The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้อาข่า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 03:09:49

องค์ความรู้อาข่า

องค์ความรู้อาข่า

รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า


ค ำน ำ หนงัสือเน้ือหาองคค์วามรู้ทอ้งถิ่นเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการทา งานในโครงการพฒันาการศึกษา ทางเลือกแบบมีส่วนร่วมเพื่อเด็กและเยาวชน เพื่อให้เกิดการสืบทอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ สู่เด็ก และเยาวชนที่มีความเสี่ยงต่อการไม่รู้ในความเป็ นชาติพันธุ์ของตนเอง ด้วยเหตุผลที่วา่ ในระบบการศึกษาน้นั ยดึหลกัสูตรแกนกลางซ่ึงถือวา่เปิดโอกาสใหก้บัการเรียนรู้หลกัสูตรทอ้งถิ่นมากข้ึน แต่ยงัขาดการคา นึงถึง องคค์วามรู้ของกลุ่มชาติพนัธุ์ในแต่ละกลุ่มจึงทา ใหเ้กิดช่องวา่งระหวา่งการศึกษาและวฒันธรรมมากข้ึน โดย ผลกระทบที่ตามมาคือการสูญเสียองค์ความรู้ที่ส าคัญบางอย่างไป ในการจดัทา องความรู้เล่มน้ีจะมีการตรวจสอบและนา องคค์วามรู้เหล่าน้ีเพื่อใชใ้นการจดัการเรียน การสอนในชุมชนเพื่อให้เกิดการสืบทอดและถ่ายทอดองคค์วามรู้เหล่าน้ีไวสู้่คนรุ่นหลงัต่อไป ผจู้ดัทา หวงัเป็นอยา่งยงิ่วา่หนงัสือเน้ือหาองคค์วามรู้เล่มน้ีจะเป็นส่วนหน่ึงที่จะช่วยในการสืบทอด และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ดีงามไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังต่อไป ผู้จัดท ำ 10 มกรำคม 2554


สารบัญ หน้า บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ของชาติพนัธ์ุอ่าข่า • ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์อ่าข่า 1 • การนับชื่อตระกูล จึ Tseevq ของอาข่า 3 • การอพยพและการยา้ยถิ่นฐาน 4 • ประเภทกลุ่มอ่าข่า 7 บทที่ 2 กฎจารีตประเพณีและการปกครอง • กฎ หรือข้อห้ามที่ส าคัญของชาวอาข่า 11 • ประเพณีและพิธีกรรมในรอบปี 13 • โครงสร้างสังคมและการปกครอง 17 • กฎหรือข้อห้ามของเผ่าอาข่า 20 บทที่ 3 บ้านและชุมชน • ลักษณะที่ตั้งถิ่นฐาน 22 • การสร้างบ้าน 23 • สิ่งศกัดิส์ิทธิ์ในบา้น 28 • การรับแขก 29 บทที่ 4 เศรษฐกิจและการผลิต • อาชีพหลักของอ่าข่า 30 • การท าไร่ของอ่าข่า 32 • การดักสัตว์ 33 • ของใช้ในชีวิตประจ าวัน 36 บทที่ 5 โรคภัยไข้เจ็บ • สาเหตุของการเจ็บป่ วย 40


บทที่ 6 ความเชื่อ พิธีกรรม การเกิด การแต่งงาน การตาย • ความเชื่อเรื่องการเกิด 42 • ความเชื่อการแต่งงาน 60 • ความเชื่อการตาย 63 บทที่ 7 ศิลปะวรรณกรรม • การแต่งกายของอ่าข่าแต่ละกลุ่ม 65 • การละเล่นของเผ่าอ่าข่า 70 บทที่ 8 ศาสนาโลกทัศน์ของอ่าข่า • ความเชื่อเกี่ยวกบัการกา เนิดสรรพสิ่ง 77 • พิธีกรรมการเรียกขวัญ 78 บรรณานุกรม


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 1 บทที่ 1 ประวตัิศาสตร ์ ชาติพนัธ ์ุอาข่า อาข่า เป็ นแขนงหนึ่งของชนเผ่าธิเบต-พม่า รูปร่างเล็กแต่ล่า สันแข็งแรงผิวสีน้า ตาลอ่อนและกร้าน ผหู้ญิงมีศีรษะกลม ลา ตวัยาวกว่าน่องและขาแขน และขาส้ันผิดกบัผชู้าย มีภาษาพูดมาจากแขนงชาวโล-โล คล้ายกับภู ภาษาลาหู่ และลีซูไม่มีตัวอักษรใช้ วัฒนธรรมของคนอาข่าท าให้พวกเขามองชีวิตของคนในเผ่า เป็นการต่อเนื่องกนัเด็กเกิดมาเป็นประกนัวา่เผา่จะไม่สูญพนัธุ์พอโตข้ึนกลายเป็นผสู้ร้างเผา่และเป็นผรู้ักษา “วีถีชีวิตอาข่า” ในที่สุดก็ตาย และกลายเป็ นวิญญาณบรรพบุรุษคอยปกป้องลูกหลานต่อไป กฎต่าง ๆ เหล่าน้ี ครอบคลุมทุกคนในเผ่า ต้งัแต่ตื่นนอนจนถึงเขา้นอน ต้งัแต่เกิดจนตาย เป็นแนวทางสอน และแนะนา ทุกคน ในเรื่องของกฎหมายของเผ่า ประเพณี ศาสนา ลายลักษณ์อักษร อาข่าก็มีต านาน สุภาษิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีพิธีการมากมาย ที่ทา ให้หมายรู้ในเผ่าพนัธุ์และซาบซ้ึงในความเป็ นอาข่าของตน เขาสามารถสืบ สาวรายงานบรรพบุรุษฝ่ายบิดาข้ึนไปไดถ้ึงตวั “ต้นตระกูล” และรู้สึกว่าท่านเหล่าน้ัน ก่อกา เนิดชีวิตเขามา และประทานวิชาความรู้ในการเล้ียงชีวิตมาโดยตลอด เพราะเหตุที่มองตวัเองเป็นส่วนหน่ึงของโซ่สร้อยซ่ึง ร้อยมายาวนักหนา อาข่าจะอดทนผจญความยากเข็ญท้งัหลาย ดา รงเผ่าพนัธุ์ต่อไป เพื่อว่าลูกหลานจะได้ร าลึกบูชาเขา เช่น บรรพชนคนหนึ่ งในวันข้างหน้า ตามต านานของอาข่า ธรณี อึ่มหม่า (Mqmaq) และท้องฟ้า อึ่มว้อง (Mqghanr) น้ันเสกสรรข้ึนมา โดยมหาอา นาจ อ่าเผ่วหมี่แย้(Aqpoeq miq yaer) (บางคร้ังแปลออกมาว่า “พระผู้เป็ นเจ้า”) จากอึ่มว้อง Mqghanr สืบทอดเผ่าพนัธุ์กันลงมาอีก9 ชั่วเทพ คือ1.ว้องแหนะ 2.แหนะ เหยาะ 3. เหยาะเยอ 4. เยอโทะ 5.โทะมา 6. มาย้อ 7. ย้อแดะ 8.แดะแบ 9. แบซุ๊ม (1.Ghanr naevq 2. Naevq zawvq 3.Zawvqye 4.Yetor 5.Torma 6.Mayawr 7.Yawrdaevq 8.Daevqbae 9. Baesmr ) พยางค์หลังชื่อบิดา จะกลายเป็นพยางคห์น้าของชื่อบุตร ดงัน้ีเรื่อยลงมาตามแบบแผนการต้งัชื่อของอาข่า ซึ่งยังท ากันอยู่จนทุก วนัน้ีตา นานน้ีระบุว่า มนุษย์คนแรกเป็ นบุตรของแบซุ้ม ชื่อ ซุ้มมิโอ (Smrmiror) ซึ่งเป็ นบิดาของมนุษยชาติ สืบสายกันลงมาอีก 13 ชั่วโคตร จึงถึงโจ่วถ่องผ่อง ซึ่ งเป็ นมหาบิดรของอาข่าท้ังปวง เวลาที่คนอาข่าล่า รายชื่อการสืบสายของตน จะมีชื่อต้นตระกูลของเขารวมอยู่ด้วยเสมอ การร่ายรายชื่อบรรพบุรุษจนครบองค์ ซ่ึงมีอยู่กว่า 60 ชื่อน้ีมิได้ทา การพร่ าเพรื่อ จะทา ก็ในพิธีใหญ่เช่น งานศพ หรือในยามเกิดกลียุค ถึงต้อง ภาวนาขอความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษเท่าน้นัตามธรรมดาอาข่าจะไม่ร่ายครบองค์ จะไล่ช้นัไปเท่าที่จา เป็น เช่น เมื่ออาข่าแซ่เดียวกันสองคน อยากจะรู้ว่า เป็ นญาติใกล้ชิดหรือห่างแค่ไหน และที่ส าคัญเมื่อหนุ่มสาวจะ แต่งงานหรืออยู่กินกนัน้นัพ่อแม่ท้งัสองฝ่าย จะตอ้งไล่ชื่อบรรพบุรุษข้ึนไปให้แน่ใจว่า มิไดร้่วมบรรพบุรุษ


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 2 อย่างน้อย 7 ชั่วโคตรนอกจากจะทราบชัดเรื่องการสืบสายโลหิตของตน อาข่ายังทราบชัดว่าบรรพบุรุษ อพยพสืบทอดกนัมา ตามเส้นทางจีน พม่าและไทยแมว้่าภาพจะยิ่งลางเลือน ไร้รายละเอียด เมื่อไล่ข้ึนไป ไกลข้ึนๆ เราก็ได้ค าให้การที่ตรงกันจากอาข่าที่พบในพม่า ไทย และลาว ซึ่ งนับว่าเป็ น ชนชาติที่มี ประวตัิศาสตร์แจ่มชดัอย่างน่าอศัจรรยใ์จ ท้งัๆ ที่ไร้อกัขระวิธีและกระจดักระจาย พลดัพรากกันไปไกล แสนไกล


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 3 การนับชื่อตระกูลจึTseevq ของอาข่า ต้ังแต่กา เนิดฟ้าดินจนถึงมนุษย์ 1 อมึ่หม่า (ผู้กา เนิดธรณี) Mqmaq 2 อมึ่ว้อง ( ผู้ก าเนิดฟ้า) Mqghanr 3 ว้องแหนะ Ghanrnaevq 4 แหนะเหยาะ Naevqzawvq 5 เหยาะเยอ Zawvqye 6 เยอโทะ Yetor 7 โทะมา Tor ma 8 มาย้อ Mayawr 9 ย้อแดะ Yawrdaevq 10 แดะแบ Daevqbae 11 แบซุ้ม Baesmr 12 ซุ้มมิโอ๊ะ (เป็นบิดาของมวล มนุษยชาติ) Sm mir or 13 โอ๊ะโถ่โล Or toeq loe 14 โถ่โลจุม Toeq loe dzm 15 จุมหม่อแย้ Dzm mawq yaer 16 หม่อแย้จะ Mawq yaer tsav 17 จะถี่สี่ Tsav tiq siq 18 ถี่สี่ลี๊ Tiq siq lir 19 ลี๊ผ่อแบ Lir pawq baev 20 ผ่อแบอู Pawq baev uv 21 อูโหย่วหย่า Uv nyoq zaq 22 โหย่วหย่าช้อ Nyoq zaq tsawr 23 ช้อหม่อโอ๊ะ Tsawr mawq oer 24 หม่อโอ๊ะโจ่ว Mawq oer dzoeq 25 โจ่วถ่องผ่อง (จากคนนีม้ีการแยกเป็นสายตระกูลต่างๆ ของอาข่า) Dzoeq tanq panq


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 4 การโยกย้ายและตั้งถิ่นฐาน อาข่ามีถิ่นฐานเดิมอยู่ตามบริเวณภูเขาสูงทางทิศตะวนัออกเฉียงเหนือและตะวนัตกเฉียงใตข้องจีน พบว่ามีอาข่าอยมู่ากในมณฑลยนูาน โดยเฉพาะอยา่งยิ่งในแควน้ สิบสองปันนาและในมณฑลไกวเจาแต่เดิม อาข่า มีอาณาจกัรอิสระของตนเองอยู่ในบริเวณตน้แม่น้า ไทฮ้วั่สุยหรือแม่น้า ดอกทอ้ ในแคว้นธิเบต ต่อมาก็ ชนชาติอื่นรุกรานจนต้องถอยร่นลงไปทางใต้เข้าสู่มณฑล ยูนาน และไกวเจาเป็ นเวลาช้านานถึง 4,000 ปี เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองผืนแผ่นดินใหญ่ของจีน ชนเผ่าอาข่าและชนเผ่าอื่นอีกหลายเผ่าก็ได้ อพยพลงทางใต้อีก โดยการกระจัดกระจายเข้าไปอยู่ในแคว้นเชียงตุงและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศพม่า ในแคว้นหัวโขงทางภาคตะวันตกและแคว้นพงสาลีทางเหนือของลาว และในจังหวัดเชียงราย ทางตอนเหนือสุดของประเทศไทย (หนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการ จิตวิทยาแห่งชาติ / หนังสือ ชาวเขา (ขจัดภัย บุรุษพัฒน์) /อุไรวรรณ แสงศร ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาวเขา เผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาวเขา ) อ่าข่า เป็นส าเนียงเสียงพูดที่เรียกตนเองที่ถูกที่สุด โดยใชส้า เนียงเสียงน้ีจากเขต 12 ปันนาในมณฑล ยูนานของประเทศจีน ลงมาในประเทศพม่า ลาว และประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ผิดจากการศึกษาพบว่าชนเผ่าอาข่า เป็ นกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ในเขตทวีปเอเชีย โดยอาศัยอยู่ใกล้เขต ธิเบต และเขตตอนใต้ของประเทศจีน อาข่า ส่วนหนึ่งต้องอพยพเข้าเข้าสู่ประเทศพม่า เพื่อแสวงหาที่ท ากิน และเมื่อประเทศจีนได้มีการเปลี่ยนแปลงทาง การเมือง โดยเฉพาะการปฏิวัติวัฒนธรรม ท าให้อาข่าส่วนใหญ่ได้อพยพออกจากประเทศจีนเข้าสู่ ประเทศ พม่าทางแควน้เชียงตุง ประเทศลาวแขวงหลวงน้า ทาและทิศเหนือของประเทศเวียดนามเพิ่มมากข้ึน เพื่อหนี ภัยจากปัญหาต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ปัญหาการ ขาดแคลนที่ท ากิน และปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพื่อแสวงหาความสงบ และต้งัถิ่นฐานกระจดักระจายอยู่ ตามภูเขาบริเวณสองฟากฝั่งตะวนัตกและตะวนัออกของแม่น้า โขงจดฝั่งตะวนัออกของแม่น้า สาละวิน โดย กระจายตามประเทศต่างๆ ดงัน้ี ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลไกวเจา และยูนานทางตอนใต้ มีจ านวนประมาณ 50,000 คน ประเทศพม่าในแคว้นเชียงตุงของพวกไทยใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า และเมืองเล็กๆ บางเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ จ านวนประมาณ 40,000 คน ประเทศลาวแคว้นหัวโขง ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของลาว และในแคว้นพงสาลี จ านวนประมาณ 2,500 คน ประเทศไทย ในจังหวัด เชียงราย ล าปางและเชียงใหม่ ทางภาคเหนือของประเทศไทย มีจ านวนรวมกันประมาณ 9,500 คน โดย ส่วนมากแล้วจะอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 5 ( จ านวนตัวเลขประชากร อ้างจากหนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการ จิตวิทยาแห่งชาติ ) การอพยพโยกย้ายของชาวอาข่าเข้าสู่ประเทศไทย การอพยพของชาวอาข่าเข้าสู่ประเทศไทย อาข่าที่อาศยัอยู่ในประเทศไทยซ่ึงมีบรรพบุรุษพ้ืนเพ เดิม อาศัยอยู่ ทางตอนใต้ของประเทศจีน และเมื่อประมาณ 120 กว่าปี อาข่าได้อพยพโยกย้ายเข้าสู่ประเทศ ไทย โดยมี เส้นทาง 2 เส้นทางคือ เส้นทางแรก อพยพจากประเทศพม่าแคว้นเชียงตุง เข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากเกิดปัญหาทางการเมือง ดา้นฝั่งเขตอา เภอแม่จนัทางหมู่บา้นพญาไพร (ปัจจุบนัเป็นอา เภอแม่ฟ้า หลวง) โดยการน าของแสนอุ่นเรือน ชื่อภาษาอาข่าว่า "หู่ลอง จูเปาะ" Huqlan Joeqbaw และเข้ามาอาศัยอยู่ใน เขตบนดอยตุงจนกระทงั่เสียชีวิต ส่วนแสนพรหม ชื่อภาษาอาข่าว่า "หู่ปอ เจ่วปอ" Huqbaw Joeqbawซึ่งเป็ น นอ้งของแสนอุ่นเรือน ไดอ้พยพมาต้งัหมู่บา้น อาข่าทางฝั่งอา เภอแม่สาย เขตบริเวณบา้น ผาหมีและหมู่บา้น อาข่าเขตอ าเภอเชียงแสน หรือบ้านดอยสะโง้ ส่วนแสนใจ มีภาษาอาข่าเรียกว่า "ถู่แซ เจ่วปอ" Tuqsae Joeqbaw เป็ นหลานของแสนอุ่นเรือน อีกคนหน่ึงไดม้าต้งัหมู่บา้นแสนใจในเขตอา เภอแม่จนั (ปัจจุบนั บ้าน แสนใจอยู่เขตอ าเภอแม่ฟ้าหลวง) เส้นทางที่สอง อาข่า ได้อพยพโดยตรงจากประเทศจีนโดยเดินทางผ่านบริเวณตะเข็บชายแดน พม่าและแม่น้า โขงประเทศลาวและเขา้สู่ประเทศไทยโดยตรงที่อา เภอแม่สาย ปัจจุบันชุมชนอาข่าได้กระจัด กระจาย ต้งัชุมชนอยใู่นพ้ืนที่จงัหวดั เชียงราย เชียงใหม่ ล าปาง แพร่ ตาก น่าน และ เพชรบูรณ์ สายตระกูลอา ข่าที่อพยพเขา้มาในประเทศไทย (ตามที่กล่าวมา) มีท้งัหมด 5 พี่นอ้ง หมายเหตุ คนที่ 1 ชื่อว่า "หู่ลอง” ( Huq lan ) ชื่อภาษาไทยว่า "แสนอุ่นเรือน" มีบุตรชาย 4คน ชื่อลองก่า( Lan gaq )/ลองเท (Lan tei ) / ลองเจ่อ ( Lan jeq ) ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอ าเภอแม่สรวย คนที่ 2 ชื่อว่า "หู่ซ้อง" Huqsanr ชื่อภาษาไทยว่า "แสนพรหม" มีบุตรชาย 3 คน ชื่อ ซ้องโซ๊ะ Sanrsov/ ซ้องยอ Sanryawr/ ซ้องก๊ะ Sanrgav ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอ าเภอแม่สรวย คนที่ 3 ชื่อว่า "หู่โบ๊ะ" Huqbovr ชื่อภาษาไทยไม่ปรากฏ มีบุตรชาย 2คน ชื่อก่าโซ๊ะGaqsor /ก่ายา Gaqyar ซึ่งไม่ปรากฏว่าอาศัยอยู่ในเขตใดของประเทศไทย คนที่ 4 ชื่อว่า "หู่ทู" Huqtu ชื่อภาษาไทยไม่ปรากฏ มีบุตรชาย 1 คนคือ "ถู่เจ" Tuqjei คนที่ 5 ชื่อว่า "หู่เจ" Huqjei ชื่อภาษาไทยไม่ปรากฏ มีบุตรชาย 2 คน คือ เจหื่อJeiheeq / เจถู่ Jeituq โดยเจถู่ มีบุตร 3 คน คือถู่แซ Tuqsae หรือนายแสนใจ /ถู่ก่อ Tuqgawq หรือ นายหล้า และถู่เมียง Tuqmyan


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 6 ภาพแผนที่การอาศัยอยู่ของเผ่าอาข่า จ านวนประชากรอาข่า ประชากรชาวอาข่าที่อาศัยอยู่ในเขตทวีปเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน พม่า ลาว เวียดนาม และ ประเทศไทย มีอยู่ประมาณ 2.5 ล้านคน (โดยรวมกลุ่มชน "ฮานี" ในประเทศจีนด้วย) ส าหรับประเทศไทยมี ประชากรอาข่าอาศยัอยู่ตามจงัหวดัต่างๆ ไดแ้ก่เชียงราย เชียงใหม่ลา ปางแพร่ตาก เพชรบูรณ์ และน่าน มี ประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 80,000 คน โดยมีจังหวัดเชียงรายเป็ นจังหวัดที่มีชาวอาข่าหนาแน่นที่สุด อาข่า


