The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jakkarin.tongwae, 2022-03-11 10:56:00

เนื้อหาอีบุ๊ค

เนื้อหาอีบุ๊ค

จัดการทรัพยากรท่ีคนในทอ้ งถ่นิ หรือชุมชนต่าง ๆ เคยมีศักยภาพในการจัดการด้วยตนเองนับเป็นกระบวนการ
สร้างความรู้ทางประวัติศาสตร์ท่ีเอ้ือให้คนในท้องถ่ินหรือชุมชนมีความรู้และจิตสํานึกในการร่วมกันจัดการ
ทรัพยากรของท้องถิน่ อย่างเปน็ ธรรมและย่งั ยืน

อยา่ งไรก็ตามในขณะเดียวกับท่ี“ ท้องถ่ิน” และ“ ชมุ ชน” มคี วามสําคญั มากขนึ้ ในการ รับรู้ของสังคม
อุดมการณ์ราชาชาตินิยมกลับยังคงมีพลังสูงอย่างยิ่งกล่าวคือมีพลังสูงกว่าอุดมการณ์ท้องถิ่นนิยมและชุมชน
นยิ มอย่างเทยี บกนั ไมไ่ ด้และมีผลตอ่ การสรา้ งและการรอื้ ฟืน้

ประวัติศาสตร์และความทรงจําเกี่ยวกับท้องถิ่นภายใต้โครงเรื่องแบบราชาชาตินิยมอย่างกว้างขวาง
กอปรกบั ใน พ.ศ. 2539 เปน็ ปที พ่ี ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปีจึงมีการจัด
งานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่นงาน ฉลองเชียงใหม่ 700 ปีการสร้างอนุสาวรีย์พญาพลเมืองแพร่เป็นต้นการสร้าง
อนสุ าวรยี ์และหนังสอื อนุสรณ์เฟอ่ื งฟูภายใต้บริบทของความเปน็ ปีมหามงคลและการเฉลมิ ฉลองดังกลา่ วน้ี

ประวัตศิ าสตรท์ ้องถน่ิ ทเ่ี ป็นการผสมระหว่างประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมและท้องถ่ินนิยมอาจเรียกว่า
“ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นราชาชาตินิยม "น้ีทรงพลังสูงสุดในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมาเน่ืองจากเป็น
ช่วงเวลาที่อุดมการณ์ราชาชาตินิยมมีอิทธิพลสูงมากเม่ือต้องการทําให้ท้องถ่ินและคนในท้องถิ่นมีความสําคัญ
หรือมีความหมายต่อชาติ แต่ต้องอธิบายประวัติศาสตร์ท้องถ่ินให้เช่ือมโยงเก่ียวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติ
ภายใต้พระบารมีของพระมหากษัตริย์เพ่ือให้ท้องถิ่นมีตําแหน่งแห่งที่ในประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่า
ประวตั ศิ าสตร์เมืองแพร่ที่สร้างในทศวรรษน้ันด้านหน่ึงวางอยู่บนความต้องการแสวงหา ตัวตนของท้องถ่ิน แต่
ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามพิสูจน์คุณค่าของเมืองแพร่ในกรอบอุดมการณ์ราชาชาตินิยมตัวตนข องท้องถ่ินจึง
มิใช่ตัวตนที่มีอิสระ แต่เป็นตัวตนที่จงรักภักดีต่อชาติที่พระมหากษัตริย์ทรงมีความสําคัญสูงสุดท้องถิ่นจะมี
คณุ คา่ ได้ก็ตอ่ เมอ่ื มคี วามจงรกั ภักดีตอ่ พระมหากษตั ริย์ 2530 ตวั ตนของทอ้ งถ่ินดังกล่าวข้างต้นน้ีมิได้แสดงออก
เฉพาะในงานเขียนประวัติศาสตร์เท่าน้ัน หาก แต่ยังปรากฏในอนุสาวรีย์อีกด้วยอนุสาวรีย์จึงเป็นตัวบทหน่ึงที่
สามารถถูกเขียนและถกู อ่านวา่ เป็นตัวแทนของอุดมการณร์ าชาชาตินยิ มและท้องถ่นิ นยิ ม

