The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าเมี่ยน E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 04:58:03

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าเมี่ยน E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าเมี่ยน E-book

รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค ์ ความร ู้ภูมิปัญญาด ้ านการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กชนเผ่าเม ี่ยน โครงสร้างการสร้างฐานเด็กเล็กก่อนวัยเรียนบนพ ื้นที่สูง สมาคมศูนย ์ รวบรวมศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./ IMPECT) สนับสนุนโดย Bernard va Leer Foundation, The Natherlands


องค์ความรู้แม่และเด็กเผ่าเมี่ยน ผลิตโดย โครงสร้างการสร้างฐานเด็กเลก็ก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง สมาคมศูนย์รวบรวมศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภุเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./ IMPECT) 252 หมู่ 2 ต าบลสันทรายน้อย อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 5020 โทรศัพท์ 0-5330-8591, 0-5349-2544 โทรสาร 0-5339-8592 สนับสนุนโดย Bernard va Leer Foundation, The Natherlands (มูลนิธิเบอร์นาร์ด แวน เลียร์ ,เนเธอร์แลนด์) สงวนลิขสิทธิ์


ค ำน ำ ระบบการศึกษาของชุมชนในอดีตถูกกา หนดโดยรัฐท้งัสิ้น ไม่วา่จะในดา้นเน้ือหาหรือกระบวนการ ต่างๆ ลว้นแลว้แต่มาจากรัฐบาลท้งัสิ้น ดงัน้นัจึงขาดการมีส่วนร่วมในการจดัระบบการศึกษาของคนในทอ้งถิ่น ซ่ึงในทอ้งถิ่นแต่ละทอ้งถิ่น แต่ละที่มีความรู้และภูมิปัญญาที่แตกต่างกนัออกไป แลว้แต่วา่ทอ้งที่น้นัจะอยทู่ ี่ ไหน ในทอ้งถิ่นของชนเผา่ก็เช่นกนัต่างก็มีองคค์วามรู้และภูมิปัญญาที่แตกต่างกนัออกไป ดงัน้นัการจดัระบบ การศึกษาจึงจ าเป็ นต้องให้ชุมชนเช้ามามีบทบาทในการจัดระบบการศึกษาของตนเอง ปัจจุบนัรัฐบาลไดเ้ปิดโอกาสใหชุ้มชนไดเ้ขา้มามีส่วนร่วมในการจดัระบบการศึกษาของชุมชนตนเองมากข้ึน ในชุมชนที่เป็ นชนเผ่าเมี่ยนก็เช่นเดียวกนัดว้ยเหตุน้ีจึงจา เป็นที่จะตอ้งถอดองคค์วามรู้และภูมิปัญญาต่างๆ ที่มีอยู่ เป็นตวับุคคลน้นัออกมาเป็นเอกสาร ตา รับ ตา ราจึงมีความคิดที่จะจดัทา เอกสารเกี่ยวกบัองคค์วามรู้พ้ืนบา้น เกี่ยวกบัแม่และเด็กของเผา่เมี่ยนข้ึน หนงัสือองคค์วามรู้แม่และเด็กเล่มน้ีจดัทา ข้ึนมาเพื่อเป็นแหล่งความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก ใหก้บัเยาวชนเมี่ยนตลอดจนผทู้ี่มีความสนใจทวั่ ไป ในหนงัสือน้ีจะประกอบดว้ยองคค์วามรู้ต้งัแต่แม่เริ่ม ต้งัครรภ์ไปจนถึงคลอดออกมาและจนกระทงั่ลูกอายถุึงประมาณ 8ขวบ ซึ่งเป็ นวิถีปฏิบัติหรือวิถีชีวิตของเมี่ยน ต้งัแต่อดีตจนถึงปัจจุบนัและส่งผลไปถึงอนาคตได้ ขอบคุณหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ กลุ่มคนที่ทา ใหห้นงัสือเล่มน้ีเกิดข้ึนมาได้ อันดับแรกคือโครงสร้างการ สร้างฐานเด็กเลก็ก่อนวยัเรียน ,สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย , เครือข่ายเมี่ยน ,ผู้รู้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านห้วยคอกหมู และบ้านสันเจริญที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆที่ได้ สะสมมา ตลอดจนบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวขอ้งแต่ไม่ไดเ้อ่ยนาม มา ณ โอกาสน้ีดว้ย หากหนงัสือเล่มน้ีมีขอ้บกพร่อง ประการใด ก็ตอ้งขออภยัมา ณ ที่น้ีดว้ยและคณะจดัทา หวงัวา่หนงัสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์กบัท่าน ผู้จัดท า สิงหาคม 2547


กิตติกรรมประกาศ งานวิจยัน้ีสา เร็จไดด้ว้ยความกรุณาจากโครงการสร้างพ้ืนฐานเด็กเลก็ก่อนวยัเรียน เครือข่ายเมี่ยน ผู้ อาวุโสบ้านห้วยคอกหมูและบ้านสันเจริญตลอดจนบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้เอ่ยนาม ที่ได้ช่วย เหลือให้ คา แนะนา ตลอดมาเป็นอยา่งดียงิ่จนงานวิจยัสา เร็จสมบูรณ์ผวู้ิจยัขอกราบขอบพระคุณ เป็นอยา่งสูงไว้ณ ที่น้ีดว้ย ขอขอบพระคุณ บ้านห้วยคอกหมูและบ้านสันเจริญ ทุกท่านมีผู้อาวุโส ผู้รู้ในชุมชน ผุ้น าชุมชน รวมท้งั ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ให้ความกรุณาเอ้ือเฟ้ือการศึกษาวิจัยและให้ข้อมูล และอ านวยความสะดวกตลอดระยะเวลาการ ทา งานวิจยัน้ี สุดทา้ยน้ีขอขอบพระคุณท่านผอู้าวุโส ผเู้ฒ่าผแู้ก่ในชุมชน ผรูู้้เฉพาะดา้น และเพื่อนร่วมงานทุกท่าน ที่ ไดส้ ่งเสริมสนบัสนุนในการทา งานวิจยัคร้ังน้ีจนสา เร็จสมบูรณ์ดว้ยดี


สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ 1-7 หลักการและเหตุผลของโครงการ ความเป็ นมาของโครงการ บทเรียนจากโครงการเก่า วัตถุประสงค์ของโครงการ เป้าหมายของโครงการ วิธีการเลือกคัดหมู่บ้านเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของการวิจัยเครือข่ายเมี่ยน ขอบเขตของการวิจัยเครือข่ายเมี่ยน ระเบียบวิธีการศึกษา ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย บทที่ 1 ประวตัิศาสตร์ความเป็นมาของอิ้วเมี่ยน 8 บทที่ 2 ความเชื่อเรื่องการเกิดของเด็กและต านานเรื่องเล่าการเกิดกับพ่อแม่ใหม่ 21 บทที่3 พิธีกรรมและการปฏิบัติตัวที่เกี่ยวข้องกับแม่และเด็ก 23 บทที่4 อาหารและการดูแลสุขภาพของแม่แบบพ้ืนบา้นอิ้วเมี่ยน 32 บทที่5 พัฒนาการของทารกตามวิถีชีวิตเมี่ยน 35 บทที่6 กิจกรรมการเรียนรู้ของเด็ก 37 ภาคผนวก 57 บรรณานุกรม 67


1 บทคัดย่อ รายงานการวิจยัฉบบัน้ีเป็นการศึกษาและรวบรวมขอ้มูลองคค์วามรู้ความเชื่อ พิธีกรรมต่างๆ ของ ชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ที่เกี่ยวขอ้งกบัการเกิดและการเล้ียงดูเด็กต้งัแต่อยู่ในครรภ์ถึงแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 8 ขวบ จากการศึกษาคน้ควา้พบว่าความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆในช่วงเวลาก่อนการต้งัครรภ์ระหว่างการ ต้งัครรภ์และหลงัจากการคลอดแลว้ทุกสิ่งทุกอยา่ง ทุกวิธีการข้นัตอนลว้นแลว้แต่มีความส าคัญต่อความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวอิ้วเมี่ยน แมว้า่สถานการณ์ดา้นต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไปมากนอ้ยขนาดไหนก็ตาม แต่ภาพ โดยรวมของเมี่ยนแลว้ยงัให้ความส าคญัและนบัถือแนวปฏิบตัิหรือแนวความเชื่อด้งัเดิมอยู่มากไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดและการตาย โดยเฉพาะการเกิดจะต้องมีความพิถีพิถันเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ต้งัแต่เริ่มต้งัครรภจ์นกระทงั่คลอดออกมา โดยจะตอ้งมีแนวทางการปฏิบตัิในระหว่างการต้งัครรภ์ความเชื่อ เรื่องขวญัต่างๆของลูกขอ้ ปฏิบตัิและขอ้ห้ามต่างๆ ตลอดจนพิธีกรรมต่างๆที่เกี่ยวขอ้งกบัแม่และเด็กท้งั โดยตรงและโดยออ้ม นี่เป็นส่วนหน่ึงในการดูแลอนามยัแม่และเด็กตามความเชื่อของชนเผา่อิ้วเมี่ยน หลกัการและเหตุผลของโครงการ การจดัการศึกษาส าหรับชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยน้ันเพิ่งมีข้ึนในระยะ 30 ปี ที่ ผ่านมา ตามนโยบายการผสมกลมกลืนของรัฐบาล (Integration policy) นโยบายดงักล่าวท้งัเชิงโครงสร้าง และเชิงปฏิบัติจริงๆแล้วเป็ นนโยบายดูดกลืน (Assimilation) หลักสูตรในการเรียนการสอนในปัจจุบันที่ใช้ สอนอยู่ในโรงเรียนทุกๆแห่งในเมืองไทยน้นัเป็นหลกัสูตรเดี่ยว (เป็นหลกัสูตรเดียวกนักบัที่ใชส้อนท้งัเด็ก ในเมืองและเด็กชนกลุ่มน้อยในชนบท) อย่างไรก็ตามในกลุ่มของเด็กเล็กบนพ้ืนที่สูงน้ันยงัไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร โรงเรียนระดับอนุบาลยังไม่มี ศูนย์การดูแลเด็กเล็กต่างๆยังไม่มีการสนับสนุนอย่างเป็ นรูปธรรม กิจกรรม ส าหรับเด็กก่อนวยัเรียนในชุมชนบนพ้ืนที่สูงไม่ไดร้ับการส่งเสริม ซ่ึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพร้อม คุณภาพชีวิตของเด็กที่จะเขา้สู่วยัเรียน ในขณะเดียวกนัเด็กและเยาวชนที่เริ่มเขา้ระบบโรงเรียนน้ันก็ไดร้ับ การศึกษาที่เป็นแบบเชิงเดี่ยวดงัที่กล่าวไวข้า้งตน้ซ่ึงการจดัการศึกษาที่ไม่เหมาะสมให้แก่เด็กชาวไทยภูเขา น้นั ไดส้ ่งผลกระทบต่อเด็กชาวไทยภูเขาที่ไดร้ับการศึกษาในลกัษณะน้ีอย่างมาก จา นวนเด็กนกัเรียนที่ออก จากระบบการศึกษาในระดบัต่างๆมีจา นวนเพิ่มข้ึน มีความสับสนและความไม่แน่ใจเกี่ยวกบัแนวทางที่ว่า มรดกทางวัฒนธรรมของเขาจะไปร่วมกันได้กับวัฒนธรรมที่ใหญ่กว่า เช่น วัฒนธรรมไทยที่พวกเขาที่พวก เขาถูกดูดซึมเขา้ไปน้นั ไดห้รือไม่


2 การศึกษาที่จดัให้ในปัจจุบนัอบรมให้เด็กและเยาวชนเกี่ยวกับชีวิตสิ่งแวดลอ้มในเมืองและการ อพยพเขา้ไปในเมืองมากข้ึน สภาพการณ์ดังกล่าวได้น ามาซ่ึงปัญหาและประเด็นต่างๆ ที่เด็กละเยาวชน เหล่าน้ีตอ้งเผชิญ โดยปราศจากความรู้สึกภาคภูมิใจในเอกลกัษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง การแพร่ระบาด ของยาเสพติดของสลมัในเมืองการขยายตวัของชุมชนสลมัเองรวมท้งัภยัคุกคามตวัใหม่ที่แพร่ระบาดอย่าง รวดเร็วของเช้ือ เอชไอวี/การติดเช้ือเอดส์ประเด็นเหล่าน้ีลว้นเป็นสิ่งที่เด็กๆตอ้งรับมือดว้ย นอกจากน้นัยงัมี ปัญหาการจ้างแรงงาน เช่น สภาพการท างานที่ไม่ดีและการขาดแคลนงานที่เหมาะสม ปัญหาต่างๆดังกล่าว สมาคมฯ เห็นว่าเกิดข้ึนเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่เด็กๆลยาวชนชาวไทยภูเขา เหล่าน้ันได้รับโดยตรง ขณะที่ในส่วนของมรดกทางวฒันธรรม เช่น ระบบการนับถือผูอ้าวุโส กฎจารีต ประเพณีและกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติที่มีอิทธิพลในการควบคุมเยาวชนน้ันได้สูญหายไป เนื่องมาจากกระแสการคุกคาม รุกราม ของวัฒนธรรมที่เข้มแข็งกว่าซึ่งมีต่อวัฒนธรรมของเขา วัฒนธรรมที่ พวกเขาไม่ยอมรับและไว้วางใจเหมือนวัฒนธรรมของตนเอง มีองคป์ระกอบหลายอย่างที่ถูกรวมอยู่ในโตรงการน้ีเพื่อให้มีความมนั่ใจว่าจะเกิดความยงั่ยืนสูงสุด ตามวัตถุประสงค์ของโครงการประสานงานกับตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เหมาะสม เช่น เจา้หนา้ที่กรมการศึกษานอกโรงเรียนในพ้ืนที่น้นั ไดบ้รรจุเขา้ไปในแผนงานดว้ย เนื่องจากเจา้หนา้ที่ ในดา้นการจดัการศึกษาให้แก่ประชาชนน้ันเป็นของรัฐบาล ตามนโยบายของกรมการศึกษานอกโรงเรียน องค์กรชุมชนมีสิทธิจัดการหลักสูตร 30 เปอร์เซ็นต์ของหลกัสูตรที่ใช้สอนในโรงเรียนทอ้งถิ่น นโยบาย ดงักล่าวมีความสอดคลอ้งค่อนขา้งมากกบัทิศทางการดา เนินงานของโครงการน้ีและคาดหวงัว่าโครงการน้ี จะไดร้ับการสนบัสนุนจากรัฐบาลเพิ่มมากข้ึนในอนาคต ชนกว่าหลักสูตรชนเผ่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็ น ส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่เป็ นทางการ การเรียนการสอนในโรงเรียนเด็กเล็ก (Pre-school) น้ันเป็นเพียงเน้ือหาส่วนหน่ึงของโครงการน้ี ท้งัหมด ส าหรับการศึกษาทางดา้นวฒันธรรมที่จะดา เนินการในชุมชนน้นัการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะท า ในชุมชน ดว้ยเหตุน้ีหลกัสูตรที่จะพฒันาจะทา เป็นสองดา้น คือเน้ือหาวิชาที่เหมาะสมส าหรับการสอนใน โรงเรียนและเน้ือหาวิชาที่ใชส้อนนอกห้องเรียน ครูในชุมชนจะเป็นผูร้ับผิดชอบการเรียนการสอน ที่เกิดข้ึน ในชุมชนน้ีจะเป็นสะพานเชื่อมระหวา่งเยาวชนรุ่นใหม่และผูอ้าวุโส ซ่ึงสังคมสองส่วนน้ีในชุมชนบที่เกิดข้ึน ในชุมชนน้ีจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเยาวชนรุ่นใหม่และผูอ้าวุโส ซ่ึงสังคมสองส่วนน้ีในชุมชนบนพ้ืนที่ สูงจะถูกแยกออกจากกันโดยระบบการศึกษาในปัจจุบัน โครงการน้ีมิไดเ้จตนาหรือมุ่งที่จะแยกเด็กชาวไทยภูเขาออกจากสังคมกระแสหลกัเพียงแต่ต้องการ ให้พวกเขามีความเคารพในวฒันธรรม มีความเชื่อที่มนั่คงในวฒันธรรมของตนเองและสามารถที่จะดา เนิน


3 ชีวิตต่อไปไดใ้นสังคม ปรัชญาที่อยู่เบ้ืองหลงัการพฒันาหลกัสูตรน้ีมีจุดมุ่งหมายที่จะพฒันาเด็กให้เป็นคน สองวฒันธรรม ให้เด็กชาวไทยภูเขามีความรักละภคัดีต่อประเทศไทยถิ่นที่เขาก าเนิด และรักในมรดกและ วฒันธรรมชนเผ่าของเขาดว้ย คร้ันสิ่งน้ีประสบหรือบรรลุตามเป้าที่วางไวพ้วกเขาจะรอดพน้จากการถูกเอา รัดเอาเปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเป็ นกับดักที่พวกเขาส่วนใหญ่มักจะเผชิญอยู่บ่อยๆในปัจจุบัน ความเป็ นมาของโครงการ จากเหตุผลข้างต้นสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ซึ่ง เป็นองคก์รที่ดา เนินงานโดยชาวไทยถูเขาเพื่อชาวไทยภูเขาไดต้ดัสินใจพฒันาโครงการเด็กเล็กก่อนวยัเรียน น้ีข้ึนซ่ึงไดเ้ริ่มดา เนินงานในประเทศไทยเมื่อปี2541 ภายใต้การสนับสนุนของ Bernard van Leer Foundation โดยได้ด าเนินการกับชาวไทยภูเขาสองเผ่าคือ ปกาเกอญอและลีซู ซึ่ งครอบคลุม 11 หมู่บ้านในจังหวัด เชียงใหม่เชียงรายและแม่ฮ่องสอน ผลของการดา เนินงานออกมาอย่างชดัเจนว่าโครงการน้ีสามารถสร้าง ศกัยภาพของเด็กและแกนนา ของชุมชนให้เกิดความเขม้แข็งและมีความมนใจในวัฒนธรรมของตนเองมาก ั่ ข้ึนซ่ึงส่งผลต่อการคงอยู่และการสืบทอดวฒันธรรมชนเผ่า ประกอบกบัองคค์วามรู้ที่เคยมีในลกัษณะจดจา ไว้ในสมองของผู้รู้และถ่ายทอดในลักษณะปากเปล่ากลับถูกบันทึกเป็ นลายลักษณ์อักษรที่จะสามารถเก็บไว้ เป็ นมรดกเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอย่างกว้างขวาง และมีวิธีการถ่ายทอดที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งข้ึน ในขณะเดียวกนัการดา เนินงานของโครงการน้ียงัสอดคลอ้งกบัการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา ของรัฐตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่จะเปิ ดโอกาสให้ชุมชนสามารถจัด การศึกษาด้วยตัวเองได้โดยยึดผู้เรียนเป็ นศูนย์กลาง ประกอบกับนโยบายของรัฐที่กระจายอ านาจการบริหาร สู่ทอ้งถิ่น การให้โอกาสชุมชนในการพฒันาตนเองเช่นการจดัสรรกองทุนหมู่บา้นหน่ึงลา้นบาทเป็นตน้ซ่ึง ในกระบวนการพฒันาเหล่าน้ีจา เป็นจะตอ้งพฒันาบุคลากรของชุมชนให้เขม้แข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชน บนพ้ืนที่สูง ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและก าลังเผชิญกับปัญหาสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเอารัด เอาเปรียบจากสังคมภายนอก การถูกแย่งชิงทรัพยากรทางด้านป่ าไม้ที่ดิน การถูกจ ากัดสิทธิในด้านต่างๆ ตลอดจนการถูกกลืนทางวัฒนธรรมที่ไม่มีโอกาสในการพัฒนาความเป็ นตัวของตัวเอง การด าเนินงานของโครงการที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มตน้หน่ึงที่ช้ีชดัไดว้่าสามารถช่วยกระตุน้ ให้ชุมชน เกิดการตื่นตวัมีการรวมตวัตลอดจนหันมาร้ือฟ้ืนองค์ความรู้ภูมิปัญญาของตนเองที่กา ลงัถูกกลืนให้ได้ กลับคืนมาเพื่อน ามาปรับใช้ในการแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง ในอีกด้านหนึ่งก็มีการพัฒนาศักยภาพด้าน ต่างๆของชุมชนไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอันเป็ นพลังอันส าคัญของชนเผ่าและประเทศชาติใน อนาคต ดงัน้นั โครงการน้ีจึงมีความจา เป็นอยา่งยงิ่ที่จะตอ้งดา เนินการอย่างต่อเนื่องไประยะหน่ึงไม่นอ้ยกวา่ 3 ปี และมีความจ าเป็ นที่จะต้องขยายสู่กลุ่มเป้าหมายให้ครบกับชนเผ่าหลักๆที่ประสบปัญหาในลักษณะ เดียวกนัซ่ึงประกอบดว้ยเผา่กาเกอญอลีซูมง้เมี่ยน ลาหู่และอาข่า ท้งัน้ีเพราะแต่ละชนเผา่ต่างมีวฒันธรรม ที่ต่างกนัอยา่งสิ้นเชิง การดา เนินงานของโครงการจะกา้วไปในทิศทางเดียวกนัสา หรับทุกเผ่า แต่ในเน้ือหารา


4 ยะเอียดของงานที่สัมผัสโดยตรงกับชุมชนจะมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของแต่ละเผ่า โครงการ ใหม่น้ีจะเพิ่มจา นวนเผา่จาก 2 เผ่า เป็ น 6 เผา่เพิ่มจา นวนหมู่บา้นจากเดิม 11 หมู่บ้านเป็ น 31 หมู่บา้น ท้งัน้ีถา้ โครงการบรรลุตามความคาดหวงัก็จะส่งผลให้พี่น้องชนเผ่าท้งั 6 เผ่า ได้รอดพ้นจากสถานการณ์ปัญหาที่ ก าลังเผชิญอยู่ บทเรียนจากโครงการเก่า ในสองปีที่ผา่นมาโครงการไดร้ับประสบการณ์ที่เกี่ยวขอ้งกบัการพฒันาเด็กเลก็ในชุมชนดงัน้ี • เจ้าหน้าที่โครงการท าการวิจัยร่วมกับชาวบ้านและชุมชน ผลที่ได้รับคือ มีข้อมูลที่เป็ นระบบ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของแม่และเด็ก ความเชื่อ พิธีกรรมและกิจกรรมต่าง ที่เกี่ยวข้องกับการ ดูแลเด็ก • มีการเก็บข้อมูลระดับชุมชน ข้อมูลพ้ืนฐานด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมเพื่อที่จะสะท้อน สถานการณ์ปัจจุบันของชาวไทยภูเขา • มีการท าท าเนียบผู้รู้ส าหรับการด าเนินงานในระยะต่อไป • มีการรวบรวมข้อมูลและผลิตสื่อการเรียนการสอยส าหรับเด็กเล็ก เช่น นิทาน ซีดีบันทึกเพลง กลุ่มเด็ก การละเล่น และเครื่องดนตรีของชนเผ่า หนังสือแบบหัดอ่านภาษาชนเผ่าส าหรับเด็ก และผู้ปกครอง • มีการพัฒนากระบวนการเพื่อจูงใจและสร้างความตระหนักในหมู่แกนน าชาวบ้านให้มีการใช้ คุณค่าทางวัฒนธรรมในการพัฒนาเด็กเล็ก ท้งัหมดน้ีจะประยกุตใ์ชใ้นหมู่บา้นเป้าหมาย20แห่ง ซ่ึงจะรวมท้งักลุ่มเป้าหมายใหม่ดว้ยใน ขณะเดียวกนัโครงการยงัดา เนินงานในพ้ืนที่หมู่บา้นเดิม 11 หมู่บา้นในประเด็นต่างๆดงัน้ี 1. มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสื่อสา หรับการพฒันาเด็กเลก็ในระดบัพ้ืนที่ 2. พฒันาเทคนิคการสอนและการถ่ายทอดสา หรับศูนยเ์ด็กเล็กก่อนวยัเรียน 3. พัฒนาศักยภาพแกนน าชาวบ้าน (นักฝึ กอบรมในชุมชน) ให้สามารถถ่ายโอนเกี่ยวกับ ประสบการณ์แนวคิดในการพฒันาเด็กเลก็และปฏิบตัิที่อยบู่นพ้ืนฐานของมิติทางวัฒนธรรม 4. เพื่อเป็นพ้ืนที่ศึกษาดูงานสา หรับหมู่บา้นอื่นๆ และบุคคลภายนอก 5. ให้มีทักษะในการประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6. เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กมีพ้ืนฐานเป็นคนสองวฒันธรรมในสังคมภาพใหญ่ 7. มีทักษะในการติดตามงานและการด าเนินผลปฏิบัติงานของโครงการในระดบัพ้ืนที่


