The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียนpa_merged

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by baicha.sirikon, 2022-09-18 05:52:20

วิจัยในชั้นเรียนpa_merged

วิจัยในชั้นเรียนpa_merged

รายงานวิจัยในชั้นเรียน

เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านภาษาจีนด้วยระบบสัทอักษรจีน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/2 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน

นางสาวสิริกร ยศวิชัยพร
ตำแหน่งครู

โรงเรียนบ้านแม่สลิดหลวงวิทยา
อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต2

Note Book

@reallygreatsite

ช่ือเรอื่ ง พฒั นาทักษะการอา่ นภาษาจนี ดว้ ยระบบสทั อักษรจนี ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปี
ท่ี4/2 โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่าน
ผรู้ ายงาน นางสาวสริ ิกร ยศวิชัยพร
ปีการศกึ ษา 2564

บทคดั ยอ่

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1. เพ่ือพัฒนาทักษะการอ่านภาษาจีน ด้วยระบบสัท
อกั ษรจนี ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี4/2 โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอ่านกับเกณฑ์ ร้อยละ 70

2. เพ่ือเพ่ิมผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาจีน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน เพื่อส่งเสริม
ทกั ษะการอา่ นออกเสียงภาษาจีน สำหรับนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4/2

3.เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่4/2 ทมี่ ตี ่อแบบฝกึ ทักษะการอ่าน
ประชากรเปา้ หมายในการศึกษาครั้งน้ี เป็นนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4/2 ภาคเรยี นท่ี 1
ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนบา้ นแม่สลิดหลวงวทิ ยา สำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา
ตาก เขต 2 จำนวน 45 คน ซ่งึ ไดม้ าจากการสมุ่ ตัวอยา่ งแบบงา่ ย (Simple Random Sampling
ผลการศกึ ษาพบวา่
1.พัฒนาทักษะในการอา่ นภาษาจีน ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที 4ี่ ทีไ่ ดร้ บั การสอนโดยใช้
แบบฝึกทกั ษะการอา่ นกับเกณฑ์ รอ้ ยละ 70จากตาราง พบวา่ ทักษะในการอา่ นภาษาจนี หลังการใช้
แบบฝกึ ทักษะการใช้แบบฝึกสทั อักษรจีนสูงกวา่ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05
2.เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน เพื่อส่งเสริม

ทักษะการอา่ น

ออกเสยี งภาษาจีน สำหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 พบว่า ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนภาษาจีน
หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน สูงกวา่ ก่อนการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ทิ รี่ ะดบั .05

3.การศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่4/2 ท่มี ีต่อแบบฝกึ ทกั ษะภาษาจีน
ตารางแสดงผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี4/2 ทมี่ ีต่อแบบฝึกทกั ษะ
ภาษาจนี พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที 4่ี /2 ทม่ี ตี ่อแบบฝึก
ทักษะภาษาจนี โดยรวมนักเรยี นมคี วามพงึ พอใจอย่ใู นระดบั พอใจมาก มคี ่าเฉลย่ี เท่ากับ 4.27 สว่ น
เบย่ี งเบนมาตรฐาน เท่ากบั 0.66 และเมอ่ื พิจารณา ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจเป็นรายข้อ พบว่า
นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจมากท่สี ุดในด้าน ภาพประกอบทคี่ รูเลอื กมาใส่ในแบบฝกึ เสรมิ ทักษะทำให้
อยากใช้แบบฝึกเสริมทกั ษะการเรียน มคี า่ เฉลี่ยเท่ากับ 4.63 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.49

นักเรียนพงึ พอใจมากในดา้ นการทำแบบฝึกทกั ษะเสรมิ การเรยี น สรา้ งความเพลดิ เพลนิ สนกุ สนาน มี
คา่ เฉล่ียเท่ากับ 4.43 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.64 นกั เรยี นพึงพอใจมากในดา้ น ตัวอกั ษร
ชัดเจน อ่านได้งา่ ย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.3 ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.61 ตามลำดบั

บทท่ี 1

บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา

ปัจจุบันในประเทศไทยนัน้ เราจะเห็นได้วา่ ภาษาจนี กลางไดร้ ับความนยิ มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนือ่ งในช่วงหลายปีที่
ผา่ นมา อันเนื่องมาจากการที่ภาษาจีนกลางได้เข้ามามบี ทบาทตอ่ ธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเท่ียวภายในประเทศ การ
ตดิ ตอ่ ทำธรุ กจิ ค้าขาย หรอื การร่วมทนุ กับนักธรุ กิจชาวจีนจากแผ่นดนิ ใหญ่ ไต้หวัน ฮอ่ งกง หรือ สิงคโปร์ที่มีอัตราส่วน
ทางการทำธรุ กิจเพ่มิ มากขนึ้ เรอื่ ยๆ ทำให้มคี วามตอ้ งการบุคลากรที่มีความรใู้ นการใชภ้ าษาจนี กลางเพ่มิ มากขึ้นเป็นเงา
ตามตัว และในอนาคตอันใกล้นี้ภาษาจีนกลางนั้นจะถือว่าเป็นภาษาหนึ่งที่มีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจาก
หลงั จากปี พ.ศ.2558 ทางอาเซียนไดม้ ีแผนขยายความร่วมมือแบบ AEC กับประเทศจนี ภายใน 5 ปีดว้ ย ดังน้ันภายใน
ระยะเวลาอนั ใกลน้ ี้ภาษาจนี จะเขา้ มามบี ทบาทกบั ชีวติ ของเรามากข้ึน

จากเหตผุ ลข้างตน้ ทำให้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาจนี กลางในประเทศไทยของเรา โดยจะเหน็ ไดว้ า่ มีการ
สอนภาษาจีนกลางอยู่ทุกระดับในโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และในระดับ
มหาวทิ ยาลัย การส่งเสริมการศึกษาภาษาจนี กลางใหป้ ระสบความสำเร็จในประเทศไทยน้นั การเนน้ ใหค้ วามสำคัญกับ
การเรยี นการสอนข้ันพน้ื ฐานจัดไดว้ ่าเป็นหัวใจท่ีสำคญั ที่สดุ ในการที่จะนำผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้นรัฐบาลและผู้มี
หน้าที่เกี่ยวข้องควรต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยการเรียนการสอนอย่างจริงจังเพื่อจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ สามารถ
นำมาใช้อ้างอิงเพ่อื ชว่ ยอำนวยประโยชนใ์ หก้ บั ผู้เรยี นและผู้สอนมือใหม่ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพมากยิ่งขึ้น ดีกวา่ ที่จะเปิด
การเรียนการสอนภาษาจีนกลางแบบไรท้ ิศทางตามกระแส ซ่งึ ขาดมาตรฐานในการชว้ี ัดและควบคุมจนนำไปสู่การเรียน
การสอนทส่ี ญู เปล่าอย่างทีเ่ รากำลงั ประสบปัญหากนั อยูอ่ ยา่ งในทกุ วนั นี้

การเรียนการสอนภาษาจีนในปัจจุบนั นี้จะไม่ไดผ้ ลที่ดีเลยถ้าปราศจากทักษะทั้ง 4 ด้าน นั่นก็คือ การฟัง การ
พูด การอ่าน การเขียน และเนื่องจากตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มาจากภาพวาดและวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็น
ตัวอักษรจนี ในปัจจบุ ัน โดยแต่ละขีด แต่ละเส้นของตัวอักษรจนี ไม่สามารถนำมาผสมกันแล้วออกเสียงเป็นภาษาจีนได้
ด้วยเหตนุ ีเ้ องเราจึงจำเปน็ ท่ีจะต้องเรียนรรู้ ะบบการออกเสยี งสัทอกั ษรภาษาจนี (พนิ อิน 拼音) ซึง่ ได้ดัดแปลงมาจาก
International Phonetic Alphabets เพื่อช่วยในการอ่านออกเสียงตัวอักษรจีนนั้นๆ เพื่อง่ายต่อการอ่าน หากเทียบ
กบั ภาษาไทยแล้ว ระบบสทั อกั ษรจีนหรือพินอินนั้นมิไดย้ ากอยา่ งทค่ี ดิ เลย ภาษาไทยเรามพี ยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ สัท

อักษรจีนกม็ เี ช่นกนั นอกจากน้นั แล้ว “พินอิน” กค็ ือการนำตัวอกั ษรภาษาอังกฤษหรอื อักษรโรมันนน้ั มาแทนเสียงของ
ตัวพยัญชนะ สระ พร้อมกับการเพ่ิมเสียงวรรณยุกต์ในการอ่านตวั อักษรภาษาจีนเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ ทั้งนี้เพราะ
นักเรียนทุกคนต่างก็อ่านพยัญชนะภาษาอังกฤษหรือภาษาโรมันได้อยู่แล้ว ดังนั้นนักเรียนที่เรียนภาษาจีนกลางจึงมี
ความจำเปน็ อย่างมากในการศกึ ษาระบบ สทั อกั ษรจนี หรอิ pinyin

สำหรับในรายวิชาภาษาจีน จ31201 ซึ่งเป็นวิชาภาษาจีนพื้นฐานและมีการเน้นทักษะรวมทั้ง 4 ทักษะ คือ
ทักษะการอ่าน ทักษะการฟัง ทักษะการพูด และทักษะการเขียนอยู่ด้วยกนั แล้ว แต่ปัญหาที่ผู้วิจัยพบนัน้ คือการออก
เสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ นกั เรียนไม่มีพนื้ ฐานในการเรียนภาษาจีนมากอ่ น เลยไม่สามารถออกเสยี ง pinyin
ไม่ถูกตอ้ ง

ดังนั้น การออกเสียงสัทอักษรจีน (pinyin) ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 โรงเรียน
บา้ นแมส่ ลดิ หลวงวิทยา โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจึงเปน็ หัวข้อสำคัญและนา่ ศึกษาเปน็ อยา่ งย่งิ ซง่ึ ผวู้ ิจยั ได้พบว่ายัง
มีนักเรียนในชั้นเรียนจำนวนไม่น้อยนั้นที่มีทักษะในการอ่านออกเสียง pinyin ที่ผิด ซึ่งสาเหตุของการอ่านผิดนั้นอาจ
เกิดข้นึ จากหลายสาเหตุ นอกจากการท่จี ะได้เขา้ ใจถงึ สาเหตทุ ีแ่ ทจ้ ริงนั้นจะสามารถทำให้เกดิ การปรับปรงุ แกไ้ ข และนำ
ข้อผิดพลาดนัน้ มาปรบั ปรุงการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นแก่นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/2 โรงเรียน
บ้านแม่สลิดหลวงวิทยา แล้วนั้น ผู้วิจัยเห็นว่า หากนักเรียนไดฝ้ ึกการออกเสยี ง โดยใช้แบบฝึกเสรมิ ทักษะ นักเรียนจะ
ร้สู กึ ว่าอยากเรียนภาษาจนี มากขนึ้ และยงั สามารถพัฒนาทกั ษะด้านการอ่าน pinyin ของนักเรยี นได้ดยี ิ่งข้ึนอกี ด้วย

วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย

1. เพือ่ พฒั นาทกั ษะการอ่านภาษาจนี ด้วยระบบสทั อักษรจีน ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท4่ี /2 โดยใช้แบบ
ฝึกทกั ษะการอา่ นกับเกณฑ์ ร้อยละ 70

2. เพ่ือเพมิ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าภาษาจีน โดยใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่าน เพอ่ื ส่งเสริมทักษะการอ่านออก
เสียงภาษาจีน สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/2

3.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที 4ี่ /2 ทม่ี ีตอ่ แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ น

สมมตฐิ านการวิจัย

1) ผลสมั ฤทธ์ขิ องนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที 4ี่ /2 สูงขึน้
2) ความสามารถในการอ่านออกแบบฝึกทักษะอ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ภาษาจีนของ

นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2 โรงเรยี นบ้านแม่สลดิ หลวงวิทยา อยใู่ นเกณฑ์ระดับดขี น้ึ ไป

ขอบเขตของการวจิ ยั

ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง

ประชากรท่ีใช้ในการวจิ ัยในครงั้ น้ี ไดแ้ ก่ นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4/2 โรงเรียนบ้านแมส่ ลิดหลวงวทิ ยา

ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรยี น รวม 45 คน

ตัวแปร
1) ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกทักษะอา่ นออกเสียงภาษาจนี (สัทอกั ษรจนี )
2) ตัวแปรตาม คอื ทักษะการอ่านภาษาจีน(สัทอกั ษรจีน)

ระยะเวลา

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เวลาในการสอน ทั้งหมด 14 คาบ คาบละ50 นาที ในการศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปี
การศกึ ษา 2565

เน้อื หา

เนือ้ หาท่ใี ช้ในการฝกึ การอ่านออกเสียงเปน็ แบบฝกึ อ่านออกเสยี งคำศัพท์อยา่ งงา่ ย ซ่ึงผวู้ จิ ัยกำหนดขอบเขตใน
การศึกษา โดยการนำแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นการอ่านออกเสยี ง ในภาษาจนี เพ่ือแก้ไขปญั หาการอา่ นออกเสียงไม่ถูกต้อง
ตามหลกั การอา่ นสำหรบั นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปี4/2โรงเรยี นบา้ นแมส่ ลดิ หลวงวทิ ยา

นิยามศัพท์เฉพาะ

1.แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นภาษาจนี หมายถงึ ชุดการเรียนการสอนสำหรบั ใชฝ้ กึ ทกั ษะทางด้านการอา่ นภาษาจีน
ใหก้ ับนกั เรียนที่ผูว้ ิจยั ได้พฒั นาขึ้น

2. แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของขอ้ คำถามท่ีสรา้ งข้นึ เพอ่ื ใช้วดั ความรู้ สตปิ ญั ญา ความถนัด และบคุ ลกิ ภาพ
ของบุคคล โดยบุคคลนนั้ จะตอบสนองโดยการแสดงพฤตกิ รรมในรปู แบบต่างๆ เชน่ พดู เขียน หรอื ทา่ ทาง เปน็ ตน้

3. นักเรยี น หมายถงึ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 โรงเรียนบา้ นแม่สลดิ หลวงวิทยา ปกี ารศึกษา 2565

ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รบั

1.นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4/2 โรงเรยี นบ้านแมส่ ลดิ หลวงวทิ ยา มีทักษะการอา่ นสทั อกั ษรจีนทด่ี ขี ึ้น
2.ชดุ แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสทั อกั ษรจนี มปี ระสิทธภิ าพสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรยี นการสอนและพัฒนา
ทกั ษะทางภาษาจนี ให้กบั นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาในระดับชั้นอื่นๆได้

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง

การวิจยั เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านภาษาจีนดว้ ยระบบสัทอกั ษรจนี ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่4/2 โดย
ใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอา่ น ผู้วิจัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้องดงั ตอ่ ไปนี้

1.เอกสารที่เก่ียวข้องกับการสอนคำศัพท์
1.1 ความหมายของ(ระบบสทั อักษรจนี )
1.2 ความสำคญั ของการอ่าน

2. เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกับชดุ ฝึกทกั ษะ
3. เอกสารที่เกี่ยวขอ้ งกบั การอ่าน

3.1 ความหมายของการอ่าน
3.2 ชนิดของการอ่านของมนษุ ย์
3.3 ปัจจัยทีม่ ีตอ่ อิทธิพลการอา่ น
4. งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ้ งกับการใช้ชุดฝึก

1.เอกสารท่ีเกยี่ วข้องกบั การสอนคำศพั ท์
ระบบสทั อกั ษรจนี

พินอิน หรือ ฮั่นหยู่พินอิน (汉语拼音, Hànyǔ Pīnyīn, ความหมายตามตัวอักษร คือ การถอด
เสียงภาษาจีน) หรือมักจะย่อว่า พินอิน คือระบบในการถ่ายถอดเสียงภาษาจีนมาตรฐาน ด้วยตัวอักษรโรมัน
ความหมายของพินอินคือ "การรวมเสียงเข้าด้วยกัน" (โดยนัยก็คือ การเขียนแบบสัทศาสตร์ การสะกด การถ่ายถอด
เสยี ง หรือการทับศัพท)์

พนิ อินเร่มิ ต้นในปี พ.ศ. 2501 และเร่ิมใชก้ ันในปี พ.ศ. 2522 โดย รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้
แทนที่ระบบการถา่ ยถอดเสียงแบบเก่า เชน่ ระบบเวดและไจลส์ และระบบเปอเพอเมอเฟอ (จู้ยิน ฝฮู ่าว) นอกจากนี้ ยัง
มีการออกแบบระบบอื่น ๆ สำหรับนำไปใช้กับภาษาพูดของจีนในถ่ินตา่ ง ๆ และภาษาของชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใชภ้ าษาฮน่ั
ในสาธารณรฐั ประชาชนจนี ด้วย

นบั แต่น้นั มา พนิ อนิ กเ็ ปน็ ทีย่ อมรบั จากสถาบันนานาชาติหลายแหง่ รวมทั้งรฐั บาลสงิ คโปร์ หอสมุดรัฐสภา
อเมริกัน และสมาคมหอสมดุ อเมริกนั โดยถอื วา่ เป็นระบบการถา่ ยถอดเสยี งท่ีเหมาะสมสำหรบั ภาษาจีนกลาง ครนั้ ปี
พ.ศ. 2522 องคก์ ารมาตรฐานนานาชาติ (ISO) ก็ได้รบั เอาพินอนิ เป็นระบบมาตรฐาน (ISO 7098) ในการถา่ ยทอดเสียง
ภาษาจนี ปจั จุบนั ดว้ ยอักษรโรมนั (the standard romanization for modern Chinese)

สิ่งสำคัญท่ีต้องระลกึ ไว้กค็ อื พินอนิ นัน้ เปน็ การทบั ศัพทด์ ว้ ยอักษรโรมัน (Romanization) มิใช่การถา่ ยถอดเสียงแบบ
ภาษาอังกฤษ (Anglicization) นั่นคอื การกำหนดใหใ้ ช้ตวั อกั ษรตวั หนง่ึ สำหรับแทนเสียงหนึ่ง ๆ ในภาษาจีนไวอ้ ยา่ ง
ตายตวั เช่น b และ d ในระบบพินอนิ เป็นเสียง "ป" และ "ต" ตามลำดับ ซึง่ แตกตา่ งจากระบบการออกเสียงส่วนใหญ่
ไม่ว่าองั กฤษ ฝรง่ั เศส หรือภาษาอ่นื ในยโุ รป ขณะทีอ่ ักษร j หรอื q น้ันมเี สยี งไมต่ รงกบั ในภาษาอังกฤษเลย กลา่ วส้ัน ๆ
ก็คอื พินอินมุ่งท่ีจะใช้อักษรโรมัน เพื่อแทนเสยี งใดเสียงหนง่ึ โดยเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการเขียน มิได้ยืมเสียงจาก
ระบบของอักษรโรมนั มาใช้ การใช้ระบบนี้นอกจากทำให้ชาวต่างชาติเขียนอ่านภาษาจีนได้สะดวกแล้ว ยังสามารถใช้กับ
คอมพิวเตอร์ไดส้ ะดวกอยา่ งยง่ิ ด้วย

เสียงพยญั ชนะท้ัง 23 เสยี งในภาษาจีน

b pm f
dtn l
gkh
j qx r
zcs
zh ch sh
yw

การออกเสียงสระ
เสยี งสระใน ภาษาจีน มีท้งั หมด 36 เสยี ง แบง่ เป็นสระเดี่ยว 6 เสยี ง และสระผสมอีก 30 เสยี ง

สระเด่ยี ว ao ai สระผสม ang ian
a ou ong an uan
o ei er eng
e ia en iu(iou)
i in ie iao iong
ua iang ing ui(uei)
u uo uai

un(uen) uang ueng

ü üe üan ün

การถอดเสยี งสระ แบ่งได้ดังนี้
a
มีเสยี งเทยี บเคยี งได้กับเสียง “อา” เวลาออกเสียงใหอ้ า้ ปากออกกวา้ งมากท่สี ุด และตำแหนง่ ของล้นิ ก็จะอยู่

ต่ำสุด รูปรมิ ฝปี ากจะไม่เป็นรูปวงกลม
o
มีเสยี งเทียบเคียงได้กบั เสยี ง “โอ” เวลาออกเสียงให้อ้าปากกวา้ งในระดับปานกลาง ตำแหนง่ ล้นิ อยู่ในระดบั สงู

ปานกลางค่อนไปขา้ งหลัง ริมฝีปากมรี ูปลกั ษณะกลม
e
มีเสียงเทยี บเคียงไดก้ บั เสยี ง “เออ” เวลา ออกเสียงใหอ้ า้ ปากอยูใ่ นระดับปานกลาง และตำแหน่งของลิ้นกจ็ ะ

อยู่ในระดับสูงปานกลางค่อนไปขา้ งหลงั รปู ริมฝีปากจะไม่เปน็ รปู วงกลม
ê
มเี สยี งเทียบเคยี งได้กบั เสยี ง “เอ” เวลาออกเสยี งให้อ้าปากแบะออกด้านขา้ งกว้างกวา่ การออกเสียงตวั “e”

และ ” นี้ จะสามารถไปผสมกับอกั ษรแทนเสยี งสระตัว “i” กบั ” เป็น “ie” กับ ” ได้เท่านนั้
-i
มีเสยี งเทียบเคียงได้กบั เสียงควบ “ยี + อ”ี เวลาออกเสยี งให้อา้ ปากอยู่ในระดับน้อยทีส่ ุด และให้ริมฝีปากแบน

ราบ ตำแหน่งของลนิ้ ให้อยุ่ในระดบั สงู คอ่ นมาข้างหน้า (แตอ่ ยา่ เคล่ือนไหวในขณะทเี่ ปล่งเสียงออกมาและใหร้ มิ ฝีปาก
กางออกไปทางดา้ น ขา้ งทง้ั สองดา้ น)

-u
มีเสยี งเทยี บเคยี งไดก้ บั เสียง “อู” เวลา ออกเสยี งใหอ้ า้ ปากออกน้อยทส่ี ุด และให้รปู รมิ ฝปี ากเปน็ รปู วงกลม
มากที่สุดตำแหนง่ ของลิ้นให้ลอยอยใู่ นระดับสูง และค่อนไปขา้ งหลงั (แตอ่ ย่าเคล่ือนไหวในขณะเปลง่ เสยี งออกมา และ
ใหย้ ่นรมิ ฝีปากเข้าหากนั )
ü
กอ่ นท่จี ะเปล่งเสยี งออกมา จะตอ้ งย่นรมิ ฝปี ากเขา้ หากนั เปน็ รูเล็กๆ (เหมอื นกับรปู ปากท่าในขณะเป่านกหวดี )
และใหร้ ูปริมฝปี ากมีรูปวงกลมเลก็ แตจ่ ะไมย่ ่ืนรมิ ฝปี ากออกมาเหมือนกับรปู ปาก ทเี่ ปล่งเสยี งตวั “u” ตำแหนง่ ของล้นิ
ค่อนมาข้างหนา้ มลี กั ษณะนูนสูงข้ึน และรปู รมิ ฝปี ากจะมีรูปตรงกันข้ามกบั รูปปากของการเปล่งเสียงตวั ”i” เสรจ็ แลว้ จงึ
เปลง่ เสียง “ยี” โดยใหร้ ิมฝีปากยงั คงย่นอยู่จนกวา่ เสยี งจะสิ้นสดุ ลงเรียบรอ้ ยแลว้ แล้วจึงเลกิ ย่นริมฝีปาก ฉะน้ัน เสียง
ของตวั ” น้ีจะไม่ใช่เป็นเสยี ง “ย”ู หรอื “ว”ี หรือ “ยิว” อยา่ ง ท่ีหลายคนมกั เข้าใจผดิ ข้อควรระวังคอื อยา่ เลิกยน่ ริม
ฝีปากออกเสียกอ่ นทีเ่ สียงซึ่งเปลง่ ออกมาน้นั ยังไมจ่ บสน้ิ ลง เพราะวา่ ไม่เชน่ น้นั แล้วละก็เสยี งท่ีเปล่งออกมานั้น จะถกู รมิ

ฝีปากบดิ ใหผ้ ิดเพย้ี นไปเป็นเสียงทไี่ ม่ถูกต้อง เสียงนเ้ี วลาออกเสียงคอ่ นขา้ งยาก เพระวา่ ในภาษาไทยไมม่ ีเสยี งเชน่ นี้ คน
ไทยจงึ ไมค่ ้นุ เคย หรอื รูส้ กึ ว่ายากแก่การทจี่ ะต้องย่นรมิ ฝปี ากเอาไว้ในขณะท่ีกำลงั เปลง่ เสยี งออกมาจนกวา่ เสยี งจะ
ส้นิ สุด แตว่ า่ ถ้านกั ศึกษาพยายามฝกึ หดั มากหน่อย กส็ ามารถออกเสียงตัวนไี้ ดถ้ กู ตอ้ ง และจะไมย่ ากเมือ่ ฝกึ หดั จน
คุน้ เคยแลว้ และเวลา ” ไปสะกดกบั อกั ษรแทนเสียงพยญั ชนะตวั “j” “q”, “x” และ “y” แล้วละกใ็ ห้ละจุดสองจดุ บน
ตวั “u” เป็น “ju” “qu”, “xu” และ “yu” สว่ น ” ไปสะกดกับอักษรแทนเสียงพยัญชนะตวั “n” กบั “l” แลว้ ละก็
ยงั ตอ้ งคงจุดสองจุดไวบ้ น ” เช่น “n กับ ” เพราะมิเชน่ นั้นแลว้ ละกจ็ ะไปซำ้ กับพยางค์เสยี ง “nu” กบั “lu” (เนื่องจาก
“n” กับ “l” สามารถไปสะกดกบั อกั ษรแทนเสยี งสระตวั “u” ไดด้ ้วย

-i
มเี สยี งเทียบเคยี งได้กบั เสียง “อือ” โดยใหป้ ลายล้ินกระดกขึน้ บน และอักษรแทนเสยี งสระตัวน้ีจะสามารถ
สะกดได้กบั อักษรแทนเสียงพยญั ชนะตัว “zh”, “ch” , “sh” กับ “r” เปน็ zhi
er
มเี สยี งเทยี บเคยี งได้กบั เสยี ง “อือ” กอ่ น ออกเสียงใหย้ ืน่ ปลายลิน้ ออกไปในแนวราบ แล้วใชป้ ลายลิ้นยันไวต้ รง
บริเวณดา้ นหลังฟันบนแลว้ จึงเปลง่ เสยี งออกไปพรอ้ ม กบั เลื่อนปลายล้ินหา่ งออกเลก็ นอ้ ย เสียงน้จี ะเป็นเสยี งที่เกดิ จาก
การเบยี ด และเสยี ดสกี ันออกมาอักษรแทนเสียงสระตวั นี้ จะสามารถสะกดไดก้ บั อกั ษรแทนเสยี งพยญั ชนะตัว “z”, “c”
กับ “s” เป็น “zi กับ เท่านั้น
ai
มเี สียงเทยี บเคียงได้กับเสียง “อาร์+กระดกลน้ิ ข้ึนบน+เออ” เน้นเสียงหนักที่ “อาร์ (กระดกลน้ิ )” แล้วจึงลง
ดว้ ย “เออ” เบาๆ
-ei
มีเสียงเทยี บเคยี งได้กบั เสียงควบระหวา่ ง “อา+อี” ให้เปน็ เสยี งเดียวกัน ฟังดเู ผินๆ ก็จะเป็น “อาย+อี” (ควบ
ใหเ้ ปน็ เสยี งเดยี วกนั และเร็ว)

ao
มีเสยี งเทียบเคยี งไดก้ ับเสียงควบระหว่าง “เอ+อี” ใหเ้ ปน็ เสียงเดียวกนั และเร็ว
ou
มเี สียงเทยี บเคียงไดก้ บั เสียงควบระหวา่ ง”อาว+โอ” ให้เป็นเสียงเดียวกนั และเรว็
-ia
มเี สียงเทียบเคียงไดก้ ับเสียงควบระหวา่ ง “โอว+อ”ู ใหเ้ ป็นเสียงเดียวกันและเรว็
-ie
มีเสยี งเทียบเคยี งได้กบั เสียงควบเป็น “อ+ี ยา” เป็นเสียงเดยี วกนั และเร็ว เขยี นเปน็ พยางค์เสยี งไดว้ า่ “ya”
อ่านวา่ “อี+ยา” (อา่ นควบให้เปน็ เสียงเดยี วกนั )
-ua

