7. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์(เมตริกเกม) 8. เกมพื้นฐานการบวก กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลมตัวอย่างสื่อมีดังนี้ 1. สื่อของจริงที่อยู่ใกล้ตัวและสื่อจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถิ่นเช่นต้นไม้ใบไม้เปลือกหอย เสื้อผ้าเป็นต้น 2. สื่อที่จ าลองขึ้นเช่นลูกโลกตุ๊กตาสัตว์เป็นต้น 3. สื่อประเภทภาพเช่นภาพพลิกภาพโปสเตอร์หนังสือภาพเป็นต้น 4. สื่อเทคโนโลยีเช่นวิทยุเครื่องบันทึกเสียงเครื่องขยายเสียงโทรศัพท์เป็นต้น กิจกรรมกลางแจ้งตัวอย่างสื่อมีดังนี้ 1. เครื่องเล่นสนามเช่นเครื่องเล่นส าหรับปีนป่ายเครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อนเป็นต้น 2. ที่เล่นทรายมีทรายละเอียดเครื่องเล่นทรายเครื่องตวงเป็นต้น 3. ที่เล่นน้ ามีภาชนะใส่น้ าหรืออ่างน้ าวางบนขาตั้งที่มั่นคงความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดีเสื้อ คลุมหรือผ้ากันเปื้อนพลาสติกอุปกรณ์เล่นน้ าเช่นถ้วยตวงขวดต่างๆสายยางกรวยกรอกน้ า ตุ๊กตายางเป็นต้น กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะตัวอย่างสื่อมีดังนี้ 1. เครื่องเคาะจังหวะเช่นฉิ่งเหล็กสามเหลี่ยมกรับร ามะนากลองเป็นต้น 2. อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหวเช่นหนังสือพิมพ์ริบบิ้นแถบผ้าห่วงหวายถุงทรายเชือกเป็น ต้น การเลือกสื่อมีวิธีการเลือกสื่อดังนี้ 1. เลือกให้ตรงกับจุดหมายและเรื่องที่สอน 2. เลือกให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก 3. เลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่เด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศึกษา 4. มีวิธีการที่ใช้ง่ายและน าไปใช้ได้หลายกิจกรรม 5. มีความถูกต้องตามเนื้อหาและทันสมัย 6. มีคุณภาพดีเช่นภาพชัดเจนขนาดเหมาะสมไม่ใช้สีสะท้อนแสง 7. เลือกสื่อที่เด็กเข้าใจง่ายในเวลาสั้นๆไม่ซับซ้อน 8. เลือกสื่อที่สามารถสัมผัสได้ 9. เลือกสื่อเพื่อใช้ฝึกและส่งเสริมการคิดเป็นท าเป็นและกล้าแสดงความคิดเห็นด้วยความมั่นใจ การจัดหาสื่อสามารถหาได้หลายวิธีคือ 1. จัดหาโดยการยืมจากแหล่งต่างๆเช่นศูนย์สื่อของโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนเอกชน 2. จัดซื้อสื่อและเครื่องเล่นโดยวางแผนการจัดซื้อตามล าดับความจ าเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับ งบประมาณที่ทางโรงเรียนสามารถจัดสรรให้และสอดคล้องกับแผนการจัดประสบการณ์
3. ผลิตสื่อและเครื่องเล่นขึ้นใช้เองโดยใช้วัสดุที่ปลอดภัยและหาง่ายเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่มีใน ท้องถิ่นนั้นเช่นกระดาษแข็งจากลังกระดาษรูปภาพจากแผ่นป้ายโฆษณารูปภาพจากหนังสือ นิตยสารต่างๆเป็นต้น ขั้นตอนการด าเนินการผลิตสื่อส าหรับเด็กมีดังนี้ 1. ส ารวจความต้องการของการใช้สื่อให้ตรงกับจุดประสงค์สาระการเรียนรู้และกิจกรรมที่จัด ขึ้นกับเด็ก 2. วางแผนการผลิตโดยก าหนดจุดมุ่งหมายและรูปแบบของสื่อให้เหมาะสมกับวัยและ ความสามารถของเด็กสื่อนั้นจะต้องมีความคงทนแข็งแรงประณีตและสะดวกต่อการใช้ 3. ผลิตสื่อตามรูปแบบที่เตรียมไว้ 4. น าสื่อไปทดลองใช้หลายๆครั้งเพื่อหาข้อดีข้อเสียจะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น 5. น าสื่อที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้จริง การใช้สื่อด าเนินการดังนี้ 1. การเตรียมพร้อมก่อนใช้สื่อมีขั้นตอนคือ 1.1 เตรียมตัวครูผู้สอน - ครูผู้สอนจะต้องศึกษาจุดมุ่งหมายและวางแผนว่าจะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง - เตรียมจัดหาสื่อและศึกษาวิธีการใช้สื่อ - จัดเตรียมสื่อและวัสดุอื่นๆที่จะต้องใช้ร่วมกัน - ทดลองใช้สื่อก่อนน าไปใช้จริง 1.2 เตรียมตัวเด็ก - ศึกษาความรู้พื้นฐานเดิมของเด็กให้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะท าการสอน - เร้าความสนใจของเด็กโดยใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน - ให้เด็กมีความรับผิดชอบรู้จักใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ไม่ใช่ท าลายเล่นแล้วเก็บให้ถูกที่ 1.3 เตรียมสื่อให้พร้อมก่อนน าไปใช้ - จัดล าดับการใช้สื่อว่าจะใช้อะไรก่อนหรือหลังเพื่อความสะดวกในการสอน - ตรวจสอบและเตรียมเครื่องมือให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันที - เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับสื่อ 2. การน าเสนอสื่อเพื่อให้บรรลุผลโดยเฉพาะในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ควรปฏิบัติดังนี้ 2.1 สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กก่อนจัดกิจกรรมทุกครั้ง 2.2 ใช้สื่อตามล าดับขั้นของแผนการจัดกิจกรรมที่ก าหนดไว้ 2.3 ไม่ควรให้เด็กเห็นสื่อหลายๆชนิดพร้อมๆกันเพราะจะท าให้เด็กไม่สนใจกิจกรรมที่สอน 2.4 ครูผู้สอนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของสื่อที่ใช้กับเด็กครูผู้สอนไม่ควรยืนหันหลัง ให้กับเด็กจะต้องพูดคุยกับเด็กและสังเกตความสนใจของเด็กพร้อมทั้งส ารวจข้อบกพร่อง ของสื่อที่ใช้เพื่อน าไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น 2.5 เปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมใช้สื่อ
