The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการแก้ปัญหาผลสัมฤทธื์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Leaning โดยใช้สื่อประสม เรื่องทฤษฎีพีทาโกรัส ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gretaworn.pat, 2022-09-07 10:44:11

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการแก้ปัญหาผลสัมฤทธื์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Leaning โดยใช้สื่อประสม เรื่องทฤษฎีพีทาโกรัส ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการแก้ปัญหาผลสัมฤทธื์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Leaning โดยใช้สื่อประสม เรื่องทฤษฎีพีทาโกรัส ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

45

นักวิทยาศาสตร์ นักข่าว ผู้ป่วย ผู้มีอํานาจในการ ตัดสินใจ โดยให้ตัวละครแสดงความคิดเห็นและสนทนาเกี่ยวกับ
จริยธรรมของการทดลองหรือการ ทดลองที่ไม่ได้รับความยินยอมจากมหาชน เป็นต้น (Austin, 1997 : 182 183;
Solomon.1991 : 95 - 103 อ้างถึงใน ศิริพร มโนพิเชษฐวฒั นา, 2547 : 34) สิ่งสําคญั ที่จะก่อให้เกิดความรู้ความ
เข้าใจ เจตคติ และค่านิยม คือ การอภิปรายหลังการแสดง นอกจากการเป็นผู้สังเกตการณ์แล้ว ผู้สอนจะเป็นผู้นํา
อภิปราย ผูก้ ําหนดบทบาท ผ้คู วบคุมเวลา และช่วยแกไ้ ขปัญหาท่ีอาจเกิดข้ึน ระหวา่ งการแสดงบทบาทสมมติ โดย
องค์ประกอบหลักของการแสดงบทบาทสมมติจะประกอบด้วย บุคคลที่เกี่ยวข้อง ประเด็นปัญหาที่จะทําความ
เขา้ ใจ ความสมั พันธร์ ะหว่างบุคคล เวลา และ สถานทีท่ ี่เกดิ เหตกุ ารณ์

(4) การแสดงละคร (Drama) คล้ายคลึงกับการแสดงบทบาทสมมติ กล่าวคือเป็นวิธีการที่ ผู้เรียนเป็นผู้
แสดงบทบาทตามท่ีได้รับ ทาํ ให้ผเู้ รียนมคี วามเขา้ ใจในเร่ืองราวท่ีแสดงแต่ใช้เวลา มากกว่าบทบาทสมมติ จึงเหมาะ
สําหรบั ใชส้ อนในเน้อื หาท่ยี าก

(5) การใช้กรณีศึกษา (Case study) เป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักวิเคราะห์ สถานการณ์แวดล้อม
เฉพาะเรื่อง “กรณี” อาจเป็นเรื่องสมมติขึ้นหรือชีวิตจริงที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นใน ชุมชน มักจะเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้
หนงึ่ หรอื หลายคนกําลังประสบอยู่ การใชก้ รณจี ะเปิดโอกาสให้ ผูเ้ รยี นร่วมพิจารณาแสดงความรู้สึกเพื่อสรุปปัญหา
แนวคิดและแนวทางแกป้ ญั หา การประยกุ ต์ ความรเู้ ดิม สร้างความเชือ่ มั่นว่าการตดั สนิ ใจของตนมีความสําคัญและ
เชือ่ ถอื ได้ และสรา้ ง แรงจงู ใจที่จะเรยี นสง่ิ อื่นตอ่ ไป

(6) การสอนโดยใช้สถานการณ์จําลอง (Simulation techniques) หมายถึง การสอนที่มี การเลียนแบบ
สภาพเหตุการณ์ หรือสมมติสถานการณ์ให้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในชีวิตจริง และสอดคล้องกับ
เนื้อหาในบทเรียน จากนั้นเสนอเป็นกิจกรรมการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ ทดลองฝึกปฏิบัติ ออกความคิดเห็น หรือ
ตัดสินใจเลือกแนวทางแกป้ ัญหาจากสถานการณน์ ัน้ ทําให้ ผู้เรียนมีประสบการณ์ในสภาพที่ใกล้เคียงกบั ความเปน็
จรงิ มากท่สี ุด ซงึ่ วธิ กี ารนี้จะทําให้ผูเ้ รียน สามารถสร้างความเข้าใจหลกั การทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการตา่ งๆ
ที่ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ผู้เรียนมีความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ได้ดี อีกทั้งยังสามารถถ่ายโยงการเรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติ
จริงได้ ต่อไป โดยผู้สอนต้องเตรียมอุปกรณ์ บัตรกําหนดบทบาท และสถานที่ ตลอดจนกล่าวนําและ อธิบาย
บทบาทของผเู้ รยี นใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั ลกั ษณะของสถานการณ์จาํ ลองทดี่ ีจะต้องมคี วาม เทย่ี งตรง ที่จะสามารถใช้เป็น
ตัวแทนของสถานการณ์ในชีวิตจริง รวมทั้งมีความครอบคลุม ต่อสิ่ง สําคัญที่ควรเน้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่
สามารถทําให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไปเป็นประโยชน์ต่อการทดลองที่ผู้เรียนสามารถทดลอง อภิปราย
สรปุ ไดแ้ ละต้องมีสว่ นสาํ คัญที่ เช่ือมโยงให้นําไปใชใ้ นชวี ติ จริงได้

(7) การอา่ นทก่ี ระตือรือรน้ (Active reading) เปน็ กลวิธกี ารอ่านอย่างมีประสทิ ธภิ าพชว่ ย ให้ผเู้ รยี นเข้าใจ
เรื่องที่อ่านได้ดีขึ้น ไม่ใช่การอ่านอย่างคร่าวๆ หรืออ่านไปเรื่อยๆ เหมือนการอ่าน ทั่วไป แต่เป็นการอ่านที่มี
วัตถุประสงค์ เพื่อหาคําตอบหรือตั้งคําถาม โดยประมวลความคิดจากสิ่งที่ อ่าน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนได้รับสาระ
จากการอ่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งได้ใช้วิจารณญาณ พินิจ พิเคราะห์เรื่องที่อ่าน เป็นการอ่านเนื้อหาอย่างสนใจ และ

46

กอ่ ให้เกิดความสนใจค้นคว้าเพิ่มเติมด้วย ตวั ผเู้ รียนเอง โดยใชเ้ ทคนิคตา่ งๆ ทชี่ ่วยสง่ เสริมผเู้ รยี นในการอ่านและทํา
ความเขา้ ใจเนอ้ื หาทาง วิทยาศาสตร์ได้ ดงั น้ี

1) การเนน้ คํา (Emphasizing) เป็นกจิ กรรมที่ใหผ้ ู้เรียนเลือกคํา วลี ประโยคหรือข้อมูลออก จากเนื้อหาที่
กําหนด เพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้เห็นคําหลักหรือมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ที่สําคัญ ทําได้ หลายวิ ธี เช่น ขีดเส้นใต้
ระบายสี วงรอบขอ้ มลู เปน็ ตน้

2) การเว้นคํา (Clozing) เป็นกิจกรรมเชิงคาดคะเน โดยลบคําที่สําคัญ (Keyword) ใน เนื้อหาออก
บางส่วน แล้วให้ผ้เู รยี นเติมเน้อื หาให้สมบรู ณ์ ผสู้ อนอาจกําหนดคําสาํ หรับเตมิ หรอื ไม่ กําหนดกไ็ ด้

3) การเรียงลําดับ (Sequencing) เป็นกิจกรรมตัดแบ่งเนื้อหาความรู้ออกเป็นสว่ นๆ สลับ คละกัน แล้วให้
ผู้เรียนจัดเรยี งลําดับเชิงเหตผุ ล ของเหตกุ ารณต์ ามเน้ือหาให้ถูกต้อง

4) การระบุชื่อ (Labeling) ให้ผู้เรียนตัดชิ้นส่วนของข้อความที่เตรียมให้ แล้วนําไปติดบน แผนภาพท่ี
กําหนดเพื่อตรวจสอบความรู้ที่ถูกต้องในการค้นหาชื่อ หรือคําที่เหมาะสมกับแผนภาพ และใช้แผนภาพเป็น
เครอ่ื งชว่ ยจาํ และแยกแยะเนือ้ หา การเขยี น

5) แผนภาพ (Drawing diagrams) ให้ผู้เรยี นเขียนแผนภาพหรอื แผนภูมิสําดบั ความคิด จากเนื้อหาท่อี า่ น
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นภาพ ตรวจทานและบันทึกความเข้าใจมโนทัศน์ที่ กําหนดให้อ่าน อ่านเนื้อความแล้วต้ัง
คําถาม (Devising question) ผู้สอนเตรียมเนื้อหาให้ผู้เรียน อ่านแล้วตั้งคําถามแลกเปลี่ยนคําถามกัน เพื่อค้นหา
คาํ ตอบ หรอื อภปิ รายร่วมกนั

6) การผสมภาพหรอื สัญลักษณ์กับคาํ (Pictogram) เป็นการแลกเปล่ียนคําถามหรือ พยัญชนะบางตัวของ
ข้อมูลให้เป็นรูปภาพ หรือสัญลักษณ์แทน ผู้เรียนทําความเข้าใจข้อมูลที่ กําหนดจากการอ่านเรียงลําดับภาพ
สัญลักษณ์และคําต่างๆ คล้ายปริศนาภาพ เป็นกิจกรรม ที่ทํา ให้ผู้เรียนสนุก กระตุ้นการอ่าน การเก็บข้อมูลและ
คดั เลือกข้อมลู

(8) การเขียนท่กี ระตือรือรน้ (Active writing) เป็นกลวิธีกระตุ้นให้ผู้เรยี นแสดงออกเชิง ความร้คู วามเขา้ ใจ
ทางวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้เทคนคิ ต่างๆ ทช่ี ว่ ยสง่ เสริมผเู้ รียนในการเขยี นดังนี้

1) บันทึกประจําวัน (Dairy) เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะท้อนการเรียนรู้ ของตนเอง
อย่างอิสระโดยสอื่ สารแนวความคดิ ของตนเองด้วยการเขยี น

2) รายงานหนังสือพิมพ์ (Newspaper reports) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเขียน สาระเกี่ยวกับ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรูปของบทความ บทสัมภาษณ์ สําหรับตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์หรือเลือก
บทความจากวารสาร หนงั สือพิมพ์ เพ่อื นาํ มาเขียนรายงานข้อเทจ็ จรงิ หรือ ประเดน็ ทางวิทยาศาสตร์

3) การเขียนร้อยแก้ว โคลง กลอน (Phrase & poet) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียน สร้างสรรค์งาน
เขียนที่นําไปสู่มโนทัศน์ หรือการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ การบรรยาย ประสบการณ์หรือ
ความรู้สกึ ของผู้เรียน การเขียนรายงานโครงการ หรอื รายงานการทดลองทาง วทิ ยาศาสตร์

47

4) บทละคร (Drama) ผู้สอนอาจใชเ้ ทคนิคการเขียนบทละครโดยใชเ้ นื้อหาทาง วทิ ยาศาสตร์เป็น
หลกั ให้ผเู้ รยี นเขยี นสะท้อนความรู้ แนวคดิ ความคดิ เหน็ ความคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรค์

5) การเขียนจดหมาย (Letter) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสื่อสารสิ่งที่ได้เรียนรู้ โดยการเขียน
จดหมายโต้ตอบกับผู้ใกล้ชิด หรือนักวิทยาศาสตร์ เพื่อทบทวน พัฒนาและเสริมความ เข้าใจมโนทัศนท์ าง
วิทยาศาสตร์

6) การนําเสนอ (Presentation) เปน็ การรายงานผลการค้นควา้ ของผเู้ รียนใหผ้ ู้อื่น ทราบ อาจอยู่
ในรปู แบบของการทาํ โปสเตอร์ แผ่นพับ
(9) การทํางานกล่มุ (Small group work) เปน็ กิจกรรมทจี่ ดั ใหผ้ เู้ รยี นทํางานกลุม่ ยอ่ ยๆ พูดคุยแลกเปล่ียน
ความคดิ เหน็ และพัฒนาทักษะการทํางานร่วมกับผู้อนื่ วธิ นี ้ีจะประสบผลเมื่อ ผเู้ รยี นมเี วลาสะท้อนความคิดในสิ่งที่
เรยี นหรอื ประสบการณ์ทไ่ี ด้รบั และเมือ่ ผู้สอนช้จี ุดสาํ คัญของ กิจกรรม
(10) การเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ (Cooperative learning) จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson &
Johnson. 1997 : 24 - 31)ได้กล่าวถึง องค์ประกอบสําคัญของการเรียนแบบร่วมมือ ร่วมใจ ที่จะให้กาเรียน
ประสบผลสําเร็จ 5 ประการ คือ

1) มีความสัมพันธ์ท่ดี รี ะหว่างสมาชกิ (Positive interdependence)
2) มกี ารปฏสิ มั พันธ์โดยตรงของสมาชิก (Face to face interaction)
3) มคี วามรบั ผดิ ชอบและการตอบสนองของผ้เู รียนเป็นรายบคุ คล (Individualaccountability &
personal responsibility)
4) มีทักษะทางมนุษยสัมพันธ์และทักษะการทํางานกลุ่มย่อย (Interpersonal & small group
skills)
5) เป็นกระบวนการทํางานกล่มุ (Group processes)

การเรยี นแบบร่วมแรงรว่ มใจ นอกจากจะมีลักษณะตามทีจ่ อห์นสันและจอห์นสันได้กล่าว ไว้ ยังมีลักษณะ
ท่ีสาํ คญั และจาํ เป็นทคี่ าแกน (Kagan. 1990) ได้อธบิ ายไว้ดังนี้

1) มกี ารรวมเป็นกลมุ่ / ทีม
2) มกี ารจัดการในกลุ่ม (Management)
3) มีความเต็มใจทีจ่ ะรว่ มมอื กันเรยี นและทาํ งาน (Wiling)
4) มีทกั ษะทางสังคมและการสื่อสาร (Skills)
5) มหี ลักการพื้นฐาน 4 ประการ ท่ีเรียกยอ่ ว่า PIES เป็นตัวบ่งชก้ี ารเรยี นแบบรว่ ม แรงรว่ มใจ คือ

5.1) มีการสร้างความร้สู กึ พ่ึงพากัน (Positive interdependence)
5.2) มีความรับผดิ ชอบของสมาชกิ (Individual accountability)

48

5.3) มสี ว่ นรว่ มทเ่ี ท่าเทียม
5.4) มปี ฏิสัมพันธไ์ ปพร้อมกนั (Equal participation & Simultaneous
interaction)
6) มีโครงสร้างหรือเทคนิคในการจัดกิจกรรม (Structures) ที่ได้ออกแบบให้ เหมาะสมกับ
เป้าหมายจะเห็นได้ว่า การเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ (Cooperative learning) เป็น กลวิธีหนึ่งที่ผู้เรียน
ทํางานเป็นกลุ่มเล็กแบบคละความสามารถ จนบรรลุวตั ถปุ ระสงคข์ องกลุ่มจาก ความรับผิดชอบของแต่ละ
คน และการพึ่งพาชว่ ยเหลือกนั ในกล่มุ
สลาวิน และคณะ (Slavin. 1995 : 19 - 48) ได้ทบทวนและรายงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การ
เรียนแบบร่วมแรงร่วมใจในทุกเนื้อหาวิชากับผู้เรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ทั้งใน เขตเมือง
และชนบท จํานวน 45 งานวิจัย ในช่วงปี ค.ศ. 1972 1986 ได้ผลตรงกันว่าเป็นการเรียนรู้ ที่กระตุ้นให้มี
การพัฒนาทกั ษะทางด้านสตปิ ัญญา ทักษะสงั คมและความมีเหตผุ ล นอกจากนย้ี ัง เปน็ การเพม่ิ ความสําเร็จ
ในดา้ นการเรยี นและการทํางานรว่ มกนั อย่างมปี ระสิทธิภาพ (Armstong. 1994 : 27 อา้ งถงึ ใน ศริ ิพร มโน
พิเชษฐวัฒนา, 2547 : 37)เทคนิคการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจมี หลายแบบที่สามารถเลือกนํามา
ประยุกต์ใช้ในช้ันเรยี นได้ตามวตั ถุประสงค์ของการเรยี นและ ลกั ษณะของเน้ือหาวชิ าดังนี้ (Kagan. 1990 :
1 - 28 chapter 13; Slavin. 1995 : 4 - 13, 71 - 140 : Jacob, Lee& Ball, 1996 : 11 - 54; สุมณฑา
พรหมบุญ และอรพรรณ พรสีมา 2540 : 30 - 32, นาตยา ปิลันธนานนท์, 2542 : 1 - 18, สํานัก
คณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ 2542 : 55 - 131)
1) อ่อนเก่งเร่งงานกลุ่ม (Student Teams - Achievement - Division : STAD) ของสลาวิน
และคณะ (Slavin et. al) เป็นวิธีการที่เหมาะสําหรับการเรียนความรู้พื้นฐานเน้นการจูงใจให้ผู้เรียน
ชว่ ยเหลอื และถ่ายทอดความรู้ความเขา้ ใจแกก่ นั โดยมขี ั้นตอนดังน้ี

1.1) ผูส้ อนสอนและชแ้ี จงภาระงาน
1.2) เข้ากลุ่มปฏิบัติกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมายภายในเวลาที่ กําหนดด้วยความ
รับผดิ ชอบและชว่ ยเหลอื กนั
1.3) ทดสอบยอ่ ยเปน็ รายบคุ คลนําคะแนนแตล่ ะคนมารวมเป็นคะแนนกลุ่ม
2) ต่อเติมเสริมสร้างและต่อเติมเสริมสรา้ ง 2 (Jigsaw & Jigsaw II) ของอิลเลียต อารอนสัน และ
สลาวินและคณะ (Eliot Aronson. Et al. & Slavin etal) ตามลําดับเพื่อศึกษาหัวข้อย่อยของ
หน่วยการเรียนใหญ่ แลว้ นาํ มาแลกเปล่ียนเพิม่ เติมความรู้ซงึ่ กันและกันในกลุ่ม สรุปเป็นสาระการ
เรยี นรู้ของหน่วยการเรียนใหญ่ และนําเสนอตอ่ ชัน้ เรียน โดยมขี นั้ ตอนดังน้ี

49

2.1) สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเดิม (Home group ) รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาท่ี
แตกต่างกันตามความเหมาะสม โดยผู้เรยี นจากทุกกลุ่มมารวมเปน็ สมาชิกกลุ่มใหม่ เรียกว่า กลุ่ม
ผู้เช่ียวชาญ (Expert group)

2.2) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญร่วมกันศึกษาเนื้อหาจนเข้าใจ โดยอาศัยสื่อวัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร
เสริมความรู้ สารสนเทศ และนวตั กรรม ทีจ่ ดั ไว้ใหใ้ นกลุ่ม

2.3) สมาชิกในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแยกย้ายกลับเข้ากลุ่มเดิมเพื่อเสนอความรู้ แลกเปลี่ยน
ความคดิ กับกลุ่มในส่วนทตี่ นรบั ผดิ ชอบ ตามท่ไี ด้ศึกษาจากกลุม่ ผู้เช่ยี วชาญ

2.4) ทดสอบรายบุคคล คะแนนสมาชิกมารวมเป็นคะแนนกลุ่ม หมายเหตุ : ความ
แตกต่างของต่อเติมเสริมสร้างและต่อเติมเสริมสร้าง 2 อยู่ที่สื่อการเรียนการสอน โดยทุกคนท่ี
ได้รับมอบหมายให้ศกึ ษาเรือ่ งยอ่ ยใด ในแตล่ ะกลุ่มของกิจกรรมตอ่ เติมเสริมสร้าง 2 จะได้สอ่ื อย่าง
เดยี วกัน ส่วนกิจกรรมแบบต่อเติมเสรมิ สร้าง ผ้ทู ่ีได้รบั มอบหมายให้ศึกษาหัวข้อใด ของแตล่ ะกลุ่ม
แม้จะศกึ ษาหัวข้อเดยี วกันจะได้รับสื่อต่างกัน การมารวมตัวกันศึกษา จะทําให้ หัวข้อนั้นสมบูรณ์
ข้นึ
3) อ่อนเก่งเร่งแข่งขัน (Team Games Tournament : TGT) ของสลาวินและคณะ(Slavin et.al) เป็น
วธิ ีการจดั ให้มีการแขง่ ขันทางวชิ าการระหวา่ งกลุ่ม เน้นการร่วมมอื ช่วยเหลอื กนั ภายใน กลุม่ โดยมขี ้ันตอน
ดังน้ี
3.1) ผู้สอนทบทวนบทเรียน และมอบหมายงานให้ศกึ ษา
3.2) แต่ละทีมศึกษาหัวข้อ (Team study) จนสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจและ เชี่ยวชาญเท่า
เทยี มกนั สาํ หรับออกไปแข่งขันนอกกลมุ่
3.3) แยกสมาชกิ จากกลุ่มเดิม (Home group) ไปเข้ากล่มุ แข่งขันปัญหาทาง วิชาการในกลุ่มใหม่
ตามความสามารถ (Competition group)
3.4) ผู้เรียนกลับมากลุ่มเดิมรวมแต้มโบนัสของทุกคน เป็นคะแนนของกลุ่ม ทีมใด ได้แต้มสูงสุด
จะได้รางวัล
4) อ่อนเก่งร่วมแข่งขัน(Team Assisted Tournament individualization : TAI) ของสลา วินและคณะ
(Slavin etal) ท่นี ําเสนอรูปแบบของอ่อนเก่งเร่งงานกล่มุ และอ่อนเกง่ เร่งแขง่ ขนั มา ปรบั เข้าด้วยกนั เดมิ ใช้กับการ
สอนคณิตศาสตร์ แต่วิชาอื่นสามารถนําไปปรับใช้ได้เป็นวิธีการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่นํากิจกรรมการ
แขง่ ขันหรอื การแกป้ ญั หาให้สมาชิกแตล่ ะกลมุ่ ปฏิบัติ เป็นรายบุคคล ตามระดบั ความสามารถ โดยมขี ้ันตอน ดังนี้
4.1) ผู้สอนและผู้เรียนร่วมสรุปบทเรียน ทดสอบและจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มที่มีระดับ ความสามารถ
ใกล้เคียงกัน (Homogeneous group) ไว้อีกแบบหนึ่งนอกเหนือจากกลุ่มเดิมที่คละ ความสามารถ
(Heterogeneous group)

