The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือฉบับสมบูรณ์ FCBT

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อมฤตา สุขสมัย, 2020-06-29 04:28:05

คู่มือ FCBT

คู่มือฉบับสมบูรณ์ FCBT

บทที่ ๑
บทนำ

บทท่ี 1
บทนำ

3.1 ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของกำรพัฒนำ

สถานการณก์ ารกระทาผดิ ในกลุม่ เด็กและเยาวชนท่เี ข้าสกู่ ระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันนับวัน
จะทวีความรุนแรงมากข้ึนท้ังในแง่ปริมาณและลักษณะความรุนแรงในการกระทา อีกทั้งพฤติกรรมการกระทา
ผิดนั้นยังมีความซับซ้อนมากขึ้น จากการศึกษาวิจัยพบว่า เยาวชนกลุ่มดังกล่าวนอกจากจะมีปัญหาทาง
สุขภาพจิต เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น ความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึมเศร้า ปัญหาพยาธิสภาพทางสมอง เช่น
ภาวะสมองติดยาเนื่องจากการใช้สารเสพติดท่ีทวีจานวนมากขึ้น แล้วยังพบปัญหาการถูกทารุณกรรมทาง
ร่างกาย จิตใจ หรือทางเพศในวัยเด็ก มีความยากลาบากในการควบคุมอารมณ์ มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
(Antisocial behavior) โดยบางรายพบว่ามีประวัติมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมตั้งแต่วัยเด็ก อีกทั้งเมื่อพิจารณา
ถึงความพร้อมของครอบครัว ยังพบว่า ครอบครัวมีปัญหาการทาหน้าที่ของครอบครัว ท้ังในมิติความบกพร่อง
ดา้ นสมั พันธภาพ การส่อื สาร การตอบสนองทางอารมณ์ ความผกู พันทางอารมณ์ การแก้ไขปัญหาร่วมกัน และ
การควบคุมพฤติกรรม ซ่ึงสภาพปัญหาของเด็กและเยาวชนดังกล่าวน้ันในวงการวิชาการทางจิตวิทยาคลินิก
อาชญาวิทยา รวมถึงนิติจิตวิทยาถือว่าเป็นสภาพปัญหาที่มีความรุนแรงซับซ้อน มีความยากลาบากในการ
บาบัดแก้ไขฟื้นฟู เน่ืองจากเป็นสภาพที่ได้สั่งสมความรุนแรงของปัญหามาตั้งแต่วัยเด็ก และหากไม่ได้รับการ
บาบัด แก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญท่มี คี วามเข้าใจสภาพปัญหาดังกล่าวอย่างถ่องแท้ก็จะมีแนวโน้มว่าเด็กและเยาวชน
กลมุ่ ดังกล่าวจะพฒั นาเปน็ อาชญากรในวยั ผูใ้ หญ่ตอ่ ไป

Forensic Cognitive Behavioral Therapy (Forensic CBT) เป็นเทคนิคการบาบัดความคิด
พฤตกิ รรมที่ใชก้ ารผสมผสานระหว่างเทคนิคการปรบั ความคดิ และการปรับพฤตกิ รรม ซึง่ เน้นท่ีผู้รับการบาบัดท่ี
เขา้ สกู่ ระบวนการยตุ ิธรรม ซงึ่ ในการบาบดั โดยวิธีน้ี ผู้บาบดั ทาหนา้ ท่ีทัง้ ประเมนิ มิตคิ วามเส่ียงต่อการกระทาผิด
ซา้ ประเมินภาวะสุขภาพจิต และให้ความช่วยเหลือ บาบัดแก้ไขฟื้นฟู หรือส่งต่อในกรณีที่พบภาวะสุขภาพจิต
รว่ มกับการบาบัดแก้ไขฟืน้ ฟูเพ่อื ลดมติ ิความเสย่ี งที่พบเพื่อลดการกระทาผดิ ซา้ โดยมงุ่ ความความสาคัญไปที่การ
ลดมิติความเส่ยี งตอ่ การกระทาผดิ ซ้า ขณะที่ไม่ละเลยการให้ความช่วยเหลอื ภาวะสุขภาพจิตทพ่ี บดว้ ย และการ
บาบัดแก้ไขฟื้นฟูด้วย Forensic CBT เพื่อลดความเสี่ยงในการกระทาผิดซ้าน้ัน มิติความคิดแบบผู้กระทาผิด
(Criminal Thinking) ถอื เป็นมิติท่ีสาคัญท่ีผลักดันให้กระทาผิดซ้าได้สูง ผู้บาบัดจึงมีหน้าท่ีในการช้ีแนะให้ผู้รับ
การบาบัดได้เข้าใจรูปแบบต่างๆของความคิดท่ีเบี่ยงเบนและพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยการอภิปรายโต้แย้ง
ความคดิ ท่ผี ิดปกตอิ ยา่ งเป็นระบบ ประกอบกับการให้ผูร้ บั การบาบัดฝึกทากิจกรรมต่างๆ เป็นการบ้านเพ่ือช่วย
ให้ผูร้ บั การบาบัด ประเมินและปรับเปลี่ยนความคิดที่เบ่ียงเบนและพฤติกรรมท่ีผิดปกติด้วยตนเอง ภายใต้การ
สรา้ งแรงจงู ใจให้ผูร้ บั การบาบัดมีความตอ้ งการในการเปลย่ี นแปลงตนเอง ด้วยกระบวนการสัมภาษณ์เพ่ือสร้าง
แรงจงู ใจ (Motivation Interview)

ผ้ทู ี่จะสามารถนาการบาบดั วิธีนี้ ไปใช้กบั เดก็ และเยาวชนท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างมี
ประสิทธิภาพจนเกิดผลลัพธ์อันพึงประสงค์ในการปรับเปล่ียนทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้รับการบาบัดไดน้ัน
จาเปนตองมคี วามรูความเขาใจเกี่ยวกบั หลกั การ ข้นั ตอน และเทคนิค ในการบาบัดอยางถูกต้อง และไดรับการ
ฝึกฝนจนเกิดทักษะในการบาบัด ซึ่งความสามารถดานความรูและความสามารถดานทักษะในการบาบัดรูปแบบน้ี
จะเกิดขึน้ ได้ จาเปนตองอาศยั หลักสตู รฝกอบรมบุคลากรทางสุขภาพจิตทม่ี กี ารพฒั นาขึน้ อย่างมีคุณภาพและได
มาตรฐาน รวมทั้งต้องมีความรู้เก่ียวกับการใช้การบาบัดเหล่านั้นร่วมกับความรู้ด้านกระบวนการยุติธรรม

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒

เน่ืองจากเด็กและเยาวชนเหล่าน้ี อาจมีลักษณะบุคลิกภาพต่อต้านสังคม ซึ่งมีลักษณะของปัญหาการควบคุม
อารมณ์โกรธ การใช้ความรุนแรงต่อผอู้ ื่น การใชย้ าเสพติด และความกา้ วรา้ วดา้ นเพศ

ดังนั้น เพื่อให้นักจิตวิทยาคลินิก/นักจิตวิทยา ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ได้มีเทคนิค วิธีการและทักษะที่จะสามารถนาหลักการปรับพฤติกรรมแบบ Forensic Cognitive Behavioral
Therapy (Forensic CBT) ไปใช้ในเด็กและเยาวชนกระทาผิดท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเกิด
ประสิทธิผลสูงสุด จึงจัดทาคู่มือการบาบัดฟ้ืนฟูเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาซับซ้อนรุนแรงโดยใช้เทคนิคการ
บาบัดแบบ Forensic Cognitive Behavioral Therapy (Forensic CBT) เพ่ือให้นักจิตวิทยาคลินิก/
นักจิตวิทยาของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปใช้ในกระบวนการบาบัดเยียวยาเด็กและเยาวชน
กระทาผิดท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะนาไปสู่ลักษณะพฤติกรรมท่ีพึง
ประสงค์ของเด็กและเยาวชนซงึ่ จะมีความพรอ้ มในการกลับตนเปน็ คนดขี องสงั คมตอ่ ไป

3.2 วัตถปุ ระสงค์

๑. เพื่อให้นักจิตวิทยาคลินิก/นักจิตวิทยา มีแนวทางการบาบัดเด็กหรือเยาวชนกระทาผิดท่ีเข้าสู่
กระบวนการยุติธรรมทม่ี ปี ัญหาซับซ้อนรุนแรง ด้วยกระบวนการบาบัดฟ้ืนฟูผู้รับการบาบัด โดยใช้เทคนิค
การบาบดั แบบ Forensic Cognitive Behavioral Therapy (Forensic CBT)

๒. เด็กหรือเยาวชนกระทาผิดท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมท่ีมีปัญหาซับซ้อนรุนแรง ได้รับการแก้ไข
บาบัดฟ้ืนฟูได้อย่างตรงกับสภาพปัญหาในเชิงลึก ทาให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางท่ีเหมาะสม
ได้

3.3 คำสำคญั
1. Cognitive Behavioral Therapy เป็นเทคนิคการบาบัดพฤติกรรมที่ใช้การผสมผสานระหว่าง

เทคนิคการปรับความคิดและการปรับพฤติกรรม โดยผู้บาบัดทาหน้าที่ ช้ีแนะให้ผู้รับการบาบัดได้เข้าใจ
รปู แบบตา่ งๆ ของความคิดทีเ่ บีย่ งเบนและพฤติกรรมที่ผดิ ปกติ ดว้ ยการอภิปรายโต้แย้งความคิดที่ผิดปกติ
อย่างเป็นระบบ ประกอบกับการให้ผู้รับการบาบัดฝึกทากิจกรรมต่างๆ เป็นการบ้านเพื่อช่วยให้เด็กและ
เยาวชนประเมนิ ปรบั เปล่ียนความคิดที่เบี่ยงเบนและพฤตกิ รรมทผ่ี ดิ ปกติด้วยตนเอง

2. Forensic หมายถึง กระบวนการทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั ทางศาลหรือกระบวนการทางกฎหมาย
3. Forensic Cognitive Behavioral Therapy คอื การบาบัดพฤติกรรมโดยใช้เทคนิคการปรับ
ความคดิ และการปรับพฤติกรรมในกระบวนการของคนทเ่ี ข้าสกู่ ระบวนการยุติธรรม
4. 8 Risk Domains หรือ 8 มิติความเสี่ยงที่นาไปสู่การกระทาผิด ประกอบไปด้วย (1) มีประวัติ
การมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม (2) รูปแบบของบุคลิกภาพต่อต้านสังคม (3) มีเพ่ือนหรือคนรู้จักมีพฤติกรรม
ต่อต้านสังคม (4) ทัศนคติต่อต้านสังคม “การคิดแบบผู้กระทาผิด” (5) การศึกษา/ การทางาน (6)
สถานการณ์ครอบครวั / ชีวิตสมรส (7) กจิ กรรมยามว่าง/ นันทนาการ และ (8) การเสพสารเสพติด
5. Risks Based คือ แนวคิดที่จะประเมินความเส่ียงที่จะทาให้เกิดปัญหา และพยายามจะลดความ
เสีย่ งเหล่านน้ั
6. Symptom Based คือ แนวคดิ ในการบาบดั รกั ษาตามอาการของโรคท่เี กดิ ข้นึ
7. Criminal Thinking Pattern คือ รปู แบบการคิดแบบผกู้ ระทาผดิ
8. Motivation Interview คือ การสมั ภาษณเ์ พอ่ื สรา้ งแรงจงู ใจ

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๓

9. Spirit of the MI approach คอื หวั ใจของการสัมภาษณเ์ พ่อื สรา้ งแรงจงู ใจ โดยมีทักษะดงั นี้
1. การฟังอย่างต้ังใจ การท่ีเราจะต้ังใจฟังจะต้องฟังอย่างมีสมาธิ เน่ืองจากในชีวิตจริงเรามักจะ
ถกู รบกวนจากส่ิงต่างๆเยอะ บ้างครงั้ เราต้องทาตัวใหช้ ้าลง และมีสตอิ ยกู่ บั ปจั จบุ ัน
2. ยอมรับในส่ิงทเ่ี ขาเปน็ เมือ่ เด็กและเยาวชนอย่ตู รงหนา้ เรา เราควรจะต้องสนใจและอยู่กับเขา
เด็กและเยาวชนพร้อมหรือไม่ถ้าพร้อมเราก็จะเร่ิมทางานกับเขา และให้เราฟังส่ิงที่สาคัญท่ีสุด
ท่เี ด็กและเยาวชนเล่าออกมา
3. ต้องไวต่อความรู้สกึ ไวต่อความทกุ ข์ของผู้อ่ืน และปรารถนาท่จี ะบรรเทาความทกุ ขน์ ้ัน
4. การกระตุ้นให้เดก็ และเยาวชนให้ขอ้ มลู เพมิ่ เช่น “ลองเลา่ ใหฟ้ ังหน่อยสิ...”
5. ไมพ่ ยายามแก้ปญั หาใหเ้ ดก็ และเยาวชน ให้เขาคิดหาวิธแี กป้ ัญหาของตนเอง

10. Change talk (คำพูดท่ีแสดงถึงควำมต้ังใจที่จะเปลี่ยนแปลง) คือ คาพูดใดๆ ที่จะนาไปสู่
ทศิ ทางของความต้ังใจแนว่ แน่ และการเปลย่ี นแปลง

11. Sustain talk (คำพูดที่แสดงถึงควำมตั้งใจท่ีจะไม่เปล่ียนแปลง) คือ คาพูดใดๆ ที่แสดงถึงสิ่ง
ตรงกันข้ามกับการเปล่ียนแปลง พอใจท่ีจะทาแบบเดิม บ่อยคร้ังจะเป็นในรูปแบบของการลดทอน
ความสาคญั หรอื มีขอ้ อา้ งใหก้ ับการทาพฤตกิ รรมทางลบ หรือพฤติกรรมเส่ยี งน้ันต่อไป

12. OARS Skill คือ ทักษะท่ีผู้บาบัดใช้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้รับการบาบัด ประกอบไปด้วย การถาม
คาถามปลายเปิด (Open-end questioning) การชื่นชม (Affirmation) การฟังอย่างเข้าใจและ
สะทอ้ นความ (Reflective listening) การสรุปความ (Summarization)

13. Values คือ ทศิ ทางการดาเนินชีวติ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลกับเราไปตลอดชวี ิต หรอื สง่ิ ทีเ่ ขาให้คุณค่า
14. Goal คอื ส่งิ ทส่ี ามารถบรรลไุ ด้
15. Two voice Role-play (การฝึกการโต้ตอบกับความคิดแบบผู้กระทาผิดแบบสองเสียง) คือ
การฝกึ สร้างคาพูดกบั ตนเองทเ่ี ชือ่ มกับความเส่ียงตา่ ง ๆ ในชวี ิตให้เปน็ ไปในทางบวก
16. S-T-D analysis คือ เทคนคิ การวเิ คราะหส์ ถานการณ์ ความคดิ และการตัดสนิ ใจ ซ่งึ ประกอบไปดว้ ย

- S = Situation : สถานการณ์ (ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว มีแนวโน้มท่ีจะทาให้บุคคลเกิดหรือมี
พฤตกิ รรมเส่ียง เกี่ยวกบั การทาลายตนเองหรอื มีพฤตกิ รรมแบบผกู้ ระทาผดิ )
- T = Thoughts : ความคิด มักจะเกิดขึ้นตามมาเมือ่ เกิดสถานการณ์
- D = Decision : การตดั สนิ ใจ หลงั เกิดสถานการณ์ ความคดิ  จึงเกิดการตัดสินใจและ
เกดิ เป็นพฤติกรรม
17. Monitoring Thinking Patterns in Treatment คือ วิธีการบันทึกรูปแบบความคิดใน
ระหวา่ งเขา้ โปรแกรม

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๔

3.4 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ
๑. นักจิตวิทยาคลินิก/นักจิตวิทยา มีคู่มือและแนวทางในการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูเด็กและเยาวชนท่ีมี

ปัญหาซับซอ้ นรนุ แรงในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้เทคนิคการบาบัดแบบ Forensic Cognitive Behavioral
Therapy (Forensic CBT) ไดอ้ ย่างมีคุณภาพ

๒. เด็กหรือเยาวชนกระทาผิดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมท่ีมีปัญหาซับซ้อนรุนแรงในกระบวนการ
ยุติธรรม ได้รับการแก้ไขบาบัดฟื้นฟูได้อย่างตรงกับสภาพปัญหาในเชิงลึกทาให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ในทางทีเ่ หมาะสมได้

๓. มีองค์ความรู้และแนวทางการบาบัดเด็กหรือเยาวชนกระทาผิดท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
สามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ในการแก้ไขบาบัดฟืน้ ฟเู ด็กหรือเยาวชนอยา่ งเหมาะสมเปน็ การลดการกระทาผิดซา้

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๕

บทที่ 2

แนวคิดของ FCBT

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๖

บทท่ี 2

แนวคิดของ FCBT*

*เรยี บเรยี งโดย ดร.จารณุ ี แซ่ตัง้ และ ดร.จริ าภรณ์ ชมบญุ

2.1 แนวคดิ ของ FCBT และแนวคดิ อน่ื ๆทเี่ ก่ียวขอ้ ง
การบาบัด แก้ไข ฟ้ืนฟู ผู้รับการบาบัดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมน้ัน มี 2 แนวคิดท่ีเข้ามาเก่ียวข้อง
กับการทางานด้านน้ี นั่นคือ 1) แนวคิดพื้นฐานจากอาการ Symptom Based ซ่ึงเป็นแนวคิดด้ังเดิม
ทีบ่ าบัดตามอาการของโรคที่เกิดขนึ้ และ 2) แนวคิดพื้นฐานจากความเสี่ยง Risks Based เป็นแนวคิดทาง
อาชญาวิทยาท่ีมุ่งเน้นที่การประเมินความเสี่ยงที่จะทาให้เกิดปัญหาการกระทาผิดซ้า ดังน้ันการบาบัดจึง
เปน็ ความพยายามจะลดความเส่ยี งต่างๆที่ผู้รบั การบาบดั มี
สาหรับแนวคิดของ FCBT ใช้แนวคิดพื้นฐานจากความเสี่ยง Risks Based ในการประเมินปัญหาการ
กระทาผิดซ้าของผู้รับการบาบัดท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มากกว่า ให้ความสาคัญกับแนวคิดพื้นฐาน
จากอาการ Symptom Based เนอ่ื งจากข้อค้นพบทางวิชาการและประสบการณ์จากผู้เช่ียวชาญที่ทางาน
ดา้ นน้พี บวา่
- การมุ่งเน้นไปท่ีปัจจัยที่นาไปสู่ความเส่ียงสามารถลดการกระทาผิดซ้าได้มากกว่าการมุ่งเน้นไป
ท่ปี จั จยั ทไี่ ม่ได้นาไปสูก่ ารกระทาผดิ ซ้ามากนกั (เช่น เงอื่ นไขคุมประพฤติ)
- อาการเจ็บป่วยทางจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล จิตเภท อารมณ์แปรปรวนสองข้ัวไม่ปรากฏ
เป็นปัจจยั ทนี่ าไปสคู่ วามเสีย่ งของการกระทาผดิ ซ้า
- ผู้รับการบาบัดท่ีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่มีความเจ็บป่วยทางจิตไม่ได้มีแนวโน้มกระทาผิดซ้า
มากกว่าผูร้ ับการบาบัดทีไ่ มม่ ีความเจบ็ ปว่ ยทางจิต
- ตวั ทานายการมีพฤติกรรมแบบผกู้ ระทาผดิ (Criminal behaviors) ที่ดีที่สุดของ ผู้รับการบาบัดที่อยู่
ในกระบวนการยุตธิ รรมทมี่ คี วามเจ็บป่วยทางจิตไมแ่ ตกต่างจากผรู้ บั การบาบดั ทไ่ี มม่ ีความเจ็บป่วยทางจติ
- การบาบัดสุขภาพจิตให้กับผู้รับการบาบัดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่มีความเจ็บป่วยทางจิตช่วย
ลดอาการทางจติ และเพ่มิ ความสามารถในการรับมือกบั ปญั หาดังกลา่ ว แต่ไมไ่ ด้ช่วยลดการกระทาผดิ ซา้
- ส่ิงที่ช่วยลดการกระทาผิดซ้าของผู้รับการบาบัดท่ีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมท่ีมีความเจ็บป่วยทาง
จิต คอื การบาบัดปญั หาสุขภาพจิตและจดั การกับปัจจยั ท่นี าไปสูค่ วามเสย่ี ง
- ความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจยั ท่นี าไปสคู่ วามเสี่ยงและอาการเจ็บปว่ ยทางจติ เป็นความสัมพันธ์ทซี่ ับซ้อน
- ผู้รับการบาบัดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่มีความเจ็บป่วยทางจิต อาจต้องการการบาบัดปัญหา
ทางจิตน้นั เพ่ือทจ่ี ะสามารถเปลยี่ นแปลงปจั จัยทน่ี าไปสู่ความเสีย่ งในชวี ิตเขาได้
- การบาบัดอาการเจ็บปว่ ยทางจติ เปน็ เพียงสว่ นเสริมเท่านัน้ ไม่สามารถทดแทนการจัดการกับปัจจัยที่
นาไปสู่ความเสย่ี งและปัญหาชวี ิตด้านอน่ื ๆ ได้

จากข้อค้นพบขา้ งตน้ สรปุ ไดว้ ่า
การมุ่งเน้นไปท่ีมิติความเส่ียง (Risk Domain) สามารถลดการกระทาผิดซ้าได้มากกว่าการแก้ไข

ปัจจัยที่ไม่เก่ียวข้องกับการกระทาผิดซ้า เช่น การเห็นคุณค่าในตนเองต่า (Low Self-Esteem), ซึมเศร้า
(Depress), จิตเภท (Schizophrenia) เป็นต้น อีกท้ัง การมุ่งเน้นการบาบัดอาการทางจิต ช่วยบรรเทาอาการ
เท่าน้ัน จะไม่สามารถจัดการมิติความเสี่ยงเพื่อลดการกระทาผิดซ้าได้ อย่างไรก็ตามผู้รับการบาบัดท่ีมีปัญหา

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๗

สุขภาพจิตจึงควรบาบัด แก้ไข ฟ้ืนฟภู าวะสุขภาพจิตก่อน แล้วจึงจัดการกับมิติความเส่ียง จึงจะมีประสิทธิภาพ
ในการลดการกระทาผิดซา้ ได้

2.2 มิตคิ วำมเสี่ยง (Risk Domain) ท่ีมีอทิ ธิพลตอ่ กำรกระทำผดิ ซำ้

จากการศึกษาวิจัยจากการประเมิน 26 ดัชนีความเสี่ยง พบว่า ปัญหาทางสุขภาพจิต (Mental
Health) หลายดา้ นไมม่ ผี ลต่อการกระทาผิดซา้ เชน่ การเห็นคณุ ค่าในตนเองตา่ (Low Self-Esteem), ซึมเศร้า
(Depress), จิตเภท (Schizophrenia), การมีประวัติถูกทาร้ายร่างการในวัยเด็ก (Physical abused) เป็นต้น
และจากการศึกษายังพบว่า ปัญหาทางด้านอารมณ์ อาจไม่มีความสัมพันธ์กับการกระทาผิด และการ
บาบัดรกั ษาอาการซมึ (Depress) เพือ่ ลดการมองโลกในแงร่ า้ ย การโทษตนเอง และการบาบัดอาการวิตกกังวล
(Anxiety) เพ่ือการลดการสรุปเหตุการณ์ที่มากเกินจริงน้ัน อาจไม่ช่วยลดการกระทาผิดซ้า เน่ืองจากผู้รับการ
บาบัดทกี่ ระทาผิดมรี ปู แบบความคิดที่แตกต่างจากนี้ ท่ีผลักดันให้กระทาผิด โดยจากการวิจัยพบมิติความเส่ียง
ที่ส่งผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ๘ ดา้ น (8 Risk Domains) ได้แก่