การสร้างวรี บุรษุ ทอ้ งถนิ่ ผา่ นการสรา้ ง อนุสาวรีย์ในเมอื งแพร่

การสรา้ งวรี บรุ ุษทอ้ งถ่นิ ภายใต้อดุ มการณร์ าชาชาตินยิ มวรี บุรุษเปน็ คนทีอ่ ยูใ่ นสํานึกความทรงจําเป็นผู้
ประกอบคุณงามความดีให้แก่ท้องถิ่นน้ัน ๆ วีรบุรุษอาจเป็นบุคคลท่ีมีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นบุคคลในตํานาน
หรอื ไม่มีตวั ตน กไ็ ด้ แต่คนจะเชื่อกันว่ามีอยู่จริงทําให้มีการสร้างส่ิงสมมติแทนบุคคลน้ัน ๆ เพื่อเคารพบูชาเพื่อ
ระลึกถึงและอาจกลายเป็นผีประจําเมืองหรือเป็นเทพไปในที่สุดการสร้างวีรบุรุษในท้องถิ่นเป็นการตอกยํ้า
สํานกึ ความทรงจําและความ ภาคภูมิใจในท้องถน่ิ ของตนวีรบุรษุ มิไดม้ คี วามหมายเฉพาะส่ิงที่ผ่านมาในอดีต แต่
วีรบรุ ษุ สะท้อนตวั ตนของคนในป๎จจุบันเป็นกระจกเงาสะท้อนวิธีคิดและความเชื่อของคนในสมัยที่สร้างวีรบุรุษ
นั้น ๆ ดงั เชน่ การสรา้ งอนสุ าวรยี พ์ ญาพลและพระญามังไชยของเมืองแพร่

ปู่พญาพล: วีรบุรุษผู้สร้างเมือง แพร่พญาพลหรือพญาพลเป็นวีรบุรุษในตํานานของเมืองแพร่ชาว
แพรร่ บั รใู้ นฐานะผู้สร้างเมืองแพร่ใน พ.ศ. 1371 โดยเช่ือว่าชื่อเมืองพลท่ีเป็นช่ือเดิมของเมืองแพร่ก็เกิดจากช่ือ
พญาพลนเี้ อง โดยคนท้องถิ่นทมี่ ีความคิดท้องถิ่นนิยมเช่ือว่า“ เมืองแพร่มีช่ือเดิมว่า“ เมืองพลซึ่งต้ังตามชื่อของ
ผู้นํากลุ่มชนรุ่นแรกท่ีบุกเบิกการสร้างบ้านแปงเมือง“ เมืองแพร่และท่านผู้น้ันคือ“ พญาพล ” น่ันเอง” ด้วย
ความเช่ือว่าพญาพลเป็นผู้สร้างเมืองแพร่และประกอบคุณงามความดีต่อเมืองแพร่“ อย่างเต็มพระสติกําลัง
ความสามารถทั้งด้านการมองหาทําเลท่ีอยู่ท่ีทํากินของไพร่ฟูาประชาชนด้านการอบรมศีลธรรมคุณธรรม
จรยิ ธรรมแกพ่ ลเมอื งดา้ นการสืบทอดพระพุทธศาสนาซึ่งพญาพลได้สร้างวัดหลวงข้ึนเป็นวัดแรกใน พ.ศ. 1372
... เมื่อประชาชนมีจิตใจงามอยู่ในศีลธรรมแล้วสังคมก็สงบเรียบร้อยพญาพลจึงเป็น“ ผู้เบิกฟูาพลิกดิน” ให้แก่
ชาวเมืองแพร่โดยแท้” จะเหน็ ว่าพญาพลในการรับรู้ของคนท้องถิ่นเป็นท้ังผู้สร้างเมืองและเป็นผู้มีบุญคุณอย่าง
ล้นเหลือต่อ เมอื งแพร่ถงึ กับมกี ารเนน้ วา่ “ หากไมม่ ีพญาพลเมืองพลหรือเมืองแพร่จะถือกาํ เนิดขึ้นได้อย่างไร?

