The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าเมี่ยน E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 04:58:03

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าเมี่ยน E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าเมี่ยน E-book

46 ซุ่ยติ(คนเป่าปี่) และ ซิ่งซุ้ย ตอ้งเป็นคนที่มีครอบครัว และคู่สมรสยงัอยู่ไม่นิยมเชิญคนเป่าปี่ที่ไม่มีคู่ สมรส เพราะถือวา่ ไม่เป็นศิริมงคลคนที่จะเป็นซิ่งซุย้ก็ตอ้งเป็นคนที่มีคู่สมรส เมื่อไปถึงบ้านหากเจ้าของบ้านไม่เชิญเข้าบ้านไม่ควรเข้า เมื่อเจา้ของบา้นยกน้า ชามาใหห้ากไม่ไดข้อบคุณไม่นิยมดื่ม ไม้ที่ท าเป็ นราวแขวนข้าวหากล้มลง (ล้มในขณะที่ยังมีข้าวอยู่) ต้องท าพิธีเรียกขวัญข้าว 6.5 ความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเกี่ยวกับสุสาน (นายอุ่งหลู่ต้งัสกุลเสริมศรี) ความเชื่อเกี่ยวกับสุสานถือเป็ นเรื่องที่ส าคัญส าหรับเมี่ยน สุสานหรือหลุมฝังกระดูกของ เมี่ย นก่อนที่จะทา การฝังกระดูกจะมีการทา พิธีเลือกพ้ืนที่โดยจะมีการทา พิธีถามดวงวิญญาณของผูต้ายและ เจ้าที่ว่าจะอยู่ที่ไหน โดยหมอผีจะใชไ้ข่ไก่ดิบ 1 ฟอง โยนข้ึน ถา้ไข่ตกแตกที่ไหนก็แสดงว่าทา เลตรงน้นั ดี และสามารถที่จะฝังกระดูกได้ ถ้าไข่ไม่แตกก็ต้องท าการถามและโยนไปเรื่อยๆ จนกว่าไข่จะแตก บางคร้ังเปลือกไข่ช้นันอกแตกละเอียดหมดแต่เยื่อหุ้มไข่สีขาวขา้งในไม่แตก ก็ตอ้งโยนต่อไป พ้ืนที่ฝัง กระดูกหรือบริเวณที่เป็ นสุสานของบรรพบุรุษห้ามไม่ให้ล้มทับ หรือมีรากหญ้าเข้าไปใต้สุสานเพราะถือ ว่าเป็ นการรบกวนวิญญาณของบรรพบุรุษ จะท าให้ลูกหลานเจ็บไข้ได้ป่ วย หรืออาจจะมาเข้าฝันบอกให้ ลูกหลานไดร้ับรู้ดงัน้ันจะตอ้งทา พิธีให้ไปดูแลบริเวณสุสานให้ดีหากทา เลที่ต้งัของสุสานของบรรพ บุรุษอยู่ในท าเลที่ไม่ดี หรือที่เมี่ยนเรียกว่าไม่มี “อ้อนต้อย” ลูกหลานก็จะไม่เจริญ ความเชื่อเกี่ยวกับป่ า , ภูเขาและต้นไม้(นายเจียมโจว ต้วัอิสราวุฒิกุล) เมี่ยนมีความเชื่อว่าตามป่ าต่างๆ หรือภูเขาจะมีภูตผีวิญญาณอยู่เป็ นจ านวนมาก เมื่อเราเดิน ทางเขา้ไปอาจจะชนใส่หรือเหยียบใส่ ปัสสาวะ อุจาระในป่า ซ่ึงเป็นการทา ให้วิญญาณเหล่าน้ีได้รับ ความเดือดร้อน ทา ให้สถานที่สกปรกผีหรือวิญญาณเหล่าน้ีก็จะจบัขวญัของเราไว้ทา ให้เราเจ็บป่วย ดงัน้นัตอ้งทา พิธีขอขมาตอ่ผีหรือวิญญาณเหล่าน้ีเพื่อขอใหป้ล่อยขวญัของเรามา ภูเขา เชื่อว่ามี “ล่วงเมี่ยน” อาศัยอยู่ ถ้าท าผิด เช่น การตัดต้นไม้ , การสร้างบ้าน , การสร้างสุสาน , ท า ถนน , ขุดดิน การกระทา เหล่าน้ีอาจเป็นการลบหลู่แก่เจา้ป่าเจา้เขา ซ่ึงทา ให้เขาโกรธ ตอ้งทา พิธีแก้คือ พิธีออนล่วง , ปุนล่วง ต้องท าไปอีก พิธีบนภูเขา การกระท าพิธีแยกเป็ น 2 ประเภท คือ 1. พิธีใหญ่ ต้องมีการเขียนบทสวด ใช้หนูน้อยประมาณอายุ 2 เดือน ใช้จ๋าว , กิ๋ม , กระดาษ , สี เจียน, น้า 2 ถ้วยถว้ยแรกน้นัจะใส่น้า ผสมเลือดหมูสา หรับเป็นการเซ่นไหวแ้ป๊ะโฮว้ ส่วนถว้ยที่สองน้นั จะใส่น้า เปล่า เพื่อเป็นการเซ่นไหว้ซิงล่วง 2. พิธีเลก็ ใชไ้ก่1 ตัว ใช้วัน “จ้านฮนอย” ท าพิธี วันท าพิธีห้ามคนในหมู่บ้านไปตัดไม้ หรือท าไร่ ใกล้ๆ กับบริเวณที่ท าพิธี


47 ความเชื่อเกี่ยวกับหนองน ้า ในแม่น้า น้ีเชื่อวา่มี“อืมฮ๊อยฮุ่ง” อาศยัอยู่มีความเชื่อวา่หา้มผหู้ญิงอยเู่ดือนเอาเส้ือผา้ไปซกัลงไป อาบ หรือขา้มแม่น้า เพราะถือว่าผูห้ญิงช่วงอยู่เดือนร่างกายไม่สะอาด หากมีความจา เป็นที่จะตอ้งขา้ม แม่น้า ก็จะตอ้งเอากระดาษ (เจย้ก๋อง) มาเผาเพื่อเป็นการบอกกล่าวและขอขมาต่อเทพที่อาศยัอยู่ในน้า ถึง จะข้ามได้ ความเชื่อเกี่ยวกับจอมปลวก (นางฟามเสี่ยว อัศวไกรศรี) เมี่ยนมีความเชื่อวา่ ในจอมปลวกน้นัมีสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิอาศยัอยู่และสิ่งที่อาศยัอยใู่นจอมปลวกน้ีเป็น สิ่งที่คุม้ครองใหค้นเราเดินทางปลอดภยัเมื่อเราเดินทางผา่นจะตอ้งเก็บเอาใบไม้ใบหญ้ามาวางไว้บนจอม ปลวกคือถือว่าเป็นการมุงหลงัคาให้จอมปลวกเพื่อไม่ให้จอมปลวกน้ันโดนแดดร้อน หรือโดนฝนตก เปียกการที่จะทราบไดว้่าจอมปลวกอนั ใดเป็นสถานที่มีสิ่งศกัด์ิสิทธ์อาศยัอยู่จะสังเกตไดว้่าจะมีคนเอา ใบไมใ้บหญา้วางบนจอมปลวกแลว้หากจอมปลวกน้ันยงมีการสร้างดินทับบนใบไม้ก็แสดงว่ามีความ ั ศักดิ์สิทธิ์ จริง เวลาผ่านควรระมัดระวัง ห้ามปัสสาวะใกล้ๆกับจอมปลวก หรือบางคนดวงไม่ดีแค่เดินผ่าน เมื่อกลับบ้านมาก็จะไม่สบายต้องไปท าพิธีขอขมา ความเชื่อเกี่ยวกับนรก , สวรรค์ (นายอุ่งหลู่ต้งัสกุลเสริมศรี) เมี่ยนเชื่อว่าในขณะที่เป็นมนุษยอ์ยู่น้ันหากทา แต่เรื่องที่ไม่ดีเมื่อตายไปวิญญาณจะตกนรก เมี่ยนเรียกว่า “ต๊อดตะหยวั่ ” วิญญาณจะไม่ได้ไปเกิดใหม่ เมื่อมีญาติเสียชีวิตหลังจากงานศพผ่านไปไม่ นาน ลูกหลานก็จะมีการท าพิธีเชิญวิญญาณคนตายมาถามว่าเป็ นอย่างไรบ้าง อยู่สุขสบายหรือไม่ หาก วิญญาณตกนรกหรืออยู่อย่างลา บากก็จะบอกให้แก่ลูกหลานทราบ เมื่อรู้ว่าวิญญาณของบรรพบุรุษตก นรกลูกหลานตอ้งทา พิธีเอาวิญญาณข้ึนจากนรก พิธีน้ีเรียกวา่ “การเซาตะหยวั่ ” การข้ึนสวรรค์เชื่อว่าคน ที่จะข้ึนสวรรคไ์ดน้ ้นัคือคนที่ผ่านพิธีบวชใหญ่ (โต่วไซ) เพราะถือว่าเป็นคนมีบุญบารมี และภรรยาจะ ไดบุ้ญบารมีจากสามีซ่ึงก็สามารถข้ึนสวรรคไ์ดด้ว้ย 6.6 สุภาษิต , ค าสอน , ค าพังเพย สุภาษิต บทกวีตอ้งแต่งใหผ้ทู้ี่ซ้ึงในบทกวีฟัง ตัวหนังสือหนึ่งตัว มีค่าราวกับทองค า ความเมตตาธรรมและสัจจะมีค่าหนึ่งราวทองค า ผลสา เร็จของชีวิตอยทู่ ี่ความขยนัหมนั่เพียร ในป่ามีตน้ ไมข้้ึนเหยยีดตรง แต่โลกน้ีไร้คนซื่อตรงจริง เล้ียงลูกชายไม่อบรมสั่งสอน สู้เล้ียงลาดีกวา่ เลี่ยงลูกสาวไม่อบรมสั่งสอน สู้ล้ียงหมูดีกวา่


