องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 47 ข้ันตอนในการคลอดลูก ถึงเวลาคลอดปวดท้องเต็มที่ ผู้เฒ่าที่มาคอยช่วยเหลือท าคลอด (หมอต าแย)หย่าฉี่อ่ามา Zaqciq aqmaจะปู เสื่อและแม่เด็กจะคุกเข่าเพื่อเตรียมคลอด พอเด็กคลอดออกมาหมอต าแยจะตัดสายสะดือด้วยตอก อะ เหน่ (Arneiq) หลังจากน้ันถา้เด็กที่คลอดออกมาสมบูรณ์ 32 ประการก็จะอุ้มเด็กเข้าบ้าน ท่าคลอดลูก คุกเข่าของหญิงอาข่าน้นัเป็นภูมิปัญญาชนเผา่ของอาข่า เพราะถา้คลอดลูกท่าคุกเข่าจะมีลมเบ่งมากกว่าท่า นอนเบ่ง การเกิด (Daevq lei-e gargawv) การคลอดลูกของอาข่าน้ัน ถ้าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกชาย จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้เป็ นพ่อ เนื่องจากตามความเชื่อของอาข่าเด็กชายเท่าน้นัเป็นผจู้ะสืบทอดตระกูลของพ่อ การคลอดลูกในสมยัก่อนน้นัจะทา คลอดกนัเองในชุมชน ซ่ึงมีหมอตา แยของชุมชน อาข่าเรียกว่า" หย่าฉี่อ่ามา" (Zaqciq aqma)โดยใช้ภูมิปัญญาและวสัดุอุปกรณ์ที่หาง่ายในทอ้งถิ่น เช่น ใช้ไม้เฮี่ยที่คมกลีบ แทนกรรไกรในการตดัสายสะดือของเด็ก ซ่ึงปราศจากเช้ือโรคและแม่ของเด็กก็จะพักอยู่ที่บ้านเพียงไม่กี่วัน ก็จะออกไปประกอบอาชีพตามปกติ ถา้หากผูท้ ี่กา ลงัจะคลอดลูกน้ันเป็นลูกสะใภข้องบา้น เขาจะไม่ให้ คลอดลูกในบ้านของตัวเอง จะต้องไปคลอดอีกบ้านหนึ่ง ที่เขาสร้างไว้ให้ส าหรับเป็ นที่พักของสะใภ้และถ้า หากเป็ นลูกสาวของเจ้าของบ้านก็จะให้คลอดในบ้านของตัวเอง ส าหรับคนที่จะมาทา คลอดน้นัจะตอ้งเป็น คน เฒ่าคนแก่ที่มีความรู้ในดา้นการทา คลอด หรือเป็ นหมอต าแยในหมู่บ้านก็ได้ คนอาข่าจะเรียกว่า "หย่าฉี่ อ่ามา"(Zaqciq aqma) เวลาหมอต าแยจะไปท าคลอดจะต้องเตรียมไม้เฮี่ยที่คม ๆ เอาไปตัดสายสะดือ และ ด้ายส าหรับผูกสายสะดือเด็กเวลาเด็กคลอดออกมา พอเด็กคลอดออกมาเสร็จหมอต าแยจะอุ้มเด็กไปให้แม่ และเอาที่รองรกไปใส่รกเพื่อน าไปฝังไว้ที่ใต้ถุนบ้านตรงบริเวณเสาเอกของบ้าน และจะต้องเอาไม้มาหนีบ ปากรกเอาไว้เวลาฝังจะตอ้งให้ปากหงายข้ึนขา้งบน และนา ไมม้าปิดไวท้ี่ปากหลุม พอรุ่งเชา้ก่อนไก่ขนัของ อีกวนัจึงค่อยเอาข้ีเถา้มาถม หลังจากที่หมอต าแยอุ้มเด็กมาให้แม่ แม่ก็จะต้องน าเด็ก มานั่งบนเกา้อ้ีที่ต้งัไว้ ตรงเสาเอกของบ้าน และหมอต าแยก็จะแกะไข่ต้มให้แม่เด็กกินฟองหนึ่ง เนื่องจากคนอาข่าเชื่อว่า ไข่ต้ม สามารถบรรเทาอาการเจ็บ และจะช่วยไม่ให้เลือดไหลออกมาก นอกจากน้ันก็จะเอาจบั ปิ้งของผูห้ญิงคนอา ข่าเรียกว่า " Joeq jan" มารัดที่หน้าท้องของแม่ ซึ่งถือว่าเป็ นวิธีการรักษาโรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน การรัด หน้าท้องจะช่วยแก้อาการหน้ามืดหรือเป็ นลมของแม่เวลาคลอดลูกใหม่ ๆ ส่วนแม่ก็จะเอาหมวกของอาข่ามา ใส่ให้เด็ก หลงัจากน้ันก็จะนา เด็กมาทา พิธีต้งัชื่อและรับขวญัเด็ก หลงัจากน้ันภายใน 9 – 10 วันหลังคลอด เขาก็จะไม่ให้แม่และเด็กอออกไปไหนเลยจะต้องอยู่ที่บ้าน คนอาข่าเขาจะเรียกว่าอยู่กรรม “หย่าสึลองเออ” (Zaqxeevq lan-e) เมื่อถึงวันที่สายสะดือของเด็กหลุดแล้ว และเก็บสายสะดือได้โดยไม่หาย ก็จะต้องน าไป
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 48 ฝังไว้ที่หลุมฝังรกด้วย หลงัจากน้นัแม่ก็จะพาลูกไปเยยี่มบา้นของญาติพี่นอ้งภายในหมู่บา้น เป็ นการพาลูกไป รู้จกักบัคนในหมู่บา้นเป็นคร้ังแรกจากน้ัน 10 วัน แม่ก็จะต้องพาลูกออกไปเที่ยวนอกหมู่บ้าน และระหว่าง ทางกลับบ้านหากลูกเป็ นผู้หญิงก็จะต้องเก็บใบไม้มาบ้านหนึ่งใบด้วย และถ้าหากเป็ นผู้ชายก็จะต้องเก็บยอด ใบไม้มาด้วย ซึ่งถือเป็ นการบอกสถานภาพว่าลูกของเขาเป็ นผู้หญิงหรือผู้ชาย การตั้งชื่อให้เด็ก( Zaq myanr myanr-e) เมื่อเด็กเกิดมาวนัแรกพ่อแม่ก็จะนา เด็กไปทา พิธีต้งัชื่อ พร้อมกับการท าพิธีรับขวัญเด็กโดยมีหมอต าแย เป็นคนทา พิธีและต้งัชื่อให้หลกัการต้งัชื่ออาข่าไม่นิยมนา ชื่อสัตวม์าต้งัชื่อเด็กการต้งัชื่อของเด็กจะตอ้งเอา คา ลงทา้ยของชื่อพ่อมาต้งัเป็นชื่อตวัแรกของลูกเสมอและเมื่อทา พิธีต้งัชื่อลูกเสร็จก็จะไม่ให้พ่อแม่บอกกับ ใครว่าเด็กชื่ออะไรเป็ นเวลา 9-10 วัน เพราะเชื่อว่าถ้าหากบอกไปลูกก็จะตกใจและร้องไห้ด้วย หากมีการต้งัชื่อและบอกแก่เจ้าที่ประจา ตวัมาของเด็กแล้ว หากเจ้าที่ประจา ตัวไม่พอใจก็จะมีเหตุการณ์ เกิดข้ึน เช่น เด็กร้องไห้ไม่ยอมหยดุผอู้าวุโสที่ทา การต้งัชื่อจะตอ้งทา การต้งัชื่อใหม่และจะตอ้งทา พิธีเซ่นเจา้ ที่ประจา ตวัของแม่เด็กและเด็ก ดว้ยขาไก่1ขาแต่ถา้หากครอบครัวใดเกิดลูกแฝด ลูกที่เกิดหลงัจากลูกแฝด จะไดร้ับการต้งัชื่อเป็นชื่อสัตวท์ ้งัสิ้น ส่วนลูกแฝดไม่มีการต้งัชื่อเพราะจะถูกฆ่าให้ตายไป พิธีกรรมส าหรับเด็กแรกเกิด หลังจากอุ้มเด็กเข้าบ้านจะต้มไข่ 2 ฟอง ต่อจากน้ันจะแกะไข่ที่ตม้ สุกแลว้แตะที่ริมฝีปากเด็กหลงัจากน้ันถึง จะใหเ้ด็กกินนมแม่พอเด็กกินนมแม่จะเชือดไก่ตวัผทู้ี่โตเตม็ที่แลว้ 1 ตวัสับไก่เป็นชิ้นแลว้ตม้ใส่ขา้วสารนิด หนึ่ง พอสุกให้เด็กชิมก่อนโดยการแกะเน้ือไก่ไปแตะที่ริมฝีปากเด็ก หลงัจากน้นัจะต้งัชื่อเด็ก ต่อจากน้นัจะ ให้เด็กอาบน้า โดยการที่แม่เด็กเอาน้า อุ่นอมในปากของตนแลว้ค่อยปล่อยน้า ออกจากปากตวัเองใส่ที่ตวัของ เด็กอีกทีสาเหตุที่ตอ้งอมน้า ไวใ้นปากเพื่อว่าถา้มีสารพิษหรือน้า ไม่สะอาดจะผ่านปากแม่ก่อนที่จะโดนตวั เด็กเป็นความเสียสละของแม่ที่ยงิ่ใหญ่ มาก และในการอาบน้า ให้ลูกคร้ังแรกน้นัแม่เด็กอมน้า ใส่ปากไดแ้ค่3 คร้ังเท่าน้นัเพราะเป็นความเชื่อที่สืบ ทอดมาต้งัแต่บรรพบุรุษ หลังจากที่คลอดเด็กได้ 3วนัเช้าของวนัที่สามตอ้งเชือดไก่ตวัเมีย1 ตัว และจะเชิญผู้ช่วยท าคลอด (หมอ ต าแย)และญาติผูใ้หญ่มารับประทานอาหารที่บา้น หลงัทานขา้วเสร็จมีพิธีกรรม สิ่งของที่จะตอ้งเตรียมใน การท าพิธีคือ ไข่ต้ม 1 ฟอง ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วนิดหน่อย ไม้พายข้าว 1 อัน เอาไข่และข้าวเหนียวห่อด้วย ใบตอง แล้วเอาของที่เตรียมไว้ใส่ในกระบุง (ตะกร้าที่สานจากไม้ไผ่ เอาไว้ใส่ของแบกใส่หลังของหญิงอาข่า เรียกว่าคาค่ะ) แม่เด็กจะอุม้ลูกและเดินไปพิธีที่ใกล้ๆ บา้น พอไปถึงจะปอกไข่แตะปากเด็ก หลงัจากน้นัจะ หาเศษไม้แห้ง 3 อัน ใส่ในกระบุงแล้วเอากลับบ้าน เพื่อไว้ท าฟื น หลังจากท าพิธีกรรมดังกล่าวเสร็จถึงจะ เยบ็เส้ือและหมวกให้เด็ก ถา้เด็กเป็นผูห้ญิงก็จะเจาะหูให้เพราะอาข่ามีความเชื่อว่าผูห้ญิงทุกคนตอ้งเจาะหู
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 49 ถา้ไม่เจาะหูตอนมีชีวิตถึงแมห้ญิงน้นัเสียชีวิตไปแลว้ตอ้งเจาะหูและอาข่านิยมเจาะหูเด็กหลงัเด็กเกิดมาแลว้ 3วัน เพราะมีความเชื่อว่าถ้าเจาะหูตอนเด็ก ๆ แผลจะหายง่าย กรรมวิธีในการเจาะหูเด็ก ข้ันแรกจะหาขิงแก่ๆ มา 1แว่นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเอามาถูหูของเด้็ก เพื่อให้ชาและจะไดเ้จ็บนอ้ยลง หลงัจากน้นัจะเอาเขม็ร้อยดา้ยขาวที่ปั่นจากฝ้ายไวใ้ห้ยาวพอประมาณแลว้เอา เข็มเจาะหูเด็กทันทีเสร็จแล้วจะให้ด้ายคาอยู่ที่หูของเด็กให้แผลหายสนิทและแน่ใจว่าเป็ นรูแล้ว ค่อยเอาด้าย ออกจากหูเด็ก หลังจากเด็กคลอดแล้วหนึ่งอาทิตย์ (13วัน) พอสะดือเด็กหลุดแล้ว แม่เด็กต้องพาเด็กไปไร่ และวันแรกที่ ไปไร่ขากลับต้องเด็ดใบไม้ 1กิ่ง ส าหรับเด็กหญิงถา้เป็นเด็กชายตอ้งเด็ดยอด 3ยอด และต้องน าไปใส่ไว้ใต้ เตียงนอน ให้มันแห้งแล้วหล่นหายไปเอง ขั้นตอนในการเอารกเด็กไปฝัง ตอนที่เด็กคลอดออกมาวนัแรก และเชือดไก่เสร็จต้งัหมอ้ใส่น้า ตอนที่น้า กา ลงัเดือด ๆ ยงัไม่เอาเน้ือไก่ใส่ หม้อ พ่อเด็กจะเอารกเด็กไปฝังใต้ถุนบ้าน วิธีการเอารกเด็กฝังคือพ่อเด็กจะขุดหลุมให้กว้างและลึก พอประมาณแลว้เอารกเด็กใส่ไปในหลุม แต่จะไม่กลบดินจะเอาไมม้าปิดปากหลุมไวก้่อนและจะตอ้งเอาน้า เดือด ๆ มาราดบนรกน้ัน ตอนรดน้ าเดือดจะเอาไมเ้ขี่ยกลบั ไปกลบัมา จะทา อย่างน้ีจนครบ 1อาทิตย์ (13 วัน) แล้วค่อยเอาดินปิ ดปากหลุมให้แน่น การตั้งชื่อเด็กแรกเกิด หลงัจากเด็กคลอดออกมาและไดผ้่านข้นัตอนต่างๆจนไดเ้ชือดไก่และเอาเน้ือไก่ที่ตม้ สุกแลว้แตะที่ ปากของเด็ก หลงัจากน้ันจะต้งัชื่อให้เด็กทนัทีเด็กของอาข่าที่เกิดมาจะตอ้งต้งัชื่อโดยการเอาชื่อทา้ยของพ่อ เป็นคา เริ่มตน้ ในการต้งัชื่อให้กับเด็กไม่ว่าจะเป็นเด็กหญิงหรือชาย เช่นพ่อชื่อพิโต่ลูกอาจจะต้งัชื่อว่า โต่ แซ่ย์หรือชื่อว่าอะไรก็แลว้แต่จะตอ้งเริ่มคา หน้าชื่อว่าโต่เสมอ หลงัจากต้งัชื่อให้กบัเด็กแลว้เด็กร้องไห้บ่อย อาข่ามีความเชื่อว่าเด็กคนน้ันไม่ตอ้งการไดช้ื่ออย่างที่ต้งัให้ตอ้งต้งัชื่อใหม่ใหักบัเด็กและวิธีการต้งัชื่อให้ เด็กใหม่คือถา้ต้งัชื่อใหม่ภายใน 1 อาทิตย์ของอาข่า (13 วัน) ไม่ตอ้งเชือดไก่ตวัใหม่เพราะตอนคลอดมาวนั แรกไดเ้ชือดไก่แลว้และพ่อแม่เด็กจะตอ้งเก็บน่องไก่ที่เชือดวนัที่เด็กเกิดใหม่ให้ครบ 1 อาทิตย์ (13 วัน) เพื่อ ว่าอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ให้กับเด็ก แต่ถ้าเกิน 1 อาทิตย์ (13 วัน) ตอนต้งัชื่อใหม่ให้กบัเด็กน้นัตอ้งเชือดไก่ และวิธีการก็จะเหมือนกบัตอนต้งัชื่อใหค้ร้ังแรกทุกประการ เด็กบางคนอาจจะตอ้งเปลี่ยนชื่อให้2-3คร้ัง