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 7 ประเภทกลุ่มอาข่าในประเทศไทย สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่าเชียงราย . 8 กลุ่มชาติพนัธ์อาข่า – ไทยเอกสารเผยแพร่ : 2546ได้กล่าวถึงกลุ่มอาข่าในประเทศไทยดงัน้ีอาข่าเป็ นชื่อรวมที่เรียกกลุ่มชาติพันธ์ ซึ่งมีภาษาพูด ความ เชื่อ วิถีชีวิต การแต่งกายคลา้ยคลึงกนัเช่นอู่โลอ้าข่าลอม้ีอาข่า(Lawrmir aqkaq) ฯลฯ อาข่าแต่ละประเภท สื่อภาษาไม่เหมือนกัน เช่น พูดต่างกันจนสื่อกันไม่ได้เลย เช่น อู่โล้อาข่า กับอาเค่ออาข่า(Aakeq aqkaq) สื่อ กันไม่รู้เรื่อง เนื่องด้วยสายสัมพันธ์ได้ห่างไกลมานาน แต่มีข้อสังเกตถึงความเป็ นอาข่าตรงลงท้ายมีค าว่าอา ข่าถึงแม้ว่ามีประเภทที่แตกต่างกันออกไป ในประเทศไทยมีอาข่าอยู่ 8 ประเภท ดงัต่อไปน้ี 1 . กลุ่มอู่โล้อาข่า (Uqlor aqkaq) อู่โล้อาข่า หรืออาข่าไทย เป็ นกลุ่มอาข่าที่เข้ามาประเทศไทยเป็ นกลุ่มแรก เข้ามาทางภาคเหนือของ ประเทศไทยเช่นเขา้มาที่ดอยตุงแม่ฟ้าหลวงกลุ่มน้ีมีมากที่สุดในจงัหวดัเชียงรายกระจายไปสู่จังหวัดอื่นๆ เช่นเชียงใหม่ จากการศึกษาพบว่าหมู่บ้านอู่โล้อาข่า ซึ่งเป็ นที่รู้จักและแพร่หลาย และมีโอกาสได้รับการ พัฒนาจากรัฐบาลไทย มี 2 ชุมชน คือ บ้านอาข่าดอยแสนใจ อ าเภอแม่ฟ้าหลวง และบ้านอาข่าดอยสะโง้ะ อ าเภอเชียงแสน ซ่ึงสองชุมชนน้ีเป็นชุมชนอาข่าอู่โลท้ี่ไดม้าต้งัยาวนานหลายชวั่อายคุน สาเหตุที่ต้องเรียก กลุ่มน้ีวา่อูโล้หมายถึง หมวกหัวแหลม สามารถแยกค าได้คือ อู่ (Uq)ย่อมาจากค าว่า อู่ดู่(Uqduq) หมายถึงหัว โล้ หมายถึงกลมแหลมสูง เป็นการต้งัชื่อกลุ่มตามลกัษณะการใส่หมวก ซ่ึงกลุ่มน้ีจดัเป็นกลุ่มที่เด่นที่สุดใน การใส่หมวกอาข่า ประชากรอู่โล้อาข่าเป็ นกลุ่มอาข่าที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีประชากร รวมราวประมาณ 32,500 คน กระจ่ายอยู่ 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ล าปาง แพร่ และตาก ศาสนาและความเชื่อ อู่โล้อาข่า ส่วนมากยงันบัถือประเพณีด้งัเดิมอยู่กราบเซ่นไหวว้ิญญาณบรรพบุรุษ และ บางส่วนได้หันไปนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หมู่บ้านอาข่าอู้โล้ที่มีประชากรมากที่สุดคือบ้านแสน เจริญเก่า ตา บลวาวีอ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 2 . กลุ่มลอมี้อาข่า (Lawrmir aqkaq) ล่อม้ีอาข่า หรืออาข่าพม่า เป็ นกลุ่มอาข่าที่มีความขยันขันแข็ง มีประชากรรองมาจากอู่โล้อาข่ากลุ่มน้ี อพยพมาจากประเทศพม่า และได้เข้ามาอาศัยประเทศไทยในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่เป็นส่วนมากกลุ่มน้ี อพยพเข้ามาประเทศไทยหลังอู่โล้อาข่า มีมากที่สุดสองอ าเภอ คืออ าเภอแม่ฟ้าหลวง และอ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย สาเหตุที่เรียกชื่อล่อม้ีหมายถึง ดอยหมีเนื่องจากอาข่ากลุ่มน้ีเคยอาศยอยู่ในประเทศพม่า ที่ ั มีชื่อดอยว่าดอยหมีชนเผา่อาข่าเรียกเพ้ียนไปเป็น ลอยหมีชื่อกลุ่มน้ีจึงถูกเรียกลอยหมีในประเทศพม่า พอ อพยพเขา้สู่ดินแดนประเทศไทยเรียกเพ้ียนอีกเป็น ล่อ ม้ีและใชเ้รียกกนัถึงจนทุกวนัน้ีประชากรและพ้ืนที่อยู่ อาศยัของกลุ่มอาข่าล่อม้ีเป็ นกลุ่มประเภทที่มีประชากรรองลงมาจากอู่โล้อาข่า มีประชากรราว 30 % หรือ ประมาณ 19,000 คน กระจายอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และตาก ศาสนาและความเชื่อล่อม้ีอาข่า ประมาณ 55 % ยงันบัถือความเชื่อด้งัเดิม คือบูชาวิญญาณบรรพบุรุษ มีการประกอบเทศกาลและพิธีกรรม เหมือนกับอู่โล้อาข่าและบางส่วนได้ได้หันไปนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ ภาษาพูด กลุ่มน้ีมีการใชภ้าษาพูด


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 8 เหมือนกับกลุ่มอู่โล้แต่มีการเน้นเสียงไม่สูง 3 . กลุ่มผาหมีอาข่า (Paqmir aqkaq) ผาหมีอาข่า หรืออาข่าจีน กลุ่มน้ีไดร้ับการขนานนามวา่กลุ่มพ่อคา้เนื่องจากกลุ่มน้ีเคยอาศัยร่วมกับคน จีน มีการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ท าให้วิถีชีวิตหลายอย่างเหมือนกับคนจีน พ้ืนเพเคยอาศยัที่เขตสิบสองปันนา มณฑลยูนาน ประชากรส่วนมากอาศัยอยู่ในประเทศจีน และมีน้อยในประเทศไทย กระจ่ายอยู่ในเขตอ าเภอ แม่สาย แม่จัน และแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และจังหวัดตาก สาเหตุที่เรียกกลุ่มน้ีวา่ผาหมีผาหมีคือ ชื่อดอย ที่เป็นภูเขาหิน มีหนา้ผาเป็นที่อาศยัของหมีในเขตพ้ืนที่อา เภอแม่สายและเมื่ออาข่ามาต้งัชุมชนอยใู่นบริเวณ น้ีก็ต้งัชื่อหมู่บา้นวา่ดอยผาหมีส่งผลใหอ้าข่ากลุ่มน้ีวา่ผาหมีอาข่าและกลุ่มน้ีมีชุมชนอยู่2 แห่งในประเทศ ไทยคือบ้านผาหมี อยู่ในเขตอ าเภอแม่สาย และบ้านแม่จันใต้ อ าแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แต่ระยะหลังมีการ อพยพเขา้ไปอยใู่นเขตอา เภอแม่จนัเช่นบา้นกิ่วสะไต และเมื่อมีเทศกาลต่างๆ กลุ่มน้ีมีการไปมาหาสู่กนั ประจ าทุกปีการเรียกชื่อกลุ่มน้ีสามารถเรียกไดห้ลายแบบ เช่น หละบื่อ(Lavqbeeq)อาข่า หมายถึงอาข่าจีน อู่บย่า (Uqbyaq)อาข่า ฯลฯ ประชากรและพ้ืนที่อยอู่าศยัของกลุ่มผาหมีอาข่าผาหมีเป็ นกลุ่มอาข่าที่มี ประชากรเป็ นอันดับที่ 3 มีประชากรประมาณ 8 % หรือประมาณ 5,200 คน กระจายอยู่ในจังหวัดตาก เล็กน้อยและเชียงราย ศาสนาและความเชื่อกลุ่มผาหมีอาข่าประมาณ 80% นบัถือความเชื่อด้งัเดิม ยดึถือการ บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ โดยการประกอบพิธีกรรมในแต่ละปีเหมือนอาข่าทวั่ ไป และบางส่วนได้เข้านับถือ ศาสนาคริสต์ภาษาพูดกลุ่มน้ีใชภ้าษาพูดเหมือนกลุ่มอื่นๆ แต่มีสา เนียงเสียงที่นิ่ม ฟังไพเราะมากที่สุดใน บรรดาอาข่าอาข่าทวั่ ไป และมีการใชศ้พัทท์ ี่เรียกสิ่งของเครื่องใชท้ ี่ไม่เหมือนกนับางอย่างโดยเฉพาะการ เรียกชื่อสัตว์เช่น หมูไก่วิทยุกล่อง ฯลฯ 4 . กลุ่มเปียะอาข่า (Pyavq aqkaq) อาข่ากลุ่มน้ีส่วนมากอพยพมาจากประเทศพม่า เนื่องจากทนอยู่กับการถูกปล้นและขนเครื่องอาวุธ ยุทโธปกรณ์ไม่ไหวจึงได้เข้ามาในประเทศไทยทางอ าเภอแม่ฟ้าหลวง สาเหตุที่ต้องเรียกชื่อว่า เปี ยะอาข่า เปียะอาข่าแปลไดด้งัน้ีเปียะเป็นชื่อเรียกตา แหน่งผูน้า สมยัที่อยใู่นประเทศพม่าและชนเผา่อาข่ากลุ่มน้ีเคย อยู่ภายใต้การปกครองดูแลโดยต าแหน่งดังกล่าวอาข่ากลุ่มน้ีจึงถูกเรียกเปียะอาข่ามาจนถึงบดัน้ีประชากร และพ้ืนที่อยอู่าศยักลุ่มเปียะอาข่า มีประชากรอยู่ราวประมาณ 7% หรือประมาณ 4,500 คน กระจ่าย อยู่ใน จังหวัดเชียงราย ล าปาง เป็ นส่วนใหญ่ศาสนาและความเชื่ออาข่ากลุ่มน้ีประมาณ 10% นบัถือความเชื่อด้งัเดิม ที่เหลือไปนับถือศาสนาคริสต์ภาษาพูดจะเหมือนกับกลุ่มอู่โล้ แต่ศัพท์การพูดบางอย่างมีความแตกต่างกัน มี หว้งเสียงส้ันๆ เสียงแหลม พูดแบบตะโกน ซึ่งหากบางท่านเข้าไปประสบเห็นก็อาจนึกว่าทะเลาะกัน 5 . กลุ่มหน่าคะอาข่า (Naqkar aqkaq) หน่าคะอาข่า เดิมทีอยู่ที่ประเทศจีน อยู่ระหว่างรอยต่อดินแดนระหว่างพม่ากับจีน อพยพเข้ามาสู่ ประเทศไทย เนื่องจากถูกโจรคุกคาม และไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลจีน เนื่องจากชุมชนต้งัอยใู่น ระหว่างสองประเทศ ซึ่งยากต่อการดูแลและยังมีปัญหาชายแดนอยู่ สาเหตุที่ต้องเรียกชื่อว่า หน่าคะอาข่า หน่าคะ เป็ นชื่อชุมชนที่เรียกสมัยอยู่ในประเทศจีน เมื่อมีการอพยพโยกย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ได้มี การต้งัชื่อกลุ่มประเภทข้ึนมาและเรียกกลุ่มน้ีวา่หน่าคะอาข่าและใชม้าจนถึงปัจจุบนั ประชากรและพ้ืนที่


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 9 อาศัยของกลุ่มหน่าคะอาข่า มีประชากรน้อยรองอาเค้ออาข่าอยู่ราวประมาณ 3% หรือประมาณ 1,900 คน โดยอาศยัอยใู่นจงัหวดัเชียงรายเพียงจงัหวดัเดียว พ้ืนที่อา เภอแม่สรวย เป็นส่วนใหญ่ศาสนาและความเชื่อ อาข่ากลุ่มน้ีไดเ้ปลี่ยนความเชื่อด้งัเดิมหมดแลว้ในประเทศไทยจึงไม่เหลือชุมชนที่ศึกษาเทศกาลและ พิธีกรรม และเป็ นอาข่าประเภทเดียวที่หาศึกษาประวัติศาสตร์ ความเชื่อยากที่สุด ส่วนมากหันไปนับถือ ศาสนาคริสต์ภาษาพูด พูดเหมือนกบักลุ่มอาข่าผาหมีฟังนิ่ม ไพเราะน่าฟัง ชุมชนหน่าคะที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศไทยอยู่ที่บ้านพนาเสรี ต าบลท่าก๊ออ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 6 . กลุ่มอาเค้ออาข่า (Aker aqkaq) อาเค้ออาข่าเดิมเป็ นกลุ่มอาข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน ใกล้พรมแดนธิเบต ต่อมาได้อพยพโยกย้ายเข้า มาอยู่ตอนเหนือของประเทศพม่า เพราะการปฏิวัติการปกครองและวัฒนธรรมในประเทศจีน สมัยประธาน เหมาเจ๋อตุงและมาอาศัยอยู่ประเทศพม่าได้ระยะหนึ่ง ก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เพราะปัญหากองโจรและ เรียกค่าคุ้มครองของว้า จึงได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยในเวลาต่อมา สาเหตุที่ต้องเรียกอาเค้ออาข่า อาเค้อ เป็ นชื่อที่ถูกเรียกโดยชนกลุ่มอาข่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากมีความแตกต่างกันในการแต่งกาย ไม่เหมือนอาข่า ทวั่ ไป ท้งัภาษาพูด อาเคอ้เรียกตนเองวา่กอค้ือ หรืออาจเรียกวา่อ่อเยอกอค้ือแหล่ปุ(Awq nyeq gawkeer laeqpuv ) ซึ่งเป็ นชื่อเรียกกลุ่มอาข่าที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามชื่อค าว่าอาเค้อก็เป็ นที่ยอมรับของกลุ่มในปัจจุบัน ประชากรและพ้ืนที่อยอู่าศยัของกลุ่มอาเคอ้อาข่ากลุ่มอาเค้ออาข่ามีประชากรประมาณ 1 % มีประชากรน้อย ที่สุดในประเภทอาข่าในประเทศไทย หรือประมาณ 700 คน โดยอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัด เดียว อาศัยอยู่บ้าน *อาเค้อ ต าบลท่าก๊ออา เภอแม่สรวยศาสนาและความเชื่ออาข่ากลุ่มน้ีนบัถือศาสนา ด้งัเดิมมากกวา่ 96 % ยงัทา เทศกาลและพิธีกรรมตามความเชื่อด้งัเดิม อีกส่วนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ ( * ชุมชนบ้านอ่าเค้อจ านวน 45 หลังคาเรือน เมื่อปี 2553) ภาษาพูด ภาษาพูดแตกต่างไปจากกลุ่มอาข่าทวั่ ไป อยา่งสิ้นเชิงการสื่อสารอาข่าประเภทอาเคอ้ จึงใช้ของอู้โล้เป็ นภาษากลางในการสื่อกับอาข่าประเภทอื่น และเป็ นที่แปลกใจของอาข่าประเภทต่างๆ ที่อาเค้อสามารถพูดภาษาอาข่าประเภทต่างๆ ยากแก่การแยกออก ปัจจุบันบ้านอ่าเค้อมีการประยุกต์ใช้เทศกาลหลงเหลือแค่ 3 เทศกาลและมีอ่าเค้อจ านวนประมาณ 7 หลังคา เรือน ได้ย้ายจากบ้านหนองแหวน ไปอยู่บ้านยาแดง ต าบลป่ าแดด อ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 7. กลุ่มอู่พอีาข่า (Uqpi aqkaq) กลุ่มน้ีเดิมทีไดอ้าศยัอยใู่นประเทศพม่าอพยพเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากถูกคุกคามโดยกองโจร และ ความไม่สงบทางการเมืองในพม่าจึงอพยพเขา้มาสู่ประเทศไทยอยา่งไรก็ตามในเขตพ้ืนที่เชียงตุงกลุ่มอาข่า กลุ่มน้ีก็ยงัมีชุมชนอาศยัอยเู่ป็นจา นวนมาก สาเหตุที่ต้องเรียกอู่พีอาข่า สามารถแยกเป็นคา ๆ ไดด้งัน้ีคืออู่มา จากค าว่าอู่ดู่ แปลว่าหัว ส่วนค าว่าพี หมายถึง การแบกรับ หรือ หาม เนื่องจากหมวกของกลุ่มอาข่ากลุ่มน้ีมี ลกัษณะทรงแบกรับ จึงต้งัชื่อวา่อู่พีตามการใส่หมวกใชเ้รียกกนัถึงจนทุกวนัน้ีและเป็นที่ยอมรับของอาข่าอู่ พีประชากรและพ้ืนที่อยอู่าศยัของกลุ่มอู่พีอาข่าอาข่าอู่พีมีประชากรนอ้ยมากรวมกันแล้วประมาณ 1 % หรือประมาณ 650 คน โดยอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงรายอ าเภอแม่ฟ้าหลวงเป็ นส่วนใหญ่ ศาสนาและความเชื่อ อาข่ากลุ่มน้ีไดห้นั ไปนบัถือศาสนาอื่นๆหมดแลว้ จึงไม่เหลือชุมชนที่นบัถือด้งัเดิมและประกอบพิธีกรรม


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 10 โดยส่วนมากได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ภาษาพูด พูดเหมือนกับกลุ่มอู่โล้ทุกประการ 8. กลุ่มอาจ้ออาข่า (Ajawr aqkaq) อาข่ากลุ่มน้ีส่วนมากไดอ้พยพมาจากประเทศพม่า เนื่องจากมีปัญหาเหมือนกลุ่มอื่นๆ โดยอพยพเข้ามา ประเทศไทยในเขตอ าเภอแม่อายจงัหวดัเชียงใหม่สาเหตุที่ตอ้งเรียกชื่ออาจอ้กบักลุ่มน้ีเนื่องจากกลุ่มน้ีไดถู้ก เปลี่ยนแปลงและกลายพันธ์ คล้ายชนกลุ่มอื่นๆ จึงถูกเรียกชื่อวา่อาจอ้ซ่ึงสามารถแยกคา ไดด้งัน้ีอาย่อมา จากค าว่าอาข่า จ้อแปลว่า หักเห เปลี่ยนไป หรือกลายพันธ์ ประชากรและพ้ืนที่อยอู่าศยัของกลุ่มอาจอ้ อาข่า กลุ่มน้ีมีประมาณ 1 % หรือประมาณ 650 คน โดยส่วนมากอยู่ในเขตอ าเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ( อยู่บ้าน โป่ งป้อม ซึ่งเป็ นหมู่บ้านบริวารของบ้านห้วยศาลา ต . ท่าตอน อ . แม่อาย จ . เชียงใหม่ ) ศาสนาและความ เชื่อกลุ่มอาจอ้น้ีประมาณ 5 % ที่ยงัหลงเหลือนบัถือความเชื่อด้งัเดิม ที่เหลือไปนบัถือศาสนาคริสตเ์ป็นส่วน ใหญ่ภาษาพูดจะเหมือนกับกลุ่มอู่โล้ แต่ศัพท์การพูดเหมือนกับพูดไม่ชัด และมีศัพท์บ้างค าที่เรียกไม่ เหมือนกัน อย่างไรก็ตามการสื่อสารกับกลุ่มอาข่าอื่นๆ สามารถสื่อเข้าใจซึ่งกันและกันได้ (ข้อมูลจากงานวิจัยของ ปฏิภาณ อายิ)