48 ความดีท ายาก เพราะก าลังไม่พอ ความชวั่ทา ง่ายแถมยงัมีกา ลงัเหลือเฟือ น้า ใสสะอาดเกินไปยอ่มไม่มีปลาอาศยัอยู่ คนที่เคร่งครัดเกินไปกับไร้ปัญญา เมื่อโชคชะตาลิขิตอะไรไวก้็จะเป็นอยา่งน้นัแน่นอน บุญคุณดุจน้า ทิพยท์ ี่ไหลหลงั่จากฟากฟ้า เคียดแค้นคนเป็ นได้ แต่อย่าเคียดแค้นคนตาย ผมขาวมักงอกไปตามวัยของคนอย่างไม่รู้ตัว เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ จึงมีคนกราบไว้ มีลูกกตัญญูพ่อแม่หมดทุกข์ไร้กังวล สายตาของสวรรคน์ ้นักวา้งขวาง มีลูกจนไม่นาน ไม่มีลูกรวยไม่นาน น้า ใสเพราะดินมาก้นัคุม้เอาไว้ คนหนึ่งเล่าเรื่องเท็จ ร้อยคนเล่าเรื่องต่อ เรื่องเท็จก็กลายเป็ นเรื่องจริง พบสิ่งดีพบชา้พบสิ่งเลวร้ายราวถูกน้า แกงลวก ค าสอน เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงมองปัจจุบันต้องมองอดีต ไม่มีอดีตก็ไม่มีปัจจุบัน คนโง่ยอมคนไม่เป็ น ชีวิตทุกคนข้ึนอยกู่บัดวง ไม่ไดข้้ึนอยกู่บัคนแมแ้ต่นอ้ย ความรู้สึกของคนที่มีต่อกันเปราะบางดังกระดาษ เมื่อกระหายน้า น้า เพียงหยดเดียวก็ทา ใหก้ระชุ่มกระชวยได้ มีไร่นาแต่ไม่ท านา ยุ้งข้าวก็ว่างเปล่า หากเข้าใจอดีตและปัจจุบันไม่ถ่องแท้ เหมือนม้าวัวที่ไร้ก าลัง อยู่บ้านเชื่อฟังบิดา แต่งงานเชื่อฟังสามี ถา้ใหท้า ดีทา ไดไ้ม่เตม็ที่ก็ขออยา่ทา ชวั่จนเกินไป คนโง่กลัวภรรยา กุลสตรีเคารพสามี แม้นยากจนยังรู้สึกเป็ นอิสระ บุญคุณพ่อแม่ที่มีต่อเราในที่สุดก็มิได้เฝ้าตอบแทน ถ้ารู้จักพอก็จะเพียงพอไปตลอด


49 การยอมคนถือเป็ นความหลักแหลม ครอบครัวที่ร ่ารวยลูกหลานทนล าบากไม่ได้ พ่อลูกรักใคร่กัน ทรัพย์สินในครอบครัวไม่หดหาย ถึงเวลาอดทนตอ้งอดทน ถึงเวลาอดกล้นัตอ้งอดกล้นั ผู้ชายมากมายบาดเจ็บเพราะเหล้า ค าพังเพย การจะรู้เขารู้เราก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เมื่อเจอคนรู้ใจ จึงมีการดื่มเหลา้เกิดข้ึน เพื่อนมีอยู่มากมาย แต่เพื่อนที่รู้ใจมีไม่มาก อยู่บ้านต้อนรับแขกไม่เป็ น ออกนอกบ้านถึงรู้ว่าไร้คนอุปถัมภ์ ไม่มีใครถูกนินทาลับหลังและไม่มีใครนินทาคนอื่น มีเงินพูดอะไรก็เป็นจริง ไม่มีเงินพูดอะไรก็ไร้น้า หนกั ในป่ าย่อมมีต้นไม้พันปี แต่โลกของเราน้อยคนจักพบคนอายุสักร้อย ฝนมีดกลัวมีดไม่คม แต่เมื่อมีดคมแล้วก็กลัวบาดมือ ตอนเด็กเป็ นพี่น้องกัน โตเป็ นผู้ใหญ่กลายเป็ นคนละครอบครัว เรื่องดีปิดเงียบไม่ถูกเผยแพร่เรื่องร้ายถูกเล่าลือไปทวั่ทิศ วนัน้ีมีเหลา้วนัน้ีเมา พรุ่งน้ีมีทุกขพ์รุ่งน้ีค่อยกลดักลุม้ ดอกโบตนั๋งดงามมีไวใ้หค้นชมเชยเท่าน้นั คนเราเหมือนนกร่วมป่ าเดียวกัน เมื่ออันตรายมาถึงต่างคนต่างบิน แม่น้า เหลืองยงัมีวนัใสสะอาด ทา ไมคนเราจะมีโชคดีไม่ได้ คนตายเพราะทรัพย์สิน นกตายเพราะอาหาร เยบ็ ปักดอกไมแ้มส้วยงามแต่ไร้กลิ่นหอม ชาติหนึ่งผ่านไปเร็วราวกับม้ากระโดข้ามช่องว่าง คนเราซุบซิบนินทากัน สวรรค์ได้ยินราวเสียงฟ้าผ่า มีแต่จับผิดจุดด้อยผู้อื่น ท าไมไม่ส ารวจจุดด้อยของตัวเองบ้าง มีดคมบาดแผลติดสนิทง่าย ค าด่าคนเจ็บใจความแค้นไม่มีวันคลาย


50 6.7 การเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ(การอบรมสั่งสอน) ข้อห้ามระหว่างคนกับธรรมชาติ เมื่อเห็นรุ้งกินน้า ห้ามปัสสาวะหันหนา้ไปทางน้นัและห้ามดื่มน้า ที่ตน้น้า ที่เกิดรุ้งกินน้า การทา พิธีซิบตะปูงเม้ียน ห้ามผูห้ญิงไปร่วม และห้ามรับประทานอาหารในพิธีด้วย ไม้ที่เหลือจากการทา สะพานต่ออายุ(จ๋าเจ้ียว) , ท าโลงศพ , เผาศพ ห้ามน ามาท าเป็ นฟื น ห้ามใช้เถาวัลย์ เตี๋ยวซุย ในการเผาศพ ไม้ที่ใช้ท ากระท่อม ต้องแบก ห้ามลาก การไปคา้งแรมในป่าการจุดไฟคร้ังแรกตอ้งบอกเจา้ที่เจา้ทาง วันกรรมเสือ กรรมลม ห้ามคนนอกเข้าหมู่บ้านและในบ้าน ฉางข้าวหรือยุ้งข้าว หากล้มต้องท าพิธีเรียกขวัญข้าว ไม้ที่เคยสร้างคอกหมู , เลา้ไก่ , ฉางข้าว ไม่นิยมน าเข้าบ้าน เพราะจะท าให้คนในบ้านเจ็บป่ วย ไม้ที่สร้างบ้านแล้วสามารถเอามาสร้างอย่างอื่นได้อีก การไปฟันไร่คร้ังแรก(จ๊ะเหล้ียง) ห้ามร้องเพลง , พูดค าหยาบ เพราะเชื่อว่าจะท าให้เกิดอุบัติเหตุได้รับ บาดเจ็บ การแบ่งประเภทของต้นไม้และการใช้ประโยชน์ ต้นไม้ขนาดใหญ่ไดแ้ก่ 1. ตะโห้ว เป็ นไม้ขนาดใหญ่ ผิวหยาบ ล าต้นเกือบตรง ใบใหญ่ผลสุกสีน้า เงินอมม่วง นกจะกินผล ของตน้ ไมช้นิดน้ี 2. ตะแมง เป็ นไม้ขนาดใหญ่ต้นตรงสูงใบเรียวยาวขนาด 3 นิ้วผลสุกสีน้า ตาลคนและสัตวก์ินได้ 3. จา้ฟินเม้ียนเตี่ยง เป็นตน้ ไมข้นาดใหญ่ต้งัตรง ใบเป็นพุ่มทึบ 4. ตะน้อม เป็ นต้นไม้ขนาดใหญ่ตรงใบเรียวยาวผลสุกสีแดงเป็ นฝักคล้ายข้าวโพด 5. เยนโห่ว เป็นตน้ ไมข้นาดใหญ่เน้ืออ่อนข้ึนตามขา้งๆลา ธาร 6. เหนาะดอกเป็นไมข้นาดใหญ่ข้ึนตามป่าดงดิบ 7. ตะมุย้เป็นไมเ้น้ืออ่อน ขนาดใหญ่ต้งัตรง 8. เป็นไมเ้น้ืออ่อนผิวเรียบ ขนาดกลางถึงใหญ่ 9. กะล้นัเป็นไมข้นาดกลางถึงใหญ่ตน้ตรงใบมนัเรียวยาวผลสีเขียวกินไดท้ ้งัเน้ือและเมลด็ใน 10. เต้ียงหยา้ง เป็นไมข้นาดใหญ่ข้ึนเป็นกอ2ถึง 3 ต้น ใบมีขนาด 3 นิ้วเรียวยาวผลสีน้า ตาลกิน ไม่ได้