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 50 เครื่องรางป้องกันสิ่งเลวร้ายส าหรับเด็กแรกเกิด หลงัจากที่เด็กคลอดออกมารุ่งข้ึนต้องไปหาเครื่องรางมาผูกติดไว้ที่ประตูบ้านทางเขตผู้ชายและ ประตูบา้นทางเขตผูห้ญิง เพื่อป้องกนัสิ่งชวั่ร้ายเขา้มาในบา้นสิ่งที่จะนา มามดัติดน้ันลกัษณะจะเป็นเถาวลัย์ สามารถหาไดจ้ากป่าเรียกชื่อเป็นภาษาอาข่า มีดงัน้ี 1. แหล่กู่-แหล่ นี (Laeq guq laeq ni) = เป็ นเถาวัลย์ชนิดหน่ึงที่ข้ึนตามป่า 2. อ่าก่อง-หลู่แช้ (Aq ganq luq chaer) = เป็นเถาวลัยช์นิดหน่ึงที่ข้ึนตามป่า 3. ดะพ่า (Da pyav) = เป็นเฟิร์นชนิดหน่ึงที่ข้ึนริมลา หว้ย 4. พริกแห้ง (Siq pir kov) = พริกอะไรก็ได้ที่ตากแห้งแล้ว พธิีกรรมเจาะหูส าหรับเด็กผู้หญิง อาข่ามีความเชื่อว่าเด็กผู้หญิงที่คลอดใหม่ต้องเจาะหูทุกคน ยกเว้นเด็กผู้ชายไม่ต้องเจาะ การเจาะหู เด็กตอ้งเจาะต้งัแต่แรกเกิดเพราะแผลเด็กจะหายเร็วเจาะง่ายเพราะหนงัหูเด็กยงับางอยู่ถา้เด็กผหู้ญิงคนไหน ไม่ไดเ้จาะหูต้งัแต่ตอนแรกเกิดถึงแมว้่าแก่และเสียชีวิตก็ตอ้งเจาะก่อนที่จะถูกนา ไปฝัง สรุปแลว้คนที่เกิดมา เป็นผหู้ญิงของชาวอาข่าน้นัจะตอ้งเจาะหูทุกคน อุปกรณ์ในการเจาะหู 1. เข็มเย็บผ้าขนาดกลาง 2. ดา้ยที่ปั่นจากฝ้าย 3. ขิงแก่หนั่เป็นแวน่ๆ กรรมวิธีในการเจาะหูเด็กแรกเกิด เด็กผูห้ญิงที่คลอดไดส้ามวนัแลว้จะถูกอุม้ออกมาสูดอากาศภายนอกบา้น แค่จะอุม้มานงั่ในชานบา้น เท่าน้นัจะไม่อุม้ออกนอกชานบา้น แม่เด็กหรือย่า, ยายเด็กจะเป็นคนเจาะหูให้หรือบางคร้ังอาจจะไปเรียก คนที่เชี่ยวชาญมาเจาะให้ แต่ส่วนใหญ่แล้วยายหรือย่าของเด็กเป็ นคนเจาะให้เป็ นส่วนใหญ่ หลงัจากที่ไดอุ้ปกรณ์พร้อมแลว้คนที่เจาะจะเอาขิงแก่หั่นเป็นแว่นแลว้มาถูที่หูของเด็กในการที่เอา ขิงแก่มาถูที่หูเด็กน้นัเป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าที่ปฏิบตัิมาต้งัแต่บรรพบุรุษ ใชแ้ทนยาชาที่ใชอ้ยใู่นแพทยแ์ผน ปัจจุบัน และเตรียมร้อยด้ายไว้ที่เข็ม หลังจากถูหูเด็กได้พอสมควรจะเอาเข็มเจาะลงไปที่หูของเด็กให้ทะลุลง
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 51 ไปและดึงด้ายที่ร้อยไว้คาไว้ที่หูของเด็ก แล้วจะเอาปลายด้ายมาผูกเป็ นปม เพื่อไม่ได้หลุด หลังจากเจาะหู ประมาณ 3-5วันแผลจะแห้งและหาย เด็กที่คลอดออกมาไม่สมประกอบหรือเสียชีวิตระหว่างคลอด ชุมชนของอาข่าน้ันจะไม่ค่อยพบเห็นคนพิการหรือไม่สมประกอบอยู่ในชุมชน ชาวอาข่าเชื่อว่าถ้า กตัญญู กตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยการท าพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษตาม เทศกาลต่าง ๆ แล้วจะไม่เกิดเหตุร้ายหรือเหตุการณ์ที่ไม่ดีกับครอบครัวของตนเอง แต่ถ้ามีคนในหมู่บ้าน คลอดเด็กไม่สมประกอบหรือเด็กแฝดในหมู่บ้าน จะเล้ียงไวไ้ม่ได้จะถือเป็นเสนียดจัญไรของหมู่บ้าน ความหมายคา ว่าเด็กไม่สมประกอบจะหมายถึงมีนิ้วมือไม่ครบหรือมีนิ้วมือเกินกว่าคนทวั่ ไป และรวมถึง นิ้วเทา้ดว้ยแม่เด็กคลอดลูกทีเดียวสองคน (ลูกแฝด) ก็จะเล้ียงไวไ้ม่ได้และมีการสอนต่อ ๆ กนัมาจากบรรพ บุรุษวา่ถา้เกิดเหตุการณ์ดงักล่าวข้ึนกนัครอบครัวไหนใหร้ีบจดัการโดยเร็วอยา่ ให้รู้ถึงคนอื่น แต่ดว้ยยคุสมยัที่ เปลี่ยนไปความเชื่อหรือกฎข้อห้ามที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรือขัดต่อมนุษยธรรมก็ได้ยกเลิกไปแล้ว เช่น ปัจจุบนัสามารถเล้ียงเด็กพิการและเด็กฝาแฝด ได้เป็ นต้น ขั้นตอนการฝังศพเด็กที่คลอดแล้วเสียชีวิต หลังจากเด็กคลอดออกแล้ว และรู้ว่าเด็กไม่มีชีวิต พ่อเด็กต้องเอาเด็กไปฝังทันที โดยเอาศพเด็กใส่ที่ โกยขยะของอาข่า (ท าจากกระบอกไม้ไผ่ผ่าเป็ นสองซีก) และตอนเอาเด็กไปฝังน้นัจะไปเชิญญาติผใู้หญ่ที่มี อายุแล้วไปด้วย 1คน ศพเด็กน้นัจะไปฝังรวมกบัสุสานในหมู่บา้นไม่ได้ตอ้งเอาไปฝังในป่าลึกที่คนไม่ค่อย เขา้ไปถึง หลงัจากพ่อเด็กไปฝังศพเด็กและกลบัมาถึงบา้นจะเชือดไก่1 ตัว แล้วผู้ใหญ่ในบ้านมัดข้อมือให้กับ แม่ของเด็ก เพื่อเป็ นการเรียกขวัญให้กับแม่ของเด็ก ที่ต้องสูญเสียลูกน้อยไป อาหารและการดูแลสุขภาพแม่และเด็กของชนเผ่าอาข่า อาหารเป็ นปัจจัยส าคัญในการบ ารุงร่างกายของเด็กและแม่เด็กซึ่งเป็ นส่วนที่ท าให้ร่างกายมีสุขภาพดี และแข็งแรง ถ้าแม่เด็กขาดสารอาหารก็จะท าให้เกิดผลกระทบต่อเด็ก และอาจมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย เช่น เจ็บป่ วย หรือเป็ นโรคขาดสารอาหาร อย่างไรก็ตามอาข่า เป็นผูท้ี่มีการเชื่อถือประเพณีด้งัเดิม ส่วนใหญ่ไม่ขาดสารอาหารเพราะในระบบ การประกอบพิธีกรรมและตามประเพณีจะมีการปรุงอาหารที่ทา ให้มีสารอาหารครบทุกหมู่ดงัน้ันอาหารที่ สตรีและเด็กบริโภคจึงเป็ นส่วนหนึ่งที่ได้จากผลจากการประกอบพิธีกรรมนนั่เอง
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 52 การปฏิบัติตัวของแม่หลงัคลอดลูก หลงัคลอดลูกหญิงอาข่าจะถอดเครื่องประดบัที่มีน้า หนกัมากออกจากหมวกที่สวมใส่อยู่เพื่อสะดวก ในการดูแลลูกและทา ให้ศีรษะสบายข้ึน พร้อมกบัตอ้งให้เส้ือผา้หนา ๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นและนอนบน เตียงข้าง ๆ เตาไฟในบ้าน ที่เตรียมเอาไวใ้ห้ส าหรับแม่และเด็ก นอกจากเตียงแลว้หญิงอาข่าจะมีเกา้อ้ีส่วนตวั ไว้ 1 ตวัและบนเกา้อ้ีน้ีจะมีใบไมก้ิ่งหอม ลกัษณะใบกวา้งและยาวอาข่าเรียกวา่ “ ห่อ-ซึง–หล่า-มา-อะ-ปะ” (Hawq sanq lavqma arpavq)ที่ผ่านการผิงไฟแลว้วางไวส้ าหรับให้แม่ลูกอ่อนนั่งทบัเพื่อให้มดลูกเข้าอู่และ ให้แผลหายเร็วข้ึนและทา ลกัษณะน้ีทุกคร้ังที่จะนั่งบนเกา้อ้ีส่วนดา้นการทา ความสะอาดร่างกายน้ันแม่ลูก อ่อนจะต้องอาบน้ าอุ่นตลอดเวลาจนกระท้ังแผลหายสนิทซ่ึงใช้เวลาประมาณ 3-5 เดือน และห้ามมี เพศสัมพนัธ์ช่วงน้ีโดยเด็ดขาด และสิ่งที่ส าคญัอีกอย่างในการปฏิบติตัวของแม่ลูกอ่อนในอดีตของชาวอาข่า ั คือแม่ลูกอ่อนที่คลอดลูกใหม่ๆ จะตอ้งสูบยาฝิ่น 3คร้ัง หรือถา้ไม่สูบตอ้งใชว้ิธีดมยาฝิ่นโดยพกไวต้ิดตวัและ ใช้ดมเป็ นระยะ เพื่อป้องกันการผิดเดือน และช่วง 5 เดือนแรกห้ามยกของหนักเพราะเชื่อว่าจะท าให้มด อักเสบหรือบาดเจ็บได้ การปฏิบัติต่อเด็กอ่อนที่คลอดใหม่ เด็กที่เกิดใหม่น้ันมีร่างกายที่บอบบางและอ่อนแอจึงตอ้งดูแลอย่างใกลช้ิด เวลาทานอาหารแม่ตอ้ง ไม่หันหลงัให้ลูกและตอ้งกล่าวชวนลูกทานขา้วดว้ยเสมอเวลาให้นมลูกแม่ตอ้งบีบนมแรกทิ้งจากน้ันนวด นมสักพักแล้วถึงจะให้ลูกทาน และในช่วงที่เด็กยังอ่อนอยู่น้ันแม่จะตอ้งรักษาความสะอาดร่างกายลูก ตอ้ง ให้ลูกมีร่างกายที่อบอุ่นอยู่เสมอ วิธีการอาบน้ าให้ลูกน้ัน แม่นั่งบนเก้าอ้ีที่สูงจากพ้ืนประมาณ 1 คืบถึง 1 คืบคร่ึงแล้วเหยียดขา ออกวางลูกไวบ้นขาจากน้นัแม่จะอมน้า อุ่นที่เตรียมไว้ ในกาน้า อมไวใ้นปากแลว้ค่อยบว้นลา้งทา ความสะอาดร่างกายของลูกโดยเริ่มจากศีรษะของลูกก่อนแลว้ไล่ ลงไปแต่ละส่วนจนถึงปลายเทา้จนสะอาดจากน้นัเช็ดตวัให้แห้งจากน้นั ให้ยาที่สะดือเด็กเสร็จแลว้ใส่เส้ือผา้ และหมวกให้เด็กเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น อาหารส าหรับแม่ลูกอ่อน หลังคลอดลูกหญิงอาข่าจะต้องพิถีพิถันในการเลือกอาหารกินเป็ นพิเศษ เพราะอาหารทุกอย่างที่แม่ ทานจะมีผลถึงลูกด้วย ถ้าแม่ไม่เลือกของกินอาจจะท าให้ลูกท้องเสียได้ เช่นในระยะ 3 เดือนหลังคลอดแม่ลูก อ่อนจะกินยอดฟักทองผกักวางตุง้และเกลือหอมที่ควั่กบัมนัไก่เน้ือไก่ดา เน้ือหมูดา เท่าน้นั
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 53 ส่วนแม่ลูกอ่อนที่มีน้า นมนอ้ยน้นัตอ้งพยายามทานผกัที่มียาง เช่น หวัปลีขนุน เป็นตน้เพื่อใหแ้ม่ลูก อ่อนมีน้า นมเพียงพอสา หรับลูกนอ้ย อาหารที่แม่ลูกอ่อนห้ามรับประทาน (หลงัคลอด 5 เดือน) • หา้มทานน้า มนัทุกชนิดยกเวน้น้า มนัไก่เพราะมีความเชื่อวา่น้า มนัจะทา ใหลู้กทอ้งเสียได้ • ห้ามทานเน้ือสัตวใ์หญ่เช่น เน้ือววัเน้ือควาย เพราะมีความเชื่อว่าจะทา ให้สะดือลูกหายช้าและจะ ท าให้แม่เจ็บป่ วยได้ • หา้มทานเน้ือหมีตอนคลอดลูกใหม่ๆ เพราะเชื่อวา่อาจจะทา ใหเ้ด็กหูไม่ดีและหูหนวกได้ • หา้มทานรังผ้ึงหรือน้า ผ้ึง เพราะมีความเชื่อวา่เวลาเด็กดูดนมเด็กจะกดัหวันมแม่ • ห้ามทานของหมักดอง เพราะเชื่อว่าจะท าให้ลูกท้องเสียได้ • ห้ามทานเน้ือหมูและเน้ือไก่สีขาว เพราะมีความเชื่อว่าถา้ทานเน้ือหมูหรือเน้ือไก่สีขาว จะทา ให้ตา ของเด็กบกพร่องในการมองเห็น • ห้ามทานรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด เพราะมีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กปวดท้องได้ พธิีกรรมส าหรับแม่ลูกอ่อนที่มีน ้านมน้อย ถา้แม่เด็กคนไหนมีน้า นมน้อยข้นัแรกจะหาสมุนไพร เอาเปลือกไมช้นิดหน่ึง ตม้กบัน้า แลว้เอาให้ แม่เด็กดื่มแลว้ถา้น้า นมยงัไม่ไหล ก็จะตอ้งให้ผรูู้้ให้คาถาอาคมท่องใส่ในน้า แลว้เอาให้แม่ลูกอ่อนดื่ม โดยมี การเสียค่าครูเป็ นเหรียญเงินแท้ 1 เหรียญ การหย่านม อาข่าน้ันให้ลูกกินนมแม่จนกว่าแม่จะต้งัครรภ์ลูกอีกคนหน่ึง เด็กโตพอที่จะอยู่กบั ปู่ย่าได้ไม่ตอ้ง เอาลูกไปไร่แลว้กลางวนั ให้เด็กกินขา้ว โดยการเอาขา้วสวยเค้ียวก่อนแลว้ป้อนให้เด็กกินอีกทีหน่ึงและถา้ เด็กมีฟันสามารถที่จะเค้ียวอาหารไดเ้องแลว้ก็จะคลุกขา้วกบัน้า แกงใหเ้ด็กกิน ตอนเยน็แม่เด็กกลบัมาจากไร่ แลว้เด็กถึงจะไดก้ินนมแม่พอแม่รู้ตวัว่าตวัเองต้งัครรภล์ูกอีกคนหน่ึงก็ค่อย ๆ ให้เด็กเลิกกินนม โดยการให้ กินข้าวแทน การเจริญเติบโตและพฒันาการเด็กอาข่าช่วงอายุ0-8 ปี เด็กอาข่าก็เหมือนเด็ก ๆ ทวไปที่พอลืมตามาดูโลกก็ต้องรู้จักการมีชีวิตและพัฒนาตัวเองให้เป็ น ั่ ผใู้หญ่ที่ดีในวนัขา้งหนา้ดว้ยการเรียนรู้จากสิ่งรอบขา้งและไดค้วามรักความอบอุ่นจากครอบครัวในอดีต
