คานา
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์( E – book) ฉบับน้ีเป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนในหลักสูตร พินิจ
เมืองแพร่ เนื้อหาจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์เมืองแพร่ ในมิติด้านการเปล่ียนแปลงการเมืองการปกครองของ
เมืองแพร่ตง้ั แตย่ ุครัฐ จารีตทีเ่ มืองแพรถ่ ูกผนวกกลายเปน็ ส่วนหน่งึ ของอาณาจักรล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่
20 หรือในราว พ.ศ.1986 จนถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของเมืองแพร่ในช่วง
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 ยุคการสร้างอาณานิคมภายใน ที่สยามได้มีการเปล่ียนแปลงการปกครองโดยกา ร
ขยายอํานาจ การปกครองของส่วนกลาง(สยาม) มาสู่เมืองเหนือหรือล้านนาซึ่งรวมไปถึงเมืองแพร่ท่ีมีสถานะ
เป็นเมืองหน้าด่านของหัวเมืองเหนือหรือล้านนาด้วย และมีเนื้อหาท่ีมุ่งให้ผู้เรียนเข้าใจถึงโครงสร้าง
ประวตั ิศาสตรท์ ้ังแบบโครงสร้างประวตั ิศาสตร์ราชาชาตนิ ิยม และโครงสรา้ งประวตั ศิ าสตร์ทอ้ งถนิ่ นิยม
ผู้จัดทําหวังว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E – book) เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน หรือนักเรียน
นักศึกษา และผู้ทส่ี นใจ หากมีข้อเสนอแนะหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทําขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ
ที่นดี้ ้วย
ผจู้ ดั ทา
สารบัญ
คานาเสนอ
บทที่ 1 ประวัติเมืองแพร่
พงศาวดารการกําเนิดเมืองแพร่
เมอื งแพร่สมัยกรุงสุโขทยั (จุลศกั ราช ๔๘๐ - ๖๒๙ พ.ศ. ๑๗๗๓ - พ.ศ. ๑๙๒๒)
เมอื งแพรส่ มัยกรุงศรีอยธุ ยา (จลุ ศกั ราช ๘๒๒ พ.ศ. ๒๐๐๓)
เมืองแพรส่ มยั กรงุ รัตนโกสินทรต์ อนกลาง
การจดั รูปการปกครองเมืองแพร่ตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล
บทท่ี 2 ศกึ ษาประวัตศิ าสตร์เมืองแพร่จากประวัติศาสตร์อาณาจักรตา่ ง ๆ
เมอื งแพร่ในประวัติศาสตร์อาณาจกั รสโุ ขทยั
เมอื งแพรใ่ นประวัตศิ าสตร์อาณาจักรล้านนา
เมืองแพร่ในประวตั ศิ าสตร์พม่า
เมอื งแพร่ในประวัตศิ าสตร์อาณาจักรอยุธยา
เมอื งแพรใ่ นประวตั ิศาสตร์อาณาจักรธนบรุ ี
บทท่ี 3 สถานะเมืองแพรใ่ นในยคุ สมัยรัตนโกสนิ ทร์
(พ.ศ.2313 – ตน้ ทศวรรษท่ี2430)
ความสมั พนั ธข์ องเมืองแพรแ่ ละสยาม
เมืองแพร่ภายใต้การปกครองของสยาม
การตอบโต้การรับรขู้ องเมืองแพรต่ อ่ การรบั รขู้ องสยาม
บทท่ี 4 เมืองแพร่ ในยุคการสรา้ งอาณานิคมภายในการปฏริ ูปการปกครองของสยาม
มุมมองเรื่อง รัฐ เสน้ เขตแดน ที่แตกต่าง
- มุมมองแบบสยาม
- มมุ มองแบบเมืองแพร่
จดุ เรม่ิ ต้นความขัดแยง้ สู่ จดุ ส้นิ สุดของเมืองแพร่
บทท่ี 5 พนิ จิ วาทะกรรม“เมืองกบฏ”ประวตั ิศาสตร์ความทรงจาขบวนการเคลื่อนไหวของคนเมืองแพร่
เมอื งแพรก่ ่อนการเกิดกบฏเงี้ยวปี (ก่อนพ.ศ. 2445)
พื้นที่ของการเกิดกบฏเง้ยี ว
“แพร่”เมอื งกบฏ
บทท่ี 6 การสรา้ งประวตั ศิ าสตร์เมอื งแพรข่ องคนท้องถ่ิน
โครงสร้างประวัตศิ าสตร์ท่ีมอี ิทธพิ ลตอ่ การสรา้ งประวตั ิศาสตรท์ ้องถิน่
- โครงสร้างประวตั ิศาสตร์แบบราชาชาตินิยมและท้องถ่นิ นยิ ม
การสรา้ งวีรบุรษุ ท้องถน่ิ ผ่านการสร้าง อนุสาวรยี ์ในเมืองแพร่
การรบั รูเ้ มอื งแพรจ่ าก “ภายนอก” เมอื งแพร่
บทที่ 1 ประวตั ิเมอื งแพร่
เมอื งแพร่เปน็ เมืองโบราณสร้างมาชา้ นานแลว้ ตั้งแต่อดตี กาล แตย่ งั ไมป่ รากฏหลกั ฐาน แน่ชดั วา่
สรา้ งขึ้นในสมัยใดและใครเป็นผู้สรา้ ง
เมอื งแพร่เปน็ เมืองทไี่ มม่ ีประวตั ิของตนเองจารึกไวใ้ นท่ีใดๆ โดยเฉพาะ นอกจากปรากฏในตํานาน
พงศาวดาร และจารกึ ของเมืองอ่ืนๆ บ้างเพียงเล็กน้อย ดังจะกลา่ วรายละเอยี ดในตอนต่อไป
จากการศึกษาคน้ คว้าและตรวจสอบหลักฐานจากตํานานเมืองเหนือ พงศาวดารโยนก และศิลา
จารกึ พ่อขุนรามคาํ แหง เมอื งแพรน่ า่ จะสร้างยุคเดียวกันกบั กรงุ สุโขทยั เชยี งใหม่ ลาํ พูน พะเยา น่าน ซึ่ง
บา้ นเมืองของเมืองแพรใ่ นยคุ นน้ั คงไม่กวา้ งขวางและมีผู้คนมากมายเหมอื นป๎จจบุ นั
เมืองแพร่มีชื่อเรยี กกนั หลายอย่าง ตํานานเมืองเหนือเรียกว่า “พลนคร” หรอื “เมอื งพล”
ดังปรากฏในตาํ นานสร้างพระธาตุลําปางหลวงวา่
“เบอื้ งหน้าแตน่ ้ันนานมา ยงั มีพระยาสามนตราชองคห์ นงึ่ เสวยราชสมบัติในพลรฐั นคร อันมใี นท่ี
ใกล้กนั กับลมั ภกปั ปะนคร (ลาํ ปาง) นี่ ทราบวา่ สรีรพระธาตพุ ระพุทธเจา้ มีในลัมภกปั ปะนคร
กป็ รารถนาจะใคร่ได้”
ในสมัยขอมเรืองอาํ นาจ
ราว พ.ศ. ๑๔๗๐ - ๑๕๔๐ นั้น พระนางจามเทวีได้
แผอ่ ํานาจเข้าครอบครองดนิ แดนในเขตลานนา ได้
เปลยี่ นชอื่ เมืองในเขตลานนาเปน็ ภาษาเขมร เช่น
ลําพนู เปน็ หริภุญไชย น่านเป็นนันทบรุ ี เมือง
แพรเ่ ป็นโกศยั นคร หรือนครโกศยั
ช่ือท่ีปรากฏในศลิ าจารกึ พอ่ ขุนรามคําแหง เรยี กว่า “เมือง
พล” และไดก้ ลายเสียงตามหลกั ภาษาศาสตรเ์ ป็น “แพร่” ชาวเมือง
นิยมออกเสยี งวา่ “แปู”
พงศาวดารการกาเนิดเมอื งแพร่
จุลศักราช ๔๒๑-๔๘๐ (พ.ศ. ๑๖๕๔-พ.ศ. ๑๗๗๓) พงศาวดารโยนก กลา่ วถงึ เมอื งแพรว่ า่
“จุลศักราช ๔๖๑ (พ.ศ. ๑๖๕๔) ขุนจอมธรรมผู้ครองเมืองพะเยา
เมื่อครองเมืองพะเยาได้ ๓ ปี ก็เกิดโอรสองค์หน่ึง ขนานนามว่า เจื๋อง ต่อมาได้
เปน็ ขนุ เจ๋ือง”
พ่อขุนเจื๋องอายุได้ ๑๖ ปี ไปคล้องช้าง ณ เมืองน่าน พระยาน่าน
ตนช่ือว่า “พละเทวะ” ยกราชธิดาผู้ช่ือว่า นางจันทร์เทวีให้เป็นภรรยาขุนเจื๋อง
แล้วขุนเจ๋ืองก็ไปคล้องช้าง ณ เมืองแพร่ พระยาแพร่คนชื่อ พรหมวงศ์ ยกราช
ธิดาผู้ชอ่ื ว่า นางแกว้ กษตั รยี ใ์ หข้ ุนเจ๋ือง
พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกล่าวถึงความตอนนี้ว่า เมื่อตติย
ศักราช ๔๒๑ ขุนเจียงประสูติ คร้ันอายุได้ ๑๗ ปี ไปคล้องช้างท่ีเมืองแพร่ พญาแพร่ชื่อ พรหมวังโส ยกลูกสาว
ช่ือ นางแก้วอิสัตรใี หข้ นุ เจยี งพร้อมกับชา้ งอกี ๕๐ เชือก
แทรกกลา่ ว จากพงศาวดารทัง้ ๒ ฉบบั ดังกลา่ ว จะเหน็ ได้ว่าเมือง
แพรเ่ ป็นเมืองทีส่ ร้างข้นึ แล้วในระหว่างจุลศกั ราช ๔๒๑ - ๔๖๑ (พ.ศ. ๑๖๑๔ -
๑๖๕๔) แตค่ งเปน็ เมอื งขนาดเล็กและจะตอ้ งเลก็ กว่าเมืองพะเยาดว้ ย
อนึ่ง ในระหว่างจุลศักราช ๔๖๒ - ๔๘๐ (พ.ศ. ๑๖๕๕ - พ.ศ.
๑๗๗๓) เมืองแพร่อยู่ในอํานาจการปกครองของขอมเพราะในระยะเวลา
ดังกลา่ ว ขอมเรอื งอํานาจอยใู่ นอาณาจักรลานนาไทย
มีขอ้ นา่ สังเกตวา่ ในระยะท่ีขอมเรืองอํานาจได้เปล่ียนชื่อเมืองแพร่
เป็นโกศัยนคร (โกศัยหมายถึงผ้าแพรเนื้อดี) แต่ไม่มีเหตุการณ์สําคัญอะไร
ปรากฏให้เห็น
จุลศักราช ๔๘๐ พ.ศ. ๑๗๗๓ เม่ือขอมเสื่อมอํานาจลง พ่อขุนบางกลางท่าว
และขนุ ผาเมอื งไดร้ วมกนั ลงเข้าด้วยกนั ยกเข้าตีกรุงสุโขทัย ซ่ึงตอนนั้นเป็นเมืองหน้าดา่ นของขอม
จุลศักราช ๕๐๗ พ.ศ. ๑๘๐๐ ฝุายไทย คือ พ่อขุนบางกลางท่าวมีชัยชนะแก่พวกขอม พ่อขุนบาง
กลางท่าวประกาศตนเป็นอิสระ ยกเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีของเมืองไทยหัวเมืองต่างๆ ในเขตลานนา ได้แก่
เชยี งใหม่ เชียงราย ลาํ พนู พะเยา ลาํ ปาง แพร่ นา่ น จึงต่างเป็นอสิ ระไมย่ อมข้นึ แกใ่ คร
จุลศักราช ๕๒๗ พ.ศ. ๑๘๒๐ พ่อขุนรามคําแหงได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางดัง
ปรากฏในศลิ าจารกึ กล่าววา่
“๐ …. เบอ๋ ง ( ตนนวนรอด เมองแพล เมองม่าน เมองน …. เมองพลาว ….)”
หอสมดุ แหง่ ชาตถิ อดความได้ว่า
“เบอ้ื งตีนนอนรอดเมืองแพล เมืองม่าน เมืองนา่ น เมืองพลัว”
แทรกกล่าว เมื่อพิจารณาตามสภาพภูมิศาสตร์ “เมืองแพล” ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงสุโขทัย
และเมอื งทอ่ี ยู่ทางทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของเมืองแพร่ คอื เมอื งนา่ น
ดังน้นั จงึ กล่าวไดว้ า่ “เมืองแพล” ทป่ี รากฏในศิลาจารึกกค็ อื “เมืองแพร่” นัน่ เอง
จุลศกั ราช ๖๒๙ พ.ศ. ๑๙๒๒ แผ่นดินสมัยพระเจ้าไสยลือไท สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พะง่ัว)
กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพข้ึนมาตีกรุงสุโขทัยและได้ชัยชนะ กรุงสุโขทัยจึงตกอยู่ใต้อํานาจของกรุงศรี
อยธุ ยา เมอื งแพร่จึงต้ังตนเปน็ อสิ ระอกี ครัง้ หนึ่ง
พงศาวดารเมืองน่าน กลา่ วถงึ เมอื งแพรว่ า่
จุลศักราช ๖๕๒ พ.ศ. ๑๙๕๔ สมัยเจ้าศรีจันต๊ะครองเมือง
น่านได้ ๑ ปี ก็มีพระยาแพร่สองคนพ่ีน้อง คนพ่ีช่ือพระยาเถร คนน้องช่ือ
พระยาอุ่นเมือง ยกกองทัพไปตีเมืองน่าน จับตัวเจ้าศรีจันต๊ะฆ่าเสียแล้ว
พระยาเถรก็ขนึ้ ครองเมืองน่านแทน
ฝุายอนุชาของเจ้าศรีจันต๊ะ ชื่อเจ้าหุง หนีไปพึ่งพระยาชะเลียงท่ี
เมืองชะเลียง (ซ่ึงขณะน้ันเมืองชะเลียงข้ึนต่อพระเจ้าไสยฤาไท แห่งกรุง
สโุ ขทยั )
พระยาเถร ครองเมืองน่านได้ ๖ เดือนกับ ๙ วัน ก็ล้มปุวยเป็นไข้โลหิต
ออกจากรขู ุมขนถงึ แกก่ รรม พระยาอ่นุ เมอื งผู้น้องจงึ ครองเมืองนา่ นแทน
พระยาอุ่นเมือง ครองเมอื งนา่ นไดเ้ พยี ง ๑ ปี เจ้าหุงอนุชาของเจ้าศรจี นั ตะ๊ กค็ มุ พลชาว
ชะเลยี งยกมารบพงุ่ ชิงเอาเมอื งคืน เจ้าหุงจับตวั พระยาอนุ่ เมอื งไดน้ ําไปถวายพระยาใตแ้ ละถูกกักตัวไว้ท่ีเมืองชะ
เลยี งเปน็ เวลาถงึ ๑๐ ปี และถงึ แกก่ รรมท่นี นั่ ดว้ ย
ตานานเมืองเหนอื กล่าวว่า
ในสมัยพระเจ้าติโลกราช จุลศักราช ๘๐๕ พ.ศ. ๑๙๘๖ กษัตริย์
เมืองเชียงใหม่ยก กองทัพไปตีเมืองน่านและได้ชัยชนะ พญาอินต๊ะแก่น เจ้า
เมอื งน่านหนไี ปเมอื งชะเลยี ง
ขณะท่ีพระองค์กําลังตีเมืองน่านอยู่นั้น ได้แต่งกองทัพให้พระมหาเทวี
ผู้มารดายกไปตเี มืองแพร่ พระมหาเทวียกกองทพั ไปถึงเมืองแพรก่ ็ใหท้ หารล้อมไว้
ฝ่ายท้าวแม่คุณ เจ้าเมืองแพร่ เห็นกําลังทหารของกองทัพเชียงใหม่
เข้มแข็งกว่าจึงออกไปอ่อนน้อมต่อพระมหาเทวี และพระมหาเทวีก็ให้ท้าวแม่คุณ
ครองเมอื งแพร่ดงั เดิม
พงศาวดารโยนก กลา่ วถงึ ความตอนนแี้ ละแตกต่างไปจากตํานานเมือง
เหนือว่า
จลุ ศกั ราช ๘๐๕ พ.ศ. ๑๙๘๖ พระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ได้ทรงทราบว่าเจ้ามืองน่านได้
กระทําเหตุหลอกลวงพระองค์ ดังนั้นก็ทรงพระพิโรธ จึงเสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองน่าน กองทัพยกออกจาก
เมอื งเชียงใหมใ่ นวนั ขน้ึ ๑๓ ค่ํา เดือนยี่ ปีกุน เบญจศก แล้วแบ่งกองทัพให้พระมหาเทวีผู้เป็นชนนียกไปตีเมือง
แพร่อกี ทัพหนง่ึ
กองทัพพระมหาเทวียกมาถงึ เมืองแพร่ กแ็ ตง่ ทหารเข้าล้อมเมืองแพร่ไว้ มีหนังสือแจ้งเข้าไปให้เจ้า
เมอื งแพร่ออกมาถวายบังคม
ฝุายทา้ วแมค่ ณุ ผคู้ รองเมืองแพร่ก็แต่งพลรักษาเมืองม่ันไว้ไม่ออกไปถวายบังคมและไม่ออกต่อรบ
กองทพั เชยี งใหม่จะหกั เอาเมืองแพร่ก็มิได้ นายทัพนายกองทั้งหลายจึงคิดทําปืนปุูเจ้ายิงเข้าไปในเมืองแพร่ นัด
แรกกระสุนต้องตน้ ตาลใหญใ่ นเมอื งแพร่หักเพยี งคอ นัดท่ีสองถกู กลางต้นตาลหักโคน่ ลง ท้าวแม่คุณเห็นดังน้ันก็
ตกใจกลัว จึงออกไปถวายบังคมต่อพระมหาเทวี พระมหาเทวีจึงให้ท้าวแม่คุณครองเมืองแพร่ดังเก่า แล้วเลิก
ทัพกลับเชยี งใหม่
เมืองแพร่สมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา (จุลศกั ราช ๘๒๒ พ.ศ. ๒๐๐๓)
สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ ยกทัพหลวงจากกรงุ ศรีอยธุ ยาข้ึนมาตีเมอื งแพร่ทางเขาพึง
หมน่ื ด้งนคร รักษาเมืองเชียงใหม่แทนพระเจา้ ตโิ ลกราช ซ่ึงเสดจ็ ไปตเี มืองพง ยกกองทพั ไปตัง้ รบั ไว้
พอพระเจ้าติโลกราชทรงทราบข่าว จึงเสด็จยกทัพหลวงลงไปช่วย
หมน่ื ด้งนคร สมเด็จ พระเจ้าบรมไตรโลกนาถ จึงลา่ ถอยทัพกลับกรงุ ศรีอยธุ ยา
หนงั สือสังคมศึกษา เขตการศึกษา ๘ กลา่ วถงึ ความตอนน้วี ่า
ปี พ.ศ. ๒๐๐๓ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ราชโอรสพระนามว่า
พระอินทราชาเป็น แม่ทัพหน้ายกไปตีเมืองเชียงใหม่ ตีเมืองรายทางถึงลําปาง
พระอินทราชาเข้าชนช้างกับแม่ทัพขา้ ศกึ ตอ้ งปืนสิ้นพระชนม์ในที่รบ กองทัพพระ
อินทราชาและกองทัพสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจําต้องยกกลับ ขณะนั้นเมือง
แพรอ่ ย่ใู นอาณาเขตของเชียงใหม่
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระนพรัตนวัดพระเชตุพนกล่าวถึง
ตอนน้ีว่า ศักราช ๘๐๙ ปีเถาะ นพศก พระยาเชลียงนํามหาราชมาเอาเมืองพระ
พษิ ณโุ ลกเขา้ ปล้นเมอื งเป็นสามารถเอามิได้ จงึ ยกทพั ไปเอาเมอื งกาํ แพงเพชร เข้า
ปล้นเมืองถึงเจ็ดวันมิได้ สมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถเจ้า และสมเด็จพระอินทราชาเสด็จข้ึนไปช่วยเมือง
กาํ แพงเพชรทนั และสมเด็จพระอินท-ราชาตที พั พระยาเกยี รติแตก ทัพท่านมาปะทะทัพหม่ืนนครได้ชนช้างด้วย
หมื่นนคร และข้าศึกลาวทั้งส่ีเข้ารุมเอาช้างพระท่ีนั่งข้างเดียว คร้ังน้ันพระอินทราชาเจ้าต้องปืน ณ พระพักตร์
ทัพมหาราชนน้ั เลกิ ทพั คนื ไป
จลุ ศักราช ๘๖๘ พ.ศ. ๒๐๔๙
แผน่ ดินสมยั พระเมืองแก้วครองเมืองเชียงใหม่ ทา้ วเมอื งคาขา่ ย นาํ บริวารหมจู่ ุมมาเป็นข้า พระ
เมอื งแก้วจึงให้ไปกินเมืองแพร่ (กิน = ครอง)
จุลศักราช ๘๗๐ พ.ศ. ๒๐๕๑ แม่ทพั กรงุ ใต้ (กรุงศรีอยุธยา) ช่ือพระยากลาโหมยกเอา ร้ีพลมา
รบเมืองแพร่ หมื่นจิตรเจา้ เมอื งน่านยกทัพมาชว่ ยต่อสู้ด้วยจนไดช้ ยั ชนะ
จุลศักราช ๘๗๒ พ.ศ. ๒๐๕๓
แม่ทัพกรุงใต้ชื่อ ขราโห (เพ้ียนมาจากคําว่า “กลาโหม”) ยกทัพมารบเมืองแพร่อีก หมื่นคําคาย
เจ้าเมืองละกอน (ลําปาง) ยกทพั ไปชว่ ยเมืองแพร่ รบกนั จนทัพเมืองใต้แตกพา่ ยหนกี ลบั ไป
ในปีเดียวกัน คือ จุลศกั ราช ๘๗๒ พ.ศ. ๒๐๕๓
พระเมืองแกว้ ใหเ้ จ้าเมอื งแพรส่ รอ้ ยไปกนิ เมืองนา่ น แทนท้าวเมอื งคาขา่ ย (หมน่ื สามลา้ น)
ครั้นจุลศักราช ๘๗๘ พ.ศ. ๒๐๕๙ พระเมืองแก้วให้เจ้าเมืองแพร่คายอดฟ้าไปครองเมืองน่าน
และทรงย้ายเจ้าเมืองนา่ นไปครองเมืองพะเยา
พระยาแพร่ยอดคําฟูาครองเมืองน่าน (พ.ศ. ๒๐๕๙, พ.ศ. ๒๐๖๒, พ.ศ. ๒๐๖๙) ต่อมายกทัพไป
รบศกึ ท่ีเชียงใหม่ปวุ ยเป็นฝีเนอ้ื รา้ ยจนถึงแกก่ รรม
จุลศกั ราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๐๖๖
ขณะทพี่ ม่าเข้าครอบครองลานนาไทย เจา้ อ่นุ เฮือนผู้ครองเมอื งนา่ นได้รบกับพม่า สู้พม่า ไม่ได้หนี
ไปพ่ึงเมืองชะเลียง
พอถึงจุลศักราช ๙๘๖ พ.ศ. ๒๐๖๗ เจ้าอุ่นเฮือนก็คุมพวกเข้าหักเอาเมืองน่าน ไล่ข้าศึกหนีจาก
เมืองนา่ นไปอย่เู มอื งแพร่
จลุ ศกั ราช ๙๐๗ พ.ศ. ๒๐๘๘
เมืองเชียงใหม่เกิดจลาจล ทางกรุงศรีอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาได้ยกกองทัพข้ึนมาตี
เมอื งเชียงใหม่
พระนางจิระประภา ราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้นําเอาเครื่องราชบรรณาการไปถวาย พระไชย
ราชาจึงยกกองทัพกลับ เมอื งแพรจ่ ึงตกอยูใ่ ตอ้ ํานาจของกรุงศรีอยุธยาไปดว้ ย
จลุ ศักราช ๙๑๒ พ.ศ. ๒๐๙๓
พระยาแพร่ เป็นทพ่ี ระยาสามล้านเชียงใหม่ได้ร่วมกันคบคิดจะเป็นใหญ่ในนครพิงค์กับ พระยา
ล้านช้าง พระยาหัวเวียงล้านช้างรวบรวมไพร่พลยกกําลังเข้าไปถึงนครพิงค์จักกระทําร้ายแก่เมือง คร้ันกระทํา
มไิ ดก้ อ็ อกหนีไป
ฝาุ ยเจ้าขุนทั้งหลายในนครพิงค์ต่างก็แต่งทหารออกรบ พระยาสามล้าน (พระยาแพร่) และพวกก็
แตกพา่ ยหนีไปเมอื งแพร่
จุลศกั ราช ๙๒๐ พ.ศ. ๒๑๐๑
พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ทหารเมืองเชียงใหม่มีน้อยกว่าพม่า
อีกทงั้ กองทัพพระเจ้าบเุ รงนองเขม้ แข็งชาญศึกสงครามกว่าพม่าจึงได้ชยั ชนะ
เชยี งใหมต่ กเป็นประเทศราชของพมา่ เมืองแพรจ่ ึงตกอย่ใู ตอ้ ํานาจของพม่าดว้ ย
พม่าปกครองประเทศราชในอาณาจักรลานนาไทย อันได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลําปาง ลําพูน
พะเยา แพร่ น่าน ดว้ ยการให้ขุนนางของพมา่ พร้อมดว้ ยทหารจํานวนหนึ่งอยูเ่ ปน็ ขา้ หลวงอยู่กาํ กบั เมือง
จลุ ศกั ราช ๙๓๑ พ.ศ. ๒๑๑๑
อาณาจักรลานนาไทยถูกพม่าเกณฑ์ให้ยกกองทัพไปช่วยรบกรุงศรีอยุธยา เมืองแพร่ก็ยกกองทัพ
ร่วมไปกบั พม่าครั้งน้ดี ้วย
และในท่ีสุด จุลศักราช ๙๓๒ พ.ศ. ๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยาก็แตก ตกเป็นเมืองข้ึนของพม่า
อาณาจักรลานนาไทยจงึ ตกอยู่ใต้อาํ นาจของพมา่ ดังเดิม
จลุ ศักราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๓
แผ่นดินสมเดจ็ พระเจ้าทรงธรรม กรุงศรีอยุธยามีกองทัพไม่ค่อยเข้มแข็งเกรยี งไกรอาณาจักรลาน
นาจงึ ตง้ั ตนเปน็ อสิ ระไม่ขนึ้ ต่อกรุงศรีอยธุ ยา
จลุ ศักราช ๙๙๗ พ.ศ. ๒๑๗๗
พระเจา้ สทุ โธธรรมราชา กษตั รยิ พ์ ม่าได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชยี งใหมแ่ ละจบั กุมเอาตัว พระเจา้
เชียงใหม่ไปคุมขังไว้ท่เี มืองหงสาวดี
เมอ่ื จดั การปกครองในเมืองเชียงใหมเ่ รียบรอ้ ยแลว้ พระเจา้ สทุ โธธรรมราชายกทพั ไปปราบเมือง
ต่างๆ ในเขตลานนาไทยยดึ เมืองทุกเมืองไว้ในอํานาจ เมืองแพรจ่ ึงตกอย่ใู นอํานาจของพมา่ อีกคร้ัง
จลุ ศักราช ๑๐๒๔ พ.ศ. ๒๒๐๕