51 ต้นไม้ขนาดเล็ก ไดแ้ก่ทิ่นฮู่งก๋า , ปิ้งเต้ียง , จ้นัหมวงเฮ้, ปิ๋งปย๋าว, บัวเล่ , เดียธง , กะดัด , ฒา้กิ๋ง , ฟองเฉ๋ ยฆิ้ม , การใช้ประโยชน์จากไม้ขนาดเล็กส่วนใหญ่ใช้เป็ นยาสมุนไพร ไมเ้ล้ือยไดแ้ก่กะตงั๋ซู่งปุ๋ง เจ้ียมซยอง เมฮยย่าง เดียเซ้ียว โง่งอวนเมฮย เดียฉ๋าน ป้วงเดียต๋ม ป้วง เดียเฒา เมยฆ่าย แกง้จิ่น ไม่เล้ือยส่วนใหญ่จะใช้เป็ นยาสมุนไพรและใช้เปลือกท าเป็ นเชือก ไม้ไผ่ ไดแ้ก่ 1. ฮล้าวย่าง ใช้มุงหลังคา ท ารางริน สร้างบ้าน ท าฉาง กินหน่อ จักดอก จักสาน ใช้ท าฟากหรือฝา บ้าน 2. ฮล้าวด๊อก กินหน่อ ท าฟาก สานเครื่องใช้ ทeik’ibo 3. ฮล้าวโหล่ว ใช้จักรดอก กินหนอ 4. ฮล้าวบง ใช้จักรดอก กินหน่อ ท าลูกธนูหรือหน้าไม้ 5. ฮล้าวอิท กินหน่อ ท าบ้องยาสูบ ท าจ๋าว 6. มะไลฮลา้วกินหน่อใชส้ร้างร้ัว ทา ราวผกั 7. ฮล้าวเปี ยะ สานฝาบ้าน ท าบ้องยาสูบ กินหน่อ 8. ต้งัหลางฮลา้วจกัรดอกกินหน่อขา้วหลาม ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับป่ า 1. จะเข้าป่ าเมื่อไรก็ได้ ยกเว้นวันส าคัญ เช่นวันกรรมต่างๆและวันท าพิธีกรรมส าคัญบางอย่าง เช่น การท าพิธีเรียกขวัญข้าว 2. เวลาเขา้ป่าหา้มพูดถึงวิญญาณ เสือ หา้มร้องเพลงและการเขา้ป่าใหญ่ข้ึนอยกู่บัดวงของคนดว้ย ถ้าดวงแข็งก็ไม่เป็ นไร แต่ถา้กลบัมาแลว้ไม่สบายตอ้งดูหนังสือตา ราที่ซิบเม้ียนเมี่ยน ว่าสาเหตุมาจาก อะไร 3. ไม่ที่จะใช้ท าประโยชน์ทุกอย่าง เช่น ฟื น ไม้สร้างคอกสัตว์ ต้องไปเก็บจากท้ายหมู่บ้าน ห้ามตัด จากเหนือหมู่บ้าน 4. ไม้ที่ใช้ท าโลงศพต้องเป็ นไม้ตระกูล “ต๊ะ” เช่น ตะจู่ง ตะน่อม ตะโห่ว เวลาโค่นต้องให้ล้มต้น เดียว ถ้าไปทับต้นอื่นล้มลงมาด้วยถือว่าไม่ดี และไม้ที่เหลือจากการท าโลงศพหรือไม้ที่เหลือจากการเผา ศพห้ามน ามาใช้อีก ข้อห้าม ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับป่ า หากไม่ปฏิบัติอาจก่อให้เกิดผล ดงัน้ี 1. จะท าให้การท ามาหากินไม่ได้ผล ผลผลิตไม่พอกิน 2. อาจท าให้คนเจ็บป่วยถึงตายได้ดงัน้นัก่อนการตดั ฟัน จึงตอ้งทา พิธีเซ่นไหว้อญัเชิญใหไ้ปอยทู่ ี่


52 อื่นก่อน 3. การจะรู้วา่เห้ียเม้ียน หรือเยยี่นฟิวเม้ียน อนุญาตใหต้ดัหรือไม่น้นัจะทา ดงัน้ีเอาลิ่มหรือเหรียญ ทองเหลืองตอกเขา้ไปในเน้ือไม้หรือตน้ ไมน้ ้นัๆ ทิ้งไวห้น่ึงคืน วนัรุ่งข้ึนหรือเหรียญน้นัยงัคงอยู่ที่ตน้ ไม้ ก็หมายความวา่เห้ียเม้ียน อนุญาตใหต้ดัฟันได้แต่ถา้ตรงกนัขา้มลิ่มหรือเหรียญน้นัเดง้หลุดออกไป แสดง วา่เห้ียเม้ียนไม่อนุญาตใหต้ดัฟัน การล่าสัตว์ เขตป่ าเป็ นบริเวณที่ห่างไกลจากหมู่บ้านมากที่สุด เป็ นที่หาของป่ าที่ส าคัญ และล่าสัตว์ การล่าสัตว์ เมี่ยนเมื่อว่างจากงานตามฤดูกาลแล้วมักจะจับกลุ่มกันออกล่าสัตว์ บริเวณล่าสัตว์เป็ นป่ าลึก ต้องเดินทางจากหมู่บ้านถึง 2 ถึง 3 วนัข้ึนไปและต้งัที่พกั สัตว์ขนาดเล็ก สัตวเ์ล็กที่นิยมล่าไดแ้ก่นก กระแต กระรอก ตะกวด จะเป็นสัตวป์ระเภทรอง โดยจะล่าสัตว์ ใหญ่ก่อน หากไม่ไดจ้นที่สุดจึงล่าสัตวเ์ลก็และสัตวเ์ลก็น้ีเมื่อล่ามาได้เมี่ยนจะไม่“ปุ้ยจ้อย” สัตว์ขนาดกลาง เมื่อล่าได้จะต้อง “ปุ้ยจ้อย” เช่น เม่น อีเห็น ลิง ค่าง กระจง นางอาย เก้ง หมีขอ สัตว์ใหญ่ ซ่ึงเป็นเป้าหมายของการรอนแรม เพื่อล่าเป็นอาหาร ไดแ้ก่หมูป่ากวาง หมีกระทิงควายป่า สัตวเ์หล่าน้ีเมี่ยนมีขอ้ห้ามว่าพรานแต่ละคนจะล่าไดไ้ม่เกิน 5 คนต่อปี โดยปกติเมี่ยนจะล่า 4 ตัวแล้วหยุด ล่า ตัวที่ 5 จะเก็บไวย้ามจา เป็นหรือฉุกเฉิน ถือเป็นการเก็บไวแ้ก่ตน หากล่าเกินจา นวนน้ีผูล้่าจะมีอนั เป็ นไป เช่น ถูกพรานด้วยกันเห็นเป็ นสัตว์ป่ าแล้วยิงใส่ หรือเห็นคนอื่นเป็ นสัตว์แล้วยิงเขา ถูกของมีคม ถูกสัตว์ท าร้าย ดังมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เนืองๆ ข้อห้ามอีกข้อคือ ในกรณีที่ไปล่าเป็นหมู่พรานเหล่าน้ีควร ออกเดินทางไปพร้อมๆกัน ห้ามไปสมทบที่หลัง หากไม่ปฏิบัติตามก็จะเกิดกรณีเดียวกับการล่าสัตว์เกิน 5 ตวัขอ้ห้ามเหล่าน้ีเมี่ยนจะถือปฏิบตัิอย่างเคร่งคดัและสัตว์ใหญ่เหล่าน้ีเมื่อล่าได้จะตอ้ง “ปุ้ยจ้อย” เช่นกัน การปุ้ยจ้อยเป็ นพิธีเพื่อ 1. ขอบคุณ “อ้อเมี่ยน” ซ่ึงเป็นเม้ียนในเรือนซ่ึงทา หนา้ที่เจรจาขอแบ่งเป็นสัตวจ์ากผูดู้แลเล้ียงสัตว์ น้นัๆ กบัท้งัช่วยในการไล่ตอ้นสัตวม์าใหน้ายพรานไดเ้ห็นและล่าได้