Big four Moderate Four

- มปี ระวัติการมพี ฤตกิ รรมตอ่ ตา้ นสงั คม - การศึกษา/ การทางาน

- มบี ุคลกิ ภาพต่อต้านสงั คม - ครอบครวั / การแตง่ งาน

- มีเพ่อื น หรือคนรูจ้ ักมพี ฤติกรรมตอ่ ต้านสังคม - กิจกรรมยามว่าง/ นนั ทนาการ

- มคี วามคิดแบบผกู้ ระทาผิด - ใช้ยาเสพตดิ

ควำมเสย่ี ง 8 ด้ำน (8 Risk Domains)

ความเสี่ยง 8 ด้าน ท่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซ้าของผู้รับการบาบัดในกระบวนการยุติธรรม มีรายละเอียด
ดงั ต่อไปนี้

1. มีประวัติกำรมพี ฤตกิ รรมต่อต้ำนสงั คม
คานยิ ามหลัก
มคี วามเกย่ี วข้องกับพฤติกรรมต่อตา้ นสังคมในหลากหลายรูปแบบในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่
เด็ก พจิ ารณาที่
1) มีความหลากหลายในรูปแบบการกระทาผิด เช่น ลักทรัพย์, ทาร้ายร่างกาย,เพศ
2) อายุเรม่ิ ตน้ ของการมีพฤติกรรมตอ่ ตา้ นสังคมต้ังแตอ่ ายนุ ้อยๆ
คานยิ ามรอง
ความรา้ ยแรง/ระดับของการไดร้ บั บาดเจบ็

2. รูปแบบของบุคลิกภำพต่อตำ้ นสังคม
คานิยามหลัก
- ไมใ่ ส่ใจสิทธแิ ละความจาเป็นของผอู้ ่ืน
- ไม่ร้สู ึกผิด
- มีพฤติกรรมเสยี่ ง/ ไม่ไตร่ตรอง

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๘

- รู้สึกหงดุ หงดิ และเบอ่ื ง่าย
- หลอกลวง/ ควบคมุ บงการ
คานิยามรอง
ขี้อาย/“เกบ็ ไว้คนเดียว”
3. มีเพอ่ื นหรือคนรจู้ ักมพี ฤตกิ รรมตอ่ ตำ้ นสงั คม
คานยิ ามหลกั
เพ่ือนท่ีคบอยู่ปัจจุบันมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม แสดงทัศนคติต่อต้านสังคม และเสียดสีวิถีการดาเนิน
ชวี ิตทางบวก และความพยายามท่ีจะเปลีย่ นแปลง
คานิยามรอง
ในอดีตเคยคบหาสมาคมกบั เพ่ือนท่ีเป็นผ้กู ระทาผดิ
4. ทศั นคตติ อ่ ตำ้ นสงั คม “กำรคดิ แบบผูก้ ระทำผดิ ”
คานยิ ามหลกั
รปู แบบการคดิ ที่สง่ เสริมพฤติกรรมต่อต้านสังคม และ การแสดงออกของพฤติกรรมท่ีก่อให้เกิดผลเสีย
ต่อตนเอง
การคดิ แบบนีอ้ าจพบไดใ้ น 2 ดา้ น ไดแ้ ก่

1. การรับรู้ตนเองและผู้อื่นของผู้กระทาผิดประกอบด้วย 6 รูปแบบความคิด ได้แก่
1) เชอื่ ว่าตนเองเหนอื กว่าคนอ่นื (Grandiosity)
2) เช่ือว่าตนเองเป็นพวกเดียวกันกับเพ่ือนท่ีมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม (Identifying with
antisocial associates)
3) ไมใ่ ส่ใจผูอ้ น่ื (Disregard for Others)
4) เปน็ ศัตรกู บั ผบู้ งั คบั ใชก้ ฎหมาย (Hostility Toward Criminal Justice Personnel)
5) ไม่แสดงความรู้สกึ (Emotionally Disengaged)
6) แสวงหาอานาจและการควบคุมผอู้ ่นื (Power and Control)

2. การตอบสนองต่อสงิ่ แวดล้อมประกอบดว้ ย 7 รูปแบบความคดิ ไดแ้ ก่
1) ประเมนิ สถานการณต์ า่ เกนิ ไป (Underestimating)
2) ไมท่ าอะไรปล่อยใหม้ นั เป็นไป (Path of Least Resistance)
3) ไมส่ ามารถจดั การกับปัญหาได้ (Inability to Cope )
4) เอาเปรียบคนอน่ื (Exploit)
5) ไม่เคารพกฎหมาย (Hostility Toward Law & Order)
6) ต้องการความตืน่ เต้นเร้าใจ (Demand for Excitement)
7) ยกเหตุผลข้ออ้าง (Justifying)

การคิดแบบผู้กระทาผิด (Criminal Thinking) มีท้ังหมด 13 รูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบสามารถ
อธิบายได้ตามตารางดงั น้ี

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๙

รปู แบบควำมคดิ แบบผู้กระทำผิด คำอธบิ ำย ตวั อย่ำงควำมคิด

1) เชื่อวา่ ตนเองเหนือกวา่ คนอน่ื มีความคิดยกยอตนเอง ตคี วาม - “ผมจะไม่เข้ารับการบาบัด เว้นแต่คุณ

(Grandiosity) การกระทาของผู้อ่ืนว่าเกี่ยวข้อง จะสามารถหานักบาบัดที่ฉลาดกวา่ ผมได้

กบั ตนเอง เชือ่ วา่ ตนเองควร - “ดผู มสิ ใครบา้ งจะไมอ่ ยากเปน็ แฟนผม

ไดร้ บั การปฏบิ ตั ทิ ่ีเปน็ พิเศษ - “มนั ยากทผี่ มจะรักษางานไว้ เพราะผม

สามารถเรียนรู้งานในตาแหน่งนนั้ ได้

รวดเรว็ ผมเลยเบื่อและลาออก หรือ

บางครง้ั เจ้านายกห็ ว่ันเกรงใน

ความสามารถของผมและให้ผมออก”

2) เช่ือวา่ ตนเองเป็นพวกเดยี วกนั มองว่าตนเองเป็นพวกเดยี วกับ - “ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ เวลาท่ี

กับเพื่อนท่มี ีพฤติกรรมต่อต้านสงั คม หรอื เข้ากันไดด้ ีกับเพอ่ื นที่มี เพอ่ื นของผมมาหาและรบั ผมไปดว้ ย

(Identifying with antisocial พฤติกรรมต่อต้านสงั คม มองว่า พวกเราผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งมาก”

associates) สัมพนั ธภาพกับเพื่อนทมี่ ี - “เหมอื นว่าผมจะทาตัวดีแล้วนะ แต่

พฤติกรรมดๆี ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ แลว้ ผมกบ็ งั เอิญไปเจอกับเขาและ

กลับไปมีพฤติกรรมแย่ๆ เหมือนเดิม”

3) ไมใ่ ส่ใจผู้อน่ื (Disregard for ไม่เป็นมิตรกบั ผอู้ ่ืน ใจดา ไม่ - “คนที่ตกเป็นผเู้ สียหาย พวกเขา
Others)
เหน็ อกเหน็ ใจและไม่รู้สึกผิด สมควรแล้ว”
4) เปน็ ศตั รูกับผู้บังคบั ใช้
กฎหมาย (Hostility Toward ความตอ้ งการและสิทธิของผู้อ่ืน - “ไม่มปี ระโยชน์ทีจ่ ะต้องไปกังวลถงึ
Criminal Justice Personnel)
เป็นสงิ่ ท่ีไมส่ าคัญ คนท่ีคุณได้ทาร้ายเขา”

- “เธอเปน็ โสเภณี คาวา่ ข่มขืน ใช้ไม่ได้

กบั โสเภณี เธอโดนแบบน้ันกส็ มควร

แล้ว”

มที ัศนคตทิ ีเ่ ป็นศตั รแู ละไม่ไว้ใจ - “พนักงานคุมประพฤตแิ ค่ต้องการส่ง
ตารวจ ทนาย ผพู้ พิ ากษา เป็น คุณกลับไปเขา้ คกุ เขาถงึ ไดช้ อบถามถึง
ตน้ ทอี่ ยขู่ องคุณ เพื่อท่เี ขาจะไดร้ ู้วา่ จะต้อง
ไปตามหาคณุ ท่ีไหนเวลาทีเ่ ขาต้องการ
จบั คณุ ”
- “ตารวจเปน็ คนสรา้ งอาชญากรรม
ขึน้ มา เขาจะหาเหตผุ ลมาจับคณุ เข้า
ตาราง คณุ ไมจ่ าเปน็ ต้องทาอะไรผดิ
เลยดว้ ยซา้ ”
- “โปรแกรมบาบัดของคุณ
ถูกออกแบบมาเพ่ือเล้ียงไขผ้ กู้ ระทาผิด
ให้ต้องรับโทษนานๆ”

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๐

รปู แบบควำมคดิ แบบผกู้ ระทำผดิ คำอธิบำย ตัวอย่ำงควำมคิด

5) ไม่แสดงความรสู้ กึ หลีกเลย่ี งท่จี ะสนิทสนมกบั ผูอ้ ่ืน - “มนั ปลอดภัยกว่าทฉ่ี ันไมบ่ อก
(Emotionally Disengaged) หรอื แสดงความอ่อนแอตอ่ หน้า ความรสู้ กึ ของฉันใหค้ นอน่ื รู้”
ผูอ้ ื่น ไม่ไว้วางใจผู้อ่นื กลัวว่าจะ - “ฉนั ไม่อยากดูอ่อนแอ ฉนั เลยไม่ให้
6) แสวงหาอานาจและการควบคุม ถกู ผอู้ ่นื เอาเปรียบ ใครรู้วา่ ฉันรูส้ ึกอย่างไร เว้นแต่ฉนั จะ
ผู้อ่นื (Power and Control) โกรธมาก”
แสวงหาการมอี านาจเหนือผู้อื่น - “ทาไมฉนั ตอ้ งคุยกับคณุ วันหนงึ่ คณุ
7) ประเมนิ สถานการณ์ต่าเกินไป แสวงหาการควบคุมพฤติกรรม กจ็ ะทิ้งฉันไป”
(Underestimating) ผูอ้ ่ืน
- “ถ้ามใี ครมาหยามคุณ คุณก็ต้องส่ัง
ประเมนิ ผลทางลบของ สอนเขา แม้ว่าคุณจะต้องใชก้ าลังก็
พฤติกรรมเสย่ี งต่าเกินไป คดิ ตาม”
เอาเองว่าทักษะการตัดสนิ ใจ - “ครอบครัวไมใ่ ช่การปกครองแบบ
ของตนเองน้นั ดี ประชาธปิ ไตย ผมเป็นหัวหน้า
ครอบครัวน้ี ตราบใดทเ่ี ธอยังทาอาหาร
ท่ผี มชอบ นอนกบั ผมเวลาท่ีผม
ตอ้ งการ ให้ความเคารพผม เรากจ็ ะไม่
มีปัญหากนั ”
- “ใครหนา้ ไหนกอ็ ยา่ มาส่ังผม ผม
ต่างหากทีเ่ ปน็ คนบอกวา่ ใครต้องทา
อะไร”

- “ฉันไม่ไดใ้ ชย้ าเสพติดมาสปั ดาหห์ นง่ึ
แลว้ ฉนั ไม่จาเป็นต้องเข้ารบั การ
บาบดั ”
- “เธอไมม่ วี ันท้องแนน่ อน เพราะผม
หล่งั นอก”
- “ขายยาไม่ทาใหผ้ มถกู จบั หรอก ผม
รูจ้ กั ลกู ค้าทุกคนของผมดี”

8) ไมท่ าอะไรปล่อยใหม้ นั เปน็ ไป ใชว้ ิธีการไม่ทาอะไรในการ - “ทุกอย่างจะจดั การตวั มนั เอง ปญั หา
(Path of Least Resistance) แก้ปญั หา ผัดวนั ประกนั พรงุ่ ตา่ งๆ จะแกไ้ ขไดเ้ อง”
- “อีกตงั้ สองสามเดือนกว่าภรรยาผม
จะคลอดลูก ผมไมเ่ หน็ ต้องกังวล
เกี่ยวกับเร่ืองเงินตอนน้ี ผมจะคยุ กับ
พนกั งานคมุ ประพฤตทิ ีด่ ูแลผมให้หยุด
หรอื เลือ่ นการสง่ ผมไปเขา้ โปรแกรมหา
งานไวก้ ่อน”

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๑๑

รปู แบบควำมคดิ แบบผู้กระทำผิด คำอธบิ ำย ตวั อย่ำงควำมคดิ

9) ไมส่ ามารถจดั การกับปัญหาได้ ยอมแพ้เวลาเจอความ - “ผมไมส่ ามารถรบั มือกับคนที่
ต้องการอะไรจากผมมากๆ ได้”
(Inability to Cope ) ยากลาบาก มีความอดทนต่อ - “เวลาเจองานหนัก ผมจะลาออก”
- “ถ้าเลอื กได้ ผมอยากจะกลับไปติด
ความโกรธ/หงุดหงดิ ต่า คกุ ใหม้ นั จบๆ ดกี วา่ ไปเขา้ โปรแกรม
บาบัดพวกนี้.”
10) เอาเปรียบคนอนื่ (Exploit) มีความตงั้ ใจทีจ่ ะเอาเปรียบ
สถานการณ์และ/หรือ - “การหางานทามนั ยากเกินไป ฉนั เลย
ความสัมพนั ธ์ เพ่ือประโยชน์ ตอ้ งพงึ่ คนอืน่ ”
ส่วนตัว หากมีโอกาส - “ทาไมผมต้องจ่ายคา่ เล้ยี งดูบุตรดว้ ย
ตอนนแ้ี ม่ของเขามแี ฟนใหมท่ ี่รวยมาก
เขาสามารถเลีย้ งลูกผมไดอ้ ยูแ่ ลว้ ”
- “ทาไมผมต้องทางานในเม่ือแมผ่ มก็
ดูแลผมอยูแ่ ลว้ ”

11) ไมเ่ คารพกฎหมาย (Hostility ไม่เชอ่ื มน่ั และมองกฎหมาย - “กฎถกู ต้ังมาใหฝ้ ่าฝืนอยู่แลว้ ผมก็
Toward Law & Order)
กฎขอ้ บังคับในแงร่ า้ ย เลยทามัน”
12) ต้องการความต่ืนเตน้ เรา้ ใจ
(Demand for Excitement) - “ผมก็เป็นของผมอย่างนี้ เวลาใครมา

13) ยกเหตุผลขอ้ อา้ ง (Justifying) บอกใหผ้ มทาอะไร มันทาให้ผมอยาก

ทาสงิ่ ตรงกันขา้ ม”

- “กฎหมายมไี ว้เพ่ือทาร้ายคุณ ไม่ใช่

ช่วยคณุ ”

แสวงหาความหวาดเสยี วตนื่ เต้น - “ฉันรู้สกึ มีความสุขท่สี ดุ ตอนท่ฉี นั หนี

ทนต่อความเบ่อื ไม่ได้ คิดหุนหัน มนั ทาใหฉ้ ันรู้สึกดีมาก”

พลันแลน่ -“ไมม่ ีความรู้สกึ ไหนทดี่ ีไปกว่าความ

ตืน่ เต้นเร้าใจตอนท่ฉี ันขโมยของ”

-“ฉนั ชอบความตนื่ เต้นทต่ี ้องคอย

ระแวดระวงั ไมใ่ ห้ถูกจับ”

แกต้ ัวและใหเ้ หตผุ ลกบั -“ผมก็แค่ดูรปู เดก็ ผูห้ ญงิ ใน

พฤติกรรมทีเ่ ปน็ อันตราย ทาให้ อนิ เตอรเ์ น็ต แตผ่ มไม่เคยแตะต้องตัว

พฤติกรรมที่ไม่ดนี น้ั กลายเปน็ ใครเลยนะ ผมไมค่ วรถูกตราหนา้ วา่

เรือ่ งเลก็ น้อย เปน็ ผกู้ ระทาผิดทางเพศ”

- “ถ้าผมไม่ขายยาให้พวกเขา คนอนื่

ก็ตอ้ งทาอยู่ดี”

- “การด่ืมเหล้าของผมไม่ได้มี

ผลกระทบกับใครในครอบครัวผม

นอกจากตัวผมคนเดยี ว”

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๒

การคิดแบบผู้กระทาผิดทั้ง 13 รูปแบบน้ันผู้บาบัดอาจจะเลือกรูปแบบท่ีมีอิทธิผลต่อการกระทาผิด
หรือมผี ลเช่ือมโยงให้เกดิ ความคิดแบบผู้กระทาผดิ อื่น หรอื สามารถชว่ ยลดความคดิ แบบผูก้ ระทาผิดอน่ื ๆลง

5. กำรศึกษำ/ กำรทำงำน
คานิยามหลกั
- มีทศั นคติหรือความคาดหวงั ที่ไม่เปน็ จรงิ
- ไม่พอใจ ไมม่ ีส่วนร่วม ไม่ไดร้ ับการเสริมแรง
- มีสัมพันธภาพท่ีไม่ดีกับเพ่ือนหรือเพ่ือนร่วมงาน ไม่ผูกพัน ไม่ค่อยให้ความเคารพและไม่รู้สึก

ขอบคณุ พวกเขา
6. สถำนกำรณ์ครอบครัว/ ชวี ติ สมรส
คานยิ ามหลัก
- ขาดการใส่ใจดแู ลกนั ในครอบครวั
- ความสัมพันธท์ เ่ี ปน็ อยู่เสรมิ แรงหรอื เพิกเฉยต่อพฤตกิ รรมต่อตา้ นสงั คม
การประเมินในมิตินี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า ความสัมพันธ์ในอดีต ไม่เป็นตัวทานายการกระทาผิดซ้า แต่

อาจมีผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ในขณะที่ความสัมพันธ์ของครอบครัวในปัจจุบันสาคัญมากกว่า ดังน้ันควรมุ่งไปที่
ความสมั พันธใ์ นปัจจุบนั

คานิยามรอง
ความสัมพนั ธใ์ นอดตี เป็นอยา่ งไร
7. กจิ กรรมยำมวำ่ ง/ นนั ทนำกำร
คานิยามหลัก
- ไมค่ ่อยทากิจกรรมทีเ่ ปน็ ประโยชน์
- ชอบทากิจกรรมทเี่ สยี่ งและตอ่ ต้านสงั คม

ในการบาบัด หากพบว่ามีความเสี่ยงในมิตินี้ ควรมุ่งให้มีการเพิ่มกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

ซึ่งอาจจะช่วยให้ผู้รับการบาบัดกาหนดตางรางเวลา และกิจกรรมที่จะทา รวมถึงการเพ่ิมตารางเวลา การมีกิจกรรม

รว่ มกบั ผู้ปกครองด้วย

8. กำรเสพสำรเสพติด
คำนิยำมหลัก
- พฤติกรรมการเสพยาเสพตดิ ในปัจจบุ นั สาคญั กว่าการเคยมปี ระวัติการเสพยา
- ทศั นคติทางบวกต่อยาเสพติด
- ตอ้ งพง่ึ ยาเสพติดในการรบั มอื กับปัญหาในชีวิต
รปู แบบความคิดที่มีต่อการเสพยาเสพติด ให้ความสาคัญกับความคิดที่เกิดข้ึนก่อน การเสพยาเสพติด

แตล่ ะครั้ง เพ่ือจัดการกบั ความคดิ ดังกลา่ ว

การเข้าใจถึงมิติความเส่ียงทั้ง 8 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Big Four และ Moderate Four นั้น จะทาให้
ผู้บาบัดเข้าใจถึงสาเหตุที่ผู้รับการบาบัดกระทาความผิด และเข้าใจลึกลงไปว่าความเส่ียงเหล่านี้จะทาให้ผู้รับ
การบาบดั กระทาผิดซ้าได้อีก สว่ นการเลอื กบาบดั แกไ้ ขความเสี่ยงมิติใดกอ่ นน้ัน อาจจะทาได้ 2 วธิ ี คอื

1. ผบู้ าบัดอาจจะเลอื กแก้ไขท่ีด้านใดดา้ นหนง่ึ ก่อน ไม่จาเปน็ ต้องแกห้ มดทุกดา้ นพร้อมกัน โดยอาจจะ

เลอื กดา้ นที่จะสามารถช่วยลดมิตคิ วามเสย่ี งดา้ นอน่ื ๆ ลงด้วย

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๓

2. ผู้บาบัดอาจจะเลือกแก้ที่มิติใดก่อนก็ได้ อาจเกิดจากการพูดคุยกันระหว่างผู้บาบัดกับผู้รับการ
บาบัด ซง่ึ อาจจะเปน็ จุดเรมิ่ ต้นมาจากสรา้ งแรงจงู ใจหรือจากการมีสว่ นรว่ มของผู้รบั การบาบัดก็ได้

2.3 กำรประเมินมิติควำมเส่ียง
การประเมินมิติความเสี่ยง มีวัตถุประสงค์ เพ่ือค้นหาความเสี่ยงของการทาผิดซ้าของผู้รับการบาบัด

ในมิติท้ัง 8 ด้าน โดยมีกรอบแนวคิดที่มีทิศทาง เน้นการทางานร่วมกันระหว่างผู้บาบัดกับผู้รับการบาบัด โดย
มกี ระบวนการดงั น้ี

กระบวนกำรประเมินมิติควำมเสีย่ ง

การเปลยี่ นกรอบการรับรูข้ องผรู้ บั การบาบัด การค้นหา Risk Domain Case
โดยใช้ MI และ OARS conceptualization
โดยใช้ FCBตT First Contact Script

จากแผนภาพอธิบายถึง กระบวนการประเมินมิติความเสี่ยงของการกระทาผิดซ้าของผู้รับการ
บาบดั มี 3 ข้ันตอนสาคัญคือ

ข้ันตอนท่ี 1 กำรเปลี่ยนกรอบกำรรับรู้ของผู้รับกำรบำบัดโดยใช้ บทสนทนำกำรพบกันครั้งแรก
(FCBT First Contact Script)