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 11 บทที่ 2 กฎจารีตประเพณีและการปกครอง กฎ หรือข้อห้ามที่ส าคัญของชาวอาข่า ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ชนเผา่อาข่ามีดว้ยกนัท้งัหมด 8 ประเภทในประเทศไทยแต่ละประเภทมีความ คลา้ยคลึงกนัท้งัการแต่งกาย ภาษาวิถีชีวิต เทศกาลและพิธีกรรม ฯลฯ ซึ่งมีความเป็ นเอกลักษณ์เฉพาะชนเผ่า ในแต่ละปี ก็มีเทศกาลที่ส าคัญๆ 12 อย่างอาข่าจึงมีข้อห้ามเพื่อใช้ควบคุมคนในชุมชนโดยผ่านมิติของ วัฒนธรรมออกมาและข้อปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้มีปฏิสัมพันธ์ในชุมชน ข้อห้ามของอาข่าบางอย่างไม่ได้มีไว้ เพื่ออาข่าเท่าน้นัแต่รวมไปถึงคนนอกชุมชนดว้ยในกรณีที่เข้ามาท าผิดกฎก็ต้องถูกปรับเหมือนกับชนอาข่า ทวั่ ไป เช่น การเอามีดไปฟันประตูหมู่บ้าน ฯลฯ การเข้ามาชุมชนอาข่าจึงมีความจ าเป็ นอย่างมากที่ต้องรู้จัก กฎหรือข้อห้าม ขอ้หรือสิ่งที่ไม่ควรทา ในกรณีต่างๆของอาข่าดงัน้ี 1. การเห็นงูแล้วไม่ประกอบพธิีกรรมใดๆ ตามความเชื่อของอาข่างูเป็ นสัตว์ที่เป็ นเสนียดจัญไร หรือที่อาข่าเรียกว่า “ด๊อ” (dawr) เพราะว่าใน อดีตงูเคยเป็นสัตวช์ ้นัสูงและ เทพเจ้าอ่า “เผ่วหมี่แย้” (Aqpoeq miq yaer)เล้ียงไว้แต่งูไม่ยอมเชื่อฟัง Aqpoeq miq yaerขโมยอีกจึงถูกสาปให้ขาขาด เลยต้องใช้ท้องเลื่อยตลอด การประกอบพิธีกรรมใดๆ ของ อาข่าเมื่อพบเห็นงูจึงตอ้งยกเลิกพิธีกรรมน้นัเช่น การทา พิธีกรรม "Aqpoeq lawr-e" ถ้าเจองูผู้เจอเข้าบ้าน ไม่ได้จนกว่าพิธีกรรมแล้วเสร็จ 2. การไม่เอามีดฟันในสถานที่ดังต่อไปนี้ 2.1 ประตูหมู่บ้าน “ล๊อข่อง”(lawr kanq) เป็นสถานที่ที่อาข่าทา ไวเ้พื่อป้องกนัสิ่งชวั่ร้ายเขา้มาใน หมู่บ้าน ประตูหมู่บ้านมีส่วนที่ส าคัญอยู่ เช่น รูปนกอินทรีย์เพราะมีความเชื่อว่านกอินทรีย์เป็ นสัตว์ที่บิน เบ้ืองบน จึงมองเห็นสิ่งไม่ดีที่เขา้มาหมู่บา้นอาข่า นกอินทรียบ์ ินมาที่ประตูหมู่บา้นมาบอกรูปป้ันผหู้ญิง ผู้ชายให้ทราบ เพื่อเตรียมตวัในการขบัไล่สิ่งไม่ดีใหอ้อกห่างจากชุมชน ส่วนลวดลายที่เขียนเสาน้นั เพื่อเป็ น ยนัตใ์หส้ิ่งไม่ดีกลวันบัวา่ ประตูหมู่บา้นเป็นสถานที่สา คญัอีกอยา่ง ที่อาข่าให้ความเคารพ ไม่ยืนตรงกลาง เสาไม่คายน้า ลาย และไม่เอาของมีคมทุกชนิดไปฟัน ผู้ท าผิดถูกปรับเป็ นหมู 1 ตัว และเหล้า เพื่อใช้ในการ ท าพิธีแก้หากใครท าแล้วจับตัวไม่ได้ชาวบ้านต้องเสียเอง 2.2 เสาโล้ชิงช้า “หละเฉ่อ” (Lavq ceq) เมื่อถึงเทศกาลโล้ชิงช้าทุกปีอาข่าก็ไปตัดเสาใหญ่ๆ จ านวนสี่


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 12 ต้นมา เพื่อมาประกอบเป็ นชิงช้าและในหน่ึงปีการละเล่นชิงชา้มีเพียงคร้ังเดียว ชาวอาข่าจึงเล่นเตม็ที่ หลงัจากสิ้นสุดเทศกาลก็ตอ้งมดัเชือกติดเสาใหเ้รียบร้อยและจะไม่มีใครไปแกะเชือกมาเล่นอีก หากแกะมา เล่นต้องเสียหมูเพื่อท าพิธีชิงช้าไม่สามารถเอาของมีคมไปฟันได้ ถ้าผิดก็ต้องเอาหมูและเหลา้ไปเล้ียงแกบ้น เทศกาลน้ีไดช้ื่อวา่เป็นเทศกาลสา หรับเชิดชูผหู้ญิงอาข่า 2.3 ศาลพระภูมิเจ้าที่ของหมู่บ้าน “มิซ้อง”(Mir sanr) เป็นสถานที่สร้างข้ึนมาพร้อมกบัการสร้าง หมู่บ้าน สร้างข้ึนเพื่อใหค้วามคุม้ครองจากสิ่งไม่ดีใหห้มู่บา้น ชาวอาข่าทุกคนจึงไม่เอามีดหรือของมีคมไป ฟันสถานที่ดังกล่าวเพราะเป็ นการไม่ให้เกียรติเจ้าที่ ซึ่งอาจท าอันตรายกับคนในชุมชนได้และหากผู้ใดท า ผิดก็ต้องเอาหมูและเหล้าไปขอขมา 2.4 บ่อน ้าศักดิ์สิทธิ์ “อิ๊ซ้อล้อเขาะ”(Ir xawr lawr khawvq) ในการประกอบพิธีกรรมน้นั เมื่อต้องการ ใชน้ ้า บริสุทธ์ิก็ตอ้ง มาตกัในบ่อน้า น้ีเพื่อน าไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของอาข่าการตกัน้า ในบ่อก็มีจารีตกฎเกณฑบ์างตวัเช่น เมื่อไปถึงก่อนตกัน้า ตอ้งมีการลา้งหนา้ มือ และขา เพราะมีความเชื่อว่า การประกอบพิธีกรรมตอ้งใชน้ ้า บริสุทธ์ิจึงใหส้ิ่งสกปรกตกขา้งในไม่ได้และการตกัน้า ก็ตอ้งตกัตามลา ดบั มาก่อนหลงั เพราะเป็ นการควบคุมสังคมไม่ให้เกิดความวุ่นวายในสังคมอาข่า โดยผ่านมิติวัฒนธรรม บ่อน้า ศักดิ์สิทธิ์ ในหมู่บ้านอาข่ามีเพียงแห่งเดียวแต่ในชุมชนที่ประกอบพิธีกรรมทุกครัวเรือน เมื่อไปถึงถ้าไม่ เรียงลา ดบัก่อนหลงัก็จะเกิดการแยง่น้า ในสถานที่ตรงน้ีและไม่สามารถเอาของมีคมไปฟันได้ผู้เอาของมี คมไปฟันต้องเสียหมูและเหล้าเพื่อขอขมาเช่นกัน 2.5 ป่าช้า “หล่อบยุ๊ม” (lawq bymr) ป่ าช้าเป็ นสถานที่ที่คนอาข่าให้ความเคารพมากอีกสถานที่หนึ่ง เนื่องจากว่าป่ าช้าเป็ นป่ าเยอะและครึมๆ และไม่เอาของมีคมไปฟันรวมถึงการไม่น าของมาจากป่ าช้า เช่น หน่อ ฟื น ฯลฯ ถา้ทา ผิดข้ึนมาก็ตอ้งเอาหมูไปเล้ียงและเหลา้ เพื่อขอขมาด้วยเช่นกัน 2.6 ลานวัฒนธรรม “แดข่อง” (Dae khanq) Dae khanq ซึ่งมาจากภาษาอาข่าเรียกว่า แด ข่อง(Dae Khanq)แยกศพัทไ์ดด้งัน้ีแด(Dae)แปลว่าที่เที่ยว ข่อง (Khanq) แปลว่าสถานที่ ซึ่งแปลคือ สถานที่ ท่องเที่ยว สถานที่ตรงน้ีในอดีตผมู้ีสถานที่แห่งน้ีคือสถานที่ใชเ้ป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้วฒันธรรม ด้านสันทนาการ จากรุ่นสู่รุ่นและใช้เป็ นสถานที่ เพื่อความบันเทิงสนุกสนานร้องเพลง ขับล าน า เต้นร าใน ยามค ่าคืนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาจากการท างานในทุ่งไร่ทุ่งนา หลังกินข้าวปลาเสร็จ ผู้คนทุกเพศทุกวัยก็ จะมารวมตัวกันที่ลานวัฒนธรรม ความรู้ใช้เป็ นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่อนุชนรุ่นหลังแบบท าให้เห็น ชวนทา ตาม เพื่อทา เป็น เทียบไดก้บัของคนเมืองคือเติ๋นผญาไม่ควรท าการใดๆที่เป็นการลบหลู่สถานที่น้ี เพราะถือเป็ นสถานที่ศักดิ์ของอาข่า


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 13 3. การไม่ตัดผมและไม่ซักผ้าในวันที่มีงานศพในชุมชน ตามประเพณีของอาข่าถา้คนเป็น จะทา พิธีกรรมใดๆก็ตาม ตอ้งทา จากขาข้ึนหวัความหมายคือ ทุกสิ่ง ที่เพิ่มความสูงหรือขยายถา้มีชีวิตหรือเป็น ประกอบพิธีส าหรับคนตายจะท าจากหัวลงสู่ขา ความหมาย คือ ความสูงไม่เพิ่ม มีแต่ความสลายไป การท าพิธีกรรมจึงแบ่งเป็ นมหาภาคได้ 2 ภาค คือ ภาคแรกคือประกอบ ให้คนตายและภาคที่สองประกอบให้คนเป็ น เมื่อประกอบให้คนตาย คนเป็ นก็ไม่ปฏิบัติกัน เช่น อาข่ามี ความเชื่อว่าไม่เอามีดวางที่ไหล่ ไม่ใช้เท้าถีบประตูบ้าน และไม่ซักผ้า ตัดผมในวันที่มีคนตายในชุมชน ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่าน้นั ประกอบใหก้บัคนตาย นับว่าเป็ นการสื่อความหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งบอกความหมายโดยผ่าน มิติพิธีกรรม 4 . การไม่ท าไร่และตัดฝื นในวันแกะและวันเสือ “ย้อ,ข่าหล่า”(yawr , khaqlaq) สองวนัน้ีตามความเชื่อของอาข่าเชื่อวา่เป็นวนัหยดุของเทพเจา้ ”อ่าโผ่วหมี่แย้” "Aqpoeq miq yaer" ผสู้ร้างสรรพสิ่งในโลกและเทพเจา้"Aqpoeq miq yaer" ไดห้ยดุพกัผอ่นการสร้างสรรพสิ่งต่างๆในโลกใน สองวนัน้ีดงัน้นัเพื่อเป็นการใหเ้กียรติผมู้ีพระคุณ จึงไม่ตดัฟืนและทา ไร่ในสองวนัน้ีหากมีผู้ใดฝ่ าฝื นก็ถูก ปรับตามความผิดที่กระทา เช่นอาจเป็นเหลา้หรือไก่ ประเพณีและพิธีกรรมในรอบปี 1. พธิีเกบ็เมลด็พนัธ์ุข้าว(แช จิชี-เออ) (Caer jir tsi-e) ช่วงเวลาที่ท าพิธีคือปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงปลายเดือนมีนาคมเป็ นพิธีกรรม ภายในครอบครัวเกี่ยวกบัการเก็บ เมลด็พนัธุ์ขา้วคร้ังสุดทา้ยที่ไดจ้ากไร่เอาเขา้ไป เก็บไวใ้นบา้น เพื่อลูกหลานจะได้มีพันธุ์ข้าวไว้ปลูก ต่อไป 2. อยู่กรรมไม่จุดไฟเผาไร่ (หมี่จ่า เข่อ หมี่ลอง-เออ) (Miq jaq keq miq lan-e) ช่วงเวลาที่ท าพิธีคือ ปลายเดือนมีนาคมถึง ต้นเดือนเมษายนแสดงให้เห็นว่าหมด ฤดูกาลเผาไฟในการเตรียมพ้ืนที่เพาะปลูกแลว้และเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลใหส้ ัตวท์ ี่ตายไปจาก การที่เผาไร่ ซึ่งเป็ นการอโหสิกรรม โดยหยุดการท างานเป็ นเวลา 1 วัน 3. พธิีต้อนรับฤดูกาลใหม่(ขุ่ม สึขุ่ม มิ้อ่า เผ่ว) (Khmq xeevq khmq mir aqpoeq) ช่วงเวลาที่ท าพิธีคือ เดือนเมษายน เป็ นพิธีการต้อนรับฤดูกาลใหม่เนื่องจากเป็ น การเปลี่ยนแปลงฤดูร้อนไปสู่ฤดูฝนและเริ่มเพาะปลูกไดแ้ละยงัถือไดว้า่เป็นวนัเด็กอาข่า มีการ เล่นชน ไข่โดยการย้อมเปลือกไข่เป็ นสีแดงและใส่ ตะกร้าห้อยไปมา เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 14 “ประเพณีชนไข่” โดยในช่วงงานน้ีจะหยดุการทา งานเป็นเวลา 5 วัน 4. พธิีปลูกประตูหมู่บ้าน (ล้อ ข่อง ดู่-เออ)(Lawrkanq duq-e) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ เดือนเมษายน อ าข่ ามี ค ว าม เชื่ อ ต่ อ ก ารท าป ระ ตู หมู่บ้านว่า เพื่อไม่ให้ภูตเจ้าที่ปี ศาจ,โรคภัยไข้เจ็บ ทุกชนิดไม่ให้เข้ามาในชุมชน เป็ นการปกป้อง คุ้มครองคนในชุมชน ซ่ึงประตูหมูบ้าน น้ีห้ามบุคคลทุกเพศทุกวยัแตะต้องโดยเด็ดขาด และ สามารถบอกอายุการต้ังหมู่บ้าน ได้อีกด้วย เพราะจะมีการปลูกประตูเจ้าที่ทุกปีโดยใช้เวลา ประกอบพิธีเพียง 1 วันเท่าน 5. พธิีบูชาเจ้าที่,เจ้าป่ า, เจ้าเขา(มิซ้องล่อ-เออ) (Mir sanr lawr-e) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ เดือนเมษายน เพื่อให้เจ้าที่ดูแลปกปักรักษาชุมชน อยา่งทวั่ถึง โดยมีความเชื่อว่าพระภูมิเจา้ที่น้นัเป็นผชู้่วยคุม้ครองดูแลชีวิตและชุมชน ใหม้ีความอยู่ เยน็ ประกอบอาชีพใหม้ีรายได ้้ตลอดปีโดยใชเ้วลาประกอบพิธีเพียง 1วนัเท่าน้น ั 6. พธิีปลูกข้าวเริ่มแรก(แช้คาอ่าเผ่ว)(Caer ka aqpoeq) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ กลางเดือนพฤษภาคมเป็นการเน้นย้า ว่าถึงฤดูปลูกข้าวแล้ว และยังเป็ นการ ก าหนดการนับรอบระยะเวลาและอายุ พืชพันธุ์ ตลอดจนการก าหนดวันประกอบ พิธีกรรม,ประเพณีต่างๆในรอบปีน้นัๆ อีกดว้ย 7. การอยู่กรรม(บู่เด๊แจะลอง-เออ)(Buq deir tsaev lan-e) ช่วงเวลาในการอยู่กรรมคือ ต้นเดือนมิถุนายน (หลังจากพิธีปลูกข้าวผ่านพ้นไปได้ 3 สัปดาห์) เป็น การอยู่กรรมเพื่อไวอ้าลยัแก่สัตว,์แมลง ที่ถูกแทงตายหรือล าตัวขาด ได้มีการต่อตัว โดยใช้เวลาอยู่กรรมเพียง 1 วัน 8. พิธีกา จัดศัตรูต้นข้าว"ด้วงดิน"(โบ่โหวะลอง-เออ) (Boeq ghovq lan-e) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ มิถุนายนถึง กรกฎาคม เป็นกรรมวิธีการกา จดัศตัรูขา้วในไร่เนื่องจาก ดว้งดินชอบกดักินรากขา้วอ่อน ซ่ึงจะทา ให้ขา้ว น้ัน ตายโดยไม่มีการเติบโต จึงตอ้งจดัพิธีกรรมน้ีข้ึนมา 9. พิธีท าบุญในไร่ข้าว (ขุ่มผี่ล้อ-เออ) (khmq piq lawr-e) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ เดือนกรกฎาคมเป็ นพิธีที่ให้ขวัญและก าลังใจข้าวที่ก าลัง เจริญงอกงาม รวมท้งัเจา้ที่ที่เฝ้าดูแลรักษาไร่เป็นพิธีกรรม ระดบัครอบครัว 10. พธิีโล้ชิงช้า (แย๊ขู่จ่าอ่าเผ่ว) (Yaer kuq aqpoeq)


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 15 ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ ปลายเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือนกันยายนเป็ นพิธีโล้ชิงช้าของ ชาวอาข่าและช่วงที่ผลผลิต ก าลังงอกงาม และพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วัน ในระหวา่งน้ีอาข่า จะดายหญา้ในไร่ขา้วเป็นคร้ังสุดทา้ย หลังจากดายหญ้าแล้วก็รอส าหรับการเก็บเกี่ยว ตรงกับเดือน ของอาข่าคือ “ฉ่อลาบาลา” “Cawq la ba la” ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอาข่า ถือเป็ นพิธีกรรมที่มี คุณค่ามากด้วยภูมิ ปัญญาที่ใช้ในการส่งเสริมความรู้แล้ว ยังเกี่ยวพันกับการด ารงชีวิตประจ าวัน ของอาข่าอีกมากมายและถือไดว้า่เป็นสัญลกัษณ์ประเพณีของผหู้ญิง ใชเ้วลาท้งัหมด 4วัน 11. พธิีไหว้บรรพบุรุษ (ยอลาอ่าเผ่ว) (Yaw la aqpoeq) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ เดือนกันยายน หลังจากเทศกาลโล้ชิงช้าผ่านไป 13 วัน หรือ 1 รอบสัปดาห์ของอาข่า ก็จะมีประเพณี “ยอลาอ่าเผ่ว” (Yaw la aqpoeq)ประเพณีน้ีจะจดัข้ึน ประมาณเดือน กันยายนของทุกปี ตรงกับเดือนอาข่าคือ “ยอลาบาลา” (yaw la bala) โดยจะประกอบพิธีกรรมเป็ นระยะเวลา 2 วัน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ประวัติ ความเป็นมาของประเพณีน้ีว่า เกิดข้ึนเนื่องจาก ในชุมชนอาข่านอกจากจะมีผู้น าศาสนา หรือที่อาข่า เรียกว่า “โจ่วมา” Dzoeq ma แล้วในชุมชนอาข่าก็ยังมีรองผู้น าศาสนา อาข่าเรียกตา แหน่งน้ีวา่ "โจ่วหย่า"Dzoeq zaq เป็ นบุคคลที่เคยด ารงต าแหน่งเป็ นผู้น าศาสนา “โจ่วมา” Dzoeq maในอดีต ดงัน้นั ประเพณียอลาอ่าเผ่ว (Yaw la aqpoeq) จึงจดัข้ึนมาเพื่อเชิดชูอดีตผนู้า ศาสนา ฉะน้นั ประเพณี น้ีถือเป็นประเพณีของอดีต ผูเ้คยดา รงตา แหน่ง “โจ่วมา” Dzoeq ma มาก่อนก็วา่ ได้ดงัน้นับรรดาผู้ เป็ นรองผู้น าศาสนาหรือ "โจ่วหย่า" Dzoeq zaq ก็จะมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อไหวค้รูและมีการเล้ียงอาหาร เรียกวา่ “โจ่วยองล้อเออ” Dzoeq zanr lawr-eเป็นพิธีที่จดัข้ึนเพื่อเชิดชูอดีตผนู้า ทางวฒันธรรม ซ่ึงเคยดา รง ตา แหน่งมาก่อน 12. การอยู่กรรม (แซะลอง-เออ)(Xaer lan-e) ช่วงเวลาในการอยู่กรรมคือ ปลายเดือนกันยายน ชาวอาข่าเชื่อว่าถ้าได้มองเห็นโลกของ วิญญาณสัตว์ (แซ้) Xaer ประเภทน้ีจะทา ใหป้่วยไขแ้ละอาจตายไดจ้ึง ตอ้งมีการอยกู่รรมในวนั (แซ้) Xaer เพื่อจะไม่ใหม้อง เห็นสัตวป์ระเภทน้ีจนถึงปัจจุบนั 13.พธิีไหว้ต้อนรับวิญญาณ บรรพบุรุษ 7 ชั่วโคตร “ยาจิอ่าเผ่ว” (Ya jiv aqpoeq)