มเี สยี งเทยี บเคียงได้กบั เสียงควบเป็น “อี+เย” ให้เป็นเสียงเดยี วและเรว็ ให้เนน้ เสียงหนกั ท่ี “เย” เขียนเปน็
พยางค์เสยี งไดว้ า่ “ye” อ่านวา่ “เย”

-uo
มีเสียงเทียบเคียงไดก้ ับเสียงควบ “อู+วา” ใหเ้ ป็นเสยี งเดยี วกนั และเร็ว เขยี นเป็นพยางค์เสียงวา่ “wa” อา่ นว่า
“อู+วา” (อา่ นควบให้เป็นเสยี งเดยี วกนั )
-üe
มเี สยี งเทียบเคยี งได้กบั เสยี งควบ “อ+ู โว” ให้เปน็ เสยี งเดยี วกันและเรว็ เขียนเป็นพยางคเ์ สียงวา่ “wo” อ่านว่า
“อู+โว” (อ่านควบใหเ้ ป็นเสยี งเดยี วกนั )
-iao
มีเสยี งเทยี บเคยี งไดก้ บั เสียงควบที่ตอ้ งยน่ รมิ ฝีปากก่อนแล้วจึงเปลง่ เสยี ง “ยี+เอ” (อ่านควบให้เปน็ เสียง
เดียวกัน) เขยี นเปน็ พยางค์ไดว้ า่ “yue” ละจดุ สองจดุ บนตวั “u”
-iou
มเี สยี งเทยี บเคยี งไดก้ ับเสยี งควบระหวา่ งเสียง “อี+ยาว” ให้เปน็ เสียงเดียวกนั และเร็ว เขยี นเป็นพยางคเ์ สียงได้
ว่า “yao” อา่ นว่า “ยาว” (ใหเ้ ปน็ เสียงสูงแนวราบตลอด)
-uai
มีเสียงเทียบเคียงไดก้ บั เสียงควบระหวา่ งเสียง “อี+ยวิ ” ให้เปน็ เสยี งเดยี วกนั และเรว็ และเม่อื “iou” ไปสะกด
กบั ตวั อักษรแทนเสียงพยัญชนะตวั ใดตัวหนง่ึ แล้วละกใ็ ห้ตัดตัวอกั ษรเหลอื เพยี ง “iu และมเี สียงเทยี บเคยี งเป็นเสียง
ควบ “อ+ี อิว” เขียนเป็นพยางค์เสียงไดว้ ่า “you” อา่ นว่า “ยวิ ”
-uai
มีเสียงเทียบเคยี งได้กับเสียงควบระหว่างเสยี ง “อู+วาย” ใหเ้ ป็นเสยี งเดียวกนั และเรว็ เขยี นเปน็ พยางค์ เสียง
ได้ว่า “wai” อ่านว่า “อ+ู วาย” (อา่ นควบให้เป็นเสียงเดยี วกนั
-uei
มเี สยี งเทยี บเคยี งไดก้ ับเสยี งควบระหว่างเสียง “อู+เวย” ใหเ้ ป็นเสียงเดียวกัน และเมอ่ื “uei”ไปสะกดกับ
ตวั อักษรแทนเสยี งพยญั ชนะตัวใดตวั หนึ่งแลว้ ละกใ็ ห้ตัดตวั อักษร เหลอื เพยี ง “ui และมีเสยี งเทียบเคียงเปน็ เสียงควบได้
กับเสยี ง “อยุ +อี” เขยี นเป็นพยางคเ์ สียงไดว้ า่ “wei” อา่ นวา่ “เวย+อี” (อา่ นควบให้เปน็ เสียงเดยี วกัน)
an
มีเสียงเทียบเคยี งได้กับเสียง “อาน” ปลายเสียงขึ้นจมกู ไม่ใช่เสียง “อัน”
en
มเี สยี งเทียบเคยี งไดก้ ับเสยี ง “เอิน” ปลายเสียงข้นึ จมูก
ang
มเี สียงเทยี บเคยี งไดก้ ับเสียง “อาง” ปลายเสยี งข้นึ จมกู ไม่ใชเ่ สยี ง “อัง”
eng

มีเสียงเทียบเคยี งได้กับเสียง “เองิ ” ปลายเสียงขน้ึ จมกู
-ian
มีเสยี งเทยี บเคยี งได้กบั เสยี งควบระหว่างเสยี ง “อ+ี เยียน” เขียนเปน็ พยางค์เสียงว่า “yan” อ่านว่า “เยียน”
-in
มีเสยี งเทียบเคียงไดก้ ับเสยี งควบระหว่างเสียง “ยิน+อนิ ” ใหเ้ ป็นเสยี งเดียวกนั และเร็ว เขียนเปน็ พยางคเ์ สียงได้
ว่า “yin” อ่านวา่ “ยิน+อนิ ”
-iang
มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสยี งควบระหวา่ งเสยี ง “อี+ยาง” ให้เปน็ เสียงเดยี วกนั และเรว็ เขยี นเปน็ พยางคเ์ สียงได้
วา่ “yang” อ่านวา่ “ยาง” ใหป้ ลายเสียงข้ึนจมูก
-ing
มเี สยี งเทยี บเคยี งได้กบั เสียงควบระหวา่ งเสยี ง “ยิง+องิ ” ใหเ้ ป็นเสียงเดียวกนั และเรว็ เขียนเป็นพยางคเ์ สียงได้
วา่ “ying” อา่ นว่า “ยงิ +องิ ” ใหป้ ลายเสียงข้นึ จมูก
-iong
มีเสียงเทียบเคยี งได้กบั เสยี งควบระหวา่ งเสียง “อี+ยง” ให้เป็นเสียงเดยี วกนั และเร็ว เขียนเป็นพยางคเ์ สยี งได้
ว่า “yong” อ่านออกเสียงวา่ “ยง”
-uan
มเี สียงเทียบเคยี งได้กับเสียงควบระหวา่ งเสียง “อู+วาน” ใหเ้ ป็นเสยี งเดยี วกนั และเร็ว เขยี นเปน็ พยางคเ์ สียงว่า
“wan อ่านออกเสียงวา่ “อู+วาน”
-uen
มีเสียงเทยี บเคยี งได้กับเสียงควบระหว่างเสียง “อู+เวิน” ใหเ้ ปน็ เสียงเดยี วกันและเร็ว เขยี นเปน็ พยางค์เสยี งได้
วา่ “wen อ่านออกเสียงว่า “เวนิ ” แต่เมอ่ื “-uen” ไปสะกดกับอักษรแทนเสียงพยญั ชนะตัวอนื่ ๆ แล้วละก็ ให้เหลอื
เพยี ง “un
-uang
มเี สียงเทยี บเคียงได้กับเสยี งควบระหว่างเสียง “อู+วาง” (ให้เปน็ เสยี งเดียวกันและเรว็ ) เขยี นเปน็ พยางคเ์ สยี ง
ไดว้ ่า “wang” อา่ นออกเสยี งวา่ “อ+ู วาง” เหมือนเดิมใหป้ ลายเสียงข้นึ จมูกและเนน้ เสียงหนัก “วาง” มากกว่า
-ueng
มีเสยี งเทียบเคยี งไดก้ บั เสียงควบระหว่างเสียง “อู+เวิง” (ใหเ้ ป็นเสยี งเดยี วกันและเรว็ ) เขยี นเปน็ พยางค์เสยี งได้
วา่ “weng” อา่ นออกเสียงว่า “อู+เวงิ ” เหมอื นเดิมใหเ้ นน้ เสยี งหนกั “เวงิ ” มากกวา่
-üan
มเี สยี งเทยี บเคยี งได้กับเสียงควบระหวา่ งเสยี ง “ยน่ รมิ ฝีปากก่อน+ยี+อาน” (อ่านใหเ้ ปน็ เสยี งเดียวกนั และเร็ว)
เขยี นเป็นพยางคเ์ สียงไดว้ ่า “yuan” อา่ นออกเสยี งว่า “ยน่ ริมฝีปากก่อน+ยี+อาน” เหมอื นเดิมแลว้ ละจดุ สองจุดบนตัว

“u” ไวใ้ นฐานทีเ่ ข้าใจ “- น้จี ะสามารถไปสะกดกับอักษรแทนเสยี งพยัญชนะตัว “j” , “q”, “x” และ “y” เป็น
“juan”, “quan”, “xuan” และ “yuan” ไดเ้ ทา่ นัน้

-ün
มีเสยี งเทยี บเคยี งได้กบั เสียงควบระหว่างเสยี ง “ยน่ รมิ ฝปี ากกอ่ น+ยิน” (จะต้อยย่นริมฝปี ากตลอดเวลาในณะท่ี
เปล่งเสยี งออกมา จนกว่าเสียงจะสน้ิ สดุ ลงเรียบรอ้ ยแลว้ จงึ จะเลิกยน่ รมิ ฝปี ากได)้ เขยี นเปน็ พยางคเ์ สยี งได้วา่ “yun”
แล้วละจุดสองจุดบนตัว “u” ไว้ในฐานท่เี ข้าใจ ” นี้ จะสามารถไปสะกดกบั อกั ษรแทนเสียงพยัญชนะตัว “j”, “q”,
“x” และ “y” เปน็ “jun”, “qun”, “xun” และ “yun” ได้เทา่ น้นั

วรรณยกุ ต์ เสยี งวรรณยุกต์ใน ภาษาจนี มี 4 เสยี ง

เสียงท่ี 1 เสียงท่ี 2 เสียงที่ 3 เสียงที่ 4
ˉ \
สามญั /ˇ
โท
bā เทยี บเสยี งกบั วรรณยกุ ต์ใน ภาษาไทย
ปา bà
จตั วา เอก ป้า

ตวั อยา่ ง

bá bǎ

ปา๋ ปา่

การถอดเสียงวรรณยกุ ต์

ระบบพนิ อนิ มีเคร่ืองหมายแทนเสียงวรรณยกุ ต์ 4 เครอื่ งหมาย ด้วยกัน ดังนี้
1. วรรณยกุ ตเ์ สยี งทห่ี นึง่ แทนด้วยขดี ระนาบส้นั ๆ (ˉ) เทยี บเทา่ เสยี ง สามญั หรือตรี ในภาษาไทย: ā ē ī ō ū ǖ
2. วรรณยุกตเ์ สยี งท่สี อง แทนด้วยขดี ส้นั ๆ เอยี งขวา (ˊ) เทียบเท่าเสยี ง จัตวา ในภาษาไทย: á é í ó ú ǘ
3. วรรณยกุ ต์เสยี งทสี่ าม แทนด้วยขีดรปู ล่มิ (ˇ) คลา้ ยเสยี ง เอก ในภาษาไทย (แตไ่ ม่ใช่เสยี ง"เอก"): ǎ ě ǐ ǒ ǔ ǚ
4. วรรณยกุ ต์เสียงที่ส่ี แทนดว้ ยขีดสั้น ๆ เอียงซ้าย (ˋ) เทียบเท่าเสียง โท ในภาษาไทย: à è ì ò ù ǜ
5. วรรณยกุ ตเ์ สียงที่หา้ ไมม่ ีเคร่อื งหมาย: a e i o u ü (แตบ่ างครั้งเขียนจุดหน้าพยางคน์ นั้ ๆ เช่น ·yo เยาะ)
ในการใชเ้ ครอื่ งพิมพด์ ีดหรอื คอมพิวเตอร์ อาจใช้ตัวเลขแทนเครอ่ื งหมายวรรณยกุ ต์ได้ (1 2 3 4 5 ตามลำดับ)

วิธีการใสว่ รรณยกุ ต์ ใส่โดยดูท่ีสระ a o e i u ü ตัวอยา่ งสระ ie ให้ใส่ที่ e เพราะ e มาก่อน(e i) ยกเว้นถ้า iu ใส่
ท่ี u

2. เอกสารงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้อง

จากงานวิจัยของชฎาพร โพคัยสวรรค์(2551) เรื่อง ผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการออกเสียง
พยัญชนะควบกล้ำท้ายคำภาษาอังกฤษต่อความสามารถในการฟังเสียงและการออกเสียงพยัญชนะควบกล้ำท้ายคำ
ภาษาองั กฤษ ผลงานวจิ ยั ครัง้ นพ้ี บวา่ ความสามารถในการฟังและการออกเสียงพยญั ชนะควบกล้ำท้ายคำภาษาอังกฤษ
หลังเรียนมคี ่าเท่ากับ 169.50 สงู กวา่ คะแนนเฉล่ยี กอ่ นเรียนซง่ึ มคี ่าเทา่ กับ 135.35 คะแนนผลต่างเฉลยี่ ( ̅ ) ก่อนและ
หลงั เรยี นมีค่าเท่ากบั 34.15 และ t คำนวณ ( ) มีค่าเทา่ กบั 14.06 แสดงใหเ้ ห็นว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถใน
การฟังเสียงและการออกเสียงพยัญชนะควบกล้ำท้ายคำภาษาอังกฤษของกลุ่มตัวอย่างหลังเรยี นสูงกว่าคะแนนเฉล่ยี
ความสามารถในการฟงั เสียงและการออกเสียงพยัญชนะควบกล้ำท้ายภาษาอังกฤษก่อนเรียนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ
ระดับ 0.05 (Sig = 0.000<0.05) ซึง่ เปน็ ไปตามสมมตฐิ านขอ้ ที่ 2

จากงานวจิ ยั ของเจริญ เพช็ รรตั น์ (2552) เร่อื ง สภาพการณก์ ารเรยี นการสอนภาษาจีน เพ่ือศกึ ษา
สภาพการณก์ ารเรยี นการสอนภาษาจีนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลายในจงั หวัดเชียงใหม่ ปัญหาและการจดั การการเรียน
การสอนภาษาจีน รวมท้งั ใชเ้ ป็นข้อมลู ประกอบการจดั การและปรับปรงุ หลกั สูตรการสอนภาษาจีนของสาขาวชิ า
ภาษาจนี เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมลู เป็นแบบสำรวจสำหรับครสู อนภาษาจนี และนักเรยี น วิเคราะห์ข้อมลู โดย
การแจกแจงความถ่ีและรอ้ ยละ

ผลการศึกษาพบว่า
1. ครผู สู้ อนภาษาจีนมโี อกาสพัฒนาตนเองอย่เู สมอดว้ ยการตดิ ตามข่าวสารของประเทศจนี โดยผา่ นสือ่ ตา่ งๆ