5 วัตถุประสงค์ของโครงการ 1. เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งของแกนน าชุมชนกลุ่มต่างๆ ให้สามารถแก้ปัญหาที่ ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ก าลังเผชิญอยู่ได้ 2. เพื่อใหเ้ด็กชาวไทยภูเขาไดร้ับการศึกษาท้งัในระบบ นอกระบบที่สอดคลอ้งกบัวิถีชีวิตจริงและ สามารถดา รงชีวิตอยไู่ดอ้ยา่งปกติสุขท้งัในชุมชนของตนเองและในสังคมภายนอก(เป็นคนสอง วัฒนธรรม) 3. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์วัฒนธรรมของตนเอง เกิดความตระหนักใน การที่จะสืบทอดและถ่ายทอด 4. เพื่อศึกษารวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาของชนเผ่าที่สอดแทรกอยู่ในคติชน แล้วน ามา ประยกุตใ์ชใ้นการพฒันาเด็กและในการปลูกจิตสา นึกของชุมชนทอ้งถิ่นใหต้ระหนกัใน ทรัพยากรวฒันธรรมของเผา่ตนเองใหด้ีข้ึน 5. เพื่อเป็ นการส่งเสริมผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ด้านการศึกษาและพัฒนาอื่นๆ กลุ่มเป้าหมายของโครงการ โครงการใหม่น้ีไดเ้พิ่มจา นวนกลุ่มเป้าหมายจากเดิม 2 เผ่า เป็ น 6 เผ่า และจากจ านวนหมู่บ้าน 11 หมู่บ้าน เป็ น 31 หมู่บ้าน ท้งัน้ีเพื่อให้เกิดครอบคลุมเผา่ต่างๆซ่ึงมีวฒันธรรมที่แตกต่างกนัตามความตอ้งการ และความพร้อมของชุมชน ในพ้ืนที่เดิมจะมีการดา เนินงานต่อเนื่องจากโครงการที่เคยดา เนินผา่นมา ส่วนใน หมู่บา้นใหม่จะเริ่มตน้กานดา เนินงานข้นัแรก วิธีการคัดเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย ข้นัตอนในการคดัเลือกหมู่บา้นกลุ่มเป้าหมายน้นัมีหลกัเกณฑใ์นการคดัเลือกหลายระดบัดงัน้ี 1. พิจารณาจากหมู่บ้านเครือข่ายเผ่าการท างานของสมาคม ที่เห็นว่าโครงการจะเกิดประโยชน์ต่อ ชุมชนได้อย่างแท้จริง 2. พิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการท างานของเจ้าหน้าที่และของสมาคมฯ 3. พิจารณาจากชุมชนที่มีประสบการณ์ในการท างาน มีความพร้อม ที่จะด าเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในดา้นการศึกษาเด็กเช่น พิจารณาจากหมู่บา้นที่เคยดา เนินงานดน้การพฒันาหลกัสูตรทอ้งถิ่น 4. พิจารณาจากการที่ได้ปรึกษาหารือร่วมกับแกนน าเครือข่ายเผ่า


6 ยุทธวิธีในการด าเนินงานของโครงการ เนื่องจากโครงการไดแ้บ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นสองส่วน กล่าวคือ ชุมชนพ้ืนที่เป้าหมายใหม่20 หมู่บา้น และมีชุมชนพ้ืนที่เป้าหมายเดิม 11 หมู่บา้น ดังน้ันยุทธศาสตร์ในการดา เนินงานจึงควรแยกเป็น ยทุธศาสตร์โดยทวั่ ไปและยทุธศาสตร์เฉพาะ กา้วแรกของการดา เนินงานโครงการน้ีคือการสร้างความเข้าใจละสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร ชุมชนที่โครงการน้ีจะเขา้ไปดา เนินงาน ซ่ึงคาดการณ์ไวว้่าถา้หากองค์กรชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายมีความ เข้มแข็งก็ย่อมให้เกิดการยอมรับ ซึ่งน าไปสู่ความร่วมมือร่วมใจ และเกิดความศรัทธาในวัฒนธรรมของ ตนเอง หลังจากที่ชุมชนเกิดความยอมรับและมีความร่วมมือกระบวนการเก็บรวบรวมองคค์วามรู้ก็จะเริ่ม ด าเนินการพร้อมๆกับการพัฒนาศักยภาพและการหนุนช่วยกิจกรรมต่างๆในชุมชนเป้าหมาย การดา เนินงานของโครงการน้ีจะเนน้การมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายเป็นส าคญั โดยใชฐ้านวฒันธรรมของ ทอ้งถิ่นหรือองคค์วามรู้ของชุมชนเป็ นฐานในการด าเนินงาน โดยผ่านรูปแบบของเวทีเชิงปฏิบัติการอย่างมี ส่วนร่วม ผู้รู้ผู้อาวุโสจะมีบทบาทส าคัญที่จะเป็ นแหล่งองค์ความรู้ซึ่งเจ้าหน้าที่สนามของโครงการจะต้อง เก็บเกี่ยวรวบรวมเป็นชุดองค์ความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและพฒันาเด็กซ่ึงเป็ น ข้อมูลที่โครงการและชุมชนจะได้น าไปใช้ในอนาคตต่อไป IMPECT ซ่ึงเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนงานของโครงการน้ีจะเป็นผูร้ับผิดชอบในการดูแลการ ดา เนินงานท้งัหมดของโครงการตลอดจนการจดัจา้งเจา้หนา้ที่การจดัเวทีฝึกอบรมวิชาการ เวทีชาวบา้น การ ให้ค าปรึกษา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ร่วมงานของกลุ่มชนเผ่าและองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการโครงการ การจัดท ารายงานและติดตามประเมินผลของโครงการ ยุทธศาสตร์เฉพาะ ยุทธศาสตร์เฉพาะน้ีได้แบ่งเจาะจงไปยงักลุ่มเป้าหมายเดิมที่เคยดา เนินงานโครงการมาแลว้และ กลุ่มเป้าหมาย 20 หมู่บา้นใหม่โดยที่ในกลุ่มเป้าหมายเดิมน้นัจะเนน้การสรุปบทเรียนและประสบการณ์ที่ได้ ตลอดจนผลที่เกิดข้ึนท้งัหลาย แลว้นา ไปส่งเสริมเผยแพร่ให้เกิดกระบวนการถ่ายทอด และการแลกเปลี่ยน เรี ยนรู้ซึ่ งกันและกัน เช่นมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ หน่วยงานพัฒนาเอกชน หน่วยงานของรัฐ ในการน้ีจะเป็นการสร้างศกัยภาพในการบริหารจดัการให้กบั โครงการ ท้งัระดบัภายใน และภายนอก ซ่ึงส่งผลต่อการติดตามประเมินผลโครงการ ซ่ึงจากขอ้มูลและประสบการณ์ที่ไดเ้หล่าน้ีจะ น าไปใช้ในการเจรจาต่อรองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายต่อไป


7 ส าหรับยุทธศาสตร์ในการดา เนินงานส าหรับชุมชนใหม่จะเน้นการนา ประสบการณ์จากหมู่บา้นเก่ามาใช้ และจะเน้นการเตรียมความพร้อมในการที่จะส่งเสริมหนุนช่วยชุมชนเป้าหมายต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัยของเครือข่ายเมี่ยน 1. เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ ความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆของชนเผ่าเมี่ยนที่ เกี่ยวข้องกับอนามัยแม่และเด็ก 2. เพื่อสร้างความกระตือรื อร้นในการที่จะน าองค์ความรู้ภูมิปัญญามาใช้ในการด าเนิน ชีวิตประจ าวัน 3. เพื่อสร้างจิตส านึกที่ดีให้กับเยาวชนมรการอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมของตนเอง 4. เพื่อจัดสร้างเป็ นเอกสารองค์ความรู้แม่และเด็ก เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์รักษาไว้สืบไป ขอบเขตการศึกษาวิจัยของเครือข่ายเมี่ยน พ้ืนที่เป้าหมายที่ศึกษาไดเ้ลือกหมู่บา้นของชนเผา่เมี่ยนจา นวน 2 หมู่บา้นเป็นพ้ืนที่ศึกษานา ร่องคือ 1. บ้านสันเจริญ หมู่ที่ 6 ต าบลผาทอง อ าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน 2. บ้านห้วยคอกหมู หมู่ที่8 ต าบลนาปรัง อ าเภอปง จังหวัดพะเยา ระเบียบวิธีการศึกษา 1. ประชุมปรึกษาหารือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการด าเนินงาน 2. ประชุมกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านในหมู่บ้านเพื่อท าความเข้าในโครงการร่วมกัน 3. ระดมความคิดในประเด็นที่เกี่ยวข้อง 4. พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษาวิจัยใช้รูปแบบของการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยจัดการประชุมเพื่อระดมสมอง ระดมองค์ความรู้ จากผู้รู้ผู้อาวุโสในชุมชน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแม่และเด็ก ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. ผลของการวิจัยจะเป็ นข้อมูลประกอบการพิจารณาวางแผนการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับ ความตอ้งการของชุมชนและเด็กบนพ้ืนที่สูง 2. ท าให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยน สร้างความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการพัฒนาเด็กเล็ก 3. ทา ให้ชุมชนเกิดความตระหนกัและรู้ถึงคุณค่าทางวฒันธรรม เกิดการร้ือฟ้ืนและสืบทอดวฒันธรรม ประเพณีใหย้งั่ยนื


8 บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของอิ้วเมี่ยน เมี่ยน (เยา้) ได้รับการจัดให้อยู่ในเช้ือชาติมองโกลอยด์(Mongoloid) คืออยู่ในตระกูลจีน-ธิเบต (Sino-Tibetan)คา เรียกเยา้ ไดป้รากฏคร้ังแรกในเอกสารบนัทึกของจีน สมยัราชวงศถ์งั ไดป้รากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความหมายว่า ไม่อยู่ใต้อ านาจของผู้ใด เล่ากันว่า เมื่อประมาณสองพันกว่าปีมาแลว้บรรพชนได้ต้งัถิ่น ฐานอยทู่ ี่ราบรอบๆทะเลสาบตงถิง แถบแม่น้า แยงซีไม่ยอมอ่อนนอ้มใหช้นชาติผปู้กครองรัฐ และไม่ยนิยอม อยภู่ายใตก้ารบงัคบักดขี่ของรัฐ จึงไดท้า การอพยพเขา้ไปในป่าลึกบนภูเขาสูง ไดต้้งัถิ่นฐานสร้างบา้นดว้ยมือ ของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพ จึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ได้บันทึกไว้ใน เหลียง ซู ต่อมาในสมยัราชวงษซ์ ่ง คา เรียกน้ีถูกยกเลิกไปเหลือแต่คา ว่า เยา้เท่าน้นัซ่ึงก่อนหนา้น้ีชนกลุ่มน้ีถูกเรียกว่า หมาน หรือ หนัน หมาน (พวกป่ าเถื่อนทางใต้) หรือ ชาน จือ (บุตรขุนเขา) หรือ พ่าน หูจ่ง (เช้ือสายของพ่าน หู) กล่าวกันว่าในประเทศจีนชนชาวเย้ามีค าเรียกขานชื่อของตนเองแตกต่างกันถึง 28 ชื่อ แต่คนเย้าใน ประเทศไทยเรียกตัวเองว่า “เมี่ยน” (MIEN) หรืออิ้วเมี่ยน (IU MIEN) เหยา ซุ่น อัน (1999) กล่าวว่า ชาวเย้าในประเทศจีน แยกออกเป็ น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือเผ่าเป้ียน เผ่าปูนูเผ่าฉา ซนัและเผา่ผิงต้ี ชาวเยา้เผ่าเป้ียนมีประชากรมากที่สุดและเป็นกลุ่มที่ยา้ยถิ่นฐานตลอดเวลาเป็นระยะทางที่ไกลทีสุด และกระจายกนัอยู่ในอาณาบริเวณที่กวา้งขวางที่สุดดว้ย โดยเริ่มยา้ยถิ่นจากมณฑลฮูหนานในสมนัราชวงศ์ ฉินฮนั่ ไปยงัมณฑลกวางตุง้กุย้โจวกวางสีและยนูนาน ซ่ึงอยู่ทางทิศตะวนัตกเฉียงใตข้องจีน และไดย้า้ยถิ่น เข้าสู่ทางเหนือของเวียตนามในราวคริสศตวรรษที่ 15-16 ต่อจากน้นัก็ยา้ยถิ่นเขา้สู่ลาว พม่าและประเทศไทย เมื่อสงครามในประเทศเวียตนามและประเทศลาวยุติลงในปี ค.ศ. 1975 ชาวเยา้เผ่าเป้ียนบางส่วนก็ไดย้า้ยถิ่น ล้ีภยัทางการเมืองไปต้งัถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา ผรั่งเศส แตนาดาและสวีเดน ชื่อและภาษา “เย้า” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ค าจ ากัดความว่า “เป็ นชนชาวเขาเผ่าหนึ่งอยู่ใน ประเทศไทยตอนเหนือ” ค าว่า “เย้า” ไม่มีในภาษาของเผ่าเมี่ยน เนื่องจากเป็ นค าเรียกที่ก าหนดโดยทาง ราชการ ซ่ึงไม่เคยมีใครทราบที่มาอย่างแน่ชดัและน้ีไม่ทราบวา่มีความหมายอยา่งไร โดยทวั่ ไปเผา่เยา้จะไม่ เรียกตัวเองว่า “เย้า” เพราะในภาษาของเยา้เองจะไม่มีคา น้ีแต่จะเรียกตวัเองหรือเผา่ตวัเองวา่ “เมี่ยน” หรือ “อิ้ วเมี่ยน” ซึ่งแปลว่า “คน” หรือ “มนุษย์”


9 ภาษาของเย้าจัดอยู่ใน ตระกูลจีน -ธิเบต สาขาแม้ว - เย้า ภาษาพูดของเย้า พัฒนามาจากกลุ่มภาษาหนึ่งของ ชาวหมาน และไดแ้พร่กระจายไปสู่เขตต่างๆตามทอ้งถิ่นที่ชาวเยา้อพยพไปถึง สมยัราชวงศห์มิงตอนปลาย และสมนัราชวงศช์ิงภาษาเยา้ไดก้ระจายไปทวั่เขตมณฑลกวางสี กวางตุ้ง กุยจิว ฮูหนาน และ หยุ่นหนาน จาก การติดต่อกบัชนเผ่าอื่นๆเป็นระยะเวลานาน ทา ใหภ้าษาเยา้ในทอ้งถิ่นที่ต่างกนัมีวิวฒันาการที่แตกต่างกนั ไป ด้วย ภาษาเยา้ในปัจจุบนัผ่านการพฒันากลายเป็น ภาษาถิ่นย่อย 3 ภาษา คือ ภาษาเมี่ยน ภาษาปูนู และ ภาษาลักจา ส าหรับภาษาเขียนของเมี่ยนมกัจะมีความเห็นโดยทวั่ ไปว่า ชาวเมี่ยนมีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน จึงได้ยืมภาษาฮั่นมาใช้ชาวเมี่ยนที่รู้ภาษามีไม่มากนักแต่ภาษาฮั่นก็ยงัมีบทบาทและอิทธิพลต่อชนชาติ เมี่ยนมาก ชาวเมี่ยนมีวิธีการใชต้วัเขียนภาษาฮนั่ของเขาเอง ตวัเขียนน้ีต่างกนักบัตวัหนงัสือฮนั่แบบมาตรฐาน ในระหวา่งการใชต้วัหนงัสือฮนั่น้นัชาวเมี่ยนไดค้ิดสร้างตวัหนงัสือไวใ้ชเ้อง โดยคิดแปลงจากของฮนั่ทา ให้ ไดภ้าษาเขียนใหม่ที่มีลกัษณะเฉพาะ ซ่ึงมีลกัษณะผสมระหว่างภาษาเมี่ยนกบัภาษาฮนั่คือ มีรูปแบบการ เขียนแบบ ถูสู้จ้ือ(ตวัหนงัสือสามญัของทอ้งถิ่น)ของชาวเมี่ยน และรูปเขียนตวัหนงัสือฮนั่ในอกัษรฮนั่ซ่ึง เป็นตวัเดียวกนั ในอกัษรเมี่ยนจะเขียนคนละอยา่งกนัแต่อกัษรที่ประดิษฐ์ข้ึนน้ีก็มีจา นวนไม่มากและใชเ้ขียน ขอ้ความใหส้มบูรณ์ไม่ได้ตอ้งใชป้นกบัตวัหนงัสือฮนั่และการอ่านออกเสียงจะมีหลกัดงัน้ีค าศัพท์ในภาษา เมี่ยนจะอ่านเป็นส าเนียงชาวเมี่ยน คา ศพัท์ภาษาฮั่นจะอ่านเป็นส าเนียงภาษาย่อยชนิดหน่ึงของภาษาถิ่น กวางตุง้จะใชส้ าเนียงของภาษากลางปัจจุบนัมาอ่านไม่ได้ความหมายก็จะอธิบายตามตวัหนงัสือฮนั่ ไม่ได้ หนังสือคัดเพลง คัมภีร์ทางศาสนา หนังสือล าดับญาติวงศ์ และเอกสารต่างๆ ลว้นใชภ้าษาเขียนที่ผสมกนัน้ี ประวัติความเป็ นมาของเมี่ยน ในสมยัก่อน ตาอง (คุณตา :โล่งช้วน) ตากู๋ (คุณยาย : กู๋ฟาม) เป็ นเทพอยู่บนสวรรค์ มีความคิดที่จะ สร้างเผา่เมี่ยนข้ึนมา ดงัน้นัตาอง ตากู๋จึงไดป้รึกษาหารือกนัอยู่บนสวรรคว์ ่าจะให้ตากู๋ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ โดยให้มาเกิดเป็ นลูกสาวคนที่ 3 ของพระราชา ส่วนโล่งช้วน (ตาอง) จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์ในร่างของ สุนขัมงักรเพราะมนุษยถ์ือว่าสุนัขน้ันเป็นสัตวเ์ดรัจฉานที่ต่า ตอ้ยที่สุดมกัจะมีคนดูถูกตลอดเวลา ดงัน้นัเมื่อ ถึงเวลาท้งัคู่จึงไดล้งมาเกิด โดยวางแผนกนั ไวว้่าอนาคตต้องท าการปกป้องคุ้มครองเผ่าเมี่ยน ตากู๋ลงมาเกิด เป็ นลูกสาวของพระราชาซึ่งมาสิริโฉมงดงามมากและฉลาดกว่าคนอื่น และได้ท าสัญลักษณ์ว่าจะมีไฝ 1 เม็ด ที่ขาของตากู๋เมื่อวางแผนเรียบร้อยแลว้จึงไดล้งมาเกิดในโลกมนุษยท์นัทีขณะน้นั ในโลกมนุษยม์ ีเมืองอยู่2 เมือง เป็ นของฝ่ายแป้งฮู่งและกู๋ฮู่ง ไดต้กลงทา สงครามโจมตีเมืองกนัแต่ฝ่ายของแป้งฮู่งน้นัยงัไม่พร้อมจะทา การสู้รบกนัท้งัแป้งฮู่งและกู๋ฮู่งต่างก็ไดฝ้ันว่าจะมีคนมาช่วยทา ศึกให้นบัจากน้ีไปอีก10 วัน ฝ่ ายของแป้งฮู่ง น้ันยงัไม่พร้อมที่จะทา การสู้รบกันจึงได้เรียกเหล่าขุนนางมาปรึกษากันว่าจะท าอย่างไรดี และในที่สุดก็ สรุปว่าถ้าภายใน 1 เดือน ใครที่สามารถตัดหัวของกู๋ฮู่งแล้วน ามาให้ตนได้ทางฝ่ ายแป้งฮู่งจะยกลูกสาวคนที่


10 3 ให้ผูน้ ้ันเป็นรางวลัโดยให้เป็นลูกเขยและจะยกแผ่นดินขา้ทาสบริวารให้ปกครองคร่ึงหน่ึงเมื่อประกาศ ออกไปแล้วประชาชนในเมืองของแป้งฮู่งไม่มีใครกล้าอาสาออกไปสู้รบกับก๋ฮู๋ง ที่ท้ายเมืองมีครอบครัวหนึ่ง ต้งับา้นอยทู่ ี่ปากทางนอกเมือง วนัหน่ึงไดม้ีสุนขัมงักรตวัหน่ึงเดินเข้ามาหาและหญิงม่ายคนหนึ่งได้เห็นสุนัข มงักรตวัน้นัเดินเขา้มาหาจึงไดพู้ดข้ึนวา่ “ต้งัแต่เกิดมาในโลกน้ียงัไม่เคยเห็นสุนขัตวัไหนที่มีลกัษณะสง่างาม และฉลาดเช่นน้ีมาก่อน เราจะเอาสุนขัมงักรตวัน้ีไปถวายใหก้บัพระราชาเป็นการสร้างบุญกุศลดีกว่า” ดงัน้นั จึงไปบอกพระราชา เมื่อพระราชาทราบจึงให้คนมารับสุนขัมงักร (โลง้ชวน) กลบัไปเล้ียงไว้เมื่อพระราชา ได้เห็นก็รู้สึกดีใจมากและได้สังเกตเห็นจุดด่าง ๆ บนร่างกายที่มีท้งัหมด 120 จุด และแต่ละจุดก็มีความ สวยงามมาก และที่ส าคัญคือรู้ภาษาด้วย วันหนึ่งพระราชาได้เปิ ดประชุมกับเหล่าขุนนางและโล้งชวน ก็เข้า ไปร่วมฟังดว้ยเมื่อฟังแลว้ก็ไม่เห็นมีใครขนัอาสาจะไปฆ่ากู๋ฮู่งได้โลง้ชวนจึงกล่าวข้ึนว่า “ไม่จ าเป็ นเลยที่ จะตอ้งสิ้นเปลืองเสบียงอาหารและใชท้หารท้งักองทพั ใหข้า้ไปจดัการคนเดียวดีกวา่เพราะเป็นสัตวเ์ดรัจฉาน ต ่าต้อย คงไม่มีใครสงสัยและเฉลียวใจ”ฝ่ ายแป้งฮู่งจึงเห็นด้วยเมื่อเจ้าสุนัขมังกร (โล้งชวน) จะออกเดินทาง ฝ่ายแป้งฮู่งไดจ้ดัเตรียมอาหารร้อยรสใหก้ินอยา่งอิ่มหนา ส าราญ เรื่องเดือดร้อนไปถึงสวรรคเ์บ้ืองบนตอ้งส่ง ยาวิเศษมาให้โล้งชวน 1 เม็ด เมื่อกินแล้วสามารถทนความหิวและอยู่ในทะเลได้ 7 วัน 7 คืน เมื่อวา่ยน้า ไปถึง ฝั่งของกู๋ฮู่งกู๋ฮู่งนึกในใจสงสัยว่าจะเป็นสุนขัมงักรตวัน้ีที่มาช่วยตนเอง (กู๋ฮู่ง เป็นกษตัริยท์ ี่ชอบเข่นฆ่าผูค้น ชอบท าสงคราม และเอารัดเอาเปรียบประชาชน) พลางนึกในใจว่า “คราวน้ีตนตอ้งรบชนะแน่ๆ เพราะใน ความฝันน้ันบอกว่าจะมีคนมาช่วยท าศึกสงครามให้” เมื่อกู๋ ฮู่งได้โล่งช้วนมาอยู่ด้วยกันและเห็นว่ามี ความสามารถมากอีกท้งัยงัเฉลียวฉลาดอีกดว้ย ดงัน้นักู๋ฮู่งจึงรักราวกบัทรัพยส์มบตัิอนัมีค่า ไม่วา่จะไปที่แห่ง ไหนก็จะพาไปด้วยเสมือนหนึ่งเป็ นเงาตามตัวและยังนึกต าหนิในใจว่า “ฝ่ายแป้งฮู่งน้ันมีสิ่งดีๆอย่างน้ีแลว้ ยงัมูจ้กัเล้ียงให้ดีปล่อยให้หนีมาอยู่กบัตนเองได้คราวน้ีตนได้โล่งช้วนมาช้วยคุม้กนั ไม่จา เป็นที่จะต้องมี ทหารมาคอยอารักขาอีกแล้ว” กู๋ ฮู่งได้ปล่อยปละละเลยราชกิจในส านักไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร มัวแต่ดื่มเหล้ากับนางสนมใน พระราชวงัของตนเองจนเมามายและเมื่ออิ่มแลว้จึงเดินทางกลบัพร้อมกบั โล่งชว้น โล่งชว้นเองก็นึกในใจ วา่ นี่ก็จะถึงกา หนดที่ไดร้ับปากไวก้บัแป้งฮู่งแลว้คิดไดด้งัน้นัและเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่ไม่มีทหารซักคนจึง กระโดดกดัคอของกู๋ฮู่งจนขาด และคาบไวว้่ายน้า ขา้มทะเล7 วัน 7 คืน เมื่อไปถึงที่ประตูเมืองหมอบอยู่หน้า ประตูยามเฝ้าประตูเมืองจึงเรียกให้แป้งฮู่งมาดูเมื่อแป้งฮู่งเห็นดงัน้นัก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ตนเองไม่ตอ้งสู้รบ แต่กลบั ไดร้ับชยัชนะ จึงไดจ้ดังานฉลองความส าเร็จน้ีโดยต้งัโต๊ะเรียกประชาชนและเหล่าขา้ทาสบริวาร มาร่วมดื่มฉลองกัน และแป้งฮู่งได้จดัต้งัโต๊ะตวัหน่ึงให้กับ โล่งช้วน (ตาอง) แต่โล่งช้วนไม่ยอมข้ึนโต๊ะ รับประทานอาหารเมื่อแป้งฮู่งเห็นดงัน้ันจึงไดป้รึกษากบัเหล่าขุนนางว่าทา ไมโล่งช้วนไม่ยอมทานอาหาร หรือโล่งช้วนเกิดความไม่พอใจในเรื่องอะไร? ขณะน้นั ไดม้ีชายแก่คนหน่ึงนึกข้ึนมาไดว้่าเมื่อก่อนไดพู้ดว่า “ถ้าใครสามารถน าหัวของกู๋ฮู่งมาได้ตนจะยอมยกลูกสาวให้และจะแบ่งทรัพย์สมบัติและข้าทาสบริวารให้