53 2. ขอบคุณ “หยู่งจ้อยและ โก๋วจ้อยเมี่ยน” เมี่ยนเชื่อว่าสัตว์ป่ าทุกตัวทุกชนิดมีเจ้าของเหมือนสัตว์ เล้ียงการล่าไดเ้ป็นการบ่งเอ้ือเฟ้ือจากเจา้ของสัตวน์ ้ันๆ “หยู่งจอ้ยเม้ียน” เม้ียนที่ทา ให้สัตวเ์กิดละเป็นผู้ เล้ียงสัตว์“โก๋วจอ้ยเม้ียน” เป็นเม้ียนที่คอยดูแลเฝ้าระวงัรักษาติดตามสัตว์ ดงัน้นัเวลาปุ้ยจอ้ยจึงตอ้งเชิญท้งัออ้เมี่ยน ในเรือน เม้ียนผูดู้แลสัตว์เม้ียนเจา้ของสัตว์และ ตะปู เต๋ยเจ้ียวเม้ียน ซ่ึงเป็นเจา้ของพ้ืนที่ที่สัตวอ์ยอู่าศยัหากิน ระหวา่งการปุ้ยจอ้ยเมื่อกล่าวถึงเม้ียนใด ก็จะให้ เจ้ยก๋อง กระดาษเงิน เพื่อเป็ นการขอบคุณที่ท างานให้ ที่เสียเวลาเป็ นค่าตอบแทนแลกเปลี่ยน จึงไม่มีการ ได้เปล่าจากการล่าแต่ประการใด สัตว์ป่ าที่ห้ามล่า ห้ามกิน นกกา เมี่ยนถือว่าเป็ นผู้ส่งข่าว การเสียชีวิตหรือเหตุการณ์ร้ายแรงของญาติพี่น้องให้ทราบ เต่า เมี่ยนถือว่าเป็ นสัตว์ในต านานการเกิดของเมี่ยน โดยเฉพาะคนที่ป่ านพิธีใต่ไซ จะห้ามกินเด็ดขาด การกา หนดฤดูกาลล่าสัตว์ป่า 1. สัตวบ์กเช่น หมีหรือหมูป่า จะไม่ล่าในฤดูต้งัครรภห์รือมีลูกอ่อน 2. สัตวน์ ้า เช่น ปลาจะไม่ล่าในฤดูวางไข่ การล่า ดัก จับ สัตว์ป่ า สัตวท์ ี่ล่าโดยการใชป้ืน ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่เช่น นกขนาดใหญ่ไก่ป่า หมูป่า เก้ง กวาง สัตว์ที่ใช้วิธีการดัก จะมีต้งัแต่สัตวเ์ล็กจนถึงสัตวใ์หญ่ส่วนมากจะใชก้บัสัตวท์ ี่มาทา ลายพืชผลทางการ เกษตรและสัตวเ์ล้ียง หรือเป็นอนัตรายต่อสมาชิกในชุมชน การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่ า การล่าสัตว์ป่ าเพื่อเป็ นอาหารและนารักษาโรคบางชนิด สัตว์ป่ า เป็ นตัวควบคุมแมลงศัตรูพืช สัตว์ป่ า เป็ นตัวช่วยและผสมการแพร่กระจายพันธุ์พืช ข้อปฏิบัติที่ต้องท าเมื่อนอนค้างแรมอยู่ในป่า มีดังนี้ ขณะที่ก่อไฟคร้ังแรกตอ้งบอกกล่าวเจา้ที่เจา้ทาง เจา้ป่าเจา้เขา และสิงศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายให้รับรู้ และช่วยปกป้องคุม้ครองไม่ใหม้ีอนัตรายใดๆเกิดข้ึน หรือเพื่อไม่ใหส้ ัตวร์้ายมาทา อนัตราย ตอ้งทา ที่นอน บนเขาสูง เช่น บนตน้ ไม้หรือสร้างห่างข้ึนมาจากพ้ืนดิน ถา้จา เป็นตอ้งนอนกบัพ้ืนตอ้งปูพ้ืนดว้ยผา้หรือผา้ห่มที่นา มาจากบา้น หา้มใชใบไม้หรือใบตองปู ้ นอน และขณะที่อยู่ในป่ าคนเดียวหากมีเสียงเรียกชื่อเรา หรือเสียงทักทายห้ามหันไปดูและโต้ตอบ ห้าม


54 พูดถึงเสือหรือวิญญาณ หรือพูดทา นอนดูถูกหรือทา้ทายสิงศกัด์ิสิทธ์ิและสิ่งเหนือธรรมชาติขณะที่อยใู่น ป่าอีกท้งัใหร้ะลึกเสมอวา่เราเป็นผขู้ออาศยัคา้งแรมอยในป่ าู่ การเก็บของป่ า ของป่าที่เมี่ยนนิยมหามีท้งัของอุปโภคและบริโภค ประเภทของบริโภคไดแ้ก่หน่อไม้หน่อหวาย ผลไมป้่า ปลีกกลว้ย ยอดปาล์ม น้า ผ้ึงสะคา้น (ตะคา้น) ยอดและใบไม่เล้ือยนานาชนิด ประเภทอุปโภค ไดแ้ก่ไมก้่อสร้างประเภทถาวร จะหาจากบริเวณโหเป่ยซานไม่ได้เพราะเมี่ยนมีความ เชื่อในการใชไ้มบ้างประเภท เช่น ฝาบา้นตอ้งเป็นไม้ล่อเห่เตี๋ยงแมง เปี๊ยวตน้ก่อจวย ตะจูง้ ไมท้ ี่ใชมุ้ง หลังคาต้องเป็ น ตะซ า เปี๊ ยวนา เซว เป็ นต้น นอกจากไม้ยังมีหวายใช้ในการจักสาน ใบค้อ ยางไม้ ใบไผ่ จารีตประเพณีกบัการอนุรักษ์ป่า เมี่ยน เป็ นชนเผ่าหนึ่งที่มีวิถีการผลิตเชิงอนุรักษ์ จารีตประเพณีที่ส่อให้เห็นได้ว่าพวกเขามีแนว อนุรักษ์รักษาสิ่งแวดลอ้ม คือ มีป่าชุมชน แมบ้างคร้ังคา อธิบายต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ จะมีเพียงค าว่า “เม้ียน” ก็ตาม ผลสืบเนื่องกบัสิ่งน้ีมีผลต่อการเลือกต้งัหมู่บา้น เขตบา้น เขตไร่และเขตป่ า เป็ นต้น 6.8 เรียนรู้เรื่องการเพาะปลูก ส าหรับชาวอิ้วเมี่ยน การเลือกพ้ืนที่ส าหรับการท าเพาะปลูกน้ัน ถือว่าเป็นสิ่งส าคัญและ ละเอียดอ่อนที่สุด เพราะถ้าหากเลือกพ้ืนที่ไม่ดีหรือไม่พิถีพิถันเพียงพอ อาจมีผลกระทบต่อการ ดา รงชีวิต ดงัน้นัเมี่ยนให้ความสา คญัต่อการเลือกพ้ืนที่โดยเฉพาะมีความเชื่อว่าทุกอยา่งมีเทพดูแลรักษา อยู่ ดังน้นัการจะทา อะไรก็ตามตอ้งระมดัระวงัหากทา ให้เทพที่สถิตอยู่ทุกหนแห่งโกรธหรือไดร้ับความ เดือดร้อน เม้ียนจะทา ให้คนเจ็บป่วยหรือผลผลิตเสียหายได้ดงัน้นัเมี่ยนจึงมีหลกัเกณฑใ์นการเลือกพ้ืนที่ ดงัต่อไปน้ี 1. ไม่เลือกพ้ืนที่ที่มีความลาดชนัมาก สาเหตุที่ไม่เลือก เนื่องจากในอดีตพ้ืนที่จะใช้ส าหรับการเพาะปลูกมีมากและกวา้งขวางใครอยากทา ที่ ไหนก็สามารถเลือกตัดฟันไร่ได้ตามใจชอบ แต่ละคนหรือครอบครัวจริงไม่จ าเป็ นที่จะต้องปี นที่ลาดชัน ซ่ึงบางคร้ังอาจจะเป็นอนัตรายได้และที่สา คญัคือความอุดมสมบูรณ์ของดินมีนอ้ย 2. พ้ืนดินที่มีกอ้นหินหรือทรายมาก ท้งัน้ีเนื่องจากการเพาะปลูกจะไม่ไดผ้ลโดยเฉพาะการปลุกขา้วและขา้วโพด จะไม่ไดผ้ลเลยยกเวน้การ ปลูกฝิ่นซ่ึงผลผลิตที่ไดจ้ะดี การหมายและการจับจองพื้นที่


55 เมื่อพบพ้ืนที่หรือพ้ืนดินที่พอใจแลว้ก็จะทา การหมายพ้ืนที่ซ่ึงก่อนที่จะถึงข้นัตอนการจบัจอง พ้ืนที่น้ีเมี่ยนจะมีพิธีกรรมหรือความเชื่อเกี่ยวกบัการคดัเลือกพ้ืนที่ดงัน้ี ก่อนที่จะออกจากบ้านไปเลือกพ้ืนที่น้ันจะต้องท าพิธีเห้วเม้ียน โดยการบอกให้เทพหรือ วิญญาณบรรพบุรุษ ให้บอกเป็ นลางสงสังหรณ์ เช่น ขณะเดินทางถ้าพบหรือเจอกับ จูง(เก้ง) จูงเก้ง (กระจง) ตม้เหนาะ(ไก่ฟ้า)ถา้พบสิ่งเหล่าน้ีเมี่ยนจะไม่ทา ไรที่ตรงน้ัน แต่ถา้ไม่พบกบัสิ่งที่กล่าวมาน้นั เมี่ยนก็จะทา การถางหรือหมายพ้ืนที่ไว้ซ่ึงการหมายพ้ืนที่มี3 วิธีดงัน้ี 1. ท ารูปกากบาทที่ต้นไม้ ตลอดแนวที่จะท าไร่ 2. ถากผิวหรือเปลือกไมแ้ลว้เอาไมอ้ีกชิ้นหน่ึงเสียบลงไป ถา้หงายเน้ือไม่ออก หมายถึงจะทา ไร่ใน ปีน้ีถา้คว่า เน้ือไมเ้ขา้หาลา ตน้หมายถึงเป็นการจบัจองไวป้ีหนา้ 3. ตดักิ่งไมห้รือท่อนไมแ้ลว้นา มาผา่แฉกเอาไมย้าวประมาณ 1 ฟุต เสียบไขว้ไว้ 6.9 กิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วม ไม่มีส่วนร่วม มีส่วนร่วมคือ พิธีบวช แต่งงาน เรียกขวัญ งานศพ สะเดาะเคราะห์ ร่วมไม่ไดค้ือ ซิ้บเม้ียน ติ่นเกาะเจ้ียวต่างๆ มีเวลาหน่ึงที่ร่วมไม่ได้ งานบวช แม่บ้านจะเข้าพบไม่ได้ ซิบตะปูงเม้ียน หา้มคนหมู่บา้นอื่นเขา้ในหมู่บา้น 3วัน (นอกจากคนหมู่บ้านอื่นที่สมทบร่วมกันท าพิธี) 6.10 การละเล่น การละเล่นของเมี่ยนน้ันมีมากมายหลายแบบ ข้ึนอยู่กับแต่ละสถานที่แต่ละหมู่บ้านว่ามี การละเล่นแปลกออกไปจากปกติมากน้อยเพียงใด ในที่น้ีจะกล่าวถึงกิจกรรมหรือการละเล่นที่มีในทุก หมู่บา้นของเมี่ยน ที่เด็กๆเมี่ยนเล่นกนัดงัน้ี 1. เฮล้าด้งจ้วง ใชไ้มไ้ผท่า คลา้ยกบัหนงัสะติ๊กจะเจาะกลางไมไ้ผแ่ละทา ที่ดีดไวด้า้นล่างเพื่อดีดลูก หิน ใช้ส าหรับเด็กดต 2. มา้เกะ (ขาหยงั่) ใชไ้มไ้ผ่หรือไมธ้รรมดาก็ได้ส าหรับเด็กอายุ10 ปีข้ึนไป และส าหรับผูใ้หญ่ก็ ได้ 3. ฮน้า (หน้าไม้) ส าหรับเด็กโตจนถึงผู้ใหญ่ 4. หนอ้มจิวแฟ้ด (ปืนกา้นกลว้ย) จะนา กา้นกลว้ยมาตดัเปลือกให้ต้งัข้ึนหลายๆอนัเวลาจะเล่นก็นา ส่วนที่เราปาดไวต้้งัข้ึนแลว้ใช้มือปาดเร็วๆ จะเกิดเสียงกระทบกนัส าหรับเด็กเล็ก เพราะจะมี ความปลอดภัยกว่า 5. เป้ียมเด้ียงหนอ้ม (เป่าใบไม)้ตอ้งเป็นใบอ่อนๆ เป่ าเป็ นเพลงต่างๆ หรือเลียนเสียงสัตว์


