเสียสละ อุทิศตน ทุ่มเท
ทางานเพื่อผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้มากเพียงนั้น การปลูกจิตสานึกเพ่ือส่วนรวม ตามวิถีแห่งพุทธธรรม
คือ การประพฤติปฏบิ ัตติ าม “หลักสงั คหวตั ถุธรรม/หลักแห่งการสงเคราะห์” 4 ประการ” กล่าวคอื 1) ทาน
คือ การให้เอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่เสียสละ แบ่งปันสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนาสั่งสอน ซ่ึงจะช่วยแก้ไข
ปญั หาการแย่ง อาหาร ท่ีอยู่อาศัย คู่สังวาส อานาจในสังคมส่วนรวมได้ 2) ปิยวาจา กล่าวคาสุภาพ ไพเราะ
อ่อนหวาน สมานไมตรี ทาให้เกิดความรักความเคารพนับถือซ่ึงกันและกัน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความ
ขัดแย้ง 3) อัตถจริยา การ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการหมู่คณะ ดูแลรักษาสมบัติส่วนรวม และบาเพ็ญ
สาธารณะประโยชน์และ 4) สมานัตตตา ประพฤติตนใหเ้ หมาะสมแก่ฐานะและภาวะทด่ี ารงอยู่ ปฏิบตั หิ นา้ ท่ี
ในฐานะสมาชิกของสังคมให้ถูกต้อง มีการกล่าว ว่า “วัตถุย่ิงเจริญ คนย่ิงเห็นแก่ตัวมากขึ้น” วิกฤตปัญหานี้
สามารถแก้ไขไดด้ ้วยการปลูกจติ สานึกท่ีดเี พ่ือสว่ นรวม โดยยึดคติว่า “อยู่เพื่อตัว อยู่แค่สิ้นลม แต่ถ้าอยู่เพ่ือ
สงั คม จะอย่ชู ว่ั ฟา้ ดนิ สลาย” น่นั เอง
5. จิตสำนกึ พลเมอื ง
จิตสานึกพลเมืองมาพร้อมกับการสร้างสานึกพลเมืองประชาธิปไตยใน 3 ด้าน คือ เคารพ กติกา
เคารพความแตกต่าง เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกัน และร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยใช้
วิธีการลงมือทาจากเริ่มท่ตี นเองก่อน แล้วขยายวงกว้างออกไปในสงั คมทตี่ นเองอยู่อาศัย พร้อมสร้างเงื่อนไข
การ เรยี นรู้และเรียนรู้ช่วยเหลือกันลักษณะเครอื ข่าย โดยทุกองค์กรตา่ งสามารถเขา้ มามีส่วนร่วมในบทบาท
หนา้ ท่ีการ พัฒนาเพือ่ ให้เกิดสานึกพลเมือง เพราะฉะนั้นบุคคลจะเปน็ พลเมืองดีมีจิตอาสาของสังคมนั้น ต้อง
ตระหนักถึง บทบาทหน้าท่ีท่ีต้องปฏิบัติมุ่งม่ันให้บรรลุเป้าหมายด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ สอดคล้อง
กับหลักธรรม วัฒนธรรม ประเพณีและรัฐธรรมนญู ทก่ี าหนดไว้รวมทั้งบทบาททางสังคมทต่ี นดารงอยู่ เพอื่ ให้
เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด ได้ประสิทธิผลท้ังในส่วนตนและสังคม เม่ือสามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้อย่างถูกต้อง


98

สมบูรณ์ย่อมเกิดความภาคภูมใิ จและเกิดผลดที ้ังต่อตนเองและสังคมด้วยการเป็นพลเมืองดที เ่ี คารพกฎหมาย
เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น มคี วามกระตือรือร้นท่ีจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของชมุ ชนและสงั คม
มคี ณุ ธรรมและจริยธรรมเปน็ หลัก ในการดาเนินชวี ติ อยา่ งมีความสขุ สงบ

6. ประโยชนข์ องกำรมีจติ อำสำ
1. คูม่ ือจติ อาสา Give & Volunteer Guide (ม.ป.ป.) ของโครงการอาสาเพ่ือในหลวงพบจติ อาสามี
ความสาคัญและมีประโยชน์คือ บุคคลท่ีมีจิตอาสาจะได้รับความสุขจากการให้ด้วยใจและหวังไม่หวัง
ผลตอบแทน 40 เม่ือมีความสุขฮอร์โมนเอน็ โดรฟิน (Endrophin) จะหลงั่ โดยอตั โนมัติส่งผลให้ผู้ใหม้ ีจิตใจที่
เป็นสุขและมีสุขภาพ แข็งแรง และการมีจิตอาสายังมีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในแง่ของการมี
ชีวิตที่ปลอดภัย เนื่องจากทุกคน ร่วมใจกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยไม่หวังผลตอบแทน ส่งผลให้สังคม
เขม้ แข็ง ปญั หาสังคมลดลง ชวี ิตมคี วาม ม่นั คงปลอดภยั มากข้นึ
2. ได้เรียนรู้ส่ิงที่แตกต่างและได้ศึกษาจากการปฏิบัติจริง การทางานอย่างจริงจังและการทางานท่ี
ไม่ คานึงถึงผลลัพธ์ท่ีจะได้รับแต่ทางานอย่างเต็มที่แต่ทาให้ประชาชนมีความรู้สึกรับผิดชอบ เกิดความรู้สึก
เปน็ เจ้าของ ประเทศจนเกดิ ความรัก และหวงแหนยง่ิ ข้นึ
3. กิจกรรมจิตอาสาท่ีเป็นการให้และการอาสานั้น มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะแต่กับสังคม
ส่วนรวม หรือผู้รับบริการเท่าน้ัน ผู้ให้หรือผู้อาสาเองก็มีโอกาสได้เรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ ซ่ึงส่งผลต่อการพัฒนา
ความรู้ความสามารถ และศักยภาพของตัวผใู้ หเ้ องด้วย นอกจากนี้กระบวนการพฒั นาคนด้วยจิตอาสาก็เป็น
ท่ียอมรับว่ามีผลต่อการ พัฒนาความคิดเชิงบวกอันจะเป็นแนวทางอย่างย่ังยืน เพื่อแก้ไขปัญหาในทาง
สร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว การงาน ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อันจะนามาซ่ึงการอยู่
ร่วมกันของสังคมได้อย่างเข้าใจกัน และมีความสงบ สุขสันติทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้าแตกต่างในเรื่องชน
ช้ันในสงั คมให้นอ้ ยลงกระท่ังมคี วามเสมอภาคเปน็ ธรรมแก่ สังคม (ไพศาล สรรสรวิสทุ ธิ์, 2550: 11-14)
4. ทาให้ปัญหาของสังคมลดน้อยและหมดไปในท่ีสุด หรือป้องกันไม่ให้ปัญหาน้ันหรือปัญหาใน
ลักษณะ เดียวกันเกิดข้ึนแก่สังคมอกี กระท่ังเกิดความเจริญก้าวหน้าในสงั คมขึ้นมาแทนที่ ทาให้ประชาชนมี
ความสมัคร สมานสามัคคีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตามฐานะของแต่ละบุคคล และประเทศเกิดความ
เปน็ ปกึ แผน่ ที่มั่นคง ตลอดไป
7. ขอ้ ดีของกำรเป็นจิตอำสำ
1. ได้สร้างเกียรติประวัติให้ตัวเอง ถ้าคุณเป็นคนท่ีกาลังหาตาแหน่งงานว่าง คุณลองเสียสละเวลา
สักนิดก่อนร่อนใบสมัครงานไปเข้าโครงการจิตอาสาต่าง ๆ สักพักหน่ึงดูสิ คุณจะรู้ว่าแค่กรอกประวัติการ
ทางานจิตอาสาเข้าไป มันก็มีชัยมากกว่าการถือทรานสคริปต์งาม ๆ ให้นายจ้างดู น่ันก็เพราะนายจ้างเขา
ต้องการจ้างคนทีม่ ที ศั นคตทิ ดี่ ี ไม่เหน็ แก่ตัว เพื่องานทดี่ ีสาหรบั องคก์ รเขาไงล่ะ
2. ไดส้ ุขภาพท่ีดี สุขภาพทางด้านจิตใจและอารมณ์จะเปน็ สิ่งที่เห็นได้ชัดมาก อย่างน้อยคุณจะรู้สึก
ดีที่ได้ช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มีพื้นฐานจิตใจที่ดีจากการเมตตาคนอ่ืน มีสุขภาพกายท่ีดีจากการทุ่มเทพลังกาย
รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่เป็นส่วนหน่ึงได้ขับเคล่ือนให้ภารกิจประสบความสาเร็จ(ซ่ึงการได้ให้และได้รับ
กาลงั ใจน้ี มันมผี ลโดยตรงกับการหลั่งสารท่เี กี่ยวกบั ความสขุ ในร่างกาย น่นั ก็แปลวา่ มนั เกย่ี วกบั เรือ่ งสุขภาพ
ด้วย) ถ้าคุณกาลังท้อแท้ ส้ินหวัง ลองใช้โอกาสสักครั้งแบกเป้ไปลุยป่าลุยงานอาสาสมัครสักครั้ง นอกจาก
ธรรมชาติแล้ว กาลงั ใจและกาลังกายกไ็ ดม้ าจากการทางานจติ อาสานแ่ี หละ


99

3. ได้ส่งต่อความรักให้กับคนอื่น เห็นการเติบโตจากรุ่นสู่รุ่น ถ้าคุณเป็นวัยรุ่นตอนต้น หรือรู้สึกว่า
ไลฟ์สไตล์ที่คุณเป็นอยู่น้ีมันเหมือนเด็กท่ีไม่รู้จักโต งานจิตอาสาจะช่วยให้คุณรู้จักคาว่า “ผู้ใหญ่” มาก
ข้ึน การเป็นผูใ้ หญ่หมายความวา่ อะไร? มนั กห็ มายความวา่ ถา้ ตอนน้คี ุณไดเ้ ป็นจิตอาสา และคุณกม็ ีลูกเป็น
จติ อาสา ก็เท่ากบั วา่ คณุ กาลังสร้างคุณลักษณะให้ลูกมีความเห็นแก่ตัวน้อยลงต่อเพ่อื นมนุษย์ ซงึ่ คุณลักษณะ
น้ีจะติดตัวพวกเขาไปตลอดชวี ิต เมื่อพวกเขามีลกู มีหลาน เขาก็จะสง่ ต่อคณุ ลกั ษณะนี้ไปอีก ซ่ึงมันเปน็ เรอ่ื งที่
ดีมากทีโ่ ลกอยไู่ ดก้ ็เพราะยงั มกี ารส่งต่อเร่ืองดี ๆ ตอ่ กนั มนี า้ ใจระหว่างเพอ่ื นมนุษยด์ ว้ ยกนั อย่างไมจ่ บสนิ้

4. เคารพคนอ่ืนมากขึ้น การเป็นอาสาสมัคร นอกเหนือจากการอุทิศตัวเองแล้ว ยังหมายถึงการ
เคารพเพอื่ นอาสาสมัครคนอื่น ๆ ทค่ี ณุ ต้องใช้ชีวิตร่วมกนั ทางานร่วมกนั ตลอดเวลาดว้ ย ซ่งึ มันเป็นพ้ืนฐานที่
ดีใหค้ ุณไดเ้ รยี นร้ไู วก้ ่อนทีจ่ ะไปทางานกับองค์กรอ่ืน หรือสมคั รงานเข้าบรษิ ัทอื่น เพราะฉะนั้น จงจาไว้เสมอ
ว่ามิตรภาพทีด่ มี นั หายากยิ่งกว่าสาเนารับสมคั รงานเสยี อกี

5. ได้เจอเพ่ือนใหม่ เอาเข้าจริงแล้วงานจิตอาสาก็คืองานที่จะได้ออกไปพบปะสังคมที่กว้างข้ึน
พบปะผู้คนที่มีความคิดเหมือนกัน เหมือนกับการเข้าปาร์ตี้งานหน่ึงที่เรียนรู้ตัวเองไปด้วย เรียนรู้คนอื่นไป
ด้วย แถมยังได้คอนเนคชันมากข้ึนจากคนท่ีคุยถูกคอกันเอง ถ้าคุณกาลังหาเพ่ือนใหม่ อยากได้เพ่ือนดี ๆ
เพม่ิ ขึ้น งานจิตอาสาคือโอกาสของคณุ ทีจ่ ะไดพ้ บปะกบั ผู้คนมากหนา้ หลายตาในแบบเหน็ ตัวตน เห็นทกุ ขส์ ุข
ด้วยกันเม่ือได้มาทางานร่วมกัน ซึ่งโอกาสดี ๆ แบบน้ี ถ้าคุณไม่ได้ลองเข้าค่าย เข้าโครงการจิตอาสาสักครั้ง
คณุ กับพวกเขาก็อาจจะเดินสวนทางกนั ไม่กล้ารจู้ กั กนั พลาดโอกาสดี ๆ ต่อกนั เพียงเพราะเห็นกันแต่ผิวเผิน
น่ันเอง

6. ได้เพ่ิมพูนทักษะความรู้ งานอาสาสมัครเป็นงานที่มีแค่ตัวเปล่า ๆ ก็ทาได้แม้จะไม่มีเงินหรือ
ความรู้ติดตัวมาเลย ดังน้ัน โอกาสน้ีถือเป็นโอกาสดีท่ีคุณจะได้พัฒนาตัวเองไปด้วยจากการลงมือทางานใน
ดา้ นต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิง งานธุรการ งานด้านประสานงาน ถ้าคุณไม่เคยมีพ้ืนฐานอะไรเลย คุณก็จะได้
ทักษะการใช้โปรแกรม การทาฟอร์มเอกสาร การใช้เครื่องมือสื่อสาร ติดตัวไปด้วยหลังจากจบโครงการให้
คุณมนั่ ใจได้เลยเม่อื ตอ้ งกรอกใบสมัครงานในช่องทกั ษะความสามารถ หรือถ้าคุณไดอ้ ยู่ในสายงานที่เก่ียวกับ
การประสานงาน การให้บริการแบบสายด่วน เม่ือคุณได้ไปทางานทางด้านนี้โดยเฉพาะจริง ๆ คุณก็จะไม่
รสู้ ึกประหมา่ เกินไป