50

4.2) ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มเดมิ จับคู่ร่วมกนั คดิ และปฏิบัตแิ บบฝึกผลัดกันตรวจ แลกเปลี่ยนคําถาม
ซึง่ กันและกัน พร้อมให้เหตุผลสนับสนุน

4.3) หลังจากแต่ละคู่ปฏิบัติครบทุกชุดแล้ว ใหส้ มาชิกทกุ คนในกลุ่มเดมิ ต่างคน ต่างทําใบงานชุด
ใหม่แลกเปลย่ี นกนั ตรวจ ประกอบกับดูคําเฉลยที่ผูส้ อนจัดเตรยี มไว้ ถ้าทําได้ไมถ่ ึง เกณฑ์ใหท้ าํ แบบฝึกเพ่ิม
จนกว่าจะถึงเกณฑ์ และพร้อมที่จะรับการทดสอบ

4.4) ในระหว่างทํางานกลุ่มผู้สอนจะทยอยเรียกผู้เรียนที่มีความสามารถใกล้เคียง กัน จากกลุ่ม
ต่างๆ มารวมเป็นกลุ่มตามที่จัดไว้ล่วงหน้า มาให้คําแนะนําอธิบายในเรื่องที่ผู้สอน รวมทั้งชั้นแล้ว โดยใช้
ระยะเวลาส้ันๆ จากนั้นให้แยกยา้ ยกลบั กลมุ่ เดมิ เพอ่ื ทํางานกลุ่มต่อไป
5) สืบค้นกลุ่ม (Group Investigation : GI) ของชาแรน และคณะ (Sharan et.al) ซึ่งต่อมา คาแกน
(Kagan) ได้นํามาดัดแปลงเป็นสืบเสาะค้นหามารวมกลุ่ม (Co - op Co - op) เป็นวิธี ส่งเสริมการค้นคว้าและสืบ
เสาะหาความรใู้ นเรื่องท่ีสนใจร่วมกันโดยใช้กระบวนการกลมุ่ มีข้ันตอนดงั นี้

5.1) สมาชกิ กลุ่มวางแผนการศึกษาในหวั ขอ้ ท่กี ล่มุ เลอื กหรือไดร้ ับมอบหมาย
5.2) ดาํ เนนิ การตามแผนโดยศกึ ษาจากแหล่งขอ้ มลู ผู้สอนกํากับดูแลให้คาํ ปรึกษา
6) ร่วมเรียน - ร่วมรู้ (Learning Together : LT)ของเดวิด จอห์นสันและโรเจอร์ จอห์นสัน (David
Johnson และ Roger Johnson) เป็นวิธีที่เหมาะสมกับการเรียนที่ต้องการให้ผู้เรียนทํา โครงการหรือ
โครงงาน โดยมีขน้ั ตอน ดังน้ี
6.1) สมาชิกกลุ่มเลือกโครงงานท่ีตนเองสนใจกําหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิก ในฐานะผู้สังเกต
ผปู้ ฏบิ ตั ิ ผบู้ นั ทึก ฯลฯ
6.2) ปฏิบตั ิงาน รว่ มอภิปราย และนําเสนอผลงานกลุ่ม
6.3) ผ้สู อนประเมนิ
7) ร่วมหัวร่วมคิด (Numbered Heads Together) ของคาแกน (Kagan) นิยมใช้ในการ ทบทวนหรือ
ตรวจสอบความเข้าใจ มีข้นั ตอนดงั น้ี
7.1) ผู้สอนกําหนดประเดน็ ใหญ่ทศ่ี กึ ษา ใหผ้ ้เู รียนศกึ ษาจาก แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศทเี่ ตรียมไว้
7.2) ผู้สอนตัง้ คาํ ถามเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนแตล่ ะกลมุ่ ช่วยกันคดิ หาคําตอบ
7.3) จากนัน้ ผู้สอนเรยี กคนใดคนหนง่ึ จากกลมุ่ ชว่ ยกนั คิดหาคาํ ตอบ
8) คู่คิดคู่สร้าง (Think - Pair - Share) ของคาแกน (Kagan) มักใช้ในระหว่างที่ผู้สอนกําลัง สอนอยู่ แล้ว
เปิดประเด็นคําถามใหผ้ เู้ รยี นได้อภปิ รายคาํ ตอบ เพ่ือตรวจสอบความเขา้ ใจของผู้เรียน มขี ัน้ ตอนดงั นี้
8.1) ผู้สอนมอบประเด็นปัญหาให้ผู้เรียนจับคู่กับเพื่อนที่นั่งข้างๆแล้วอภิปราย ร่วมกันให้ได้
คาํ ตอบใชเ้ วลาส้นั ๆ แต่ละคนอาจคิดคาํ ตอบของตวั เองกอ่ นแลว้ ค่อยนาํ มาแลกเปล่ยี น กบั เพื่อน

51

8.2) ผูส้ อนให้แตล่ ะคนนําเสนอความคิดเห็น อภปิ รายแลกเปลย่ี นกนั ทงั้ ชั้น บางคร้ังผู้สอนอาจให้
นําผลการอภิปรายของเดิมมาแลกเปลี่ยนร่วมกันกับอีกคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้กัน เพื่อปรับคําตอบให้ดีขึ้นอีก
วิธนี ีเ้ รยี กคดิ คสู่ ลบั คู่คิด (Think - pair - Square)
จากเทคนิควิธีเรียนรู้แบบร่วมแรงรว่ มใจ ที่กล่าวข้างตน้ เป็นเพียงตัวอย่างทีพ่ บวา่ มกี าร นํามาใช้และหาก
พิจารณาขั้นตอนของเทคนิคการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ แต่ละแบบจะเห็นว่า ห้องเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจจะ
สะทอ้ นใหเ้ ห็นสภาพจริงในสงั คม ทีม่ ีประโยชนแ์ ละคุณคา่ หลาย ประการ ดงั นี้

(1) ชว่ ยพฒั นาการเรียนรขู้ องผู้เรยี นใหเ้ ป็นไปอยา่ งกว้างขวาง
(2) ผ้เู รียนได้เรยี นรู้วิธีการแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
(3) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเป็นการเตรียมพร้อมที่ จะเผชิญกับ
ชีวติ จริง
(4) ช่วยเสริมสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้ ฝึกชว่ ยเหลือและความเปน็ ประชาธปิ ไตย
(5) ผเู้ รียนสามารถจดจาํ ในสิ่งที่เรียนได้นาน
(6) ฝึกทักษะทางสงั คม
(7) สง่ เสริมความรสู้ ึกเปน็ สว่ นหนึ่งของกลุม่
(8) ส่งเสรมิ ให้ไดร้ ู้จักและเหน็ คุณค่าของตนเอง
(9) ผูเ้ รยี นออ่ นมโี อกาสแสดงความคดิ เห็น
(Lang, et al. 1995 : 355 และ Huft. 1997 : 434. อา้ งถึงใน สุมณฑา พรหมบุญ.2541 : 38 39) ปรีชาญ
เดชศรี (2545ก. : 53 - 55, 2545ข. : 48 - 49) ได้กล่าวถึง กิจกรรมการเรียนการ สอนแบบกระตือรือร้นซ่ึง
สามารถนาํ ไปใช้ สาํ หรับผเู้ รยี นเป็นรายบุคคล เปน็ คู่ และเปน็ กลมุ่ ดงั นี้
กจิ กรรมเรยี นรู้เป็นรายบคุ คล
แบบที่ 1 การฝึกหัดการเรียน การโต้ตอบและการคิด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสํารวจตนเอง ทั้งความรู้
เจตคติและคุณค่าของการเรียนรู้ กิจกรรมที่ใช้ได้เหมาะสม ได้แก่ การหยุดเรียนชั่วขณะ หลังจากการบรรยายไป
แล้วประมาณ 10 - 15 นาที เพื่อทําความเข้าใจ หลังจากจบบทเรียนแต่ละ เรื่องให้ผู้เรียนเขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้
และก่อนจบแต่ละชั่วโมง ให้ผู้เรียนเขียนเรื่องที่เข้าใจดีที่สุด และเข้าใจน้อยที่สุดภายใน 5 นาที ให้แสดงความ
คิดเห็น คิดวิเคราะห์ เพื่อตอบสนองต่อการสอน ของผู้สอน ทําเป็นบันทึกการเรียนรู้ หรือการตั้งคําถามสั้นๆ เม่ือ
เร่ิมต้นเรยี น และให้เวลาอภิปราย ปญั หานัน้ เป็นตน้
แบบที่ 2 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคําถาม คําตอบ เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจ ส่งเสริม ความคิดวิเคราะห์
วจิ ารณ์ กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนสร้างข้อสรุปดว้ ยตนเอง และให้ขอ้ มลู ป้อนกลบั ทันที่ต่อ การเรยี นรู้ของผู้เรียน กิจกรรมที่
ใช้ได้เหมาะสม ได้แก่ การให้เวลารอคําตอบ ให้ผู้เรียนตอบคําถาม เองโดยผู้สอนไม่ตอ้ งทวนคาํ ตอบ ส่งเสริมให้ฟัง

52

อยา่ งตง้ั ใจโดยให้ผู้เรียนคนหนึ่งตอบอีกคนหนงึ่ สรปุ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากคําตอบของเพื่อนโดยใช้คําตอบของตนเอง หรือ
การทดสอบแบบสั้นๆ เป็นต้น

แบบที่ 3 กิจกรรมการใหข้ อ้ มูลป้อนกลบั ทันที เพ่อื เปน็ ข้อมูลเกี่ยวกบั การเรียนรู้ของผู้เรียน เพ่ิมพูนความรู้
ในเรื่องที่กําลังเรียน และส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ กิจกรรมที่ใช้ได้ เหมาะสม คือ การให้ผู้เรียนตอบ
โดยใชส้ ัญญาณมือ โดยผสู้ อนเขยี นคาํ ถามหรอื ปญั หาบนป้าย กระดาษ เช่น คําถามแบบ 4 ตัวเลือก อาจกาํ หนดให้
แต่ละนิ้วแทนข้อของตัวเลือกให้ผู้เรียนวางมือ บนอกของตนเอง และแสดงนิ้วที่เป็นคําตอบของตนโดยไม่ต้ องส่ง
เสียง ผู้สอนจะเปน็ ผเู้ ห็นคาํ ตอบ เพียงคนเดียว เปน็ ต้น

แบบที่ 4 การกระตุ้นให้เกิดการคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ เพื่อส่งเสริมการสร้างความรู้ด้วย ตนเอง เพ่ิม
ความสามารถด้านการประยุกต์ใช้ของผู้เรียน มีกจิ กรรมทใ่ี ช้ได้เหมาะสม ได้แกใ่ ห้ผู้เรยี น ใชป้ ระสบการณ์เดิมเขียน
คาดการณ์รายละเอียดล่วงหน้าถึงเรื่องที่จะเรียน โดยผู้สอนถามนํา และ ประเมินว่าตนเองจะได้ความรู้มากน้อย
เพยี งใดเมอ่ื เรยี นจบ หรือผู้สอนใชป้ ัญหาหรือข้อโตแ้ ย้งให้ ผู้เรียนคดิ พจิ ารณา เป็นต้น

กิจกรรมเรียนร้ทู ท่ี ําเปน็ คู่
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการคิด กระตุ้นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง สํารวจ เจตคติและ คุณค่าที่เกิด
ขึ้นกบั ตนเอง ตลอดจนสง่ เสรมิ การแลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ กบั ผ้อู น่ื มีกิจกรรมท่ีใช้ได้ อย่างเหมาะสม ไดแ้ ก่ การทาํ
กิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม (3 - 5 คน) กลุ่มแสดงวิธีแก้ปัญหาบน กระดานดํา การทบทวนสิ่งที่เรียนมา การทํา
แผนผังมโนทัศน์ ทํากิจกรรมต่อเติมเสริมสร้าง(Jigsaw) การแสดงสถานการณ์สมมติ การระดมความคิดด้วยการ
เขยี น การเลน่ เกม การอภิปรายแบบมีผู้นาํ หรือการโตว้ าท่ี เปน็ ตน้
จากการศึกษาเอกสารการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น พบว่า มีการบูรณาการทฤษฎีต่างๆ เช่น ทฤษฎีการ
สรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเอง ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปัญญาของเพยี เจต์ ทฤษฎีการเรียนรู้ โดยการคน้ พบของบรุนเนอร์
และทฤษฎีการเรียนรู้ของกานเย่ เป็นหลัก และวิชาลดเวลาเรียนเพิ่ม เวลารู้เป็นวิชาที่สามารถจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน เพื่อสงเสริมความรู้ ความสามารถของแตล่ ะบคุ คล

6. ส่ือการเรียนการสอน
6.1 ความหมายของส่อื การเรียนการสอน
มีผู้ใหค้ วามหมายของส่ือการเรียนการสอนไว้ดงั น้ี
กิดานันท์ มลิทอง (2548, หน้า 100) ได้ให้ความหมายของสื่อการเรียนการสอนไว้ว่า สื่อ การเรียนการ

สอนหรืออาจเรียกกันสั้นๆ ว่า สื่อการสอน หมายถึง สิ่งใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทป บันทึกเสียง สไลด์ โทรทัศน์ วีดี
ทศั น์ แผนภูมิ รูปภาพ ฯลฯ ซง่ึ เปน็ วัสดบุ รรจุเนื้อหาเกย่ี วกับการ สอน หรืออุปกรณ์เพอื่ ถ่ายทอดเนื้อหาจากวัสดุสิ่ง
เหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ทางกายภาพที่มาใช้ใน เทคโนโลยีการศึกษา เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเคร่ืองมือหรอื ช่องทางสําหรับ

53

ทาํ ใหก้ ารสอนของผู้สอนส่งไป ถงึ ผูเ้ รยี น ทําให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนรตู้ ามวตั ถปุ ระสงค์หรือจดุ มงุ่ หมายท่ีผู้สอนวางไว้
เปน็ อย่างดี

ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526, หน้า 80) ได้ให้ความหมายของสื่อการเรียนการสอนไว้ว่า สื่อ การเรียนการ
สอน หมายถงึ ส่ิงตา่ ง ๆ ทผี่ สู้ อนและผู้เรยี นนาํ มาใช้ในระบบการเรียนการสอนเพื่อช่วย ให้ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ตาม
จดุ ม่งุ หมายของการเรยี นการสอนได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพย่ิงขึ้น

เปร่ือง กมุ ทุ (2519, หนา้ 1) ไดใ้ หค้ วามหมายของสื่อการเรยี นการสอนไวว้ ่า ส่อื การสอน หมายถงึ ส่ิงต่าง
ๆ ที่เป็นเครื่องมือหรือช่องทางสําหรับการสอนของครูถึงผู้เรียน และทําให้ผู้เรียน เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือ
จดุ มุง่ หมายทีว่ างไว้อย่างดี

สมพงษ์ ศิริเจริญ และคณะ (2517, หน้า 9) ได้ให้ความหมายของสื่อการสอนไว้ว่า สื่อการ สอน หมายถึง
วัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการที่ผู้สอนจะนําไปใช้ในการสอนเพื่อสื่อ ความหมายใด ๆ ที่ผู้สอนประสงค์จะ
ถา่ ยทอดไปยงั ผเู้ รียน

ดังกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า สื่อการเรียนการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือ เทคนิควิธีการที่
ผสู้ อนนาํ มามาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้ผ้เู รยี นเกิดการเรียนรไู้ ด้อยา่ งมี ประสิทธิภาพ

6.2 ประเภทของสอ่ื การเรียนการสอน
สื่อการเรียนการสอนมีหลายชนิด นักการศึกษา ได้จัดแบ่งสื่อการเรียนการสอนเป็นประเภท ต่าง ๆ โดย
ยดึ หลักการจําแนกทแ่ี ตกตา่ งกันออกไปดังน้ี
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2523, หน้า 112) ได้แบง่ ประเภทของส่อื การสอนไว้ 3 ประเภท ดังต่อไปนี้ คอื

1) วัสดุ หมายถึง สิ่งชว่ ยสอนทมี่ ีการผุพังส้นิ เปลอื ง เช่น ชอลก์ ฟิล์ม ภาพถา่ ยสไลด์
2) อุปกรณ์ หมายถึง สิ่งช่วยสอนที่เป็นเครื่องมือ เช่น กระดานดํา กล้องถ่ายรูป เครื่องฉาย
ภาพยนตร์ เครือ่ งรบั โทรทัศน์ ฯลฯ
3) กระบวนการและวิธีการ ได้แก่ การจัดระบบ การสาธติ การทดลอง เกมส์ และ กิจกรรมต่าง ๆ
โดยเฉพาะกิจกรรมทค่ี รูจดั ขึน้ และม่งุ ให้ผู้เรยี นปฏิบตั ิตาม
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526, หน้า 4)ไดแ้ บ่งสือ่ การสอนตามลักษณะรปู รา่ งของส่ือไว้4 ประเภท คือ
1) สื่อประเภทเครื่องมือ เป็นสื่อที่ได้จากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แขนง
วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องฉายต่างๆ เครื่องเสียง วิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งแผ่นป้าย
ต่าง ๆ
2) สื่อประเภทวัสดุ หมายถึง สื่อที่ได้จากความเจริญก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตร์ เป็นวัสดุที่มีการผุ
พังสิ้นเปลืองได้งา่ ย เช่น แผนที่ แผนภมู ิ แผนสถติ ิภาพโฆษณา รปู ภาพ ห่นุ จาํ ลอง ของจรงิ และอนื่ ๆ
3) สื่อประเภทวิธีการ หมายถึง สื่อประเภทเทคนิค ระบบกระบวนการต่าง ๆ เช่น การสาธิต
การศึกษานอกสถานท่ี การทดลอง การแสดงละคร นิทรรศการ เป็นต้น

54

4) สื่อประสม หมายถึง การนําสื่อประเภทต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการมาใช้
ร่วมกนั อยา่ งสมั พันธ์กันในลกั ษณะที่แตล่ ะอย่างส่งเสรมิ สนับสนนุ ซง่ึ กนั และกนั เชน่ บทเรยี นโปรแกรม ชดุ
การสอน การจดั การเรียนการสอนแบบศูนย์การเรยี น เป็นต้น
ชม ภมู ิภาค (2527, หน้า 19) ไดแ้ บง่ สอ่ื การสอนออกเป็น 3 ประเภท คอื

1. อุปกรณ์หรือเครื่องมือ (Equipment or Hardware or Big Media) เป็นเรื่องของ เครื่องยนต์
กลไกไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย โดยอุปกรณ์เครื่องมือพวกนี้จะต้องอาศัยสื่อ ประเภทวัสดุ
(Software)เพื่อนําสารใน Software ออกไปยังผู้รับสาร สื่อประเภทเครื่องมือ ได้แก่ เครื่องฉาย เครื่อง
คอมพวิ เตอร์ เครือ่ งขยายเสยี ง เคร่อื งรับวิทยุ เครื่องบันทกึ เสียง เปน็ ตน้

2. วสั ดุ (Software) หรือสื่อเลก็ (Smal Media) ส่ือประเภทวัสดุน้ีบางอย่างก็ใช้ ทํางานได้เองใน
ตวั ของมัน บางอยา่ งกต็ ้องใช้รว่ มกบั สื่อใหญ่ (Big Media) เชน่ บทเรียนท่ีใช้กบั เคร่ืองคอมพิวเตอร์ วัสดุท่ี
ต้องใช้กับเครื่องฉายต่าง ๆ ม้วนเทป แผ่นซีดี-รอม ม้วนวีดีทัศน์ เป็นต้น สื่อวัสดุที่สามารถทําได้เองในตวั
ไดแ้ ก่ ภาพต่าง ๆ หุ่นจาํ ลอง แผนภมู ิ เป็นต้น