แผน่ ดนิ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดใหย้ กกองทพั ขึน้ ไปตเี มอื งเชียงใหม่ พระองค์ทรงเปน็
จอมทัพตีหัวเมืองรายทางตั้งแต่ลําปาง แพร่ ลาํ พนู จนถึงเมืองเชยี งใหม่ โปรดใหเ้ จ้าพระยาโกษาเหลก็ ถมดินทาํ
เป็นเชงิ เทินตัง้ ปืนใหญ่ ยิงกราดเขา้ ไปในเมืองเชยี งใหม่ เชียงใหม่กแ็ ตก
ฝาุ ยกองทัพพมา่ ยกมาแต่เมืององั วะเพื่อชว่ ยเหลือเมืองเชียงใหม่(เพราะพมา่ ปกครองเมอื ง
เชยี งใหม่) กถ็ กู ทัพไทยซุม่ โจมตีกระหนาบแตกพา่ ยยับเยินไป
ดังนน้ั อาณาจักรลานนาจงึ ตกอยู่ใต้อาํ นาจของกรงุ ศรีอยุธยา
แทรกกล่าว มขี ้อน่าสงั เกตว่า ตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมาเมืองแพร่มีการเปลีย่ นแปลงอยู่
ตลอดเวลา ขณะใดท่ีกองทัพเมอื งเชยี งใหมเ่ ข้มแข็ง เมืองแพรก่ จ็ ะข้นึ อยู่กับเชียงใหม่ หากขณะใดที่ กองทัพ
กรุงศรีอยุธยาเขม้ แข็ง เมอื งแพร่ก็จะขน้ึ อยกู่ ับกรงุ ศรีอยุธยา ระยะเวลาใดทีท่ ้ังสองฝาุ ยอ่อนแอหรือเกิดจลาจล
เมืองแพรก่ จ็ ะตงั้ ตนเปน็ อสิ ระทนั ที
จลุ ศักราช ๑๑๐๓ พ.ศ. ๒๒๘๓ พระเจา้ องั วะ กษัตรยิ ์พมา่ ใหโ้ ปทัพพะการมังดเี ป็นแม่ทัพยก
กาํ ลังหนง่ึ หมื่นคนมาตีเมืองเทิน เมอื งแพร่ เมืองน่าน กวาดต้อนผู้คนในเมืองดงั กล่าวไปไวท้ ่เี มอื งเชยี งแสน
ในปีตอ่ มา จลุ ศักราช ๑๑๐๔ พ.ศ. ๒๒๘๔
พระยาแพรพ่ รอ้ มกบั เจา้ เมืองฝ่ายเหนอื มีพระยายองเปน็ ต้น ต่างรวบรวมไพร่พล ยกเข้ารบพุ่ง
ฆา่ ฟน๎ พมา่ ที่ปกครองเมอื งเชยี งแสน พม่าทราบข่าวจึงส่งกองทัพใหญ่ลงมาชว่ ย พระนครลําปางจงึ กวาดต้อน
ผคู้ นของตนไปไวท้ ีเ่ มืองเทิง
สว่ นพระยายองและพระยาแพร่ ได้นําผคู้ นของตนไปไวท้ เี่ มืองภูคา (อาํ เภอปว๎ จ.น่าน) แตก่ ็ถูก
พมา่ ตามตีแตกพา่ ยจนต้องหนีเข้าไปในเมืองน่าน
จุลศักราช ๑๑๐๕ พ.ศ. ๒๒๘๕ เจ้าเมอื งแพร่ และเจา้ เมืองนา่ นพรอ้ มด้วยเจา้ เมืองฝุายลานนา มี
พระยายองเปน็ หวั หนา้ ตา่ งรวมกําลังไพร่พลยกไปรบพม่าทีป่ กครองเมืองเชยี งแสนแลว้ ต้ังตนเปน็ อสิ ระนครอีก
ครงั้ หน่ึง
จลุ ศักราช ๑๑๒๑ พ.ศ. ๒๓๐๒
เจา้ ชายแกว้ โอรสพระยาสุละวะฤาไชยสงคราม (ทพิ ช้าง) เจา้ เมอื งละกอน (ลําปาง) พา
ครอบครวั ญาติพนี่ ้องและบรวิ ารหนีทา้ วลิ้นกา่ นไปซ่องสุมผู้คนอยเู่ มืองแพร่ แลว้ ยกกองทัพไปรบกบั ท้าวล้ินกา่ น
ท่เี มอื งลาํ ปางแต่สู้ไม่ไดจ้ งึ หนไี ปพ่งึ พมา่
จุลศักราช ๑๑๒๓ พ.ศ. ๒๓๐๔
กองทพั พม่ายกมาตเี มืองเชียงใหม่ ครนั้ แลว้ กย็ กกองทพั เข้าตีเมอื งลาํ ปาง (เจา้ ชายแก้วซึ่งหนีไปพีง
พม่าเม่ือคราวก่อนร่วมมากับกองทัพพม่าด้วย) พม่ายึดเมืองลําปางได้ เจ้าชายแก้วจึงจับท้าวลิ้นก่านประหาร
ชวี ติ เสีย
กองทัพพม่ายกมายึดครองเมืองแพร่ เมืองน่าน และลานนาไทยเกือบทั้งหมด คร้ันปีต่อมาพม่า
จาํ ตอ้ งยกกองทพั กลับเพราะเกิดจลาจลในเมืองอังวะ
จุลศักราช ๑๑๒๙ พ.ศ. ๒๓๑๐ พวกชาวลานนาไทย ถูกพม่าข่มเหงรังแกเบียดเบียน บ่อยคร้ัง
จงึ คดิ จะกอบกู้อิสรภาพ พระเจา้ มังระกษัตริย์พม่าทราบข่าวได้นํากองทัพใหญ่ลงมาปราบ อาณาจักรลานนาไว้
ได้ทัง้ หมด
หลังจากปราบปรามหัวเมืองฝุายเหนือแล้ว พระเจ้ามังระก็กรีฑาทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา และใน
ทสี่ ุดกรุงศรอี ยธุ ยาก็เสียอิสรภาพแกพ่ ม่า
เมืองแพร่จึงตกอยูใ่ ตอ้ ํานาจของพม่าอีกครัง้ หน่ึง จนถึงจุลศกั ราช พ.ศ. ๑๑๓๑ พ.ศ. ๒๓๑๒
เมอื งแพร่สมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทรต์ อนกลาง
ระหวา่ งจลุ ศักราช ๑๒๕๓ - จลุ ศักราช ๑๒๙๖ (พ.ศ. ๒๔๓๔ - พ.ศ. ๒๔๗๗)
จุลศักราช ๑๒๕๓ พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั ทรงเปลี่ยนระบอบการ
ปกครองประเทศ เปน็ แบบมณฑลเทศาภิบาล มีข้าหลวงเทศาภบิ าลสําเร็จราชการมณฑลลดอาํ นาจเจา้ ผคู้ รอง
เมืองใหน้ ้อยลงกว่าเดมิ
เมอื งแพร่ พระองค์ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระยาไชยบรู ณ์ (ทองอยู่
สุวรรณบาตร) ซึ่งขณะนน้ั ดาํ รงตําแหน่งปลัดมณฑลพิษณุโลก มาเป็น
ข้าหลวงกํากับการปกครองเมืองแพรเ่ ปน็ คนแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๐
หนงั สือการปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๓๖ - พ.ศ.
๒๔๗๖ กลา่ วถงึ ตอนนี้ว่า
เมืองแพรจ่ ัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าลหลงั จากพระยา
ทรงสรุ เดช ได้ไปตรวจ ราชการในเมอื งแพร่เม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๗ กลา่ วคอื
เมื่อพระยาทรงสรุ เดชไปถึงเมืองแพร่ “พระยาพิรยิ วิไชย” เจ้าเมอื งแพร่ไดใ้ ห้การต้อนรบั พระยาทรงสรุ
เดชเปน็ อย่างดี พร้อมกับแสดงความจํานงให้พระยาทรงสรุ เดชทราบว่าต้องการให้จดั ราชการ ๖ ตาํ แหนง่ ข้ึน
ในเมอื งแพร่ใหเ้ หมอื นกบั แบบแผนราชการเมืองเชียงใหม่ เหตทุ ี่พระพริ ิยวิไชยเสนอเช่นนนั้ ก็ประสงค์จะขอ
พระราชทานเลื่อนยศข้ึนเป็น “เจ้า”
พระยาทรงสรุ เดชเห็นวา่ งานราชการทง้ั หมดของเมืองแพรต่ กอย่ใู นอํานาจของพระยา
พริ ิยวไิ ชยท้งั สิ้น ดังนั้น เพื่อให้การปกครองของเมืองแพร่เรียบร้อย จึงให้ทาํ การทดลองจัดราชการ ๖
ตาํ แหนง่ ขนึ้ ในเมอื งแพร่
พระยาทรงสุรเดชไดม้ อบหมายให้ นายราชาภกั ดิ์ ขา้ หลวงเมอื งแพร่ ทาํ หน้าที่เปน็ ทีป่ รกึ ษาของ
พระยาพิรยิ วไิ ชย จดั การราชการงานในเมอื งแพรร่ ว่ มกัน
แทรกกล่าว มขี ้อนา่ สังเกตว่า
ประวัตศิ าสตร์เมืองเหนือของ ตรี อมาตยกลุ กลา่ ววา่ “โปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระยาไชยบรู ณไ์ ปเปน็ ขา้ หลวง
กาํ กบั การปกครองเมืองแพร่เปน็ คนแรกปี พ.ศ. ๒๔๔๐”
ส่วนปริญญานพิ นธ์ของสรัสวดี ประยรู เสถียร ขา้ งตน้ น้ีกล่าววา่ พระยาทรงสุรเดชได้ มอบหมายให้
นายราชาภกั ด์ิ ขา้ หลวงเมืองแพรท่ าํ หน้าทีเ่ ป็นที่ปรึกษาของพระยาพิริยวไิ ชย จดั การ ราชการงานในเมืองแพร่
ร่วมกนั จึงทําให้เป็นทีน่ ่าสงสยั วา่ นายราชาภกั ด์ิ หรือพระยาไชยบรู ณ์เปน็ ขา้ หลวงเมืองแพร่ คนแรกกันแน่
การจัดรปู การปกครองเมอื งแพรต่ ามระบอบมณฑลเทศาภิบาลของเมืองแพร่
ปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ทางราชการได้ประกาศให้รวมหัวเมืองฝุายเหนือขึ้นเป็นมณฑล โดยจัดให้เมืองแพร่
เมืองน่าน เมอื งลาํ ปาง รวมเป็นมณฑลเรยี กวา่ มณฑลมหาราษฎรแ์ ละให้ตัง้ ทวี่ ่าการมณฑลข้นึ ท่จี ังหวดั ลําปาง
ผสู้ าํ เรจ็ ราชการมณฑล ๓ ท่าน คือ
- มหาเสวกตรี พระยาเพชรรตั นราชสงคราม (เลื่อง ภูมริ ตั น)
- จางวางตรี พระยาไกรเพชรรัตนสงคราม (ชม โชตกิ ะพกุ กะณะ)
- มหาเสวกโท พระยาเดชานชุ ิต (หนา บุนนาค)
ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ทางราชการได้สั่งให้รวมมณฑลมหาราษฎร์กับ
มณฑลพายัพดังเดิม มีทีว่ า่ การมณฑลต้งั อยทู่ ่ีเมืองเชยี งใหม่
ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ทางราชการยกเลิกการปกครองแบบมณฑล
เทศาภิบาล ประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดินใหม่ โดยแบ่งเป็นภาคๆ เมืองแพร่จัดอยู่ในภาคที่ ๕ ที่ทําการภาคต้ังอยู่ที่จังหวัดลําปาง ขึ้นกับ
กระทรวงมหาดไทย
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางราชการได้ประกาศยกเลิกการปกครองแบบภาค ให้ทุกจังหวัดข้ึนตรงรัฐบาล
กลางทก่ี รงุ เทพมหานคร จนกระทั่งถึงปจ๎ จบุ ัน
การจดั รูปการปกครองเมอื งแพรใ่ นสมัยปจ๎ จบุ ัน (พ.ศ. ๒๕๒๘)
ส่วนภูมิภาค จังหวัดแพร่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น อําเภอ ตําบล และหมู่บ้าน ซ่ึงมี รายละเอียด
ดังนี้
อําเภอ ตาํ บล หมู่บ้าน ท่ีตง้ั หา่ งจากจังหวัด
เมอื งแพร่ ๑๖ ๙๓ ทต่ี ง้ั จงั หวดั
สูงเมน่ ๑๑ ๖๙ ๑๒
รอ้ งกวาง ๑๓ ๘๕ ๓๐
สอง ๗ ๔๘ ๔๙
ลอง ๗ ๖๖ ๔๓
เดน่ ชยั ๕ ๓๖ ๒๔
วงั ช้ิน ๕ ๔๗ ๗๙
รวม ๖๔
๔๔๔
ส่วนท้องถิน่ แบ่งออกเปน็ ๑ แห่ง
องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั ๑ แหง่
เทศบาลเมืองแพร่ ๙ แห่ง
สขุ าภบิ าล ๖๓ แหง่
สภาตาํ บล
บทที่ 2 ศกึ ษาประวตั ิศาสตรเ์ มอื งแพรจ่ าก
ประวตั ศิ าสตร์อาณาจักรต่าง ๆ
เมืองแพร่ในประวตั ศิ าสตร์อาณาจกั รสโุ ขทยั
ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับเมืองแพร่ปรากฏหลายแห่งในจารึกการเขียนจารึกเพื่อ
ประกาศให้มี การรับรู้เพ่ือจัดตําแหน่งแห่งท่ีของผู้เขียนจารึกกับฝุายที่ถูกเขียนถึงว่าอยู่ในฐานะอะไรหรือเป็น
การประกาศต่อเทพเจ้าหรือส่ิงศักด์ิสิทธิ์ เพ่ือเป็นการทําสัตย์สาบานฉะน้ันการสร้างจารึกจึงเป็นสื่อของการให้
เกิดการรับรู้ภายใต้เง่ือนไขที่กล่าวมาข้างต้น สุโขทัยจึงเขียนจารึกเป็นการกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ต่อการสร้าง
สิทธิธรรมในแง่ใดแง่หน่ึงไปในตัวว่าเมืองแพร่มีตําแหน่งแห่งท่ีอย่างไรในอาณาจักรสุโขทัย (วินัยพงศ์ศรีเพียร
2563) เมืองแพร่และเมอื งสุโขทัยเปน็ เมืองท่ีตงั้ อยรู่ มิ ฝ่๎งแม่น้ํายม เมอื งแพร่อยทู่ างตอนเหนือของแม่น้ํายมส่วน
เมืองสุโขทัยอยู่ด้านใต้ลงมาในยุคแว่นแคว้นในสมัยพ่อขุนรามคําแหงกล่าวว่าเมืองแพร่เป็นเมืองหน่ึงใน
อาณาจักรของพระองคโ์ ดยเมืองแพรเ่ ป็นเมืองปลายอาณาเขตทางทิศเหนือ (กรมศลิ ปากร 2526, 20)
หลังพ่อขุนรามคําแหงสวรรคตเมืองแพร่เป็นอิสระอยู่ได้ช่วงเวลาหน่ึง ภายหลังอาณาจักรสุโขทัยมี
ความเข้มแข็งก็กลับมายึดเมืองแพร่เป็นเมืองขึ้นในสมัยพระยาลิไทยพระยาลิไทยได้ขึ้นมายึดเมืองแพร่และเข้า
มาจดั กิจการในเมืองแพรเ่ ป็นเวลาถงึ 7 เดอื น
ดังปรากฏในจารึกวัดปุาแดงว่า “ มหาธรรมราชาผู้เอาพลไปในเมืองแพล
อยู่ได้เจ็ดเดือน” (กรมศิลปากร 2526, 254) เมื่อใดท่ีสุโขทัยอ่อนแอเมืองแพร่ก็จะ
ประกาศความเป็นอิสระความสัมพันธ์ลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ ของเมืองในยุค
แว่นแคว้นที่ไม่มีอํานาจศูนย์กลางเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ละเมืองมีอิสระเชิงสัมพัทธ์
ต่อกันข้ึนอยู่กับความสามารถของผู้นําเป็นสําคัญเมืองแพร่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ
อาณาจักรสุโขทัยเปน็ เวลานานได้รับอิทธพิ ลทางวัฒนธรรมบางด้านจากสุโขทัย เช่น
พุทธศาสนาดังปรากฏว่าในสมัยพระยาลิไทยข้ึนมายึดเมืองแพร่และเข้ามาจัด
กิจการในเมืองแพร่เปน็ เวลาถงึ 7 เดือน (กรมศิลปากร 2526,254)
การเข้ามาจัดการด้านศาสนาในสมัยของพระ
ยาลิไทยเน้น ความเป็นธรรมราชาท่ีต้องทํานุบํารุงและ
เผยแผ่พุทธศาสนาทําให้พุทธศาสนาแบบสุโขทัยมี
อิทธิพลอย่างสูงต่อพุทธศาสนาเมืองแพร่สังเกตได้จาก
พุทธศาสนาในเมืองแพร่เม่ือถูกรวมเข้าเป็นส่วนหน่ึง
ของล้านนาแล้วก็ยังคงรักษาพุทธ ศาสนาแบบท้องถิ่น
ท่ี ไ ด้ รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก สุ โ ข ทั ย ไ ว้ เ พ ร า ะ ใ น ตํ า น า น มู ล
ศาสนาและชินกาลมาลีปกรณ์ไม่กล่าวถึงอิทธิพลของ
ทั้งสองนิกายท่ีมีการแข่งขันกันในการเผยแพร่ความ
เช่ือในแบบของตนเข้าสู่เมืองใน ล้านนา แต่ในเมือง
แพรไ่ ม่ปรากฏอทิ ธพิ ลของทั้งสองนิกายนี้เพราะจากเส้นทางการเผยแพร่ของนิกายปุาแดงหรือลังกาวงศ์ใหม่ไม่
กล่าวถึงการเผยแผ่เข้าสู่เมืองแพร่หรือการทําสังคายนาพระไตรปิฎกในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชก็ไม่ กล่าวถึง
พระที่เข้าร่วมทําสังคายนาจากเมืองแพร่ทั้งท่ีมีพระสงฆ์จากทุกเมืองในอาณาจักรล้านนาเช่นเชียงใหม่น่าน
ลําพูน ฯลฯ เข้าร่วมเป็นเคร่ืองยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าพุทธศาสนาในเมืองแพร่น่าจะเป็นแบบด้ังเดิมที่ได้ รับ
อิทธิพลจากสุโขทัย (รัตนป๎ญญาเถระ 2552) ฉะนั้นจะเห็นว่าการรับรู้ต่อสถานะของเมืองแพร่มิใช่เมืองท่ีเป็น
ฝุายที่ถูกกระทําฝุายเดียวหรือไม่สามารถกําหนดวิถีประวัติศาสตร์ของเมืองตนเองได้ แต่ในบางเงื่อนไขที่เมือง
แพร่มีโอกาสก็กระทําการตอบโต้ต่อเมืองใหญ่ที่เข้ามาครอบงําเช่นการแยกตัวเป็นอิสระหรือยอมจํานน
ประวัติศาสตรเ์ มืองแพรจ่ งึ เป็นทง้ั ผ้กู ระทําการและผ้ถู ูกกระทาํ ในขณะเดียวกัน
เมืองแพร่ในประวัตศิ าสตรอ์ าณาจกั รล้านนา
เมืองแพร่ภายหลังจากเป็นเมืองอิสระในยุคแว่น
แคว้นได้ในช่วงเวลาหน่ึง แต่พอถึงพุทธศตวรรษท่ี 20
พัฒนาการของรัฐมาถึงจุดที่เมืองขนาดใหญ่สั่งสมอํานาจก็ได้
ขยายอํานาจเข้ายึดครองเมืองเล็กเมืองน้อยในที่ราบแอ่งหุบ
เขาเมืองขนาดเล็กในช่วงน้ีจึงถูกรวมเข้ากับอาณาจักรที่ใหญ่
กว่าเมืองแพร่เองก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร
ล้านนาถือว่าเป็นการสิ้นสุดยุคแว่นแคว้นอิสระสําหรับเมือง
แพร่ (อานนั ทก์ าญจนพันธ์ุ 2543, 24-44)
การขยายอํานาจของล้านนาเข้ายึดเมืองแพร่เมืองเชียงใหม่สมัยพญาคําฟูสามารถยึดเมืองพะเยาของ
พระญาเมืองได้ใน พ.ศ. 1881 และมีความพยายามขยายเขตแดนลงมาทางเมืองแพร่ใน พ.ศ. 1883 แต่ไม่
ประสบความสําเร็จเพราะเมืองแพร่สามารถรักษาเมืองไว้ได้ (คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชําระตํานาน
พื้นเมืองเชียงใหม่ 2550, 48-49) ในขณะนั้นอาณาจักรล้านนายังไม่มีความเข้มแข็งเน่ืองจากเพิ่งสร้าง
อาณาจักรและมีการเปล่ียนเมืองหลวงทั้งเชียงรายและเชียงแสนพ่ายแพ้ให้แก่พระญาคําฟูได้ในการ ศึกครั้งน้ี
หรือมิฉะนั้นเมืองแพร่ก็มีความเข้มแข็งในระดับหนึ่งจึงสามารถสร้างความพ่ายแพ้ให้แก่พระญาคําฟูได้ในการ
ศึกครง้ั นี้
อาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่) เมื่อมีความเข้มแข็งสูงสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราชก็พยายามขยาย
อํานาจมาสู่เมืองแพร่อีกครั้งในครั้งน้ีเมืองแพร่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านนาใน พ.ศ. 1986
(คณะ อนุกรรมการตรวจสอบและชําระตํานานพื้นเมืองเชียงใหม่ 2550, 64)
แต่เมอื งเชยี งใหมต่ อ้ งใช้เวลาถงึ 103 ปจี งึ สามารถยดึ เมืองแพร่เข้ามาเป็นส่วน
หน่งึ ของอาณาจักรไดแ้ สดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของเมืองแพร่ในระดับหนึ่ง
รวมท้ังป๎จจัยของ การเป็นรัฐในหุบเขาท่ียากต่อการสั่งสมอํานาจทาง
เศรษฐกิจทําให้มีพัฒนาการช้ากว่ารัฐท่ีเป็นเมืองท่าชายทะเลท่ีมีการติดต่อ
คา้ ขายกับรัฐอนื่ ทําใหร้ ฐั ชายฝ๎่งทะเลเกิดการแลกเปล่ยี นวิทยาการเมืองชายฝ่๎ง
ทะเลสามารถพัฒนาเป็นรัฐขนาดใหญ่ และสามารถสร้างระบบการบังคับ
บัญชาในรูปแบบรัฐราชการหรืออาณาจักรเช่นเดียวกับอยุธยาพม่าเป็นต้น
ส่วนเชียงใหม่เป็นรัฐในหุบเขามีวิวัฒนาการท่ีช้ากว่าทําให้ในช่วงร้อยปีเศษที่
เชียงใหม่ส่ังสมอํานาจเมืองแพร่ยังคงสถานะเมืองอิสระได้ เป็นเวลานาน
(สรัสวดอี อ๋ งสกลุ 2561) การยึดเมืองแพร่ในสมัยพระเจ้าติโลกราชในบริบทท่ีเชียงใหม่สามารถสั่งสมอํานาจได้
อย่างเข้มแข็งแลว้ ถอื วา่ เปน็ ยุคทองของอาณาจักรล้านนา (วิชญามาแกว้ 2564) จึงสามารถเข้ายึดเมืองแพร่โดย
ใช้เวลาอันส้ันเจ้าเมืองแพร่ท้าวแม่นคุณยอมออกมาสวามิภักดิ์แสดงให้เห็นถึงกําลังที่เหนือกว่าของเมือง
เชียงใหมก่ ารศกึ ครง้ั นพี้ ระเจ้าติโลก ราชได้ให้มหาเทวีผู้เป็นพระมารดาเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกส่วนตัวพระเจ้า
ติโลกราชยกทัพไปยึดเมืองน่านท่ีมีเกลือเป็นทรัพยากรสําคัญส่วนเมืองแพร่เป็นเพียงเมืองทางผ่านและเมือง
แพร่ไม่มีกําลังพอที่จะต้านทานการศึก ในคร้ังน้ีได้ต้องใช้วิธีการปิดเมืองไม่ยอมปะทะกับข้าศึกเพ่ือให้เสบียง
ข้าศึกหมด แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นดังที่คิดเพราะเมืองเชียงใหม่เตรียมพร้อมและมีความเข้มแข็งรวมถึงมี
เทคโนโลยที ่เี หนอื กวา่ คือปนื ใหญห่ รอื ปเุู จ้า
ในท้ายที่สุดเมืองแพร่ต้องยอมแพ้ต่อความเข้มแข็งกว่าในด้านกําลังคนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีส่วน
ป๎จจัยท่ีพระเจา้ ตโิ ลกราชตอ้ งยึดเมืองแพรเ่ น่ืองมาจากอาณาจักรล้านนาสมัย ของพระองค์มีความเข้มแข็งสูงสุด
ตอ้ งการขยายอาณาเขตและอิทธิพลการจะขยายอํานาจลงด้านทิศใต้เข้าสู่อาณาจักรสุโขทัยขั้นแรกต้องเข้ายึด
เมืองแพร่และเมืองน่านให้ได้ก่อนในฐานะท่ีเมืองแพร่และเมืองน่านเป็นพันธมิตรท่ีมีความสัมพันธ์กับสุโขทัย
เมืองแพร่และเมืองน่านจึงเป็นเมืองท่ีอยู่ในฐานะเมืองหน้าด่านรวมถึงเป็นฐานทรัพยากรด้านกําลังคนและ
เสบียงเพื่อปูองกันไม่ให้เมืองแพร่และเมืองน่านลอบโจมตีตลบหลังในทํานองเดียวกันเม่ือ ใดท่ีสุโขทัยหรือ
อยุธยาต้องการขยายอาณาเขตข้ึนทางด้านเหนือก็ต้องยึดเมืองแพร่เช่นกันเมืองแพร่จึงมีฐานะเป็นเมืองหน้า
ด่านของการขยายอํานาจของเมืองใหญ่ทั้งฝุายเหนือฝุายใต้เพราะเมืองแพร่มีที่ต้ังท่ีติดกับ อาณาจักรอยุธยา
ทางด้านทิศใต้และอาณาจักรล้านนาทางด้านทิศเหนือเมืองแพร่หลังตกเป็นเมืองข้ึนของล้านนาในสมัยพระเจ้า
ติโลกราชใน พ.ศ. 1986 ก็กลายเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านนาจนตกมาเป็นเมือง ข้ึนของพม่าใน พ.ศ.