11 ปกครองครึ่ งหนึ่ง” เมื่อแป้งฮู่งไดย้ินดงัน้นัจึงนึกข้ึนไดแ้ละไดพู้ดว่า “ถา้เป็นเรื่องน้นัก็ขอให้ข้ึนโต๊ะอาหาร ซะ” เมื่อโล่งชว้นไดย้ินดงัน้นัจึงไดข้้ึนไปนงั่บนโต๊ะและรับประทานอาหาร เมื่อแป้งฮู่งเห็นดงัน้นัจึงไดรู้้ว่า เป็นเรื่องน้ีแน่นอนเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแลว้กษตัริยซ์ ่ึงตรัสแลว้ยอ่มไม่คืนคา จึงไดท้า การจดั งานแต่งงานให้กับโล่งช้วนกับลูกสาว แต่แป้งฮู่งนึกรู้สึกละอายใจที่ลูกสาวของตนเองซึ่งเป็ นคนสวยและ ฉลาด เป็ นถึงลูกกษัตริย์ แต่ต้องมาแต่งงานกับโล่งช้วน คนจะต้องนินทาและดูถูกแน่ๆ และลูกสาวจะต้อง อายไม่กลา้สู้หน้าผูค้น ดงัน้ันจึงไดท้า ผา้คลุมหน้าเจา้สาวไว้และไดเ้กณฑ์สาว ๆ ในพระราชวงัที่มีรูปร่าง หนา้ตาคลา้ยกบัลูกสาวของตน ท้งัหมดออกมาแต่งกายเส้ือผา้เหมือนกนัคดัมาได้10 คน ใหท้ ้งัหมดมานงั่อยู่ ขา้งนอกและให้ขา้ราชบริวารทุกคนออกมาช้ีว่าคนไหนเป็นลูกสาวคนที่3 ของตน แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถช้ี ตวัไดถู้กตอ้ง หากโล่งชว้นช้ีถูกคนไหนก็จะให้แต่งงานกบัคนน้นัทนัทีดงัน้นัจึงเรียกโล่งชว้นมาดูโล่งช้วน จึงได้ใช้จมูกดมไปตามเท้าของแต่ละคนไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะหาสัญลักษณ์ที่ได้บอกกับตากู๋ไว้ ดูไปเรื่อยๆจน เจอไฝ 1 เม็ด ที่หนา้แขง้จึงไดใ้ชป้ากงบัชายเส้ือของลูกสาวแป้งฮู่งไวแ้ลว้ดึง 2-3 คร้ัง เมื่อแป้งฮู่งเห็นดงัน้ัน จึงรู้ว่าไม่สามารถหลบหลีกได้แน่แล้ว และคิดในใจว่าโล่งช้วนตวัน้ีคงไม่ใช่สุนัขธรรมดาแน่และคงไม่ใช่ สุนัขของมนุษย์ ดงัน้นัจึงไดจ้ดังานแต่งงานให้แก่โล่งชว้นและลูกสาวของตนเองข้ึนเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน แป้งฮู่งสง สารลูกสาวของตนเอง จึงไดเ้ขียนหนงัสือเล่มหน่ึงข้ึนมาชื่อว่า “เกีย เซ็น ป๊ อง” (หนังสือเดินทาง) และแบ่ง ข้าทาสบริวารคอยติดตามรับใชแ้ละสามารถทา มาหากินบนผืนแผ่นดินไดโ้ดยไม่ผิดกฎหมายและไดแ้ต่งต้งั ลูกเขของตนเองเป็ น พ่าน ต๋าย โหว ซึ่งเป็ นแซ่แรกของเผ่าเมี่ยน คือ แซ่พ่าน และได้บอกว่าถ้าหากมีบุตรต้อง พามาใหแ้ป้งฮู่งต้งัชื่อให้เมื่อไดอ้า ลาแป้งฮู่งแลว้ก็นา บริวารท้งัหมดเข้าไปในป่ า ซึ่งไม่มีบ้านเมืองต้องท าการ โค่นลม้แผว้ถางป่าเพื่อสร้างบา้นเมืองข้ึนมาใหม่กระทงั่ภรรยาไดค้ลอดบุตรออกมา เป็นชาย 6 คน หญิง 6 คน ลูกชายท้งัหมดให้แต่งภรรยาเขา้บา้นและลูกหญิงท้งัหมดก็ให้แต่งสามีเขา้มาอยู่ในบา้นเพื่อช่วยกนัสืบ เช้ือสาย ดงัน้นัจึงเป็นที่มาของท้งั 12 แซ่ของเมี่ยน ดงัน้ี(แซ่จากหนงัสือเกีย เซ็น ป็อง) 1. โล่ห์เป้ียน (แซ่พ่าน) 2. โล่ห์เซ้ียม (แซ่เฉิ้น) 3.โล่ห์ตงั่(แซ่ต้งั) 4. โล่ห์เจ๋ว (แซ่จ๋าว) 5.โล่ห์แจ๋ง (แซ่เจิ้น) 6. โล่ห์ย่าง (แซ่ว่าง) 7. โล่ห์ฟูง (แซ่ฟุ้ง) 8.โลห์เจียว (แซ่เจียว) 9. โล่ห์ต้อง (แซ่ถาง) 10. โล่ห์รวย (แซ่รวย) 11. โล่ห์เจียง (แซ่จาง) 12.โล่ห์เหลย (แซ่ลี) ส าหรับความหมายของแต่ละแซ่น้นัเป็นคา บญัญตัิเฉพาะไม่มีคา แปลแต่ในประเทศไทยขณะน้ีมีการส ารวจ พบ 12 แซ่ บางแซ่ไม่ไดป้รากฏในเกียเซ็น ป็อง ดงัน้ี 1.โล่ห์เป้ียน (แซ่พ่าน) 2.โล่ห์เหลย (แซ่ลี) 3.โล่ห์ตงั่(แซ่เติ๋น) 4.โล่ห์เจ๋ว (แซ่จ๋าว) 5.โล่ห์ล่อ (แซ่ล่อ) 6.โล่ห์ย่าง (แซ่ว่าง) 7.โล่ห์ปู๋ ง (แซ่ฟุ้ง) 8.โล่ห์จ้นั (แซ่ชิ่น) 9.โล่ห์เลี่ยว (แซ่เลี่ยว) 10. โล่ห์สว้าว 11.โล่ห์ตวั๊ะ(แซ่ตวั๊ะ) 12.โล่ห์ท่าว (แซ่ท่าว)


12 วันหนึ่งตาอง (โล่งช้วน) นึกอยากจะกินเน้ือเลียงผาแต่ลูกหลานไปไร่กนัหมด ตาองจึงไดอ้อกมายงัที่หนา้ผา เพื่อไล่เลียงผา เลียงผาจึงวิ่งเขา้ไปในถ้า ตาองก็ไล่ตาม ส่วนเลียงผาเมื่อเขา้ไปในถ้า แลว้ก็รู้ว่าถูกติดตาม เมื่อ ตาองตามมาถึงปากถ้า ก็ทา เสียงข่มขู่เลียงผาจึงตกใจวิ่งออกมาและชนถูกตาอง (โล่งช้วน) ท าให้ตาองตกลง ไปในเหวและติดอยู่บนต้น “ตะจู้ง” (ต้นซ้อ) ที่หน้าผา เมื่อลูกหลานกลับมาจากท าไร่ก็ไม่เห็นตาอง จึงได้ ช่วยกนัออกตามหาจนพบรอยเทา้ของตาองข้ึนไปบนหนา้ผาและเห็นตาองติดอยู่บนตน้ตะจูง้ที่หนา้ผา จึงได้ ใหค้นวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากแป้งฮู่ง แป้งฮู่งเมื่อรู้จึงได้ถามถึงสาเหตุการตายของตาองว่าตายได้อย่างไร ลูกๆจึงเล่าใหฟ้ ังวา่ตายแลว้แต่ร่างกายไม่ถึงพ้ืนดิน คาอยบู่นตน้ตะจูง้ขา้งล่างมีกอไผ่1 กอรองรับไว้ แป้ง ฮู่งจึงบอกว่าถา้สถานที่ตายเป็นอย่างน้ันก็ให้เอาไมไ้ผ่น้ันมาทา เป็นขลุ่ย ตน้ตะจูง้ให้ตดัเอามาเป็นโลงศพ และถา้หากวิญญาณของตาองมีจริงคืนน้ีขอให้มีลมพายุช่วยพดัให้ตน้ตะจูงโค่นลงมาเพื่อให้ลูกหลานได้นา ร่างของตาองกลบัไปที่บา้นดว้ย และคืนน้นั ไดเ้กิดพายพุดัตน้ตะจูง้โค่นลงมา รุ่งเชา้ลูกหลานจึงไดน้า ร่างของ ตาองกลบัทา พิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลไปให้ตอนที่ตกลงมาน้นัมือขางหนึ่งของตาองไปเกาะต้นไม้ไผ่ต้นหนึ่ง ้ ไวแ้ละอีกขา้งหน่ึงก็ไปยนักบัอีกขา้งหน่ึงไว้แป้งฮู่งจึงพูดต่อวา่ควรตดัตน้ ไผน่้ีมาทา เป็น “จ๋าว” (ไม้เสี่ยง ทายใช้ในการประกอบพิธีกกรม) เพื่อที่จะน ามาเสี่ยงทายว่า “โล่งช้วน”อยากอยู่ที่ไหนก็จะได้บอกให้ ลูกหลานได้รับรู้ และใหเ้อาหนงัเลียงผามาทา เป็นกลอง เพื่อมาเคาะตีในงานพิธีศพใหแ้ก่โล่งชว้น ในอดีตน้นัถา้เลยจากพน้ราบข้ึนไป 3 ชิ (3ฟุต) ถือว่าเป็ นของเผ่าเมี่ยน ใครจะมาขับไล่อพยพต้อง หาไม้ไผ่จ านวน 3,000 ต้น ไม่มีข้อหรือป้องและยุงทอดแห้งจ านวน 2 โอ่ง และน าหนังสือ “เกีย เซ็น ป๊ อง” มาเป็ นหลักฐาน เมื่อเมี่ยนมีแค่ 12 แซ่เท่าน้นัซ่ึงถือวา่เป็นประชากรที่นอ้ยมาก ก็ไม่ตอ้งเสียภาษีหรือส่งส่วย หรือผลผลิตในแต่ละปี แต่เวลาจะข้ามทะเลหรือมหาสมุทรก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง (เก็บภาษี) ซึ่งได้รับการ ยกเว้นเป็ นกรณีพิเศษ การแบ่งช่วงตามอายุขัย ในสมัยเทพองค์ที่ 4 หรืออีกร่างทรงแบ่งอายุขัยของมนุษย์ไว้ 3 ช่วง 1. ช่วงแรกหรือ“จ่างย่วน” น้นัมนุษยแ์ต่ละคนน้นัจะมีอายนุานถึง 3,864 ปี ผู้ชายที่ต้องการจะ แต่งงานหรือมีครอบครัว (สมยัน้นั )ก็ตอ้งมีอายุ 354 ปีบริบูรณ์ส่วนผูห้ญิงน้นัจะตอ้งมีอายุ300 ปี บริบูรณ์ เท่าน้นัเพราะถา้อายตุ่า กวา่ที่กา หนดไวท้้งัชายหญิงจะถือวา่อายยุงัอ่อนอยยู่งัไม่สามารถที่จะมีครอบครัวได้ 2. ต่อมาอิว่างทรงเห็นว่าอายุ 3,864 ปีน้นันานเกินไปจึงลดหยอ่นลงมาอีกเป็นช่วงอายทุี่สอง หรือ “จงย่วน” ทรงเปลี่ยนอายุขัยเป็ น 364 ปีและชายหญิงจะครองเรือนได้น้ันต้องมีอายุครบ 100 ปี บริบูรณ์ เท่าน้นัเมื่อเสร็จช่วงที่สองแลว้ทรงเห็นวา่อายขุยัก็ยงัยาวนานไป 3. จดัช่วงที่สามข้ึน หรือ“ห่าย่วน” ในช่วงน้ีมนุษยก์ ็มีอายขุยั 124 ปีท้งัชายและหญิงจะแต่งงาน หรือมีครอบครัวไดก้็ต่อเมื่อท้งัสองมีอายุ60 ปีบริบูรณ์เมื่อสิ้นอายุของเทพองค์ที่ 4 หรืออีกร่างแล้วก็เกิด


13 เทพองค์ใหม่ข้ึนชื่อ“เม่งจิ้ว” ทรงเปลี่ยนโลกมนุษยใ์หม่อีกคร้ังโดยเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “หมวั่ะกิ๊ดนิ่น เกน” หมายถึงการเกิดสงครามโลก ซ่ึงเกิดจากมนุษยแ์ก่งแย่งกนัเป็นใหญ่โลกมนุษยก์ ็เลยกลายเป็นโลก ธรรมดา ดังเช่นปัจจุบัน ไม่มีเทพ (เทวดา) มาคอยคุ้มครองหรือปกครองมนุษย์ แต่จะเป็ นมนุษย์ปกครอง มนุษย์หรือที่เรียกว่า “พระมหากษัตริย์ปกครองลูกเมือง” หลงัจากน้นัก็เขา้สู่ 4. “ยุ่นมิ่น” หรือเริ่มแรกของสมยัที่“เม่งจิ้ว” ทรงเปลี่ยนโลกและต้งัอายขุยัของมนุษยไ์วว้า่ “มนุษย์จะมีอายุขัยเพียง 60 ปีเท่าน้ัน ชายจะมีครอบครัวได้ก็เมื่ออายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ และหญิงจะมี ครอบครัวได้ก็เมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์เท่าน้นั ในปีน้ีก็ไดเ้กิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “บยงู้ซุย้อิ๋ม” หรือน้า ท่วมโลก น้า ท่วมโลกในคร้ังน้นัทา ใหม้นุษย์เหลือเพียงสองพี่นอ้ง พี่ชายชื่อฝเุฮและนอ้งสาวชื่อเจย้หมุ่ย ท้งัสองรู้สึก วา่ โลกน้ีช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ไม่มีมนุษยอ์ยสู่ ักคนเลย ท้งัสองจึงช่วยกนัคิดวา่จะทา อยา่งไรจึงจะเกิดมนุษย์ อยู่บนโลก ไดแ้ต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกจะให้ท้งัสองเป็นสามีภรรยากนัก็คงเป็นไปไม่ไดเ้พราะว่าเป็นพี่ น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นน้นัแลว้ท้งัสองคนก็ตดัสินใจที่จะออกเดินทางเพื่อท่องโลก เผื่อวา่จะมีมนุษยห์ลงเหลือ อยบู่า้ง ท้งัสองจึงเดินทางไปเรื่อยๆ จนเจอกบัเต่าตวัหน่ึง จึงไดถ้ามเจา้เต่าตวัน้นัวา่ “เจอคนบ้างไหม?” เจ้าเต่าก็ตอบว่า “ตนน้ันไม่เห็นมีมนุษยเ์ลยซักคน และบอกว่าตนน้ันได้ท่องมาทวั่โลกแลว้แต่ไม่เห็นมี จริงๆ” แต่ท้งัสองพี่นอ้งก็ไม่เชื่อ และบอกกบัเจา้เต่าว่า “เจา้น่ะขาส้ันก็เดินชา้จะท่องมาทวั่โลกไดอย่างไร ้ ” เมื่อเจา้เต่าเห็นว่าท้งัสองไม่เชื่อก็บอกให้ท้งัสองใชไ้มเ้ทา้เหล็กที่ใชเ้ดินทางมาดว้ยน้นัทุบตนเองออกเป็น 12 ส่วน แลว้เดินทางต่อไป ถา้เจอผคู้นแลว้ละก็ไม่ตอ้งกลบัมาต่อตนเองอีก แต่ถา้ไม่เจอผคู้นเลย ท้งัสองจะตอ้ง กลับมาต่อตนเองให้เหมือนเดิมอีก หลังจากน้ันท้ังสองพี่น้องก็ออกเดินทางไปแสวงหาผู้คนเรื่อยๆ จนกระทงั่ ไมเ้ทา้เหล็กยาว 12 ศอก ส้ันจนเหลือแค่1 คืบเท่าน้นัท้งัสองจึงไดก้ลบัมายงัที่เดิมเพื่อต่อเจา้เต่า ใหเ้หมือนเดิมอีก เมื่อ ต่อเสร็จเรียบร้อยแลว้เจา้เต่าก็บอกกบัท้งัสองวา่ “ท้งัสองคนจะตอ้งแต่งงานกนัเพื่อให้ มีลูกหลานสืบทอดกันต่อไป” ท้งัสองจึงจา เป็นตอ้งเป็นสามีภรรยากนัจนกระทงั่เจย้หมุ่ยต้งัครรภแ์ละก็คลอดออกมาลูกที่เจย้หมุ่ย คลอดออกมาน้นั ไม่ใช่คนแต่เป็นฟักเขียว มีอยู่คืนหน่ึงเจย้หมุ่ยก็ฝันเห็นเทพมาบอกว่าให้ผ่าฟักเขียวแลว้เอา เมล็ดหว่านข้ึนบนเขาเอาเน้ือฟักเขียวหวา่นลงในที่ราบ ก็จะเกิดเป็นมนุษยข์้ึนมารุ่งเชา้เจา้หมุ่ยจึงผ่าฟักเขียว ออกมาและไดบ้อกใหฝ้เุฮเอาเมลด็ไปหวา่นข้ึนบนเขา เอาเน้ือฟักหวา่นลงที่ราบลุ่ม ในระหว่างการเดินทางน้นัฝุเฮไดส้ะดุดกอ้นหินลม้ลงไปและไดล้ืมสิ่งที่เจย้หมุ่ยสั่ง เมื่อไปถึงที่ไร่ก็นา เมล็ด น้นัหวา่นลงที่ราบ และเอาเน้ือฟักหวา่นข้ึนบนดอย พอกลบัมาเจย้หมุ่ยถามและรู้วา่ ฝเุฮไดท้า สลบักบัที่ตนเอง ได้บอกไว้ จึงได้บอกให้ฝุเฮพูดอวยพร ฝุเฮจึงได้พูดว่า “คนบนดอยมีน้อย ขอให้อยู่อย่างมีค่า คนที่ราบมีมาก ขอให้อยู่อย่างไร้ค่า ฆ่าฟันกันเอง” จนกระทงั่ถึงปี“เหยี่ยนหมาว” (เสือ)ก็เกิดภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งเกิดนานถึง 2 ปี ผู้คนท าไร่ไม่ได้ เลยในตลอด 2 ปีน้นั จึงท าให้ผู้คนไม่มีข้าวที่จะกินก็เลยน าเอาฟากที่ใช้มุ้งยุ้งข้าวของตนเองมาต้มดื่มแทน


14 ข้าว เพราะต้นไม้ก็แห้งจนใบไม้ร่วงหมดจนกลายเป็ น “เดี๋ยวโคว คงาย” (ต้นไม้ตาย) ต้นไม้แห้งจนติดไฟเอง ผคู้นจึงยา้ยจากหนานกิง (แหล่งกา เนิดของอิ้วเมี่ยน)ขา้มน้า ทะเลเพื่อยา้ยไปอยอีกเมืองโดยใช้เรือล าใหญ่ข้าม ู่ น้า เป็นเวลานานถึง7 วัน 7 คืน แต่กระน้นัก็ยงัไปไม่ถึงฝั่งก็เกิดลมพายฝุนขนาดใหญ่ข้ึน ผูค้นในเรือเกรงว่า จะจมน้า ตายกนัหมดเรือจึง “โฮ้วเมี่ยน” (บนบานเทพเจา้เรือเหล่าเทวดา) เพื่อให้คุม้ครองผูค้นในเรือลา น้นั หลังจากบนบานแล้ว 3 วัน พายุฝนก็สงบลงทุกคนก็ถึงฝั่งอยา่งปลอดภยั โดยไปปักหลกัอยทู่ ี่จางตงและไป อยทู่ ี่เชาเจียวในตอนแรกทุกคนยงัไม่มีสัตวเ์ล้ียงจึงไปช่วยกนัล่าสัตว์(หมูป่า) เพื่อมาใชใ้นการแกบ้น การเดินทางจากจีนสู่ประเทศไทย (รศ.เหยาซุ่นอนั) ชาวเย้าเผ่าเมี่ยนเดิมมี 12 สกุล เส้นทางอพยพของสกุลใหญ่ๆ จะรู้จากเส้นทางอพยพของชาว เย้าเผ่า “เมี่ยน” ท้งัหมด ในหนงัสือ“หนทางลงจากภูเขาของบรรพชน 12 สกุล” ที่ต าบลจงเหอเซียง อ าภอ ปกครองตนเองชนชาติเยา้เจียงหัว มณฑลฮูหนาน เอกสารเก่าแก่น้ีบันทึกไวว้่า ถิ่นเดิมของชาวเยา้อยู่ที่ “หนานไห่ผูเฉียวโถว” จากต านานชาวเย้าบางเผ่าที่อาศัยอยู่ตอนใต้ของทะเลสาบต้งถิงหู ก็มีเล่าว่า บรรพชน ของพวกเขายา้ยมาจากผูเฉียวโถวแถบฝั่งเหนือของทะเลสาบตง้ถิงหูจึงพอสันนิษฐานได้ว่า “หนานไห่” น่าจะหมายถึงทะเลสาบต้งถิงชาวเย้า 12 สกุลน้ีคงจะขา้มทะเลสาบอพยพลงมาสู่ภาคใตจ้ากหนังสือ “ประวัติ ความเป็นมาของบรรพชนสกุลตั่ง” หนังสือ “ต้นตระกูลและความเป็นมาของสกุลตั่ง” หนังสือเพลง “จดหมายจากไหหลา แต่เก่าก่อน” เหล่าน้ีเป็นหลกัฐานซ่ึงกนัและกนัสามารถจะลากเส้นแสดงทิศทางอพยพ ของชาวเยา้สกุลตงั่ออกไดด้งัน้ี เซียนเจียต้ง (ฮูหนาน) → เล่อชาง (กวางตุ้ง) → อ าเภอเฮ่อเซี๋ยนในผินเล่อฝู่ (กวางสี) หลิ่วโจว(กวางสี) จาวผิง (กวางสี) ลี่ฝู่ (กวางสี) ฟูชวน(กวางสี) ซันเจียงและหยงเซียน(กวางสี) → หลอเฉิง(กวางสี) → เทียนอ๋อ(กวางสี) เวียดนาม เหอโข (หยุนหนาน) เหวินซัน (หยุนหนาน) เถียนหลิน(กวางสี) ลาว → ไทย สกุลตงั่เป็นสกุลใหญ่ในกลุ่มเยา้เผา่เป้ียน เส้นทางอพยพของชาวเยา้สกุลตงั่จะแสดงเส้นทาง อพยพของชาวเยา้เป้ียนไดโ้ดยทวั่ ไป นอกจากน้ีแลว้จากบทเพลง “เจี๋ยวจุก๋อ” เป็นบทเพลงที่เขียนเช้ือเชิญให้คนในสกุลเดียวกนัอยู่ ร่วมกันที่เวียดนาม มีเนื่อเพลงว่า “กลุ่มเมฆสีด าลอยฟ่ องฟ้า ชนราชวงศ์ใหญ่ไปตังเกี๋ย