ขั้นตอนนี้ผู้บาบัดต้องทาความเข้าใจถึงปรากฏการณ์การเตรียมการรับรู้ (Priming Effect)
ของผู้รับการบาบัด ซึ่งเป็นความคิดท่ีเกิดข้ึนก่อนท่ีจะเข้ารับการบาบัด โดยความคิดเก่ียวกับคดีและ
โปรแกรมบาบัดที่ศาลสั่ง สร้างกรอบการรับรู้ในเชิงลบต่อกระบวนการบาบัด เช่น รับรู้ว่าโปรแกรม
บาบัด เป็นภาระ เป็นส่ิงที่เขาไม่ได้เลือก เป็นสิ่งที่คุกคามอิสรภาพ เป็นการจัดฉากให้ล้มเหลว
เสยี เวลา และมองวา่ ไม่ใชเ่ รอื่ งสาคัญ ดงั นัน้ ผ้บู าบดั มหี น้าในการเปลี่ยนการรับรู้เชิงลบดังกล่าว ให้เป็น
การรับรู้เชิงบวกต่อการบาบัด เช่น โปรแกรมบาบัดเป็นโอกาสท่ีจะเปลี่ยนแปลงตนเอง เป็นโอกาส
ที่จะรักษาอิสรภาพไว้ เป็นส่ิงท่ีช่วยให้เขาไม่ทาผิดกฎหมาย และเป็นทางท่ีนาไปสู่การตัดสินใจท่ีดีข้ึน
ผบู้ าบดั เปลย่ี นกรอบการรบั รูข้ องผู้รับการบาบดั โดยใช้ FCBT First Contact Script

บทสนทนาการพบกันครั้งแรก (FCBT First Contact Script) เป็นโอกาสในการสร้าง
บรรยากาศท่ีดีในครั้งแรก และสร้างความคาดหวังสาหรับการพบกันในคร้ังต่อไป ซึ่งในบทสนทนา
การพบกันคร้ังแรกใช้เวลาประมาณ 1 นาที โครงสร้างของบทสนทนาการพบกันครั้งแรก
ประกอบดว้ ย 3 องคป์ ระกอบ คอื

1. ใหอ้ ธิบายบทบาทและหน้าท่ีของผบู้ าบัด ดงั นี้
1.1 บทบาทในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย อธิบายเก่ียวกับขอบเขต ข้อจากัดทาให้ผู้รับ
การบาบัดมีความรับผิดชอบต่อการกระทาของเขา และดูแลให้ผู้รับการบาบัดปฏิบัติตาม
เงือ่ นไขคาสง่ั ศาล

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๔

1.2 บทบาทในฐานะผู้บาบัด อธิบายให้ผู้รับการบาบัดเข้าใจมิติความเสี่ยง การลด
ความคดิ และพฤติกรรมเส่ียง และการส่งเสริมพฤตกิ รรมทางบวก
2. กาหนดความคาดหวังหรือเป้าหมายของการมาพบกันในครั้งแรกนี้ ซ่ึงควรเป็นเป้าหมาย
ท่ีเห็นภาพชัดเจนเข้าใจง่าย โดยอธิบายถึง ความถี่ในการพบกัน ระยะเวลาในการพูดคุย โครงสร้าง
ของการพบกัน โดยการคุยกันจะมุ่งเน้นไปที่การคิดและพฤติกรรมของผู้รับการบาบัดท่ีส่งผลให้เขา
เส่ียงต่อการทาผิดกฎหมายในอนาคต รวมไปถึงการมองหาตัวเลือกอื่นๆ ท่ีจะมาแทนท่ีพฤติกรรม
ท่กี อ่ ให้เกิดผลเสยี ตอ่ ตนเอง (self-destructive patterns)
3. สร้างบรรยากาศความร่วมมือให้เกิดขึ้น การพูดคุยต้องไม่ให้ความรู้สึกเป็นศัตรูกัน การ
ทางานรว่ มกนั ระหวา่ งผบู้ าบดั กบั ผู้รับการบาบดั คือ

- มเี ปา้ หมายร่วมกนั : ทัง้ สองฝา่ ยตา่ งตอ้ งการใหผ้ ู้รับการบาบดั ประสบความสาเรจ็
- ผ้รู บั การบาบัด : ร้วู ่าชวี ิตนี้ตนเองตอ้ งการอะไร
- ผู้บาบัด : มีความรู้และทักษะในการชว่ ยใหผ้ ู้รับการบาบดั ไปถึงเป้าหมาย
ส่ิงสาคัญของบทสนทนาการพบกันคร้ังแรกน้ันต้องลงท้ายด้วย คาถามปลายเปิด เพ่ือดึง
ให้ผรู้ ับการบาบดั ได้พดู ได้แสดงความคดิ เห็น เปน็ การกระตุ้นให้ผู้รบั การบาบัดพดู
ตวั อยา่ งบทสนทนาการพบกันครง้ั แรก (ภาคผนวก ก)
“สวัสดีครับ/ค่ะ ______, ขอบคุณที่คุณมาพบพ่ีในวันนี้ พี่ช่ือ___.พ่ีเป็นเจ้าของ Case คุณ
หน้าท่ีของพ่ีคือ ดูแลให้คุณทาตามคาสั่งศาล แต่พ่ีก็มีอีกหน้าท่ีหน่ึง คือ ช่วยเหลือและให้ข้อมูล
ท่ีจาเป็นซึ่งจะช่วยให้คุณมีทักษะและความรู้ท่ีจะช่วยให้คุณไม่ต้องไปขึ้นศาลอีก เราจะช่วยกันค้นหา
จุดแข็งของคุณ และบางเรื่องท่ีสร้างปัญหาให้คุณอยู่ เราจะเน้นคุยกันถึงส่ิงที่คุณคิดว่าจะทาให้คุณ
เสี่ยงต่อการทาผิดกฎหมายในอนาคต คุณคิดว่าการมารายงานตัวของคุณจะเป็นประโยชน์กับคุณ
ยงั ไง”

ขัน้ ตอนที่ 2 กำรคน้ หำ Risk Domain โดยใช้ MI และ OARS
ขั้นตอนน้ี ผู้บาบัด ค้นหามิติความเสี่ยงของผู้รับการบาบัดจากการพูดคุยท่ีมีเป้าหมายและ

มีทิศทาง โดยใช้การสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ(Motivational Interviewing - MI) และ OARS
(Open questions, Affirmations, Reflections, Summarizations)

การสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ (MI) เป็นทักษะที่สามารถนาไปใช้กับชีวิตประจาวันในการ
จูงใจคนได้เช่นกบั เจา้ นาย เพ่ือน ครอบครวั ทกั ษะนม้ี ีหลกั การสาคญั คอื

1. การฟังอย่างตั้งใจ การที่เราจะตั้งใจฟังจะต้องฟังอย่างมีสมาธิ เน่ืองจากในชีวิตจริงเรา

มักจะถูกรบกวนจากส่ิงต่างๆเยอะ บ้างครัง้ เราต้องทาตัวให้ชา้ ลง และมีสตอิ ย่กู บั ปัจจบุ นั

2. ยอมรับในส่ิงท่ีเขาเป็น เมื่อผู้รับการบาบัดอยู่ตรงหน้าเรา เราควรจะต้องสนใจและอยู่กับ
เขา ผูร้ ับการบาบัดพร้อมหรอื ไมถ่ า้ พร้อมเราก็จะเร่มิ ทางานกับเขา และให้เราฟังสิ่งท่ีสาคัญที่สุดท่ีผู้รับ
การบาบัดเลา่ ออกมา

3. มีความกรณุ า และไวต่อความทุกข์ของผู้อ่ืน และปรารถนาท่จี ะบรรเทาความทุกขน์ ัน้
4. การกระตุ้นให้ผรู้ บั การบาบัดใหข้ ้อมลู เพิม่ เช่น ใชป้ ระโยคว่า “ลองเลา่ ให้ฟังหน่อยสิ...”
5. ไมพ่ ยายามแกป้ ญั หาให้ผูร้ ับการบาบดั แต่ใหเ้ ขาคดิ หาวธิ แี ก้ปญั หาของตนเอง

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๕

6. ค้นหาแรงจูงใจภายในของผู้รับการบาบัด เขาให้ความสาคัญกับอะไร ให้เขามีความ
ตอ้ งการทจี่ ะเปลยี่ นตนเอง

OARS เป็นอีกทักษะหน่ึงที่ผู้บาบัดนามาใช้ร่วมกับ MI เพ่ือค้นหามิติความเส่ียงของผู้รับ
การบาบัด โดยมวี ิธกี ารสาคญั 4 ประการ คือ

1. ใช้คาถามปลายเปิด (Open question: O) เพื่อให้ผู้รับการบาบัดให้คาตอบได้มากที่สุด
ผู้บาบดั ควรใหค้ วามสนใจ เรอ่ื งราวของผูร้ ับการบาบัดประหนึ่งว่าเราเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เพ่ือให้รู้
ถึงมิตคิ วามเส่ยี งทั้ง 8 ด้านตวั อย่าง (ภาคผนวก ข) เช่น

“คณุ เร่มิ ใช้ยาเสพตดิ เมื่อไร ลองเล่าให้ฟงั หน่อยสิคะ”
“ช่วยเลา่ ใหฟ้ ังหน่อยว่า คุณเข้ามาเกี่ยวขอ้ งกับระบบยุติธรรมไดอ้ ยา่ งไร”
“คุณจะสูญเสยี อะไรบา้ ง ถา้ คุณไมเ่ ปลี่ยนแปลงตนเอง”
“ชวี ติ คณุ ขา้ งหน้าจะเป็นอยา่ งไร ถา้ คุณยงั มีพฤตกิ รรมแบบนต้ี ่อไป”
“อะไรเปน็ เหตุผลท่สี าคัญทส่ี ุดที่คุณควรจะอย่ขู ้างนอกกบั ลกู ชายของคณุ ”
“คุณชอบอะไรในอิสรภาพท่คี ณุ มอี ยตู่ อนนี้”
“ถ้าตอนน้ันคณุ ไมอ่ อกจากโรงเรียน ตอนนีช้ ีวิตคณุ จะเป็นอย่างไร”

เคล็ดลบั พิเศษสาหรับการใช้คาถามปลายเปิดเพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มูลมากขนึ้ คอื
1. ใช้คาว่า ถ้า.... หรือ สมมุติว่า..... ในการตั้งคาถาม เช่น “ถ้าสมมติว่าคุณหยุด

ใช้ยาเสพตดิ แลว้ จะทาใหค้ วามสัมพนั ธ์ระหว่างแม่กับคุณเปล่ียนแปลงไปอยา่ งไร”
2. หากผูร้ บั การบาบดั มที ่าทีไมอ่ ยากตอบ ไม่อยากพูดหรือยากแก่การเข้าถึง ให้ถาม

เกี่ยวกับความชอบพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือเส่ียงต่อการกระทาผิดซ้าน้ันอย่างไรบ้าง เช่น “คุณ
ชอบด่ืมสุราเพราะอะไร” “สนุกไหมนะที่ออกไปอยู่ข้างนอกตอนกลางคืน” ซึ่งการถาม
ในลักษณะนไ้ี มค่ วรถามเชิงประชดประชัน แต่แสดงความจริงจงั ในการอยากรูข้ อ้ มูล

3. การถามให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Change Talk เป็นการพูดให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลง โดยใช้หลักการของ MI พูดถึงเหตุผลในการเปล่ียนแปลง เช่น “ช่วยบอก
ประโยชน์ของการเลิกเสพยาเสพติดสัก 2 ข้อหน่อย” “ถ้าได้คะแนนผลการเรียนดีขึ้น จะมี
ข้อดีอะไรบ้าง หรือจะส่งผลดีกับตัวเองอย่างไรบ้าง” “ถ้าคุณถูกส่งตัวไปสถานควบคุม
คณุ ตอ้ งสญู เสียอะไรบ้าง”
2. การช่ืนชม (Affirmation : A) เป็นคาพูดช่ืนชมผู้รับการบาบัดซึ่งจะให้ความรู้สึกอบอุ่น
นุ่มนวล และทาให้รู้สึกดี ซึ่งเกิดจากความจริงใจของผู้บาบัดจริงๆ ช่ืนชมพฤติกรรมทางบวกหรือ
จุดแขง็ ของเขา ตัวอย่างเช่น
“คณุ เปน็ คนดีนะ ทค่ี ุณอตุ สาห์เสยี สละเวลามาพบกนั ในวันน้ี”
“การเป็นพี่ชายที่ดีมันสาคัญสาหรับคุณมากเลยนะ คุณถึงได้เสียสละเวลาท่ีอยู่กับเพ่ือน เพ่ือ
ช่วยน้องของคุณ”
“ตอนท่ีคุณเล่าว่าคุณเลิกสูบกัญชา และเริ่มกลับมาติวหนังสือกับเพ่ือน ฉันเห็นเลยว่า
คุณตั้งใจท่ีจะเรยี น กศน. จรงิ ๆ”
“แม้ว่าคุณจะมีสมั พนั ธภาพทีไ่ มค่ ่อยดีกบั ครอบครวั แตค่ ณุ กม็ คี วามแนว่ แนท่ ีจ่ ะทาให้มนั ดีข้ึน”
“แมว้ ่าคุณจะไม่ชอบการถกู คมุ ความประพฤติ แตค่ ุณกย็ ังมาพบผมในวนั นี้”

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๑๖

แนวทางการแสดงความช่นื ชม
 มุ่งเนน้ พฤตกิ รรมทเ่ี ฉพาะเจาะจง
 หลีกเลย่ี งการใช้คาวา่ “ผม/ฉัน” (ให้พยายามใชค้ าว่า “คณุ ”)
 ชมในจดุ แขง็ แทนที่จะเป็นขอ้ บกพรอ่ ง
 ชน่ื ชมดว้ ยความจรงิ ใจ

3. การสะท้อนความ (Reflections : R) การสะท้อนความ ไม่ใช้การพูดซ้าประโยคของผู้รับ
การบาบัด แต่เป็นการคาดเดาแบบมีเหตุผล การสะท้อนความจะทาในรูปของประโยคท่ีเน้น
ความหมายทซี่ อ่ นอย่ใู นสิ่งที่ผู้รบั การบาบดั พูดออกมา

เรม่ิ ประโยคสะท้อนความด้วยคาต่อไปนี้:
“ฟงั แล้วเหมือนว่าคุณ…”
“คุณกาลังรูส้ กึ …”
“เหมอื นกบั ว่าคุณ…”
“คอื คณุ …”
“คุณ…”
การฟังเพ่ือสะท้อนความ คือ การเชื่อมกล่อง 2 กล่องด้านล่าง เพื่อตรวจสอบว่า “ส่ิงที่ผู้ฟัง

คดิ ว่าผู้พูดหมายถงึ ” ใช่ “สิ่งท่ผี ูพ้ ูดหมายถงึ ” หรอื ไม่

คำทผ่ี พู้ ดู พูด คำที่ผู้ฟังไดย้ ิน

ผู้พดู หมำยควำมวำ่ ผู้ฟังคิดวำ่ ผู้พดู
อย่ำงไร หมำยควำมว่ำอยำ่ งไร

ดังนั้นการสะท้อนความท่ีมีประสิทธิภาพจะต้องเกิดจากการฟังอย่างต้ังใจ และผู้บาบัด
สามารถสื่อสารความหมายที่ซ่อนอยู่ในคาพูดของผู้รับการบาบัดให้เขาได้ยินเสียงของตนเองว่า
เขาต้องการจะบอกอะไร และมีความหมายอย่างไร

ขอ้ ควรระวงั ในการสือ่ สารอาจเกดิ ความผิดพลาดได้ เน่ืองจาก
1. ผู้พูดไมไ่ ด้หมายความตามท่ีพดู

2. ผฟู้ งั ไดย้ นิ ข้อความทพี่ ดู ไม่ถนัด

3. ผู้ฟังตีความประโยคนั้นต่างออกไป

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๗

ขอ้ สังเกต
1. การสะทอ้ นความใชม้ ากที่สุด ต้องตั้งใจและสะทอ้ นออกมาว่าเขาพูดว่าอย่างไร
2. หน้าท่ีเราคือ ถือกระจกขึ้นให้เขาเห็นว่าตัวเองพูดอย่างไร ให้เขาได้ยินคาพูด

ของตัวเอง
3. การส่ือสารควรมีหลายระดับ บางทีคาท่ีผู้พูด เลือกมาอาจไม่ได้มีความหมายแบบที่

พูดมา แตเ่ ป็นความหมายท่ีซอ่ นอยู่

4. การสรปุ ความ (Summarizations : S ) เป็นการสรุปประเดน็ และตคี วามหมายท่ีผู้รับการ
บาบัดซ่อนอยู่ เพ่ือให้ผู้รับบาบัดเข้าใจถึงความคิด ความรู้สึก ปัญหาของผู้รับการบาบัด รวมถึงความ
คาดหวังและทางเลือกท่ดี ีกว่า ฯลฯ ซ่งึ การสรุปความน้จี ะต้องมีความกระชบั ชัดเจน

ตวั อย่างการสรุปความ

“มาลองสรปุ สิง่ ทคี่ ุณไดพ้ ูดไปกัน คุณรู้สึกว่าการถูกจับเป็นเร่ืองน่าอาย คุณมองเรื่องที่เกิดข้ึน
ว่าเป็นการทะเลาะวิวาทที่เกินการควบคุมและคุณไม่ชอบถูกตราหน้าว่าเป็นอันธพาล เหมือนคุณ
ตัดสินใจแล้ววา่ สง่ิ ท่ีสาคัญท่ีสุดตอนน้ี คือ การหลีกเล่ียงการทาผิดกฎหมายและการเข้าร่วมโปรแกรม
แก้ไขฟื้นฟูน้ีก็เป็นวิธีที่ง่ายท่ีสุดท่ีจะชดเชยส่ิงที่คุณทาไป คุณหวังว่าความสัมพันธ์กับแม่จะดีขึ้น และ
บางทีอาจจะชวนกันไปพบผบู้ าบัดให้คาปรึกษาเพือ่ ปรับปรงุ สัมพันธภาพนน้ั ”

สาหรับในข้ันตอนที่ 2 การค้นหามิติความเส่ียง (Risk Domain) โดยใช้ MI และ OARS น้ัน
นอกจากผู้บาบัดจะค้นพบมิติความเสี่ยงแล้ว ผู้บาบัดสามารถค้นพบคาพูดที่แสดงถึงความต้ังใจ
ที่เปล่ียนแปลงตนเอง (Change talk) และคาพูดท่ีแสดงถึงความตั้งใจท่ีไม่เปล่ียนแปลง (Sustain
talk)ของผู้รับการบาบัดด้วย ซึ่งหน้าที่ของผูบ้ าบัดคือ กระตุ้นให้เกิดคาพูดที่แสดงถึงความต้ังใจ
ท่เี ปล่ียนแปลงตนเอง (Change talk) มากกว่าคาพูดท่ีแสดงถึงความตั้งใจท่ีไม่เปลี่ยนแปลง (Sustain
talk) โดยสามารถดาเนินการได้ในกระบวนการค้นหามิติความเส่ียง หรือในกระบวนบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟู
(สาหรับรายละเอียดของ Change talk และ Sustain talk จะปรากฏอยู่ในกระบวนการบาบัดแก้ไข
ฟืน้ ฟูในหัวขอ้ ต่อไป)

ขน้ั ตอนท่ี 3 Case Conceptualization
ในขั้นตอนที่ 3 นี้ ผู้บาบัดนาข้อมูลท่ีได้จากขั้นตอนท่ี 1 และข้ันตอนที่ 2 มาวิเคราะห์

ประมวล และสรปุ มิตคิ วามเสี่ยง ปัญหาอนื่ ๆ ท่ีพบของผู้รับการบาบัด เพื่อนาไปสู่แผนการบาบัดแก้ไข
ฟ้นื ฟู ตามมติ คิ วามเสย่ี งและปญั หาทีพ่ บ

ตัวอย่างกรณีศึกษา
เด็กชายอายุ 13 ปี เกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง เป็นบุตรคนที่ 2 ในจานวน 3 คน
พ่ีสาวอายุ 16 ปี น้องชายอายุ 4 ปี บิดามารดาหย่าร้างกัน เม่ือ 4 ปีที่ผ่านมา บิดามีปัญหาในการ
ควบคุมอารมณ์ หุนหันพลันแล่น ชอบจัดการสิ่งต่างๆ เด็กชายชอบไปโรงเรียนมาก มีผลการเรียนดี
แต่มักมีปัญหาท่ีโรงเรียน ไม่ต้ังใจเรียน ชอบชวนเพื่อนคุยในเวลาเรียน มีปัญหาทะเลาะกับเพ่ือน
ในโรงเรียนบา้ ง และมีปัญหาเร่ืองของอารมณ์มากข้ึนเร่ือยๆ เด็กชายเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียน

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๑๘

เพื่อนส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่โรงเรียนมีเพ่ือนสนิท ล่าสุดท่ีมีปัญหาทะเลาะกับโค้ชจึงถูกไล่ออกจาก
ทมี ฟตุ บอลของโรงเรียน และขณะนีถ้ กู พกั การเรียน

มารดาจึงมาปรึกษากบั ผู้บาบัดว่าควรจะส่งเดก็ ชายไปโรงเรียนดัดสันดานดีหรือไม่ ?
ผบู้ าบดั จึงทา Case Conceptualization โดยประเมินมติ ิความเส่ียง และพบว่า

มติ คิ วำมเส่ียง ผลกำรประเมนิ รำยละเอียด

มี ไมม่ ี

มีประวัติการมีพฤติกรรมต่อต้าน /-
สงั คม

มบี คุ ลกิ ภาพตอ่ ตา้ นสงั คม / มีความรู้สึกแย่ๆ รู้สึกหงุดหงิด เบื่อง่ายมี
เกดิ ข้นึ บ้างแต่ไม่มาก และไม่เข้าข่ายการมี

พฤตกิ รรมตอ่ ตา้ นสงั คม

มีเพ่ือน หรือคนรู้จักมีพฤติกรรม / เพื่อนที่คบอยู่ปัจจุบันไม่มีพฤติกรรม

ต่อตา้ นสงั คม ต่อต้านสงั คม

มคี วามคิดแบบผกู้ ระทาผิด /-

การศึกษา/ การทางาน / มีทัศนคติเชิงบวกกบั โรงเรยี น

ใชย้ าเสพติด / ยงั ไมใ่ ชส้ ารเสพตดิ

ครอบครัว/ การแตง่ งาน / ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถึงแม้บิดามารดา
จะหย่าร้างกันไปแล้ว แต่ยังคงให้ความใส่
ใจในการดูแลกันในครอบครัว มารดามี

ความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรม
ขอ งเ ย าว ช น แล ะค ว าม สัม พั นธ์ ใ น
ครอบครัวที่เป็นอยู่มิได้เสริมแรงหรือ

เพิกเฉยต่อพฤติกรรมต่อต้านสงั คม

กิจกรรมยามวา่ ง/ นันทนาการ / เร่ิมแสดงถึงปัญหา เนื่องจากถูกไล่ออก

จากทีมฟตุ บอล จงึ เริม่ มเี วลาวา่ งมาก

การวางแผนการบาบัดแก้ไขฟื้นฟู
จากการประเมินมิติความเสี่ยงของกรณีตัวอย่าง พบมิติความเส่ียงเพียงด้านเดียว คือ การ

ใช้กิจกรรมยามว่าง/นันทนาการ อีกท้ังพบปัญหาของการหุนหันพลันแล่น และมีความยากลาบาก

ในการควบคมุ อารมณ์
ในกรณีนี้ ผบู้ าบดั จึงใหค้ าแนะนามารดาของเด็กชายว่า ยังไม่มีความจาเป็นในการส่งเด็กชาย