เรอ่ื งท่ี 3 วันกองทัพเรอื

1. วนั กองทพั เรือ


100

1. กำเนดิ กองทพั เรอื
กองทัพเรือ มีกาเนิดควบคู่มากับการสร้างอาณาจักรไทยนับต้ังแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี กองทัพ
ไทย ในสมัยน้ัน มเี พยี ง ทหารเหล่าเดียว มิได้แบ่งแยกออกเป็น กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
อยา่ งเช่น ในสมัยปจั จบุ ัน หากยาตราทัพ ไปทางบก ก็เรยี กว่า "ทัพบก" หากยาตราทัพ ไปทางเรือ ก็เรยี กว่า
"ทัพเรือ" การจัดระเบยี บ การปกครอง บังคบั บัญชา กองทัพไทย ในยามปกติ สมยั น้นั ยังไมม่ ี แบบแผน ท่ี
แนน่ อน ในยามศกึ สงครามได้ใช้ทหาร"ทัพบก"และ"ทัพเรือ"รวมๆกันไปในการ ยาตราทัพ เพอื่ ทาศึกสงคราม
ภายในอาณาจักร หรอื นอกอาณาจักร กม็ ีความจาเป็น ต้องใช้เรือ เป็นพาหนะในการ ลาเลียงทหาร เครื่อง
ศาสตราวุธเรือ นอกจาก จะสามารถ ลาเลียง เสบียงอาหาร ได้คราวละมากๆ แล้ว ยังสามารถ ลาเลียง
อาวุธหนักๆ เช่น ปนื ใหญ่ ไปได้สะดวก และ รวดเร็ว กวา่ ทางบกดว้ ย จึงนยิ ม ยกทัพไปทางเรือจนสุดทางน้า
แล้วจงึ ยกทัพต่อไปบนทางบก
เรือรบ ที่เป็นพาหนะ ของกองทัพไทย สมัยโบราณ มี 2 ประเภท ด้วยกันคือ เรือรบในแม่น้า และ
เรือรบในทะเล เมื่อสันนิษฐาน จากลักษณะ ที่ตั้ง ของราชธานี ซ่ึงมี แม่น้าล้อมรอบ และ มีแม่น้าลาคลอง
เป็นเส้นทาง ในการคมนาคม ตลอดจน ชีวิตความเป็นอยู่ ที่ต้องใช้น้า ในการบริโภค และ การเกษตรกรรม
แล้ว เรือรบ ในแม่น้า คงมีมาก่อน เรือรบในทะเล เพราะสงคราม ของไทย ในระยะแรกๆ จะเป็น การทา
สงคราม ในพืน้ ที่ ใกล้เคียงกบั ประเทศไทย กล่าวคอื เป็นการ ทาสงคราม กบั พม่า เป็นสว่ นมาก

1.1 เรอื รบในแม่น้ำ
ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ภายหลัง จากสมเด็จ พระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2076 - 2089) ทรงยก
กองทัพ ไปตีเมืองเชียงกราน ซึ่งเป็น เมืองขึ้นของไทย คืนจากพม่า ใน พ.ศ. 2081 ต่อจากน้ัน ไทยก็ได้
ทาศึกสงคราม กับพม่า มาโดยตลอด เรือรบในแม่น้า ในสมัยน้ี จะมีบทบาท สาคัญ ในการ เป็นพาหนะใช้
ทาศึก สงคราม มากกว่า เรือรบ ในทางทะเล เรือรบ ในแม่น้า เร่ิมตน้ มาจาก เรือพาย เรือแจว ก่อน เท่าที่
พบหลักฐาน ไทยได้ใช้ เรือรบ ประเภท เรือแซ เป็น เรือรบ ในแม่น้า เพ่ือใช้ ในการ ลาเลียงทหาร และ
เสบียงอาหาร มาช้านาน โดยใช้พาย 20 พาย เป็นกาลงั ขบั เคลื่อน ให้เรอื แล่นไป

ภำพวำดพิธีพยุหยำตรำทำงชลมำรค สมัยสมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช วำดโดยชำวฝรั่งเศส
ในสมัย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2091 - พ.ศ. 2111) ได้ทาศึก
สงคราม กบั พม่า หลายครั้ง พระองค์ ทรงคดิ ดดั แปลง เรือแซ เป็น เรือไชย เพ่อื ใชใ้ นการ ลาเลียงทหาร ได้
มากขึ้น เน่ืองจาก เรือแซ ที่ใช้เป็น พาหนะ มาแต่เดิม ลาเลียงทหาร และ เสบียงอาหาร ได้น้อย จึงไม่
เหมาะ ทีจ่ ะใช้ เปน็ พาหนะ ในการ ทาสงคราม ในครง้ั น้ัน จึงไดม้ ี การเปลี่ยน หนา้ ที่ ของเรือแซ โดยใช้ เป็น
พาหนะในการลาเลียง เสบียงอาหาร และ เคร่ืองศาสตราวุธ สาหรับ เรือไชย ท่ีทรงดัดแปลงใหม่น้ัน เป็น


101

เรอื ทม่ี ี ลักษณะ ลาเรอื ยาว ใช้ฝีพาย ประมาณ 60 - 70 คน แล่นไดร้ วดเรว็ กว่าเรือแซ ปรากฏว่า ในคราว
ท่พี มา่ ต้ังค่าย ล้อมกรุงศรีอยธุ ยา สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ ได้นาปืนใหญ่ ไปติดตัง้ ท่ีเรือไชย ออกแลน่ ยิง
ค่ายพม่า จนพม่า ต้องถอยทัพ กลับไปในเวลาเดียวกัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงคิดสร้าง เรือรบ รูป
ศีรษะสัตว์ เพ่ือใช้ ทาสงคราม ข้ึนอีกประเภทหนึ่ง มีลักษณะ เช่นเดียวกับ เรือไชย โดยทาหัวเรือ ให้กว้าง
ขึ้น เพื่อให้สามารถ ติดต้ังปืนใหญ่ ท่ีหัวเรือได้ ต่อมา ยังได้มี การคิดสร้าง เรือรบในแม่น้า ข้ึนอีก ประเภท
หน่ึง คือ เรือกราบ แต่ไม่ปรากฏ แน่ชัดว่า เป็น พระมหากษัตริย์ องค์ใด สร้างขึ้น เรือกราบ ท่ีคิดสร้าง ข้ึน
ใหม่น้ี มีลกั ษณะ เช่นเดยี วกบั เรือไชย แต่แล่น ได้รวดเร็ว กว่าเรือไชย

เรอื ฉลอมท้ำยญวน เรอื มำด

1.2 เรือรบในทะเล
สาหรับ เรือรบ ในทะเล ในสมัยแรก ยังไม่มี บทบาท สาคัญ ในการ เป็นพาหนะ เท่าเรือรบ ใน
แม่น้า เนื่องจาก ลักษณะ ท่ีตั้ง ตัวราชธานี อยู่ไกล จาก ปากแม่น้าเจ้าพระยา ความจาเป็น ในการ ใช้เรือ
จงึ มีน้อยกวา่ ในยามปกติ ก็นาเอาเรือ ท่ีใช้ ในทะเล มาเป็น พาหนะ ในการ บรรทุก สินค้า ออกไป ค้าขาย
ยังหัวเมือง ชายทะเล ต่างๆ และประเทศ ข้างเคียง คร้ันเม่ือ บ้านเมือง มีศึก สงคราม ก็นาเรือ เหล่าน้ี มา
ตดิ อาวธุ ปืนใหญ่ เพอื่ ใช้ ทาสงคราม แตค่ รงั้ โบราณ ในสมัย กรงุ ศรอี ยุธยา กรุงธนบุรี และ กรุงรัตนโกสินทร์
ตอนต้น ไทยได้เริ่ม ใช้เรือรบ ในทะเล ในการ ทาศึก สงคราม บ้างแล้ว เช่น ในสมัย สมเด็จพระนเรศวร
มหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือ ไปตี เมืองทวาย เม่ือ พ.ศ.2135 และ ในสมัย พระบาทสมเด็จ พระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพเรือ ไปตี เมืองบันทายมาศ เมื่อ พ.ศ.2384 เป็นต้น ส่วนเรือรบ ใน
ทะเล จะมีเรือ ประเภทใดบ้าง ยังไม่อาจ ทราบได้แน่ชัด แตส่ ันนิษฐาน ว่า คงจะเป็น เรือใบ หลายประเภท
ด้วยกัน ถ้าเป็น เรือขนาดใหญ่ ส่วนมาก จะเป็น เรอื สาเภา แบบจีน เรือกาปั่นแปลง แต่ถ้าเป็น เรอื ขนาด
ยอ่ ม ลงมา จะเป็น เรือสาปั้นแปลง เรือแบบญวน เรอื ฉลอม เรอื เป็ดทะเล และ เรือแบบแขก เปน็ ต้น


102

ภาพวาดเรอื วิทยาคมสร้างเม่ือ พ.ศ.2379 - พ.ศ.2380 (รัชกาลท่ี 3) เคยไปราชการรบทัพกบั ญวน
เม่อื พ.ศ.2384

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานี ตั้งอยู่ ใกล้ปากแม่น้า เจ้าพระยา มากข้ึน จึงทาให้ มีการติดต่อ
ค้าขาย กับต่างชาติ โดยเฉพาะ ประเทศในยุโรป เรือรบ ในทะเล ของไทย แต่เดิม ซ่ึงนิยม สร้างเรือ แบบ
สาเภาจีน เร่ิมเปล่ียนแปลง หันมา นิยมสรา้ ง เรือกาปั่นใบ แบบยุโรป มากขึ้น เน่ืองจาก เรือกาป่ัน ใบแบบ
ยุโรป สามารถสร้าง ให้มี ขนาดใหญ่ มีใบรับลม มากกว่า เรือสาเภาจีน ทาให้ สามารถ บังคับเรือ ได้ง่าย
และ แล่นได้เรว็ กวา่ พระบาทสมเด็จ พระน่งั เกล้าเจ้าอย่หู ัว รัชกาลที่ 3 เกรงว่า ต่อไป อนุชน รนุ่ หลัง จะไม่
รู้จัก เรือสาเภาจีน ท่ีเคย มีความสาคัญ มาในอดีต จึงได้ โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เรือสาเภาจีน ไว้ท่ี วัดยาน
นาวา กรงุ เทพมหานคร

เรือรบ ในทะเล ได้พัฒนา จากเรือ สาเภาจีน มาใช้ เรือกาปั่น แบบใช้ใบแล้ว ต่อมา เมื่อได้มี การ
ประดิษฐ์ เครื่องจักรไอน้าขึ้น ในยุโรป และ ได้เริ่ม นามา ใช้กับ เรือ เรือรบ ในทะเล ของไทย ก็ได้เปลี่ยน
การขับเคลื่อนเรือ จากใช้ใบ มาเป็น เรือแบบ เรือกลไฟ ในสมัยรัชกาลท่ี 4 โดยเร่ิม จากเรือ ใช้จักร ข้าง
ก่อน แล้วต่อมา จึงเปล่ียน มาใช้ จักรท้าย ได้พฒั นา การขบั เคล่ือน ของเรอื จากเครื่องจักร ไอน้า มาเป็น
เคร่ืองยนต์ดีเซล จากเครื่องยนต์ดีเซล ก็พัฒนา มาใช้ เครอื่ งยนต์ แบบเทอร์ไบน์ ผสมแก๊ส และไอนา้ มาถึง
ปัจจุบัน ส่วนตัวเรือ แต่ก่อน ใช้ไม้สร้าง ก็เปลี่ยน มาสร้าง ด้วยเหล็ก เชน่ กัน ในสมัย พระบาทสมเด็จ พระ
จอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ ทหารเรอื มีอยู่ 2 แห่งคอื ทหารเรือ วังหน้า ขึ้นอยู่ ใน
ความ ปกครอง บังคับบัญชา ของ พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว แห่งหน่ึง กับ ทหารมะรีน
สาหรับ เรือรบ ขึ้นอยู่ ในบังคับบัญชา ของ เจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ท่ีสมุหพระ
กลาโหม อกี แหง่ หน่ึง

ในสมัยต้น ของรัชกาลท่ี 5 การปกครอง ประเทศ ยังเป็น ระบบ จตุสดมภ์ อยู่ มีกรมพระกลาโหม
วา่ การ ฝ่ายทหาร ในขณะน้ัน กิจการ ฝ่ายทหารเรือ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนหนึ่ง ข้ึนในบังคับ
บัญชา ของสมุหพระกลาโหม เรียกว่า กรมอรสุมพล อีกส่วนหน่ึงขึ้น ในบังคับบัญชา ของ กรมพระราชวัง
บวรสถานมงคล เรียกว่า ทหารเรือ ฝ่ายพระราชวงั บวร หรอื ทหารเรือวงั หน้า กรมอรสุมพล มีหน่วย ข้ึนใน
สงั กัด คือ กรมเรอื กลไฟ กรมอาสามอญ และกรมอาสาจาม ทหารเรือวังหน้า มีหน่วยขึ้น ในสังกัด คือ กรม
เรือกลไฟ กรมอาสาจาม และ กองทะเล บางทีเรียกว่า กองกะลาสี ใน พ.ศ. 2415 ภายหลัง จากที่
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้เสด็จ กลับจาก การเสด็จ ประพาส อินเดีย ได้ทรง ปรับปรุง
หน่วยทหาร ในกองทพั ขนึ้ ใหม่ โดยแบ่ง ออกเปน็ 9 หน่วย ดังนี้

1. กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรกั ษาพระองค์
2. กรมทหารรักษาพระองค์
3. กรมทหารลอ้ มวัง
4. กรมทหารหนา้
5. กรมทหารปนื ใหญ่
6. กรมทหารช่าง
7. กรมทหารฝีพาย
8. กรมทหารเรอื พระท่ีนง่ั (เวสาตร)ี
9. กรมอรสมุ พล