56 6. โพง้พา้ง (ปืนไม่ไผ)่ ใชก้ิ่งไมไ้ผไ่ร่ที่ค่อนขา้งแก่สา หรับการทา เป็นกระบอกปืน และเหลาไมไ้ผ่ อีกอันหนึ่งเป็ นแกนส าหรับการยิง กระสุนนิยมใช้ผลขงต้นไม้ชนิดหนึ่ง หรือจะใช้กระดาษ หนงัสือพิมพแ์ลว้แช่น้า ใหเ้ปียกก็ไดเ้ช่นกนั 7. เฮล้าอ้งแฟ้ด(ปืนฉีดน้ า) ใช้ไม้ไผ่ที่ค่อนข้างแก่ทา เป็นตัวกระบอกและทา ที่สูบโดยตัดจาก รองเทา้แตะเก่าๆเป็นวงกลมมาเสียบกบัที่สูบ ใชส้า หรับเด็กอายุ4 ปีข้ึนไป 6.11 กิจกรรมที่แบ่งเพศหญิง ชาย เด็กชายจะเล่นปื นผาหน้าไม้ การเรียนหนังสือ การเรียนรู้พิธีกรรม การจักสาน ท าไม้กวาด เด็กหญิงจะหัดปักผ้า เป็ นต้น


57 ภาคผนวก ข้อมูลชุมชนที่ท าการศึกษาวิจัย ประวัติชุมชนบ้านสันเจริญ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน รายชื่อผู้น า กลุ่มคนหรือบุคคลอพยพเขา้มาต้งัถิ่นฐานคร้ังแรก 1. นายเจี่ยนจ้นัแซ่ล่อ 2. นายฟุออม แซ่พ่าน 3. นายเซ่งเม้ง แซ่ลี เป็ นผู้น ากลุ่ม 60 ครอบครัวอพยพจากสวนยาหลวง (บา้นขนุน้า ลกั) ปี2514 มาต้งัถิ่นฐานหมู่บา้นใน ปัจจุบนั ใช้ชื่อหมู่บา้นว่าน้า ลกัเหนือ อยู่จนถึงปี2518 มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของชุมชนต่อความ มนั่คงของชีวิตและทรัพยส์ ิน เพราะห่างไกลจากที่ทา การ(กันดาร)อา เภอ หน่วยงานรัฐไม่สามารถให้ ความคุม้ครองดูแลอย่างทวั่ถึงได้เพื่อความปลอดภยัให้ไปหาที่อยู่ใหม่ใกลก้ ับความเจริญ ติดต่อกับ ทางการสะดวกมากข้ึน ทางรัฐให้ความช่วยเหลือง่ายข้ึน ทางผูน้า กลุ่มจึงไดป้ระชุมลูกบา้นลงความเห็น ในการอพยพไปหาที่อยู่ใหม่เป็ น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่บ้านปางพริก อ.ปง จ.พะเยา 40 ครอบครัว กลุ่มที่สองยา้ยไปอยบู่า้นน้า พนั ใหม่อ.สองแคว จ.น่าน 20 ครอบครัว กลุ่มที่หน่ึงยา้ยไปต้งับา้นปางพริก อยไู่ด้5 ปี แต่มีปัญหาที่ต้งัหมู่บา้นอยบู่นไหล่เขาสูงชนัและมี ปัญหาที่ท ากิน เพราะเป็ นไหล่เขาชันไม่เหมาะในการท ากิน และในปี 2522 – 2523 ภาวะบ้านเมืองกลับสู่ คามสงบปลอดภยัแลว้ทางแกนนา ไดข้อทางอา เภอท่าวงัผาอพยพกลบับา้นน้า ลกัเหนือท้งัหมด และในปี 2523 ที่จะอพยพกลับ แกนน าชุมชนได้รับการแนะน าจากเจ้าหน้าที่รัฐในการวางผังหมู่บ้านในรูปแบบที่ ทันสมัย และน่าอยู่ใหม่โครงการ จัดสรรี่ดินที่หมู่บ้านให้อยู่อาศัยใหม่ โดยทางนายยุ่นฟุ แซ่ล้อ ได้มอบ ที่ดินใหเ้ป็นที่จดัสรรหมู่บา้นท้งัหมด ที่เห็นเป็นหมู่บา้นสันเจริญในปัจจุบนัน้ี ที่ผ่านมาเป็ นหย่อมบา้นลกัน้า เหนือ ข้ึนกบัหมู่8 บา้นน้า ลกัต.ผาตอ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ต่อมาในปี 2532 ไดข้อจดัต้งัเป็นหมู่บา้นทางการและเปลี่ยนชื่อหมู่บา้นใหม่เป็นสันเจริญ หมู่12 ต.ผาตอ อ.ท่าวังผา จ. น่าน และในปี 2534 ได้จัดแบ่งต าบลผาตอออกเป็ นผาทองอีกหนึ่งต าบล โดยบ้านสันเจริญเป็ นหมู่ที่ 6 ต. ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน จนถึงปัจจุบัน โดยมีอานาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดบา้นน้า พนัอ.สองแคว จ.น่าน ทิศใต้ ติดบา้นน้า กิต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน ทิศตะวันตก ติดกับหมู่ 2 ต.ผาช้างน้อยอ.ปง จ.พะเยา ทิศตะวนัออกติดกบับา้นน้า ลกัได้