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 16 ช่วงเวลาในการทา พิธีกรรมคือ ช่วงเดือนตุลาคม เรียกว่า พิธีถอนขนไก่หรือยาจิจิอ่าเผ่วจะ เริ่มเมื่อถึงวนัแกะ “ ย้อ ” Yawr ตามการนับวันรอบสัปดาห์ของอาข่า วันแกะ หรือวันย้อ Yawr ถือเป็ นวันเกิดของเทพเจ้า (อ่าเผ่วหมี่แย้) “ Aqpoeq miq yaer ”ผู้ให้ก าเนิดชีวิตมนุษย์ดังน้ันเทพเจา้ของอาข่าจึงได้บญัชา ให้เหล่าบรรดาปู่ ย่าตายายของตระกูลต่างๆที่ล่วงลับไปแล้วและอาศัยอยู่กับเทพเจ้า จ านวน 7 ชวั่ โครต อาข่าเรียกว่า “สิจึอ่าโผ่ว” “ xivq tseevq aqpoeq” ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อมาส ารวจสมาชิก ในโลกมนุษยข์องแต่ละตระกูลว่า เกิด แก่เจ็บตาย เท่าใด ในวนัน้ีอาข่าจึงมีการประกอบพิธีถอน ขนไก่“ ya jiv jiv-e aqpoeq” ฉะน้ันสมาชิกครอบครัวถึงอยู่แห่งหนใดก็ตาม จะต้องกลับมาที่ บา้นเพื่อมาร่วมพิธีกรรมน้ีพิธีถอนขนไก่จึงเป็ นพิธีที่ส าคัญของอาข่า ใช้เวลาในการประกอบ พิธีกรรมเพียง 1 วัน และถือปฏิบตัิสืบทอดกนัมาต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ 14.อยู่กรรมวันหมู(หยะลอง) (Zavq lan-e) ช่วงเวลาที่อยู่กรรมคือ เดือนตุลาคม เป็ นการอยู่กรรม เป็ นเวลา 1 วัน โดยไม่มีการท า พิธีกรรมใดๆ เพื่อเป็ นการซ่อนตัวจากโลกที่สัมผัส ไม่ได้(เจ้าที่)กับโลกมนุษย์ โดยไม่ให้แต่ละฝ่ าย มองเห็น กันถือเป็ นการแบ่งเขตของแต่ละฝ่ าย 15. พิธีไล่สิ่งชั่วร้าย(คะแยะอ่าเผ่ว) (Kar yaev aqpoeq) เป็นเทศกาลที่จดัข้ึนประมาณ เดือนตุลาคมของทุกปีซ่ึงจะตรงกบัช่วงที่พืชพนัธุ์ที่ปลูก ลงไปในไร่ มีผลผลิต และเริ่มที่จะเก็บเกี่ยวไดแ้ลว้อาทิเช่น แตงโม แตงกวา พืชผกัต่างๆ เทศกาล น้ีจดัข้ึนมาเพื่อขบั ไล่สิ่งไม่ดีออกจากชุมชน อาทิเช่น ภูตเจา้ที่ปีศาจที่มาอาศยัอยู่ในชุมชน อาข่า เรียกว่า “แหนะ” (Naevq)รวมไปถึงโรคภยัไขเ้จ็บต่างๆ โดยมีการแกะสลกัไมเ้น้ืออ่อน เป็นดาบ หอก ปืน อาข่าเรียกอุปกรณ์เหล่าน้ีวา่ “เตาะมา” (Tawv ma) เป็นเครื่องหมายที่ใชใ้นการขบัไล่สิ่งไม่ดีออกจากชุมชน 16. พธิีอยู่กรรมกา จัดศัตรูข้าว"ตั๊กแตน"(แยบ้องล้อ)(Nyae banr lawr-e) ช่วงเวลาในการอยู่กรรมคือเดือนตุลาคม เมื่อขา้วเริ่มออกรวงเป็นพิธีกรรมกา จดั ศตัรูขา้วคือตกั๊แตนโดยไม่ใชส้ารเคมีโดยชาวบา้นทุกคน จะอยู่บา้นโดยไม่ทา งานเพื่อเป็นการ อยกู่รรมใหต้กั๊แตน 17. พธิีกนิข้าวใหม่(ยอพูหน่องหมื่อเชะ-เออ) (Yaw pu nan meeq tseir-e)


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 17 ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ เดือนพฤศจิกายน พิธีการก าหนดวันฤกษ์ดีในการเก็บเกี่ยวข้าว ของ ชุมชนและเป็นการเริ่มตน้เก็บเกี่ยวผลผลิต (ขา้ว)ไดห้ลงัประกอบพิธีน้ี 18. พิธีท ากระบอกเหล้า จากข้าวใหม่(แชะสึจิบ่าฉี่ล้อ-เออ) (Caer xevq jir baq ciq lawr-e) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ กลางเดือนพฤศจิกายนเป็ นการเตรียมเหล้ากระบอกพิธีกรร รมโดยใช้ข้าวใหม่ เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆของปีน้นัและยงัไดใ้ชถ้วาย ใหบ้รรพบุรุษและ เทพเจ้าต่างๆอีกด้วย 19. พธิีเกยี่วข้าวคร้ังสุดท้าย(บ่องโยวแปยะ-เออ)(Banq yoe pyaev-e) ช่วงเวลาในการท าพิธีคือ กลางเดือนตุลาคม เป็นการเก็บเกี่ยวขา้วจากในไร่เป็นคร้ังสุดทา้ย และยังเป็ นการเรียกเจ้าที่ที่ดูแลไร่ข้าวกลับ บ้านอีกด้วย 20. พธิีปีใหม่ลูกข่าง (ค้าท่องอ่าเผ่ว)(Kar tanr aqpoeq) ช่วงเวลาในการทา พิธีคือ เดือนธนัวาคม ปีใหม่ลูกข่างน้ีถือเป็นประเพณีของผชู้าย จะมี การทา ลูกข่างมาแข่งตีกนัเพื่อฉลอง การเปลี่ยนแปลงวยัที่มีอายเุพิ่มข้ึนส่วนผูห้ญิงจะทา การ เล่นลูกสะบ้าที่ลานชุมชน 21.พิธีถวายทานให้เจ้าที่เปรต (ค๊าด่าฉี่-เออ)(kar daq ciq-e) การท าพิธีคือช่วงที่มีโรคระบาดในชุมชน เป็ นพิธีเชิญวิญญาณ,สิ่งชวั่ร้ายออกจาก หมู่บ้าน กระท าในช่วงใดๆของปี ก็ได้โดยดูว่าถ้า คนในชุมชนมีโรครบกวนก็จะมีการประกอบ พิธีน้ีข้ึนเป็นการทา เพื่อเช้ือเชิญวิญญาณ เจา้เมือง,ทาส,เจ้าที่เปรต ต่างๆที่อาศัยอยู่ใน ชุมชน ให้ ออกจากชุมชนไปท้งัหมด อย่ามารังควานกนัถือเป็นการถวายสังฆทานให้เจา้เขาต่างๆ • โครงสร้างสังคมและการปกครอง ชาวอาข่าจะให้เกียรติกับผู้ที่อาวุโสกว่าเพราะผู้อาวุโสจะมีอ านาจในการตัดสินใจ ส่วนการเข้า ร่วมกิจกรรมต่างๆ ในเชิงสังคมล้วนเป็ นหน้าที่ของผู้ชาย แต่สตรีก็มีความส าคัญเป็ นอย่างมาก โดยจะ เป็ นผู้ที่ช่วยเหลือสนับสนุน และเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ในระดับครอบครัว จึงถือว่าเป็ นผู้ร่วม ทุกข์ร่วมสุขบนพ้ืนฐานความพึงพอใจ ระบบโครงสร้างทางสังคมของอาข่ามีต าแหน่งการปกครองในด้านต่าง ๆ ดังนี้ • ต าแหน่ง “โจ่วมา” “Dzoeq ma”


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 18 เป็ นผู้น าศาสนาของชุมชน มีบทบาทส าคัญต่อการสร้างชุมชน และก าหนดวันส าคัญต่าง ๆ ในการท า พิธีกรรมของชุมชน ตามจึงเป็นผนู้า หลกัในการบริหาร ตามโครงสร้างชุมชนอาข่าแบบด้งัเดิม ตา แหน่ง “Dzoeq ma” น้ีไดม้าจากการเลือกต้งัหรือการสืบสายโลหิตก็ได้ • จอบ๊ะ Jawrbav ผู้น าชุมชน เป็นผนู้า ชุมชนที่ถูกแต่งต้งัอยา่งเป็นทางการ ทา หนา้ที่คลา้ยผใู้หญ่บา้นของปัจจุบนัซ่ึงเป็นผนู้า ที่ไป ติดต่อประสานงานที่เป็นทางการของสมยัก่อน ระบบการปกครองแบบน้ีมีข้ึนกบัอาข่าที่อาศัยอยู่ในเขต สิบสองปันนา • ต าแหน่ง “หน่าเหง่อ” “Naq ngeq” มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และเป็ นคนไกล่เกลี่ยตัดสินคดีความ คู่กรณี ซึ่งมีบทบาทส าคัญในชุมชนอาข่า • ต าแหน่ง “โจ่วหย่า” “Dzoeq zaq” เป็ นต าแหน่งที่รองลงมาจาก“Dzoeq ma” ซ่ึงตา แหน่งน้ีในอดีตเคย ด ารงต าแหน่งเป็ น“Dzoeqma” มาก่อน • ต าแหน่ง “บ่าจี่-จี่หย่า” “Ba jiq/jiq zaq” เป็นตา แหน่งที่ใชเ้รียกกบัช่างตีเหลก็ของหมู่บา้น เนื่องจากตา แหน่งน้ีตอ้งมีการผลิต หรือซ่อมแซมเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรของชุมชนทุกชนิด • ต าแหน่ง “พิมา-โบ้วหม่อ” “Pirma/Boer mawq” เป็ นต าแหน่งของหมอสวดพิธีกรรมทางศาสนา ทา หนา้ที่ในการสวดพิธีตามงานต่าง ๆ ตา แหน่งน้ี เปรียบเสมือนพระในสังคมของคนไทย • ต าแหน่ง “ยิผ่า” “Nyir paq” เป็ นต าแหน่งหมอทรง มีหน้าที่ในการรักษาคนไข้คนไม่สบายในชุมชน โดยใช้ยาสมุนไพร และการเข้าทรง • ต าแหน่ง “ขะมา-ละจ่า” “Khav ma/Lav dzaq” เป็ นผู้น าตามธรรมชาติ มีผู้เคารพนับถือ มีความสามารถในการตัดสินคดีความมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญใน การดูแลทุกข์สุขของคนในชุมชน


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 19 โครงสร้างทางสังคมและการปกครองอาข่า โครงสร้างทางสังคมและการปกครอง Putsov aqyeevq aq tsu โจ่ว(Dzoeq) ผู้น าด้านการปกครอง พิ (pir) ศาสนาและพิธีกรรม จิ (Civq) ช่างฝี มือ โจ่วมา Dzoeqma ผู้น าด้านศาสนา คะมา (khavma) ผู้น าธรรมชาติ จอบ๊ะ Jawrbav ผู้น า ชุมชน หน่าเหง่อ Naqngeq ประชาสัมพันธ์ หละจิ Lavqqcivq ช่างฝี มือทั่วไป พิมา Pirma /Boermawq บทสวดและพิธีกรรม บาจี่ Bajiq ช่างตีเหล็ก พิหย่า Pirzaq ผู้ช่วยด้านพิธีกรรม ญี้ผ่า (Nyirpaq) ร่างทรง ซะมา (Savma) หมอดู


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 20 กฎหรือข้อห้ามของเผ่าอาข่า • ห้ามผิดลูกผิดเมียคนอื่น เช่น ถา้มีภรรยาแลว้ห้ามไปถูกเน้ือตอ้งตวัหรือแตะตอ้งภรรยาของคนอื่น (ตอนน้ีก็ยงัเป็นอยู่)ถา้ผิดลูกผิด เมียคนอื่นจะต้องโดนลงโทษด้วยการปรับเงิน เสียหมู 1 ตัว และเหล้า ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องยืมคนอื่นมาเสีย ค่าปรับ มิฉะน้นจะถูกไล่ออกจากบ้าน ั • ห้ามจับต้องสิ่งของต่าง ๆ เช่น ประตูหมู่บา้น (จะตดัหรือฟันไม่ได)้บ่อน้ าศกัด์ิสิทธ์ิศาลเจา้ชิงช้า ที่ตีเหล็กเพราะถา้จบัแลว้จะเกิด เหตุร้าย ถ้าผู้ใดฝ่ าฝื นก็จะต้องเสียหมู 1 ตัวและเหล้า เพื่อใช้ในการท าพิธีกรรมขอขมาที่ล่วงเกิน โดยไม่ล่วงรู้ มาก่อนหรือล่วงรู้มาก่อนก็ตาม รูปแบบการลงโทษ เช่น การปรับเงิน หมูหรือเหลา้ข้ึนอยกู่บัระดบัความผิด ว่ามากหรือนอ้ยเพียงใด ลกัษณะ ผู้อาวุโสของอาข่ารูปแบบของการลงโทษผู้กระท าผิด รูปแบบการลงโทษของอาข่ามี2แบบ คือ • ในกรณีที่ก่อความวุ่นวาย หรือก่อการทะเลาะวิวาทในหมู่บ้าน ซ่ึงในกรณีน้ีผูท้ ี่มีอา นาจในการ ตดัสิน คือผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้น และพ่อหลวง ต่างมารวมตวักนัและมาดูว่าใครเป็นตน้เหตุของปัญหาจาก พยานหลกัฐาน จากน้นัก็ให้คู่กรณีที่ก่อความวุ่นวายหรือก่อการทะเลาะวิวาท เสียเหลา้ใหก้บัทุกคน และตอ้ง ดูอีกว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหาย เขาเรียกร้องอะไรบ้าง ถ้าผู้ที่เสียหายเกิดไม่ยอมจริง ๆ จะต้องท าพิธีให้กับ ผู้เสียหาย อาจเป็ นการเสียหมูให้ 1 ตัว หรือเสียค่าปรับเล็กๆน้อยๆ ให้ ตามประเพณี และกฎของเผ่าอาข่า • กรณีการท าผิดกับประเพณีวัฒนธรรม ถ้าว่าเรื่องประเพณี วัฒนธรรมชาวอาข่าถือว่าเป็ นเรื่องใหญ่ เพราะชาวอาข่าจะยึดถือ และให้การเคารพในประเพณีและวัฒนธรรม จะยึดหลักความถูกต้องในการ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจะผิดเพ้ียนไม่ได้สา หรับบุคคลภายนอกที่เขา้มาในชุมชนของเผา่อาข่าจะตอ้ง ให้การเคารพ ในประเพณีและวัฒนธรรม ไม่ลบหลู่ หรือดูถูก แค่การลบหลู่ก็ถือว่าผิดประเพณี ซึ่งอาจเป็ น การลบหลู่สถานที่หรือของที่ตอ้งใช้ในการท าพิธีเช่น ประตูหมู่บ้าน เสาชิงช้า ศาลเจ้า บ่อน้ าศักด์ิสิทธ์ิ รวมถึงสถานที่ต่างๆ ในชุมชนอาข่า ถ้าใครท าผิดประเพณี จะมีความผิด ฐานลบหลู่ และไม่ให้เกียรติกับผู้ เฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้น ในกรณีอย่างน้ีตอ้งเสียเหลา้และหมูเพราะตามความเชื่อของชาวอาข่าที่นบัถือด้งัเดิมว่า เวลามีใครก็ตามทา ผิดประเพณีจะตอ้งช่วยกนัทา พิธีเล้ียงเจา้ที่ตลอดจนประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซ่ึง เป็นการปฏิบตัิและสืบทอดต่อๆกนัมา ต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ ผู้มีอ านาจในการตัดสินคดีความ • ผูท้ี่มีอา นาจในการตดัสินคดีความต่างๆคือผูเ้ฒ่าผูแ้ก่และหมอเจา้ที่ซ่ึงทุกคนช่วยในการตดัสินคดี ต่างๆ แต่หมอเจา้ที่เป็นคนตดัสินช้ีขาด แต่ในปัจจุบนัผูท้ี่จะตดัสินคดีความต่างๆ ในชุมชนคือผูใ้หญ่บา้น


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 21 และคณะกรรมการที่ได้มาจากการเลือกต้งัของคนในชุมชน ตลอดจนรับความเห็นของผูอ้าวุโส แต่ถา้เป็น เรื่องที่ใหญ่ เกินที่ผู้น าและคณะกรรมการจะตัดสินได้ ก็จะเป็ นเรื่องของทางราชการที่จะมาด าเนินการต่อไป การคัดเลือกผู้น า • ในสมยัก่อนการคดัเลือกผูน้า ชุมชน ไม่ตอ้งเป็นเรื่องที่ส าคญันัก ไม่เน้นที่การอ่านออกเขียนได้ แต่ ขอให้เป็ นคนดี มีความซื่อสัตย์ และสามารถปกครองดูแลให้ความยุติธรรมกับชาวบ้านการคัดเลือกผู้น าจะ เป็นไปในลักษณะเอาเสียงข้างมาก และช้ีขาดให้เป็นผูน้ า ไม่มีการสืบเช้ือสาย นอกจากน้ันจะไม่มีการ เกษียณหรือหมดวาระ แล้วแต่ว่าคนที่รับต าแหน่งเป็ นผู้น าอยากลาออกเมื่อไหร่ก็ได้ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็ น 4 ปี ต่อ 1คร้ัง ส่วนหมอเจ้าที่เกิดจากการเรียนรู้และอาจจะมีการสืบเช้ือสายได้แต่หมอเจา้ที่คนเก่าจะเป็นคน เลือกหมอเจ้าที่คนใหม่ และหมอเจ้าที่จะเป็ นคนท าหน้าที่ท าพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น โล้ชิงช้า ประตูหมู่บ้าน ส่วน “ Dzoeq ma ”จะเป็ นคนเตรียมพิธีกรรมต่างๆ โครงสร้างครอบครัว • อาข่ามีการจัดระเบียบโครงสร้าง เพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมและการปกครอง ตลอดจนการ ช่วยเหลือ ซึ่ งกันและกันกล่าวคือ โครงสร้างครอบครัวของอาข่า ผู้ชายถือเป็ นหัวหน้าครอบครัว ที่มี ความส าคัญ เนื่องจากผูช้ายจะเป็นผูส้ืบสายวงศ์ตระกูลของครอบครัวอาข่า ดังน้ันชาวอาข่าจึงมีการสืบ สายโลหิต มาต้งัแต่อดีต โดยมีการนับ ลา ดบัชื่อบรรพบุรุษ อาข่าเรียกว่า “Tseevq” โดยมีชื่อผู้ชายเป็ นหลัก ดว้ยเหตุน้ีการขยายครอบครัวอาข่าจึงเป็นการขยายออกทางบิดา ฉะน้นัผูชายในครอบครัวอาข่า จึงมีความ ้ จ าเป็ นทีต้องเรียนรู้ล าดับชื่อของบรรพบุรุษ ตลอดจนพิธีกรรมประเพณีของครอบครัว เพื่อจะได้สืบสาน ถ่ายทอดให้กับน้องหรือลูกหลานต่อไป โดยมีความส าคัญในการถือสายโลหิต