15 ทางไปมีแต่เศร้าอาลัย ความเศร้าอาลัยใครรู้ถึง จับทางไปสู่ผิงเล่อฝู่ เดินผา่นเซียงเจาถึงหลิ่วเจา ขา้มท่าที่หลิ่วเจา เรือใหญ่ถ่อไปไม่รู้เศร้า ผ่านอีกหนึ่งเจาสองอ าเภอ ผ่านเมืองไหลปิ งเมืองเซียงเจียง ข้ามท่าที่หลงหู่ ไปถึงเถียนเจาไกลสุดแสน ผ่านเขตเถียนเจาเข้าป๋ อเล้อ เห็นถนนน้อยใหญ่ทันสมัย พอผ่านเขตกวางสี ผ่านแดนป่ ออ้ายเห็นหยุนหนาน ทางเดี่ยวเที่ยวไปถึงฟู่ ชวน ถนนหมาตรอกไก่ถึงกาเจ ไปถึงโถวถางลู่ ไคฝู่ อยู่ตรงหน้า ผ่านตึกซีเมนต์ไปสามห้อง ผ่านหรดีใหญ่คือหรดีเล็ก พอถึงปากน้า หรดีน้า ป่าหลากหลายจนเตม็ท่า กลุ่มเมฆสีด าลอยฟ่ องฟ้า ต้งัหลกัอยู่ณ วนั่เหยยีซนั จากหนังสือส าคัญที่เรียกว่า “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย” ซึ่งชาวเย้าแซ่จิวเก็บรักษาไว้ดูเส้นทางอพยพ ของชาวเยา้เผ่าเป้ียน “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กว้าซันปั่ง” หรือ “เกีย เซ็น ป๊ อง” เป็ น หนงัสือเดินทางขา้มเขตเขา เป็นเอกสารเก่าแก่ที่คุม้กนัสิทธิเสมอภาคของชาวเยา้ถือหนงัสือเดินทางน้ี ติดตัวไว้จะได้รับการอนุมตัิจากขุนนางประจา ทอ้งถิ่นให้ทา การเพาะปลูกในเขตเขาไดต้ามใจชอบ ชาว เยา้จะอพยพไปไหนก็ตอ้งติดหนงัสือส าคญัน้ีไปดว้ย ชาวเยา้เผ่าเมี่ยนติดหนังสือเดินทางน้ีอพยพจากอู หนานไปกวางสีเข้าสู่แดนหยุนหนาน กุ้ยโจวแล้วก็อพยพต่อไปจนถึงประเทศเวียดนาม ลาว และ ประเทศไทย ที่น่าท่ึงที่สุดก็คือในหมู่ชนชาวเยา้เผา่เมี่ยนที่อาศยัอยตู่ามทอ้งถิ่นต่างกนัจะพบหนงัสือ “ผิง หวงเชวี่ยนเตี๋ย” ที่มีเน้ือหาคลา้ยกนัและลงวนัเดือนปีเดียวกนั “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย”ลงปีรัชกาลจิ่งติ้งที่ หนึ่ง ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 1260 ทางบกน้นัอพยพจากฮูหนานไปที่อา เภอล่อชาง มณฑลกวางตุ้งแล้วผ่านเขต ชาหลอต้ึงเขา้สู่ขุนเขาสิบหมื่น แลว้จึงอพยพต่อไปถึงประเทศเวียดนาม ลาวและประเทศไทย ทางน้า ตอ้งโดยสารเรือออกจากฮกเก้ียนไปที่มงัเจ ชิงฮวั่ “ชาวเย้าเผ่าต้าป่ าน” บางถิ่นเรียกวา่บา้นกางเกงขาส้ัน หรือบ้านกางเกงทรงแคบ พวกเขานั่งเรือไปสู่มังเจในเวียดนามพร้อมกับชาวเยา้เผ่าหลันเต้ียน ที่ฝู เจ้ียนหรือฮกเก้ียน (หลนัเต้ียน หมายถึง สีคราม) ชาวเยา้เผา่เป้ียนที่เรียกวา่เยา้กางเกงทรงแคบ และเยา้เผา่ จิ่น น้นัขา้มทะเลจากกวางตุง้ไปถึงกวางอนัแลว้ยา้ยต่อไปสู่ทอ้งถิ่นต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ระยะเวลาที่อพยพและสาเหตุของการอพยพ หนังสือ “เหลยีงซู” บันทึกไว้ว่า สมัยราชวงศ์ใต้-เหนือ ในเขตหลิงหลิง มณฑลฮูนานมีบรรพชน ชาวเย้าที่รียกว่า “ม่อเย้า”อาศัยอยู่สมัยราชวงศ์สุ่ย ก็ปรากฏว่ามีพวก “ม่อเย้า”กระจายกันอยู่ในเขตเหนือ


16 ของกวางตุ้ง ละเขตเหนือของกุ้ยหลิน มาถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่กวางสีเขต 5 อ าเภอในเจียงฝู่ เชื่อมติดกับเขต แดนของชาวเยา้อา เภอเหล่าน้ีคือ ชิงอนัหลิงชวน หลิงกุย้อ้ีหนิงและกู่เซี่ยน ชาวเยา้ในกวางตุง้น้นันอกจาก พวกที่อาศัยอยู่ในเหลียนโจวและสาวโจวแล้ว ล้วนอพยพไปอยู่เกาโจวเหลยโจว ฮั่วโจว และเต๋อชิงโจว จนถึงสมันราชวงศ์หยวน ชาวเย้ากระจายกันอยู่ตามเขตจังหวัดและส่วนมากในกวางสี กวาตุ้งแล้ว มีชาวเย้า จ านวนหนึ่งอพยพเข้าไปในหยุ่นหนาน ชาวเย้าอพยพเข้ากุ้ยโจวสมัยราชวงศ์หมิง ราวศตวรรษที่ 15-16 ชาว เยา้เผา่เป้ียนอพยพเขา้สู่ภาคเหนือของเวียดนามและอพยพเขา้ไปในไทยราวร้อยกวา่ ปีมาน้ีเอง การอพยพเข้ามาในประเทศไทย 1. กลุ่มเชียงราย-น่าน เป็นที่เชื่อกนัวา่กลุ่มน้ีเป็นกลุ่มแรกที่ยา้ยถิ่นเขา้มาอยใู่นประเทศไทย นักวิชาการส่วนใหญ่มักจะอ้างตาม ดร.ชอบ คชาอนันต์ ที่กล่าววา่นายจนั่ควน แซ่เติ๋น เป็นผนู้า ชาวเขาเผา่เมี่ย นกลุ่มแรกเข้ามาอยู่ในประเทศไทย (ชอบ, 2512 หน้า 1) และนับถึงปี พ.ศ. 2543 เป็ นเวลา 163 ปี มาแล้วแต่ จากหนงัสือบนัทึกการโยกยา้ยของ นายจ้ียมจนั๋แซ่จ๋าวกล่าววา่นายเวิ่นเฟย แซ่ลีซ่ึงเป็นตาของตนไดย้า้ยเขา้ มาอยู่ในจังหวัดน่านเมื่อปี พ.ศ. 2397 เมื่อเขา้มาอยใู่นเขตจงัหวดัน่านหน่ึงปีจึงส่งข่าวให้นายจนั่ควน แซ่เติ๋น ทราบ นายจนั่ควนจึงไดต้ิดต่อกบัเจา้เมืองน่านขอเขา้มาทา มาหากินในเขตจงัหวดัน่าน ตอนเหนือสันดอยจิ ดอยน้า โมง ดอยผาช้างน้อย ดอยผาจิดอยผาลม (ในเขตจงัหวดัพะเยาปัจจุบนั ) ตลอดไปจนถึงขุนน้ าลาว เชียงค า เทิง เชียงของ (เขตอ าเภอเชียงค า เทิง และเชียงของ จังหวัดเชียงราย) โดยต้องเสียค่าบรรณาการเป็ น เงินและของป่ ามากมายและได้มีการตกลงกันเป็ นลายลักษณ์อักษรด้วย ต่อมา นายจนั่ควน แซ่เติ๋น ก็ไดร้ับ การแต่งต้งัจากเจา้เมืองน่านใหเ้ป็นพญาคีรีศรีสมบตัิปกครองเมี่ยนในเขตพ้ืนที่ดงักล่าว โดยมีศูนยก์ลางอยทู่ ี่ ดอยผาชา้งนอ้ย ซ่ึงอยู่ทางทิศตะวนัออกของอา เภอปงจงัหวดัเมี่ยนในปัจจุบนั ปกครองอยู่ที่นนั่ ไดป้ระมาณ 41 ปีจึงยา้ยมาต้งหมู่บ้านที่ดอยภูลังกา ั เมี่ยนกลุ่มเชียงราย-น่าน ส่วนใหญ่จะเป็นเมี่ยนแซ่เติ๋น รองลงมามีแซ่พาน แซ่ฟุ้ง จากการศึกษาหนังสือ “โช้ว โต้ว” ซึ่งเป็ นหนังสือบันทึกที่ฝังศพของบรรพบุรุษของชาวบ้านและจากค าบอกเล่าของผู้อาวุโส พบว่า เมื่อ 15 รุ่นที่ผา่นมาน้นัเมี่ยนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่มีถิ่นฐานอยใู่นมณฑลกวางสีประเทศจีน และไดท้า มาหากินใน ที่ต่างๆของมณฑลกวางสีประมาณ 3-6 รุ่น ต่อจากน้ันไดย้า้ยมาทา มาหากินอยู่ในที่ต่างๆของมณฑลยูนาน ประมาณ 2-6 รุ่น แลว้จึงยา้ยถิ่นเขา้มาในประเทศเวียดนามและประเทศลาว ส่วนใหญ่จะยา้ยถิ่นผา่นประเทศ เวียดนาม แต่อยู่ทา มาหากินในเวียดนามไม่นานนัก จากน้ันก็ยา้ยเขา้สู่ประเทศลาว และอยู่ทา มาหากินใน ประเทศลาวประมาณ 4-6 รุ่น เมี่ยนกลุ่มน้ีไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 4-5 รุ่นที่ผ่านมา โดยย้าย ถิ่นเขา้มาตามเส้นทางต่างๆ โดยเริ่มเขา้มาทางเหนือของจงัหวดัน่านก่อน ตลอดแนวชายแดนไทย-ลาว ถึง เขตอา เภอเชียงของ จงัหวดัเชียงราย ในปัจจุบนัน้ีเมี่ยนกลุ่มน้ีกระจายอยใู่นเขตอา เภอแม่จนั (บางหมู่บา้น)


17 อ าเภอเชียงของ อ าเภอเทิง จังหวัดเชียงราย อ าเภอเชียงค า จังหวัดพะเยา (เกือบทุกหมู่บ้าน เขตอ าเภองาว จังหวัดล าปาง (บางหมู่บ้าน) อ าเภอคลองลาน จังหวัดก าแพงเพชร (บางหมู่บ้าน) อ าเภอศรีสัชนาลัย จังหวัด สุโขทัย (บางหมู่บ้าน) ลกัษณะการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ีแตกต่างกบักลุ่มอื่นๆคือ ผูห้ญิงเมี่ยนกลุ่มน้ีจะใช้ผา้สีแดงมดัผมก่อน แลว้จึงใชผ้า้โพกหวัพนัรอบๆ หวัตามแนวนอน ส่วนปลายผา้โพกหวัท้งัสองขา้งน้นัจะเสียบต้งัข้ึนมาคลา้ยหู กระต่าย ส่วนกางเกงของผูห้ญิงน้ันจะนิยมใชไ้หมสีแดงปักลายประดิษฐ์มากกว่าสีอื่น จึงทา ให้มองเห็น ลายประดิษฐ์บนกางเกงน้นัเป็นสีแดงเด่นสะดุดตา 2. กลุ่มดอยอ่างขางจากคา บอกเล่าของ นายจนั่ควรแซ่เติ๋น คนที่อยอู่า เภอเทิง ซ่ึงเป็น ญาติของพญาคีรีศรีสมบตัิกล่าวว่า เคยไดย้ินพ่อของตนบอกว่า ก่อนหนา้ที่พญาคีรีศรีสมบตัิไดย้า้ยถิ่นเขา้ มาอยู่ในประเทศไทยสักเล็กนอ้ยน้นันายเย่าเฟย แซ่เติ๋น หรือเฟ้ียฝาง ไดน้า เมี่ยนกลุ่มหน่ึงยา้ยถิ่นเขา้มาใน ประเทศไทยทางอา เภอเชียงของ จงัหวดัเชียงราย จากน้นั ไดเ้คลื่อนยา้ยไปต้งัถิ่นฐานในบริเวณดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ นายจ้อยโจว แซ่พ่าน ยืนยันว่าตนเองก้เคยได้ฟัง นายรามัน แซ่พ่าน (อดีตผู้ใหญ่บ้านคน แรกของบา้นปางควาย อา เภอฝาง จงัหวดัเชียงใหม่) เล่าว่า นายเย่าเฟย แซ่เติ๋น นายอุ่งหว่าง แซ่พ่าน (บิดา ของนายรามนั ) ไดย้า้ยถิ่นมาจากประเทศลาวผ่านทางอา เภอเชียงของพร้อมกนัแต่นายเย่าเฟยแซ่เติ๋น ไดน้า เมี่ยนจา นวนหน่ึงไปต้งัถิ่นฐานบริเวณดอยหมากหินกอง ประเทศพม่า ส่วนนายอุ่งหว่าง น้นั ไดน้า เมี่ยนอีก กลุ่มหน่ึงมาต้งัถิ่นฐานในบริเวณดอยอ่างขาง ต่อมาเมี่ยนที่อยู่ในเขตประเทศพม่าก็ไดย้า้ยถิ่นฐานกลับมาอยู่ บริเวณดอยอ่างขาง นอกจากน้ีแลว้นายแซ่งเอี๋ยน แซ่พ่าน ก็ไดก้ล่าวว่า บรรพบุรุษของตนเคยอยู่ในบริเวณ ดอยอ่างขางมาแล้วประมาณ 3 รุ่น หรืออย่างน้อย 120 ปี และมีเมี่ยนบางส่วนเคยอยู่ในเขตประเทศพม่ามา ก่อน จากขอ้มูลเหล่าน้ีพอจะสรุปไดว้่า เมี่ยนกลุ่มดอยอ่างขางน้ีไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศทางอา เภอเชียงของ ในช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับเมี่ยนกลุ่ม เชียงราย-น่าน คือประมาณ 132 ปี เมื่อ พ.ศ. 2412 และไดเ้ริ่มต้งัถิ่น ฐานในบริเวณดอยอ่างขางบริเวณใกลเ้คียงท้งัในเขตประเทศไทยและประเทศพม่า (พ.ศ.2380) จากน้นัเมี่ย นกลุ่มน้ีก็ไดเ้คลื่อนยา้ยกระจายตวัไปยงับริเวณห้วยชมพูดอยผาล้งัดอยยาว จงัหวดัเชียงราย ในปัจจุบนั น้ีเมี่ยนกลุ่มน้ีกระจายตวัอยใู่นบริเวณอา เภอฝางอา เภอแม่อายจงัหวดัเชียงใหม่อา เภอเมืองจงัหวดัเชียงราย และบ้านหนองแว่น อ าเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมี่ยนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแซ่พ่าน แซ่จ๋าวแซ่เติ๋น ลกัษณะการแต่งกายเมี่ยนกลุ่มน้ีแตกต่างกบักลุ่มแรก คือผูห้ญิงจะโพกหัวไขวก้นัเก็บชายผา้ท้งัสองดา้นและมีลายปักดอกเป็นดอกใหญ่ที่ผา้โพกหัว ส่วนกางเกง ผูห้ญิงน้นัจะใชไ้หมสีต่างๆ ปักลวดลายสลบักนั ไม่เน้นสีใดสีหน่ึงเหมือนกบักลุ่มแรกที่ใช้สีแดงมากกว่าสี อื่น ส าหรับการเคลื่อนยา้ยของเมี่ยนกลุ่มน้ีก่อนเขา้สู่ประเทศไทยน้ันไม่สามารถจะคน้ควา้ได้เพราะส่วน ใหญ่จะไม่ค่อยใหค้วามสา คญัแก่หนงัสือโชว้ โตว้ (หนงัสือบนัทึกที่ฝังศพของบรรพบุรุษ) และมีส่วนนอ้ยที่ สามารถอ่านและเขียนภาษาจีนได้


18 3. กลุ่มเชียงรายตอนบน เมี่ยนกลุ่มน้ีไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศไทยคร้ังแรกเมื่อประมาณ 107 ปี ที่ แล้วมาโดยนายหว่านเซ็ง แซ่จ๋าว ได้น าประมาณ 60 ครอบครัว เขา้มาต้งัถิ่นฐานอยใู่นบริเวณบา้นน้า คา และ ห้วยกว้าง เขตอ าเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และบริเวณดอยหลวง เขตอ าเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่ง เป็นเขตแดนติดต่อกบับริเวณน้า คา แลว้ห้วยกวา้ง ต่อมาในปีพ.ศ. 2488 หรือ 74 มาแล้ว นายเล่าหลู่ฟิ น แซ่ พ่าน ได้น าเมี่ยนประมาณ 160 หลงัคาเรือนยา้ยถิ่นเขา้มาต้งัถิ่นฐานที่บา้นเล่าสิบ บา้นผาเดื่อ และบา้นเลา ชีก๋วย เขตอ าเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมี่ยนท้งัสองกลุ่มดงักล่าวน้ีต่างก็ยา้ยถิ่นมาจากบริเวณน้า เกิง และน้า คาแขวงห้วยทราย ประเทศลาว เมื่อไดต้้งัถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณดงักล่าวแลว้ก็มีเมี่ยนบางส่วนยา้ย ไปอยู่ที่อื่น ในปัจจุบนัน้ีเมี่ยนกลุ่มน้ีได้ต้งัหมู่บา้นกระจายอยู่ในเขตอา เภอแม่จนั (เกือบทุกหมู่บ้าน) เขต อ าเภอเชียงแสน (บางหมู่บ้าน) จังหวัดเชียงราย เขตอ าเภอวังเหนือ (บ้านผาช่อ) (บางหมู่บ้าน) อ าเภองาว (บ้านบ่อสี่เหลี่ยม) (บางหมู่บ้าน) จังหวัดล าปาง เขตอ าเภอคลองลาน (บ้านคลองเตย) (เกือบทุกหมู่บ้าน) จังหวัดก าแพงเพชร) และเขตอ าเภอพบพระ จังหวัดตาก เมี่ยนกลุ่มเชียงรายตอนบนน้ีส่วนใหญ่เป็นเมี่ยนแซ่ลีแซ่จ๋าวแซ่พ่าน แซ่ฟุ้งและแซ่เติ๋นตามลา ดบั ส่วนการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ีมีลกัษณะคลา้ยกับเมี่ยนกลุ่มดอยอ่างขาง จากหนังสือ “โช้ว โต้ว”ของ เมี่ยนกลุ่มน้ีบางคน และจากคา บอกเล่าของนายซานก๋วยและจากการศึกษาของ Peter Kendre พบว่า เมื่อ 12 รุ่นคนที่ผ่านมาเมี่ยนกลุ่มน้ียงัมีถิ่นฐานอยู่ในมณฑลกวางตุง้ซ่ึงแสดงว่า เมี่ยนกลุ่มน้ีได้ยา้ยถิ่นออกจาก มณฑลกวางตุ้งหลังจากเมี่ยนกลุ่ม เชียงราย-น่าน ประมาณ 3 รุ่น จากมณฑลกวางตุง้ไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่มณฑล กวางสี มณฑลยูนาน และเขา้สู่ประเทศลาวและไทยแต่มีบางกลุ่มที่ยา้ยถิ่นจากประเทศลาวเขา้สู่ประเทศ พม่าแลว้ยา้ยกลบัเขา้สู่ประเทศลาวก่อนจึงเคลื่อนยา้ยเขา้สู่ประเทศไทย 4. กลุ่มผู้หนีภัยสงคราม เมี่ยนกลุ่มน้ีเป็นเมี่ยนที่ยา้ยถิ่นเขา้มาเป็นกลุ่มสุดทา้ยหลงัจากที่สงคราม ในประเทศเวียดนามและประเทศลาวได้ยุติลง เมี่ยนผู้หนีภัยสงครามกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมีประมาณ 80 กว่า หลงัคาเรือน ซ่ึงไดอ้พยพและเขา้มาต้งัถิ่นฐานอยู่ที่บา้นขุนบง ต.ปงน้อย อ.แม่จัน จ.เชียงราย ต าบลตาฟาง อ.เมืองสิงห์แขวงน้า ท่า ประเทศลาว เมี่ยนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่เป็นเมี่ยนแซ่จ๋าว จากหนงัสือ โชว้ โตว้ของเมี่ยนบางคน พบว่า เมื่อ 15 รุ่นที่ ผ่านมาเมี่ยนกลุ่มน้ีมีถิ่นฐานและทา มาหากินอย่ในมณฑลกวางตุง้และหลงัจากน้นั ไดย้า้ยเขา้สู่มณฑลยนูาน และไดเ้ขา้สู่ประเทศลาวก่อนที่จะอพยพล้ีภยัเขา้สู่ประเทศไทย จากขอ้มูลพอสันนิษฐานไดว้่า เมี่ยนกลุ่มน้ี ได้ย้ายออกจากมณฑลกวางตุ้งภายหลังเมี่ยนกลุ่มเชียงราย-น่าน และกลุ่มเชียงรายตอนบน และไม่เคยมีถิ่น ฐานอยใู่นประเทศเวียดนามและประเทศพม่ามาก่อน


19 ลักษณะการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ีแตกต่างกบัเมี่ยน 3 กลุ่มแรกคือผูห้ญิงเมี่ยนกลุ่มน้ีจะโพกหวั เหมือนกบัเมี่ยนดอยอ่างขางและกลุ่มเชียงรายตอนบน แต่ผา้ที่โพกหวัของผหู้ญิงกลุ่มน้ีจะมีลายปักดอกเล็กๆ และที่กางเกงของผหู้ญิงเมี่ยนกลุ่มน้ีจะใชไ้หมสีเขียวปักลายประดิษฐ์มากกวา่สีอื่นๆ นอกจากที่บ้านห้วยขุน บงแล้วยังมีเมี่ยนอพยพหนีภัยสงครามจากที่ต่างๆ ในประเทศลาวเข้ามาอยู่กับญาติพี่น้องของตนในหมู่บ้าน ต่างๆ ในประเทศไทยอีก และมีบางส่วนที่เดินทางไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา , แคนาดา , ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2503 Mr. Gordon Young (1961 หน้า 58) ส ารวจพบว่า มีหมู่บ้านเมี่ยนเพียง 74 หมู่บ้าน ประชากร 10,200คน ต้งัหมู่บา้นกระจดักระจายตวัอยู่ในภาคเหนือของจงัหวดัน่าน ภาคตะวนัออกของ จงัหวดัเชียงราย(ซ่ึงรวมเขตจงัหวดัพะเยาในปัจจุบนั )และอา เภอฝางจงัหวดัเชียงใหม่ขอ้มูลคร้ังสุดทา้ยที่ สถาบันวิจัยชาวเขารวบรวมไว้ปี 2531 (สถาบันวิจัยชาวเขา , 2531) มีหมู่บา้นชาวเขาท้งัหมด 204 หมู่บ้าน จ านวน 4,814 หลังคาเรือน ประชากร 36,140 คน อาศยัอยู่ในจงัหวดัต่างๆ เรียงตามลา ดบั ประชากรได้ดงัน้ี เชียงราย, น่าน, พะเยา ,ล าปาง,ก าแพงเพชร, สุโขทัย, เชียงใหม่, ตากและเพชรบูรณ์จากขอ้มูลดงักล่าวน้ีจะ เห็นไดว้า่เมี่ยนไดม้ีการยา้ยถิ่นไปต้งัหมู่บา้นใหม่ข้ึนหลายหมู่บา้นในหลายจงัหวดั ปัจจัยที่ท าให้เมี่ยนในประเทศไทยย้ายถิ่น พอสรุปได้ดังนี้คือ 1. ทีท ากิน การยา้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศไทยคร้ังแรกของเมี่ยนกลุ่มต่าง ๆ น้นัจะเลือกต้งัถิ่นฐานทา มาหา กินตามไหล่เขาที่มีความสูงจากระดบัน้า ทะเลประมาณ 1,000-1,500 เมตร ซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่เหมาะแก่การปลูก ฝิ่น (กรมประชาสงเคราะห์, 2509 หน้า 19) ท้งัน้ีเพราะเมี่ยนถือว่าฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจที่ส าคัญ ส่วนพืช อาหารน้นัเมี่ยนจะปลูกขา้วขา้วโพด และพืชผกัสวนครัวไวบ้ริโภคการปลูกพืชตามไหล่เขาน้ีทา ให้เกิดการ ไหลชะหน้าดินได้ง่าย ซึ่งท าให้ดินหมดความอุดมสมบูรณ์ได้เร็ว ไร่ข้าวแปลงหนึ่งๆ ใช้ปลูกได้ผลไม่เกิน ระยะ 2-3 ปี เมื่อดินหมดความอุดมสมบูรณ์และปลูกขา้วไม่ไดผ้ล เมี่ยนก็จะหาที่ปลูกขา้วแห่งใหม่โดยจะทิ้ง ไร่เดิมใหพ้กัตวัใหฟ้้ืนฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินข้ึนมาใหม่ตามธรรมชาติส่วนฝิ่นน้นั ในแปลงหน่ึงๆ อาจ ปลูกได้นานระยะ 8-10 ปี และในบางแห่งปลูกได้นานถึง20 ปี โดยผลผลิตมิได้ลดลง (กรมประชาสงเคราะห์, 2509 หน้า 19) ดงัน้นัเมี่ยนในบางพ้ืนที่จะยา้ยเฉพาะพ้ืนที่ปลูกขา้วไม่ไกลจากหมู่บา้นนกัก็ยงัคงต้งัหมู่บา้น อยู่ที่เดิมและนิยมที่จะสร้างบา้นชวั่คราวเป็นหมู่บา้นเล็กๆในบริเวณที่ใกลเ้คียงกบั ไร่ขา้ว เมื่อเก็บเกี่ยวขา้ว แล้วก็จะกลับมาอยู่ในหมู่บ้านหลักตามเดิม ในปัจจุบนัน้ีเมี่ยนก็ยงัคงนิยมที่จะปลูกบา้นชวั่คราวไวใ้นบริเวณ ที่ใกลเ้คียงกับที่เพาะปลูก ในช่วงก่อนปีพ.ศ. 2510 มีหมู่บา้นเมี่ยนหลายแห่งที่ต้งัอยู่ในที่แห่งเดียวกัน ติดต่อกันมาเป็ นเวลานาน ดังเช่น - หมู่บ้านภูลังกา (ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา) ต้งัอยนู่าน 41 ปี