3. วธิ ีการ (Technique) สือประเภทน้อี าจจะเปน็ การปฏิบัตกิ ารกระทําหรือการ ปฏิบตั ิอาจจะใช้
สือ่ ประเภทเบาด้วยก็ได้หรือไมม่ ีก็ได้ วิธีการดงั กลา่ วนี้ก็มี เชน่ ละคร การจัด นิทรรศการ การสาธิต เป็นต้น

Kieffer (อ้างถึงใน อภิชาต เถ่อื นกูล, 2550, หน้า 22) ได้แบ่งสื่อการสอนออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. พวกสื่อการสอนที่ไม่ใช้เครื่องฉายประกอบ พวกน้ีเป็นสื่อการสอนที่มีอยู่ใน ห้องเรียน เช่น
ชอลก์ กระดานดํา แบบเรยี น ดินสอ ไม้บรรทดั ลกู โลก ของจาํ ลอง แผนท่ี รูปภาพ และของตวั อย่าง
2. พวกเครื่องฉายประกอบ สื่อการสอนพวกนี้มีเครื่องฉายประกอบด้วย จึงจะทํา ให้เห็นสิ่ง
เหลา่ นั้นได้ พวกนไี้ ด้แก่ ภาพยนตร์ ฟลิ ์มสตริป
3. พวกวัสดุที่มีภาพและเสียงประกอบเป็นวัสดุที่มีทั้งภาพและเสียง ได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ เทป
บันทกึ เสยี ง และเครือ่ งเลน่ จานเสียง
Greach and Ely (อ้างถงึ ใน อภิชาต เถือ่ นกลู , 2550, หน้า 22-23) ได้แบ่งสอ่ื การสอน ออกเป็น
6 ประเภท คือ
1. ภาพน่ิง ไดแ้ ก่ รปู ภาพต่างๆ ท้ังเปน็ ภาพถา่ ย ภาพพิมพ์ และภาพที่มีอยู่ใน หนังสือสไลด์ ฟิล์ม
สตริป และภาพ
2. การบันทึกเสียง ได้แก่ สื่อที่เก็บเสียง (บันทึกไว้) เช่น แผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ แถบ
เสียงในฟลิ ์มภาพยนตร์ และเทปโทรทัศน์ เป็นตน้ ส่ือประเภทนีจ้ ัดเปน็ วจนวัสดุ
3. ภาพเคลื่อนไหว ได้แก่ ฟิล์มภาพยนตร์ เทปโทรทัศน์ ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหว จะ มีเสียง
ประกอบในตวั หรอื ไมก่ ็ได้ ภาพเคล่ือนไหวเหล่าน้ีจะถา่ ยจากวัสดุหรอื เหตกุ ารณ์ใด ๆ กไ็ ด้
4. โทรทศั น์ สือ่ ประเภทนี้ครอบคลุมวสั ดุอิเล็กทรอนกิ ส์ต่าง ๆ ในดา้ นการได้ยนิ และได้เห็นภาพ

55

5. ของจริง สถานการณ์จําลองและหุ่นจําลอง ได้แก่ คน เหตุการณ์ วัสดุสิ่งของการ สาธิต และ
การจัดการสถานการณจ์ าํ ลอง ซ่ึงอาจใช้ส่อื หลาย ๆ อยา่ งประกอบกนั

6. การสอนแบบโปรแกรมและคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โปรแกรม คือ การจัดลําดับ ความรู้ เพื่อ
เตรียมให้ผู้เรียนตอบสนอง เช่น แบบเรียนโปรแกรม และโปรแกรมการสอนเตรียมไว้ ใช้กับคอมพิวเตอร์
เป็นตน้
ดงั ที่กลา่ วมาขา้ งตน้ จะเห็นว่า สื่อการเรียนการสอนมีหลายประเภท มที ั้งวสั ดอุ ปุ กรณห์ รอื วิธกี าร อาจเป็น
ภาพนง่ิ หรือภาพเคล่ือนไหว มีท้งั ส่วนที่ไม่ใช้เคร่ืองฉายประกอบและส่วนที่ต้องใช้ เครอ่ื งฉายประกอบ ทุกประเภท
ล้วนเป็นประโยชน์และมีความสําคัญต่อกระบวนการเรียนการสอน ทั้งสิ้น ผู้สอนที่ดีย่อมรู้จักเลือกใช้สื่อการเรียน
การสอนประเภทใดจึงจะเหมาะสมกับเนือ้ หาทส่ี อน
6.3 ความสาํ คัญของส่ือการเรยี นการสอน
ยุพิน พิพิธกุล และอรพรรณ ตันบรรจง (2536, หน้า 16-17) ได้สรุปถึงความเป็นมาและ ความสําคัญของ
สื่อการเรียนการสอน เนื่องจากเทคโนโลยีทางการศึกษาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ครูจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับ
สภาวะของการเปลี่ยนแปลงนน้ั สมยั ก่อนครูอาจจะสอนโดยใช้ชอล์กกับ กระดานดํา แตป่ จั จบุ ันมีส่ือการเรียนการ
สอนมากมายท่ีจะทําใหก้ ารสอนของครูมปี ระสิทธภิ าพ ยิ่งข้นึ ส่อื การเรยี นการสอนน้นั มีความสาํ คัญดงั น้ี

1. สื่อการเรยี นการสอนจะช่วยใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจบทเรยี น ได้แจม่ แจ้งย่ิงขึ้น
2. ช่วยให้การสอนนักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน เช่น นักเรียนบางคนซึ่ง เรียนอ่อน
อาจจะตอ้ งใช้รูปภาพ หรอื ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล ชว่ ยให้เขาบรรลจุ ดุ ประสงค์ใน การเรยี น
3. ชว่ ยสร้างเสริมความสนใจของนักเรียน
4. ประหยัดเวลาในการสอน บางคนกล่าวว่าทําให้เสยี เวลา ความจริงแลว้ นนั้ ไม่ เสียเวลาเลย คน
ท่เี สยี เวลาเพราะใช้สื่อการเรียนการสอน ไมเ่ ปน็
5. เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมนําไปสู่นามธรรม ทําให้ นักเรียนเกิดความ
แนน่ แฟน้ และจําได้นาน
6. ใช้สือ่ การสอนนน้ั เพื่อช่วยในการอธิบายขยายความ และสรปุ ขอ้ ความได้
7. เพือ่ เสริมสรา้ งเจตคติแกน่ ักเรยี น
8. ส่งเสริมให้นกั เรยี นเกดิ ความคิดสร้างสรรค์
6.4 สื่อการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์
ยุพิน พิพิธกุล (2545, หน้า 52-53) ได้แบ่งสื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ออกเป็น 4 ประเภท สรุปได้
ดังนี้

56

1. วัสดุ แยกออกดงั น้ี คือ
1.1 วัสดุประกอบการสอนประเภทสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือเรียน คู่มือครู วารสาร จุลสาร หนังสือ

อ่านประกอบ เอกสารประกอบการเรียน ซึ่งได้แก่ เอกสารแนะแนวทาง เอกสารฝึกหัด บทเรียนการ์ตูน
บทเรียนสําหรับเรียนดว้ ยตนเอง ชุดการเรียน บทเรียนโปรแกรม

1.2 วัสดุประดิษฐ์ เป็นสิ่งที่ครูสามารถทําได้ด้วยตนเอง อาจจะ ใช้กระดาษ ไม้ พลาสติก และส่ิง
อื่น ๆ ซึ่งครูนํามาประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน เช่น ใช้ กระดาษทํารูปทรงต่าง ๆ หรือ
ภาพเขยี นแผ่นภาพโปร่งใส แผนภมู ิ บตั รคาํ กระเปา๋ ผนัง กระดาน ผ้าสําลี กระดานตะปู แผน่ พลกิ ชดุ การ
สอน สไลค์ประกอบเสียง สื่อที่เปน็ เทคโนโลยี เช่น วีดีทัศน์ คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน เครื่องคิด
เลขกราฟฟิก อนิ เตอรเ์ นต็

1.3 วัสดถุ าวร ไดแ้ ก่ กระดานดาํ กระดานนิเทศ กระดานกราฟ ของจรงิ ของจําลอง ของตัวอย่าง
โปสเตอร์ แผนที่ แผ่นเสียง ฯลฯ

14 วสั ดสุ น้ิ เปลือง ไดแ้ ก่ ชอลก์ ฯลฯ
2. อุปกรณ์ เป็นสอื่ การเรียนการสอนประเภทเครื่องมือ เช่น เคร่อื งฉายสไลค์ และ ฟิล์มสตริป เครื่องฉาย
ภาพข้ามศีรษะ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องรับวิทยุ เครื่อง เทปบันทึกภาพ เครื่องฉายภาพทึบ
เครื่องรับโทรทัศน์ เคร่อื งสอน เครอื่ งฉายภาพยนตร์
3. กิจกรรม การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ถือว่าเป็นสื่อการเรียนการสอน เช่น การสาธิต การทดลอง การจัด
นิทรรศการ การเลน่ ละคร การทําโครงการ การศกึ ษานอกสถานที่ การเล่าเรื่อง การแสดงบทบาทสมมติ การใช้คํา
ประพนั ธ์ประเภทรอ้ ยกรอง การใชเ้ กมปริศนา การ์ตนู กลลวง
4. สื่อการเรียนการสอนจากสิ่งแวดล้อม เป็นสื่อการเรียนการสอนที่หาได้ง่ายอยู่ รอบ ๆ ตัวเรา เช่น
เครื่องใช้ในชีวิตประจาํ วัน ครูพยายามหาสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว สื่อการสอนนั้นไม่ จําเป็นต้องเป็นราคาแพง แม้แต่ตัว
นกั เรยี นเองกเ็ ป็นสอื่ การสอนได้
สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่กล่าวมาหลายชนิด สื่อแต่ละชนิดให้ความรู้และ ประสบการณ์การ
เรียนร้ทู แ่ี ตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของส่ือ ซึ่งในท่ีนีจ้ ะขอกลา่ วถึงส่ือการ เรียนการสอนคณติ ศาสตร์ท่ีใช้ในการ
สอน ดังน้ี

1. เอกสารแนะแนวทาง
ยุพิน พิพิธกุล และอรพรรณ ตันบรรจง (2536, หน้า 45-52) ได้กล่าวถึงเอกสาร แนะแนวทาง บทบาท
ของผู้สอน และผู้เรียนว่า เอกสารแนะแนวทางเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะทํา ให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง มักจะ
เขยี นในลกั ษณะใหน้ ักเรียนเติมคํา ซ่ึงครอู าจจะให้นักเรียนทําเป็น ตอน ๆ แล้วเฉลยครั้งหนึ่ง หรืออาจทําไปจนจบ
แล้วเฉลยก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสมของ บทเรียน ตลอดจนความสามารถของผู้เรียน บางครั้งผู้สอนอาจจะ
แจกเฉลยคําตอบให้หลงั จาก ผู้เรียนทําเสร็จแล้ว

57

การเขียนเอกสารแนะแนวทาง ครจู ะตอ้ งคํานงึ ถึงเรื่องต่าง ๆ ดังน้ี
1.1 เลอื กจดุ ประสงค์การเรียนรู้ตามหนงั สอื ค่มู ือครู หรือตามทโ่ี รงเรียนกาํ หนด
1.2 เลือกเนื้อหาให้เหมาะสม โดยพิจารณาจากหนังสือเรียน หนังสืออ่าน ประกอบเนื้อหาใน
หนังสอื เรียนบางตอนกไ็ ม่เหมาะที่จะใช้เอกสารแนะแนวทาง
1.3 เขยี นกิจกรรมใหต้ ่อเนื่องคํานงึ ถึงวธิ สี อนโดยยกตัวอย่างจากงา่ ยไปสยู่ าก เขยี นให้ไต่ความคิด
ไปทีละน้อย พยายามให้นักเรียนอ่านไปคิดไป และสามารถสรุปได้ด้วยตนเอง ผู้ที่จะเขียนเอกสารแนะ
แนวทางได้ดี ก็คอื ผู้ทรี่ ู้วิธสี อนน้ันเอง ในเอกสารแนะแนวทางครจู ะบอกสงิ่ ท่จี ําเปน็ เทา่ น้ัน เชน่ ศพั ทใ์ หม่
ๆ ซง่ึ นักเรียนไม่ทราบมาก่อน
1.4 การกําหนดรูปแบบเอกสารสว่ นมาก จะเป็นลกั ษณะเตมิ คํา
1.5 การกาํ หนดเวลา ควรใชเ้ วลาชว่ งส้ันๆ อยา่ ให้นานเกินไป บทบาทของผ้เู รยี นและบทบาทของ
ผู้สอน
ผู้สร้างจะตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ เลือกเนื้อหาให้เหมาะสม เขียนเอกสารแนะ แนวทาง
ตามลําดับขั้นตอนจากง่ายไปสู่ยาก และไต่ความคิดไปทีละน้อย จนกระทั่งผู้เรียนสามารถ หาข้อสรุปได้
ด้วยตนเอง ผู้สอนจะบอกหรืออธิบายทจ่ี าํ เปน็ เทา่ นัน้ เช่น อาจบอกศพั ท์ใหม่ ๆ ทผี่ ู้เรยี นไมเ่ คยพบมาก่อน
หรอื อธบิ ายในเร่อื งที่ไม่เขา้ ใจเทา่ นัน้ ทําเฉลยคาํ ตอบไว้ซึง่ อาจจะเฉลย เป็นตอนๆ ไปหรืออาจจบบทเรียน
แล้วเฉลยก็ได้ โดยดูความเหมาะสมของบทเรียน อาจจะสอน เป็นรายบุคคลหรือกลุม่ ย่อยและผู้สอนแจก
เอกสารแนะแนวทางให้นักเรียนทุกคนผู้เรียนอ่านเอกสารแนะแนวทางอย่างละเอียด และปฏิบัติไปตาม
ขั้นตอนขอ คําแนะนําจากผู้สอนเฉพาะเรื่องที่จําเป็นเท่านั้น ประเมินตนเองหลังจากผู้สอนเฉลยคําตอบ
แลว้
การเขยี นเอกสารแนะแนวทาง
ยุพนิ พิพิธกลุ (2539, หนา้ 155-161)ไดเ้ สนอเอกสารแนะแนวทางไว้ดงั นี้ เอกสาร แนะแนวทางแบบเขียน
ต่อเนื่องตามเนื้อหา เอกสารแนะแนวทางแบบมีตัวอย่างนํา เอกสารแนะ แนวทางแบบมีตัวอย่างนําและมีการ์ตูน
เสริมแรง
2. เอกสารฝกึ หัด
เอกสารฝึกหัด เป็นเอกสารที่เขียนในลักษณะเดียวกันกับเอกสารแนะแนวทางแบบ มีตัวอย่างนําแต่ไม่มี
ตัวอย่างนํา นําไปใช้ในบทเรียน ใช้ระหว่างดําเนินการเรียนการสอน หรือใช้ เป็นแบบฝึกหัดหลังจากที่นักเรียนได้
เรียนรจู้ นหาขอ้ สรุปไดแ้ ล้ว เอกสารฝึกหดั มีหลายรูปแบบ เชน่ เตมิ ตวั เลข เติมข้อความลงในชอ่ งวา่ ง และเลือกข้อที่
ต้องการ

58

3. เอกสารฝกึ หัดเพม่ิ เตมิ
เอกสารฝึกหดั เพม่ิ เติม เปน็ เอกสารท่ีใช้ฝึกทักษะในการคิดคํานวณ หลงั จากที่ นักเรยี นเรียนรู้เน้ือหาสาระ
ของบทเรยี นในแตล่ ะหน่วยยอ่ ยแล้ว ซง่ึ อาจเป็นโจทยเ์ พ่มิ เติมหรือโจทย์ ปญั หาในเรื่องทเ่ี รียน โดยให้นกั เรียนไปทํา
นอกเวลาเรียนหรือที่บ้าน เพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนไป แล้วเพื่อฝึกทักษะ ความสามารถและความชํานาญ และ
เป็นการเพ่มิ พูนความรูใ้ ห้เกดิ ความคิดทจ่ี ะ นําไปใชใ้ นการเรียนบทใหม่
4. ใบความรู้
ใบความรู้ เป็นเอกสารประกอบการเรียนที่นําเสนอเนื้อหาสาระ ช่วยแก้ปัญหาการ จดบันทึกของผู้เรียน
นกั เรียนสามารถศกึ ษาเน้อื หาสาระจากใบความรูเ้ องได้
5. ใบกจิ กรรม
เปน็ เอกสารประกอบการเรยี น สาํ หรับนกั เรียนใชท้ าํ กจิ กรรมเปน็ คู่หรือเป็นกลมุ่
6. วสั ดปุ ระดษิ ฐ์
เป็นส่งิ ทคี่ รูสามารถทําได้ด้วยตนเอง อาจจะใช้กระดาษ ไม้ พลาสติกและสิง่ อื่น ๆ ซึ่งครูนํามาประดิษฐ์ข้ึน
เพ่อื ใช้ประกอบการเรียนการสอน

7. สื่อประสม
7.1 ความหมายของสอ่ื ประสม
มีผูใ้ หค้ วามหมายของสื่อประสมได้ดังนี้
กิดานันท์ มลิทอง (2548, หน้า 192) ได้ให้ความหมายของสื่อประสมว่า การบรรจบกันของ เทคโนโลยี

ระบบแอนะล็อกและดิจิทัลในปัจจุบันทําให้ความหมายของสือ่ ประสมสามารถอธิบาย ได้เป็น 2 ลักษณะ โดยเป็น
ความหมายของสอื่ ประสมแบบดงั เดมิ และส่ือประสมแบบใหม่ท่ีมีการใช้ คอมพวิ เตอร์เปน็ สอ่ื กลางดังนี้

สื่อประสมแบบดั้งเดมิ หมายถึง การนําสื่อหลายอย่างมาใชร้ ่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และ วิธีการเพื่อทําให้
เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอน โดยใช้สื่อแต่ละอย่าง ตามลําดับขั้นตอนของการ
นาํ เสนอเนอ้ื หา

สื่อประสมแบบใหม่ หมายถึง การนําเสนอข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ในรูป ตั วอักขระ ภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว เสียง และมีการปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ สื่อประสมแบบใหม่จึงใช้อีกอย่างหนึ่งได้ว่า “computer
media”

ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523, หน้า 115) ได้ให้ความหมายของสื่อประสมว่า หมายถึง การนํา สื่อการสอน
หลายอย่างมาสัมพันธ์ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสาระในลักษณะที่สื่อแต่ละชิ้นสง่ เสรมิ และ สนับสนุนซึ่งกันและกัน สื่อ
การสอนอย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจในขณะที่สื่ออีกอย่างใช้ เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและป้องกับ
การเขา้ ใจความหมายผิด

59

วารินทร์ รัศมีพรหม (2545, หน้า 117) ได้ให้ความหมายของสือ่ ประสมว่า หมายถึงการ รวบรวมเอาวัสดุ
เพ่ือการเรียนการสอนท่ปี ระกอบด้วยส่ือมากกว่าหน่งึ ชนดิ ข้ึนไป มาจัดไวอ้ ย่าง เกย่ี วเนอ่ื งกันในการสอนเนื้อหาวิชา
เพยี งเรอื่ งเดียว

เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์ (2545, หน้า 249) ได้ให้ความหมายของสื่อประสมว่า หมายถึงการ รวบรวมการ
ทํางานของสื่อที่มีคุณลักษณะหลายอย่างเข้าด้วยกัน หรือหมายถึงสื่อหลายชนิดที่ นํามาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ
สัมพนั ธ์กันเพ่ือชว่ ยในการถา่ ยทอดเนอ้ื หาสาระ โดยสอื่ แตล่ ะชนิดที่ นํามาต้องใช้ความสัมพันธ์สนับสนุนซ่ึงกันและ
กัน การใช้สอื่ ประสมเป็นการใช้ส่ือตง้ั แต่สองชนิด ขึน้ ไปเพ่ือช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้รับสารเกิดความรู้ความเข้าใจดีข้ึน
อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นวธิ ีการ ที่อาศยั หลักการนําเอาส่ือหลายอยา่ งมาสัมพนั ธ์ให้มีคุณค่าที่ส่งเสริมซ่ึงกันและ
กนั

ไฮนิช (อ้างถึงใน อภิชาต เถื่อนกูล, 2550, หน้า 28) ได้ให้ความหมายของส่ือประสม คือการ รวบรวมเอา
วสั ดเุ พื่อการเรียน ท่ีประกอบดว้ ยสอื่ มากกวา่ หน่ึงชนดิ มาจัดรวมกันไวอ้ ยา่ งเกยี่ วเน่อื ง

จากความหมายของสื่อประสม ที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้นพอสรุปได้ว่า สื่อประสม หมายถึง การ
นาํ เอาสอ่ื การเรียนการสอนมากกว่าหนึ่งชนิดข้ึนไป มาสมั พันธก์ นั ในลักษณะที่สื่อ แตล่ ะชนดิ ส่งเสริมและสนับสนุน
ซึ่งกันและกัน เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาตามลักษณะขั้นตอนของการ นําเสนอเนื้อหา โดยสื่อดังกล่าวอาจเป็นวัสดุ
อุปกรณ์ วธิ ีการ หรือส่อื ที่ใช้คอมพวิ เตอรเ์ ป็นการ นําเสนอขอ้ มลู ในรปู ตัวอกั ขระ ภาพนิง่ ภาพเคลือ่ นไหว และเสียง