ข้อควรระวังในการใช้สื่อการเรียนการสอน การใช้สื่อในระดับปฐมวัยควรต้องระวังในเรื่องต่อไปนี้ 1. วัสดุที่ใช้ต้องไม่มีพิษไม่หักและแตกง่ายมีพื้นผิวเรียบไม่เป็นเสี้ยน 2. ขนาดไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไปเพราะยากต่อการหยิบยกอาจจะตกลงมาเสียหายแตกเป็น อันตรายต่อเด็กหรือใช้ไม่สะดวกเช่นกรรไกรขนาดใหญ่โต๊ะเก้าอี้ที่ใหญ่และสูงเกินไปและไม่ ควรมีขนาดเล็กเกินไปเด็กอาจจะน ามาอมหรือกลืนท าให้ติดคอหรือไหลลงท้องได้เช่นลูกปัด เล็กลูกแก้วเล็กเป็นต้น 3. รูปทรงไม่เป็นรูปทรงแหลมรูปทรงเหลี่ยมเป็นสัน 4. น้ าหนักไม่ควรมีน้ าหนักมากเพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหวอาจจะตกลงมาเป็นอันตรายต่อตัว เด็ก 5. สื่อที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเช่นสารเคมีวัตถุไวไฟเป็นต้น 6. สีที่เป็นอันตรายต่อสายตาเช่นสีสะท้อนแสงเป็นต้น การประเมินการใช้สื่อ ควรพิจารณาองค์ประกอบ 3 ประการคือครูผู้สอนเด็กและสื่อเพื่อจะได้ทราบว่าสื่อนั้นช่วยให้เด็กเรียนรู้ ได้มากน้อยเพียงใดจะได้น ามาปรับปรุงการผลิตและการใช้สื่อให้ดียิ่งขึ้นโดยใช้วิธีการสังเกตดังนี้ 1. สื่อนั้นช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เพียงใด 2. เด็กชอบสื่อนั้นเพียงใด 3. สื่อนั้นช่วยให้การสอนตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ถูกต้องตามเนื้อหาหรือไม่ 4. สื่อนั้นช่วยให้เด็กสนใจมากน้อยเพียงใดเพราะเหตุใด การเก็บรักษา และซ่อมแซมสื่อ จัดเก็บสื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกการสังเกตการเปรียบเทียบการจัดกลุ่มส่งเสริมความรับผิดชอบ ความมีน้ าใจช่วยเหลือครูผู้สอนไม่ควรใช้การเก็บสื่อเป็นการลงโทษเด็กโดยด าเนินการดังนี้ 1. เก็บสื่อให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะประเภทของสื่อสื่อที่เหมือนกันจัดเก็บ หรือจัดวางไว้ด้วยกัน 2. วางสื่อในระดับสายตาของเด็กเพื่อให้เด็กหยิบใช้จัดเก็บได้ด้วยตนเอง 3. ภาชนะที่จัดเก็บควรโปร่งใสเพื่อให้เด็กมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ง่ายและควรต้องมีมือจับ เพื่อให้สะดวกในการขนย้าย 4. ฝึกให้เด็กรู้ความหมายของรูปภาพหรือสีที่เป็นสัญลักษณ์แทนหมวดหมู่ประเภทสื่อเพื่อเด็กจะ ได้เก็บเข้าที่ได้ถูกต้องการใช้สัญลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็กสัญลักษณ์ควร ใช้สื่อของจริงภาพถ่ายหรือส าเนาภาพวาดภาพโครงร่างหรือภาพประจุดหรือบัตรค าติดคู่กับ สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง 5. ตรวจสอบสื่อหลังจากที่ใช้แล้วทุกครั้งว่ามีสภาพสมบูรณ์จ านวนครบถ้วนหรือไม่ 6. ซ่อมแซมสื่อช ารุดและท าเติมส่วนที่หายไปให้ครบชุด
การพัฒนาสื่อ การพัฒนาสื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยนั้นก่อนอื่นควรได้ส ารวจข้อมูล สภาพปัญหาต่างๆของสื่อทุกประเภทที่ใช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม กับความต้องการ แนวทางการพัฒนาสื่อควรมีลักษณะเฉพาะดังนี้ 1. ปรับปรุงสื่อให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ใช้ได้สะดวกไม่ซับซ้อนเกินไปเหมาะสมกับวัยของเด็ก 2. รักษาความสะอาดของสื่อถ้าเป็นวัสดุที่ล้างน้ าได้เมื่อใช้แล้วควรได้ล้างเช็ดหรือปัดฝุ่นให้ สะอาดเก็บไว้เป็นหมวดหมู่วางเป็นระเบียบหยิบใช้ง่าย 3. ถ้าเป็นสื่อที่ผู้สอนผลิตขึ้นมาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้วควรเขียนคู่มือประกอบการ ใช้สื่อนั้นโดยบอกชื่อสื่อประโยชน์และวิธีใช้สื่อรวมทั้งจ านวนชิ้นส่วนของสื่อในชุดนั้นและเก็บ คู่มือไว้ในซองหรือถุงพร้อมสื่อที่ผลิต 4. พัฒนาสื่อที่สร้างสรรค์ใช้ได้เอนกประสงค์คือเป็นได้ทั้งสื่อเสริมพัฒนาการและเป็นของเล่น สนุกสนานเพลิดเพลิน การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการ หมายถึง กระบวนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในขณะท ากิจกรรมแล้ว จดบันทึกลงในเครื่องมือที่ผู้สอนสร้างขึ้นหรือก าหนดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกใน แต่ละครั้ง เป็นข้อมูลในการพัฒนากิจกรรมให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติตามตาราง กิจกรรมประจ าวันและครอบคลุมพัฒนาการของเด็กทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม แสติปัญญา เพื่อน าผลมาใช้ในการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์พัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้ผู้สอน ซึ่งเป็นผู้ที่จะท าหน้าที่ประเมินพัฒนาการเด็กจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในพัฒนาการเด็กวัย ๓ – ๖ ปี เป็นอย่างดี และต้องเข้าใจโครงสร้างของการประเมินอย่างละเอียดว่าจะประเมินเมื่อไรและอย่างไร ต้องมี ความสามารถในการเลือกเครื่องมือ และวิธีการที่จะใช้ได้อย่างถูกต้อง จึงจะท าให้ผลของการประเมินนั้นเที่ยงตรง และเชื่อถือได้การประเมินพัฒนาการอาจท าได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายต่อการปฏิบัติ และนิยมใช้กันมากคือ การ สังเกต ซึ่งต้องท าอย่างต่อเนื่องและบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างสม่ าเสมอ อาจกล่าวได้ว่าผู้สอนหรือผู้เกี่ยวข้องกับ เด็กต้องค านึงถึงเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก 1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและน าผลมาพัฒนาเด็ก 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ าเสมอต่อเนื่องตลอดปี 3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจ าวัน 4. ประเมินอย่างเป็นระบบมีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน 5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็กรวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลายๆด้าน ไม่ควรใช้การทดสอบ
ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาและท าความเข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายุทุกด้านได้แก่ด้านร่างกายอารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญาดังปรากฏในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 อย่างละเอียดจึงจะท าให้ ด าเนินการประเมินพัฒนาการได้อย่างถูกต้องและตรงตามความจริง 2. วางแผนเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมส าหรับใช้บันทึกและประเมินพัฒนาการเช่นแบบ บันทึกพฤติกรรมเหมาะที่จะใช้บันทึกพฤติกรรมของเด็กการบันทึกรายวันเหมาะกับการบันทึกกิจกรรมหรือ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวันการบันทึกการเลือกของเด็กเหมาะส าหรับใช้บันทึกลักษณะเฉพาะหรือ ปฏิกิริยาที่เด็กมีต่อสิ่งต่างๆรอบตัวเป็นต้นดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนที่จะเลือกใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการ ให้เหมาะสมเพื่อจะได้ผลของพัฒนาการที่ถูกต้องตามต้องการ 3. ด าเนินการประเมินและบันทึกพัฒนาการหลังจากที่ได้วางแผนและเลือกเครื่องมือที่จะใช้ประเมินและ บันทึกพัฒนาการแล้วก่อนจะลงมือประเมินและบันทึกจะต้องอ่านคู่มือหรือค าอธิบายวิธีการใช้เครื่องมือนั้นๆอย่าง ละเอียดแล้วจึงด าเนินการตามขั้นตอนที่ปรากฏในคู่มือและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป 4. ประเมินและสรุปการประเมินและสรุปนั้นต้องดูจากผลการประเมินหลายๆครั้งมิใช่เพียงครั้งเดียวหรือ น าเอาผลจากการประเมินเพียงครั้งเดียวมาสรุปอาจท าให้ผิดพลาดได้ผลการประเมินดูได้จากผลที่ปรากฏใน เครื่องมือประเมินและบันทึกพัฒนาการเช่นประเมินการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กอายุ 4 ปีปรากฏว่ายังเดินขึ้น บันไดสลับเท้าไม่ได้ก็ต้องมาตีความว่าก าลังขาของเด็กยังมีไม่พอที่จะเดินสลับเท้าขึ้นบันไดอาจสรุปได้ว่าพัฒนาการ กล้ามเนื้อใหญ่ยังไม่แข็งแรงเหมาะสมกับวัยต้องจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ส่วนขาต่อไป 5. รายงานผลเมื่อได้ผลจากการประเมินและสรุปพัฒนาการของเด็กแล้วผู้สอนจะต้องตัดสินใจว่าจะ รายงานข้อมูลไปยังผู้ใดเพื่อจุดประสงค์อะไรและจะต้องใช้รูปแบบใดส าหรับรายงานเช่นต้องรายงานผู้บริหาร สถานศึกษาผู้ปกครองเพื่อให้ทราบว่ากิจกรรมหรือประสบการณ์ที่สถานศึกษาจัดให้เด็กนั้นส่งเสริมพัฒนาการของ เด็กแต่ละคนอย่างไรเป็นไปตามจุดประสงค์หรือไม่เพื่อจะได้วางแผนช่วยเหลือเด็กได้ตรงตามความต้องการต่อไป โดยสถานศึกษาจะมีสมุดรายงานประจ าตัวเด็กผู้สอนใช้สมุดรายงานนั้นเป็นเครื่องมือหรือแบบรายงานผู้ปกครองได้ และถ้าผู้สอนมีข้อเสนอแนะหรือจะขอความร่วมมือจากผู้ปกครองเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กก็อาจจะเขียน เพิ่มเติมลงในสมุดรายงานและต้องค านึงไว้เสมอไม่ว่าจะใช้แบบรายงานใดข้อมูลควรจะมีความหมายเกิดประโยชน์ แก่เด็กเป็นส าคัญการบันทึกข้อความลงในสมุดรายงานประจ าตัวเด็กผู้สอนควรใช้ภาษาในทางสร้างสรรค์มากกว่า ในทางลบ 6. การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมินผู้สอนต้องตระหนักว่าการท างานร่วมกับผู้ปกครองเกี่ยวกับ การพัฒนาเด็กเป็นเรื่องส าคัญมากผู้สอนควรยกย่องผู้ปกครองที่พยายามมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กผู้สอนจะต้อง ต้อนรับผู้ปกครองที่มาสถานศึกษาขอบคุณส าหรับความร่วมมือเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองเพื่อรายงานเรื่องเด็ก พูดคุยด้วยตนเองหรือทางโทรศัพท์สิ่งเหล่านี้จะท าให้ผู้ปกครองรู้สึกถึงความส าคัญของตนเองและต้องการที่จะมี ส่วนร่วมกับผู้สอนในการพัฒนาเด็กของตน การติดต่อสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครองควรจะเป็นการติดต่อสื่อสาร 2 ทางคือจากสถานศึกษาไปสู่บ้านและ จากบ้านมายังสถานศึกษากระตุ้นให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์ต่อการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก เพราะผู้ปกครองจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวเด็กซึ่งผู้สอนสามารถน าไปใช้เป็นพื้นฐานในการจัดกิจกรรมที่