58 พ้ืนที่ในเขตหมู่บา้นสันเจริญ ท้งัเขตมีเน้ือที่ประมาณ 20,600 ไร่ที่ต้งัหมู่บา้นและที่สาธารณะ ประมาณ 500ไร่ที่เหลือเป็นพ้ืนที่ทา กิน 7,000 ไร่ ป่ าชุมชน 8,000 ไร่ ประชากรท้งัหมดมี90 หลังคาเรือน 120 ครอบครัว ประชากรรวม 546 คน ชาย 260 คน หญิง 286 8o ประวัติดอยวาว (ดอยวาวสวนยาหลวง : ภูสัน) ดอยวาวสูงจากระดับน้ าทะเล 1,620 เมตร เป็ น แหล่งก าเนิด 14 สานน้า คือ น้า กิน้า ลกัน้า ปุก น้า สนาม น้า สระ น้า โมง น้า พนัน้า แป้ง น้า ห้วยม่วง น้า คาง น้า วาว เดิมดอยวาวเป็นพ้ืนที่ป่าดงดิบ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2380 (ราว166 ปีก่อน) มีชนเผา่เมี่ยนและ ม้งอพยพมาจากจีนโดยผ่านทางหลวงพระบางประเทศลาว เข้ามาทางอ าเภอ และหรือ อ าเภอทุ่งช้าง จ. น่านในปัจจุบนัต้งัอยทู่ ี่ดอยภูแว ราวๆ พ.ศ. 2380 – 2400 จึงได้อพยพมาที่ดอยวาว โดยมีนายว่วนเฟย แซ่ ลีเป็นผา กลุ่มอิ้วเมี่ยนเขา้มาที่ดอยวาวอยู่ได้3-5 ปี เจ้าเมืองน่านได้ข้อมูลข่าวลือที่ไม่ดีต่อชนเผ่าเมี่ยนว่า ชนเผ่าเมี่ยนเป็ นคนไม่ดี เป็ นคนที่แข็งกระด้างไม่เข้าต่อเจ้าเมืองน่าน ต่อมานาย ว่วนเฟย แซ่ลีได้น านอแรด ไปมอบเป็ นเครื่องบรรณาการต่อเจ้าเมืองน่าน เจ้าเมืองน่านเห็นผู้น า อิ้วเมี่ยนเป็นคนดีมีสัมมาคาราวะ ไม่เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาจึงอนุญาตให้อิ้วเมี่ยนอาศยัอยู่ในประเทศ ไทยได้ นาวว่วนเฟย แซ่ลี ดีใจมากจึงส่งข่าวติดต่อกับญาติพี่นอ้งอิ้วเมี่ยนที่อยปู่ระเทศลาวให้อพยพมาอยู่ ประเทศไทยได้ มีที่ท ามาหากินกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ ทางเจา้เมืองน่านอนุญาตให้มาอยู่ได้ต่อมาอิ้วเมี่ยนและกลุ่มชนเผ่าอื่นๆ ไดอ้พยพจากประเทศ ลาวมาเพิ่มมากข้ึนเรื่อยๆ ทางเจา้เมืองน่านจึงให้อิ้วเมี่ยนเลือกตวัแทนข้ึนมาปกครองตนเอง (ชาวเขา) ช่วยงานเจา้เมืองนานดูแลปกครองชาวเขาและเก็บภาษีส่งเจา้เมือง ผูน้า อิ้วเมี่ยนหลายท่านอพยพมาจาก ลาวและแกนน าชาวบา้นอิ้วเมี่ยนได้มาประชุมกันเพื่อสรรหาและคดัเลือกตวัแทน 1 คน เป็ นตัวแทน ปกครองชาวเขา และเก็บภาษีส่งเจ้าเมืองน่าน ประชุม ณ หมู่บ้านชงไพร (ช่งไฟ่ ) ซึ่งปัจจุบันคือบ้านมณี พฤกษ์ อ.เชียงกลาง จ.น่าน ในที่ประชุมไดค้ดัเลือกให้นายกา้หว่า แซ่เติ๋น เป็นตา แหน่งพญาคีรีแซ่เติ๋น (ศรีสมบัติในปัจจุบัน) ในราว พ.ศ. 2430 เริ่มอพยพมาที่ดอยวาวราวๆ พ.ศ. 2420 โดยมีแกนน าหลายท่าน จนถึงยุค 2480 – 2490 กลุ่มอิ้วเมี่ยนดอยวาว(สวนยาหลวง) โดยการนา ของนายว่วนวงั่แซ่เติ๋น นายฟุจิ้งแซ่พ่าน นาย เกี่ยมก๋วยแซ่ลิ้ว นายเย่าอยเจียวแซ่จ๋าวการต้งัถิ่นฐานแบ่งเป็นหลายหย่อมบา้น โดยมีแกนนา ดงักล่าว เป็นผูน้า ในแต่ละหย่อมบา้นแต่รวมกนั ไปทา ไร่ฝิ่นบนดอยวาวจนไดช้ื่อว่าสวนยาหลวงในปัจจุบัน ใน อดีตบริเวณน้นัเป็นบริเวณที่ปลูกฝิ่นที่กวา้งขวางที่สุดและยางฝิ่นมีคุณภาพดีที่สุด เป็นที่กล่าวขานเรื่อง ลือเป็นที่รู้จกักนัทวั่ ไปในสมยัน้นั ยุคทองในช่วง พ.ศ. 2420 – 2480 มีพ่อค้าชาวจีนมาค้าขายโดยใช้ม้า ล่อ ขนสินค้า (อุปโภค บริโภค มา แลกกบัฝิ่น)ราวเดือนตุลาคมของทุกปี กลุ่มพ่อค้าชาวจีนจะเดินทางมาจากมณฑลยูนนาน


59 มาตามไหล่เขามาต้ังร้านค้าซ้ือขายแลกเปลี่ยน ณ ดอยสวนยาหลวง ซ่ึงเป็นศูนย์กลางการซ้ือขาย แลกเปลี่ยนจุดใหญ่ที่สุด ต่อมาราวๆ พ.ศ. 2480 กลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่มาค้าขายจนคุ้นเคยกับชาวไทยภูเขา และรู้จกัเส้นทางการคา้ขายมากข้ึน จึงเปลี่ยนทิศทางจากการขนมาโดยมา้ล่อ มาทางเรือน้า โขงโดยเปิด ศูนย์รวมตลาดอุปโภคบริโภคที่ อ.เชียงคา และจะมีพ่อคา้มาซ้ือฝิ่นตามปกติชาวบา้นเมื่อขายฝิ่นไดก้็นา เงินไปซ้ือผา้ดา้ยและของอื่นๆที่จ าเป็ น ที่ตลาดอ าเภอเชียงค าอีกที่หนึ่ง อาชีพของคนในชุมชน ในปี พ.ศ. 2500-2512 ยงัอยู่ปกติโดยข้ึนกับ อ.ปง จ.เชียงราย ในปี 2513 – 2514 กลุ่มบ้านสัน เจริญยา้ยจากสวนยาหลวงมาที่ปัจจุบนัน้ีแหละ พ.ศ. 2514 ชุมชนบา้นสันเจริญเลิกปลูกฝิ่น และชุมชน ไดร้ับการแนะนา จากสงเคราะห์ชาวเขาในการปลูกพืชผกัผลไม้ปลูกฝ้าย ขา้วโพด ลิ้นจี่ลา ไย มะม่วง ในปี พ.ศ. 2523 – 2524 เริ่มจดัสรรที่ดินทา มาหากิน (ไม่ทา ไร่เลื่อนลอย) จนถึงปีพ.ศ. 2532 เปลี่ยนมา ปลูกกาแฟมากข้ึนจนถึงปัจจุบนั การจัดการทรัพยากร มาจากการท าไร่เลื่อนลอยในอดีตมาสู่การจัดการ จัดที่ดินท ากิน จัดท าขอบเขต (แบ่งสวนลูกชิต (ต๋าว)ในการดูแลรักษาป่าบริเวณที่มีตน้ชิด) แบ่งที่ทา กินเป็นสัดส่วน พ้ืนที่ป่าชุมชนและชุมชนร่วมกัน ดูแลรักษาป่ า -ปี พ.ศ. 2534 – 2535 จัดกิจกรรมปลูกป่ าเสริมป่าที่เสื่อมโทรม ท าแนวกันไฟ จนถึงปัจจุบัน -จดัต้งัชุมชนอนุรักษธ์รรมชาติ -ป้องกันไฟป่ า แนวกันไฟป่ า -การท าประชาสัมพันธ์ /ฝึ กอบรม /แลกเปลี่ยนศึกษาดูงาน /ออกกฎระเบียบการจัดการทรัพยากร -จดัระดบัของทรัพยากรธรรมชาติเช่น ป่าดงดิบ น้า ตก น้า ออกรูเพื่อเป็นที่เรียนของชาวบ้านและผู้สนใจ รวมท้งัเป็นที่พกัผอ่นหยอ่นใจของชุมชน อนุรักษส์ ัตวน์ ้า โดยเฉพาะการอนุรักษป์ลาในพ้ืนที่อนุรักษย์าวประมาณ 1 กิโลเมตร การสงวนป่ า - จุดสงวน ไดแ้ก่บริเวณที่ขยายพนัธ์สัตวน์ ้า สัตวบ์ก มีเขตสงวน เช่น น้า ตก ภูสัน น้า ออกรูเขตปา ดงดิบ ผลประโยชน์จากป่ า ยาสมุนไพร , หน่อไม้ , หวาย , ลูกชิต(ต๋าว) , ปลีกกล้วย , เห็ดป่ า , ไม้ใช้สอย


60 1. ระเบียบหมู่บ้านสันเจริญ ข้อห้าม ห้ามแปรรูปไม้ทุกชนิดน าไปจ าหน่าย ห้ามล่าสัตว์ในเขตสงวนสัตว์บก , สัตวน์ ้า ห้ามตัดไม้ในเขตห้ามตัดไม้ในเขตห้ามตัด ห้ามบุกรุกที่ท ากินขยายเข้าในเขตป่ าสงวนป่ าหวงห้าม ห้ามตัดหวายไปจ าหน่าย ห้ามตัดหน่อไม้ไปจ าหน่าย ห้ามเก็บของป่ าไปจ าหน่าย (ขายได้เฉพาะลูกชิด) ห้ามตัดต้นต๋าวไปจ าหน่าย (ขายได้เฉพาะลูกชิด) ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาเก็บหรือท าลายของป่ าทุกชนิดในเขตบ้านสันเจริญ 2. ว่าด้วยการปกครอง ห้ามยิงปื นในหมู่บ้าน หา้มคนนอกหรือคนในชุมชนนา สิ่งเสพติดมาจา หน่ายในชุมชน ห้ามเก็บลูกชิด (ต๋าว) ในเขตของคนอื่น แนวคิดของการจดัการอนุรักษด์ูแลธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้มของชุมชนบา้นสันเจริญ - มองเห็นปัญหาวิธีการด าเนินชีวิตการท ามาหากินของบรรพบุรุษอย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นไปในทางทา ลายธรรมชาติจึงเสื่อมโทรม เกิดภยัแลง้และไฟป่าเป็นปัญหา เป็นเหตุของดินน้า ป่าที่ ไม่สมบูรณ์จึงเกิดแนวคิดและปฏิบตัิเพื่อการอนุรักษร์่วมกนัข้ึน เหตุผลขอลการจัดการ ที่ผา่นมาเป็นร้อยๆปีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้มถูกทา ลายไปมากมานมหาศาล ดินไม่อุดมสมบูรณ์ ป่ าเสื่อมโทรม น้า แหง้ ไม่พอเพียงกบัความตอ้งการ เกิดความแห้งแล้งและไฟป่ า ล้วนเป็นปัญหาก่อเกิดให้ชุมชนอยู่อย่างไม่มีความสุข อยู่ได้อย่างไม่ยั่งยืน ไม่สามารถพ่ึงพา ทรัพยากรธรรมชาติได้ แต่กลับได้รับภัยจากธรรมชาติที่เสื่อมโทรม จึงเกิดความคิดร่วมกันในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ม ใหอ้ยรู่ ่วมกบัชุมชนตลอดไป เพราะหากทรัพยากรธรรมชาติถูกท าลายหมดลง ชุมชนก็ไม่สามารถจะอยู่ได้และไม่มีพ้ืนที่ที่อุดม สมบูรณ์จะไปอยู่ได้อีก ชุมชนจึงร่วมกันจัดทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ด้วยชุมชน เพื่อชุมชนเอง