103

2. กรมทหำรเรอื
ใน พ.ศ.2428 กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ) เสด็จทิวงคต ทหาร
ฝา่ ยพระราชวังบวรทง้ั ทหารบก และทหารเรอื ได้ถกู ยบุ เลิกไป จึงทาให้ ทหารเรอื ในขณะน้นั มี 2 ส่วนใหญ่
ๆ คือ กรมเรือ พระท่ีนั่ง ขึ้นตรงกับ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ส่วนกรมอรสุมพล ขึน้ ตรงกับ สมุหพระ
กลาโหมต่อมา เม่ือ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรง สถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิ
ราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ดารงตาแหน่ง เป็น ผบู้ ังคับบัญชา ท่ัวไป ในกรมทหาร (Commander in chief)
ตาม โบราณ ราชประเพณี พรอ้ มกบั ประกาศ จัดการทหาร เมอ่ื วันท่ี 8 เมษายน พ.ศ.2430 โดยจัดตงั้ กรม
ยุทธนาธิการ ข้ึนใน ประกาศน้ี ให้รวม บรรดา กองทหารบก กองทหารเรือ ท้ังหมด ขึ้นอยู่ ในบังคับบัญชา
ของสมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช แต่ในระหวา่ ง ทย่ี ังทรง พระเยาว์ ใหม้ ี ผ้ทู าการแทน ผู้บงั คับบัญชา ท่ัวไป
โดยได้ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็น
ผู้แทน บังคับบัญชาการทั่วไปในกรมทหาร และ ให้ร้ังตาแหน่ง เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้จัดการ ในกรมทหาร
สาหรับ ทหารเรือ ทรงตั้ง นายพลเรือโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ เป็น เจ้าพนักงานใหญ่
ผูช้ ่วยบัญชาการทหารเรือ (Secretary to the Navy) มีหนา้ ที่ ดงั น้ี
1. ใหจ้ ัดการทงั้ ปวง ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับกฎหมายขอ้ บังคบั ทหารรเรือ
2. ให้จดั การท้ังปวง ทเ่ี กีย่ วข้องกบั จานวนผคู้ นในทหารเรือ
3. ให้จัดการทงั้ ปวง ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการฝกึ หดั ทหารเรือ
4. ใหจ้ ดั การทง้ั ปวง ที่เกีย่ วข้องกบั เรือรบหลวง
5. ให้จดั การท้ังปวง ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั พาหนะทางเรอื
ต่อมา ใน พ.ศ.2433 ได้มีการ ยกเลิก ประกาศ จัดการทหาร ท่ีจัดตั้งข้ึน เมื่อ พ.ศ.2430 น้ันเสีย
และได้มี การตรา พระราชบัญญัติ จัดการ กรมยุทธนาธิการ เม่ือวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ.2433 ขึ้นแทน
พระราชบัญญัติ จัดการ กรมยุทธนาธิการ ฉบับใหม่น้ี ให้เรียก กรมยุทธนาธิการ เสียใหม่ว่า กระทรวง
ยุทธนาธิการ (Ministry of War and Marine) มีหน้าท่ี บังคับบัญชา ราชการทหาร และพลเรือน ท่ี
เก่ียวข้อง แก่การ ทหารบก ทหารเรือ ตามพระราชบัญญัติใหม่น้ี ให้ยกเลิก ตาแหน่ง ผู้บังคับบัญชาการ
ทวั่ ไป ในกรมทหารเรือ และตั้ง ตาแหน่งใหม่ เรยี กว่า จอมพล (จอมทัพ) (Commander in chief) สาหรับ
บังคับบัญชาราชการ ในกรมทหารบก กรมทหารเรือ โดยสิทธิ์ขาด โดย พระราชประเพณี พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว จะได้ ดารง ตาแหน่ง ที่จอมพล น้ี สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มี
ตาแหน่ง ทรงปฏิบัติ ในหน้าที่ จอมพล ด้วยเหมือนกัน กรมท่ีบังคับบัญชาทหาร แบ่งออก เป็น 2 กรม คือ
กรมทหารบก กรมทหารเรือ ในครั้งน้ี ได้ทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า
กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็นเสนาบดี ว่าการ กระทรวง ยุทธนาธิการ พระยาสุรศักด์ิมนตรี เป็น ผู้
บัญชาการทหารบก นายพลโท พระวรวงศ์เธอ กรมหม่ืนปราบปรปักษ์ (พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์) เป็น ผู้
บัญชาการทหารเรือ (Chief Staff of the Navy) สาหรับ กรมทหารเรือ แบ่งส่วนราชการ ออกเป็น
1. กรมกลาง
2. กองบัญชีเงนิ
3. กรมคลังพสั ดุทหารเรอื
4. กองเรง่ ชาระ
5. กรมคกุ ทหารเรือ
6. กรมอู่
7. กรมชา่ งกล
8. โรงพยาบาลทหารเรอื


104

9. ทหารนาวิกโยธนิ
10. เรอื รบหลวงและเรอื พระท่ีน่งั ประจาการ
3. กองทัพเรือ
ใน พ.ศ.2435 ได้มีการจัดระเบียบ การปกครอง แผ่นดินใหม่ และ ยกเลิก การปกครอง แบบ
จตุสดมภ์ กาหนดให้ มีกระทรวง ในราชการ ท้ังหมด 12 กระทรวง กระทรวง มหาดไทย มีหน้าท่ี ปกครอง
บรรดา หวั เมอื ง ตา่ ง ๆ ทวั่ พระราชอาณาจักร กระทรวงกลาโหม ไมต่ อ้ ง เก่ียวกบั การปกครอง ทางหวั เมอื ง
อย่างแต่กอ่ น คงมี หน้าที่ เก่ียวด้วย ราชการทหาร อย่างเดียว ใน พ.ศ.2435 นี้ จึงได้ โอนกรมทหารเรือ ซึ่ง
เดิม ขึ้นอยู่กับ กระทรวง ยุทธนาธิการ มาขึ้นกับ กระทรวงกลาโหม กรมทหารเรือ ได้เจริญ ก้าวหน้า มา
ตาม ลาดับ จนถึง พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้
เล่ือน ฐานะ กรมทหารเรือ เป็น กระทรวงทหารเรือ 4 เม่ือวันที่ 11 ธันวาคม และ ในวันเดียว กันนั้น ก็ได้
ประกาศ แต่งตั้ง เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ เน่ืองจาก การป้องกนั ประเทศ เป็นงานใหญ่ ท่ีทหารบก และ
ทหารเรือ จาเป็น ต้องร่วมกัน คิดอ่าน จัดการ ตามหน้าท่ี ท่ีประชุม เสนาบดี จึงเห็น สมควร จัดตั้ง สภา
ปอ้ งกนั พระราชอาณาจักร ขึ้นเพ่ือ ทาหน้าท่ี ประสานงาน ระหว่าง ทหารบก และ ทหารเรือ ให้ดาเนนิ ไป
ได้ โดย สอดคล้อง ร่วมกัน อย่างพร้อมเพรยี ง สภานี้ มีองค์พระประมุข เป็นประธาน และ โปรดเกล้าฯ ให้
เสนาธิการ ทหารบก เป็นเลขานุการ ประจา เสนาบดี กระทรวงกลาโหม เสนาบดี กระทรวงทหารเรือ
พร้อมทงั้ จอมพล ในและนอก ประจาการ เป็นสมาชิกสภา แห่งน้ีทุกนาย นับต้ังแต่ มีการ เลื่อนฐานะ กรม
ทหารเรือ ขึ้นเปน็ กระทรวงทหารเรือ ก็ได้ มีการปรับปรุง การจัด ระเบียบ ราชการ ทหารเรือ อยเู่ สมอ แต่
มิได้ เป็นการ เปลี่ยนแปลง ไปจาก หลักการเดิม เพียงแต่ว่า ส่วนราชการ ต่างๆ มีความจาเป็น ต้องขยาย
กิจการ ให้กว้างขวาง ยิ่งข้ึน เมื่อราชการ บางส่วน มีกิจการ เพ่ิมขึ้น ก็เล่ือน ฐานะ ข้ึนเป็น กรมหรือกอง
ตามความ สาคญั ในสมัย พระบาท สมเด็จ พระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ภาวะ ทางเศรษฐกิจ ท่ัวโลก
ตกต่า เป็นผล ทาให้ ประเทศไทย ได้รับ ผลกระทบ กระเทือน ดังกล่าว นี้ด้วย ทาให้ ฐานะ ทางการเงิน
และ เศรษฐกิจ ของประเทศ อยู่ในภาวะ ตกต่า จาเป็น ต้องพิจารณา ตัดทอน รายจ่าย ของประเทศ ให้
น้อยลง ให้สมดุล กับรายได้ เป็นผล ทาให้ มีการ ปรับปรุง การจัด ระเบียบ ราชการ เสียใหม่ เม่ือวันท่ี 8
พฤศจิกายน พ.ศ.2474 โดย ทรงพระกรุณา โปรดเกลา้ ฯ ให้รวม กระทรวงทหารเรอื กับ กระทรวงทหารบก
เป็น กระทรวง เดียวกันเสีย กระทรวง ท่ีบังคับบัญชา ทั้งทหารบก และทหารเรือ ร่วมกันนี้ เรียกว่า
กระทรวง กลาโหม เหมือนอย่างแต่คร้ังก่อน ในพ.ศ.2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ประเทศใหม่ ทางด้านกองทัพเรือ ก็ได้มีการเปล่ียนแปลง เช่นเดียวกัน โดยกระทรวงทหารเรือได้ลดฐานะ
เป็นกรมทหารเรือ ในระยะหัวเล้ียวหัวต่อ ของการเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองประเทศน้ี ได้จัดให้มี
คณะกรรมการกลางกลาโหมขึ้น นอกจากน้ันส่วนราชการของทหารเรือ บางส่วนซึ่งได้เอาไปรวมกับฝ่าย
ทหารบก ก็กลับมาสังกัดอยู่ใน กรมทหารเรือตามเดิมอีก กรมต่างๆของทหารเรือลดฐานะมาเป็นกอง
ท้ังหมดเว้นแต่กรมเสนาธิการทหารเรือจนกระทั่งในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2476 จึงได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ เปล่ียนชื่อ กรมทหารเรือ เป็น กองทัพเรือ และบริเวณพระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ้าตาก
สินมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน ใหแ้ ก่กองทัพเรอื เปน็ ที่ตั้งโรงเรียน
นายเรือ และได้เสด็จพระราชดาเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2449 และได้พระราชทาน
ลายพระราชหัตถเลขา ไว้ในสมุดเยี่ยมว่า " วันท่ี 20 พฤศจิกายน ร.ศ.125 เราจุฬาลงกรณ์ ปร.ได้มาเปิด
โรงเรียนน้ี มีความปลื้มใจ ซ่ึงได้เห็นการทหารเรือรากหย่ังลงแล้วจะเป็นท่ีม่ันสืบไปในภายน่า" กองทัพเรือ
จงึ ได้ถอื เอาวันที่ 20 พฤศจกิ ายน เปน็ วันกองทพั เรือ


105

เร่อื งที่ 4 วันอำภำกร

19 ธันวำคม 2423 วันประสูติ
(พระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จำ้ อำภำกรเกยี รติวงศ์)
1. ประวตั ิ
พลเรือเอก พระเจำ้ บรมวงศ์เธอ พระองค์เจำ้ อำภำกรเกยี รติวงศ์ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศกั ดิ์
“เสด็จเต่ยี -กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศกั ดิ์”
ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอลาดับท่ี 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาคือ
เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ประสูติเมื่อวันท่ี 19 ธันวาคม พ.ศ.2423 ใน
พระบรมมหาราชวัง พระองค์ทรงได้รับถวายพระสมัญญาจากกองทัพเรือว่าเป็น “พระบิดาของกองทัพเรือ
ไทย” และต่อมาได้แก้ไขเป็น “องคบ์ ิดาของทหารเรือไทย” ทรงเข้าเป็นนกั เรียนในโรงเรียนพระตาหนกั สวน
กุหลาบ จากนน้ั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้เสดจ็ ไปทรงศึกษา
ตอ่ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระ


106

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ต่อมาในปี พ.ศ. 2439 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรือแห่งอังกฤษ ต่อจากน้ัน
ทรงศึกษาต่อท่ีมหาวทิ ยาลัยทหารเรือ โรงเรยี นปนื ใหญ่ และโรงเรยี นตอร์ปโิ ด จนได้ทรงรับการเลอื่ นยศเป็น
เรือเอก รวมเวลาทท่ี รงศกึ ษาอยู่ในสานกั ราชนาวอี งั กฤษ 6 ปเี ศษ