7.2 ประเภทของสอื่ ประสม
เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์ (2545, หน้า 250-252) กล่าวว่า สื่อประสมได้ถูกจําแนกไว้ต่างๆ กันแต่โดยทั่วไป
สอื่ ประสมอาจแบ่งออกตามลกั ษณะการประสมของส่อื และคุณลักษณะการใชม้ ี 3 ประเภทใหญ่ ๆ คอื

1. ประสมสื่อที่เป็นวัสดุ อุปกรณ์ และกระบวนการเข้าด้วยกัน นํามาใช้สําหรับการ เรียนการ
สอนปกติทั่ว ๆ ไป เช่น ชุดอุปกรณ์ ชุดการเรียนการสอน บทเรียนแบบโปรแกรม โปรแกรมสไลค์ ศูนย์
การเรียน เป็นต้น สื่อประสมแต่ละชนิดที่จัดอยู่ในประเภทนี้มีหลักการและ ลักษณะเด่นแตกต่างกัน
ออกไป คอื

1.1 สามารถให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ด้วยตนเอง คือ มีส่วนร่วมในการ กระทําหรือ
ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเป็นการเร้าใจแกผ่ เู้ รียน เช่น ศนู ย์การเรยี น บทเรยี น โปรแกรม เปน็ ต้น

1.2 สามารถให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถ และความแตกต่างของแต่ ละบุคคล
เชน่ บทเรยี นแบบโปรแกรม ชุดการสอน เป็นต้น

1.3 สามารถให้ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเองหรือใช้เมื่อขาดครูได้ เช่น บทเรียน แบบ
โปรแกรม ชดุ การสอนรายบุคคล เป็นต้น

1.4 สามารถให้ผู้เรียนได้รับผลตอบกลับได้ทันที และได้รับความรู้สึก ภาคภูมิใจใน
ความสําเร็จ เช่น ศนู ยก์ ารเรียน ชดุ การสอน เป็นต้น

60

1.5 สามารถใช้ส่งเสริมสมรรถภาพการสอนของครู เช่น ชุดการสอนประกอบ คํา
บรรยาย เป็นต้น
2. สื่อประสมประเภทฉาย เป็นการประสมโดยมีข้อจํากัดที่ความสามารถและ คุณสมบัติ
เฉพาะตัวของอุปกรณ์เครื่องฉายเป็นสําคัญ เช่น สไลด์ประกอบเสียง วีดีทัศน์ประกอบ สไลด์และแ ผ่น
โปร่งใส เป็นต้น การเสนอด้วยสื่อประเภทฉายนี้ แม้ว่าในบางครั้งราคาการผลิต อาจจะสูงและการผลิต
ซับซ้อนกว่าการผลิตสื่อประสมประเภทแรก แต่ผลที่ได้รับจากการนําเสนอ สื่อประสมประเภทฉายให้ผล
ตรงที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สื่ออื่น ไม่สามารถทําได้คือผลในความรู้สึกอารมณ์สุนทรียภาพ ช่วยดึงดูด
ความสนใจให้ผู้ชมได้ติดตาม อย่างตื่นตาตื่นใจ และ มีประสิทธิภาพเป็นการชว่ ยในการเรยี นการสอน สื่อ
ประสมประเภทนมี้ คี ุณสมบัติเหมาะแกก่ าร นํามาใชใ้ นการเรยี นการสอน ได้แก่

2.1 ใช้เมื่อมีการเปรียบเทียบคล้ายคลึงกนั เป็นการง่ายสําหรับผู้เรียนในการ สังเกตและ
เรียนรู้ส่งิ ทีค่ ล้ายคลึงกนั จากสอ่ื ตา่ ง ๆ เมอ่ื ภาพของสงิ่ นั้นปรากฏบนจอพร้อมกัน

2.2 ใช้สอนใหเ้ หน็ ความแตกต่าง และการตดั กันเมื่อภาพหลาย ๆ ภาพ ปรากฏ พรอ้ ม ๆ
กัน

2.3 ใชแ้ สดงภาพซึ่งดําเนนิ เป็นขน้ั ตอนและสามารถเรยี นแบบการเคลื่อนไหว
2.4 ใช้แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นตามลําดับก่อนและหลัง เกิดความต่อเนื่องที่ดีมี ความสัมพันธ์
ระหวา่ งภาพและเวลา ประกอบกบั การจดั ภาพและจอใหม้ ีขนาดตา่ งกนั เป็นการง่ายตอ่ การจดจํา
2.5 ใช้เนน้ จดุ ใดจดุ หนง่ึ โดยตรงได้ โดยการกําหนดจดุ สนใจท่ีต้องการ ใหอ้ ยู่ ในตําแหน่ง
และรูปแบบทีต่ า่ งกันหรอื อาจทําโดยการใชภ้ าพทีซ่ ํา้ ๆ กันปรากฏบนจอพร้อม ๆ กนั
2.6 ใช้ยืดเวลาการเสนอจุดหรือส่วนที่สําคัญของเนื้อหา เช่น ภาพที่สําคัญ สามารถ
ปรากฏอยูบ่ นจอตอ่ ไป ขณะทีร่ ายละเอียดหรือส่วนทเ่ี กีย่ วข้องไดเ้ ปลีย่ นแปลงไปในจอ ถดั ไป
2.7 ลักษณะพิเศษประการสุดท้ายที่เด่นของสื่อประสมประเภทน้ีคือ สามารถ แสดง
เนื้อหาได้มากในระยะเวลาที่จํากัด ลักษณะพิเศษนี้ผู้สอนอาจใช้สื่อประสมนี้ทําเป็นบทนํา หรือ
บทสรุปได้
3. ประสมระบบสื่อสารกับเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับ อุปกรณ์อื่น
เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถทํางานค้นหาข้อมูล แสดงวีดีทัศนแ์ ละมีเสียงตา่ ง ๆ การ ทํางานของสื่อหลาย
ๆ อย่างในสื่อประสม ประกอบด้วยการทํางานของระบบเสียง ภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง วีดีทัศน์ และ
ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ ซึ่งขอ้ มูลทีใ่ ช้ในไฮเปอรเ์ ท็กซ์จะแสดงเนื้อหาหลักของเรื่องราว ท่ีกําลงั อ่านขณะน้ัน โดยเน้น
เป็นเนื้อหา ถ้าคําใดสามารถเชื่อมจากจุดหนึ่งในเนื้อหาไปยังเนื้อหาอื่น ได้ก็จะทําเป็นตัวหนาหรือขีดเส้น
ใต้ เมื่อผู้ใชห้ รือผู้อ่านต้องการจะดูเน้ือหาก็สามารถใช้เมาส์คลิก ไปยังข้อมูลหรือคําเหล่านั้นเพือ่ เรียนมาดู
รายละเอียดของเน้ือหาได้

61

โดยสรุปแลว้ สือ่ ประสมมี 3 ประเภทหลกั ๆ คอื ส่อื วสั ดุอุปกรณ์ เคร่ืองฉายและ สื่อเทคโนโลยี โดยผู้วิจัย
ได้เลอื กสื่อท่ีใช้ คอื ส่อื วัสดอุ ุปกรณ์ ( ส่อื ท่ีประดิษฐข์ ้ึนเองและเอกสาร ตา่ ง ๆ) และสอื่ เทคโนโลยเี พื่อให้การจัดการ
เรยี นการสอนมีประสทิ ธภิ าพมากย่งิ ขน้ึ

7.3 ลักษณะการใชส้ ื่อประสม
กิดานันท์ มลิทอง (2548, หน้า 192-193) กล่าวว่าด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีทําให้ ปัจจุบันใช้สื่อ
ประสมแตกตา่ งจากเดิมทเี่ คยใชม้ า ลักษณะการใชส้ อื่ ประสมแบง่ ออกเป็น 2 รูปแบบ ดงั นี้

1. สื่อประสม I (multimedia I) เป็นการนําสื่อหลายประเภทมาใช้ร่วมกันใน ลักษณะส่ือ
ประสมแบบดัง้ เดิม โดยทส่ี ื่อจะมสี มบตั ิเฉพาะตวั ของสื่อนนั้ ๆ เช่น ส่อื สิ่งพมิ พ์เปน็ ขอ้ ความและภาพ ของ
จําลองเป็นวัตถุย่อส่วน สไลค์เป็นภาพนิ่งกึ่งโปร่งแสง ฯลฯ มีการนําเสนอแต่ ละอย่างประกอบหรือเสนอ
ตามลาํ ดับขั้นตอนของเนอื้ หา

2. สื่อประสม I (multimedia II) เป็นสื่อประสมที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ ในการผลิต
สารสนเทศ และนําเสนอสารสนเทศในรูปแบบของ ข้อความ ภาพกราฟฟิก ภาพแอนนิ เมชัน
ภาพเคลือ่ นไหวแบบวีดที ศั นแ์ ละเสยี ง การใช้คอมพิวเตอรล์ ักษณะนส้ี ามารถใช้ได้ 3 วิธีการ คือ

2.1 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในการ ทํางานเพ่ือ
นาํ เสนอข้อมูล สารสนเทศ เช่น ควบคมุ การเสนอภาพสไลด์มัลติวิชัน เป็นตน้

2.2 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการผลิตไฟล์สื่อประสม โดยใช้ ซอฟต์แวร์
โปรแกรมสาํ เรจ็ รปู ต่าง ๆ เชน่ PowerPoint Tool Book และ Author Ware และ นาํ เสนอไฟล์
สอื่ ประสมที่ผลิตแลว้ ซอฟต์แวร์ โปรแกรมจะช่วยในการผลติ ไฟลเ์ พื่อใช้ในบทเรียน ฝกึ อบรมและ
การนําเสนองาน โดยแต่ละไฟล์จะมีลักษณะของข้อความ ภาพกราฟฟิก ภาพแอนนิเม ชัน และ
เสียงรวมอยู่ในไฟล์เดียวกัน

2.3 การใชค้ อมพิวเตอรเ์ ป็นอุปกรณ์ในการนําเสนอไฟล์ส่ือประสมท่ีผลิตและ เก็บบันทึก
ไว้ โดยสามารถนําเสนอข้อมูลเรียงตามลําดับเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น นําเสนอเนื้อหา ด้วย
โปรแกรม PowerPoint ไปตามลําดับที่ละสไลค์ การอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ละหน้าและใช้
ในลักษณะ สื่อประสมเชิงโต้ตอบที่ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับสื่อโดยตรง โดยการคลิก
เมาท์หรอื ใช้เสียงดงั เช่น บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ทเี่ รยี กยอ่ ๆ วา่ บทเรียนซีเอ ไอ
โดยสรปุ แลว้ ลักษณะการใช้ส่ือ เปน็ การเลือกสอื่ ท่เี หมาะสมกบั การใช้งานในดา้ นต่าง ๆ ที่ ตรงกับวธิ กี ารใช้
งานสื่อ ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้คอมพิวเตอร์เมื่อต้องการนําเสนอเนื้อหาโดยใช้ PowerPoint และใช้สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เม่ือ
ต้องการให้นกั เรียนทําเอกสารฝกึ หดั

62

8. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
8.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นคณิตศาสตร์
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive domain)

ในทางคณิตศาสตร์ซึ่ง Wilson (1971, pp. 643-696) ได้จําแนกพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้าน สติปัญญาในการ
เรียนวชิ าคณติ ศาสตรอ์ อกเป็น 4 ระดับคือ

1. ความรู้ความจําเกี่ยวกับการคิดคํานวณ (Computation) เป็นความสามารถในการระลึก ถึงสิ่งที่เรียน
มาแลว้ การวิเคราะห์พฤติกรรมมี 3 ด้านคอื

1.1) ความรู้ความจําเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (knowledge of specific facts) เป็น ความสามารถท่ี
จะระลึกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่นักเรียนเคยได้รับจากการเรียนรู้มาแล้วคําถามที่วัด ความสามารถในระดับน้ี
จะเกีย่ วกับขอ้ เทจ็ จริงซง่ึ นักเรียนไดส้ ะสมมาเปน็ เวลานานแล้ว

1.2) ความรู้ความจาํ เก่ียวกบั นยิ ามและศพั ท์ (knowledge of terminology) เปน็ ความสามารถ
ที่จะระลึกหรือจําศัพท์และนิยามต่าง ๆ โดยคําถามอาจจะถามโดยตรงหรือโดยอ้อมก ได้แต่ไม่ต้องอาศัย
การคดิ คาํ นวณ

1.3) ความรคู้ วามจาํ เกย่ี วกบั การใช้กระบวนการคดิ คํานวณ (ability of carry out algorithms )
เป็นความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริงหรือนิยามและกระบวนการที่ได้เรียนรู้มาแล้ว มาคิดคํานวณ
ตามลําดับข้นั ตอนข้อสอบทว่ี ัดความสามารถด้านนีต้ ้องเปน็ โจทยง์ ่าย ๆ คล้ายคลงึ กับ ตัวอย่างนกั เรียน ไม่
ตอ้ งพบกบั ความยุง่ ยากในการตัดสนิ ใจเลอื กใช้กระบวนการ
2. ความเขา้ ใจ (comprehensiveness) เป็นความสามารถในการแปลความหมายและ การขยายความใน
ปัญหาใหม่ ๆ โดยนําความรู้ที่ได้เรียนรู้มาแล้วไปสัมพันธ์กับโจทย์ปัญหาทาง คณิตศาสตร์การแสดงพฤติกรรมมี 6
ขั้นคือ

2.1) ความเข้าใจเกี่ยวกับความคิดรวบยอดหรือมโนมติ (knowledge of concepts) เป็น
ความสามารถท่ีซบั ซ้อนกวา่ ความรู้ความจําเกย่ี วกับข้อเท็จจริงเพราะมโนมติเปน็ นามธรรมที่ ประมวลจาก
ขอ้ เทจ็ จริงตา่ ง ๆ ต้องอาศยั การตดั สนิ ใจในการตคี วามหรือยกตัวอย่างของมโนมตินั้น โดยใชค้ ําพูดของตน
หรือเลอื กความหมายที่กําหนดใหซ้ ึ่งเขยี นในรูปใหม่ที่แตกต่างจากทเ่ี คยเรียน มฉิ ะน้ันเปน็ การวัดความจํา

2.2) ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการกฎและการสรุปอ้างอิงเป็นกรณีทั่วไป (mowledge of
principle, rule and generalizations) เป็นความสามารถในการนําเอาหลักการกฎและ ความเข้าใจ
เกยี่ วกบั มโนมติไปสัมพันธ์กบั โจทย์ปัญหาจนไดแ้ นวทางในการแกป้ ัญหาถ้าคําถามนั้น เป็นคําถามเกี่ยวกับ
หลักการและกฏท่ีนักเรยี นเพ่งิ เคยพบเป็นครงั้ แรกอาจจดั เปน็ พฤตกิ รรมในระดบั การวิเคราะห์กไ็ ด้

63

2.3) ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ ( knowledge of mathematical
structure) คําถามที่วดั พฤติกรรมระดับนี้เปน็ คาํ ถามที่วดั เกีย่ วกับสมบตั ิของระบบจาํ นวนและ โครงสรา้ ง
ทางพชี คณติ

2.4) ความสามารถในการแปลงส่วนประกอบของโจทย์ปัญหาจากรูปแบบหนึ่ง ไปสู่อีกรูปแบบ
หนึ่ง (ability of transform problem elements from one mode to another) เป็น ความสามารถ
ในการเปลี่ยนข้อความที่กําหนดให้เป็นข้อความใหม่เช่นเปลี่ยนจากภาษาพูดให้เป็น สมการซึ่งมี
ความหมายคงเดิมโดยไม่รวมถึงกระบวนการแกป้ ัญหา (algorithms) หลังจากเปลี่ยน แล้วอาจกล่าวได้ว่า
เปน็ พฤติกรรมท่งี า่ ยทสี่ ดุ ของพฤติกรรมระดบั ความเขา้ ใจ

2.5) ความสามารถในการใช้หลักเหตุและผล (ability to follow a line of reasoning) เป็น
ความสามารถในการอา่ นและเข้าใจข้อความทางคณติ ศาสตรซ์ ่ึงตา่ งจาก ความสามารถในการอ่านทั่ว ๆ ไป

2.6) ความสามารถในการอ่านและตีความโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ (ability to read and
interpret a problem) ขอ้ สอบที่วดั ความสามารถในขน้ั นี้อาจดดั แปลงมาจากข้อสอบทวี่ ัด ความสามารถ
ในขนั้ อื่น ๆ โดยใหน้ ักเรียนอ่านและตีความโจทย์ปัญหาซึง่ อาจอยูใ่ นรูปของข้อความ ตัวเลขข้อมูลทางด้าน
สถิตหิ รอื กราฟ
3. การนําไปใช้ (application) เป็นความสามารถในการนําความรู้กฎหลักการข้อเท็จจริง สูตรทฤษฎีที่
เรียนรูม้ าแล้วไปแกป้ ัญหาใหม่ทเ่ี กิดขึน้ เปน็ ผลสําเรจ็ การวัดพฤติกรรมมี 4 ข้ันคือ

3.1) ความสามารถในการแก้ปัญหาที่คล้ายกับปัญหาที่ประสบอยู่ในระหว่างเรียนรู้ (ability to
solve routine problem) นักเรียนต้องอาศัยความสามารถในระดับความเข้าใจและเลือก กระบวนการ
แกป้ ัญหาจนได้คําตอบออกมา

3.2) ความสามารถในการเปรียบเทยี บ (ability to make comparisons) เป็น ความสามารถใน
การค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุดเพื่อสรุปการตัดสินใจซึ่งในการ แก้ปัญหาขั้นนี้อาจต้องใช้
วิธีการคิดคาํ นวณและจาํ เป็นต้องอาศยั ความรูท้ ี่เกีย่ วข้องรวมทั้ง ความสามารถในการคิดอยา่ งมเี หตุผล

3.3) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (ability to analyze data) เป็น ความสามารถในการ
ตัดสินใจอย่างต่อเน่ืองในการหาคําตอบจากข้อมูลท่ีกําหนดใหซ้ ึ่งอาจต้องอาศัย การแยกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ออกจากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าอะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติมมี ปัญหาอื่นใดบ้างที่อาจเป็น
ตัวอย่างในการหาคําตอบของปัญหาที่กําลังประสบอยู่หรือต้องแยกโจทย์ ปัญหาออกพิจารณาเป็นส่วน ๆ
มกี ารตดั สนิ ใจหลายคร้งั อย่างตอ่ เนื่องตงั้ แต่ต้นจนได้คําตอบหรือ ผลลพั ธ์ทีต่ อ้ งการ

3.4) ความสามารถในการมองเห็นแบบลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและการ สมมาตร (ability
to recognize patterns isomorphisms and symmetries) เป็นความสามารถที่ต้อง อาศัยพฤติกรรม
อย่างต่อเนื่องตั้งแต่การระลึกถึงข้อมูลที่กําหนดให้การเปลี่ยนรูปปัญหาการจัด กระทํากับข้อมูลและการ

64

ระลกึ ถงึ ความสัมพันธ์นักเรียนต้องสาํ รวจหาสิ่งที่คนุ้ เคยกันจากข้อมูลหรือ ส่งิ ท่กี ําหนดจากโจทย์ปัญหาให้
พบ
4. การวิเคราะห์ (analysis) เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาที่นักเรียนไม่เคยเห็นหรือไม่ เคยทํา
แบบฝึกหัดมาก่อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นโจทย์ปัญหาพลิกแพลงแต่ก็อยู่ในขอบเขตของเนื้อหาวิชา ที่เรียนการแก้โจทย์
ปัญหาจําเป็นต้องอาศัยความรู้ที่ได้เรียนรู้มารวมกับความคิดสร้างสรรค์เพื่อ แก้ปัญหาพฤติกรรมในระดับนี้ถือว่า
เป็นพฤติกรรมขั้นสูงสุดของการจดั การเรียนรู้คณิตศาสตร์ซึง่ ต้องใช้สมรรถภาพทางสมองระดับสูงแบ่งออกเป็น 5
ข้ันดงั นี้

4.1) ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน (ability to solve nonroutine
problems) คําถามในขั้นนี้เป็นคําถามที่ซับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่างนักเรียน ต้องอาศัย
ความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกับความเข้าใจมโนมตินิยามตลอดจนทฤษฎีต่าง ๆ ที่เรียน มาแล้วอย่างดี
เพอ่ื แก้ปญั หา

4.2) ความสามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ (ability to discover relationships) เป็น
ความสามารถในการจัดส่วนต่าง ๆ ที่โจทย์กําหนดให้ใหม่แล้วสร้างความสัมพันธ์ขึ้นใหม่เพื่อ ใช้ในการ
แก้ปญั หาแทนการจําความสัมพนั ธ์เดิมแล้วนาํ มาใช้กบั ขอ้ มลู ใหมเ่ ท่านัน้

