The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ออกแบบหน่วย เรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นางสาวศุทธิณี นาครินทร์ 215

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suttinee Nakkarin, 2020-12-18 11:20:04

หน่วยการเรียนรู้ที่ 18 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ออกแบบหน่วย เรื่อง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นางสาวศุทธิณี นาครินทร์ 215

,"C":2245.03937007874}

รายวิชาฟิสิกส์ รหสั วชิ า ว33206
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นางสาวศุทธิณี นาครินทร์ รหัสนกั ศกึ ษา 62115241215
หลกั สตู รครุศาตรบณั ฑิต สาขาวชิ าฟิสกิ ส์ คณะครศุ าสตร์

ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เร่ือง คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า
รายวิชาฟิสกิ ส์ รหสั วชิ า ว33206

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

จัดทาโดย
นางสาวศทุ ธณิ ี นาครนิ ทร์ รหัสนักศึกษา 62115241215
หลกั สูตรครุศาตรบณั ฑติ สาขาวิชาฟสิ ิกส์ คณะครุศาสตร์

เสนอ
รองศาสตรา ดร. สาราญ กาจดั ภัย

งานออกแบบหนว่ ยการเรียนรูน้ ีเ้ ปน็ ส่วนหน่ึงของรายวชิ า
การวัดการและประเมนิ การศึกษาและการเรยี นรู้ รหสั วชิ า 21042103

ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร



คานา

การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เรื่องคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นการออกแบบหน่วยการ
เรียนรู้แบบ black word design ซึ่งการออกแบบหน่วยการเรียนรู้นี้ เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา
การวัดการและประเมินการศึกษาและการเรียนรู้ รหัสวิชา 21042103 โดยเป็นการออกแบบการ
เรียนรู้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาฟิสิกส์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาค
เรียนท่ี 2 ซึ่งเป็นการออกแบบ 1 หน่วยการเรียนรู้จากทั้งหมด 3 หน่วยการเรียนรู้ โดยอิง
โครงสรา้ งรายวิชาจากโรงเรยี นภูพระบาทวิทยาคม จังหวดั อดุ รธานี

นางสาวศุทธณิ ี นาครนิ ทร์
ผจู้ ดั ทา



สารบญั

คาอธิบายรายวิชา ................................................................................................................ 1
รายละเอยี ดสาระการเรยี นรู้ และผลการเรียนรู้ ..................................................................... 2
โครงสร้างรายวชิ า ................................................................................................................ 8
ตวั อย่างการออกหนว่ ยการเรียนรู้ 1 หน่วยการเรยี นรู้ ........................................................... 9
สาระการเรียนร้แู ละผลการเรยี นร้ปู ระจาหนว่ ยการเรียนรู้ ..................................................... 9
ตารางการออกแบบหนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 18 เรอ่ื ง คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า.................................11
ภาคผนวก .......................................................................................................................... 16
แบบฝกึ หัดท่ี 1 .................................................................................................................... 17
แนวคาตอบแบบฝกึ หดั ที่ 1 ................................................................................................. 18
แนวทางการให้คะแนนแบบฝกึ หัดที่ 1 ................................................................................ 19
แบบฝึกหัดที่ 2 .................................................................................................................... 20
แนวคาตอบแบบฝึกหัดที่ 2 ................................................................................................. 21
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบฝกึ หดั ท่ี 2 ................................................................................ 22
การทดลอง เร่ือง ความสวา่ งของแสงเม่ือผา่ นแผ่นโพลารอยด์............................................ 23
รายงานผลการทดลอง........................................................................................................ 24
แนวคาตอบรายงานผลการทดลอง ..................................................................................... 26
แนวทางการให้คะแนนรายงานการทดลอง ......................................................................... 27
แบบฝกึ หดั ท่ี 3 .................................................................................................................... 28
แนวคาตอบแบบฝกึ หัดที่ 3 ................................................................................................. 29
แนวทางการใหค้ ะแนนแบบฝกึ หัดท่ี 3 ................................................................................ 30
แบบฝกึ หัดท่ี 4 ................................................................................................................... 31
แนวคาตอบแบบฝึกหัดที่ 4 ................................................................................................. 32
แนวทางการให้คะแนนแบบฝกึ หดั ท่ี 4 ................................................................................ 33
ตารางออกแบบข้อสอบใหส้ อดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นรู้และจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ .................34
สาระการเรียนรูแ้ ละผลการเรียนรปู้ ระจาหนว่ ยการเรยี นรู้ ................................................... 34



สารบัญ (ต่อ)

แบบประเมนิ ความตรงของแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยการเรียนรู้ที่ 18 ............................. 35
ตารางการวิเคราะหค์ ณุ ภาพแบบทดสอบหน่วยการเรียนรู้ท่ี 18 .......................................... 43
ตารางวเิ คราะหค์ ุณภาพขอ้ สอบแบบองิ เกณฑ์ของแบบทดสอบหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 18.........45
แบบทดสอบหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 18 ..................................................................................... 48
กระดาษคาตอบ แบบทดสอบหนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 18 ........................................................... 51
เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 18 ............................................................................. 52

1

คาอธิบายรายวชิ า

วชิ า ฟิสิกส์6 รหัสวิชา ว33206 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6
เวลา 3 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จานวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนท่ี 2

ศึกษา วิเคราะห์ การเกิดและลักษณะเฉพาะของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า แสงโพลาไรส์เชิงเส้น สเปกตรัม
คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า การประยกุ ตใ์ ช้เกย่ี วกบั หลักการท างานของอุปกรณ์ท่เี ก่ียวขอ้ ง การสือ่ สารสัญญาณต่าง ๆ
สมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก พลังงานโฟตอน พลังงานจลน์และ
ฟงั ก์ชันงานของโลหะ ทวภิ าวะของคลืน่ และอนุภาค ความยาวคลนื่ เดอบรอยล์ กมั มนั ตภาพรังสีของรงั สีต่าง ๆ
การสลายตัวกัมมันตรังสี ครึ่งชีวิต แรงนิวเคลียร์ เสถียรภาพของนิวเคลียส พลังงานยึดเหนี่ยว ปฏิกิริยา
นิวเคลียร์ ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์ การป้องกันอันตรายรังสีด้านต่าง ๆ การค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์
อนภุ าค แบบจาลองมาตรฐาน และการใชป้ ระโยชนใ์ นด้านตา่ ง ๆ

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล
และการอภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิด สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ และใช้หลักคิดปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงในการตัดสนิ ใจ

เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน อย่างมีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม
คณุ ธรรม และคา่ นิยมทเ่ี หมาะสม

ผลการเรียนรู้
3 ม.6/ 3 ม.6/8 4 ม.6/10 4 ม.6/11 4 ม.6/12 4 ม.6/13 4 ม.6/14 4 ม.6/15
4 ม.6/16 4 ม.6/17 4 ม.6/18
รวม 11 ผลการเรียนรู้

2

รายละเอยี ดสาระการเรยี นรู้ และผลการเรยี นรู้

รายวิชา ฟิสกิ ส์ รหัสวิชา ว33206 กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนท่ี 2

สาระฟสิ ิกส์

3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและกฎ
ของโอหม์ วงจรไฟฟา้ กระแสตรง พลงั งานไฟฟ้าและกาลังไฟฟ้า การเปล่ยี นพลงั งานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กท่ีกระทากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหน่ียวนาแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎ
ของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลบั คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าและการสื่อสาร รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ช้นั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม

ม.6 7. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของ การเหน่ียวนาต่อเนื่องระหวา่ งสนามแมเ่ หลก็
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพ และ สนามไฟฟ้า ทาให้เกดิ คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า
ลาไรส์เชิงเส้น และแผ่นโพลารอยด์ รวมทั้ง แผ่ออกจากแหล่งกาเนดิ
อธิบายการนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วง
ความถ่ีต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้และหลัก การ คลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ ประกอบด้วยสนามแม่เหล็ก
ทางานของอุปกรณ์ทเ่ี กย่ี วข้อง และสนามไฟฟ้าทเ่ี ปลีย่ นแปลงตลอดเวลาโดย
สนามทั้งสองมที ิศตง้ั ฉากกันและต้ังฉากกบั ทิศ
ทางการเคลอื่ นที่ของคล่ืน

แสงเป็นคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง โดยแสง
ใน ชีวติ ประจาวนั เป็นแสงไมโ่ พลาไรส์เม่ือแสง
นน้ั ผ่านแผน่ โพลารอยด์ สนามไฟฟา้ จะมี
ทศิ ทางอยู่ ในระนาบเดยี วเรยี กวา่ แสงโพลา
ไรสเ์ ชงิ เส้น สมบัตขิ องแสงลักษณะน้ีเรียกว่า
โพลาไรเซชัน

คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้ามีความถี่ต่าง ๆ มากมาย
โดย ความถน่ี มี้ คี ่าต่อเน่ืองกันเป็นช่วงกว้าง
เรยี กวา่ สเปกตรัมคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้

ตัวอยา่ งอปุ กรณ์ที่ทางานโดยอาศัย คลืน่
แม่เหล็กไฟฟา้ เช่น เครอ่ื งฉายรังสเี อกซ์ เครอ่ื ง
ควบคมุ ระยะไกล เคร่ืองระบุตาแหน่งบน พื้น
โลก เคร่อื งถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ และ
เครือ่ งถ่ายภาพการสนั่ พ้องแม่เหลก็

3

ชน้ั ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเตมิ

ม.6 8. สืบค้น และอธิบายการสื่อสารโดยอาศัย การส่ือสารเพ่ือส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไป
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งผ่านสารสนเทศ อีกท่ีหนึ่ง ทาได้โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า
และเปรียบเทียบการส่ือสารด้วยสญั ญาณแอ สารสนเทศจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณ
นะลอ็ กกบั สัญญาณดิจทิ ัล สาหรับส่งไปยังปลายทางซ่ึงจะมีการแปลง
สัญญาณกลบั มาเปน็ สารสนเทศทเี่ หมือนเดมิ

สัญญาณมีสองชนิดคือแอนะล็อกและดิจิทัล
โดยการสง่ ผ่านสารสนเทศดว้ ยสัญญาณดิจิทัลมี
ความผดิ พลาดน้อยกวา่ สญั ญาณแอนะล็อก

4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสารสภาพยืดหยุ่น
ของวัสดแุ ละมอดลุ ัสของยงั ความดนั ในของไหล แรงพยงุ และหลักของอารค์ ิมีดสิ ความตงึ ผวิ และแรงหนืดของ
ของเหลว ของไหลอดุ มคติ และสมการแบรน์ ลู ลี กฎของแกส๊ ทฤษฎีจลนข์ องแก๊สอุดมคติและพลงั งานในระบบ
ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคล่ืนและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรง
นวิ เคลยี ร์ ปฏกิ ิรยิ านิวเคลยี ร์ พลังงานนิวเคลียร์ฟสิ ิกส์อนภุ าค รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พม่ิ เติม