2. พระกรณียกจิ
เม่ือวันท่ี 19 เมษายน พ.ศ. 2544 จากพระกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานและพัฒนา
ปรบั ปรุงทหารเรือสยามให้เจริญก้าวหนา้ ตามแบบประเทศตะวันตก พระองค์เจา้ อาภากรฯ (ประทับพืน้ ) กับ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั และนายทหารเรอื องั กฤษสว่ นกรณีทีน่ ักเรียนนายเรือพากันเรียก
พระองค์ว่า “เสด็จเต่ีย” น้ัน พลเรือโท ศรี ดาวราย สันนิษฐานว่า มาจากการท่ีพระองค์ทรงขัดดาดฟ้าให้
นักเรียนนายเรือใหม่ๆ ที่ฝึกภาคทางทะเลบนเรือหลวงพาลีรั้งทวีปดูเป็นแบบอย่าง ในปี พ.ศ. 2462
หลังจากที่ทอดพระเนตรเห็นนักเรียนเหล่านั้นทางานนี้ด้วยท่าทางเงอะงะเก้งก้าง โดยตรัสกับพวกนักเรียน
เหลา่ น้ันว่า “อา้ ยลกู ชาย มาน่ีเตีย่ จะสอนให้”เมอื่ ช่วงตน้ รัชกาลท่ี 6 กรมหลวงชุมพรฯ ทรงออกจากราชการ
ซึ่ง สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “…กรมหลวงชุมพรฯ ไม่
ทรงสบาย ได้รับพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตออกเป็นนายทหารกองหนุนอยู่ช่ัวคราว “พลเรือเอก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงฉายในปี พ.ศ. 2450”เสด็จกลับสยามเมื่อวันท่ี 23
มิถุนายน พ.ศ. 2443 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายเรือโท แล้วทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็น
พระองค์เจ้าต่างกรมท่ี “กรมหมืน่ ชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์” ดารงตาแหนง่ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ และ
ทรงดารงตาแหน่ง เจ้ากรมยทุ ธศึกษาทหารเรือ พระองค์ไดท้ รงแก้ไขและปรับปรุงระเบียบของโรงเรียนนาย
เรือ ทรงเป็นพระอาจารยข์ องนกั เรียนนายเรอื ทรงจดั เพิ่มเติมวิชาสาคัญสาหรบั ทหารเรือ เพ่ือให้เม่ือสาเร็จ
การศึกษาแล้ว สามารถเดินเรือทางไกลในทะเลน้าลึกได้ คือวิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ พีชคณิต การ
เดินเรือเรขาคณิต และอุทกศาสตร์ ทรงเป็นเรี่ยวแรงสาคัญของทหารเรือจนพระบาทสม เด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสาคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของ
โรงเรียนนายเรือ เมื่อวันท่ี 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 ทาให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่นคง กองทัพเรือ
ไทยจึงถือว่าวนั ดังกลา่ วของทุกปีเป็นวันกองทัพเรอื ทรงได้รับการเชิดชูในหมู่ทหารเรือว่า “เสด็จเตี่ย” และ
“พระบิดำแห่งกองทัพเรือไทย” และ “หมอยำ” เนื่องจากทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ และทรงแต่ง
ตารายาแผนไทยด้วย ทรงรักษาโรคให้ประชาชนโดยไม่คิดเงิน ดังนั้นประชาชนจึงขนานพระนามพระองค์
วา่ “หมอพร”
ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2460 สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหม่ืนชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ เสด็จกลับเข้ารับราชการในตาแหน่ง เจ้ากรม
จเรทหารเรือ ทรงดารงตาแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ในปี พ.ศ. 2461 ต่อ พ.ศ. 2462 ทรงได้รับแต่งต้ังให้
เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพ้ืนยุโรป โดยเรือท่ีจะจัดซื้อน้ีได้รับพระราชทานนามว่า “เรือ
หลวงพระร่วง” ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นาเรือหลวงพระร่วงแล่นข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษเข้ามายัง
กรุงเทพมหานครด้วยพระองค์เอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2463 มีพระบรมราชโองการให้เล่ือนพระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมหม่ืนชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ข้ึนเป็นกรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพ่ียาเธอ
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม ทรงศักดินา 15,000 ไร่ ทรงกราบบังคมทูลออกจากราชการเมื่อปี
2466 และสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคไข้หวัดใหญ่เน่ืองจากถูกฝน ท่ี ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร เมื่อ 19
พฤษภาคม 2466 สริ ิพระชนมายุ 44 พรรษา
ข้อสังเกต นอกจากนี้หลายคนอาจมีการสับสนในเรื่องของวัน โดยในวันที่ 19 ธันวาคม เป็นวัน
คล้ายวันประสูติ จึงเรียกวันน้ีว่า “วันอำภำกรรำลึก” ส่วนวันที่ 19 พฤษภาคม ตรงกับวันคล้ายวัน
สิน้ พระชนม์ จงึ เรียกว่า “วันอำภำกร”


107

เร่ืองที่ 5 กำรประชำสมั พันธด์ ้วยสอื่ ที่หลำกหลำย

5.1 สอ่ื สงั คมออนไลน์
5.1.1 ควำมหมำยของสื่อสังคมออนไลน์
ส่ือสังคมออนไลน์ หมายถึง ส่ือดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม (Social

Tool) เพ่ือใช้ส่ือสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์และโปรแกรม
ประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ท้ังที่เป็นผู้ส่งสารและผู้รับสารมีส่วน
ร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง (User-GenerateContent: UGC) ในรูป
ของข้อมูล ภาพ และเสียง

5.1.2 ประเภทของสอ่ื สงั คมออนไลน์
ประเภทของส่อื สังคมออนไลน์ มดี ้วยกันหลายชนิด ข้ึนอยกู่ ับลกั ษณะของการนามาใช้โดย
สามารถแบ่งเปน็ กลมุ่ หลกั ดังน้ี
1. Weblogs หรือเรียกส้ันๆ ว่า Blogs คือ สื่อส่วนบุคคลบนอินเทอร์เน็ตท่ีใช้เผยแพร่
ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อคิดเห็น บันทึกส่วนตัว โดยสามารถแบ่งปันให้บุคคลอื่นๆ โดยผู้รับสารสามารถ
เข้าไปอา่ น หรือแสดงความคิดเห็นเพมิ่ เตมิ ได้ ซ่ึงการแสดงเนื้อหาของบล็อกน้ันจะเรียงลาดับจากเนื้อหาใหม่
ไปสู่เนื้อหาเก่า ผู้เขียนและผู้อ่านสามารถค้นหาเน้ือหาย้อนหลังเพื่ออ่านและแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา
เชน่ Exteen, Bloggang, Wordpress,Blogger, Okanation
2. Social Networking หรอื เครือข่ายทางสังคมในอนิ เทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครอื ขา่ ยทางสังคม
ที่ใช้สาหรับเช่ือมต่อระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดเป็นกลุ่มสังคม (Social Community) เพ่ือ
ร่วมกันแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันท้ังด้านธุรกิจ การเมือง การศึกษา เช่น Facebook, Hi5,
Ning, Linked in,MySpace, Youmeo, Friendste
3. Micro Blogging และ Micro Sharing หรือท่ีเรียกกันว่า “บล็อกจิ๋ว” ซ่ึงเป็นเว็บ
เซอร์วิสห รือเว็บ ไซต์ท่ี ให้ บ ริการแก่บุ คคลท่ั วไป สาห รั บ ให้ ผู้ใช้บ ริการเขียน ข้อความสั้น ๆ
ประมาณ 140 ตัวอักษร ท่ีเรียกว่า “Status” หรือ “Notice” เพ่ือแสดงสถานะของตัวเองว่ากาลังทาอะไร
อ ยู่ ห รื อ แ จ้ ง ข่ า ว ส า ร ต่ า ง ๆ แ ก่ ก ลุ่ ม เ พื่ อ น ใ น สั ง ค ม อ อ น ไ ล น์ (Online Social
Network) (Wikipedia,2010) ท้ังนี้การกาหนดให้ใช้ข้อมูลในรูปข้อความส้ันๆ ก็เพ่ือให้ผู้ใช้ท่ีเป็นท้ังผู้เขียน
และผู้อ่านเข้าใจง่าย ท่นี ิยมใชก้ ันอยา่ งแพร่หลายคือ Twitter


108

4. Online Video เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวิดีโอออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบัน
ได้รบั ความนิยมอยา่ งแพร่หลายและขยายตัวอย่างรวดเรว็ เน่ืองจากเนื้อหาที่นาเสนอในวิดโี อออนไลน์ไม่ถูก
จากัดโดยผังรายการที่แน่นอนและตายตัว ทาให้ผู้ใช้บริการสามารถติดตามชมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มี
โฆษณาคั่น รวมทั้งผู้ใช้สามารถเลือกชมเน้ือหาได้ตามความต้องการและยังสามารถเช่ือมโยงไปยังเว็บวิดีโอ
อ่ืนๆ ท่ีเก่ยี วข้องได้จานวนมากอีกดว้ ย เชน่ Youtube, MSN, Yahoo

5. Poto Sharing เป็นเว็บไซต์ท่ีเน้นให้บริการฝากรูปภาพโดยผู้ใช้บริการสามารถอัพโหลด
และดาวน์โหลดรูปภาพเพื่อนามาใช้งานได้ ที่สาคญั นอกเหนือจากผ้ใู ช้บริการจะมโี อกาสแบ่งปันรูปภาพแล้ว
ยังสามารถใช้เป็นพื้นท่ีเพื่อเสนอขายภาพที่ตนเองนาเข้าไปฝากได้อีกด้วย เช่น Flickr, Photobucket,
Photoshop,Express, Zooom

6. Wikis เป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นแหล่งข้อมูลหรือความรู้ (Data/Knowledge) ซึ่ง
ผู้เขียนส่วนใหญ่อาจจะเป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพหรือผู้เช่ียวชาญเฉพาะทางด้านต่างๆ ท้ังการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งผู้ใช้สามารถเขียนหรือแก้ไขข้อมูลได้อย่างอิสระ เช่น Wikipedia, Google
Earth,diggZy Favorites Online

7. Virtual Worlds คือการสร้างโลกจินตนาการโดยจาลองส่วนหน่ึงของชีวิตลงไป จัดเป็น
สื่อสังคมออนไลน์ที่บรรดาผู้ท่องโลกไซเบอร์ใช้เพ่ือสื่อสารระหว่างกันบนอินเทอร์เน็ตในลักษณะโลกเสมือน
จริง (Virtual Reality) ซ่ึงผู้ทีจ่ ะเขา้ ไปใช้บริการอาจจะบริษัทหรือองค์การด้านธุรกิจ ด้านการศึกษา รวมถึง
องคก์ ารด้านสอ่ื เช่น สานักข่าวรอยเตอร์ สานักขา่ วซีเอน็ เอ็น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ้อื พ้นื ท่ีเพอื่ ให้บุคคล
ในบริษัทหรือองค์กรได้มีช่องทางในการนาเสนอเรื่องราวต่างๆ ไปยังกลุ่มเครือข่ายผู้ใช้ส่ือออนไลน์ ซ่ึง
อาจจะเป็นกลุ่ม ลูกค้าทั้งหลัก และรองหรือ ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ของบริษัท หรือองค์การก็ได้ ปัจจุบัน
เว็ บ ไซ ต์ ท่ี ใช้ ห ลั ก Virtual Worlds ท่ี ป ร ะ ส บ ผ ล ส า เร็ จ แ ล ะ มี ชื่ อ เสี ย ง คื อ Second life

8. Crowd Sourcing มาจากการรวมของคาสองคาคือ Crowd และ Outsourcing เป็น
หลักการขอความร่วมมือจากบุคคลในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยสามารถจัดทาในรูปของเว็บไซต์ท่ีมี
วัตถุประสงค์หลักเพื่อค้นหาคาตอบและวิธีการแก้ปัญหาต่างๆทั้งทางธุรกิจ การศึกษา รวมทั้งการ
ส่ือสาร โดยอาจจะเป็นการดึงความร่วมมือจากเครือข่ายทางสังคมมาช่วยตรวจสอบข้อมูลเสนอความ
คิดเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะ กลุ่มคนท่ีเข้ามาให้ข้อมูลอาจจะเป็นประชาชนท่ัวไปหรือผู้มีความเช่ียวชาญ
เฉพาะด้านท่ีอยู่ในภาคธุรกิจหรือแม้แต่ในสังคมนักข่าว ข้อดีของการใช้หลัก Crowd souring คือ ทาให้
เกดิ ความหลากหลายทางความคิดเพ่ือนา ไปสกู่ ารแกป้ ัญหาท่มี ีประสทิ ธภิ าพ ตลอดจนช่วยตรวจสอบหรือ
คั ด ก ร อ ง ข้ อ มู ล ซึ่ ง เป็ น ปั ญ ห า ส า ธ า ร ณ ะ ร่ ว ม กั น ได้ เช่ น Idea storm, Mystarbucks Idea

9. Podcasting หรอื Podcast มาจากการรวมตัวของสองคา
คือ “Pod” กับ “Broadcasting” ซึ่ง “POD” หรือ PersonalOn - Demand คือ อุปสงค์หรือ
ความต้องการส่วนบุคคล ส่วน“Broadcasting” เป็นการนาส่ือต่างๆ มารวมกันในรูปของภาพและเสียง
หรืออาจกล่าวง่ายๆ Podcast คือ การบันทึกภาพและเสียงแล้วนามาไว้ในเว็บเพจ (Web Page) เพ่ือ
เผยแพร่ให้บุคคลภายนอก (The public in general) ทสี่ นใจดาวน์โหลดเพ่ือนาไปใช้งาน เช่น Dual Geek
Podcast, Wiggly Podcast

10. Discuss / Review/ Opinion เป็นเว็บบอร์ดท่ีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงความ
คิดเห็น โดยอาจจะเกี่ยวกับ สินค้าหรือบริการ ประเด็นสาธารณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
เช่น Epinions, Moutshut, Yahoo!Answer, Pantip,Yelp


109

5.2 อปุ กรณเ์ คร่อื งมือทำงสื่อสังคมออนไลน์
5.2.1 คอมพิวเตอร์ คอื เคร่อื งคานวณ อิเล็กทรอนิกสท์ ส่ี ามารถทางานคานวณผลและ

เปรียบเทยี บค่าตามชดุ คาส่ังด้วยความเรว็ สูงอยา่ งต่อเน่ืองและอตั โนมตั ิ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
พ.ศ.2525 ได้ให้คาจากัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ
ทาหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สาหรับแก้ปัญหาต่างๆ ท้ังท่ีง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ หรืออาจ
กลา่ วไดว้ ่า เครือ่ งคอมพิวเตอร์หมายถงึ เคร่ืองมอื ท่ีชว่ ยในการคานวณและการประมวลผลขอ้ มลู

5.2.2 สมำร์ทโฟน (SmartPhone) คอื โทรศัพทม์ ือถือท่นี อกเหนือจากใชโ้ ทรออก
รบั สายแล้วยังมีแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานมากมาย สามารถรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G, Wi-Fi และ
สามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คและแอพพลิเคชั่นสนทนาช้ันนา เช่น LINE, Youtube, Facebook,
Twitter ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งลูกเล่นการใช้งานสมาร์ทโฟนให้ตรงกับความต้องการได้มากกว่า
มือถือธรรมดา ผู้ผลิตสมารท์ โฟนรุ่นใหม่ๆ นิยมผลิตสมาร์ทโฟนท่ีมีหน้าจอระบบสัมผัส, ใส่กล้องถ่ายรูปท่ีมี
ความละเอยี ดสูง, ออกแบบดีไซน์ให้สวยงามทนั สมยั , มีแอพพลเิ คชน่ั และลูกเลน่ ทน่ี า่ สนใจ