2101 เมืองแพร่ในสมัยนอี้ ยใู่ นฐานะเมอื งประเทศราชของอาณาจักรล้านนาทีม่ เี ชียงใหม่เป็นศนู ย์กลาง
การจัดการปกครองเมืองแพร่ในสมัยเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านนาเมืองแพร่ภายหลังตกเป็น
เมืองขึ้นของอาณาจักรล้านนานํามาสู่การจัดระบบการปกครองใหม่โดยในช่วงแรกให้ท้าวแม่นคุณครองเมือง
แพร่ต่อไป (คณะอนกุ รรมการตรวจสอบและชําระตํานานพ้ืนเมืองเชียงใหม่ 2550, 64) แต่ในภายหลังได้มีการ
ส่งเจา้ เมืองจากเชียงใหม่เขา้ มาปกครองเจ้าเมอื งในยุคหลังใช้วิธีการโยกย้ายสลับตําแหน่งไม่ต้องการให้หัวเมือง
เขม้ แข็งเชน่ ใน พ.ศ. 2002 พระเจา้ ติโลกราชกยกเมอื งแพร่ใหเ้ ปน็ รางวัลแก่พระยาธิษเฐียรหรือพระยาสองแคว
เปน็ บาํ เหนจ็ รางวลั เมอ่ื ชนช้างชนะ
หลังจากเมืองแพร่เข้ามาเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านนาระบบการปกครองเป็นการโยกย้ายเจ้า
เมืองตามคําสั่งของส่วนกลางเจ้าเมืองแต่ละเมืองปกครองในระยะเวลาสั้น ๆ และเจ้าเมืองที่ไปปกครองไม่ใช่
เช้อื สายเจา้ เมืองเดมิ เชน่ ทเี่ จ้าเมืองแพร่ ได้ไปปกครองเมืองน่านในสมัยที่เป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรล้านนาถึง
2 องค์ แต่ก็เป็นระยะเวลาส้ัน ๆ แล้วก็มีคําส่ังให้ไปปกครองเมืองอ่ืนต่อไปการปกครองในระบบขุนนางต้องฟ๎ง
คาํ สงั่ และคําบญั ชาจาก ส่วนกลางถือว่าเมืองแพร่ในยุคท่ีอาณาจักรล้านนามีสถานะเป็นแค่หัวเมืองหน่ึงเท่านั้น
ไม่ใช่แวน่ แคว้นอสิ ระเหมือนยคุ สร้างบา้ นแปงเมือง
เมอื งแพรใ่ นประวตั ิศาสตร์พม่า
เมืองแพรภ่ ายหลงั พ.ศ. 1986 ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาและหมดสิ้นความ
เป็นแว่นแคว้นอิสระพอถึง พ.ศ. 2101 อาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าก็ถือว่าเมืองแพร่ได้ตกเป็น
เมืองข้ึน ของอาณาจักรพม่าด้วยในสมัยที่ล้านนาตกเป็นเมืองข้ึนของพม่าในตํานานล้วนกล่าวว่าบ้านเมืองเป็น
จลาจลตาํ นานเชยี งแสนบรรยายวา่
“ สกั ราช ๑๑๐๐ ตัว ๑๑๐๗ ตัว ๑๑๐๘ ตวั ๑๑๐๙ ตัว ๑๑๑๐ ตัว (พ.ศ. ๒๒๘๗-๒๒๙๑ / ๑๗๔๔-
๑๗๕๔) เชียงแสนล้านนาทั้งมวลเป็นกลียุคเมืองน้อยรอมเมืองใหญ่บ้านน้อยรอมบ้านใหญ่” (สรัสวดีอ๋องสกุล
2547, 170 ) ในสมัยพมา่ ปกครองเมอื งต่าง ๆ เกิดการสู้รบเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ล้านนาในการรับรู้ของคน
ในสมัยหลังจงึ เป็นยุคของความเส่ือมเกิดความวุ่นวายไปท่ัวอาณาบริเวณและความเป็นอาณาจักรล้านนาถือว่า
สิ้นสุด ในสมัยพม่าปกครองและไม่สามารถท่ีจะฟ้ืนคืนความเป็นอาณาจักรได้อีกทั้งน้ีเพราะนับต้ังแต่พุทธ
ศตวรรษท่ี 21 เป็นต้นมาเกิดการขยายตัวทางการค้าในภาคพ้ืนสมุทรอย่างกว้างขวางเมืองใดท่ีมีอาณาเขตติด
กับทะเลย่อมได้เปรียบ ในการค้าขายกับต่างชาติซ่ึงนําพาความมั่งคั่งและสามารถส่ังสมอํานาจทางเศรษฐกิจ
การเมืองได้มากกว่ารัฐภาคพื้นทวีปส่วนอาณาจักรตอนในภาคพื้นทวีปที่ไม่มีเมืองท่าชายฝ๎่งทะเลก็จะมีความ
อ่อนแอกว่าโดยเปรียบเทียบอาณาจักรล้านนาที่อยู่ใน กรณีหลังทําให้ตกเป็นเมืองข้ึนของพม่าที่มีเมืองท่า
ชายฝ๎่งทะเลและส่ังสมอํานาจทางการเมืองเศรษฐกิจจนเป็น“ จักรพรรดิราช” ในอุษาคเนย์ไม่เพียง แต่ยึด
อาณาจักรล้านนาได้เท่านั้นพม่าในยุคน้ียังสามารถยืดอาณาจักรอยุธยาทางด้านทิศใต้ของล้านนาเป็นเมือง
ประเทศราชไดใ้ นระยะเวลาหนึ่งอีกด้วยอย่างไรก็ตามการท่ีพม่าเข้ามาปกครองก็มิใช่ผู้กระทําการ แต่เพียงฝุาย
เดียว แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเกิดการต่อต้านจากเมืองต่าง ๆ เช่น พ.ศ. 2101 เจ้าเมืองแพร่เมืองน่านตุไร
เชียงของรวมตัวกันต่อตา้ นการเข้ามาปกครองของพม่าแม้ไม่สามารถสู้ได้ก็อพยพครอบครัวบ่าวไพร่ไปอยู่หลวง
พระบาง (นายต่อ 2545, 67) ถือว่าเป็นปฏิกิริยาต่อต้านการเข้ามยึดครองอาณาจักรล้านนาของพม่าและสมัย
พม่าปกครองถือว่าเป็นยุคที่อาณาจักรล้านนาสลายตัวภายใต้ศูนย์กลางอํานาจใหม่เมืองแพร่ก็เช่นกันกลับมามี
อสิ ระภายใต้ การปกครองของพมา่
เมืองแพร่ภายใต้การปกครอง
ของพม่ามีพันธะเช่นเม่ือเกิดสงครามต้อง
ส่งกองทัพเข้าช่วยเช่นการทําสงครามกับ
อยุธยาใน พ.ศ. 2106 ท่ีเกณฑ์กองทัพ
เมืองแพร่เป็นหนึ่งในทัพที่ไปยึดกรุงศรี
อยุธยา (นายต่อ 2545 218 -219) พม่า
รับรู้ฐานะของเมืองล้านนา 57 หัวเมือง
เมืองแพร่เป็นเมืองท่ีอยู่ภายใต้อํานาจการ
ปกครองและมีพันธะผูกพันในฐานะเมือง
ประเทศราชเช่นการส่งกองทัพไปช่วยรบ
หรือการนําเจ้าเมืองแพร่ไปกักตัวไว้ท่ีอัง
วะเมืองแพร่ในสมัยนี้จึงเป็นเมืองท่ีไม่มี
อสิ ระภายในเหมอื นยคุ แวน่ แควน้ แต่เมือ่ เทยี บกบั สมยั ล้านนาถือว่าเมืองแพร่ยุคพม่าปกครองมีอิสระภายในสูง
กว่านอกจากนกี้ ารที่เมืองแพร่ตกเป็นเมอื งประเทศราชของพม่ายังมีผลต่อรูปแบบการจัดลําดับและยศของเมือง
แพร่ในสมัยหลังต่อ มาเช่นตําแหน่งขุนนางคือเจ้าวังซ้ายเจ้าวังขวาเป็นต้นซึ่งยังคงใช้ในเมืองแพร่จนสิ้นยุคเจ้า
หลวง (พ.ศ. 2445) แสดงให้เหน็ อิทธิพลของพมา่ ท่มี ตี อ่ เมอื งแพร่ในช่วงเวลา 200 กวา่ ปที ่ีผา่ นมา
เมอื งแพรใ่ นประวัติศาสตร์อยธุ ยา
เมืองแพร่ในการรับรู้ของกรงุ ศรีอยุธยาปรากฏอยู่ใน 2 สถานะคอื ประการแรกรับรู้ในฐานะชาติพันธุ์คือ
เป็น“ ยวน” หรือเป็น“ ลาว” ดงั ปรากฏเป็นชอ่ื วรรณกรรมชน้ิ เอกของอยุธยาคือ“ ลลิ ิตยวนพ่าย
ยวนในที่นี้หมายถึงคนในแถบภาคเหนือของประเทศไทยในป๎จจุบันเหนือเมืองสุโขทัยและเมืองพิชัย
โดยท่ีมาของการรบั รู้คนในภาคเหนอื วา่ ยวนเกิดจากการรับรู้ในเรื่องอาณาจักรโยนกจึงเป็นที่มาของช่ือ ชนชาติ
ว่ายวนคําว่ายวนแสดงให้เห็นวา่ อยธุ ยารบั รถู้ งึ สถานะอาณาจกั รยานและชาวยวนท่ีมีอาณาจักรอยู่ทางทิศเหนือ
โดยผ่านปฏิสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการสงครามนอกจากนี้อยุธยารับรู้คนเหล่าน้ีอีกชื่อว่าลาวการรับ รู้ถึง
ความเป็นสาวพบหลายแห่งมากกว่าคําว่ายวนแสดงให้เห็นว่าลาวเป็นท่ีรับรู้อย่างกว้างขวางมากกว่าคําว่ายวน
รวมถึงในพงศาวดารอยุธยาก็นิยมเรียกหัวเมืองทางฝุายเหนือว่าลาวส่วนเมืองแพร่ในสมัยอยุธยานอกจาก ถูก
รบั รใู้ นฐานะกลมุ่ คนยวนหรอื ลาวแลว้ ยงั มีสถานะเป็นเมืองหนา้ ดา่ นของอาณาจกั รลา้ นนา
เ ม่ื อ ใ ด ที่ อ า ณ า จั ก ร อ ยุ ธ ย า จ ะ ข ย า ย
อิทธิพลเข้าสู่อาณาจักรล้านนาอยุธยาจะต้องยึด
เมืองแพร่ก่อนเพ่ือเป็นการปูองกันมิให้เมืองแพร่
รวบรวมกาํ ลงั ตลบหลงั เมื่ออยุธยาที่เมืองเหนือเช่น
ลาํ ปางเชียงใหมใ่ นสมัยพระนารายณ์ขยายอิทธิพล
เข้าสู่หัวเมืองล้าน นาก็เข้ายึดเมืองแพร่ก่อนแล้ว
ค่อยโจมตีเมืองลําปางต่อไป (พันจันทนุมาศ (เพ่ิม
2507, 396-397) การเข้าโจมตีเมืองในภาคเหนือ
ของอาณาจักรอยุธยาจะไม่มีความต้องการยึดครองเมือง แต่เป็นการ“ ปล้น” เมือง (พันจันทนุมาศ (เพ่ิม
2507, 12) เพอ่ื กวาดตอ้ นไพรพ่ ลและทรัพย์สมบัติในสมยั อยุธยาเมอื งแพรจ่ ึงอย่ใู นฐานะเมืองต่างชาติต่างภาษา
ในสมัยอยุธยาความหมายของความเป็นยวนเป็นลาวในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งท่ีแตกต่างจากไทยอยุธยามี
อาณาจักรของตนเองอยู่ทาง ทิศเหนือของอยุธยาเป็นการรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการสงคราม
ความเป็นยวนเป็นลาวสืบตอ่ มาในสมัยหลังทําให้ความเป็นลาวมิใช่เพียงเป็นคนอีกกลุ่มหน่ึงท่ีแตกต่างจากไทย
เหมือนในสมัยอยุธยา แตย่ ังหมายถงึ ความด้อยกวา่ ไทยทางดา้ นเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมอกี ด้าน
เมอื งแพร่ในประวตั ศิ าสตร์ธนบุรี
เมอื งแพรส่ วามภิ กั ดพิ์ ระเจ้ากรุงธนบรุ ีฯ เมืองแพร่หลังจากตกเป็นเมืองข้ึนของพม่านานกว่า 200 ปีใน
พ.ศ. 2313 เจ้าเมืองแพร่ยังไชยได้ขอเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี (ประชุมพงศาวดารภาคที่ 65 พระ
ราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ [เพ่ิม] 2506, 51) ตั้งแต่น้ันมาเมืองแพร่ก็เป็นเมืองประเทศราช
ของสยาม แต่เหตุการณ์ในล้านนาในยุคน้ียังไม่สงบเน่ืองจากพม่ายังตั้งกองกําลังท่ีเชียงแสนในฐานะเมือง
ประเทศราชเจา้ เมืองแพร่จงึ ตอ้ งทําความดีความชอบโดย“ พระยาแพร่ยังไชยพม่าจับตัวไปครั้งที่อะแซหวุ่นก้ีตี
เมืองพิษณุโลกแตกได้หนีกลับมาคิดอ่านชักชวนพระยายองยกกองทัพไปตีเมืองเชียงแสนเจ้าเมืองเชียงแสน
ไมไ่ ด้หนีไปหาพระยาเชยี งรายพระยาแพรแ่ ละพระยายองยกทัพติดตามไปทเี่ ชียงรายพระยาเชยี งราย
เห็นว่าพระยาแพร่และพระยายองเป็นลาวด้วยกันจึงจับตัวเจ้าเมืองเชียงแสนส่งให้พระยาแพร่และ
พระยายอง” (นฤมลธีรวัฒน์ 2539, 98) หรือ“ สักกราชได้ 1148 ตัวปีเมืองเม็ด (พ.ศ . 2329/1786) เดือน 8
ออก 12 คํ่าพระญาของเจ้าฟูากองลงมาพร้อมกับพระญาแฟมาหลอนเมืองเชียงแสนโมยหวานพระแพหนีไป
เพิง่ (พระญาเชียงราย) พระญาเชียงรายสวดยับส่งเมืองใต้” (สรัสวดีอ๋องสกุล 2547, 176) พระญาแพร่ยังไชย
สวามิภักด์ิต่อพระเจ้ากรุงธนบุรีแสดงให้เห็นว่าอํานาจของพม่าในล้านนาลดความสําคัญลงไปจึงเป็นเหตุให้
พระญามังไชยแสวงหาความคุ้มครองจากเมืองท่ีเข้มแข็งกว่าต้นพุทธศตวรรษท่ี 24 เมืองแพร่จะคงสถานะ
ความเป็นเมืองไว้ไดเ้ จ้าเมืองแพร่ในฐานะเจา้ เมืองประเทศราชตอ้ งทําความดีความชอบเพื่อให้เป็นท่ีโปรดปราน
ของกษัตรยิ ์สยามเน่อื งด้วยแนวความคิดที่เน้นกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของความจงรักภักดีอํานาจและโภคทรัพย์
ฉะน้ันผู้ใดท่ีเป็นที่โปรดปรานย่อมเป็นท่ีมาของอํานาจและโภคทรัพย์ไปด้วยเมืองแพร่หลังจากยอมสวามิภักดิ์
ต่อสยามแลว้ ก็กลายเป็นส่วน หนึ่งของสยามในฐานะเมืองตา่ งชาติต่างภาษาด้วยนโยบายของพระเจ้ากรุงธนบุรี
ทีต่ อ้ งการยึดหัวเมอื งในลา้ นนาเพ่ือเปน็ ดา่ นปูองกันการรุกรานจากพมา่ ไม่ใหพ้ มา่ ใช้ลา้ นนาเป็นฐานในการโจมตี
อาณาจักรของพระองค์เจ้า เมืองแพร่ยอมสวามิภักดีจึงเป็นการแสดงถึงความภักดีได้รับความดีความชอบเป็น
เจา้ เมอื งฝาุ ยเหนือ (ล้านนาเดิม) เมอื งแรก 1 เข้ามาสวามิภักด์ิต่อพระเจ้ากรุงธนบุรีในภายหลังที่เข้าสวามิภักดี
ตอ่ พระเจ้ากรุงธนบรุ ีสว่ นทางเชยี งใหมล่ ําปางลําพนู เขา้ สวามิภักดติ์ อ่ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ใี นภายหลงั พ.ศ.2317
บทท่ี 3 สถานะเมอื งแพร่ในในยุคสมรั ตั โกสินทร์
(พ.ศ.2313 – ต้นทศวรรษที่2430)
ความสมั พันธข์ องเมืองแพร่และสยาม
เมื่อสยามสถาปนาราชธานีใหม่ขึ้น ณ กรุงเทพพระมหานคร ได้จัดการปกครองหัวเมืองให้เป็นลําดับ
ช้ันเรียงรายออกไปโดยรอบราชธานี ให้หัวเมืองฝุายเหนือเป็นพ้ืนที่รับผิดชอบของอัครมหาเสนาบดีมหาดไทย
หัวเมืองฝุายใต้เป็นเขตของอัครมหาเสนาบดีกลาโหม ส่วนหัวเมืองชายทะเลใกล้พระนครอยู่ขึ้นตรงต่อเสนาบดี
กรมทา่ ความสมั พันธข์ องเมืองแพร่และสยาม การสง่ ตน้ ไม้เงนิ ดอกไมท้ องเมอื งแพร่ในสถานะเมืองประเทศราช
เมืองท่ีมีอิสระในการปกครองตนเองอย่างมากมีสถานะเป็นเมืองที่มีความแตกต่างจากเมืองศูนย์กลางอํานาจ
บางครั้งเรียก เมือง“ ต่างชาติต่างภาษา” มีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่าง แต่ต้องยอมอยู่ภายใต้อาณาจักรท่ี
ใหญ่กว่าเมอื งประเทศราชเปน็ เมอื งท่ตี ้องไดร้ บั การคุ้มครองจากเมอื งทม่ี ีขนาดใหญก่ วา่ เมืองท่ีเป็นเมืองประเทศ
ราชจะยอมรบั ความมอี ธปิ ไตยทเี่ หนอื กวา่ ของเมอื งเจา้ ประเทศราช (ธงชัย วินิจจะกลู 2530, 158-159)
เมืองแพร่เป็นเมืองประเทศราชของสยามนํามาสู่พันธะผูกพันท่ีเมืองประเทศราชจะต้องทําเพื่อแสดง
ความจงรักภักดีในฐานะเมืองประเทศราชของสยามที่มีอิสระในการปกครองตนเองในระดับหน่ึงดังปรากฏใน
การรายงานของ McLeod และ Richarson ที่เดินทางมาเมืองทางเหนือกล่าวว่า“ เมืองประเทศราชฝุาย
ล้านนา ได้แก่ เชยี งใหม่ลาํ พนู ลําปางแพร่และน่าน ... อิทธิพลอันแท้จริงของกรุงเทพฯยังเป็นไปอย่าง จํากัด ...