ไปโรงเรียนดัดสันดาน เนื่องจากการย้ายไปโรงเรียนดัดสันดานมิได้ช่วยแก้ไขมิติความเสี่ยงท่ีพบและ

ปัญหาทเ่ี กิดขนึ้ สาหรบั แนวทางในการแก้ไขปัญหา มารดาควรหากิจกรรมยามว่าง/นันทนาการท่ีเป็น
ประโยชน์ มีการกาหนดเวลาในการทากิจกรรม โดยให้เด็กชายมีส่วนร่วมในการค้นหา เลือกและ
กาหนดกิจกรรมยามว่างทีม่ ปี ระโยชน์ และใหม้ ารดาพาเดก็ ชายพบผู้บาบัดเพื่อจัดการกับปัญหาหุนหัน

พลนั แล่น และมที กั ษะในการควบคมุ อารมณไ์ ดด้ ีขึ้น

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๑๙

ข้อสังเกต
ความชัดเจนของ Case Conceptualization เกิดจากผู้บาบัดมีทักษะความสามารถ

ในการประเมินมิติความเสี่ยงท่ีครอบคลุม และตรงกับสภาพปัญหาท่ีแท้จริง ซ่ึงจะทาให้การ
บาบดั แกไ้ ขฟนื้ มีประสิทธิภาพ

2.4 แนวคิดกำรบำบัดแกไ้ ขฟืน้ ฟู
แนวคิดในการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูโดยใช้ FCBT กับผู้รับการบาบัดในกระบวนการยุติธรรม

ให้ความสาคัญกับ Case Conceptualization ที่ทาให้เกิดความชัดเจนในมิติความเสี่ยง และตรงกับสภาพ
ปัญหาท่ีแท้จริงของผู้รับการบาบัด ซึ่งจะทาให้มีการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูที่มีประสิทธิภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรม อนั จะนาไปสู่การลดการกระทาผิดซา้ ตามแผนภาพน้ี

กระบวนการประเมิน การบาบดั แกไ้ ขฟ้ืนฟู การเปลยี่ นแปลง ลดการกระทาผดิ ซา้
ความเสย่ี ง พฤตกิ รรม

กระตุน้ ให้เกิดกลไกการเปล่ยี นแปลง (Change talk มากกว่า Sustain talk)
ดว้ ยการเพมิ่ ระดับการใช้ DARN และ CAT

กลไกการเปล่ยี นแปลง เกิดได้ 2 กรณี คือ
กรณที ี่ 1 ผบู้ าบดั มีการตอบสนองแกผ่ รู้ ับการบาบัดที่ไมส่ อดคล้องกับ MI เช่น ใช้การเผชิญหน้า ช้ีนา
สง่ั สอน โต้แย้ง หรือโน้มน้าว การกระทาเช่นน้ี จะส่งผลให้ผู้รับการบาบัด มีคาพูดท่ีแสดงถึงความต้ังใจท่ีจะไม่
เปลี่ยนแปลงตนเอง(Sustain talk) เป็นคาพูดใดๆ ก็ตามที่แสดงถึงสิ่งตรงกันข้ามกับการเปล่ียนแปลง พอใจ
ท่ีจะทาแบบเดิม บ่อยครั้งจะเป็นในรูปแบบของการลดทอนความสาคัญ หรือมีข้ออ้างให้กับการทาพฤติกรรม
ทางลบ หรือพฤตกิ รรมเส่ียงน้ันตอ่ ไปซึ่งจะนาไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่ลง คือ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและไม่
สามารถลดการกระทาผดิ ซา้ ได้
กรณีที่ 2 ผู้บาบัดมีการตอบสนองแก่ผู้รับการบาบัดท่ีสอดคล้องกับ MI เช่น เห็นว่าผู้รับการบาบัด
เป็นศูนย์กลาง เอาใจเขามาใส่ใจเรา เคารพในการตัดสินใจของผู้รับการบาบัด หรือดึงแรงจูงใจของผู้รับการ
บาบัดออกมา การกระทาเช่นนี้ จะส่งผลให้ผู้รับการบาบัด เกิดคาพูดท่ีแสดงถึงความต้ังใจท่ีจะเปลี่ยนแปลง
ตนเอง(Change talk) เป็นคาพูดใดๆ ที่จะนาไปสู่ทิศทางของความต้ังใจแน่วแน่ และการเปลี่ยนแปลงซ่ึงจะ
นาไปสู่ผลลพั ธ์ท่ีนา่ พอใจ คือ เกิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมและสามารถลดการกระทาผดิ ซ้าได้
รูปแบบเชงิ ประจักษข์ องคาพูดทแ่ี สดงถงึ ความตงั้ ใจทีจ่ ะเปลย่ี นแปลง มี 2 แบบ
1.1 การเตรียมตัวสาหรับคาพดู ที่แสดงถึงความตั้งใจทจ่ี ะเปลี่ยนแปลง (Change talk)

D: Desire ความปรารถนา (ฉนั อยากจะต้ังใจเรยี นมากขน้ึ )
A: Ability ความสามารถ (ฉันสามารถไปเข้าห้องเรยี นได้)
R: Reasons เหตผุ ล (การได้เกรดที่ดขี ึ้นสาคัญสาหรับฉนั )
N: Need ความจาเปน็ (ฉันตอ้ งหาทางที่จะสอบผา่ นใหไ้ ด)้

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๒๐

1.2 สง่ิ ทขี่ ับเคลือ่ น Change Talk
C: Commitment คาม่ันสญั ญา (สัปดาห์น้ีฉนั จะเข้าเรียนทกุ วิชา)
A: Activation กระตือรอื รน้ (ฉนั วางแผนท่ีจะคุยกับอาจารยแ์ นะแนวมากข้ึน)
T: Taking Steps ลงมอื ทา (ฉนั ได้ไปคุยกับอาจารย์เพือ่ ขอทางานทีย่ ังขาดส่งอยสู่ ่งให้ครบ)

คาพูดท่ีแสดงถึงความต้ังใจที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดคาพูดท่ีจะขับเคลื่อนความ
ตงั้ ใจไปสกู่ ารลงมอื ทาเพ่ือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

สงิ่ สาคัญ

1. ส่ิงท่ีผู้รับการบาบัดได้ยินตัวเองพูด สาคัญกว่าส่ิงท่ีคุณพูด (การเปลี่ยนแปลงจะเกิดจากสิ่งที่บุคคล
พดู กับตนเอง)

2. การท่ผี รู้ ับการบาบัดมี Change talk มากจะสามารถทานายไดว้ ่าจะมีการเปลีย่ นพฤตกิ รรมจริงๆ
3. การใชท้ กั ษะการสัมภาษณเ์ พื่อสร้างแรงจูงใจ (MI) ช่วยใหผ้ รู้ ับการบาบดั มี Change talk เพ่ิมมากขนึ้

กำรบำบดั แกไ้ ขฟ้ืนฟู
การบาบดั แก้ไขฟืน้ ฟโู ดยใช้ FCBT มุ่งเน้นการจัดการกบั มติ ิความเสี่ยงของการกระทาผิดซ้า ดว้ ยวิธี
ตา่ งๆ ดังนี้

มติ คิ วำมเส่ียง เป้ำหมำยกำรบำบดั ตัวอย่ำงเทคนคิ /

มปี ระวัตกิ ารมีพฤติกรรม วิธีกำรทีใ่ ชใ้ นกำรบำบดั
ต่อต้านสงั คม
- สร้างพฤติกรรมไม่กระทาผดิ ใน - ให้เรยี นรู้ และระบถุ ึงสถานการณ์ท่ีมีความเสี่ยง

สถานการณ์ท่มี ีความเสย่ี งสูง สงู อันจะนาไปสู่การกระทาผิดกฎหมาย

- สร้างการรับรคู้ วามสามารถของ - เขยี น “แผนการทจี่ ะหลกี เลย่ี งสถานการณ์ หรือ

ตนเอง (self-efficacy) เพอ่ื ให้เกิด สงิ่ ทมี่ ีความเสี่ยง”และมีแผนการฝกึ ปฏิบัติ

ความเชือ่ ว่าตนเองสามารถ - เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติทักษะใหม่ การแสดง

เปลยี่ นแปลงได้ พฤติกรรมท่ีจะสามารถใช้ได้ในสถานการณ์เสี่ยง

มบี คุ ลิกภาพต่อต้านสังคม มุ่งความสนใจไปท่ี - สอนและฝกึ ทักษะในการจัดการกบั ตนเอง
- ความสามารถในการควบคุม (Build self-management skills)
ตนเอง - สอนและฝกึ ทักษะการจัดการความโกรธ
- ความสามารถจดั การความโกรธ (teach anger management)
- ทกั ษะในการแก้ไขปัญหา - สอนและฝกึ ทักษะทางสงั คม (Social skills)
เชน่ ทักษะทางสงั คมในการหลกี เลยี่ งจากการ
ทะเลาะววิ าท

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒๑

มติ คิ วำมเสี่ยง เป้ำหมำยกำรบำบัด ตัวอย่ำงเทคนคิ /
มเี พ่ือนหรอื คนรจู้ ักมี วธิ ีกำรที่ใชใ้ นกำรบำบัด
พฤติกรรมต่อตา้ นสงั คม ลดความเก่ียวข้องกบั ผู้ทม่ี ี
พฤติกรรมต่อต้านสงั คม และเพิ่ม - ใช้ MI ในการเพิ่มความต้องการในการหลีกเลี่ยง
มีรูปแบบความคดิ แบบ ความเกี่ยวข้องกับผูม้ ีพฤติกรรม กลุ่มเพื่อนท่มี ีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
ผ้กู ระทาผิด เอื้อสังคม - เพิ่มการใช้เวลากับกิจกรรมที่มปี ระโยชน์
(Pro-social others) - ใช้การสัญญาและการติดตามพฤติกรรมในการ
ลดความคดิ แบบผู้กระทาผิด โดย ลดการติดต่อกับเพ่ือนทมี่ ีพฤติกรรมต่อต้านสังคม
การสร้างและฝึกใหม้ ีรูปแบบ
ความคดิ แบบผู้กระทาผิดใหม้ ี - ทาให้เกิดความเข้าใจเก่ียวกับความคิด
ความเสี่ยงน้อยลง ทีบ่ ดิ เบือน (thinking errors) เชน่ การยดึ ตัวเอง
เป็นศนู ย์กลาง (Self-center) การมองข้อดีหรือ
ความสาเร็จของตนเองเปน็ เร่ืองเล็กน้อย
(Minimization) การตีตราตนเองหรือคนอ่ืน
ในทางลบ (Mislabeling) การคิดไปก่อนว่าจะเกิด
สิ่งเลวรา้ ย (assuming the worst) หรือ การ
ตาหนิผู้อืน่ (Blaming others)
- สอนและฝึกให้ความคิด แบบไหนเป็นความคิด
ที่บิดเบือน และจะแก้ไขความคิดน้ันอย่างไร
- สอนและฝกึ ใหส้ ามารถแก้ไขการตีความแบบไม่
เป็นมิตร (hostile interpretation)
นอกจากนี้ ยังมวี ิธกี ารเฉพาะที่ใชส้ าหรับบาบดั
แก้ไขเพื่อลดความคิดแบบผู้กระทาผิด โดยมี
ขั้นตอน และเครื่องมือท่ชี ัดเจนสามารถนาไป
ปฏิบตั ไิ ดจ้ ริง (Tafrate,R.,& Mitchell, D.2014)
ได้แก่
- การวเิ คราะหส์ ถานการณ์ ความคดิ การ
ตัดสนิ ใจ (S-T-D analysis)
- การบนั ทึกแบบบนั ทึกความคิด (Thinking
Help Sheet)
- การแสดงบทบาทสองเสียง (Two Voice
Role-play)

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๒๒

มติ ิควำมเส่ียง เปำ้ หมำยกำรบำบัด ตัวอย่ำงเทคนคิ /
การศึกษา/การทางาน วิธกี ำรทใี่ ชใ้ นกำรบำบดั
- ส่งเสรมิ ใหเ้ รียน หรือทางาน
การใชย้ าเสพตดิ พร้อมกบั ให้การเสรมิ แรง และให้ - ให้ค้นหาส่ิงท่ีขาดแคลนเก่ียวกบั การใช้ชวี ติ
เกิดความพึงพอใจ ในการเรยี น หรอื ส่ิงท่ีควรจะไดร้ ับเพ่ิมเติม และคน้ หาจุดแข็ง
ครอบครวั /การแตง่ งาน หรือทางาน ในด้านการศึกษา/การทางาน
- สรา้ งการมีสว่ นร่วม ส่งเสรมิ - สง่ เสริมใหเ้ ข้ารว่ มในการฝึกอบรมท่จี าเป็น
สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลใน - สอนและฝกึ ทักษะทางสังคมท่จี าเปน็ ต่อการ
บรบิ ทของการทางานและการ ทางาน/การเรยี น เช่น ทักษะการสื่อสารใน
เรยี น สถานการณท์ ่ียากลาบาก ทักษะการจัดการกับ
การถูกกล่าวโทษหรือกล่าวหา

- ลดการใชส้ ารเสพติด - ใช้ MI เพ่ือสร้างแรงจูงใจหรือเกิดความต้องการ

- ลดพฤติกรรมส่วนตัวและลด ทจ่ี ะหลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด

พฤติกรรมร่วมกบั ผู้อืน่ ทจ่ี ะนาไปสู่ - ให้บอกถึงสภาวะแวดล้อมทีม่ ีความเสีย่ งสูง และ

การใช้สารเสพติด สอนกลยุทธ์ในการหลีกเลยี่ ง พรอ้ มกับการสอน

- หาทางเลือกอื่นหรือกิจกรรมอืน่ และฝึกทักษะเพื่อให้เกิดพฤติกรรมใหม่ๆ มแี ละ

เพือ่ ไมใ่ หห้ มกมุน่ กับการใช้สาร เกิดทักษะการจัดการปัญหา

เสพติด ในสถานการณ์ท่ีเสยี่ งสงู น้ันๆ

- สง่ ต่อศนู ย์บาบัดยาเสพติด หากมีความจาเปน็

- มีการอบรมเลย้ี งดู ท่ีมีการกากับ - ฝึกผู้ปกครองให้เป็นแบบอยา่ งที่ดีทง้ั ในเรื่อง
ตดิ ตาม ใหค้ าแนะนา ท่เี ข้มแข็ง ของทัศนคติและพฤติกรรมเอื้อสังคม (Prosocial)
ชัดเจน - สร้างแผนการปรับพฤติกรรมสาหรบั พฤติกรรม
ทีผ่ ูป้ กครองต้องการ การทางาน การทาการบ้าน
รวมถึงระบุถึงรางวลั ท่ีจะไดร้ ับเมื่อแสดง
พฤติกรรมน้ันๆ
- พัฒนาความสัมพนั ธ์ในครอบครวั โดยเน้นความ
ผกู พันในครอบครัว ลดการตาหนิ เพิ่มการชื่นชม
เพิ่มการสัมผัส การติดต่อส่ือสาร และบอกถึง
ข้อดีของกันและกัน
- สอนและฝกึ ทักษะทางสังคม เชน่ การร้องทุกข์
ความเขา้ ใจความรสู้ ึกของผู้อน่ื การจัดการกับคน
ที่กาลังโกรธ แสดงความร้สู ึก รวมถึงวางแผน
และเพ่ิมความถี่ในการทากจิ กรรมรว่ มกนั กับ
ครอบครัวมากขึ้น

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๒๓

มิตคิ วำมเส่ียง เปำ้ หมำยกำรบำบัด ตวั อยำ่ งเทคนิค/
วธิ ีกำรที่ใช้ในกำรบำบดั
กิจกรรมยามวา่ ง/ ส่งเสริมการเขา้ ร่วม การให้รางวลั
นันทนาการ และความพึงพอใจในการทา - ใช้ MI เพื่อสรา้ งแรงจูงใจหรือความต้องการใน
กิจกรรมยามวา่ ง/นนั ทนาการ การเข้ารว่ มกิจกรรมเอ้ือสังคม (Prosocial
activity)
- สนบั สนนุ ให้เข้ารว่ มกิจกรรมเอ้ือสังคม
- สอนและฝึกทักษะที่จาเป็นในการเข้าร่วม
กิจกรรมน้นั

หมำยเหตุ : การสร้างแรงจูงใจโดยให้ผู้รับการบาบัดเห็นคุณค่าของชีวิตตนเอง เห็นว่าในอนาคตเขาควรทา
พฤติกรรมอย่างไร สามารถลดพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับสิ่งท่ีผู้รับการบาบัดให้ความสาคัญ และเลือกทาแต่
พฤติกรรมที่จะนาไปสู่การมีชีวิตท่ีมีคุณค่าได้นั้น ผู้บาบัดสามารถเลือกการสารวจค่านิยมทางบวกด้วยแบบ
บนั ทึกค่านิยม (Value Help Sheet) ซึ่งจะทาให้ผู้รับการบาบัดเห็นเส้นทางข้างหน้าท่ีคุ้มค่าที่จะเปล่ียนแปลง
ตนเอง

ปรับจาก Andrew, D., & Bonta,J. (Eds.) (2010). The Psychology of Criminal Conduct
(5th Edition ed.).New Providence, NJ: Matthew Bender & Company, Inc., LexisNexis Group.

กำรสำรวจค่ำนยิ มทำงบวกดว้ ยแบบบันทกึ คำ่ นยิ ม (Value Help Sheet)
การช่วยให้ผู้รับการบาบัดหลีกเล่ียงพฤติกรรมเสี่ยง (เป้าหมาย คือ การหลีกเล่ียง) เป็นแค่ส่วนหนึ่ง
ของกระบวนการเปล่ียนแปลงเท่านั้น แต่การช่วยให้ผู้รับการบาบัดเห็นเส้นทางชีวิตข้างหน้าที่คุ้มค่าที่จะ
เปล่ียนแปลงตัวเองนนั้ (เปา้ หมาย คอื ส่ิงทีค่ วรทา) กเ็ ปน็ ปัจจัยท่สี าคญั ไม่แพก้ ัน หากผบู้ าบัดเข้าใจว่าอะไร คือ
สิ่งสาคัญในชวี ติ ของผู้รับการบาบดั ก็จะเขา้ ใจวา่ อะไรสามารถเป็นแรงจูงใจของเขาได้

ค่านยิ ม คือ ทิศทางการดาเนนิ ชวี ิตในภาพรวมที่จะมีอิทธพิ ลกับเราไปตลอดชีวิต

เปา้ หมาย คือ สิง่ สามารถบรรลไุ ด้ และมวี นั ที่เปา้ หมายน้ันสาเร็จลง

ตัวอย่าง 1 พ่อแม่อาจมีเป้าหมายว่าลูกต้องทาการบ้าน และเป้าหมายน้ันจะสาเร็จลงเมื่อลูกสาเร็จ
การศึกษา ในขณะที่ค่านิยมที่ซ่อนอยู่ คือ “การเป็นพ่อแม่ท่ีเอาใจใส่ลูก” จะแสดงออกมาในหลากหลาย
รูปแบบตลอดชีวิตของผ้รู บั การบาบัดคนนั้น

ตัวอย่าง 2 ผู้รับการบาบัดอาจมีเป้าหมายท่ีจะพ้นการคุมประพฤติด้วยดี ทาให้เขาเลือกท่ีจะเข้าร่วม
กล่มุ การจัดการกับความโกรธตามที่ศาลส่ัง เป้าหมายน้ีจะสิ้นสุดลงเมื่อเขาพ้นกาหนดการคุมประพฤติ ในขณะ
ทค่ี า่ นยิ มของ “การมีชวี ติ อยู่อย่างสงบสุข” จะยังเป็นค่านยิ มในชวี ติ เขาต่อไป แม้ว่าการคุมประพฤติจะจบลงแล้ว

การคุยกับผู้รับการบาบัดเกี่ยวกับค่านิยมและเป้าหมาย มักจะเปิดเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ผู้รับการ
บาบัดมีความปรารถนาที่จะเล้ียงดูครอบครัว มีสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน มีอาชีพที่มีคุณค่า เป็นต้น โดยส่วนใหญ่
แล้วพฤติกรรมต่อต้านสังคมมักไม่สอดคล้องกับค่านิยมของผู้รับการบาบัด และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้รับ
การบาบัดไม่รู้วิธีรับมือกับปัญหาในชีวิต หรือวิธีท่ีจะดาเนินตามค่านิยมของตน การคาดเดาว่าผู้รับการบาบัด

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒๔

ส่วนใหญ่จะมีค่านิยมต่อต้านสังคมอยู่แล้วมาแต่กาเนิด เป็นการปิดโอกาสท่ีจะได้คุยกับผู้รับการบาบัดว่า
แทจ้ รงิ แลว้ ส่งิ ทสี่ าคญั ที่สุดในชวี ิตของเขาคอื อะไร

ดังน้ัน ในการที่จะทราบว่า ส่ิงท่ีสาคัญท่ีสุดในชีวิตของเขาคืออะไรนั้น Tafrate& Mitchell. (2016)
ได้เสนอเครือ่ งมือที่จะชว่ ยให้การค้นหาสง่ิ ทีม่ คี วามสาคัญในชวี ติ คือ แบบบันทึกค่านิยม (Value Help Sheet)
โดยขั้นตอนของการใชแ้ บบบนั ทึกค่านยิ ม (Value Help Sheet) มดี ังนี้

ขน้ั ตอนท่ี 1: ทบทวนควำมหมำยและควำมสำคัญของคำ่ นิยมโดยย่อ

ตัวอย่างการอธิบาย: วันน้ีฉันต้องการให้คุณได้ใช้เวลาช่วงหน่ึงพูดคุยเก่ียวกับสิ่งที่มี
ความสาคัญกับคุณ ส่ิงที่ทาให้คุณรู้สึกว่าควรค่าต่อการใช้ชีวิต ฉันเรียกสิ่งเหล่าน้ีว่าค่านิยม
(Values) พวกเราทุกคนต่างมีค่านิยม เพียงแต่เรามักไม่ทราบแน่ชัดว่าส่ิงเหล่าน้ันคืออะไร
เพราะเราไม่ใส่ใจท่ีจะบอกตัวเองและทาให้ชัดเจนว่าสิ่งที่สาคัญเหล่านั้นสาหรับเราคืออะไร
เม่อื เราไมต่ ัดสนิ ใจตามค่านิยมดังกล่าว เรามักไม่พึงพอใจกับการใช้ชีวิตเท่าที่ควร ดังนั้น การ
ค้นหาว่าอะไรคือคุณคา่ หรอื สิ่งที่สาคญั สาหรับเรา จะช่วยให้เรามีโอกาสที่จะตัดสินใจส่ิงต่างๆ
ในชวี ิตได้ดขี ึน้ ซึง่ เปน็ ส่ิงที่สอดคลอ้ งกับคา่ นิยมของเรา

ขน้ั ตอนท่ี 2: แนะนำแบบบนั ทกึ และให้ผ้รู ับกำรบำบดั ระบุค่ำนยิ ม

ตัวอย่างการอธิบาย: แบบบันทึกนี้ประกอบด้วยรายการค่านิยมต่างๆ ท่ีเรามักพบส่วนใหญ่
ในชีวิตประจาวัน โดยดูท่ีคอลัมน์ด้านซ้ายและค่านิยมแต่ละประเภทที่ปรากฏ จากน้ันให้
วงกลม 2 ข้อท่ีมีความสาคัญท่ีสุดต่อคุณตอนนี้ หากท้ังสองข้อที่คุณเลือกจะเป็นคนละ
ประเภทกัน ก็ไม่เป็นไร แค่พยายามวงกลมข้อที่คุณให้ความสาคัญจริงๆ เท่าน้ัน และไม่ใช่สิ่ง
ทค่ี นอ่ืนคาดหวังว่าใหค้ ุณมคี า่ นยิ มในสิ่งน้นั ยกตวั อย่างเชน่ ไม่ใช่ทุกคนท่ีให้ความสาคัญอย่าง
มากกับการเป็นผู้ปกครองหรือกับตาแหน่งหน้าที่การงาน ส่ิงเหล่านั้นอาจมีความสาคัญแต่
ก็ไม่ใชค่ ณุ คา่ หลกั แบบบันทกึ นี้มเี ป้าหมายเพอ่ื ช่วยให้คุณเขา้ ถึงสิ่งที่คุณให้คุณค่าอย่างแท้จริง
และยังมีพื้นที่ว่างให้คุณได้เขียนค่านิยมได้เอง หากข้อท่ีปรากฏไม่ตรงกับส่ิงท่ีคุณ
ให้ความสาคญั อยา่ งแทจ้ ริง

ขน้ั ตอนที่ 3: ทำควำมเข้ำใจกบั ค่ำนิยมทไ่ี ดร้ บั กำรเลือกโดยใช้คำถำมปลำยเปดิ และทำทลี ะขอ้

ตัวอย่างการอธบิ าย: ฉนั อยากจะทราบเกี่ยวกบั ส่ิงทมี่ ีความหมายต่อคณุ ให้มากขน้ึ คุณเลือก
วงกลม ... อะไรที่ทาให้คุณคิดวา่ ค่านยิ มนน้ั สาคัญต่อคุณ?