5.2.3 แท็บเล็ต (Tablet) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ท่ีมีหน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ มี
ขนาดหน้าจอตั้งแต่ 7 นิ้วขึ้นไป พกพาได้สะดวก สามารถใช้งานหน้าจอผ่านการสัมผัสผ่านปลายนิ้วได้
โดยตรง มีแอพพลิเคชัน่ มากมายใหเ้ ลอื กใช้ ไม่ว่าจะรับ-ส่งอเี มล์, เลน่ อินเทอร์เน็ต, ดูหนงั , ฟังเพลง, เล่นเกม
หรือแม้กระท่ังใช้ทางานเอกสารออฟฟิต ข้อดีของแท็บเล็ตคือมีหน้าจอท่ีกว้าง ทาให้มีพ้ืนที่การใช้งานเยอะ
มีน้าหนักเบา พกพาได้สะดวกกว่าโน๊ตบุ๊คหรือ คอมพิวเตอร์ สามารถจดบันทึกหรือใช้เป็นอุปกรณ์เพ่ือ
การศกึ ษาไดเ้ ปน็ อย่างดี

5.3 อปุ กรณเ์ ครือข่ำย
5.3.1 เซิรฟ์ เวอร์ (Server) หรอื เรียกอกี อย่างหนงึ่ ว่า เครื่องแมข่ า่ ย เป็นเครื่อง

คอมพิวเตอร์หลักในเครือข่าย ท่ีทาหน้าท่ีจัดเก็บและให้บริการไฟล์ข้อมูลและทรัพยากรอ่ืนๆ กับ
คอมพิวเตอร์เคร่ืองอื่น ๆ ใน เครือข่าย โดยปกติคอมพิวเตอร์ท่ีนามาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์มักจะเป็นเคร่ืองท่ีมี
สมรรถนะสูง และมีฮาร์ดดสิ ก์ความจาสูงกว่าคอมพวิ เตอร์เคร่อื งอ่ืน ๆ ในเครอื ข่าย

5.3.2 ไคลเอนต์ (Client) หรือเรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ เคร่อื งลกู ขา่ ย เปน็ คอมพวิ เตอรใ์ น
เครือข่ายท่ีร้องขอ บริการและเข้าถึงไฟล์ข้อมูลท่ีจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไคลเอนต์ เป็น
คอมพวิ เตอร์ ของผใู้ ชแ้ ต่ละคนในระบบเครือข่าย

5.3.2 ฮับ (HUB) หรือ เรียก รีพีตเตอร์ (Repeater) คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่ม
คอมพิวเตอร์ ฮับ มีหน้าท่ีรับส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง ไปยังพอร์ตท่ีเหลือ
คอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมต่อเข้ากับฮับจะแชร์แบนด์วิธหรืออัตราข้อมูลของเครือข่าย เพราะฉะนั้นถ้ามี
คอมพวิ เตอรเ์ ชื่อมต่อมากจะทาใหอ้ ัตราการส่งขอ้ มูลลดลง

5.3.4 เนทเวิร์ค สวิตช์ (Switch) คืออุปกรณ์เครอื ข่ายที่ทาหน้าท่ีในเลเยอร์ที่ 2 และทา
หน้าที่ส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหน่ึงไปยังพอร์ตเฉพาะที่เป็นปลายทางเท่านั้น และทาให้คอมพิวเตอร์ท่ี
เช่ือมต่อกับพอร์ตที่เหลือส่งข้อมูลถึงกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้น อัตราการรับส่งข้อมูลหรือแบนด์วิธจึงไม่
ข้ึนอยกู่ ับคอมพวิ เตอร์ ปจั จบุ ันนยิ มเชอ่ื มต่อแบบนม้ี ากกว่าฮับเพราะลดปัญหาการชนกันของข้อมลู

5.3.5 เรำต์เตอร์ (Router) เป็นอุปรณ์ที่ทาหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 3 เราท์เตอร์จะอ่านที่อยู่
(Address) ของสถานีปลายทางท่ีส่วนหัว (Header) ข้อแพ็กเก็ตข้อมูล เพ่ือท่ีจะกาหนดและส่งแพ็กเก็ต
ต่อไป เราท์เตอร์จะมีตัวจัดเส้นทางในแพ็กเก็ต เรียกว่า เราต้ิงเทเบิ้ล (Routing Table) หรือตารางจัด
เส้นทางนอกจากนี้ยังส่งข้อมูลไปยังเครือข่ายที่ให้ โพรโทคอลต่างกันได้ เช่น IP (Internet Protocol) IPX


110

(Internet Package Exchange) และ AppleTalk นอกจากน้ียังเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นได้ เช่น เครือข่าย
อินเทอร์เน็ต

5.3.6 บ ริดจ์ (Bridge) เป็ น อุป กรณ์ ที่ มักจะใช้ใน การเชื่อมต่อวงแลน (LAN
Segments) เข้าด้วยกัน ทาให้สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่อยๆ โดยท่ีประสิทธิภาพรวม
ของระบบ ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อของเครื่องที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ถูกส่งผ่าน ไป
รบกวนการจราจรของเซกเมนต์อ่ืน และเน่ืองจากบริดจ์เป็นอุปกรณ์ท่ีทางานอยู่ในระดับ Data Link
Layer จึงทาให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อเครอื ข่ายท่ีแตกต่างกนั ในระดับ Physical และ Data Link ได้ เช่น
ระหว่าง Eternet กับ Token Ring เป็นต้น บริดจ์ มักจะถูกใช้ในการเช่ือมเครือข่ายย่อยๆ ในองค์กรเข้า
ด้วยกันเป็นเครือข่ายใหญ่ เพียงเครือข่ายเดียว เพื่อให้เครือข่ายย่อยๆ เหล่านั้นสามารถติดต่อกับเครือข่าย
ยอ่ ยอ่ืนๆได้

5.3.7 เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเภทเข้า
ด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ในการเชื่อมต่อเครือข่าย ท่ีเป็นคอมพิ วเตอร์ประเภทพีซี (PC) เข้ากับ
คอมพิวเตอรป์ ระเภทแมคอนิ ทอช (MAC) เป็นตน้

5.4 ประโยชนแ์ ละข้อจำกัดของสังคมออนไลน์
แม้ลักษณะของเครือข่ายสังคมออนไลน์ จะเป็นส่ือให้ข้อมูลข่าวสารสามารถกระจายออกไปอย่าง
รวดเร็วและกว้างขวางมีคุณประโยชน์มากมายในด้านการติดต่อสื่อสาร แต่ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมหาก
ผู้ใช้ขาดคุณธรรมจริยธรรม สามัญสานึก การรู้จักเคารพสิทธิ ของผู้อ่ืน และความระมัดระวังในการใช้แล้ว
สงั คมออนไลนเ์ หลา่ นีก้ จ็ ะเปน็ "สังคมอนั ตราย"ทจ่ี ะเป็นด้านมดื ของสงั คมไทย

5.4.1 ประโยชน์ของ Social networks เครอื ข่ำยสงั คมออนไลน์
1. สามารถแลกเปลย่ี นข้อมูลความรู้ในสิ่งทสี่ นใจรว่ มกนั ได้
2. เปน็ คลงั ข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น

แลกเปลยี่ นความรู้ หรอื ตั้งคาถามในเรือ่ งตา่ งๆ เพอ่ื ใหบ้ คุ คลอ่นื ที่สนใจหรือมคี าตอบได้ช่วยกนั ตอบ
3. ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยในการตดิ ต่อสือ่ สารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
4.เป็นส่ือในการนาเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ

เพือ่ ให้ผ้อู น่ื ได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเหน็
5. ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือบริการลูกค้าสาหรับบริษัทและ

องค์กรต่างๆ ชว่ ยสรา้ งความเชื่อม่ันใหล้ กู ค้า
6. ช่วยสรา้ งผลงานและรายได้ให้แก่ผใู้ ชง้ าน เกดิ การจา้ งงานแบบใหม่ๆ ขน้ึ
7.คลายเครยี ดไดส้ าหรับผู้ใช้ท่ีตอ้ งการหาเพ่อื นคุยเลน่ สนุกๆ
8. สร้างความสัมพันธ์ที่ดจี ากเพ่ือนสเู่ พอ่ื นได้

5.4.2 ข้อจำกัดของSocial networks เครอื ข่ำยสังคมออนไลน์
1. เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หาก

ผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนามาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วน
บคุ คลได้

2. Social Network เปน็ สังคมออนไลน์ทก่ี วา้ ง หากผู้ใชร้ เู้ ท่าไมถ่ ึงการณ์หรอื ขาด
วิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอรเ์ น็ต หรอื การนัดเจอกันเพอ่ื จุดประสงคร์ ้าย ตามทเี่ ป็นขา่ วตาม
หน้าหนงั สอื พิมพ์

3. เปน็ ชอ่ งทางในการถูกละเมดิ ลขิ สทิ ธ์ิ ขโมยผลงาน หรือถกู แอบอ้าง


111

เพราะ Social Network Service เป็นส่ือในการเผยแพรผ่ ลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและ
แสดงความคดิ เห็น

4. ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social
Network ยากแกก่ ารตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดงั น้ันอาจเกิดปญั หาเกย่ี วกบั เว็บไซต์ที่กาหนดอายุการสมัคร
สมาชกิ หรอื การถูกหลอกโดยบุคคลทีไ่ ม่มีตวั ตนได้

5. ผู้ใช้ท่ีเล่น socialnetwork และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจ
สายตาเสียไดห้ รอื บางคนอาจตาบอดได้

6. ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ socialnetwork มากเกินไปอาจทาให้เสียการเรียน
หรือผลการเรยี นตกตา่ ลงได้

7. จะทาใหเ้ สยี เวลาถ้าผู้ใชใ้ ช้อย่างไรป้ ระโยชน์
5.5 ยกตั วอย่ำงป ระโยช น์ แ ละข้ อจำกัดกำรใช้เฟ ซ บุ๊ ก เป็ น ศูน ย์แ ห่ งกำรเรียน รู้
ในสถำนศกึ ษำ
ในกรณีที่ยกเลิกการเรียนการสอนในห้องเรียนเพราะสภาพอากาศไม่เอ้ืออานวย ครูผู้สอนสามารถ
ใช้ เฟชบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนโดยการกาหนดหัวข้อเกี่ยวกับวิชาท่ีสอนเพื่อให้ผู้เรียน
ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ไม่ควรใช้ข้อความที่รุนแรงในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนและ
สถานศึกษาหลีกเลี่ยงการแสดงข้อความท่ีกอ่ ให้เกดิ ข้อโต้แยง้ ทีร่ ุนแรง ควรตั้งค่าการแสดงความคดิ เห็นตา่ งๆ
ท่ีผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าไปอ่านได้ ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนในเชิงบวกเท่าน้ัน
จะเห็นได้ว่า เฟซบุก๊ เปน็ ศูนย์แห่งการเรียนรู้และเปน็ ห่วงโซ่การศึกษาขนาดใหญ่ท่ีทรงประสทิ ธิภาพ
ในการเรียนรู้แบบไร้ขีดจากัด ซึ่งครูผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา ตลอดวันละ
24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ฉะนั้น ผู้บริหารการศึกษาจึงควรกาหนดแนวปฏิบัติในการใช้ เฟซบุ๊กอย่าง
เหมาะสมเพื่อช่วยลดความเส่ียงด้านการใช้เฟซบุ๊กไปในทางท่ีผิดหรือด้านการก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย
ชื่อเสียงแก่สถานศึกษา ยิ่งกว่าน้ัน ผู้บริหารการศึกษาจาเป็นต้องพัฒนานโยบายการใช้ เฟซบุ๊กท่ีมีอยู่เป็น
ระยะๆ เพอ่ื ใหเ้ ข้ากับสถานการณ์และยคุ สมยั ทเี่ ปลีย่ นแปลงไปด้วย

5.5.1.ประโยชน์ของกำรใชเ้ ฟซบุ๊กเพ่ือกำรเรยี นกำรสอน
1.ส่อื สารถึงนักศึกษาได้อย่างรวดเร็วกวา่ การใชอ้ เี มลลห์ รอื อเี ลิร์นนง่ิ
2.ส่งเสริมการกระตุ้นให้นักศึกษาได้แบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดได้อย่าง

ท่วั ถงึ และรวดเร็ว
3.นกั ศกึ ษามคี วามสะดวกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

5.5.2 ขอ้ จำกดั ของกำรใช้เฟซบุก๊ เพอ่ื กำรเรยี นกำรสอน
1.อาจละเมดิ สิทธิส่วนบุคคลได้
2.อาจารย์หรอื นักศกึ ษาไม่เป็นสว่ นตัวในการขอ้ ความหรือรปู ภาพต่างๆ

5.5.3 ประโยชน์และขอ้ จำกดั กำรประยกุ ตใ์ ชง้ ำน Youtubeเพ่ือกำรเรยี นกำรสอน
Youtube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวิดีโอระหว่างผู้ใช้ได้ฟรี โดยนาเทคโนโลยีของ
Adobe Flashมาใช้ในการแสดงภาพวิดีโอ ซึ่งยทู ูบมนี โนบายไมใ่ หอ้ ัปโหลดคลิปท่ีมภี าพโปเ๊ ปลือยและคลิปที่
มีลิขสิทธ์ิ นอกเสียจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อัปโหลดเองเมื่อสมัครสมาชิกแล้วผู้ ใช้จะสามารถใส่ภาพวิดีโอเข้า
ไป แบ่งปันภาพวิดโี อใหค้ นอน่ื ดูดว้ ยแตห่ ากไม่ไดส้ มัครสมาชิกก็สามารถเข้าไปเปิดดภู าพวดิ โี อที่ผู้ใช้คนอน่ื ๆ
ใส่ไว้ในYoutubeได้แม้จะก่อต้ังได้เพียงไม่นาน (youtubeก่อต้ังขึ้นเม่ือเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2005)
Youtubeเตบิ โตอยา่ งรวดเร็วมาก เป็นท่ีรู้จกั กนั แพร่หลายและไดร้ ับความนยิ มทั่วโลก ต่อมาปี ค.ศ.2006 กู
เกิ้ลซื้อยูทูบ ตอนน้ียูทูบจึงกลายเป็นส่วนหน่ึงของกูเก้ิลแล้ว แต่ด้วยตัวยูทูบเองที่มีเน้ือหามากมายเป็นแสน