ม.6 10. อธิบายสมมตฐิ านของพลังค์ ทฤษฎี พลังคเ์ สนอสมมติฐานเพอื่ อธิบายการแผ่รงั สี
อะตอมของโบร์ และการเกิดเส้นสเปกตรมั
ของอะตอมไฮโดรเจน รวมทง้ั คานวณ ของวตั ถุดา ซง่ึ สรุปไดว้ ่า พลงั งานท่วี ัตถุดา
ปรมิ าณต่าง ๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง
ดดู กลนื หรือแผ่ออกมามีคา่ ไดเ้ ฉพาะบางค่า

เท่านั้น และ ค่าน้จี ะเป็นจานวนเทา่ ของ ℎ

เรียกวา่ ควอนตมั พลังงาน โดยแสงความถี่

จะมีพลังงานตาม สมการ = ℎ

ทฤษฎีอะตอมของไฮโดรเจนท่ีเสนอโดยโบร์

อธิบายวา่ อิเล็กตรอนจะเคลือ่ นทีร่ อบ

นวิ เคลียส ในวงโคจรบางวงได้โดยไมแ่ ผ่คล่ืน

แม่เหลก็ ไฟฟ้า ถา้ อเิ ลก็ ตรอนมีการเปล่ยี นวง

โคจร จะมกี ารรับหรือปลอ่ ยพลงั งานในรูปของ

คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ตามสมมติฐานของพลงั ค์ซง่ึ

สามารถนาไปคานวณรัศมวี งโคจรของ

อิเลก็ ตรอนและพลังงานอะตอมของไฮโดรเจน

ไดต้ ามสมการ = ( ℎ 2ⅇ2) 2 และ
2ⅇ4
= − 1 ℎ2 ( 1 2) ตามลาดับ
2

4

ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ

11. อธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเลก็ ทริกและ ทฤษฎอี ะตอมของโบรส์ ามารถนาไปคานวณ
คานวณพลงั งานโฟตอน พลงั งานจลนข์ อง
โฟโตอิเล็กตรอนและฟงั กช์ ันงานของโลหะ ความยาวคล่นื ของแสงในสเปกตรมั เส้นสวา่ ง

12. อธิบายทวภิ าวะของคลนื่ และอนุภาค ของอะตอมไฮโดรเจนตามสมการ
รวมท้ังอธิบาย และคานวณความยาวคลื่น
เดอบรอยล์ 1 = [ 1 2 − 1 2 ]

13. อธบิ ายกมั มนั ตภาพรงั สแี ละความ
แตกต่างของรังสแี อลฟา บีตา และแกมมา ปรากฏการณโ์ ฟโตอิเลก็ ทริกเป็นปรากฏการณ์

ทอี่ เิ ล็กตรอนหลุดจากผวิ โลหะ เมอ่ื มีแสงท่ีมี

ความถเ่ี หมาะสมมาตกกระทบโดยจานวนโฟโต

อิเลก็ ตรอนทีห่ ลดุ จะเพม่ิ ขน้ึ ตามความเข้มแสง

และพลังงานจลนส์ ูงสดุ ของโฟโตอเิ ล็กตรอนจะ

ขึ้นกบั ความถ่ีของแสงน้ัน โดยพลงั งานของแสง

หรอื โฟตอนตามสมมติฐานของพลงั ค์

ไอนส์ ไตนอ์ าศยั กฎการอนรุ กั ษพ์ ลังงานและ

สมมติฐานของพลงั ค์ อธิบายปรากฏการณ์โฟ

โตอเิ ล็กทริกตามสมการ ℎ = +
การทดลองพลงั งานจลนส์ ูงสุดของโฟโต

อเิ ล็กตรอนและฟังก์ชนั งานของโลหะคานวณ

ได้จากสมการ = และ = ℎ 0
ตามลาดบั

การค้นพบการแทรกสอดและการเล้ยี วเบนของ
อิเล็กตรอนสนบั สนุนความคดิ ของเดอบรอยล์ที่
เสนอว่า อนุภาคแสดงสมบัติของคล่ืนไดโ้ ดย
เมอื่ อนุภาคประพฤตติ ัวเปน็ คลืน่ จะมีความยาว
คลนื่ เรยี กว่า ความยาวคล่ืนเดอบรอยล์ ซ่งึ มี
คา่ ข้นึ กับโมเมนตมั ของอนภุ าค ตามสมกา

= ℎ



จากความคิดของไอน์สไตน์และเดอบรอยล์ทา
ให้ สรุปได้วา่ คลืน่ แสดงสมบัตขิ องอนภุ าคได้
และอนุภาคแสดงสมบตั ิของคลืน่ ไดส้ มบตั ิ
ดังกล่าว เรยี กวา่ ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค

กัมมันตภาพรังสีเป็นปรากฏการณ์ท่ีธาตุ
กมั มันตรังสแี ผร่ ังสีได้เองอย่างต่อเนอื่ ง รังสีท่ี
ออกมามี 3 ชนิด คอื แอลฟา บตี าและ แกมมา

5

ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พิ่มเติม

14. อธิบาย และคานวณกมั มนั ตภาพของ การแผ่รงั สีเกดิ จากการเปลีย่ นแปลงนิวเคลยี ส
นิวเคลยี สกมั มันตรังสี รวมทั้งทดลอง
อธบิ าย และคานวณจานวนนวิ เคลียส ของธาตุกัมมันตรังสีซ่งึ เขียนแทนได้ดว้ ยสมการ
กัมมันตภาพรงั สที ี่เหลือจากการสลายและ
คร่งึ ชีวิต การสลายให้แอลฟา

15. อธิบายแรงนิวเคลยี ร์เสถียรภาพของ → −−42 + 42
นิวเคลยี สและพลงั งานยึดเหนี่ยว รวมทงั้
คานวณปริมาณต่าง ๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ ง การสลายให้บตี า

→ + 1 + −10 + ⅇ̅

การสลายใหบ้ ีตาบวก

→ − 1 + −10 + ⅇ

การสลายใหแ้ กมมา

→ 0 +

ในการสลายของธาตกุ ัมมันตรังสีอัตราการแผ่

รังสีออกมาในขณะหนึ่ง เรียกวา่ กัมมนั ตภาพ

ปริมาณน้บี อกถึงอตั ราการลดลงของจานวน

นวิ เคลียสของธาตกุ ัมมนั ตรงั สี คานวณไดจ้ าก

สมการ =

ช่วงเวลาท่ีจานวนนิวเคลยี สลดลงเหลือคร่ึงหนง่ึ

ของจานวนเรม่ิ ต้น เรียกวา่ ครง่ึ ชีวติ โดย

จานวนนิวเคลยี สกัมมันตภาพรังสีทีเ่ หลือจาก

การสลายและคร่ึงชีวิตคานวณไดจ้ ากสมการ

= 0 − และ 1 = 2 ตามลาดบั

2

ภายในนิวเคลยี สมีแรงนวิ เคลียร์ท่ใี ช้อธิบาย
เสถยี รภาพของนวิ เคลียส

การทาให้นิวคลีออนในนวิ เคลียสแยกออกจาก
กนั ต้องใช้พลังงานเทา่ กับพลงั งานยดึ เหนีย่ ว ซง่ึ
คานวณได้จากความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมวล และ
พลงั งาน ตามสมการ = (∆ ) 2

นวิ เคลียสที่มพี ลังงานยึดเหนีย่ วต่อนิวคลอี อน
สงู จะมีเสถยี รภาพดีกวา่ นิวเคลียสทีม่ พี ลงั งาน
ยึดเหน่ียวตอ่ นิวคลีออนตา่ โดยพลังงานยดึ
เหน่ยี วต่อนวิ คลีออนคานวณไดจ้ ากสมการ

(∆ ) 2
=

6

ชั้น ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเติม
16. อธบิ ายปฏิกิริยานิวเคลยี ร์ฟชิ ชนั
และฟวิ ชัน รวมท้งั คานวณพลังงานนิวเคลียร์ ปฏกิ ิริยาทีท่ าใหน้ วิ เคลียสเกิดการเปลยี่ นแปลง
องคป์ ระกอบหรือระดบั พลังงาน เรียกวา่
17. อธิบายประโยชน์ของพลงั งานนวิ เคลียร์ ปฏกิ ิรยิ านิวเคลียร์
และรงั สี รวมทงั้ อนั ตรายและการปอ้ งกันรงั สี
ในด้านต่าง ๆ ฟิชชนั เปน็ ปฏิกริ ยิ าท่นี ิวเคลยี สทม่ี ีมวลมาก
18. อธบิ ายการคน้ คว้าวิจัยดา้ นฟสิ กิ ส์ แตกออก เป็นนิวเคลยี สที่มมี วลนอ้ ยกวา่ สว่ น
อนุภาคแบบจาลองมาตรฐาน และการใช้ ฟวิ ชันเป็นปฏิกริ ยิ าทนี่ ิวเคลยี สท่ีมมี วลนอ้ ย
ประโยชนจ์ ากการคน้ ควา้ วิจัยด้านฟิสกิ ส์ รวมตวั กันเกิดเปน็ นิวเคลียสที่มีมวลมากขึ้น
อนุภาคในดา้ นต่าง ๆ
พลงั งานท่ีปลดปล่อยออกมาจากฟิชชนั หรอื
ฟวิ ชัน เรียกวา่ พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมคี า่
เปน็ ไปตามความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมวลกับ
พลังงาน ตามสมการ = (∆ ) 2

พลังงานนิวเคลยี ร์และรังสจี ากการสลายของ
ธาตุกมั มนั ตรงั สี สามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ น
ด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกันต้องมีการป้องกัน
อันตรายที่อาจเกิดขน้ึ ได้

การศกึ ษาโปรตอนและนวิ ตรอนในนวิ เคลียส
ด้วยเคร่ืองเร่งอนุภาคพลงั งานสูง พบวา่
โปรตอนและนวิ ตรอนประกอบดว้ ยอนภุ าคอ่ืน
ท่ีมขี นาดเล็กกวา่ เรยี กว่า ควารก์ ซึง่ ยึดเหนย่ี ว
กนั ไว้ด้วยแรงเข้ม

นักฟิสิกสย์ งั ไดค้ ้นพบอนภุ าคทเี่ ปน็ ส่อื ของแรง
เขม้ ซงึ่ ได้แก่ กลอู อน และอนุภาคท่ีเปน็ ส่ือของ
แรงอ่อน ซง่ึ ได้แก่ W-โบซอน และ Z-โบซอน

อนุภาคท่ีไมส่ ามารถแยกเป็นองค์ประกอบได้
รวมทงั้ อนุภาคทเ่ี ปน็ สอ่ื ของแรง จดั เป็นอนุภาค
มลู ฐานในแบบจาลองมาตรฐาน