การสร้างอนุสาวรีย์พญาพลเกิดข้ึนภายใต้อุดมการณ์“ ราชาชาตินิยม” ในวโรกาสท่ีพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบผสมกับกระแสท้องถ่ินนิยมหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.
2540 โดยความร่วมมือของทางราชการเอกชนและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดแพร่เริ่มด้วยการ
แตง่ ต้ังผทู้ รงคุณวุฒิในท้องถ่นิ ใหส้ ืบหาประวัติเรอื่ งราวของพญาพลและดําเนินการออกแบบก่อสร้างในการน้ีได้
มีการออกแบบสอบถามประชาชนในจังหวัดแพร่จํานวน 2,286 ชุดมีผู้ส่งแบบสอบถามจํานวน 1,991 ชุดใน
จํานวน นี้มีผู้ต้องการให้สร้างอนุสาวรีย์พญาพลจํานวน 1,332 คนให้สร้างอนุสาวรีย์เจ้าพริยเทพวงศ์จํานวน
248 คนและเห็นว่าสมควรสร้างอนุสาวรีย์เจ้ายังไชยจํานวน 175 คนจะเห็นได้จากการตอบแบบสอบถามว่า
พญาพลซ่ึงเป็นวีรบุรุษใน ตํานานมีความสําคัญในสายตาของชาวแพร่มากกว่าวีรบุรุษท่านอ่ืนโดยที่คนใน
ท้องถ่ินเช่อื ว่าพญาพลมีตวั ตนจรงิ ในอดตี และเป็นผู้สร้างเมืองแพร่ขึ้นมา

กระบวนการสร้างอนุสาวรีย์พญาพลและพระญามังไชยมี การแสวงหาความร่วมมือจากกลุ่มองค์กร
ต่าง ๆ ท้ังข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนนอกจากการออกแบบสอบถามความคิดเห็น
แล้วยังใช้วิธีการอื่นอีกกล่าวคือ“ เพื่อใ ห้ชาวแพร่ได้มีส่วนร่วมโครงการ ... จังหวัดแพร่จึงได้จัดตั้งกองทุนโดย
ต้ังช่ือกองทุนวา่ “ กองทุน 20 บาท

นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีการเช่าบูชาเหรียญพระพุทธโกศัยเพ่ือนําเงินท่ีได้ไปสมทบทุน 20 บาท 225
กระบวนการดึงมวลชนเข้ามามีส่วนรว่ มในการสร้างอนสุ าวรีย์เปน็ การเนน้ ยํา้ วา่ พญาพลคือ“ สมบัติของคนแพร่
เป็นผู้มี“ ตัวตน” ท่ีคนแพร่ทุกคนล้วนมีส่วนแสดงความกตัญํูกตเวทีและเป็น“ เจ้าของ” อนุสาวรีย์พญาพล
แม้กลุ่มผนู้ ําในการจัดสร้างจะเปน็ ข้าราชการกต็ าม แต่คนแพรไ่ ด้เขา้ มามสี ว่ นร่วมทําใหค้ วามสํานึกและการรับรู้
ต่อพญาพลยิ่งฝ๎งแน่นขณะเดียวกันการสร้างอนุสาวรีย์พญาพลเป็นการตอกยํ้าความเก่าแก่และความมี “
ตัวตน” ของเมืองแพร่ตัง้ แต่พทุ ธศตวรรษที่ 14 ซ่งึ สรา้ งความภาคภมู ิใจใหแ้ ก่ชาวแพรไ่ ด้เป็นอย่างดี

อยา่ งไรก็ตามการสร้างอนุสาวรีย์พญาพลมิไดเ้ ป็นผลมาจากอุดมการณ์ท้องถิ่นนิยมอย่างโดด ๆ แต่ยัง
เกิดจากอุดมการณ์ราชาชาตินิยมท่ีถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผลักวิถีประวัติศา สตร์อย่างชัดเจนดัง
วัตถุประสงค์ข้อ 1 ของการสร้างอนุสาวรีย์ระบุว่า“ เพ่ือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน
วโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมรวมถึงการเน้นว่า“ ท่านเหล่าน้ี (พญาพลและพระญามังไชย: ผู้เขียน) ได้
บําเพ็ญคุณงามความ ดีมีความกล้าหาญซ่ือสัตย์และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทยสมควรแก่
การยกยอ่ งเชิดชเู กียรตคิ ณุ สบื ไปชวั่ กาลนานท้ัง ๆ ทีใ่ นสมัยพทุ ธศตวรรษท่ี 14 ยังไม่มีทั้งสํานึกในเรื่องชาติและ
ประเทศไทยพระชนมพรรษา 6 รอบ " จะ เหน็ ไดว้ ่าภายใต้กระบวนการสรา้ งพญาพลทเ่ี ป็นวีรบุรุษในตํานานให้
มีตัวตนขึ้นมานี้เกิดข้ึนภายใต้สํานึกท้องถ่ินนิยมท่ีต้องการบอกเล่าความเป็นมาของท้องถ่ินท่ีเก่าแก่ยาวนาน
รวมถงึ คุณปู การของ“คนในอดีต” ที่สร้างสมคณุ งามความดใี ห้แก่ทอ้ งถน่ิ และประเทศชาติ