เจ้าเมืองประเทศราชฝุายล้านนายังปกครองบ้านเมืองของตน ได้อย่างอิสระในระดับหน่ึง แต่นโยบายการ
ต่างประเทศและการทหารต้องยอมรับอํานาจที่เหนือกว่าของพระเจ้าอยู่หัวสยาม” (วินัยพงศ์ศรีเพียร 2542,
177)
เมืองประเทศราชจะต้องยอมอยู่ในการคุ้มครองต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง 3 ปีครั้งเป็นการแสดง
การยอมรบั อํานาจหรอื จดั สง่ ส่ิงของตามที่เจ้าเมืองประเทศราชกําหนดหรือเรียกเกณฑ์ในวาระโอกาสต่างๆเช่น
ไม้ซุงผา้ กระดาษ ฯลฯ เป็นการยนื ยัน ในความภักดกี ารหลีกเลย่ี งหรอื ปฏเิ สธความคมุ้ ครองน้ันหมายถึงการเป็น
กบฏต้องได้รับการลงโทษ (ธงชัยวินิจจะกูล 2530, 159) เมืองแพร่เป็นเมืองประเทศราชของสยามต้องแสดง
ความจงรกั ภักดตี ่อเมืองเจ้าประเทศราชโดยการต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทอง 3 ปีต่อครั้งเพื่อเป็นการแสดงความ
จงรักภักดีต่อเจ้าประเทศราชสยามการส่ง ต้นไม้เงินต้นไม้ทองในขนาดท่ีต่างกันของเมืองประเทศราชนํามาสู่
การให้ความสําคัญกับเมืองน้ันเมืองที่ใหญ่ก็ต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองท่ีมีขนาดใหญ่ส่วนเมืองท่ีมีขนาดเล็กลง
มาก็ส่งขนาดลดลั่น กันมาเมืองใดส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองท่ีใหญ่กว่าย่อมได้รับเกียรติยศท่ีมากตามไปด้วยหัว
เมืองประเทศราชทางฝุายเหนือมีการส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่มีขนาดแตกต่างกันออกไปเช่นเมืองเชียงใหม่ส่ง
ต้นไม้เงนิ ตน้ ไม้ทองขนาดเท่ากันสูง 5 ศอกมี 9 ช้ันเมืองลําปางส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองขนาดเท่ากันสูง 2 ศอกมี
5 ชั้นเมืองลําพูนส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองขนาดเท่ากันสูง 2 ศอกมี 5 ช้ันเมืองแพร่ส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ขนาด
เท่ากนั สูงศอกคืบมี 5 ชัน้
เมืองแพร่เป็นเมืองเล็กจากขนาดของต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่สยามกําหนดให้ส่งมีขนาดศอกคืบหรือ 75
เซนติเมตรขณะท่ีเมืองเชียงใหม่มีขนาด 2.5 เมตรเมืองลําปาง 1 เมตรเมืองลําพูน 1 เมตรเมืองแพร่จึงถือว่า
เป็นเมืองประเทศราชขนาดเล็ก จึงทําให้การเรียกเกณฑ์น้อยตามขนาดของเมืองรวมถึงได้รับเกียรติยศท่ีน้อย
กว่าเมืองอ่ืนในภาคเหนือตามไปด้วยการเรียกเกณฑ์: สวยส่ิงของ, ผู้คนเมืองประเทศราชต้องส่งส่วยรายปี
ส่ิงของท่ีพระมหากษัตริย์เรียกเกณฑ์รวมทั้งทํากิจการตามท่ีพระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการเช่นในสมัย
รัชกาลที่ 3 ทีใ่ หห้ วั เมอื งสง่ ส่วยไม้ขอนสักโดย“ เมอื งนา่ นปีละ 400 ต้นเมืองแพร่ปีละ 200 ต้นเมืองเชียงใหม่ปี
ละ 500 ต้น เมืองลคอร ปีละ 400 ต้นเมืองลําพูนปีละ 200 ต้น” หรือผ้าเพลาขาวโดยเมืองน่านส่งปีละ 400
เพลาเมืองแพร่สง่ ปลี ะ 200 เพลาเมืองเชยี งใหม่ 200 เพลาเมืองนครลําปาง 200 เพลา (ปริศนาศิรินาม 2516,
105-106) นอกจากการส่งสว่ ยเปน็ รายปีแล้วทางกรงุ เทพฯยังมีการเรียกเกณฑ์เป็นกรณีพิเศษเช่นงานพระบรม
ศพพระมหากษัตริยใ์ นคราวพระบรมศพ รัชกาลท่ี 1 มีการเรียกเกณฑ์กระดาษจากหัวเมืองทางฝุายเหนือเมือง
เชียงใหม่ให้ส่งกระดาษหัว 20,000 แผ่นเมืองลําปางส่งกระดาษหัว 15,000 แผ่นเมืองลําพูนส่งกระดาษหัว
5,000 แผ่นเมืองแพร่ส่งกระดาษหัว 20,000 แผ่นปุาน 5 หาบเมืองน่านกระดาษ 3,000 แผ่นปุาน 5 หาบ
นอกจากน้ียังมกี ารสง่ั ให้หัวเมืองช้ันในโกนหัวทั้งเจ้าเมืองและไพร่บ้านพลเมืองส่วนหัวเมืองทางเหนือให้โกนหัว
เฉพาะเจ้าเมอื งเพือ่ เป็นการไวท้ ุกข์ (มลู นธิ ิพระบรมราชานุสรณพ์ ระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระ
บรมราชปู ถัมภ์ 2513, 36-57)
นอกจากการเรยี กเกณฑส์ ง่ิ ของแลว้ กรุงเทพฯยงั เรียกเกณฑไ์ พร่พลในยามสงครามเช่นในคราวสงคราม
เมืองเชียงตุงโดยใน พ.ศ. 239 มีตราข้ึนมาเมืองเชียงใหม่เมืองนครเมืองลําพูนเมืองแพร่เมืองน่านให้เกณฑ์
กองทัพสรรพไปด้วยเครื่องศัตราวุธ ให้พร้อมสรรพ ... ” (จดหมายเหตุทัพเมืองเชียงตุง 2559, 38) เมืองท่ีมี
ขนาดใหญ่ไดร้ ับการเกณฑไ์ พร่พลมากกว่าเมืองขนาดเล็กเช่นเมืองน่าน 3,000 คน (จดหมายเหตุทัพเมืองเชียง
ตุง 2559, 71) เมือง เชียงใหม่ 3,450 คนเมืองลําพูน 2,400 คนเมืองลําปาง 2,900 คนเมืองแพร่ 1,200 คน
(จดหมายเหตทุ พั เมอื งเชยี งตงุ 2559, 87-88) การเรยี กเกณฑไ์ พรพ่ ลของเมอื งในปกครองทําให้ทราบขนาดและ
ประชากรของเมืองว่ามีจํานวนเท่าไรจากการเรียกเกณฑ์ในคราวน้ี เมืองแพร่เป็นเมืองที่ถูกเกณฑ์ไพร่พลน้อย
ท่ีสุดการเกณฑ์ไพร่พลบางครั้งได้รับการต่อต้านจากผู้ท่ีไม่เห็นด้วยเพราะการทําสงครามนํามาสู่การเกณฑ์ไพร่
พลและเสบียงอาหารที่อาจสร้างความยากลําบากให้แก่ไพร่บ้าน พลเมืองจนนํามาสู่การต่อต้านโดยการไม่ให้
ความร่วมมอื หรอื การหลบหนอี อกจากกองทัพอย่างกรณีเจ้าหอหน้าเมืองแพร่ (เจ้าบุรีรัตน์) ใน พ.ศ. 2391 ท่ี“
ขัดขืนไม่ไปราชการทัพใหเ้ ฆยี่ น 50 ทพี่ ระยาเทพปลอ่ ยตัวไปพระยาหวั น่าหนขี นึ้ ไปเมืองนครลําปาง” (จดหมาย
เหตุทัพเมืองเชียงตุง 2559, 71) การหนีทัพหรือ การไม่ส่งส่วยคงเกิดขึ้นเสมอโดยเฉพาะเมืองแพร่ที่มักเกิด
ความแห้งแล้งอยู่เป็นประจําแสดงให้เห็นถึงวิธีการตอบโต้ต่อการเรียกเกณฑ์ของทางการภายใต้บริบทท่ี
เอ้ืออํานวยของเจ้านายเมืองแพร่นอกจากกรณีน้ีแล้วยังปรากฏ ในความล่าช้าของกองทัพเจ้านายเมืองแพร่
รวมถึงเจ้านายเมืองน่านเมืองเชียงใหม่เมืองลําปางและเมืองลําพูนในการยกทัพไปปราบกบฏเจ้าอนุเวียงจันท์
ใน พ.ศ. 2369 อีกด้วย (จดหมายเหตุรัชกาลท่ี 3 เล่ม 3 2530, 106- 116) อย่างไรก็ตามการส่งส่วยหรือเรียก
เกณฑ์จะคํานึงถงึ ขนาดของเมืองและความสําคญั ของเมอื งลดหล่ันกันไปเมืองท่ีมีขนาดใหญ่ก็ส่งมากส่วนเมืองท่ี
มขี นาดเล็กก็ส่งน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามการส่งส่วยหรือเรียกเกณฑ์ยังคํานึงถึงทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่นไม่ได้
ข้ึนอย่กู บั ขนาดและความสาํ คัญของเมืองเสมอไป
เมอื งแพรภ่ ายใตก้ ารปกครองของสยาม
เมืองแพร่หลังจากเป็นเมืองประเทศราชของพระเจ้ากรุงธนบุรีกิจการบางอย่างต้องได้รับฉันทานุมัติจาก
ส่วนกลาง (เมืองหลวง) มีความสัมพันธ์ท่ีฝุายหนึ่งอยู่ในฐานะที่เหนือกว่ากับอีกฝุายหนึ่งอยู่ในฐานะด้อยกว่า
นาํ มาสู่การตอบโต้ของเมือง แพรเ่ ท่าท่ีทาํ ไดส้ ว่ นทเี่ จา้ เมอื งแพรส่ ร้างคาํ นาํ หนา้ เมอื งแพรใ่ ห้เทียบเท่าเมืองอ่ืนว่า
“ นครแพร่” หรือการหนีทัพการไม่ลงไปเฝูา ฯลฯ ล้วน แต่เป็นการโต้ตอบการรับรู้เมืองแพร่ต่อสยามใน
รูปแบบต่าง ๆ เมืองที่มีขนาดเล็ก: ความสืบเน่ืองและแปรเปลี่ยนเมืองแพร่มีอาณาเขตตัวเมืองมีความยาว
โดยรอบ 1,400 เมตรความกว้าง 800 เมตร (สมัยสุทธิธรรมและสุทธิจิตราสุทธิธรรม 2548 ม.ป.ป. 13) ผัง
เมืองตั้งตาม ลักษณะภูมิประเทศท่ีเมืองขึ้นเพียงเมืองเดียวเมืองสองตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเมืองแพร่มี
พ้ืนที่ราบขนาดเล็กและบางครั้งการผลิตไม่พอต่อการเล้ียงพลเมืองทําให้เกิดภาวะ“ กั้นข้าว” หรือการอดยาก
(พระครูสมุหว์ าร ป๎ญญาวุโธ ม.ป.ป. , 22) รวมถึงไม่สามารถขยายอาณาเขตของเมืองออกไปโดยรอบได้เพราะ
มีเมืองขนาดใหญ่รายรอบเมืองแพร่จึงเป็นเมืองท่ีมีข้อ จํากัด ด้านท่ีต้ังอีกทั้งเมืองแพร่เป็นเมืองไม่มีพ้ืนที่
ชายแดนติดอาณาจักรอ่ืนทําให้การขยายเขตแดนเป็นไปไม่ได้รวมถึงบทบาทใน“ ยุคเก็บผักใส่ร้าเก็บข้าใส่
เมือง” ก็มีบทบาทอย่าง จํากดั เนอ่ื งจากเป็นเมืองชนั้ ในจงึ ออกไปกวาดต้อนผู้ คนจากเมืองอื่นทางตอนเหนือได้
ยากเพราะต้องผ่านเมืองอื่นที่ใหญ่กว่าในยุคน้ีจะเห็นบทบาทของเมืองที่ใหญ่กว่าและอาณาเขตติดชายแดนมี
บทบาทอย่างมากในการกวาดต้อนผู้คนทางตอนเหนือเช่นเมืองเชียงใหม่เมือง น่านรวมถึงเมืองลําปางและ
ลําพูนท่ีมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับเมืองเชียงใหม่ก็มีบทบาทอย่างมากในยุคน้ี (สรัสวดีอ๋องสกุล 2544,
266-268, พงศาวดารเมืองน่าน 2543) การกวาดต้อนผู้คนมาสู่บ้านเมืองถือเป็นผลงานเพราะกําลังคนมี
ความสําคัญในฐานะป๎จจัยการผลิตและเป็นทหารปกปูองบ้านเมืองทําให้เมืองเชียงใหม่และเมืองน่านมีค วาม
สาํ คัญต่อกรงุ เทพฯอย่างมากเชน่ การตงั้ พระยากาวิละเป็น“ พระเจ้าเชียงใหม่” ต้ังเจ้าเมืองลําปางดวงทิพย์เป็น
“ พระเจ้าลาํ ปาง” ตง้ั เจ้าเมืองลาํ พูนบญุ มาเป็น“ พระเจ้าลําพนู เป็นต้นเจ้าเมืองเหล่าน้ีมีบทบาทอย่างสําคัญใน
การกวาดต้อนผู้คนในยุคเก็บผักใส่ช้าเก็บข้าใส่เมืองขณะท่ีเมืองแพร่มีบทบาทน้อยมากในยุคนี้ด้วยข้อ จํากัด
ด้านพ้ืนท่ีและไม่มีการเกาะกลุ่มเชิงเครือญาติกับเมืองใดในการสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มเครือญาติ เมือง
เชยี งใหมล่ าํ ปางและลาํ พนู รวมตวั กนั ในฐานะทีม่ บี รรพบุรษุ ร่วมกนั ในฐานะ“ ราชวงศเ์ จ้าเจ็ดตนจึงมีการร่วมมือ
ในการกวาดต้อนผู้คนทาํ ใหเ้ มืองทัง้ สามสามารถสรา้ งผลงานให้แก่สยามได้มากกว่าเมืองแพร่
ในกรณีของเมืองแพร่ไม่สามารถสร้างผลงานในยุคเก็บผักใส่ช้าเก็บข้าใส่เมืองนํามาสู่เกียรติยศของเจ้าเมือง
และฐานะความสําคัญของเมืองแพร่ได้ในช่วงเวลานี้แม้ภายหลังเจ้านายเมืองแพร่จะพยายามสร้างความ
สัมพันธ์เชิงเครือญาติกับเมืองน่านก็เป็นช่วงปลายของยุคเมืองประเทศราชเพราะเมืองแพร่ไม่มีเจ้าเมือง ตั้งแต่
พ.ศ. 2445 ภายหลังกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ทําให้การสร้างความสัมพันธ์ในครั้งน้ีไม่เกิดผลต่อการสร้างฐานะและ
ยกระดับความสําคัญของเมืองแพร่มากนักและไม่ปรากฏว่ามีการใช้ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติระหว่างเมือง
แพร่กับเมืองน่านในการต่อรองกับสยามด้วยเหตุผลข้างต้นทําให้เมืองแพร่มีความสําคัญน้อยต่อสยาม นํามาสู่
การได้รับเกียรติยศต่าง ๆ น้อยตามไปด้วย 5 ในยุคหลังเมืองแพร่เป็นเมืองที่ไม่มีพ้ืนที่ติดชายแดนในยุคที่
ตะวนั ตกขยายอาณานคิ มเมอื งแพรจ่ งึ มคี วามสําคญั ทางยทุ ธศาสตร์ตอ่ สยามน้อยกว่าเมืองอ่ืนเช่นเมืองน่านและ
เชยี งใหม่ในยุคหลงั ที่มีกรณีพพิ าทเรอ่ื งเขตแดนจนนํามาสกู่ ารปรบั ปรุงการปกครองของรัชกาลท่ีเมืองแพร่ได้รับ
การเปลยี่ นแปลงหลังสุดเพราะชาติตะวันตกจะเข้าแทรกแซงเมืองแพร่น้อยกว่าเมืองอ่ืนต่างจากเมืองเชียงใหม่
ที่มี ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับอังกฤษกร ณีหัวเมืองเง้ียว ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) (นครพันธ์ุณรงค์ 2516) จึง
ไดร้ ับความสนใจเปน็ พเิ ศษจากกรุงเทพฯ
การตอบโต้การรบั รขู้ องเมืองแพร่ตอ่ การรับร้ขู องสยาม
โตต้ อบการรับร้ขู องสยามของเมืองแพร่เมืองในภาคเหนอื เชน่ เมืองเชียงใหม่ลาํ ปางน่านและลําพูนถูกเรียกว่า“
นคร” ในความหมายท่ีมีขนาดใหญ่มีฐานะและความสําคัญสูงกว่าเมืองแพร่แม้ว่าเมืองลําพูนจะมีขนาดและ
ประชากร ใกล้เคียงกับเมืองแพร่ แต่การรวมตัวกันเป็นราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนระหว่างเมืองเชียงใหม่ลําปางและ
ลําพนู ทําให้สถานะของเมืองลําพูนมีความสําคัญมากกว่าเมืองแพร่และในทางตรงกันข้ามเมืองแพร่กลับถูกโดด
เดี่ยวเนอื่ งจากไมม่ คี วามสัมพนั ธเ์ ชิงเครือญาติกับเมืองในภาคเหนือ ซึ่งจะนํามาสู่อํานาจในการต่อรองกับสยาม
อํานาจการปกครองภายในเมอื งหรอื การได้รบั เกียรติยศในการสถาปนาเป็นเจ้าหรือพระเจ้า (จดหมายเหตุนคร
เชียงใหม่ 2539, 52)
สยามรบั รู้วา่ เมอื งแพร่เป็นเมอื งขนาดเล็กและนํามาสู่การสร้าวาทกรรมผ่านภาษาจะโดยจงใจหรือไม่ก็
ตามสง่ ผลตอ่ การรบั รูแ้ ละปฏบิ ัตกิ ารต่อเมอื งแพร่ในหลาย ๆ ด้านเช่นในสมัยหลังมีการปฏิรูปการ ปกครองของ
สยามในหัวเมืองฝุายเหนือเมืองแพร่เป็นเมืองท่ีได้รับการปฏิรูปหลังสุดใน พ.ศ. 2437 (สรัสวดีอ่องสกุล 2544,
385) ในขณะที่ก่อนหน้าเมืองแพร่ราว 10 ปีเน่ืองมาจากเมืองแพร่เป็นเมืองท่ี มีขนาดเล็กเมืองเชียงใหม่ลําพูน
ลําปางได้มีการปรับปรุงการปกครองต้ังแต่ พ.ศ. 2427 รวมถึงสถานการณ์ขณะน้ันเมืองแพร่มีป๎ญหาเรื่องภัย
จากตะวันตกมีพื้นท่ีติดชายแดน แต่เมืองแพร่ไม่มีพ้ืนท่ีติดชายแดนจึงไม่มีการแทรกแซงของชาติตะวันตกและ
ไมเ่ กดิ กรณีพพิ าทเหมือนเมืองท่ีติดชายแดนจึงได้รับการปฏิรูปการปกครองในลําดับท้ายสุดน้อยกว่าเมืองอ่ืนท่ี
มีพื้นแม้ภายหลังเม่ือมีการปรับปรุงการ ปกครองแล้วเมืองแพร่ก็ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองสุดท้ายในการ
กํากับดูแลให้ข้าหลวงใหญ่อันดับ 1 ดูแลเมืองเชียงใหม่ลําพูนข้าหลวงรองอันดับ 2 ดูแลเมืองลําปางและเมือง
น่านท้ายสุดข้าหลวงอันดับ 3 ดูแลเมืองแพร่สรัสวดีอ๋องสกุล 2544 387) แสดง นัยถึงสถานะเมืองแพร่เป็น
ความสบื เน่อื งของการรับรู้ในอดีตอย่างไรก็ตามการปฏิบัติการผ่านภาษาของสยามก็ได้รับการตอบโต้จากเมือง
แพร่เมืองแพร่เรียกเมืองตนเองว่า“ นครแพร่” (ใบบอกเหตุการณ์ในเมืองแพร่ส่งรายงานกรุงเทพฯ ม .ป.ป.