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 54 เด็กอาข่าจะเรียนรู้จากการปฏิบตัิดูตวัอยา่งจากพ่อแม่ปู่ยา่ตายายเพราะอดีตน้นั ในหมู่บา้นไม่มีโรงเรียน หรือศูนยพ์ฒันาเด็กเลก็เหมือนสมยัน้ีเด็ก ๆอาข่าจึงอยขู่า้งกายผเู้ป็นพ่อเป็นแม่ตลอดเวลาไม่วา่จะทา ไร่ทา สวน หรือทา งานบา้น บางครอบครัวก็ฝากใหปู้่ยา่ตายาย ดูแลเด็ก ๆจึงไดเ้รียนรู้จากสิ่งต่างๆที่ไดพ้บเห็น ไดส้ ัมผสั โดยปริยาย สิ่งที่แตกต่างจากเด็กพ้ืนราบก็คงเป็นที่วิธีการดูแล สิ่งแวดลอ้ม และวิถีชีวิต น้นัเอง ตารางการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กอาข่าช่วงอายุ0-8 ปี มีดังนี้ ช่วงอายุชื่อเรียกในภาษาชนเผ่า พัฒนาการที่เกิดขึ้น แรกเกิด Zaq nanq ร้องไห้ได้ ดูดนมได้ เคลื่อนไหวแขนขาได้ 1 เดือน Ti siq ยกคางได้ยมิ้ตอบได้จอ้งมองวตัถุและแสงสวา่ง 2 เดือน Nyiq siq จา หนา้แม่และคนใกลช้ิดได้รู้จกัยมิ้และเล่น 3 เดือน Smr siq ต้งัศีรษะตนเองไดอ้ยา่งมนั่คง 4 เดือน Oeq siq จ้องมือตนเองอย่างสนใจ พยายามเอามือใส่ปากตนเอง 6 เดือน Kovq siq นงั่โดยช่วยยดึไว้จับคว้าได้ ท าเสียงได้หลายเสียง 8 เดือน Yaer siq ฟันหนา้จะข้ึน 2 ซี่สามารถพลิกตวัได้นงั่เอง 10 เดือน Tseir siq ปื นได้ด้วยความช่วยเหลือเล็กน้อย คลานได้อย่างคล่องแคล่วสนใจของ เล็กๆน้อยๆโบกไม้โบกมือได้ 1 ปี Tiq khovq เดินได้โดยมีผู้จูง เดินรอบโต๊ะโดยใช้วิธีเกาะ 1 ปี 1 เดือน Tiq khovq Ti siq เดินได้โดยใช้มือหน่ึงยึดจบัเก้าอ้ีหรือที่เกาะไว้ยืนคนเดียวได้ชวั่ระยะ ส้ันๆสามารถพูดได้2-3ค า 1ปี 3 เดือน Tiq khovq Smr siq เดินได้คลานข้ึนที่สูงได้ช้ีมือเมื่ออยากไดอ้ะไรเมื่อปัสสาวะจะบอกได้ เรียกชื่อสิ่งของที่คุนเคยได้ ้ 1 ปี 6 เดือน Tiq khovq Kovq siq เดินไดเ้ก่ง เริ่มหดัวิ่ง พูดไดป้ระมาณ 10ค า และพูดเป็ นพยางค์ได้ 2 ปี Nyiq khovq วิ่งได้คล่อง พูดได้เป็นประโยค สามารถโต้ตอบได้ทานอาหารเองได้
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 55 รู้จักควบคุมการขับถ่าย 3 ปี Smr khovq สามารถทา ตามคา สั่งง่ายๆได้เริ่มจา ชื่อเครือญาติได้เริ่มบอกชื่อตวัเอง และเพศตวัเองได้และเริ่มชอบซักถามสิ่งที่เห็น สามารถทา ความสะอาด อุจาระไดเ้อง สามารถบอกชื่อสัตว์สิ่งของที่คุณเคย 4 ปี Oeq khovq เริ่มเล่าเรื่องสิ่งที่พบเห็นมาได้ชอบเล่นรวมกบัคนอื่น เริ่มรู้จกัแบ่งปันได้ เอง สามารถบอกชื่อสิ่งของต่างๆที่อยู่รอบตัวได้ ร้องเพลงและเต้นร าได้ 5-6 ปี Ngaq – kovq khovq เริ่มรู้จกัจา นวน เลือกสิ่งของที่ต่างจากพวกได้เริ่มช่วยพ่อแม่ทา งานบา้น เช่น ตกัน้า เก็บที่นอน ลา้งจาน กวาดบา้นถูบา้น และเล้ียงนอ้งให้อาหาร น้องได้ 7-8 ปี Xivq- yaevq khovq เริ่มช่วยเหลือพ่อแม่ในงานไร่ งานสวนได้ เช่น การถอนหญ้า การปลูก ข้าวโพด และดูแลน้องยามพ่อแม่ท าไร่ท าสวน ภาษาเรียกพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วง ภาษาไทย ภาษาอาข่า การได้ยิน Naq bawr gaq nya lav-eq (หน่า – บ๊อ –ก่า –ล๊า – เอ่อ ) มองเห็น Mawr nya lar-eq (ม๊อ – ญา –ล่า – เอ่อ) คอแข็ง Khanq lanr lanr zaq dawr lar-eq (ข่อง -ล๊อง –ล๊อง – ญ๋า – ด่อ –ล๊า – เอ่อ) พลิกตัว Manq povq manq lae lae dovq nya lar-eq (หม่อ– โปะ –หม่อ–แล –แล –โดะ–ล๊า – เอ่อ)
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 56 นงั่ Dawq neer neer nya lar-eq (ดอ – นึ – นึ– ญ่า –ล๊า – เอ่อ) คลาน Dawq ghav ghav nya-eq (ดอ –ก่า –ก่า – ญ่า –ล๊า – เอ่อ) ต้งัไข่ Gawq yawvq yawvq dzaw dzaw lar-eq (ก่อ– เหยาะ – เหยาะ –จอ – ญา –ล๊า – เอ่อ) ยืน Gawq yawvq yawvq nya lar-eq (ก่อ– เหยาะ – เหยาะ – ญา –ล๊า – เอ่อ) เดิน Garma can nya lar-eq (ก๊า – มา – ชอง- ญา –ล๊า - เอ่อ ) พูดได้ Dawq nyaeq nya lar-eq ( ด่อ –แหง่ –แหง่ – ญา –ล๊า – เอ่อ) หย่านม Aq coer dar-eq (อะ –โชะ – ดะ – เอ่อ) ชื่อเรียกที่เด็กเรียกพ่อ, แม่, ญาติพี่น้อง เป็ นภาษาอาข่า ภาษาไทย ภาษาอาข่า พ่อ อ่า-ดะ Aqda แม่ อ่า-มะ Aqma พี่ชาย อะ-โด๊ะ Ardov
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 57 พี่สาว อะ-หยึ Aryeevq น้องชาย – น้องสาว อะ-ย้ีAqnyir ปู่ – ตา อะ – บ๊อ Aqbawr ย่า –ยาย อะ – ภี่ / อะ – หม่อ Aqpiq /Armawq น้าผู้หญิง อ่า – มือ Aqme อาผู้หญิง อ่า –โข่ Aqkhoq น้าผู้ชาย อ่า –ววย Aqgho อาผู้ชาย อ่า –ย๊อ Aqyawr ป้า อ่า-อื่อ Aqeeq พี่เขย อ่า- ส่อง Aqsanq พี่สะใภ้ อ่า – ชู Aqcu ภาษาเด็กอาข่าช่วงอายุ0-3 ปี ประโยคพูดภาษาไทย ประโยคพูดภาษาอาข่าเด็กอ่อน อายุ0-2 ปี ประโยคพูดภาษาอาข่าเด็กโต อายุ3 ปีขึน้ กินข้าว หม ่า – หม ่า ห่อ-จะ-จ่า ดื่มน้า อะ-อ่า อ้ี-จุ-ดอ กินเน้ือ ไหน่-อิ ส่า-จี๊-จ่า กินไข่ อะ-อู ยา-อู-จ่า กินปลา โบะ -โบะ ง่า-ส่า-จ่า กินผลไม้ เอาะ-เอาะ-จ่า-เออ อะ-สี่-จ่า
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 58 กินขนม จะ-จะ-จ่า-เออ บอ-จุ๊-จะ-จ่า เดินมา ละ-ออ ละ-อ่อ ยนืข้ึน ทู่-ออ ทู่-อ่อ นงั่ลง ด่า-นึ-นึ-ออ ด่อ-นึ-นึ-ออ นอนหลับ เอาะ-เอาะ-แอ้ว หยู่-คะ-ออ ระวังตก บ่าว –แอะ –หนุ๊ม กา-คา-หนุ๊ม เต้นร า อะ -แย -แย ก๊ะ-แย-แย ใส่เส้ือ อะ-ข่อง-ตุม-ออ แพะ-ข่อง-ดุม-เออ ใส่หมวก อ๊ะ-โขะ-โขะ-ออ อุ-โขะ-โขะ-เออ ใส่กางเกง อะ-ดี-ตุม-ออ หล่ะ-ดี-ดุม-เออ ใส่กระโปรง อะ-ดี-ตุม-ออ พี-ดี-ดุม-เออ ใส่รองเท้า อะ-เนาะ-เนาะ-ออ ส่า-เนาะ-เนาะ-เออ สิ่งสกปรก โอะ-โอะ ยอ เหยาะ
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 59 ค าทักทายส าหรับเด็กอ่อน ภาษาไทย ภาษาอาข่า จ๊ะเอ๋ บู๊-บ่า Bur baq การสอนเรียกชื่ออวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายเป็ นภาษาเด็กเล็ก ภาษาไทย ภาษาอาข่า นิ้วกอ้ย ฉะ-ฉ่า-ชะ Car caq car นิ้วนาง เน๊ะ- เหนะ-เน๊ะ Noer noeq noer นิ้วกลาง สี่-เผ่ว-บ๊อ Siq poeq bawr นิ้วช้ี สี่-โล้-บ่อ Siq loer bawq นิ้วโป้ง หล่า-มา-บื๊อ Lavq ma beer ฝ่ ามือ หล่า-หญ่า-ด่า Lavq zaq daq ข้อมือ หล่า-หล๊อง-ช้อง Lavq lanr canr ข้อพับศอก ข่อ-เดอ-ย๊า Khawvq dev yar รักแร้ เดอ-หละ-โอะ Dev lavq Ovq บ่า ชิ-บ่ะ-พู Cir bavq pu คอ แจะ-ล่อง-ข่อง Caev lanr khanq คาง โอ-แหม่-ถ่อง O maeq tanq ริมฝี ปาก โอ-แหม่-หลู่ O maeq luq ฟัน โอ-พู้-เส่อ O pur seq
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 60 จมูก นา-มา-แม๊ Nar ma maer ตา ห่อ-บู-เมียะ Hawq bu myav หู ชะ-หน่า-บ๊อ Car naq bawr หน้าผาก โหย่ว-โค-เด๊อ Nyoq khov der จบด้วยค าว่า ชุ-ขู่-ชุ-หน่า-ยู้ ยู๊ Cur kuq cur naq yur (เอามือลูบที่หัวเด็ก) วิถีแห่งรัก (การเกี้ยวพาราสี) ขอ้หา้มในการเก้ียวพาราสี ห้ามทา การเก้ียวพาราสีกนัภายในบา้น เพราะถือว่าไม่เคารพต่อเจา้ที่บรรพบุรุษ หรือเก้ียวพาราสีต่อหนา้พ่อ แม่ถือเป็นการไม่สมควรเนื่องจากเป็นการไม่ใหเ้กียรติแก่พ่อแม่ หนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า ( ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ) พนิิจ พชิยกัลป์ (นักวิจัย/ พตีุ่้ม) ข้อห้ามข้อนิยมเบื้องต้นทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาวเขา การสู่ขอหม้ันหมาย • หากเด็กหนุ่มพึงพอใจหญิงสาวคนใด ก็จะชวนเพื่อนๆ ไปที่บ้านของสาว เพื่อสู่ขอหญิงน้ันด้วย ตนเอง โดยมอบสุรา 1ขวด ใหแ้ก่พ่อแม่ของหญิงสาวเพื่อเป็นการคารวะ ไม่มีแม่สื่อในการสู่ขอ • อาข่าในประเทศพม่า นิยมให้แม่สื่อไปสู่ขอหญิงสาวให้ เมื่อท าการสู่ขอหญิงสาวจากพ่อแม่จนเป็ น ที่ยินยอมเรียบร้อยแล้ว ฝ่ ายชายจะก าหนดวันแต่งงานหลังจากวันสู่ขอราว 3-5-7 วัน หรือ 9 วันหรือ เลือกวนัดีจากหวัหนา้ทา พิธีไม่เกินไปกวา่น้ีหรืออาจนา ตวัหญิงสาวไปในวันที่สู่ขอเลยก็มี หนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า (ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ) พนิิจ พชิยกัลป์ (นักวิจัย/ พตีุ่้ม) ข้อห้ามข้อนิยมเบื้องต้นทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาวเขา เรื่องของสินสอดทองหมั้น ชาวเขาเผ่าอาข่า ไม่มีค่าสินสอดทองหม้นัเนื่องจากหนุ่มสาวมีอิสระในการเลือกคู่ครองไดอ้ย่าง อิสรเสรีจะมีก็เพียงแต่สุรา 1ขวด ที่นา ไปมอบให้พ่อแม่ของหญิงสาวก็เพียงเพื่อคารวะตามมารยาทเท่าน้ัน ไม่นบัเป็นสินสอดหรือของหม้นัแต่อยา่งใด การแต่งงาน (Jir ceir bar-e)