แบบจาลองมาตรฐานเป็นทฤษฎที ใ่ี ช้อธิบาย
พฤติกรรมและอันตรกิริยาระหวา่ งอนุภาคมลู
ฐาน

7

ชั้น ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพิ่มเตมิ

การค้นควา้ วจิ ยั ดา้ นฟิสกิ สอ์ นุภาคนาไปสู่การ
พฒั นาเทคโนโลยที ่นี ามาใช้ประโยชน์ในด้าน
ตา่ ง ๆ เชน่ ดา้ นการแพทยม์ ีการใชเ้ ครื่องเร่ง
อนุภาคในการรกั ษาโรคมะเร็ง การใชเ้ ครอื่ ง
ถ่ายภาพรังสรี ะนาบด้วยการปลอ่ ยโพซติ รอนใน
การวินจิ ฉยั โรคมะเร็ง ดา้ นการรกั ษาความ
ปลอดภัยมีการใช้เครอ่ื งเอกซเรยค์ อมพวิ เตอร์
ในการตรวจวตั ถอุ นั ตรายในสนามบนิ

รวม 11 ผลการเรียนรู้

8

โครงสร้างรายวชิ า

วชิ า ฟสิ ิกส์ รหัสวชิ า ว33206 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 60 ชว่ั โมง จานวน 1.5 หน่วยกิต

สดั สว่ นคะแนน ระหวา่ งภาค : ปลายภาค = 70 : 30

หนว่ ยท่ี ชอ่ื หนว่ ยการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ จานวนช่ัวโมง นา้ หนกั คะแนน

18 คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ 3 ม.6/7 3 ม.6/8 14 15
4 ม.6/10 4 ม.6/11 18 15
19 ฟสิ กิ ส์อะตอม 4 ม.6/12

สอบกลางภาค (5 ตวั ช้วี ดั ) 4 ม.6/13 4 ม.6/14 2 20
4 ม.6/15 4 ม.6/16 24 20
20 ฟิสกิ สน์ วิ เคลยี ร์ 4 ม.6/17 4 ม.6/18
และฟิสิกสอ์ นุภาค

สอบปลายภาค 2 30
รวม 60 100

9

ตวั อย่างการออกหนว่ ยการเรยี นรู้ 1 หนว่ ยการเรียนรู้

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 18 คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ วิชา ฟิสกิ ส์ รหสั วชิ า ว33206
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี น้าหนกั คะแนน 15 คะแนน

ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรียน 14 ชัว่ โมง

สาระการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรู้ประจาหน่วยการเรยี นรู้

สาระฟิสกิ ส์

3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและกฎ
ของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกาลังไฟฟ้า การเปล่ียนพลังงานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กท่ีกระทากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนาแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎ
ของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลบั คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ และการสื่อสาร รวมทัง้ นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

ช้ัน ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม

ม.6 7. อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของ การเหนี่ยวนาตอ่ เน่ืองระหว่างสนามแมเ่ หล็ก
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพ และ สนามไฟฟ้า ทาให้เกิดคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า
ลาไรส์เชิงเส้น และแผ่นโพลารอยด์ รวมท้ัง แผอ่ อกจากแหล่งกาเนดิ
อธิบายการนาคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วง
ความถ่ีต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้และหลัก การ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าประกอบด้วยสนามแมเ่ หลก็
ทางานของอปุ กรณ์ทเี่ กีย่ วข้อง และสนามไฟฟ้าท่ีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดย
สนามทัง้ สองมีทิศต้ังฉากกนั และตงั้ ฉากกับ ทิศ
ทางการเคล่ือนท่ีของคลนื่

แสงเปน็ คล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ ชนดิ หนงึ่ โดยแสงใน
ชวี ติ ประจาวันเปน็ แสงไมโ่ พลาไรส์เมอื่ แสงนน้ั
ผา่ นแผ่นโพลารอยด์ สนามไฟฟา้ จะมที ิศทางอยู่
ในระนาบเดียวเรยี กว่า แสงโพลาไรสเ์ ชิงเสน้
สมบัตขิ องแสงลกั ษณะน้เี รยี กวา่ โพลาไรเซชนั

คลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้ามีความถีต่ ่าง ๆ มากมาย
โดย ความถน่ี ้มี ีคา่ ตอ่ เน่ืองกันเป็นช่วงกว้าง
เรียกวา่ สเปกตรัมคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า

10

ช้นั ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ

ม.6 8. สืบค้น และอธิบายการส่ือสารโดยอาศัย ตวั อย่างอุปกรณ์ที่ทางานโดยอาศัย คลื่น
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งผ่านสารสนเทศ แม่เหล็กไฟฟ้า เชน่ เครือ่ งฉายรงั สีเอกซ์ เคร่ือง
และเปรียบเทียบการสื่อสารด้วยสัญญาณแอ ควบคุมระยะไกล เคร่ืองระบุตาแหน่งบน พ้นื
นะล็อกกับสัญญาณดิจิทัล โลก เครอ่ื งถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพวิ เตอร์ และ
เคร่ืองถ่ายภาพการสัน่ พ้องแม่เหล็ก

การส่ือสารเพื่อส่งผ่านสารสนเทศจากท่ีหนึ่งไป
อีกที่หนึ่ง ทาได้โดยอาศัยคล่ืนแม่เหล็ก ไฟฟ้า
สารสนเทศจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณ
สาหรับส่งไปยังปลายทางซึ่งจะมีการแปลง
สัญญาณกลบั มาเปน็ สารสนเทศทีเ่ หมอื นเดิม

สัญญาณมีสองชนิดคือแอนะล็อกและดิจทิ ลั โดย
การส่งผ่านสารสนเทศด้วยสัญญาณดิจิทัลมี
ความผดิ พลาดน้อยกว่าสญั ญาณแอนะล็อก

ตารางการออกแบบหน่วยการเรียน

ผลการออกหนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 เรือ่ ง คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ตวั ชวี้ ัดและจดุ ประสงค์ หวั ข้อเน้ือหาของบทเรยี น หลักฐานกา
การเรยี นรู้ เรยี นรู้

ผลการเรยี นรู้ 3 ม.6/7

อธิบายการเกิดและลักษณะ

เฉพาะของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า

แสงไม่โพลาไรส์ แสงโพลาไรสเ์ ชงิ

เส้น และแผ่นโพลารอยด์ รวมท้ัง

อธิบายการนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ในช่วงความถ่ีต่าง ๆ ไปประยุกต์

ใช้และหลัก การทางานของ

อุปกรณ์ท่ีเก่ียวขอ้ ง

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. อธิบายการเกิดคลื่น 18.1 การเกิดคลื่น ผลงานการทา
แบบฝึกหดั ท่ี 1
แม่เหลก็ ไฟฟ้า แม่เหล็กไฟฟา้ เรื่อง การเกิดค
แม่เหลก็ ไฟฟา้
2. อธบิ ายลักษณะเฉพาะของ

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

เวลาเรียน 1.5 ช่ัวโมง

11

นรู้ที่ 18 เรือ่ ง คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้

าร การวัดและประเมินผลระหว่างเรยี น (เพอ่ื กจิ กรรมการเรียนรู้

พฒั นา)

วธิ ีการวัด เครอื่ งมือ เกณฑ์ผา่ น

และประเมนิ ที่ใช้

1. ตรวจ 1. แบบฝึกหดั ที่ 1 1. ครูนาเสนอ
เนอื้ หา
1 แบบฝกึ หดั ที่ 2. แนวคาตอบ เรอ่ื ง การเกิดคล่นื
แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
คลน่ื 1 แบบฝึกหดั ท่ี 1 2. ครอู ธิบาย
ลกั ษณะเฉพาะของ
2. ถาม-ตอบ 3.แนวทาง คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า
3. นักเรยี นทา
ในชนั้ เรยี น การใหค้ ะแนน แบบฝกึ หัดที่ 1
เรอ่ื ง การเกดิ คลนื่
แบบฝกึ หดั ที่ 1 แมเ่ หล็กไฟฟา้

ตัวชวี้ ดั และจุดประสงค์ หวั ข้อเนอื้ หาของบทเรียน หลักฐานการ
การเรยี นรู้ เรยี นรู้

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 18.2 สเปกตรมั ของคลน่ื ผลงานการทา
3. อธิบายความหมายของ แม่เหล็กไฟฟา้ แบบฝกึ หดั ที่ 2

สเปกตรัมคลืน่ 18.2.1 คล่ืนวิทยุ เร่อื ง สเปกตรมั
แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
4. อธิบายการนาคล่ืน 18.2.2 ไมโครเวฟ ของคลน่ื
แม่เหลก็ ไฟฟา้ ในชว่ ง
ความถ่ตี ่าง ๆ ไป 18.2.3 รังสีอนิ ฟราเรด แมเ่ หล็กไฟฟ้า
ประยกุ ตใ์ ช้
18.2.4 แสง

18.2.5 รังสอี ลั ตราไวโอเลต

18.2.6 รงั สีเอกซ์

18.2.7 รงั สีแกมมา

เวลาเรียน 3 ชว่ั โมง

12

การวดั และประเมนิ ผลระหว่างเรียน (เพ่อื พัฒนา) กิจกรรมการเรยี นรู้

วิธกี ารวดั และ เครอื่ งมือ เกณฑ์ผา่ น

ประเมิน ท่ีใช้

1. ครูนาเสนอ

เน้อื หา เรอ่ื ง

1. ตรวจ 1. แบบฝึกหัดท่ี 2 ไม่นอ้ ยกว่า สเปกตรมั ของคลน่ื

แบบฝึกหดั ท่ี 2 2. แนวคาตอบ ร้อยละ 60 แมเ่ หล็กไฟฟ้า

2. ถาม-ตอบ แบบฝกึ หัดท่ี 2 ของคะแนน 2. ครูอธิบาย

ในชั้นเรยี น 3.แนวทาง เต็ม อธบิ ายความหมาย

การให้คะแนน ของสเปกตรัมคลืน่

แบบฝกึ หดั ที่ 2 แม่เหลก็ ไฟฟา้ การ

และการนาคลน่ื

แมเ่ หลก็ ไฟฟา้

ในช่วงความถ่ตี า่ ง ๆ

ไปประยุกตใ์ ช้

3. นักเรยี นทา

แบบฝกึ หดั ที่ 2

เร่อื ง สเปกตรัมของ

คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

ตัวช้ีวดั และจดุ ประสงค์ หัวข้อเน้อื หาของบทเรียน หลกั ฐานการ

การเรียนรู้ เรยี นรู้

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 18.3.1 การทดลองความ รายงานผลการ 1
5. อธบิ ายโพลาไรเซชันของ สว่างของแสงเมื่อผา่ นแผน่ ทดลอง เรื่อง ผ
โพลารอยด์ ความสว่างของ 2
แสง แสงไมโ่ พลาไรสแ์ ละ แสงเมื่อผ่านแผ่น ท
แสงโพลาไรส์เชิงเส้น โพลารอยด์ 3
6. สังเกตความสวา่ งของแสง
เมอ่ื ผา่ นแผน่ โพลารอยด์ ใ
สองแผน่