46-50) ในหนังสอื หรือใบบอกท่ีส่งไปจากเมืองแพร่เพื่อแสดงให้เห็นฐานะท่ีเทียบเท่ากับเมืองอื่นในภาคเหนือท่ี
ทางกรุงเทพฯล้วนเรียกว่า“ นคร” เชน่ นครเชียงใหม่นครลําปางนครน่านและ นครลําพูนมีเพียงเมืองแพร่เมือง
เดียวในจํานวนประเทศราชฝุายเหนือที่มีสถานะเป็น“ เมือง” (จักรกฤษณ์นรนิติผดุงการ 2545, 261) ท่ีข้ึน
โดยตรงต่อกรุงเทพฯในเวลาน้ันฉะน้ันการสร้างการรับรู้ใน เชิงสัญญะของสย ามและเมืองแพร่จึงมีความเลื่อน
ไหลเมืองแพร่ในฐานะเมืองท่ีอยู่ใต้ปกครองมีข้อ จํากัด ในการสร้างและเปล่ียนการรับรู้ที่สยามสร้างเนื่องจาก
อํานาจทนี่ ้อยกวา่ จึงเป็นฝุายถกู กระทําเสียมากกว่า แตก่ ารถกู กระทํากน็ ํามาสูก่ ารตอบโต้
ภายใต้เงื่อนไขที่เอ้ืออํานวยเช่นสยามมองว่าเล็กไม่เท่าเทียมเมืองอ่ืนเมืองแพร่พยายามสร้างความเท่าเทียม
ผ่านปฏิบตั กิ ารเชงิ “ ภาษาการรบั รู้ตอ่ สถานะเมืองแพร่จึงมิใช่สิ่งทีห่ ยดุ น่ิง แต่ในทางตรงกันข้ามมีการสร้างและ
การเปลีย่ นแปลงการรบั รมู้ ีการโต้ตอบระหว่างผู้สรา้ งและผถู้ ูกสรา้ งภายใตค้ วามสมั พนั ธ์เชงิ อาํ นาจท่ีเล่ือนไหล
บทที่ 4 เมืองแพร่ ในยุคการสร้างอาณานิคม
ภายในการปฏริ ูปการปกครองของสยาม
มมุ มองเรื่อง รฐั เสน้ เขตแดน ทแ่ี ตกตา่ ง
โลกทัศน์และวิธีคิดที่เป็นตัวกําหนดการรับรู้การรับรู้จะนําสู่การแปลข้อมูลและให้ความหมายกับส่ิง
ต่างๆรอบตัวในหัวข้อนี้แม้จะเป็นการถกเถียงระหว่างการรับรู้มีนัยเชิงทฤษฎี แต่ก็มิได้แยกขาดจากหัวข้อก่อน
หน้านี้ที่มีความเกี่ยวโยงกันอย่างมีนัยสําคัญจากที่ได้แสดงข้างต้นจะเห็นว่าความหมายขึ้นอยู่กับมโนทัศน์ของ
คนกลมุ่ นั้นในระดบั ทตี่ ่างกันโดยเฉพาะเรอ่ื งของ“ รฐั ” จนนํามาสคู่ วามขัดแย้งจนกลายเป็นกบฏเงี้ยวเมืองแพร่
ในเวลาต่อมา (ดเู พม่ิ ใน, ชัยพงษ์สาํ เนยี ง 2564)
- มมุ มองแบบสยาม
รัฐในโลกทัศน์สยามรัฐในโลกทัศน์ของสยามช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นความคิดเร่ืองรัฐท่ีเริ่มได้รับ
อิทธิพลจากตะวนั ตก (เตอื นใจไชยศิลป์ 2536, 100-103) เน่อื งจากการท่ีสยามได้ติดต่อสัมพันธ์กับตะวันตกมา
ในระยะเวลาหน่ึงแล้วรวมถึงการที่มีความพร้อมภายในท่ีจะรับวิทยาการจากตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในการ
บริหารประเทศกอปรกับการท่ี สยามได้มีความเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อขาย
เศรษฐกิจระบบเงินตราขยายตัวและมีความเกย่ี วโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซ้ึงนํามาสู่การเปล่ียนแปลง
โลกทัศน์ไปจากเดิมในหลาย ๆ ด้านเช่นแนวคิดเร่ืองเวลากษัตริย์เขตแดนรัฐ (อรรถจักรสัตยานุรักษ์ 2538)
ฯลฯ รวมถึงวิธีการมองโลกแบบสัจจนิยมและมนุษยนิยมท่ีเช่ือม่ันต่อพลังอํานาจของมนุษย์ (นิธิเอียวศรีวงศ์
2538, 242-262) ดังท่กี ลา่ วไวข้ า้ งต้นนํามาสู่การรับรู้เรื่อง“ รัฐสมัยใหม่ท่ีมีเส้นเขตแดนท่ีแน่นอนในระดับหนึ่ง
จนนาํ มาสูก่ ารสาํ รวจเขตแดนและการทําแผนท่ีใน รัชกาลท่ี 5 โดยการนําของกรมหลวงพิชิตปรีชากรสมเด็จฯ
กรมพระยาดํารงราชานุภาพและพระวิภาคภูวดล (เจมส์เอแมคคาร์ธี) ใน พ.ศ. 2426 คราวสงครามปราบฮ่อ
เปน็ การสาํ รวจและทาํ แผนท่เี ขตแดนฝง่๎ ซ้ายแมน่ ้ําโขงตอนเหนือถึงตอนกลางของลาวรวมถึงมีการต้ังกรมแผนท่ี
ขน้ึ ใน พ.ศ. 2428 (ดูเพิ่มในนธิ ิเอียวศรวี งศ์ 2509) ในปี พ.ศ. 2433 มีการทําแผนเขตแดนหัวเมืองลาว (ล้านนา
เดมิ ) ฝ่๎งตะวนั ตกรว่ มกับองั กฤษสําเร็จแสดงให้เห็นว่าความคิดในเร่ืองเขตแดนของสยามได้ แปรเปลี่ยนไปแล้ว
เป็นการมองเขตแดนท่ีตายตัวมีขอบเขตชัดเจนหรือท่ีธงชัยวินิจจะกูลใช้คําว่า“ มีตัวตน” เขตแดนท่ีชัดเจน
นาํ มาสูก่ ารใหค้ วามหมายกับส่ิงท่ีอยู่ในอาณาบริเวณนั้นเช่นคนหรือประชากรว่าอยู่ ในบังคับสยามหรืออังกฤษ
หรอื ฝรัง่ เศสสง่ ผลต่อสิทธิและหนา้ ท่ขี องพลเมอื งในระดับหนง่ึ รัฐในมุมมองนี้จงึ เปน็ รฐั สมัยใหม่ท่ีมีความแน่นอน
และมีตัวตนอยู่ในโลกน้ี ณ จุดใดจุดหนึ่งและมีนัยของการให้ความหมายว่าอะไรคือ“ เรา” และอะไรคือ“ เขา
” หรือ“ คนอ่ืน” โลกของแผนท่จี ึงเป็นโลกท่ีมีตัวตนมีการใส่รหัส (encode) และถอดรหัส (decode) มีแผนที่
เป็นรหสั (Code) การที่สยามมีการทําแผนท่ีสมัยใหม่และรับความคิดเก่ียวกับเขตแดน เป็นเขตแดนที่ไม่มีการ
ทับซ้อนของอํานาจดังกรณี“ รัฐราชาธิราช” เป็นโลกทัศน์คนละชุดกับ“ รัฐแบบจารีต” ที่นํามาสู่การให้
ความหมายท่ีแตกต่างและนําไปสู่ความขัดแย้งในท้ายที่สุด (ธงชัยวินิจจะกูล 2530, 129-182; Thongchai
1994)
- มมุ มองแบบเมอื งแพร่
ก่อนเหตุการณ์กบฏเงี้ยวคนในล้านนาไม่เคยสัมผัสและรับรู้เร่ืองรัฐสมัยใหม่ท่ีมีเส้นเขตแดนมาก่อน
ก่อนหน้ากรณีข้อพิพาทกับอังกฤษกรณีเมืองเง้ียว 5 หัวเมืองเชียงใหม่ได้ทําข้อตกลงกับเจ้าเมืองยางแดงใน
พ.ศ. 2352 โดยใช้แม่นํ้าสาละวินเป็นพรมแดนทางตะวันออกเป็นเขตแดนเมืองเชียงใหม่และทางตะวันตกเป็น
ของเมอื งยางแดงในการทาํ ข้อตกลงใช้พธิ กี รรมตามจารีตเป็นเคร่ืองมือคือฆ่าควายตัวหน่ึงแล้วผ่าหัวแบ่งเขากัน
คนละหน่งึ ซีกเพือ่ เปน็ เครื่องยนื ยันสญั ญา (สรสั วดอี ๋องสกลุ 2544 339-340) การทําสัญญาครั้งน้ีสะท้อนความ
สาํ นกึ ในเร่อื ง“ เขตอทิ ธพิ ลแบบรฐั ราชาธริ าชที่เจา้ อธริ าชต่างแผอ่ ทิ ธิพลเข้ามาเหนือดนิ แดนชายขอบ
ซ่ึงอาจมีการทับซ้อนระหว่างอิทธิพลของเจ้าอธิราชหลายองค์ในดินแดนเดียวกันหรือเรียกว่าดินแดน
สองฝุายฟูาสามฝุายฟูาคือส่งส่วยให้เจ้าอธิราชหลายองค์ถือเป็นเร่ืองธรรมดาของรัฐจารีตเช่นเมืองเชียงตุง
สามารถขยายอิทธิพล ไปถึงที่ต้องส่งส่วยให้พม่าจีนและไทยในบางสมัยแล้วแต่เจ้าอธิราชองค์ใดในทางตรงกัน
ขา้ มเขตแดนใดทีเ่ ปน็ ชายขอบของอํานาจเจา้ อธิราชไม่สามารถขยายอทิ ธพิ ลไปถึงได้ก็เกิดเป็น“ สุญญากาศทาง
อํานาจดินแดนท่ีไม่มี อํานาจอธิปไตยของฝุายใดเขตแดนแบบน้ีจึงเป็นเขตแดนที่หนาเป็นปุาเป็นเขาที่อํานาจ
เข้าไปไมถ่ ึงเปน็ เส้นเขตแดนในระบบรัฐจารตี แตกตา่ งจากเขตแดนแบบรัฐสมัยใหม่ที่มีเขตแดนของรัฐสองรัฐมา
บรรจบกันพอดี ณ จุดใดจุดหน่ึงของโลกแม้พื้นท่ีน้ันจะเป็นปุาเขาก็ตาม (ธงชัยวินิจจะกูล 2530, 158) ใน
ภายหลังเม่อื ความคิดแบบรฐั สมยั ใหม่เข้ามามีอิทธิพลทําให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างสยามกับอังกฤษ
ได้มกี ารยกเอาข้อตกลงกับยางแดงมาอ้างพร้อมทั้งหลักฐานยืนยันเป็นเขาควาย หน่ึงซีก แต่การยืนยันเช่นน้ีใช้
ไม่ไดก้ ับอังกฤษท่ีมโี ลกทศั น์อีกแบบหนึ่งฉะนัน้ เมืองเลยี้ ว 13 หวั เมอื งจึงตกเป็นของอังกฤษไป (สรัสวดีอ๋องสกุล
2544, 343-345) รัฐสมัยใหม่ที่มีเขตแดนแน่นอนและสํานึกในเร่ืองเขตแดนที่แน่นอนท่ีเป็นตัวกําหนดสิทธิ
หนา้ ทีข่ องเขาและเราอย่างชดั เจนเงีย้ วคนเมอื งและเจา้ นายเมอื งแพรเ่ ป็นกลุม่ คนที่ยังไม่มีโลกทัศน์เร อ่ื งรัฐสมัย
ใหม่เพราะส่วนหนงึ่ มาจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนท้ัง 3 กลุ่มนี้กับตะวันตกมีไม่มากนักหรือมีก็มิใช่เรื่องรัฐ
แตเ่ ปน็ ดา้ นการคา้ รวมถงึ ในดา้ นเศรษฐกิจที่เมอื งแพรย่ ังเปน็ การผลติ เพ่ือยงั ชพี อยูม่ ิได้เป็นการผลิตเพ่ือขายและ
ไม่ได้มีการใช้เงินตราอย่างกว้างขวางอย่างสยามทําให้โลกทัศน์ของคนแพร่และเงี่ยวยังเป็นโลกทัศน์ใน ระบบ
จารีตมใิ ชโ่ ลกทศั น์แบบภมู ิศาสตรส์ มัยใหม่ (Thongchai 1994) คนใน 3 กลุ่มน้ีจึงมีสํานึกของรัฐจารีตที่ยังไม่มี
เส้นเขตแดนท่แี น่นอนซ่งึ การทไี่ มม่ เี สน้ เขตแดนทแ่ี นน่ อนดงั ตวั อยา่ งของแนวคิดนี้คือความคิดของหม่องจินนาที
ว่า
“ ทอ่ี ยูบ่ ังคับไปคา้ ขายเกินไปขอหนงั สือเดินทางต้องใหค้ นลาวเมอื งแพร่ไปรับประกันเม่ือคร้ันไปหาคน
ลาดคนลาวมารับประกันตัวลาวกลับว่าเป็นคนในบังคับไลยไม่ได้ครั้นมาคนในบังคับเหมือนอันรับตัวพวก
ข้าหลวงท่ีออกหนังสือเดินทางนั้นกลับว่าคนบังคับเหมือนกันรับตัวออกหนังสือยังไม่ได้ ... ” (ประชุม
พงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก ม.ป.ป. , 181) สิ่งที่อยู่ในเส้นเขตแดนที่ไม่แน่นอน นี้แตกต่างจากสยามในอีก
ระดับหนึ่งจากข้อความข้างต้นจะเห็นว่าสํานึกของเง้ียวให้ความหมายต่อซ่ึงรวมถึงราษฎรในเมืองแพร่และเจ้า
หลวงดว้ ยว่ารัฐในการรับรู้ของคนกลุ่มน้คี ือรฐั จารตี ทไี่ มม่ ีพรมแดนแน่นอนการ ไม่มีเขตแดนแน่นอนนํามาสู่การ
ใหค้ วามหมายของส่ิงทีอ่ ยู่ในเขตแดนดังท่เี งี้ยวรอ้ งเรียนว่าทางการสยามไม่ยอมให้เล้ียวที่รัฐสมัยใหม่มองว่าเป็น
คนอื่นสร้างบ้านซื้อจาํ นองบา้ นเรอื นบุกเบกิ ที่ดนิ เพื่อทาํ ไร่ทาํ นา รวมถึงห้ามเล้ียวตัดไม้มาสร้างวัดซ่ึงสร้างความ
เดือดร้อนให้แก่เง่ียวเป็นอย่างมากดังข้อเรียกร้องของเงี้ยวว่า "..... คนบังคับอังกฤษท้ังหลายอยู่ในเมืองแพร่มี
ความเดือดร้อนเปน็ อันมาก ๒. ตัง้ แต่ คนไทยมาเปน็ ข้าหลวงจัดการในเมืองแพร่ต้องห้ามไม่ให้คนในบังคับปลูก
เรือนอยู่ห้ามไม่ใ ห้ซื้อขายจํานําที่เรือนคนในบังคับอยู่ ๓. ห้ามไม่ให้คนในบังคับเบิกนาทําไร่ทําสวนห้ามไม่ให้
ซ้ือขายจาํ นาํ คนในบังคับ ... ห้ามไม่ให้ซื้อขายจานจ่ายท่ีไร่ที่นาท่ีสวนเป็นอันขาด .. . ถ้าคนบังคับไปขอไม้ขอน
สักมาสร้างวัดชิโตเง้ียวพม่าต้องสู้ข้าหลวงว่าไม่ให้ถ้าสร้างวัดฮิโตไทยฮิโตลาวอยู่จะ ... ” (กองวรรณกรรมและ
ประวัติศาสตร์กรมศิลปากร 2542, 181)
จุด เรม่ิ ต้นความขัดแย้ง สู่ จดุ สนิ้ สุดของเมอื งแพร่
มุมมองต่อรัฐแตกต่างกันนํามาสู่การมองคนละมุมอยู่ในโลกทัศน์ท่ีต่างกันนําสู่ความขัดแย้งระหว่าง
สยามเงยี้ วคนเมืองและเจ้าหลวงจนก่อให้เกิดการลุกขึ้นต่อต้านอํานาจรัฐบาลท่ีเรียกว่า“ กบฏเลี้ยวเมืองแพร่”
เป็นเหตุการณ์สําคัญย่ิงที่มีผลต่อการรับรู้เมืองแพร่และการสร้างประวัติศาสตร์เมืองแพร่ในเวลาต่อมา
นอกจากนย้ี งั มกี ารสถาปนาระบบราชการแบบมณฑลเทศาภิบาลในหัวเมืองของรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะหัวเมือง
ฝาุ ยเหนือซึ่ง แต่เดิมเป็นเมืองประเทศราชท่ีมีอิสระในการปกครองตนเองในระดับหนึ่งมิใช่เป็นไปอย่างราบรื่น
เรยี บง่าย แต่ในทางตรงกนั ข้ามในการขยายอาํ นาจผ่านขา้ ราชการทสี่ ่งมาจากส่วนกลางเป็นไปอย่างยากลําบาก
มีการตอ่ รอง
กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ต่อต้านเช่นกบฏพระญาผาบสงคราม (พ.ศ.
2432) (พ.ศ. 2445) แสดงให้เห็นพลวัตของการสถาปนาระบบราชการในหัว
เมืองฝุายเหนือที่มีการปะทะประสานระหว่างอํานาจท้องถิ่นท่ีนําโดย กลุ่ม
เจ้านายและอํานาจรัฐจากส่วนกลางท่ีมีข้าราชการเป็นกลไกนํามาสู่
ความสัมพันธ์เชิงอํานาจระหว่างหัวเมืองและอํานาจส่วนกลางท่ีท้องถ่ินหรือ
หัวเมืองมีเจ้านายท้องถิ่นเป็นตัวแทนอํานาจรัฐส่วนกลางมีข้าราชการเป็น
ตัวแทนของกษัตริย์ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ก่อนหน้า การก่อกบฏเงี่ยวเมืองแพร่
ในปี พ.ศ. 2445 (1977) การส่งข้าราชการเข้ามาในหัวเมืองเหนือท่ีเป็นเมือง
ประเทศราชนํามาส่คู วามขัดแย้งระหว่างเจ้านายในภาคเหนือและข้าราชการ
เช่นกรณีของพระยาพริย วิไชยเจ้าเมืองแพร่นําเงินในคลังหลวงไปใช้ใน
กิจการปุาไม้ในภายหลังทางกรุงเทพฯได้ส่งพระยาศรีสหเทพมาเป็นข้าหลวง
พิเศษมาปฏริ ูปการเก็บภาษีแยกระหวา่ งเงนิ หลวงและเงินส่วนตัวก่อนหน้าการปฏิรูปเงิน หลวงและเงินส่วนตัว
ไม่มีการแบ่งแยกในหัวเมืองฝุายเหนือพระยาศรีสหเทพได้กักตัวพระยาพิริยวิไชยไว้เป็นเวลาเกือบ 24 ชั่วโมง
เพ่ือให้ญาติหาเงินมาไถ่ตัวจนครบจํานวนการไม่ให้เกียรติแก่เจ้านายเมืองแพร่เป็นสาเหตุหน่ึงท่ีนํา มาสู่การ
ร่วมมือก่อก ารกบฏของเจ้าเมืองแพร่ แต่เดิมเจ้านายหรือเจ้าเมืองในหัวเมืองเหนือต่างมีอิสระในการปกครอง
ภายในเมืองอย่างเด็ดขาดเป็นเสมือนเจ้าแผ่นดินน้อย ๆ ในเมืองของตนเองการที่ข้าราชการส่วนกลางเข้ามา
กักขังบังคับย่อมนํามาซึ่งความเจ็บแค้นและปะทุเป็นการต่อต้านอํานาจจากส่วนกลาง ในเวลาต่อมา (สรัสวดี
ออ๋ งสกุล 2544, 397) ภายหลงั กบฏเงีย่ วความสมั พนั ธเ์ ชิงอาํ นาจเปล่ียนแปรจากความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านาย
ขา้ ราชการและกษตั รยิ ไ์ ปเปน็ ข้าราชการและกษตั ริย์โดยตรงขา้ ราชการมใิ ช่ตัวกลางระหวา่ งเจ้านายและกษัตริย์
อีกต่อไปเพราะเจ้านายพ้ืนเมืองใน ภาคเหนือถูกลิดรอนอํานาจและท้ายสุดกลายเป็น แต่เพียงสัญลักษณ์ไม่มี
อาํ นาจในบ้านเมืองระบบขา้ ราชการ
สามารถขยายอํานาจในท้องถ่ินได้อย่างแท้จริงภายหลังการกบฏ พ.ศ. 2445 ทําให้เมืองในภาคเหนือ
เป็นส่วนหน่ึงของสยามภายใต้การปกครองในระบบราชการสมัยใหม่ (ชัยพงษ์สําเนียง 2564) เมืองแพร่
ภายหลังการเกิดกบฏเลี้ยวในปี พ.ศ. 2445 ฐานะเป็นเมืองประเทศราชของสยามก็ได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์ใน
พ.ศ. 2437 สยามได้เข้ามาจัดการปกครองในเมืองแพร่ แต่เจ้าเมืองแพร่ก็ยังสามารถรักษาอํานาจในการ
ปกครองภายในเมืองไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ภายหลังการเกิดกบฏเงี้ยวเมืองแพร่แล้วรัฐบาลกรุงเทพฯสามารถ
สถาปนาอาํ นาจในหัวเมืองฝาุ ยเหนือได้อยา่ งเตม็ ท่ีด้วยเหตุผล 3 ประการด้วยกนั
ประการแรกเม่ือเกิดกบฏเง้ียวเมืองแพร่รัฐใช้วิธีการปราบปรามอย่างรุนแรงและสามารถปราบได้โดย
ใช้ เวลาเพยี งเดือนเศษ ๆ แสดงให้ถึงประสิทธิภาพของทหารจากส่วนกลาง (การปราบกบฏคร้ังน้ีใช้ทหารจาก
มณฑลพิษณุโลกและมณฑลนครสวรรค์เป็นส่วนใหญ่) เป็นการแสดงแสนยานุภาพให้เจ้านายฝุายเหนือที่คิด
ตอ่ ต้านอยา่ ได้เอาเปน็ แบบอย่าง
ประการท่ีสองการเกิดกบฏคร้ังนี้แสดงให้เห็นถึงการประสานประโยชน์ได้ระหว่าง สยามและประเทศ
มหาอํานาจรอบข้างคืออังกฤษและฝร่ังเศสที่ถือสยามเป็นรัฐกันชนของมหาอํานาจทั้งสองทั้งสองประเทศมี
ขอ้ ตกลงทจ่ี ะไม่เขา้ มาแทรกแซงกิจการภายในของสยามถอื เป็นนิมติ หมายอันดที ่ที ําให้รัฐบาลสยามสามารถเข้า
มา จัดการเปล่ียนแปลงการปกครองและจัดการเศรษฐกิจในหัวเมืองฝุายเหนือได้เต็มที่ (ชัยพงษ์ สําเนียง
2560)
ประการทส่ี ามการท่ีรฐั บาลสยามหลงั จากปราบกบฏเลี้ยวเมืองแพร่แล้วได้ปลดเจ้าเมืองแพร่ออกจาก
ตําแหน่งทําการยกเลิกตําแหน่งเจ้าเมืองและส่งข้าราชการจากส่วนกลางเข้าทําการแท นทั้งหมดเป็นการแสดง
ให้เห็นถงึ อาํ นาจสว่ นกลางท่เี ขม้ แขง็ เปน็ การสถาปนาอํานาจของสว่ นกลางในหัวเมืองฝุายเหนอื
บทที่ 5 พินิจวาทะกรรม“เมอื งกบฏ”
ประวตั ิศาสตร์ความทรงจาขบวนการ
เคลื่อนไหวของคนเมืองแพร่
เมอื งแพรก่ อ่ นการเกิดกบฏเงย้ี วปี (ก่อนพ.ศ. 2445)
ความเปล่ียนแปลงภายในเมืองแพรก่ ่อนเกิดกบฏเลย้ี วใน พ.ศ. 2445 มีนยั สาํ คัญทจ่ี ะบ่งบอกว่าการที่
เมอื งแพร่จากเมืองทีม่ สี ถานะเปน็ เมอื งประเทศราชกลายมาเป็นสว่ นหนงึ่ ของสยามภายใต้ข้อ จํากดั ในหลาย ๆ
ดา้ นเชน่ ขาดแคลนทรัพยากรมเี ครอื ขา่ ยท่ี จาํ กัด และภัยธรรมชาตทิ าํ ให้เมืองเล็ก ๆ เมอื งหน่ึงถูกรบั รใู้ น
ประวตั ศิ าสตร์วา่ เป็นเมืองกบฏไดอ้ ยา่ งไรปจ๎ จัยหนง่ึ ท่ีถูกละเลยคือการเกิดทุพภิกขภยั ในเมอื งแพร่สมยั กอ่ นถอื
วา่ เปน็ เร่อื งหนักหนาสาหัสเพราะการ ทําเกษตรกรรมถอื เป็นแหล่งรายได้เปน็ ท่ีมาของสว่ ยสาอากรและเป็น
หลกั ประกันความสมบรู ณ์พนู สขุ ของราษฎรการเกิดภยั แลง้ ไม่สามารถทํานาได้สง่ ผลใหเ้ มืองขาดรายได้เปน็
สถานการณ์ทไ่ี ม่ปกติสรา้ งความยากลาํ บากใหท้ ั้งผปู้ กครองและไพร่บา้ นพลเมืองการท่ีเมืองแพรเ่ ปน็ เมือง
ประเทศราชซึ่งมีพันธะต่อเมืองเจา้ ประเทศราชโดยทเ่ี มืองเจ้าประเทศราชมไิ ด้คาํ นงึ ถึงความลาํ บากการเรียก
เกบ็ ส่วยและเกณฑแ์ รงงานในชว่ งวกิ ฤตเชน่ น้นี ํา มาสูค่ วามเป็นปฏปิ ก๎ ษ์ต่อรฐั ดังทีเ่ คยเกดิ ก่อนหนา้ นี้ในคราว
สงครามเมืองเชยี งตุงเจา้ หอน่าเจ้าอปุ ราช) เมืองแพร่พาไพร่พลหนีทพั และไดร้ ับการลงโทษเนอื่ งจากทนต่อ
ความยากลําบากของการเดินทัพไม่ได้รวมถึง ความแตกต่างระหว่าง“ ไทย” กบั “ ลาว” ทเ่ี ปน็ ความตา่ งของ
วัฒนธรรมก็มีผลอยา่ งสาํ คัญ
การศึกษาในท่นี เ้ี พ่ือทาํ ความเข้าใจบรบิ ทของเมอื งแพร่ในชว่ งทศวรรษท่ี 2430-2440 ผ่านความ
เปล่ียนแปลงภายในทเ่ี ป็นเงื่อนไขของการกบฏต่อตา้ นอาํ นาจรัฐใน พ.ศ. 2445 ซึง่ มิได้ล่องลอยมาจากฟากฟูา
โดยใช้หลักฐานจาก ประวัตศิ าสตรต์ อน“ ก่อนเล้ยี วเขา้ ปล้นเมอื งแพร่ระหวา่ ง ร.ศ. 108-110 (พ.ศ. 2432-
2440) โดยพระครสู มหุ ว์ ารป๎ญญาวุโธนาํ มาจากเอกสารในหอจดหมายเหตแุ ห่งชาตอิ นั เป็นรายงานทเี่ มืองแพร่
สง่ ไปยงั รัฐบาล ผูเ้ ขียนใชห้ นังสอื เลม่ น้เี ปน็ เล่มหลกั เพ่ืออธิบายความเปล่ยี นแปลงของเมอื งแพรเ่ พอ่ื ให้เขา้
ใจความเปลี่ยนแปลงของเมืองแพร่มากขึ้นความแหง้ แล้งและการอพยพของราษฎรเมืองแพรเ่ ท่าทีป่ รากฏใน
เอกสารเกดิ ขึน้ คร้ังแรกใน พ.ศ. 2427 สมัยเจา้ หลวงพิมพิสารราชาเวลาน้นั ราคาขา้ วในเมืองแพร่ราคาสงู ถงึ ถงั
ละ 5 รูปี (4 บาท) ซึ่งเปน็ ราคาทส่ี งู มาก
เมอื่ เปรียบเทียบกับราคาของสินค้ากับค่าเงินและสภาพเศรษฐกิจทย่ี ังเป็นการผลิตเพื่อยังชพี ดงั เจ้า
เมอื งแพร่พระยาพิมพสิ ารราชาส่งมายงั ลูกขุน ณ ศาลาว่า "ได้มหี นงั สอื ร้องทุกต่อทา่ นพระยาศรสี หเทพเมือง
แพรท่ ุกวันนี้มี ความทุกรอ้ นอดอยากเสบยี งอาหารราคาเข้าสารซ้อื ในเมืองแพรถ่ ังละ 5 รเู ป ..... 182 ใน พ.ศ.