ขั้นตอนท่ี 4: สะท้อนกลับสง่ิ ท่ีมีควำมสำคัญตอ่ ผู้รับกำรบำบัดมำกท่สี ดุ

ขั้นตอนท่ี 5: ให้ผู้รับกำรบำบัดระบุเป้ำหมำยที่เกี่ยวข้องกับค่ำนิยมท่ีเลือก ใช้คำถำมปลำยเปิดเพ่ือทำ
ควำมเขำ้ ใจกบั เปำ้ หมำย

ตัวอย่างการอธิบาย: ตอนนี้เราได้พูดคุยเก่ียวกับค่านิยมเฉพาะ ฉันอยากจะให้คุณลองดู
ท่ีคอลัมน์ “เป้าหมายของคุณ” (Your Goal) และเขียนเป้าหมายที่คุณต้องการทาให้สาเร็จ
หรือส่ิงที่คุณต้องการประสบความสาเร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งสอดคล้องกับ
คา่ นิยม....

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๒๕

ขน้ั ตอนท่ี 6: ให้จัดทำรำยละเอียดและระบุ “ก้ำวต่อไป” (Next Step) (นี่คือชิ้นงำนท่ีผู้รับกำรบำบัด
สำมำรถทำซ่ึงจะช่วยให้เขำหรือเธอ เข้ำใกล้ควำมสำเร็จได้มำกขึ้น) มอบหมำยชิ้นงำนน้ีในข้ันตอนถัดไป
และหำกจำเป็น ใหใ้ ชค้ ำถำมปลำยเปิดเพ่อื ใหเ้ ขำได้ขยำยควำม

ตัวอย่างการอธิบาย: จากตรงน้ี เราต้องการให้มีการกาหนดแผนระยะสั้นๆ ท่ีจะช่วยให้คุณ
ไปสู่ความสาเร็จได้ง่ายขึ้น กล่าวคือ บางอย่างที่คุณคิดว่าควรทาให้เกิดข้ึนในชีวิต และเป็นไป
ได้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าน่ันจะไม่ใช่เร่ืองง่าย หัวใจของความสาเร็จคือการเริ่มต้น แม้ว่าจะเป็น
ก้าวเล็กๆ ในทิศทางท่ีคุณคิดว่าสาคัญ น่ันคือก้าวที่คุณควรทาต่อไป ดังนั้น ในคอลัมน์ก้าว
ต่อไป ใหเ้ ขียนสง่ิ ท่คี ณุ สามารถทาระหว่างน้ี ทจ่ี ะชว่ ยในการเรมิ่ ตน้ สู่ความสาเรจ็ น้ัน

ขนั้ ตอนที่ 7: สรุปควำมเชื่อมโยงระหว่ำงควำมคิด (Thinking) กำรกระทำ (Actions) และค่ำนิยม
(Values)

ตัวอย่างการปิด: โดยสรุป เราได้พูดคุยเก่ียวกับการรู้จักค่านิยมตนเองสามารถช่วยเป็น
แนวทางให้เราตัดสินใจได้ดีข้ึนได้อย่างไร และเม่ือเราต้ังเป้าหมายของสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อเรา
มากท่สี ุดนั้น จะชว่ ยให้เราเหน็ ภาพทชี่ ดั เจนยิ่งขนึ้ วา่ เราควรเรมิ่ ต้นการเดินทางอย่างไร คุณได้
กาหนด .... ว่าเปน็ เปา้ หมายหนึ่งที่มีความสาคัญในชีวิตของคุณ และคุณได้บอกว่า ... คือก้าว
ต่อไปท่ีคุณจะทา เม่ือเราได้พบกันคราวหน้า ฉันอยากจะเห็นว่าเม่ือคุณลงมือทาแล้ว ผลเป็น
อย่างไรบา้ ง

สาหรบั แบบบนั ทกึ ค่านิยม (Value Help Sheet) (ภาคผนวก ค)

หลังจากใช้แบบบันทึกค่านิยม (Value Help Sheet) เพ่ือทาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งท่ีมีคุณค่า
ในชีวิตของผู้รับการบาบัดแล้ว ลาดับต่อไป ผู้บาบัดจะต้องทาการพัฒนาความเหมือนและความต่างระหว่าง
ค่านิยมและการตัดสินใจ(Developing Discrepancy-Consistency Between Values and Decisions)
เพือ่ ใหผ้ ู้รบั การบาบัดเข้าใจและตระหนกั ว่าพฤติกรรมที่เขาทาอยู่น้ัน มีความแตกต่างหรือสอดคล้องกับค่านิยม
ของตนเองอย่างไร และสนับสนุนให้ผู้รับการบาบัดเห็นว่าควรจะเลือกทาแต่พฤติกรรมที่จะนาไปสู่การมีชีวิต
ที่มคี ณุ คา่ ตามขน้ั ตอนดังน้ี

ส่วนที่ 1: อธบิ ำยควำมตำ่ ง (Discrepancy)

ขั้นตอนที่ 1: พดู คยุ เก่ยี วกับกำรตดั สินใจไม่นำนนี้ ซงึ่ ไมส่ อดคลอ้ งกับค่ำนิยมที่ระบุ

ใหค้ ณุ ดแู บบบันทึกคา่ นยิ มซึง่ เราไดท้ าร่วมกัน และบอกฉนั เกยี่ วกบั เรือ่ งทคี่ ุณเพิ่งตัดสินใจไป
ซงึ่ ไมส่ อดคล้องกบั ... [เลอื กค่านิยมท่ีผูร้ บั การบาบัดตอบไว้ชว่ งท่แี ล้ว]

ขนั้ ตอนที่ 2: อธบิ ำยควำมตำ่ งระหวำ่ งกำรตดั สนิ ใจและคำ่ นิยม

อะไรทาให้การตัดสินใจไมส่ อดคล้องกับคา่ นิยม?

อะไรคือสิ่งทเ่ี ลวร้ายที่สดุ สาหรับคุณ ในการตดั สินใจท่ีไม่สอดคลอ้ งกบั สิ่งทีค่ ุณให้คุณคา่ มากที่สุด?

ขั้นตอนท่ี 3: สะท้อนกลับส่ิงทส่ี ำคญั มำกทสี่ ุดสำหรบั ผรู้ ับกำรบำบัด

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒๖

ขน้ั ตอนท่ี 4: (หำกมี) อธบิ ำยควำมเชื่อมโยงท่ีอำจเกิดขึ้น ระหว่ำงกำรตัดสินใจและกำรเข้ำสู่กระบวนกำร
ยตุ ิธรรมอีกในอนำคต

การตดั สนิ ใจนจี้ ะทาให้เกิดปัญหาอ่ืนๆ ในกระบวนการยตุ ิธรรมตามมา?

ในอดตี การตัดสินใจเช่นนี้สร้างปญั หาให้คุณอยา่ งไร?

ข้ันตอนท่ี 5: สะท้อนกลบั ส่งิ ทส่ี ำคญั ท่ีสดุ สำหรับผูร้ ับกำรบำบัด

อะไรทาให้การตัดสนิ ใจไม่สอดคล้องกบั คา่ นยิ ม?

สว่ นท่ี 2: อธบิ ำยควำมเหมือน (consistency)

ขนั้ ตอนที่ 1: พดู คุยเกีย่ วกับกำรตัดสนิ ใจไม่นำนนี้ ซ่ึงสอดคล้องกับค่ำนยิ มทรี่ ะบุ

ตอนนี้อยากให้คณุ ไดเ้ ลา่ เก่ียวกับส่ิงทีค่ ุณเพิ่งตดั สินใจทาลงไป ซ่ึงเป็นไปตาม ... [เลอื กค่านิยม
ทผี่ ู้รับการบาบัดระบุไวใ้ นช่วงที่แลว้ ]

ขัน้ ตอนที่ 2: อธิบำยควำมเหมือนระหว่ำงกำรตดั สินใจและค่ำนยิ ม

อะไรทาให้เกดิ การตัดสินใจตามสง่ิ ทคี่ ุณให้คุณคา่ มากท่สี ุด?

อะไรคือสิ่งทด่ี ีท่สี ุดสาหรบั คณุ ในการตดั สนิ ใจให้เปน็ ไปตามสิง่ ทค่ี ุณให้คุณคา่ มากที่สดุ ?

ขน้ั ตอนที่ 3: สะท้อนกลบั สง่ิ ท่ีสำคญั มำกทีส่ ดุ สำหรบั ผรู้ ับกำรบำบัด

ขนั้ ตอนท่ี 4: (หำกมี) อธบิ ำยควำมเช่ือมโยงที่อำจเกิดขึ้น ระหว่ำงกำรตัดสินใจและกำรเข้ำสู่กระบวนกำร
ยุติธรรมทำงอำญำในอนำคต

หากคุณเลือกที่จะตัดสินใจตามส่ิงท่ีคุณให้ความสาคัญไปตลอด ส่ิงน้ีจะช่วยคุณหลีกเล่ียง
ปัญหาในกระบวนการยุตธิ รรมและนาไปสู่ชวี ติ ท่ดี ขี น้ึ ไดอ้ ยา่ งไร?

การบาบดั ทีก่ ลา่ วไปขา้ งตน้ นั้น เป็นแนวทางสาหรบั การลดมิติความเส่ียงท้ัง 8 ด้าน ที่ผู้บาบัดสามารถ
นาไปปรับประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม สอดคล้องกับปัญหาของผู้รับการบาบัด กรณีท่ีผู้บาบัดมีมิติความ
เสี่ยงในด้านความคิดแบบผู้กระผิดซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะมีมากกว่า 1 รูปแบบ ในการบาบัดความคิด
แบบผกู้ ระทาความผิดนี้ใชว้ ธิ ีการบาบัดตามแนวทางของ FCBT ทีเ่ น้นการปรบั เปลยี่ นความคิดแบบผู้กระทาผิด
ตามแนวทางของ Tafrate,& Mitchell (2014) ดังแผนภาพ

การพูดคยุ เกย่ี วกบั การวเิ คราะห์ การบนั ทกึ แบบบนั ทกึ การแสดงบทบาทสอง
ความคิดแบบ สถานการณ์ ความคดิ ความคิด (Thinking เสยี ง (Two Voice
ผกู้ ระทาผดิ การตดั สนิ ใจ (S-T-D
Help Sheet) Role-play)
analysis)

จากแผนภาพ การพูดคุยถึงรูปแบบความคิดแบบผู้กระทาผิด มีเป้าหมายท่ีทาให้ผู้รับการบาบัด
ให้ความสนใจกับรูปแบบความคิดของตนเอง ทาให้เกิดความตระหนักว่ารูปแบบความคิดน้ันมีผลอย่างไรกับ

ชีวิตเขาบ้าง รวมทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนรูปแบบความคิดนั้น โดยดาเนินการตามวิธีการและ

ข้นั ตอนดังน้ี

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒๗

วธิ ีการ
1) เลือกว่าจะคยุ ถึงรปู แบบความคดิ ไหนก่อน
2) ให้เลอื กรูปแบบความคิดท่ีสาคัญที่สดุ
3) อธิบายรปู แบบความคดิ น้ัน โดยใช้คาพดู ที่

- หลีกเลี่ยงการตตี ราในทางลบ
- ไมต่ ัดสนิ
- ไม่ใช้คาศพั ท์เฉพาะ คายาก
- เชอ่ื มโยงกับส่ิงท่ีคุณสังเกตเห็นในพฤติกรรมของผรู้ บั การบาบดั ถา้ เปน็ ไปได้
4) ใชท้ ักษะ OARS เพ่อื
- สารวจผลทเ่ี กดิ จากรปู แบบการคิดน้นั
- กระตุ้นใหเ้ กดิ คาพูดท่แี สดงถึงความต้ังใจท่ีจะเปลีย่ นแปลง
- หลกี เลี่ยงการชักจูงหรือโน้มน้าวผู้รบั การบาบดั

ข้ันตอนการพูดคุยเกีย่ วกับความคดิ แบบผู้กระทาผิด (Criminal Thinking)

ขน้ั ตอนท่ี 1: แนะนำใหร้ ู้จกั รูปแบบควำมคดิ แบบผกู้ ระทำผิดและค้นหำกรณเี ฉพำะทที่ ำให้เหน็ ผลของ
กำรตดั สนิ ใจ

ในคราวท่ีแล้วที่เราพบกัน สิ่งหน่ึงท่ีเราได้พูดคุยกันคือคุณมีแนวโน้มท่ีจะ... [ใส่คาอธิบาย
รปู แบบความคดิ (ภาคผนวก ง)] แค่ไหน วนั นฉ้ี ันอยากจะพูดคุยกันต่อในเร่ืองน้ี และคุยกันว่า
รูปแบบดังกล่าวน้ีจะมีผลต่อการตัดสินใจในพื้นท่ีชีวิตคุณในแง่มุมอื่นๆ อย่างไร อยากให้เล่า
ให้ฟังว่า ไม่นานน้ีเหตุการณ์ใดที่เม่ือคุณได้ทารูปแบบพฤติกรรมเช่นนั้นไปทาให้เกิดการ
ตดั สนิ ใจทีแ่ ยห่ รอื สร้างปัญหาขึ้น

ขนั้ ตอนที่ 2: ค้นหำควำมคดิ เฉพำะทีเ่ ช่ือมโยงไปสู่กำรกระทำผิด

คุณนึกถึงอะไรเป็นการเฉพาะหรือบอกตนเองว่าอย่างไรตอนท่ีกาลัง... [ใส่การตัดสินใจด้าน
ลบท่เี ช่ือมโยงกับการกระทาผดิ ]?

[สะทอ้ นความคิดของผูร้ ับการบาบดั เปน็ ระยะ]

ขั้นตอนที่ 3: ค้นหำผลกระทบต่อควำมคิดท่ีเกิดจำกปจั จยั ควำมเส่ียงกระทำผิดท่ีแตกตำ่ งกัน

อยากให้เลา่ ใหฟ้ ังวา่ ไมน่ านน้ีคณุ มีพฤติกรรมรูปแบบน้ีแล้วได้นาไปสู่การตัดสนิ ใจทผ่ี ิดพลาด
หรอื มีปัญหากบั ...ตามมา [เลอื ก 1-2 ขอ้ ดา้ นล่างที่คุณคดิ วา่ เก่ียวข้อง]

กระบวนการยตุ ิธรรม เพ่อื นของคณุ

การใช้ยาเสพตดิ หรือด่ืมสรุ าของคุณ พนกั งานคมุ ประพฤติของคณุ

การใช้เวลาวา่ งของคุณ ความสมั พนั ธ์ของคณุ กับภรรยา/สามี/ลกู /ครอบครวั

งาน/การหางานของคุณ อารมณ์โกรธของคุณ

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒๘

ขน้ั ตอนท่ี 4: ค้นหำควำมคดิ เฉพำะทเ่ี ชอ่ื มโยงกบั กำรกระทำผดิ

คุณคิดหรือบอกตัวเองว่าอย่างไรก่อนท่ีคุณ....[ใส่การตัดสินใจที่ผิดพลาดซ่ึงเช่ือมโยงกับ
การกระทาผิด]?

[สะท้อนความคิดของผูร้ ับการบาบัดเปน็ ระยะ]

ข้นั ตอนที่ 5: สำรวจช่วงเวลำท่ีพวกเขำเกือบมีพฤติกรรมรูปแบบน้ัน แต่สำมำรถดึงตัวเองกลับมำ และ
เลอื กตัดสนิ ใจทด่ี กี วำ่ ได้

ตอนนี้ ฉันอยากให้คุณเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดข้ึนเร็วๆ นี้ เมื่อคุณเกือบมีพฤติกรรมรูปแบบนี้
แต่สามารถยับย้ังตนเองและตัดสินใจเปลี่ยนความคิดได้ กล่าวคือ ช่วงเวลาท่ีรูปแบบนี้เกือบ
มอี ิทธิพลกบั คุณแต่คณุ สามารถคดิ ตา่ งในสถานการณน์ ั้นแทนได้

ขนั้ ตอนท่ี 6: คน้ หำควำมคิดทเ่ี กดิ ขนึ้ ก่อนกำรตดั สินใจทดี่ กี วำ่ จะเกดิ ข้นึ

คุณคิดหรือบอกตัวเองว่าอย่างไรก่อนที่คุณ....[ใส่การตัดสินใจท่ีถูกต้องซึ่งเช่ือมโยงกับ
การกระทาผิด]? [สะทอ้ นความคิดของผู้รับการบาบัดเป็นระยะ]

ขน้ั ตอนที่ 7: จบกำรสนทนำด้วยกำรสรุป ซ่ึงขดั แยง้ กบั กำรตัดสินใจของผู้รับการบาบัด คือเมื่อพวกเขำ
ยอมใหร้ ูปแบบควำมคิดน้ันมอี ิทธิพลต่อพฤติกรรมของพวกเขำ และเมื่อพวกเขำสำมำรถหลีกเลี่ยงอิทธิพล
เหล่ำนน้ั ได้

ดังน้ัน สรุปคือความเช่ือมโยงระหว่าง... [ระบุรูปแบบความคิด] และผลร้ายท่ีตามมา
ฟังดูเหมือนคุณกาลังคิดว่า... ในขณะที่เม่ือเวลาที่คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้องข้ึน คุณคิดว่า
น่าจะ...

สาหรับการพูดคุยเก่ียวกับความคิดแบบผู้กระทาผิด Tafrate& Mitchell. (2016) เสนอวิธีการ
ทจ่ี ะช่วยฝึกให้ผรู้ บั การบาบดั เกดิ การเปล่ยี นแปลงความคิดแบบผ้กู ระทาผิด ซ่งึ วิธกี ารเหล่านนั้ ไดแ้ ก่

1. การวิเคราะหส์ ถานการณ์ ความคิดการตดั สนิ ใจ (S-T-D analysis)
2. การบันทึกแบบบนั ทกึ ความคดิ (Thinking Help Sheet)
3. การแสดงบทบาทสองเสียง (Two Voice Role-play)

1. กำรวิเครำะหส์ ถำนกำรณ์ ควำมคดิ กำรตัดสินใจ (S-T-D analysis)
ในการบาบัดที่ผ่านมา ผู้บาบัดมักให้ความสนใจกับความคิดท่ีเกิดขึ้นภายหลังการ

ทาพฤตกิ รรมนัน้ ๆ แต่ในการบาบดั น้ีเราใหค้ วามสาคัญกับความคิดท่ีเกิดข้ึนก่อนการมีพฤติกรรมเส่ียง
ของผูร้ ับการบาบดั โดยใช้การวิเคราะห์ STD

ซ่ึงเปน็ การต้งั เปา้ หมายไปท่ีความคิดแบบผู้กระทาผิดเพ่ือนาไปสู่การเปล่ียนแปลง(Targeting
Criminal Thinking for Change) โดยการวิเคราะหต์ ามหลัก STD คือ

S = Situation : สถานการณ์ (ซ่ึงในสถานการณ์ดงั กลา่ ว มแี นวโนม้ ท่ีจะทาให้บุคคลเกิดหรือมี
พฤตกิ รรมเสย่ี ง เก่ียวกับการทาลายตนเองหรอื มพี ฤติกรรมแบบผกู้ ระทาผิด)

T = Thoughts :ความคดิ มกั จะเกิดข้ึนตามมาเมอื่ เกิดสถานการณ์

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๒๙

D = Decision : การตัดสินใจ หลังเกิดสถานการณ์ ความคิด  จึงเกิดการตัดสินใจ
และเกดิ เปน็ พฤติกรรม

ตัวอยา่ งเชน่
S = ไปดม่ื เหลา้ กับเพ่อื นในผับ มคี นทาเบยี ร์หกใส่ เพ่ือนเสริมแรงชว่ ยยุยงใหท้ ะเลาะกัน
T = เกิดความคิด “เพื่อนจะต้องชื่นชมและยอมรับในตัวฉันถ้าฉันต่อยคนนี้และเพื่อน

อาจเลย้ี งเบยี รฉ์ นั ”
D = เลยตัดสินใจต่อยหนา้ คนท่ที าเบียรห์ กใส่ (ซึง่ การตัดสินใจจะทาใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมตามมา)

การสารวจบริบท STD วิธีการคือ ให้ผู้รับการบาบัดเล่าถึงสิ่งที่ตนเองทา หรือไม่ได้ทาแล้วคิดว่ามัน
ไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง ซ่ึงสถานการณ์น้ันนาไปสู่การตัดสินใจและเกิดพฤติกรรมที่ตามมา จากนั้น
ผู้บาบัด ถามถึงความคิดของผูร้ ับการบาบดั เพื่อค้นหาความคิดก่อนท่ีจะเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์น้ันว่าคือ
ความคิดอะไร และความคิดนั้นส่งผลให้เกิดการตัดสินใจและพฤติกรรมที่ตามมาอย่างไร จากน้ันให้ผู้รับ
การบาบัดลองนกึ ถงึ การคดิ แบบอน่ื ทหี่ ากตอนนน้ั คิดแบบนจ้ี ะนาไปสผู่ ลลัพธท์ ด่ี ีกว่าและน่าพึงพอใจกวา่

ซ่ึงในขั้นตอนการวิเคราะห์สถานการณ์ ความคิด และการตัดสินใจ (S-T-D) ตามขั้นตอน
ของกระบวนการ CBT มขี นั้ ตอน 6 ขั้นตอนด้วยกนั ดงั นี้