เวลาเรยี น 3 ชวั่ โมง 18.4 การประยุกต์ใช้คลนื่ ผลงานการทา 1
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า แบบฝกึ หัดท่ี 3 แ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ เร่ือง การ 2
7. อธบิ ายหลักการทางาน ประยกุ ตใ์ ช้คลื่น ใ
แม่เหลก็ ไฟฟา้
อปุ กรณ์บางชนดิ ที่ใชค้ ลืน่
แม่เหล็กไฟฟ้า

เวลาเรียน 1.5 ชว่ั โมง

13

การวัดและประเมินผลระหว่างเรียน (เพื่อพัฒนา) กจิ กรรมการเรียนรู้

วธิ กี ารวดั และ เครือ่ งมือ เกณฑ์ผา่ น 1. ครอู ธบิ ายโพลาไรเซชนั
ของแสง แสงไมโ่ พลาไรส์
ประเมนิ ท่ใี ช้ และแสงโพลาไรสเ์ ชงิ เสน้
2. นกั เรยี นบางกลมุ่ ทา
1.ตรวจรายงาน 1.การทดลอง ไม่นอ้ ยกว่า การทดลอง เร่ือง ความ
สวา่ งของแสงเม่ือผา่ น
ผลการทดลอง 2.รายงานผลการ รอ้ ยละ 60 แผ่นโพลารอยด์
3. นกั เรยี นทารายงานผล
2 . ก า ร ท า ก า ร ทดลอง ของคะแนน การทดลอง
1. ครูอธิบายหลกั การ
ทดลอง 3.แ น ว ค า ต อ บ เต็ม ทางานอุปกรณบ์ างชนดิ ท่ี
ใช้คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้
3.การถาม-ตอบ รายงานทดลอง 3. นักเรียนทาแบบฝึกหัด
ที่ 3
ในชนั้ เรยี น 4.แนวทาง เรือ่ ง การประยุกต์ใช้คลืน่
แมเ่ หล็กไฟฟ้า
การให้คะแนน

1. ตรวจ 1. แบบฝกึ หดั ท่ี 3 ไมน่ ้อยกว่า
แบบฝกึ หัดที่ 3
2. ถาม-ตอบ 2. แนวคาตอบ ร้อยละ 60
ในชน้ั เรียน
แบบฝึกหัดที่ 3 ของคะแนน

3.แนวทาง เต็ม

การให้คะแนน

แบบฝกึ หดั ท่ี 3

ตัวช้วี ัดและจดุ ประสงค์ หัวข้อเนอื้ หาของ หลกั ฐานการ
การเรยี นรู้ บทเรยี น เรียนรู้

ผลการเรยี นรู้ 3 ม.6/8 ผลงานการทา
สืบค้นและอธิบายการส่ือสาร แบบฝกึ หดั ที่ 4
เรือ่ ง การสื่อสาร
โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใน โดยอาศัยคลื่น
การส่งผ่านสารสนเทศ และ แม่เหล็กไฟฟ้า
เ ป รี ย บ เ ที ย บ ก า ร สื่ อ ส า ร ด้ ว ย
สัญญาณแอนะล็อกกับสัญญาณ
ดิจทิ ลั
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. สืบค้นและอธบิ ายการสอ่ื สาร 18.5 การสื่อสารโดย

โดยอาศัยคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ อาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้
2. เปรียบเทยี บการสื่อสารดว้ ย

สญั ญาณแอนะล็อกกับ
สัญญาณดิจิทลั

เวลาเรยี น 1.5 ชว่ั โมง

14

การวดั และประเมินผลระหว่างเรียน (เพ่อื พัฒนา) กจิ กรรมการเรียนรู้

วธิ กี ารวัดและ เครอื่ งมอื เกณฑผ์ ่าน

ประเมนิ ท่ใี ช้

1. ตรวจ 1. แบบฝึกหดั ที่ 4 ไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ย 1. ครนู าเสนอเนื้อหา
แบบฝกึ หดั ที่ 4 2. แนวคาตอบ ละ 60 ของ เรอ่ื ง การสื่อสารโดย
2. ถาม-ตอบ แบบฝึกหดั ท่ี 4 คะแนนเต็ม อาศยั คลนื่
ในชน้ั เรียน 3.แนวทาง 2. ครอู ธิบายการ
การให้คะแนน ส่อื สารโดยอาศัย
แบบฝึกหัดท่ี 4 คลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ 3.
นกั เรียนทา
แบบฝึกหดั ท่ี 4
เรอื่ ง การส่ือสารโดย
อาศัยคล่ืน
แมเ่ หล็กไฟฟา้

ตวั ชวี้ ัดและจดุ ประสงค์ หัวข้อเนอื้ หาของ หลักฐานการเรยี นรู้
การเรียนรู้ บทเรียน

วัดและประเมนิ ผลสรปุ ประจาหนว่ ยการเรียนรู้ (เพ่ือ ผลการทดสอบ ประจา
เกบ็ คะแนนเปน็ สว่ นหนึ่งในการตดั สนิ ผลการเรียน) หนว่ ยการเรียนรู้ เรื่อง

คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

เวลาทาแบบทดสอบ 1.5 ชั่วโมง

คะแนนแบบฝึกหัดที่ 1-4
และรายงานผลการ
ทดลอง

15

การวดั และประเมินผลระหว่างเรยี น (เพื่อพัฒนา) กิจกรรมการ
เรียนรู้
วธิ ีการวัดและ เครื่องมือ เกณฑ์ผา่ น

ประเมิน ท่ใี ช้

ทดสอบดว้ ย แบบทดสอบวัด ไม่น้อยกว่า

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการ รอ้ ยละ 60

ผลสมั ฤทธิ์ทางการ เรียนเรอ่ื ง คลน่ื ของคะแนน

เรยี นเรอ่ื ง คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ เต็ม

แมเ่ หล็กไฟฟา้

(คะแนนเต็ม 10

คะแนน)

การทาแบบฝึกหัดที่ แบบฝึกหัดท่ี 1-4 ไม่น้อยกว่า

1-4 และรายงานผล และรายงานผลการ ร้อยละ 60

การทดลอง(คะแนน ทดลอง ของคะแนน

เตม็ 5 คะแนน) เต็ม

ภาคผนวก

17

แบบฝึกหดั ท่ี 1

เรอ่ื ง การเกดิ คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า

คาชี้แจง แบบฝกึ หัดฉบบั นี้มี 2 ตอน
– ตอนที่ 1 แบบทดสอบถูก-ผดิ จานวน 5 ข้อ 5 คะแนน
– ตอนที่ 2 แบบทดสอบตอบสัน้ จานวน 5 ขอ้ 5 คะแนน

ตอนที่ 1 แบบทดสอบถกู -ผดิ
คาสั่ง ให้นักเรียนพิจารณาข้อความต่อไปน้ี แล้วทาเคร่ืองหมาย  หน้าข้อความท่ีถูกต้อง และทา
เคร่อื งหมาย  หนา้ ข้อความทผ่ี ิด ให้ถูกตอ้ ง

................1) คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลนื่ ทีป่ ระกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่ตั้งฉากกัน
................2) คล่นื แมเ่ หล็กและคลนื่ ไฟฟา้ ขนานกับทิศการเคลือ่ นที่
................3) คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าเปน็ คลืน่ ตามขวาง ไม่อาศยั ตัวกลางในการเคล่อื นที่
................4) คลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้าอาศัยอากาศเป็นตวั กลางในการส่งผา่ นพลังงาน
................5) เม่ือประจไุ ฟฟา้ เคลือ่ นทด่ี ว้ ยความเรง่ จึงจะเกิดคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า

ตอนท่ี 2 แบบทดสอบตอบส้นั
คาสั่ง ให้นักเรียนพิจารณาข้อความตอ่ ไปน้ี แล้วตอบคาถามให้ถกู ตอ้ ง

1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ มอี ัตราเร็วในสญุ กาศเท่ากับอตั ราเรว็ ของอะไร
ตอบ................................................................................................

2. คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าเคล่อื นที่ด้วยอัตราเร็วเท่าใด
ตอบ................................................................................................

3. นักฟสิ กิ ส์ทอ่ี ธบิ ายการมอี ยูข่ องคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าเป็นคนแรก คือใคร
ตอบ................................................................................................

4. นกั ฟสิ กิ ส์คนแรกทีส่ าธติ การทาให้เกิดและการตรวจจับคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ไดใ้ นห้องทดลอง คือใคร
ตอบ................................................................................................

5. แทนน้ิวทง้ั ส่ีเป็นทศิ ทางของสนามไฟฟ้า แทนการวนน้วิ ท้งั สี่เป็นทิศทางของสนามแม่เหล็ก และแทน
นว้ิ หัวแม่มอื เป็นทิศทางของความเร็วของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า สิง่ ที่กล่าวมาขา้ งต้นคอื อะไร
ตอบ................................................................................................

ชื่อ-สกุล......................................................................................ชนั้ .........................เลขที่……........……

18

แนวคาตอบแบบฝึกหัดที่ 1

เรอื่ ง การเกดิ คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า

ตอนท่ี 1 แบบทดสอบถกู -ผดิ
คาสัง่ ให้นักเรียนพิจารณาข้อความต่อไปน้ี แล้วทาเครื่องหมาย  หน้าข้อความท่ีถูกต้อง และทา
เครื่องหมาย  หนา้ ขอ้ ความทผี่ ดิ ใหถ้ กู ตอ้ ง

.... ....1) คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ เป็นคลืน่ ที่ประกอบด้วยสนามแมเ่ หล็กและสนามไฟฟา้ ท่ตี ้ังฉากกนั
.... ....2) คลืน่ แมเ่ หลก็ และคล่นื ไฟฟา้ ขนานกับทิศการเคลอ่ื นท่ี
.... ....3) คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ เป็นคลื่นตามขวาง ไมอ่ าศัยตวั กลางในการเคลื่อนท่ี
.... ....4) คลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าอาศยั อากาศเปน็ ตวั กลางในการสง่ ผา่ นพลังงาน
.... ....5) เมอ่ื ประจไุ ฟฟา้ เคลอ่ื นที่ดว้ ยความเรง่ จงึ จะเกิดคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้

ตอนท่ี 2 แบบทดสอบตอบสน้ั
คาสัง่ ใหน้ กั เรียนพจิ ารณาข้อความตอ่ ไปน้ี แล้วตอบคาถามให้ถกู ตอ้ ง

1. คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ มีอตั ราเร็วในสุญกาศเท่ากับอัตราเร็วของสิ่งใด
ตอบ แสง

2. คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าเคลื่อนทดี่ ้วยอตั ราเรว็ เท่าใด
ตอบ 3×108 เมตร/วินาที

3. นกั ฟสิ กิ ส์ท่ีอธิบายการมอี ย่ขู องคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าเปน็ คนแรก คอื ใคร
ตอบ เจมส์ คลารก์ แมกซ์เวลล์

4. นกั ฟสิ ิกส์คนแรกท่ีสาธิตการทาให้เกิดและการตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ ไดใ้ นหอ้ งทดลอง คือใคร
ตอบ ไฮนร์ ิช เฮริ ตซ์

5. แทนนิ้วท้งั ส่ีเป็นทศิ ทางของสนามไฟฟ้า แทนการวนนว้ิ ท้งั สี่เป็นทศิ ทางของสนามแม่เหล็ก และแทน
น้ิวหวั แมม่ ือเป็นทิศทางของความเร็วของคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า ส่ิงท่ีกลา่ วมาขา้ งตน้ คอื อะไร
ตอบ กฎมือขวา

19

แนวทางการให้คะแนนแบบฝึกหัดที่ 1

เรื่อง การเกดิ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า

ขอ้ คาถาม แนวทางการตรวจให้คะแนน คะแนน
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง 1
ตอนที่ 1
แบบทดสอบถกู -ผิด ตอบผดิ หรอื ไมต่ อบ 0
ขอ้ 1-5 ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง 1

ตอนที่ 2 ตอบผิด หรือไม่ตอบ 0
แบบทดสอบตอบสั้น
ขอ้ 1-5

เกณฑก์ ารประเมิน ระดบั คุณภาพ หมายเหตุ
ดีมาก
คะแนนทีท่ าได้ ดี เกณฑ์การผ่านท่ยี อมรบั ได้ต้องไดต้ ้ังแต่ 6 คะแนน
9-10 พอใช้ ขึ้นไป (ร้อยละ60)
7-8 ปรับปรงุ
6

ต่ากวา่ 6 คะแนน

20

แบบฝกึ หดั ท่ี 2

เรอ่ื ง สเปกตรมั ของคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้

คาชแ้ี จง แบบฝึกหดั ฉบับนเ้ี ปน็ แบบจับคู่ จานวน 10 ข้อ 10 คะแนน
คาสง่ั ใหน้ กั เรยี นจับคขู่ ้อความท่ีอยูด่ ้านซ้ายกบั ข้อความท่ีอย่ดู า้ นขวา ท่ีมคี วามสมั พันธ์กนั ให้ถกู ตอ้ ง

โดยห้ามเลอื กซ้ากนั

.........1) เป็นคลน่ื ท่มี คี วามถนี่ ้อยกว่า 109 เฮริ ตซ์ A. AM
.........2) นาไปประยุกต์ใช้ในการระบุตาแหน่งบนพื้นโลก B. รังสีแกมมา
.........3) เปน็ ยานพาหะนาสญั ญาณในเสน้ ใยแก้วนาแสง C. FIR
.........4) ความยาวคลน่ื ประมาณ 400-700 นาโนเมตร D. UV-B
.........5) เกิดจากการแผ่รังสีของดวงอาทติ ย์ E. คล่นื อนิ ฟราเรด
.........6) ถกู คน้ พบโดยนกั วิทยาศาสตร์ วลิ เฮลม์ เรนิ ต์เกน ในปี พ.ศ. 2438 F. FM
.........7) เปน็ คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าท่ีมีความถี่สูงสดุ และความยาวคล่นื สั้นท่สี ุด G. คลืน่ วิทยุ
.........8) ทาให้ผวิ หนงั ไหม้เกรียมและก่อใหเ้ กดิ มะเร็งผวิ หนงั H. UV-A
.........9) ใชใ้ นการถ่ายภาพนอกโลก I. MIR
.........10) ความถ่ีตา่ อยูใ่ นช่วง 530-1,600 กิโลเฮิรตซ์ J. อัลตราไวโอเลต
K. คลนื่ ไมโครเวฟ
L. แสงท่ีตามองเหน็
M. UV-C
N. NIR
O. รงั สีเอกซ์

ช่อื -สกุล......................................................................................ชนั้ .........................เลขที่……........……

21

แนวคาตอบแบบฝึกหดั ที่ 2
เรือ่ ง สเปกตรมั ของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า

คาชแ้ี จง แบบฝึกหัดฉบบั น้เี ป็นแบบจับคู่ จานวน 10 ขอ้ 10 คะแนน
คาส่ัง ใหน้ ักเรียนจบั คขู่ อ้ ความที่อยูด่ ้านซ้ายกับข้อความที่อยูด่ ้านขวา ท่มี คี วามสัมพันธ์กันให้ถกู ตอ้ ง

โดยห้ามเลือกซ้ากัน

...G....1) เป็นคลน่ื ทม่ี ีความถ่ีน้อยกว่า 109 เฮริ ตซ์ C. FIR
...K....2) นาไปประยุกตใ์ ช้ในการระบุตาแหนง่ บนพื้นโลก F. FM
...E....3) เป็นยานพาหะนาสญั ญาณในเสน้ ใยแกว้ นาแสง H. UV-A
...L....4) ความยาวคลื่นประมาณ 400-700 นาโนเมตร I. MIR
...J....5) เกิดจากการแผร่ งั สีของดวงอาทิตย์ M. UV-C
...O....6) ถกู คน้ พบโดยนักวิทยาศาสตร์ วลิ เฮล์ม เรินต์เกน ในปี พ.ศ. 2438 N. NIR
...B....7) เป็นคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าท่ีมคี วามถ่สี งู สุดและความยาวคลน่ื ส้ันทส่ี ุด
...D....8) ทาให้ผิวหนงั ไหม้เกรียมและก่อใหเ้ กดิ มะเร็งผิวหนัง
...C....9) ใช้ในการถ่ายภาพนอกโลก
...A....10) ความถ่ีตา่ อยู่ในชว่ ง 530-1,600 กิโลเฮริ ตซ์

22

ขอ้ คาถาม แนวทางการใหค้ ะแนนแบบฝกึ หัดที่ 2 คะแนน
1
ตอนท1ี่ เร่อื ง สเปกตรัมของคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า
แบบฝึกหดั จบั คู่ 0
ข้อ 1-10 แนวทางการตรวจให้คะแนน
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง
ตอบผิด หรือไม่ตอบ

เกณฑก์ ารประเมนิ ระดับคุณภาพ หมายเหตุ
ดมี าก
คะแนนที่ทาได้ ดี เกณฑ์การผา่ นทีย่ อมรบั ได้ต้องได้ตงั้ แต่ 6 คะแนน
9-10 พอใช้ ข้นึ ไป (ร้อยละ60)
7-8 ปรับปรงุ
6

ตา่ กวา่ 6 คะแนน

23

การทดลอง เร่ือง ความสว่างของแสงเมื่อผ่านแผน่ โพลารอยด์

คาชแี้ จง ให้นักเรียนทาการทดลองตามวิธีการทดลดองต่อไปนี้ พร้อมทั้งบันทึกผลการทดลอง สรุปผลการ
ทดลองใหส้ มบูรณ์ และตอบคาถามทา้ ยการทดลองใหถ้ ูกต้อง (7 คะแนน)

จดุ ประสงค์

เพ่อื ศึกษาความสวา่ งของแสงเม่อื ผ่านแผน่ โพลารอยด์ เวลาท่ีใช้ 50 นาที

วสั ดุและอุปกรณ์

1. แผน่ โพลารอยด์ 2 แผ่น
2. หม้อแปลงโวลต์ต่า 1 เคร่อื ง
3. สายไฟ 2 เส้น
4. กล่องแสง 1 กล่อง

แนะนากอ่ นทากจิ กรรม

1. การใช้แผ่นโพลารอยด์ให้จับท่ีกรอบกระดาษแข็ง ไม่แตะต้องโพลารอยด์เพื่อป้องกันไม่ให้ โพลารอยด์
เสื่อมคณุ ภาพไดง้ า่ ย

2. ให้นักเรียนมองแสงจากหลอดไฟด้วยตาเปล่าก่อน แล้วจึงมองแสงจากหลอดไฟผ่านแผ่น โพลารอยด์
เพอื่ เปรียบเทยี บความสว่าง

3. นักเรียนสามารถใช้แผ่นโพลารอยด์มองแสงจากหลอดไฟท่ีติดบนเพดานห้องเรียน แทนการ มองแสง
จากกล่องแสงได้

4. นกั เรียนตอ้ งใช้ความรเู้ รื่องแนวโพลาไรส์ชว่ ยอธิบายในการทากิจกรรม

วธิ ีการทดลอง

1. ใช้ความต่างศักยท์ ข่ี ว้ั หลอดไฟที่อยู่ในกล่องแสงประมาณ 8 ถงึ 10 โวลต์ มองดูหลอดไฟผา่ นแผน่ โพลา
รอยด์ 1 แผ่น หมุนแผ่นโพลารอย์จนครบ 1 รอบ สังเกตความสว่างของแสงท่ีผ่านแผ่นโพลารอยด์
ออกมา

2. นาแผ่นโพลารอยด์อีกแผ่นหนึ่งมาประกบกับแผ่นแรกแล้วหมุนแผ่นโพลารอยด์แผน่ ทส่ี องไปจนครบ 1
รอบ สังเกตแสงทผ่ี ่านออกมาขณะแผน่ โพลารอยดท์ ั้งสองทามมุ ต่าง ๆ กนั

24

รายงานผลการทดลอง

เร่อื ง ความสว่างของแสงเม่อื ผา่ นแผน่ โพลารอยด์

สมาชิกกลมุ่

ชื่อ..............................................นามสกุล..........................................ช้ัน............เลขที่……….…

ชื่อ..............................................นามสกลุ ..........................................ชั้ น............เลขท่ี……….…

ชอื่ ..............................................นามสกลุ ..........................................ชั้น............เลขท่ี……….…

ชื่อ..............................................นามสกลุ ..........................................ช้ั น............เลขที่……….…

ช่ือ..............................................นามสกลุ ..........................................ชั้น............เลขที่……….…

ผลการทดลอง

..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

สรุปผลการทดลลอง

..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
..………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………...........

25

คาถามท้ายการทดลอง

1. ความสว่างของแสงซึ่งผ่านแผ่นโพลารอยด์ 1 แผ่น ต่างจากความสว่างของแสงขณะไม่มีแผ่นโพลารอยด์
ก้นั หรอื ไม่
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………
………….………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เมื่อหมุนแผ่นโพลารอยด์1 แผ่นไปจนครบ 1 รอบ ความสว่างของแสงท่ีผ่านออกมา แต่ละขณะ
เปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………
……….…………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. เม่ือหมุนโพลารอยด์แผ่นท่ี 2 ไปจนครบ 1 รอบ ความสว่างของแสงท่ีผ่านแผ่นโพลารอยด์2 แผ่น แต่ละ
ขณะ เปลี่ยนแปลงหรือไม่ อยา่ งไร
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………
………….………………………………………………………………………………………………………………………………………

4. มุมระหว่างตาแหน่งของแผ่นโพลารอยด์แผ่นที่ 2 ที่แสงมีความสว่างมากท่ีสุด กับแสงมีความสว่างน้อย
ที่สดุ เปน็ มมุ เทา่ ใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………….............................................................................................................