112

ช้ิน ท้ังส่ือและเคร่ืองมือการเรียนรู้ดีๆที่สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ แ ต่ใน
ขณะเดียวกันก็มีส่ือประเภทท่ีสุ่มเส่ียง และทาให้เด็กและเยาวชนไขว้เขวไปได้ ทั้งจากมิวสิควีดีโอ การ์ตูน
และไม่ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อการเรียนรู้สักทีเดียว จึงเป็นท่ีมาของการเปิดหน้าการศึกษาล่าสุดเของยูทูบข้ึน
ท่ีเรียกว่า“ยูทูบสาหรับโรงเรยี น”หรือ (Youtube for Schools) เป็นช่องทางการเรียนรทู้ ่ีจัดตง้ั ขึ้น โดยจะมี
เนื้อแต่เร่ืองการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว โดยได้ร่วมมือกับภาคีด้านการศึกษากว่า 600แห่ง
เช่น TED,Smithsonian เว็บไซด์ช่ือดังเร่ืองที่ได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆเอาไว้,Steve
Spangler แหล่งผลิตเกมและของเล่นเพ่ือการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ หรือNumberphile ที่สอน
คณิตศาสตร์ออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ยูทูบได้ทางานร่วมกับครูในการจัดแบ่ง
เน้ือหากว่า300ช้ิน ออกเป็นรายวิชา และระดับช้ัน โดยส่ือเหล่าน้ียูทูบเชื่อว่าจะช่วยเสริมการเรียนรู้ใน
ห้องเรียนได้เปน็ อย่างดี ทาให้ห้องเรียนสนกุ สนานขนึ้ และเดก็ ๆกจ็ ะตง้ั ใจเรยี นมากย่งิ ข้ึน

5.5.4 ประโยชนข์ องYouTubeสำหรับโรงเรียน
1. กว้างขวางครอบคลุมYouTubeสาหรับโรงเรียนเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่างๆ

เข้าถึงวิดีโอเพื่อการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก YouTube EDU วิดีโอเหล่าน้ีมาจากองค์กรที่มีชื่อเสียง
ต่างๆ เช่น Stanford,PBS และ TED รวมท้ังจากพันธมิตรท่ีกาลังได้รับความนิยมของYouTubeซึ่งมียอด
ผ้ชู มนบั ลา้ นๆ คน เชน่ Khan Academy,Steve Spangler Science และ Numberphile

2. ปรับแก้ได้สามารถกาหนดค่าเนื้อหาทดี่ ไู ด้ในโรงเรียนของคุณ โรงเรยี นท้ังหมด
จะได้รับสิทธ์ิเข้าถึงเน้ือหาYouTube EDUท้ังหมด แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์ลิสต์วิดีโอที่ดูได้
เฉพาะในเครอื ขา่ ยของโรงเรยี นเท่าน้ันได้เชน่ กัน

3. เหมาะสมสาหรับโรงเรียนผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงชื่อเข้าใช้และดู
วิดีโอใดๆ ก็ได้ แต่นักเรียนจะไม่สามารถลงช่ือเข้าใช้และจะดูได้เฉพาะวิดีโอYouTube EDUและวิดีโอที่
โรงเรียนได้เพ่ิมเข้าไปเท่านั้น ความคิดเห็นและวิดีโอที่เก่ียวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะ
จากัดเฉพาะวิดโี อ YouTube EDU เทา่ นน้ั

4. เป็นมิตรกับครู YouTube.com/Teachers มีเพลย์ลิสต์วิดีโอนับร้อยรายการ
ที่ได้มาตรฐานการศึกษาท่ัวไป และจัดระเบียบตามหัวเร่ืองและระดับช้ัน เพลย์ลิสต์เหล่านี้สร้างขึ้นโดยครู
เพ่ือเพ่ือนครดู ว้ ยกัน ดังน้ันคุณจึงมเี วลาในการสอนมากขึ้นและใช้เวลาคน้ หาน้อยลง

5.5.5 ขอ้ จำกัด
1.อาจมกี ารละเมิดลขิ สิทธิ์
2.อาจมีการกระทาทไ่ี มด่ ี

5.6 กำรประชำสัมพันธ์ประเภทชุมชนออนไลน์ (community) เป็นเว็บที่เน้นการค้นหาเพ่ือ
ใหม่ๆ หรือ ตามหาเพื่อนเก่า ๆ เน้นการสร้าง Profileของตนเอง โดย การใส่รูป ใส่ข้อมูล ที่แสดงถึงความ
เป็นตัวตนของเรา อีกทั้งยังมีลักษณะในการแลกเปลี่ยนเรื่องราว ถ่ายทอด ประสบการณ์ร่วมกัน เช่น
Facebook Google+ Tumblr หรือ MySpace เป็นต้น สาหรับในยุคปัจจุบันที่นิยมใช้ กันอย่างแพร่หลาย
ได้แก่ Facebook โดยการประชาสัมพันธ์ผ่าน Facebook เป็นการประชาสัมพันธ์รูปแบบท่ีมักจะใช้หน้า
Page หรือ Fan Page ซึ่งเปรยี บเสมือนหน้าตาของเราเอง Facebook มีการแสดงรูปภาพ สัญลักษณ์ หรือ
ข้อความท่ีบ่งบอกความเป็นตัวตนได้อยางชัดเจน อีกทั้งภายในตัว Facebookยังสามารถท่ีจะบอกเล่า
เรื่องราวดีๆ กิจกรรมร่วมถึงโปรโมชั่นสินค้าและบริการ การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ การ
ประชาสัมพันธ์เพื่อแกไขความเข้าใจผิดท้ังยังมีฟังกช่ันการโต้ตอบ การแชร์หรือการส่งต่อไปให้เพื่อน
ส่งผลให้ข้อความ ประชาสัมพันธ์ถูกส่งต่อไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง จนเป็นเหตุให้ Facebook ได้รับ


113

ความนิยมจนกลายเป็นเคร่ืองมือการประชาสัมพันธ์ท่ีน่าสนใจอีกช่องทางหนึ่ง Facebook มาใช้เป็น
เครือ่ งมอื ในการ ประชาสัมพันธ์จนประสบความสาเร็จเป็นอยางมาก

5.7 อบี ุค๊ (eBook) คืออะไร
5.7.1 E-Book ย่อมำจำกคำว่ำ Electronic Book หมายถึงหนังสือที่สร้างข้ึนด้วย

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลท่ีสามารถอ่าน
เอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอ่ืนๆได้ สาหรับหนังสือ หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์นี้ จะมี
ค ว า ม ห ม าย รว ม ถึ งเน้ื อ ห าท่ี ถู ก ดั ด แ ป ล งอ ยู่ ใน รู ป แ บ บ ท่ี ส าม า รถ แ ส ด งผ ล อ อ ก ม า ได้ โด ย เค ร่ื อ งมื อ
อิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ให้มีลักษณะการนาเสนอท่ีสอดคล้องและคล้ายคลึงกับการอ่านหนังสือท่ัวๆไปใน
ชีวิตประจาวัน แต่จะมีลักษณะพิเศษ คือ สะดวกและรวดเร็วในการค้นหา และผู้อ่านสามารถอ่านพร้อมๆ
กนั ไดโ้ ดยไมต่ ้องรอให้อกี ฝ่ายส่งคนื ห้องสมดุ เช่นเดียวกบั หนังสอื ในห้องสมดุ ท่วั ๆ ไป

คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเช่ือมโยงจุดไปยังส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เว็บไซต์
ต่าง ๆ ตลอดจนมปี ฏิสัมพนั ธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ
เสียง ภาพเคล่ือนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารท่ีต้องการออกทางเคร่ืองพิมพ์ได้ อีก
ประการหนึ่งท่ีสาคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติ
เหล่าน้จี ะไม่มใี นหนงั สอื ธรรมดาทั่วไป

5.7.2 ควำมเปน็ มำของ eBook
การใช้งาน eBook ในยุคแรกๆ มีจุดประสงค์เพ่ือใช้ในกระบวนการฟรีเพรส หรือการเตรียม
เอกสารก่อนการพิมพ์ส่ิงพิมพ์ประเภทต่างๆ เช่น หนังสือ วารสาร ฯลฯ ก่อนจะทาเพลท เพื่อพิมพ์หนังสือ
เพราะการนา ไฟล์เอกสารท่ีจัดรูปเลม่ แล้วไปยิงฟิล์ม จะมีปัญหาเรื่องแบบของตัวหนังสืออาจไม่เข้ากนั การ
จัดรูปเล่มที่ทาไว้ ก็จะผิดพลาดไป ข้อความขยับไปอีกหน้า ภาพเลื่อนไปตาแหน่งอ่ืนๆ ฯลฯ ทาให้เสียเวลา
แก้ไข จึงได้มีการ คิดค้นการสร้างไฟล์แบบ PDF ซึ่งเป็นอีบุ๊คในยุคแรกๆ แต่ก็ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เม่ือ
แปลงไฟลเ์ อกสารทจ่ี ะนาไปพมิ พ์เป็นหนังสือแล้ว ก็จะไดไ้ ฟล์แบบ PDF
ดว้ ยความท่ีไฟล์แบบ PDF ทไ่ี ด้ มีลักษณะเหมอื น หนังสอื จริงๆ จึงเปน็ ทม่ี าของ eBooks นั่นเอง
ไฟ ล์เอกสารที่ ได้ พิ มพ์ ไว้ด้วยโป รแกรม ต่างๆ เช่น Word อาจเป็ น รายงาน ห นั งสื อ
วทิ ยานิพนธ์ สามารถนามาแปลงเป็นอีบุ๊คแบบ PDF ได้เลย หรือหนังสือจริงๆ ถ้าต้องการแปลงเป็นอีบุ๊ค ก็
ตอ้ งใชเ้ ครอื่ งแสกนเนอร์ แสกนทลี ะหนา้ เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
eBook แบบเดิมๆ ในรูปแบบไฟล์ PDF ยังนิยมใช้กันอยู่มาก โดยเฉพาะในกระบวนการพิมพ์
หนงั สือ การใช้เป็นคูม่ ือของอุปกรณ์ตา่ งๆ หรอื การใชง้ านโปรแกรมต่างๆ โดยกอ็ ปปล้ี งในแผ่นซดี ี
ไดรเวอร์ ช่วยลดค่าใช้ จ่ายในการผลิตเป็นหนังสือจริงๆ ส่วนการอ่าน ถ้าไม่สะดวกกับการอ่านจากหน้าจอ
กส็ ามารถพิมพ์ลงกระดาษได้
ตัวอย่าง แผ่นซีดีไดรเวอร์ Wireless USB ย่ีห้อ D-Link จะมีอบี คุ๊ แบบไฟล์เชน่ DWA-
125_A2_Manual_v1.10(WW).pdf เป็นคู่มืออธิบายวิธีใช้งานอุปกรณ์น้ันๆ การอ่านก็ดับเบิ้ลคลิกเปิดอ่าน
ไฟล์ไดเ้ ลย
6. แผน่ พับ (Folder)

6.1 ควำมหมำยของแผ่นพับ
กกกกกกกแผ่นพับ มีความหมายตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า (Folder) แต่นิยมเรียกว่า โบว์ชัวร์
(Brochure) ซ่งึ หมายถึงเอกสารท่เี ย็บเปน็ เลม่ บาง ๆ และมลี กั ษณะคล้ายคลงึ กนั


114

กกกกกกกแผ่นพับ คือ สื่อโฆษณามีหลายประเภทโดยเฉพาะอย่างย่ิงสื่อทางด้านสิ่งพิมพ์ ปัจจุบันในวงการ
ธรุ กิจนิยมใช้ส่ือประเภทน้ีกันอย่างแพร่หลาย เพือ่ ช่วยส่งเสริมการขาย ซ่ึงวธิ ีในการสรา้ งสรรค์สิ่งพิมพ์หลาย
วิธี มีการพัฒนาตัวเองให้ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ สื่อส่ิงพิมพ์ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ แผ่น
พบั และแผน่ ปลวิ
กกกกกกกแผ่นพับ สามารถพับได้ตั้งแต่ 4 - 80 หน้า (หน้า - หลัง) แต่นิยมใช้กระดาษ A4 พับเป็น 3 ตอน
6 หน้า มากที่สุด เนื่องจากสะดวก และประหยัด เม่ือพับเสร็จแล้ว แผ่นพับจะมีขนาดเล็กพกพาสะดวก
รวมท้ัง แบ่งเน้ือหาออกเป็นส่วน ๆ ได้ โดยไม่ต้องมีเลขหน้ากากับ แผ่นพับเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่จัดเป็นการ
เผยแพร่ข้อมลู ท่ีเข้าถงึ กลมุ่ เป้าหมายโดยตรงชนิดหน่งึ
กกกกกกกกล่าวโดยสรุปว่า แผ่นพับ หมายถึง ส่ือโฆษณาที่เป็นส่ิงพิมพ์ ท่ีผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภค มีทั้ง
วิธีการส่งทางไปรษณีย์และแจกตามสถานท่ีต่าง ๆ ลักษณะเด่นของแผ่นพับ คือ มีขนาดเล็ก หยับง่าย ให้
ข้อมูลรายละเอียดได้มากพอสมควร ผู้อ่านสามารถเลือกเวลาใดอ่านก็ได้ ผู้ออกแบบมีเทคนิคการออกแบบ
ตามอิสระ หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ากว่าส่ิงพิมพ์ชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่ถึงเป้าหมายได้
อย่างแท้จริง

6.2 หลกั กำรทั่วไป กำรออกแบบแผน่ พบั มี 2 เรื่องท่ีสำคญั คอื
กกกกกกกหลกั การที่ 1 ส่งิ ที่ต้องกาหนด และวางแผนก่อนการออกแบบแผน่ พบั
กกกกกกกหลักการท่ี 2 องคป์ ระกอบ และการจัดวางองคป์ ระกอบในการออกแบบแผ่นพับ