1. คน้ หาสถานการณท์ มี่ คี วามเสย่ี งสงู (S)
2. คน้ หาการตดั สนิ ใจท่ผี ิดพลาดท่ีเชือ่ มโยงกบั สถานการณ์น้ัน (D)
3. ค้นหาความคิดก่อนเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด (T) ซึ่งส่ิงท่ีผู้บาบัดต้องระวังในข้ันตอนน้ี คือการแยก

ระหว่างความคิดกับความรสู้ กึ ต้องมคี วามชัดเจนและหาความคิดของผรู้ ับการบาบดั ท่ีเกิดขึ้นให้ได้
4. คน้ หาการตดั สินใจทถี่ ูกตอ้ งท่ีเช่อื มโยงกับสถานการณ์นน้ั
5. คน้ หาความคดิ ก่อนเกดิ การตดั สนิ ใจที่ถูกต้อง
6. สรุปความแตกตา่ งของความคิดที่นาไปสกู่ ารตัดสินใจท้งั สองด้าน

2. กำรบนั ทึกรปู แบบควำมคดิ ในระหว่ำงเข้ำโปรแกรม (Monitoring Thinking Patterns in Treatment)

เปา้ หมายของการบนั ทกึ ติดตาม (Monitoring) ได้แก่
1) เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ของผู้รับการบาบัดต่อรูปแบบการคิดแบบผู้กระทาผิด ท่ีเกิดข้ึน
ในชว่ งการพดู คุย
2) ได้ความคิดที่นาไปสู่ความเสี่ยง เพ่ือนามาเป็นประเด็นในการพูดคุยระหว่างผู้บาบัดกับ
ผู้รับการบาบดั
3) เพอ่ื ให้ผู้รับการบาบัดได้ฝึกทักษะการคิดในแบบท่ีสร้างสรรค์มากยิ่งข้ึน ท้ังน้ีในการบันทึก
ติดตาม ใชเ้ ครอ่ื งมอื ช่วย คือ แบบบนั ทกึ ความคดิ (Thinking Help sheet)

การใชแ้ บบบนั ทกึ ความคิด (Thinking Helpsheet) มขี ้ันตอน ดังน้ี
1.เม่ือผู้รับการบาบัดเข้ามาพบพร้อมกับแบบบันทึกความคิด (Thinking Helpsheet) แล้ว

ก็ให้ชื่นชมผู้รับการบาบัดที่ทาแบบบันทึกความคิด (Thinking Helpsheet) มา แล้วให้ผู้รับการบาบัด
เล่าสถานการณท์ ส่ี ง่ ผลให้เกดิ ความคิดฉับพลัน (Immediate Thinking) โดยใช้ หลัก OARS

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๓๐

2.ผู้บาบัดต้องใช้ทักษะในการสรุปความ ทั้งความคิดเดิม (Immediate Thinking) และ
ความคดิ ท่ีดกี วา่ (Better Thinking)

3.แสดงบทบาทสมมติ โดยผู้บาบดั จะเลน่ เป็นความคิดฉับพลัน (Immediate Thinking) และ
ให้ผรู้ ับการบาบดั เลน่ เป็นความคิดที่ดีกว่า (Better Thinking) เพ่ือค้าน/สู้กับเรา (ผู้บาบัด) โต้ตอบกัน
โดยถ้าผู้รับการบาบัดทาได้ดี ก็ช่ืนชม จากน้ันเพ่ิมระดับความยาก/ความท้าทายข้ึนไปอีก อาจจะ
ลองทาดสู ัก 3 ครั้ง

4.เสริมแรงให้กับผู้รับการบาบัด อาจจะเป็นการชื่นชมเมื่อผู้รับการบาบัดได้แสดงออก
ซึ่งความคิดท่ีดีกว่า นาเอา Change Talk ออกมาเพื่อให้ความคิดที่ดีของผู้รับการบาบัดได้มีพลัง มี
ความเข้มแขง็ มากขน้ึ

แบบบนั ทึกควำมคดิ (Thinking Help sheet)
ความคดิ /รปู แบบความคดิ Thought/Thinking Pattern.

สถานการณ(์ Situation) : อธิบายสถานการณ์ท่ีเกดิ ความคดิ น้ันขึ้น (เกดิ อะไร ท่ีไหน มีใครท่ีเก่ียวข้อง)

ความคิดแบบฉับพลัน (Immediate Thinking): เขียน 1-2 ประโยคที่อธิบายความคิดที่กาลังเกิดข้ึนในใจของ
คณุ ระหว่างทอ่ี ยู่ในสถานการณ์น้นั

การตัดสินใจและผลลัพธ์ (Decision and Outcome) : อธิบายส่ิงท่ีคุณทาลงไป ซ่ึงเป็นผลมาจากความคิด
ฉับพลันและสิ่งที่เกดิ ขึ้น

ความคิดที่ดีกว่า (Better Thinking) : เขียนวิธีการคิดรูปแบบอ่ืนท่ีสามารถนาไปสู่การตัดสินใจและผลลัพธ์ท่ี
ดีกวา่ เมือ่ อยใู่ นสถานการณน์ ้นั

ข้นั ตอนท่ี 1 ตวั อยำ่ งกำรมอบหมำยแบบบนั ทกึ ควำมคิด (Thinking Helpsheet)

แนะนำกำรคิดซงึ่ ผู้รับกำรบำบดั จะต้องเฝ้ำตดิ ตำมพฤตกิ รรม

เราได้พูดคุยเก่ียวกับเร่ืองท่ีอาจสร้างปัญหาให้คุณ หนึ่งในนั้นคือแนวโน้มท่ีคุณมักจะ...
[อธิบายความคิด] ...และคุณได้เล่าให้ฟังแล้วว่าเร่ืองนี้สร้างปัญหาให้คุณในอดีตที่ผ่านมา
อย่างไร เรามาคุยเร่ืองนี้กนั

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๓๑

ขั้นตอนท่ี 2 แนะนำแบบบันทกึ ควำมคิด
ขั้นตอนที่ 3
ขน้ั ตอนที่ 4 หากเราเร่ิมตระหนักว่าความคิดจะมีผลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจาวันได้อย่างไร ย่อม
ข้นั ตอนท่ี 5 ก่อให้เกดิ ประโยชน์ต่อเรา นีค่ อื แบบบนั ทกึ ที่ฉันอยากให้คุณเขียนทุกวัน อาจเป็นช่วงเย็นหรือ
ช่วงเวลาใดก็ไดท้ ีค่ ณุ สะดวก เราลองมาทาพร้อมกันสักครั้งเพอื่ เปน็ ตัวอย่าง
ขน้ั ตอนที่ 6
ขั้นตอนท่ี 7 เขยี นคำอธิบำยเกย่ี วกบั ควำมคดิ แบบผกู้ ระทำผิด ในตำรำงบนสดุ ของแบบบนั ทึก

ขน้ั ตอนท่ี 8 นี่คือความคิดที่ฉันอยากให้คุณลงรายละเอียด เมื่อความคิดแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิต ขอให้คุณ
ขน้ั ตอนที่ 9 ใส่ข้อมลู ต่างๆ ท่เี กี่ยวข้องลงในแบบบันทึก

อธิบำยชอ่ งสถำนกำรณ์ และยกตัวอย่ำงจำกชวี ติ จริงของผูร้ ับกำรบำบดั เพื่อให้เห็นภำพ

นี่คือช่อง “สถานการณ์” (Situation) ให้อธิบายสถานการณ์ที่ความคิดมีอิทธิพลต่อคุณ
[เขียนเล่าเหตุการณ์]

อธบิ ำยชอ่ งควำมคิดแบบฉับพลัน โดยใชต้ ัวอยำ่ งเดยี วกัน

น่ีคือช่อง “ความคิดแบบฉับพลัน” (Immediate Thinking) ขอให้คุณเขียนส่ิงที่เข้ามา
ในความคิดหรือสิ่งที่คุณได้บอกตัวเองเก่ียวกับสถานการณ์น้ัน เช่น คุณบอกว่า...[จดคาพูด
ของผู้รับการบาบัดที่สะท้อนความคิดของเขา ซ่ึงนาไปสู่ผลลัพธ์ด้านลบจากตัวอย่างท่ีพูดคุย
กันกอ่ นหนา้ นี้]

อธิบำยช่องกำรตัดสินใจ/ผลลพั ธ์โดยใชต้ วั อย่ำงเดยี วกัน

น่คี ือชอ่ ง “การตัดสินใจ/ผลลัพธ์”(Decision/Outcome) ให้คุณเขียนสิ่งท่ีคุณทาและผลลัพธ์
ท่เี กดิ ขนึ้ ดา้ นบวกหรือดา้ นลบ [จดผลลัพธ์ดา้ นลบท่ีผู้รับการบาบัดได้เปดิ เผยกอ่ นหน้าน้ี]

อธบิ ำยชอ่ งกำรคดิ และผลลัพธ์ท่ดี ีกว่ำโดยใชต้ ัวอย่ำงเดียวกนั

ในช่องสุดท้าย ให้คุณเขียนรูปแบบการคิดท่ีดีกว่าเดิม ซึ่งจะนาไปสู่การตัดสินใจและผลลัพธ์
ที่ดีกว่าเดิม เช่น เราคุยกันว่ารูปแบบการคิดท่ีดีกว่าเดิมอาจเป็น...[จดคาพูดจากความคิด
ของผรู้ ับการบาบดั ทอี่ าจนาไปสผู่ ลลัพธท์ ด่ี ีกว่า]

หากคุณตัดสินใจได้ถูกต้อง ส่ิงใดที่คุณสามารถทาให้ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณได้แน่นอน
ขึ้นในอนาคต?

ถำมผู้รบั กำรบำบดั หำกเขำ/เธอมีคำถำม

คุณเข้าใจหรือไมว่ ่าตอ้ งทาอะไร? มอี ะไรท่ีไม่แนใ่ จหรือไม?่

ปดิ กำรสนทนำ

ดังนั้น ก่อนนอนทุกคืน ฉันอยากให้คุณได้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และดูว่าคุณพอจะ
ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่รูปแบบความคิดแบบน้ีเกิดข้ึนได้หรือไม่ หากคุณนึกตัวอย่างได้
ให้เขียนลงในแบบบันทึกไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คราวหน้าเราพบกัน ขอให้คุณ
นาแบบบนั ทกึ นี้มาพรอ้ มตวั อย่างสัก 2-3 เรื่อง เพ่ือจะได้มาพูดคุยกนั

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๓๒

ขอ้ ควรรู้
1. ผู้บาบัดควรเลือกรูปแบบความคิดจากการคุยและจับประเด็นความคิดท่ีคิดว่ามัน

เปน็ ปัญหาที่เด่นชัดของผรู้ ับการบาบดั (จากรูปแบบความคิดทงั้ 13 ข้อใน criminal thinking)
2. ผู้บาบัดควรเป็นคนเลือกจากการพูดคุย ไม่จาเป็นต้องเป็นการเลือกร่วมกันกับผู้รับ

การบาบัด
3. ควรให้แบบบันทึกความคิดเป็นการบ้านของผู้รับการบาบัด ท่ีจะต้องกลับไปทาก่อน

ที่จะกลับมาพบกนั ในคร้ังตอ่ ไป
4.สามารถเขียนบันทึกความคิดได้มากกว่า 1 แต่ไม่ควรเกิน 2 รูปแบบ เพราะมันจะเยอะ

เกนิ ไปอาจทาให้ผรู้ บั การบาบัดสบั สนได้
5.เมื่อผู้รับการบาบัดนาใบงานมาส่ง ผู้บาบัดควรให้รางวัลหรืออาจชมเชยเพ่ือเป็นแรงเสริม

ทางบวกแก่ผ้รู ับการบาบดั
6.กรณีท่ีผู้รับการบาบัดไม่ทาใบงานมาส่ง ผู้บาบัดไม่ควรปล่อยละเลย เพราะนั่นจะเป็นแรง

เสรมิ ใหผ้ ้รู บั การบาบัดไม่ยอมใหค้ วามร่วมมือ ควรให้ผรู้ บั การบาบดั ลงมือทาในขณะนนั้ เลย

3. กำรแสดงบทบำทสองเสยี ง (Two Voice Role-play)
การแสดงบทบาทสองเสยี งเป็นแบบฝกึ หดั ทีต่ อ่ เน่ืองจากแบบบันทึกความคิดที่ผู้รับการบาบัด

ไดท้ าเสร็จไป เพ่อื ใหผ้ ้รู ับการบาบัดได้ฝกึ ฝนการตอบโต้การคิดแบบผู้กระทาผิด และฝึกสร้างคาพูดกับ
ตนเอง (self-statement) ที่เช่ือมโยงกับความเสี่ยงต่างๆ ในชีวิตให้เป็นไปในทางบวกข้ึน โดย
มีขนั้ ตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนแบบบันทึกเสริมแรงเชิงบวกให้ผู้รับกำรบำบัดสำมำรถลงแบบบันทึกได้อย่ำง
ครบถ้วนสมบูรณ์ ให้ผู้รับกำรบำบัดอธิบำยเกี่ยวกับแบบบันทึกให้คุณฟังทีละเร่ืองรำว โดยให้อธิบำย
สถำนกำรณ์นั้นๆ อย่ำงเฉพำะเจำะจง และให้คุยกันในรำยละเอียดเกี่ยวกับควำมคิดแบบฉับพลันและ
ควำมคดิ แบบที่ดกี วำ่

 ฉันดีใจทคี่ ณุ ทาแบบบันทึกได้อย่างครบถ้วน ตอนน้ีฉันอยากให้คุณได้อธิบายแบบบันทึกนี้
ลองเล่าสถานการณ์ที่คุณบันทึกไว้ ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ท้ังก่อน ระหว่าง และ
หลงั จากเหตกุ ารณน์ ้นั

 โอเค ฉันเข้าใจสถานการณ์ชัดเจนแล้ว ตอนน้ีมาคุยกันเก่ียวกับความคิดแบบฉับพลัน
คุณคิดยงั ไงในช่วงเวลาน้นั ?

 ตอนน้ี เลา่ ให้ฉันฟังเกย่ี วกบั ความคิดแบบท่ดี กี ว่า ลองอธบิ ายโดยใหร้ ายละเอียดกับฉัน

ข้นั ตอนที่ 2 สรปุ บทของกำรคิดแบบฉบั พลนั และควำมคดิ แบบทด่ี ีกวำ่ ของผู้รับกำรบำบดั

 ฟังดูเหมือนว่าจะมีความคิด 2 ด้านในหัวคุณ ลองมาดูกันให้ชัดเจนดีกว่าว่า แต่ละด้าน
เป็นอย่างไร บางคร้ังคุณบอกตัวเองว่า [ใส่ตัวอย่างความคิดแบบฉับพลัน] และนั่นนาไปสู่
ความยากลาบากท่ีเราได้คุยกันไปแล้ว บางคร้ังคุณสามารถบอกตัวเอง [ใส่ตัวอย่าง
ความคดิ แบบท่ดี กี ว่า] อธิบายแบบนีไ้ ดห้ รือไม่? หรอื คุณอยากอธิบายต่างไปจากนี้?

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๓๓

ข้นั ตอนท่ี 3 แสดงบทบำทสมมติ อธิบายการแสดงบทบาทสมมติโดยใช้การอุปมาความคิดทั้งสองแบบ
ใหแ้ สดงบทบาทสมมติเป็นดา้ นท่มี คี วามคิดแบบฉับพลนั และให้ผู้รบั การบาบดั แสดงบทบาทสมมติเป็นแบบท่ีมี
ความคดิ ท่ีดีกว่า

 ฉันอยากจะลองบางอย่าง ฉันอยากขอให้คุณเป็นนักแสดงสักครู่ ฉันจะแสดงบทด้าน
ความคิดแบบฉับพลัน และนาเสนอรูปแบบบางอย่างที่มาจากความคิดนั้น ฉันอยาก
ให้คุณสวมบทบาทในอีกด้านหน่ึงคือ ด้านความคิดที่ดีกว่า และคอยโต้ตอบสิ่งที่ฉันจะ
พูด ฉะน้ัน ฉันจะเป็นความคิดแบบฉับพลัน และฉันอยากให้คุณแสดงเป็นความคิด
ท่ีดกี วา่ แลว้ มาดูกนั ว่าคุณจะโตต้ อบความคดิ ของฉนั ได้หรือไม่

คุณควรใช้เวลาสักครู่เพ่ือคิดตัวอย่างความคิดแบบฉับพลัน จากน้ันบอกกับผู้รับการบาบัด
และรอการโต้ตอบจากพวกเขาในรูปแบบของความคิดท่ีดีกว่า โดยให้เร่ิมจากง่ายไปยาก และมีการ
เสริมแรงเชิงบวกให้กับผู้รับการบาบัดเม่ือเขาพยายามและทาสาเร็จ หากพวกเขาทาได้ดี ให้ตัวอย่าง
ความคิดแบบฉับพลันเพ่ิมเติม ท่ีมีระดับความยากหรือความสลับซับซ้อนเพิ่มข้ึนเล็กน้อย และให้ผู้รับ
การบาบดั ตอบโตใ้ นบทบาทของความคิดที่ดีกวา่

 ทาไดด้ ี คณุ ตอบโตเ้ ร่ืองน้นั ได้ดี ฉะนั้นตอนนีฉ้ ันจะเพม่ิ ระดับ

หากผู้รับการบาบัดทาได้ดี ให้ตัวอย่างเพิ่มเติม โดยอาจเพิ่มระดับ และความยากข้ึนเล็กน้อย
และให้ผู้รับการบาบัดตอบโต้อีกครั้งในรูปแบบของความคิดท่ีดีกว่า โดยรวมแล้วควรพยายามทาสัก
3-4 ตัวอย่าง หากผู้รับการบาบัดทาไม่ได้ ให้กาลังใจเขา และลองใหม่อีกครั้ง หรือลองให้ตัวอย่าง
ความคดิ กับเขา

ข้นั ตอนท่ี 4 กำรซักถำมโดยละเอียด(Debrief) เสริมแรงการแสดงออกความคิดท่ีดีกว่า อภิปรายวิธีการ
สรา้ งความคิดทดี่ ีกวา่ ใหเ้ ขม้ แขง็ โดยเสริมแรงให้มกี ารทาแบบบนั ทกึ ใหส้ มบรู ณ์

 คุณแสดงบทบาทของความคิดท่ีดีกว่าได้ดีมาก คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปล่ียนไปอย่างไรหาก
คุณใสใ่ จกบั ความคิดนใ้ี ห้มากข้นึ ?

 คุณมีวิธีการทาให้ความคิดน้ีชัดเจนขึ้นในตัวคุณได้อย่างไร? [คุณสามารถให้คาแนะนา
ที่เปน็ รูปธรรมหรือเฉพาะเจาะจงใหก้ บั ผรู้ ับการบาบัดได้ หากคุณมี]

 คุณคิดว่าในคราวหน้าที่คุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์น้ัน โอกาสท่ีความคิดน้ีจะชนะใจคุณ
เป็นอยา่ งไร ?

 ดูเหมือนว่าในสถานการณ์อย่างเช่น …[ใส่เหตุการณ์ในแบบบันทึก] คุณสามารถสร้าง
ความคิดแบบที่ดีกว่าออกมาได้ ซ่ึงสามารถทาให้สถานการณ์เปล่ียนแปลงไปหากคุณได้ทา
ในอดีต ดังน้ัน ฉันอยากให้คุณทาแบบบันทึกน้ีต่อไป เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันสร้างความคิด
แบบนใ้ี ห้เขม้ แขง็ ขึ้นในตัวคุณ และหยดุ รปู แบบความคิดทไี่ ดเ้ คยนาคณุ ไปสู่ปญั หา

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๓๔

บทท่ี 3
กรณศี กึ ษำ

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๓๕

บทท่ี 3

กรณศี ึกษำ

การใช้ Forensic Cognitive Behavior Therapy กับผู้รับการบาบัดในกระบวนการยุติธรรม
ให้ความสาคัญกับ Case Conceptualization ท่ีทาให้เกิดความชัดเจนในมิติความเสี่ยง และตรงกับสภาพ
ปัญหาท่ีแท้จริงของผู้รับการบาบัด ซึ่งจะทาให้มีการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ เกิดการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรม อันจะนาไปส่กู ารลดการกระทาผดิ ซา้ ตามแผนภาพนี้

กระบวนการประเมนิ การบาบดั แกไ้ ขฟ้นื ฟู การเปลยี่ นแปลง ลดการกระทาผดิ ซา้
ความเสยี่ ง พฤติกรรม

กระตนุ้ ใหเ้ กิดกลไกการเปลย่ี นแปลง (Change talk มากกว่า Sustain talk)
ด้วยการเพม่ิ ระดับการใช้ DARN และ CAT

ตวั อย่ำงกรณีศกึ ษำ
ลกั ษณะทั่วไป

เยาวชนชายวัยรุ่น อายุ 16 ปี รูปร่าง ผอม สูง (สูงประมาณ 170 ซม.) ผิวขาวผมสั้นเกรียน หน้าตา
สะอาดไม่มีสิว ไม่มีรอยสักตามร่างกาย ยิ้มแย้ม พูดจาโต้ตอบได้ดี น้าเสียงชัดเจน ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ผลกำรทดสอบทำงจติ วิทยำ
เชาวนป์ ัญญา อย่ใู นระดับปานกลาง
ลักษณะบุคลิกภาพ อารมณ์ และปรับตัว เยาวชนมีลักษณะพ่ึงพิง รู้สึกไม่ม่ันคงทางจิตใจ ทาตาม

อารมณ์ รู้สึกตนเองบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ มีแนวโน้มแสดงออกในทางก้าวร้าว ต่อต้าน ไม่เป็นมิตร เมื่อ
ถูกกระตุ้น ค่อนข้างมีความยากลาบากในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน การปรับตัวมีแนวโน้มโดยจงใจ
หลกี เล่ียงการเผชญิ ปัญหา โดยกลา่ วโทษบุคคลอ่นื ว่าเปน็ สาเหตุท่ีทาใหต้ นเองลม้ เหลวหรือเกิดปญั หา

ข้อหำ
ร่วมกันชงิ ทรัพย์ กระทาผดิ คร้ังท่ี 1

ประวตั ดิ ำ้ นครอบครัว
สภาพครอบครัวแตกแยก บิดามารดาเลิกร้างกันต้ังแต่เยาวชนอายุได้ประมาณ 10 ปี ก่อนหน้าน้ัน

บรรยากาศในครอบครัวไม่ราบรื่น บดิ ามารดามคี วามขดั แย้ง ทะเลาะเบาะแว้งบ่อยครั้ง ถึงข้ันลงไม้ลงมือ ทุบตี
ทาร้ายร่างกายกัน โดยบิดามีอุปนิสัยดุ เข้มงวด พูดจาประชดประชัน ประกอบกับชอบดื่มสุรา ส่วนมารดา
ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชอบออกเท่ียวในเวลากลางคืน รวมทั้งมีพฤติกรรมชอบเล่นการพนัน เยาวชนเห็นภาพบิดา
มารดามีความขัดแย้งกัน แต่ไม่สามารถช่วยเหลือหรือจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เม่ือมารดาแยกออกไป
อยู่ที่อ่ืน เยาวชนจึงอยู่ในความดูแลของบิดาเรื่อยมา แต่บิดามีวิธีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ใช้คาพูดที่รุนแรง
ด่าทอ ลงไม้ลงมือตี ด้วยไม้ ไม้กวาด เหล็ก เข้มงวดการเข้าออกบ้าน บางคร้ังแสดงอารมณ์ไม่พอใจเยาวชน