26

แนวคาตอบรายงานผลการทดลอง

เรื่อง ความสว่างของแสงเม่ือผา่ นแผ่นโพลารอยด์

ผลการทดลอง

แนวคาตอบ แสงเม่ือผา่ นแผ่นโพลารอยด์จะสว่างน้อยกวา่ แสงขณะไมม่ ีแผ่นโพลารอยด์ก้นั เม่อื มองผ่านแผน่ โพ
ลารอยด์1 แผน่ แลว้ หมุนจนครบ 1 รอบ มีความสว่างคงตัว แสงที่ผ่านแผน่ โพลารอยด์2 แผ่น เมื่อหมนุ แผ่นโพ
ลารอยด์แผ่นท่ีสองไปจนครบ 1 รอบ แสง จะมีความสว่างไม่คงตัว โดยความสว่างเปล่ียนแปลงมากท่ีสุด
(ระหว่างสว่างมากทีส่ ุดกับสวา่ ง นอ้ ยทส่ี ดุ ) เม่อื หมนุ ไปเปน็ มุม 90 องศา

สรุปผลการทดลอง

แนวคาตอบ แสงท่ีผา่ นแผน่ โพลารอยด์ 1 แผน่ ความสวา่ งจะลดลง เมอ่ื หมนุ แผน่ โพลารอยดย์ ังมีความสว่างคง
ตัว เมื่อนา แผ่นโพลารอยด์อีกหนึง่ แผน่ มาซ้อนแลว้ หมุน ตาแหน่งของ แผ่นโพลารอยดท์ ่ี 2 ท่ีแสงมีความสวา่ ง
มากทส่ี ุด กับตาแหน่งท่แี สงมคี วามสว่างนอ้ ยทสี่ ดุ เปน็ มมุ ต่างกัน 90 องศา

คาถามท้ายการทดลอง

1. ความสว่างของแสงซึ่งผ่านแผ่นโพลารอยด์ 1 แผ่น ต่างจากความสว่างของแสงขณะไม่มีแผ่นโพลารอยด์
กัน้ หรอื ไม่
แนวคาตอบ แตกตา่ งกัน (มองผ่านแผน่ โพลารอยด์สว่างน้อยกว่า)

2. เม่ือหมุนแผ่นโพลารอยด์1 แผ่นไปจนครบ 1 รอบ ความสว่างของแสงท่ีผ่านออกมา แต่ละขณะ
เปล่ียนแปลงหรอื ไม่ อย่างไร
แนวคาตอบ ไมเ่ ปล่ยี นแปลง โดยมคี วามสว่างคงตัว

3. เมื่อหมุนโพลารอยด์แผ่นที่ 2 ไปจนครบ 1 รอบ ความสว่างของแสงที่ผ่านแผ่นโพลารอยด์2 แผ่น แต่ละ
ขณะ เปลีย่ นแปลงหรอื ไม่ อยา่ งไร
แนวคาตอบ เม่ือหมุนโพลารอยด์แผ่นท่ี 2 ไปจนครบ 1 รอบ ความสวา่ งของแสงที่ผ่านแผน่ โพลารอยด์2
แผน่ จะมกี ารเปลยี่ นแปลง ระหวา่ งสวา่ งมากทส่ี ุดกับสว่างน้อยทส่ี ดุ

4. มุมระหว่างตาแหน่งของแผ่นโพลารอยด์แผ่นที่ 2 ที่แสงมีความสว่างมากที่สุด กับแสงมีความ สว่างน้อย
ที่สุด เปน็ มุมเท่าใด
แนวคาตอบ เปน็ มมุ 90 องศา

27

แนวทางการใหค้ ะแนนรายงานการทดลอง

เร่ือง ความสวา่ งของแสงเมอื่ ผา่ นแผ่นโพลารอยด์

ข้อคาถาม แนวทางการตรวจให้คะแนน คะแนน
1
ผลการทดลอง เขยี นผลการทดลองได้ถูกต้อง ครบถ้วนทกุ ประเดน็ 0.5
1
สรปุ ผลการทดลอง เขยี นผลการทดลองได้ถกู ต้อง แต่ไมค่ รบทกุ ประเด็น
0.75
คาถามท้ายการทดลอง ตอบคาถามได้ถูกต้อง ครบถ้วนทุกประเด็น ใชภ้ าษาของตนเอง
0.5
ขอ้ 1-4 เขา้ ใจง่าย
0.25
ตอบคาถามได้ถูกต้อง ครบถ้วนทกุ ประเด็น ใชภ้ าษาของ
0
ตนเอง แต่อา่ นแล้วเขา้ ใจยาก

ตอบคาถามได้ถูกต้อง แตไ่ ม่ครบถว้ นทกุ ประเด็น ใชภ้ าษาของ

ตนเอง อ่านแลว้ เขา้ ใจงา่ ย

ตอบคาถามได้ถูกต้อง แต่ไมค่ รบถว้ นทุกประเดน็ ใช้ภาษาของ

ตนเอง แต่อ่านแลว้ เข้าใจยาก

ตอบผิดหรอื ไม่ตอบ

เกณฑก์ ารประเมิน ระดบั คณุ ภาพ หมายเหตุ
ดมี าก
คะแนนทท่ี าได้ ดี เกณฑ์การผา่ นท่ียอมรับได้ต้องไดต้ ัง้ แต่ 4.2
5-7 พอใช้ คะแนนขึน้ ไป (ร้อยละ60)
2-4 ปรับปรงุ
1

ตา่ กวา่ 1 คะแนน

28

แบบฝึกหัดที่ 3

เรอื่ ง การประยกุ ตใ์ ช้คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า

คาชแ้ี จง แบบฝกึ หดั ฉบบั น้เี ปน็ แบบอัตนยั จานวน 4 ข้อ 4 คะแนน
คาสง่ั ให้นักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้ใหถ้ ูกต้องสมบรู ณ์

1. ภาพท่ีไดจ้ ากเครอื่ งถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอรแ์ ตกตา่ งจากภาพท่ีได้จากเครอ่ื งเอกซ์เรย์ท่วั ไปอยา่ งไร
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2. เคร่ืองถ่ายภาพการส่ันพ้องแม่เหล็กใช้คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดในการสร้างภาพของอวัยวะภายใน
ร่างกาย และคล่ืนนัน้ มผี ลกบั รา่ ยกายผ้ปู ่วยหรือไม่ อย่างไร
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
.....................................................................................................................................................................
..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. เพราะเหตุใด การถ่ายภาพด้วยเครื่องถ่ายภาพส่ันพ้องแม่เหล็กจึงมีอันตรายน้อยกว่าการถ่ายภาพด้วย
เคร่อื งถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพวิ เตอร์
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………….................................................................................................

4. ปจั จัยใดบา้ ง ท่ีมีผลตอ่ ความแมน่ ยาของการระบุตาแหนง่ ของเครื่องระบุตาแหน่งบนพนื้ โลก
..………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชอ่ื -สกุล......................................................................................ช้นั .........................เลขท่ี……........……

29

แนวคาตอบแบบฝกึ หัดที่ 3

เร่อื ง การประยกุ ตใ์ ช้คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

1. ภาพทไี่ ดจ้ ากเคร่ืองถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แตกตา่ งจากภาพที่ได้จากเครอ่ื งเอกซเ์ รย์ทว่ั ไปอยา่ งไร
แนวคาตอบ เคร่ืองถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์สามารถใช้ในการสร้างภาพภาคตัดขวางต่อเนื่อง และ
นามาวางต่อกันสรา้ งเป็นภาพ 3 มิติได้ซง่ึ ภาพท่ไี ดจ้ ากเคร่ืองเอกซเ์ รย์ทั่วไปจะเป็นภาพ 2 มิตเิ ท่านนั้

2. เคร่ืองถ่ายภาพการส่ันพ้องแม่เหล็กใช้คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดในการสร้างภาพของอวัยวะภายใน
รา่ งกาย และคล่นื น้ันมผี ลกบั ร่ายกายผปู้ ว่ ยหรอื ไม่ อย่างไร
แนวคาตอบ เครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก ใช้คล่ืนวิทยุในการสร้างภาพของอวัยวะภายในร่ายกาย
โดยคลื่นวิทยุที่ใช้ไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อร่างกายมนุษย์แต่สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการ
ตรวจ

3. เพราะเหตุใด การถ่ายภาพด้วยเคร่ืองถ่ายภาพสั่นพ้องแม่เหล็กจึงมีอันตรายน้อยกว่าการถ่ายภาพด้วย
เครอ่ื งถ่ายภาพเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์
แนวคาตอบ เพราะเครื่องถ่ายภาพส่ันพ้องแม่เหล็กใช้คล่ืนวิทยุซึ่งมีความถี่ต่า กว่ารังสีเอกซ์ท่ีใช้ในเคร่ือง
ถ่ายภาพเอกซเ์ รยค์ อมพิวเตอร์

4. ปจั จยั ใดบ้าง ท่ีมผี ลต่อความแม่นยาของการระบุตาแหน่งของเคร่ืองระบุตาแหน่งบนพืน้ โลก
แนวคาตอบ ความแปรปรวนของชัน้ บรรยากาศ ความชน่ื อุณหภูมิการหักเหของคล่นื สญั ญาณทาให้ความ
แม่นยาลดลง

30

ขอ้ คาถาม แนวทางการให้คะแนนแบบฝึกหดั ที่ 3 คะแนน
ข้อ 1-4 1
เร่อื ง การประยุกตใ์ ชค้ ลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
0.75
แนวทางการตรวจใหค้ ะแนน
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง ครบถ้วนทุกประเด็น ใช้ภาษาของตนเอง 0.50
เข้าใจงา่ ย
ตอบคาถามได้ถูกต้อง ครบถ้วนทกุ ประเดน็ ใชภ้ าษาของ 0.25
ตนเอง แต่อา่ นแล้วเขา้ ใจยาก
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วนทกุ ประเดน็ ใชภ้ าษาของ 0
ตนเอง อ่านแลว้ เขา้ ใจง่าย
ตอบคาถามได้ถูกต้อง แต่ไม่ครบถว้ นทุกประเด็น ใชภ้ าษาของ
ตนเอง แต่อ่านแล้วเขา้ ใจยาก
ตอบผดิ หรอื ไม่ตอบ