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 61 อาข่าเป็ นชนเผ่าที่มีความละเอียดในการด ารงชีวิต และการถือฤกษ์ยามดีเพื่อการประกอบพิธีกรรม ต่างๆ หากวันไหน หรือเดือนไหนฤกษ์ยามไม่ดีก็จะไม่มีการปฏิบัติเพื่อการเลือกคู่ครอง แม้ผู้ชายอาข่าจะ สามารถแต่งงานกับสตรีที่ตนรัก และไว้วางใจถึงแมเ้กิดการพบเห็นเพียงคร้ังเดียวก็สามารถ ที่จะแต่งงานกัน ได้แต่อาข่ามีหลักการในการเลือกคู่ครอง ซึ่งเป็ นเรื่องที่จ าเป็ น และส าคัญอย่างมาก กล่าวคือ การสอบถามถึง เช้ือสาย วงศ์ตระกูลของแต่ละฝ่าย หากอยู่ในตระกูลเดียวกันก็จะไม่แต่ง ยกเว้นถ้ามีช่วงห่างของระดับชื่อ บรรพบุรุษ 7 ช่วง ก็อนุโลมให้แต่งงานกันได้ ไม่เพียงแค่การสอบถาม เช้ือสาย วงศ์ตระกูลยงัจะต้อง สอบถามถึง วันเดือนปี เกิดอีกด้วย ซึ่งการสอบถามวันเดือนปี เกิดอาข่าถือ และให้ความส าคัญ อย่างมากและจะมีวันเกิดที่ต้องระวังคือ หากวันเกิดของ ผู้ชายตรงกับวันเสือ “ข่าหล่า” (Khaq laq) และวันเกิดของผู้หญิง ตรงกับวันหมู “หยะ” (Zavq)ก็จะไม่มีการจัดงานแต่งงาน เพราะเชื่อว่าเป็ นวันกัด “นองเกาะ”(Nan kawvq) เป็ นเรื่องของ ความเชื่อว่า เสือเป็ นสัตว์ที่กินหมู ไม่สามารถก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่ อย่างไรก็ตามในกรณีน้ีอาข่าบางส่วนยงัมีการแต่งงานกนัอยู่ เพราะเชื่อว่าหากผู้ชายเป็ นฝ่ ายกัดผู้หญิง ผู้หญิง ก็จะหนี กลับบ้านของตนเองได้แต่ถ้าหากวันเกิดของผู้หญิงตรงกับวันเสือ และวันเกิดของผู้ชายตรงกับวัน หมูในกรณีน้ีไม่มีการแต่งงานโดยเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าถ้าผู้หญิงกลับเป็ นฝ่ ายไล่กัดผู้ชาย ผู้ชายก็จะไม่มีที่ หนี เพราะผู้หญิง มาแต่งงานกับผู้ชาย และมาอยู่บ้านผู้ชาย จากเรื่องการเลือกคู่ในการแต่งงานจะเห็นว่าอาข่า เป็ นชนเผ่าที่มีความละเอียดในการเลือก คู่ครอง โดยใช้หลักของความเชื่อเข้ามาข้องเกี่ยวกัน และสืบทอด ต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน และในกรณีหนึ่ งถ้าหากสามีภรรยาแต่งงานอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่สามารถที่จะมี บุตรชายได้ก็เป็ นเรื่องจ าเป็ นที่สามีจะต้องแต่งงานใหม่ เพื่อจะให้ได้มาซึ่งบุตรชายไว้สืบสานวงศ์ตระกูล ต่อๆ ไป ถ้าผู้หญิงและผู้ชายตกลงจะแต่งงานกัน ผู้ใหญ่ฝ่ ายชายจะต้องไปสู่ขอ กับพ่อแม่ของฝ่ ายหญิง เมื่อตกลงกัน ได้แล้วฝ่ ายชายก็จะพาผู้หญิงมายังหมู่บ้านของตัวเอง โดยให้อยู่บา้นญาติพี่น้องก่อนหน่ึงคืน พิธีแต่งงาน ของคนอาข่าจะมีดว้ยกนัท้งัหมด 3 วนั ในวนัแต่งงานน้ันจะมี“แย๊หม่อ” (Yaer mawq) (คนแก่ที่รู้เรื่องพิธี กรรมการแต่งงาน) เป็นคนทา พิธีใหก้่อนที่เจา้สาวจะเขา้มาอยใู่นหมู่บา้น จะต้องมีการช าระล้างร่างกายให้กับ เจ้าสาวและผู้เฒ่าผูแ้ก่จะเอาไมต้ีลงตรงบนหลงัคาบา้นทางเขา้บา้นของเจา้บ่าวเพราะเชื่อว่า จะท าให้วิญญาณ ของเจ้าสาวเข้าบ้าน เมื่อเขาพาคู่บ่าวสาวเขา้ไปในบา้นแลว้เขาก็จะให้คู่บ่าวสาวส่งไข่ไก่สลบัวนกนัระหว่าง คู่บ่าวสาวจ านวน 3 รอบ โดยจะต้อง ระวังไม่ให้ไข่ตกเพราะเชื่อกันว่าถ้าไข่ตกจะท าให้ไม่มีลูกและจะไม่ได้ บุญ ซ่ึงพิธีน้ีเป็นพิธีที่สา คญัที่สุด หลงัจากน้นัจะมีการฆ่าไก่หน่ึงตวัและตดัส่วนขา น่อง หัว หัวใจ ไส้หวาน ตูดไก่และเน้ืออีกหน่ึงชิ้น น าไปตม้เพื่อให้คู่บ่าวสาวกิน โดยจะถือเป็นการกินขา้วคร้ังแรกของคู่บ่าวสาว
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 62 และจะต้องกินให้หมดด้วยเพราะเชื่อว่า คู่น้ีจะมีลูก หรือไม่และลูกจะแข็งแรงสมบูรณ์แค่ไหนข้ึนอยู่กับ พิธีกรรม นอกจากน้นัจะมีการฆ่าหมูและผ่าทอ้งหมูดูหวัใจและตับเพื่อเป็ นการท านายว่า ลูกที่เกิดมาจะเป็ น ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย และจะมีลกัษณะอย่างไรพอวนัรุ่งข้ึนผูห้ญิงก็จะตื่นแต่เชา้เพื่อท างานบ้านทุกอย่าง ท้งัตกั น้า และหุงขา้ว ทา อาหารแลว้ก็จะเรียกผูเ้ฒ่าผูแ้ก่มากินขา้วร่วมกนัที่บา้นของเจา้บ่าวและผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ก็จะร้อง เพลง เพื่อเป็น การให้พรแก่คู่บ่าวสาวในตอนเย็นก็จะมีการดื่มเหล้า โดยผู้บ่าวสาวจะต้องถือแก้วเหล้า ไปให้ คนเฒ่าคนแก่ริน ให้ดื่ม ซ่ึงถือเป็นการขอบุญจากผูเ้ฒ่าผูแ้ก่และในวนัที่3 เจ้าสาวจะต้องออกไปตัดต้นกล้วย แดง “งาเนะ” ( Nganeir) ในป่า ซ่ึงจะตอ้งเอาหยวกกลว้ยมาเผาให้แขกกินในวนัน้ีจะมีการฆ่าไก่ให้ผูเ้ฒ่าผูแ้ก่กิน และจะมีการอวยพร ให้คู่บ่าวสาวด้วย นอกจากน้ียงัมีการทา หมิ่นหมอ้ (Khaqnav)กันและกัน โดยแขกที่มา ร่วมงานจะทาน้า มนัพืชที่มือจากก็ลูบหมิ่นจากกน้หมอ้แลว้ไล่ทากนั และจะทาคู่บ่าวสาวด้วย เพื่อเป็ นการ ทดสอบความอดทน ก่อนที่จะดา รงชีวิตอยรู่ ่วมกนั การหย่าร้าง ชาวเขาเผ่าอาข่ามีการหย่าร้างที่กระท าได้ง่ายมาก เมื่อสามีภรรยาประสงค์จะหย่าขาดจากกัน ก็ให้ไปหา หัวหน้าพิธีกรรม หรืออาจขอให้หัวหน้าพิธีกรรมมาที่บ้านของตนเพื่อท าพิธีหย่าให้ก็ได้ • กรณีฝ่ ายชายเป็ นต้นเหตุของการหย่า ฝ่ ายชายต้องชดใช้เงินให้กับฝ่ ายหญิงจ านวน 125 บาท ส าหรับการมีบุตรชาย ( หนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ ) ฝ่ายชายใชช้ดใชเ้งินใหแ้ก่ฝ่ายหญิงที่มีบุตรชาย 25แถบ (พนิิจ พชิยกัลป์ (นักวิจัย/ พตีุ่้ม) ( ข้อห้ามข้อนิยมเบื้องต้นทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาวเขา ) ฝ่ ายชายต้องชดใช้เงินให้กับผ่ายหญิงจ านวน 40 บาท ส าหรับบุตรหญิง ฝ่ายชายชดใชเ้งินใหแ้ก่ฝ่ายหญิงเป็นเงิน 14.5แถบ สา หรับฝ่ายหญิงที่มีบุตรสาวแลว้ (พนิิจ พชิยกัลป์ (นักวิจัย/ พตีุ่้ม) ข้อห้ามข้อนิยมเบื้องต้นทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่า สถาบันวิจัยชาวเขา ) • กรณีฝ่ายหญิงเป็นต้นเหตุของการหย่า ฝ่ ายหญิงต้องชดใชเ้งินใหแ้ก่ฝ่ายชายจา นวน 40 บาท ไม่วา่จะมีบุตรหญิงหรือบุตรชายและไม่ ต้อง ชดใช้ในกรณีที่ไม่มีบุตร (หนังสือชาวเขาเผ่าอาข่า ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ)
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 63 ในกรณีที่มีบุตรไม่วา่จะเป็นบุตรสาวหรือบุตรชายฝ่ายหญิงชดใชเ้งินใหแ้ก่ฝ่ายชาย เป็ นจ านวน เท่ากนัท้งักรณีที่มีบุตรชายและบุตรหญิง กรณีที่ไม่มีบุตรดว้ยกนัฝ่ายหญิงเป็นตน้เหตุของการหยา่ร้างไม่ตอ้งชดเชยเงินใหแ้ก่ ฝ่ าย ชายแต่อยา่งใด ถา้หยา่ร้างที่เกิดจากการยนิยอมท้งัสองฝ่ายก็ไม่ตอ้งเสียเงิน ค่าปรับใดๆ ท้งัสิ้น แต่จะเสีย หมู1 ตวัสา หรับเล้ียงผู้อาวุโสในหมู่บ้านเพื่อเป็ นสักขีพยานในการหย่า (พนิิจ พชิยกัลป์ (นักวิจยั/ พตีุ่้ม) ข้อห้ามข้อนิยมเบื้องต้นทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาวเขา ) การตาย“ซิ ย้อง” (Xir zanr) อาข่าเชื่อว่าการตาย คือการเปลี่ยนภพจากโลกมนุษย์ไปสู่ปรโลกอันเป็ นที่สิงสถิตของวิญญาณ บรรพชน หากได้ท าพิธีการต่างๆ อย่างถูกต้อง วิญญาณผู้ตายจะไม่เป็ นอันตราย แต่จะช่วยคุ้มครองลูกหลาน ให้สืบเผ่าพันธุ์ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ทันทีที่มีคนตาย สมาชิกครอบครัวจะจดัการอาบน้า ศพ และแต่งตวัให้ ดว้ยเส้ือผา้ชุดใหม่ ซึ่งได้จัดเตรียมไว้แล้ว ใส่เหรียญเงินในปากพร้อมกบัแจง้ใหผู้ต้ายนา ไปซ้ือสิ่งของที่ ต้องการ และจึงมดัศพดว้ยผา้ดา คลุมดว้ยผา้แดงอีกช้นัหน่ึง ต้งัศพเรียบร้อยแลว้จึงมีการร่ายชื่อบรรพบุรุษจน ครบสายเป็นคร้ังแรกที่ชื่อผตู้ายไดอ้ยใู่นสายน้ีดว้ย การร่ายน้ีควรทา โดยบุตรชายซ่ึงหากทา ไม่ได้ก็เชิญ "พิมา"(Pirma) หมอสวดของอาข่ามาช่วย มีการสวดศพทุกคืนจนกวา่จะนา ไปฝัง ญาติมิตรที่มาฝังศพก็จะต้งั บ่อนการพนันบ้าง ร้องไห้คร ่าครวญหรือร้องเพลงพรรณนาไว้อาลัย และท าพิธีไสยศาสตร์ต่างๆ ตามความ เชื่อเดิม งานศพ พิธีกรรมก่อนนา ไปฝังน้ีจะตอ้งเชิญหมอสวดมาประกอบพิธีในบา้นที่ต้งัศพหมอจะตอ้งสวดมรณะ เวทย์ของอาข่าถึง 3 วัน 2 คืนโดยไม่ให้เกิดการผิดพลาด เวทยน์ ้ีมีบทบอกวิธีไปสู่สัพปรายภพแก่วิญญาณ ผู้ตายอย่างละเอียด หากเป็ นศพผู้อาวุโสที่ส าคัญ จะต้องฆ่าควายอย่างน้อย 1 ตวับูชายญัหมอเจา้ที่ช้นัอาจารย์ “พิมา” (Pirma) เท่าน้นัจึงสามารถประกอบพิธีเรียกหมู่ภูตตลอดจนวิญญาณผูต้ายมาช่วยในการแทงควายให้ ถูกวิธี ขณะที่แทงจะต้องใช้ชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันจับปากควายให้อ้า และกรอกน้า เพื่อมิใหค้วายส่ง เสียงร้องแล้วจึงกลบหัวควายด้วยแกลบเมื่อฆ่าเสร็จ พิธีฝัง การน าศพไปฝัง จะต้องจัดท าโลงบรรจุศพ โดยเขาจะเข้าไปตัดไม้ในป่ า เป็ นท่อนใหญ่ แล้วขุดตรงกลาง ใหล้ึกกวา้งพอบรรจุศพลงไปได้แลว้ทา หวัทา้ยใหแ้หลมงอน มีขาต้งั4ขา เมื่อเสร็จแลว้รูปร่างคลา้ยเรือหรือ พระจนัทร์คร่ึงเส้ียว ซ่ึงเรียกโลงน้ีวา่ “มะดุ่ม” (Mardmq) เมื่อน าศพไปบรรจุลงในโลงศพแล้วก็น าศพไปฝัง
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 64 การน าศพออกจากบ้านไปฝัง สุดแล้วแต่หมอเจ้าที่จะก าหนดเวลา ส่วนมากเป็ นเวลาบ่ายและจะไปทิศทางใด หมอเจา้ที่จะเสี่ยงทายดว้ยวิธีโยนไม้ถา้ปลายช้ีบอกทิศไปทางใดก็นา ศพไปทางน้นัตอนจะเอาไปฝังน้นัชาย ฉกรรจ์หลายนายช่วยกันหามโลงศพ ซึ่งผูกแนบไว้ด้วยคานไม้ยาวสองคานออกจากบ้านไปสู่สุสาน ยังจุดที่ ได้ขุดหลุมเตรียมไว้แล้ว ให้ยาวตามทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกขณะที่หามโลงออกจะพ้นชายคาเขา จะดึงหญ้ามุงหลังคาสักก ามือมาเหน็บไว้กับเชือก มัดปิ ดโลงเป็ นสัญลักษณ์ว่าคนเป็ นจะแบ่งบ้านให้คนตาย อยู่และต่อมามีการแบ่งนาบริเวณเล็กๆไว้ให้คนตายได้ปลูกข้าวกินด้วย เวลาฝังมีการท าพิธีที่ป่ าช้า ส่วนมาก จะห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร ญาติพี่น้องของผู้ตายจะเอาจอบเสียมขุดดินเป็ นหลุมยาวจากทิศ ตะวนัออกไปทิศตะวนัตกเวลาเอาศพลงยกโลงท้งัโลงโดยใหศ้ีรษะของผตู้ายหนั ไปทางทิศตะวนัออกและ เท้าหันไปทางทิศตะวันตก สา หรับเส้ือผา้เครื่องใชป้ระจา ตวัของผูต้ายก็ใส่ลงไปในหลมุน้นัดว้ยเมื่อกลบ หลุมเรียบร้อยแล้วก็จัดวางเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ตาย เช่น กลอ้งสูบยาถว้ยชา น้า เตา้และเครื่องมือหากินไว้ บนหลุม ที่หัวหลุมปิ ดไม้ง่ามเพื่อแทนย่ามบรรจุห่ออาหารไว้ให้ผู้ตายด้วย เมื่อเสร็จพิธีกลบัถึงบา้น ครอบครัวผูต้ายกินอาหาร ม้ือส่งวิญญาณ เพื่อย้า ให้ผูต้ายตระหนักว่า บดัน้ีมี เขตขันธ์อันละเมิดไม่ได้ระหว่างภพคนเป็ นกับคนตาย เขาต้องไม่มารบกวนคนที่มีชีวิตอยู่ อีกหนึ่งปี ต่อมา จึง มีพิธีเชิญวิญญาณกลับมาคุ้มครองลูกหลาน เช่นเดียวกับบรรพชนคนอื่นๆ ตายไม่ดี “สะ ซิซิเออ” หรือการตายโหง (Xav xir xir-e) ตายแบบที่อาข่าถือว่าไม่ดีมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ตายโหงกับตายโดยไม่มีทายาทสืบสกุลการตายโหง ตอ้งทา พิธีลา้งบาปหรือขอขมาลาโทษเทพหรือเจา้ที่เสียก่อนจึงจะนา ศพไปฝังในสุสานของหมู่บา้นได้แต่ก็มี การตาย3 ชนิดที่ห้ามฝังแม้ในสุสาน จะตอ้งจดัการฝังในที่ที่ถึงแก่ความตายนนั่เองคือ ตายเพราะถูกเสือกดั จมน้า ตายและฝี ดาษตาย หลุมจะต้องขุดลึกเป็ นพิเศษเพราะจะต้องฝังสุนัขไว้บนศพเพื่อกันไม่ให้เจ้าที่ ออกมาอาละวาดร้องโหยหวนส่วนการตายโดย ไม่มีทายาทสืบสกุลน้นัก็ประกอบพิธีในบ้านคล้ายตาย ธรรมดาผิดกันแต่ว่าจะต้องเจาะข้างๆฝาน าศพออกจากบ้าน ออกทางประตูไม่ได้ และเนื่องจากไม่มีผู้ใดจะ คอยบูชาบรรพบูชาอีกต่อไปแล้วก็ตอ้งร้ือศาลออกไปโยนทิ้งเสียในป่าขณะที่ฝังศพ ผูน้า ไปทิ้งตอ้งร้องบอกบรรพชนว่า ในเมื่อท่านไม่ปกป้องรักษาลูกหลานที่นี่ก็ไม่ใครเซ่นไหว้ท่านแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาข่าถือธรรมเนียมหน้าที่ในครอบครัวรุนแรงเพียงใด อาข่าจะไม่พูดถึงความตายในเวลา ปกติหรือทา สิ่งที่เขาเชื่อว่าอาจเรียกวิญญาณคนตายกลบัมาเขา้ร่างอีกได้เช่น เคาะโลงใกล้ๆศพ ผิวปากใน ห้องหรือคู่ครองเอ่ยชื่อไสยศาสตร์ของผู้ตายถือว่าเมื่อมีชีพอยู่ก็ไม่พึงพะวงกับความตาย และเมื่อจากโลกน้ี ไปแล้วก็ไม่พึงกลับมาวุ่นวายอีก