4.3) ความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ (ability to construct proofs) เป็น ความสามารถใน
การสรา้ งภาษาเพื่อยืนยนั ข้อความทางคณติ ศาสตร์อย่างสมเหตุสมผล โดยอาศัย นยิ ามสจั พจน์และทฤษฎี
ตา่ ง ๆ ท่ีเรียนมาแล้วพสิ ูจน์โจทย์ปญั หาทีไ่ ม่เคยพบมากอ่ น

4.4) ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อพิสูจน์ ( ability to criticize proof) เป็น
ความสามารถท่ีควบคู่กับความสามารถในการสร้างข้อพสิ ูจน์อาจเป็นพฤติกรรมที่มีความซบั ซ้อน น้อยกว่า
พฤติกรรมในการสร้างข้อพิสูจน์พฤติกรรมในขั้นนี้ต้องการให้นักเรียนสามารถตรวจสอบ ข้อพิสูจน์ว่า
ถกู ตอ้ งหรือไม่มตี อนใดผิดบ้าง

4.5) ความสามารถในการสรา้ งสูตรและทดสอบความถูกต้องให้มีผลใช้ได้เป็น กรณีท่วั ไป (ability
to formulate and validate generalizations) เป็นความสามารถในการค้นพบสูตร หรือกระบวนการ
แก้ปญั หาและพสิ จู นว์ า่ ใชเ้ ปน็ กรณีท่วั ไปได้
จากการจําแนกพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสติปัญญาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ Wilson (1971)
พบว่า การทําวิจัยนี้ได้มีแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่จําแนกโดยใช้ระดับความรู้ ความจําเกี่ยวกับการคิดคํานวณ
ความเขา้ ใจ การนําไปใช้เพ่ือใช้ในการประเมนิ ความสามารถของ นกั เรยี นตามวตั ถปุ ระสงคท์ ต่ี ้งั ไว้

65

8.2 จุดประสงคข์ องการวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นคณติ ศาสตร์
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เป็นกระบวนการที่ต้องทําควบคู่ไปกับการ จัดการเรียนรู้
โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546, หน้า 119) ได้ กล่าวถึงจุดประสงค์ของการวัดผล
สมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตรไ์ ว้ 3 ประการดังน้ี
1. เพื่อการวินิจฉัยความรู้พื้นฐานและทักษะที่จําเป็นของนักเรียนซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชา
คณติ ศาสตร์มี 2 ข้ันตอนดงั นี้

1.1) การวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนเป็นการประเมินความรู้พื้นฐานและทักษะที่ จําเป็นที่
นักเรียนควรมีก่อนการเรียนรู้บทเรียนหรือหน่วยการเรียนรู้ใหม่ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ครู นําไปใช้เพื่อจัด
กลมุ่ นกั เรียนและจดั กจิ กรรมการเรียนร้ใู หต้ รงกับความถนัดและความสามารถของ นกั เรยี น

1.2) การวดั ผลสมั ฤทธ์ริ ะหว่างการเรยี นเป็นการประเมินเพื่อวินจิ ฉัยนักเรียนใน ระหว่างการเรียน
ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ครูนําไปใช้เพื่อศึกษาพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนเป็น ระยะ ๆ ว่านักเรียนมี
พฒั นาการเพิ่มขนึ้ เพยี งใดถ้าพบวา่ ไมม่ ีพัฒนาการเพิ่มข้นึ ครูจะได้หาทางแก้ไข ไดท้ ันทว่ งที
2. เพื่อใช้ผลของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประเมินในการตัดสินผลการเรียนของ นักเรียนและให้
ระดบั คะแนน
3. เพื่อใช้ผลของการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเป็นข้อมูลสารสนเทศในการวางแผน บริหารจัดการศึกษา
ของสถานศึกษากาํ หนดนโยบายและการพฒั นาหลกั สูตรต่าง ๆ
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต้องทําอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการจัด กิจกรรมการ
เรียนรู้ต้องสอดคล้องกับคุณภาพของนักเรียนที่ระบุไว้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และ จะต้องสอดคล้องกับผลการ
เรียนรู้ที่คาดหวังซึ่งกําหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาและใช้เป็น แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือ
ตรวจสอบวา่ นกั เรยี นได้บรรลุผลการเรยี นรู้ตามมาตรฐาน ทก่ี าํ หนดไว้
8.3 หลักการวดั ผลและประเมนิ ผลทางคณิตศาสตร์
เพื่อให้การวัดผลและประเมินผลเป็นไปอย่างถกู ต้องมีประสิทธิภาพสอดคลอ้ งกับจติ วิทยา การเรียนรูแ้ ละ
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานพุทธศักราช 2551 ควรยึดหลกั ในการปฏบิ ัติ ดังน้ี
- วัดผลให้สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรู้และเปา้ หมายการเรียนรู้
- วัดผลดว้ ยเครือ่ งมอื ทมี่ ีคณุ ภาพ
- การแปลผลถกู ตอ้ ง
- มีความยุติธรรม
- การใชผ้ ลการวัดและประเมนิ ผลอยา่ งคุ้มคา่
- การวัดผลและประเมินผลตอ้ งกระทาํ อย่างต่อเน่อื ง

66

การประเมนิ ผลกลุม่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตรย์ ดึ หลกั การสาํ คัญดังนี้
1. การประเมินผลต้องกระทําอย่างต่อเนื่องและควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนควรใช้งาน
หรือกิจกรรมคณติ ศาสตร์เปน็ สิง่ เรา้ ให้ผ้เู รียนเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มในการเรียนรู้และ ใชก้ ารถามคาํ ถามนอกจากการถาม
เพื่อตรวจสอบและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาแล้วควร ถามคําถามเพื่อตรวจสอบและส่งเสริมทักษะและ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้วยเช่นการถาม คําถามในลักษณะ “นักเรียนแก้ปัญหานี้อย่างไร” “ใครสามารถคิด
หาวิธีการนอกเหนือไปจากนี้ได้ อีก” “นักเรียนคิดอย่างไรกับวิธีการที่เพื่อนเสนอ” การกระตุ้นด้วยคําถามซึ่งเน้น
กระบวนการคิดทํา ให้เกิดปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งผูเ้ รยี นด้วยกันและระหว่างผเู้ รียนกบั ผสู้ อนผเู้ รยี นมีโอกาสได้พูดแสดง
ความคิดเห็นของตนแสดงความเห็นพ้องและโต้แย้งเปรยี บเทียบวธิ ีการของตนกับของเพ่ือนเพื่อ เลือกวิธีการท่ีดีใน
การแก้ปัญหาด้วยหลักการเชน่ น้ีทาํ ให้ผสู้ อนสามารถใช้คาํ ตอบของผเู้ รียนเปน็ ขอ้ มูลเพ่อื ตรวจสอบเก่ียวกับความรู้
ความเข้าใจและทกั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของผู้เรยี น
2. การประเมินผลต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และเป้าหมายการเรียนรู้จุดประสงค์และ เป้าหมายการ
เรยี นรใู้ นทีน่ ี้เปน็ จุดประสงคแ์ ละเป้าหมายที่กาํ หนดไวใ้ นระดับช้นั เรยี นระดับ สถานศกึ ษาและระดับชาติในลักษณะ
ของสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ที่ประกาศไวใ้ นหลกั สูตร เป็นหน้าที่ของผู้สอนท่ีตอ้ งประเมินผลตามจุดประสงค์
และเปา้ หมายการเรียนรู้เหล่าน้ีเพ่ือให้ สามารถบอกได้ว่าผู้เรียนบรรลผุ ลการเรยี นรู้ตามมาตรฐานท่ีกําหนดหรือไม่
ผู้สอนต้องแจ้ง จุดประสงค์และเป้าหมายการเรียนรู้ในแต่ละเรื่องให้ผู้เรียนทราบเพื่อให้ผู้เรียนเตรียมพร้อมและ
ปฏบิ ตั ิตนใหบ้ รรลจุ ุดประสงค์และเป้าหมายท่กี ําหนด
3. การประเมินผลทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์มีความสําคัญเท่าเทียมกับการวัด ความรู้ความ
เข้าใจในเนื้อหาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ได้แก่การแก้ปัญหาการให้ เหตุผลการสื่อสารการสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร์และการนําเสนอการเชื่อมโยงและการมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทั กษะและ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เกิดกับ ผู้เรียนเพื่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพรู้จักแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเองปรับตัวและดํารงชีวิตอย่างมี ความสุขผู้สอนต้องออกแบบงานหรือกิจกรรมซึ่งส่งเสริมให้เกิด
ทักษะและกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ (การประเมินกระบวนการทางคณติ ศาสตร์อาจใชว้ ธิ ีการสังเกตสัมภาษณ์
หรอื ตรวจสอบคุณภาพผลงานเพื่อประเมินความสามารถของผูเ้ รยี น) งานหรือกิจกรรมการเรยี นบาง กิจกรรมอาจ
ครอบคลุมทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรห์ ลายด้านงานหรือกจิ กรรมจงึ ควรมี ลกั ษณะตอ่ ไปน้ี

- สาระในงานหรอื กิจกรรมมกี ารเช่ือมโยงความรหู้ ลายเรื่อง
- ทางเลอื กในการดําเนินงานหรือแกป้ ัญหามไี ด้หลายวิธี
- เงื่อนไขหรือสถานการณ์ปัญหามีลักษณะเป็นปัญหาปลายเปิดที่ให้ผู้เรียนที่มี ความสามารถ
ต่างกันมโี อกาสแสดงกระบวนการคดิ ตามความสามารถของตน
- งานหรือกิจกรรมต้องเอื้ออํานวยให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการสื่อสารสื่อ ความหมายทาง
คณติ ศาสตรแ์ ละนําเสนอในรปู การพูดการเขยี นการวาดรปู เป็นต้น

67

- งานหรอื กิจกรรมต้องใกล้เคียงสภาพจรงิ หรือสถานการณ์ทเี่ กิดข้ึนจรงิ เพ่ือให้ ผู้เรียนตระหนักใน
คณุ ค่าของคณติ ศาสตร์
4. การประเมินผลการเรียนรู้ต้องนําไปสู่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนรอบด้านการ ประเมินผลการ
เรียนรู้มใิ ชเ่ ปน็ เพียงการให้ผเู้ รียนทาํ แบบทดสอบในชว่ งเวลาทีก่ ําหนดเท่านน้ั แต่ ควรใชเ้ ครอ่ื งมอื วดั และวธิ กี ารวัดท่ี
หลากหลายเช่นการทดสอบการสังเกตการสัมภาษณ์การ มอบหมายงานให้ทําเป็นการบ้านการทําโครงงานการ
เขียนบันทึกโดยผู้เรียนการให้ผู้เรียนจัดทํา แฟ้มสะสมงานของตนเองหรือการให้ผู้เรียนประเมินตนเองการใช้
เครื่องมือวัดและวิธีการที่ หลากหลายจะทําให้ผู้สอนมีข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับผู้เรียนเพื่อนําไปตรวจสอบกับ
จุดประสงค์และ เป้าหมายการเรียนรู้ที่กําหนดไว้เป็นหนา้ ที่ของผู้สอนที่ต้องเลือกและใช้เครื่องมือวัดและวิธีการที่
เหมาะสมในการตรวจสอบการเรียนรู้การเลือกใช้เครื่องมือเพื่อการประเมินผลขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ ของการ
ประเมินเช่นการประเมินเพื่อวินิจฉัยผู้เรียนการประเมินเพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับ การเรียนการสอนและ
การประเมินเพ่ือตัดสินผลการเรยี นการประเมินเพื่อวนิ ิจฉัยผเู้ รียนมี จุดประสงคเ์ พอ่ื คน้ หาข้อบกพรอ่ งในการเรียนรู้
และสาเหตุของข้อบกพร่องและตรวจสอบความ พอเพียงของความรู้และความสามารถที่เป็นพื้นฐานจําเป็นของ
ผู้เรียนวิธีประเมินควรใช้การสังเกตการสอบปากเปล่าหรือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยทั้งนี้คําถามหรืองานที่ให้
ผู้เรียนทําควรมุ่งไปที่ เนื้อหาที่เป็นพื้นฐานจําเป็นที่ผู้เรียนทุกคนต้องรู้รวมทั้งทักษะและกระบวนการทาง
คณิตศาสตร์ด้วย การประเมินเพอ่ื ให้ได้ข้อมลู ย้อนกลบั เกีย่ วกับการเรียนการสอนมีจุดประสงค์สาํ คัญเพ่ือตรวจสอบ
ว่าผู้เรียนบรรลุถึงผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหรือไม่เพียงใดวิธีการประเมินควรครอบคลุมตั้งแต่การ ทดสอบการ
นําเสนองานในชั้นเรียนการทําโครงงานการแก้ปัญหาการอภิปรายในชั้นเรียนหรือการ ทํางานที่มอบหมายให้เป็น
การบ้านการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบ ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจและสามารถ
ประยุกต์ความรู้ได้เพียงใดสมควร ผ่านรายวิชานั้นหรือไม่วิธีการประเมินควรพิจารณาจากการปฏิบัติงานและการ
สอบที่สอดคล้องกับ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของรายวิชา (กรณีตัดสินผลการเรียนรู้รายวิชา) หรือมาตรฐานการ
เรียนรู้ ช่วงชั้น (กรณีตัดสินการผ่านช่วงชั้น) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้สําหรับจุดประสงค์ การ
ประเมินหนึ่งไม่ควรนํามาใช้กับอีกจุดประสงค์หนึ่งเช่นไม่ควรนําแบบทดสอบเพื่อการแข่งขัน หรือการคัดเลือก
ผเู้ รียนมาใชเ้ ปน็ แบบทดสอบสาํ หรบั ตัดสินผลการเรยี นรู้
5. การประเมินผลการเรียนรู้ต้องเป็นกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความ กระตือรือร้นในการ
ปรับปรุงความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของตนการประเมินผลที่ดีโดยเฉพาะ การประเมินผลระหว่างเรียนต้องทํา
ให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นคิดปรับปรุงข้อบกพร่องและ พัฒนาความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของตนเองให้
สูงขึ้นเป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ต้องสร้างเครื่องมือ วัดหรือวิธีการที่ท้าทายและส่งเสริมกําลังใจแก่ผู้เรียนในการ
ขวนขวายเรียนรู้เพิ่มขึ้นการเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองด้วยการสร้างงานหรือกิจกรรม
การเรียนรู้ที่ส่งเสริม บรรยากาศให้เกิดการไตร่ตรองถึงความสําเร็จหรือความล้มเหลวในการทํางานของตนเองได้
อย่าง อิสระเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการปรับปรุงและพัฒนา ความสามารถ

68

ดา้ นคณติ ศาสตรข์ องตน หลกั การวดั ผลและการประเมนิ ผลทางคณิตศาสตรต์ ้อง กระทาํ อยา่ งตอ่ เน่ืองและควบคู่ไป
กับกระบวนการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และ เป้าหมายการเรียนรู้การประเมินผลทักษะและ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์มีความสําคัญเท่าเทียม กับการวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหานําไปสู่ข้อมูล
สารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนรอบด้านและการ ประเมินผลการเรียนรู้ต้องเป็นกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ความกระตอื รือร้นในการ ปรับปรงุ ความสามารถด้านคณติ ศาสตร์ของตน

8.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ความหมายทั่วไปของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีนักการศึกษาหลายท่านได้ ให้คํานิยามไว้
ดงั น้ี
Ross and Stanley (1967, pp. 488) ได้ให้ความหมายว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน
หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางวิชาการเช่นแบบทดสอบวิชาเลขคณิต แบบทดสอบวิชาพีชคณิต
เปน็ ตน้
สิริพร ทพิ ย์คง (2545, หนา้ 193) ไดก้ ลา่ ววา่ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถงึ ชุดคําถามท่ี
มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนให้มีความรู้ทักษะและสมรรถภาพทาง สมองด้านต่าง ๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไป
แลว้ มากนอ้ ยเพยี งใดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบ่งออกเปน็ 2 ประเภทคอื
1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มาตรฐาน (Standardized achievement test) เป็นแบบทดสอบ ที่สร้าง
ขึ้นโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวัดผลและประเมินผลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะวิชามีการ วางแผนการสร้าง
ข้อสอบอยา่ งมีระบบกําหนดวตั ถุประสงค์มีการทดลองใชแ้ บบทดสอบที่สรา้ งข้ึน เพอ่ื ตรวจสอบความเป็นมาตรฐาน
มกี ารกาํ หนดเวลาและวธิ กี ารดาํ เนนิ การของการทดสอบตลอดจน คูม่ อื ประกอบการใช้แบบทดสอบอย่างละเอียดมี
การวิเคราะห์และปรบั ปรงุ หลายคร้งั จนได้ แบบทดสอบท่มี ีคณุ ภาพดี
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผู้สอนสร้างขึ้น (teacher made test) เป็นแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ท่ี
ผู้สอนสรา้ งขนึ้ เองเพอื่ ใชใ้ นการวดั ผลการเรียนรู้ของนกั เรยี นในเรื่องทน่ี ักเรียนได้ เรยี นรู้ไปแลว้
จากความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นมีความมุ่งหมายที่สําคัญคือใช้ ตรวจสอบคุณภาพนักเรียนด้วยวิธีที่
หลากหลายซึ่งอาจจะเนน้ การวัดความรู้ความคิดทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
ที่ครอบคลุมถึงเจตคติทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอและตรงตามความเป็นจริงผลที่ได้จาก
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจะนําไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และการเลื อก
รปู แบบการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ต่อไป
9.ความพงึ พอใจในกิจกรรมการเรยี นรู้วิชาคณติ ศาสตร์
9.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
มีผู้ให้ความหมายของความพงึ พอใจไว้หลายความหมาย ดงั น้ี

69

ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2542, หน้า 5) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า เป็น ความรู้สึก
พงึ พอใจในการรว่ มกจิ กรรมแบบเตม็ ใจ และพึงพอใจจนเกิดความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ

ศลใจ วิบูลย์กิจ (2544, หน้า 42) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพอารมณ์ของบุคคล ที่มีต่อ
องคป์ ระกอบของคณุ ภาพงานและสภาพแวดล้อมในการทํางานทต่ี อบสนองความต้องการ ของบคุ คลนั้น ๆ

ปิยวรรณ สังข์จัทราพร (2547, หน้า 56) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง เป็นความรู้สึก ชอบ พอใจ ท่ี
สืบเนื่องมาจากทัศนคติด้านต่าง ๆ ที่มีต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ความมั่นคง ความ
ปลอดภัย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตลอดจนสนองความต้องการของ บุคคล ความพึงพอใจทําให้บุคคลเกิด
ความสบายใจ เกิดความสขุ เปน็ ผลดตี อ่ การปฏิบตั งิ าน

Walerstein (1971, pp.256) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับ ผลสําเร็จ
ตามความมุ่งหมายและอธิบายว่าความพึงพอใจ เป็นการกระทําทางจิตวิทยา ไม่สามารถ มองเห็นได้ชัดเจน แต่
สามารถคาดคะเนว่าได้มีหรือไม่มีจากการสังเกตพฤติกรรมของคนเท่านั้น การที่จะทําให้คนเกิดความพึงพอใจ
จะต้องศกึ ษาปัจจยั และองค์ประกอบทเี่ ป็นสาเหตุของความพึง พอใจนั้น

Good (1973, pp.320) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง คุณภาพ หรือระดับความพอใจ ซึ่ง เป็นผลจาก
ความสนใจตา่ ง ๆ และทศั นคตทิ บ่ี ุคคลมีต่อกจิ กรรม

Wolman (1973, pp.384) กลา่ วว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูส้ ึกทม่ี ีความสุขเมือ่ เรา ไดร้ บั ผลสําเรจ็
ความจุดมุง่ หมายความต้องการหรือแรงจูงใจ

Davis (1981, pp.83, อ้างถึงใน ธีรวัฒน์ ต๊ะแก้ว, 2558, หน้า 32) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความสมั พนั ธ์ระหว่างความคาดหวงั กบั ผลประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั

ธีรวฒั น์ ตะ๊ แก้ว (2558, หนา้ 32) กลา่ วว่า ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรูส้ กึ พอใจหรอื ความรู้สึกชอบท่ี
เกิดขึ้นของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยการแสดงออกต่อสิ่งนั้นด้วยความ กระตือรือร้น เอาใจใส่ และกระทําส่ิง
นนั้ จนบรรลจุ ุดม่งุ หมาย

จากความหมายของความพงึ พอใจสามารถกล่าวโดยสรุปได้วา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบตอ่
สิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยสามารถแสดงออกทางความรู้สึกที่ทําให้เกิดความสุข และมี ความกระตือรือร้นที่จะทําสิ่งนั้นให้
เกดิ ความสาํ เร็จ