ขณะเดียวกันก็เกิดข้ึนภายใต้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมเร่ืองเล่าเกี่ยวกับพญาพลจึงกล่าวถึงความ
ซอ่ื สัตยแ์ ละจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทยทําให้อนุสาวรีย์พญาพลกลายเป็นตัวแทนแห่งความ
สาํ นกึ ในพระมหากรุณาของพระมหากษตั ริย์ไทยและ แผน่ ดนิ ไทยของชาวเมืองแพร่ทั้งปวง

กลา่ วได้ว่าอนุสาวรยี ์พญาพลเป็นสนามการเมืองของความทรงจําทําให้เกิดการรับรู้ชาวแพร่ในฐานะ“
คนไทย” และรับรู้เมืองแพร่ในฐานะ“ ท้องถิ่นไทย” ภายใต้พระบารมีของ“ พระมหากษัตริย์ไทย” เป็นส่วน
หนึง่ ของประวตั ศิ าสตร์ท้องถนิ่ ราชาชาตนิ ิยมหรือเปน็ ประวัตศิ าสตรพ์ นั ทางทผี่ ลติ สร้างประวัตศิ าสตร์ท้องถิ่นให้
เชื่อมโยงเกาะเก่ียวกับประวัติศาสตร์ชาติโดยมีความสํานึกว่าท้องถ่ินเป็นส่วนหนึ่งของชาติไทยส่วนพญาพลจะ
เป็นเจ้าอธิราชอิสระแห่งแว่นแคว้นเอกราชหรือไม่ก็ตาม แต่ ณ ป๎จจุบันพญาพลเป็นสัญลักษณ์ของข้าแผ่นดิน
ไทยภายใต้การผลิตสร้างและการรับรูป้ ระวัตศิ าสตร์ในแบบทอ้ งถิ่นราชาชาตนิ ิยมของคนในยุคป๎จจุบนั

พระญามงั ไชย: วรี บุรษุ ผูจ้ งรักภกั ดี ตอ่ สยาม พระญามังไชยหรือพญาเมืองใจได้รับการรับรู้ในฐานะ
ผู้พื้นม่าน” ประกาศตนเป็นอิสระจากพม่า) ในรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีการฟื้นม่านและสวามิภักด์ิต่อ
สยามในรัชสมัยพระเจา้ กรุงธนบรุ นี ้นี ับเป็น

วีรกรรมที่ทาํ ให้พระญามงั ไชยถกู สรา้ งให้เป็นวีรบรุ ุษของทอ้ งถ่นิ ในทศวรรษท่ี 2540 ในบริบทท่ีกระแส
ประวัตศิ าสตรท์ ้องถ่นิ (นิยม) ขยายตัวอย่างกวา้ งขวางปรากฏในงานของบดินทร์กินาวงศ์เรื่องพญาแพร่เมืองใจ
วีรบุรุษที่ถูกลืมงานของ ไพฑูรย์ สุวรรณาภา เรื่อง“ วีรบุรุษเจ้าเมืองแพร่พระยาเมืองชัย (พระยาศรีสุริยวงศ์)
เจ้าหลวงเมืองแพร่ พ.ศ. 2310-2358 ในจากพลนครฮอดเมืองแพร่งานของชูขวัญถุงเงินและสิริกรไชยมาเร่ือง
เมืองแพร่บ้านเราและงานของบวั ผวิ วงศ์พระถางพระยาเมืองไชย หรือเมืองไทย (ยังไชยหรือยังไชยยะ) วีรบุรุษ
ขุนศึก 3 แผ่นดนิ ของเมืองแพร่ (กอ่ น พ.ศ. 2310-2319 และ พ.ศ. 2347-2360) งานเขียนประวัติศาสตร์เมือง
แพร่ท้ัง 4 เรอ่ื งในชว่ งทศวรรษที่ 2540 น้ีจะกล่าวถึง วีรกรรมของพระญามังไชยอย่างพิสดารเช่นเป็นผู้รัชกาล
ที่ 1 ทรงโปรดปรานพระญามังไชยเป็นแม่ทพั ท่ีสําคัญในการยกทัพข้ึนไปกวาดต้อนกําลังคนที่แตกฉานซ่านเซ็น
อยใู่ นหัวเมอื งฝุายเหนือซง่ึ จะแตกต่างจากงานในช่วง ทศวรรษท่ี 2520 ทีจ่ ะไม่กลา่ วถงึ