เกณฑก์ ารประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ หมายเหตุ
ดีมาก
คะแนนท่ีทาได้ ดี เกณฑ์การผา่ นทีย่ อมรับได้ต้องไดต้ ้ังแต่ 2.4
3-4 พอใช้ คะแนนข้นึ ไป (ร้อยละ60)
2 ปรบั ปรุง
1

ตา่ กว่า 1 คะแนน

31

แบบฝึกหดั ที่ 4

เรือ่ งการส่ือสารโดยอาศัยคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

คาชแ้ี จง แบบฝกึ หัดฉบบั นเ้ี ป็นแบบอตั นยั จานวน 3 ข้อ 3 คะแนน
คาส่งั ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ีให้ถกู ต้องสมบรู ณ์

1. ในการส่ือสารโดยอาศยั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ กอ่ นท่สี ญั ญาณไฟฟ้าของข้อมูลจะถกู ส่งออกจากผู้ส่งไปยงั ผรู้ บั
จะต้องผา่ นกระบวนการใดก่อน
..………………………….………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2. การฝากสญั ญาณเสียงไปกับคลน่ื ในระบบวทิ ยแุ บบเอฟเอ็ม คลื่นวิทยทุ ีไ่ ด้จะมลี ักษณะอย่างไร
..………………………….………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. สญั ญาณแอนะล็อกแตกต่างจากสัญญาณดจิ ิทัลอยา่ งไร
..………………………….………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ชอ่ื -สกุล......................................................................................ช้ัน.........................เลขที่……........……

32

แนวคาตอบแบบฝกึ หัดท่ี 4

เรอ่ื ง การสื่อสารโดยอาศัยคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า

1. ในการส่ือสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ก่อนท่ีสัญญาณไฟฟ้าของข้อมูลจะถูกส่งออกจากผู้ส่งไปยัง
ผรู้ ับ จะต้องผ่านกระบวนการใดกอ่ น
แนวคาตอบ ต้องนาไปผสมกับคลื่นวิทยุ

2. การฝากสัญญาณเสียงไปกับคล่ืนในระบบวทิ ยแุ บบเอฟเอ็ม คลน่ื วิทยุท่ไี ดจ้ ะมีลักษณะอยา่ งไร
แนวคาตอบ คลื่นวิทยุท่ีได้มีความถ่ีเปล่ียนแปลงตามสัญญาณไฟฟ้าที่นา มาผสม โดยแอมพลิจูดของ
คลื่นวทิ ยไุ มเ่ ปลีย่ นแปลง

3. สญั ญาณแอนะลอ็ กแตกต่างจากสญั ญาณดจิ ทิ ัลอย่างไร
แนวคาตอบ สัญญาณแอนะล็อกเป็นสัญญาณที่มีค่าต่าง ๆ เช่น สนามไฟฟ้า เปล่ียนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ตามเวลา ส่วนสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณที่มีค่าต่าง ๆ เช่นสนามไฟฟ้า เปลี่ยนแปลงเพียง 2 สถานะ
เช่น มีหรือไม่มีเปลี่ยนแปลงอย่างไมต่ อ่ เนื่องตามเวลา

33

ขอ้ คาถาม แนวทางการให้คะแนนแบบฝกึ หดั ที่ 4 คะแนน
ขอ้ 1-3 1
เร่อื ง การส่ือสารโดยอาศัยคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า
0.75
แนวทางการตรวจให้คะแนน
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง ครบถ้วนทุกประเดน็ ใช้ภาษาของตนเอง 0.50
เข้าใจงา่ ย
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง ครบถว้ นทกุ ประเด็น ใชภ้ าษาของ 0.25
ตนเอง แต่อา่ นแล้วเข้าใจยาก
ตอบคาถามได้ถูกต้อง แตไ่ ม่ครบถว้ นทกุ ประเดน็ ใชภ้ าษาของ 0
ตนเอง อ่านแล้วเขา้ ใจง่าย
ตอบคาถามไดถ้ ูกต้อง แตไ่ ม่ครบถว้ นทกุ ประเดน็ ใช้ภาษาของ
ตนเอง แต่อา่ นแลว้ เขา้ ใจยาก
ตอบผดิ หรือไมต่ อบ

เกณฑ์การประเมิน ระดบั คุณภาพ หมายเหตุ
ดีมาก
คะแนนทที่ าได้ ดี เกณฑ์การผ่านทยี่ อมรบั ไดต้ ้องได้ตง้ั แต่ 1.8
3 พอใช้ คะแนนขน้ึ ไป (ร้อยละ60)
2 ปรบั ปรงุ
1

ต่ากวา่ 1 คะแนน

34

ตารางออกแบบขอ้ สอบใหส้ อดคล้องกับผลการเรียนรแู้ ละจุดประสงค์การเรียนรู้

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 18 เร่ือง คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า

สาระการเรยี นรู้และผลการเรียนรปู้ ระจาหน่วยการเรียนรู้

สาระฟสิ ิกส์

3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและกฎ
ของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลงั งานไฟฟ้าและกาลังไฟฟ้า การเปล่ยี นพลงั งานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟ้า
สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหน่ียวนาแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎ
ของฟาราเดย์ ไฟฟา้ กระแสสลับ คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ และการส่ือสาร รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรียนรู้ที่ 7 อธิบายการเกิดและลักษณะเฉพาะของ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า แสงไม่โพลาไรส์
แสงโพลาไรส์เชิงเส้น และแผ่นโพลารอยด์ รวมท้ังอธิบายการนาคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วงความถ่ีต่าง ๆ ไป
ประยกุ ตใ์ ช้และหลกั การทางานของอุปกรณท์ เี่ กี่ยวขอ้ ง

จุดประสงค์การเรียนรู้ น้าหนกั จานวนข้อสอบที่ จานวนขอ้ สอบที่ออก
ต้องการ (ข้อ) (ขอ้ )
(รอ้ ยละ)
3 6
1. อธิบายการเกดิ คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ 15
3 8
2. อธิบายลักษณะเฉพาะของคลื่น 15

แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

3. อธิบายความหมายของสเปกตรัม 15 3 8
คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ 25 5 9

4. อธิบายการนาคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า
ในชว่ งความถีต่ า่ ง ๆ ไปประยุกต์ใช้

5. อธิบายโพลาไรเซชันของแสง แสง 30 6 9
ไม่โพลาไรส์และแสงโพลาไรส์เชิง 100 20 40
เส้น

รวม

35

แบบประเมนิ ความตรงของแบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 18
เรือ่ ง คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า “ดา้ นความร”ู้

คาชี้แจง

1. ขอความอนุเคราะห์ใหท้ ่านพิจารณา “ข้อสอบ” ซ่งึ เป็นแบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก แตล่ ะขอ้
ตอ่ ไปน้ีวา่ “วัดไดต้ รงกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ของหน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 18 เร่ือง คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า” ที่
ระบไุ วห้ รอื ไม่ โดยทาเคร่อื งหมาย “” ลงในชอ่ งที่ต้องการ ดงั นี้
ช่อง +1 เม่อื ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า “ตรง”
ชอ่ ง 0 เม่ือท่าน “ไม่แน่ใจ”
ช่อง -1 เมอื่ ทา่ นพิจารณาแล้วเหน็ ว่า “ไมต่ รง”

ในกรณที ี่พจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ “ไมต่ รง” หรือ “ไมแ่ น่ใจ” ขอความอนุเคราะห์ใหท้ ่านเขียนข้อคิดเหน็ หรอื

ขอ้ เสนอแนะ เพื่อเป็นประโยชน์ตอ่ การปรับปรุงแก้ไขต่อไป

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ +1 0 -1 ขอ้ เสนอแนะ

1. อธบิ ายการเกดิ คลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า

ข้อ 1. จากสมมติฐานของแมกซเ์ วลส์พบว่าการเปลยี่ นแปลง

สนามไฟฟ้าจะทาให้เกิดอะไร

ก. แรงดัน ข. กระแสไฟฟ้า

ค. สนามแม่เหล็ก ง. แรงเคลื่อนไฟฟา้

ข้อ 2. ทศิ ทางของสนามแม่เหลก็ ของคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าจะมี
ลักษณะอยา่ งไร

ก. ขนานกบั สนามไฟฟา้
ข. ต้ังฉากกบั สนามไฟฟ้า
ค. ขนานกับทศิ ทางการเคลือ่ นทีข่ องคล่นื
ง. มที ิศต้งั ฉากทัง้ สนามไฟฟา้ และทิศการแผข่ องคลื่น3

ข้อ 3. คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า คือคลน่ื สนามแม่เหล็กและคลืน่ สนาม
ไฟฟ้าที่เปล่ยี นแปลง คลน่ื ท้งั สองมีปริมาณใดทเ่ี ท่ากนั

ก. ขนาด เฟส คาบ
ข. ขนาด ความถี่ เฟส
ค. ความถี่ เฟส ความเร็ว
ง ความถ่ี คาบ ความเร็ว แอมพลิจูด

36

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ

1. อธิบายการเกดิ คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า

ขอ้ 4. ความร้เู รอ่ื งใด ไม่ใช่ ความรู้พืน้ ฐานท่แี มกซ์เวลล์นามา

รวบรวมแล้วสรปุ เป็นทฤษฏคี ลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า

ก. คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุ ไฟฟา้ ที่มี

ความเรว็ คงที่

ข. การเกิดสนามไฟฟ้าเหนี่ยวนาและสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนา

สามารถเกดิ ข้ึนได้ในทีว่ า่ ง

ค. เมื่อสนามไฟฟ้าในบรเิ วณหนึ่งเปลย่ี นแปลงไป จะเหน่ียวนา

ให้เกิดสนามแม่เหล็กในระนาบตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าที่

เปล่ียนแปลงนั้น

ง. เม่ือสนามแม่เหล็กในบริเวณหน่ึงเปลี่ยนแปลงไป จะ

เ ห นี่ ย ว น า ใ ห้ เ กิ ด ส น า ม ไ ฟ ฟ้ า ใ น ร ะ น า บ ต้ั ง ฉ า ก กั บ

สนามแม่เหล็กท่เี ปล่ยี นแปลงน้ัน

ขอ้ 5. ตามทฤษฎคี ลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าของแม็กซ์เวลล์ เม่อื เรานา
เคร่อื งมอื ทสี่ ามารถวัด สนามไฟฟ้าของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้
ไปตงั้ ไวใ้ นทโ่ี ลง่ ทีซ่ ึ่งมีคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางผ่าน
เคร่อื งมือควรจะแสดงอาการอย่างไร ใหเ้ ราทราบ

ก. สนามไฟฟ้ามีคา่ คงตัว
ข. สนามไฟฟา้ มีค่าเปน็ ศูนย์
ค. สนามไฟฟ้ามีค่าไม่แนน่ อน
ง สนามไฟฟา้ เปลยี่ นแปลง แบบซมิ เปลิ ฮารม์ อนกิ