2427 ราษฎรเมืองแพร่ไดอ้ พยพหนีออกจากเมืองเปน็ จํานวนพนั กวา่ คนราษฎรพนั เศษในเวลานนั้ ถอื วา่ เปน็
จํานวนทีม่ ากเพราะประชากรเมอื งแพร่ในเวลานน้ั มปี ระมาณ 10,000 คนราษฎรทีห่ นอี อกจากเมืองแพร่ถือว่า
เปน็ จํานวนรอ้ ยละ 10 ของราษฎรทัง้ หมดไพร่บ้านพลเมืองในสมยั นน้ั ถอื วา่ เปน็ ปจ๎ จัยทส่ี ําคญั อยา่ งย่ิงในการ
ขับเคล่อื นทางเศรษฐกิจ และการปกปูองบา้ นเมืองการสูญเสยี ผูค้ นร้อยละ 10 ของเมืองจงึ มีนยั ยะสําคัญตอ่
ความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตรข์ องเมืองแพร่อยา่ งมากทง้ั ความที่ว่า ... ราษฎรพ์ ากันยกครอบครัวหนี
ประมาณพันเศษ ... บดั นี้ก็ เป็นเทศกาลลงมอื ทํานาอยู่แลว้
การเรียกเกณฑ์ช้างม้าในสงครามปราบฮ่อ พ.ศ. 2427
ใน พ.ศ. 2427 กรุงเทพฯเมืองเจ้าประเทศราชไดเ้ ขา้ มาเกณฑ์แรงงานช้างมา้ ววั เพ่ือไปราชการทัพเมือง
หลวงพระบางเพ่ือปราบฮ่อเข้ามาก่อความวุ่นวายในหัวเมือง ลาวเป็นการเพ่ิมความยากลําบากให้แกเ่ จา้ เมือง
แพรจ่ ากภาวะขา้ วยากหมากแพงการศึกครงั้ น้ที างราชการได้มอบหมายให้เจ้าเมืองแพรจ่ ัดหาชา้ งจํานวน 70
เชอื กโคต่าง 500 ตวั เพื่อใช้ในสงครามเจา้ เมืองแพร่สามารถจัดหาได้ 67 เชือกในจาํ นวน 67 เชือกน้ีเป็นชา้ งที่
จา้ งจากพ่อค้าชาวพมา่ และเลี้ยว (ไทใหญ่) ทเ่ี ขา้ มาทําปาุ ไม้ในเมอื งแพร่ถึง 10 เชือกดงั ความทว่ี ่า“ ให้
ข้าพระพุทธเจ้าเกณฑช์ ้าง 20 เชอื กโคตา่ ง 200 โคไปเข้ากองทพั เจ้าหม่นื ไว ยวรนารถท่ีเมืองพิไชยครน้ั อยมู่ าท่ี
ท้องตราพระราชสหี ์ที่ 228 ลงวันอาทติ ยข์ ้นึ 3 คา่ํ เดือน 11 ปีระกาโปรดเกล้าฯใหข้ า้ พระพทุ ธเจ้าเกณฑ์ชา้ ง
เพ่มิ 50 เชือกโคตา่ ง 300 โครวมช้าง 70 เชอื กรวมโค500 โคใหท้ ันกําหนดในเดือน 11 ข้างแรมประกาข้าพเจ้า
จงึ รีบเกณฑช์ า้ งโคตา่ งได้ 5 ชา้ งต้องจ้างช้างพม่าเลีย้ วที่ทาํ ไมจ้ ะในแขวงเมืองแพร่ 10 เชือกรวม 63 เชือกโค
ตา่ ง 500 ป๎ญหาภัยแล้งเกดิ ขึ้นอยา่ งต่อเนือ่ ง มากบ้างนอ้ ยบา้ ง แต่ภยั แล้งใน พ.ศ. 2527 มคี วามเป็นไปได้วา่
รนุ แรงกวา่ ทุกปีเนอ่ื งจากมีหนังสือแจง้ ร้องทุกข์แจ้งตอ่ ทางการให้ทราบปญ๎ หาและเกิดการอพยพของราษฎร
จํานวนมากความแหง้ แล้งและการอพยพย้ายถ่ินฐานของ ราษฎรส่งผลกระทบต่อการเกบ็ ส่วยของเมืองแพร่ได้
น้อยลงทําให้ราษฎรไม่เต็มใจจะถกู เกณฑร์ าชการทัพเจา้ เมืองแพรจ่ งึ ไมส่ ามารถหาได้ตามจํานวนเรยี กเกณฑ์
การเขา้ มาเรยี กเกณฑแ์ รงงานช้างววั ควายเป็นการสรา้ งความยากลําบากแก่ เจา้ เมืองแพร่เพราะเศรษฐกิจของ
บ้านเมอื งทีไ่ ม่ปกตเิ นื่องจากเกิดภัยแล้งและข้าวยากหมากแพงรวมถึงเวลาที่กระชน้ั ชิดของการส่ังการภายหลัง
แม้จะมีการนําชา้ งไปสง่ ได้ตามที่ทางการเรยี กเกณฑ์ แตด่ ้วยเหตุทชี่ า้ งเปน็ ชา้ งทจ่ี า้ งมาทําให้เกดิ ปญ๎ หาตามมา
เจ้าของชา้ งเปน็ ชาวพม่าและเงยี่ วต้องการเอาช้างคืนเพ่ือเอาไปใช้งานถ้าเจ้าหลวงไม่คนื ชา้ งทีจ่ า้ งมาจะมีการคดิ
คา่ จ้างจากเจ้าหลวง จากสถานการณ์นีซ้ ่งึ เปน็ การเติมเจ้าหลวงเมืองแพรท่ ั้งความท่ีว่า“ พวกพม่าเดี๋ยวเจ้าของ
ชา้ ง 10 เชือกนัน้ มาร้องขา้ พเจา้ ว่าจะรับชา้ งไปถึงเมืองนา่ นแลว้ จะขอเอาชา้ ง 10 เชือกนั้นกลบั มาทําการงาน
ถา้ ไม่ไดช้ ้างแล้ว จะคิดเอาคา่ จา้ งกับขา้ พเจ้า
นอกจากพ่อค้าพม่าและเล้ยี วตอ้ งการเอาชา้ งคนื แล้วช้างทีเ่ จ้าหลวงเมืองแพร่เกณฑ์ไปได้จาํ นวน 53
เชอื กมีช้างจํานวนถึง 46 เชอื กทเ่ี จ้าของนําหลบหนีราชการทัพเหลือช้างทเ่ี กณฑ์ไปราชการเพยี ง 7 เชอื กการ
หนที ัพเกิดจากความลําบาก ของการเดนิ ทัพท่ตี ้องผา่ นปุาเขาพิษไข้หนทางทีย่ ากลาํ บาก ฯลฯ การหนีถือเป็น
หนทางหนงึ่ ในการอยรู่ อดและเปน็ การตอบโต้ของผู้ด้อยอํานาจการหนีทพั ครง้ั นีท้ ําให้มีการจบั ตัวหลวง
ประเสริฐกรมการเมอื งแพร่เค้าสนามหลวง) ไว้ เป็นประกนั เพือ่ ให้เจ้าหลวงเมืองแพรใ่ นเวลาน้ันเร่งเกณฑ์ช้างที่
หลบหนีให้ครบจาํ นวนดงั ความว่า“ ... ควานเอาช้างหนเี มืองแพร่ 46 ช้าง ๆ เมืองแพรค่ งค้างอยู่เมืองหลวงพระ
บาง 7 ช้างเจา้ หมื่นไวยแมท่ ัพ จึงเอาหลวงประเสรฐิ จาํ ตรวนไวท้ ่เี มืองหลวงฯ ใหข้ ้าพเจา้ รีบเรง่ เกณฑ์ชา้ งที่
หลบหนนี ้ันกลบั ขึ้นไปรบั ราชการทัพทเี่ มืองหลวงอีกให้จงครบจาํ นวน ... ชา้ งกลับมาถึงบ้านเรือน 22 คน ...
ช้างทไ่ี ปรบั ราชการนน้ั ลม้ ตายไปตามทาง 5 ชา้ งกลบั มาถงึ เมืองแพร่แล้วชา้ งตายอกี 4 ชา้ งรวม 9 ช้าง ๆ กัลป
มาถึงบา้ น 13 เชือก แต่ 24 ช้างนั้นเจา้ ของของชา้ งทงั้ บุตรภรรยาครอบครัวตัวเองพากนั อพยพไปทางใดไม่
ทราบความยากลาํ บากของเส้นทางการเดนิ ทัพทาํ ใหช้ า้ ง ที่ถูกเกณฑ์และหนีกลับมาตายจํานวน 9 เชือกและ
ช้างอีก 24 เชือกควาญชา้ งและครอบครัวได้พากนั หลบหนีไม่สามารตดิ ตามตัวไดท้ างการไดก้ าํ ชับบังคบั ให้เจา้
หลวงเมอื งแพรต่ ามหาช้างที่หลบหนีใหก้ ลับไปราชการทัพ ตามเดิมการที่ถูกบบี บังคบั เรียกเกณฑ์แรงงานสวย
ท่ามกลางความอดอยากและภยั แล้งนาํ มาสู่การสง่ั สมทางประวตั ิศาสตรเ์ ป็นหน่ออ่อนท่ีทําใหเ้ กิดเหตุการณ์
กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ในภายหลังเพราะตวั เจา้ หลวง
เมืองแพร่ในเวลาต่อมาเจ้าหลวงพิรยิ เทพวงศ์) ในขณะท่เี กิดกบฏฮ่อดํารงตาํ แหน่งพระยาราชบุตรรวมถึงตัว
ราษฎรที่ได้รับความทกุ ข์ยากจากภยั ธรรมชาติและการกดข่ีในการเก็บส่วยการเรยี กเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นการส่งั สม
ความเจบ็ ปวด จากการกระทําของรัฐและกลายเปน็ การต่อตา้ นรฐั เวลาตอ่ มา
พนื้ ทข่ี องการเกดิ กบฏเง้ียว
เจา้ ผ้คู รองนครในมณฑลพายัพ กบั เหตกุ ารณก์ บฏเงยี้ ว พ.ศ. 2445 จากซา้ ย เจา้ อินทวโรรสสุริยวงษแ์ หง่ เมอื งเชียงใหม่, เจา้ บญุ วาทยว์ งษ์มานิตแห่ง
เมืองลาปาง, เจา้ พิริยเทพวงศ์แห่งเมอื งแพร่ และพระเจา้ สุริยพงษ์ผริตเดชแห่งเมืองนา่ น
การเกิดกบฏครั้งนี้มีอาณาบริเวณการเกิดท่ีกว้างขวางกว่าอาณานิคมของเมืองแพร่เพราะ“ เง้ียว”
หรือไทใหญ่มีบทบาททางการค้าอย่างกว้างขวางในเขตภาคเหนือมาเป็นเวลานานอยู่ในฐานะพ่อค้าข้ามแดน
ระหว่างไทยพม่าจีนและ ลาวหรือทางภาคเหนือเรียกว่าพ่อค้าวัวต่างแม้ในตอนหลังจะลดบทบาทลงเนื่องจาก
พ่อคา้ คนจนี ไม่ได้ แต่ก็ยงั คง
มีบทบาทอยู่ในฐานะลูกช่วงปุาไม้ของ บริษัท ฝร่ังและในขณะท่ีเกิดการกบฏใน พ.ศ. 2445 รัฐบาล
สยามประมาณการว่ามเี ง่ยี วในภาคเหนือมากกวา่ 20,000 คนขณะท่ีประชากรของมณฑลพายัพใน พ.ศ. 2462
มีประมาณ 1,342,036 คน ในโลกของรัฐในหุบเขาตอนในภาคพื้นทวีปจะเห็นว่าภาคเหนือหรือมณฑลพายัพ
นั้นมีความสัมพันธ์กับเมืองทางตอนเหนือท้ังรัฐฉานสิบสองพันนามาเป็นเวลานานท้ังทางด้านการเมือง
เศรษฐกจิ ทมี่ เี ง้ี ยวเปน็ พอ่ ค้านาํ สินค้าจากตอนเหนือมายังล้านนาและนําสินค้าจากล้านนาท่ีเป็นศูนย์กลางของ
ภูมิภาคไปกระจายในตอนเหนือจนถึงมะละแหม่งในด้านใต้รวมถึงด้านวัฒนธรรมท่ีส่งต่อจากล้านนาสู่สิบสอง
พัน นาและรัฐฉานทั้งด้านพุทธศาสนาและอักษรศาสตร์เมืองในตอนเหนือและล้านนาจึงถือเป็นแผ่นดินผืน
เดียวกันไม่มีเส้นพรมแดนท่ีชัดเจนต่างอาศัยเกื้อกูลกันท้ังการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมโดยเลี้ยวมีบทบาท
สําคัญคือเป็นพ่อคา้ ข้ามแดนดัง ความทว่ี ่า
เด๋ียวพวกน้ีเป็นคนฝุายเหนือ .... แต่ก่อนมาเดี๋ยวพวกน้ีได้แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในมณฑล
พายัพท่ัวทุกนครทําการค้าขายในตลาดบ้างรับจ้างตัดไม้ลากไม้ในปุาบ้างต้ังทํามาหากินปะปนอยู่กับ พวกลาว
เช่นกับจีนในกรุงเทพฯเพราะพวกลาวไม่ถนัดในการเดินทางขนสินค้ามาขาย แต่ไม่ชอบทําการหนักถ้าไม่ชอบ
รบั เปน็ ลกู จ้างอยา่ งคนเง้ยี ว ... เงย้ี วในเมืองแพร่มีบทบาทอย่างมากถือเป็นกําลังสําคัญในการขับเคล่ือนระบบ
เศรษฐกจิ ในเมืองแพรเ่ งี้ยวเป็นตัวกลางในการแลกเปล่ียนสินค้าระบบการ ค้าขายในเมืองแพร่ล้วนตกอยู่ในมือ
เดี๋ยวโดย“ พวกเง้ียวอยู่ในตลาดทําการค้าขายทั้งน้ันการท่ีเลี้ยวเข้าก่อการจลาจลคร้ังนี้รัฐบาลสยามถือว่าเป็น
เร่ืองใหญ่และให้ความสําคัญอย่างมากมีการระดมกําลังจากเมืองต่าง ๆ ท้ังใน เขตภาคเหนือตอน บนเช่น
เชียงใหม่ลําพูนเถินให้ยกกําลังเข้ามาช่วยปูองกันเมืองลําปาง
จากการโจมตีของเง้ียวกองกําลังจากภาคเหนือตอนล่างเช่น
เมืองพิชัยเมืองพิษณุโลกเมืองอุตรดิตถ์เมืองสุโขทัยสวรรค
โลกเข้ามาปราบเง่ียวในเมืองแพร่และในตัวของแม่ทัพที่รับ
หน้าที่ในการปราบเงี้ยวคร้ังนี้ก็มีควา มหวาดวิตกกับ
เหตุการณ์น้ีอย่างมากดังท่ีตัวแม่ทัพรายงานต่อสมเด็จฯ กรม
พระยาดํารงราชานภุ าพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า“ เห็น
ด้วยเกล้าว่าจะไม่ใช่สุนัขจนตรอกเสียแล้ว .... เด๋ียวที่อยู่ใน
มณฑลพายพั กวา่ สองหม่ืนคนเห็นด้วยเกล้าว่าการครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการเล่นเสียแล้วในชั้น นี้ต้องส่งกําลังขึ้นมาให้
พอปราบปรามให้สงบ .... เมืองน่านก็มีความหวาดหว่ันมากนครลําปางกลับจะย่ิงกว่าเมืองน่านไปอีก 1 แสดง
ให้เห็นถึงความวิตกต่อเหตุการณ์ท่ีจะลุกลามเมืองอ่ืน ๆ ในภาคเหนือ แล้วทางการจะไม่สามารถควบคุม
สถานการณ์ได้เนื่องด้วยจํานวนเง่ียวทม่ี ีอยมู่ ากในภาคเหนือและมีบทบาทอย่างสําคัญทางด้านเศรษฐกิจรวมถึง
การที่กลุ่มเดีย๋ วมคี วามสัมพันธ์กับคนเมืองจึงอาจทําให้เหตุการณ์น้ีลุกลามใหญ่โตได้โดย ท่ีเมืองแพร่หัวหน้าใน
การก่อการจลาจลคือพะกาหม่องล่าโปชายจองแข่ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกเง้ียวประมาณ 500 คนเศษ
นอกจากนี้เด๋ียวยังได้ระดมพลเพ่ือเข้าตีเมืองลําปาง 14 กองกําลังในส่วนน้ีมีกําลังพลพร้อมอาวุธครบมือ ถึง
300-400 คนนําโดยพะกาหม่องในท่ีรบ แต่ก็ได้สร้างความหวั่นวิตกให้แก่คนเมืองลําปางเป็นอย่างมากแม้
สุดท้ายจะไม่สามารถสู้กองทัพรัฐบาลได้และตัวพะกาหม่องก็ตายแต่ก็ได้สร้างความหวั่นวิตกให้ คนลําปางเป็น
อยา่ งมาก
ยิ่งมีข่าวลือว่าพะกาหม่องยังไม่ตายย่ิงสร้างความหว่ันวิตกต่อคนเมืองลําปางถึงข้ันต้องหนีเข้าปุาและ
กักตุนอาหารแม้แต่ตัวของเจ้าหลวงเมืองลําปางก็มีความหวั่นวิตกต่อเหตุการณ์นี้ไม่ใช่น้อยนอกจากน้ีทาง
รัฐบาล สยามกลัวการแทรกแซงจากตะวนั ตกทง้ั ฝรงั่ เศสและอังกฤษที่มีผลประโยชน์ในภาคเหนือจากการทําไม้
ดังที่หนงั สอื ของหลวงจันทรามาตย์กราบทลู กรมหลวงดํารงฯ ว่า“ การที่พวกเง้ียวก่อจลาจลข้ึนนั้นไม่เป็นของท่ี
พวกเง้ียว ก่อขึ้นเองเป็นอุบายมาจากพวกข้าหลวงฝรั่งเศสตามฝ่๎งซ้ายแม่น้ําโขงอุดหนุนให้ก่อเหตุขึ้นที่จริง แต่
ตามลําพังพวกเง้ียวเท่านั้นไม่กล้าหาญถึงเพียงน้ีเป็นแน่ ... เม่ือพวกน้ีได้บ้านเมืองใดย่อมเกลี้ยกล่อมเอาใจเจ้า
หลวงและข้าราชการพวกลาวไว้เป็นกําลัง .... ถ้าสมดังอุบายแล้วก็เป็นช่องทางท่ีดีจะได้ เกล้ียกล่อมเอาพวก
ลาวและเจ้าหลวงไปเข้าอยู่ในปกครองโดยง่าย ... # 116 ความหวาดวิตกต่อภัยคุกคามจากตะวันตกเป็น
ความคิดที่ครอบงําชนชั้นปกครองสยามตลอดมาตั้งแต่เร่ิมเสียดินแดนและเหตุการณ์ที่ฝ๎งใจชนช้ันปกครอง
สยามคือการ ท่ฝี ร่งั เศสนาํ เรือมาปดิ ปากอา่ วเม่ือ ร.ศ. 11217 เหตุการณ์ในมณฑลพายัพในเวลานั้นเป็นไปด้วย
ความว่นุ วายเมอื งในภาคเหนอื ตา่ งหวาดกลัวต่อเหตุจลาจลดังทีเ่ กิดความหวาดกลวั ในเมอื งเชียงใหม่เมืองลําพูน
ที่พระยานริศร ราชกิจรายงานสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า“ ถ้าพวก
เง้ียว
ในนครเชียงใหม่นครลําพูนพากันลุกลามขึ้นจะไม่มีกําลังปราบได้ทั้งได้เมืองในภาคเหนือทราบว่าข้าง
บรเิ วณปิงเหนือก็จะมีผู้รา้ ยเข้าปลน้ ... 18 ยงั เกิดข่าวลือตา่ ง ๆ ว่าเกิดเหตุเลยี้ วเข้าปล้นตาม เมืองทําให้มีความ
หวาดกลวั แก่ราษฎรดังที่มีรายงานว่า“ เดี๋ยวยกทางเดิน 20 คนสบปราบแขวงลําปางแตกแลว่าทางเมืองลองก็
จะยกเข้ามาหรือมีความหวาดกลัวของ“ ราษฎรลาวจีนไทยมีความหวาดหวั่นเพราะได้ รับเสียงเล่าลือต่าง ๆ
120 เมอื งเชยี งใหม่ศูนยก์ ลางของภูมภิ าคในขณะนั้นกเ็ กิดจลาจลของเงี้ยวเช่นมีเงี้ยวจํานวน 11 คนในแขวงแม่
ออนอําเภอสันกําแพง) เข้าปล้นโรงกล่ันสุราบ้านไผ่ตําบลแช่ช้างแล้วเผาที่ทําการแขวงเสียหายท้ังหลัง 21
รวมถึงในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ได้สร้างส่ิงกีดขวางเพื่อปูองกันการโจมตีของเง้ียวรวมถึงเกณฑ์ราษฎรเข้ามาร่วม
ปูองกันเมืองและจากข่าวลือทําให้ราษฎรตกใจและหวาดวิตกต่อเหตุการณ์นี้ อย่างกว้างขวางแสดงให้เห็นว่า
เมืองเชียงใหม่ ก็มีการลุกข้ึนก่อการจลาจลของเงี้ยวเช่นกันเมืองพะเยาก็ได้เกิดการจลาจลมีเดี๋ยวจํานวน 400
คน 22 ได้บุกเขา้ ปล้นเมืองกรมการเมอื งพะเยาบางคนก็ได้ให้ความร่วมมือในการจลาจล
คร้ังน้ีจนภายหลังเกิดข้อพิพาทระหว่างคนไทยและคนในบังคับอังกฤษในกรณีของพระยาดัสกรูปลาศ
ส่วนเมืองทางเหนือเช่นเมืองเชียงแสนเมืองเชียงของเมืองเชียงคําก็ได้เกิ ดการปล้นของเง้ี ยวดังความท่ี
เจา้ พระยาสรุ ศกั ดิ์มนตรีกราบทลู กรมหลวงดํารงฯ (เงย้ี ว) มาจากเชยี งของมกี ําลังประมาณส่ี (ห้า) (ร้อยคนเป็น
เงยี่ วที่หนไี ปจากแพร่แลทั้งเง้ียว (ฝรั่งเศสประสมท่ีเชียงของมีค่ายฝร่ังเศส) ต้ังอยู่หน้า (เชียงของเลี้ยงเด่ียว (สี)
(ห้า) (ร้อย) สําหรับเที่ยวที่ปล้น (บางยม) ฝุายเหนือ (สิบสองป๎นนา) 125 หรือ“ มาในช้ันหลังเง้ียวกําเริบ ข้ึน
ทางเหนือตัง้ อยูเ่ ชียงคําลอื มาแปลก ๆ 126 จะเห็นไดว้ า่ การก่อจราจลของเงี้ยวมิได้เกิดข้ึนที่เมืองแพร่แห่งเดียว
อย่างที่ได้เสนอในงานเขยี นประวัติศาสตร์ในสมยั หลงั แตเ่ ปน็ เหตุการณ์ทเ่ี กิดข้ึนในอาณาบริเวณที่กว้างขวางใน
มณฑลพายัพหรือภาคเหนือในป๎จจุบัน 127 นอกจากเหตุการณ์ท่ีขยายพ้ืนท่ีอย่างกว้างขวางที่แสดงข้างต้น
จาํ นวนเล้ียวที่บุกเมืองในภาคเหนอื ท่ีมีจาํ นวนใกล้เคยี งกนั ระหว่าง 400 500 คนอารมณ์ ความรู้สึกของคนท่ีได้
ยนิ ข่าวลือต่างก็เป็นทห่ี วาดวิตกของคนทกุ ชัน้ และทกุ เมอื งจนทาํ ให้ผู้คนในเมอื งลําปางต้องอพยพออกนอกเมือง
ส่วนเมืองเชียงใหม่ก็สร้างเครื่องกีดขวางและเกณฑ์คนเพื่อไว้คอยรับมือกับการก่อการ ครั้งน้ีรวมถึงรัฐบาล
สยามเองก็มีความหว่ันเกรงว่า คงไม่หยุด 25 สถานการณ์จะบานปลายดังหนังสือที่รายงานสมเด็จฯ กรมพระ
ยาดํารงราชานุภาพว่า“ ถ้าไม่มีกองทหารประจํารักษาการการร้ายแรงเช่นน้ีการก่อจลาจลของเงี่ยวใน พ.ศ.