เจ้าพิริยเทพวงศ์ในฐานะผีประจาเมือง เจ้าพิริยเทพวงศ์จากท่ี
เคยมีฐานะ“ กบฏ” ผู้ไม่มีความจงรักภักดีต่อบ้านเมืองและ
พระมหากษัตริยจ์ นตอ้ งลี้ภยั ไปถึงแก่พิราลัย ณ ต่างแดน (หลวงพระบาง)
แต่ในอีก 100 ปี ต่อมาได้ถูกสร้างให้เป็นผู้มีความจงรักภักดีเสียสละเป็น
นักพัฒนาที่ก้าวหน้าทันสมัยท้ายสุดกลายมาเป็นผีอารักษ์เมืองหรือส่ิง
ศักด์ิสิทธ์ิประจําเมืองแสดงให้เห็นถึงการปรับเปล่ียนความหมายของ
บุคคลทางประวัติศาสตร์คนหน่ึงได้เป็น อย่างดีดังมีเรื่องเล่าถึงปาฏิหาริย์
ต่าง ๆ ในการสรา้ งอนสุ าวรยี เ์ จ้าหลวงพริยเทพวงศ์ทเี่ ล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์
วา่ บรรยากาศเหมอื นกบั วันพธิ ีเททองหล่อรูปเหมือน (เจ้าพริยเทพวงศ์) มี
เมฆก้อนใหญ่เข้ามาบดบังแสงอาทิตย์ให้ร่มเย็นมีลมพัดเอื่อย ๆ เยือกเย็น
ตลอดเวลาจนกระทั่งวางองค์ทา่ นแล้วเสร็จเรยี บร้อย ... ... ขออํานาจดวงวิญญาณของ“ เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์
จง ช่วยดลบันดาลให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญคิดประสงค์สิ่งใดขอให้ได้ดั่งใจปรารถนาทุกประการ "246

เทอญในป๎จจบุ ันมรี ่างทรงทอี่ ้างว่าประทับทรงเจ้าพริ ิยเทพวงศ์เกิดข้ึนในเมืองแพร่เพื่อเป็นท่ีพ่ึงทางใจให้แก่ คน
ทั่วไปทําให้สถานะของเจ้าพิริยเทพวงศ์ที่เป็นผู้อารักษ์เมืองผู้คอยป๎ดเปุาเคราะห์ภัยของชาวเมืองแพร่ปรากฏ
ชัดเจนยิ่งขนึ้ รวมถงึ อนสุ าวรีย์ของเจ้าหลวงฯ ตามสถานท่ีต่าง ๆ มีผู้คนไปกราบไว้ขอโชคลาภนอกจากน้ีการลง
ผีเจ้านายในคุ้มหลวงเมืองแพร่ (จวนผู้ว่าราชการจังหวัด) เจ้าพิริยเทพวงศ์ก็เป็นหน่ึงในผีประจําสายตระกูล
สถานะ“ ผี” หรือสิ่งศักดิ์สิทธนิ์ บั เป็นความหมายใหม่ทถ่ี กู ผลติ สรา้ งขน้ึ ในปจ๎ จุบนั