เหมาะสมเพื่อพัฒนาเด็กทุกคนได้เป็นอย่างดีส าหรับการติดต่อกับผู้ปกครองอาจท าได้หลายวิธีเช่นการติดต่อด้วย วาจาได้แก่การสนทนาด้วยตนเองทางโทรศัพท์การเยี่ยมบ้านการประชุมผู้ปกครองการติดต่อด้วยวิธีอื่นเช่นป้ายติด ประกาศวารสารข่าวสารตู้รับฟังความคิดเห็นเป็นต้นนอกจากนี้อาจให้ผู้ปกครองอาสาสมัครมาช่วยงานผู้สอนใน สถานศึกษาเช่นเล่านิทานร้องเพลงและอ่านหนังสือให้เด็กฟังช่วยในเวลาเด็กท ากิจกรรมเสรีช่วยสังเกตเด็กบันทึก พัฒนาการและอื่นๆอีกมากมายที่จะก่อประโยชน์ให้เกิดแก่เด็กซึ่งสถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ในการท างานกับผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง วิธีการประเมินพัฒนาการเด็ก ในการสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแต่ละครั้งควรใช้วิธีการประเมินอย่างหลากหลายเพื่อให้ ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดวิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวิธีคือ 1. การสังเกตครูสังเกตในขณะที่เด็กท ากิจกรรมหรือเล่นทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคลในเวลาและ สถานการณ์ต่างๆหลายๆครั้งโดยสม่ าเสมอเพื่อให้ทราบพฤติกรรมที่แท้จริงของเด็กและควรจดบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ตามเหตุการณ์ที่เป็นจริงอันจะเป็นข้อมูลในการเลือกจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับการพัฒนาเด็กต่อไป 2. การสนทนากับเด็กเป็นรายบุคคลจะช่วยให้ครูทราบถึงพัฒนาการด้านภาษา (การพูดการฟังการ สื่อสาร) และความคิดของเด็กตลอดจนสภาพแวดล้อมทางบ้านซึ่งจะช่วยให้ครูเข้าใจเด็กเป็นข้อมูลในการหา ทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาเด็ก 3. การสัมภาษณ์หรือการทดสอบปากเปล่าข้อมูลที่ได้ช่วยให้ครูทราบถึงพัฒนาการทางภาษาการพูดที่ บกพร่องเช่นค าควบกล้ าการพูดไม่ชัดนอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบถึงการพัฒนาการทางสติปัญญาความสามารถใน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการคิดของเด็กแต่ละคน 4. การสะสมผลงานผลงานถือว่าเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความสามารถของเด็กการสะสมผลงานควรเก็บเป็น ระยะๆและเรียงตามล าดับวันที่ท าจะช่วยให้ครูทราบถึงพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง 5. การใช้แบบทดสอบที่เป็นรูปภาพเป็นการบันทึกคะแนนอย่างเป็นหลักฐานเพื่อช่วยให้ครูทราบถึงข้อมูล ที่ต้องการครูอาจใช้แบบทดสอบที่เป็นรูปภาพมีความครอบคลุมตรงตามจุดมุ่งหมายของการพัฒนาเด็กและควรท า การทดสอบในสภาพแวดล้อมที่เด็กคุ้นเคย ส าหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 – 5 ปีได้แก่การสังเกตการบันทึกพฤติกรรม การสนทนาการสัมภาษณ์การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ การจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยเป็นหลักสูตรของสถานศึกษาที่เปิดสอนระดับปฐมวัย แต่ละแห่งวางแผนหรือ ก าหนดแนวทางการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็กบรรลุมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้และสภาพที่ พึ่งประสงค์ ตามที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยก าหนด สถานศึกษาต้องค านึงถึงวิสัยทัศน์ จุดเน้นภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพบริบทและความต้องการของชุมชน มาออกแบบหลักสูตรสถานศึกษา ดังนี้ ๑. จุดหมายของหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาต้องด าเนินการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา บนพื้นฐานหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยโดยสถานศึกษา ๕๓
ต้องเชื่อมโยงมาตรฐานคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปสู่การจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา และสะท้อนให้เห็นหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เช่นการประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้สอน และผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องและส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 2. การสร้างหลักสูตรสถานศึกษาจะต้องเสนอต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและปรับเปลี่ยนให้ สอดคล้องกับธรรมชาติและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย การสร้างหลักสูตรสถานศึกษาดังนี้ ๒.๑ ศึกษาท าความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและเอกสาร ประกอบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กและครอบครัว สภาพปัจจุบันสภาพต่างๆ ที่เน้นปัญหา จุดเด่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น ๒.๒ จัดท าหลักสูตรสถานศึกษา โดยก าหนดปรัชญาการศึกษา วิสัยทัศน์ ภารกิจหรือพันธกิจ เป้าหมาย มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ โดยโครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วยการ วิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปี เพื่อก าหนดประสบการณ์ และสาระที่ควรรู้ในแต่ละช่วงอายุระยะเวลาเรียน การ จัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และการบริหาร จัดการหลักสูตร ซึ่งสถานศึกษาอาจก าหนดโครงสร้างหลักสูตรได้ตามเหมาะสมและความจ าเป็นของสถานศึกษา แต่ละแห่ง ๒.