และเข้ารว่ มอบรมเพิม่ เตมิ ความรู้เกย่ี วกบั ศาสตร์ของภาษาจีน และวิธกี ารสอนภาษาจีน
2. ดา้ นความเหมาะสมของวิชาภาษาท่ีเปิดสอนในโรงเรยี นน้ัน อาจารยผ์ ูส้ อนภาษาจนี ทุกคนต่างมีความเหน็

ตรงกนั วา่ มีความเหมาะสมแล้ว โดยมีวิชาภาษาจีนหลกั และวิชาฟงั พดู ภาษาจีนในแต่ละชนั้ ปี
3. สอ่ื ประกอบการเรยี นการสอนถอื วา่ เปน็ ส่วนสำคัญสว่ นหนึง่ ในการเรยี นการสอนภาษาโดยเฉพาะสือ่ ผสมซ่ึง

มที ัง้ ตวั อกั ษร เสียงและภาพเข้าดว้ ยกัน ทำให้ผู้เรียนสามารถจดจำประโยคและเนื้อหาไดด้ ยี งิ่ ข้ึน
4. ความเอาใจใส่ในชั่วโมงเรียนภาษาจีนของนักเรียน อาจารยผ์ ้สู อนสว่ นมากมีความเหน็ วา่ นกั เรียนมีความ

เอาใจใส่ในชว่ั โมงเรยี นระดับปานกลาง มีอาจารย์เพียงสว่ นนอ้ ยเทา่ น้ันท่ีเหน็ ว่านักเรยี นมีความเอาใจใสม่ ากและตง้ั ใจ
เรยี นมาก

5. ความถี่ในการมอบหมายการบา้ นให้แก่นกั เรียนของอาจารย์ผู้สอนส่วนมากมีการมอบหมายการบ้านอยา่ ง
สมำ่ เสมอ อาจารยผ์ สู้ อนสว่ นมากมีความเหน็ ว่านกั เรียนเกินครง่ึ ห้องทกี่ ลบั ไปทบทวนบทเรยี น

6. ความคดิ เหน็ ของอาจารยต์ ่อการศกึ ษาตอ่ ด้านหลกั สตู รปรญิ ญาโทสาขาวชิ าภาษาจีน ถงึ แมม้ ีภาระงานสอน
ในวนั ทำงาน แต่อาจารย์ผู้สอนส่วนมากสนใจท่จี ะศึกษาต่อในระดบั ปริญญาโทสาขาภาษาจนี ในวนั เสาร์ อาทิตย์เพือ่
เพิ่มพูนความรคู้ วามสามารถในการสอนภาษาจีน มอี าจารยบ์ างส่วนท่ียงั ไมไ่ ดต้ ดั สินใจ

2. เอกสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกับชุดฝึกทักษะ

สุดารตั น์ ไผพ่ งศาวงศ์(2543,หนา้ 52) ไดก้ ล่าววา่ ชุดฝึกทกั ษะคือส่อื การสอนท่ีครูเป็นผู้สรา้ งประกอบขนึ้ ด้วย
วัสดุและอุปกรณ์หลายชนิดและองคป์ ระกอบอนื่ เพอ่ื ใหน้ กั เรียนศกึ ษาปฏบิ ัติกจิ กรรมดว้ ยตนเอง เกดิ การเรยี นร้ดู ว้ ย
ตนเองโดยครูเป็นผู้แนะนำชว่ ยเหลือ และมีการนำหลักการทางจิตวทิ ยามาใชป้ ระกอบในการเรียนเพือ่ ส่งเสรมิ ให้
นักเรียนได้รับความสำเรจ็ ดงั นน้ั การเรียนการสอนโดยใชช้ ดุ ฝกึ ทักษะ จงึ เป็นการส่งเสรมิ ใหผ้ ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ของนักเรียนสูงข้นึ

หลกั การที่ใช้ในการออกแบบชุดฝึกทกั ษะ มีดงั นี้
1. ความสอดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงค์ของหลักสูตร
2. ความเหมาะสมของบทบาทของครูในการเรยี นการสอน
3. ชดุ การสอนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
4. สามารถปฏิบัติไดจ้ รงิ ตามข้นั ตอน
5. เน้อื หามคี วามยากงา่ ยเหมาะสมกับนักเรยี น
6. กจิ กรรมการเรยี นการสอนทจี่ ัดไวส้ อดคล้องกบั เวลา
7. ความเหมาะสมของสอ่ื การเรยี นการสอน
8. กิจกรรมการเรียนการสอนทจ่ี ดั ไวเ้ ร้าความสนใจของนกั เรียน
9. ชดุ การสอนสะกดคำช่วยพัฒนาทกั ษะการสะกดคำของนกั เรียนได้

10. ความเหมาะสมของการวดั และประเมินผล
ปราณี จณิ ฤทธ(์ิ 2552 : 32) ได้กล่าวว่า แบบฝึก หมายถึง งานทค่ี รูมอบหมายให้ นกั เรียนทำด้วยตนเองภายหลงั จาก
ไดเ้ รียนบทเรียน เพอ่ื เป็นการทบทวนและฝึกทักษะในเรอ่ื งท่ี เรยี นผ่านมาแลว้
ประภาพร ถิน่ อ่อง (2553 : 29) ไดก้ ล่าววา่ แบบฝึกทักษะ หมายถงึ ส่ือการเรียนการ สอนท่สี รา้ งข้ึนเพอ่ื ให้นักเรยี นได้
ฝึกปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองจนเกิดความรคู้ วามเข้าใจเพิ่มขน้ึ โดยที่ กจิ กรรมทีไ่ ด้ปฏิบัติในแบบฝึกนน้ั จะครอบคลมุ เน้ือหาที่
เรยี นไปแล้ว ทำให้นักเรยี นมคี วามรแู้ ละ ทกั ษะมากข้นึ เพราะมรี ปู แบบหรือลักษณะทหี่ ลากหลาย
สมพร ตอยยีบ(ี 2554 : 32) ไดก้ ล่าวว่า แบบฝกึ ทักษะเปน็ สื่อการเรยี นรูท้ ่ีช่วยให้ ผูเ้ รยี นได้ฝกึ ปฏิบัตเิ พอ่ื พัฒนาทกั ษะ
และความรู้ตา่ ง ๆ จนเกิดความชำนาญ และสามารถนำความร้ไู ปใช้ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
จากเอกสารเกีย่ วกบั ชุดฝึกทักษะ สรุปได้วา่ แบบฝึกทักษะ คือ สอื่ การสอนท่ีครูเปน็ ผู้สรา้ งประกอบขึน้ ด้วยวัสดแุ ละ
อปุ กรณห์ ลายชนดิ และองค์ประกอบอน่ื โดยท่ี กิจกรรมทไ่ี ด้ปฏิบตั ใิ นแบบฝกึ นัน้ จะต้องครอบคลุมเนอ้ื หาในบทเรียนที่
เรยี นผา่ นไปแลว้ ทำให้ผเู้ รยี นไดฝ้ ึกปฏบิ ัติ เพอื่ พัฒนาทกั ษะและความรตู้ า่ ง ๆ จนเกิดความชำนาญ

3.เอกสารทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับการอา่ น

ความสำคญั ของการอา่ น
ชีวิตของแต่ละคนย่อมต้องเกี่ยวขอ้ งผูกพนั กับสงั คม คอื กลุ่มคนอย่างหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ ไมม่ ีใครที่จะอย่ไู ด้โดย
ปราศจากสงั คมและการอย่รู ว่ มกับคนอ่นื ซงึ่ จะต้องมคี วามเขา้ ใจซงึ่ กนั และกัน

มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความสนใจ เพื่อใหส้ ังคมเกิดความสงบสขุ และพัฒนาไปข้าง

หน้าอย่างแท้จริง ดังน้นั การตดิ ตอ่ สอื่ สารจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเชอ่ื มโยงมนุษยท์ ุกคน

เข้าดว้ ยกัน สามารถทำทั้งการพบปะส่ือสารกนั ด้วยการสนทนาและอ่านข้อเขียนของกนั และกนั สำหรบั สงั คม
ปัจจุบันซึง่ เป็นสังคมใหญ่ท่ีเจริญเติบโตและเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเร็ว การติดตอ่ กันโดยวธิ พี บปะสนทนายอ่ มเป็นไปได้
ในวงจำกัด ดังนนั้ การส่ือสารกันโดยการอ่านจงึ มคี วามสำคญั มาก นอกจากน้ันผอู้ า่ นจำนวนมากยังต้องการอ่านเพ่ือ
แสวงหาความร้แู ละความบนั เทิงจากหนงั สอื อีกด้วย

จดุ มงุ่ หมายของการอ่าน

1. การอ่านเพอ่ื การศกึ ษาค้นคว้า

คือ ตอ้ งการได้รับความรจู้ ากเนอ้ื เรื่องท่อี ่าน เช่น การอา่ นหนังสือประเภทตำรา สารคดี หรือหนงั สืออา่ น
เพ่ิมเติมของนักเรียนและนักศกึ ษา เพื่อรแู้ ละเขา้ ใจเร่อื งราวตามหลักสูตร

และอ่านวารสาร หนงั สือพิมพ์ และขอ้ ความต่าง ๆ เพอื่ ให้ทราบเรอ่ื งราวอนั เป็นขอ้ ความรู้ หรือเหตุการณ
บ์ ้านเมอื ง บ้านเมอื ง ผปู้ ระกอบอาชีพต่างๆกต็ ้องอ่านเพื่อเพิ่มพนู ความรูใ้ นสาขาอาชีพของตน

หรือเพอ่ื ทำความเข้าใจวทิ ยาการใหมๆ่ อนั เป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองให้กา้ วหน้าแม้แตใ่ นหนงั สอื
ประเภทบันเทิงคดสี ำหรับบุคคลทัว่ ไป กย็ ังใหค้ วามร้คู วบคู่ไปกบั ความบนั เทิง เพราะบคุ คลทวั่ ไปอา่ นหนังสือตา่ งๆ เพอื่
ขยายความรู้ ความสนใจใหก้ วา้ งขวาง

2. การอ่านเพ่ือความบนั เทงิ

บุคคลบางประเภทมคี วามชอบท่ีจะอ่านเพ่ือความบนั เทงิ มากกวา่ อ่านเพื่อความรู้ เนือ่ งจากวา่ ความบนั เทงิ
เปน็ อาหารทางใจซ่งึ มีความจำเป็นต่อชวี ิตของมนุษย์เช่นเดียวกันกับอาหารและอากาศ จงึ มักจะเลือกอ่านแตห่ นังสือท่ี
สง่ เสรมิ สขุ ภาพจิตให้แจ่มใส มีความสุข คนไทยเรานั้นใชก้ ารอ่านเป็นเคร่อื งให้ความบนั เทงิ ใจมาเป็นเวลาตดิ ต่อกันนาน
หลายปีแลว้ เหน็ ได้จากนิทานรอ้ ยแกว้ และนทิ านคำกลอนสำหรบั อา่ น กลอนเพลงยาว นิราศ ตลอดจนวรรณกรรมอ่ืนๆ
ทถ่ี ูกแต่งขึน้ อย่างมากมายและหลากหลายในสมยั ก่อน ล้วนแตม่ ีส่วนให้ความบันเทิงใจแก่ผู้อา่ นทั้งสิ้น จวบจนปัจจุบันน้ี
ก็มียงั นวนยิ าย เร่ืองสนั้ สารคดี การต์ ูนมภี าพประกอบตา่ งๆ มากมายเพื่อสร้างรอยย้ิมความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ
ให้กบั ผอู้ า่ นโดยวิธกี ารอา่ นงา่ ยๆและสามารถทำ

ได้หลายโอกาส เชน่ ระหวา่ งทีค่ อยบุคคลทนี่ ัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นตน้ หรอื อ่านหนงั สือประเภท
บนั เทงิ คดใี นเวลาว่าง

3. การอ่านเพอ่ื ความคดิ หรือเพ่อื สนองความตอ้ งการอ่ืนๆ

นอกจากความต้องการในการหาความรแู้ ละความบนั เทิงแลว้ คนบางคนยงั แสวงหา.คำตอบอืน่ ๆให้กับตนเอง
ไมว่ ่าจะเป็นแนวความคดิ ทางปรชั ญา วฒั นธรรม จรยิ ธรรม และความคดิ เหน็ ท่วั ไป ท่ีจะมักแทรกอย่ใู นหนงั สือแทบทุก
ประเภท การศึกษาแนวคิดของผู้อน่ื เพือ่ เปน็ แนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเปน็ แนวปฏิบัตใิ นการดำเนิน
ชีวิตหรือแกป้ ญั หาตา่ ง ๆ หรืออา่ นเพอื่ พฒั นาบุคลิกภาพ กลา่ วคือการอ่านหนงั สือมากๆ จะช่วยให้ผู้อา่ นสามารถ
ปรับตวั เข้ากับสังคมไดด้ ี ร้จู ักการวางตัวท่เี หมาะสม มีความคิดกวา้ งขวางทันสมัย สามารถแกป้ ญั หาและตัดสนิ ใจได้
อยา่ งถูกตอ้ ง โดยอาจเรยี นรูจ้ ากเรอ่ื งราวในหนังสือท่ีเปน็ คติสอนใจหรือเปน็ อุทาหรณ์

ระดับของการอ่าน

แบง่ เป็น 2 ระดับ คอื

1. อา่ นออก การท่ผี ้อู ่านรู้จักพยญั ชนะ สระและเครอื่ งหมายต่างๆ สามารถอ่านออกเสยี งออกมาเปน็ คำ
ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง

2. อา่ นเปน็ เปน็ การอ่านท่ีแตกตา่ งจากระดบั แรกโดยส้นิ เชงิ เพราะการอา่ นเป็นน้นั หมายความว่า
ผอู้ ่านจะตอ้ งอา่ นไดถ้ ูกตอ้ ง คล่องแคลว่ จับใจความได้ตรงตามท่ีผู้เขยี นต้องการ ทราบความหมาย
ของข้อความทุกอยา่ งรวมถึงความหมายที่ผู้เขียนเจตนาแฝงเร้นไว้ สามารถเข้าใจเจตนาและอารมณ์
ของผ้เู ขียน ตลอดจนสามารถประเมนิ คุณค่าและเลือกรบั สงิ่ ดๆี จากงานเขยี นน้นั ได้ จึงจำเป็นอย่างย่งิ
ที่จะต้องฝึกฝนทกั ษะในการอ่านของตนเองใหม้ าก เพอ่ื ที่จะไดอ้ า่ นเปน็ ซ่งึ ต้องอาศัยเวลาในการ
ฝึกฝนคอ่ นข้างนาน