20 - บ้านสวนยาหลวง (ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา) ต้งัอยนู่าน 35 ปี - บ้านบางแก (ต.ทุ่งช้าง จ.น่าน) ต้งัอยนู่าน 45 ปี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อดินในหมู่บ้านหมดความอุดมสมบูรณ์ลงแล้ว เมี่ยนก็มักจะเคลื่อนย้ายไปอยู่แห่ง ใหม่ ซ่ึงการยา้ยน้ีอาจไม่ทา พร้อมกันท้งัหมู่บา้น อาจยา้ยเฉพาะผูท้ ี่ไม่มีที่ทา มาหากิน คร้ังละหลงัสอง หลงัคาเรือน หรือยา้ยไปกนัเป็นกลุ่มญาติพี่น้อง บางคร้ังก็อาจยา้ยไปสมทบกบัหมู่บา้นอื่น หรืออาจยา้ยไป หาที่ต้งัหมู่บา้นในมี่แห่งใหม่แบบแยกกนั ไปท้งัหมู่บา้น Gordon ( 1961 หน้า 59 )กล่าวว่า เมี่ยนต้งัหมู่บา้น และท ามาหากินในแต่ละแห่งประมาณ 10-15 ปีในปัจจุบนัน้ีมีการยา้ยถิ่นเนื่องจากปัจจยัดา้นที่ทา กินก็ยงัมี อยู่ดังจะเห็นได้ว่าจากการส ารวจความต้องการและปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของชาวเขา ปี พ.ศ. 2526 พบว่า ประชากรชาวเขาเผ่าเมี่ยนที่ยา้ยถิ่นร้อยละ 46.9 น้ัน มีสาเหตุเนื่องจากตอ้งการหาที่ทา กินแห่งใหม่ (ส านักงานสถิติแห่งชาติ, 2526 หน้า 20) ดงัน้นัพอสรุปไดว้า่ ปัญหาที่ทา กินเป็นปัจจยัที่สา คญัทา ให้ เมี่ยนตอ้งยา้ยถิ่น การตั้งหลักแหล่งในประเทศไทย หมู่บา้นของเมี่ยนส่วนมากจะต้งัอยบู่นที่สูงกระจายอยู่ทวั่ ไปทางตอนเหนือของประเทศไทย ในเขต จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ล าปาง น่าน และไกลออกไปอีกในเขตจังหวัดสุโขทัย ก าแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ (ปัจจุบันเมี่ยนที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้อพยพไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว)


21 บทที่ 2 ความเชื่อเรื่องการเกิดของเด็ก และต านานเรื่องเล่าการเกิดกับพ่อแม่ใหม่ ความเชื่อเรื่องการมาเกิดของเด็กของเผ่าอิ้วเมี่ยน ลว้นเป็นความเชื่อที่เชื่อต่อ ๆ กนัมาจนกระทงั่ทุก วนัน้ีก็ยงัคงมีความเชื่อเช่นน้ีกนัอยู่ 2.1 ความเชื่อเรื่องการเกิดของเด็กที่เกิดกับพ่อแม่ ความเชื่อเรื่องการเกิดของเด็กที่มาเกิดกบัพ่อแม่เก่าหรือพ่อแม่ใหม่น้นัมีความเชื่อที่หลากหลาย โดย สามารถสรุปไดค้ร่าวๆ ดงัน้ี 1. ชาวเมี่ยนเชื่อว่าบรรพบุรุษหรือวงศ์ตระกูลของเราที่ล่วงลับไปนานแล้วกลับมาเกิดใหม่ แนวคิดอีก อย่างหนึ่งคือ ผทู้ี่มีบุญวาสนาดีต่อกนั ในชาติก่อนๆ หรือเกิดมาใชเ้วรใชก้รรมที่ทา มาในอดีตชาติความคิดน้ี ทุกวันยังมีอยู่ และเชื่อเหมือนกัน 2. ความเชื่อเรื่องขวัญและดวงวิญญาณ คนเราจะมีดวงวิญญาณอยู่ในร่างกาย 12 ดวง (ขวัญ) จะอยู่ กับเราตลอดเวลา หากวันหนึ่งวันใดดวงคนเราตกหรือไม่ดีจะไม่สบาย ป่ วยเรื่องรักษาไม่หาย ชาวเมี่ยนเชื่อ ว่าขวัญหนี หรือดวงไม่ดี ดวงตก จะต้องเข้าสู่ขบวนการของพิธีกรรม เรียกขวัญของผู้ป่ วยกลับคืนมา ถ้าไม่ หายต้องสะเดาะเคราะห์ต่อไป จะมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญรู้เรื่องเฉพาะทางอยู่ในหมู่บ้าน รู้เรื่องอยู่ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า หรือญาติๆ 2.2 ความเชื่อเรื่องความฝันของแม่ การฝันเป็นสิ่งปกติสา หรับคนเราคนเราทุกคนเมื่อมีการนอนหลบัก็จะตอ้งมีการฝันเกิดข้ึนใน ระหว่างการนอน คงไม่มีใครที่ไม่เคยฝัน ตามหลักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ความฝันเป็ นการผ่อนคลาย ความเครียดจากการด าเนินชีวิตประจ าวันของเรา แต่ความเชื่อของเราเชื่อว่าความฝันเป็ นลางในการบอกเหตุ ต่างๆ บา้งเอาความฝันของตนเองมาทา นายเป็นเลขเด็ดเพื่อซ้ือสลากกินแบ่งรัฐบาลและถูกไปก็มีมาก เราจึง ไม่อาจระบุได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าความฝันเป็ นเพียงแค่การผ่อนคลายความเครียดจากการด าเนิน ชีวิตประจา วนัหากแต่ความเชื่อของเมี่ยนน้ันความฝันสามารถบอกเหตุหรือเป็นลางต่างๆได้โดยเฉพาะ เรื่องของการเกิด แก่เจ็บ ตายลว้นแลว้แต่สามารถบ่งบอกไดจ้ากความฝันของคนเรา ความฝันหรือลางสังหรณ์ก่อนการตั้งครรภ์ - ถา้ฝันวา่ ไดเ้ก็บของเหน็บไวท้ี่เอว หมายถึงวา่กา ลงัจะต้งัครรภ์ - ก่อนมาเกิดแม่จะฝันวา่เก็บสิ่งของหรือผลไมต้่างๆไดห้รือมีคนใหข้องแก่เรา หรือสิ่งของเครื่องใชก้็ มีถ้าฝันว่าได้ของดีหรือผลไม้ลูกดีๆ ก็จะได้ลูกที่ดีและปลอดภยัท้งัแม่และเด็ก - แต่ถา้ฝันวา่ ไดส้ิ่งของที่ไม่ดีถือวา่เป็นลางร้าย ต้องหาคนมาท าพิธีกรรมตามความเชื่อของชนเผ่า เช่น


22 สะเดาะเคราะห์ต่างๆ - แต่ถา้ฝันวา่เห็นแต่ของดีๆ แต่ก็ไม่ได้การต้งัครรภอ์าจจะแทง้ลูกต่อมาได้หรืออาจจะเกิดอุบตัิเหตุ แก่แม่หรือลูกได้ - ถ้าฝันเห็นสิ่งดีๆจะไดบุ้ตรหรือธิดาที่ดีสมใจ ความฝันหรือลางสังหรณ์ของเด็กผู้ชาย ในความฝัน ถา้หากฝันว่าเก็บผลไม้หรือเก็บของที่อยู่สูงๆ ลกัษณะการฝันแบบน้ีบ่งบอกว่าถูกลูกที่อยู่ใน ครรภ์จะเป็ นผู้ชาย ความฝันหรือลางสังหรณ์ของเด็กผู้หญิง ในความฝัน ถ้าหากฝันว่าเก็บเห็ด เก็บผัก เก็บแตงกวา เก็บมะระ หรือเก็บมะเขือ ลักษณะการฝัน แบบน้ีบ่งบบอกวา่ลูกที่อยใู่นครรภจ์ะเป็นผหู้ญิง 2.3 ความเชื่อเรื่องการตาย การตายถือเป็ นเรื่องอัปมงคลส าหรับชาวเมี่ยนเช่นเดียวกบักลุ่มคนทวั่ ไป โดยชาวเมี่ยนมีความเชื่อ ว่าการตายจะมีลางร้ายบอกเหตุสิ่งต่างๆ เช่น เห็นสิ่งของที่ควรเห็นหรือของแปลกๆ หรือฝันร้ายต่างๆ ความ เชื่อเหล่าน้ีทุกวนัน้ีก็ยงัเชื่ออยู่บา้งเชื่อว่าเจา้กรรมนายเวรชาติก่อนมาทวงเวรทวงกรรม บางคนเชื่อว่าบุญ วาสนาลูกกบัแม่ไม่มีต่อกนัหรือบางคนเชื่อวา่เจา้หน้ีต้งัแต่อดีตมาทวงหน้ีอีกอยา่งหน่ึงคือพ่อแม่กบัลูกที่เกิด ใหม่ไม่มีบุญวาสนาต่อกนั ในชาติน้ี แต่เมื่อมีการตายเกิดข้ึนในบา้นหรือในหมู่บา้น ผประกอบพิธีกรรมจะต้องรู้ว่า เป็ นอะไร มาจากอะไร อะไร ู้ มาเกิด ตระกูลอะไร เมื่อตายผู้ประกอบพิธีกรรมจะต้องรู้และสามารถส่งกลับที่เดิมของเขาได้ - การเกิดมาเชื่อกนัวา่ทา ดีก็ไดด้ีตายไปก็ไปดีเกิดในที่สูงข้ึน หากทา ไม่ดีหรือตายไม่ดีตายโหง หรือท าร้ายตัวเอง ตายแล้วจะตกนรก - เชื่อวา่การทา ดีทา ชวั่ใหก้บัตวัเองไม่สามารถใหใ้ครช่วยได้แบ่งไม่ไดเ้ราตอ้งช่วยตวัเอง พ่ึงตนเอง เหมือนค าไทยที่ว่า ตนคือที่พึ่งแห่งตน - ทุกคนเกิดมาเหมือนกนัหากคนไหนทา คุณงามความดีถึงข้นัไม่ตอ้งมาเกิดอีกเลยน้นัถือวา่เป็นที่ หนึ่ง เป็ นสุดยอดแล้ว คือ นิพพาน - ทา ดีดีไม่หมด ทา ชวั่ชวั่ ไม่หมด กลุ่มน้ียงัจะตอ้งมีวิญญาณเวียนวา่ยตายเกิด อยใู่นวฏัสงสาร(เท๊าะ แซง เท๊าะ เสย) - ทุกคนเกิดมาถือว่ามีเวรกรรม ทุกคนต้องมีลูก มีสามี มีภรรยา ต้องท ามาหากิน ต้องกินข้าว ต้องทน ทุกขแ์สวงหาสุขแบบทางโลกไม่จบสิ้น - การทา ดีเพียง ไม่ฆ่า หมูไก่สัตว์ไม่โกหกอะไรไม่ดีไม่ทา อะไรเราไม่ชอบอยา่ทา ใหค้นอื่น ไม่ฆ่า คน ไม่เผาป่า (ถือวา่การเผาป่าน้นัเป็นบาปเป็นกรรมหนกัเพราะ ฆ่าสัตวต์ดัชีวิตมากมาย)


23 บทที่ 3 พิธีกรรมและการปฏิบัติตัวที่เกี่ยวข้องกับแม่และเด็ก ชาวเมี่ยนถือเป็นอีกชนเผ่าหน่ึงที่มีความร่ ารวยทางดา้นพิธีกรรม เรียกว่าไดม้ีพิธีกรรมต้งัแต่ก่อนที่ จะเกิดจนกระทงั่ถึงตาย ตายไปแลว้ก็ยงัมีพิธีกรรมต่างๆที่ทา ให้ผูต้ายอีกหลายอย่าง แน่นอนว่าเมื่อมีการ ต้งัครรภข์องผูห้ญิงในครอบครัว ก็ตอ้งมีพิธีกรรมต่างๆเขา้มาเกี่ยวขอ้ง แต่พิธีกรรมน้นัจะมากหรือนอ้ยน้นั ข้ึนอยู่กบัว่าดวงหรือเคราะห์ของผูห้ญิงที่ต้งัครรภ์น้ันเป็นอย่างไร หรือว่าสุขภาพของหญิงมีครรภ์น้ันเป็น อยา่งไรแขง็แรงดีหรือวา่อ่อนแอ สิ่งเหล่าน้ีลว้นแลว้แต่ตอ้งมีพิธีกรรมต่างๆ เขา้มาเกี่ยวขอ้งดว้ยเสมอ ซ่ึงถา้ หากว่ามีเหตุการณ์หรือเกิดอะไรข้ึนกบัหญิงที่ต้งัครรภ์ชาวเมี่ยนก็จะตอ้งทา พิธีกรรมเสมอๆ 3.1 ความเชื่อเรื่องต าแหน่งที่อยู่ของขวัญ (วิญญาณ) เด็กในระหว่างการต้ังครรภ์ของมารดา จากความเชื่อของเมี่ยนเชื่อว่าระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภข์องแม่น้นัขวญัหรือวิญญาณของเด็กน้นัจะ เปลี่ยนตา แหน่งที่อยู่ไปเรื่อยๆ ตามแต่ละเดือน ดงัน้ันผูห้ญิงชาวอิ้วเมี่ยนหากรู้ว่าตนเองเริ่มต้งัครรภ์ จะตอ้งยึดถือปฏิบตัิตามความเชื่อของชาวอิ้วเมี่ยนอย่างเคร่งครัด ท้งัตนเองและคนในครอบครัวต้อง ช่วยกันปฏิบัติตาม มิฉะน้ันเชื่อว่าอาจจะมีผลกระทบต่อเด็กที่อยู่ในครรภ์ได้ความเชื่อเรื่องขวญั (วิญญาณ)ของเด็กอิ้วเมี่ยนในครรภม์ ีดงัน้ี เดือนที่ 1 , 7 ชาวเมี่ยนมีความเชื่อว่าขวญั (วิญญาณ)ของเด็กในครรภจ์ะอยู่ที่ประตูดงัน้นัห้ามคน ใดคนหนึ่งในครอบครัวร้ือ , ซ่อมแซม หรือ ท าประตูใหม่เด็ดขาด เพราะเชื่อกันว่าจะเป็ นอันตรายต่อเด็ก ในครรภ์ได้ เดือนที่ 2 , 8 ชาวเมี่ยนมีความเชื่อว่าขวัญ (วิญญาณ) ของเด็กในครรภ์จะอยู่ที่เตาไฟ (เตาไฟที่ใช้ เป็นสถานที่ในการประกอบอาหาร) เพราะฉะน้นัหา้มคนใดคนหน่ึงในครอบครัวทา การร้ือเตาไฟ ทา เตา ไฟใหม่ทุบทิ้ง หรือซ่อมแซมเตาไฟเด็ดขาด เพราะเชื่อวา่จะมีผลกระทบต่อเด็กในครรภไ์ดเ้ช่นกนั เดือนที่ 3 , 9 ชาวเมี่ยนมีความเชื่อว่าขวัญ (วิญญาณ) ของเด็กในครรภ์จะอยู่ที่ครกกระเดื่อง จึงห้าม ทา ครกกระเดื่องใหม่หรือร้ือทุบทิ้งหรือซ่อมแซมเด็ดขาด มิฉะน้นัจะมีผลต่อเด็กในครรภเ์หมือนกนั เดือนที่ 4 , 10 ชาวเมี่ยนมีความเชื่อว่าขวัญ (วิญญาณ) ของเด็กในครรภ์จะอยู่ที่บริเวณที่ท าพิธี กลางบา้น (โตม้ทีง)จึงหา้มร้ือหรือซ่อมบริเวณน้นัเด็ดขาด เดือนที่ 5 , 11 ชาวเมี่ยนมีความเชื่อว่าขวัญ (วิญญาณ) ของเด็กในครรภ์จะอยู่ที่เตียงนอน จึงห้ามท า เตียงใหม่หรือร้ือ ซ่อมแซม และหา้มปักผา้หรือเยบ็ผา้บนเตียง มิฉะน้นัจะทา ใหเ้กิดอนัตรายกบัเด็กในครรภ์ ได้เช่นกัน


24 เดือนที่ 6 , 12 ชาวเมี่ยนมีความเชื่อว่าขวัญ (วิญญาณ) ของเด็กในครรภ์จะอยู่ที่ตัวแม่ เส้ือผา้ที่แม่ใช้ แล้วแต่ยังไม่ได้ซัก จึงห้ามน ามาเย็บ หรือท าให้ขาดเป็ นอันขาด จะท าให้เด็กในครรภ์ได้รับอันตรายได้ หมายเหตุเดือนในที่น้ีหมายถึงเดือนตามปฏิทินของเมี่ยน ซ่ึงใชร้่วมกบั ปฏิทินจีน 3.2 การเก่ (ถือกรรม) เก่ หรือการถือกรรม เป็นความเชื่อของเมี่ยนอยา่งหน่ึงวา่ตอ้งงดเวน้ สิ่งต่างๆ ตามความเชื่อของ เมี่ยน ซ่ึงการเก่น้ีจะตอ้งร่วมกันปฏิบตัิระหว่างตัวของแม่เองกับบุคคลต่างๆ ในครอบครัวก็จะต้องเห็น ความส าคญัของการเก่และปฏิบตัิตามความเชื่อของตนเองอย่างเคร่งครัด ส าหรับหญิงมีครรภ์การเก่มี ความส าคัญมาก เพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็กที่อยู่ในครรภ์ หากไม่เชื่อไม่ปฏิบัติตาม มีความเชื่อกันว่า แม่เด็กจะคลอดยาก แม่หรือลูกอาจจะเสียชีวิตหรือท้งัแม่ท้งัลูก หรือถา้หากว่าคลอดออกมาปลอดภยัท้งัแม่ และลูก แค่ว่าจะไม่ครบ 32 ประการ คือ หูหนวก หรือตาบอด แขน ขา พิการ เป็ นต้น ดงัน้นัการเก่ถือเป็นสิ่งที่สา คญัและจา เป็นที่หญิงมีครรภจ์ะตอ้งปฏิบตัิตามอยา่งเคร่งครัด โดยการเก่ระหว่าง การต้งัครรภม์ ีรายละเอียดตา่งๆ ดงัน้ี 1. เก่เริ่มรู้วา่ต้งัครรภต์อ้งเก่ของกิน (ม่ายปวงั) หา้มกินงู, เสือ , สิงโต , เหยยี่ว(สัตวก์ินเน้ือ) 2. เก่หา้มปักผา้บนที่นอน ปากประตูบา้น ที่เก็บน้า ใชส้อย 3. เก่หา้มซ่อมหรือตีครก 4. เก่ที่ทีง ที่ทา พิธีกรรม หา้มเอาของไปวางใหม่หรือยา้ยออก 5. เก่หา้มเอาน้า ไปรดเตาไฟ และฟื นที่อยู่ในเตาดึงออกมาผ่าใหม่ไม่ได้ 6. เก่หา้มเส้ือผา้ที่ใส่อยู่ดึงออกมาเยบ็สอย หรือชุนเป็นอนัขาด ขนกวา่จะคลอดแลว้ 7. เก่หา้มซ่อมแซมหรือแต่งเติมภายในบา้น จนกวา่จะคลอด ป้องกนัถา้รู้วา่ต้งัครรภแ์น่นอนแลว้ตอ้งทา พิธีเซียวหละจ๊าบ ไทยคือ ทา พิธีเล้ียงผีเพื่อเก็บขวัญ (ว่วน)รวบรวมเก็บมาผูกขวัญติดไว้ที่ตัวแม่ เก่เดือน แลว้ยงัมีเก่วนัเก่เวลา ซ่ึงไม่รู้รายละเอียดว่าแต่ละวนัแต่ละชวั่โมง นาทีวินาทีจะเคลื่อน กา ลงัไปสู่จุดใด โดยรวมพอรู้ว่าต้งัครรภ์จึงตอ้งเก่อย่างดีที่สุด เพื่อการเกิดมาอย่างสมบูรณ์ของบุตรธิดา (ครบ 32 ประการ) 3.3 พิธีกรรมระหว่างการตั้งครรภ์ ดงัที่กล่าวมาขา้งตน้เมี่ยนมีพิธีกรรมต่างๆมากมาย ต้งัแต่เริ่มต้งัครรภ์ก่อนเกิดจนไปถึงตายไปแลว้ ซ่ึงในระหว่างการต้ังครรภ์ของผูห้ญิงเมี่ยนจา ตอ้งมีพิธีกรรมต่างๆ อีกมากมายตามแต่เหตุการณ์ต่างๆที่ เกิดข้ึน หรือตามแต่ตวัของผหู้ญิงที่ต้งัครรภเ์อง ดงัรายละเอียดน้ี


25 1. ถา้หากหญิงที่ต้งัครรภ์มีสุขภาพกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร จะตอ้งทา พิธีกรรมบน “โฮ้วเซี่ยแซง หญุ่น” 2. ถา้หากหญิงที่ต้งัครรภ์เคยแทง้ลูกมาก่อนตอ้งทา พิธีกรรม “ออนละจ้าบ” เพื่อป้องกันการแท้งลูก (ส าหรับแม่ที่มีประวัติการแท้งลูกบ่อยๆ) 3. หญิงต้งัครรภ์5 เดือนข้ึนไปจนถึงก่อนคลอด จะตอ้ง “ไจ้เซด” หรือช่วยหญิงต้งัครรภ์จ๋าเจ้ียวเมื่อถึง ก าหนดคลอดจะได้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตท้งัแม่และลูก กฎข้อห้ามหญิงมีครรภ์และกฎข้อห้ามส าหรับคนในครอบครัว 1. หลงัจากรู้วา่ตวัเองต้งัครรภห์า้มบริโภคเน้ือของสัตวก์ินเน้ือ เช่น เสือเหยยี่วและอื่นๆ ที่เป็นสัตวก์ิน เน้ือ 2. หญิงมีครรภห์า้มปักผา้หรือเยบ็ผา้ในกรณีไม่รู้แก่งจ๊าบ (กุหงวากา)ละจ๊าบกา , ละจ๊าบเหลียง 3.4 พิธีกรรมในระหว่างคลอด -กรณีคลอดลูกยากตอ้งทา พิธีกรรมเรียกวา่เฌี่ยเอี่ยม ฆิ้ว(กรรไกร) การเตรียมตวัก่อนคลอดและข้นัตอนในการทา คลอด - เตรียมผา้ออ้มเด็ก สิ่งของจา เป็นส าหรับแม่ - หมอตา แย จะเตรียมตม้น้า มีดไมไ้ผ่เพื่อตดัสะดือเด็ก อุปกรณ์ต่างๆ หมอตา แยตอ้งเป็นคนจดัการ เอง ห้ามใช้คนอื่น - หลังจากคลอดลูกออกมาหมอต าแยจะล้างเด็กให้สะอาดแล้วเอาผ้าอ้อมห่อเด็กได้แล้วเดินไปตบเตียง 3 คร้ังเพื่อไล่สิ่งชวั่ร้ายออกจากเตียงก่อนจะใหเ้ด็กนอนบนเตียง การเตรียมคลอด ตอ้งเตรียมผา้ออ้ม และของใชต้ ่างๆไวก้่อน แต่ตอนเจ็บใกลค้ลอดห้ามไปเตรียม ถือว่าจะ เจ็บนานไม่ยอมคลอด แม่จะไม่ออกไปนอกหอ้ง ไดลู้กตอ้งไดร้ับการทิม เม้ียน คู้โดยผปู้ระกอบพิธีกรรมอมน้า แลว้ท่องมนต์ คาถาไปดว้ยพ่นน้า ไปดว้ย3 คร้ังและหลงัจากอาบน้า เด็กแลว้ (การทิม เม้ียน คู้หมายถึงการแจง้ชื่อแจง้การ เพิ่มสมาชิกของบา้นให้องถายผีบา้น ผีตระกูลรับทราบและช่วยคุ้มครอง) ถ้าคลอดยากต้องท าพิธีเฌี่ยเอี่ยมฆิ้ว โดยใช้คาถาอาคม เสกน้ ามนต์เพื่อให้คลอดง่าย อุปกรณ์มี กรรไกรขนัน้า น้า เสกป่าโดยเอากรรไกรตดัในน้า การบน 1 โฮว้หยุ่น (ใชไ้ก่) หน่านแก่งองคถ์ายเจี่ยมติ่นฮู่ง เจย้เซ้ด ใขแ้กก้รรมเก็งกลวัติดตวัมา (ใล่ทงั่) ทา ให้การเกิดมีปัญหาหรือไม่สมบูรณ์