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 65 บทที่ 7 ศิลปะวรรณกรรม การแต่งกายของอาข่าแต่ละกลุ่มในประเทศไทย อาข่ากลุ่มอู่โล้จะมีการแต่งกายแตกต่างกนัตามวัย ดังนี้ เด็กหญิงนุ่งกระโปรง เรียกว่า พีดี Pidi ส้ันสีดา หลวมๆ ใต้สะดือมีจีบ รอบๆ เอว สวมเส้ือเรียกว่า แพะข่อง Paerkhanq แขนยาวผ่าอกตลอดสีเดียว และมีกระดุมเงินหรือโลหะกลัดติดไว้เส้ือมีการปักลายแบบง่าย ๆ บริเวณของ เส้ือต้งัแต่เอวลงมา ที่แขนจะไม่มีการปักลายแต่จะมีการเยบ็ ประดบั ประดาดว้ย ผ้าสีหลากหลาย โดยสีหลักจะเป็ น สีแดงสีขาว สีเขียว กับกระโปรง บริเวณขาก็จะมีถุงน่อง เรียกว่า คึบ่อง Keerbanqสวมแต่จะประดับด้วย ผ้าสีต่าง ๆ สวมหมวก อู่โคะ Uqkhov รูปทรง คล้ายกะลาครอบผ่าครึ่ ง และมีเครื่องประดับ เพียงเล็กน้อย ใช้ผ้าสีเย็บติดประดับที่หมวกและจะไม่มีการมัดผ้าคาดเอวหรือ โจ่ จ่อง Joeq janq ส าหรับเด็กเล็กเครื่องประดับมีสร้อยคอ ล๊อดอง Lawrdan ที่เป็ นลูกปัดหลากสีสันเพียงเล็กน้อย และมีสร้อยที่ท าจากเงิน มีลักษณะ กลม ๆ แบน ๆ มีลวดลายสลักอย่างสวยงามเรียกว่า แพะงอ Paerghawv นิยมใส่อย่างน้อย 2-3 วง พอเด็กสาวเริ่มโตไดอ้ายปุ ระมาณ 13 เด็กสาวกลุ่ม อู่โลน้้นัจะมีการประดบั ประดามากข้ึนหมวกจะมีการประดบัดว้ยเมด็เดือยสี ขาว เรียกว่า ล๊อบา จุ๊มโชะ Lawrba jmr coer-eและจะมีการเพิ่มแถวเม็ด เดือยที่หมวก ตามอายุจนถึงอายุ 17 และจะมีการมัด ผ้าคาดเอว เรียกว่า โจ่จ่อง Joeqjanq และมีการประดับ สายคาดขอบกระโปรงอีกสาย ซ่ึงประดบัดว้ยน้า เตา้ที่ ขอบเอว ท้งัซ้ายและขวาขา้งละ1ลูกลูกน้า เตา้สองลูก น้ีจะประดับจนกว่าผู้ญิงคนน้ันจะออกเรือนไป ปัจจุบันวัสดุที่ใช้ประดับหลายอย่างมีการเปลี่ยนไป ตามยุคสมัยมากข้ึนเช่นเม็ดเดือย มีการเปลี่ยนมาใช้ เป็ นลูกปัดสีขาวเพราะหาง่าย และเม็ดเดือยเริ่มหายาก พอได้อายุ 18 ปี เด็กสาวต้องเปลี่ยนมาใส่หมวก ทรงสูงโดยจะมีสองชิ้น ชิ้นแรกคือโชะแปยะ Coerpaev เป็ นแถบผ้าที่เย็บประดับประดาด้วยลูกปัดสี
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 66 ต่าง ๆ เหรียญเงินและกระดุมเหล็กและทบัอีกช้นัดว้ยอู่โชะ Uqcoer ข้างในท าจากผิวไม้ไผ่ ประดับ ประดาด้วยเหรียญเงิน ขนไก่ถักย้อมสีขนลิงย้อมสีลูกปัดและกระดุมเงิน เด็กสาวใช้ผ้ารัดหน้าอกแทน เส้ือช้นั ใน มีผ้าคาดเอวคือ โจ่จ่อง Joeqjanq ปล่อยชายท้งัสองที่ดา้นหนา้มีการแขวนลูกน้า เตา้ประดบัไว้ ที่เอวเหมือนเดิมแต่หลังจากแต่งงานแล้ว จะไม่มีการใส่น้ าเต้าอีกแต่ยังคงแขวน สร้อยที่คาดตรงกระโปรงการแขวนน้า เตา้ จึงเป็นวิธีสังเกตผู้หญิงว่าโสดหรือแต่งงาน แลว้นั่นเอง เครื่องประดบันอกจากมีสร้อย ลูกปัดแล้วยังมี ล๊อ ดอง บย่า Lawrdanbyaq เป็ นเครื่องประดับที่ท าจากเงินเป็ นลักษณะ เป็ นวงแบนไม่มีลวดลายใช้ใส่ที่คอ การแต่งกายของผู้ชายกลุ่มอู่โล้ เครื่องแต่งกายของผูช้ายช่วงเป็นเด็กก็จะมีเส้ือแขนยาวคอคล้าย เส้ือเชิ้ตที่ผ่ากลางอกกลัดด้วยกระดุม เข็มกลัด หรือเป็ นด้ายผูกเข้า หากันสองข้างระหว่างอก ปักลวดลายเพียงเล็กนอ้ยบริเวณชายเส้ือ ผ้าย้อมด้วยสีครามออกสีด าหรือสีกรมท่า จะมีผ้าสีต่าง ๆตามขอบ เส้ือเล็กนอ้ยและมีกางเกง หละดีLavqdi ขายาวกล้ายกางเกงสะดอ ของคนพ้ืนราบ อาจจะมีการ ปั ก ล วด ล าย บ้างเล็ ก น้ อ ย หรื อไม่ปักเลย ส่วนผ้าโพก หัวเรียกว่า อู่จ่อง Uqjanq หลกัๆจะประดบัดว้ยขนไก่ยอ้มสีสัน หลากหลายปักบนผา้ที่มว้นเป็นทรงกลม ประดับด้วยหอยเบ้ีย กระดุมเหล็ก ลูกปัด หรือมีเครื่องประดับเป็ นเงินการออกแบบ แล้วแต่จะชอบหรือตามฐานะ ส าหรับผู้ชายเมื่อสูงอายุแล้วอู่จ่อง หรือผ้าโพกหัว จะเปลี่ยนมาโพกผ้าสีแดงเป็ นหลัก
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 67 อาข่ากลุ่มลอมีจ้ะมีการแต่งกายแตกต่างกนัตามวัย ดังนี้ วัยเด็กเครื่องแต่งกายก็จะประกอบไปด้วย หมวก(อู่โคะ Uqkov ) ซึ่ง เป็ นเครื่องแต่งกายที่ชาวอาข่าจะเย็บ ใหต้้งัแต่แรกเกิดแต่จะเป็นแบบง่ายๆ ไม่ค่อยมีเครื่องประดับที่เป็ น เครื่องเงิน จะเป็ นลายปักบนหมวก และมีเหรียญเงินบ้างเล็กน้อย มีการ ประดบัดว้ยพู่ที่ทา จากหางมา้ยอ้มสีดว้ย ส่วน เส้ือ(แพะข่องPaerkhanq) ใช้ผ้าสีดา เป็นพ้ืนจะแต่งขอบเส้ือดว้ยผา้แถบ จะไม่ค่อยปักลาย มากนักระโปรง ( พีดี Pidi ) ถุ่งน่อง (คึบ่องKeerbanq )หรือ ผ้าแถบบริเวณน่องและจะยังไม่ท าโจ่จ่อง Joeqjanq ให้ใส่ในช่วง วัยเด็ก วัยสาว พออายุได้ 13 เด็กสาวก็จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการ ใส่หมวก โดยเปลี่ยนจากลายปักเป็ นประดับด้วย เครื่องเงินลูก กลม ๆจากหัวจนยาวมาถึงแก้ม กระดุมเงิน เหรียญเงิน ลูกปัดร้อย เป็นเส้นยาว ๆ และแผน่เงิน คลา้ยพระจนัทร์เส้ียวขนไก่ยอ้มสีถกั เป็นเส้นยาว ๆส่วนเส้ือจะมีการปักลายมากข้ึนบริเวณแขนเส้ือและลา ตวัตวัเส้ือจะประดบัดว้ยลูกปัด เหรียญ เงินบ้างบริเวณช่องท้องจะมีเข็มขัด โจ่ปะ Dzovqpavq เส้นใหญ่ๆ ประดว้ย หอยเบ้ียลูกปัดหลากสีสัน และ เหรียญเงินต่าง ๆ และจะมีการใส่ผ้าคาดเอว หรือ โจ่จ่อง Joeqjanq พอได้อายุได้ 18 เด็กสาวจะเปลี่ยนมา สวมหมวกอู่โชะ Uqcoer อีกรูปแบบคือ ข้างหลังมีลักษณะด้านหลังเป็ น สี่เหลี่ยมคางหมู ข้างหน้าจะมีด้ายเส้นสีด าคล้ายเส้นผมมาแบ่ง ด้านหน้า ปลายเสียบไปข้างหู เพื่อใช้แทนเส้นผม ส่วนประกอบของเครื่องประดับ จะใกลเ้คียงกนัแต่รูปแบบแตกต่างจากตอนสาวแรกเริ่ม เครื่องประดบั บนหวัมีมากหรือนอ้ยจะข้ึนอยกู่บัจาฐานะ การเงินของครอบครัวน้นัดว้ย การเปลี่ยนมา สวม อู่โชะของสาว ๆ มีความหมายว่าเป็ นวัย ที่เข้าสู่ความพร้อมในการออกเรือนหรือมี ครอบครัวไดแ้ลว้และจะแต่งแบบน้ีจนถึง ตอนแต่งงาน ( ภาพจาก [email protected]
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 68 การแต่งกายของผู้ชายกลุ่มลอมี้ สา หรับผชู้ายจะมีส่วนของเส้ือแขนยาว หรือส้ัน กางเกงขายาวผา้ก็เป็นพ้ืนสีดา ปักลายบริเวณลา ตวัดา้นหนา้ จะมีผ้าปักลายป้ายมาปิ ดอกด้านซ้ายกลัดด้วย ถ้าเป็ นวัยหนุ่มจะมีลายปักเยอะกว่า พอเข้าสู่วัยสูงอายุจะไม่ ค่อยมีลายมาก ผ้าโพกหัว อู่จ่อง Uqjanq จะประดบัดว้ยขนไก่หลากสีสัน หรือเครื่องเงินตามความชอบ พอ เขา้สู่วยัสูงอายผุา้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงส่วนกางเกงจะเป็นพ้ืนสีดา ไม่มีลายปัก การแต่งกายของวัยแม่บ้านพ่อบ้าน กลุ่มอาข่าลอมี้ การแต่งกายของผ้สู ูงอายุกลุ่มลอมี้
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 69 อาข่ากลุ่มผาหมีจะมีการแต่งกายแตกต่างกันตามวัย ดังนี้ อาข่าในประเทศไทย การแต่งกายส่วนใหญ่ก็มีองค์ประกอบที่คล้ายกัน แต่ รูปแบบจะต่างกนัตามถิ่นที่อยู่จากสมยัอดีตที่ผา่นมาจะมีการปักลวดลายที่ ต่างกัน กลุ่มผาหมี ความจริงถูกเรียกชื่อกลุ่มตาม ชื่อหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ และการแต่งกายก็จะ แตกต่างตามภูมิปัญญาของแต่ละท้องที่ ของกลุ่ม ผาหมีก็เช่นกัน ตอนเด็กก็จะไม่ค่อยมี เครื่องประดับมากนักและหมวกของเด็กจะไม่ได้ ปักลายหรือใช้ผ้าแถบเหมือนกลุ่มอู่โล้ แต่จะใช้ แผ่นเงินสลักลายเย็บติดรอบหมวกและยังไม่ใส่โจ่จ่อง หรือผ้ารัดเอว และไม่มี การใส่ผ้ารัดหน้าอก หรือผ้าที่คล้ายเกาะอกในตอนเด็กพอโตเป็ นสาวก็จะ เปลี่ยนมาสวม หมวกทรงสี่เหลี่ยมคางหมู แผ่นเงินสลักลายอย่างประณีต อยู่ด้านหลัง ประดับด้วยเหรียญ ลูกปัด หลากสีสัน เครื่องประดับจะไม่ค่อยมีอะไรมากแต่หมวกค่อนข้างมี น้า หนกัถา้ทา จากเงินแท้ช่วงลา ตวัจะมีการคาดผา้เหมือนเส้ือเกาะอก ซ่ึง ประดบัดว้ยแผ่นเงินสลกัลายเยบ็ติดไว้สวมทบัดว้ยเส้ือแขนยาวอีกทีเส้ือ จะมีการปักลวดลายเกือบเตม็ตวัเส้ือลายจะประณีตและละเอียดมากจะมี เข็มขัดเงินคาดเอวใส่กระโปรงมีจีบเล็ก ๆ ด้านหลัง ใส่ถุงน่องและจะมี การรัดผ้าคาดเอว หรือโจ่จ่อง Joeqjanq การแต่งกายแบบผู้ชาย การแต่งกายของผชู้ายเส้ือจะมีการตกแต่งที่พิเศษตรงที่ตัวเส้ือจะมีการออกแบบ เป็นช้นัๆลงมา มีการตกแต่งดว้ยผา้เป็นขอบสี ออกมาเป็นริ้วๆ ส่วนใครชอบลวดลายอื่นก็จะ ปักลวดลายต่าง ๆ ตามลา ตวัของเส้ือและลา แขนและมีการโพกผ้าที่ปักลวดลายบ้าง หรือ เป็นแค่ผา้สีพ้ืนดา ลว้น ๆ หรือบางคนก็ใส่ หมวกปีกตามสมยันิยม กางเกงก็เป็นผา้พ้ืนสีดา หรือกรมท่าเป็ นส่วนใหญ่ ( ภาพจาก[email protected] ) ( ภาพจาก[email protected] )