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 22 บทที่ 3 บ ้ านและชุมชน ลักษณะที่ตั้งถิ่นฐาน ดอยที่ต้งัหมู่บา้นควรเป็นดอยลูกกลางซ่ึงแวดลอ้มดว้ยดอยสูงลกัษณะดอยเช่นน้ีจะทา ให้ชาวบา้น ร่มเย็นเป็นสุขสัตว์เล้ียงดีและพืชผลในไร่งอกงาม แต่ในปัจจุบัน อาข่าบางคนก็เห็นว่าการเลือกดอยที่ต้งั หมู่บา้นน้ีไม่ค่อยมีความสา คญัมากนกัที่สา คญัคือควรใหห้มอเจา้ที่ดูกระดูกขาไก่เสียก่อน ถา้มีรูก็เชื่อวา่จะดี แต่ถา้หากขาไก่ไม่มีรูก็เป็นการผิดธรรมชาติก็เชื่อว่าเจา้ที่ไม่อนุญาตให้ต้งัหมู่บา้นบนสถานที่น้นัและจะทา การแสวงหาที่อื่นต่อไป และมีการกล่าวเสริมอีกว่าถา้ในบริเวณที่จะต้งัหมู่บ้านมีจอมปลวกอยู่ก็ถือว่าดี เพราะจอมปลวกเป็นที่สิ่งสถิตของเจ้าที่ประจ าหมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยดูแลคุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน พธิีกรรมในการเลือกต้ังหมู่บ้าน ในการเลือกต้งัหมู่บา้นหรือต้งัถิ่นฐาน จะตอ้งให้ผูอ้าวุโสในหมู่บา้น ไดแ้ก่หัวหน้าหมู่บา้น หัวหน้า พิธีกรรมของหมู่บ้าน ช่างตีเหล็ก ผู้อาวุโส จะท าการหารือกันเพื่อเลือกสถานที่ เมื่อเลือกสถานที่ได้แล้ว หัวหน้าพิธีกรรมจะท าการเสี่ยงทายขอเลือกสถานที่จากเจ้าที่เจ้าที่ โดยใช้ไข่ 1 ฟองในการเสี่ยงทาย หากโยน ไข่คร้ังแรกไปกระทบพ้ืนถา้ไข่ไม่แตกก็จะทา การเสี่ยงทายจนครบ 3คร้ังถา้ไข่ไม่แตกเลยก็เชื่อว่าเจา้ที่ไม่ อนุญาตให้ใช้สถานที่น้ันต้งัหมู่บา้น หากด้ือดึงใช้สถานที่น้ันต้งัหมู่บา้นก็จะทา ให้หมู่บา้นน้ันประสพแต่ ความหายนะ (พนิิจ พชิยกลัป์ (นักวิจัย/ พตีุ่้ม) ข้อห้ามข้อนิยมเบื้องต้นทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่า สถาบันวิจัยชาวเขา ) ความเชื่อในเรื่องการสร้างบ้าน บ้าน หรือ ยุ๊ม /Nymrของอาข่าเป็นบา้นที่สร้างดว้ยไม้และมุงหลงัคาดว้ยหญา้คา โดยก่อนที่จะมีการ สร้างบ้านชาวอาข่าจะมีพิธีส าหรับเลือกที่ที่จะสร้างบ้าน โดยจะเอาไม้มาปักไว้แล้วพูดว่า “ ถ้าอยากให้เรา สร้างบา้นสา หรับพกัพิงที่นี่คืนน้ีตอนที่เรานอนอย่าใหเ้ราฝันร้ายเลยขอให้เราไดฝ้ันเห็นแต่สิ่งที่ดีๆ” และถ้า เรานอนแลว้ฝันดีเราก็สามารถสร้างบา้นที่นนั่ ได้แต่ถา้เกิดเราฝันร้ายหรือมีเหตุเกิดข้ึนอย่างไม่คาดคิด เราไม่ ควรสร้างบา้นที่นั่น เพราะถือว่าเจา้ที่เจา้ทางไม่อนุญาต หากเราฝืนแลว้สร้างบา้นอยู่ที่นั่น ครอบครัวจะไม่ เป็ นสุข และจะเกิดแต่สิ่งที่มิดีมิร้ายกบัครอบครัวน้นัๆ เช่น สัตวเ์ล้ียงตายบ่อย พืชพนัธุ์ไม่อุดมสมบูรณ์หรือ โรคภัยไข้เจ็บมาก


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 23 การสร้างบ้าน และหลังจากที่เลือกที่จะปลูกบ้าน ก็จะมีการสร้างบ้านโดยชาวบ้านทุกคนจะมาช่วยกันสร้างให้ และในการสร้างบา้นทุกคร้ังตอ้งนบัวนัฤกษ ต้องสร้างในวันที่ดี และไม่ควรสร้างในวันที่เป็ นวันเกิดของคน ์ ใดคนหนึ่งในครอบครัว เพราะจะท าให้นอนไม่หลับ และโชคไม่ดี ตลอดจนในการเลือกตัดไม้ส าหรับจะ สร้างบ้าน ไม่ควรตัดไม้ที่มีเถาวัลย์ลัดรอบอยู่มาสร้างบ้าน เพราะอาข่าเชื่อว่าถ้าตัดต้นไม้ที่มีเถาวัลย์ลัดรอบ อยู่มาสร้างบ้าน จะท าให้งูเข้าบ้านได้ และไม่ควรตัดไม้ที่มีลักษณะเสียดสีกันอาข่าเรียกว่า “ส่ อง ฉ่อง จี เออ”(Sanq canq jiv-e) เพราะจะทา ให้บ้านน้ันไม่มีความสุข จะมีภยัเกิดข้ึนกับคนในบ้านหลงัน้ันนี่เป็น ความเชื่อที่อาข่าเชื่อกนัมาต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ หลงัจากที่ตดัไมม้ าก็จะมีการขุดหลุมฝังเสาไม้ และเวลาเอา ไมล้งหลุมไม่ควรให้เงาของเราเขา้ไปในหลุมถือว่าผิดเจา้ที่และในการมุงคา จะตอ้งมุงทบัจากฝั่งของผูช้าย ไปหาฝั่งผหู้ญิง เพราะผชู้ายอาข่าเป็นหวัหนา้ครัวเรือน ถือเป็นการใหเ้กียรติกบัผชู้าย เมื่อสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีการข้ึนบา้นใหม่โดยใชไ้ข่ไก่1 ฟองและส าหรับอาหารก็อาจเป็น แพะ หรือหมูก็ได้แต่ถา้เป็นไปไดช้าวอาข่าจะใช้แพะในการทา พิธีข้ึนบา้นใหม่มากกว่าหมูเพราะเชื่อว่าถา้ใช้ แพะในการทา พิธีจะไดบุ้ญ และแพะสามารถชนะสรรพสิ่งทุกอยา่งได้สมยัก่อนนิยมใชแ้พะมากกวา่หมูแต่ ปัจจุบันแพะเริ่มหาไดย้าก ชาวอาข่าจึงใช้หมูในการทา พิธีแทน และหลงัจากทา พิธีข้ึนบา้นใหม่ก็จะนับวนั ฤกษ์ ถ้าเป็ นวันที่ดีเหมาะสม ก็จะท าพิธีมัด “หิ้งบรรพบุรุษ” (Pawvq lawvqpawq tur) เป็นสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิ ที่สุดในบ้าน จะอยู่เหนือต้นเสาระหว่าง ห้องผู้ชายกับห้องผู้หญิง ซึ่งจะเป็ นที่อยู่อาศัยของวิญญาณบรรพบุรุษ ในการทา พิธีจะใช้ไก่1 ตวัและเหลา้1ขวด เป็นพิธีภายในครอบครัวทา เพื่อเป็นการแจง้ให้เจา้ที่บรรพบุรุษ ทราบว่า ตอนน้ีไดส้ร้างบา้นเสร็จสิ้นเรียบร้อยแลว้หลงัจากที่สร้างบา้นเสร็จเรียบร้อยแลว้จะตอ้งวางฟืน ตรงบริเวณที่ฝังเสาแรกเพราะชาวอาข่าเชื่อว่าเจา้ที่เจา้ทางจะอยู่ที่นนั่อาข่าเรียกว่า “Jan mir aqma” จะเป็ น ผู้ดูแลความทุกข์สุขของคนในบ้าน อาข่าจะมีการสร้างบา้น 2 ลกัษณะ คือ บา้นที่สร้างใหม้ีพ้ืนที่อาศยัติดกบัดินเรียกวา่ “Nymr awv” โดย ภายในบ้าน บริเวณส่วนใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จะเป็นพ้ืนดิน และที่นอน จะเป็ นชานนอนที่ปูด้วยไม้ไผ่ การสร้างบ้านใน ลกัษณะน้ีเราสามารถสร้างใหสู้งข้ึนก็ได้ซ่ึงต่างกบัการ สร้างบา้นแบบยกพ้ืน ถา้สร้างแบบยกพ้ืนแลว้ไม่สามารถ สร้างให้ติดดินได้ จนกว่าจะเปลี่ยนชุมชน ส่วนแบบที่สอง เป็นการสร้างบา้นแบบยกพ้ืนท้งัหลงัเรียกว่า “Nymr gor”


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 24 ซ่ึงบา้นท้งัสองลกัษณะน้ีมีประตูเขา้ออกของบา้น มีการสร้างระเบียง เพื่อใชง้านเอนกประสงคต์ ่างๆ เช่น ที่ เก็บอาหารสัตวเ์ล้ียง นงั่เล่น หรือเป็นที่นงั่คุยกนัของหนุ่มสาว บา้นของชาวอาข่าแต่ละหลงัจะมีที่ก้นัหอ้ง เป็ นสองฝ่ าย คือ ห้องของ ฝ่ ายผู้ชาย (Bawv lawv) และห้องของฝ่ ายผู้หญิง (Nyir ma) มีเตาไฟเพื่อใช้ประโยชน์ในการหุงข้าว หรือ ทา อาหารไวภ้ายในบา้น 2 เตา ซ่ึงข้ึนอยกู่บัขนาดของบา้นแต่ละหลงัการสร้างบา้นของอาข่าจะอยไู่ด้4-5 ปี แต่จะมีการซ่อมแซมทุกปี ซึ่งจะท าการซ่อมแซมช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน เพราะจะตรงกับช่วงที่ชาวบ้าน ว่างจากการท าไร่ท าสวน การปลูกสร้างบ้านของอาข่า บา้นอาข่าจะมีโครงสร้างง่ายๆ ยกพ้ืนสูงประมาณ 1 เมตร มีบนัไดข้ึนบา้น 2 แห่ง คือ ทางหน้าบ้านและทางหลังบ้าน หน้าบ้านมีชานบ้าน 2 แห่ง (กือกากามะ Geergagama และกือกากาหยะ Geerga gazaq) เมื่อเข้าประตูบ้าน (ลาโอ๊ะLarov) เข้าไปจะเป็ นห้องนอนผู้ชาย (บ่อเลาะ Bawvlawv) ถัดจาก ห้องนอนผู้ชายจะเป็ นห้องนอนผู้หญิง (ยุ้มมะNymrma) ในส่วนของห้องนอนผู้หญิงจะไม่ใช้มัดหญ้าคา แต่ จะเป็นไมก้ลอนสา หรับมดัหิ้งเจา้ที่บรรพบุรุษ “อะเผ่วเปาะเลาะ”Aqpoeq pawvqlawvq ถัดจากห้องนอน ผู้หญิงจะเป็ นประตูหลังบ้าน วัสดุที่ใช้สร้างบ้านส่วนใหญ่จะ เป็นไมไ้ผ่หลงัคา (อู่ย้เีหยอะ) มุงดว้ยหญา้คา (อู่ย้แีถ่ Uqjir taeq) เสาบ้าน (ห่อเหย้อ) ตง (เยอะมะ) ขื่อ (เบี๊ยะตุ่ม) นอกจากน้ียงัมีไมก้ลอน (หยุ่ มเยอ) ซึ่งเป็ นไม้ไผ่ ตงไม้ไผ่ (หย่าเช่อ) ฝาบ้าน (ข่าผลิเอาะ) และพ้ืนบา้น (อู่หยะ) จะเป็นไม้ ไผ่จักเป็ นฟากการขึ้นโครงบ้านแบบอาข่า (รูปจากอนิเตอร์เน็ต)


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 25 หนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ แบบบา ้ นของชนเผา ่ อาข ่ า


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 26 (อุไรวรรณ แสงศร ความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้าน สถาบันวิจัยชาวเขา) บ้านอาข่าแบบติดพื้น(รูปจากเวป khonakha.com) โครงสร้างบ้านอาข่า ด้านหน้า


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 27 (อุไรวรรณ แสงศร ความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้าน สถาบันวิจัยชาวเขา) องค์ประกอบในบ้าน 1.หิ้งวางของ จะอยู่หน้าห้องฝ่ ายชาย มีไว้ส าหรับเก็บเครื่องใช้ต่างๆ พันธุ์พืชที่จะน าไปปลูกในฤดูกาลต่อไป ใตห้ิ้งจะเก็บ อุปกรณ์การท าไร่ 2.กระชุใส่พันธุ์ข้าว ไว้เก็บข้าวพันธุ์ที่ต้องใช้ใน พิธีเซ่นเจ้าที่บ่อน ้า 3.หิ้งบูชาเจา้ที่บรรพบุรุษ จะต้งัอยบู่นเสาเอกของบา้น ในหอ้งนอนของฝ่ายหญิง ทา จากกระบอกไมไ้ผ่จะมีการเซ่นสรวงปีละ9คร้ัง โดยหญิงผู้เป็ นภรรยาของหัวหน้าครัวเรือนเป็ นผู้เซ่น 4.เตาไฟสองเตา เตาหนึ่งมีไว้ส าหรับการปรุงอาหารประจ าวันในครอบครัว อีกเตาหนึ่งส าหนึ่งส าหรับปรุงอาหารเวลาท าพิธี เล้ียงเจา้ที่บา้น โครงสร้างบ้านอาข่าด้านข้าง


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 28 5.ฉางขา้วยกพ้ืนบนเสา 6.ครกต าข้าว อยขู่า้งๆ บา้นเรือนใตช้ายคา เพื่อใหส้ะดวกแก่หญิงสาวชาวอาข่า 7.ศาลขวัญข้าว ทุกหลงัคาเรือนจะตอ้งสร้างศาลน้ีอยู่ที่หน้าบา้น เมื่อสร้างบา้นใหม่คร้ังใด ศาลขวญัขา้วเป็นศาลที่ใช้เก็บ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ในพิธีฤดูปลูกข้าว 8.ยุ้งข้าว จะสร้างอยู่ภายในบ้าน อยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านมากนัก ส่วนมากจะอยู่ทางตะวันออกหรือทางหน้าบ้าน 9.ห้องฝ่ ายชาย ส่วนมากอยู่ทางทิศตะวันออกหรืออยู่ทางถนนที่ผู้คนผ่านไปมา ห้องนอนของผู้ชาย จะใช้รับแขกด้วย 10.ห้องฝ่ ายหญิง ภายในห้องนอนของผู้หญิง นอกจากเครื่องนอน เครื่องใช้ส าหรับผู้หญิงแล้ว ที่หัวนอนตรงเสาเอกจะมี “อะพีเปาะเลาะ” (Aqpiq pawvqlawvq)คือหิ้งเจ้าที่ บรรพบุรุ ษ ผู้ติดไว้กับไม้กลอน ตรงเสาเอกเหนื อ หอ้งนอนผหู้ญิง ใตห้ิ้งเจา้ที่บรรพบุรุษจะเป็นหีบบรรจุของที่ใชส้า หรับเซ่นไวบ้รรพบุรุษ แ ล ะ พั น ธุ์ ข้าวที่จะน าไปปลูกในปี ต่อไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน ในบา้นของอาข่าจะมีสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิหลายอยา่งหลายชนิด ที่ใชใ้นการทา พิธีกรรมทางศาสนา ฉะน้นัสา หรับ คนที่มา บา้นเยี่ยมเยยีนบา้นอาข่า ตอ้งให้การเคารพในประเพณีที่เขายดึถือและปฏิบตัิสืบทอดกนันานต้งัแต่ สมยับรรพบุรุษ สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิที่ควรรู้มีดงัน้ี • ศาลขวัญข้าว (Caer jir siq ma hawq ghmq) สร้างไว้เพื่อเก็บพันธุ์ขา้วที่จะนา ไปเขา้พิธีที่บ่อน้า ในวนัเล้ียง เจา้ที่บ่อน้า ศาลขวญัขา้วจะสร้างไวข้า้งยงุ้ขา้ว • หิ้งเจา้ที่บรรพบุรุษ (Pawv lawv pawq tur) เป็นสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิที่สุดในบา้น ซ่ึงเปรียบเสมือนหิ้งพระของคน ไทย จะอยู่เหนือต้นเสาระหว่างห้องผู้หญิง และห้องผู้ชายในบ้านสร้างไว้เพื่อเป็ นที่อยู่ของเจ้าที่บรรพบุรุษ • ห้องนอนฝ่ ายหญิง (Nyir ma) ไม่ใช่เป็นสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิแต่เป็นห้องที่หวงห้ามภายในบา้นแขกจะเขา้ไปก่อน ได้รับอนุญาตไม่ได้


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 29 การรับแขก อาข่าจะให้ความส าคญักบัแขกทุกคนที่มาเยี่ยม ไม่ว่าจะเคยรู้จกักนัมาก่อน หรือว่าไม่เคยรู้จักกันก็ตาม อา ข่าจะให้การตอ้นรับเป็นอย่างดีโดยการรินน้ าให้ดื่ม หรือตม้น้ าชาให้ดื่ม จากน้ันก็ร่วมรับประทานอาหาร ดว้ยกนัและถา้แขกที่มามีความประสงคท์ ี่จะคา้งคืนก็ให้คา้งคืนได้แต่ถา้เป็นแขกผูช้ายก็จะให้นอนฝั่งของ พ่อและถา้เป็นผหู้ญิงก็ใหน้อนฝั่งของแม่ ผู้ชายกับผู้หญิงไม่สามารถนอนด้วยกันได้ ข้อปฏิบัติในการเข้าไปที่บ้านอาข่ามีดังนี้ -ถ้าเข้าทางประตูหน้าอาข่าจะถือว่าเป็ นแขกที่มาเยี่ยมเยียนบ้าน และเป็ นแขกของพ่อ และจะได้รับการ ต้อนรับเป็ นอย่างดี -การเขา้บา้นของอาข่าทางประตูหลงัสมยัก่อนในการจีบสาวอาข่าจะใช้ประตูหลังในการเข้าออก และ ถ้าเข้ามาทางประตูหลังก็จะถือว่ามาจีบสาว แต่ในปัจจุบันถ้าใครเข้ามาทางประตูหลัง ถือว่ามีเจตนาไม่ บริสุทธิ์ -ไม่เดินเพ่นพ่านในบา้น หรือจบัตอ้งสิ่งของต่างๆ ภายในบา้น -ผชู้ายหา้มเขา้ไปในหอ้งของผหู้ญิงก่อนไดร้ับอนุญาต -ห้ามตะโกนเสียงดังขณะอยู่ในบ้าน -เตาไฟในบา้นหา้มใชม้ีดฟัน หรือบว้นน้า ลายลงบนเตาไฟ - ห้ามตักข้าวในไหนึ่งเอง ต้องให้เจ้าของบ้านตักให้ - หา้มข้ึนไปเล่นบนที่นอนของพ่อและแม่ การรับประทานอาหาร อาข่าจะรับประทานอาหารร่วมกนัท้งัพ่อแม่ลูกจะรับประทานภายในบาน ห้ามมารับประทานนอกชาน ้ เพราะอาข่าถือ และเวลามีแขกมา เยี่ยมเยียนในบ้านก็จะร่วมรับประทานร่วมกับแขก ยกเว้นแม่เรือนจะ รับประทานหลังจากที่แขกรับประทานเรียบร้อยแล้ว


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 30 บทที่ 4 เศรษฐกิจและการผลิต อาชีพหลกัของอาข่าคือการปลูกพืชไร่อาข่ามีการจดัเตรียมพ้ืนที่ทา ไร่เพื่อการปลูกพืชต่างๆ โดยอยู่ ไกลจากชุมชนไม่น้อยกว่า 3-5กิโลเมตรจะไม่มีการใช้ที่ดินบริเวณป่าชุมชนเพื่อการเพาะปลูกพืชไร่ท้งัน้ี หากมีการปลูกพืชไร่ใกลชุ้มชน และมีสัตวเ์ล้ียงเขา้ไปทา ลายก็จะไม่มีการชดใช้ซ่ึงประเด็นน้ีเป็นกฎของ ชุมชน และมีการเลือกท าเล ส าหรับจะทา ไร่โดยใชค้วามเชื่อของพิธีกรรมมาเป็นฐานในการปฏิบตัิในพ้ืนที่ ทา ไร่มีการเพาะปลูกพืชต่างๆ เช่นขา้วขา้วโพด ถวั่ประเภทต่างๆ และพืชผกัเพื่อการบริโภคโดยมีการปลูก พืชต่างๆ เหล่าน้ีในที่ดินของตนที่เตรียมไว้โดยมีเทคนิคการปลูกคือผสมเมล็ดพืชผกัต่างๆ คลุกเคลา้และ ปลูกพร้อมขา้วไร่ของตนเองในผืนเดียวกนัซ่ึงเป็นการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากน้ีอาข่ายงั นิยมปลูกผกัพริกถวั่ในบริเวณที่ใกลแ้หล่งแม่น้า หรือบริเวณร้ัวบา้นของตน ท้งัน้ีเวลาตอ้งการผกัสดเป็น การยากที่จะเดินไปเก็บที่ไร่ เพราะว่าไร่อยู่ไกล จึงเก็บที่ร้ัวบา้นของตนที่ปลูกเอาไว้ส่วนเวลาไปไร่ตอน เย็นๆ ก็จะเก็บผักจากที่ไร่กลับมายังบ้านของตน ชายอาข่าส่วนมากจะท าไร่ด้วย และถ้าว่างๆ ก็จะไปล่าสัตว์ เพื่อน ามาประกอบเป็ นอาหาร ส่วนงานบ้าน ผู้หญิงจะเป็ นผู้รับผิดชอบ เช่น หุงข้าวปลาอาหาร และท าสวน เล็กๆ น้อยๆ อาชีพที่นิยมทา กนั ไดแ้ก่ 1. ท าไร่ข้าว ส่วนมากจะปลูกไว้กินเอง เพราะว่าชาวอาข่าจะอยู่รวมกันเป็ นเครือญาติเป็ นจ านวนมาก จึงต้อง ทา ไร่เป็นเน้ือที่กวา้งๆ เพื่อใหทุ้กคนพอกิน 2. ท าไร่ข้าวโพด โดยทวั่ ไปชาวอาข่าจะปลูกเพื่อกินเอง และใชใ้นการเล้ียงสัตว์แต่ปัจจุบันปลูกเพื่อการขายมากข้ึน 3. ท าไร่ขิง ส่วนมากจะปลูกไวข้ายและนอกจากน้นัยงันา มาทา เป็นยาสมุนไพรเพื่อนา มาใชใ้นครัวเรือน พ้ืนที่ในการทา นาทา ไร่จะปลูกผกัและขา้วสลบักนั ไป โดยส่วนใหญ่นิยมปลูกขา้วมากกว่าและในพ้ืนที่ๆ หน่ึงจะปลูกผกั หลายๆ อย่างรวมกัน 4. ล่าสัตว์