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๓๖

โดยไม่มีเหตุผล ขาดเวลาในการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เม่ือเยาวชนย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น (อายุประมาณ
14 ปี) เริ่มมีพฤติกรรมเกเร กลับบ้านดึก ไม่สนใจการเรียน ติดเกม โดยเยาวชนใช้ชีวิตอยู่ที่ร้านเกมวันละ
ประมาณ 8 ชวั่ โมง เยาวชนจึงออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใช้ชีวิตอย่างอิสระ
ทางานทไี่ ม่เป็นกิจจะลกั ษณะ เปลย่ี นงานบ่อยครง้ั ไม่อดทนต่อการทางาน ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ท่ีร้านเกม คบหา
เพื่อนทม่ี ีพฤติกรรมเสยี หายทัง้ ขบั ข่ีรถซิง่ เก่ียวข้องกับยาเสพติด ขณะเยาวชนอยู่ในกลุ่มเพ่ือนมักเป็นผู้ตาม ไม่
ชอบขัดเพ่ือน เยาวชนจึงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมตามมาหลายอย่างทั้ง สูบบุหร่ี ด่ืมเหล้า เบียร์ ค้างคืนนอก
บ้าน หนีออกบ้าน พกพาอาวุธ(มีด) เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน มีเร่ืองทะเลาะวิวาท ขับขี่รถประลองความเร็ว
เสพยาเสพติด (กัญชา โปรโคดิล มาโน ทามาดอล ) เยาวชนเคยทาร้ายตนเองด้วยการชกกาแพงเน่ืองจากมี
ปากเสียงกับบิดา และโดนบิดาไล่ให้ออกจากบ้าน เยาวชนเคยออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนระยะหนึ่ง
ประมาณ 1 เดือน โดยไปพกั อาศยั อย่กู ับกลมุ่ เพ่อื น

ลกั ษณะนสิ ยั และควำมประพฤติ
เยาวชนมีอุปนิสัยดือ้ รั้น เอาแต่ใจตนเอง มักแสดงออกทางสีหน้าเม่ือไม่พอใจ โต้เถียงบิดา เกียจคร้าน

ไม่มีความรบั ผดิ ชอบ ชอบเที่ยวเตร่ กลบั บ้านดึก และค้างคืนนอกบ้านเป็นประจา ในระหว่างเรียนประพฤติตน
เสียหาย ติดเพื่อน ติดเกม เคยขโมยเงินบิดาครั้งละ 300 - 400 บาทไปเล่นเกมหลายคร้ัง หลังจาก
ออกโรงเรียนทางานแบบจับจด นอกจากนี้ยังมักไปกับกลุ่มรุ่นพ่ีแล้วมีเร่ืองทะเลาะวิวาทกับคู่อริหลายคร้ัง
มกั เป็นฝา่ ยเรมิ่ ต้นในการก่อเหตุทะเลาะววิ าท และขับข่รี ถประลองความเรว็ ในเวลากลางคนื

ดำ้ นกำรคบเพื่อน
เพื่อนที่เยาวชนคบหาสนิทสนมมีท้ังหมด 5 คน ที่รู้จักกันมานาน ออกเรียนกลางคัน และเรียนไม่จบ

การศึกษาภาคบังคับ ไม่ได้ประกอบอาชีพท่ีเป็นกิจจะลักษณะ และมีความประพฤติเสียหาย ชอบใช้ความ
รุนแรง เคยมีชกตอ่ ย ทาร้ายคู่อริต่างสถาบันบ่อยครั้ง รวมท้ัง มีพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย ยุ่งเก่ียวกับยาเสพติด
ดมสารระเหย สูบกัญชา เสพยาบา้ ชอบเท่ียวเตร่ในเวลากลางคนื ตามสถานบันเทิง พกพาอาวุธ(มีดสั้น) และ
บางคนเคยกระทาความผดิ เชน่ คดชี ิงทรพั ย์ ยาเสพตดิ

ดำ้ นกำรศึกษำ
เยาวชนออกเรียนขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เนื่องจากเกเร ไม่สนใจการเรียน ติดเกม ติดเพื่อน

ผลการเรียนล่าสุดได้เกรดเฉล่ียประมาณ 3 เม่ือออกจากโรงเรียนก็ทางานไม่เป็นกิจจะลักษณะ เปลี่ยนงาน
บอ่ ย เคยรับจา้ งทางานจัดโต๊ะได้ประมาณ 2 เดือนอ้างว่างานหนัก ทางานร้านสะดวกซ้ือได้ประมาณ 1 เดือน
มเี รอ่ื งทะเลาะกับเพ่ือนรว่ มงาน และทางานสง่ ของได้ประมาณ 1 เดือน

ด้ำนชุมชนและสง่ิ แวดลอ้ ม
เยาวชนเติบโตและมีชีวิตอยู่ในชุมชนแออัด ย่านห้วยขวาง ใกล้ย่านธุรกิจและสถานบันเทิงครบวงจร

ภายในซอยและบริเวณรอบนอกชุมชนเป็นพื้นท่ีสีแดง มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดหลายชนิดท้ังสารระเหย
กัญชา ยาบ้า กัญชา แหล่งเสื่อมโทรม หวย การพนันโต๊ะบอล สนุกเกอร์ ร้านเกมเปิดบริการ 24 ชั่วโมง
เยาวชนจึงเตบิ โตท่ามกลางสภาพแวดลอ้ มทีเ่ ต็มไปด้วยแหลง่ อบายมุข

ดำ้ นกำรเกย่ี วข้องกบั สำรเสพติด
เยาวชนเร่ิมเสพกัญชาครั้งแรกต้ังแต่อายุ 14 ปี จากนั้นดื่มโปรโคดิล มาโน ทามาดอล จัดอยู่ใน

กลุ่มเสพ เยาวชนไม่มโี รคประจาตัว ไม่มีปญั หาด้านสขุ ภาพ พัฒนาการปกติ

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๓๗

ด้ำนประวตั กิ ำรกระทำผิด
วันเกดิ เหตเุ ยาวชนพรอ้ มกบั กล่มุ เพอ่ื นประมาณ 5-6 คน ได้น่ังมว่ั สมุ ดมื่ โปรโคดิลผสมยามาโน ยาเม็ด

ทามาดอลผสมโค้ก ตั้งแต่ประมาณ 4 ทุ่ม จนกระทั่งเวลาประมาณตี 2 จึงพากันแยกย้าย เยาวชนพร้อมกับ
เพื่อนคู่คดีได้ขี่รถจักรยานยนต์เพื่อจะกลับบ้าน ระหว่างทางได้เจอผู้หญิงเดินอยู่ในซอย จากน้ันได้จอดรถ
เพื่อพูดคุยกัน เพื่อนเยาวชนชักชวน จึงเกิดความกล้า และกลับรถเข้าไปใช้มีดจี้ชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยได้
ทรัพย์สินเป็นโทรศัพท์มือถือย่ีห้อไอโฟน เงิน และขนม ต่อมาเยาวชนพร้อมคู่คดี ถูกตารวจติดตามจับกุมตัว
ตามสญั ญาณโทรศพั ท์มือถือ

กระบวนกำรประเมนิ ควำมเสย่ี ง
ข้ันตอนท่ี 1 กำรเปลี่ยนกรอบกำรรับรู้ของผู้รับกำรบำบัดโดยใช้บทสนทนำกำรพบกันครั้งแรก (FCBT
First Contact Script)

ผู้บาบัดอธิบายบทบาทหน้าที่ของนักบาบัด / กาหนดความคาดหวัง / สร้างบรรยากาศของการทางาน
รว่ มกนั
ตัวอยา่ งการพดู คยุ ครง้ั แรก

สวัสดีค่ะ/ ครับ .…เอ็กซ์…. ขอบคุณนะคะท่ีมาพบครูตามนัด ครูชื่อ…. นะคะ/ครับ สาหรับครูเป็น
นักจิตวิทยา มีหน้าท่ี คือ 1. ดูแล ….เอ๊กซ์….. ในระหว่างท่ี ….เอ็กซ์….. ถูกควบคุมตัวในสถานแรกรับ และ
หน้าท่ี ทสี่ าคัญอีกอย่าง คือ การดแู ล ช่วยเหลอื ให้คาแนะนา…เอ็กซ์… ให้สามารถอยู่ในสถานแรกรับได้อย่างไม่
กังวลและปรบั เปล่ียนตัวเองไปในทางท่ีดีข้ึน ซ่ึงการที่จะทาให้เราปรับเปลี่ยนตัวเองในทางท่ีดีขึ้นนั้น ต้องอาศัย
ความร่วมมือทง้ั จากครูและ …เอ็กซ์….. ด้วยนะคะ/ครบั

ตอนนี้ ครูอยากจะฟัง ….เอ็กซ์….. บ้างว่า การที่ ….เอ็กซ์….. เข้ามาอยู่ในสถานแรกรับจะช่วยให้ ….
เอ็กซ์….. สามารถปรับเปลี่ยนตนเองไดอ้ ย่างไรบ้าง

ขัน้ ตอนที่ 2 กำรค้นหำ Risk Domain โดยใช้ MI และ OARS
กำรสัมภำษณเ์ พื่อสร้ำงแรงจงู ใจโดยใช้หลักกำรของ MI

1. การฟงั อย่างตัง้ ใจ การที่เราจะตัง้ ใจฟงั จะตอ้ งฟงั อยา่ งมีสมาธิ

2. ยอมรับในสิง่ ท่เี ขาเป็น เมือ่ ผู้รบั การบาบัดอยู่ตรงหนา้ เรา เราควรจะต้องสนใจและอยู่กบั เขา

3. ต้องไวตอ่ ความรูส้ ึก ไวต่อความทกุ ข์ของผู้อนื่

4. การกระต้นุ ให้ผรู้ ับการบาบัดให้ข้อมลู เพิ่ม เช่น “ลองเล่าใหฟ้ งั หนอ่ ยสิ...”

5. ไมพ่ ยายามแก้ปญั หาใหผ้ รู้ บั การบาบัด แตใ่ หเ้ ขาคิดหาวธิ แี ก้ปัญหาของเขาเอง

6. ค้นหาแรงจูงใจภายใน ผ้รู บั การบาบัดใหค้ วามสาคญั กับอะไร ให้ผูร้ บั การบาบัดต้องการที่จะเปล่ียน

ตนเองด้วยตนเอง

กำรใช้ทักษะ OARS
1. คาถามปลายเปดิ
2. การชืน่ ชม (Affirmation)

3. การสะท้อนความ (Reflection)

4. การสรุปความ (Summarization)

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๓๘

ทามาตรวัดความคิดแบบผู้กระทาผิด (กรณีมีความจาเป็นต้องทา /หรือกรณีที่สัมภาษณ์แล้วยังไม่พบ
หรอื รูปแบบความคดิ ไมช่ ัดเจน สามารถใชแ้ บบมาตรวัดความผดิ แบบผู้กระทาผิด)

ขน้ั ตอนท่ี 3 Case Conceptualization
วเิ ครำะห์มติ คิ วำมเส่ยี ง ทง้ั 8 ดำ้ น

มติ ิควำมเสี่ยง ผลกำรประเมิน รำยละเอียด

มี ไม่มี

มี ป ร ะ วั ติ ก า ร มี พ ฤ ติ ก ร ร ม /-

ตอ่ ตา้ นสงั คม

มบี ุคลิกภาพต่อตา้ นสงั คม / ทะเลาะวิวาทโดยมักเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ชอบใช้ความรุนแรง
ขโมยเงินบิดาเพ่ือไปเล่นเกม ชิงทรัพย์ผู้อ่ืน ขาดความ
มเี พ่อื น หรือคนรู้จักมีพฤติกรรม / รับผิดชอบต่อการเรียนและการทางาน ขับรถประลอง
ตอ่ ตา้ นสังคม ความเรว็ และเสพยาเสพตดิ

มีความคิดแบบผูก้ ระทาผิด / เพ่ือนของเยาวชนมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง มีเรื่องชก
ต่อย ทาร้ายคู่อริต่างสถาบันบ่อยครั้ง ลักเล็กขโมยน้อย ยุ่ง
เก่ียวกับยาเสพติดดมสารระเหย สูบกัญชา เสพยาบ้า ชอบ
เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ตามสถานบันเทิง พกพาอาวุธ
(มีดส้ัน) และบางคนเคยกระทาความผิด เช่น คดีชิงทรัพย์
ยาเสพติด

รปู แบบความคดิ ทพ่ี บ
- เช่ือว่าตนเองเป็นพวกเดียวกันกับเพื่อนท่ีมีพฤติกรรม

ต่อต้านสังคม (Identifying with antisocial associates)
จากประโยคท่ีเยาวชนพูดว่า “ผมไม่สามารถจะปฏิเสธเพ่ือน
ได้ คบกันมาต้งั นาน”
- ต้องการความต่ืนเต้นเร้าใจ (Demand for Excitement)
จากประโยคท่เี ยาวชนพดู วา่ “ผมรู้สึกมีความสุขที่สุด ตอนที่
ฉนั หนตี ารวจ มันทาให้ผมรสู้ กึ ดีมาก”
- ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ (Inability to Cope ) จาก
ประโยคที่เยาวชนพูดว่า “ครูให้การบ้านกับผมมากไป หนี
เรยี นดกี ว่า”, “พ่อบน่ ผมมาก ผมเลยออกจากบ้านดีกว่า”

การศึกษา/ การทางาน / เยาวชนออกเรียนขณะเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เนื่องจาก
ใชย้ าเสพตดิ / เกเร ไม่สนใจการเรียน ติดเกม เมื่อออกจากโรงเรียนทางาน
ไมเ่ ปน็ กิจจะลักษณะเปลย่ี นงานบอ่ ย ขาดความอดทน

เยาวชนเริ่มเสพกัญชาครัง้ แรกตั้งแต่อายุ 14 ปี จากน้ันดื่มยา

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๓๙

มติ คิ วำมเสี่ยง ผลกำรประเมิน รำยละเอียด
ครอบครัว/ การแต่งงาน มี ไมม่ ี

กิจกรรมยามว่าง/ นนั ทนาการ แก้ไอผสมน้าอดั ลม

/ สภาพครอบครัวแตกแยก บิดามีวิธีการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม
ใจร้อน อารมณ์รุนแรง ชอบพูดจาประชดประชัน ด่าทอ
ทาร้ายจิตใจเยาวชน กดดัน เปรียบเทียบเยาวชนกับพ่ีสาว
ลงโทษโดยขาดการอธบิ ายเหตผุ ล ประกอบกบั ใช้ความรุนแรง
ลงไมล้ งมือ ตีดว้ ยไม้ ไมก้ วาด เหลก็

/ ใช้ชีวิตอยู่ท่ีร้านเกมวันละประมาณ 8 ชั่วโมง เสพยาเสพติด
เท่ยี วเตร่ทั้งกลางวันและกลางคนื

กระบวนกำรบำบดั แกไ้ ข ฟื้นฟู
ขั้นตอนท่ี 4 กำรวำงแผนแกไ้ ข บำบดั ฟื้นฟู

มติ ิควำมเส่ียง เป้ำหมำยกำรบำบัด เทคนคิ / จำนวนครง้ั ที่พบ
-
วธิ ีกำรทีใ่ ชใ้ นกำรบำบดั 10
5
มีประวัติการมีพฤติกรรม - -
2
ตอ่ ต้านสงั คม

มีบคุ ลิกภาพต่อต้าน มุง่ ความสนใจไปท่ี - สอนและฝึกทักษะการจดั การ

สังคม - ความสามารถในการ ความโกรธ (teach anger

ควบคุมตนเอง management)

- ความสามารถจดั การ - สอนและฝึกทักษะทางสงั คม

ความโกรธ (Social skills) ไดแ้ ก่ ทักษะ

- ทกั ษะในการแก้ไข การตดั สนิ ใจ/ ปฏิเสธ เกย่ี วกบั

ปญั หา สถานการณ์ทเี่ ส่ียงตอ่ การ

กระทาผดิ ซา้ เชน่ การทะเลาะ,

การเสพยาเสพติด

มีเพื่อนหรือคนรจู้ ักมี ลดความเกีย่ วข้องกับผู้ที่ - ใช้ MI ในการเพิ่มความ

พฤติกรรมต่อตา้ นสงั คม มีพฤติกรรมต่อตา้ นสงั คม ตอ้ งการในการหลีกเล่ยี งกลุ่ม

และเพิ่มความเก่ยี วขอ้ ง เพอ่ื นทีม่ ีพฤติกรรมต่อตา้ น

กับผูม้ ีพฤติกรรมเอ้ือสังคม สงั คม

(Pro-social others)

มรี ูปแบบความคิดแบบ ลดความคดิ แบบผู้กระทา - การพูดคยุ เก่ียวกับความคดิ

ผกู้ ระทาผดิ ผิด โดยการสร้างและฝึก แบบผกู้ ระทาผดิ

กรมพนิ ิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๔๐

มติ ิควำมเส่ียง เปำ้ หมำยกำรบำบดั เทคนิค/ จำนวนครงั้ ที่พบ
วิธีกำรทใ่ี ชใ้ นกำรบำบดั ๑
1.เชอื่ ว่าตนเองเปน็ พวก ใหม้ รี ปู แบบความคดิ ท่ีมี
เดียวกนั กบั เพื่อนทมี่ ี ความเส่ียงตอ่ การกระทา - การวิเคราะห์สถานการณ์ ๑–๒
พฤติกรรมต่อต้านสังคม ผดิ นอ้ ยลง ความคดิ การตัดสินใจ (S-T-D
(Identifying with analysis) ๒–๓
antisocial associates) ๒
2.ตอ้ งการความตื่นเต้น -การบันทกึ แบบบนั ทึกความคิด ๑
เรา้ ใจ (Demand for (Thinking Help Sheet) /
Excitement) การมอบหมายแบบบันทกึ ๒–๓
3.ไมส่ ามารถจัดการกับ ความคิด (การบา้ น)
ปัญหาได้ (Inability to
Cope ) - การแสดงบทบาทสองเสยี ง
(Two Voice Role-play)

- การสารวจคา่ นยิ มทางบวก
ด้วยแบบบันทึกค่านิยม (Value
Help Sheet)

การศึกษา/การทางาน -ส่งเสรมิ ให้เรียน หรือ - คน้ หาจุดแขง็ ในด้าน
ทางาน พร้อมกับ ให้การ การศึกษา/การทางาน พร้อม
เสริมแรง และใหเ้ กิด ทัง้ ส่งเสริมใหเ้ ข้าร่วมในการ
ความพึงพอใจ ในการ ฝึกอบรมที่จาเปน็
เรียนหรือทางาน
- สอนและฝกึ ทักษะทางสังคม
ที่จาเป็นต่อการทางาน/การ
เรยี น เชน่ ทกั ษะการสอ่ื สาร
ในสถานการณท์ ่ยี ากลาบาก
ทกั ษะการจัดการกับการถูก
กล่าวโทษหรือกล่าวหา

การใชย้ าเสพตดิ - ลดการใช้สารเสพติด - ใช้ MI เพื่อสร้างแรงจูงใจหรือ ๑
๒–๓
- ลดพฤติกรรมสว่ นตวั เกิดความต้องการท่จี ะ

และลดพฤติกรรมรว่ มกับ หลกี เลี่ยงการใช้ยาเสพตดิ

ผอู้ น่ื ท่จี ะนาไปสู่การใช้ - ใหบ้ อกถึงสภาวะแวดล้อมท่ีมี
สารเสพตดิ
ความเสยี่ งสงู และสอนกลยทุ ธ์

- หาทางเลอื กอนื่ หรือ ในการหลกี เลี่ยง พร้อมกับ

กจิ กรรมอืน่ เพ่ือไมใ่ ห้ การสอนและฝกึ ทักษะการ
หมกมนุ่ กับการใช้สาร จัดการปัญหาในสถานการณ์

เสพติด ที่เสยี่ งสูงนั้นๆ

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๔๑

มิตคิ วำมเส่ียง เปำ้ หมำยกำรบำบัด เทคนิค/ จำนวนครงั้ ที่พบ
ครอบครัว/การแต่งงาน วธิ ีกำรท่ใี ช้ในกำรบำบัด ๑–๒
- มีการอบรมเลย้ี งดู ที่มี - ให้คาปรึกษาผปู้ กครองเพือ่ ๑–๒
การกากบั ตดิ ตาม เป็นแบบอยา่ งท่ดี ที ้ังในเรื่อง
ให้คาแนะนา ทเ่ี ข้มแข็ง ของทศั นคติและพฤติกรรมเอ้ือ ๒–๓
ชัดเจน สังคม (Pro-social) ๒–๓

- ผู้บาบดั และผปู้ กครองร่วมกัน
วางแผนการปรบั พฤติกรรมท่ี
เปน็ ปัญหาของผู้รับการบาบดั
เช่น พฤติกรรมกลบั บ้านดึก
รวมถงึ ระบรุ างวัลท่จี ะได้รบั
เมื่อแสดงพฤตกิ รรมกลับบา้ น
ตรงเวลา

- พัฒนาความสมั พนั ธใ์ น
ครอบครวั โดยเน้นความผูกพัน
ในครอบครวั ลดการตาหนิ
เพ่ิมการชน่ื ชม เพมิ่ การสมั ผัส
และบอกถงึ ขอ้ ดขี องกนั และกัน

- สอนและฝกึ ทักษะการส่ือสาร
รวมถงึ วางแผน และเพิ่มความถี่
ในการทากิจกรรมร่วมกนั กบั
ครอบครวั มากขึ้น

กจิ กรรมยามว่าง/ สง่ เสรมิ การเขา้ ร่วม การ - ใช้ MI เพือ่ สร้างแรงจูงใจหรือ ๑
นันทนาการ ให้รางวัล และความพึง ความตอ้ งการในการเขา้ รว่ ม ๒–๓
พอใจในการทากิจกรรม กจิ กรรมเอือ้ สงั คม (Prosocial
ยามว่าง/นนั ทนาการ activity) และสนับสนุนให้เขา้
ร่วมกิจกรรมเอ้อื สังคม เช่น
จติ อาสา บาเพ็ญประโยชน์/
งานบริการสังคม

- สง่ เสริมให้ผู้รับการบาบดั
เข้าร่วมกิจกรรมทเ่ี ป็น
ประโยชนต์ ามความถนัดและ
ความสนใจ เชน่ เล่นกีฬา
ดนตรี ศลิ ปะ หอ้ งสมดุ อา่ น
หนงั สือใหค้ นตาบอด กจิ กรรม
นนั ทนาการ