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 70 การละเล่นของเผ่าอาข่าแบ่งได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ การละเล่นในพิธีกรรม ได้แก่ • ลูกข่าง (ฉ่อง)(Canq) เป็นการละเล่นของอาข่าที่เล่นในช่วงที่มีพิธีกรรม หรือประเพณีเท่าน้นัจะมีปี ละคร้ังการละเล่นลูกข่างเป็นการละเล่นที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเป็นการละเล่นของผูช้ายโดย เมื่อถึงวันที่มีพิธีกรรมผชู้ายจะออกจากบา้นต้งัแต่เชา้เพื่อจะไปตดัไมเ้น้ือแขง็มาทา เป็นลูกข่าง เมื่อกลบัมาถึง บา้นก็จะเริ่มทา ลูกข่างโดยเหลาปลายไมใ้หป้ลายแหลมๆ บางคนจะใส่เหลก็ตรงปลายเพื่อให้ลูกข่างหมุนได้ นาน จากน้นัก็จะมาเล่นกนั โดยแบ่งเป็นสองฝ่ายๆละกี่คนก็ไดจ้ากน้นัก็เล่นกนั • โล้ชิงช้า (หล่าเฉ่อบี่เออ)(Lavq ceq biq-e) ประเพณีโลช้ิงชา้เป็นประเพณีที่จดัข้ึนช่วงประมาณปลาย เดือนสิงหาคม – ต้นเดือนกันยายนของทุกปี หลังจากที่ท าการเพาะปลูกข้าว หรือข้าวโพดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยชิงช้าที่ท าจะมี 3ลักษณะคือ ชิงช้าใหญ่ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างข้ึน (หล่าเฉ่อ)(Lavqceq) ชิงช้าหมุน (ก่า ลาหล่าเฉ่อ)(Gaqlaqlavqceq)และชิงช้าขนาดเล็กที่สร้างไว้หน้าบ้านของแต่ละครอบครัว (เออเลอ) ประเพณี โล้ชิงช้าเป็ นประเพณีที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเป็ นโล้เพื่อเร่งผลผลิตต่างๆ ที่เพาะปลูกให้เจริญ งอกงาม • การเต้นร า (บ่อฉ่องตูเออ) (Bawq canq tuv-e)จะเล่นในช่วงที่มีพิธีกรรม หรือประเพณีเท่าน้นั โดย ท้งัชาย และหญิงจะแต่งกายด้วยชุดประจา เผ่าที่งดงาม แล้วมารวมตวักันที่ลานหมู่บ้าน หรือที่ๆ มีพ้ืนที่ กวา้งขวางโดยจะมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตน้ร าดังน้ีกลองที่ทา มาจากไม้หนังววั-กวาง (ถ่อง)(Tanq) ฆ้อง (โบวโล) (Boeloe) ฉิ่ง (แจและ) (Jaelaevr)และกระบอกไม้ (บ่อฉ่อง) ส าหรับลักษณะการเต้นก็มีหลายแบบ ดว้ยกนัดงัน้ี • เต้นเป็ นวงกลมโดยทุกคนจะเต้นเป็ นจังหวะตามเสียงกลอง โดยจะเต้นจากด้านซ้ายไปยังด้านขวา อย่างพร้อม เพรียงกัน • เต้นแบบราวกระทบไม้เป็ นการเต้นที่เน้นในเนื่องของจังหวะ โดยผู้หญิงจะมีกระบอกไม้ไผ่ส าหรับ กระทบไม้แล้วให้ เกิดเสียงดัง และผู้ชายก็อาจเต้นเป็ นวงกลมล้อมรอบผู้หญิงก็ได้ สะบ้า(อ๊ะเบอฉ่อเออ)(Arbev cawq-e)การเล่นสะบ้าจะนิยมเล่นกันในช่วงที่มีงานประเพณี หรืออยู่กรรม เพราะชาวบ้านจะมีเวลาว่างจึงหันมาเล่นสะบ้า การละเล่นสะบ้าเป็ นการละเล่นของผู้หญิง โดยจะเก็บผล สะบ้าจากป่ ามาแล้วเล่นกัน สะบ้าจะเป็ นการเล่นเป็ นทีม การละเล่นทั่วไป ได้แก่ สามล้อ (ลาหล่อ)(La lawq)การเล่นสามล้อถึงแม้เป็ นการละเล่นที่หาต้นก าเนิดไม่ได้ แต่เป็ นการละเล่นที่เด็ก อาข่า นิยมเล่นกันมาก โดยเมื่อต้องการท าสามล้อก็จะไปหาตัดท่อนไม้ที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มา 3ล้อ จากน้ันก็ตดัไมม้ามดัหรือตอกให้แน่น โดยขา้งหน้าจะมีเพียงลอ้เดียวและขา้งหลงัมี2ล้อ ทุกอย่างพร้อม
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 71 แล้วก็สามารถน ามาเล่นได้เลย ส่วนในเรื่องของความเร็ว เด็กๆ จะใช้เปลือกไม้ชนิดหนึ่ง น าเปลือกไม้มาแล้ว ทุบ หรือตา ให้ละเอียดแลว้ทาบริเวณลอ้เพราะเปลือกไมช้นิดน้ีจะเหนียวและลื่น ซ่ึงจะทา ให้สามลอ้วิ่งได้ เร็วอีกท้งัยงัเอาเปลือกไมเ้หล่าน้ีมาดองเก็บไวใ้นขวดพลาสติกเพื่อเอาไวใ้ชใ้นคราวต่อๆ ไป อีกท้งัเด็กอาข่า ชอบไปกดัเปลือกไมแ้ลว้เค้ียวๆ ให้ละเอียด จากน้นัเอามาแปะที่ลอ้การเล่นสามลอ้ (ลาหล่อ) เป็นการละเล่น ที่ค่อนขา้งอนัตรายเหมือนกนัถา้เด็กทา หรือประดิษฐ์สิ่งของไม่แน่น และอาจทา ใหเ้กิดอนัตรายได้ ไม้โกงกาง (หม่อหน่อ)(Mawqnawq) เป็ นของเล่นที่ค่อนข้างหวาดเสียวส าหรับบุคคลที่ยังไม่เคยเล่น เพราะ จะตอ้งจดัทรงใหไ้ดก้่อน และก็สูงอีกดว้ย สา หรับไมโ้กงกางของอาข่ามีความเป็นมา ดงัน้ี **นานมาแลว้ชาวอาข่าไดอ้าศยัอยู่ดว้ยกนักบั ไทยล้ือ ซ่ึงอาข่ากบั ไทยล้ือไม่ค่อยถูกกนัเท่าไหร่นกั ไทยล้ือก็ ไดม้ีการจดัการแข่งขนักีฬาประเภทต่างๆ ข้ึน ก็มียิงธนูวิ่ง ฯลฯ แต่ว่าอาข่าก็พ่ายให้กบั ไทยล้ือเกือบทุกชนิด ต่อมาอาข่าไดร้วมตวักนัพร้อมประชุมปรึกษาหารือกนัวา่ทา อย่างไรถึงจะเอาชนะไทยล้ือได้จึงไดค้ิดทา ไม้ โกงกางข้ึน เพื่อจะเอาชนะไทยล้ือโดยอาข่าแบ่งทีมส าหรับจะเล่นโกงกางข้ึน พร้อมทา การฝึกฝนอย่างหนกั โดยตัดไม้โกงกาง มาให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ พอเวลาดึกอาข่าจะขี่ไมโ้กงกางแลว้เขา้ไปในหมู่บา้นของไทยล้ือโดยหยิบข้ีแพะไปแลว้ไปทิ้งไวเ้ป็นจุดๆ ในลานหมู่บา้น รุ่งเชา้มาไทยล้ือก็ออกมามุงดูข้ีแพะและก็รู้สึกแปลกใจมากที่มีข้ีแพะแต่ไม่มีรอยเทา้ของ แพะ พออีกคืนหนึ่ งอาข่าก็ได้ขี่ไม้โกงกางแล้วไปยงัหมู่บ้านของไทยล้ืออีกทีน้ีไปหลอกล่อให้หมาเห่า ชาวบา้นของไทยล้ือก็ออกมาดูแต่ก็มองไม่เห็น เพราะไมโ้กงกางที่อาข่าขี่ไปน้ันสูงมากและมืดดว้ยอยู่ไป หลายวนัชาวไทยล้ือก็รู้สึกหวาดกลวัต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไดเ้กิดข้ึน คิดวา่ โดนเจา้ที่หลอกจึงไดย้า้ยออกไป จากหมู่บา้นน้นัอาข่าจึงไดห้มู่บา้นของไทยล้ือมาครอบครอง และนี่ก็คือที่มาของไมโ้กงกางของอาข่า ** ลานวัฒนธรรม /ลานชุมชน (แดข่อง /กาปา)(Daekhanq)การละเล่นในลานวัฒนธรรมเป็ นการละเล่นใน เวลาค่า คืนใตแ้สงพระจนัทร์ที่สวยงาม โดยหลงัจากกลบัมาจากการทา ไร่ทา สวนท้งัหนุ่มสาวก็จะเตรียมตัว จะมาที่ลานวัฒนธรรม (แดข่อง)(Daekhanq) โดยแต่งกายด้วยชุดประจ าเผ่า เพื่อร้องร าท าเพลง และมา แลกเปลี่ยนพูดคุยกบัผูอ้าวุโสเรื่องประเพณีวฒันธรรม ส าหรับหนุ่มๆมาถึงก็จะไปหาฟืนเพื่อมาก่อไฟให้ สว่าง จากน้ันก็จะเต้นร ากัน เป็นโอกาสของหนุ่มสาวที่จะเลือกคู่ครองกัน หลังจากร้องร าท าเพลงเสร็จ เรียบร้อยแล้ว หนุ่มสาวก็จะกลับไปยังบ้านของตนเอง เพื่อพักผ่อนเอาแรง เพราะรุ่งเช้าต้องไปท าไร่ท าสวน การใชช้ีวิตของหนุ่มสาวอาข่าในสมยัน้นัเป็นแบบน้ีเนื่องจากในสมยัน้ันการศึกษาไม่ทวั่ถึง หนุ่มสาวอาข่า ในอดีตจึงอ่อนในเรื่องการศึกษาแต่เต็มไปดว้ยความฉลาดในเรื่องของภูมิปัญญาทอ้งถิ่นที่ชาวอาข่าสืบทอด กันมารุ่นต่อรุ่น
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 72 • การแข่งขันสูบยา (ห่อฉี่ห่อถ่าเออ) (Hawq ciq hawq ta-e) เป็ นการละเล่นของผู้อาวุโสที่สูบยาขื่น โดยเวลาว่างๆ ผูอ้าวุโสจะมารวมตวักนัแลว้สูบยาขื่นให้แดงที่สุด จากน้ันก็มีการทาย ปัญหาเล่น หลังจาก ทายปัญหาเสร็จแลว้มาลองสูบดูว่าของใครยงัดบัถา้ดับถือว่าคนน้ันแพ้แต่ถา้ของใครยงัไม่ดบัก็จะถือว่า ชนะเป็นการละเล่น ของคนแก่ยามที่วา่งๆ • ป้ันถ้วย (ขุ่มหม่าแตเออ) (Khmq maq taev-e) เด็กจะขุดดินเหนียวมาแล้ว เอาศอกต าลงตรง กลางดินเหนียว ให้เป็นรูและลกัษณะคลา้ยๆ กบัถว้ยแลว้เด็กก็จะใส่น้า ลงไป เป็นการเล่นของเด็ก ที่ตอ้งใช้ ในพิธีกรรม คือจะตอ้งสวดคาถาเวลาที่คนแก่เสียชีวิตลง ฉะน้ันถือเป็นการละเล่น ที่มีความส าคญัมากของ อาข่า การละเล่นชนเผ่าอาข่า การละเล่นของชนเผ่าอาข่าแบ่งออกได้สองประเภทคือการละเล่นในพิธีกรรม เช่น โล้ชิงช้า ลูกข่าง การชนไข่แดงการเตน้ร ากระทบไมไ้ผ่และการเล่นลูกสะบา้เป็นตน้ ส่วนการละเล่นทวั่ ไป ก็เช่น การเล่นขา หยงั่การเล่นปืนไมไ้ผ่การเล่นรถสามลอ้ฯลฯ อุปกรณ์การละเล่นส่วนใหญ่ใช้วสัดุจากธรรมชาติและเป็น อุปกรณ์ในการพัฒนากล้ามเน้ือส่วนต่าง ๆ ของเด็กได้เป็นอย่างดีมีกฎกติกาง่าย ๆ สามารถเล่นได้ท้ัง เด็กหญิง เด็กชายจนถึงวยัผใู้หญ่เลยทีเดียว ดงัตวัอยา่งต่อไปน้ี 1. การเล่นยิงปื นกระบอกไม้ไผ่(Maqdoq bev-e) ลักษณะการเล่น การเล่นยิงกระบอกไม้ไผ่เป็ นการเล่นของเด็กผู้ชาย จะเล่นช่วงไหนก็ได้ไม่มีเทศกาลเฉพาะ อุปกรณ์ กระบอกไม้ไผ่ สถานที่เล่น สถานที่ทวั่ ไป จ านวนผู้เล่น ไม่จ ากัดจ านวน
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 73 วิธีการเล่น วิธีการเล่นยิงกระบอกไม้ไผ่ บรรจุลูกกระสุน (ผลไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า อ่า-ชู-แชะ )ในกระบอกไม้ไผ่ แลว้จะยิงใส่กนัและเวลาเล่นจะมีกติกาวา่จะยงิ่ใส่ที่ร่างกายเท่าน้นัถา้คนไหนถูกยงิโดนลูกกระสุนจะเป็นคน แพ้ ประโยชน์ของการเล่น ฝึกความสัมพนัธ์ของกลา้มเน้ือมือและตาการตดัสินดว้ยตวัเอง และการอยรู่ ่วมกบัผอู้ื่น ศิลปะการดนตรี เครื่องดนตรีประเภทเป่ า ได้แก่ •แคน (หละเจ่) Lavqjeiqเป็ นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นกันของผู้ชายอาข่า ซึ่งจะเล่นในเวลาที่ว่างหรือ ช่วงประเพณีต่าง ๆ โดยใช้บริเวณลานวัฒนธรรมชุมชนเป็ นสถานที่เล่น หรือเล่นระหว่างทางไปท่องเที่ยว ต่างหมู่บา้น เพื่อส่งเสียงให้ผูค้นไดย้ิน เครื่องแคนของอาข่ายงัไม่พบว่าเกิดข้ึนในช่วงใด หรือมีตา นานกล่าว ว่าอย่างไร จากที่ได้สอบถามขอ้มูลกบัผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ของอาข่าไดค้วามว่า เมื่อก่อนชาวอาข่าทา แคนข้ึนมาเองแต่ ไม่สามารถที่จะเล่นได้เพราะไม่รู้จังหวะ และวิธีการเป่ า แต่เนื่องจากคนอาข่าสื่อสารกับเจ้าที่ได้ ซึ่ งเจ้าที่ สามารถที่จะเป่ าแคนได้ ชาวอาข่าจึงเรียนรู้จังหวะ และวิธีการเป่ าแคนมาจากเจา้ที่ซ่ึงความรู้น้ันจึงตกทอด กันมาจนถึงปัจจุบัน • ขลุ่ย(ชูลู๊)Coiloir ขลุ่ยของอาข่าจะเป็ นขลุ่ย ๓ รู จะเป็ นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นในหมู่ผู้ชายอาข่า ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีขลุ่ย อยู่แต่คนที่สามารถเป่าไดม้ีอยู่นอ้ยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ที่ยงัเป่ ากันอยู่ในระหว่างเดินทางไปท าไร่ ท าสวน เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานแต่เด็ก ๆ และเยาวชนในหมู่บ้านจะไม่นิยมเป่ ากันแล้ว • เป่ าใบไม้ (อะปะบอ เออ)Avpavq baw-e ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะนิยมเป่ าในระหว่างทางไปท าไร่ ท าสวนหรือระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน เขาจะห้ามเป่าในบริเวณหมู่บา้น เพราะเชื่อกนัว่าใบไมเ้ป็นของดิบใชไ้ดค้ร้ังเดียวและก็ตอ้งทิ้งไปถา้เกิดเอา มาเป่ าในหมู่บ้าน ก็จะไม่ดีถือเป็ นลางร้าย • ขลุ่ยต้นข้าว Caerbawr maeqlir จะนิยมเป่ากันเฉพาะฤดูเกี่ยวข้าวเท่าน้ัน พวกเด็ก ๆ และหนุ่มสาวในหมู่บ้านจะนิยมเป่ ากัน แต่ ผู้ใหญ่ไม่ค่อยนิยมเป่ า และก าชับไม่ให้เด็กเป่ ากัน เนื่องจากเชื่อกันว่า ถ้าเป่ าแล้วจะเป็ นลางร้ายท าให้ ฝนตกขา้วในไร่นาเสียหายได้แต่เด็กมีนิสัยด้ือไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่นกัเมื่อเห็นใครทา ข้ึนมา เล่นกนัเด็กก็ จะเอาไปเล่น การเป่ าขลุ่ยต้นข้าวจึงมีมาจนถึงปัจจุบัน