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 31 เป็ นอาชีพของชาวอาข่าอีกแบบหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมท ากัน ยามว่างๆ จะพากันไปล่าสัตว์หลายคน และถ้า สัตว์ที่ล่าได้มีขนาดใหญ่ก็จะเอามาแบ่งกัน เช่น หมูป่ า กวาง เสือ ฯลฯ โดยที่คนยิงจะได้ส่วนแบ่งเยอะกว่า แล้วตามด้วยเพื่อนฝูงที่ไปล่าด้วยกัน ส่วนคนที่อยู่ทางบ้านก็ใช่ว่าไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย ก็ได้เหมือนกัน แต่ อาจจะได้น้อย 5. เลี้ยงสัตว์ มีการเล้ียงสัตวไ์ว้เพื่อบริโภคและตอ้งใชใ้นพิธีกรรมทางศาสนา ฉะน้นัชาวอาข่าจึงนิยมเล้ียงสัตวม์าก สัตว์ ที่เล้ียงได้แก่หมูม้า วัว ควาย แพะ ไก่สุนัข และต้องปลูกข้าวโพด เพื่อจะน ามาเล้ียงสัตว์เหล่าน้ีให้ เจริญเติบโต และสัตว์ที่นอกเหนือจากการท าพิธีกรรมทางศาสนา หรือรับประทานแล้ว อาข่าก็จะเอาไว้ขาย หรือน าไปแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนต่างหมู่บ้าน ต่างท้องที่ หรือแลกเปลี่ยนกันภายในหมู่บ้านเอง 6. รับจ้างทั่วไป ในปัจจุบันชาวอาข่าขาดที่ท ากิน หรือที่ท ากินไม่พอเพียงกับจ านวนประชากรจึงท าให้หลายครอบครัวต้อง หารายได้โดยการเขา้ไปรับจา้งทา งานในตวัเมือง รับจา้งทวั่ ไป หรือรับจา้งทา งานใหก้บักรมป่าไม้เช่น ปลูก ป่ า เป็ นต้น 7. หาของป่ าขาย การหาของป่ าถึงเป็ นอาชีพรองลงมาจากการท าไร่ท าสวน หลังจากที่ท าไร่ท าสวนเสร็จแล้ว หรือยามที่ไม่มี งานทา ชาวอาข่าก็จะเดินเขา้ไปในป่า ไปหาของป่าต่างๆ จากป่ามาขาย โดยมีพ่อคา้จากขา้งนอกมารับซ้ือไป บางส่วนก็เก็บเอาไวก้ินเองของที่ชาวบา้นนิยมเก็บมาขายก็ไดแ้ก่หน่อไมต้่างๆ เห็ด แด้ก๋ง ส าหรับทา ไม้ กวาด ฯลฯ การหาของป่ ามาขายถือเป็ นอาชีพที่ส าคัญมากกับชาวเขาที่อยู่บนดอยยอดสูงของแต่ละอย่างจะมี เป็ นช่วงๆ ชาวบ้านมักจะรู้ และเข้าใจว่าของแบบไหนมีมากในช่วงไหน การโยกยา้ยต้งัถิ่นฐานใหม่ของชนเผ่าคือสาเหตุหน่ึงที่ทา ให้พวกเขาขาดที่ทา กินจนถึงปัจจุบนัแมก้ระทงั่ การต้งัถิ่นฐานจะเป็นการสร้างแบบชวั่คราว


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 32 การท าไร่ของอาข่า การท าไร่และขั้นตอน ชนเผา่อาข่า เป็นกลุ่มชนที่มีการประกอบอาชีพบนพ้ืนที่สูง โดยเฉพาะการทา ไร่ซ่ึงในไร่อาข่าน้นัมี พืชพันธุ์ประเภทต่างๆ ที่ปลูกลงไปมากมายไม่ต ่ากว่า 20 ชนิด อาทิเช่นพืชตระกูลข้าว ตระกูลแตง ตระกูล ดอก ตระกูลผักฯลฯ ถือว่าเป็ นการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาชีพการท าไร่ถือเป็ นอาชีพหลักที่ชน เผา่น้ีไดด้า รง มาจากอดีตจนปัจจุบนั ซ่ึงการทา ไร่ชนเผา่อาข่ามีข้นัตอนดา เนินการกล่าวคือ 1.การทดสอบความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทดสอบได้โดยการขุดหลุมดินลงขนาด 1 คืบ จากน้ัน นา ดินที่ขุดข้ึนใส่กลบัลงไปในหลุมเดิม หาก ว่าดินที่ใส่ลงหลุมเดิมถ้าดินเต็มหลุมแบบเดิมแสดงว่า ดินอุดมสมบูรณ์ ถ้าถมแล้วดินไม่เต็มหลุม แสดงว่า ดินไม่สมบูรณ์หรือการสังเกตข้ีไส้เดือน สภาพความช้ืน หรือความหลากหลายของพืชพนัธุ์ไม้ซ่ึงเป็นการ ทดสอบเพื่อการตัดสินใจ 2. การเลือกพื้นที่ท าไร่ พ้ืนที่ทา ไร่ของอาข่าจะอยู่ไกลจากชุมชนระหว่าง 3-5 กิโลเมตรท้งัเป็นทิศใดก็ไดส้ามารถเดินทาง ไปกลับในวันเดียวกัน โดยครอบครัวแต่ละครัวเรือนเมื่อถึงฤดูการท าไร่ก็จะต้องมีการจับจอง ซึ่งส่วนใหญ่ การจบัจองที่ดิน เพื่อทา ไร่น้นัจะตรงกบัช่วงเดือนกุมภาพนัธ์ตรงกบัเดือนอาข่า "จ้อลาบาลา"( Jawrlabala ) การจบัจองเลือกพ้ืนที่น้นัจะกระทา โดยการออกส ารวจหาที่ดินและหากพบวา่ที่ดินมีความสมบูรณ์ก็จะมีการ ท าเครื่องเครื่องหมาย "บวก"โดยการตักไม้ขนาดเล็กยาว 2 เมตร ผ่าซีกกลางปักไว้ บริเวณที่คนเดินผ่านไป มา ซึ่งถือว่าเป็ นการจับจอง บุคคลอื่นมาแย่งไม่ได้ ข้อห้ามไม่ใช้พื้นที่ท าไร่ โป่งน้า โป่งดิน ตน้น้า หนา้ผา พ้ืนที่อยู่ใกลป้่าชา้หรือพ้ืนที่ที่พบลิงลม เกง้หน่อไม้น้า ตกเป็น ต้น 3. การแผ้วถาง เมื่อมีการเลือกพ้ืนที่แลว้ก็จะมีการลงแรงเพื่อแผว้ถางพ้ืนที่ทา ไร่ตามพ้ืนที่กา หนด เมื่อถางเสร็จจะ ปล่อยให้ไม้ที่ถูกแผว้ถางแหง้และจะมีการเผาในข้นัต่อไป


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 33 4. การเผาไร่ การเผาไร่ ชนเผ่าอาข่านิยมเผาช่วงปลายเดือนมีนาคม ตรงกับเดือนอาข่าคือ "เบ่วโยสะ บาลา" (Boeqzovq ba la) เป็ นช่วงที่แล้งจัด ในวันสุนัข ช่วงเย็น เนื่องจากเชื่อว่า เพื่อให้กล้าไม้แห้งที่ถูกแผ้วถางถูก ไฟเผาเหมือนสุนัขเลีย ซ่ึงจะทา ให้ลดแรงงานในการกา จดัเศษไมไ้ด้และก่อนเผาจะมีการกนัเขตแนวกนั ไฟ ไม่ให้ไปไหม้ที่อื่นๆ 5.การปลูกข้าว หลงัจากที่มีการเผาไร่ทา ความสะอาดหมดแลว้และชุมชนมีการเริ่มประเพณีปลูกขา้วไร่สมาชิก ครัวเรือนทุกหมู่บ้านก็จะปลูก ข้าว ซึ่งข้าวที่ปลูกจะเป็นพนัธุ์ขา้วพ้ืนบา้น จนกวา่รอเก็บเกี่ยว นอกจากน้ีแลว้อาข่ายงัมีการทา สวนครัวเพื่อผลิตผกัไวใ้ชบ้ริโภคในครัวเรือน และเล้ียงสัตว์เพื่อใช้ ในการขายและประกอบพิธีกรรม (ข้อมูลจากสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่าเชียงราย) การดักสัตว์ ล่าสัตว์แล้วยังมีการท ากับดัก เพื่อให้ สัตว์ มาติดกับ การท ากับดักสัตว์ของอาข่า โดยส่วนมากจะท าในช่วง ระหวา่งเดือนเมษายน ถึงเดือนธนัวาคม กบัดกัที่อาข่านิยมทา กนัมีดงัน้ี 1. ที่ดักนก (หล่อท่องเออ , แส่โตท่องเออ) (Lawq tanr-e,saeq tov) การดักนกเป็ นวิถีชีวิตของอาข่าที่นิยมใชกันมาก เพื่อมาประกอบเป็ นอาหาร โดยใช้หนอนไม้ไผ่ (ข่าเบ่ว) (khaq boeq)และแมลงเม่า (อ่าอี่)(aq oeq) เป็ นเหยื่อล่อให้นกทุกชนิดมาติดกับดัก โดยจะน าแมลงมาติดไว้ กบัตวักบัดกัและให้แมลงดิ้น เมื่อนกเห็นแมลงดิ้น ก็จะบินเขา้มาเพื่อจะมากินแมลงก็จะทา ให้ติดกบัดกัดิ้น ออกไม่ได้และจะตายในที่สุด การดกัโดยใชห้นอนไมไ้ผ่จะดกัทิ้งเอาไวไ้ดน้านหลายวนัต่างกบัการดกัโดย ใช้แมลงเม่า ไม่สามารถดักทิ้งไวไ้ด้หลายวนัเพราะตอนกลางคืน อาข่าเชื่อว่าเจ้าที่จะไปติดกับดักเพราะ กลางคืนของเราเป็ นกลางวันของเจ้าที่ เจ้าที่จึงออกท ามาหากิน อาข่าจึงเกรงกลัวและเป็ นความเชื่อว่า ที่มีมา ต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 34 2. แร้ว(เลาะจูท่องเออ)( Lawr ju tanr-e) สามารถดกัไดทุ้กช่วงเวลาแต่ก่อนที่จะเริ่มทา กบัดกัชนิดน้ีตอ้งมีการนบัวนัฤกษข์องตนเองว่าวนัไหนทา ได้บ้าง อาข่าเรียกว่า “ นองหมื่อ ” (Nan meeq)และไม่ท ากับดักในวันเกิดของตนเอง เช่น วันเสือ วันแกะ ฯลฯ เพราะอาข่าเชื่อว่าถา้ทา กบัดกัในวนัเกิดของตน วิญญาณจะนั่งเฝ้าอยู่ที่นั่น นกหรือไก่ป่าจะไม่กลา้เขา้ มาติดกบัดกัเลาะจูจะมีท้งัขนาดใหญ่และเล็กแลว้แต่ว่าจะนา ไปใช้ดกักบันกชนิดใด การทา กบัดกั โดยใช้ เลาะจู จะใช้ดักเฉพาะสัตวป์ีกที่หากินตามพ้ืนดินเท่าน้ัน เช่น ไก่ป่า เป็นตน้ ส่วนวิธีการดกัก็ไม่ยากโดย ก่อนที่จะทา กบัดัก ตอ้งไปดายหญา้ไปเป็นแถวแลว้เอาหญา้ที่ดายมาปิดขา้งๆ ท้งัสองฝั่ง แต่ตอ้งเวน้ที่ไว้ ส าหรับจะวางกับดัก เว้นช่องกับดัก และยังเป็ นช่องทางเปิ ดให้สัตว์เดินไปยังกับดัก ส่วนตัวเลาะจูจะท ามา จากไม้ ไผ่ที่เหลาไว้เรียบร้อยแล้ว จะมีลักษณะโค้งเหมือนตัว p แล้วเอาเชือก หรือเถาวัลย์ มาคล้องเป็ น วงกลม และจะมีไม้ที่ต้องใช้คู่กับตัวเลาะจู เป็ นไม้เล็ก ยาวประมาณ 1 เมตรและจะเอาไมเ้สียบกับพ้ืนให้ แน่น แลว้มดัตวัเลาะจูตรงปลายของไม้จากน้นัก็งอไมใ้ห้โคง้ลงมายงัพ้ืนดิน และก็ทา ตะขอร็อกเอาไว้และ ท าห่วงให้มีขนาดพอที่หัวนก จะเข้าไปได้ ห่วงจะอยู่ในระดับเดียวกันกับหัว เวลานกเดินมา หัวก็จะไปคล้อง กับห่วงที่ท าไว้ และนกก็จะเดินไปเรื่อยๆ โดยคิดจะให้หลุด ออกจากห่วงแต่หารู้ไม่ว่า เมื่อตะขอที่ล็อคไว้ หลุด ไมท้ี่ปักไวจ้ะเดง้ข้ึนหวัก็จะติดไปกบัห่วงและจะติดอยกู่ลางอากาศกบัไมน้้นั 3. ยาตุ่มเดอะเออ(Yadmq dev-e) ยาตุ่มเป็ นกับดักที่ใช้ดักส าหรับตุ่น (โฮผี่) (Hopiq)หรือสัตว์ที่ชอบหากินตามกอไผ่ เพราะยาตุ่มจะนิยมท า ไว้บริเวณกอไผ่ ที่คิดว่าเป็ นที่หากินของสัตว์ต่างๆ โดยจะใช้ท่อนไม้ที่มีขนาดใหญ่พอสมควรมาดักไว้ วิธีการดักก็จะเป็นแบบยกปลายไมใ้ห้สูงข้ึน แลว้ล็อคไวข้า้งบน และขา้งล่างจะมีการทา เป็นร่องและเอา กระดูกของสัตว์เป็ นเหยื่อ มาวางไว้ข้างในที่เป็ นร่องๆ เวลาสัตว์มาก็จะเห็นกระดูก แล้วจะเข้ามากินกระดูก จนเหยียบกับดักไมท้ ่อนใหญ่ก็จะตกลงมาทบัสัตวต์วัน้ันก็จะทา ให้สัตวต์าย ในการทา กบัดกั ประเภทยาตุ่ม เดอเออ(Yadmq dev-e) ตอ้งนบัวนัฤกษเ์หมือนกนัเอาวนัที่ดีของครอบครัววนัดีในที่น้ีคือไม่ใช่วนัเกิดของ คนท า แต่เป็ นวันเกิดของคนในครอบครัว ส่วนวันที่มีคนตายถือว่าเป็ นวันที่ไม่ดี เช่นตายโหง (คือไม่ได้ตาย โดยธรรมชาติ)อาข่าจะไม่นิยมทา อะไรในวนัน้นัๆ และก่อนที่จะทา กบัดกั (คือวนัที่ขุดดิน, ลงเสา ฯ) จะต้อง ไม่ร่วมประเวณีกับภรรยาของตน เพราะจะท าให้ไม่ศักดิ์สิทธิ์ การท ากับดัก โดยใช้ยาตุ่มนิยมท ากันหลังจากการเพาะปลูกข้าวจนถึงประเพณีปี ใหม่ (คาท้องอาเผ่ว)(Ka tar aqpoeq) หลงัจากปีใหม่ก็จะไปเก็บกลบัมา ในช่วงก่อนปีใหม่ใครก็ตามถา้ไปทา กบัดกั ประเภทยาตุ่มเอาไว้ แลว้เกิดสัตวเ์ล้ียงของใครเขา้ไปติดกับดักเจา้ของสัตวเ์ล้ียงก็ไม่สามารถที่จะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรได้


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 35 เพราะถือเป็ นช่วงของการท ากับดัก แต่ถ้าพ้นปีใหม่แลว้ใครยงัไม่เก็บกบัดกัแลว้สัตวเ์ล้ียงเขา้ไปติดกบั ใน กรณีน้ีเจา้ของสัตวม์ ีสิทธ์ิที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย หรือใหเ้จา้ของกบัดกัชดใช้เพราะหลงัจากปีใหม่แลว้ถือว่า หมดฤดูของการท ากับดักประเภทยาตุ่มเดอเออ 4. ยาตุ่มเจ่หยะ(Yadmq jeiq yavq) จะต่างกับการทา ยาตุ่มตามกอไผ่ตรงที่ตอ้งทา การลอ้มร้ัวไวเ้ป็นบริเวณกวา้ง เปิดช่องให้สัตวเ์ดินเขา้ไป และจะทา ช่องว่างตามร้ัว เป็นลกัษณะของไมข้นาดใหญ่ผูกเชือกในระดบัที่เทา้สัตวเ์ดินไปกระตุกแลว้ไม้ ใหญ่จะล้มทับตัวการทา กับดักประเภทยาตุ่มเจ่หยะ ก่อนที่จะทา ต้องไม่ร่วมประเวณีกับภรรยาของตน เพราะอาข่าเชื่อวา่ก่อนที่จะทา กบัดกัถา้ร่วมประเวณีกบัภรรยาของตนแลว้ สัตวป์่าจะไม่มาติดกบัดกัฉะน้ัน ตอ้งจะเตรียมตวัอย่างดีก่อนที่จะทา กบัดกัจะมีการทา พิธีโดยใช้ไข่-ข้าว - ชา -ขิง โดยท าพิธีกันอันแรกที่ ท าโดยท าบุญหรือขอขมาเจ้าป่ าเจ้าเขา โดยพูดว่าที่ตรงน้ีบริเวณน้ีเป็นที่หาอาหารกนัเพื่อที่ความอยู่รอดของ พวกเรา ขอให้เจ้าป่ าเจ้าเขา ช่วยให้สัตว์ป่ ามาติดกับดักด้วยเถอะ... ไม่ขอสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ขอให้ได้สัตว์ เล็ก ไม่ขอสัตว์ที่อ้วน ขอให้ได้สัตว์ที่ผอม 5.หล่อเพอท่องเออ.(Lawq pe tanr-e) นิยมท าในช่วงเดี่ยวกบัยาตุ่มเดอการดกัสัตวโ์ดยวิธีน้ีจะใช้ดกัสัตวท์ ี่มีขนาดใหญ่เช่น กวาง – หมูป่ า – เสือ ฯลฯ โดยก่อนจะท าต้องนับวันฤกษ์ วันดีของครอบครัว และไม่ร่วมประเวณีกับภรรยาของตนก่อนวัน ท ากับดักวันที่ท าก็ให้ขุดหลุมส าหรับจะฝังเสา เวลาฝังก็ไม่ควรให้เงาของตนเข้าไปตรงหลุม เพราะอาข่าถือ ว่าไม่ศกัด์ิสิทธ์ิวิธีทา ก็จะไปตดัไมท้ ี่มีขนาดใหญ่พอสมควรมาก่อนจะทา ตอ้งลอ้มร้ัวขา้งๆออกไปกวา้งๆ และเวน้ที่ว่างให้สัตวป์่าเขา้มา ส่วนไมท้ ี่ปักไวข้า้งนอกร้ัวแลว้โดยเอาปลายลงมาขา้งในจากน้ัน ก็นา เชือกที่ ทนไม่ขาดง่าย เช่นต้นปอ (หย่อค้อง –อาข่า) แล้วเอามาท าเป็ นวงไว้ และเมื่อสัตว์มาเหยียบในวงปลายไม้ที่ ปักไวร้วมท้งัไมท้ ี่คลอ้งเอาไวก้็จะหยุด แลว้เดง้ออกมาสัตวป์่าก็จะติดอยู่กลางอากาศเมื่อไดส้ ัตวม์าก็จะถอน ขนของสัตว์แล้วเอาไปปักไว้ข้าง ๆ ที่ท ากับดักเอาไว้สัตว์ที่ติดกับจะไม่ตายติดที่เท้าเมื่อเราไปเจอช้าก็นิยมใช้ ปื นยิงให้ตายแล้วเอาสัตว์ออกมา เมื่อได้สัตว์มาแล้วก็ แบกใส่ถุงให้เท่า ๆ กันแล้วกลับมายังบ้านของตน 6. แจ่เบอะท่องเออ (Dzaeq bev tanr) เป็นกบัดกัที่ใชก้บัสัตวป์ระเภทใหญ่เช่น หมูป่า เสือกวาง ฯลฯ ลกัษณะของกบัดกัน้ีจะเป็นแบบ เมื่อสัตว์ เดินมาโดนเชือกไมท้ ี่เหลาไว้แหลมๆ ก็จะพุ่งมาเสียบตวัของสัตวท์า ให้สัตวต์ายในที่สุด กบัดกั ประเภทน้ี เป็นกบัดกัที่ค่อนขา้งอนัตรายกบัคนที่ไม่รู้แลว้ไปเจอเขา้อาจโดนโดยไม่รู้ตวัก็ได้อาข่าจึงทา กบัดกัน้ีไวใ้นที่