26 เจี่ยหยุ่น แก้บนโดยใช้หมู หลังคลอดปลอดภัยดีแล้ว จะคลอดปลอดภัยหรือไม่ก็ตามต้อแก้บน หากตอนต้งัครรภ์ถือกรรมไม่ดีจะส่งผลถึง หัว ตา หูมือ ขา ไม่สมบูรณ์ปากแหว่ง หรือร่างกายไม่ครบ สมบูรณ์ตามปกติ หรือ รกติดไม่สามารถออกมาด้วย การเก่ (กรรม) เป็นการถือปฏิบตัิระมดัระวงั ป้องกัน ไม่ให้ลูกที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ไม่ครบ 32 ประการ ในปัจจุบนัถึงแมว้่าเครื่องมือจะทนัสมยัก็ทา ไดแ้ต่การแกป้ ัญหาเฉพาะหน้าเท่าน้ัน ไม่มีลึกซ้ึงถึง การที่จะป้องกันล่วงหน้าหรือการเต่ได้ ซึ่งแต่ละอย่างแต่ละจุดส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์อย่างไร ตอน ต้งัครรภ์ความเชื่อด้งัเดิมเมื่อเริ่มต้งัครรภ์คนต้งัครรภต์อ้งทา งานตลอดจนกว่าจะคลอดเพราะมีความเชื่อว่า ถา้เด็กในครรภห์ากแม่ทา งานตลอดลูกในครรภจ์ะไดไ้ม่โตหรือสมบูรณ์จนเกินไป จะไดค้ลอดง่ายข้ึน หากแม่บ ารุงดี กินดี พักผ่อนมาก กลัวลูกจะอ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไปจะท าให้แม่คลอดยากและอาจ ทา ให้เสี่ยงตายตอนคลอดได้เพราะว่าในอดีตยงัไม่มีโรงพยาบาลจึงตอ้งอาศยัหมอพ้ืนบา้นหรือหมอตา แย ในการท าคลอดให้ เมื่อคลอดออกมาแล้วจะเอาผิวไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ตัดรกของเด็ก แล้วเอาเศษผ้ามาห่อแล้ว ใส่ก๋วย จากน้นันา ไปไวบ้นตน้ ไมท้ ี่มีง่ามไม้สูงจากพ้ืนพอประมาณ ไม่สูงหรือไม่ต่า จนเกินไป หากต่า กลวั จะมีสัตว์มาคาบไป หากสูงเกินไป ต้นไม้จะโดนลมแรงและจะส่งผลให้เด็กสะดุ้งบ่อย หลับไม่ดี หลับๆตื่นๆ ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก 1. การอาบน้า เด็กแรกเกิด ผทู้ี่ช่วยอาบน้า ใหก้่อนจะใหเ้ด็กนอนลง จะกล้นัหายใจแลว้เอามือตบเตียง ที่ นอนเด็ก 2-3 คร้ัง เพื่อป้องกันไม่ให้อะไรมาหลอกได้ไม่ให้เด็กตกใจง่าย และไม่งอแง ร้องไห้เล้ียงง่าย ฉลาด 2. หากว่าเด็กพูดติดอ่าง มีความเชื่อว่าต้องเอาอวัยวะเพศของหมูเพศเมียให้เด็กกิน ขณะเด็กกินต้องคอย ดูกัน เมื่อใกลจ้ะหมดให้ปัดทิ้งแลว้พูดว่า การติดอ่างให้ทิ้งหมดไปกับการที่ปัดทิ้ง บางคนว่าไม่ตกัข้าว (หน่างเจ่ย) ตอนพูดติดอ่างอยู่ให้เอาไปตีที่ปากเบาๆ ตรงกันข้าม หากแทะกินข้าวที่ติดที่ไม้ตักข้าว (หน่าง เจ่ย) มีความเชื่อว่า จะท าให้เป็ นคนพูดติดอ่าง 3. ถ้าหากฉี่ใส่ที่นอน ให้เอาถุงปัสสาวะของหมูท าให้กิน เชื่อว่าจะไม่ฉี่รดที่นอนอีก 4. ถ้าหากเป็ นริดสีดวงทวาร ให้เอาหอยมาท าให้กินแก้ได้


27 ข้อห้ามส าหรับเด็กเล็กๆ - ห้ามฉี่ใส่เตาไฟ จะท าให้ปลายอวัยวะเพศบวมแดง อักเสบ - หา้มช้ีเดือน (พระจันทร์) เดือนจะตัดหูท าให้หูเน่า - เด็กหา้มกินเลือดไก่ (อาบช้ามเมี่ยน) เลือดจะข้ึนบนผิวหนา้ - เด็กหา้มกิน ฮลนั (ตบัไก่) ฟันจะซอ้นกนัและไม่สวย - เด็กหา้มกินตีนไก่เชื่อวา่จะเขียนหนงัสือไม่สวยเหมือนไก่เขี่ย - เด็กหา้มกินกน้ ไก่ (ดวย) เชื่อวา่จะทา ใหซ้วย ทา อะไรก็แพ้ - เด็กหา้มกินหางหมูเพราะเชื่อวา่จะทา ใหม้ือสั่น การปฏิบัติตัวหลังคลอด หลังคลอด 3 วนัหา้มแม่เด็กนอนราบกบัพ้ืน หลังคลอดอย่างน้อย 3-5 วนัตอ้งนอนพิง หา้มนอนราบกบัพ้ืน เพราะเชื่อว่าเลือดคาวปลาที่เกิดจากการคลอด ลูกน้นัยงัออกไม่หมด ตอ้งนอนพิงจะทา ใหเ้ลือดคาวปลาน้นั ไหลง่าย ไหลคล่องจะไดอ้อกหมดไดไ้วๆ หากนอนราบจะไม่ปลอดภยัสุขภาพจะไม่ดีข้ีโรคเพราะเลือดไม่ดีจะไหลคืนสู่ร่างกาย จะเกิดเป็นเน้ืองอก เน้ือร้ายได้หมอตา แยจะฆ่าไก่1 ตัวเพื่อทา พิธีกรรม เรียกไก่ตวัน้ีวา่เปียะปู่งใจการฆ่าไก่ตวัน้ีตอ้งใชเ้ชือกรัด คออย่างเดียว ห้ามฆ่าดว้ยวิธีอื่นเด็ดขาด แม่เด็กจะกินไก่เปียะปู่งใจ1 ถ้วย ข้าว 1 ถว้ยอิ่มหรือไม่อิ่มก็ตอ้ง เก็บ ห้ามกินเกิน 1 ถว้ยเด็ดขาด เพราะเชื่อวา่ถา้หากแม่กินขา้วน้ีหลายถว้ย เด็กที่เกิดมาจะถ่ายเรี่ยราดไม่เป็ นที่ เป็นทางและห้ามผูช้ายกินไก่ตวัน้ีเพราะมีความเชื่อว่าถา้หากหญิงที่ต้งัครรภย์ากไดก้ินไก่ตวัน้ีแลว้จะทา ให้ ตวัเองสามารถต้งัครรภไ์ดง้่าย ดงัน้นัจึงมีบุคคลที่ต้งัครรภย์ากมาขอกินไก่ตวัน้ีเพื่อใหต้วัเองสามารถต้งัครรภ์ ด้วยการท าพิธีกรรม เปียะปู่ใจ น้ีจะตอ้งเป็นผหู้ญิงเท่าน้นัหา้มผชู้ายเป็นผทู้า หลงัคลอดหา้มกินของดิบหรือเยน็เป็นอนัขาด กินแต่อาหารสุกใหม่ๆที่รู้จกัดีเท่าน้นัการอาบน้า ตอ้ง อาบน้ าสมุนไพรเป็นเวลาหน่ึงเดือน กล่าวคือระหว่างการที่อยู่ไฟ และระหว่างที่อยู่เดือนจะต้องต้มน้ า สมุนไพรอาบ เพราะจะทา ใหสุ้ขภาพของมารดาฟ้ืนตวัจากการคลอดไดด้ีข้ึน เด็กแรกเกิดอาบน้า อุ่น น้า ตอ้งธรรมดา แม่เด็กคร้ังแรกอาบน้า ตม้คร้ังที่สองอาบน้า ตม้ สมุนไพร (ป่วงเดีย) ซึ่งประกอบด้วย สมุนไพรหลายชนิด คือ ฉนาตอป่ วง ม่ายปวัง ม่วงเดียต๋ม ฮ่างเป่ ง โต่มใฉล่ ใบท้อ ใบส้มโอ (อยา่งใดอยา่งหน่ึง) โดยป่วงเดียน้ีจะช่วย ป้องกนัร่างกายเยน็มือไมส้ ั่น หนาวสั่น การชกั 3.6 พิธีกรรมส าหรับทารกและเด็ก พอเด็กเกิดมาอายุได้ 2-3 วัน ผู้ที่เป็ นพ่อจะต้องไปหาผู้ที่มีความรู้ในด้านการท าพิธีกรรมต่างๆของ เมี่ยน เพื่อที่จะหาวันดีในการท าพิธีอิมเม้ียนคู้ซ่ึงเป็นพิธีที่มีความส าคญัมาก เพราะว่าเป็นการบอกกับผี บรรพบุรุษหรือผีบา้นผีเรือนวา่มีสมาชิกเพิ่มมา 1 คน จะได้ช่วยกันปกปักรักษาสมาชิกใหม่


28 พอเด็กอายุได้ 1 เดือน ผู้เป็ นพ่อจะต้องหาผู้ท าพิธีกรรมช่วยลูก โจ๋วว่วน หรือพิธีการสู่ขวัญ เพื่อให้ขวัญของ ลูกน้ันกลับมาอยู่กับตัวของลูกเอง ถือได้ว่าเป็นพิธีกรรมที่ส าคัญอีกพิธีหน่ึงส าหรับเด็กเกิดใหม่หรือ แมก้ระทงั่ชาวเมี่ยนทุกคนตอ้งทา การ โจ๋ววว่นเหมือนกัน หลงัจากทิมเม้ียนคู้เสร็จจะตอ้งนา เด็กออกนอกบา้นดูตะวนั 1 คร้ัง ส่วนพิธีกรรมอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวขอ้งกบัเด็กมีรายละเอียดต่างๆดงัน้ี 3.6.1 พิธีออน ละ จ๊าบ “พิธี ออน ละ จ๊าบ” เป็นพิธีกรรมที่ตอ้งทา สา หรับหญิงที่ไม่เคยต้งัครรภม์าก่อน หรือคนที่เคย แทง้ลูกมาแลว้ไม่วา่กรณีใดก็ตาม จากน้นัถา้มีการต้งัครรภอ์ีกจะตอ้งทา พิธี“ออน ละ จ๊าบ” วัสดุอุปกรณ์ โต๊ะพิธี ไก่ตวัผู้1 ตัว จอกเหล้า 6 ใบ (ใช้ 5 ใบส าหรับใส่เหล้า และ 1 ใบสา หรับใส่น้า ) กระถางธูปปักธูป 2 ดอก ในอดีตไม่มีธูป ใช้เปลือกไม้ที่ท าธูปหอมในปัจจุบัน โดยใช้ถ่านไฟแดงพอเหมาะ 2กอ้น วางบนกระถางธูปไมไ้ผ่ที่เอาข้ีเถา้ใส่เกือบเต็ม เอาถ่านแดงวาง 2 ก้อน เอาเปลือกไม้หอมวาง 2 ก้อน บนถ่านไฟ เผาแทนธูป สิ เจียน ของที่เชิญครูของผู้ประกอบพิธีกรรม (ไซ เตี๋ย) ใช้ผ้าจัสตุรัสสีขาว กว้างพอประมาณ ห่อ ข้าวสารประมาณ 1-2 ถ้วย หร้อมกับใส่เงิน 2-3 บาท แลว้มดัเป็นจุกการมดัตอ้งใชฟ้างขา้วหรือตอกเท่าน้นั เหลา้ขาวใชเ้หลา้ขาวที่กลนั่มาเอง จ๋าว(ไมเ้สี่ยงทาย ทา จากโคนไมไ้ผผ่า่คร่ึง)และกิ๋ม เจ้ย ก๋อง (กระดาษเงิน) ว่วน (ขวัญ) ท าจาก เจ้ย ก๋อง วิธีการ เมื่อต้งัโต๊ะพิธีกรรมแลว้ผปู้ระกอบพิธีกรรมเริ่มทา พิธี เมื่อทา พิธีเสร็จ จะได้ว่วน (ขวญั ) จากเจย้ก๋อง มว้นเป็นกอ้นลกัษณะกลมๆต้งัแต่ทา พิธีแลว้เอาให้หญิงที่ ต้งัครรภอ์ยพู่นัมดัติดกบัผา้ที่รัดเอว ปัจจุบนัเอาผกูติดกบักระเป๋าเส้ือหรือเส้ือก็ได้เชื่อวา่ขวญัจะไดอ้ยตู่ ิดตวั เมื่อครบก าหนดคลอด แม่ที่ต้งัครรภต์อ้งแกะวว่น (ขวญั ) ที่ผกูไวอ้อกจะทา ใหค้ลอดง่าย หากถึงก าหนดคลอด ไม่ได้ถอดหรือแกะออกก็จะเจ็บและไม่คลอด หากนึกได้รีบแกะจะได้ไม่เจ็บ แคลอด ได้ง่าย


29 หลังจากคลอดแล้ว 5 วันต้องท าพิธี เจี่ย ละ จ๊าบ หยุ่น (แก้บน) ต้องใช้หมู 1 ตวัและเพิ่ม เจย่หมา (กระดาษ ม้า) จ านวนที่บนไว้ หากไม่พร้อมหรือฐานะไม่ดี อาจจะอยู่ครบเดือนหรือเลยไปบ้างก็ได้ แต่ต้องท า 3.6.2 พิธีกรรม ฟิเป้ียง (ฟิเมี่ยน) เพื่อขอขมาขอโทษ (ผีที่คุม้ครองเด็ก) กรณีเด็กหกลม้บาดเจ็บหรือเด็กงอแง ไม่สบาย พ่อแม่ด่า ไม่ถูกใจ เถาะ เป้ียงองถาย เป้ียงกู่คือผีเจา้ที่คอย ดูแลและให้มาเกิด เชื่อว่าท าเพื่อขอโทษ ขอขมา ขอสุมา กับฟิ เมี่ยน เพื่อให้เด็กสุขภาพดี แข็งแรง ไม่งอแง ร้องไหข้องที่ใชใ้นพิธีกรรม ไม่ตอ้งมีสิเจียน แต่เพิ่มเจียม กระดาทอง กับเงินรูปเรือ แชะเอม้ียน คู้คือการแยกชื่อฝ่ายสาวจากผีของตระกูลฝ่ายสาวไปเขา้ผีตระกูลของฝ่ายชายโดยที่ยงัไม่ไดท้า พิธีแต่งงานก็ได้ เอม้ียน คู้หรือผีบา้น ผีบรรพบุรุษ(ผีตระกูล) ตอนเกิดมาก็บอกกล่าวการเพิ่มซ้ือให้ผีบา้นรับทราบและดูแล คุ้มครองปกปักรักษา ตอนแต่งงานหรือไม่แต่งงานก็ตามต้องบอกกล่าวผีบ้านให้รับทราบแล้วแยกออกไปข้าวของฝ่ ายชาย มีบางคนที่ออกไปโดยไม่ได้บอกกล่าวและแยกออกไป ผีตระกูลฝ่ ายชายก็ไม่มีชื่อเข้า จะกลับที่เดิมก็ออกมา นานแลว้และไม่ไดบ้อกก็กลบัไม่ได้บางคร้ังการเล้ียงส่งก็ไปไม่ถึงผีตระกูลท้งั 2 หากถึงตายไปก่อนลูกและ สามีตอ้งแยกและนา มาเขา้มาเล้ียงบอกกล่าวในตระกูลฝ่ายชาย การเลี่ยงผีของลูกหลานที่จะเล้ียงไปไม่ถึง เพราะไม่มีชื่อไม่มีที่ลงชื่อไว้ฉะน้ันกรณีที่ออกจากบา้นของตนเองไม่ไดแ้ยกออกไป ไปถึงบา้นฝ่ายชายก็ ไม่ได้น าแจ้งให้ผีบ้านฝ่ ายชายรับรู้ จะกลายเป็ นคนอยู่หรือผีไม่มีตระกูล คนหลง คนเถื่อน (ฟ้าไม่ถึง ดินไม่ ถึง) หาที่สิงสถิตไม่ได้ หาความสุขท้งัภพน้ีและภพหนา้ไม่ได้ 3.6.3 การเรียกขวัญเด็ก จะท าก็ต่อเมื่อเด็กมีอาการไม่สบาย ตกใจ พ่อแม่เด็กจะต้องไปหาผู้ประกอบพิธีกรรมมาท าพิธี เรียกขวญั ใหแ้ก่เด็ก การเตรียมอุปกรณ์ ไก่1 ตัว แก้วเหล้า 6 ใบ ใส่เหล้า 5 ใบ และใส่น้า 1 ใบ ถว้ยใส่ขา้วสารแลว้เอาไข่ไก่ใส่1 ฟอง เอาด้ายพันรอบๆไข่ (ชาย ด้ายสีขาว หญิงใช้ด้ายสีแดง) กระดาษ สีเจียน จ๋าว


30 อุปกรณ์ทุกอย่างจะวางอยู่บนโต๊ะ เมื่อท าพิธีกรรมเสร็จก็จะท าการเผากระดาษเงินกระดาษทองอุทิศกุศล ใหก้บัญาติๆที่ตายไปแลว้และช่วยรักษาเด็กดว้ย เมื่อทา พิธีเสร็จก็จะนา ขวญัซ่ึงขวญัน้ีจะทา จากกระดาษ (เจ้ยก๋อง) โดยน ามาม้วนกลมๆ ใช้แทนเป็ นขวัญของเด็ก แล้วให้เด็กเก็บรักษาไว้กับตัว 3.6.3 การเสียงเมี้ยน การเตรียมอุปกรณ์ แก้วเหล้า 6 ใบ ใส่เหล้า 5 ใบ และใส่น้า 1 ใบ ที่ปักธูปและธูป จ๋าว กระดาษ ไก่ 1 ตัว 3.6.4 พิธีใจ้เฮ้ย การเตรียมอุปกรณ์ แก้วเหล้า 12 ใบ แบ่งเป็ น 2 ชุด ชุดละ 6 ใบ วางเรียง 2 แถว แถวล่างมีเลือดไก่กระเพาะไก่ที่ปักธูป กระดาษ แกว้เหลา้ 6 ใบ แถวบน มีกระดาษ ไก่ตวัผู้1 ตัว แก้วเหล้า 6 ใบ 3.6.6.พิธีเปี้ ยงเมี้ยน การเตรียมอุปกรณ์ สิเจียน หมูประมาณ 2 เดือน 1 ตัว เป้ียงเจ๋า (ถว้ยใส่ขา้วสาร1 ถว้ยเอาไข่ไก่วางบน 1 ฟอง เอาด้ายพันรอบๆไข่ กระดาษทอง กระดาษ (เจ้ยก๋อง) 3.7 การตั้งชื่อเด็ก โดยปกติเด็กผชู้ายเมี่ยนจะมีชื่อประจา ตวัเองอยหู่ลายชื่อ ซ่ึงมีชื่อต่างๆดงัน้ี 1. ชื่อเด็กหรือที่เรียกกนัเองในครอบครัว หรือที่เรียกกนัวา่ชื่อเด็ก ตามระบบการต้งัชื่อ ตามลา ดบัที่เกิด และเอาพยางค์สุดท้ายของพ่อแม่ต่อท้ายเพื่อให้รู้ว่าเป็ นลูกใคร ในบรรดาลูกท้งัหมดชื่อพยางค์สุดท้ายจะ เหมือนกัน เช่น เด็กที่เกิดมาไม่ร้องได้ต้องเอาหน้า 2. ชื่อพิเศษ เช่น เด็กที่เกิดในกระท่อมกลางไร่จะมีคา วา่ลิ่ว นา หนา้ชื่อ บิดา เด็กที่มีสายรกพนัคอ ออกมาจะมีชื่อ เฉ็ง น าหน้า


31 3. ชื่อผู้ใหญ่ เมื่อเด็กผู้ชายอายุครบ 12 ปี ถือว่าเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ จะมีพิธีบอกให้ผีบรรพบุรุษรับรู้และจะ เริ่มใชช้ื่อผูใ้หญ่อย่างเป็นทางการ โดยท าพิธี “ชวดเป้ียงเลี่ยม” ชื่อจะมี 2 พยางค์ ชื่อ าดับแรกจะเป็ นป้านปุ่ ย ตามลา ดบัช้นัรุ่นของตระกูล 4. ชื่อผีเป็นชื่อที่ต้งให้เมื่อผ่านพิธีกว๋าตังแล้ว มี ั 2 พยางคเ์ช่นกนั โดยพยางคแ์รกข้ึนตน้ดว้ยคา วา่ “ฝะ” พยางค์ที่ 2 จะเลือกค าใดค าหนึ่งของภาษาเมี่ยน ชื่อจะถูกน ามาใช้เมื่อมีการท าพิธีกรรมต่างๆส าหรับแจ้งให้ผี ทราบ 5. ชื่อเล่น ชื่อฉายา ตามบุคลิกหน้าตา รูปร่างหรือนิสัยใจคอ เช่น ตุ๊ด จะหมายถึงเด็กอ้วนกลม เญี๋ยน หมายถึงเด็กซน ข้ีเล่น 6. ชื่อภาษาไทย ปัจจุบนัน้ีไดม้ีการเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาไทยกนัมากตามสมยันิยม การตั้งชื่อ น้นัมีรายละเอียดการต้งัดงัน้ี ต้งัชื่อกรณีแต่งงานถูกตอ้ง และยงัมีชีวิตอยู่ท้งัพ่อและแม่ ให้ต้งัชื่อตามชื่อของพ่อ โดยเรียงลา ดับ ชายหรือหญิง โดยถ้าเป็ นชาย คนแระจะชื่อ เก๊า , โอล๋ , หลู่ ฉี่ ป่ า อลาย ตามล าดับ ถ้าเป็ นหญิง คนแรกจะชื่อ หมวง , ไหน , ฟาม , เฝย ตามล าดับ เช่น เก๊าฟิน หรือ หมวงฟิ น เป็ นต้น หากยงัไมไ้ดแ้ต่งงานถูกตอ้งการต้งัชื่อจะตามชื่อของแม่เช่น แม่ชื่อ เฝยเฟย ลูกชายก็จะชื่อ เกา้เฝย เป็นตน้ คนน้องถ้าเป็ นผู้หญิงก็จะชื่อ เหมยเฝย กรณีมีลูกสาวหลายคนแต่ต้องการลูกชายจะใช้ชื่อว่า ก้อย (เปลี่ยน) เหยี่ยน (แลก) ซึ่งถือเป็ นเคล็ดว่าลูกคนต่อไปจะเป็ นลูกชาย กรณีถ้าตอนคลอด รกพาดคอหรือพันคอตอน แรกจะต้งัชื่อวา่เฉ็งกรณีคลอดกลางทาง ชื่อโหล่วกรณีถา้วนัที่คลอดมีแขกมาพกัที่บา้นดว้ยก็จะชื่อวา่แคะ กรณีที่คลอดแลว้ถา้ภายในไม่กี่วนัมีการจากไปของพ่อแม่จะให้ชื่อว่าฮนั่กรณีคลอดไม่ออกคลอดยาก ต้อง ท าพิธี แก้เคล็ดโดยเอาหนังสือไปพัดไม้ หากคลอดออกมาจะชื่อ องค์โซว เหมยโซว หากใช้ไหมาแก้เคล็ด หรือใหค้ลอดง่าย หากคลอดออกมาจะใหช้ ่วยองคจ์งั่เมยจงั่(จงั่แปลวา่ ให)้ 3.8 กรณีที่มีการเสียชีวิตระหว่างคลอด กรณีแม่เสียชีวิตระหว่างคลอด ประกอบพิธีกรรมตามปกติของเมี่ยน แม่ตาย จะต้องมีการท าพิธีกรรมทาง ความเชื่อเพิ่มเป็นพิเศษอีก2 พิธี(เพิ่มจากที่คนตายปกติ)กรณีลูกเสียชีวิตในครรภ์ ไม่ตอ้งประกอบพิธีกรรมใดๆท้งัสิ้น ยกเวน้เด็กคลอดออกมาแลว้ทิมเม้ียนคูแ้ลว้จึงจะตอ้งทา พิธีกรรมบอก บรรพบุรุษแม่ลูกตายด้วยกัน จะต้องฝังคนละที่