จะเห็นได้ว่าท่ามกลางกระแสประวัติศาสตร์ท้องถิ่นราชาชาตินิยมนํามาซ่ึงการให้ความหมายของ
เร่อื งราวในอดีตท่ไี ม่ต้องการความจริง แตเ่ ปน็ การสร้างและรบั รู้ตามความเชื่ออารมณ์ความรู้สึกเพ่ือความภูมิใจ
ของคนในท้องถิ่นตลอดจนผลประโยชน์ในเรื่องของการเปล่ียนสถานภาพทางสังคมก่อให้เกิดการสร้าง
ประวัติศาสตร์และสร้างถาวรวัตถุเพื่อยืนยันว่าที่ได้รับการสร้างขึ้นน้ัน กลายเป็น“ ความรู้” และ“ ความจริง
จนกระท่งั เรือ่ งราวทใี่ นท้ายทส่ี ดุ

การรบั รเู้ มืองแพรจ่ าก “ภายนอก” เมอื งแพร่

เทา่ ที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่กลายเป็นโครงเรื่องสําคัญท่ีคนในท้องถิ่นให้
คําอธิบายและสร้างโครงเร่ืองใหม่เพ่ือให้เมืองแพร่มีตําแหน่งแห่งท่ีอันน่าภาคภูมิใจในประวั ติศาสตร์ชาติ
อย่างไรก็ตามคนนอกเมืองแพร่จํานวน มากยังรับรู้เมืองแพร่ในฐานะเมืองกบฏดังคํากล่าวจากคนจังหวัดอ่ืน ๆ
ที่ว่า“ เมืองแพร่เป็นเมืองลูกหลานกบฏลูกหลานเงี้ยว หรือ“ เมืองแพร่เป็นเมืองกบฏ”“ เมืองแพร่เป็นเมือง
เงย้ี ว หรือไม่ก็ มีคําถามที่มีลักษณะของการเยาะเย้ยถากถางหรือเปน็ เรอ่ื งชวนหวั เรื่องตลกขบขันของคนท่ีถาม
เช่น“ เมืองแพร่ทําไมไม่มีนามสกุล ณ แพร่ได้ยินมาว่าในสมัยก่อนเจ้าเมืองแพร่และชาวเมืองแพร่ พากันแห่
ระเบิดแล้วระเบิดแตกทําให้ไม่มีนามสกุล ณ แพร่ใช่ไหม
คําถามในลักษณะนี้คนแพร่มักประสบพบเจออยู่เป็น
ประจําและมักสร้างความอึดอัดให้แก่คนแพร่ บางกรณี
นาํ มาส่กู ารตอบโต้แบบประชดเช่นนักศึกษามหาวิทยาลัย
เชียงใหม่ที่มาจากจังหวัดแพร่จะป๎กหรือสกรีนรูประเบิด
ไว้ข้างหลังและมีตัวอักษรว่า“ แพร่แห่ระเบิด” และการ
บูมของนักศึกษาท่ีมาจากจังหวัดแพร่ก็จะมีข้อความว่า“
... แพร่แหร่ ะเบิดบมู ” แสดง ให้เห็นการตอบโตก้ ารรับรู้เมืองแพร่ที่ออกมาในรูปของการยอมรับอัตลักษณ์ท่ีคน
อื่นสร้างให้ แต่ทําให้เกิดความหมายใหม่ในแง่ที่ทําให้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่มีอะไรผิดปกติจนต้อง
ขบขัน แต่อย่างใดและ“ ระเบดิ ” ก็ไมส่ ่อให้เห็นถึงความรุนแรงอีกต่อไปกลายเป็นคําธรรมดาที่คล้องจองกับคํา
ว่า“ แพร่” เท่านั้นเอง 252 อย่างไรก็ตามการรับรู้ประวัติศาสตร์เมืองแพร่กระแสหลักยังคงอยู่ในกรอบ“
ชาตินิยม” หรอื “ ราชาชาตินยิ ม” จะเหน็ ไดว้ ่าในสมัยหลัง

ยังมีการผลิตงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางทั้งในฐานะแหล่งข้อมูลและแหล่ง
อ้างอิงโดยเน้นโครงเร่ือง“ กบฏเงี้ยวพระยาไชยบูรณ์เป็นวีรบุรุษซ่ึงเสียชีวิตเพราะความเด็ดเด่ียวรักชาติ
บา้ นเมอื งยิง่ ชพี ทางราชการถอื วา่ มคี วามชอบ จงึ ได้จัดสรา้ งอนุสาวรีย์วีรชนผู้ไม่ยอมแพ้ ... ณ บริเวณที่ถูกเล้ียว
ประหารชีวิต ขณะเดียวกันการรับรู้กบฏเง่ียวเมืองแพร่ยังสัมพันธ์เช่ือมโยงกับการรับรู้ป๎ญหาความม่ันคงของ
ชาติทมี่ ศี ัตรคู ุกคามเดี๋ยวจงึ มี สถานะเปน็ กบฏทีก่ ่อการกบฏ โดย“ ได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษ 54 การเล่า
ในทํานองน้ีเกิดข้ึนภายหลังจากเมืองแพร่ถูกรวมเป็นส่วนหน่ึงของรัฐไทยอย่างสมบูรณ์แล้วเพื่อสร้างความเป็น
ปกึ แผน่ ของรัฐภายใตค้ วามคดิ ราชา ชาตินิยมนอกจากน้ียังมีการสร้างโครงเร่ืองวีรบุรุษคนอื่น ๆ ผู้มีบทบาทใน
การปกปูองเอกราชชาติไทยดังปรากฏในเร่ืองเจนเสน: ฝรั่งวีรบุรุษสยามที่มองว่า“ ร.อ. มาร์ควอร์ดเจนเสน
ตํารวจไทย ชาวเดนมาร์กที่เสียสละชีวิตเพื่อปกปูองแผ่นดินสยาม ... หากไม่มีวีรบุรุษท่านนี้แล้วแพร่ลําปาง
ลําพูนเชียงใหม่และเมืองเหนืออ่ืน ๆ อาจไม่รวมอยู่ในแผนที่ไทยอย่างเช่นทุกวันนี้หากต้องเสียเมืองแก่เงี้ยว
พร้อมกันน้ันกม็ กี ารเนน้ “ ความเป็นคนอนื่ ” ของกลุ่มคนหลายชาติพนั ธ์ุที่“ ไมร่ ักชาติไทย” เช่นกล่าวว่า“ เง้ียว
ล้ือลาวขม ฯลฯ พวกน้ีบางส่วนก็ได้เป็นสายให้กองทัพเล้ียวบางส่วนก็แทรกซึมแล้ว เข้าสมทบกับเงี้ยวทําการ
ใหญ่ใน พ.ศ. 2445 (ร.ศ. 121) ปล้นเมืองแพรไ่ ว้ไดส้ ําเร็จ