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 36 ไกลๆ ห่างจากผู้คน และจะมีการท าสัญลักษณ์เอาไว้ให้กบัคนที่เขา้มาพบเห็นรู้ว่า ในบริเวณน้ีไดม้ีการทา กบั ดักเอาไว้ให้ระมัดระวังด้วย วิธีการท าก็ ท าเอาไว้ตามทางเดินของสัตว์ โดยการเอาไม้เฮ้ยมา แล้วเหลาปลาย ใหแ้หลมๆ จากน้นัก็ใชเ้ชือกที่ทนดึงเอาไว้และจะเอาเถาวลัยด์ึงขวางทางไว้เวลาสัตวเ์ดินมาถา้โดนเชือกไม้ เฮ้ยที่เหลาไว้แหลมๆ ก็จะหลุดและพุ่งมายังเป้าหมายที่ได้วางไว้ ไม้จะดึงเอาไว้ในระดับท้อง หรือหัวใจ ถ้า โดนสัตว์ก็จะไม่รอด ในการท ากับดักสัตว์ อาข่ามีความเชื่อว่าต้องท า ทุกครอบครัวโดยเฉพาะกับดักประเภท ยาตุ่มเดอเออ เจ่เบอ ท่องเออ หล่อเพอท่องเออ ท าเพื่อความสบายใจของคนในครอบครัว อาข่าเชื่อว่าถ้าครอบครัวไหนไม่ท ากับ ดกัสัตวค์รอบครัวน้ันจะไม่เป็นสุขจะมีแต่การเจ็บไขไ้ดป้่วย หรืออาจตายไดโ้ดยไม่รู้สาเหตุอาข่าจึงทา กบั ดักทุกหลังคาเรือน ปัจจุบนัการใชก้บัดกัสัตวใ์นกลุ่มชนเผ่าเริ่มนอ้ยลง เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางดา้นสังคม เริ่มเข้ามามี ส่วนในการดา รงชีวิตของชนเผ่าค่านิยมในการทา มาหากินเริ่มน้อยลง ปรับมาเป็นการซ้ือกินเอง ซ่ึงเป็น หนทางที่ง่ายและสะดวกกว่า เมื่อเทียบกับการเอาเวลาไปท ากับดักสัตว์ในป่ าลึก วิธีการท ากับดักสัตว์ต่างๆ เหล่าน้ีเป็นเรื่องยากที่เด็กรุ่นหลงัๆจะเขา้ใจและรู้จกัการนา ไปใช้ ของใช้ในชีวิตประจ าวัน เมื่อเราเขา้ไปภายในบา้นของอาข่า เราจะเห็นวา่ทุกซอกทุกมุมของบา้น เต็มไปดว้ยสิ่งของเครื่องใชต้ ่าง ๆ ซ่ึง ลว้นแต่เป็นของที่จา เป็น และตอ้งใช้เป็นกิจวตัรของส่วนมากมาจากภูมิปัญญาของชาวบา้น ที่คิดคน้ข้ึนมา เอง มีส่วนน้อยที่หาซ้ือมาใช้แต่นี่คืออดีต ซ่ึงต่างกบั ปัจจุบนัที่กา ลงัเป็นอยู่ในตอนน้ีที่อะไร ๆ ก็ตอ้งใชเ้งิน ซ้ือเป็นยคุที่อะไร ๆ ก็ตอ้งใชเ้งินซ้ือของใชต้่าง ๆ ก็มีดงัน้ี 1. มีดอาข่าเรียกว่า "มีแชะ"(Mi caer) เป็ นอุปกรณ์ที่ส าคัญที่ต้องใช้ในการเกษตร และเป็ นของที่คู่กับการด าเนินชีวิตของทุก ๆ คน มีดที่ชาวอาข่า ใช้กันในสมัยก่อนจะตีเอาเอง โดยได้เหล็กมาจากจีนบ้าง หรือหาเองหรือซ้ือมาเวลาที่เข้ามาในตัวเมือง เนื่องจากอาข่าเป็ นชนเผ่าที่ค้าขายร่วมกับจีน บางทีจึงเป็ นในแนวของการแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อได้เหล็กมาก็ จะมาให้ช่างตีเหล็กของหมู่บ้านตีให้ ซึ่งช่างตีเหล็กของอาข่ามีชื่อว่า “ปาจี่” มาจากการคัดเลือกโดยคนใน ชุมชน


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 37 ซึ่งจะเป็ นคนที่มีความรู้เรื่องงานเหล็ก บทบาทส าคัญของ บาจี่ (Ba jiq)คือ ตีมีดพิธีให้กับหมอเจ้าที่ หรือ “พิมา” นอกจากตีมีดให้กบัพิมาแลว้ตอ้งตีอุปกรณ์ทางการเกษตรใหก้บัชาวบา้น ไดแ้ก่มีด จอบ เสียม ฯลฯ เวลาชาวบ้านอยากให้ตีมีด ก็เอาถ่านไปให้ช่างตีเหล็ก หลังจากตีเสร็จต้องไปช่วยท าไร่ให้บาจี่ 1 วัน หรือถ้า ครอบครัวไหนไม่ว่างที่จะไป ก็อาจเป็นแบบจ่ายค่าตอบแทนให้ตามเห็นสมควร ปัจจุบนัตา แหน่งน้ียงัคงมี อยู่ในชุมชนอาข่าที่มีการนบัถือด้งัเดิมอยู่แต่อาจมีบ้างที่มีการตีมีดหรืออุปกรณ์การเกษตรตามบ้านใครเรือน มนัหรือส่วนใหญ่ก็ซ้ือมาใช้ซ่ึงเป็นวิธีที่ง่ายและไม่เสียเวลา 2.น้า เตา้หรืออาข่าเรียกวา่อี๊ผู่(Ir puq) น้า เตา้น้ีชาวอาข่านิยมปลูกไวต้ามหลงับา้น หรือตามสวนที่ๆ ไม่ไกลจากบา้นนักเพราะสมยัก่อนไม่ได้มี ขวดส าหรับจะใส่น้ า ชาวอาข่าจึงปลูกตน้น้ าเตา้ข้ึนมาเพื่อเอามาใส่น้ าส าหรับดื่มกิน โดยชาวอาข่าจะเก็บ น้า เตา้ที่เก็บไวม้าแลว้ตากให้แห้ง จากน้ันก็เจาะรูแลว้เอาเมล็ดออกจากน้ันก็ตกัน้า ใส่แลว้ทิ้งไวร้ะยะหน่ึง เพื่อระงบักลิ่น แลว้ตกัน้า ใส่แลว้ดื่มไดเ้ลย น้า ในน้า เตา้และหอมดว้ยกลิ่นของธรรมชาติน้า เตา้นอกจากจะ ใช้ในการใส่น้า แลว้ชาวอาข่ายงัใชน้ ้า เตา้ในการเก็บเมล็ดพนัธ์ต่าง ๆ ส าหรับใชใ้นการปลูกปีต่อ ๆ ไป การ ใชน้ ้า เตา้ในปัจจุบนัเริ่มหาดูไดย้ากเนื่องจากสภาพภูมิประเทศไม่เอ้ือต่อการเพาะปลูก บวกกบัชาวบา้นเริ่ม หนัมาใชแ้กลอนน้า มนัแทนน้า เตา้ 3. ของที่ใช้รองเวลาฆ่าสัตว์ ส่าเซอ (Xaqjir xaq xe) ซึ่งเป็ นของที่ชาวอาข่าจะขาดไม่ได้ ซึ่งเอาไม้ไผ่มาสาน และจะเอาไวใ้ชร้อง เวลาฆ่าสัตวต์ ่าง ๆ เช่น หมูหมากาไก่เป็นตน้ 4. เขียงส าหรับสับถวั่เน่า (อ่าฉี่ห่องทอง) (Aqciq hawqtan) ซ่ึงเขียงน้ีจะต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร เอาไว้ สา หรับสับถวั่เน่า 5. ชะลอม (อาค๊าหรือคาค๊า) (Kha kar) ซ่ึงทา มาจากไมไ้ผจ่ะมีท้งัขนาดเลก็และใหญ่ใชส้ าหรับใส่ของต่าง ๆ เช่น ฟืน ของใชต้่าง ๆ ชะลอมจะมีขนาดที่แตกต่างกนัออกไป มีท้งัขนาดเลก็และขนาดใหญ่ไม่เท่ากนั 6. งัดหรืออาข่าเรียกว่า “หล่าเหง่อ” (Lavq ngeq)เป็ นอุปกรณ์ที่ชาวอาข่าใช้ในการถางหญ้าในไร่ข้าว ซึ่งจะมี ขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาไปในไร่สะดวก ซึ่งถือเป็ นอุปกรณ์ที่มีความส าคัญกับชาวอาข่ามาก 7. ใบพัด (บอเซอ)(Baw se) เป็ นอุปกรณ์ที่ท ามาจากไม้ไผ่ ชาวอาข่าจะใช้ในการพัดเศษหญ้าต่าง ๆ ออก หลังจากที่ตีข้าวเสร็จ บอเซอ(Baw se)น้ีอาข่าชอบเก็บเอาไวแ้บบผิงไฟ เพื่อกนั ไม่ให้แมลงกดัและสามารถ ใช้งานได้นาน


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 38 8. ป่ าแต๊ะ (Pavq taev) เป็ นอุปกรณ์ที่ท ามาจากใบเตยทะเล มีลักษณะใบยาวขอบมีหนาม ชาวอาข่าก็น ามาใช้ ประโยชน์ในการท าไร่ ท าสวน ชาวอาข่าจะเอาเตยทะเล ชนิดน้ีน ามาเย็บทา เป็นที่บังแดดและฝน ซ่ึงมี ประโยชน์มากและในปัจจุบนัเตยทะเลในแถบชุมชนอาข่าเริ่มหาไดย้าก 9. คะโหยะ (Khav jovq)เป็ นอุปกรณ์ที่คล้ายกับชะลอม แต่มีลักษณะการสานแบบถี่ ๆ เป็ นอุปกรณ์ที่มี ความส าคัญมากที่ทุกครัวเรือนจ าเป็ นที่จะต้องมี เพราะต้องใช้ในการประกอบพิธีกรรม เช่น พิธีแต่งงาน งาน ศพ และพิธีกรรมต่าง ๆ ถา้ครัวเรือนไหนไม่มีอุปกรณ์น้ีไม่สามารถที่จะทา พิธีกรรมได้ตอ้งไปยืมเอามาจาก ครัวเรือนอื่นที่มี “คะโหยะ”(Khavjovq) จึงมีความส าคัญมากกับชาวอาข่า 10. หมวก (หล่อเฮอ) (Lawq he) เป็ นอุปกรณ์ที่อาข่าใช้ใส่ เวลาประกอบอาชีพ เพื่อกนัแดด เมื่อก่อนหมวกน้ี ชาวอาข่าก็ทา เองเหมือนกนัแต่ปัจจุบนัก็หาซ้ือตามร้านขายของ ซ่ึงก็สร้างความสะดวกสบายใหก้บัชาวอาข่า แต่หาทนทานกว่าที่มาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านเอง 11.ที่ดักนก (หล่อ ,แส่โต) (Lawq,saeq tov)การดักนกเป็ นวิถีชีวิตของอาข่าที่นิยมใช้กันมาก เพื่อมาประกอบ เป็ นอาหาร โดยใช้หนอนไม้ไผ่ (ข่าเบ่ว)(Khaboeq)และแมลงเม่า (อ่าอู่ว)(Aqoeq) เป็ นเหยื่อล่อให้นกทุก ชนิดมาติดกบัดกั โดยจะนา แมลงมาติดไวก้บัตวักบัดกัและให้แมลงดิ้น เมื่อนกเห็นแมลงดิ้น ก็จะบินเขา้มา เพื่อจะมากินแมลงก็จะท าให้ติดกับดกัดิ้นออกไม่ได้และจะตายในที่สุด การดกัโดยใชห้นอนไมไ้ผ่จะดกัทิ้ง เอาไวไ้ดน้านหลายวนัต่างกบัการดกัโดยใชแ้มลงเม่า ไม่สามารถดกัทิ้งไวไ้ดห้ลายวนัเพราะตอนกลางคืน อาข่าเชื่อว่าเจ้าที่จะไปติดกับดักเพราะกลางคืนของเราเป็ นกลางวันของเจ้าที่ เจ้าที่จึงออกท ามาหากิน อาข่าจึง เกรงกลวัและเป็นความเชื่อวา่ที่มีมาต้งัแต่สมยับรรพบุรุษ 12.กระดิ่ง (จาชุ)(Jacur) เป็นกระดิ่ง ที่ใช้มดักบัตวัสัตวเ์พื่อให้เกิดเสียงดงัเช่น ววัควาย มา้และเวลาสัตว์ หนีก็จะทา ให้เราตามหาสัตวไ์ดเ้ร็วจากเสียงกระดิ่งและชาวอาข่าบางครัวเรือนยงันิยมในการเอากระดิ่งมา แขวนไว้ หน้าประตู เวลาเปิ ด-ปิ ดประตูจะท าให้เกิดเสียงดัง 13. เสียมที่ใช้ในการปลูกข้าว (จอแป๊ ะ) (Jawv paev)เป็ นอุปกรณ์ที่ชาวอาข่าใช้ในเวลาปลูกข้าว โดยจะเอา ไม้ที่ยาวๆ มาเสียบกับเสียม แล้วปลูก โดยผู้ชายจะเป็ นคนเจาะเป็ นรู และผู้หญิงจะเป็ นคนหยอดเมล็ดข้าวลง ในหลุม 14. กระบอกไม้ไผ่ (บ่อลอ) (Bawq law)ชาวอาข่าจะตัดไม้ที่มีขนาดใหญ่ และเอามาท าเป็ น ที่ใส่ของต่าง ๆ เช่น เน้ือหมูพริก ตะเกียบ และเมล็ดพนัธ์ต่าง ๆ ที่เตรียมเอาไวส้ าหรับจะเพาะปลูกในปีต่อ ๆ ไป และยงัใช้ ในการดองผักกาดได้อีกด้วย


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 39 15. ห่อก่อง (Hawq ganq) ที่ใส่ขา้ว ชาวอาข่าสมยัก่อนไม่มีที่ใส่ขา้วจึงตอ้งใชค้วามชา นาญในการประดิษฐ์ ที่ใส่ขา้วข้ึนมาและชาวอาข่าถือวา่ ไม่ควรเอาห่อก่องน้ีใส่บนหวัเพราะจะทา ใหเ้กิดแผลและไม่สบายได้นี่ คือความเชื่อของเผ่าอาข่า


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 40 บทที่ 5 โรคภัยไข้เจ็บ สาเหตุของการเจ็บป่ วย 1. เกิดจากขวัญ โดยเชื่อว่ามนุษย์เราจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ ขวัญและ ร่างกาย แต่ละคนจะมีขวัญตามส่วนต่างๆของร่างกาย แม้ขวัญจะออกจากร่างเพียงขวัญเดียวก็จะท า ให้เกิดการเจ็บป่ วยได้ ชาวอาข่าจึงมีพิธีเรียกขวัญรักษาความเจ็บป่ วยและผูกข้อมือผู้ป่ วย เพื่อผูกมัด ขวัญไว้ไม่ให้ออกจากร่างกาย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างหลายขวัญ ก็จะท าให้ผู้ป่ วยอาการทรุดหนัก การรักษาจะตอ้งมีการทา พิธีเล้ียงเจา้ที่แต่ถา้ขวญัออกจากร่างกายหมด ผปู้่วยก็จะตาย 2. การเจ็บป่ วยที่เกิดจากการท าผิดเจ้าที่ เจ้าที่ที่เป็ นสาเหตุของการป่ วยจะเป็ นเจ้าที่ ที่ท้ังดีและไม่ดีซ่ึงผูป้่วยอาจจะไปทา การอย่างใดอย่างหน่ึง ท าให้เจ้าที่ไม่พอใจก็จะบันดาลให้ บุคคลน้นัมีอนัเป็นไปต่างๆนานา 3. การเจ็บป่ วยจากเชื้อโรค เป็ นโรคที่มีอาการชัดเจนหาสาเหตุได้ง่าย เช่น ปวด ท้อง เป็ นไข้ เป็ นหวัด ปวดหัว โรคดังกล่าวสามารถรักษาได้ 4. การเจ็บป่ วยเพราะมีเคราะห์หรือดวงไม่ดี ถ้าสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่ วยบ่อยๆ วนเวียนกันอยู่ ตลอดเวลา และในขณะเดียวกันการท ามาหากินก็ไม่ดี ค้าขายก็ขาดทุน หัวหน้าครอบครัวจะท าการ ปรึกษาหารือกับญาติพี่น้องในตระกูล เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่ วย และสาเหตุอย่างอื่น หัวหน้า ครอบครัวจะทา บุญบา้นเล้ียงเจา้ที่บา้นและทา การสะเดาะเคราะห์ไปดว้ยการทา บุญบา้นน้ีคือ ทา พิธี “ซะเดาะยอโอะ” 5.การเจ็บป่วยที่เกิดจากกรรมพันธ์ุโรคที่อาข่าเชื่อว่าเป็นกรรมพนัธุ์ไดแ้ก่โรคลมบ้าหมู โรคทางจิตประสาท ปัญญาอ่อน พิการ อาการไม่ครบ 32 ประการ และการให้ก าเนิดลูกฝา แฝด โรคดังกล่าวอาข่ากลัวมาก ท าให้เกิดกฎประเพณีของเผ่า ห้ามบุคคลที่มีสายเลือดใกล้ชิดกัน แต่งงานกนัจนกวา่จะห่างกนัอยา่งนอ้ย 7 ชวั่โคตร 6. การเจ็บป่ วยจากการกินผิด พืชผักบางชนิด เช่น เห็ด หรือสัตว์ เช่น ปลาบาง ชนิดที่อาข่าเชื่อว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วจะท าให้เสียสติ จนเกิดข้อห้ามในการเดินทางไกล หรือไปต่าง


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 41 ถิ่น จะตอ้งระมดัระวงัเรื่องอาหารการกิน อาข่าเชื่อวา่ถา้กินอาหารที่มีเจา้ที่สิงอยจู่ะทา ให้เกิด อันตรายได้ 7. เจ็บป่วยเพราะถูกคุณไสยอาจท าให้เกิดการเจ็บป่ วยหลายอย่างแล้วแต่ผู้ท าคุณ ไสยจะท าให้ป่วยเป็นอะไรเช่น ปวดทอ้ง ปวดหวัหมอเจา้ที่ทวั่ๆไปแกไ้ขไม่ได้จะตอ้งใหห้มอที่มี เวทย์มนต์ที่อาข่าเรียกว่า “ละหมะ” มาช่วยในการถอนคุณไสย