32 บทที่ 4 อาหารและการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กแบบพื้นบ้านอิว้เมี่ยน อาหารเป็นหน่ึงในปัจจยัสี่ที่มีความจา เป็นและเป็นความตอ้งการพ้ืนฐานของมนุษย์ซ่ึงอาหาร เป็ นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ เช่นกันกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ก าลัง อยู่ในครรภ์มารดาจ าเป็ นที่จะต้องได้รับอาหารที่มีประโยชน์จากแม่ เพื่อน าไปพัฒนาส่วนต่างๆของร่างกาย ให้เจริญเติบโต อาหารการกิน น้า ตอ้งเป็นน้า ที่ตม้ สุก หรือ น้า ตม้ สมุนไพร(เดี่ยฉาน) เพื่อไล่โรคร้ายออกไป และขบัเลือดลมที่ไม่ดี ออก อาหาร ตอ้งเป็นอาหารที่ตม้ สุกผกักาด ผกัขม มะระ มะเขือถวั่ฝักยาวถวั่แขกเน้ือหมูไก่หมูป่าไข่ไก่อยา่ง อื่นที่ไม่ระบุห้ามกิน เก๋ขอ้หา้มสา หรับไข่ไก่คลอดใหม่ๆหา้มกินไข่ไก่เพราะเชื่อกนัวา่จะไม่มีลูกอีกหรือติดลูกยากและหากตีไข่ ไก่กินเองจะตดเป็นลมออกทางช่องคลอด บังคับไม่ได้จะออกเมื่อไรก็ออก 4.1 อาหารระว่างตั้งครรภ์ อาหารประเภทตอ้งรับประทาน สมยัก่อนไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีอาหารเสริม เพียงแต่ทานไปตามแต่ ละม้ือเท่าน้นั ไม่มีวิตามินเสริมเหมือนในปัจจุบัน อาหารตอ้งห้ามตามความเชื่อส าหรับผูห้ญิงมีครรภห์า้มกินเน้ือสัตว์เช่น สัตวท์ ี่เสือกดัตาย เชื่อวา่กินแลว้ลูก ชายของเราอาจจะเป็ นโรคลมชัก หรือลมบ้าหมู ห้ามกิน เป็ด ไข่เป็ด แพะ เสือ เหยี่ยว อินทรีย์หรือไก่ที่โดนอินทรียห์รือเหยี่ยวกดักระรอกกระแต ไน่ หนู ปู เพราะเชื่อว่าถ้ากินแล้วลูกจะกัดนมแม่ โบราณเชื่อว่าถ้าหากมีครรภ์แล้วท างานหนักออกก าลังกายจะท าให้คลอดลูกง่าย 4.2 อาหารระหว่างคลอด (1 เดือน) ถา้คลอดแลว้มีแม่ใหแ้ม่อาบน้า ใหเ้ด็ก มียา่ ใหย้า่อาบ ถา้ไม่มีใหป้ ้า หรือคนอื่นๆ ที่เรานับถือมาอาบให้ใชไ้มไ้ผ่มาตดัสะดือให้อาบน้า 3 คร้ังแลว้เอาน้า ราดใตเ้ตียง (ไม่ควรเท ข้างนอก ไม่ให้ฟ้าเห็น ถ้าเทข้างนอกบ้านมีความเชื่อว่าเด็กจะเจ็บป่ วยมีเคราะห์กรรม) ปูที่นอนให้ลูก คน อาบน้า แลว้พาลูกไปนอน ระหว่างเอาไปนอน กล้นัหายใจแป๊บน่ึงแลว้จะทา ใหเ้ด็กข้ีแยไม่ร้องไห้หลงัจาก คลอดแลว้อาหารม้ือแรกเอาไก่มากิน (เปียะปุ่งแจ) โดยไม่ตอ้งฆ่า (ไม่ให้ใช้มีดฆ่า) ตอ้งใช้เชือกแขวนคอ แล้วเรียกผีประจ าผู้หญิงให้มากินด้วยเพื่อจะให้ช่วยคุ้มครองแม่และเด็ก - อาหารที่รับประทาน ไก่และสมุนไพร(กินแลว้แขง็แรง มีน้า นม) เน้ือหมู(ตอ้งเป็นแค่เน้ือแดง) ถา้


33 กินมันหรือหนังจะท าให้สายตาไม่ดีอาหารประเภทผกั (ผกักาด ผกัโขม ถวั่มะเขือ(ขาว)) กินแต่ขา้วร้อนๆ หา้มกินขา้วเยน็ดื่มน้า ร้อนหรือน้า ตม้ สุก - อาหารตอ้งหา้ม เหมือนกบัตอนต้งัครรภ์ขา้วไหม้น้า เยน็ของดิบ ผลไมส้ด ตลอดท้งัเดือนที่อยไฟ ู่ ตอ้งไม่อาบน้า เยน็ - สมุนไพรระหวา่งคลอดมีสมุนไพรหลายๆชนิด เช่น แจออ้เอม้ีย ยาสา หรับตม้อาบ เช่น เด้ียงดอนอิม สาบเสือเตี่ยงบ้วั 4.3 อาหารหลังคลอด อาหารที่รับประทาน หลังจากอยู่ไฟแล้วกินได้ทุกอย่าง ในกรณีที่ลูกยังไม่หย่านม อาหารที่เป็ น ลมพิษ (ม่ายปวัง) กินไม่ได้และตอ้งเตรียมไก่1 ตัวเพื่อวันออกเดือน อาหารต้องห้ามคือ อาหารจ าพวกที่กินแล้วท าให้เกิดลมพิษ(ม่ายปวัง) สมุนไพรกินได้ทุกอย่าง น ้านม (หลังอยู่ครบเดือน หากน้า นมนอ้ยไม่พอใหต้ม้ยาสมุนไพรพ้ืนบา้นทาน (เต้ียงิ้วเคว้ียโจง)) 4.4 อาหารส าหรับทารกและยาสมุนไพร (แรกเกิดถึง 2 ขวบ) เมื่อเด็กครบเดือนแล้วก็กินได้ทุกอย่าง กบัขา้วทวั่ ไป กินขา้วบด (บดดว้ยมือ ถา้ลูกยงัไม่อย่านม ให้กินหนูกระแต กระรอก เพราะเชื่อกันว่า ถ้าให้ กินสัตวจ์า พวกน้ีแลว้จะทา ใหลู้กกดันมแม่ 4.5 อาหารส าหรับเด็กเล็ก(ต้งัแต่2ขวบข้ึนไป เด็กในระดบัน้ีสามารถกินอาหารไดเ้ช่นเดียวกบัพ่อแม่ ไม่ต้องหาอะไรพิเศษให้กินเพราะแข็งแรงแล้ว วิธีการที่จะให้เด็กอย่านมคือ การให้ข้าวเด็กกินมีกรรมวิธี อื่นๆ เช่น หาอะไรที่ขมๆ มาทาที่นมแม่แลว้ใหเ้ด็กกินจากน้นัจะไม่กินอีกเลย 4.6 อาหารส าหรับทารกที่แม่ไม่มีนมให้กิน -อาหารสา หรับทารก ทารกจะตอ้งกินของที่มีประโยชน์เช่น เน้ือ(ปิ้งหรือบดใหลู้กกิน) บดขา้วสารให้ ละเอียดแล้วชงให้ลูกดื่ม -บ ารุงแม่ แม่ตอ้งกินอาหารบา รุงตวัเองเพื่อใหม้ีน้า นม ใหลู้กดื่มได้เช่น กินไก่สมุนไพรขา้วหมาก ตกั ใหแ้ม่กิน จะช่วยเพิ่มน้า นมแม่และบา รุงร่างกาย 4.7การดูแลรักษาเด็กแบบพื้นบ้าน (ทางความเชื่อ) -โรคของเด็ก/วิธีการรักษาด้วยยาสมุนไพร


34 ปวดท้องโดยไม่รู้สาเหตุ (เด็กร้องไห้)ให้ใชน้ ิ้วช้ีลูบที่ทอ้งเด็กท้งั 2 ข้าง จากสะดือ ไปถึงบริเวณหลัง แล้วเอา (ต้งัโชว้)ปั๊วแลว้อาการจะดีข้ึน กรณีทอ้งร่วง เอาใบฝรั่งตม้ใหด้ื่ม ปวดหัว หายาสมุนไพรต้มให้ดื่ม ปวดหัว ปวดหลัง ใช้ขวดเล็กๆ เอากระดาษจุดไฟใส่ แล้วเอาติดที่หัวหรือหลัง เชื่อว่าจะหาย ต่อมทอมซินอกัเสบ เจ็บคอกลืนน้า ลายก็จะเจ็บ ทานอะไรก็เจ็บ ให้เอาต้งัโช้ว เผาที่ขวญัหัวและติ่งหูท้งั2 ขา้ง หรือเผาที่หวัไหล่ท้งั 2 ข้าง ก็ได้เช่นกัน จนั่พิ่งเปา(มะดนั )ใหเ้อาต้งัโชว้เผาที่ขวญัหวัและติ่งหูท้งั 2 ขา้ง หรือเผาที่หวัไหล่ท้งั2 ข้างก็ได้เช่นกัน


35 บทที่5 พัฒนาการของทารกตามวิถีชีวิตเมี่ยน 5.1 การตั้งครรภ์ม่ายซิน ม่ายกว๋า ซินไม่ขวุง ขอ้ห้ามการต้งัครรภ์เริ่มมีขอ้ห้ามต้งัแต่เริ่มต้งัครรภ์เข็มเย็บผ้าต้องไม่ไว้ใยชนห้องนอน บ้านห้ามตีตะปู โยกย้ายของใหญ่ หนัก หรือ ซ่อมแซมบ้านไม่ได้ถ้าท าบ้านใหม่ต้องเยียงหล่อจ้าม มีการต้งัครรภแ์ต่ละเดือน วิญญาณของเด็กอยู่ไหนต้องมีข้อห้ามเฉพาะข้อห้ามการกินของดิบ เสือ ต่อ เป็ ด กวาง หรือที่เสือกัดได้ก็ไม่ กิน วัวก็กินไม่ได้แพะ หมาป่า นกเหยี่ยวก็เช่นกนัการไดย้ิน ภาษาอิ้วเมี่ยนเรียกวา่ต๋งเสยโดยเมื่อต้งัครรภ์ ได้ 5 เดือน เริ่มดินและรู้สึกได้การมองเห็น เมี่ยนเรียกว่า หมังปวัด เกิดมาก็เปิ ดตา มองเห็น แต่ไม่สามารถรู้ ว่าคืออะไรโดย 15 วนัเริ่มมองเห็นและตามแสงไฟ หรือแสงตะเกียงได้30 วันสามารถจ าอะไรได้บ้าง สามารถจ าแนกและไล่สายตาตามได้คอแข็ง แหง่ง/เฉง จางแหว่ง เมื่อเด็กอายุ 2 อาทิตย์โดยคอจะเริ่มแข็ง และต้งัคอไดพ้ลิกตวัเรียกวา่เบ้ียนซิน 2 เดือน นงั่เรียกวา่จ๋วย 4 เดือน คลาน เรียกว่า อยอง 5-6 เดือน ต้งัไข่ โหะโช้ว 8-9 เดือน ยืน เรียกว่า โซ้ว 10 เดือน – 1ปีเดินเรียกว่ายงั่เจ๊า 1 ปีหย่านม กวงั่หยอ/ตงั๋หย่อย2 ปีข้ึน ไป หัดพูดได้ โหะก๊องหว่า 15 เดือนข้ึนไป เรียกกินนม ฮบหยอ/แน้นๆ เรียกกินข้าว หยันหนาง/ ม้ามๆ ** การลงทะเบียนใบเกิด ทิมเม้ียนคู้/คอยเจย แรกเกิด ตอ้งมีการเอาไก่มา 1 ตวัมาแขวนคอไก่ให้ตายแลว้เอาไส้ไก่มาผ่าให้ทะลุเพื่อให้เด็กเกิดมามีความ เฉลียวฉลาด เรียนเก่ง เรียกพิธีน้ีวา่ “เปี ยะปู่ งแจ” ไก่ตวัน้ีใหแ้ม่เด็กกินคนเดียวหรือผดูู้แล หมอตา แยกินได้คนอื่นๆ กินไม่ได้แม่ ต้มเสร็จ ตักข้าวกิน 1 ถ้วย ตะเกียบ 1 คู่ แล้ววางไว้ด้านที่ท าอาหาร (ห้องครัว) แล้วเรียกเชิญ กู๋ฉาย มากินมา ดูแลลูกหลานให้เจริญเติบโตเพื่อบอกให้เขารู้ คอยเจยโดยเอาไก่โตง้หรือนก(ที่ร้องขนัเก่ง) แลว้ใหผู้รู้้เอาลิ้นไก่ใหเ้ด็กกิน /แตะลิ้นเด็กเพื่อใหเ้ด็กพูดจา เฉลียวฉลาด ไม่โกหก มีสัจจะ มีความซื่อสัตย์เป็นคนดีเรียนเก่ง ภาษาส าหรับเด็ก ภาษาที่เด็กทารกพูดออกมาเอง เด็กทารกสามารถที่จะเอ่ยเสียงออกมาเองได้ ตามธรรมชาติซึ่งไม่มีความหมายใดๆ เพียงแต่เป็ นเสียงที่เปล่ง ออกมาจากปากของเด็กทารกเท่าน้นั ภาษาที่เด็กใช้สื่อสารกับคนรอบข้าง เด็กเล็กสามารถที่จะสื่อสารกับบุคคลรอบข้างของตนเองภายในครอบครัวหรือคนรอบข้างที่ไม่ใช่คนใน ครอบครัวได้ซ่ึงคา ต่างๆ ที่เด็กใชน้ ้นัสามารถแยกออกไดเ้ป็นหมวดหมู่ดงัน้ี


36 1. หมวดกริยา ภาษาเมี่ยน ความหมาย อะ คู เป็ นค าแรกที่พ่อแม่สอนเพื่อให้เด็กทารกได้ใช้ปากในการฝึ กพูดได้ ไบ่ ไบ่ นงั่ ตะ ตะ มา นี่ อี๊ด ฉัก ลุกข้ึน มม มม ดื่มน้า แน้น แน้น ดื่มนม อะ ตี๊ สกปรก ย้า หมา กินข้าว 2. หมวดค านาม อ๊อ เน้ือ อวม น้า หนาง ข้าว เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วง เกา้อ้ีหวาย (ดา้งตน) ใชส้า หรับหดันงั่มีลกัษณะกลมๆ เต้ียๆ หงายเอาผา้ห่มรองให้เด็กนงั่และเอาผา้ ห่มรองรอบๆข้าง ป้องกันเด็กล้มได้รับบาดเจ็บ หดัเดิน ใชพ้ ่อแม่ยนื่มือไปใหจ้บันิ้วมือเดิน แลว้เดินถอยหลัง - ของเล่น เล่นสะบ้า/เล่นลูกข่าง(เบ๊าะตะหลวย) / เบ๊าะเจี๋ยว / เบ๊าะต้งัเหาะ/ ตีลูกขนไก่ /ธนู / หน้าไม้ / เครื่องบิน (ไดร้ับลมจากการวิ่งแลว้จะหมุน) / หน้ากาก (แม่มด) ของเล่นหญิงคิ้วคิ่น ./ เป่ าใบไม้ / ตีไม้ไผ่ / เหนาะดาบต๋อย / หัดปักผ้า โดยการสอยผา้ก่อน


37 บทที่ 6 กจิกรรมการเรียนรู้ของเด็ก อดีตที่ยังไม่มีระบบการศึกษาแบบปัจจุบัน ยังไม่มีโรงเรียนสอนหนังสือ การเรียนรู้ของเด็กเมี่ยน น้ันจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยการคิดตามพ่อแม่หรือผูป้กครองไปทา งาน และจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพ่อแม่ ในระหว่างที่ท างานอยู่ในไร่ ก็จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆจากพ่อแม่สู่ลูก โดยการท าให้ดู และให้ท าตาม ท าเอง ซึ่งท าให้การเรียนรู้ของเด็กเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเด็กได้ลงมือปฏิบัติ เองอยา่งไรก็ตาม กิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆของเด็กเมี่ยนสามารถแบ่งออกไดเ้ป็นหลายๆแขนง ดงัน้ี 6.1 การเรียนรู้เรื่องกจิวัตรประจ าวันของตนเอง เด็กชาย - หัดยิงนก หัดใช้มีด พร้า จอบ เสียม ขวาน ใช้หน้าไม้ สอนการละเล่น และการท าของเล่นให้เด็ก หัดเขียนหนังสือ เมี่ยน-จีน สอนเรื่องของธรรมชาติ การดูแลธรรมชาติ การดูหน้าไหนฤดูไหนปลูกอะไร หน้าไหนอะไรออกดอก ออก ผลตามธรรมชาติ เดือน 1-3 ถางที่เตรียมปลูกข้าว เดือน 4-5 ปลูกข้าว (ปลูกไว้กิน) เดือน 3 ปลูกขา้วโพดเล้ียงสัตว์ นอกน้นัดูแลเก็บเกี่ยว เดือน 8-9 เตรียมที่ปลูกฝิ่น เพื่อหารายได้(พืชเศรษฐกิจ) ดูแลเก็บเกี่ยว เด็กชายจะเกิดการเรียนรู้จากการติดตามพ่อแม่ผู้ปกครอง ไปท าไร่ท าสวน ตามกระบวนการวิถีการด าเนิน ชีวิตของผู้ปกครอง ในอดีตการเรียนรู้จากการตามดู เรียนรู้จากพ่อแม่ จากความจริง ในปัจจุบันเรียนรู้สอนใหฉ้ลาด แต่ข้ีเกียจ ในอดีตเป็ นการเรียนรู้ถ่ายทอดสืบกันมาด้วย การท าเจ้ยม๋า เจ้ยก๋อง ช้าวเจ้ย (นับกระดาษ) การพับกระดาษ การต้งัโต๊ะพิธีกรรม หดัใชชุ้ดผใู้หญ่ (เส้ือผา้)ร้องเพลงโตต้อบ หนุ่ม สาว เล้ียงมา้เกี่ยวหญา้ใหม้า้มดัมา้ต่าง สอนบทสวด สุภาษิต หัดตัดกระดาษ (จุเจ้ย, พับกระดาษ , ตัดกระดาษเงิน)


38 เด็กหญิง เล่นข้ีฝ่นุเล่นขายของ สีดอกไม้ เด็กผู้หญิง 6-8 ขวบ สอนใช้เข็ม หัดปักเศษผ้า 8-10 ขวบ ปักผ้าดอกที่ปักง่าย สอนท ากับข้าว ท างานครัว งานบ้าน กวาดบ้าน เก็บผกัเล้ียงหมูเล้ียงไก่ อายุ 10-14 ขวบ ต าข้าว ไปท าไร่กับพ่อแม่ ****อดีต 30-40 ปี จอบไม่มี มีงิว 6.2 หว่า อ๊อม และปริศนาค าทาย อ๊อมแก๊ง (ประตู) เอียดติ้วเฟยฝินฉุนเฝยฟาง เป๊ ดก้อยุ่นโต้วเหล่วาง เซียนเหยยีวเจ๋จยา้งตา้ยฟางก้บั เย่นหมาวเจ๋จย้างเก้าะเจย๋ยาง แปล ด้าย 1 เส้น ร้อยท้งัสี่ดา้น 8 มุมกลมๆข้างในกลวง เวลา 2-3 ทุ่มจะมาบรรจบกัน ตอนเช้า 5-6 โมงก็จะเปิ ดต่างคนต่างไป อ๊อมฟ้อ (แม่กุญแจ , ลูกกุญแจ) ตุ่น ตุ่น ยุ่น ยุ่น ฮ้างเม่งกู้ กว่าจย้อยม่วนจินฮ้างเฝี ยวจ้อย เจยยีวเจเ้จ้ียนซองจยงิกคอยเอ๋ ย้างเจ๋เจียนซองเอ๋เหม่กคอย แปล กลมๆเหมือนกลองที่ใช้ดี คล้องไว้ที่ประตูมีความส าคัญ ถา้แมน้เป็นเน้ือคู่กนัแลว้ก็เปิดออก ถา้ไม่ใช่เน้ือคู่กนัก็เปิดไม่ออก ก๋วยหมวั่โจ๋งจยอ้ย ก๋วยหมวั่จวงจยอ้ยแป่งยา่งเต่กคอยควากิ้จใจ๋ยฮา้งฟินโตว้ นิ่นดองเจียมเป๊ดเมี่ยนโยอืมฮนั่นินโหลวจิ๋งแปลโตว้เหลเต้ียม แปล มีของสิ่งหน่ึงลงในพ้ืนดิน เป็ นผลไม้ชนิดหนึ่งบนสวรรค์ เมื่อยังเป็ นผลอ่อนอยู่จะไม่มีคนชอบ เมื่อสุกจึงจะมีคนมาเก็บกิน


39 อ๊อม บะ ฮนอย (ดวงอาทิตย์) เลี่ยวฟามเชียววน่เสหม่วนเจ้ียม จยวงฝุยนินแกนแซงถายย่าง จยวงฝุยนุ่นแกนถ่ายย่างโหล๋ จยางฝยุนิ่นแกนถายป้วนยา่ง แปล ฉันเอาเพลงของเลี่ยวฟามมาถามคุณ ปี ไหนที่พระอาทิตย์ออก ปีไหนที่พระอาทิตยแ์ก่ ปี ไหนที่พระอาทิตย์ตกดิน คอย (การแก้หรือการทาย) เลี่ยวฟามเชียวว่นโหยฮืมซ้ายหม่วน เย่นหมาวเจ๋จย้างแซงถายย่าง หืมเหม่จย้จียา้งถายยา่งโหล เซียนเหยียวเจ๋จย้างกวยป้วนยาง แปล คุณไม่ต้องถามฉันก็รู้อยู่ เวลา 5 – 6โมงเชา้พระอาทิตยจ์ะข้ึน 11 – 12 โมง พระอาทิตยจ์ะแก่เวลา 6 – 7 พระอาทิตย์จะตกดิน ปริศนาค าทาย เอียม โก หมงั่มี่ง เลี่ยน เลี่ยน มี่ง เถาไห้ญนั่เมี่ยน อยู่ไกลมองเห็นลับๆ ไปถึงกินคนได้ ตอบ บ้าน ม่าย ติ้ว เฮมย นอ ผาน เจี๋ย ฒอง ผาน เจี๋ย เอลี๋ยง เหยียด ฑุ พิด อมยั๊ตงั๋ มีเถาวัลย์เส้นหนึ่งพาดผ่านดอย ผ่านไร่ เอามีดตัดเท่าไรก็ไม่ขาด ตอบ ถนน เอียม โก หมงั่มี่ง อลู้ง อลู้ง มี่ง เถา ปวัด เหยียด ตุย บุ๊ง อยู่ไกลๆมองเห็นเป็ นต้นๆ พอไปถึงเป็ นกระดูกคน 1 คน ตอบ ขิง อึ นอม หลบ เปย้ ตอน เหยียด เอลา ฒอย เถา อวั๊ด่าง ลู่ง กอน ก้อนหิน 2 ลูก ปาไปไกลถึงขอบฟ้า ตอบ ดวงตา เอียม โก มี่ง มี่ง โย่ว โหยว มี่ง เถา หมงั่เหยยีด ซูง โฒ่ว


40 อยู่ไกลๆมองเห็นเป็ นมัน ไปถึงพลันเห็นเป็ นตะเกียบ ตอบ ถั่ว จ้นัอง ไอ๊ด่อม ดอม เจี๋ย ซิน ตา้ย ฒิ๊กะ เซีย อนุ๊ด ตาเฒ่าตัวด า ตื่นมาเอาสะดือผิงไฟทุกเช้า ตอบ หม้อหุงข้าว ฝาว เดี๋ยง เมย เมย ก๊าด จาง อ้ือ ม่าย ฑ้าม ก๊าด เฮย้ยีว อ้ือ ม่าย เฮมย ข้ึนตน้ ไมห้ลดัๆ ปาดคอไม่มีเลือด ปาดหวัใจไม่มีมนั ตอบ มด จนั่อง อยั๊ปุ๋ย บวัะ ต่ม จนั่อง ฮลัง ต๋ง อนอม ซยัง ลุงตวัเต้ียแบกถุงปุ๋ย ลุงตัวสูงใส่หมวกไต (งอบ) ตอบ เห็นโกน (เจ้ียวกง) ปยา อนอม ฒอง เหยียด อนอม ฒอง ก๊ม คว้าย หงา เขา 5ยอด แต่ละยอดมีกระเบ้ืองปิด 1 แผ่น ตอบ มือ , เล็บมือ ม่าย เตา้เฑ้ีย นอ แช็ด แช็ด หยนั่ตุ๊เหยยีด หลา กะ แหมะ มีกระแต ตัวหนึ่ง ได้ยินเสียงแก๊ดๆ ตอบ กะแหมะฟั้วะ (ที่แกะขา้วโพดพ้ืนบา้นของเมี่ยน) 6.3 นิทาน นิทานหรือ โก้ว นิทานจดัไดว้่าเป็นส่วนหน่ึงของวฒันธรรมคิ้วเมี่ยน แมว้่าจะไม่ใช่เน้ือหาทางวฒันธรรมท้งัหมดก็ ตาม แต่หน้าที่ของนิทานก็มีอิทธิพลไม่น้อยในการสนับสนุน ความเชื่อ ทัศนคติและสถาบันที่มีอยู่ใน สังคม ตลอดจนบทบาทในการควบคุมสังคมมิให้บุคคลประพฤติตนเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของ สังคม หรือเป็นทางออกใหบุ้คคลหนีความกดดนัแบบต่างๆ ของสังคม นอกจากน้ียงัเป็นกระจกส่องให้เห็น วัฒนธรรม หรือให้เห็นรายละเอียดเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันทางสังคม และเทคโนโลยี ต่างๆ ทา ให้สามารถเขา้ใจหรือเป็นภาพชีวิตในสังคมน้นั ได้ในวิถีชีวิตตามแบบวฒันธรรมสังคมของเมี่ยน