การฝกึ อา่ นให้เปน็

1. รหู้ ลักภาษา

ตอ้ งให้ความสำคญั กบั การศกึ ษาหลกั ไวยากรณ์ การออกเสียง อกั ขรวิธี จนคนุ้ ชินสามารถอ่านออกเสียงได้
ถกู ต้องแลว้ จงึ ฝกึ ฝนตนเองให้เป็นคนอา่ นเรว็ สามารถเข้าใจใจความของข้อความได้เมือ่ กวาดสายตาไปตามตัวอักษรที่
เรยี งกันเปน็ คำ เปน็ ประโยค โดยทไี่ ม่ตอ้ งสะกด หรอื อ่านออกเสยี งใดๆเลย หรอื ท่ีเราเรยี กกันวา่ การอ่านในใจ น่นั เอง

2. ร้หู นงั สอื

ตอ้ งรู้จกั ประเภทของหนังสือ สามารถแยกแยะประเภทและความแตกต่างของจดุ มุง่ หมายในหนงั สอื แต่ละ
ประเภทได้ รวมทั้งจะต้องรสู้ ่วนประกอบตา่ งๆของหนงั สือวา่ มีอะไรบ้าง แตล่ ะสว่ นเป็นอยา่ งไร

3. รูจ้ กั เลอื ก

จะทำให้สามรถเลือกหนงั สือได้ตรงตามความตอ้ งการของตนเอง ชว่ ยประหยดั เวลาในการเลอื กมากขึ้น

4. รู้วธิ อี า่ น

นอกจากตอ้ งรูห้ นังสอื และรูจ้ กั เลือกแล้ว จะตอ้ งรวู้ ธิ อี ่าน ต้องใจกว้างพยายามอ่านหนงั สือหลายๆประเภท ไม่
อ่านแต่หนงั สอื ทชี่ อบ ฝกึ ใหม้ ีความเปน็ กลางในการอา่ น ยอมรับความคดิ ที่แตกต่าง ต้องไมเ่ ป็นทาสของหนงั สือ อ่าน
เลม่ ใดก็คลอ้ ยตามเล่มน้ัน ฝกึ ตนเองใหเ้ ป็นคนทีว่ ิเคราะหด์ ว้ ยเหตผุ ล ความเปน็ จรงิ และความถกู ตอ้ ง

5. ร้คู ุณคา่

เมอ่ื ทำไดท้ งั้ 4 ขอ้ ในขา้ งต้นแล้ว สิ่งสำคัญท่ีตามมาก็คือจะตอ้ งอา่ นแล้วคิดตามตลอดเวลา ฝกึ จบั ใจความส่ิงที่
ผเู้ ขียนตอ้ งการจะสื่อทั้งโดยตรงและโดยออ้ ม เข้าใจอารมณ์และความรูส้ ึกผู้เขียน ประเมินค่าและแยกแยะสิงท่ ่เี ปน็
ประโยชน์ออกจากเนือ้ เรอื่ งได้ เมอ่ื อ่านจบสามารถบอกคุณค่าของหนังสือและสาระทไี่ ด้จากการอ่าน

หากทำได้ท้งั ๕ ข้อจะช่วยใหเ้ ขา้ ถงึ คณุ ประโยชน์ของหนังสือได้อยา่ งแทจ้ รงิ

วธิ อี า่ นหนงั สอื

เน่ืองจากการอ่านของแตล่ ะบคุ คลมีจุดมุง่ หมายที่แตกตา่ งกนั มที ัง้ ทอี่ ่านเพอื่ ความบันเทงิ ความรแู้ ละสนอง
ความตอ้ งการอยา่ งอนื่ ดังนนั้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชนจ์ ากการอ่านอยา่ งแท้จรงิ เราควรจะรวู้ ิธกี ารอา่ นในแต่ละจดุ มงุ่ หมาย

วิธอี ่านเพอ่ื ความบันเทงิ

ความบนั เทิง หมายถงึ ความเพลิดเพลนิ สนกุ สนาน ร่ืนรมย์ และความเปน็ สขุ ใจ ผอู้ ่านแตล่ ะคน
ต้องการความบนั เทิงในแบบท่ตี ่างกัน บา้ งก็เพลิดเพลินกับการอา่ นนทิ าน นวนยิ ายทตี่ อ้ งใช้จนิ ตนาการ มี
ความสขุ กบั จนิ ตนาการที่ตนสรา้ ง บ้างกส็ นุกสนานเร่อื งตลกขบขนั บ้างกส็ ุขใจกบั การอา่ นธรรมะ ปรชั ญา คติ
ธรรมทใี่ หค้ วามสงบสุขทางใจ ดงั นน้ั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสขุ ในการอา่ นเราควรจะต้องรู้วธิ กี ารอา่ น ดงั นี้

1. เลอื กหนงั สอื ใหต้ รงกับความตอ้ งการ โดยดูจากประเภทของหนงั สือวา่ เป็นความบนั เทงิ ดา้ นใด
เช่น เร่ืองสนั้ สารคดเี บาๆ เรื่องตลกขบขนั เป็นต้น

2. อ่านคำนำหรือคำปรารภ เพื่อให้เข้าใจจุดมงุ่ หมายในการแตง่ และรู้จกั ผูแ้ ต่งมากขนึ้

3. อา่ นอยา่ งไม่มีอคตหิ รือจับผดิ ปล่อยใจไปกบั เรอื่ งราวเพอ่ื รับรสความบันเทิงอยา่ งเตม็ ที่

4. พิจารณาว่าไดอ้ ะไรจากการอ่าน ไดแ้ นวคิดอะไร หรอื ได้ความบันเทงิ ใจอย่างไร เชน่ ปลม้ื ปิติ
สนกุ สนาน หรอื อม่ิ เอมใจ เป็นต้น

1. วธิ ีการอา่ นเพื่อต้องการศึกษาค้นคว้า

จะต้องรูว้ า่ ตอ้ งการศึกษาเร่ืองอะไร แลว้ จงึ เลือกหาหนงั สอื ทจ่ี ะคน้ ควา้ โดยการพิจารณาจากประเภทของ
หนังสอื เมือ่ ได้หนงั สือที่ต้องการแล้ว จะตอ้ งพจิ ารณาจากสว่ นประกอบทสี่ ำคัญของหนังสือ เพ่ือให้ประโยชน์ทาง
การศึกษาโดยตรง คือ

วิธอี า่ นเพอ่ื ความคิดหรือเพ่ือสนองความตอ้ งการอ่ืนๆ

คือ ความต้องการที่จะหาขอ้ คิด คำแนะนำในการดำรงชีวติ ในการแก้ปัญหาต่างๆ เชน่ การเสรมิ สร้าง
บุคลกิ ภาพของตนเอง สง่ เสรมิ หนา้ ทกี่ ารงาน หรอื ยกระดบั จติ ใจ เป็นต้น ซง่ึ ควรจะต้องอา่ นให้เหมาะสม คือ

1. สำรวจตนเองวา่ ขณะน้ตี ้องการอะไร และเลือกหนงั สอื ใหต้ รงกับความต้องการของตนเอง

เชน่ มคี วามสามารถตอ้ งการสมัครงานแต่รวู้ า่ ตนเองมีบคุ ลกิ ท่ีไมด่ ี ก็ควรหาหนงั สือประเภทสง่ เสรมิ บคุ ลิกภาพ
ใหด้ นู ่าเชอ่ื ถอื น่าไว้วางใจ เปน็ ตน้

2. อา่ นอย่างชา้ ๆ ตคี วามหมายในเนื้อเร่ืองให้แจ่มแจ้งเม่อื อา่ นจบแลว้ จะตอ้ งรวู้ า่ ส่ิงทอี่ า่ นมาทงั้ หมดน้นั สนอง
ความตอ้ งการของตัวเองแล้วหรอื ไม่ มีสว่ นใดทนี่ ่าพึงใจและประทับใจ การอ่านแบบนเี้ ปน็ การอา่ นท่ีเนน้
ประโยชน์จากการอ่านเป็นสำคัญ ไมว่ า่ ผู้อา่ นจะเป็นคนระดับไหนก็ตาม แต่สามารถท่ีจะเข้าใจตนเอง
พฒั นาตนเอง มคี วามสุขจากการได้อ่านหนงั สอื อยา่ งเขา้ ใจถ่องแท้ ประโยชน์กจ็ ะเกดิ แก่เขาผนู้ นั้

บทบาทของการอา่ นที่มีตอ่ มนุษย์การอา่ นหนังสอื มบี ทบาทสำคัญในยุคปัจจบุ นั นี้มาก อาจกล่าวไดว้ ่า ไมว่ ่าจะเป็น
ทางด้านการศกึ ษาเล่าเรียน การประกอบอาชพี ด้านบุคลกิ ภาพ นันทนาการและด้านพฒั นาสังคมและ
ประเทศชาติ ถึงจะมสี ่อื มวลชนอนื่ เช่น วทิ ยกุ ระจายเสยี ง โทรทศั น์ ที่เสนอขา่ วสารต่าง ๆ ไดร้ วดเร็วและทนั ตอ่
เหตกุ ารณ์ คนเราก็ต้องอา่ นหนงั สืออย่นู ้นั เอง เพราะว่าให้รายละเอยี ดต่าง ๆ ได้มากกว่า

4. งานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้องกับการใช้ชุดฝกึ ทักษะ

1. ธีรดา จิตรบำรงุ ,2553 ไดท้ ำการวิจยั ศกึ ษาการเขยี นตวั อกั ษรจีนของนกั เรยี น โดยใชช้ ดุ ฝกึ การเขียน พบว่า
การใช้ชุดฝกึ ท่มี ีประสิทธิภาพเหมาะสมกบั พ้ืนฐานความรทู้ างภาษาจนี มีผลทำใหน้ ักเรยี นมีพฒั นาการดา้ นลายมอื ทีด่ ีขน้ึ
เป็นสว่ นใหญ่มคี วามพงึ พอใจรปู แบบการเขียนตัวอักษรจนี ใบแบบของตนเองและการพัฒนาของตนเอง มี
ความสามารถในการประเมนิ ผลงานผู้อนื่ และกล้าแสดงความคิดเห็นมากข้ึน

2. นพาวรรณ์ ใจสุข (2556 : 15) ได้ทำการวิจยั การพัฒนาทกั ษะการจดจาํ คําศพั ท์ภาษาจนี

ของนกั เรียนระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชีพ ชน้ั ปี ที่ 2 (ปวช.2)พบวา่ นกั เรยี นท่ีเรียนท่ีเรยี นจากชดุ ฝึกทกั ษะ มี
ความสามารถในการจดจำคำศพั ท์ภาษาจนี สงู ขึน้ กวา่ เกณฑ์

3. วชิ ชุดา โรจนสวัสด์วิ งศ์,2556 ได้ทำการวจิ ยั การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเขียนตัวอักษรจนี โดยใช้แบบฝึก
การเขยี นตามลำดบั ขดี ของนักเรยี นระดับประกาศนยี บตั รวิชาชีพ พบวา่ นักเรียนมีผลสมฤทธท์ิ างการเรียนกอ่ นใช้แบบ
ฝกี ทกั ษะมคี ะแนนเฉลยี่ (40%, ̅=8, S.D.=0.81) และพบว่าหลังการใช้แบบฝึกทักษะการเขยี นตัวอักษรจนี ตามลำดบั
ขีดมีคะแนนเฉลี่ย (83.5% , ̅=16.2, S.D.=1.13) ซง่ึ สูงกว่ากอ่ นการใช้แบบฝกึ เฉลีย่ (41%, ̅=8.2 , S.D. =0.78)
ผ่านเกณฑต์ ามที่กำหนด 70%

4. สาทิสรัตน์ สินธุธาน,2556 ไดท้ ำการวจิ ยั การพฒั นาทกั ษะการเขียนตวั อกั ษรจนี โดยใช้ชุดฝึกทกั ษะ
ความสามารถการเขยี น ตวั อักษรจีน ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) สามารถนำชุดฝกึ ทกั ษะความสามารถการเขยี นตัวอักษรจนี ท่ี
มคี า่ ประสิทธิภาพ 80.27 / 89.30 มาใชพ้ ฒั นาแผนการจัดการเรียนรู้ทักษะความสามารถการเขียนภาษาจีนของ
นกั ศกึ ษาไดบ้ รรลุตามวัตถปุ ระสงค์ 2) ผลสัมฤทธิ์ดา้ นทักษะการเขียนของนกั ศึกษาท่ีใชช้ ุดฝึกทกั ษะความสามารถการ
เขียนอกั ษรจนี สำหรบั นักศกึ ษาชัน้ ปที ี่ 1 สาขาวชิ าภาษาจนี ธรุ กจิ หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05

5. นางสาวจริ าพรรณ สายสืบ,2558 ได้ทำการวิจัยการพฒั นาทักษะการจำคำศัพทแ์ ละการอา่ นออกเสียง
คำศพั ท์ภาษาจนี โดยใช้การ์ดคำศัพท์ทบทวนดว้ ยตวั เอง นักศกึ ษาระดบั ชั้นประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชั้นปที ่ี 2 ห้อง 201
คณะอุตสาหกรรมท่องเท่ยี ว ผลการวิจัยพบวา่ คะแนนจากการทดสอบด้วยแบบทดสอบการพฒั นาทกั ษะการจำคำศัพท์
และการอ่านออกเสยี งคำศพั ท์ภาษาจนี แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.05 สรปุ ไดว้ ่าการพฒั นาทกั ษะ
การจำคำศพั ท์และการอ่านออกเสยี งคำศัพทภ์ าษาจีนโดยใชก้ ารด์ คำศพั ทท์ บทวนดว้ ยตวั เองหลังเรยี นสงู ข้ึน

บทที่ 3

วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย

การวจิ ัยเรอื่ ง “พฒั นาทักษะการอ่านภาษาจีนดว้ ยระบบสทั อกั ษรจีน (Pinyin) ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่
4/2 โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอา่ น” มีเอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วขอ้ ง เป็นแนวทางในการศกึ ษาแยกประเด็นได้
ดงั ต่อไปนี้

1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
4. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
รายละเอยี ดดงั น้ี

ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง

ประชากรทใี่ ช้ในการศึกษาวิจยั ในคร้งั นี้ คอื นกั เรยี นระดับชัน้ ม.4 โรงเรยี นบา้ นแม่สลดิ หลวงวทิ ยา ภาคเรียน
ท่ี 1 ประจำปกี ารศึกษา 2565

เครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาภาษาจีน ชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำศพั ท์ภาษาจีน รายละเอยี ดดงั น้ี

1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน เนื้อหา/หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 1 หน่วย 4 แผน แผนละ4
คาบ ดำเนนิ การสร้างและหาคุณภาพดงั น้ี
1.1 ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และงานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั การจัดการเรียนรู้ดว้ ยชดุ ฝกึ ทกั ษะการอ่าน
คำศัพทภ์ าษาจนี
1.2 ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และงานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั การเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้
1.3 ศกึ ษาหลักสูตร และกำหนดเนือ้ หารายวิชาภาษาจนี
1.4 ดำเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าภาษาจีน
1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ ไปตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และปรับปรุงแก้ไขตาม
คำแนะนำ
1.6 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ให้สมบรู ณแ์ ละพรอ้ มท่จี ะนำไปใช้จริงต่อไป

2. แบบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าภาษาจีน ได้ดำเนินการสรา้ งและหาคณุ ภาพดงั นี้
2.1 อ่านเกี่ยวกับตวั แปร
2.2 อ่านเกีย่ วกับหลักการสร้างแบบทดสอบ
2.3 สรา้ งแบบทดสอบ
2.4 นำไปให้ หวั หนา้ ฝ่ายวชิ าการตรวจสอบ เพอื่ หาความเทย่ี ง ใชว้ ธิ ีการหาค่า IOC
2.5 ปรบั ปรุงแกไ้ ขตามคำแนะนำจากหัวหนา้ ฝ่ายวิชาการ
2.6 นำไปทดลองใช้กบั นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/2 จำนวน 45 คน

3. ชุดฝึกทักษะการเขียนคำศพั ทภ์ าษาจนี ไดด้ ำเนินการสรา้ งและหาคุณภาพดงั น้ี

3.1 ศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์เนื้อหารายวิชาและดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูล ค้นคว้า

งานวิจัย โดยศึกษาเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดกระบวนการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อ

นำมาใช้แก้ปัญหาที่เกดิ จากกระบวนการเรียนการสอนภาษาจีน

3.2 ศึกษา วิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนและกำหนดแหล่งข้อมูลการวิจัยเกี่ยวข้องกับ

สภาพปญั หาท่ีเกดิ จากการจัดกระบวนการเรียนการสอนภาษาจนี สำหรบั นกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2 เพ่ือ

นำมาใช้ในดา้ นความจดจำคำศพั ท์ภาษาจีนทเ่ี กิดจากกระบวนการเรียนการเรียนการสอน

3.3 ศึกษาแนวคดิ และเอกสารเก่ยี วกบั ชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นคำศพั ท์ภาษาจนี

3.4 กำหนดรปู แบบหรอื โครงสรา้ งชุดฝึกทกั ษะการอ่านคำศพั ทภ์ าษาจนี

3.5 ออกแบบชดุ ฝึกทักษะการเขยี น ให้มีเน้อื หาทีส่ อดคลอ้ งกบั จุดประสงค์

3.6 นำแบบประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา กระบวนการด้านภาษาและการวัดผล

ประเมนิ ผลจำนวน 3 ทา่ น เพอ่ื ตรวจสอบคุณภาพและความเท่ียงตรงเชงิ เน้อื หา (IOC) โดยกำหนดเกณฑ์การ

พิจารณา คือ

เห็นวา่ สอดคล้อง ใหค้ ะแนน + 1

ไม่แนใ่ จ ใหค้ ะแนน 0

เหน็ วา่ ไม่สอดคล้อง ใหค้ ะแนน - 1

3.7 ดำเนินการสร้างและปรับปรุงนวัตกรรมตามที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบดูความถูกต้องและ
ความสมบูรณ์ของแบบแบบประเมิน

3.8 นำชุดฝึกทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาจีน เพื่อส่งเสริมทักษะการจดจำคำศัพท์ภาษาจีน
สำหรบั นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2 ไปหาประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 75 / 75

3.9 นำชดุ ฝกึ ทักษะการอ่าน เพือ่ ส่งเสรมิ ทกั ษะการจดจำคำศัพท์ภาษาจีน สำหรับนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/2 ไปทดลองใชจ้ ริง

การเก็บรวบรวมข้อมลู

การวจิ ัยในคร้งั น้ีผ้วู จิ ัยไดด้ ำเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยได้ดำเนนิ การตามข้นั ตอนดงั นี้
1. เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลอง ผู้ศึกษาได้นำแบบทดสอบก่อนเรียน ให้นักเรียนทำการ

ทดสอบ ใชเ้ วลา 50 นาที
2. เกบ็ รวบรวมข้อมลู ขณะดำเนนิ การทดลอง ผู้วจิ ยั ดำเนนิ การสอนด้วยตนเองและขณะทำการสอน

ผูว้ จิ ัยไดเ้ กบ็ รวบรวมข้อมูลจากการตรวจแบบฝึกทักษะ
3. การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลอง ผู้ศึกษาได้นำแบบทอสอบหลังเรียน ให้นักเรียนทำการ

ทดสอบ ใช้เวลา 50 นาที

การวเิ คราะหข์ ้อมูล

1. เพอ่ื เปรยี บเทยี บทักษะในการอา่ นภาษาจนี ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/2 ที่ได้รบั การสอนโดยใช้
ชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ นกับเกณฑ์ รอ้ ยละ 70ใช้การทดสอบค่าที (t-test One Group )

2. เพื่อเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน โดยใชช้ ุดฝึกทักษะการอา่ น เพื่อสง่ เสรมิ
ทกั ษะการอา่ นออกเสยี งภาษาจนี สำหรับนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4/2ใช้การทดสอบค่าที (t-test One Group )

3.เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท4ี่ /2 ทม่ี ตี อ่ ชดุ ฝึกทักษะภาษาจนี วิเคราะห์ขอ้ มลู
คา่ เฉล่ีย ( x ̅ ) ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปลผลคา่ เฉลย่ี ดังนี้

คา่ เฉลย่ี 4.50 – 5.00 เจตคติต่อวิชาภาษาจีน ระดบั มากทีส่ ดุ
คา่ เฉลย่ี 3.50 – 4.49 เจตคติตอ่ วชิ าภาษาจนี ระดบั มาก
ค่าเฉลยี่ 2.50 – 3.49 เจตคติต่อวชิ าภาษาจีน ระดบั ปานกลาง
คา่ เฉลี่ย 1.50 – 2.49 เจตคติต่อวชิ าภาษาจีน ระดับนอ้ ย
คา่ เฉล่ยี 1.00 – 1.49 เจตคติต่อวิชาภาษาจีน ระดบั นอ้ ยทส่ี ดุ

บทท่ี 4
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล

การวิจยั เรอ่ื งพัฒนาทักษะการอ่านภาษาจนี ดว้ ยระบบสัทอักษรจีน (pin yin ) ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปี
ท4่ี /2 โรงเรยี นบา้ นแม่สลิดหลวงวิทยา โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่าน
ผูว้ จิ ัยไดน้ ำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล ดังน้ี

1. เพอื่ พัฒนาทักษะการอา่ นภาษาจนี ด้วยระบบสทั อักษรจนี ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่4ี /2 โดยใช้แบบ
ฝึกทกั ษะการอา่ นกับเกณฑ์ รอ้ ยละ 70

2. เพ่อื เพ่ิมผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าภาษาจนี โดยใช้ชุดฝึกทกั ษะการอ่าน เพอื่ ส่งเสรมิ ทักษะการอ่านออก
เสยี งภาษาจีน สำหรบั นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4/2

3.เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่4/2 ท่ีมีตอ่ แบบฝกึ ทักษะการอา่ น

รายละเอียด ดงั นี้

1. การเปรยี บเทยี บทักษะในการอา่ นภาษาจีน ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี4 ที่ได้รับการสอนโดยใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะ

การอ่านกบั เกณฑ์ รอ้ ยละ 70

การทดสอบ n X S.D. K t
ทกั ษะในการอา่ นภาษาจีน หลงั การ 30.83
40 17.7 1.70 20

ใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการใช้แบบฝึกสัท

อกั ษรจนี

จากตาราง พบวา่ ทกั ษะในการอา่ นภาษาจนี หลงั การใช้แบบฝกึ ทักษะการใช้ชดุ ฝึกสทั อักษรจนี สูงกวา่ ร้อยละ
70 อย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05

2. การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นก่อนเรยี นและหลงั เรยี น โดยใชช้ ดุ ฝึกทักษะการอา่ น เพ่อื ส่งเสรมิ ทกั ษะการ

อา่ นออกเสยี งภาษาจีน สำหรบั นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/2

การทดสอบ n X S.D. t
ก่อน 40 6.85 1.14
หลงั 40 17.7 1.70 30.83

จากตาราง พบว่า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นภาษาจีนหลังการใช้ชดุ ฝึกทักษะการอ่าน สงู กว่ากอ่ นการใช้
ชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ น อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05

3.การศึกษาความพึงพอใจของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่4 ทม่ี ีต่อชุดฝึกทักษะภาษาจีน
ตารางแสดงผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่4 ทีม่ ตี ่อชดุ ฝึกทักษะภาษาจีน

รายการ X S.D. ความหมาย
0.75 พอใจมาก
1. เนอ้ื หา ไม่ยาก ไม่ซบั ซอ้ น เขา้ ใจง่าย 4.05 0.74 พอใจมาก
2. ตัวอักษรชัดเจนช่วยใหท้ ำให้เข้าใจไดง้ ่าย และเปน็ คำศัพท์ท่ี 4.15
อย่ใู กลต้ ัว 0.70 พอใจมาก
3. คำช้ีแจงในการทำกิจกรรม ชัดเจน เข้าใจงา่ ยปฏบิ ตั ติ ามได้ 4.23 0.77 พอใจมาก
4. กจิ กรรมท่ีหลากหลายช่วยใหเ้ ขา้ ใจเนือ้ หามากขึ้น 4.23 0.74 พอใจมาก
5. แบบฝกึ เสริมทกั ษะทำใหเ้ ข้าใจสิง่ ที่ครูสอนมากขนึ้ 4.25 0.56 พอใจมาก
6. แบบฝกึ เสรมิ ทักษะ สวยงาม มีรูปภาพทำใหด้ ึงดูดความ 4.13
สนใจ 0.61 พอใจมาก
7. ตวั อักษร ชดั เจน อ่านได้ง่าย 4.3 0.49 พอใจมาก
8. ภาพประกอบท่ีครูเลือกมาใส่ในแบบฝึกเสริมทักษะทำให้ 4.63
อยากใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทกั ษะการเรยี น ท่ีสุด
9. แบบฝึกเสริมทกั ษะการเรียนมกี จิ กรรมหลากหลาย ไม่นา่ 4.28 0.64 พอใจมาก
เบือ่
10. การทำแบบฝึกทักษะเสรมิ การเรยี น สร้างความเพลดิ เพลนิ 4.43 0.64 พอใจมาก
สนกุ สนาน
4.27 0.66 พอใจมาก
รวม

จากตาราง พบวา่ ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท4ี่ /2 ท่ีมีต่อชุดฝึกทักษะ
ภาษาจนี โดยรวมนกั เรยี นมีความพึงพอใจอยูใ่ นระดับพอใจมาก มีค่าเฉลีย่ เท่ากบั 4.27 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
เทา่ กับ 0.66 และเม่ือพิจารณา ผลการประเมนิ ความพึงพอใจเป็นรายข้อ พบวา่ นักเรียนมีความพงึ พอใจมากที่สุดใน
ด้าน ภาพประกอบทคี่ รเู ลือกมาใส่ในแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะทำให้อยากใชแ้ บบฝกึ เสรมิ ทกั ษะการเรียน มีค่าเฉลย่ี เท่ากับ
4.63 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.49 นักเรียนพงึ พอใจมากในดา้ นการทำแบบฝกึ ทกั ษะเสริมการเรยี น สรา้ งความ
เพลดิ เพลิน สนกุ สนาน มคี า่ เฉลี่ยเท่ากบั 4.43 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.64 นกั เรียนพงึ พอใจมากในดา้ น
ตัวอกั ษร ชดั เจน อา่ นไดง้ า่ ย มีค่าเฉลย่ี เท่ากบั 4.3 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.61 ตามลำดับ

บทที่ 5
สรปุ ผลการวจิ ยั อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยเรื่องพัฒนาทกั ษะการอ่านภาษาจีนด้วยระบบสัทอักษรจีน (pin yin ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่4/2 โรงเรียนบ้านแม่สลิดหลวงวิทยา โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน ผู้วิจัยนำเสนอวัตถุประสงค์ของการวิจัย
วธิ ดี ำเนินการวิจัย การวิเคราะห์ขอ้ มลู สรุปผลการวจิ ยั อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะดังน้ี

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย

1. เพอ่ื พัฒนาทักษะการอา่ นภาษาจีน ด้วยระบบสัทอกั ษรจีน ของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่4/2 โดยใช้แบบ
ฝึกทกั ษะการอา่ นกบั เกณฑ์ รอ้ ยละ 70

2. เพอ่ื เพม่ิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจนี โดยใชช้ ดุ ฝึกทกั ษะการอ่าน เพอื่ สง่ เสรมิ ทักษะการอ่านออก
เสียงภาษาจนี สำหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/2

3.เพ่ือศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่4/2 ท่มี ตี อ่ แบบฝึกทักษะการอ่าน

สมมตฐิ านการวจิ ยั

1)ผลสัมฤทธิข์ องนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่4/2 สงู ขน้ึ
2)ความสามารถในการอ่านออกแบบฝึกทักษะอ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ภาษาจีนของ
นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/2 โรงเรยี นบา้ นแมส่ ลิดหลวงวทิ ยา อยใู่ นเกณฑ์ระดบั มากขนึ้ ไป

ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง

กลุม่ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4/2โรงเรียนบ้านแมส่ ลิดหลวงวิทยา ปี