ขอ้ 6. ขอ้ ใด ไมถ่ ูกต้อง เกีย่ วกบั คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า
ก. คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ ทุกชนดิ มีอัตราเรว็ ในสญุ ญากาศเท่ากัน
ข. มคี ล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าบางชนิดตอ้ งอาศยั ตัวกลางในการ
เดนิ ทาง
ค. คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าเป็นคล่นื ที่มที งั้ สนามไฟฟา้ และ
สนามแม่เหลก็
ง. เมื่อคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเดินทางในตัวกลางทเ่ี ปล่ียนไป
อตั ราเร็วของคล่ืนจะเปลี่ยนไป

37

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ +1 0 -1 ขอ้ เสนอแนะ

2. อธบิ ายลกั ษณะเฉพาะของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้

ข้อ 7. คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าทุกชนิดขณะเคล่อื นที่ในสญุ ญากาศจะ
มีสงิ่ หนง่ึ เท่ากนั เสมอคอื อะไร

ก. ความถี่
ข. ความเรว็
ค. แอมปลจิ ดู
ง. ความยาวคลืน่

ข้อ 8. คล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ ชนิดใดท่สี ะท้อนได้ดีท่ีบรรยากาศชัน้
ไอโอโนสเฟียร์

ก. คลืน่ เรดาร์
ข. คล่ืนโทรทัศน์
ค. คล่นื วิทยเุ อเอม็
ง. คลืน่ อนิ ฟราเรด

ขอ้ 9. การตรวจหาตาแหน่งของวตั ถุด้วยเรดาห์อาศัยการส่งคลน่ื
แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าในข้อใด

ก. คลื่นสัน้
ข. คล่ืนไมโครเวฟ
ค. รังสีอนิ ฟราเรด
ง. รังสแี กมมา

ข้อ 10. คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าชนดิ ใดทีใ่ ช้ประโยชน์ในการถนอม
อาหาร

ก. คล่นื ไมโครเวฟ

ข. รงั สแี กมมา
ค. รังสอี ินฟราเลต

ง. รงั สีอัลตราไวโอเลต

ขอ้ 11. ขนาดความเข้มของสนามแมเ่ หล็กไฟฟ้าของคลนื่ แม่เหลก็
ไฟฟ้าในขณะใด ๆ จะเป็นไปตามข้อใด

ก. เท่ากบั สนามไฟฟา้
ข. แปรผันกับความเข้มสนามไฟฟ้า
ค. เปน็ ปฏิภาคโดยตรงกบั ความเขม้ สนามไฟฟา้
ง. ถกู ทุกข้อ

38

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ +1 0 -1 ขอ้ เสนอแนะ

2. อธิบายลกั ษณะเฉพาะของคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้

ขอ้ 12. คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าทุกชนิดมีคุณสมบัตทิ ีเ่ หมือนกันคอื ข้อใด

ก. หกั เหไดเ้ ท่ากัน

ข. เล้ยี วเบนไดเ้ ท่ากัน

ค. แทรกสอดได้เท่ากนั

ง. มคี วามเรว็ เทา่ กบั แสง

ข้อ 13. คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าในขอ้ ใดทมี่ ีพลงั งานมากทสี่ ดุ
ก. คล่ืนแสง
ข. รงั สเี อกซ์
ค. คลืน่ ไมโครเวฟ
ง. รังสีอัลตราไวโอเลต

ขอ้ 14. คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ ท่ีมนุษยส์ ามารถสัมผัสได้คือข้อใด
ก. รงั สเี อก็ ซ์
ข. รงั สีแกมมา
ค. รังสีอนิ ฟราเรด
ง. รังสอี ัลตราไวโอเลต

3. อธิบายความหมายของสเปกตรัมคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้

ขอ้ 15. สเปกตรัมของคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าท่ีใชใ้ นการฆา่ เชื้อโรคคอื

คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าชนิดใด

ก. คลน่ื แสง

ข. รงั สเี อกซ์ รงั สแี กมมา

ค. คลืน่ เสยี งซุปเปอรโ์ ซนิก

ง. คลน่ื วทิ ยุ คลน่ื ไมโครเวฟ

ข้อ 16. การแผ่รังสคี ลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าต่อไปนี้ข้อใดมีความยาว

คลน่ื สัน้ ทีส่ ดุ

ก. รงั สแี กมมา ข. ไมโครเวฟ

ค. แสงทตี่ ามมองเห็น ง. รังสอี ัลตราไวโอเลต

ข้อ 17. สเปกตรัมของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่มีอานาจทะลทุ ะลวง

ร่างกายได้คือคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าชนิดใด

ก. คลน่ื แสง ข. รังสีแกมมา

ค. รังสีอนิ ฟาเรด ง. รงั สอี ัลตราไวโอเลต

39

จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 0 -1 ขอ้ เสนอแนะ

3. อธบิ ายความหมายของสเปกตรัมคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้

ขอ้ 18. การที่เรารู้ว่าดวงอาทิตย์รอ้ นกว่าดวงจันทร์ ส่วนของ

สเปกตรัมทเ่ี ราพิจารณา คอื ปรมิ าณใด

ก. เวลา ข. ความเรว็

ค. ความเขม้ ง. มุมหรือเฟส

ขอ้ 19. คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าทุกชนิดขณะเคลื่อนทีใ่ นสญุ ญากาศจะ

มสี ่งิ หน่งึ เท่ากันเสมอ คือปริมาณใด

ก. ความถ่ี ข. ความเร็ว

ค. แอมปลิจดู ง. ความยาวคลืน่

ข้อ 20. สเปกตรัมของคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่ใชใ้ นการส่ือสารใน

ปจั จุบัน คือคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าชนิดใด

ก. คลื่นแสง ข. รังสเี อกซ์

ค. รังสแี กมมา ง. ไมโครเวฟ

ขอ้ 21. ในสเปกตรมั ของคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้า พบว่ามีคลื่น

แมเ่ หล็กไฟฟ้า หลายชนิดตามแหล่งกาเนดิ และวธิ ีการ

ตรวจจับท่ีต่างกนั ในบรรดาคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ เหล่านั้น

จะมสี มบตั ิหนง่ึ ท่เี หมือนกนั คือตัวเลือกใด

ก. อัตราเรว็ เทา่ แสง

ข. พลงั งานเทา่ กัน

ค. ทาปฏิกริ ิยากับฟลิ ์มถ่ายรปู

ง. ทาให้อากาศแตกตัวเปน็ ไอออน

ขอ้ 22. คลนื่ วิทยุไมโครเวฟ และแสงเลเซอร์ มีความถี่อย่ใู นชว่ ง

104-109 เฮิรตซ์ 108-1012 เฮิรตซ์ และ 104 เฮิรตซ์

ตามลาดับ ถ้าส่งคลนื่ เหล่านีจ้ ากโลกไปยงั ดาวเทยี ม

ดวงหนึง่ ข้อใดต่อไปนถี้ กู ต้องมากทส่ี ุด

ก. คลน่ื ทงั้ สามใช้เวลาเดินทางไปถึงดาวเทียมเท่ากนั

ข. คลน่ื วิทยุจะใชเ้ วลาในการเคลื่อนที่ไปถงึ ดาวเทียมนอ้ ยท่ีสุด

ค. แสงเลเซอรจ์ ะใช้เวลาในการเคลอ่ื นท่ีไปถงึ ดาวเทยี มน้อย

ที่สุด

ง. หาคาตอบไม่ไดเ้ พราะไม่ไดก้ าหนดค่าความยาวคลน่ื ของ

คล่นื เหลา่ นี้

40

จุดประสงค์การเรยี นรู้ +1 0 -1 ขอ้ เสนอแนะ

4. อธิบายการนาคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่ต่าง ๆ ไป

ประยุกตใ์ ช้

ขอ้ 23. คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ทใ่ี ช้ในการเปล่ียนแปลงพันธุ์พืช

คือคลื่นแมเ่ หล็กชนิดใด

ก. รังสเี อกซ์ ข. รงั สแี กมมา

ค. รงั สอี ินฟาเรด ง. รงั สอี ลั ตราไวโอเลต

ข้อ 24. กรมปา่ ไม้ได้เดินทางค้นหาสัตว์ป่าในทมี่ ดื เพอ่ื การศึกษา

กรมป่าไมค้ วรใช้คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ชนดิ ใด

ก. รังสีเอกซ์ ข. รงั สแี กมมา

ค. รงั สอี ินฟาเรด ง. คล่ืนไมโครเวฟ

ขอ้ 25. รงั สีอนิ ฟาเรดสามารถนามาใชป้ ระโยชนไ์ ดใ้ นเรอื่ งใด

ก. การสือ่ สาร ข. รกั ษาโรคมะเร็ง

ค. ตรวจดูอวยั วะภายใน ง. รกั ษาโรคผิวหนังบางชนดิ

ข้อ 26. เมื่อมคี นปว่ ยเปน็ โรคคอพอก แพทย์จะใช้คลนื่

แมเ่ หล็กไฟฟา้ ชนดิ ใดในการรกั ษา

ก. รงั สีเอกซ์ ข. รังสีแกมมา

ค. รังสอี ินฟาเรด ง. รงั สีอัลตราไวโอเลต

ขอ้ 27. คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใด ใชใ้ นการตรวจอาวธุ หรือ

ระเบดิ ในกระเปา๋ เดนิ ทางบรเิ วณดา่ นตรวจคนเขา้ เมือง

ก. รงั สีเอกซ์ ข. คล่นื วทิ ยุ

ค. รังสีแกมมา ง. คลนื่ ไมโครเวฟ

ขอ้ 28. คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ชนิดใดทีใ่ ช้เปน็ แหลง่ กาเนดิ ความรอ้ น

ได้

ก. รงั สีเอกซ์ ข. คล่นื วทิ ยุ

ค. รังสีแกมมา ง. คลน่ื ไมโครเวฟ

ขอ้ 29. ถา้ น๊อตต้องการตรวจสอบรอยรา้ วของสว่ นประกอบ

ส่ิงกอ่ สรา้ ง น๊อตควรเลอื กใชค้ ล่นื แมเ่ หลก็ ชนิดใด

ก. รงั สีแกมมา ข. คลน่ื วทิ ยุ

ค. รงั สเี อกซ์ ง. คลน่ื ไมโครเวฟ

ขอ้ 30. รังสแี กมมาสามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นใดได้บ้าง

ก. ดา้ นการแพทย์ ข. ด้านการเกษตร

ค. ด้านการส่อื สาร ง. ถูกท้ังขอ้ ก และ ข

ข้อ 31. คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ ชนิดใดใช้ในการสื่อสารของมนุษย์

ก. รงั สเี อกซ์ ข. คลืน่ วทิ ยุ

ค. รังสแี กมมา ง. คล่ืนไมโครเวฟ


Click to View FlipBook Version