9.2 ทฤษฎที เี่ ก่ียวขอ้ งกับความพงึ พอใจ
การที่บุคคลจะเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้นั้นจะต้องมีแรงจูงใจให้เกิดขึ้น ซึ่งต้องอาศัย ปัจจัยหลาย
อย่างมากระตุน้ นักจติ วทิ ยาแบ่งแรงจงู ใจออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี (สณุ ยี ์ ธรี ดากร, 2525, หน้า 88)

1. แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ได้แก่ การจูงใจที่เกิดจากความรู้ภายใน ของผู้เรียน
เอง เช่น ความตอ้ งการ ความสนใจ และทศั นคตทิ ่ีดีต่อวชิ าท่เี รยี น ทําให้ผู้เรียนเกิด ความรสู้ กึ กระตือรือร้น
อยากรู้อยากเห็น อยากเรยี น เต็มใจและตงั้ ใจเรยี น เพราะต้องการความรมู้ ใิ ช่ เรยี นเพราะหวังผลอยา่ งอนื่

70

2. แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) ได้แก่ การจูงใจทเี่ กิดจาก สภาพแวดลอ้ มภายนอก
มาชักจูงหรือกระตุ้นให้เกิดการจูงใจภายในขึ้น เป็นต้นว่า วิธีสอน บุคลิกภาพของผู้สอน และเทคนิคที่ครู
ใช้ในการสอน จะเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยาก เรียน การกระทําที่เกิดจากแรงจูงใจภายนอก
ไม่ได้เป็นการกระทําเพื่อความสําเรจ็ ของสิ่งนั้นอย่าง แท้จริง แต่เป็นการกระทําเพื่อสิ่งจงู ใจอย่างอื่น เชน่
การเรียนหวงั คะแนน นอกเหนือไปจากการ ไดร้ บั ความรู้
ตามทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow, 1970, pp.80-81) ได้จัดประเภทความต้องการตาม ความสําคัญ
ออกเปน็ 5 ระดับ จากต่ําไปสงู ดังนี้

1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐานเพื่อ ความอยู่
รอด เช่น อาหาร อากาศ น้ําดื่ม ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการการยก ย่อง และ
ความตอ้ งการทางเพศ

2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety needs) หรือความต้องการที่เหนือกว่าความ ต้องการ
การอยูร่ อด ซ่ึงมนุษยต์ อ้ งการในระดับทสี่ ูงข้ึน เช่น ต้องการความม่ันคงในการทํางาน ความ ตอ้ งการได้รับ
การปกปอ้ งคุ้มครอง ความตอ้ งการความปลอดภยั จากอันตรายตา่ ง ๆ เป็นต้น

3. ความต้องการด้านสังคม (Social needs) หรือความต้องการความรักและการ ยอมรับ (Love
and belongingness needs) เช่น ความต้องการทั้งในแง่ของการให้และการได้รับซึ่ง ความรัก ความ
ต้องการเปน็ สว่ นหน่งึ ของหม่คู ณะ ความตอ้ งการใหไ้ ด้รับการยอมรบั

4. ความต้องการการยกย่อง (Esteem needs) ซึ่งเป็นความต้องการการยกย่อง ส่วนตัว (Self-
esteem) ความนับถือ (Recognition) และสถานะ (Status) จากสังคม ตลอดจนเป็นความพยายามที่จะ
ใหม้ ีความสัมพันธ์ระดบั สงู กับบุคคลอื่น เช่น ความตอ้ งการให้ได้รบั การเคารพ นบั ถือ ความสําเร็จ ความรู้
ศกั ด์ิศรี ความสามารถ สถานะทดี่ แี ละมชี อ่ื เสยี งในสังคม

5. ความต้องการประสบความสําเร็จสูงสุดในชีวิต (Self-actualization needs) เป็น ความ
ตอ้ งการสงู สุดของแตล่ ะบุคคล ซงึ่ ถ้าบุคคลใดสามารถบรรลุความต้องการในขั้นนี้จะได้รับ การยกย่องเป็น
บุคคลพิเศษ เชน่ ความต้องการที่เกดิ จากความสามารถทําทุกสงิ่ ทุกอยา่ งได้สาํ เรจ็ นักรอ้ งหรือนักแสดงท่ีมี
ช่อื เสยี ง
9.3 การวัดความพึงพอใจ
ในการวัดความพงึ พอใจนั้น บญุ เรยี ง ขจรศลิ ป์ (2539, หน้า 78) ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกบั เรือ่ งนวี้ า่ ทัศนคติ
หรือเจตคติเป็นนามธรรมเป็นการแสดงออกค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นการยากที่จะ วัดทัศนคติได้โดยตรง แต่เรา
สามารถที่จะวัดทัศนคติได้โดยอ้อม โดยความคิดเห็นของบุคคล เหล่านั้นแทน ฉะนั้น การวัดความพึงพอใจก็มี
ขอบเขตที่จํากัดดว้ ย อาจมคี วามคลาดเคลือ่ นข้ึน ถา้ บุคคลเหล่านัน้ แสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับความรสู้ ึกที่แท้จริง
ซึ่งความคลาดเคลือ่ นเหลา่ นย้ี ่อม เกดิ ข้นึ ไดเ้ ปน็ ธรรมดาของการวดั โดยท่ัว ๆ ไป

71

ภณิดา ชัยปัญญา (2541, หน้า 28) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น สามารถทําได้ หลายวิธี
ดังตอ่ ไปน้ี

1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบความคิดเห็น ซึ่งสามารถ
กระทาํ ไดใ้ นลักษณะกาํ หนดคําตอบใหเ้ ลือก หรือตอบคาํ ถามอิสระ คาํ ถามดงั กลา่ วอาจ ถามความพอใจใน
ดา้ นตา่ ง ๆ

2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและ วิธีการที่ดีจะได้
ขอ้ มลู ทเ่ี ป็นจรงิ

3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมายไม่ว่าจะ
แสดงออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทําอย่างจริงจัง และ สังเกตอย่างมีระเบยี บ
แบบแผน
จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจหรือ
ความรสู้ ึกชอบ ท่เี กิดขึ้นของบคุ คลที่มีต่อส่ิงหนง่ึ ส่ิงใด โดยการแสดงออกต่อ สง่ิ นัน้ ดว้ ยความกระตือรือร้น เอาใจใส่
และกระทําสิ่งนั้นจนบรรลุจุดมุ่งหมาย ซ่ึงจะเห็นได้ว่าความพึงพอใจของบุคคลจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคล ได้ตอบสนอง
ความต้องการ โดยสง่ิ ทท่ี ําใหเ้ กดิ ความพึง พอใจ ได้แก่ สง่ิ จงู ใจที่บุคคลต้องการและบุคคลจะพอใจกระทําสิ่งต่าง ๆ
ที่เขาได้รับความสุข เช่นเดียวกับผู้เรียน เมื่อได้รับความพึงพอใจก็จะกระทําให้ผู้เรียนมี พฤติกรรมอันก่อให้เกิด
ความสุข ในด้านการจัดการเรียนรู้ จึงควรที่จะเสนอสิ่งเร้าหรือสิ่งจูงใจให้ผู้เรียนมีความรู้สึกพึงพอใจ มองเห็น
ความสําคัญและคุณค่าของการเรียน โดยในที่นี้ได้เลือกใช้แบบสอบถามความพึงพอใจเพื่อ เป็นการวัดความพึง
พอใจที่ต้องการทราบ มีทั้งหมด 4 ด้าน คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้าน ครูผู้สอน ด้านส่ือการเรียนรู้ และ
ด้านการวดั ผลและการประเมินผลการเรียนรู้
10. ดัชนปี ระสิทธผิ ล
มผี ใู้ ห้ความหมายของดชั นีประสิทธผิ ล (Effectiveness Index: E.I.) ไว้ดังตอ่ ไปนี้
กรมวชิ าการ (2545, หน้า 58) กลา่ ววา่ ดัชนปี ระสิทธิผล (E.I.) เปน็ คา่ แสดงความกา้ วหน้า ของผ้เู รยี นดชั นี
ประสทิ ธผิ ลควรมคี า่ 0.5 ข้นึ
บุญชม ศรีสะอาด (2546, หน้า 157 -159) กล่าวว่าในการวิเคราะห์หาประสิทธิผลของสื่อ วิธีสอน หรือ
นวัตกรรม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและพัฒนาขึ้นว่ามีประสิทธิผล (effectiveness) เพียงใด ก็จะนําสื่อที่พัฒนาขึ้นไป
ทดลองใชก้ บั ผู้เรียนทอี่ ยู่ในระดบั มากเหมาะสม แล้วนาํ ผลการทดลอง มาวเิ คราะห์หาดชั นีประสทิ ธิผล
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2546, หน้า 170) ได้กล่าวถึงดัชนีประสิทธิผลไว้ว่า ค่าที่คํานวณจะได้ เป็นทศนิยม
ซึ่งค่าทศนิยมที่ได้ถ้ามีค่าใกล้ 1 มากเพียงใดยิ่งแสดงว่าสื่อนั้นมีประสิทธิภาพมาก ข้อมูลที่นํามาใช้ในการคํานวณ
มาจากคะแนนผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ทงั้ การทดสอบ กอ่ นเรียน และการทดสอบหลังเรยี น

72

เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545, หน้า 30-36) ได้วิเคราะห์ประสิทธิภาพ ของสื่อและ
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกระบวนการของ สื่อ (E1) และประสิทธิภาพของ
ผลลัพธ์ (E2) สรุปได้ว่า เป็นการพิจารณาที่เน้นกระบวนการ (E1) กับผลลัพธ์ของสื่อ (E2) ที่ใช้ ถ้าหากผู้วิจัย
ตอ้ งการพจิ ารณาต่อไปว่าแผนการเรียนหรือสื่อท่ีสรา้ งขนึ้ ยังมีคณุ ภาพในแงม่ ุมอ่ืนอีกหรือไม่ กส็ ามารถพิจารณาได้
โดยดูพัฒนาการของนักเรียน คือ พิจารณา ว่าก่อนหรือหลังการเรียนเรื่องใด ๆ นักเรียนได้พัฒนาหรือมี
ความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างเชื่อได้ หรือไม่ หรือเพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งอาจจะพิจารณาได้จากการคํานวณหาค่า t-test
(dependent samples) หรือหาคา่ ดชั นีประสิทธิผล (effectiveness index: E.I.) มรี ายละเอียดดังนี้

1. การหาพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้เรียน โดยอาศัยการหาค่า t-test (dependent samples) เป็นการ
พิจารณาดูว่านักเรียนมีพัฒนาการเพ่ิมขึ้นอย่างเช่ือถือ ไดห้ รือไม่ โดยทําการทดสอบนักเรียน ทกุ คนกอ่ นเรียน (pre
- test) และหลังเรียน (post - test) แล้วนํามาหาค่า t-test (dependent samples) หากมีนัยสําคัญทางสถิติก็
ถือได้ว่านักเรยี นกลุ่มท่ผี วู้ ิจัยกาํ ลังศึกษามพี ฒั นาการเพ่ิมขึน้ อย่างเช่อื ถอื ได้

2. การพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้เรียนโดยอาศัยการหาค่าดัชนีประสิทธิผล (effectiveness index: E.I.)
ใชว้ ิธกี ารของกดู แมน เฟลอเทอร์ และชไนเดอร์ มีสตู รดังน้ี

ดัชนีประสิทธิผล (รายบุคคล) เท่ากับ ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียนกับก่อนเรียน หารด้วยความ
แตกต่างของคะแนนเตม็ กับคะแนนกอ่ นเรียน

ดัชนีประสิทธิผล (กลุ่ม) เท่ากับ ความแตกต่างของคะแนนหลังเรียนกับก่อนเรียน ของทุกคนหารด้วย
ความแตกตา่ งของ (คะแนนเตม็ คณู ดว้ ยจาํ นวนผู้เรียน) กบั คะแนนกอ่ นเรยี นของทุกคน

E.I. รายบุคคล = คะแนนสอบหลังเรียน - คะแนนสอบก่อนเรยี น
คะแนนเต็ม – คะแนนสอบกอ่ นเรียน

E.I. กลมุ่ = ผลรวมของคะแนนสอบหลงั เรยี น – ผลรวมรวมของคะแนนสอบก่อนเรยี น
(จํานวนนกั เรยี น x คะแนนเตม็ ) - ผลรวมของคะแนนสอบก่อนเรยี น

การหาค่า E.ทั้งรายบุคคลและกลุ่ม เป็นการพิจารณาพัฒนาการในลักษณะที่ว่าเพิ่มขึ้น เท่าไร ไม่ได้
ทดสอบว่าเพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น ค่า E.I. = 0.6240 นั้น เรียกว่า หาค่าดัชนี ประสิทธิผล (E.I.) และ
เพื่อให้สื่อความหมายกันง่ายขึ้นจึงแปลงคะแนนให้อยู่ในรูปร้อยละ เช่น จากค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) = 0.6240
คดิ เป็นรอ้ ยละ 62.40

จากข้างต้น สรุปได้ว่า ดัชนีประสิทธิผล (EI.) เป็นค่าที่แสดงความก้าวหน้าของผู้เรียน โดยพิจารณาจาก
คะแนนสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น ซ่งึ ควรมคี า่ มากกวา่ 0.5 ข้ึนไป

73

11. งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
งานวิจยั ภายในประเทศ
บุศรา อิ่มทรัพย์ (2551, หน้า 90-91) ได้ทําการวิจัยเรื่อง ผลการใช้สื่อประสมเรื่อง “การ แปลงทาง

เรขาคณติ ” ทีม่ ตี ่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและเจตคตใิ นการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ของ นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
2 กลุ่มตัวอย่างมีนักเรียน 26 คน ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง
เรขาคณิต ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ส่ือประสม สูงกว่าเกณฑ์การเรียน 50% อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .01 และเจตคติในการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้สื่อประสม เรื่องการแปลง
ทางเรขาคณิต หลัง ทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .01

จงรัก ตั้งจิตเพียรดี (2551, หน้า 59-61) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การสร้างสื่อประสม ประกอบการเรียนการ
สอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมติ ิเบื้องต้น ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกรุงเทพค
ริสเตียนวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างมีนักเรียน 33คน ผลการวิจัย พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง
“ฟงั ก์ชนั ตรีโกณมิติเบือ้ งต้น” โดยใช้ส่ือ ประสมหลงั การเรียนสงู กว่าก่อนการเรียนอย่างมนี ัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 และรอ้ ยละ 65.44 ของนกั เรียนมเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ การเรยี นคณติ ศาสตร์โดยใชส้ ่ือประสม

นารี สุตตะนา (2552, หน้า 31-33) ได้ทําการวิจัยเรือ่ ง การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น วชิ าคณิตศาสตร์
เรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนามดีกรีสอง โดยใช้สื่อประสมของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างมี
นักเรียน 100 คน จํานวน 2 ห้องเรียน ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง “การ
แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง” โดยการใช้สื่อ ประสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่า
กอ่ นเรยี นอยา่ งมีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ี่ ระดับ .05

เบญจมาศ จักษุศรี (2553, หน้า 55-60) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชา
คณิตศาสตร์เรื่อง “ความน่าจะเป็น” โดยใช้สื่อประสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดบึง
ทองหลาง กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างมีนักเรียน 50 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ เรือ่ ง “ความนา่ จะเป็น” โดยการใชส้ ือ่ ประสมของนักเรียน ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 หลังการเรียนสูงกว่า
เกณฑ์ 70% อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ นักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดกิจกรรมการ
เรียนรวู้ า่ มคี วามเหมาะสม

สุภลักษณ์ ระงบั ภัย (2553, หน้า 64-71) ไดท้ ําการวิจยั เรอ่ื ง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิททางการ เรยี นวิชาการ
คิดและการตัดสินใจเรื่อง “ตรรกศาสตร์และการให้เหตุผล” โดยการใช้สื่อประสมของ นักศึกษาชั้นปีที่ 1
มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี กลุ่มตัวอย่างมีผู้เรียน 39 คนผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาการคิดและการตัดสินใจ เรื่อง “ตรรกศาสตร์และการ ให้เหตุผล” โดยการใช้สื่อประสมของ
นกั ศกึ ษาช้ันปที ่ี 1 หลังการเรียนสูงกวา่ ก่อนการเรียนอยา่ งมี นยั สาํ คัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05 และผลสัมฤทธ์ทิ างการ

74

เรียนวิชาการคิดและการตัดสินใจหลังการ เรียนสูงกว่าเกณฑ์ 70% อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05และ
ผเู้ รียนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัด กิจกรรมการเรยี นรูว้ า่ มคี วามเหมาะสม

สุลักขณา คุ้มทรัพย์ (2555, หน้า 80-82) ได้ทําการวิจัยเร่ือง ผลของการจัดการเรียนรู้ โดย ใช้สื่อประสม
เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงเรื่องวิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมู่ ที่มีต่อความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์และ
แรงจูงใจใฝส่ มั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 5 กลุ่มตัวอย่างมนี ักเรียน 47 คน
ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้
โดยใชส้ ่อื ประสมเชอื่ มโยงกับ สถานการณจ์ ริง เรื่องวธิ เี รียงสับเปล่ยี นและวธิ ีจัดหมูส่ ูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 60 อย่างมี
นัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .01และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง เรื่องวิธีเรียงสับเปลี่ยน และวิธีจัดหมู่
หลงั ทดลองสงู กวา่ กอ่ นทดลองอย่างมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01

ทวีศักดิ์ ทองดอนน้อย (2555, หน้า 60) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการสอนแบบสื่อ ประสม เรื่อง
ทฤษฎีกราฟเบื้องต้น สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่ม
ตัวอย่างมีนักเรียน 41 คน ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนแบบสื่อประสม เรื่อง ทฤษฎีกราฟเบื้องต้น สําหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 82.01/81.22 ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม
เร่อื ง ทฤษฎกี ราฟเบื้องต้นสําหรบั นักเรยี นชั้น มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 และนักเรียนมีความพึง พอใจต่อชุดการสอนแบบสื่อประสม เรื่องทฤษฎีกราฟเบื้องต้น สําหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ในระดบั มาก

งานวิจยั ต่างประเทศ
Wang (2010 อ้างถึงใน กิริยา กองชุน, 2554, หน้า 35) ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ เทคโนโลยีส่ือ
ประสมในจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยให้ครูได้จําลองผลที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้และ ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
จากการใช้สื่อประสมซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าวิธีการสอนแบบเดิม ๆ และศึกษาว่า
เทคโนโลยีส่ือประสมเหล่าน้ีมีประสิทธิภาพมาก เพียงใดเมื่อนํามาใช้ในการจัดการเรียนรู้การศึกษาครั้งนี้ได้พัฒนา
สอ่ื การเรียนร้ขู ึ้นในรปู แบบ ออนไลน์ โดยใชโ้ ปรแกรมแฟลชซ่ึงเปน็ ลกั ษณะโตต้ อบปฏิสัมพนั ธ์และใชง้ านงา่ ยรวมท้ัง
การ อภิปรายโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีการทดสอบ
ก่อนการเรียนและหลังการเรียนตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาคือความรู้ความสามารถทักษะการ ปฏิบัติงานและระดับ
ความพึงพอใจของผู้เรียนในขณะเรียนผลการวิจัยพบว่าไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญของความรู้
ความสามารถและทักษะการปฏิบัติงานแต่มีความแตกต่างกนั ในเร่ือง ความพงึ พอใจในการเรียนซึ่งกลุ่มท่ีได้รับการ
เรียน โดยใช้สอ่ื ประสมมีความพึงพอใจมากกว่ากลุ่มที่ ไดร้ บั การเรยี นรแู้ บบเดิม
Milovanovic et al. (2011, pp. 175-187) ได้ทาํ การวจิ ัยเกี่ยวการสอนคณติ ศาสตร์ เรื่อง อนิ ทกิ รลั จํากัด
เขต โดยใช้สื่อประสม โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 25 คน ซึ่งกลุ่มแรกเรียน แบบปกติ ส่วนกลุ่มที่สอง

75

เรียนโดยใชส้ ือ่ ประสม ผลการวิจยั พบว่า ผู้เรยี นที่เรยี นแบบปกติ มี คะแนนเฉลี่ยเปน็ 63.96 แตผ่ ู้เรียนที่เรียน โดย
ใช้สื่อประสมมีคะแนนเฉลี่ยเป็น 76.24 เมื่อ เปรียบเทียบผู้เรียนสองกลุ่มนี้ได้ว่าผู้เรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมมี
คะแนนมากวา่ ผเู้ รียนท่เี รยี น แบบปกติอยา่ งมีนัยสาํ คัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 และผู้เรียนทีเ่ ห็นด้วยกับการเรยี น โดย
ใช้ ส่ือประสมคิดเป็น 82%