61 จากปัญหา →เห็นปัญหา→เห็นคุณค่าของทรัพยากร→ร่วมกันคิดหาทางแก้ปัญหา→ร่ วมกัน วางแผน→จัดกิจกรรม→ศึกษาดูงาน→อบรมหาความรู้การจัดการทรัพยากร (องค์ความรู้)→กลับมา วางแผนงานท าโครงการ-หางบประมาณ→สู่การด าเนินงานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กจิกรรมด้านการจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาของชุมชน ส ารวจพ้ืนที่แบ่งเขตที่อยู่อาศยัที่ทา กิน เขตป่าลูกชิด (ต๋าว) ป่าสงวน ป่าฟ้ืนฟู ปลูกป่ า สงวน สัตวน์ ้า สัตวบ์ก ทา เส้นทางการตรวจป่า ส ารวจแนวเขตระหว่างหมู่บ้านกับหมู่บ้าน เพื่อแบ่งเขตรับผิดชอบการจัดทรัพยากร และการปกครอง ส ารวจหาแหล่งทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวของชุมชน ส ารวจเส้นทางและพัฒนาถนนสู่แหล่งท่องเที่ยว ปลูกป่ าใน พ.ศ. 2539 -2542 พ้ืนที่800 ไร่ พ.ศ. 2543 – 2545 ปลูกป่ าสร้างแหล่งอาหารชุมชน เช่นปลูก สะเดา มะม่วง มะขาม มะไฟ ข้ีเหลก็กระทอ้นป่าเพิ่มเติม ทา แนวป้องกนั ไฟ จดัเวรยามเฝ้าระวงัป่า ต้งัแต่เดือน มกราคม – พฤษภาคม ของทุกปี ปี ละ 2 คน (ตาม โครงการปลูกป่ าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ระยะ 1 (39-42) , ระยะที่ 2 (2543 -2545) →เขตสงวนหลวง กลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชน กลุ่มปลูกกาแฟ กลุ่มออมทรัพย์ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ กลุ่มสตรีแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์บ้านสันเจริญ กลุ่มที่1 นายเส็งกี่ แซ่พ่าน ประธานกลุ่ม นายวีรุฒน์ แซ่จ๋าว รองประธานฯ นายโหลออน แซผ่าน เหรัญญิก นายสุชาติ แซ่จ๋าว เลขาธิการ นายเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ กรรมการร่วม


62 กลุ่มที่2 นายสมดุล แซ่จ๋าว ประธานฯ นายอุ่งเส็ง แซ่ลี เลขา นายนิยม แซ่จ๋าว กรรมการร่วม กรรมการตรวจสอบ 1. นายเฉง แซ่ลี ประธานฯ 2. นายวีระเดช แซ่จ๋าว เลขา 3. นายอุ่งเจียว แซ่เติ๋น กรรมการร่วม กรรมการส่งเสริม 1. นายโหลเวิ่น แซ่ผ่าน ประธานฯ 2. นายวีระพัฒน์ แซ่ลี เลขาฯ 3. นายเก้าฟาม แซ่ลี กรรมการร่วม ที่ปรึกษา นายจันทร์เจริญ พัฒนากร อ.ท่าวังผา จ.น่าน นายเฉลิมศักดิ์ อกอุ่นพันธ์ ครูใหญ่บ้านสันเจริญ กจิกกรมกลุ่มออมทรัพย์ เก็บเงินรายเดือนหุ้นละ 10 บาท ถึง 100 บาท เริ่มต้ังแต่ปี2541 หยุดปี 2543 สมาชิก 91 คน ยอดเงินสุดท้าย 37,800 บาท จากการปล่อยกู้ + ทุน + ดอก ในปัจจุบัน เป็ นเงิน 42,000 บาท กลุ่มสตรี 1. นางงามวิไล แซ่จ๋าว ประธานฯ 2. นางจิ่มเจียว แซ่ลี รองประธานฯ กลุ่มปลูกกาแฟ 1. นายเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ ประธาน 2. นายเก้าฟาม แซ่ลี รองประธาน 3. นายโหลเวิ่น แซ่ผ่าน เหรัญญิก 4. นายโหลออน แซ่ผ่าน กรรมการ 5. นายนิยม แซ่จ๋าว กรรมการ


63 6. นายแคะเวิ่น แซ่ผ่าน กรรมการ 7. นายอูชิง แซ่จ๋าว กรรมการ 8. นายไหนลาวง แซ่เติ๋น กรรมการ 9. นายเสง แซ่ผ่าน กรรมการ 10. นายสมดุล แซ่จ๋าว เลขานุการ ที่ปรึกษา 1. นายเส็งกี่ แซ่ผ่าน 2. นายเจี่ยวชิง แซ่จ่าว คณะกรรมการชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติกลุ่มภูสัน 1. นายเจริญศักดิ์ เลิศวรายุทธ์ ประธาน 2. นายโหลออน แซ่ผ่าน รองประธาน 3. นายเก้าฟาม แซ่ลี รองประธาน 4. นายนิยม แซ่จ่าว รองประธาน 5. นายสูออน แซ่ผ่าน รองประธาน 6. นายวีรุฒน์ แซ่จ่าว กรรมการ 7. นายฟามเอ๋ย แซ่ผ่าน กรรมการ 8. นายเสง แซ่ลี กรรมการ 9. นายสุชาติ แซ่จ่าว กรรมการ 10. นายอุ่งเสงแห้ง แซจ่าว กรรมการ 11. นายเจี่ยวออน แซ่ผ่าน กรรมการ 12. นายเลาเก้า แซ่จ่าว กรรมการ 13. นายเลาหลู่ แซ่ลี กรรมการ 14. นายอู่ฉิ่ง แซ่จ่าว กรรมการ 15. นายโหลเวิ่น แซ่ผ่าน เลขานุการ ที่ปรึกษา 1. นายไสว ช่วงเงิน 2. นายเส็งกี่ แซ่ผ่าน


64 ความเป็นมาของน ้าออกรูบ้านสันเจริญ มีการเล่าสืบกันมาว่าราวๆ 3-4 ร้อยปีที่แลว้บริเวณที่น้า ออกรูปัจจุบนัน้ีเดิมเป็นปากถ้า ใหญ่มีน้า ไหลออกมาจากปากถ้า และสันนิษฐานว่าใกลๆ้กบั ปากถ้า มีหมู่บา้น มีวนัหน่ึงเด็กๆ พากนัมาเล่นน้า จบั ปลาที่ปากถ้า และมีเด็กอีกกลุ่มหน่ึงออกมาจากในถ้า ชวนเด็กที่เล่นอยปู่ากถ้า เขา้ไปในถ้า หายเขา้ไป แลว้ พ่อแม่ผูป้กครองพากนัมาหาแต่ไม่พบ เห็นแค่รอยเทา้เดินหายไปในถ้า ต่อมาไม่นานเกิดฟ้าผ่าที่หน้าผา ปากถ้า ทา ใหห้ ินถล่มพงัทบั ปากถ้า มาจนถึงทุกวนัน้ี ชาวบา้นจึงต้งัชื่อน้า ที่ออกจากรูปากถ้า ในอดีตว่าเป็นน้า ลกัเพราะลกัพาเด็กชาวบา้นหายเขา้ไปในถ้า เป็น ชื่อของถ้า ปัจจุบนัเป็นพ้ืนที่เขตสงวนท้งัสัตวป์่าและสัตวน์ ้า โดยเฉพาะ(ปลา) เพื่ออนุรักษไ์วใ้ห้กบัชนรุ่น หลงัรับรู้ต่อไป (เริ่มอนุรักษม์ ีกฎระเบียบจากปี2535) เพื่อเป็นการอนุรักษพ์นัธ์ปลา ปลาภูเขาด้งัเดิมและ เป็ นการขยายพันธ์และเยแพร่สืบต่อกันไปนานเท่านาน (มีพันธ์ปลาหายาก 6 ชนิด) ซ่ึงบริเวณเน้ือคู่ทาง ทิศตะวนัออกของหมู่บา้น เป็นจุดตน้น้า มีน้า สม่า เสมอตลอดปีน้า ใสสะอาดตลอดปีไม่เคยข่นุแมฝ้นตก ลงมาอยา่งหนกัและปลาเป็นสัตวช์้ีวดัของดิน น้า ป่า ที่อุดมสมบูรณ์ปราศจากสารพิษ สารเคมี เพร้าปลา อยไู่ม่เป็นโรคใดๆ คนสามารถดื่มน้า ได้ไม่เป็นโรคภยั ประมาณ 700 กวา่ ปีที่ผา่นมาสันนิษฐานว่าบริเวณที่ต้งัหมู่บา้นและบริเวณใกลเ้คียงเคยเป็นเมือง ของพม่า เพราะมีซากหักพังของพม่า และมีคูเมืองอยู่ล้อมลอบตามสันเขา และในราวๆพ.ศ. 2480 มีนักล่า ของเก่ามีลายแทงมาขดุเอาของเก่าไปจากบริเวณวกัเก่า ซ่ึงทุกวนัน้ียงัมีหลุมที่เขาขุดเอาของเก่าไปแลว้จะ ยงัมีซากของเก่าหลงเหลืออยบู่า้ง ถนน เริ่มสร้างปีพ.ศ. 2523 โดยการสนับสนุนรถจาก รพช. แต่งบประมาณน้ ามันเป็นของชุมชน สมทบ 6 หมื่นบาท แต่ท าได้แค่ 9 กิโลเมตรเท่าน้ัน เพราะน้ ามันหาย พอปี 2524 มีสัมปทานป่ า 8,000 ท่อน ผู้ท าสัมปทานเป็ นผู้ท าถนนไปถึงชุมชนเพื่อการตัดไม้และขนไม้ ไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เดินสายไฟฟ้าเข้ามาในชุมชนในปี พ.ศ. 2540 ประวัติโรงเรียนบ้านสันเจริญ โรงเรียนบ้านสันเจริญ เริ่มสร้างโรงเรียนโดยชุมชนและศูนยส์งเคราะห์ชาวเขา เริ่มเป็นโรงเรียน สาขาบา้นน้า แป่งเมื่อปีพ.ศ. 2530 โดยมีครูมาจากน้า แป่ง พอปีพ.ศ. 2533 ไดแ้ต่งต้งัเป็นโรงเรียนทางการ ปี พ.ศ. 2534 ไดส้ร้างอาคารเรียนช้นัเดียว 3 ห้องเรียน ปัจจุบันมีครู 6 คน นักเรียน 100 คน มี6 ช้นัเรียน ต้งัแต่ป.1 ถึง ป.6