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 74 เป่ ากระบอกไม้(บ่อ ลอบอเออ)Bawq law baw-e มีลักษณะคล้ายกับขลุ่ยต้นข้าว แต่จะท าจากไผ่ล าเล็ก ส่วนมากจะนิยมเป่ ากันเป็ นกลุ่มหลาย ๆ คน เวลา จะเดินทางไปไหนมาไหน หรือเข้าป่ าลึกคนเดียวจะไม่นิยมเป่ ากัน เพราะอาข่ามีความเชื่อว่า เมื่อเราเป่ า กระบอกไมน้้ีสัตวป์่า หรือเจา้ที่สางในป่าจะมาหาเราและอาจทา ร้ายเราได้อาข่าจึงไม่นิยมเป่ากระบอกไม้ ในป่าจึงเป็นความเชื่อและถือปฏิบตัิกนัมาต้งัแต่สมยับรรพบุรุษมาจนถึงปัจจุบนั จิ๊งหน่อง (จ๊ะเอว่) Jaroeq การเล่นติ้งหน่องจะใช้วิธีการดีด และจะใช้ลมที่ปาก ช่วยในการท าให้เกิดเสียง ส่วนใหญ่เล่นในเวลา ที่ว่างจากการท างาน หรือระหว่างทางเดินไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่หนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านจะเล่นกัน เพื่อเป็นสื่อในการเก้ียวสาว โดยมีผูเ้ฒ่าผูแ้ก่เป็นคนทา และสอนวิธีการเล่นให้กบัหนุ่ม ๆ ซ่ึงพวกเขาจะไม่ นิยมเล่นกันต่อหน้าพ่อแม่ เนื่องจากเพลงที่เล่นส่วนใหญ่เป็ นเพลงเกี่ยวกับเพลงจีบสาว จึงอาย และไม่กล้า เล่นต่อหน้าพ่อแม่ ซึง (ดรื้ม) Dmr ซึงของอาข่าจะมี ๓ สาย ซึ่งเป็ นเครื่องเล่นของผู้ชายและจะเล่นกันในเวลาที่ว่างจากการท างาน เพื่อเป็ น สื่อการเก้ียวสาวโดยมีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเป็ นคนท าให้ และจะสอนวิธีการเล่นให้ด้วย กลอง (ถ่อง)Tanq สมยัก่อนกลองจะสามารถทา ข้ึนมาได้เอง แต่คนที่สามารถทา กลองได้จะตอ้งเป็นผูท้ ี่มีบารมีสูง เช่น หมอเจา้ที่ผูน้า ศาสนา ช่างตีเหล็ก หรือผูเ้ฒ่าผแู้ก่เป็นตน้คนอาข่าจะเชื่อกนัวา่ถา้ผชู้ายคนใดมีภรรยาที่ก าลัง ต้งัครรภอ์ยู่หา้มไม่ใหผ้ชู้ายคนน้นัตีกลอง เพราะเขาถือกนัวา่ถา้หากตีกลองก็เหมือนกบัตีลูกของตวัเอง ฆ้อง (โบวโล) Boeloe ฆ้องถือเป็ นเครื่องดนตรีที่ส าคัญมากชนิดหนึ่ ง ซึ่งทุกครอบครัวในหมู่บ้านจะต้องมี เพื่อใช้ในการท า พิธีกรรมหรือประเพณีที่ส าคญัๆของหมู่บา้น ถา้ครอบครัวใดไม่มีฆอ้งครอบครัวน้นัก็จะเขา้ร่วมในประเพณี หรือพิธีกรรมน้นั ไม่ได้สมยัก่อนฆอ้งจะตอ้งซ้ือมาจากเมืองจีน แต่ปัจจุบนั ในทอ้งตลาดของบา้นเราก็มีขาย ฉิ่ง (แจเล้)Jaelaer สมยัก่อนฉิ่งก็ต้องซ้ือมาจากเมืองจีนเหมือนกัน เพื่อน ามาใช้ในประเพณีหรือเทศกาลต่าง ๆ ที่ส าคัญ ภายในหมู่บา้น ***ฆอ้งกลอง ฉิ่ง เครื่องดนตรีท้งัสามชนิดน้ีจะตอ้งเล่นร่วมกนัและจะใช้ในพิธีที่ส าคญัๆ เท่าน้นัและพิธีน้นัก็จะตอ้งเป็นพิธีเกี่ยวกบัส่วนรวมดว้ยจะนา มาเล่นภายในครอบครัว ไม่ได้ กระทุ้งไม้ไผ่(บ่อ ฉ่องตูเออ)Bawqtsanq tuv-e การละเล่นกระทุ้งไม่ไผ่หรือ "บ่อฉ่องตูเออ" เป็ นการละเล่นที่ใช้เครื่องดนตรีประกอบด้วย การละเล่นประเภทน้ีส่วนใหญ่จะเป็นผหู้ญิง หรือกลุ่มแม่บา้น และจะมีท่าเตน้ ประกอบดว้ยจะเล่นกนั
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 75 ในช่วงเทศกาลประเพณีที่ส าคัญในหมู่บ้าน เช่น ประเพณีโล้ชิงช้า ไล่เจ้าที่ และเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งจะมีการ เตน้เป็นวงกลมตามจงัหวะของกลอง ฆอ้ง ฉิ่ง ฉาบ อยา่งพร้อมเพรียงกนั (ละเอียด ชอบธรรม รายงานบทบาททางสังคมและเศรษฐกิจของสตรีชาวเขาเผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาว 2. การเล่นขาหยั่ง(Maeq nawq mee-e) ลักษณะการเล่น การเล่นขาโยง่น้นัเล่นไดท้ ้งัเด็กผหู้ญิงและเด็กผชู้ายแต่คนที่จะเล่นไดน้ ้นัจะใชท้กัษะในการทรงตวั ได้ดีเป็ นเลิศ และต้องฝึ กซ้อมบ่อย ๆ ถึงจะไปแข่งกับคนอื่นได้ อุปกรณ์ ขาหยงั่ สถานที่เล่น ลานกว้างของหมู่บ้าน ที่เป็ นที่ราบ จ านวนผู้เล่น ไม่จ ากัดจ านวน วิธีการเล่น หลังจากเด็กมีอุปกรณ์ในการเล่นเรียบร้อยแลว้และมนั่ใจในฝีมือของตวัเองว่าสามารถจะแข่งขนักบัผูอ้ื่นได้ จะพากนั ไปเล่นลานกวา้งของหมู่บา้นที่เป็นที่ราบเสมอกนัจะขีดเส้นจุดเริ่มตน้และจุดเส้นชยัจะเล่นกนัเป็น กลุ่มใหญ่เวลาเล่นจะเขา้แถวที่จุดเริ่มตน้พร้อมกนัทุกคนก่อน แลว้เอาอุปกรณ์ต้งให้ตรงเสร็จแล้วคนที่จะ ั เล่นตอ้งข้ึนไปยนืตรงไมไ้ผ่โดยการเอาเทา้ระหวา่งหัวแม่โป้งของนิ้วเทา้ไปหนีบที่ตาไมไ้ผ่แลว้จะนบั 1 – 3 แลว้ออกตวัไปพร้อมกนัคนไหนถึงเส้นชยัก่อนเป็นผชู้นะ ประโยชน์ของการเล่น เป็นการฝึกความสัมพนัธ์ของกลา้มเน้ือมือเทา้และตาและให้รู้จักความอดทน เพราะว่ากว่าจะเล่น ทรงตวัไดบ้นไมไ้ผ่น้ันตอ้งใช้เวลาในการซ้อมเป็นอย่างมากใช่ว่าใครก็เล่นไดต้อ้งผ่านการฝึกซ้อมมาก่อน ถึงจะเล่นได้ และเป็ นการออกก าลังกายของเด็ก เพื่อให้ร่างกายเด็กแข็งแรง 1. การเล่นซ่อนหา เป็ นการเล่นเกมชนิดหนึ่งซึ่งเป็ นที่นิยมของเด็กๆ จะเล่นรวมกนัท้งัหญิงและชาย การเล่นคล้ายกับของเด็กไทย มีชื่อเรียกหลายอย่างตามเพลงที่ร้องเวลาหาตัวผู้ปิ ดตาอยู่โยง 2. การเล่นลูกสะบ้า (อะเบอะเกอะ)Arbev gevq เป็ นการละเล่นอย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็ นของชาวสตรีโดยเฉพาะ แต่เด็กชายเด็กหญิงเล็กๆ ก็นิยมเล่นกันมาก การเล่นผู้เล่นจะแบ่งเป็ น 2 ฝ่ าย ฝ่ ายละเท่าๆกัน ผู้เล่นฝ่ ายหนึ่งจะมีลูกสะบ้าคนละลูก แล้วไปยืนอยู่ที่เส้น ที่ขีดไวเ้ส้นหน่ึงและจะเริ่มทอยลูกสะบา้ทีละคนไปที่เส้นที่ขีดไวต้รงกนัขา้มซ่ึงมีลูกสะบา้วางต้งัเรียงไว้
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 76 เป็นแถวผเู้ล่นฝ่ายตรงขา้มจะยนืรออยทู่ ี่นอกเส้นน้ีถา้ผูเ้ล่นฝ่ายแรกทอยสะบา้แลว้วิ่งตามลูกสะบา้ของ ตนไม่พน้ลูกเลยออกนอกเส้นน้ีไป ลูกจะตอ้งตกเป็นของผูเ้ล่นฝ่ายตรงขา้ม การเล่นสะบา้น้ีมีอยู่หลายท่า ด้วยกัน ถ้าสามารถผ่านได้ทุกทีจะได้เล่นต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะแพ้ 3. การเล่นเดินต่อขา (แหม่หน่อเนาะ) เป็ นการเล่นของเด็กผู้ชายโดยเฉพาะ โดยน าไม้ส่วนหนึ่งเป็ นไม้ไผ่ที่มี แขนงส าหรับเหยียบตรงโคน หรือนา ไมม้าขดัตรงโคนส าหรับเหยียบมาสองอนัแลว้เด็กก็จะข้ึนเหยียบเดิน ไปรอบๆ 4. การเลื่อนไถลลงเนินหรือเล่นรถไถ (ชิโจโจ) Cirjoe joe เป็นการเล่นของท้งัเด็กหญิงและเด็กชายแต่ เด็กชายนิยมเล่นมากกว่าเด็กหญิง 5. เล่นหม้อข้าวหม้อแกงหรือขายของ (ห่อมือ มือ) Hawq meeq meeq เป็ นการเล่น ของเด็กหญิง โดยเฉพาะ แต่เด็กผู้ชายเล็กๆ ก็ชอบเล่นด้วย เล่นฉุดลงหรือฉุดข้ึนเนิน (เงอคา้แจ่เกอะ) Ghe ka jeiq gevq นิยมเล่นรวมกนัท้งัหญิงและชาย โดย จะแบ่งเป็ นสองฝ่ าย ฝ่ ายหนึ่งมากฝ่ ายหนึ่งน้อย ฝ่ ายมากจะอยู่ข้างบน ฝ่ ายข้างล่างจะใช้มือฉุดลง มาหรือฝ่ายขา้งบนจะใชม้ือฉุดข้ึนไป เล่นปิดตาไล่ตี(หนึแดะข่าเยเ่กอะ) นิยมเล่นรวมกนัท้งัหญิงและชาย เล่นชานาเกอะ คล้ายกับการเล่นเตยของเด็กไทย เล่นชิงหลุม (ลามือแฉะ) คล้ายๆ กับการเล่นลิงชิงหลัก นิยมเล่นท้งัหญิงและชาย เล่นชิงไม้ (ดู่ข่อเกอะ) โดยน าไม้มาวางเป็ นกรอบสี่เหลี่ยมล้อมคนเฝ้าอยู่ตรงกลางคนอื่นๆ เป็ นคน แยง่คลา้ยการเล่นอีกาฟักไข่ของเด็กไทย นิยมเล่นท้งัหญิงและชาย เล่นเสือกินววั (ข่ายา่เชอะเดอะข่าฮึมเชอเดอะ) นิยมเล่นกนัท้งัหญิงและชาย เล่นไล่ตีกัน (กะข่องส่อเออะ) นิยมเล่นกนัท้งัหญิงและชาย (ละเอียด ชอบธรรมรายงานบทบาททางสังคมและเศรษฐกิจของสตรีชาวเขาเผ่าอาข่าสถาบันวิจัยชาวเขา)