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๔๒

หมำยเหตุ :
- การสร้างแรงจูงใจโดยให้ผู้รับการบาบัดเห็นคุณค่าของชีวิตตนเอง เห็นว่าในอนาคตเขาควรทา
พฤติกรรมอย่างไร สามารถลดพฤติกรรมท่ีขัดแย้งกับสิ่งท่ีผู้รับบริการให้ความสาคัญ และเลือกทาแต่
พฤตกิ รรมท่จี ะนาไปสกู่ ารมีชีวิตที่มีคุณค่าได้น้ัน ผู้บาบัดสามารถเลือกการสารวจค่านิยมทางบวกด้วย
แบบบนั ทึกคา่ นยิ ม (Value Help Sheet) ซง่ึ จะทาให้ผู้รับการบาบัดเห็นเส้นทางข้างหน้าที่คุ้มค่าท่ีจะ
เปลยี่ นแปลงตนเอง
- จากกรณีศึกษาน้ีการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูมิติความเส่ียง 2 มิติ คือ รูปแบบความคิดแบบผู้กระทาผิดด้าน
ความต้องการความตื่นเต้นเร้าใจ (Demand for Excitement) พร้อมกับแก้ไขมิติความเส่ียงด้าน
กิจกรรมยามว่าง/ นันทนาการ เนื่องจาก ผู้บาบัดมีสมมติฐานเบ้ืองต้นว่าหากสามารถลดความคิด
การแสวงหาความตน่ื เตน้ จากกจิ กรรมทไ่ี ม่เหมาะสม และส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมเอ้ือสังคม (Pro-
Social) จะสามารถลดความเสยี่ งในมิตดิ ้านอ่ืนๆ ไดด้ ว้ ย

ขน้ั ตอนที่ 5 กำรแก้ไข บำบดั ฟ้ืนฟู
กระบวนกำร

ครง้ั ที่ 1 สรา้ งบรรยากาศและสรา้ งสมั พันธภาพ
ผู้บาบัดอธิบายบทบาทและหน้าที่ของผู้บาบัด เพ่ือลดความรู้สึกต่อต้านหรือความไม่เต็มใจ
จะพูดคุย และมองเห็นประโยชน์ต่อการมาพบผู้บาบัด จากนั้นร่วมกันกาหนดความคาดหวัง เพ่ือให้ผู้รับการ
บาบัดรู้สกึ ไมถ่ กู ทอดทิ้งใหแ้ กไ้ ขปัญหาเพยี งลาพงั หรือรสู้ ึกวา่ เราเป็นคนกาหนดทุกอย่าง เน้นให้ผู้รับการบาบัด
ร้สู ึกว่าเปน็ การทางานร่วมกัน โดยบทสนทนาส่วนใหญค่ วรจะใช้คาถามปลายเปิด
** กรณี Case ที่พูดน้อยไมค่ ่อยเปดิ เผยขอ้ มลู และความรสู้ ึก อาจใช้เทคนคิ อ่นื ช่วย เชน่ Art Feeling

ครง้ั ที่ 2 พดู คุยเก่ยี วกบั ความคิดแบบผู้กระทาผิด (Criminal Thinking)
ผู้บาบัดแนะนาให้ผู้รับการบาบัดรู้จักรูปแบบความคิดแบบผู้กระทาผิดและค้นหา (ความคิด/กรณี)
เฉพาะที่ทาให้เห็นผลของการตัดสินใจแล้วพูดคุยให้ผู้รับการบาบัดรู้จักรูปแบบความคิดแบบผู้กระทาผิด
(ภาคผนวก ง) ตามขนั้ ตอนของการพูดคุยเกย่ี วกับความคิดแบบผกู้ ระทาผิด (Criminal Thinking) (ในบทที่ 2 )

ข้ันตอนที่ 1: แนะนำให้รู้จักรูปแบบควำมคิดแบบผู้กระทำผิดท่ีส่งผลต่อกำรตัดสินใจที่ก่อให้เกิด
ปญั หำ และหำสถำนกำรณ์ทท่ี ำใหเ้ หน็ ผลของกำรตัดสินใจ

ตัวอยา่ งการพูดคยุ

ผู้บาบัด : “ในคราวที่แล้วท่ีเราพบกัน ส่ิงหน่ึงท่ีเราได้พูดคุยกันคือ เอ็กซ์มีแนวโน้มที่ชอบที่จะทาเรื่องเส่ียงๆ
เพียงเพ่ือให้ได้ความตื่นเต้น หรือหวาดเสียว แม้ว่าเอ๊กซ์จะรู้ว่ามันอาจมีผลที่ไม่ดีตามมา (อธิบายรูปแบบ
ความคิดแบบแสวงหาความตน่ื เต้นเร้าใจ) วันนี้ครูอยากจะพูดคยุ กันต่อในเรื่องนี้ และคุยกันว่ารูปแบบความคิด
แบบน้ีมีผลต่อการตัดสินใจต่อเร่ืองต่างๆ ในชีวิตอย่างไร อยากให้เล่าให้ฟังว่าเม่ือไม่นานน้ี ที่เมื่อคุณได้ทา
รูปแบบความคดิ เชน่ นั้นไปทาให้เกดิ การตัดสินใจทแี่ ย่หรอื สร้างปญั หาเกิดขน้ึ ”

ผรู้ บั การบาบัด : “ผมก็ไปแว้นกับเพื่อน แลว้ พอตารวจมาไล่ ผมก็ข่ีหนี สนุกดี สุดทา้ ยก็ไมร่ อดเลยโดยจับ”

ขั้นตอนที่ 2 : คน้ หำควำมคิดเฉพำะท่ีเชื่อมโยงไปสกู่ ำรกระทำผิด

ตัวอยา่ งการพดู คุย

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๔๓

ผ้บู าบดั : เอ๊กซน์ กึ ถึงอะไรหรือบอกตวั เองวา่ ยงั ไง กอ่ นท่ีจะไปขีม่ อเตอร์ไซด์กับเพ่ือน

ผู้รบั การบาบัด : เจ๋งดี ดีใจท่ีหนตี ารวจได้ ตารวจมนั ออ่ น

ผู้บาบดั : ดูเหมอื นเอก๊ ซ์รูส้ ึกภูมิใจนะ ทหี่ นีตารวจได้

ผู้รับการบาบัด : ใชค่ รบั

[สะทอ้ นความคิดของผู้รับการบาบัดเป็นระยะ]

ขน้ั ตอนท่ี 3: คน้ หำผลกระทบของควำมคดิ ในมิติควำมเสี่ยงดำ้ นต่ำงๆ

เป้าหมายของขั้นตอนนี้ เพ่ือใหผ้ รู้ ับการบาบัดมองเห็นวา่ ความคดิ รูปแบบนย้ี ังส่งผลให้เกิดปัญหาในมิติ
อื่นๆ ตามมา เชน่ การใช้ยาเสพติด สมั พันธภาพระหวา่ งครอบครัว

ตวั อยา่ งการพดู คยุ

ผู้บาบัด : เล่าให้ฟังหน่อยว่า นอกจากการออกไปแว้นแล้ว ความคิดที่ชอบทาเรื่องเส่ียงๆ เพียงเพ่ือให้ได้
ความตนื่ เตน้ หรือหวาดเสียว ยงั ทาให้เอก๊ ซ์ตดั สนิ ใจผดิ พลาดเกยี่ วกับเรอื่ งอะไรอีกบา้ ง

[เลอื ก 1-2 ข้อด้านล่างทคี่ ุณคิดวา่ เกยี่ วข้อง]

กระบวนการยุติธรรม เพอ่ื น

การใชย้ าเสพติดหรอื ดื่มสุรา พนักงานคุมประพฤติ

การใช้เวลาว่าง ความสัมพันธก์ ับภรรยา/สามี/ลูก/ครอบครัว

งาน/การหางาน อารมณ์โกรธ

ขั้นตอนที่ 4: สำรวจช่วงเวลำท่ีพวกเขำมีรูปแบบควำมคิดแบบผู้กระทำผิด แต่สำมำรถดึงตัวเอง
กลับมำ แลว้ เลอื กตดั สินใจท่ีดกี วำ่ ได้

ตัวอย่างการพดู คุย

ผู้บาบัด : เคยมีบ้างไหมเมื่อไม่นานมานี้เคยมีความคิดแบบน้ีเกิดขึ้น แต่เอ็กซ์สามารถห้ามใจตัวเองและเปล่ียน
ความคดิ แลว้ ทาให้ตดั สนิ ใจไดด้ ีกวา่ เลา่ ใหฟ้ ังหน่อย

ขน้ั ตอนที่ 5: ค้นหำควำมคดิ ที่เกดิ ข้นึ ก่อนกำรตดั สินใจท่ดี กี ว่ำ

คุณคดิ หรือบอกตวั เองวา่ อยา่ งไรกอ่ นทค่ี ณุ ......(ใส่การตดั สนิ ใจทีถ่ กู ตอ้ งซึง่ เช่ือมโยงกับการกระทาผิด)

ตัวอยา่ งคาถาม
ผ้บู าบัด : ก่อนท่เี อ๊กซ์ตดั สนิ ใจไม่ไปแว้นกับเพอื่ น เอ็กซค์ ิดอะไรอยู่
ผูร้ ับการบาบดั : กลวั ถูกจับ กลวั พ่อเสยี ใจ
[สะทอ้ นความคดิ ของผู้รบั การบาบัดเปน็ ระยะ]

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๔๔

ข้นั ตอนท่ี 6: จบกำรสนทนำดว้ ยกำรสรุป ซึ่งขัดแย้งกับกำรตัดสินใจของผู้รับบริกำร คือเมื่อพวก
เขำยอมให้รูปแบบควำมคิดน้ันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของพวกเขำ และเมื่อพวกเขำสำมำรถหลีกเล่ียง
อิทธิพลเหลำ่ น้ันได้

เป็นการสรุปความเชื่อมโยงระหว่าง...(ระบุรูปแบบความคิด) ....และผลร้ายที่ตามมา โดยสรุป
ความคิดที่สะท้อนถึงรูปแบบความคิดแบบผู้กระทาผิดที่ได้จากการพูดคุยตามขั้นตอนข้างต้น จากนั้นสรุป
เช่ือมโยงระหวา่ งการตัดสินใจท่ีดีกว่าวา่ เกดิ จากความคดิ อะไรบา้ ง
ตัวอยา่ งการพดู คุย
ผู้บาบัด : การที่เอ็กซ์คิดว่า ความคิดท่ีชอบความเสี่ยง โดยไม่คานึงถึงผลกระทบที่ตามมา เช่น คิดว่าการแว้น
มันแก้เซ็ง สนุกดี เปิดหูเปิดตา รู้สึกอบอุ่นท่ีได้อยู่กับเพื่อน แต่สุดท้ายก็ทาให้เอ็กซ์ต้องถูกจับดาเนินคดี แต่
ก็มีบางครั้งทเ่ี ราไม่ไปแวน้ กบั เพ่ือนเพราะมคี วามคิดวา่ เด๋ียวจะถูกจับ กลัวพอ่ เสียใจ เดีย๋ วมันจะยาว (มีเร่ืองอ่ืน
ตามมา) ซ่งึ มนั กส็ ง่ ผลทาให้เอ็กซไ์ มท่ าผดิ และไม่ถูกจับ

คร้ังท่ี 3 ฝกึ ให้เยาวชนเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบผู้กระทาผิดดว้ ยวธิ กี ารเหลา่ นัน้ ได้แก่
ผู้บาบัดพูดถึงวิธีการท่ีจะฝึกให้ผู้รับการบาบัดเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบผู้กระทาผิด โดยใช้
การวิเคราะห์สถานการณ์ การคิด การตัดสินใจ (S-T-D Analysis) เพื่อให้ผู้รับการบาบัดทราบสถานการณ์
นาไปสู่ การตัดสินใจและพฤติกรรมที่ตามมา โดยใช้ตารางแบบบันทึกความคิด (Thinking Help Sheet)
ชว่ ยคน้ หาความคดิ ก่อนท่จี ะเกดิ การตดั สินใจและพฤติกรรม

แบบบนั ทึกควำมคิด (Thinking Help sheet)

ความคดิ /รปู แบบความคิด Thought/Thinking Pattern.
“ต้องการความต่ืนเต้นเร้าใจ” (มีแนวโน้มที่ชอบท่ีจะทาเร่ืองเสี่ยงๆ เพียงเพื่อให้ได้ความต่ืนเต้น

หรือหวาดเสยี ว แม้ว่าเอ๊กซ์จะรู้วา่ มันอาจมผี ลทไี่ ม่ดตี ามมา)
สถานการณ์ (Situation) : อธบิ ายสถานการณท์ ีเ่ กดิ ความคิดน้นั ขึน้ (เกดิ อะไร ทไ่ี หน มีใครท่เี กีย่ วขอ้ ง)

ค้นหาสถานการณ์ที่

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม มีค๔ว๕ามเสยี่ งสงู (S)

- “อยู่บ้านแลว้ เพือ่ นโทรมาชวนออกไปขับรถเล่น”

ความคิดแบบฉบั พลัน (Immediate Thinking) : เขยี น 1-2 ประโยคท่ีอธิบายความคิดที่กาลังเกิดข้ึนในใจของ

คณุ ระหว่างที่อยใู่ นสถานการณน์ ้ัน

- “กด็ ีเหมือนกนั นะ เพราะอยู่บา้ นมนั นา่ เบ่อื ” ความคิดกอ่ นเกิด
- “มนั แกเ้ ซง็ สนกุ ดี เปดิ หูเปิดตา รสู้ ึกอบอนุ่ ที่ไดอ้ ยูก่ ับเพื่อน” ตดั สินใจที่ผิดพลาด (T)

การตัดสินใจและผลลัพธ์ (Decision and Outcome) : อธิบายส่ิงท่ีคุณทาลงไป ซ่ึงเป็นผลมาจากความคิด

ฉบั พลนั และส่งิ ที่เกดิ ขึน้ การตดั สนิ ใจที่ผิดพลาด

- ออกไปแว้นกบั เพือ่ น (การตัดสนิ ใจ) (D)

- ถูกจบั (ผลลพั ธ์)

ความคิดท่ีดีกว่า (Better Thinking) : เขียนวิธีการคิดรูปแบบอ่ืนท่ีสามารถนาไปสู่การตัดสินใจและผลลัพธ์ที่

ดกี วา่ เมอ่ื อยู่ในสถานการณ์นัน้ ค้นหาความคดิ ก่อนเกิด

- เดี๋ยวจะถกู จับ กลัวพอ่ เสยี ใจ เดย๋ี วมันจะยาว (ความคดิ ) การตดั สนิ ใจท่ีถกู ต้อง

- ไม่ทาผดิ และไมถ่ กู จบั (ผลลพั ธ์)

ผู้บาบัดสรุปความแตกต่างของความคิดท่ีนาไปสู่การตัดสินใจทั้งสองด้าน เพื่อให้ผู้รับการบาบัดได้เกิด
การตระหนักถึงความสาคัญของความคิดท่ีมีผลต่อการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่เกิดข้ึน โดยความคิดแบบผู้กระทาผิด
จะทาให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดและทาให้เกิดปัญหา ส่วนการเปล่ียนแปลงความคิดท่ีดีกว่าจะนาไปสู่
การตัดสินใจทีถ่ กู ตอ้ งและผลลพั ธท์ ี่ดีกว่า

หลังจากนั้นผู้บาบัดมอบหมายแบบบันทึกความคิด (Thinking Help Sheet) ให้ผู้รับการบาบัด โดย
ดาเนนิ การตามตวั อยา่ งขัน้ ตอนการมอบหมายแบบบนั ทึกความคดิ ในบทที่ 2

ครัง้ ที่ 4 – ๕ ทบทวนการบ้าน เกยี่ วกับการบันทกึ แบบบนั ทกึ ความคิด (Thinking Help Sheet)
เมื่อผู้รับการบาบัดนาใบงานมาส่ง ผู้บาบัดควรให้รางวัลหรืออาจชมเชยเพื่อเป็นแรงเสริมทางบวก
แก่ผ้รู ับการบาบัด หากผู้รับการบาบดั ไม่ทาใบงานมาส่ง ผ้บู าบดั ควรให้ผู้รบั การบาบัดลงมือทาในขณะนัน้ เลย
ผู้บาบัดพูดคุยเก่ียวกับแบบบันทึกความคิด โดยสอบถามรายละเอียดเก่ียวกับข้ันตอนตามทักษะ
OARS เพื่อให้ผู้รับการบาบัดเกิดความตระหนักรู้เก่ียวกับรูปแบบความคิดแบบผู้กระทาผิด และฝึกความคิด
ในแบบท่สี รา้ งสรรค์มากข้ึน

ครง้ั ท่ี ๖ – ๗ การแสดงบทบาทสองเสยี ง (Two Voice Role-play)

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๔๖

หลงั จากได้ทบทวนแบบบนั ทึกความคิดแลว้ ผู้บาบัดให้ผู้รับการบาบัดได้ฝึกฝนการตอบโต้การคิดแบบ
ผู้กระทาผิด และฝึกสร้างคาพูดกับตนเอง (self-statement) ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่างๆ ในชีวิตให้เป็นไป
ในทางบวกขึ้น โดยแสดงบทบาทสมมติ ซ่ึงผู้บาบัดจะเล่นเป็นความคิดฉับพลัน (Immediate Thinking) และ
ให้ผู้รับการบาบัดเล่นเป็นความคิดท่ีดีกว่า (Better Thinking) เพ่ือค้าน/สู้กับผู้บาบัด โต้ตอบกัน โดยถ้าผู้รับ
การบาบดั ทาไดด้ ี ก็ช่นื ชม จากนนั้ เพม่ิ ระดบั ความยาก/ความท้าทายขนึ้ ไปอกี อาจจะลองทาดสู กั 3 ครง้ั

โดยให้ดาเนนิ การตามขน้ั ตอนการแสดงบทบาทสองเสียง ในบทท่ี 2

ครงั้ ท่ี ๘ แบบบันทึกคา่ นยิ ม (Value Help Sheet) ครงั้ ท่ี 1
ผู้บาบัดให้ผู้รับการบาบัดสารวจค่านิยมทางบวก เพื่อให้เห็นถึงเส้นทางชีวิตข้างหน้า ที่คุ้มค่าท่ีจะ
เปล่ียนแปลงตัวเอง ด้วยการใช้แบบบันทึกค่านิยม โดยดาเนินการตามข้ันตอนการสารวจค่านิยมทางบวก
ด้วยแบบบนั ทึกคา่ นยิ มในบทท่ี 2

คร้งั ที่ ๙ แบบบนั ทึกค่านยิ ม (Value Help Sheet) ครั้งที่ 2
หลังจากใช้แบบบันทึกค่านิยม ผู้บาบัดจะต้องทาให้ผู้รับการบาบัดเข้าใจและตระหนักว่าพฤติกรรม
ที่เขาทาอยู่น้ันมีความแตกต่างหรือสอดคล้องกับค่านิยมของตนเองอย่างไร และสนับสนุนให้ผู้รับการบาบัด
เห็นว่าควรจะเลือกทาแต่พฤติกรรมที่จะนาไปสู่การมีชีวิตที่มีคุณค่า ตามข้ันตอนการพัฒนาความเหมือนและ
ความต่างระหว่างค่านิยมและการตัดสินใจ (Developing Discrepancy-Consistency Between Values
and Decisions) ในบทที่ 2

หมายเหตุ : การใช้แบบบันทึกค่านิยมว่าควรจะเริ่มใช้ในการบาบัดในช่วงใด (ช่วงเร่ิมต้น ช่วงกลาง
หรือช่วงท้าย) ให้พิจารณาจากผู้รบั การบาบัดเปน็ สาคัญ เช่น หากผู้รับการบาบัดมีแรงจูงใจในการเปล่ียนแปลง
น้อย อาจเริ่มด้วยการส่งเสรมิ คา่ นยิ มก่อน เพ่ือใหผ้ ู้รบั การบาบัดได้สารวจสงิ่ ทีม่ ีคุณคา่ ในชีวิต และมีแรงจูงใจใน
การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมเพื่อไปถึงคุณค่าในชีวติ นน้ั แล้วจึงเข้าสู่การปรับเปล่ยี นความคิดแบบผ้กู ระทาผิด

ครง้ั ท่ี ๑๐ ประเมนิ ผลการบาบดั
ผู้บาบัดประเมินความเปลี่ยนแปลงความคิดแบบผู้กระทาผิด ท่ีนาไปสู่การตัดสินใจและพฤติกรรม
ท่ีเหมาะสมมากขึ้นของผู้รับการบาบัด โดยพิจารณาจากผู้รับการบาบัดมีคาพูดที่แสดงถึงความตั้งใจ
ที่เปลีย่ นแปลงตนเอง (Change talk) มากกว่าคาพูดท่ีแสดงถึงความตั้งใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลง (Sustain talk)
มีการตัดสินใจที่เหมาะสมมากข้ึน มีพฤติกรรมเส่ียงต่อการกระทาผิดซ้าน้อยลง ซ่ึงสามารถใช้การสัมภาษณ์
พดู คุย สังเกตในการประเมนิ ผลการบาบดั
หลังจากน้ันผู้บาบัดประเมินความเส่ียงในมิติความเส่ียงอีกคร้ัง เพ่ือพิจารณาว่าผลการบาบัดสามารถ
ช่วยลดมิติความเส่ียงในด้านใดบ้าง และหากพบว่ายังมีมิติความเสี่ยงใดท่ียังเหลืออยู่ที่มีความจาเป็นต้องได้รับ
การบาบดั ใหด้ าเนนิ การบาบดั ในมติ นิ ั้นเพ่ิมเตมิ โดยใชก้ ารบาบัดตามแผนการบาบดั ท่ีจัดทาไว้

ข้ันตอนท่ี 6 สรุปรำยงำนผลกำรบำบัดทำงจิตวทิ ยำสำหรบั เดก็ และเยำวชน

กรมพินิจและค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๔๗

บรรณำนุกรม

Andrew, D., & Bonta,J. (Eds.) (2010). The Psychology of Criminal Conduct (5th Edition ed.).
New Providence, NJ: Matthew Bender & Company, Inc., LexisNexis Group.

อำ้ งอิง

กรมพนิ จิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ธิ รรม ๔๘

Tafrate, R., & Mitchell, D. (Eds.). (2014). Forensic CBT: A handbook for clinical practice.
Chichester, West Sussex, UK: Wiley.

Tafrate, R. C., Mitchell, D., & Simourd, D. (in press). Treatment plans and interventions for
forensic clients. New York: Guilford Press.

Rosengren, D.B. (2009). Building motivational interviewing skills: A practitioner workbook.
New York: Guilford Press.

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๔๙

ภำคผนวก

ภำคผนวก ก
บทสนทนำสำหรับกำรพบกนั คร้ังแรกแบบ FCBT

กลมุ่ 1
สวัสดีคะ่ ขอบใจมากนะทมี่ าพบกันในวันนี้ พี่… แล้วผมละสะดวกใหพ้ ่ีเรียกชือ่ ผมว่า…
พีม่ ีหน้าทใ่ี นการดแู ลผรู้ ับการบาบดั ทศ่ี าลฯ สัง่ ให้เข้ารับการอบรมทศี่ นู ยฝ์ กึ ฯ และให้คาแนะนาปรึกษา

ช่วยเหลือให้ผมสามารถใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์ฝึกฯ และมีทักษะในการใช้ชีวิต มีผลการฝึกอบรมที่ก้าวหน้า และ
ปลอ่ ยตัวไดเ้ รว็ และไมต่ อ้ งมีคดีกับมาศูนย์ฝกึ อกี

กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน กระทรวงยตุ ิธรรม ๕๐


Click to View FlipBook Version