41 นิทานได้เข้ามามีส่วนในการท าหน้าที่และแสดงบทบาทดังกล่าวอยู่ไม่น้อย เมี่ยนมีนิทานที่สืบทอดมาแต่ สมัยบรรพบุรุษแพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมของตนเองเป็ นจ านวนมาก นิทานของเมี่ยน เมื่อพิจารณาถึง สาระเน้ือเรื่องนิทานตามที่แสดงความมุ่งหมาย อาจแยกไดห้ลายประเภทคือ 1. ประเภทนิทานสุภาษิต นิทานประเภทน้ีมีเน้ือเรื่องที่มุ่งสอนถึงผลของการประพฤติดีประพฤติ ชวั่เช่น ความอดทน ความยึดมนั่ในจารีตประเพณีความกตัญญู ความฉลาด ความเพียรฯลฯ นิทาน ประเภทน้ีเช่น เรื่อง “เฝยเจ๊ยะวุ่ยเวิ่น” เป็ นเรื่องธิดาคนที่ 4 ของหยุดต่ายฮู่ง ผู้มีอ านาจสูงสุดในจักรวาล ลงมาแต่งงานกับมนุษย์เพื่อช่วยเหลือคนที่ประพฤติดี หรือเรื่อง “เป่ อกาย” เป็ นลูกสะใภ้ที่แสดงความ กตัญญูต่อพ่อผัวแม่ผัวตามจารีตประเพณี จนได้รับความดีตอบแทน ฯลฯ เป็ นต้น 2. ประเภทนิทานเทศเน้ือเรื่องของนิทานประเภทน้ีมุ่งตอบปัญหาหรือช้ีแจงถึงสาเหตุที่มาของ เรื่องราวต่างๆ เช่น เรื่องซานหล่อก่อ หรือ เจี๋ยบยุ้งซุ๊ยอิ๋ม เป็นนิทานที่แสดงกา เนิดของมนุษยบ์นดอย และบนพ้ืนราบ เป็นตน้ 3. ประเภทนิทานนิยาย เป็นนิทานที่มีเน้ือเรื่องเกี่ยวกบัเทวดา นางฟ้า บนสวรรค์ หรือเทพ มนุษย์เช่น เรื่อง อู่กง ช้ีกง เป็นเรื่องของเทวดาที่ตดัหวัใหน้ ้า บนโลกมนุษยห์รือเรื่อง เสี่ย ซู่ง จุย้ เป็ นเรื่องของยักษ์เจ็ดปากกินคน ฯลฯ 4. ประเภทนิทาน ต านาน หรือนิยายปรัมปรา เป็ นนิทานเหลือเชื่อที่แสดงต านานของการเกิด สิ่งต่างๆ เช่น ต านานการเกิดโลกมนุษย์ หรือนิทานต านานการเกิดเผ่าพันธุ์ของเมี่ยน ในเรื่อง เกีย เซ็น ป๊อง หรือตา นานน้า ท่วมโลก เป็นตน้ 5. ประเภทนิทานตลกขบขัน เมี่ยนมีนิทานตลกขบขันหลายเรื่อง บางเรื่องตลกขบขันในแง่ ของการแสดงไหวพริบ ที่หักมุมของตัวละคร บางเรื่องตลกขบขันในแง่ของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่าง ชายกับหญิง หรือตลกขบขันในแง่ที่มีตัวละครมีความสามารถ เหนือมนุษย์ธรรมดา นิทานตลก เช่น เรื่องแก้ง ซ ่า โจ้ว เป็ นเรื่องของหญิงที่คลอดลูกมาเป็ น แก้ง ซ ่า โจ้ว แต่กลางคืนแปลงกายเป็นชาย หนุ่มไปเที่ยวสาว และมีความสามารถผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ ฯลฯ ตัวอย่างนิทานของเมี่ยน คนมีศีลธรรม เล่าโดย นายลิ่วจ้อย แซ่จ๋าว นานมาแล้วยังมีครอบครัวหนึ่งที่สมาชิกทุกคนเป็ นคนมีศีลธรรม ไม่เคยคิดร้ายหรือท าร้ายใคร ดงัน้นัทุกคนจึงมีชีวิตยนืยาว นบัต้งัแต่ปู่ทวด ตาทวด มาจนถึงลูก หลาน เหลน อยมู่าวนัหน่ึง เทวดาที่อยบู่นสวรรคน์ ึกอยากจะพิสูจน์ครอบครัวน้ีวา่จะยดึมนั่ในศีลธรรมจริงหรือไม่จึง แปลงกายลงมาเป็นมนุษย์รูปร่างอัปลกัษณ์เต็มไปด้วยบาดแผล น้ าเหลือง เลือด หนอง สกปรกทวั่ ร่างกาย มาแวะที่บา้นของคนมีศีลธรรมน้ีก็ไดร้ับการตอ้นรับเป็นอยา่งดีไม่มีรังเกียจแต่ประการใด ปูเสื่อ อยา่งดีสา หรับเป็นที่นอนใหแ้ขกแปลกหนา้ผนู้้ี


42 คร้ันเมื่อถึงเวลากลางคืน แขกผูน้้ีกลบัไม่ยอมนอนหลบั ไดแ้ต่นงั่เกาแผลแลว้เอาน้า หนองเลือด และสะเก็ดมาป้ันรวมกันเป็นก้อนเท่าไข่ไก่หลายก้อน เมื่อถึงเวลาไก่ขันรุ่งสว่าง เหลนสะใภ้ที่เพิ่ง แต่งงานกบัเหลนคนสุดทอ้งของบา้นน้ีก็รีบตื่นข้ึนมาหุงหาอาหารให้ทุกคนในบา้น แขกแปลกหน้าเอา กอ้นข้ีไคล น้า เลือด หนอง เหล่าน้นัมาใหพ้ลางบอกวา่เอาใส่ในหมอ้หุงขา้ว แลว้แบ่งใหค้นในบา้นกินท้งั เด็กและผู้ใหญ่ เหลนสะใภ้กลัวมาก เพราะเห็นเป็ นของสกปรก ไม่ทราบว่าจะท าอย่างไรดี จึงไปถามสามี ว่า “แขกที่มาพกับา้นเราคืนน้ีไม่นอนท้งัคืน ไดแ้ต่นงั่เกาข้ีไคล น้า เหลือง เลือด หนอง จากแผลแลว้นา มา ป้ันไดเ้ท่าไข่ไก่หลายกอ้น จะให้ฉันใส่ในหมอ้หุงขา้วให้กินหมดท้งับา้น จะท าอย่างไรดีล่ะพี่” สามีจึง บอกให้นางไปถามแม่(สามี)ดูซิ มาสามีก็ให้ไปถามพ่อสามี พ่อสามีก็ให้ไปถามปู่ ก็ถามไปเรื่อยๆจนถึงผู้ อาวุโสที่สุดในบา้น เป็นผูเ้ฒ่าที่ชรามากผมขาวท้งัศีรษะ และอายุมากกว่า 90 ปี แล้ว ท่านผู้เฒ่าจึงบอก เหลนสะใภ้ว่า “พวกเราไดย้ดึมนั่ในความดีและศีลธรรม ไม่เคยคิดร้าย หรือทา ร้ายใครก่อน ดงัน้นัหากจะ มีใครคิดร้านกับเราก็ช่างเขาเถิด เขาให้ท าอย่างไรก็ท าตามเขาบอก หากกินเขา้ไปแลว้ตายหมดท้งับา้นก็ ช่างมันเถอะ” เหลนสะใภจ้ึงปฏิบตัิตาม แลว้กินขา้วกนัหมดท้งับา้น ในคืนน้นัเอง เมื่อทุกคนนอนหลบั หมดแลว้เทวดาที่แปลงกายลงมาก็พาทุกคนข้ึนไปอยู่บนสวรรค์พอถึงรุ่งเชา้ชาวบา้นต่างแปลกใจเป็น อนัมากที่คนในบา้นหลงัน้ีพากนัเงียบหายไปหมด ประตูหน้าต่างปิ ดเงียบ จึงน าเรื่องไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ตา รวจ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุต่างก็คิดว่าบา้นน้ีคงถูกขโมย ปลน้และฆ่าตายหมดแลว้ ไดง้ดับา้นเขา้ไปดูก็ ไม่พบผู้ใด ข้าวของเงินทองก็หายไปด้วย ฟามแป๊ ะกับเองต้อย เล่าโดย นายจอ้ยโจวแซ่เติ๋น ฟามแป๊ ะกับเองต้อยเป็ นเด็กที่อยู่คนละจังหวัดกัน ต่างออกเดินทางจากบ้านเพื่อไปศึกษาต่อ (เหมือนปัจจุบันที่ต้องเรียนต่อถึงระดับปริญญา) แองต้อยความจริงเป็ นหญิงปลอมตัวเป็ นเด็กชาย เดินทาง มาถึงศาลาที่พกัคนเดินทางที่อยู่ระหว่างทางก่อน ฟามแป๊ะเห็นแองตอ้ยจึงถามข้ึนว่า “เพื่อนจะ ไปไหน” “เราไปเรียนหนังสือ” แองต้อยตอบและถามต่อไปว่า “พี่ชายหล่ะจะไปไหน” ฟามแป๊ ะตอบไป ว่า “เราก็ไปเรียน”แองต้อยถามอีกว่า “แล้วพี่ชายจะไปเรียนที่ไหนล่ะ” ปรากฏว่าท้งัสองต่างก็จะไปเรียนที่เดียวกนัเมื่อไถ่ถามอายุกนัจึงทราบว่าฟามแป๊ะมีศกัด์ิเป็นพี่ แองตอ้ย คร้ังถึงเวลาจะเดินทางต่อ ต่างก็เกี่ยงกนั ให้เดินนา หนา้ก่อน ที่สุดแองตอ้ยจึงตดัสินวา่ ใครมีอายุ มากใหน้า หนา้ไปก่อน ฟามแป๊ะจึงตอ้งออกเดินนา ตามดว้ยแองตอ้ย เมื่อมาถึงโรงเรียนท้งัสองสนิทสนมกนัมาก นอนหอ้งเดียวกนัทานขา้วร่วมโต๊ะเดียวกนัคร้ันจะลา้งมือก็ ใชน้ ้า ในอ่างเดียวกนั ใชม้ีดดา้มเดียวกนัท้งัสองมีความรักซ่ึงกนัและกนัเป็นอนัมาก หลายปีผ่านไป ท้งัสองเติบโตข้ึนและแองตอ้ยเรียนจบก่อนจึงจา ตอ้งลาฟามแป๊ะกลบับา้นก่อน แต่ประการส าคญัคือแองตอ้ยโตเป็นสาวแลว้แมน้างจะฝากนมของนางไวบ้นหิ้งแลว้ครอบแกว้เอาไวท้ี่ หัวนอน ก าชับบิดามารดาว่ามิให้ใครเปิดครอบแกว้น้ันเป็นอนัขาด แต่ดว้ยเหตุ2-3 ปี ผ่านไปแองต้อย


43 มิได้กลับไปเยี่ยมบ้านเลย บิดามารดาจึงเปิ ดครอบแก้วดูด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่พบอะไร ปรากฏว่าแอง ตอ้ยที่อยู่ที่โรงเรียนหนา้อกโตข้ึนเรื่อยๆ ดว้ยเหตุน้ีเองแองตอ้ยจึงรีบเรียนให้จบหากอยตู่ ่อไปทุกคนตอ้ง จับได้ว่านางปลอมตัวเป็ นชายเพื่อมาเรียนหนังสือ ต่อมาไม่นานฟามแป๊ ะก็เรียนจบ ด้วยความคิดถึงแองต้อย เขาจึงรีบเดินทางกลับโดยเลือกทางที่ ผ่านหมู่บ้านที่แองต้อยอยู่ และบังเอิญไปหยุดพักที่หน้าบ้านของแองต้อยพอดี เขาจ าแองต้อยไม่ได้ด้วย เหตุที่นางแต่งกายเป็ นหญิง จึงถามไปว่า “นงรู้จกับา้นของแองตอ้ยไหม เขาเคยบอกวา่บา้นอยแู่ถวน้ี” แอ งต้อยหัวเราะแล้วพูดว่า “จ าไม่ได้แล้วหรือ ฉันนี่แหละแองต้อย” ฟามแป๊ ะไม่ยอมเชื่อ เพราะไม่เคยคิด ว่าแองต้อยจะกลายเป็ นหญิงไปได้ แองต้อยจะพูดออย่างไรฟามแป๊ ะก้ไม่เชื่อ และรู้ว่าตัวเองหลงรักแอ งต้อยเข้าแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน ฟามแป๊ ะจึงโศกเศร้าด้วยความที่หลงรักแองต้อยเป็ นอันมาก และต้องการนาง มาเป็นภรรยา คร้ันบิดามารดาเห็นเขามีใบหน้าเศร้าหมองเช่นน้ันจึงไตรถาม ฟามแป๊ะก็บอกเล่าความ เป็นไปให้ฟังทุกประการ เมื่อทราบความดงัน้ัน บิดามารดาจึงปลอบว่า “อย่ากังวลไปเลยลูก หากลูกมี ความรักและตอ้งการแองตอ้ยมาเป็นภรรยาแลว้พรุ่งน้ีพ่อกบัแม่จะรีบไปสู่ขอนางใหเ้จา้เอง” รุ่งข้ึน บิดาและมารดาของฟามแป๊ะจึงรีบเดินทางไปสู่ขอแองตอ้ยจากบิดาและมารดาของนางทนัทีแต่ก็ สายไปเสียแลว้แองตอ้ยถูกยกให้หมาจ่าซ่ึงเป็นเศรษฐีที่มาสู่ขอแองตอ้ยก่อนหนา้น้ีแลว้ 3 วัน ความจริง บิดามารดาของแองต้อยก็อยากได้ฟามแป๊ ะเป็ นบุตรเขย หากแต่ว่าเขาส่งบิดามารดามาช้าไปเพียง 3 วัน เท่าน้นัเอง แองต้อยเสียใจมากที่ฟามแป๊ ะมาสู่ขอนางช้าไป จึงฉีกผ้าที่นุ่งใช้ปากกาเขียนเป็ นจดหมายแล้วน า มีดอันเล็กๆสอดไปด้วย ฝากบิดมารดาของฟามแป๊ ะไป เมื่อฟามแป๊ ะเปิ ดจดหมายอ่านก็ทราบว่าแองต้อย เป็นคู่หม้นัของหมาจ่าไปเสียแลว้ ในจดหมายน้นัแองตอ้ยเขียนวา่ “ชาติน้ีเราไม่มีวาสนาไดอ้ยรู่ ่วมกนัแต่ ขอให้ชาติหน้าเราได้อยู่ด้วยกันเถิด หากฟามแป๊ะเสียชีวิตลงก่อนก็ให้หาที่ฝังบริเวณริมถนนหลวง(หรือ ถนนซูปเปอร์) เมื่อฟามแป๊ ะอ่านจบ เขาก็กลืนจดหมายลงไปพร้อมมีดอันเล็กๆที่แองต้อยสอดมาด้วย มีดจึงบาด คอเขาเสียชีวิตลง บิดามารดาของฟามแป๊ะเสียใจมากเมื่อไปหาหมอผีเพื่อหาที่ฝังศพ ก็ไดท้ ี่ฝังริมทางหลวงขณะน้ันเอง หมาจ่าส่งคนไปรับแองตอ้ย เจา้สาวผา่นมาพอดีที่กา ลงัจะฝังศพฟามแป๊ะ แองตอ้ยเห็นดงัน้นัจึงวิ่งเขา้ไป ใชเ้ทา้ถีบหีบศพให้เปิดออก และกระโดดเขา้ไปในศพของฟามแป๊ะแลว้หายไป ท้งัสองกลายเป็นผีเส้ือ 2 ตัว หมาจ่าไม่พอใจและเสียใจมาก ให้คนไปขุดหลุมศพของฟามแป๊ ะเพื่อดูว่าแองต้อยหายไปไหน ขุดลงไปก็ไม่พบอะไรเลย คงมีแต่ผีเสื่อ 2 ตัวบินคู่กันบนท้องฟ้า


44 ฟามเจี้ยะโก้ว เล่าโดย นายจอ้ยโกวแซ่เติ๋น นานมาแล้ว ยังมีชายผู้หนึ่งยากจนมาก ชื่อว่า ฟามเจี๊ยะโก้ว เขาไม่มีพ่อ มีแต่แม่ มีอาชีพเผาถ่าน ในป่ าแล้วน าถ่านมาให้แม่เอาไปขายที่ตลาด เพื่อนา เงินซ้ือขา้วสารมาหุงกิน ทา เช่นน้ีจนกระทงั่อายุราว 19 ปี อยมู่าวนัหน่ึงขณะที่กา ลงัเผาถ่านตามปกติเขาเกิดความรู้สึกร้อนจึงนงั่พกัสักครู่บงัเอิญในเวลา เดียวกนัน้ันมีเทพธิดาท้งัเจ็ดองค์เหาะเที่ยวเล่นมากลางอากาศ นา แตงโมมารับประทานดว้ย ฟามเจี๊ยะ เทพธิดาองค์ที่สามมองลงมาบนโลกมนุษย์เห็นชายหนุ่มคนเผาถ่านนงั่ตวัดา มะเมื่อมอยู่ เธอจึงพูดกับเทพธิดาพี่ๆน้องๆของเธอว่า “ดูท่าทางเจา้หนุ่มนั่นน่าสงสาร เราน่าจะให้แตงโมเขาสักชิ้น หนึ่งนะ” “เอาสิ” เทพธิดาท้งัหมดตอบ แลว้ก็ผ่าแตงโมหน่ึงชิ้น ผูกดว้ยดา้ยสีขาวแลว้ค่อยๆหย่อนลงมาให้ ชาย หนุ่มจึงรับประทานเน้ือแตงโมจนหมดเหลือแต่เปลือก แลว้เขียนอกัษรไวท้ ี่เปลือกว่า “เดือนยี่ได้กิน แตงโม ปี หน้าเดือนยี่ได้แต่งงาน” แลว้เอาดา้ยเส้นเดิมผูกเปลือกไว้ฟามเจี๊ยะดึงเปลือกข้ึนไปอ่าน และ แล้ว เมื่อเดือนยี่มาถึงอีกคราว เด็กหนุ่มก็ได้แต่งงานกับฟามเจี๊ยะจริงๆ 6.4 การเรียนรู้เรื่องชุมชน สังคม เครือญาติ ระบบครอบครัว ครอบครัวเมี่ยนน้ันส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยาย คือ มีคู่สมรสในครอบครัวหลายคู่เช่น ปู่ย่า พ่อแม่ลูกชายลูกสะใภ้และหากครอบครัวใดมีลูกชายหลายคน ก็อาจจะมีคู่สมรสมากข้ึน สมาชิกใน ครอบครัวก็อาจจะมีต้งัแต่2-20 คน ซึ่งประกอบด้วยปู่ ย่า บิดามารดา ลูกชายลูกสะใภ้ ลูกสาวที่ยังไม่ แต่งงาน หลาน ในครอบครัวก็จะมีหัวหน้าครอบครัวที่ทุกคนจะต้องเคารพเชื่อฟังหัวหน้าครอบครัว และ แต่ละคนในครอบครัวก็จะเคารพกนัตามศกัด์ิให้ความเคาระแก่ผูอ้าวุโส การนบัญาติจะเกิดข้ึนทางฝ่าย ชายและฝ่ ายหญิง เมี่ยนให้ความนบัถือและสืบเช้ือสายทางฝ่ายชายโดยลูกจะใช้แซ่ตามพ่อและถือวิญญาณบรรพบุรุษของ พ่อ ชาวเมี่ยนมีอิสระในการเลือกคู่ครอง นิยมที่จะแต่งงานกับคนในกลุ่ม ชายและหญิงที่ใช้แซ่เดียวกัน แต่อยู่คนละกลุ่มเครือญาติย่อย สามารถแต่งงานกันได้ โครงสร้างทางครอบครัว 1. ตระกูลแซ่ของเผ่าเมี่ยนในประเทศไทย - แซ่พ่าน (โล่ห์เป้ียนเมี่ยน) - แซ่ลี (โล่ห์เหลยเมี่ยน) - แซ่จ๋าว (โล่ห์เจ๋วเมี่ยน) -แซ่ตงั๋ , เติ๋น , เต็น ,เติน (โล่ห์ตงั่เมี่ยน) - แซ่ล่อ (โล่ล่อเมี่ยน) -แซ่ว่าง (โล่ห์ย่างเมี่ยน) - แซ่ฟุ้ง (โล่ห์ปู๋ งเมี่ยน) -แซ่เฉิน ,แซ่ฉิ่น (โล่ห์จนั่เมี่ยน)


45 - แซ่เลี่ยว (โล่ห์เลี่ยวเมี่ยน ) -แซ่ล่วย (โล่ห์ล่วยเมี่ยน) - แซ่ตวั๊ะ(โล่ห์ตวั๊ะเมี่ยน) -แซ่ท่าว (โล่ห์ท่าวเมี่ยน) 2. การเรียงล าดับญาติและการเรียกชื่อ - การเรียกล าดับญาติในตระกูล ล าดับที่ 1 องถายแงะ + กู๋ถายแงะ (พ่อแม่ ของทวด) ล าดับที่ 2 องถาย + กูถาย (ทวด) ล าดับที่ 3 อง + กู๋ (ปู่ ย่า) ตาอง + ตากู๋ (ตา ยาย) ล าดับที่ 4 เตีย , แต + อมา (พ่อ แม่) ล าดับที่ 5 ตอน + เชี๊ยะ (ลูกชาย ลูกสาว) ล าดับที่ 6 ฟุน (หลาน) ล าดับที่ 7 ฟะ (เหลน) ข้อห้ามระหว่างคนกับคน ผู้ที่เคยผ่านพิธีกว๋าตัง , โต่วไซและซิบเม้ียนเมี่ยน (ผูป้ระกอบพิธีกรรม) ห่ามลอดราวผา้ผูห้ญิง และเส้ือผา้ของผหู้ญิงหา้มแขวนสูงกวา่ศีรษะจะทา ใหไ้ม่สบาย คนที่เป็นอาจารยถ์ ่ายทอดวิชาใหต้อ้งเป็นคนดีไม่เห็นแก่ตว หรือสาปแช่งคน ั ห้องบูชา ต้องอยู่สูงกว่าคน ในกรณีบ้าน 2 ช้นัตอ้งทา หอ้งแยกสา หรับต้งัหิ้งบูชาบรรพบุรุษ ผู้ที่ท าพิธีกว๋าตัง ช่วงที่ท าพิธีต้องถือพรหมจรรย์ ห้ามยุ่งเกี่ยวหรือมีเพศสัมพันธ์กัน เพราะในงานพิธีจะมี การปล่อยคาถาไวท้ี่หิ้งบูชาและที่ประตูใหญ่หากคนมี่เข้ามาในบ้านที่ท าพิธีและไม่ได้ถือปฏิบัติตามข้อ ห้ามน้ีจะถูกคาถาจนถึงข้นัเสียชีวิต และช่วงรับประทานอาหารจะมีคนเสิร์ฟอาหารให้เมื่ออิ่มแลว้ตอ้ง คว่า ถว้ยโดยหา้มพูดคุยกบัผหู้ญิง เมี่ยนไม่นิยมรับประทานเน้ือสุนขัเด็ดขาด เพราะถือวา่เป็นบรรพบุรุษ เมี่ยนไม่นิยมรับประทานเต่ที่มีกระดอง 12 ชิ้น จะรับประทานเฉพาะที่มีกระดอง 13 ชิ้น ลูกสะใภต้อ้งใหเ้กียรติพ่อสามีและผชู้ายทุกคนในบา้นหรือญาติที่เป็นชายมีอายมุากกวา่สามีเวลานงั่ตอ้ง นงั่ต่า กวา่หา้มนงั่เกา้อ้ีระดบัเดียวกนัหา้มนงั่รับประทานอาหารโต๊ะเดียวกนั ชายห้ามรับประทานเปี๊ ยะปู้ใจ เมื่อมีสตรีอยู่เดือนละยังไม่ได้ท าพิธีเมี่ยนคู้ ห้ามบุคคลภายนอกเข้าบ้าน สัตวป์ระกอบพิธีกรรมเมื่อนา มาประกอบเป็นอาหารก่อนรับประทานตอ้งเชิญวิญญาณบรรพบุรุษลงมา รับประทานก่อน คนเตรียมพิธีโจ๋วตา้ง ก่อนรับประทานอาหารต้องล้างมือ และของที่ใช้ส าหรับงานพิธีห้ามแตะ ต้อง ห้ามดม ห้ามชิม


Click to View FlipBook Version