2445 จึงเป็นเหตุการณ์ท่ีใหญ่โตและกว้างขวางกว่าขอบเขตของเมืองแพร่ดังที่เรารับรู้กันใน ป๎จจุบันเป็นอัน
มากการก่อกบฏเล้ียวในคร้งั นม้ี พี ้นื ที่ในการกอ่ การอยา่ งกวา้ งขวางท้ังเมืองแพร่ลําปางเชียงใหม่เชียงแสนพะเยา
เชียงคาํ เชียงของ แต่การรับรู้ต่อเหตุการณ์ในคร้ังน้ีกลับมีการรับรู้ว่าเกิดเฉพาะเมืองแพร่แห่งเดียวเนื่องมาจาก
เจ้าเมืองแพร่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้โดยตรงรวมถึงเมืองแพร่เป็นเมืองที่เกี่ยวสามารถยึดได้เพียงเมือง
เดียวรวมถึง เมืองแพร่เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กและเจ้าเมืองไม่มีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับเมืองอื่นใน
ภาคเหนอื และพบวา่ เจา้ นายเมอื งแพร่แทบเป็นอิสระจากระบบเครอื ญาติของเจา้ นายในภาคเหนือต่างจากเมือง
เชียงใหม่ลําปางลําพูนและเมือง บริวารที่มีการแต่งงานกันไปมาระหว่างเมืองเหล่าน้ันทําให้มีอิทธิพลในการ
ต่อรองกับสยามถ้าทํารุนแรงหรือให้เมืองหนึ่งเมืองใดได้รับผลกระทบก็จะส่งผลต่อเครือข่ายเมืองนั้น ๆ ด้วย
สว่ นเมอื ง น่านก็ไดข้ ยายอาณาเขตไปครองเมอื งเทงิ เชียงของเชียงม่วนโดยการส่งเจ้านายบุตรหลานไปปกครอง
เครือข่ายทางการเมืองของ 2 กลุ่มข้างต้นจึงใหญ่โต 129 ต่างจากเมืองแพร่ที่พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงเครือ
ญาตกิ บั เมอื งน่านเพียงผิวเผินเท่าน้ัน ทําให้มีอํานาจต่อรองน้อยกว่าเมืองอ่ืน ๆ นํามาสู่การเมืองกบฏสร้างการ
รับรู้ว่าเกิดกบฏเฉพาะเมืองแพร่เพราะไม่กระทบต่อความรู้สึกต่อเจ้านายเมืองอ่ืนเมืองแพร่จึงถูกโดดเด่ียว ใน
การสรา้ งการรบั รูใ้ นฐานะเมอื งกบฏ
เมืองแพร่ในฐานะเมืองกบฏและการรับรู้ท่ี จํากัด เป็นผลมาจากการสร้างประวัติศาสตร์ของทรงจํา
ของรัฐแบบสมัยใหม่ท่ีในภายหลังสร้างหน่วยการปกครองที่เรียกว่าจังหวัดนํามาสู่การรับรู้ต่อเหตุการณ์กบฏ
เส้ียวว่าเกิดเฉพาะ เมืองแพร่เป็นผลมาจากการศึกษาเอกสารภาครัฐรวมถึงเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ท่ีได้
วิเคราะห์ไว้ข้างต้นจึงทําให้เมืองแพร่ถูกรับรู้ในฐานะ“ เมืองกบฏ "โดยตัดขาดจากบริบทแวดล้อมทาง
ประวัติศาสตร์ทม่ี ปี จ๎ จยั ไมน่ อ้ ยท่ี สง่ ผลใหก้ ารกระทาํ ทางประวัตศิ าสตรช์ นิดนเ้ี กิดขึ้น
“แพร่”เมืองกบฏ
กบฏเง้ยี วเปน็ การลุกขึน้ สู้ของราษฎรกบั อํานาจของรฐั สว่ นกลางที่เข้ามาเปลีย่ นแปลงวิถีชีวิตท่ามกลาง
ความแตกต่างทางด้านโลกทัศน์ชาติพันธ์ุและการปฏิรูปการปกครองของรัชกาลท่ี 5 ในบริบทท่ีกําลังประสบ
ปญ๎ หาทางเศรษฐกจิ ผนวกรวมกบั ความรู้สกึ ทางประวัติศาสตร์ที่ส่ังสมมาแม้ว่าการกบฏคร้ังนี้จะมีอาณาบริเวณ
อยา่ งกวา้ งขวางเกินกว่าพน้ื ทขี่ องเมืองแพร่มีผู้คนหลายฝุาย เขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง แตภ่ ายใต้เง่ือนไขและความจําเป็น
ทําให้เรารับรู้การกบฏคร้ังนี้อย่าง จํากัด อยู่เฉพาะเล้ียวและเจ้านายเมืองแพร่เท่าน้ันในท่ีนี้จึงมุ่งเสนอถึง
บทบาทของคนกลุ่มต่าง ๆ เหตุผลของการสร้างว่าทําไมต้องเป็นเมืองแพร่และเดี๋ยว ถึงอยู่ในฐานะกบฏและ
การรบั รู้เมืองแพร่ในฐานะเมืองกบฏมีการเลือกให้รับรู้ จํากัด ตัดการรับรู้และสร้างการรับรู้ใหม่อย่างไรภายใต้
เง่ือนไขใดท้ังท่ีการกบฏคร้ังนี้เกิดในพ้ืนท่ีกว้างขวางนํามาสู่ การตั้งกองทัพในส่วนภูมิภาคและการขยายทาง
รถไฟเพื่อสร้างความมั่นคงทางการทหาร แต่ทําไมรับรู้อยู่ในพ้ืนท่ีและกลุ่มคนที่ จํากัด เงื่อนไขท่ีทําให้การรับรู้
เหตุการณค์ รั้งน้ใี นบางด้านมปี จ๎ จยั
ประการแรกเมืองแพร่เป็นเมืองท่ีมีขนาดเล็กสยามสามารถกําหนดทิศทางการรับรู้เพื่อไม่ให้เกิด
ผลกระทบ ที่สืบเนื่องกับเจ้าเมืองอ่ืนในภาคเหนือเช่นเมืองน่านลําปางเชียงใหม่ซึ่งมีส่วนรู้เห็นเป็นใจต่อการ
กบฏในคร้ังนี้ไม่มากก็น้อย 156 ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าเมืองเชียงใหม่ลําปางลําพูนพานเชียงแสนงาวและพะเยา
ต่างก็เป็น เครือญาติในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนมีการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงเครือญาติระหว่างเมืองต่าง ๆ
อยา่ งกวา้ งขวางโดยราชวงศเ์ จา้ เจด็ ตนเป็นราชวงศ์ทส่ี าํ คัญสร้างอํานาจสิทธิธรรมและผลงานให้กรุงเทพฯทําให้
กลุ่มเมืองในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนมีอํานาจการต่อรองกับทางกรุงเทพฯสูงส่วนเมืองแพร่ไม่ปรากฏว่ามีความ
เกี่ยวข้องกับราชวงศ์เจ้า เจ็ดตนเป็นเมืองที่โดดเดี่ยวไม่มีเครือข่ายกว้างขวางเหมือนราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนและไม่
สามารถสั่งสมอาํ นาจได้อยา่ งเมืองน่านกรงุ เทพฯสามารถเขา้ มาจัดการไดอ้ ยา่ งเดด็ ขาดเพราะไม่ส่งผลกระทบใน
วงกว้างทง้ั ทเี่ มืองเหล่านี้รู้เห็นเป็นใจและ เข้าร่วมกับเล้ียวไม่มากก็น้อย แต่เมืองข้างต้นมีขนาดใหญ่และสําคัญ
ต่อสยามมากกว่าเมอื งแพร่จึงทาํ ให้รัฐเลอื กทีจ่ ะไม่กลา่ วถงึ การก่อการหรือรว่ มมอื ในการกบฏของเมืองเหลา่ นี้
ประการทส่ี องเจ้าเมืองแพร่เจ้านายบุตรหลานในเมืองแพร่มีส่วนรู้เห็นต่อการก่อการกบฏครั้งน้ีไม่มาก
ก็น้อยโดยกลุ่มเจ้านายเมืองแพร่เป็นกลุ่มผู้ปกครองในภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาปฏิรูปการ
ปกครองของ สยามการเสียผลประโยชน์ทางด้านการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจเป็นการอธิบายท่ีไม่ผิด
แตค่ วรพิจารณาใหค้ รอบคลุมเพราะปฏิกริ ิยาการตอ่ ต้านอาํ นาจของกรุงเทพฯของกลุ่มเจ้านายในภาคเหนือเร่ิม
ข้ึนมาก่อนหน้าการเกิดกบฏเลี้ยวแล้วกบฏคร้ังนี้นอกจากเจ้านายเมืองแพร่แล้วเจ้านายเมืองลําปางเจ้านาย
เมืองน่านก็มีส่วนในการรู้เห็นในเหตุการณ์ไม่มาก ก็น้อย แต่เจ้านายในเมืองข้างต้นไม่แสดงออกอย่างชัดเจน
เมืองเหล่านั้นไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการก่อการทําให้ไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏเหมือนเจ้าเมืองแพร่ดังท่ี
เจ้าพริยเทพวงศ์เจา้ เมอื งแพร่ทําหนงั สือสอบถามเหตุการณ์ในเมืองลําปางและ เมืองนา่ นในลกั ษณะเดียวกันว่า-
เม่ือวนั ท่ี 25 กรกฎาคมมีพวกเงย้ี วต้องส้พู มา่ ... เปน็ โจรสอบเข้าตีพวกข้าหลวงแลกรมการฝุายไทย ...
ผู้ร้ายฆ่าตายบ้าง ... เจ้านายราษฎรชาวเมืองพวกเงี้ยวหาได้ทํา อันตรายไม่ ... ข้าพเจ้าได้ทราบว่าเมืองนคร
ลําปางแลเมืองนครเชียงใหม่ก็เป็นเช่นเดียวกัน ... ถ้าจริงอย่างเช่นท่ีเล่าลือแล้วเจ้าตนเป็นหลานจะจัดการ
อย่างไรดีขอให้ชแ้ี จงไปใหข้ ้าพเจ้าซ่ึงเป็นอาไดท้ ราบด้วย ....
สว่ นเจา้ เมอื งเชยี งใหมแ่ ละเจา้ เมืองอ่นื ๆ ในภาคเหนอื ทีไ่ มไ่ ด้กบั กบฏและสงวนทา่ ที่ไม่ได้เข้าร่วมครั้งน้ี
อย่างชัดเจนจากหนังสือสอบถามเหตุการณ์อาจเป็นไปได้ว่ามีการนัดหมายกระทําการแล้ว แต่ด้วยป๎จจัย
แวดล้อมไมเ่ กยี่ วตอ่ การกอ่ การจึงไม่สามารถทําได้เมื่อเปรียบเทียบกันเข้าเมืองแพร่ท่ีมีบทบาทชัดเจนกว่าทําให้
เมืองแพร่เป็นเมืองเดียวที่ก่อการกบฏควรถูกลงโทษอย่างหนักและปราบปรามอย่างรุนแรงท้ังน้ีเพราะการก่อ
กบฏ เป็นการไม่จงรักภักดีต่อรัฐบาลและพระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงเพราะส่งผลต่อการรวม
ศูนย์อํานาจเพ่ือไม่ให้เป็นเย่ียงอย่างแก่เมืองอื่น ๆ ต่อไปดังท่ีรัชกาลท่ี 5 ตรัสว่า“ ... การที่จะปิดบัง ความชั่ว
ความผดิ ของเทพวงษ์ (เจา้ เมอื งแพร่ทีก่ ่อการกบฏผ้เู ขียน) ไปอีกน้ันเห็นไม่มีประโยชน์อันใดแล้วตัวเขาก็เห็นจะ
ไม่ยินดใี ห้ปิดถ้าไมว่ ่าโทษให้ชดั เจนในครง้ั ตัดสนิ ลงโทษเจา้ นายท้าวพญาคร้ังน้ีก็เป็นอันไม่มีโอกาสที่จะว่าได้ อีก
สุดเสยี ไม่ว่าจะมีคุณแกลูกเมียซ่ึงจะพึงน่าสงสาร แต่เล็กน้อยถ้ามีเลย ... แต่โทษจะมีหลายอย่างให้เห็นปรากฏ
ว่าใจอ่อนมืออ่อนเป็นเย่ียงอย่างแก่ผู้ซ่ึงจะกําเริบต่อไปกบฏครั้งนี้ราษฎรเมืองแพร่ได้ให้ความร่วมมือกับเงี้ยว
โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่ม ชาวบ้านทั่วไปที่มีบทบาทในการเกณฑ์สิ่งของช่วยกลุ่มกบฏและบางส่วนได้
เข้ารว่ มก่อการกลมุ่ ท่ี 2 คอื กลมุ่ ผู้นาํ ราษฎรเช่นนายหลกั ผู้ใหญบ่ า้ น) หรือนายแคว้นกาํ นัน) มีส่วนในการระดม
กาํ ลังคนสนับสนุนการกบฏและส่งข่าวข้าราชการไทยให้เล้ียวอาจ“ ให้ทุกหลักทุกแคว้นให้ตําข้าวสาร
ตกเอาเรือนไหนหมื่นหน่ึงให้พระยา (เข่ือนเกณฑ์คนหาบขนแลนายคุม ๆ เอามาส่งที่เวียงอย่าให้พ้นเดือนน้ี
ราษฎรคนเมืองคอยส่งข่าวให้เลี้ยวเช่นกรณีหนานวงศ์ที่บอกท่ีหลบซ่อนของพระไชยบูรณ์ให้แก่เงี้ยวหรือกรณี
ของพระยาหลวงบ้าน ปาุ แดงช่วยจับหลวงวิมลใหแ้ ก่เงี้ยว“ หลวงวิมนข้าหลวงผู้ช่วยแคว้นบ้านปุาแดงจับส่งให้
พวกเงี้ยวฆ่ากันได้รับสินบนจากพวกเง้ียวย่ีสิบแถบ 168 ไม่เพียง แต่แก่บ้านปุาแดงเท่านั้นตัวชาวบ้านปุาแดง
ช่อแฮก็มี ส่วนในการจับหลวงวิมลมาให้เล้ียงพระยาหาร เงี้ยวได้เกณฑ์แก่บ้านนายแคว้นราษฎรเมืองแพร่มา
ประชมุ เพอ่ื ใหค้ วามรว่ มมือในการก่อกบฏและตามจับคนไทยดังปรากฏในรายงานของเจ้าพระยาสุรศักด์ิมนตรี
ว่า“ พวก ผู้ร้ายเลี้ยวได้ร้องเรียกนายแคว้นแก่บ้านประชุมที่วัดเส้ียว .... ท่ีวัดเส้ียวเห็นเงี้ยวแลแก่บ้านประชุม
กันเปน็ อนั มาก ...
ราษฎรเมืองแพร่บางส่วนได้เข้าร่วมกับเลี้ยวเพ่ือออกตามไล่ล่าคนไทยต้ังความท่ีว่า“ (จอง) (แสง) ไป
เทยี่ วสืบหาคนไทยทางลุ่มแม่น้ํายมรวมท้ังนายหลักแลลูกบ้านประมาณสักห้าสิบหกสิบ คน หรือทราบว่าลาว
ชาวเมืองแพร่เข้าสมทบกับพวกเง้ียว มีการต้ังกองกําลังของเจ้านายและคนเมืองแพร่เพ่ือร่วมก่อกบฏโดยมี “
น้องชายเจ้าเป็นหัวหน้าพวกลาวในเมืองแพร่ปนอยู่กับพวกเง้ียวประมาณ ๒๐๐ คน นอกจากนี้ยังพบว่าทาง
ราชการทขี่ น้ึ มาปราบกบฏเรียกกองกําลังผสมว่าพวกเงี้ยวลาว” หรือ“ เงี้ยวแลลาว” ซ่ึงจะแตกต่างจากท่ีอื่นที่
จะระบุ แต่เฉพาะ“ พวกเง้ียว” หรือไม่ก็“ พวกผู้ร้าย” เท่าน้ันจากหลักฐานข้างต้นแสดงให้เห็นการกบฏคร้ังนี้
ราษฎรเมืองแพร่ได้เข้าร่วมก่อการหรือให้ความร่วมมือจากการรายงานของมิชชันนารีท่ีมาสอนศาสนาในเมือง
แพร่กล่าวว่า“ ชาวลาว (คนเมือง: ผู้เขียน) มี ความเห็นอกเห็นใจพวกฉานตะวันตกซ่ึงเป็นญาติท่ีใกล้ชิดของ
พวกเขาเนื่องจากทั้งคู่ต่างไม่พอใจรัฐบาลสยามเหมือนกัน ราษฎรเมืองแพร่ที่ไม่ได้เข้าร่วมหรือเป็นกองหนุน
พบว่าไม่มีกลุ่มใดท่ีเข้าช่วยเหลือคนไทย แต่กลับคิดว่าการก่อเหตุน้ีเป็นเร่ืองธรรมดาหรือมองว่าเป็นงานบ่อย
งานรื่นเริง) เมื่อเลี้ยวเข้าปล้นสถานที่ราชการราษฎรเมืองแพร่ก็พากันเฮโลกันไปดูดังท่ีมีการรายงานของทาง
ราชการวา่ เวลาผู้ร้ายขึ้นอยูบ่ นทว่ี า่ การและเทยี่ วเดนิ ตามถนนทาํ ลาย (บ้าน) ข้าหลวง) (โรง) (ไปรษณีย์ราษฎร
ชาวเมืองพระสงฆ์ก็ตาม) (กัน) (ไป) (ดูดุจหนง่ึ ว่ามีการงานบ้านเมืองหรอื การแห่นาคตามธรรมเนียมผู้ร้าย ไม่ทํา
อันตราย แต่คนเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะ ( จักกัน) ราษฎรจึงไม่มีความ) (กลัว) เกรงว่าผู้ร้ายจะทําร้าย” หรือ“
เง้ียวได้เข้าโจมตีตํารวจผู้เขียนคาดคะเนดูห่างกับบ้านเรือนพวกลาวบ้านท่าพ่อแลบ้านนํ้าประมาณ ราวได้ 7
เส้นพวกบ้านเหล่านั้นคงได้ยินเสียงปืนถนัด แต่ไม่เห็นผู้ไปช่วย: เม่ือเล้ียวทําร้ายคนไทยคนเมืองก็เลือกที่จะน่ิง
เฉยไม่เข้าช่วยเหลือหรือแจ้งข่าวให้แก่ทางราชการราษฎรเมืองแพร่มีความเห็นอกเห็นใจเล้ียวมากกว่า
ข้าราชการสยามท่ีเข้ามาปกครองและเรียกเก็บภาษี เนื่องจากราษฎรเมืองแพร่ได้รับความเดือดร้อนจากการ
เขา้ มาเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเฉพาะการเก็บภาษีเป็นตัวเงินรวมถึงการรับรู้ท่ีคนเมืองแพร่รับรู้ต่อเลี้ยวที่
ตา่ งจากกรุงเทพฯเพราะวา่ เงยี้ วมคี วามสมั พันธ์กบั คนพนื้ เมืองในฐานะเครือ ข่ายการค้ามีความสําคัญในฐานะผู้
กระจายสินค้าท้องถิ่นหมู่บ้านต่าง ๆ บางส่วนได้สร้างครอบครัวและกลายเป็นคนในท้องถ่ินแม้แต่เจ้านายใน
เมอื งแพรแ่ ละเมอื งอื่น ๆ ในภาคเหนือก็มีความสมั พันธ์อยา่ งใกลช้ ิดกับเลี้ยวดังความท่ี รชั กาลที่ 5 ตรัสว่า“ เจ้า
ลาวพวกนคี้ ลกุ คลีตีมงคบค้าสมเลกันกับพวกเง้ียวจะพูดอะไรก็พูดกันได้ไปมาหาสู่กันถึงไหนถึงไรได้กินนอนกัน
ได้ไม่มจี ังหวะจะโคนอย่างไรเลยการอไร ๆ คงรู้กันท้ังส้ิน ...... พ.ศ. 2445 "“ ผู้ร้าย (เง้ียว: สังเกตได้ว่าการก่อ
กบฏของเงี้ยวในผู้เขียน) ได้ประกาศว่า อย่าให้เจ้านายแลพวกราษฎรพวกชาวเมืองตกใจพวกผู้ร้ายจะทําร้าย
แต่เฉพาะคนไทยเทา่ น้นั ไมท่ ํารา้ ยคนเมืองทาํ ร้ายหรอื ฆ่าเฉพาะคนไทยการกบฏคร้ังนี้ได้ใช้จิตวิทยามวลชนหรือ
อุบายในการแย่งชิงมวลชนโดยอาศัยสถานะของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเกี่ยวกับคนเมืองกบฏยังมุ่งทํา
ร้ายทําลายเฉพาะ แต่สัญลักษณ์ทางอํานาจของส่วนกลางทั้ง“ คนไทย” สถานท่ีราชการเช่นสถานีตํารวจจวน
ข้าหลวงเทศาภิบาลฯ ที่ทําการไปรษณีย์“ ผู้ร้ายเข้าท่ีโรงพักพลตํารวจภูธรก่อนฆ่านายร้อยคนไทยตายแล้วจึง
ไปปล้นบ้านข้าหลวง” และ“ เวลาน้ีสายโทรเลขก็ใช้ไม่ได้พวกผู้ร้ายตัดฟ๎นสายโทรเลขเสียหายหลายตําบล 3
เล้ียวเจาะจงท่ีจะทําลายและ ทําร้ายเฉพาะทรัพย์สินและคนสยาม (ไทยภาคกลาง) เท่าน้ันการไม่ทําร้ายหรือ
ทําลายชีวิตและทรัพย์สินของคนเมืองจึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการแสดงเจตนาตามประกาศของเลี้ยวทําให้
ไดร้ บั ความร่วมมอื จากคนเมอื งเพมิ่ มากขนึ้ แม้วา่ ช่วงแรกของเหตกุ ารณ์ได้เกิดความ แตกตื่นหวาดกลัวของ "คน
เมือง" แต่ภายหลังจากประกาศจะไม่ทําร้ายคนเมือง“ ชาวบ้านก็ไม่ 4 ในเมืองแพร่จึงไม่เกิดความแตกตื่น แต่
อย่างแตกตื่นสงบเป็นปรกติอยู่ แต่ความแตกตื่นและหวาดกลัวพบในเมืองอ่ืนเช่นลําปางเชียงใหม่ซ่ึงได้รับข่าว
ลอื ถงึ ความใหญ่โตและความน่ากลัวของเหตุการณ์กบฏภายหลังเหตุการณ์กบฏเง้ียวเมืองแพร่รัฐจะยกเว้นการ
เก็บอากรและยกเลกิ การเกณฑ์แรงงานราษฎรเมือง แพร่ในปีต่อมามีการลดอากรบางชนิดเช่นอากรที่ดินอากร
ค่านาและจ่ายเงินแทนการเกณฑ์แรงงาน 5 แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความทุกข์ยากของราษฎรเมืองแพร่ได้
ราษฎรเพราะยังพบความเดือดร้อนของราษฎรเมอื งแพรท่ ่ไี ม่ สามารถหาเงินมาชําระภาษีได้กบฏเง้ียวเมืองแพร่
ในคร้ังนี้มีเมืองแพร่เป็นศูนย์กลางเจ้าหลวงเมืองแพร่และราษฎรเมืองแพร่มีส่วนในการก่อการไม่มากก็น้อยทํา
ให้การรับรู้และการสร้างความทรงจําต่อเหตุการณ์ กบฏเงี้ยวไม่สามารถแยกออกจากการสร้างประวัติศาสตร์
เมอื งแพรไ่ ดป้ ระการทส่ี ามมีการสรา้ งประวตั ิศาสตร์ให้เป็นการกบฏของเสียวแทนท่ีจะสร้างการรับรู้ว่าเป็นการ
ก่อกบฏของคนเมืองทเี่ ป็นคนส่วนใหญ่ของมณฑลพายัพ (ภาคเหนือในปจ๎ จบุ ัน) เพราะถา้ เป็นการกบฏของ
คนเมืองจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อการปกครองและการร่วมมณฑลพายัพเพราะเมืองเหล่าน้ีอยู่ใน
ฐานะเมืองประเทศราชของสยามดังนโยบายของรชั กาลท่ี 5 มีความต้องการทจี่ ะผนวกหัวเมืองประเทศราชต่าง
ๆ ให้เป็นสยามหรือไทยดังพระราชโองการ ใน พ.ศ. 2442 เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติของข้าราชการในการ
สถาปนา“ ความเป็นไทยรวมถึงจําแนกแยกแยะ“ คนไทย” และ“ คนอ่ืน” ว่า“ แต่น้ีสืบไปให้เจ้าหน้าที่แต่ละ
แผนกทุกหัวเมืองใหญน่ ้อยในมณฑล ตะวนั ออกเฉียงเหนือเมื่อจะมีการสํารวจสํามะโนครัวหรือหากว่ามีราษฎร
มาติดต่อที่จะต้องใช้พิมพ์ของทางราชการให้ปฏิบัติใหม่โดยลงในช่องสัญชาติน้ันว่าชาติไทยบังคับสยาม (เน้น
โดยผู้เขียนท้ังหมดห้ามมิให้ลงหรือเขียนในช่องสัญชาติว่าชาติลาวชาติเขมรสวยผู้ไทย ฯลฯ ดังที่ได้ปฏิบัติมา
แต่ก่อนเปน็ อันขาด 186 หัวเมืองในภาคเหนือเป็นส่วนหนึ่งท่ีเป็นเปูาหมายของรัชกาลที่จะผนวกให้เข้ามาเป็น
ส่วนหนงึ่ ของสยามนํามาสูก่ ารจดั การหวั เมอื งเหนือหลงั กบฏเง้ียวเมอื งแพร่ที่แยกคนเมืองออกจากเงี้ยวเพื่อเป็น
กา ถนอมและรักษาน้าํ ใจคนเมอื งโดยสรา้ งการรบั รวู้ ่ากบฏคร้ังนเ้ี กิดจาก
เงี้ยวเพราะเด๋ียวถูกมองว่าเป็นคนอื่น (the other) ในสายตาของสยามและเป็นคนกลุ่มน้อยใน
ภาคเหนือถูกทําให้เป็นคนอื่นจึงง่ายต่อการจัดการเพราะเป็นกลุ่มที่มีอํานาจต่อรองน้อยเด๋ียวจึงถูกทําให้เป็น
กบฏ แต่เพียงฝุายเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับคนเมือง (ลาว) การกล่าวโทษ แต่เด๋ียว แต่เพียงฝุายเดียวจึงมี
ประโยชน์มากกว่าการเหมารวมวา่ เป็นการกระทําของเง่ียวร่วมกับคนเมืองเพราะสอดคล้องกับนโยบายรวมหัว
เมืองประเทศราช 189 180 นอกจากน้ีสถานการณ์ในภาค เหนือภายหลังการก่อกบฏเจียวเมืองแพร่ราษฎรใน
หัวเมืองเหนือมีความแตกต่ืนหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ทั้งกลัวความผิดที่ได้เข้าร่วมก่อกบฏกับเงี่ยวและกลัวการ
กลับมาแก้แค้นของเงี้ยวเพราะราษฎรมีความเช่ือว่าเง้ียวเป็น ผู้ท่ีมีวิชาอาคมอยู่ยงคงกระพันและฆ่าไม่ตาย
แม้แต่ข้าราชการที่เข้ามาปราบเดี๋ยวก่อนที่จะเข้าเมืองก็ยังมีการประนีประนอมกับคนท้องถิ่ นโดยไม่เข้าเมือง
โดยทันทีเพราะราษฎรยังมีความหวาดกลัวดังหนังสือรายงานของพระ เสนาราชว่า“ ชั้นต้นพวกลาวชาวเมือง
พากันตื่นจึงได้เรียกกํานันผู้ใหญ่บ้านมาช้ีแจงมิให้ตื่นก็พากันสงบและมีการหยุดทัพเพ่ือให้คนเมืองแพร่หลาย
ความหวาดกลัวก่อนค่อยเข้าเมืองการกระทําในครั้งนี้ของพระเสนาราชได้รับคําชมจากรัชกาลที่ 5 ว่าเป็น“
การกระทําโดยสติป๎ญญาอันรอบคอบ รักษานํ้าใจและกันคนเมืองออกจากเหตุการณ์หลักแหลมนั้นเป็นท่ีพอ
พระราชฤทัยมากแสดงให้เห็นว่าการเข้ามาจัดการเมืองแพร่รวมถึงเมืองอื่นในภาคเหนือทางราชการต้องการ
รวมถึงมีรับสั่งให้“ ไม่สงสัยเจ้าสาวที่มีส่วนใน การก่อการเจ้านายในเมืองต่าง ๆ จะส่งผลต่อนโยบายรวมหัว
เมืองประเทศราชฝาุ ยเหนอื ในคร้ังน้ไี มม่ ากกน็ อ้ ยถ้าสงสยั หรือทาํ การปราบปรามทั้งคนเมือง (ลาว) เข้าเป็นส่วน
หนึ่งของสยามรวมถึงอาจเกิดการต่อต้านจากคนเมือง ( ลาว) และเจ้านายทําให้ป๎ญหาลุกลามใหญ่โตขึ้นจึงกัน