๓ ประเมินหลักสูตรของสถานศึกษาปฐมวัย แบ่งออกเป็น การประเมินก่อนน าหลักสูตรไปใช้ในการ ประเมินเพื่อตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร องค์ประกอบของหลักสูตรหลังจากที่ได้ท าแล้วโดยอาศัยความ คิดเห็นผู้ใช้หลักสูตร ผู้มีส่วนรวมในการท าหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ การประเมินระหว่า การด าเนินการใช้กลักสูตรเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถน าไปใช้ได้ดีเพียงใด ควรมีการ ปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใด และการประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบหลักสูตรทั้งระบบ หลังจากที่ใช้หลักสูตรครบแต่ละช่วงอายุ เพื่อสรุปผลว่าหลักสูตรที่จัดท าควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้น อย่างไร การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (เด็กอายุ ๓-๖ ปี) ส าหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย (เด็กอายุ ๓-๖ ปี) ส าหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ สามารถน าหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัยไปปรับใช้ได้ ทั้งในส่วนของโครงสร้างหลักสูตร สาระการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์และการประเมิน พัฒนาการให้เหมาะกับสภาพบริบท ความต้องการ และศักยภาพของแต่ละประเภทเพื่อพัฒนาให้เด็กมีคุณภาพ ตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยก าหนดโดยด าเนินการดังนี้ ๑. การก าหนดเป้าหมายคุณภาพเด็ก ซึ่งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้ก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่ พึงประสงค์และสาระการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางเพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ในการพัฒนาเด็ก สถานศึกษาหรือผู้จัดการศึกษาส าหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะสามารถเลือก หรือปรับใช้ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึ่ง ประสงค์ในการพัฒนาเด็ก เพื่อน าไปจัดท าแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลให้ครอบคลุมพัฒนาการของเด็กทั้ง ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ๒. การประเมินพัฒนาการเด็ก จะต้องค านึงถึงปัจจัยความแตกต่างของเด็ก อาทิ เด็กที่มีความพิการ แต่ละด้าน อาจต้องการปรับการประเมินพัฒนาการที่เอื้อต่อสภาพความพิการของเด็ก ทั้งวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ ควรให้สอนคล้องกับเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้านดังกล่าว
๓. สถานศึกษาที่มีเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ควรได้รับการสนับสนุนครูพี่เลี้ยงให้การดูแลช่วยเหลือ และส่งเสริมพัฒนาการ กรณีที่มีเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ มีผลพัฒนาการไม่เป็นไปตามเป้าหมายควรมีการส่งเสริม ส่งต่อไปยังสถานพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพื่อให้ได้รับการพัฒนาต่อไป การบริหารจัดการหลักสูตร การน าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพตามจุดหมายของหลักสูตรผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการหลักสูตรในระดับสถานศึกษาได้แก่ผู้บริหารครูผู้สอนพ่อแม่หรือผู้ปกครองและชุมชนมี บทบาทส าคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็ก 1. บทบาทผู้บริหารสถานศึกษา การจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยในระดับสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาท ดังนี้ 1.1 ศึกษาท าความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและมีวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย 1.2 คัดเลือกบุคลากรที่ท างานกับเด็กเช่นครูผู้สอนพี่เลี้ยงอย่างเหมาะสมโดยค านึงถึงคุณสมบัติหลักของ บุคลากรดังนี้ - มีวุฒิทางการศึกษาด้านการอนุบาลศึกษาการศึกษาปฐมวัยหรือผ่านการอบรมเกี่ยวกับการจัด การศึกษาปฐมวัย - มีความรักเด็กจิตใจดีมีอารมณ์ขันและใจเย็นให้ความเป็นกันเองกับเด็กอย่างเสมอภาค - มีบุคลิกของความเป็นครูผู้สอนเข้าใจและยอมรับธรรมชาติของเด็กตามวัย - พูดจาสุภาพเรียบร้อยชัดเจนเป็นแบบอย่างได้ - มีความเป็นระเบียบสะอาดและรู้จักประหยัด - มีความอดทนขยันซื่อสัตย์ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ - มีอารมณ์ร่วมกับเด็กรู้จักรับฟังพิจารณาเรื่องราวปัญหาต่างๆของเด็กและตัดสินปัญหาต่างๆ อย่างมีเหตุผลด้วยความเป็นธรรม - มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตสมบูรณ์ 1.3 ส่งเสริมการจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กได้เข้าเรียนอย่างทั่วถึงและเสมอภาคและปฏิบัติการรับเด็ก ตามเกณฑ์ที่ก าหนด 1.4 ส่งเสริมให้ครูผู้สอนและผู้ที่ปฏิบัติงานกับเด็กพัฒนาตนเองมีความรู้ก้าวหน้าอยู่เสมอ 1.5 เป็นผู้น าในการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษาโดยร่วมให้ความเห็นชอบก าหนดวิสัยทัศน์และคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของเด็กทุกช่วงอายุ 1.6 สร้างความร่วมมือและประสานกับบุคลากรทุกฝ่ายในการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา 1.7 จัดให้มีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับตัวเด็กงานวิชาการหลักสูตรอย่างเป็นระบบและมีการ ประชาสัมพันธ์หลักสูตรสถานศึกษา 1.8 สนับสนุนการจัดสภาพแวดล้อมตลอดจนสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่เอื้ออ านวยต่อการเรียนรู้ 1.9 นิเทศก ากับติดตามการใช้หลักสูตรโดยจัดให้มีระบบนิเทศภายในอย่างมีระบบ 1.10 ก ากับติดตามให้มีการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาและน าผลจากการประเมินไปใช้ในการ พัฒนาคุณภาพเด็ก