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 77 บทที่ 8 ศาสนาโลกทัศน์ชนเผ่าอาข่า ความเชื่อเกี่ยวกับการก าเนิดสรรพสิ่ง อาข่าเป็ นกลุ่มชนที่ใช้ความเชื่อ เพื่อการด ารงชีวิต ท้งัน้ีเนื่องจากความผกูพนัของชีวิตกบัธรรมชาติเป็ น สาเหตุหนึ่งที่ท าให้ชาวอ่าข่าใช้ความเชื่อในการปฏิบัติต่อตนเอง และต่อธรรมชาติอยา่งลึกซ้ึงความเชื่อของ อ่าข่าที่ปฏิบตัิและใชอ้ยมู่ ีดงัน้ีความเชื่อเกี่ยวกบัการเกิดโลกและสรรพสิ่งต่างๆอาข่ามีต านานและความเชื่อ เกี่ยวกบัการเกิดของสรรพสิ่งต่างๆที่เป็นอยบู่นโลก ซ่ึงสามารถแบ่งแยกออกเป็ นตอนใหญ่ๆได้ 3 ตอนดงัน้ี ตอนที่ 1 การเกิดของสรรพสิ่งต่างๆ ที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต อาข่าเรียกว่า Bymqga หมายถึงข้นัตอนของการเกิดสิ่งต่างๆ อาทิดิน น้า อากาศ มนุษย์ ฯลฯ และสิ่งอื่นๆที่มีอยบู่นปฐพีท้งัที่ มีชีวิต และไม่มีชีวิต ตอนที่ 2 การเกิดกฎระเบียบ พิธีกรรม ประเพณี อาข่าเรียกว่า Zanr ga เป็นข้นัตอนของการเกิดของสัตวท์ ี่อาข่าเชื่อวา่ ไม่ดีและไม่นา มาเล้ียงเด็ดขาด หรือถา้มีก็ตอ้งนา มาฆ่ากิน และเซ่นไหว้ผีเสีย ได้แก่ 1. หมูที่เกิดลูกในหมู่บ้าน อาข่าเชื่อว่าธรรมชาติของหมูต้องเกิดในป่ า 2. หมูที่เกิดลูกน้อยกว่า 3 ตัว อาข่าเชื่อว่าธรรมชาติของหมูต้องเกิดลูกมากกว่า 3 ตวัข้ึนไป 3. สุนัขที่เกิดในป่ า อาข่าเชื่อว่าธรรมชาติของสุนัขต้องเกิดในบ้าน 4. หมู หรือ สุนัขที่แท้งลูก 5. หมูที่มีกีบเท้ายาวเพียงกีบเดียวอาข่าเชื่อว่าธรรมชาติของหมูต้องมีเท้าสองกีบต่อ 1 ขา และต้องยาวเท่ากัน ด้วย 6. หมูที่เกิดลูก แล้วลูกตายหมด 7. ไก่ที่ไข่ออกมาแลว้เปลือกไข่ไม่แขง็ 8. สัตว์พิการทุกชนิด เช่น กระบือเข่าแตก หมูขาด้วน สุนัขหูแหว่ง 9. สัตว์ทุกชนิดที่ปีนข้ึนไปบนหลงัคาบา้น อาข่าถือวา่ ไม่ดีเพราะหลงัคาบา้นมิใช่ที่ๆสัตวเ์ล้ียงเหล่าน้ีจะข้ึน ไป เชื่อกนัวา่ผีเป็นผสู้่งข้ึนไป 10. การมีนกต่างๆมาเกาะที่หลังคาบ้าน อาข่าถือว่าไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเซ่นสรวงแต่ถา้นกน้นัเป็นนกเขียว
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 78 อาข่าถือกันมาก เพราะเชื่อกันว่านก เขียวเป็ นทูตปี ศาจ ที่จะน าความเจ็บป่ วย มาสู่สมาชิกในครัวเรือน กรณี เช่นน้ีเจา้ของบา้นจะตอ้งเซ่นผีบรรพบุรุษดว้ยหมู1 ตัว และเหล้า 1 ขวด เพื่อให้ช่วยขับไล่ผี ตอนที่ 3 ข้ันตอนการเกดิดินแดนที่อยู่อาศัยอาข่าเรียกว่า Janr ga มีต านานเล่าว่า เมื่อก่อนอาข่ามีเมืองเป็นของตนเองชื่อวา่ Jadea "จาแด" แต่ต้องเสียให้กับชนเผ่าอื่น เพราะลูกสาวของผู้น า "จาแด" ได้ท าลายกฎไปแต่งงานกับคนของชนเผ่าอื่น อาข่าจึงไม่มีเมืองเป็ นของเผ่า ตนเองมาจนถึงปัจจุบนันอกจากน้ีอาข่าเชื่อวา่พ้ืนปฐพีน้ีเกิดข้ึนไดเ้นื่องจากการสร้างของเทพเจ้าต่างๆ ประกอบด้วย เทพเจ้า อึ่มแย้ (Mqyaer) เป็นเทพเจา้ผสู้ร้างน้า ฝน เทพเจ้าอึ่มซ้า(Mqsar) เป็ นผู้สร้างท้องฟ้า จาบีจาหล่อง(Ja bi ja lanq) เป็ นเทพเจ้าผู้สร้างแผ่นดิน เรียกเทพเจ้ารวมกันว่า "อ่าเผ่วหมี่แย้" (Aqpoeq mir yaer)อันเป็ นเทพเจ้าผู้สร้างจกัรวาลสรรพสิ่งบนโลก และฝนฟ้าดิน ตลอดจนสร้างสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ข้ึนมาไวจ้นถึงปัจจุบนัน้ี ความเชื่อเรื่องการติดหนี้ก่อนตายและการใช้หนี้ ชาวอาข่ามีความเชื่อวา่คนที่เสียชีวิตโดยไม่ยอมใชห้น้ีจะตอ้งไปใชห้น้ีในภพหนา้เพราะอาข่ามี ความเชื่อว่าคนที่ตายไปจากโลกน้ีจะไปอยกู่บับรรพบุรุษในอีกภพหน่ึงและเชื่อวา่ชาติหนา้จะตอ้งเกิดมาเป็น ม้า,ควายเป็นสัตวพ์าหนะใหเ้จา้หน้ีขี่และจะถูกใชง้านอยา่งหนกัเพราะฉะน้นัอาข่าจึงกลวัเรื่องการติดหน้ี ก่อนตายมากถา้รู้ตวัวา่ตวัเองไม่สบายจะสั่งเสียลูกหลานไวว้า่ตวัเองเป็นหน้ีของใครบ้างเพื่อที่ลูกหลานจะได้ ไปใช้ให้แทนตัวเองหลังจากที่ตัวเองเสียชีวิตแล้ว ความเชื่อเรื่องขวัญและวิญญาณ เรื่องขวัญอาข่าถือว่าเป็ นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เมื่อประสบเหตุการณ์ที่เลวร้ายหรือเรื่องที่ตกใจ ถึง ตนเองไม่กลัว แต่ขวัญของตนอาจจะกลัว อาข่าเชื่อว่าขวัญของผู้หญิงมี 9 ขวัญ ผู้ชายมี 12 ขวัญ เมื่อประสบ เหตุการณ์ที่ไม่ดีขวัญของผู้ชายจะแข็งกว่าผู้หญิง และอาข่ามีความเชื่อว่าถ้าไปพบเหตุการณ์ที่เลวร้าย หรือ เหตุการณ์ที่ท าให้ต้องตกใจ เช่นถูกรถชน ต้องท าพิธีเรียกขวัญ ให้ขวัญกลับมาอยู่กับเจ้าของขวัญ พิธีกรรมเรียกขวัญ (Lar kur kur khovq-e) การเรียกขวญัของอาข่าน้นัจะเรียกขวญัเป็นรายบุคคลหรือจะเรียกขวญัท้งัครอบครัวก็ได้การเรียก ขวญัน้นัอาข่าใหค้วามสา คญัเป็นอยา่งมาก หลงัจากที่ทา พิธีเรียกขวญัเสร็จแลว้เจา้บา้นที่ทา พิธีจะเขา้บา้นคน อื่นไม่ได้ และหวีผมไม่ได้ จนกว่าจะพ้น 7วัน พอจะจ าแนกการเรียกขวัญของอาข่าออกเป็ น 3แบบ ดงัน้ี
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 79 การเรียกขวัญแบบที่ 1 เป็นการเรียกขวญัรายบุคคล พิธีกรรมจะมีข้ึนในเวลาเยน็เป็นการเรียกขวญั โดยพ่อแม่ของเจา้ของขวญัพิธีกรรมจะไม่ยุ่งยาก สิ่งของที่ตอ้งเตรียมมีดงัน้ีไข่ตม้ 1 ฟอง ข้าวเหนียวที่นึ่ง แล้วนิดหนึ่ง ไม้พายข้าว 1 อนัน าสิ่งของท้ังหมดวางบนกระจาด ถือกระจาดไปเรียกขวญักลบัเขา้มาจาก ประตูศักดิ์ สิทธิ์ ของหมู่บ้าน (ล้อข่อง) ระหว่างเดินทางกลับจะเรียกชื่อจริงของเจ้าของขวัญและบอกให้ขวัญ กลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่และให้นึกถึงที่นอนที่อบอุ่นที่บ้าน พอกลับมาถึงบ้านจะผูกด้ายที่ข้อมือ อาข่า เรียกว่า (ล่า–ตึ–ปะ–เออ) ให้กับเจ้าของขวัญ การเรียกขวัญแบบที่ 2 เป็ นการเรียกขวัญรายบุคคล จะเรียกขวัญโดยผู้อาวุโสหรือผู้เฒ่าในหมู่บ้าน พิธีกรรมจะมีข้ึนในช่วงเยน็สิ่งของที่จะตอ้งเตรียมมีดงัน้ีไก่ตม้ท้งัตวั 1 ตัว ไข่ต้ม 1 ฟอง ข้าวเหนียวนิดหนึ่ง ขิง ชา ก าไลมือ หรือสร้อยคอของเจ้าของขวญัน าสิ่งของท้ังหมดวางลงบนกระจาดและการประกอบ พิธีกรรมจะเหมือนกับแบบที่ 2 จะต่างกนัที่ผเู้รียกขวญัเท่าน้นั การเรียกขวัญแบบที่ 3 ใช้เรียกขวญัเป็นรายบุคคลหรือเรียกขวญัท้งัครอบครัวก็ได้ทา พิธีโดยหมอ สวด (พิมะ) ขวัญแบบที่ 3 น้ีถือเป็นการเรียกขวญัเต็มรูปแบบและเป็นพิธีใหญ่ของที่ตอ้งเตรียมมีดงัน้ีหมู ตัวเมีย 1 ตวั ไก่ตวัผู้1 ตัว (หากใชห้มูตวัผูก้็ตอ้งใชไ้ก่ตวัเมีย) ในการทา พิธีกรรม พิธีจะมีข้ึนในเวลาเย็นหรือ เวลาเชา้ของวนัฤกษด์ีของเจา้ภาพ ก่อนจะถึงวนัทา พิธีทางเจา้ภาพตอ้งไปบอก พิมะ ไวก้่อนว่าเวลาเยน็หรือ เช้าวนัพรุ่งน้ีจะเชิญไปเรียกขวญั ให้กบัลูกของตน และในการไปบอกน้นัตอ้งเอาเหลา้ไป 1 ขวด พอตกเย็น หรือช่วงเช้า แล้วแต่ว่าเจ้าภาพจะเลือกท าพิธีช่วงเวลาใด โดยให้ผู้ใหญ่ในบ้านหรือพ่อไปเชิญ พิมะ เมื่อ พิมะ ไปถึงบา้นจะฆ่าไก่1 ตัว และท าอาหารกินกนั ในหมู่ผูเ้ฒ่าผูแ้ก่หลงักินอาหารเสร็จแลว้จะเตรียมของที่จะไป พิธีเรียกขวัญที่ประตูหมู่บ้าน (ล้อข่อง) โดยเอาหมูและไก่ที่ยงัเป็น ๆ ใส่ในตะกร้าไมไ้ผ่แลว้เอาไปทา นั่ง สวดคาถาที่ประตูหมู่บ้าน จะใช้เวลาประมาณ 1 ชวั่โมง ในการสวด หลงัจากสวดเสร็จจะไปฆ่าหมูและไก่ที่ บ้านเจ้าภาพ คนเฒ่าคนแก่ในหมูบ้านจะช่วยกันดูตบัหมูเพราะอาข่าเชื่อว่าหมูที่ใช้สวดในพิธีกรรมน้ัน สามารถบอกถึงอนาคตของเจ้าภาพได้ เช่นว่าเมื่อไหร่เจ้าภาพจะหายจากอาการป่ วยเมื่อไหร่หรือเจ้าภาพมี ขา้วปลาอาหารสมบูรณ์ไหมในปีน้ีเป็นตน้หลงัจากน้นัจะเอาหมูกบั ไก่มาท าอาหาร และบางส่วนจะแบ่งไว้ ให้กับหมอสวดเอากลับไปบ้านด้วยหลงัทา อาหารเสร็จจะไปเชิญผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้นมาผูกขอ้มือเจา้ภาพ หลงัจากน้นัคนเฒ่าคนแก่จะกินขา้วร่วมกนัเป็นอนัเสร็จพิธี วิญญาณหลังความตาย อาข่าเชื่อว่าคนตายไปแล้วจะไปอยู่อีกโลกหนึ่ง วิญญาณของคนเสียชีวิตจะเห็นคนที่มีชีวิต แต่คนมี ชีวิตไม่สามารถเห็นวิญญาณของผทู้ี่เสียชีวิตแลว้วิญญาณของผทู้ี่เสียชีวิตน้นัจะทา มาหากินเหมือนกบัคนที่
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 80 ยงัมีชีวิตอยู่จะแต่งตวัเหมือนกบัเส้ือผา้ที่ใส่ตอนที่วิญญาณออกจากร่างและคนที่แก่ตายก็จะกลบัไปเป็น หนุ่มเป็ นสาว อาข่ามีความเชื่อว่า โดยปกติแล้วต่างคนต่างใช้ชีวิตกัน วิญญาณ ของผู้ที่เสียชีวิตจะไม่มีการ รบกวนคนที่ยงัมีชีวิตอยู่นอกเสียจากวา่มนุษยไ์ปลบหลู่หรือไปรบกวนวิญญาณก่อน วิญญาณน้นัก็จะหลอก หลอนมนุษย์หรือที่คนทวั่ ไปเรียกวา่ โดนผีหลอก
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 81 บรรณาน ุ กรม องค์ความรู้ ภูมิปัญญาดา ้ นการดูแลสุขภาพแม่และเด ็ กเลก ็ ของชนเผา่อาข่า โครงการสร้างฐาน เด ็ กเลก ็ ก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง บา ้ นอาแย สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาว ไทยภูเขาในประเทศไทย ข้อมูลจาก สมาคมเพื่อการศึกษาและวฒันธรรมชาวอาข่าเชียงราย พินิจ พิชยกลัป์(นกัวิจยั/พี่ตุม ้ )ขอ ้ หา ้ มขอ ้ นิยมเบ้ืองตน ้ ทางสังคมของชาวเขาเผา่อีกอ ้ สถาบันวิจัยชาวเขา หนงัสือชาวเขาเผา่อีกอ ้ สา นกังานเลขานุการคณะกรรมการปฏิบตัิการจิตวิทยาแห่งชาติ อุไรวรรณ แสงศรความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้าน สถาบันวิจัยชาวเขา ละเอียด ชอบธรรมรายงานบทบาททางสังคมและเศรษฐกิจของสตรีชาวเขาเผา่อีกอ ้ สถาบันวิจัยชาวเขา
องค์ความรู้ชาติพันธุ์อาข่า 82 คณะผ ู้จัดท า นางสาวบุณยวีร์ ทวีพนารักษ์( Mazev ma Burgaq ) ชนเผ่า อาข่า เจ้าหน้าที่ภาคสนามชนเผ่าอาข่า Email : [email protected] ออกแบบปกโดย นายพงษศ์กัด์ิคีรีสถานบุตร ชนเผา่อิ้วเมี่ยน เจา้หนา้ที่ภาคสนาม ชนเผา่อิ้วเมี่ยน Email [email protected] โครงการพัฒนาการศึกษาทางเลือกแบบมีส่วนร่วมเพื่อเด็กและเยาวชนชนเผ่าพ้ืนเมืองในประเทศไทย (กศช.) Participatory Alternative Education for Indigenous Children and Youth in Northern Thailand (PEICY) Project คณะที่ปรึกษา 1. นายอาจู จูเปาะ (Aqjur dzoeqbaw ) ประธานชมรมอาข่าในประเทศไทย 2. นายอาทู่ปอแฉ่ (Artuq bawrcaeq) ผอู้ า นวยการสมาคมเพื่อการศึกษาและวฒันธรรมชาวอาข่า เชียงราย 3. นายชีตา จือปา (Citavr jeqbyaq) 4. นายเสรี ทวีพนารักษ์( Lehai mazev ) 5. นายปฏิภาณ อายิ (Aqbaeq arnyi) 6. นายจ่าทือเชหมื่อ (Jaqtee tseimeeq) 7. นายอาโหยว่ยอเบะ(Aryoeq nyawrbyeivq) 8. นางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ (Miqyar dzoeqbaw)