65 ประวัตความเป็นมาของบ้านห้วยคอกหมู ในปี พ.ศ. 2511 มีประชากรประมาณ 5 -6 หลังคาเรือน อพยพมาจากบ้านผาลม หมู่ที่ 5 ต.ผาช้าง น้อย อ.ปง จ.พะเยา (ตา บลขุนควรในปัจจุบนั ) มาต้งัถิ่นฐานที่บริเวณบา้นห้วยคอมหมูต่อมามีประชากร จากจังหวัดน่าน จงัหวดัเชียงราย มาสมทบเพิ่มข้ึน ตอนแรกการปกครองข้ึนกบัหมู่บา้นหว้ยแม่แดง หมู่ที่ 6 ต.นาปรัง อ.ปง จ.พะเยา และในปี พ.ศ. 2532 ได้แยกเป็ นหมู่บ้านห้วยคอกหมู จวบจนปัจจุบัน ค าว่า “ห้วยคอกหมู” ในอดีตเล่ากนัวา่มีฝรั่งมาต้งัฟาร์มเล้ียงหมูบริเวณห้วยแพะที่ไหลผา่นหนา้หมู่บา้น จากน้นั จึงเรียกกันว่าบ้านคอกหมูเป็ นต้นมา การปกครอง จากเดิมหมู่บา้นห้วยคอกหมูเป็นหมู่บา้นสาขาข้ึนกบัการปกครองของบา้นห้วยแม่แดง หมู่ที่6 ต.นาปรัง อ.ปง จ.พะเยา ในปี พ.ศ. 2532 ได้รับการยกฐานะเป็ นหมู่บ้านอย่างเป็ นทางการเป็ นหมู่ที่ 8 ต. นาปรังอ.ปงจ.พะเยา ที่ตั้ง บา้นห้วยคอกหมูต้งัอยู่ทางตอนเหนือค่อนไปทางทิศตะวนัออกเฉียงเหนือของตา บลนาปรังอยู่ ห่างจากตัวอ าเภอปงประมาณ 11 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวพะเยา (ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1091) ประมาณ 70 กิโลเมตร อาณาเขตติดต่อ บา้นหว้ยคอกหมูเป็นบา้นที่ต้งัอยคู่ ่อนขา้งจะแยกจากหมู่บา้นอื่นๆในเขตตา บลนาปรัง อาณาเขต ส่วนใหญ่จึงติดกบัพ้ืนที่ป่า ทิศเหนือ ติดกับป่ าชุมชนหมู่บ้าน โดยติดกับบ้านแม่วังช้าง อ.จุน จ.พะเยา ทิศใต้ ติดกับบ้านห้วยแม่แดง หมู่ที่ 6 ต.นาปรังอ.ปงจ.พะเยา ทิศตะวันออก ติดป่ าชุมชนหมู่บ้าน ภูเขา ติดกับบ้านแม่ทาย ต.ออย อ.ปงจ.พะเยา ทิศตะวันตก ติดกับป่ า ภูเขาและอาณาเขตของ อ.จุน อ.ดอกค าใต้ จ.พะเยา ภูมิประเทศ พ้ืนที่ส่วนใหญ่ของบา้นห้วยคอกหมูเป็นพ้ืนที่สูง มีภูเขารอบหมู่บา้นซ่ึงเป็นป่าชุมชน มีที่ราบ บริเวณเชิงเขาเป็ นแห่งๆส าหรับการท าไร่ ท าสวน มีล าห้วยแพะไหลผ่านกลางหมู่บ้าน สภาพบ้านเรือน ส่วนใหญ่ยังไม่คงทนถาวร มีประชาชนบางส่วนยังนิยมสร้างบ้านคล่อมบนดิน ซึ่งเป็ นรูปแบบบ้านตาม วฒันธรรมเดิมของชาวอิ้วเมี่ยน อาชีพ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เช่น ปลูกฝ้าย ข้าวโพด ท าสวน เช่น สวนมะขาม ล าไย ส้ม ฐานะทางเศรษฐกิจโดยรวมยังยากจน โดยวัดจาก จปฐ ข้อที่ 25 ซึ่งผ่านเกณฑ์เพียง 25%


66 การศึกษา บ้านห้วยคอกหมูไม่มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาในบ้าน มีเฉพาะศูนย์เด็กเล็ก 1 แห่ง เด็กจึง ต้องเข้าเรียนโรงเรียนห้วยแม่แดง หมู่ 6 ต.นาปรัง อ.ปง จ.พะเยา ซึ่ งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 6 กิโลเมตร โดยมีรถรับ-ส่งทุกวัน ระดับการศึกษาของประชากรในหมู่บ้าน ระดับการศึกษา ที่จบการศึกษาแล้ว ก าลังศึกษาอยู่ ประถมศึกษา ป. 4 86 % - ประถมศึกษา ป.6 106 124 มัธยมศึกษาตอนต้น 53 22 มัธยมศึกษาตอนปลาย 13 12 ปวช. 10 10 ปวส. / อนุปริญญา 4 3 ปริญญาตรี 12 5 ปริญญาโท หรือสูงกว่า - - ไม่ได้ศึกษา จ านวน 139 ความเชื่อและศาสนา ร้อยละ 98 ปฏิบตัิตามความเชื่อด้งัเดิม(บรรพบุรุษ) ร้อยละ 2 นับถือศาสนาและความเชื่ออื่นๆ เช่น คริสต์และกวนอิม แต่ท้ังหมดยงันับถือบรรพบุรุษที่ลาวงลับไป ในพิธีกรรมทางศาสนามีการ บวงสรวงดวงวิญญาณบรรพบุรุษในงานประเพณีประจ าทุกปี ยังมีความเชื่อเรื่องศักดิ์ สิทธ์ ที่มีผลต่อ พฤติกรรมสุขภาพ วัฒนธรรมประเพณี บา้นห้วยคอกหมูเป็นชุมชนพ้ืนที่สูง (เผ่าเมี่ยน หรือ เผ่าเยา้) มีวฒันธรรมประเพณีทอ้งถิ่นที่ ส าคัญยังปฏิบัติสืบทอดต่อๆกันมา คือ ประเพณีวนัข้ึนปีใหม่ (ตรงกบัวนัตรุษจีน) ประเพณีการบวช (โต่วโซ , กว๋าตัง) ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการเกิด ประเพณีงานศพ ประชากร มีประชากรท้งัสิ้น 594 คน เป็ นชาย 295 คน และหญิง 299 คน จ านวนหลังคาเรือน 102 รวม 116 ครอบครัว


67 บรรณานุกรม เสถียรโกเศศ. ประเพญีเนื่องในการเกิด. พิมพค์ร้ังที่3. ส านักพิมพ์สยาม. กรุงเทพ. 2539 มณฑิรา เขียวยิ่ง. สร้อย อนุสรณ์ธรกุลและประไพพรรณ สุนทรไชยา. พิธีกรรมการอยู่ไฟในชนบท อีสาน , โอ. เอส. พริ๊นติ้ง เฮา้ส์, กรุงเทพ. 2537 ประสิทธิ์ ลีปรีชา. ยรรยง ตระการธ ารงและวิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์. เมี่ยน หลากหลายชีวิตจาก ขุนเขาสู่เมือง, มิ่งเมือง,เชียงใหม่. 2547 เครือข่ายวฒันธรรมอิ้วเมี่ยน. สาระองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นอิ้วเมี่ยน(เยา้). นพบุรี การพิมพ์, เชียงใหม่ 2545 ธีระพันธ์ ล. ทองค า, เกีย เซ้น ป๊ อง พระราชสาสน์พระเจ้าผิงหวางใช้ป้องกันตัวส าหรับการ เดินทางข้ามภูเขาฉบับถาวร. กรุงเทพ. 2543 เครือข่าววฒันธรรมอิ้วเมี่ยน. ซู คาย โซว, นพบุรีการพิมพ์, เชียงใหม่. 2545 เครือข่ายวฒันธรรมอิ้วเมี่ยน, ผอ ล้ีโซว, นพบุรีการพิมพ์, เชียงใหม่. 2545 เครือข่ายวฒันธรรมอิ้วเมี่ยน. เจิน กว๊าง โซว, นพบุรีการพิมพ์, เชียงใหม่. 2545 เครือข่ายวฒันธรรมอิ้วเมี่ยน. ซาน กวาง ป้าว, นพบุรีการพิมพ์, เชียงใหม่. 2545 เจสส์ จี. พูเรต์, ชนชาติเย้า เย้าเมี่ยนและเย้ามุมในจีน เวียตนาม ลาวและไทย, ริเวอร์บุ๊คส์, กรุงเทพ. มปป.


Click to View FlipBook Version