ภาพเหตุการณ์กบฏท่ีเกิดข้ึนในเมืองแพร่จึงถูกทําให้มีช่ือว่า“ กบฏเง้ียวรวมท้ังการเขียนถึงเหตุการณ์
กบฏดังกล่าวโดยใช้ข้อความว่า“ เด๋ียวปล้นเมืองแพร่” หรือ“ เด๋ียวก่อการจลาจล ทําให้ภาพของ“ คนเมืองที่
เข้าร่วม การก่อกบฏพร่าเลือนไปในป๎จจุบันความทรงจํากระแสหลักเกี่ยวกับเมืองแพร่นอกจากจะอยู่ภายใต้
กรอบอุดมการณ์ราชาชาตินิยมแล้วยังมีการสร้างภาพลักษณ์เมืองแพร่เพ่ือตอบสนองการท่องเท่ียวดังคํา
ขวัญเมืองแพร่ท่ีว่า“ หม้อฮ่อม ไม้สักถิ่นรักพระลอช่อแฮศรีเมืองลือเล่ืองแพะเมืองผีคนแพร่นี้ใจงามตําแหน่ง
แหง่ ทข่ี องเมืองแพรใ่ นชาตไิ ทยจึงเป็นเมืองท่ีมีคุณค่าเมืองหน่ึงเพราะเป็นของผู้ท่ีมีความจงรักภักดีต่อ ชาติและ
พระมหากษัตรยิ ต์ ลอดมานบั ตง้ั แต่พญาพลได้สร้างเมืองแพร่ข้ึนมาเมื่อมาถึงสมัยปฏิรูปการปกครองเมืองแพร่ก็
ไม่ได้เป็นเมืองกบฏ แต่ถูกพวกเงี้ยวเข้าปล้นเมืองเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้ช่วยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงเทพฯใน
การรักษาเอกราชของชาติจากภัยคุกคามขององั กฤษและเจา้ หลวงเมอื งแพร่มคี วามเต็มใจท่ีจะสละผลประโยชน์
สว่ นตนยอมรับการปฏริ ปู การปกครองเพราะ เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองในป๎จจุบันเมืองแพร่เป็นเมืองที่
ทุกคนควรจะมาท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติศิลปวัฒนธรรมและคนใจงามท่ีมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในเมืองแพร่
แห่งน้ีตําแหน่งแหง่ ที่ของเมืองแพร่ดังกล่าวน้ีเป็นส่ิงที่ ได้รับการสร้างข้ึนย่อมมิใช่ตําแหน่งแห่งท่ีอันตายตัวชั่วนิ
รันดร์ แต่จะถูกท้าทายหรือถูกปรับเปล่ียนมากน้อยเพียงใดอย่างไรเป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวโยงกับความเปลี่ยนแปลง
ทางการเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตส่ิงที่น่าคิดก็คือคนเมืองแพร่และคนไทยทั่วไปได้รับผล
โดยตรงและโดยอ้อมอย่างไรบ้างจากตําแหน่งแห่งท่ีของเมืองแพร่ดังกล่าวมาน้ีและควรมีบทบาทเพียงใด
อยา่ งไร ในการรักษาตําแหนง่ แหง่ ทข่ี องเมอื งแพร่ในความหมายเดมิ หรือวา่ ควรจะเปลี่ยนแปลงความหมายหรือ
เปลี่ยนตําแหน่งแห่งที่ของเมืองแพร่เพ่ือจะบรรลุผลอันพึงปรารถนาในอนาคตและหากต้องการจะเปล่ียนให้
เมืองแพร่มีความ หมายใหม่แล้วควรจะต้องเคารพต่อ "สัจจะ" หรือไม่เพียงใดคําถามท้ังหมดน้ีเป็นเร่ืองท่ีคน
ส่วนใหญ่จงึ ชว่ ยกันคดิ ไม่ปล่อยให้คนกลุม่ เล็ก ๆ ผกู ขาดอาํ นาจในการสร้างความหมายใด ๆ อกี ต่อไป

บรรณานุกรม

ประวัติมหาดไทยส่วนภมู ภิ าค จงั หวัดแพร่. ปทุมธานี. โรงพิมพ์สถานสงเคราะห์หญิงปากเกรด็ , ๒๕๒๘

ภูเดช แสนสา. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และตัวตนของเมืองแพร.่ อาจารย์ประจําหลกั สูตรวฒั นธรรม
ศกึ ษาภาควชิ าสงั คมและวัฒนธรรมศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งใหม่
,2559

นายชัยพงษ์ สาเนยี ง (2551) พลวัตการสรางและการรับรปู้ ระวัตศิ าสตรเ์ มืองแพรพ.ศ. 2445-2549.(
วิทยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตร์บัณฑิต).ภาควชิ าประวัตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ สบื ค้นจาก
http://search.lib.cmu.ac.th/search/?searchtype=.&searcharg=b1437343

นายชยั พงษ์ สาเนียง (2561) การสรา้ งตาแหน่งแห่งท่ขี อง “เมอื งแพร่” ในประวัติศาสตร์ “ชาตไิ ทย”
(วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต).สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.สืบคน้ จาก
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sujthai/article/view/7079

รศ.ศรีศักร วัลลโิ ภดม. (2551). นครแพร่ จากอดีตมาปจั จุบนั ภูมนิ เิ วศวัฒนธรรม ระบบความเชื่อ และ
ประวตั ศิ าสตรท์ ้องถ่ิน.กรงุ เทพฯ : ส านักงานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.), 2551

ชยั พงษ์ สาเนียง. (2564). ประวตั ิศาสตรเ์ มอื งแพร่ รฐั จารตี สกู่ ารสร้างอาณานิคมภายในภายใตว้ าทกรรม
“รฐั ชาติ” .นนทบรุ ี : บริษทั ภาพพิมพ์ จํากัด

ชัยพงษ์ สาเนยี ง. (2564). กบฏเงีย้ ว การเมืองของความทรงจา : ประวัติศาสตร์ขบวนการเคลอ่ื นไหวของ
“คน ลา้ นา” .กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์ภาพพิมพ์


Click to View FlipBook Version