1.11 ก ากับติดตามให้มีการประเมินการน าหลักสูตรไปใช้เพื่อน าผลจากการประเมินมาปรับปรุงและ พัฒนาเนื้อหาของหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กบริบทสังคมและให้มี ความทันสมัย 2. บทบาทครูผู้สอนปฐมวัย การพัฒนาคุณภาพเด็กโดยถือว่าเด็กมีความส าคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้เด็ก สามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติสอดคล้องกับพัฒนาการและเต็มตามศักยภาพดังนั้นครูผู้สอนจึงมีบทบาทส าคัญยิ่ง ที่จะท าให้กระบวนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพครูผู้สอนจึงต้องมีบทบาทและหน้าที่ดังนี้ 1.1บทบาทในฐานะผู้เสริมสร้างการเรียนรู้ - จัดประสบการณ์การเรียนรู้ส าหรับเด็กโดยเด็กก าหนดขึ้นด้วยตัวเด็กเองและผู้สอนกับเด็กร่วมกัน ก าหนดโดยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กให้ครอบคลุมทุกด้าน - ส่งเสริมให้เด็กใช้ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมโดยการลงมือกระท าหรือหาค าตอบในสิ่งที่เด็กเรียนรู้อย่างมี เหตุผล - กระตุ้นให้เด็กร่วมกันคิดแก้ปัญหาค้นคว้าหาค าตอบด้วยตนเองด้วยวิธีการศึกษาที่น าไปสู่การใฝ่รู้ และพัฒนาตนเอง - จัดสภาพแวดล้อมและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้สร้างเสริมให้เด็กท ากิจกรรมได้เต็มศักยภาพและ ความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคล - สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้และกิจกรรม ต่างๆอย่างสม่ าเสมอ - ใช้กิจกรรมการเล่นเป็นสื่อการเรียนรู้ส าหรับเด็กให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ - ใช้ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูผู้สอนและเด็กในการด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างสม่ าเสมอ - จัดการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพจริงและน าผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนา คุณภาพเด็กเต็มศักยภาพ 1.2 บทบาทในฐานะผู้ดูแลเด็ก - สังเกตและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์จิตใจสังคมและสติปัญญา - ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจ าวัน - ฝึกการเรียนรู้หน้าที่ความมีวินัยและการมีนิสัยที่ดี - ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่นมีความภูมิใจในตนเองและกล้าแสดงออก - จ าแนกพฤติกรรมเด็กและสร้างเสริมลักษณะนิสัยและแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล - ประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาบ้านและชุมชนเพื่อให้เด็กได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 2.3 บทบาทในฐานะพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนการสอน - น านวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเรียนการสอนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภาพบริบทสังคม ชุมชนและท้องถิ่น - ใช้เทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ในชุมชนในการเสริมสร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็ก
- จัดท าวิจัยในชั้นเรียนเพื่อน าไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรหรือกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาสื่อการ เรียนรู้ - พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้มีคุณลักษณะของผู้ใฝ่รู้มีวิสัยทัศน์และทันเหตุการณ์ในยุค ของข้อมูลข่าวสาร 2.4 บทบาทในฐานะผู้บริหารหลักสูตรสถานศึกษา - ท าหน้าที่วางแผนก าหนดหลักสูตรหน่วยการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมินผล การเรียนรู้ - จัดท าแผนการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นส าคัญให้เด็กมีอิสระในการเรียนรู้ทั้งกายและใจเปิด โอกาสให้เด็กเล่นหรือท างานและเรียนรู้ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม - ประเมินผลการใช้หลักสูตรเพื่อน าผลการประเมินมาปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนชุมชนและท้องถิ่น 3. บทบาทของพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กปฐมวัย การศึกษาระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาที่จัดให้แก่เด็กที่ครูผู้สอนและพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องสื่อสารกัน ตลอดเวลาเพื่อความเข้าใจตรงกันและพร้อมร่วมมือกันในการจัดการศึกษาให้กับเด็กดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ควรมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ 1.1 มีส่วนร่วมในการก าหนดแผนพัฒนาสถานศึกษาและให้ความเห็นชอบก าหนดแผนการเรียนรู้ของ เด็กร่วมกับครูผู้สอนและเด็ก 1.2 ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของสถานศึกษาและกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็ก 1.3 เป็นเครือข่ายการเรียนรู้จัดบรรยากาศภายในบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ 1.4 สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสมและจ าเป็น 1.5 อบรมเลี้ยงดูเอาใจใส่ให้ความรักความอบอุ่นส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก 1.6 ป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ตลอดจนส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์โดย ประสานความร่วมมือกับครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้อง 1.7 เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในด้านการปฏิบัติตนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และมีคุณธรรมน าไปสู่การ พัฒนาให้เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ 1.8 มีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก 1.9 มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนจัดขึ้นเช่นวันเด็กวันแม่แห่งชาติวันพ่อแห่งชาติฯลฯ 4. บทบาทของชุมชน การปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ได้ก าหนดให้ชุมชนมีบทบาทใน การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยให้มีการประสานความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพดังนั้น ชุมชนจึงมีบทบาทในการจัดการศึกษาปฐมวัยดังนี้ 1.1 มีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนในบทบาทของคณะกรรมการโรงเรียนหรือชมรมผู้ปกครอง 1.2 มีส่วนร่วมในการจัดท าแผนพัฒนาโรงเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการด าเนินการของโรงเรียน 1.3 เป็นศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายการเรียนรู้ให้เด็กได้เรียนรู้และมีประสบการณ์จากสถานการณ์จริง
1.4 ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียน ๑.๕ ส่งเสริมให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาตลอดจนเป็นวิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กทุกด้านรวมทั้งสืบสานจารีตประเพณีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของ ชาติ ๑.๖ ประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้โรงเรียนเป็นแหล่งวิทยาการของชุมชนและมี ส่วนในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น ๑.๗ มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของโรงเรียนท าหน้าที่เสนอแนะในการ พัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียน การบริหารจัดการหลักสูตร โรงเรียนเทศบาลต าบลวังผาง ด าเนินการบริหารการจัดการหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ดังนี้ ๑. เตรียมความพร้อม โดยประชุมครู บุคลากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ๒. แต่งตั้งคณะกรรมการ ๓. การจัดท า รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรปฐมวัยของโรงเรียนเทศบาลต าบล วังผาง โดยมีการก าหนดปรัชญาวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ สาระการเรียนรู้ รายปี การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ บรรยากาศการเรียนรู้ ประเมินผล สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ๔. น าหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียน สู่การปฏิบัติ ๕. นิเทศ ก ากับ ติดตาม และประเมินผล ๖. สรุปผลการด าเนินงาน ๗. น าผลการประเมินสู่การพัฒนา/ปรับปรุง การด าเนินงาน
การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 การสร้างรอยเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 มีความส าคัญ อย่างยิ่ง บุคลากรทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจต่อกรช่วยลดช่องว่างขงความไม่เข้าใจในการจัดการศึกษาทั้งสอง ระดับ ซึ่งจะส่งผลถึงการจัดการเรียนการสอน ตัวเด็ก ผู้สอน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ ทั้ง ระบบ การสร้างรอยเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 จะประสบผลส าเร็จได้ต้อง ด าเนินการดังต่อไปนี้ 1. บทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรอยเชื่อมต่อระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 1.1 ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลส าคัญที่มีบทบาทเป็นผู้น าในการสร้างรอยเชื่อมต่อ โดยเฉพาะ ระหว่างหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในช่วงอายุ 3 - 5 ปีกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1โดยต้องศึกษาหลักสูตรทั้งสองระดับ เพื่อท าความเข้าใจ จัดระบบการบริหารงานด้านวิชาการ ที่จะเอื้อต่อการเชื่อมโยงการศึกษาทั้งสองระดับ โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างรอยเชื่อมต่อ ดังตัวอย่างกิจกรรม ต่อไปนี้ 1.1.1 จัดประชุมผู้สอนระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาร่วมกันพัฒนารอยเชื่อมต่อของหลักสูตรทั้ง สองระดับให้เป็นแนวปฏิบัติของสถานศึกษา เพื่อผู้สอนทั้งสองระดับจะได้เตรียมการสอนให้สอดคล้องกับเด็กวัยนี้ 1.1.2 จัดหาเอกสารด้านหลักสูตรและเอกสารทางวิชาการของทั้งสองระดับ มาไว้ให้ผู้สอนและบุคลากร อื่น ๆ ได้ศึกษาท าความเข้าใจ อย่างสะดวกและเพียงพอ 1.1.3 จัดกิจกรรมให้ผู้สอนทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปลี่ยน เผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับจากการอบรม ดูงาน ซึ่งไม่ควรจัดให้เฉพาะผู้สอนในระดับเดียวกันเท่านั้น 1.1.4จัดเอกสารเผยแพร่ตลอดจนกิจกรรมสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆระหว่างสถานศึกษาผู้ปกครองและ บุคลากรทางการศึกษาอย่างสม่ าเสมอ 1.1.5 ระหว่างที่เด็กอยู่ในระดับปฐมวัย ผู้บริหารควรจัดให้มีการพบปะท ากิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองอย่าง สม่ าเสมอต่อเนื่องเพื่อผู้ปกครองจะได้สร้างความเข้าใจและสนับสนุนการเรียนการสอนของบุตรหลานตนได้อย่าง