6.3 สิ่งทต่ี ้องกำหนด และวำงแผนกอ่ นกำรออกแบบแผ่นพบั มี 4 ข้อ ดงั นี้
กกกกกกกขอ้ ที่ 1 การกาหนดขนาดและรปู แบบของแผน่ พับ
กกกกกกกข้อท่ี 2 การกาหนดลักษณะการสง่
กกกกกกกข้อที่ 3 การกาหนดกระดาษ
กกกกกกกข้อที่ 4 การกาหนดลาดับของการอา่ นตามลกั ษณะของแผน่ พบั
กกกกกกก

ขอ้ ที่ 1 กำรกำหนดขนำดและรูปแบบของแผน่ พับ
แผ่นพับ มีลักษณะคล้ายใบปลิว แต่มีขนาดใหญ่กว่า (เม่ือคลี่ออกมา) เน่ืองจากถูก

ออกแบบใหบ้ รรจุรายละเอยี ด ไดม้ ากกวา่ มีได้ตั้งแต่ 2 - 5 ทบ หรอื มากกวา่ น้ัน เป็นตน้
วิธีการพับมีหลายแบบ เช่น พับทบกันไปมาเท่ากันทุกด้าน พับไม่เท่ากันทุกด้านและใน

ปัจจุบันมีการออกแบบให้มีลูกเล่นมากมายจะเป็น ไดคัด popup ดึง ฯลฯ ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับผู้ออกแบบ และ
เจ้าของสินค้า วธิ กี ารจดั แจกเป็น เชน่ เดยี วกับใบปลิว

การผลิต รูปแบบของแผ่นพับจะเป็นกระดาษแผ่นเดียวพิมพ์ท้ังสองหน้าแล้วพับอย่าง
น้อย 1 พบั เป็นต้น

เนื่องจากแผ่นพับมีวิธีการพับหลายแบบและไม่มีเลขหน้ากาทับเหมือนกับหนังสือที่จะ
บังคับให้ผู้อ่าน อ่านไปทีละหน้า ดังนั้นผู้ทาแผ่นพับจึงต้องออกแบบจัดเรียงลาดับการเสนอข้อความและ
รูปภาพในการโฆษณาให้เหมาะสมกับลักษณะของการพับนั้น ๆ เพราะถ้าออกแบบไม่ดีแล้วจะทาให้ผู้อ่าน
เกิดความสบั สนในการอ่านได้ง่าย
กกกกกกก ข้อที่ 2 กำรกำหนดลกั ษณะกำรสง่

การนาแผน่ พับไปใช้งานนน้ั ทาได้หลายวธิ ี เช่น สง่ ทาง ไปรษณียใ์ ห้, นาไปใส่ไวใ้ นกลอ่ งท่ี
จัดทาขึ้นเป็นพิเศษไปตั้งตามสถานที่สาธารณะ (Take - Onebox) ,การใช้คนไปยืนแจกตามสถานที่ที่คาด
วา่ กลมุ่ คนทสี่ นใจจะไป


115

กาหนดลักษณะการแจกจ่ายแผ่นพับที่แน่นอน จะทาให้ทราบถึงข้อท่ีควรคานึงถึงใน
ข้นั ตอนการออกแบบลว่ งหนา้ เปน็ ตน้
กกกกกก ขอ้ ที่ 3 กำรกำหนดกระดำษ

การกาหนดกระดาษสาหรับทาแผ่นพับ มักจะคานึงถึงต้นทุนในการผลิตเป็นหลักเพราะ
แผน่ พับ 1 ใบท่ีแจกออกไปนั้น จะมีผู้พบเหน็ เพยี งคนเดยี วเท่านน้ั

กระดาษทใ่ี ชใ้ นการทาแผ่นพับน้ันก็ตอ้ ง มีความเหมาะสมกบั สนิ ค้าหรือบริการท่ีต้องการ
ส่อื สาร ลักษณะของกระดาษที่แตกต่างกนั สามารถทาให้แผ่นพับมีลักษณะไม่เหมือนกันอยา่ งสิน้ เชิง ในด้าน
เทคนิคกระดาษบางชนิดมขี ้อจากัดในเรื่องการพับโดยเฉพาะกระดาษท่ีมีความหนามากกว่าปกติ คือจะต้อง
พบั ไปในแนวเดยี วกบั ทิศทางการเรียงตวั ของเสน้ ใยกระดาษ (Grain) เทา่ นนั้
กกกกกกก ข้อท่ี 4 กำรกำหนดลำดับของกำรอ่ำนตำมลักษณะของแผ่นพบั

เมื่อผู้อ่านได้รับแผ่นพับน้ัน จะเป็นลักษณะที่ยังพับอยู่ทาให้ผู้อ่านได้เห็นด้านหน้าก่อน
จากนน้ั เม่อื ผอู้ ่านคล่ีแผ่นพบั ออกก็จะค่อย ๆ เหน็ หนา้ อ่นื

ดังน้ัน จึงต้องกาหนดลาดับของเนื้อหาให้อยู่ในตาแหน่งหน้าท่ีสอดคล้องกับลาดับของ
การคล่ีแผ่นพับนั้นออกอ่าน โดยต้องกาหนดว่าเน้ือหาส่วนใดควรมาก่อนมาทีหลัง แล้วจัดวางไปตามส่วน
ตา่ งๆใหถ้ กู ต้องตามลาดับของการคลี่ออกอ่าน

6.4 องค์ประกอบและกำรจัดวำงองค์ประกอบในกำรออกแบบแผ่นพับท่ีต้องกำหนดและ
วำงแผนเฉพำะในสว่ นทเี่ กย่ี วขอ้ งกับกำรออกแบบ มี 4 องค์ประกอบ ดงั น้ี
กกกกกกกองค์ประกอบท่ี 1 พำดหวั

1.1 มักเปน็ ตวั อักษรทใ่ี หญห่ รอื อยูใ่ นตาแหน่งท่ีเด่น
1.2 อยูด่ ้านหนา้ ของแผ่นพบั และนยิ มวางไวใ้ นสว่ นบนของหน้า
1.3 เปน็ ข้อความสน้ั ๆ เขา้ ใจง่าย
กกกกกกกองคป์ ระกอบที่ 2 ภำพประกอบ
1.1 มักวางอยหู่ น้าเดียวกบั พาดหวั (แต่ไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมคี กู่ นั เสมอ)
1.2 เปน็ ภาพทจ่ี ะช่วยดงึ ความสนใจของผู้อ่าน
1.3 ตามขอ้ ความอาจมีภาพประกอบเล็ก ๆ เพือ่ ใช้ประกอบเนอื้
กกกกกกกองค์ประกอบที่ 3 ข้อควำม
1.1 เน่ืองจากพืน้ ท่ีมจี ากดั ข้อความเน้ือหาจงึ มักมีขนาดเล็ก แต่ไม่ควร

เลก็ กว่า 12 พอยด์
1.2 ควรใชต้ ัวอักษรสเี ข้มบนพน้ื สีอ่อน ดีกว่าตวั อกั ษรสอี ่อนบนพ้นื เขม้
1.3 ควรใช้แบบอักษรเพยี ง 1-2 แบบ
1.4 การวางขอ้ มลู ตอ้ งคานึงถึงลาดบั การอ่านให้ถูกต้อง
1.5 ควรเวน้ พื้นทว่ี ่างไว้ เพ่ือไม่ใหม้ ีข้อความมากเกนิ ไปเพราะจะทาให้

น่าเบื่อ
กกกกกกกองคป์ ระกอบท่ี 4 ภำพสถำนทห่ี ลัก และตรำสัญลักษณ์

1.1 ภาพสถานที่หลัก อาจนามาเป็นภาพประกอบในหน้าแรกของแผน่ พบั ได้
1.2 ตราสญั ลักษณค์ วรอยู่ดา้ นหนา้ แผน่ พับรวมกบั พาดหวั หรอื ภาพ

ประกอบหลกั
1.3 ควรมีตราสญั ลักษณ์ในตอนทา้ ยของแผน่ พับดว้ ยเพ่อื เป็นการย้า

เตอื นถึงสญั ลกั ษณ์ของเรื่องน้นั


116

6.5 ข้อดีของแผน่ พับ
กกกกกก ก ขอ้ 1 ผลิตและปรบั ปรงุ ไดง้ ่าย
กกกกกก ก ขอ้ 2 เพ่มิ โอกาสให้กับการขาย
กกกกกกก ข้อ 3 สร้างความน่าเชอ่ื ถอื
กกกกกกก ขอ้ 4 ลดตน้ ทนุ ลดเวลา ในการตอบคาถาม
กกกกกกก ข้อ 5 ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยในการผลิต
กกกกกกก ข้อ 6 ขนาดเลก็ พกพาสะดวก ผ้อู ่านสามารถอ่านซ้าไดเ้ มื่อต้องการ
กกกกกกก ข้อ 7 นาไปใชไ้ ด้ในหลายวัตถปุ ระสงค์

6.6 ข้อควรคำนึงในกำรออกแบบแผ่นพบั
กกกกกกก ข้อ 1 หนา้ แรกของแผน่ พับตอ้ งออกแบบใหส้ วยงาม สะดุดตา และน่าหยบิ อา่ น
กกกกกกก ขอ้ 2 จดั เรยี งลาดบั เนอื้ หาใหเ้ หมาะสม เพราะแผ่นพบั ไมม่ ีเลขหนา้ กากบั ผอู้ ่านอาจ
กกกกกกก สบั สนได้ ควรจัดทาโครงร่าง (Layout) การนาเสนอเนอ้ื หา ภาพกราฟกิ ประกอบ
กกกกกกก ขอ้ 3 ควรพบั ง่าย ไมซ่ ับซอ้ น หลีกเล่ียงการใช้แผน่ พับที่มีหลายหนา้ เพราะจะทาใหอ้ ่านยาก
กกกกกกก ขอ้ 4 นาเสนอขอ้ มูลใหจ้ บในแตล่ ะสว่ นท่พี ับ หากจาเป็นตอ้ งขา้ มส่วน ควรออกแบบให้
กกกกกกก สะดวกหรอื ตอ่ เน่ือง เข้าใจง่าย
กกกกกกก ข้อ 5 ภาพหรือกราฟิกทใี่ ชป้ ระกอบ ควรส่งเสรมิ หรอื สอดคลอ้ งกับเน้ือหา
กกกกกกก ข้อ 6 ใชห้ ลักองคป์ ระกอบศิลป์ชว่ ยออกแบบ
กกกกกกกกล่าวโดยสรุปว่า หลักการทว่ั ไปการออกแบบแผ่นพับ มี 2 เรือ่ งท่ีสาคัญ คือ (1) สงิ่ ท่ีต้องกาหนด
และวางแผนกอ่ นการออกแบบแผ่นพับ และ (2) องค์ประกอบ และการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบ
แผ่นพับ และส่ิงที่ต้องกาหนดและวางแผนก่อนการออกแบบแผ่นพับ มี 4 ข้อ ดังนี้ (1) การกาหนดขนาด
และรูปแบบของแผ่นพับ (2) การกาหนดลักษณะการส่ง (3) การกาหนดกระดาษ และ (4) การกาหนด
ลาดับของการอ่านตามลกั ษณะของแผ่นพบั

กจิ กรรมทำ้ ยบท
1. กจิ กรรมท่ี 1

แบบทดสอบวดั ควำมรู้
เรอ่ื ง กำรสบื สำน และเผยแพร่ เกยี รติคณุ กรมหลวงชุมพร
คำชี้แจง แบบทดสอบฉบับนี้มจี านวน 10 ขอ้ มี 4 ตัวเลอื ก ใหน้ กั ศึกษาเลือกคาตอบถูกตอ้ งทส่ี ุด
เพยี งข้อเดียว
1. มัคคเุ ทศก์ (Guide) หมายถงึ ข้อใด
ก. ผนู้ าท้องถิน่
ข. ผูน้ าชมุ ชน
ค. หวั หนา้ ครอบครัว
ง. ผู้นาชมสถานทีต่ ่าง ๆ
2. ขอ้ ใดเป็นคณุ สมบตั ิสาคญั ของมคั คุเทศกอ์ าสา
ก. ทางานด้วยความสมัครใจไมใ่ ช่ด้วยการถูกบังคับหรือเป็นเพราะหนา้ ท่ี
ข. ทางานเพ่อื ประโยชน์แกป่ ระชาชนและสังคม หรือสาธารณประโยชน์
ค. ทาโดยไมห่ วงั ผลตอบแทน เป็นเงินหรอื ส่งิ ของมีมลู ค่าแทนเงิน
ง. ถกู ทกุ ข้อ


117

3. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องในการเป็นมคั คเุ ทศก์ท่ีดี
ก.มนษุ ยสัมพนั ธด์ ี/บุคลิกภาพดี/ความร้ดู ี/มคี วามรกั งาน/มีศลิ ปะในการพูด
ข.มีความรกั ในงาน/มีมนุษยสัมพันธด์ ี/กลา้ แสดงออก/เช่ือมั่นในตนเองสูง
ค.มีศลิ ปะในการพดู /มีความรอบรูท้ กุ เรื่อง/เช่ือมั่นในตนเองสงู
ง.ความรู้ดี/พดู คุยเกง่ /มคี วามมน่ั ใจในตัวเอง/กลา้ แสดงออก

4. จติ อาสา หมายถงึ ขอ้ ใด
ก.ทาประโยชน์เพื่อสังคม
ข.ข้อปฏิบัติที่ดี
ค.ค่านิยมที่ดีในสังคม
ง.การมีจิตสานึกต่อสังคม

5.จิตสานึก หมายถึงข้อใด
ก.สานึกของบุคคลที่มีต่อส่วนรวม
ข.ส่ิงที่มีหน้าท่ีรู้ คิดและนึก
ค.เป็นภาวะที่จิตตื่นและรู้ตัว
ง.การเสนอตัวเข้ารับทาสิ่งที่เป็นประโยชน์