Nusir et al. (2012, pp. 17-29) ได้ทําการวิจัยเกี่ยวกับผลการใช้สื่อประสมที่มีต่อการเรียนรู้ ทักษะ
พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็ก โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่มที่คละความสามารถ ซึ่ง กลุ่มหนึ่งเรียนแบบ
ปกติ และอีกกลมุ่ หนึ่งเรียนโดยใช้สอื่ ประสม ผลการวิจยั พบว่าคะแนนเฉล่ียของ นกั เรียนทเ่ี รยี นแบบปกติเป็น 8.05
แต่คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่เรียน โดยใช้สื่อประสมเป็น 8.47 ซึ่งมากกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างมี
นัยสําคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .01 และยังสามารถสรปุ ได้ ดว้ ยวา่ เพศของนกั เรียนไม่มีผลตอ่ การเรยี นโดยใชส้ อ่ื ประสม

Milovanovic et al. (2013, pp.19-31) ได้ทําการวิจัยเกี่ยวกับการสอนเรขาคณิตโดยใช้สื่อ ประสม ได้มี
การแบ่งผู้เรียนออกเป็นสองคณะคือคณะสถาปัตยกรรมและคณะบริหารงานโยธา โดย แต่ละคณะแบ่งเป็น 2
กลุ่มๆ ละ 25 คน ซึ่ง 25 คนแรกเรียนแบบปกติ แต่ 25 คนหลังเรียนโดยใช้สื่อ ประสม ผลการวิจัยพบว่า ในการ
ทดสอบครั้งท่ี 1 ของคณะสถาปัตยกรรม ผู้เรียนท่ีเรียนแบบปกติได้ คะแนนเฉลี่ยเป็น 76.56 แต่ผู้เรียนท่ีเรียนโดย
ใช้สื่อประสมได้คะแนนเฉลี่ยเป็น 86.96 นั่นคือผู้เรียน ที่เรียนโดยใช้สื่อประสมมีคะแนนสูงกว่าผูเ้ รียนที่เรยี นแบบ
ปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนการทดสอบครั้งที่ 1 ของคณะบริหารงานโยธา ผู้เรียนที่เรียนแบบ
ปกติมีคะแนนเฉลี่ยเป็น 76.64 แต่ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้สื่อประสมมีคะแนนเฉลี่ยเป็น 88.12 นั่นคือผู้เรียนที่เรียน
โดยใช้ สือ่ ประสมมคี ะแนนสูงกวา่ ผู้เรียนท่เี รยี นแบบปกติอย่างมีนัยสาํ คญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .05 ส่วนในการ ทดสอบ
ครั้งที่ 2 ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน และผู้เรียนคณะสถาปัตยกรรมที่เรียนโดยใช้สื่อประสมเห็น ด้วยกับการเรียน โดยใช้
สื่อประสมคิดเป็น 829% ส่วนผู้เรียนคณะบริหารงานโยธาที่เรยี นโดยใช้ สื่อประสมเห็นด้วยกับการเรียนโดยใช้ส่ือ
ประสมคดิ เป็น 80%

จากผลการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อ ประสมทําให้
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรยี นสูงกว่าการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ และวิธีการสอนแบบต่าง ๆ
ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนําสื่อประสมมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส
เพื่อช่วยให้นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสูงขึ้น

76

บทที่ 3
วธิ ีดาํ เนินการวิจัย

การวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
Active Learning โดยใช้สื่อประสม เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้
ดาํ เนนิ การวจิ ัยดังนี้

1. การกาํ หนดประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เนอื้ หาที่ใช้ในการวิจยั
3. แบบแผนการวจิ ัย
4. เครอ่ื งมือในการวิจยั
5. การสรา้ งและตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจัย
6. วิธีดาํ เนนิ การวิจยั
7. การวิเคราะหข์ ้อมูล

การกําหนดประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
1. ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ ๑” อำเภอบางปะอิน จังหวัด

พระนครศรีอยุธยา ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 จาํ นวน 11 หอ้ งเรียน จํานวน 436 คน
2. กลุม่ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวิจัย
เนื่องจากโรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ ๑” มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จํานวน 11 ห้องเรียน

โดยจัดนกั เรยี นเข้าเรยี นแบบคละความสามารถทกุ ห้องเรียน ดังน้นั ผู้วิจยั จึงใช้วธิ ีการสุ่มตัวอย่างแบบกลมุ่ (Cluster
Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มด้วยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน จาก 11 ห้องเรียน
เปน็ นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/4 จาํ นวน 40 คน

เน้ือหาท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหารายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน รหัสวิชา ค 22101 กลุ่มสาระ การเรียนรู้

คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรของสถานศึกษา พุทธศักราช 2551 โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ ๑” กลุ่มสาระ
การเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 เร่ือง ทฤษฎบี ทพีทาโกรัสประกอบด้วยเน้ือหาดังน้ี

77

1. สมบตั ขิ องรปู สามเหลย่ี มมุมฉาก จาํ นวน 1 คาบ

2. ทฤษฎีบทพีทาโกรัส จํานวน 3 คาบ

3. บทกลับของทฤษฎบี ทพีทาโกรัส จํานวน 2 คาบ

4. การนำทฤษฎีพีทาโกรสั ใช้ในการแกป้ ญั หา จำนวน 3 คาบ

แบบแผนการวจิ ยั
การวิจัยนี้ผู้วิจัยศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยการใช้สื่อ

ประสมด้วยการ วดั ผลกอ่ นเรียนและหลงั เรียนใชแ้ บบแผนการทดลองแบบ One-Group Posttest - Only Design
(องอาจ นยั พฒั น์, 2548, หน้า 270) ซ่งึ มีรปู แบบดังตารางตอ่ ไปน้ี

สญั ลกั ษณท์ ใ่ี ชใ้ นแบบแผนการทดลอง
E แทน กลุ่มตวั อย่าง
X แทน การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ Active Learning โดยการใชส้ อ่ื ประสม
T แทน การทดสอบหลังการทําการทดลอง (Posttest)

เครอ่ื งมอื ในการวิจัย
เคร่ืองมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั น้ี ประกอบด้วย
1. ส่ือประสม
2. แผนการจดั การเรยี นรู้ เรือ่ ง ทฤษฎีบทพที าโกรัส
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ เรือ่ ง ทฤษฎบี ทพที าโกรสั
4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณติ ศาสตร์ เร่ือง ทฤษฎี

บทพที าโกรัส โดยการใชส้ ือ่ ประสมของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2

78

การสรา้ งและตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ัย
1. การสร้างส่ือประสม เรอื่ ง ทฤษฎบี ทพีทาโกรัส
1.1 ศึกษาประเภทของสื่อการเรียนรู้แต่ละชนิดที่ใช้ประกอบการสอนคณิตศาสตร์ จาก แผนการจัดการ

เรียนรู้ หนังสอื งานวจิ ัยและเอกสารต่าง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
1.2 เลือกและสร้างสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยดูจากเนื้อหา สาระการเรียนรู้ จุดประสงค์ การเรียนรู้

ลักษณะพฤติกรรมของนักเรียน สภาพแวดล้อมในห้องเรียนและบริบทของโรงเรียน เพื่อ นําไปใช้ประกอบในการ
จดั การเรยี นการสอนในแตล่ ะคาบ ดงั น้ี

1) เรอ่ื งสมบตั ขิ องรปู สามเหลี่ยมมมุ ฉาก
จากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่า สมบัติของรูปสามเหลี่ยมมุมฉากเรียนรู้ เกี่ยวกับรูป
สามเหลย่ี มมมุ ฉากมดี ้านตรงขา้ มมุมฉาก ด้านประกอบมมุ ฉาก ที่มีสมบตั ิว่า ด้านตรงข้าม มมุ ฉากตอ้ งยาวท่ีสุดและ
เรียนรู้เกี่ยวกับว่า “สําหรับรูปสามเหลี่ยมมุมฉากใดๆ กําลังสองของความ ยาวของด้านตรงข้ามมุมฉาก เท่ากับ
ผลบวกของกําลังสองของความยาวของด้านประกอบมุมฉาก” ซึ่งในการเรียนเรื่องนี้ ผู้สอนได้เลือกสื่อที่เหมาะสม
คอื

- บทเรียนออนไลน์ Racha1-Online
- คลิปวดี ีโอ The Great Mathematicians ตอน พที าโกรสั
- เกม Vonder go เรอ่ื ง สามเหลยี่ มมุมฉาก
- โปรแกรม Geometer‘s Sketchpad (GSP)
- ใบกิจกรรมที่ 1 ด้านไหนยาวเท่าไหร่
- ส่อื PowerPoint
- ใบงาน
จากการที่เลือกสื่อต่าง ๆ นี้ เพราะสื่อวัสดุอุปกรณ์ และกระบวนการ สามารถให้ผู้เรียนได้ ประสบการณ์
ด้วยตนเอง คอื มสี ่วนรว่ มในการกระทําหรือปฏิบัติกิจกรรมดงั ท่ีเอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์ (2545, หน้า 250-252) ได้
กล่าวไว้สว่ นสือ่ เอกสารตา่ ง ๆ น้ันเปน็ สอ่ื ท่ีจะช่วยให้นกั เรียนได้เรยี นรู้เพม่ิ มากขึ้น ได้มกี ารฝกึ ทบทวนในสิ่งท่ีเรียน
มา และสื่อที่นําเสนอด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint จะ ช่วยดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้ติดตาม
อย่างตื่นตาตน่ื ใจ
2) ทฤษฎีบทพีทาโกรสั
ศกึ ษาเกีย่ วกบั ทฤษฎบี ทพที าโกรสั ประวตั พิ ที าโกรัส และการแกโ้ จทย์ปัญหา โดยใช้ส่ือ ดังนค้ี ือ
- บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online
- คลิปวีดีโอ The Great Mathematicians ตอน พที าโกรัส
- เกม Vonder go เรอื่ ง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความยาวของด้านทัง้ สามของรปู สามเหลีย่ มมุมฉาก

79

- โปรแกรม Geometer‘s Sketchpad (GSP)
- ใบกิจกรรมท่ี 1 ความสัมพันธข์ องทฤษฎีพีทาโกรสั
- โปรแกรมสร้างสอ่ื การสอนเชิงคณิตศาสตร์ (GeoGebra)
- อปุ กรณใ์ นภารกจิ ที่ 2 ความสัมพันธท์ ซ่ี อ่ นอยู่
- สอื่ PowerPoint
สื่อเอกสารและส่ือวัสดจุ ะช่วยให้นกั เรียนเขา้ ใจในเนื้อหามากขึ้น ดังเช่นที่ เบญจมาศ จักบุศรี (2553, หน้า 59) ได้
ทําการวิจัยโดยการสอนนักเรียนดว้ ยสื่อนีใ้ นเรื่อง ความน่าจะเป็น ทําให้นักเรยี นมีผลสัมฤทธิ์สงู กว่าเกณฑ์ 70% ท่ี
ระดับนัยสําคัญ 0.05 แต่ผู้วิจัยได้เพิ่ม สื่อที่นําเสนอด้วย โปรแกรม Microsoft PowerPoint และสื่อวีดีทัศน์ เพ่ือ
เปน็ การดงึ ดูดความสนใจของนักเรียนเพิม่ มาก ขึ้น (ยุพิน พิพธิ กลุ และอรพรรณ ตันบรรจง, 2536, หนา้ 16-17)
3) บทกลับของทฤษฎบี ทพีทาโกรัส
ศึกษาเกี่ยวกับ “สําหรับรูปสามเหลี่ยมใด ๆ ถ้ากําลังสองของความยาวของด้านด้านหนึ่ง เท่ากับผลบวก
ของกําลงั สองของความยาวของด้านอีกสองด้าน แล้วรปู สามเหลีย่ มนนั้ เป็นรูป สามเหล่ียมมุมฉาก” และนําไปใช้ใน
การแกป้ ัญหาได้ โดยส่ือทีใ่ ชค้ อื
- หนงั สอื สัมฤทธ์ิมาตรฐาน คณิตศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
- วงเวียน และไมบ้ รรทัด (ใชก้ บั กระดาน)
- ใบความรทู้ ี่ 1.2.1
- ใบงานท่ี 1.2.1
- บทเรียนออนไลน์ Racha1-Online
เป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกับการเรียน วิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมู่ เพราะต้องใช้การวิเคราะห์ ปัญหาท่ี
เกิดข้นึ โดยทีก่ ารใช้ส่ือนัน้ ใกล้เคยี งกัน ซง่ึ สลุ กั ขณา คุม้ ทรัพย์ (2555, หนา้ 82) ไดจ้ ดั การเรยี น การสอน เรื่อง วิธี
เรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมู่ โดยการใช้ส่ือเช่นเดียวกันนั้น ทําให้ความสามารถในการ คิดวิเคราะห์ของนักเรียนสงู
กว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้วิจัยจึงเลือกสื่อ นี้ในการทําวิจัยและจากที่กล่าวมา
ข้างตน้ สามารถนาํ เสนอได้ดงั น้ี

ตารางท่ี 3 ส่ือและจุดประสงคข์ องการใชส้ อ่ื ประกอบการจดั การเรียนรู้ เร่อื ง ทฤษฎบี ทพีทาโกรสั

จําแนกตามแผนการจดั การเรยี นรู้

แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ จุดประสงค์ของการใชส้ ื่อ

1 - หนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 เล่ม 1

80

- แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อน

เรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทา

โกรสั

- ขอ้ มูลจากเวบ็ ไซตต์ ่าง ๆ

- บทเรยี นออนไลน์ Racha 1- Online

2 - บทเรียนออนไลน์ Racha1-Online - ไดเ้ รียนรู้สมบัติของรูปสามเหล่ียม

- คลิปวีดีโอ The Great Mathematicians - ได้เรียนรสู้ มบัตขิ องรปู สามเหล่ียม

ตอน พที าโกรสั มมุ ฉาก

- เกม Vonder go เร่อื ง สามเหล่ียมมุมฉาก - ได้ฝึกเขยี นความสัมพันธข์ องรปู

- โปรแกรม Geometer‘s Sketchpad (GSP) สามเหลี่ยมมุมฉาก

- ใบกจิ กรรมที่ 1 ดา้ นไหนยาวเท่าไหร่

- สอ่ื PowerPoint

- ใบงาน

3 - บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online - เรียนรปู้ ระวัติ พที าโกรสั

- คลิปวีดีโอ The Great Mathematicians - เรียนรู้ความสมั พนั ธ์ของความยาว

ตอน พีทาโกรสั ด้านในรูปแบบพืน้ ที่ของรปู สเี่ หล่ียม

- เกม Vonder go เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง จัตรุ ัส

ความยาวของด้านทั้งสามของรูปสามเหล่ียมมมุ

ฉาก

- โปรแกรม Geometer‘s Sketchpad (GSP)

- ใบกิจกรรมที่ 1 ความสัมพันธ์ของทฤษฎีพี

ทาโกรัส

- โปรแกรมสร้างสื่อการสอนเชิงคณิตศาสตร์

(GeoGebra)

- อุปกรณ์ในภารกิจที่ 2 ความสัมพันธ์ที่ซ่อน

อยู่

- สอื่ PowerPoint

4 - บทเรียนออนไลน์ Racha1-Online - ได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของความ

- แบบฝึกหดั ที่ 2 ยาวด้านของรูปสามเหล่ียมมุมฉากใน

รปู แบบอื่น

81

- ได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของความ

ยาวด้านของรูปสามเหล่ียมมุมฉากใน

รูปแบบอ่นื ไปใชห้ าด้านที่เหลอื

5 - บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online - ได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของความ

- แบบฝกึ หดั ท่ี 3 ยาวด้านของรูปสามเหล่ียมมุมฉากใน

รูปแบบอ่ืนไปใชห้ าด้านท่เี หลอื

6 - หนังสือสัมฤทธิ์มาตรฐาน คณิตศาสตร์ ม.2 - สรุปความรู้เกี่ยวกับบทกลับของ

เลม่ 1 ทฤษฎีบทพีทาโกรสั ไดด้ ้วยตนเอง

- วงเวียน และไม้บรรทัด (ใช้กับกระดาน)

- ใบความรทู้ ี่ 1.2.1

- ใบงานที่ 1.2.1

- บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online

7 - หนังสือสัมฤทธิ์มาตรฐาน คณิตศาสตร์ ม.2 - เข้าใจและนําความรู้เรื่อง บทกลับ

เล่ม 1 ของทฤษฎีบท พีทาโกรัสไปใช้ในการ

- วงเวยี น และไม้บรรทดั (ใชก้ ับกระดาน) แกป้ ญั หา ได้

- ใบความรทู้ ี่ 1.2.2

- ใบงานท่ี 1.2.2

- บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online

8 - หนังสือสัมฤทธิ์มาตรฐาน คณิตศาสตร์ ม.2 - ได้ฝึกการนําความสัมพันธ์ของ

เล่ม 1 ความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยม มุม

- เข็มทิศ ฉากไปใช้หาด้านท่เี หลือ

- ธง

- ตลับเมตร

- เชอื กฟาง

- ใบกิจกรรมที่ 1.3.1

- แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรม

กลมุ่

- บทเรียนออนไลน์ Racha1-Online

82

9 - หนงั สอื สัมฤทธ์มิ าตรฐาน คณิตศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 - ได้ฝึกการนําความสัมพันธ์ของ

- ใบงานท่ี 1.3.3 ความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยม มุม

- บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online ฉากไปใช้หาดา้ นทีเ่ หลือ

10 - เกม Running Board Game - ได้ฝึกการนําความสัมพันธ์ของ

- บทเรยี นออนไลน์ Racha1-Online ความยาวด้านของรูปสามเหลี่ยม มุม

ฉากไปใช้หาด้านที่เหลอื

11 - หนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้น

มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 เล่ม 1

- ข้อสอบหลังเรยี น วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องทฤษฏบี ท

พาโกรสั

- ข้อมูลจากเว็บไซต์ตา่ ง ๆ

- บทเรยี นออนไลน์ Racha 1- Online

1.3 นําสื่อประสมที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสม
ของสื่อประสมในเรื่องของเนื้อหา ภาษา ขนาดตัวอักษร รูปแบบ ความสวยงาม ด้าน ความเหมาะสมกับนักเรียน
และขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ เพือ่ นาํ ไปปรับปรุงแก้ไข

1.4 นําสื่อประสมที่ได้ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญการสอน คณิตศาสตร์ จํานวน 3
ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของสื่อประสมในเร่ืองของเนื้อหา ภาษา ขนาดตัวอักษร รูปแบบ ความ
สวยงาม ด้านความเหมาะสมกบั นักเรียน และข้อเสนอแนะอน่ื ๆ เพ่อื นําไปปรบั ปรงุ แก้ไขอกี ครั้งหน่ึง

1.5 นาํ สอื่ ประสมทไี่ ด้ปรับปรงุ แก้ไขแลว้ โดยมคี ุณภาพสื่อคา่ เฉลยี่ เท่ากบั 4.62 มีความ เหมาะสมมากที่สุด
และนําไปใช้กบั กลมุ่ ตวั อยา่ งต่อไป

2. การสรา้ งแผนการจัดการเรียนรวู้ ิชาคณติ ศาสตร์ เร่ือง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยใช้ส่ือประสม
2.1 จัดทําแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ตามหลักสูตร แกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรของ สสวท. หลักสูตรสถานศึกษา คู่มือครู รายวิชาพื้นฐาน
คณิตศาสตร์เล่ม 2 และศึกษาเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการจัดทํา ซึ่งแผนการ จัดการเรียนรู้นี้
ประกอบดว้ ย

2.1.1 มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชว้ี ัด
2.1.2 สาระสําคญั
2.1.3 จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1.4 สาระการเรียนรู้

83

2.1.5 หลกั ฐานหรือรอ่ งรอยของการเรียนรูก้ ารวดั และประเมนิ ผล
2.1.6 กิจกรรมการเรยี นรู้
2.1.7 สือ/แหล่งเรยี นรู้
2.1.8 บนั ทึกหลงั การเรียนการสอน

- ผลทีเ่ กดิ จากการเรยี นรู้
- ปัญหา อปุ สรรค
- แนวทางแก้ไข
2.2 ศึกษาและวิเคราะหเ์ นือ้ หา เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรสั โดยสร้างเปน็ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ active
learning โดยใช้สอ่ื ประสม 9 แผน ดงั นี้

ตารางที่ 4 สาระการเรยี นรู้ จาํ นวนคาบและแผนการจดั การเรียนรู้

สาระการเรยี นรู้ จำนวน (คาบ) แผนการจดั การเรยี นรู้
2
สมบตั ขิ องรูปสามเหล่ียมมมุ ฉาก 1 3-5
6-7
ทฤษฎบี ทพีทาโกรัส 3 8-10
9
บทกลบั ของทฤษฎีบทพีทาโกรัส 2

การนำทฤษฎีบทพีทาโกรัสไปใช้ 3

รวม 9

2.3 นาํ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างขึ้นเสนอตอ่ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานพิ นธ์ เพือ่ ตรวจสอบความถูกต้อง
เหมาะสม พิจารณาความสอดคลอ้ ง และให้ขอ้ เสนอแนะในการปรบั ปรุงแกไ้ ข

2.4 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้แก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เสนอต่อ
ผู้เชี่ยวชาญการสอนคณิตศาสตร์ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความชัดเจนของภาษา ความเหมาะสมของ
เนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และเวลาที่ใช้ในการสอน โดยเครื่องมือที่ ใช้ในการประเมินแผนการ
จดั การเรียนรู้เป็นแบบประเมินความคดิ เห็นมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั (Rating Scale) ไดแ้ ก่