ถูกต้อง 1.1.6 สถานศึกษาที่มีเด็กทั้งสองระดับควรจัดกิจกรรมที่ผู้สอน ผู้ปกครองและเด็กได้ท ากิจกรรมร่วมกันใน บางโอกาส 1.1.7 สถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาทั้งสองระดับ ควรจัดปฐมนิเทศผู้ปกครอง 2 ครั้ง คือก่อนเด็กเข้า เรียนชั้นปฐมวัย และก่อนเด็กจะเลื่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจการศึกษาทั้งสองระดับและ ให้ความร่วมมือช่วยเด็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดีขึ้น 1.2 ผู้สอนระดับปฐมวัย ผู้สอนนอกจากจะต้องศึกษาท าความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กของตน แล้ว ควรศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการเรียนการสอนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และสร้างความ เข้าใจให้กับผู้ปกครองและบุคลากรอื่น ๆ รวมทั้งช่วยเหลือเด็กในการปรับตัวก่อนเลื่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยผู้สอนอาจจัดกิจกรรมดังตัวอย่างต่อไปนี้ ๘๘
1.2.1 เก็บรวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อส่งต่อให้ผู้สอนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งจะ ท าให้ผู้สอนในระดับประถมศึกษาสามารถใช้ข้อมูลนั้นช่วยเหลือเด็กในการปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ใหม่ต่อไป 1.2.2 พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ที่ดี ๆ เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 1.2.3.จัดให้เด็กได้มีโอกาสท าความรู้จักกับผู้สอนตลอดจนสภาพแวดล้อมบรรยากาศของห้องเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งที่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกันหรือสถานศึกษาอื่น 1.3 ผู้สอนระดับประถมศึกษา ผู้สอนระดับประถมศึกษาต้องมีความรู้ความเข้าใจและเจตคติที่ดีต่อการ จัดประสบการณ์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อน ามาเป็นข้อมูลในการพัฒนาจัดการเรียนรู้ในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ของตนให้ต่อเนื่องกับการพัฒนาเด็กในระดับปฐมวัย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1.3.1จัดกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครองมีโอกาสได้ท าความรู้จักคุ้นเคยกับผู้สอนและห้องเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเปิดภาคเรียน 1.3.2 จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนระดับปฐมวัย โดยจัดให้มีมุมประสบการณ์ภายในห้อง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสท ากิจกรรมได้อย่างอิสระ เช่น มุมหนังสือ มุมเกมการศึกษา มุมของเล่น เพื่อช่วยให้เด็กชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ปรับตัวและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 1.3.3 จัดกิจกรรมสร้างข้อตกลงที่เกิดจากเด็กร่วมกันเกี่ยวกับการปฏิบัติตน 1.3.4 เผยแพร่ข่าวสารด้านการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน 1.4 ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาต้องท าความเข้าใจหลักสูตรของการศึกษาทั้งสองระดับ และเข้าใจว่าถึงแม้เด็กจะอยู่ในระดับประถมศึกษาแล้ว แต่เด็กยังต้องการความรัก ความเอาใจใส่ การดูแลและการ ปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากระดับปฐมวัยและควรให้ความร่วมมือกับผู้สอนและสถานศึกษาในการช่วยเตรียม ตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น การก ากับ ติดตาม ประเมินและรายงาน การจัดการศึกษาปฐมวัย มีหลักการส าคัญในการให้สังคม ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและ กระจายอ านาจการศึกษาลงไปสู่ท้องถิ่นโดยตรง โดยเฉพาะสถานศึกษาหรือสถานศึกษาเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นผู้จัดการ ศึกษาในระดับนี้ ดังนั้น เพื่อให้ผลผลิตทางการศึกษาปฐมวัยมีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์และ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและสังคม จ าเป็นต้องมีระบบการก ากับ ติดตามประเมินและรายงานที่มี ประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษาเห็นความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค ตลอดจนการให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน วางแผนและด าเนินงานการจัดการศึกษาปฐมวัยให้มี คุณภาพอย่างแท้จริง การก ากับ ติดตาม ประเมินและรายงานผลการจัดการศึกษาปฐมวัย เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหาร การศึกษา กระบวนการนิเทศ และกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา ที่ต้องด าเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อ น าไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย สร้างความมั่นใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องมีการ ด าเนินการที่เป็นระบบเครือข่ายครอบคลุมทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก ในรูปแบบของคณะกรรมการที่มา จากบุคคลทุกระดับให้ทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนทั่วไปทราบ เพื่อน าข้อมูลจากการรายงานผลมาจัดท าแผนพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาหรือสถานศึกษาเด็กปฐมวัยต่อไป