คนเมืองและเจ้านายออกจากเหตุการณ์กบฏในคร้ังน้ีรวมถึงกล่าวโทษและสร้างการรับรู้ว่าเหตุการณ์ในคร้ังน้ี
เปน็ แต่เพยี งการกระทําของเลย้ี ว แตเ่ พยี งฝุายเดยี วนอกจากการดําเนินนโยบายไม่สงสัยเจ้าลาวรักษานํ้าใจคน
เมอื งวนั คนเมืองออกจากการมีส่วนร่วมกับเง้ียวและสร้างการรับรู้ว่าเหตุการณ์ในคร้ังน้ีเป็น แต่การกระทําของ
เลย้ี ว แต่เพียงฝาุ ยเดียวแล้วนํามาสกู่ ารติดปาู ยของการกระทําในคร้งั น้ีว่ากบฏเจียวทางราชการได้ออกประกาศ
โดยเจ้าพระยาสุรศักด์ิมนตรีว่า ประกาศแก่คนท้ังหลายซึ่งอยู่ในเมืองให้ทราบท่ัวกันว่าเม่ือ ณ เดือนกรกฎาคม
ศก 121 มีพวกเง้ยี วผ้รู ้ายกอ่ การจลาจลขน้ึ ในหัวเมืองมณฑลพายัพพวกผู้ร้าย เหล่าน้ีได้ใช้อํานาจกดข่ีพวกเงี้ยว
และพลเมอื งให้จาํ เปน็ ยนิ ยอมเปน็ พรรคพวกและชว่ ยเป็นกําลังของพวกผรู้ า้ ย มอี ยูโ่ ดยมากพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาแก่คนที่ได้ประพฤติผิดไปในการท่ีได้ช่วยเหลือเป็ นกําลังของพวกผู้ร้ายเพราะถูกผู้ร้าย
กดขใ่ี ห้จําเปน็ จําต้องยอมเป็นพวกพ้องโดยทรงทราบว่าคนพวกน้ียังมีความหวาดหว่ันเกรง กลัวพระราชอาญา
อยู่จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรามีประกาศให้ทราบท่ัวกันว่านอกจากผู้ท่ีเป็น
หัวหน้าผู้ร้ายหรือข้าราชการที่เป็นใจด้วยผู้ร้ายนั้นแล้วถ้าหากว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ต้องช่วยผู้ร้าย หรือต้องเข้าเป็น
พรรคพวกผู้ร้ายโดยความจําเป็นนั้นย่อมลุแก่โทษส่งปืนและกระสุนดินดําที่มีแก่เจ้าพนักงานแล้วก็จะทรงพระ
กรุณาโปรดยกโทษพระราชทานแก่ผนู้ นั้ ๆ ไม่เอาโทษอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป ... P การ ศึกษาการเกิดกบฏเงี่ย
วเมืองแพร่ในท่ีน้ีเพื่อทําความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการสร้างและการรับรู้ประวัติศาสตร์กบฏเงี่ยวเมือง
แพร่เพราะการกบฏในครั้งน้ันถือว่าเป็น“ ตราประทับทางประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ท่ีนํามาสู่การ สร้างและ
รบั รู้“ โครงเร่ือง (plot) อย่างหลากหลายการทําความเข้าใจเงื่อนไขของรัฐ” ที่เลือกที่จะ“ สร้าง” และเลือกท่ี
จะให้“ รบั รู้” ต่อเหตุการณ์ในบางแง่บางมุมท่ีเป็นประโยชน์ต่อรัฐการกบฏคร้ังนี้เป็นเวทีของการสร้างและการ
รับรู้ประวัติศาสตร์เพราะรัฐมุ่งเสนอว่าการกบฏครั้งนี้เกิดข้ึนที่เมืองแพร่เมืองเด่ียวรวมถึงเป็นการก่ อการของ
เงี้ยว แต่เพียงฝุายเดียวไม่เกี่ยวกับคนเมืองที่เป็นคนส่วนใหญ่ของภาคเหนือดังปรากฏในชื่อเรียกเหตุการณ์ใน
คร้ังนั้นว่า“ กบฏเง้ียวเมืองแพร่” โดยละเลยเงื่อนไขอ่ืนรวมถึงบทบาทของ“ คนเมือง” หรือคนในภาคเหนือก็
มีส่วนในเหตุการณน์ ้นั อย่างสําคัญมใิ ช่เป็น แต่การลุกขึน้ ตอ่ ตา้ นอาํ นาจรฐั จากเง้ียว แต่เพียงฝุายเดียวอย่างท่ีรัฐ
ทําให้รับรภู้ ายหลังกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ได้ทําให้รัชกาลท่ี 5 สามารถเข้ามาจัดการปกครองหัวเมืองเหนือได้อย่าง
เบ็ดเสร็จเพราะกบฏเงี้ยวเมืองแพร่เป็นตัวอย่างของการปราบปรามต่อผู้ไม่จงรักภักดีอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดข าด
และอย่าได้มีเมืองใดเอาเป็นเย่ียงอย่างกบฏเง้ียวเมืองแพร่จึงเป็นเสมือนยันต์” ที่ราชการไทยใช้ปรามเมืองต่าง
ๆ ในภาคเหนือ
บทท่ี 6 การสร้างประวัติศาสตร์เมืองแพร่ของ
คนท้องถน่ิ
โ ค ร ง ส ร้ า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ที่ มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ ก า ร ส ร้ า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ท้ อ ง ถ่ิ น
โครงสร้างประวตั ศิ าสตร์แบบราชาชาตินยิ ม
โครงเร่อื งประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมลักษณะสําคญั ของประวตั ิศาสตร์แบบนกี้ ค็ อื การถือเอาชาติ
ศาสนาพระมหากษัตริย์เป็นแก่นแกนในการอธิบายประวัติศาสตร์ประวัติศาสตร์สกุลนี้มีพัฒนาการมาตั้งแต่
สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่มีการรวมศูนย์อํานาจการปกครองโดยชนช้ันนํา ให้ความสนใจต่อประวัติศาสตร์ภายใต้
บริบทของการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกทําให้เกิดการรวบรวมประวัติศาสตร์ของท้องถ่ินต่าง ๆ
รวมถงึ ประวัตศิ าสตรป์ ระเทศเพื่อนบ้านอย่างละเอียดแล้วกลับมาค้นหาตัวตนของตนเองเพราะการที่ชนชั้นนํา
ในยคุ นใี้ ห้ความสําคัญกับ ประวัติศาสตร์เกิดจากวิกฤตอัตลักษณ์ที่ว่า“ ฉันคือใครและฉันจะอยู่ในโลกยุคใหม่นี้
ไดอ้ ยา่ งไร? "20 รวมถงึ การใชป้ ระวัติศาสตร์เพอ่ื ยนื ยันสทิ ธเิ หนือดินแดนท่ีเพิ่งถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหน่ึงของ
ประเทศสยามอย่างแท้จริงคือล้านนาและอีสานต่อมาในช่วงรัชกาล 6 ท่ีเกิดความมุ่งหมายในการใช้
ประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเคร่ืองมือทางการเมืองในการสร้างชาติท่ีมีพระมหากษัตริย์เป็นแก่นแกนทรงเป็นผู้นํา
ชาติไทยหรอื ทรงเป็นผู้ผลักวิถีประวตั ศิ าสตร์ของชาตไิ ทยในรชั กาลท่ี 6 ท่เี กิดความแตกแยกในกลุ่มเจ้านายและ
เกิดการเปรียบเทียบให้ดําเนินไปสู่ความก้าวหน้าเพื่อตอบสนองต่อป๎ญหาทางการเมืองระหว่างรัชสมัยของ
พระองค์และรัชสมัยของพระราชบิดา (รัชกาลที่ 5) ยุคนี้พระมหากษัตริย์จึงทรงพยายามสถาปนา แนวคิด
ชาตินิยมที่เน้นความสําคัญของพระมหากษัตริย์ซึ่งเรียกกันในเวลาต่อมาว่า“ ราชาชาตินิยม” กลายเป็น
อดุ มการณ“์ ชาตศิ าสนก์ ษัตรยิ ์” ท่มี ิได้สูญสลายไปพร้อมกบั ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์
แม้ว่าอุดมการณ์ราชาชาตินิยมน้ีจะเสื่อมอิทธิพลลงไป บ้างในช่วงหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 แต่ก็
ไดร้ ับการรือ้ ฟน้ื อยา่ งเขม้ ข้นในทศวรรษ 2490 และยิ่งมีพลังสูงขึ้นมากในทศวรรษท่ี 2500 เป็นต้นมาเมื่อมีการ
นําอุดมการณ์ราชาชาตินิยมมาใช้ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์และสร้างความชอบธรรม ให้แก่รัฐบาลเผด็จการ
ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 อุดมการณ์ราชาชาตินิยมย่ิงมีพลังมาก
ข้ึนเพราะสังคมรับรู้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงนําประชาธิปไตยกลับคืนมาและเหตุการณ์ที่รัฐบาลทหารใช้อาวุธ
ปราบปรามนักศึกษาและประชาชนท่ีเรียกร้องรัฐธรรมนูญก็ยุติลงด้วยดีเพราะพระบารมีปกเกล้าฯปวงชนชาว
ไทยนอกจากน้ีโครงการในพระราชดําริก็ได้รับการประชาสัมพันธ์อย่าง ต่อเน่ืองว่าเกิดขึ้นด้วยพระเมตตาและ
พระมหากรุณาธิคณุ ทที่ รงมตี ่อราษฎรโดยทรงยอมลําบากตรากตรําพระวรกายเพื่อช่วยให้ราษฎรพ้นจากความ
ยากจน
กลา่ วได้วา่ ราชาชาตินิยมในทศวรรษ 2500 เป็นต้นมาเป็นอุดมการณ์ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์คือหัวใจ
ของชาติทรงเป็นผู้นําทางด้านศีลธรรมคุณธรรมทั้งนี้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีสถานภาพสูงกว่าคน ทุกช้ันใน
สังคมไทยทรงเป็นผู้คอยควบคุมดูแลให้ฝุายบริหารไม่ต้องคอยตรวจสอบถ่วงดุลผู้นําจากอุดมการณ์ข้างต้นทํา
ให้อุดมการณข์ ้าราชการให้ทํางานเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎรโดยที่ประชาชนราชาชาตินิยมตอบสนอง
ต่อการปกครองระบอบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์โดยในสมัยจอมพลสฤษด์ิได้สร้างเสริมพระบารมี
ใหแ้ ก่สถาบันกษตั ริย์เปน็ อยา่ งมากเชน่ การสง่ เสริมใหเ้ สดจ็ ประพาสยังตา่ งประเทศเพ่ือเป็นตัวแทนประเทศไทย
ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศการเสด็จประพาส ต่างประเทศทําให้ชาวตะวันตกมีความประทับใจ
ใน ป ร ะเ ท ศไทย ป ร ะ ช าช น ไทย แล ะรั ฐ บ า ล ไทย น อก จ าก น้ี ยั งช่ ว ย หั น เ ห ค ว ามส น ใจ ของป ร ะช าช น ใน กา ร
วิพากษว์ ิจารณก์ ารกระทาํ ของรฐั บาลและลดคาํ วจิ ารณ์ของชาวต่างชาตติ ่อรัฐบาลเผดจ็ การของไทยดว้ ย
จอมพลสฤษดยิ์ ังไดเ้ ปล่ียน“ วนั ชาติ” จากวนั ท่ี 24 มถิ นุ ายนท่รี ัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามหรืออีก
นัยยะหนึ่งคือตัวแทนคณะราษฎรได้กําหนดไว้ใน พ.ศ. 2481 มาเป็น
วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมแทนใน พ.ศ. 2503 รวมถึงรื้อฟ้ืน
สถานภาพและประเพณีท่ีเก่ียวข้องกับสถาบันกษัตริย์เช่นการเสด็จพยุ
หยาตราทางชลมารค งานเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชพิธีจรดพระ
นังคัลแรกนาขวัญ 14 เป็นต้นรวมถึงพระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่ีกระทําอย่างต่อเน่ืองเป็น
เวลาหลายปีและสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยเช่นโครงการอัน
เน่ืองมาจากพระราชดํารินอกจากน้ียังทรงระงับวิกฤตในสังคมไทย
หลายคร้ังเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ . 2516 และเหตุการณ์“
พฤษภาทมิฬ” ใน พ.ศ. 2535 ทําให้พระบารมีของพระองค์“ สถิต”
อยู่ในใจราษฎรทําให้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมฝ๎งลึกในสังคมไทยและมีผลต่อการเขียนประวัติศาสตร์ให้มี
ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ในแง่ที่เน้นความจงรักภักดีท้ังประวัติศาสตร์ชาติและ
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแม้ว่าในช่วงเวลาเดียวกันน้ีจะ เกิดการเขียนประวัติศาสตร์ภายใต้โครงเร่ืองอ่ืนเช่น
ประวตั ิศาสตร์แบบท้องถน่ิ นิยมและประวัติศาสตร์แนวสังคมนิยม แต่ก็ไม่ทรงพลังเท่าประวัติศาสตร์แบบราชา
ชาตินิยมท่ีถือว่าเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักท่ีครอบงําการรับรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์
ทอ้ งถ่นิ ซึ่งยังคงมีอทิ ธพิ ลอยา่ งสูงมาจนถงึ ปจ๎ จบุ ัน
โครงสร้างประวตั ศิ าสตร์แบบทอ้ งถนิ่ นิยม
โครงเร่ืองประวตั ศิ าสตร์แบบทอ้ งถ่ินนยิ มประวัติศาสตรท์ อ้ งถนิ่ นิยมเป็นกระแสใหม่ท่ีเกิดในทศวรรษท่ี
2520 โดยให้ความสาํ คญั กับสังคมทอ้ งถนิ่ ความเปน็ มาของผคู้ นในท้องถ่ินด้านประเพณีความเชื่อและความทรง
จําโดยถือเอาท้องถ่ินเป็นศูนย์กลางของการอธิบายประวัติศาสตร์ โครงเรื่องประวัติศาสตร์แบบท้องถิ่นนิยม
เกดิ ขน้ึ ภายใต้ความเปล่ียนแปรของสาํ นกึ ทางประวัติศาสตร์ภายหลังการปฏิวัติของนักศึกษาประชาชนใน พ.ศ.
2516 ที่หันมาให้ความสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทําให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่าง ๆ มากขึ้น
รวมถงึ การจัดสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในวิทยาลัยครูที่ตั้งอยู่ในท้องถ่ินต่าง ๆ ในช่วงทศวรรษที่ 2520 ทํา
ให้เกิดความต่ืนตัวของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากขึ้นดูได้จากงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาตาม
มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒอาทิปริศนาศิรินามเรื่อง
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งไทยและประเทศราชในหัวเมืองลานนาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นใน พ.ศ. 2516 สมัย
โฉมสุนทรสวัสดิ์เรื่องการศกึ ษาเชิงประวัติศาสตร์เกย่ี วกบั กิจการปุาไม้ทางภาคเหนือของไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2439
ถึง พ.ศ. 2475 ใน พ.ศ. 2521 ชูสิทธ์ชูชาติเร่ืองวิวัฒนาการเศรษฐกิจหมู่บ้านในภาคเหนือของประเทศไทย
(พ.ศ. 2394-2475) ใน พ.ศ. 2523 สรัสวดีประยูรเสถียรเรื่องการ ปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ (พ.ศ.
2436-2476) ใน พ.ศ. 2522 เป็นต้นและการศึกษาในสถาบันการศึกษามิได้เกิดจากความต่ืนตัวของท้องถ่ิน
อยา่ งแท้จริง แต่เปน็ การมุ่ง แตส่ ร้างข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้สัมพันธ์กับบริบทของการต่ืนตัวของสํานึกท้องถ่ินนิยม
และการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากสถาบันการศึกษา) ในสกุลน้ีก็มีความหลากหลายอาทิ (1) ศึกษา
ทอ้ งถ่ินในฐานะสว่ นหนง่ึ ของศูนย์กลาง (2) หาตัวตนของทอ้ งถ่ิน เช่นงานคลาสสิค 2 ช้ินของอาจารย์นิธิเอียวศ
รีวงศ์ก็ผลิตในยุคน้ีคือจากรัฐชายขอบถึงมณฑลเทศาภิบาล: ความเส่ือมสลายของกลุ่มอํานาจเดิมในภูเก็ต
(2528) และนครศรีธรรมราชในอาณาจักรอยุธยารวมถึงการปรวิ รรคเอกสาร ในท้องถ่ินเช่นตํานานพระยาเรื่อง
(2524) กฎหมายมังรายศาสตร์ (2528) หัตถกัมมวินิจฉัยบาษีฎีกาสมมุติราช (2527) เป็นต้นที่หันมาศึกษา
เรื่องราวในท้องถ่ินอ่ืน ๆ นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ของรัฐราชาธิราชในลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา นอกจาก“
ประวัติศาสตร์บาดแผล "ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏหรือ ฯลฯ ก็ได้รับการรื้อฟื้น“ สร้างใหม่" ในมิติต่าง ๆ
เพ่ือสร้างป๎จจุบันความชอบธรรมให้แก่การกระนั้นใน "อดีต" และสร้างตําแห่งแห่งท่ีให้คน ๆ อย่างไรก็ตาม
การศึกษาประวัติศาสตร์สกุลท้องถ่ิน นิยมน้ีในช่วงแรกเป็น แต่เพียงความสนใจและการขับเคล่ือนจาก
สถาบันการศึกษามิได้เกิดจากความตื่นตัวของท้องถิ่นอย่างแท้จริงและการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใน
ช่วงแรกนี้ ส่วน หนึ่งเป็น การ ศึกษาท้องถิ่นในฐานะที่เป็น ส่วน หน่ึ งของชาติไทยซ่ึงเรี ยกในท่ีน้ี ว่าโ ครงเรื่อง
ประวัติศาสตร์แบบท้องถ่ินนิยมราชาชาตินิยม) และอีก ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาเพื่อหาตัวตนของท้องถ่ินโดย
มองท้องถ่ินเป็นศูนย์กลางของท้องเร่ืองทางประวัติศาสตร์การศึกษาประวัติศาสตร์ในโครงเรื่องที่มองท้องถิ่น
เป็นศูนย์กลางในตัวเองมีเป็นส่วนน้อยแม้ว่าจะมีพัฒนาการท่ีน่าสนใจเพราะในเวลาต่อมา จะคล่ีคลายมาเป็น
การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนเพ่ือชุมชนที่เน้นให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาประวัติศาสตร์
ชมุ ชนเพ่ือเสริมสรา้ งความเข้มแขง็ ทางภูมปิ ญ๎ ญาให้แก่คนในชมุ ชน
การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทําให้ผู้คนในท้องถ่ินตระหนัก ในความสําคัญของการเข้าใจ
ประวตั ิศาสตรค์ วามเป็นมาของตนเองมากขึ้นจนทําให้การศึกษาประวัติศาสตร์ในสกุล“ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
(นิยม) ขยายตวั อยา่ งรวดเร็วอย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีความต่ืนตัวของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในจังหวัด
ต่าง ๆ ในช่วงทศวรรษ 2520 แต่ ความสนใจประวัติศาสตร์เมืองแพร่ยังมีค่อนข้างน้อยทั้งนี้เพราะในจังหวัด
แพร่ไ ม่มีวทิ ยาลัยครูหรอื สถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ทําให้ความสนใจต่อประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองมี จํากัด
ท่มี ีอยูบ่ ้างก็เปน็ การผลกั ดันจากส่วนราชการเช่นการผลิตหนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดแพร่ แต่
ในระดบั ของบุคคลในท้องถ่นิ นั้นมีผ้ทู สี่ นใจศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์
เมืองแพร่จํานวนน้อย เหตุผลสําคัญประการหนึ่งที่ทําให้คนในจังหวัดแพร่ไม่ต้องการเขียน
ประวัตศิ าสตร์เมอื งแพร่เพราะประวัตศิ าสตรเ์ มืองแพรเ่ ป็นประวตั ิศาสตร์บาดแผลหากเขียนประวัติศาสตร์เมือง
แพรใ่ นโครงเร่ืองแบบใดกต็ ามไมอ่ าจหลีกเลี่ยงทจ่ี ะตอ้ งกลา่ วถงึ เหตุการณ์กบฏเพราะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ที่มีผล
สะเทือนสูงจนกระท่ังในระยะหลังในทศวรรษ 2540 เม่ือมีกระบวนการสร้างโครงเรื่องใหม่ให้ประวัติศาสตร์
ของเมืองกบฏเปล่ียนเป็นเมืองที่จงรักภักดีแล้วจึงมีการเขียนประวัติศาสตร์เมืองแพร่มากข้ึนโดยเน้นเร่ืองราว
ของเจา้ ผู้ครองเมอื งแพรใ่ น อดีตดังจะได้วเิ คราะหไ์ ปขา้ งหนา้
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บรรยากาศทางความคิดในสังคมไทยให้
ความสําคัญแก่ภูมิป๎ญญาท้องถ่ินและสิทธิของชาวบ้านในท้องถ่ินอย่างมากเป็นผลมาจาก การสร้างความรู้
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแนววัฒนธรรมชุมชนบทบาทของนักพัฒนาเอกชนแนววัฒนธรรมชุมชนและการเมือง
ภาคประชาชนตลอดจนการเคลื่อนไหวทางสังคมแนวใหม่ (new social movements) เพ่ือเรียกร้องสิทธิ
ให้แก่คนชายขอบที่ดําเนินไปอย่างคึกคัก ในช่วงก่อนหน้าน้ันภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
แล้วปรากฏว่ามหี ลายมาตราเอื้อต่อการสร้างสาํ นึกท้องถ่ินนิยมเชน่ มาตรา 46 ท่ีกําหนดให้“ บุคคลท่ีรวมตัวกัน
เปน็ ชมุ ชนทอ้ งถ่นิ ดั้งเดมิ ย่อมมีสิทธอิ นุรกั ษ์ฟืน้ ฟูจารีตประเพณีภูมิป๎ญญาท้องถ่ินศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีงาม
ของท้องถิ่นและของชาติ” และมาตรา 56 ที่ระบุว่า“ สิทธิของบุคคลท่ีจะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการ
บํารงุ รักษา และการไดป้ ระโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพและในการคุ้มครอง
ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพ่ือให้อยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ... ” เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้เข้ามา
จดั การทรัพยากรในทอ้ งถ่นิ มากข้นึ นอกจากนแี้ ลว้ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ยังได้กําหนดบทบัญญัติในการ
เข้าถึงทรัพยากรของท้องถิ่นในมาตรา 79, 8420 ที่ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนและท้องถิ่นมากกว่า
รฐั ธรรมนูญฉบับอ่นื
บรรยากาศทางความคิดท่ีให้ความสําคัญแก่ท้องถิ่นในช่วงนี้ทําให้เกิด งานเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
แนวใหม่ดังปรากฏในงานวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชนของนักวิจัยภายใต้การประสานงานของอรรถจักรสัตยานุ
รักษ์ทไ่ี ด้เปดิ พ้นื ทีใ่ หช้ าวบ้านเข้ามามีส่วนรว่ มในการวจิ ยั ทางประวตั ิศาสตร์แกนของโครงการวิจัยเป็น เร่ืองการ