5 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้เหมาะสมมากที่สุด
4 หมายถงึ แผนการจัดการเรยี นร้เู หมาะสมมาก
3 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้เหมาะสมปานกลาง
2 หมายถงึ แผนการจัดการเรยี นรู้เหมาะสมนอ้ ย
1 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรเู้ หมาะสมนอ้ ยทีส่ ดุ

84

2.5 วิเคราะห์คุณภาพโดยนําความคิดเห็นจากการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ของ ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3
ทา่ น มาคํานวณค่าเฉลี่ย (X) และแปลความหมายของคะแนน ผวู้ จิ ัยกําหนดเกณฑ์โดย เปรียบเทียบกับเกณฑ์ ดังนี้
(บุญชม ศรสี ะอาด และบุญสง่ นลิ แกว้ , 2535, หนา้ 23-24)

ค่าเฉลี่ย 4.51- 5.00 หมายถงึ แผนการจดั การเรยี นรเู้ หมาะสมมากทีส่ ุด
คา่ เฉลี่ย 3.51- 4.50 หมายถึง แผนการจัดการเรยี นรู้เหมาะสมมาก
ค่าเฉลย่ี 2.51- 3.50 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรเู้ หมาะสมปานกลาง
ค่าเฉลย่ี 1.51- 2.50 หมายถึง แผนการจดั การเรยี นรู้เหมาะสมนอ้ ย
คา่ เฉลย่ี 1.00- 1.50 หมายถึง แผนการจดั การเรียนรเู้ หมาะสมน้อยท่สี ุด
2.6 นําแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขเรยี บร้อยแลว้ ซง่ึ มีคณุ ภาพแผนอยู่ที่คา่ เฉลยี่ 4.69 ซ่ึงมีความ
เหมาะสมมากทส่ี ุด และนาํ ไปใช้ในการทดลองกับกล่มุ ตัวอย่าง
3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง ทฤษฎีบทพที าโกรสั ของนกั เรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ซง่ึ เป็นแบบทดสอบแบบปรนยั จาํ นวน 20 ขอ้ มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้
3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรของ สสวท. หลักสูตร
สถานศกึ ษา คมู่ อื ครรู ายวิชาคณิตศาสตรพ์ ้ืนฐาน เลม่ 2 เรื่อง ทฤษฎบี ทพที าโกรัส ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2
3.2 ศกึ ษาสาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชวี้ ดั กลุ่มสาระการเรยี นรู้ คณติ ศาสตร์พ้ืนฐาน เล่ม
2 เร่ือง ทฤษฎบี ทพที าโกรัส ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เกี่ยวกบั สาระการเรยี นรู้ สาระสําคัญ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ และผลการเรยี นรู้
3.3 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การวัด และ ประเมินผลการ
เรยี นรู้
3.4 ดําเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎี บทพีทาโกรัส
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามแนวทางที่กําหนดไว้ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จํานวน 40 ข้อ มี 4 ตัวเลือก โดย
เลือกใช้จริง 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหา ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้และจําแนก ตามพฤติกรรมที่พึงประสงค์
ด้านสติปญั ญาในการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ (Wilson, 1971, pp. 643-696) ได้ดังน้ี

ตารางท่ี 5 การวเิ คราะห์พฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงคด์ า้ นสติปัญญาในการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์

พฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสตปิ ญั ญาในการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์

ตัวช้ีวดั และจดุ ประสงค์ ความรู้ความจาํ ความเขา้ ใจ การนําไปใช้ การวิเคราะห์

ตัวชี้วัด : 3.2 ม.2/2 ใช้ทฤษฎบี ทพที า

โกรสั และบทกลบั ใน การให้เหตผุ ลและ

การแกป้ ัญหา จดุ ประสงค์ : เขยี น

85

สมการแสดง ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง

ความยาว ของด้านทงั้ สามของรปู

สามเหลีย่ มมุมฉากได้ 0 500

ตวั ช้ีวัด : 3.2 ม.2/2 ใชท้ ฤษฎีบทพีทา

โกรสั และบทกลบั ใน การให้เหตุผลและ

การแกป้ ัญหา

จุดประสงค์ :

1. นาํ ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง ความยาว

ของดา้ นทัง้ สามของ รูปสามเหลย่ี มมุม

ฉากไปใช้ใน การแกป้ ญั หาได้

2. หาความยาวของด้านใดดา้ น หน่ึงของ

รปู สามเหลย่ี มมมุ ฉาก เมื่อกําหนดความ

ยาวของด้าน สองด้าน ใหโ้ ดยใช้ทฤษฎี

บท พีทาโกรสั ได้ 0 12 13 0

ตวั ชี้วัด : 3.2 ม.2/2 ใช้ทฤษฎีบทพที า

โกรัสและบทกลับในการใหเ้ หตผุ ล

จดุ ประสงค์ :

1. เขียนบทกลับของทฤษฎีบท พีทา

โกรสั ได้

2. นาํ ทฤษฎบี ทพที าโกรสั และบทกลับ

ของทฤษฎบี ท พที าโกรัสมาใช้ในการ

แก้ปญั หาได้ 0 640

3.5 นําแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อเพื่อนครูในหมวดคณิตศาสตร์เพื่อพิจารณาความ เหมาะสมของ

แบบทดสอบในประเด็นความครอบคลุมและความเป็นตัวแทนของเนื้อหา และระดับ พฤติกรรมที่มุ่งวัดจาก

นักเรยี น รวมถึงความเหมาะสมและความชัดเจนของคาํ ถาม จากน้นั นาํ ไป ปรับปรงุ แก้ไขใหเ้ หมาะสม

3.6 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 เสนอต่อ

ผูเ้ ช่ยี วชาญด้านการสอนคณิตศาสตร์ จาํ นวน 3 ทา่ น เพอ่ื ตรวจสอบความเทย่ี งตรงเชิง เน้ือหา ระหว่างข้อสอบกับ

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยใช้เกณฑใ์ นการพจิ ารณาดงั น้ี

คะแนน +1 สําหรับ ข้อสอบทสี่ อดคลอ้ งกบั เนื้อหาจดุ ประสงค์การเรยี นรู้

คะแนน 0 สําหรับ ข้อสอบท่ไี ม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับเน้อื หาจุดประสงคก์ ารเรียนรู้

86

คะแนน -1 สําหรบั ข้อสอบทีไ่ มส่ อดคลอ้ งกับเนอ้ื หาจุดประสงค์การเรียนรู้
3.7 คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ต้ังแต่ 0.50 ถึง 1.00 ถือว่าข้อสอบ นั้นมีความ
เหมาะสม
3.8 นําแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ ๑” จํานวน 40 คน ซึ่งผ่านการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส มาแล้ว
จากนั้นตรวจให้คะแนนเพื่อหาคุณภาพแบบทดสอบ โดยให้ 1 คะแนน สําหรับข้อที่ตอบถูก และ ให้ 0 คะแนน
สาํ หรบั ขอ้ ทตี่ อบผิด หรือ ไม่ตอบ หรอื ตอบเกิน 1 ตวั เลอื ก
3.9 นาํ ผลทไี่ ด้มาวเิ คราะห์หาความยาก (p) และ อาํ นาจจาํ แนก (r) เป็นรายขอ้ โดยใช้ เทคนิค 27% ของ
จุง เตห์ ฟาน แล้วคัดเลือกแบบทดสอบท่ีมีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.25 -0.67 และค่าอํานาจจําแนก (1)
มีคา่ 0.20 - 0.83 จาํ นวน 20 ขอ้
3.10 นําแบบทดสอบที่คัดเลือกแล้ว มาคํานวณหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้ สูตร KR-20
(Kuder Richardson-20) (พรอ้ มพรรณ อดุ มสนิ , 2544, หน้า 126) ซึ่งมคี า่ เทา่ กับ 0.88
3.11 นาํ แบบทดสอบทผ่ี า่ นการแก้ไขสมบูรณ์แลว้ จาํ นวน 20 ข้อ ไปทาํ การทดลองกบั กลมุ่ ตวั อย่างตอ่ ไป
4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้วิชา
คณติ ศาสตร์ เร่ือง ทฤษฎีบทพที าโกรสั โดยการใชส้ ่ือประสม
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทา
โกรสั โดยการใชส้ อื่ ประสม ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 เป็นการประเมินตาม มาตราสว่ นประเมนิ ค่า (Rating
scale) มี 5 ระดับ จาํ นวน 21 ขอ้ ซ่ึงมกี ารประเมนิ ใน 4 ประเด็น ดังน้ี

1. ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
2. ด้านครูผสู้ อน
3. ด้านสื่อการเรยี นรู้
4. ดา้ นการวดั ผลและการประเมินผลการเรียนรู้ โดยมขี ั้นตอนในการสรา้ งดังน้ี
4.1 ศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทา
โกรัส โดยการใช้ส่ือประสม เพื่อนํามากําหนดขอ้ คําถามเกี่ยวกับความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้นี้
4.2 สร้างข้อคําถามให้ครอบคลุมประเด็นคําตอบที่ต้องการ ได้แก่ ด้านการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ด้าน
ครูผู้สอน ด้านสื่อการเรียนรู้ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตลอดจน ข้อเสนอแนะ อื่น ๆ สําหรับการ
ปรับปรุงแก้ไข โดยเป็นแบบวัดความพงึ พอใจที่มมี าตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ จํานวน 21 ข้อ
4.3 นําแบบสอบถามความพึงพอใจเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง
เหมาะสม แล้วนาํ ไปปรับปรงุ แกไ้ ข

87

4.4 นําแบบสอบถามความพึงพอใจได้แก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ เสนอต่อ
ผู้เชี่ยวชาญการสอนคณิตศาสตร์ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความชัดเจน ของภาษา ความเหมาะสมของ
ขอ้ คาํ ถาม โดยเครือ่ งมือทใี่ ช้ในการประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบประเมนิ ความคดิ เห็นมาตราส่วน
ประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ได้แก่

5 หมายถึง แบบสอบถามความพงึ พอใจเหมาะสมมากที่สุด
4 หมายถึง แบบสอบถามความพงึ พอใจเหมาะสมมาก
3 หมายถงึ แบบสอบถามความพึงพอใจเหมาะสมปานกลาง
2 หมายถงึ แบบสอบถามความพงึ พอใจเหมาะสมน้อย
1 หมายถึง แบบสอบถามความพึงพอใจเหมาะสมน้อยที่สดุ
4.5 วเิ คราะหค์ ณุ ภาพโดยนําความคดิ เหน็ จากการประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจ ของผูเ้ ชี่ยวชาญท้ัง
3 ท่าน มาคํานวณค่าเฉลี่ย (K) และแปลความหมายของคะแนน ผู้วิจัยกําหนดเกณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์
ดังนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด และบุญสง่ นิลแกว้ , 2535, หน้า 23-24)
ค่าเฉลย่ี 4.51- 5.00 หมายถึง แบบสอบถามความพงึ พอใจเหมาะสมมากท่ีสดุ
ค่าเฉลยี่ 3.51- 4.50 หมายถึง แบบสอบถามความพึงพอใจเหมาะสมมาก
คา่ เฉลี่ย 2.51- 3.50 หมายถงึ แบบสอบถามความพึงพอใจเหมาะสมปานกลาง
ค่าเฉลีย่ 1.51- 2.50 หมายถงึ แบบสอบถามความพึงพอใจเหมาะสมน้อย
คา่ เฉลย่ี 1.00- 1.50 หมายถงึ แบบสอบถามความพงึ พอใจเหมาะสมน้อยท่สี ดุ
4.6 นําแบบสอบถามความพึงพอใจที่ปรับปรงุ แก้ไขเรียบร้อยแลว้ ซึ่งมีคุณภาพแผนอยู่ท่ี คา่ เฉล่ีย 4.55 ซ่ึง
มคี วามเหมาะสมมากท่สี ุด และนาํ ไปใช้ในการทดลองกบั กลมุ่ ตวั อย่าง
วธิ ดี าํ เนนิ การวิจัย
ในการวิจัยนี้ ผวู้ ิจัยได้ดาํ เนินการทดลองตามขัน้ ตอนตอ่ ไปน้ี
1. ขอความร่วมมือจากโรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ ๑” อําเภอบางปะอิน จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา เลือกกลุ่ม ตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ จํานวน 1 ห้องเรียน โดยที่ผู้วิจัยเป็นผู้ดําเนินการสอน
ด้วยตนเองโดยการจัด กิจกรรมการเรียนรูว้ ิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรสั ตามแผนการจัดการเรียนรูท้ ี่
ผู้วิจัยสรา้ ง ขึ้น โดยดําเนินการในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565
2. ทาํ การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กบั นักเรยี นกลุ่มตวั อย่าง โดยใช้แบบทดสอบวดั ผล สัมฤทธ์ิทางการ
เรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ที่เป็นแบบทดสอบชุด เดียวกันกับแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณติ ศาสตรห์ ลงั เรียน โดยใช้เวลาในการทําแบบทดสอบ จํานวน 1 คาบ
3. ดําเนนิ การทดลองโดยใช้การจัดกจิ กรรมการเรียนรูว้ ิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยการ
ใช้สื่อประสม ทผ่ี ้วู ิจยั สร้างขนึ้ เป็นจํานวน 11 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เวลาสอน ทงั้ สิน้ 6 สปั ดาห์

88

4. ทําการทดสอบหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา
คณิตศาสตร์ เรอ่ื ง ทฤษฎีบทพที าโกรสั โดยใชเ้ วลาในการทาํ แบบทดสอบ จํานวน 1 คาบ พรอ้ มท้งั ใหก้ ลุม่ ตวั อยา่ ง
ทําแบบสอบถามความพึงพอใจ เปน็ เวลา 20 นาที

5. ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัสแล้ว นําผลที่ได้มา
วเิ คราะห์โดยใชส้ ถติ ิทดสอบ t – test for One Group เพื่อทดสอบสมมตฐิ าน

6. นาํ แบบสอบถามความพงึ พอใจมาวิเคราะห์โดยใช้ร้อยละ
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล

ผู้วิจัยได้ทาํ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั น้ี
1. ค่าเฉลย่ี เลขคณติ (ชศู รี วงศร์ ตั นะ, 2550, หนา้ 34) ใชส้ ูตร

2. สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (ชศู รี วงศร์ ัตนะ, 2550, หนา้ 60) ใช้สูตร

3. หาค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทา
โกรัส พิจารณาจากค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC) โดยใชส้ ตู ร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หนา้ 249)

89

4. หาค่าความยากง่ายและค่าอํานาจจําแนกของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาคณิตศาสตร์
เรอ่ื ง ทฤษฎบี ทพีทาโกรสั ดงั นี้

หาค่าความยากง่าย (พร้อมพรรณ อุดมสิน, 2544, หน้า 144)

5. หาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส
โดยใช้สูตรคเู ดอร์-ริชาร์ดสนั (Kuder- Richardson Method) (พร้อมพรรณ อดุ มสนิ 2544, หนา้ 126) ใชส้ ูตร

90

6. สถติ ทิ ่ีใช้หาคา่ ดัชนปี ระสทิ ธผิ ล (Effectiveness Index) (เผชญิ กิจระการ และสมนึก ภัททยิ ธนี, 2545,
หน้า 31) ใชส้ ตู ร

7. เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาคณิตศาสตรข์ องนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 หลังได้รับการ
จัดการเรยี นการสอนแบบ Active Leaning โดยใชส้ อ่ื ประสม เรอ่ื ง ทฤษฎบี ทพีทาโกรัส สงู กว่าเกณฑร์ ้อยละ 60
โดยใชส้ ถติ ิทดสอบ t-test for One Group (ชศู รี วงศร์ ตั นะ, 2550, หนา้ 133 134)

91

บทที่ 4
ผลการวิจัย

การวิจยั เร่อื ง การแกป้ ัญหาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ ดว้ ยการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ
Active Learning โดยใช้สื่อประสม เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย
ไดเ้ สนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูลตามลาํ ดบั ดังน้ี

1. สัญลกั ษณท์ ีใ่ ชใ้ นการนําเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
2. ลาํ ดบั ขนั้ ตอนในการนาํ เสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ซง่ึ แตล่ ะขน้ั ตอนมรี ายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี
สัญลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นการนําเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
การวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้กําหนดความหมายของสญั ลักษณ์ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพื่อให้เกดิ ความเข้าใจในการ
แปลความหมายและนําเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ให้ถูกต้อง ตลอดจนการสื่อ ความหมายของข้อมลู ท่ีตรงกัน ดงั นี้
n แทน จาํ นวนนักเรยี นในกลุ่มตัวอยา่ ง
X แทน คา่ เฉล่ยี เลขคณติ ของกล่มุ ตวั อย่าง
S แทน สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอยา่ ง
E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล
t แทน คา่ สถติ ทิ ดสอบที
0 แทน เกณฑค์ ่าเฉลี่ยทีต่ ั้งไว้ (u0 = 12 ซ่งึ คดิ เปน็ 60% ของคะแนนเตม็ )
df แทน จํานวนองศาเสรี
P1 แทน ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน
P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลังเรยี นทุกคน
การนาํ เสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ผวู้ จิ ัยไดเ้ สนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตามลาํ ดบั ขัน้ ตอน ดงั นี้
ตอนท่ี1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทา โกรัส โดยการใช้สื่อ
ประสม ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2
ตอนที่ 2 ผลการศึกษาคา่ ดชั นีประสิทธผิ ลของส่ือประสม เรอ่ื ง ทฤษฎีบทพีทาโกรสั โดยการใช้ส่ือประสม
ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
ตอนที่ 3 ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ิชา คณติ ศาสตร์ เรื่อง
ทฤษฎบี ทพที าโกรัส โดยการใชส้ ือ่ ประสม ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2

92

ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
จากทไี่ ดด้ ําเนนิ การสอนโดยใชส้ อ่ื ประสม และนกั เรียนได้ทําแบบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการ เรียนแล้ว ผวู้ ิจัยได้

นาํ ขอ้ มูลมาวเิ คราะห์ ดังน้ี
ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยการ ใช้สื่อประสม
ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2

ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยการใช้ส่ือ
ประสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้กําหนดเกณฑ์การผ่านของคะแนน ไว้ที่เกณฑ์ร้อยละ 60 ซึ่งคิด
เป็น 12 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน ซึ่งผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เปน็ รายบคุ คล ดงั ตารางท่ี 6

ตารางท่ี 6 แสดงการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ เร่ือง ทฤษฎีบทพีทา
โกรัส โดยการใช้สื่อประสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์ร้อยละ 60 เป็นรายบุคคล
(คะแนนเตม็ 20 คะแนน)

93

ตารางที่ (ต่อ)

94

จากตารางที่ 6 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยการใช้สื่อ
ประสม ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2 หลังเรยี น มนี กั เรยี นทผี่ า่ นเกณฑ์ร้อยละ 60 จาํ นวน 40 คน คิดเป็นร้อย
ละ 81.25 ของนักเรียนทั้งหมด และนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 จํานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 18.75 ของ
นกั เรยี นทัง้ หมด

จากผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาตร์ เรอ่ื ง ทฤษฎบี ทพที าโกรัส โดยการใช้สื่อ ประสม ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 หลงั เรียน ทําใหส้ ามารถนาํ ข้อมูลมาวิเคราะหผ์ ลเพ่ือ เปรียบเทียบกบั เกณฑ์ร้อยละ 60 ได้ดัง
ตารางท่ี 7
ตารางที่ 7 การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ เรือ่ ง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส

โดยการใช้สื่อประสม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 60 (คะแนนเต็ม
20 คะแนน)

จากตารางที่ 7 ผลปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2
หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้สื่อประสม มีคะแนนเท่ากับ 16.48 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.40 ของ
คะแนนเต็ม เมื่อทําการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test for One Group ได้ค่า 1 เท่ากับ 11.34 ที่ระดับ
นัยสําคัญทางสถิติ 01 ซึ่งมีค่ามากกว่า ทะ- to 43 - 2.4163 แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ Active Learning โดยใช้สื่อประสม เรื่อง ทฤษฎีบทพี
ทาโกรัส สูงกว่าเกณฑร์ อ้ ยละ 60 อย่างมนี ยั สําคญั ทางสถิติท่ี ระดบั .01

ตอนที่ 2 ผลการศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสม เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยการใช้ สื่อประสม ของ
นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

จากที่นักเรียนได้ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนแล้ว ผู้วิจัยนําคะแนนที่
ไดม้ าคาํ นวณค่าดัชนีประสทิ ธิผลทางการเรยี น ดังตารางท่ี 8

ตารางที่ 8 แสดงค่าดัชนปี ระสิทธผิ ลของสอ่ื ประสม เรอ่ื ง ทฤษฎบี ทพีทาโกรสั ของนักเรยี นชนั้
มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 (คะแนนเต็ม 20 คะแนน)


Click to View FlipBook Version