การศกึ ษา 2565 จำนวน 1 หอ้ งเรยี น รวม 45 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
ภาษาจีน ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำศพั ท์ภาษาจีน รายละเอียดดงั นี้

3. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน เนื้อหา/หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน แผนละ 50 นาที
ดำเนนิ การสร้างและหาคุณภาพดงั นี้
1.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การจดั การเรียนรดู้ ว้ ยชดุ ฝกึ ทักษะการอ่าน
คำศพั ท์ภาษาจนี
1.2 ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และงานวิจยั ที่เกี่ยวข้องกบั การเขยี นแผนการจดั การเรียนรู้
1.3 ศึกษาหลักสตู ร และกำหนดเนอื้ หารายวิชาภาษาจนี
1.4 ดำเนนิ การสรา้ งแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาจนี

1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ ไปตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และปรับปรุงแก้ไขตาม
คำแนะนำ

1.6 ปรับปรงุ แผนการจัดการเรยี นรู้ ให้สมบูรณแ์ ละพร้อมที่จะนำไปใช้จรงิ ตอ่ ไป
4. แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาภาษาจนี ได้ดำเนนิ การสร้างและหาคุณภาพดังนี้

2.1 อ่านเกี่ยวกบั ตวั แปร
2.2 อา่ นเก่ยี วกับหลักการสร้างแบบทดสอบ
2.3 สรา้ งแบบทดสอบ
2.4 นำไปให้ หัวหนา้ ฝ่ายวิชาการตรวจสอบ เพ่อื หาความเท่ยี ง ใชว้ ิธีการหาค่า IOC
2.5 ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำจากหวั หน้าฝ่ายวชิ าการ
2.6 นำไปทดลองใชก้ บั นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/2 จำนวน 45 คน

3. ชุดฝึกทกั ษะการเขียนคำศัพทภ์ าษาจนี ไดด้ ำเนินการสรา้ งและหาคุณภาพดงั นี้

3.1 ศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์เนื้อหารายวิชาและดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูล ค้นคว้า

งานวิจัย โดยศึกษาเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดกระบวนการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อ

นำมาใช้แก้ปัญหาที่เกดิ จากกระบวนการเรียนการสอนภาษาจนี

3.2 ศึกษา วิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนและกำหนดแหล่งข้อมูลการวิจัยเกี่ยวข้องกับ

สภาพปัญหาที่เกิดจากการจัดกระบวนการเรียนการสอนภาษาจีน สำหรบั นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/2 เพ่ือ

นำมาใช้ในดา้ นความจดจำคำศัพทภ์ าษาจนี ทเี่ กดิ จากกระบวนการเรยี นการเรียนการสอน

3.3 ศกึ ษาแนวคิดและเอกสารเกยี่ วกับชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ นคำศัพทภ์ าษาจีน

3.4 กำหนดรูปแบบหรอื โครงสรา้ งชุดฝึกทักษะการอ่านคำศัพท์ภาษาจนี

3.5 ออกแบบชดุ ฝึกทกั ษะการเขียน ใหม้ ีเนอ้ื หาท่สี อดคล้องกบั จุดประสงค์

3.6 นำแบบประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา กระบวนการด้านภาษาและการวัดผล

ประเมนิ ผลจำนวน 3 ทา่ น เพื่อตรวจสอบคุณภาพและความเท่ยี งตรงเชิงเนอ้ื หา (IOC) โดยกำหนดเกณฑ์การ

พจิ ารณา คอื

เหน็ ว่าสอดคล้อง ให้คะแนน + 1

ไมแ่ น่ใจ ให้คะแนน 0

เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน - 1

3.7 ดำเนินการสร้างและปรับปรุงนวัตกรรมตามที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบดูความถูกต้องและ
ความสมบูรณ์ของแบบแบบประเมิน

3.8 นำชุดฝึกทักษะการเขียนคำศัพท์ภาษาจีน เพื่อส่งเสริมทักษะการจดจำคำศัพท์ภาษาจนี
สำหรบั นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4/2 ไปหาประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 75 / 75

3.9 นำชุดฝึกทักษะการอ่าน เพอื่ ส่งเสริมทกั ษะการจดจำคำศพั ท์ภาษาจีน สำหรับนกั เรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/2 ไปทดลองใชจ้ ริง

การวเิ คราะห์ข้อมูล

1. เพอื่ เปรยี บเทียบทกั ษะในการอ่านภาษาจีน ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4/2 ที่ได้รบั การสอนโดยใช้
ชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ นกับเกณฑ์ ร้อยละ 70ใชก้ ารทดสอบค่าที (t-test One Group )

2. เพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลังเรยี น โดยใชช้ ุดฝึกทักษะการอา่ น เพื่อสง่ เสรมิ
ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาจีน สำหรบั นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4/2ใช้การทดสอบค่าที (t-test One Group )

3.เพ่อื ศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่4/2 ท่ีมีตอ่ ชุดฝกึ ทกั ษะภาษาจีนวิเคราะห์ขอ้ มลู
คา่ เฉลี่ย ( x ̅ ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และแปลผลคา่ เฉลย่ี ดังนี้

ค่าเฉลยี่ 4.50 – 5.00 เจตคติตอ่ วิชาภาษาจีน ระดบั มากท่ีสดุ
คา่ เฉลย่ี 3.50 – 4.49 เจตคติตอ่ วชิ าภาษาจนี ระดับมาก
คา่ เฉลีย่ 2.50 – 3.49 เจตคติต่อวชิ าภาษาจนี ระดบั ปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 เจตคติต่อวชิ าภาษาจนี ระดบั น้อย
คา่ เฉลย่ี 1.00 – 1.49 เจตคติต่อวชิ าภาษาจีน ระดบั น้อยทส่ี ุด

สรุปผลการวิจยั

1.พฒั นาทกั ษะในการอ่านภาษาจีน ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที 4ี่ ที่ไดร้ ับการสอนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการ
อา่ นกับเกณฑ์ ร้อยละ 70จากตาราง พบว่า ทักษะในการอ่านภาษาจนี หลงั การใช้แบบฝกึ ทักษะการใช้แบบฝึกสัท
อักษรจีนสูงกวา่ รอ้ ยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05

2.เพ่ือเพิ่มผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าภาษาจีน โดยใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ น เพอ่ื ส่งเสรมิ ทกั ษะการอา่ น

ออกเสยี งภาษาจีน สำหรับนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/2 พบว่า ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนภาษาจนี หลังการใช้แบบฝึก
ทักษะการอา่ น สูงกวา่ กอ่ นการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ น อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .05

3.การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่4/2 ท่ีมีต่อแบบฝึกทกั ษะภาษาจีน
ตารางแสดงผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี4่ /2 ทมี่ ตี ่อแบบฝกึ ทักษะภาษาจนี พบวา่ ผลการ
ประเมินความพึงพอใจของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท4่ี /2 ทีม่ ีตอ่ แบบฝึกทกั ษะภาษาจนี โดยรวมนักเรยี นมีความพึง
พอใจอยู่ในระดบั พอใจมาก มีค่าเฉล่ียเทา่ กบั 4.27 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.66 และเมอ่ื พิจารณา ผลการ
ประเมินความพงึ พอใจเปน็ รายขอ้ พบว่า นกั เรยี นมีความพึงพอใจมากท่ีสุดในด้าน ภาพประกอบทีค่ รูเลือกมาใส่ในแบบ
ฝึกเสริมทกั ษะทำให้อยากใช้แบบฝึกเสรมิ ทักษะการเรียน มคี ่าเฉล่ยี เท่ากับ 4.63 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.49
นักเรยี นพงึ พอใจมากในด้านการทำแบบฝึกทกั ษะเสรมิ การเรยี น สรา้ งความเพลิดเพลิน สนุกสนาน มีคา่ เฉลีย่ เท่ากับ
4.43 ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.64 นกั เรียนพึงพอใจมากในดา้ น ตัวอกั ษร ชดั เจน อา่ นได้ง่าย มีค่าเฉลย่ี เท่ากบั
4.3 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.61 ตามลำดบั

อภิปรายผลการวิจยั

1) ผลสมั ฤทธด์ิ ้านการเรยี นของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/2 จากผลการทดลองพบว่า แบบฝกึ ทักษะการ
อ่าน สามารถพฒั นาผลสัมฤทธด์ิ า้ นการอ่านของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/2 โดยมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการ
เรียนหลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี น

2) เมื่อนกั เรยี นได้ศกึ ษาแบบฝึกทักษะการอ่าน นักเรยี นพบว่าสามารถศกึ ษาด้วยตนเองได้
3) นกั เรยี นมคี วามสนใจการเรยี นการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน เพราะแบบฝึกนัน้ มีการแบง่ แยกระหวา่ ง

พยัญชนะ สระ และวรรณยุกตไ์ ดช้ ัดเจน ทำให้ผ้เู รียนเกดิ ความเข้าใจในการเรยี นการสอนมากข้นึ
4) เพ่ือให้เกดิ ผลดีสำหรบั การใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นในการจดั การเรยี นการสอน ควรใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอา่ น

คกู่ ับการสอนของครู
5) จากการวจิ ยั แบบฝึกทกั ษะการอ่านเพื่อใชป้ ระกอบการเรียนการสอนที่มีคุณค่า ควรจะไดร้ บั การส่งเสริมให้มี

การพัฒนาส่ือมัลตมิ เี ดยี เพ่อื ใช้ในการสอนในสถานศึกษา

ขอ้ เสนอแนะทไ่ี ด้จากงานวจิ ัย

1) ควรนำแนวทางการสร้างและการพัฒนาแบบฝึกทักษะไปประยุกต์ใช้กับเนือ้ หาวิชาภาษาจีนในระดับชน้ั อื่น
โดยพฒั นาไปพร้อมกับการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน

2) ควรมกี ารศึกษาเกย่ี วกบั การพัฒนาแบบฝกึ เรอ่ื งการอ่านให้ถูกตอ้ ง และเร่อื งการอ่านออกเสียงวรรณยกุ ตใ์ ห้
ถูกตอ้ งดว้ ย

3) ควรมกี ารวิจัยเกี่ยวกบั การพัฒนาสอื่ มัลติมเี ดียในเน้อื หาวชิ าอน่ื ๆ ในแตล่ ะระดบั ชัน้ ทีแ่ ตกตา่ งกนั ไป
4) ควรมกี ารเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างการเรยี นด้วยสือ่ มลั ตมิ ีเดียกบั การเรยี นการสอนโดยใช้

สือ่ ในรปู แบบอืน่ ๆ เช่น ชดุ การสอน บทเรียนโปรแกรม ในเนอื้ หาเดียวกัน เพอ่ื ความเหมาะสมกบั สถานการณ์
ตา่ งๆ ในการใช้สอื่ การเรียนการสอนให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ ต่อผู้เรยี น

บรรณานกุ รม

คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน, สำนักงาน. (2547) . คู่มือการปฏิบตั งิ านคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน.
กรงุ เทพฯ: สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ.

คณะอนกุ รรมการพัฒนาคุณภาพวิชาการ กลมุ่ สาระการเรยี นภาษาตา่ งประเทศ กรมวชิ าการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
(2546) . การจดั สาระการเรยี นรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาตา่ งประเทศ ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2544. กรุงเทพฯ : กรมวชิ าการ.

ชิดพงษ์ กวีวรวุฒิ. (2546). เรียนภาษาจนี กลาง (จีนกลาง). กรุงเทพฯ : เอม็ ไอเอส ซอฟทเ์ ทค.

นิรามสิ เกีรตบิ ุญศรี.(2545). ศัพท์ภาษาจนี กลางในชีวิตประจำวนั . กรงุ เทพฯ: แสงสว่างเวิลด์เพลส.

สุทธิรา รตั นมงคล. (2551). การพัฒนาแผนการสอนวิชาภาษาจีนทีเ่ น้นผูเ้ รียนเปน็ ศูนย์กลางสำหรับนกั เรียนชนั้
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนยพุ ราชวิทยาลัยจังหวัดเชยี งใหม่. จังหวัดเชยี งใหม.่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลยั
จงั หวัดเชียงใหม่

ชฎาพร โพคยั สวรรค์(2551). ผลของบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนการออกเสียงพยัญชนะควบกลำ้ ท้ายคำ
ภาษาองั กฤษตอ่ ความสามารถในการฟงั เสียงและการออกเสียงพยญั ชนะควบกล้ำทา้ ยคำภาษาองั กฤษ

สัทอักษรภาษาจนี . สบื ค้นเม่ือวันท่ี 3 มกราคม 2558 จาก
http://www.jiewfudao.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538714128&Ntype=16

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก
แผนการจดั การเรยี นรู้กล่มุ สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศที่สอง

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง สัทอักษรจีน เวลาเรียน 14 ช่ัวโมง

แผนการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง พยญั ชนะ เวลาเรียน 4 ช่ัวโมง

รหัสรายวิชา จ 31201 รายวิชา ภาษาจีน กล่มุ สาระการเรียนรู้ ภาษาตา่ งประเทศ

ช้ัน มัธยมศึกษาปี ที่ 4/2 ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2565

จานวน 2.0 หน่วยกติ ผ้สู อน สิริกร ยศวชิ ัยพร

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ดั (K)
มาตรฐาน ต1.1 เขา้ ใจและตคี วามเรื่องทีฟ่ ังและอ่านจากส่ือประเภทต่างๆ และแสดงความคดิ เห็น
อยา่ งมเี หตผุ ล
ม.1/2 ระบสุ ัทอกั ษรตามระบบพินอิน อ่านออกเสียง และประสมเสียงคาง่ายๆตามหลกั การออกเสียง

สาระท่ี 1 ภาษาเพอ่ื การส่ือสาร
มาตรฐาน ต1.2 มที กั ษะการส่ือสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอ้ มลู ข่าวสาร แสดงความรู้สึก และ
ความคิดเห็นอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ม.1/1 พูดโตต้ อบดว้ ยประโยคส้ันๆ เพอ่ื สื่อสารระหว่างบคุ คล
ม.1/2 ใชค้ าสง่ั งา่ ยๆ คาขอร้อง คาขออนุญาต และคาแนะนา

มาตรฐาน ต 2.2 เขา้ ใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวฒั นธรรมของ
เจา้ ของภาษากบั ภาษาและวฒั นธรรมไทย และนามาใชอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม

ม.1/1 บอกความเหมอื น หรือความแตกต่างของเสียงตวั อกั ษร คา กล่มุ คา ประโยค และขอ้ ความ
ของภาษาจีนกบั ภาษาไทย

สาระท่ี 4: ภาษากบั ความสัมพันธ์กบั ชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใชภ้ าษาต่างประเทศในสถานการณต์ ่างๆ ท้งั ในสถานศึกษา ชุมชน และสงั คม
ม.1/1 ฟังหรือพูดในสถานการณ์งา่ ยๆ ทเ่ี กิดข้นึ ในห้องเรียน

2. สาระสาคญั
การเรียนรู้พยญั ชนะภาษาจีนเป็นความรู้พ้ืนฐานทมี่ คี วามจาเป็นในการเรียนภาษาจีนอนั จะเป็นการ

นาไปสู่การเรียนรู้คาศพั ท์ ประโยค และการใชภ้ าษาจีนเพอ่ื การสื่อสารต่อไป

3. จุดประสงค์การเรียนรู้ (K-P-A)
ดา้ นความรู้ความเขา้ ใจ (K)
3.1 ผูเ้ รียนรู้การอา่ นออกเสียงพนิ อนิ ของภาษาจีนไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3.2 ผูเ้ รียนรู้พ้นื ฐานเกี่ยวกบั ระบบเสียงภาษาจีน
ดา้ นทกั ษะการปฏิบตั ิ (P)

3.3 ผูเ้ รียนสามารถอา่ นออกเสียงพยญั ชนะไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3.4 ผูเ้ รียนสามารถเขยี นพยญั ชนะทไ่ี ดฟ้ ังไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
ดา้ นคุณลกั ษณะนิสยั (A)
3.5 ผูเ้ รียนมคี วามกลา้ แสดงออกท่จี ะมานาเสนอหนา้ ช้นั เรียน
3.6 ผูเ้ รียนใฝ่ เรียนรู้ มุ่งมน่ั ในการทางาน
3.7 ผูเ้ รียนมเี จตคตทิ ่ดี ีต่อการเรียนภาษาจีนในระบบสทั อกั ษร

4. สาระการเรียนรู้

1) ความรู้ (Knowledge : K)

汉语 拼音 สัทอกั ษรภาษาจีน เนื่องจากตวั อกั ษรจีนเป็นตวั อกั ษรทมี่ าจากภาพวาดและววิ ฒั นาการเร่ือยมาจน
เป็นตวั อกั ษรจีนในปัจจุบนั โดยแตล่ ะขีด แต่ละเสน้ ของตวั อกั ษรจีนไม่สามารถนามาผสมกนั แลว้ ออกเสียงเป็นภาษาจีน
ได้ ดว้ ยเหตนุ ้ีเองเราจึงจาเป็นทจี่ ะตอ้ งเรียนรู้ระบบการออกเสียงสทั อกั ษรภาษาจีน

(พนิ อนิ 拼音 Pīnyīn) ซ่ึงไดด้ ดั แปลงมาจาก International Phonetic Alphabets เพื่อช่วยในการอ่านออกเสียงตวั อกั ษร
จีนน้นั ๆ หากเทยี บกบั ภาษาไทยแลว้ ระบบสทั อกั ษรจีนหรือพนิ อินน้นั มไิ ดย้ ากอยา่ งท่คี ิดเลย ภาษาไทยเรามีพยญั ชนะ
สระ วรรณยกุ ต์ สัทอกั ษรจีนก็มีเช่นกนั

声母 Shēngmǔ พยญั ชนะ

1. 普通话的声母共有以下 21 个:เสียงพยญั ชนะตน้ ของภาษาจีนมี 21 เสียง

唇音 เสียงริมฝีปาก b (ปัว / ปอ) p (พวั / พอ) m (มวั / มอ) f (ฟัว / ฟอ)

舌尖音 เสียงปลายล้ิน-ป่ มุ เหงือก d (เตอ) t (เทอ) n (เนอ) l (เลอ)

舌根音 เสียงเพดานออ่ น g (เกอ) k (เคอ) h (เฮอ)

舌面音 เสียงเพดานแข็ง j (จี) q (ชี) x (ซี)

舌尖前音 เสียงปลายลิน้ -ฟัน z (จือ) c (ชือ) s (ซือ)

舌尖后音 เสียงปลายลิน้ -เพดานแข็ง zh (จรือ) ch (ชรือ) sh (ซรือ) r (ยรือ)

หมายเหตุ zh ch sh r ให้ออกเสียงโดยยกปลายลิ้นข้นึ แตะบริเวณเพดานปาก ในการสะกดเสียงอา่ นแบบ
ไทยน้นั ผูเ้ ขียนไดเ้ ลอื กอกั ษร “ ร ” เป็นตวั แทนการออกเสียงยกล้นิ ข้นึ มไิ ดห้ มายถึง ให้สะกดเป็น จะ-รือ ชะ-
รือ ซะ – รือ ยะ-รือ แตใ่ หอ้ อกเสียงควบกนั

2. 准声音有两个 เสียงพยญั ชนะก่ึงสระมี 2 เสียง คอื y (อ)ี และ w (อู)
2) ทกั ษะ/กระบวนการ (Process : P)
2.1ทกั ษะการฟัง (Listening skill)

- คาศพั ท์ ประโยค
2.2 ทกั ษะการพูด (Speaking skill)

- คาศพั ท์ ประโยค

2.3 ทกั ษะการอา่ น (Reading skill)
- คาศพั ท์ ประโยค

2.4 ทกั ษะการเขยี น (Writing skill)
- คาศพั ท์ ประโยค

2.5 กระบวนการกลมุ่
- จบั ค่สู นทนา
- ระดมสมอง
- ฝึกกิจกรรมกลุม่ ตามแผนการจดั การเรียนรู้

3) เจตคติ (Attitude : A)
3.1 กลา้ แสดงออก
3.2 มน่ั ใจในการพดู ภาษาจีนเพื่อการส่ือสาร
3.3 มคี วามสุข สนุกสนานกบั การเรียนภาษาจีน

5. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน (P)
5.1 ความสามารถในการสื่อสาร
- มพี ้ืนฐานความรู้ ความเขา้ ใจ และมีทกั ษะในการส่ือสารภาษาจีน
5.2 ความสามารถในการคิด
- ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ คดิ อยา่ งสร้างสรรค์ และคดิ เป็นระบบ
5.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา
- การนาความรู้ดา้ นทกั ษะภาษาจีนและหลกั ไวยากรณไ์ ปใชพ้ ิจารณาหาคาตอบอยา่ งมเี หตผุ ล
5.4 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต

- การทางานกล่มุ ร่วมกนั นากระบวนการต่างๆ ไปใชใ้ นการดาเนินชีวิตประจาวนั
5.5 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
- การแสวงหาความรู้เพ่มิ เตมิ จากสื่ออเิ ล็กทรอนิคส์ เพ่ือพฒั นาตนเองในดา้ นภาษาจนี

6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
6.1 มวี ินยั
- ปฏบิ ตั ิตามขอ้ ตกลง กฏเกณฑ์ ระเบียบขอ้ บงั คบั และตรงต่อเวลาในการปฏิบตั กิ ิจกรรม
6.2 ใฝ่ เรียนรู้
- เอาใจใส่ ต้งั ใจเรียน มคี วามเพียรพยายามในการเรียนรู้ และสนใจเขา้ ร่วมกิจกรรม
6.3 มุ่งมน่ั ในการทางาน
- ต้งั ใจ และรับผดิ ชอบท่ไี ดร้ บั มอบหมาย

7. ชิน้ งาน/ภาระงาน
ชิ้นงาน เขียนพยญั ชนะภาษาจีน
ภาระงาน อ่านพยญั ชนะภาษาจีน

8. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ข้นั นาเสนอ (Presentation)

5. ครูอธิบายเน้ือหาเรื่องสทั อกั ษรจีนให้ผเู้ รียนฟัง
汉语拼音 สัทอกั ษรภาษาจีน เนื่องจากตวั อกั ษรจีนเป็นตวั อกั ษรที่มาจากภาพวาดและวิวฒั นาการเร่ือยมา
จนเป็นตวั อกั ษรจีนในปัจจบุ นั โดยแต่ละขีด แต่ละเสน้ ของตวั อกั ษรจีนไม่สามารถนามาผสมกนั แลว้ ออกเสียงเป็น

ภาษาจีนได้ ดว้ ยเหตุน้ีเองเราจึงจาเป็นที่จะตอ้ งเรียนรู้ระบบ การออกเสียงสัทอกั ษรภาษาจีน (พินอิน 拼音 Pīnyīn)
ซ่ึงไดด้ ดั แปลงมาจาก International Phonetic Alphabets เพอื่ ช่วยในการอ่านออกเสียงตวั อกั ษรจีนน้นั ๆหากเทยี บกบั
ภาษาไทยแลว้ ระบบสัทอกั ษรจีนหรือพนิ อนิ น้นั มไิ ดย้ ากอยา่ งทค่ี ิดเลย ภาษาไทยเรามพี ยญั ชนะ สระ วรรณยกุ ต์ สัท
อกั ษรจีนก็มเี ช่นกนั

6. ครูนาเสนอ Powerpoint เร่ืองพยญั ชนะภาษาจีน พร้อมอ่านออกเสียง ใหผ้ ูเ้ รียนฟังและใหอ้ อกเสียงตาม

ชั่วโมงที่ 1
ข้นั นาเข้าสู่บทเรียน (Warm up)

1. ครูทกั ทายและแนะนาตวั เพือ่ สร้างความคุน้ เคยกบั ผเู้ รียนเป็นภาษาจีน ตวั อยา่ งประโยค
ทีใ่ ชใ้ นการทกั ทาย ไดแ้ ก่ 大家好!我的名字叫…….。我是你的中文老师。

2. ครูแนะนาหนงั สือเรียนสมั ผสั ภาษาจีน
3. ครูบอกจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ เกณฑก์ ารวดั และประเมินผลวชิ าภาษาจีน
4. ครูบอกคาศพั ทแ์ ละประโยคภาษาจีนที่ใชใ้ นหอ้ งเรียน

7. ครูใหผ้ ูเ้ รียนเปิ ดเอกสาร เรื่อง พยญั ชนะ

ข้นั ฝึ ก (Practice)
8. ครูให้ผูเ้ รียนอ่านพยญั ชนะภาษาจีนพร้อมกนั หลงั จากน้นั ใหผ้ ูเ้ รียนเปรียบเทียบเสียงพยญั ชนะภาษาจีน

กบั พยญั ชนะภาษาไทย และพยญั ชนะภาษาจีนกบั พยญั ชนะภาษาองั กฤษ
9. ครูสุ่มผูเ้ รียนให้อา่ นออกเสียงพยญั ชนะภาษาจีนเป็นรายบุคคล

ข้นั นาไปใช้ (Production)
10. ครูให้ผูเ้ รียนทาแบบฝึกหดั ในบทเรียนเร่ืองพยญั ชนะภาษาจีน

ชั่วโมงท่ี 2
ช้ันนาเข้าสู่บทเรียน (Warm Up)

1. ครูเปิ ดวดี ีทศั น์เพลง bpmf Song (bpmf 歌) จาก www.youtube.com ให้ผูเ้ รียนดูและ
ใหผ้ ูเ้ รียนร้องตามเพลงเพ่ือทบทวนบทเรียน เร่ืองพยญั ชนะภาษาจีนจากชว่ั โมงทแี่ ลว้

ข้นั ฝึ ก (Practice)
2. ครูนาบตั รคาเรื่องพยญั ชนะชูใหผ้ เู้ รียนดูและใหผ้ เู้ รียนอ่านพร้อมกนั
3. ครูสุ่มผูเ้ รียนตามเลขท่ี ใหอ้ อกมาเขยี นพยญั ชนะภาษาจีนท้งั หมดลงบนกระดาน และใหผ้ เู้ รียน

ที่เหลอื ช่วยตรวจทานความถกู ตอ้ ง
ข้นั สรุปการเรียนรู้ (Warp up)

4. ครูใหผ้ ูเ้ รียนทาแบบทดสอบการเขยี นพยญั ชะภาษาจีน
5. ครูและผเู้ รียนร่วมกนั สรุปเรื่องพยญั ชนะ ซ่ึงครูใชบ้ ตั รคาเรื่องพยญั ชนะมาใชเ้ พ่อื เป็นการทบทวนความรู้
ความเขา้ ใจให้กบั ผูเ้ รียน
9. ส่ือและอปุ กรณ์การเรียน/แหล่งการเรียนรู้

9.1 ส่ือและอปุ กรณ์การเรียน
9.1.1 หนงั สือสัมผสั ภาษาจีน

10. การวัดและประเมนิ ผล (K-P-A)

ทกั ษะทีต่ อ้ งการวดั และ ระดบั คะแนนที่วดั และประเมินผลของผเู้ รยี น รวมทง้ั หมด หมายเหตุ
ประเมินผลของผเู้ รียน 4(四分) 3(三分) 2(二分) 1(一分)
5(五分) 合计
(能力)
1. ทกั ษะการฟัง (คะแนน)
(分)
(听能力)
2. ทกั ษะการพดู

(说能力)
3. ทกั ษะการอา่ น

(读能力)
4. ทกั ษะการเขยี น

(写能力)

7.2 เกณฑป์ ระเมินผลการวัดและประเมนิ ผลแบ่งเป็ นระดับคะแนนโดย

5 คะแนน(五分) หมายถงึ ทกั ษะการฟัง พดู อ่าน เขียน (听说读写能力)
อยใู่ นระดบั ดีมาก

4 คะแนน(四分) หมายถงึ ทกั ษะการฟัง พดู อา่ น เขียน(听说读写能力)
อย่ใู นระดบั ดี

3 คะแนน(三分) หมายถงึ ทกั ษะการฟัง พดู อา่ น เขียน(听说读写能力)
อย่ใู นระดบั ปานกลาง

2 คะแนน(二分) หมายถึง ทกั ษะการฟัง พดู อา่ น เขียน(听说读写能力)

อยใู่ นระดบั พอใช้

1 คะแนน(一分) หมายถงึ ทกั ษะการฟัง พดู อา่ น เขียน(听说读写能力)

อยใู่ นระดบั ควรปรบั ปรุง

หมายเหตุ ดา้ นความรูเ้ กณฑผ์ ่าน รอ้ ยละ.............................

ใบงาน

ใบงาน




Click to View FlipBook Version