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 42 บทที่ 6 ความเชื่อ พิธีกรรม เรื่องการเกิด การแต่งงาน การตาย ชาวอาข่ามีความเชื่อว่ามนุษย์มีการเกิด-การตาย เมื่อเกิดมาก็ต้องมีการใช้วิถีชีวิตพิธีกรรมประเพณี เรียกว่า “แดะย้อง” Daevq zanr แปลว่าการเกิด แต่ถ้าตายก็ต้องประกอบพิธีงานศพเรียกว่า “ซี้ย้อง” Xirzanr แปลว่าการตายและดวงวิญญาณจะไปอยู่กบับรรพบุรุษที่ล่วงลบัไปแลว้ในอีกภพหน่ึง ดงัน้นัชาวอาข่าถือว่า ลูกหลานที่มาเกิดใหม่บรรพบุรุษประทานมาให้และบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วประมาณ 3 ชวั่อายุจะมาเกิดใหม่ กับลูกหลานของตัวเอง และจะวนเวียนเช่นน้ีเป็ น วัฐจักรของชีวิตอาข่า ในสมยัก่อนชาวอาข่าไม่มีการ คุมกา เนิด จึงมีการต้งัครรภ์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าผูห้ญิงอายุมากแลว้และถึงวยัทองไม่สามารถต้งัครรภ์ไดอ้ีก ต่อไป ผูห้ญิงอาข่าบางคนต้งัครรภ์จนถึงอายุ48 – 50 ปี ก็มีหลายคน และเด็กที่คลอดออกมาร่างกายและ สติปัญญาปกติทุกอย่าง เพราะหญิงอาข่าท างานทุกวัน จึงเป็ นการออกก าลังกายไปด้วย บางครอบครัวจะมีลูก 10 – 12 คน การมีลูก 6 – 8 คน ถือเป็ นเรื่องปกติอาข่า สมยัก่อนครอบครัวใดนิยมมีลูกมากเพราะหมายถึงมี คนช่วยกนัทา งานเพิ่มข้ึน บรรพบุรุษของชาวอาข่าน้ันจะใชช้ีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง แทบไม่ตอ้งซ้ือหา อะไรเลย ปลูกพืชและเล้ียงสัตวไ์วก้ินและใชเ้องในครัวเรือน โดยแทบไม่ตอ้งพ่ึงพาคนภายนอกเลย สิ่งของ ที่จา เป็นตอ้งซ้ือ คือเกลือที่ชนเผ่าไม่สามารถผลิตเองได้ ความเชื่อเรื่องการมาเกิดในวันและเวลาต่าง ๆ การนับวันของชาวอาข่าหนึ่งรอบมี 12วัน หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า 12 ราศี วันของชาวอาข่า แสดงด้วยสัญลักษณ์สัตว์ 12 ตวัชาวอาข่าเริ่มตน้ ในการนับเลขวนัและปีในหน่ึงรอบปี แรกจะมี 13วัน เรียกว่า “ถี่นองจ้อ” วนัของชาวอาข่ามีดงัน้ี วันของอาข่า รูปสัตว์ หมายถึง ความเชื่อ เยาะ Yawr วันแกะ วนัน้ีถือเป็นวนัหยดุของอาข่า เด็กเกิดวนัน้ีถือเป็นวนัไม่ดี โหมยะ Myovq วันลิง เด็กผูช้ายที่เกิดวนัน้ีถือว่าไม่ดีตอนเด็ก ๆ จะลา บาก แต่ถา้แก่ตวัไปแลว้จะ สบาย ญา Za วนัไก่ เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กหญิงและเด็กชาย ขื่อ Keeq วันสุนัข เด็กที่เกิดวนัน้ีท้งัเด็กผหู้ญิงและผชู้ายถือเป็นวนดี จะสบาย ั หยะ Zavq วันหมู เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กผหู้ญิงและชาย โฮ Ho วันหนู เด็กที่เกิดวนัน้ีถา้เป็นผชู้ายไม่ดีจะมีลูกยากถา้เป็นผหู้ญิงจะดี โหย่ว Nyoq วันควาย เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัผชู้ายและผหู้ญิง


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 43 ขะหล่า Khaqlaq วันเสือ เด็กที่เกิดวนัน้ีจะโมโหร้ายในวนัที่ตวัเองเกิด และเป็นวนัหยุดของอาข่า จะไม่ทา พิธีกรรมในวนัน้ี ถ่องละ Tanqlav ลา,ล่อ เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัผู้ชายและผู้หญิง หล่อง Lanq กระต่าย เด็กที่เกิดในวนัน้ีถา้เป็นเด็กผหู้ญิงถือวา่ ไม่ดีจะลา บากและมีลูกยาก แซ้ะ Xaer วันคล้ายสุ นัข จิ้งจอก เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กหญิงและเด็กชาย หม่อง Manq วันม้า เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือวา่เป็นวนัดีท้งัเด็กหญิงและเด็กชาย และจะกินเก่ง พิธีกรรมและการปฏิบัติตัวที่เกี่ยวข้องกับแม่และเด็ก การตั้งครรภ์ เมื่อหญิงอาข่าต้งัครรภถ์ือวา่เธอโชคดีมากระหวา่งมีครรภน์ ้ีท้งัสามีและภรรยาต้องระมัดระวังไม่ท า ผิดข้อห้ามต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อสุขภาพที่เแข็งแรงของท้งัแม่และเด็ก การบอกคนอื่นว่าตวัเอง ทอ้งน้นัอาข่าถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอายคนรอบขา้งจะรู้ว่าหญิงคนน้ันต้งัครรภ์โดยการสังเกตจากอาการของ หญิงคนน้นัเช่นหญิงคนน้นัชอบกินของเปร้ียวอาเจียน และมีอาการไม่ค่อยสบายและเวลาคุยกนัก็จะไม่พูด ว่าหญิงคนน้ันต้งัครรภ์แต่จะพูดในทา นองว่าหญิงคนน้ันประจา เดือนขาด ก็จะรู้กนัว่าหมายถึงการต้งัทอ้ง ดา้นพิธีกรรมต่าง ๆ สา หรับคนต้งัครรภก์ ็เหมือนคนปกติทวั่ ไป จะไม่มีพิธีกรรมเฉพาะหญิงต้งัครรภโ์ดยตรง หญิงอาข่าที่ต้งัครรภ์มกัอยากรับประทาน “อ่าหน่อง” Aqnang หรือ ดินหอมแก้อาการแพ้ท้อง คนที่ไม่ได้ ต้งัครรภก์ ็สามารถกินดินหอมน้ีได้อาข่าถือเป็นยาบรรเทาอาการทอ้งเสีย วิธีการท าดินหอม หลุมดินที่ผูเ้ฒ่าบอกไวว้่าสามารถขุดมากินไดน้ ้ันจะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บา้นมากนักข้นัตอนการทา ดินหอม ข้นัแรกไปขุดดินปริมาณที่ตอ้งการ หลงัจากน้นัจะเทดินน้นั ใส่ภาชนะเอาน้า ใส่นิดหน่ึงแลว้นวดให้ ดินละเอียดและเหนียวเสร็จแลว้ใส่ในกระจาดเกลี่ยให้ทวั่ ไปต้งัไวท้ี่บนหิ้งเตาไฟ ประมาณ 5–7 วัน ผ่านไป อนึ่งดินหอม จะมีกลิ่นหอมของควนัไฟสามารถนา มารับประทานได้ ส่วนใหญ่คนท้องจะกินตอนเช้า และตอนเย็นหลังจากกลับมาจากไร่แล้ว ปริมาณดินหอมที่คนท้อง กินน้นัแต่ละคร้ังไม่มากนกั ประมาณ 3 – 5กอ้นเลก็เท่าน้นั การปฏิบัติตัวของคนรอบข้างเมื่อเด็กเกิดออกมา วันที่เด็กคลอดวันแรก สามีจะต้องหยุดท างาน1วนัหากว่าเด็กน้ันเป็นผูช้ายผูเ้ป็นบิดาจะตอ้งทา หน้าไม้จ าลองแล้วเสียบไว้ตรงชานหน้าบา้น และถา้เป็นเด็กผูห้ญิงจะทา ไมป้ ั่นดา้ย หรือยา อ้อง (Ya anr)


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 44 จ าลองแล้วเสียบไว้ตรงชานหน้าบ้าน คนในหมู่บ้านหรือญาติพี่น้องรู้ว่ามีเด็กเกิดมาใหม่จะไม่ท างาน บางอย่างเช่น ไม่ท าไร่ ไม่ข้ึนไปเปิดยงุ้ขา้ว ไม่ต าข้าว ไม่ทอผ้า ไม่เก็บฟื น ความหมายตามความฝันของชาวอาข่าในระหว่างตั้งครรภ์ การฝัน เพศ ภาษาอาข่า ทอผ้า หญิง ซา-นุ๊ม-หยะ-เออ(Saqnmryavq) เก็บผลไม้ที่ออกผลบนดิน หญิง อ๊า-สี่-โอ-เออ(Arsiq ov-e) เก็บผลไม้ที่ออกผลบนต้นไม้ ชาย อ่า-ปอ-ดะ-เออ(Abawr dav) ไปตกัน้า จากน้า ตก ชาย อิ๊-จุ-ฉ่อ-บี่-เขาะ-เออ (Irjuvq cawqbiq anr khawvq) ไปตกัน้า จากบ่อ หญิง อิ๊-จุ-ล้อ-กอ-เขาะ-เออ (Irjuvq law du-anr khawvq) ตัดต้นไม้ใหญ่ ชาย อ่า-บอ-ทู-เออ(Abawr tur-e) ได้ร้อยลูกปัด หญิง จู๊-มา-ซ้ี-เออ( Jurma sir-e) การปฏิบัติตนของผู้หญิงที่มีบุตรยาก ผู้หญิงอาข่าที่แต่งงานมาหลายปี แล้วไม่มีบุตร จะต้องท าพิธี หย่าซ้า-เออ Zaq sar-e พิธีขอเด็กให้มา เกิดจากบรรพบุรุษของตนที่อยู่อีกภพหนึ่งโดยหมอทรง หรือ ยี๊ผะ Nyirpaq เป็ นผู้ท าพิธี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใน การท าพิธีคือ หมูตัวผู้และหมูตัวเมียอย่างละ 1 ตวั ไก่ตวัผูแ้ละไก่ตวัเมียอย่างละ 1 ตวัเชือดสัตวท์ ้งัหมดแลว้ เอาไวห้น้าหมอทรง สถานที่ทา พิธีคือในบา้นฟากผูห้ญิง เริ่มแรกหมอทรงจะเรียกมา้เพื่อเดินทางไปอีกภพ หน่ึงตวัหมอทรงก็จะสั่นและโยกขาเหมือนคนควบมา้ วัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อไปเจรจากับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วว่าต้องการอะไรบ้างเพื่อ แลกกบั ใหเ้ด็กมาเกิด หมอทรงจะสื่อสารดว้ยเพลงเป็นทา นองด้งัเดิมของอาข่าเน้ือหาจะเป็นการบอกเล่าสิ่งที่ ได้พบเห็นอีกภพหน่ึงให้คนที่เข้าร่วมพิธีทราบว่าตอนน้ีเขาเดินทางไปถึงไหนแล้ว และเจอบรรพบุรุษ เจ้าของพิธีคนไหนบ้าง และบรรพบุรุษน้ันอยู่สุขสบายดีไหมและตอ้งการของเซ่นไหวอ้ะไรจากลูกหลาน บา้ง พิธีจะเริ่มในตอนกลางคืนจะร้องและสวดไปเชา้ของอีกวนัหน่ึง เมื่อไดท้ราบสิ่งที่ตอ้งการแลว้เจา้บา้นก็ จะท าพิธีตามที่บรรพบุรุษของตนต้องการ


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 45 ขั้นตอนในการท าพิธีขอเด็กมาเกิด พิธีจะเริ่มในช่วงเย็นของวนัที่ย้ีผ่าหรือหมอทรงมาถึง สิ่งแรกเจ้าของบ้านจะน าไก่ตัวผู้1 ตัว ทา อาหารม้ือเยน็ ให้กินร่วมกบัผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้น จากน้นัเจา้ภาพจะเตรียมขา้วของที่จะทา พิธีไดแ้ก่หญา้ อ่อนส าหรับให้ม้ากิน,ฟื น,อ้อย,กล้วย,ขา้วควั่ตา ละเอียด,ไข่ต้ม 2 ฟอง,ไข่สด 1 ฟอง,ไก่ ต้ม 1 ตัวมัดด้ายสีด า,เหล้า,ชา,ขิง,เกลือ,กระดูกขาไก่1 คู่,ประเป๋ าถุงเงิน,ผ้าขาว, เอาของท้งัหมดใส่ไวใ้น คา ค่ะ หรือชะลอม เพื่อเอาของท้งัหมดไปเซ่นไหวบ้รรพบุรุษและเจา้กรรมนายเวรท้งัหลายคาคะหรือชะลอม จะนา ไปต้งัไวด้า้นหนา้ของการทา พิธีการทา พิธีจะเริ่มในตอนค่า ประมาณ 2 ทุ่ม ท าในบ้านฟากผู้หญิง ใน คืนแรกย้ีผ่าหรือหมอทรงจะไปดูสาเหตุของการไม่มีลูกก่อนว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ย้ีผ่าจะนั่งเกา้อ้ีแลว้ หยิบขา้วสารนิดหน่ึงพร้อมด้วยเบ้ียหอย 9ลูก โยนไปบริเวรที่ท าพิธี เพื่อเป็ นการบอกกล่าวบรรพบุรุษ หลงัจากน้นัย้ผี่าหรือหมอทรงจะสื่อสารออกมาเป็นทา นองเพลงดว้ยคา ศพัทภ์าษาอาข่าช้นัสูงคา ศพัทเ์หล่าน้ี จะใช้ตอนมีพิธีกรรมต่าง ๆ ของอาข่า ผูเ้ฒ่าผูแ้ก่สามารถทราบและแปลเน้ือหาได้ว่าหมายความถึงอะไร สา หรับคนรุ่นใหม่น้นัตอ้งศึกษาพอสมควร คืนต่อมาจะน าสัตว์ที่บรรพบุรุษหรือเจ้ากรรมนายเวรต้องการ ไปเซ่นไหว้ให้กับอีกภพหนึ่ง เพื่อขอ ขมาสิ่งที่เจา้ภาพไดล้ ่วงเกิน เพื่อที่บรรพบุรุษ หรือเจา้กรรมนายเวรจะไดใ้ห้ลูกมาเกิดกบัตน เช้าวนัรุ่งข้ึนจะ น าสัตว์ที่ทา พิธีน้ันมาทา อาหารเช้าทานกันกับ ยี๊ผ่าหรือหมอทรงและผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บ้าน เหลือเน้ือไว้ บางส่วน เพื่อให้ย้ีผ่าหรือหมอทรงนา กลบัไปบา้นดว้ย หลงัจากน้นัเจา้ภาพจะไปส่งย้ีผ่าหรือกลับบ้าน ถือว่า เสร็จสิ้นพิธีกรรม การปฏิบัติหลังจากการให้ยี๊ผ่าหรือหมอทรงท าพิธีกรรมให้แล้วตั้งครรภ์ ถา้คุณแม่มีบุตรหลงัจากเชิญ ย้ผ่าี มาท าพิธีกรรมขอเด็กมาเกิดแล้ว ต้องไปท าพิธีขอบคุณ และเอาเด็ก ไปขอเป็นลูกบุญธรรมของ ย้ีผ่า พิธีกรรมน้ีจะทา ข้ึนที่บา้นของ ย้ีผ่า สิ่งของที่จะตอ้งเตรียมไปในการไปทา พิธีไดแ้ก่หมู1 ตัว ถ้าคลอดเด็กออกมาเป็ นลูกชายต้องเอาสายสร้อยยาว ๆ ท าด้วยเงินแท้ 1 เส้น ถ้าคลอดเด็ก ออกมาเป็ นผู้หญิงต้องเอาเครื่องประดับที่เอาไว้ติดหมวกของหญิงอาข่าที่ท ามาจากเงินแท้ (หน่าโซ) จ านวน 1 คู่ไปให้ย้ีผ่า พิธีกรรมจะมีข้ึนในตอนค่า ในวนัฤกษด์ีของ ย้ีผะ มีการนา หมูมาทา อาหารแลว้เชิญผเู้ฒ่าผูแ้ก่ ในหมู่บ้านมาทานอาหารร่วมกัน เด็กที่เกิดมาโดยผ่านการท าพิธีกรรม หย่าซ้า-เออ ไม่ว่าหญิงหรือชายจะมีชื่อน าหน้าว่า พิ เสมอ กฎและข้อห้ามของหญิงมีครรภ์ • หญิงอาข่าน้ันพอรู้ตวัว่าตวัเองทอ้งตอ้งระมดัระวงัเป็นอย่างมากกฎและขอ้ห้ามต่าง ๆ ของหญิงมี ครรภ์น้นัก็เพื่อความปลอดภยัของแม่และเด็ก พอรู้ตวัว่าต้งัครรภห์ญิงอาข่าจะไม่เขา้พิธีกรรมบางอย่างที่จดั ข้ึนในชุมชน เช่น งานศพ งานแต่งงาน


องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 46 • ห้ามใหค้นรอบขา้งเดินขา้มขา เพราะมีความเชื่อวา่จะทา ใหค้นต้งัครรภแ์ทง้บุตรได้ • หา้มฆ่าสัตวต์ดัชีวิต เพราะเชื่อวา่จะเป็นบาปตกถึงลูกเช่น การฆ่างูน้นัชาวอาข่ามีความเชื่อวา่ลูกเกิด มาจะชอบแลบลิ้นเหมือนกบังู อาหารที่ห้ามรับประทานส าหรับหญิงมีครรภ์ • ห้ามรับประทานผลไม้ที่สัตว์หรือแมลงกัดกิน เพราะมีความเชื่อว่าเด็กเกิดมาจะมีอวัยวะไม่ครบ 32 ส่วน • ห้ามรับประทานผลไมท้ ี่มีลกัษณะติดกนัหรือเป็นแฝด เพราะเชื่อว่าจะทา ให้ไดลู้กแฝด ซ่ึงอดีตน้ัน ชาวอาข่าถือวา่การคลอดลูกแฝดน้นัเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติมนัไม่มี การเตรียมตัวก่อนคลอด อดีตหญิงอาข่าน้นั ไม่มีการเตรียมตวัอะไรมากก่อนจะคลอดลูกยงัทา งานเหมือนคนปกติทวั่ ไป บาง คนคลอดลูกในไร่ หรือระหว่างทางกลับจากท าไร่ จึงต้องตัดสายสะดือของเด็กเอง และอุ้มลูกกลับมาบ้านคน เดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือก็มีสิ่งที่หญิงอาข่าทอ้งแก่ใกลค้ลอดตอ้งเตรียมคือไมซ้ี่ที่ท าจากไม้ไผ่แห้ง ไว้ติดตัวเวลาเดินทางไปไร่เพื่อตัดสายสะดือของเด็ก หลังจากคลอดลูกแล้ว 3-5 วนัแลว้จะมีการเตรียมเส้ือให้โดยเอาเส้ือผา้เก่า ๆ ของพ่อแม่เด็กมาฉีก ออกเป็นชิ้น ๆ ก่อน แลว้ค่อยเยบ็เป็นตวัเส้ือให้กบัเด็กเส้ือผา้เก่าๆของพ่อแม่ปู่ย่า ตา ยายใชท าเป็ นผ้าอ้อม ้ ของเด็ก การคลอดลูก หญิงต้งัครรภท์ุกคนอยากจะคลอดลูกที่บา้นซ่ึงมีแม่สามีหรือผูใ้หญ่ที่มีประสบการณ์ในการคลอด และเคยเล้ียงดูทารกมาก่อนคอยช่วยเหลือ หญิงอาข่าน้นัจะไม่มีพิธีรีตองมากในการคลอดลูกแม่เด็กบางคน คลอดลูกเองคนเดียวกลางทางระหว่างไปไร่หรือกลับจากไร่ แล้วอุ้มลูกเดินกลับบ้านเองคนเดียว และใน กรณีที่แม่เด็กคลอดลูกที่บ้านพอปวดท้องจะคลอดลูกถ้าไม่มีแม่สามีหรือผู้เฒ่าอยู่บ้านจะไปตามผู้เฒ่าจาก บ้านอื่นเพื่อมาคอยช่วยเหลือในการคลอด เวลาคลอดลูกอาข่าจะไม่คลอดลูกในบ้านจะต้องไปคลอดเรือน น้อย แต่ถ้ากรณีอยู่กันแค่คู่สามีภรรยาไม่มีเรือนน้อย (เรือนนอน) ก็คลอดในบ้านสาเหตุที่ไม่คลอดลูกในบ้าน ดว้ยเหตุผลว่ากลวัลูกที่คลอดออกมาน้นั ไม่สมบูรณ์ถา้เด็กไม่สมบูรณ์คลอดในบา้นจะทา ให้บา้นเป็นเสนียด และไม่เป็นสิริมงคลแก่บา้น คลอดเสร็จและแน่ใจวา่ลูกที่คลอดออกมาน้นัสมบูรณ์จึงจะอุมเข้าบ้าน ้


Click to View FlipBook Version