6. ข้อใดแสดงถึงการที่บุคคลนั้นๆไม่ได้มีจิตอาสา
ก.การประหยัดน้า
ข.ดูแลรักษาสาธารณสมบัติ
ค.งดเว้นการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ง.งดเว้นการกระทาท่ีส่งผลเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

7.การกระทาในข้อใดที่แสดงว่า เป็นผู้มีจิตสาธารณะ
ก.อุ้ม ไปชมคอนเสิร์ตกับเพ่ือน
ข.ออย ต้ังใจฟังบทวิเคราะห์ข่าวสังคม
ค.ขวัญ ไปช่วยโรงเรียนปลูกต้นไม้รอบโรงเรียน
ง.เนม ซักเสื้อผ้าและทางานบ้านทุกวัน

8.วันกองทัพเรือตรงกับวนั ท่เี ท่าไร
ก. วนั ท่ี 20 พฤศจิกายนของทกุ ปี
ข. วนั ท่ี 20 พฤษภาคมของทุกปี
ค. วันที่ 20 กรกฎาคม ของทุกปี
ง. วนั ที่ 20 กนั ยายนของทกุ ปี

9. สิง่ ใดทีห่ ้ามทาโดยเดด็ ขาดในการสัการะ“เสด็จเต่ยี ”หรอื พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวง
ชุมพรเขตอดุ มศักด์ิ คือการกระทาตามข้อใด

ก. การนาพวงมาลยั ไปสวมบนพระเศียร และถวายเนือ้ วัวและหมู
ข. การนาดอกกหุ ลาบสีแดงไปถวาย
ค. พวงมาลยั ดอกมะลิ
ง. การจดุ ประทัด


118

10.อาหารท่ี“เสด็จเตย่ี ”หรือ พลเรอื เอก พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอดุ มศักดิ์ โปรดเปน็ พิเศษ
คอื

ก.ขนมจนี น้ายากะทิ
ข.ขนมจีนนา้ ยาป่า
ค.ขนมจีนน้าพรกิ
ง.ขนมจีนแกงเขียวหวาน

2. กจิ กรรมที่ 2

เรื่อง กำรสืบสำน และเผยแพร่ เกียรติคณุ กรมหลวงชมุ พร

ใบงำนที่ 1
คำสงั่ ใหน้ กั ศกึ ษำตอบคำถำมต่อไปน้ี
1.ให้นักศกึ ษาบอกถึงประวตั ิความเปน็ มาและความสาคญั ของวนั กองทัพเรือ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.ใหน้ ักศกึ ษาบอกถึงประวัตคิ วามเป็นมาและความสาคญั ของวันอาภากร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบงำนที่ 2
คำสั่ง
1.ใหน้ ักศกึ ษาทาแผ่นพบั ประชาสัมพนั ธ์เผยแพร่ เกียรติคุณกรมหลวงชุมพรส่งครู คนล่ะ 1 ใบ ขนาด A4 ส่ง
ครู
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


119

บรรณำนุกรม


120

บรรณำนุกรม

กองทัพเรือ.สืบค้นเมือ่ วนั ที่ 6 มกราคม 2564 จาก
https://www.navy.mi.th/index.php/history/detail/history_id/

กรมหลวงชุมพร สืบคน้ เม่อื 11 มกราคม 2564 จาก
https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/

กรมหลวงชุมพร สบื ค้นเมอ่ื วนั ท่ี 11 มกราคม 2564 จาก https://th.wikipedia.org
“เกียรตยิ ศ..รำชนำวี” สุดยอดสำรคดีวันกองทพั เรือ สบื ค้นเมื่อวนั ที่ 31 ธันวาคม 2563

จาก YouTube
คเณศ กังวำนสรุ ไกร และโดม ไกรปกรณ.์ “ปั้นดินขึ้นรูป: การประกอบสร้างความน่าเชื่อถือต่อเรื่อง

เล่าอิทธิปาฏิหาริย์ในพระประวัติของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พ.ศ. 2496–2503.” วารสาร
ไทยศึกษา 16, 1 (มกราคม–มิถุนายน 2563): 129–163.
มลู นธิ วิ ิกิมีเดีย : พระประวตั พิ ระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอุดมศกั ดิ์ สืบคน้ เมื่อวันที่ 14
มกราคม 2564 จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงชุมพรเขต
อุดมศกั ดิ์
พระเจำ้ บรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศกั ด์ิ สบื คน้ เมือ่ วนั ที่ 6 มกราคม 2564 จาก
https://th.wikipedia.org/wiki/
พระประวัติพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ สืบค้นเม่ือวันท่ี 14 มกราคม 2564 จาก
http://www.seal2thai.org/etc/chumporn/
วำรสำรนำวิกศำสตร์, สบื คน้ เมอ่ื วันที่ 31 ธนั วาคม 2563
http://www.navy.mi.th/navic/document/910505a.html
วันกองทัพเรอื . สบื ค้นเมอื่ วนั ท่ี 31 ธันวาคม 2563 จาก
https://taobaocargo.com/knowledge/view/id/286
วันนี้ในอดีต. สืบค้นเมื่อวันท่ี 31 ธันวาคม 2563 จาก https://www.silpa-mag.com/this-day-in-
history/article_13094
วนั อำภำกร. สืบคน้ เม่ือวันที่ 31 ธนั วาคม 2563
[http://www.navy.mi.th/royal/Abhakara/t11.htm คาประกาศพระเกยี รติคุณ พลเรือเอก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศกั ดิ์ ในโอกาสวันคล้ายวันส้นิ พระชนม์ "วนั อาภากร"
19 พฤษภาคม 2542]
ศำลและอนุสำวรียข์ องกรมหลวงชุมพรเขตอดุ มศักด.ิ์ สบื คน้ เมอื่ วนั ที่ 31 ธนั วาคม 2563 จาก
https://pantip.com/topic/30995256
“เสดจ็ เต่ีย” กรมหลวงชุมพรฯ ตอนท่ี 34 – “หมอพร” สบื คน้ เมอื่ วนั ท่ี 6 มกราคม 2564 จาก
https://www.sarakadee.com/2022/01/27/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%
E0%B8%9E%E0%B8%A3/
“เสด็จเต่ีย” กรมหลวงชุมพรฯ ตอนที่ 38 – “ทหำรกองหนนุ ” สืบค้นเมอ่ื วันที่ 6 มกราคม 2564
จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_31726


121

สมศรี, จนี สุข เร่อื ง ความเชอ่ื และพธิ ีกรรมของทหารเรอื และประชาชนทัว่ ไปท่ีมตี อ่ พระอนุสาวรียพ์ ล
เรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ิ 2002 Dhonburi Rajabhat
University. Office of Academic Resources And Information Technology.

สื่อกำรสอนกำรจัดรำยกำรนำเที่ยวในฐำนะมัคคเุ ทศกท์ อ้ งถิ่น สบื ค้นเม่ือวนั ท่ี 31 ธนั วาคม 2563
จาก YouTube


122

ภำคผนวก


123

ภำคผนวก ก
เฉลยกจิ กรรมท้ำยบท


124

เฉลยแบบทดสอบท้ำยบท

แบบทดสอบบทที่ 1
เฉลย 1.ง 2.ข 3.ก 4.ก 5.ก 6.ก 7.ง 8.ค 9.ข 10.ค

แบบทดสอบบทที่ 2
เฉลย 1.ข 2.ค 3.ง 4.ข 5. ค 6.ข 7.ข 8.ค 9.ก 10.ง

แบบทดสอบบทที่ 3
เฉลย 1.ค 2.ข 3.ค 4.ก 5.ง 6 ค 7.ก 8.ค 9.ก 10.ข

แบบทดสอบบทท่ี 4
เฉลย 1.ง 2.ก 3.ก. 4.ง 5. ก 6.ง 7.ข 8.ค 9.ง 10.ค

แบบทดสอบบทที่ 5
เฉลย 1.ง 2. ง 3. ก 4. ก 5. ก 6. ค 7. ค 8. ก 9. ก 10. ค


125

ภำคผนวก ข
คำสัง่ แตง่ ต้งั คณะกรรมกำรจดั ทำหนังสือเรยี น


126

คำสัง่ ศนู ยก์ ำรศกึ ษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอธั ยำศัยอำเภอสัตหบี

ท่ี 259 /2563

เรอ่ื ง แตง่ ตัง้ คณะกรรมกำรจัดทำหนงั สือเรียนวิชำเลือกกรมหลวงชมุ พร สค2300132

............................................

ด้วยศูนย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศัยอำเภอสัตหีบ จะดำเนินกำรจัดทำ

หนังสือเรียนรำยวิชำเลือกกรมหลวงชุมพร สค2300132 ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น จำนวน 2 หน่วย

กิต เพื่อใช้สำหรับกำรจัดกำรเรียนกำรสอนตำมหลักสูตรกำรศึกษำนอกระบบ ระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน

พุทธศักรำช 2551 เพ่ือให้กำรดำเนินกำรพัฒนำหลักสูตรในครั้งน้ีมีเน้ือหำสำระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน

และสอดคล้องตำมหลักสูตรและบริบทของสถำนศึกษำ จึงแต่งตั้งคณะกรรมกำรจัดทำหนังสือเรียน

ดังตอ่ ไปน้ี

1. คณะกรรมกำรอำนวยกำร ประกอบด้วย

1.1 นำงสรุ สั วดี เลี้ยงสุพงศ์ ผู้อำนวยกำร กศน.อำเภอสัตหบี ประธำนกรรมกำร

1.2 นำงสพุ ัด นำเจรญิ ลำภ ครูชำนำญกำร กรรมกำร

1.3 นำยทัพพเทพ อรเนตร ครผู ูช้ ่วย กรรมกำร

2. คณะกรรมกำรปฏบิ ตั ิกำร ประกอบดว้ ย

2.1 นำงสุรัสวดี เล้ยี งสพุ งศ์ ผ้อู ำนวยกำร กศน.อำเภอสัตหีบ ประธำนกรรมกำร

2.2 นำงสพุ ัด นำเจรญิ ลำภ ครชู ำนำญกำร รองประธำนกรรมกำร

2.3 นำงสจุ นิ ดำ บพุ นมิ ิตร ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.4 นำยวรี ำกร มณีทรัพยส์ คุ นธ์ ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.5 นำงสำวสภุ ำวดี บำงโสก ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.6 นำงสภุ ำภรณ์ นวมมำ ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.7 นำงสำวเกษนีย์ เดชรกั ษำ ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.8 นำงสำวประวีณำ ดำวมณี ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.9 นำงสำวสรุ ภำ เชำวนั ดี ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.10 นำงสำวปำร์ยพชิ ชำ เจรญิ ศรี ครู กศน. ตำบล กรรมกำร

2.11 นำงสำวฐิติมำ ณ ลำพนู ครู ศรช. กรรมกำร

2.12 นำงสำวกุสมุ ำ เพชรสนี วล ครู ศรช. กรรมกำร

2.13 นำงสำวนวลจนั ทร์ นำครกั ษ์ ครู ศรช. กรรมกำร

2.14 นำงสำวอำธิสำ สุขโขเจริญ ครู ศรช. กรรมกำร

2.15 นำงสำวเสำวนยี ์ สนั ตวิ งศ์ ครู ศรช. กรรมกำร

2.16 นำงสำวทัตพชิ ำ นนท์ลอื ชำ ครู ศรช. กรรมกำร

2.17 นำงปิยวดี เตชะวงศ์ ครู ศรช. กรรมกำร

/2.18 นำงไพลิน...


127

2.18 นำงไพลิน ทรัพยป์ ระเสริฐ ครผู สู้ อนคนพิกำร กรรมกำร

2.19 นำงสำวศริ ทิ รัพย์ กติ ตภิ ญิ โญวฒั น์ บรรณำรักษ์ กรรมกำร

2.20 นำงสำวพรทพิ ย์ พลอยประไพ บรรณำรกั ษอ์ ัตรำจ้ำง กรรมกำร

2.21 นำงภัทชำ เอ่ียมอำษำ ครูอำสำสมคั ร กศน. กรรมกำร

๒.๒๒ นำยทัพพเทพ อรเนตร ครผู ชู้ ่วย กรรมกำรและเลขำนุกำร

ให้ผู้ที่ได้รับแต่งต้ังเป็นคณะกรรมกำรตำมคำส่ัง ปฏิบัติหน้ำท่ีให้บรรลุวัตถุประสงค์และบังเกิดผลดี
ต่อทำงรำชกำร

ทงั้ น้ีตง้ั แตว่ นั ที่ 30 ธันวำคม พ.ศ. 2563 เปน็ ตน้ ไป

สั่ง ณ วนั ที่ 30 ธันวำคม พ.ศ. 2563

(นำงสุรสั วดี เลี้ยงสพุ งศ์)
ผอู้ ำนวยกำรศนู ย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอัธยำศยั อำเภอสัตหบี


128

ภำคผนวก ค
ประกำศอนญุ ำตใช้หนังสือเรยี น


129

ประกาศ กศน.อาเภอสตั หีบ
เร่ือง การอนญุ าตใชห้ นงั สือเรียน

ตามที่สถานศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอสัตหีบ
จังหวัดชลบุรี ได้มีการจัดทาหลักสูตรรายวิชาเลือก สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร ระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้น และเพื่อให้นกั ศึกษาได้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตร จึงได้จัดทา
หนังสือสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร เป็นส่ือการเรียนรู้
ตลอดจนไดผ้ ่านการตรวจสอบคุณภาพจากคณะกรรมการวิชาการของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอสัตหีบ แล้วในด้านความถูกต้องของเน้ือหาหนังสือเรียนที่มี
ความสมั พนั ธ์ สอดคลอ้ งกบั เนอ้ื หาของหลักสตู รดงั กลา่ วข้างตน้

ดังนั้น เพ่ือให้การจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรรายวิชา สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร
บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ช่วยให้นักศึกษามีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อหลักสูตรน้ี
จึงอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค๒๓๐๐๑๓๒ กรมหลวงชุมพร
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นส่ือการเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรนี้ ตั้งแต่ภาคเรียน
ท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔

ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔

(นางสุรัสวดี เลีย้ งสุพงศ์)
ผ้อู านวยการศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอ


130


Click to View FlipBook Version